คลังเก็บป้ายกำกับ: REVIEW

รีวิว ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition สเปก Ryzen 9 5900HX + Radeon RX 6800M จอ 15.6″ QHD 165Hz ราคา 59,990 บาท

ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition ในรีวิวนี้เป็นเครื่องขายจริงแล้ว จัดว่าเป็น Gaming Notebook ปี 2021 รุ่นแรก ซึ่งได้สเปกเป็น AMD 100% ทั้งในส่วนของชิปประมวลผลและการ์ดจอแยก ได้ประสิทธิภาพที่ทรงพลัง ด้วยการทำงานของ Ryzen 9 5900HX รองรับการ OC จับคู่มากับ Radeon RX 6800M (12GB GDDR6) ประสิทธิภาพสูง เน้นความแรงและฟีเจอร์ที่มากกว่า ROG Strix G15 รุ่นปัจจุบัน อีกทั้งมีให้เลือกหลากหลายรุ่น โดดเด่นด้วยไฟคีย์บอร์ด RGB พร้อม Surrounded Light Bar รอบตัวเครื่อง ที่เราสามารถปรับแต่งได้ 

ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition

นอกจากนี้ยังมาพร้อมความสดใหม่ด้วยระบบระบายความร้อนอัจฉริยะ ROG Intelligent Cooling ที่ทำงานร่วมกับสารโลหะเหลว (Liquid Metal) จากทาง Thermal Grizzly เพื่อเป็นตัวช่วยในการระบายความร้อนให้กับชิปประมวลผล แทนการใช้ซิลิโคนนำความร้อนแบบปกติ พร้อมด้วยฟีเจอร์ Gaming ต่างๆ ที่ล้ำกว่า Gaming Notebook ทั่วไป สมกับการมาของสเปก Ryzen 5000H + Radeon RX 6000M รุ่นใหม่ล่าสุด อีกทั้งได้หน้าจอเป็น 15.6″ ความละเอียด QHD พาเนล IPS คุณภาพสูงที่ 165Hz ที่ต้องบอกว่าเป็นหน้าจอที่ดีสำหรับเล่นเกมระดับ eSports

VDO Preview

Coming Soon

NBS Verdict

สรุปแล้ว ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition ถือว่าเป็น Gaming Notebook หน้าจอ 15.6″ ปี 2021 สเปก AMD สายพันธุ์ 100% ทั้งชิปประมวลผล Ryzen 5000H และการ์ดจอแยก Radeon RX6000M ที่เน้นความเป็น Gaming จริงจังที่ดีที่สุดรุ่นหนึ่งก็ว่าได้ในช่วงราคานี้  ดีไซน์คล้ายกับรุ่นสเปก Intel + NVIDIA มาพร้อมกับประสิทธิภาพที่สูงทั้งด้วยชิปประมวลผลระดับสูงและการ์ดจอ Gaming ที่แรงกับทุกเกมในตลาดแน่นอน พร้อมจอพาเนล IPS เกรดสูง sRGB 100% ที่ความละเอียด QHD@165Hz ซึ่งเป็นหน้าจอมาตรฐานที่ดีกว่าของ Gaming Notebook ในตลาดทั่วไป

ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition Review 77

โดยชิปประมวลผล Ryzen 9 5900HX เป็นรุ่นที่แรงที่สุด พร้อมรองรับการ Overclock เพิ่มได้ ส่วนการ์ดจอแยกอย่าง Radeon RX 6800M (12GB GDDR6) เองก็เป็นรุ่นท็อปสุด มาพร้อมสถาปัตยกรรมล่าสุดอย่าง NAVI 22 เทคโนโลยีการผลิตที่ 7 นาโนเมตรเหมือนกัน ที่สำคัญฟีเจอร์อื่นๆ ยัดมาให้อย่างแน่นอน ไม่แค่นั้นเรื่องระบบระบายความร้อนก็ทำได้ดี ทั้งจากรูปลักษณ์และใช้งานจริง  เน้นประสบการณ์ใช้งานที่ดีกว่า Gaming Notebook รุ่นอื่นๆ ที่สเปกใกล้เคียงกัน โดยคาดว่ารุ่นขายจริงจะมีสเปกให้เลือกซื้อมากกว่านี้ และมีราคาเริ่มต้นที่ไม่สูงจนเกินไป  

ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition Review 74

ในส่วนของรุ่นรองลงมา ถ้ามีมาในอนาคตก็คาดว่าจะมีเป็น Ryzen 5 5600H / Ryzen 7 5800H พร้อมพ่วงด้วย Radeon RX 6600M / Radeon RX 6700M รองรับการทำงานพื้นฐานได้สมบูรณ์แบบ หรือจะเอาไปทำงานหนักๆ รวมไปถึงเล่นเกม 3 มิติก็สบายมากๆ เทียบเท่ากับการ์ดจออีกแบบเจ้าตลาดได้สบายๆ ติดตั้งแรมมาให้ขนาด 16GB DDR4 Bus 3200 MHz พร้อม SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ  1TB เรื่องความแรงกับความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับค่าตัว 59,990 บาท ได้ประกัน 3 ปี On-site Service และประกันอุบัติเหตุใน 1 ปีแรกแล้ว ก็น่าว่ามีความน่าสนใจมากๆ 

ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition Review 81

เรียกได้ว่าใครต้องการ Gaming Notebook ที่ให้ประสบการณ์ใช้งานที่เหนือชั้นที่ดีกว่า Gaming Notebook ราคาคุ้มค่าทั่วไป พร้อมความแตกต่างที่ไม่ได้ใช้การ์ดจอเป็น GeForce RTX 30 แล้ว ก็สามารถเลือกซื้อเป็น ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition ได้เลย แน่นอนว่าได้ฟีเจอร์ Gaming อย่างไฟคีย์บอร์ด RGB ไฟ Surrounded Light Bar รอบตัวเครื่อง รวมถึงระบบระบายความร้อนอัจฉริยะ ROG Intelligent Cooling ที่ต้องบอกว่าราคาสูงกว่า TUF Gaming Series ในระดับนึง แต่ก็แลกกับฟีเจอร์อะไรที่มากกว่าเยอะเช่นกัน 

ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition Review 33

สำหรับข้อสังเกต จะเป็นเรื่องดีไซน์เป็นหลัก แม้จะมีลูกเล่นในส่วนของ ROG Cap ที่เราสามารถสไลด์เปลี่ยนไปมาได้ ทั้งสีแดง Challenger Red / สีเงิน Spangle Silver / สีดำโปร่งแสง Translucent Black ซึ่งแตกต่างจาก ROG Strix G15 ทั่วไป แต่ก็ด้วยการใช้พื้นฐานเดียวกัน 100% ทำให้ไม่มีกล้องเว็บแคมมาให้ในตัวเช่นเดิม รวมถึงไม่มี SD Card Reader ติดตั้งมาให้ และมี USB-C เพียงพอร์ตเดียว ถ้าจะใช้งานต้องหาซื้อมาติดตั้งเพิ่มเอง โดยถ้าใครคิดว่าไม่เป็นปัญหาอะไร และเป็นแฟน AMD ตัวจริงเน้นสเปกฮาร์ดแวร์ภายในที่ประสิทธิภาพสูงมากกว่า ก็ตามไปจัดกันได้เลย 

 จุดเด่น ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition

  • ดีไซน์การออกแบบสวยงามถูกใจเกมเมอร์แฟนๆ ROG สไตล์ปี 2021 พร้อมงานประกอบที่ดี 
  • ประสิทธิภาพสูงด้วย AMD 100% ชิปประมวลผล Ryzen 9 5900HX การ์ดจอแยก Radeon RX 6800M ซึ่งรองรับการ Overclock ด้วย
  • ติดตั้ง SSD M.2 NVMe ความจุ 1TB รองรับการติดตั้ง SSD M.2 อีก 1 ตัวได้ทันที 
  • ได้หน้าจอพาเนล IPS เกรดสูง sRGB 100% ความละเอียด QHD ได้ Refresh Rate ที่ 165Hz
  • คีย์บอร์ดมีไฟหลากสีแบบ Per-key RGB พร้อม Surrounded Light Bar ด้วย AURA RGB
  • มีซอฟต์แวร์มากมาย ที่ใช้ได้จริง มาช่วยปรับแต่ง
  • มาพร้อม Windows 10 Home ใช้งานได้ทันที
  • มีพอร์ตการเชื่อมต่อครบครัน เพียงพอต่อการใช้งาน 
  • ลำโพงดัง 4W x 2 คุณภาพเสียงดีด้วยเทคโนโลยี Smart Amp
  • ระบบระบายความร้อนดีขึ้นด้วยโลหะเหลว (Liquid Metal) และ Vapor Chamber Cooling
  • แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานกว่า 12 ชั่วโมง
  • รองรับการชาร์จไฟผ่านทาง USB-PD (ชาร์จช้าอแดปเตอร์ปกติ)
  • ประกัน 3 ปี On-site Service พร้อมปีแรกมีประกับอุบัติเหตุ ตามมาตรฐานของ ROG Series

ข้อสังเกต ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition

  • ดีไซน์โดยรวมใช้พื้นฐานจาก ROG Sritx G15 แต่มีการปรับลวดลายให้สวยยิ่งขึ้น 
  • ไม่มีกล้องเว็บแคมมาให้ในตัว ถ้าจะใช้งานต้องหาซื้อมาติดตั้งเพิ่มเอง
  • ไม่มี SD Card Reader ติดตั้งมาให้ และมี USB-C เพียงพอร์ตเดียว

Specification

ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition ตอนนี้มีเพียงเครื่องเดโมเท่านั้น รุ่นที่ได้มารีวิวเป็นสเปกที่แรงมากๆ ในราคาคุ้มค่าสุดๆ คือ ได้ชิปประมวลผลตัวแรงสุดของ AMD อย่าง Ryzen 9 5900HX ความเร็ว 3.30 – 4.60GHz ทำงานแบบ 8 คอร์ 16 เธร์ด ประสิทธิภาพดีที่สุดรองรับการ OC พร้อมการ์ดตัวแรงตัวแรกจาก AMD ในปี 2021 อย่าง Radeon RX 6800M พร้อมที่ก็ข้อมูลแบบ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 1TB ในส่วนของแรมเองมีมาให้ 16GB DDR4 Bus 3200 MHz แบบ 8GB x 2 แถว ระบบปฎิบัติการเป็น Windows 10 Home พร้อมใช้งานตั้งแต่เปิดเครื่องครั้งแรก

ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition Review 29

หน้าจอที่นำมาติดตั้งเป็นหน้าจอที่ดีที่สุดในตลาดตอนนี้ กับความละเอียด QHD ที่ 2560 x 1440 พิกเซล สัดส่วน 16:9 พาเนล IPS รองรับ Refresh Rate ที่ 165Hz แบบผิวด้าน ให้สีสันการแสดงผลในเกณฑ์ดีน่าประทับใจอย่างที่สุดทั้งเล่นเกมหรือทำงาน ส่วนการเชื่อมต่อก็มีมาอย่างครบถ้วน ทั้ง USB 3.2 Type-C, HDMI, 3 x USB 3.2 Type-A, Kensington lock slot, RJ-45, Headset พร้อมยังรองรับมาตรฐานการเชื่อมต่อไร้สายอย่าง Bluetooth 5.1 และ Wi-Fi 6 AX (2×2) ส่วนการรับประกันเป็นแบบ 3 ปี มีบริการ On-site Service ซ่อมฟรีถึงบ้านด้วย พร้อมประกันอุบัติเหตุอีก 1 ปี 

ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition ราคา 59,990 บาท

  • CPU : AMD Ryzen 9 5900HX (8C/16T & 3.30 – 4.60GHz)
  • GPU : AMD Radeon 8 + Radeon RX 6800M (12GB GDDR6)
  • RAM : 16GB DDR4 Bus 3200MHz
  • DISPLAY: 15.6″ IPS Quad HD @165Hz
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 1TB
  • OS : Windows 10 Home
  • Warranty : 3 Years On-site + 1 Year Perfect Warranty

Hardware / Design

ดีไซน์โดยรวมของ ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition เป็น Gaming Notebook ขอบจอบางตัวเครื่องมิติเล็กกระชับทั้ง 3 ด้าน คือ บน ซ้ายและขวา พร้อมตัดกล้องเว็บแคมออกไป มีน้ำหนักอยู่ที่ 2.3 กิโลกรัม มีความบางสุดที่ 22.6 ~ 27.2 มิลลิเมตร เรียกได้ว่าโดยรวมมาพร้อมกับดีไซน์การออกแบบ ได้รับ DNA เต็มๆ มาจาก ROG Strix G15 รุ่นปัจจุบันในหลายๆ ส่วน แต่ว่ามีโลโก้ AMD ที่มุมซ้ายล่างของฝาหลัง พร้อมสามารถเปลี่ยนชิ้นส่วนที่ขอบตัวเครื่องได้ อย่างตอนนี้ตามภาพคือติดตั้งเป็นสีแดงอยู่ 

ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition Review 45

บานพับเป็นแบบ 2 แกนยกตัวขึ้นมา ซึ่งมีความพิเศษสุดๆ คือได้ชุดระบายความร้อนด้านหลังที่รูปแบบ 3 มิติ พร้อมระบบระบายความร้อนอัจฉริยะ ROG Intelligent Cooling เรียกได้ว่ายกระดับขึ้นไปอีกขั้น ได้เรื่องความล้ำสมัยและคำนึงถึงอรรถประโยชน์ในการใช้งานเป็นหลัก ให้ผิวสัมผัสบนตัวเครื่องในส่วนที่ต้องใช้งานมีอุณหภูมิไม่สูงกว่า 40C (ทดสอบที่อุณหภูมิห้อง 25C) วัสดุโดยรวมทั้งหมดเป็นพลาสติกให้สัมผัสที่ดีพรีเมียม และรู้สึกดีกว่าพลาสติกแบบธรรมดาทั่วไป

ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition Review 38

พร้อมทำลวดลายโฉบเฉียบตามสไตล์ของ ROG แต่มีการปรับรายละเอียดเล็กน้อยกับลวดลาย ROG เล็กๆ ที่ให้ความเป็น Gaming Notebook ที่จัดเต็มด้วยไฟ RGB มากกว่า อย่างฟีเจอร์ Surrounded Light Bar ที่เป็นขอบตัวเครื่องด้านหน้าทั้งหมด พร้อมกินพื้นที่มาด้านข้างเล็กน้อย ได้เกมมิ่งคีย์บอร์ดแบบ Per-key RGB ให้สามารถปรับแต่งแสงไฟได้ตามสไตล์ของผู้ใช้อย่างอิสระมากถึง 16.7 ล้านสี ผ่านฟีเจอร์ Aura Sync รวมไปถึงอุปกรณ์ต่อพ่วงต่างๆ ที่รองรับ Gaming Gear ของ ASUS เอง เรียกได้ว่าตอบโจทย์ Gamer อย่างแท้จริง 

ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition

ส่วนหน้าจอจะเป็นแบบบานพับสองแกนดูแล้วแข็งทนทานกางหน้าจอได้ประมาณ 145 องศา พร้อมเว้นขอบเอาไว้โชว์ไฟแสดงไฟ LED การทำงานต่างๆ ส่วนด้านท้ายและขอบเครื่องซ้ายขวาจะเห็นถึงช่องระบายความร้อนขนาดใหญ่ 4 ช่อง อีกทั้งด้วยระบบระบายความร้อนอัจฉริยะ ROG Intelligent Cooling ที่ทำงานร่วมกับดีไซน์ช่องระบายความร้อนแบบ 3D Flow Zone 2 สองพัดลมขนาดใหญ่ ครีบใบ 0.1 มิลลิเมตร ความเร็วสูงแบบ 12V แบบ 84 ใบพัดรูปแบบใหม่ เพื่อเพิ่มอัตราการไหลเวียนอากาศได้ดีขึ้น และท่อฮีทไปป์จำนวน 6 ท่อขนาดใหญ่ โดยมี Copper Plate ที่ครอบทับบริเวณชิ้นส่วนที่จะเกิดความร้อน

ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition

รวมไปถึงระบบกำจัดฝุ่น Anti-Dust Cooling ช่วยให้ความร้อนต่ำและใช้งานตัวเครื่องได้ด้วยความเสถียรอย่างต่อเนื่องอีกทั้งยังได้พัฒนาระบบระบายความร้อนให้เหนือชั้นขึ้นไปอีกขั้นด้วยการเลือกใช้โลหะเหลว (Liquid Metal) จากทาง Thermal Grizzly เพื่อเป็นตัวช่วยในการระบายความร้อนให้กับชิปประมวลผล แทนการใช้ซิลิโคนนำความร้อนแบบปกติ พร้อมกับท่อน้ำความร้อนพิเศษ Vapor Chamber ช่วยนำพาความร้อนในการถ่ายเทได้เป็นอย่างดี 

ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition Review 61

ส่วนด้านฐานของตัวเครื่องเป็นวัสดุพลาสติกมีลวดลาย ROG พร้อมอากาศเย็นผ่าน โดยมีช่องดูดลมเย็นเป็นแนวยาวใต้เครื่อง อีกทั้งยังมีช่องด้านบนเหนือคีย์บอร์ดมีช่องดูดลมอีกช่องช่วยนำพาอากาศเย็นเข้าไปอีก ส่วนถ้าจะอัพเกรดก็ทำได้ง่ายๆ เพียงแค่ขันน็อตไม่กี่ตัวจากนั้นค่อยๆ ดึงขึ้น รองรับการอัพเกรดแรมได้ 1 แถว, SSD M.2 ซึ่งตัดการรองรับอัพเกรด HDD ออกไปแล้ว รวมๆ แล้วต้องยอมรับว่าทาง ASUS นั้นใส่ใจในการออกแบบมาจริงๆ นอกจากที่อัพเกรดได้ไม่ยากแล้ว ยังทำความสะอาดได้สะดวกสบายอีกด้วย

ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition Review 30

สรุปโดยรวมการออกแบบดีไซน์ภายนอกและวัสดุทั้งหมด ทำได้ดีตามมาตรฐานของ ASUS ROG ที่ทุกคนไว้ใจและมั่นใจจริงๆ เแม้ว่าดีไซน์จะใกล้เคียงกับรุ่นก่อนหน้า แต่ก็ตอบโจทย์ของคนที่ต้องการโน๊ตบุ๊คประสิทธิภาพสูงในดีไซน์เรียบๆ แอบแฝงความแรงและเรียบหรูเอาไว้ กับมาตรฐานใหม่ของ Gaming Notebook ช่วงต้นปี 2021 ที่ไม่ใช่แค่แรงลื่นล้ำจากสเปกภายใน 

แต่ ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition ได้ฟีเจอร์อื่นๆ และความสดใหม่ที่ดีกว่า ซึ่งต้องยอมที่จะตัดกล้องเว็บแคมออกไปเลย ถ้าจะใช้ต้องหามาเอง อย่างไรก็ตามสามารถตอบโจทย์การใช้งานได้ทั้งหมด ทั้งจากฟีเจอร์ ดีไซน์และสเปกแรงๆ ต่อยอดความสำเร็จจากรุ่นเดิมได้อย่างสมบูรณ์แบบ จากการที่ได้ดีไซน์ สเปก ฟีเจอร์ และราคาที่เหมาะสมที่สุด

ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition Review 9
ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition Review 15
ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition Review 28
ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition Review 36
ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition Review 49
ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition Review 46
ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition Review 64
ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition Review 65
ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition Review 66

Keyboard / Touchpad

ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition เป็นคีย์บอร์ดมีไฟหลากสีด้วยเทคโนโลยี AuraRGB ของทาง ROG ที่สามารถปรับแต่งสีไฟเองได้ด้วยซอฟต์แวร์ภายในได้ในแต่ละปุ่ม ให้ความสะดวกด้วยระยะของปุ่มที่เลื่อนลงไปเพียง 1.8 มิลลิเมตร แต่ละปุ่มมีมุมโค้งขนาด 0.25 มิลลิเมตร เข้ากับนิ้วมือเวลากดลงไปพร้อมจังหวะเด้งสุดๆ ให้รูปแบบคีย์บอร์ดที่แตกต่างจาก Gaming Notebook ขนาดหน้าจอ 15.6″ ทั่วไป จากการที่ตัด Numpad ด้านขวาออกไป พร้อมขยายปุ่มคีย์บอร์ดให้มีความกว้างขึ้น

ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition

พร้อมเทคโนโลยี OverStroke เพื่อการกดรัวที่ดียิ่งขึ้นด้วยปุ่ม N-key Rollover & Anti-Ghosting และอายุคีย์บอร์ดที่สามารถกดได้ 20 ล้านครั้ง รวมถึงสามารถมีฟังก์ชั่นเพิ่มลดเสียง เปิดปิดไมค์ ปุ่มปรับโหมดการทำงาน และ ปุ่ม Armory Crate ซอฟต์แวร์ Utility  ซึ่งตัวปุ่มต่างๆ ออกแบบมาสำหรับเกมเมอร์ ส่วนด้านซ้ายชุดคียบอร์ดก็มี Hot Key ต่างๆ ในการควบคุมมีเดียเช่นกันเล่นเพลงหรือไฟล์ VDO 

ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition Review 23

ที่สำคัญมีในส่วนของปุ่มลัดบนคีย์บอร์ดอย่าง F5 หรือ Hot Key ด้านบน ทำให้ผู้ใช้สามารถสลับเปลี่ยนโหมดการใช้งานระหว่าง Turbo Mode สำหรับประสิทธิภาพในการเล่นเกมระดับสูงสุด หรือ Balanced mode เพื่อความสมดุลในการใช้งาน ทัชแพดเองขนาดใหญ่กว่ารุ่นก่อน ดีไซน์แบบซ่อนปุ่มคลิกซ้ายขวาแล้ว ซึ่งการใช้งานสามารถใช้งานได้อย่างราบรื่นสะดวกสบาย ปุ่มนุ่มกดง่าย การใช้งานจัดได้ว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจมากกว่ารุ่นก่อนหน้าด้วย

ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition Review 18
ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition Review 20
ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition Review 25

Screen / Speaker

หน้าจอแสดงผลของ ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition มีขนาด 15.6” ความละเอียด Quad HD พาเนล IPS คุณภาพสูงแบบด้าน Anti-glare ด้วย Refresh Rate สูงสุด 165Hz ได้ Response Time ที่ 3msให้ทุกการเล่นเกมคมชัด สมจริง ลื่นไหลและยังแสดงสีได้อย่างแม่นยำสำหรับการทำงานเฉพาะทางอีกด้วย แน่นอนว่ามีดีไซน์หน้าจอขอบจอบางเฉียบทั้งขอบด้านข้างและด้านบน (พร้อมเลือกตัดกล้องเว็บแคมออกไปเลย) ถือว่าเป็นมาตรฐานหน้าจอของ Gaming Notebook ปี 2021ในระดับ Gaming Notebook ตัวจริง 

ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition

การทดสอบประสิทธิภาพหน้าจอที่เป็นโน๊ตบุ๊คที่ใช้หน้าจอพาเนล IPS คุณภาพที่ดีกว่าหลายๆ รุ่น มีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น จึงได้ทำการทดสอบหน้าจอแบบละเอียดๆ ด้วยเครื่องมือที่เป็นทั้งซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์อย่าง Spyder5Elite พร้อมทั้งคาลิเบรทหน้าจอให้สีสันมีความตรงความเป็นจริงมากที่สุด ผลที่ได้หลังจากที่คาลิเบรทก็คือคอนทราสต์มีการไล่โทนที่กว้างขึ้น รวมไปถึงมีสีสันและอุณหภูมิสีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน จากโทนเย็นกลายเป็นโทนอุ่น

โดยให้ขอบเขตความกว้างของสีสันเทียบเท่ากับมาตรฐาน sRGB ที่ 100% / AdobeRGB ที่ 88% / DCI-P3 ที่ 91% เรียกได้ว่าให้ประสิทธิภาพเรื่องของสีสันระดับที่ดีแบบมาตรฐานที่ควรจะเป็นของโน๊ตบุ๊คราคาช่วงนี้ ความสว่างหน้าจอสูงสุดอยู่ที่เกือบๆ 400 cd/m2 ซึ่งจัดได้ว่าอยู่ในเกณฑ์ดีกว่ามาตรฐานความสว่างของหน้าจอในโน๊ตบุ๊คทั่วไป คือ พอสู้แสงกลางแจ้งได้ รวมไปถึงการทำงานภาพกราฟิกหรือตกแต่งภาพที่เน้นมืออาชีพมากๆ ก็ทำได้ดีเช่นกัน นับได้มาพัฒนาจากรุ่นปีก่อนได้ยอดเยี่ยม

s1 1

s2 1
s3 1
s4 1

ต่อกันที่วัดความสว่างของหน้าจอตามตำแหน่งต่างๆ โดยแบ่งเป็น 9 ช่อง เทียบจากช่องกลางที่ปกติแล้วจะให้ความสว่างที่มากที่สุด ที่จะเห็นได้ว่าช่องกลางจอเป็น 0% ก็คือแสดงความสว่างได้เต็มที่ แต่สำหรับช่องแถวล่างมุมซ้ายจะมีแสงสว่างที่ลดลงระดับ 15% ในการทดสอบก็เพื่อให้เราใช้งานอย่างระมัดระวังสำหรับคนที่บังเอิญจำเป็นต้องใช้งานภาพถ่าย หรืองานกราฟิกอื่นๆ ส่วนค่าคลาดสี Delta E เฉลี่ยแล้วต่ำเพียง 1.27 เท่านั้น ปิดท้ายด้วยคะแนน 4.0 เมื่อทดสอบด้านการแสดงผลต่างๆ ทั้งหมดแล้ว

dolby

ตัวเครื่อง ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition มีช่องลำโพงคู่อยู่ขอบตัวเครื่องข้างๆ ซ้ายขวา คุณภาพสูง กำลัง 4W x 2 พร้อม Smart Amp และระบบเสียง Dolby Asmos ปรับแต่งได้หลากหลาย เพื่อให้ได้รับประสบการณ์ระบบเสียงชั้นยอดอีกด้วย ให้เสียงคมชัด เพิ่มอรรถรสในการเล่นเกมให้ถึงใจยิ่งขึ้น ให้ขอบเขตเสียงที่กว้าง จากการที่เสียงกลางแหลมออกชัดเจนดี ส่วนทุ้มมีออกมาหน่อยๆ เรื่องของความดังของเสียงถือว่ามากกว่า 2 เท่า เรื่องคุณภาพและความดังจัดว่าประทับใจ ซึ่งหากว่าเพื่อนๆ เป็นผู้ใช้งานก็ถือว่าดีกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไปแบบรู้สึกได้

ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition Review 62
ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition Review 61
ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition Review 63

Connector / Thin And Weight

พอร์ตการเชื่อมต่อตัวเครื่องนี้ ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition จัดว่าเป็นโน๊ตบุ๊คที่มีพอร์ตมาให้ครบครับใช้ได้เลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น USB 3.2 Type-A จำนวน 3 พอร์ต, และ USB 3.2 Type-C อีกจำนวน 1 พอร์ตมาให้ด้วย ซึ่งรองรับการโอนถ่ายข้อมูล ต่อหน้าจอแยก DisplayPort ชาร์จไฟด้วยมาตรฐาน USB-PD (USB Power Delivery) ทั้งอแดปเตอร์หรือ Power Bank (แนะนำว่าควรใช้รุ่น 65W – 100W เพื่อการชาร์จไฟกลับได้รวดเร็ว) นับได้ว่าในส่วนฟีเจอร์นี้เยี่ยมยอดกับการชาร์จไฟเข้าตัวเครื่องที่สะดวกสบายมากขึ้น ซึ่งชาร์จช้ากว่าอแดปเตอร์หลัก

ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition

พร้อมช่องต่อหูฟังกับไมค์แบบ Combo ขนาด 3.5 มิลลิเมตร 1 ช่อง, พอร์ต LAN ตัวเต็ม และ HDMI ไว้เชื่อมต่อหน้าจอภายนอกในส่วนของการเชื่อมต่อไร้สายจะใช้ Bluetooth 5.1 และ Wi-Fi 6 AX ได้เทคโนโลยี RangeBoost แบบ 2 x 2 ให้ระยะการรับสัญญานที่ไกลขึ้นถึง 30% พร้อมอัตราการรับ-ส่งข้อมูลที่เร็วและเสถียรยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามน่าเสียดายที่ไม่มี SD Card Reader ติดตั้งมาให้ด้วย ถ้าจะใช้งาน แนะนำว่าควรหาอแดปเตอร์ที่เป็น USB Hub มาเพิ่ม

ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition Review 70
ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition Review 68
ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition Review 54

ส่วนการพกพาเองก็ถือว่าทำได้ดีตามมาตรฐานของ Gaming Notebook หน้าจอ 15.6″ โดยมีน้ำหนักตัวอยู่ที่ 2.3 กิโลกรัม เมื่อเทียบกับโน๊ตบุ๊ค 15.6″ ตัวอื่นๆ มิติตัวเครื่องโดยรวมมีขนาด 360 x 275 x 21~25.8 มิลลิเมตร อยู่ในเกณฑ์ที่ดีเยี่ยมในเรื่องการพกพาไปไหนมาไหน แม้ว่าถ้ารวมอแดปเตอร์ 280 Watt แล้วจะมีน้ำหนักประมาณ 2.7 กิโลกรัม ก็พอที่จะใส่กระเป๋าและเอาไปใช้งานนอกสถานที่ได้ไม่ยากเย็นอะไร ถือได้ว่าสะดวกสำหรับการเคลื่อนย้ายอยู่ 

ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition Review 55
ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition Review 72
ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition Review 73

Inside / Upgrade

ถ้าใครต้องการจะแกะทั้งฝาล่างทั้งหมดเพื่ออัพเกรดหรือทำความสะอาดก็สามารถทำได้ง่ายๆ เพียงแค่ไขน็อตทั้งหมดประมาณ 10 ตัว หลังจากนั้นก็ค่อยๆ แงะแกะทีละส่วนขึ้นอย่างช้าๆ เพียงเท่านี้ก็จะแกะฝาล่างได้ไม่ยากเย็น ส่วนประกอบภายในอื่นๆ  ที่มีงานประกอบเรียบร้อยดี แต่มีข้อควรระวังก็คือ Surrounded Light Bar รอบตัวเครื่อง ซึ่งจะมีสายแพรเชื่อมต่อไว้อยู่ ไม่แนะนำให้ถอดโดดเด็ดขาด ฉะนั้นเมื่อแกะฝาแล้วให้ถอดวางไว้ใกล้ๆ กัน และระมัดระวังมากๆ ขณะที่อัพเกรดหรือทำความสะอาด 

ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition

เมื่อแกะออกมาแล้วจะพบกับหน่วยความจำแรมขนาด 16GB โดยติดตั้งมาแล้ว 8GB x 2 แถว (Dual Channel) มาตรฐาน SO-DIM RAM รองรับการอัพเกรดได้สูงสุด 64GB  และ SSD ขนาด 512GB แบบ M.2 NVMe PCIe ให้การใช้งานเป็นไปอย่างลื่นไหลไร้คอขวด พร้อมรองรับการใส่ SSD M.2 อีก 1 ตัวทันที ที่ต้องบอกว่าสำหรับการใช้งานทั่วไปและใข้งานเล่นเกม AAA แต่ถ้าใช้งานหนักๆ จนไปถึงการสตรีมเกม หรือเปิดโปรแกรมเยอะๆ แนะนำให้อัพเกรดเป็นแรม 32GB จะดีมากๆ

ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition Review 84

ระบบระบายความร้อนใช้ในการพัดลมเข้าออกนั้นจะอยู่ที่บริเวณด้านหลังของตัวเครื่อง 2 ช่อง (มีช่องไล่ฝุ่น) ด้านข้างอีก 2 ช่อง โดยการเชื่อมต่อระหว่างส่วนของพัดลมนี้กับชิป CPU / GPU จะทำผ่าน Heat Pipe จำนวน 6 เส้นขนาดใหญ่ ที่สำคัญคือใช้ซิลิโคนแบบพิเศษแตกต่างจาก Gaming Notebook รุ่นอื่นๆ ด้วยสารประกอบโลหะเหลว Liquid Metal + Vapor Chamber Cooling เพื่อเป็นตัวช่วยในการระบายความร้อนให้กับชิปประมวลผลและการ์ดจอ ซึ่งการทดสอบเบื้องต้นบอกได้เลยว่าน่าประทับใจมากๆ แม้สเปกจะแรงมาก แต่ความร้อนนั้นถือว่าเย็นทีเดียว

ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition Review 86
ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition Review 85
ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition Review 92
ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition Review 87
ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition Review 88
ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition Review 94

Performance / Software

สำหรับ ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition มาพร้อมกับชิปประมวลผลตัวท็อปสุดในตลาดของ Gaming Notebook ของ AMD อย่าง Ryzen 9 5900HX เน้นนำไปใช้งานหนักๆ มากกว่า Ryzen 5000H ทุกตัวในตลาด ด้วยสถาปัตยกรรม Zen 3 โค้ดเนม Cezanne มาพร้อมกับเทคโนโลยีการผลิตที่ 7 nm ความเร็ว 3.30 – 4.60 GHz แบบ 8 Core/ 16 Thread ร้อนน้อยกว่า ได้ L3 Cache ที่ 16MB มีค่าอัตราการใช้พลังงานสูงสุด (TDP) ที่ 45W – 54W แน่นอนว่ารองรับการ Overclock จาก ASUS ด้วย ที่ต้องบอกว่าสร้างมาตรฐานประสิทธิภาพที่มากกว่าชิปประมวลผลรุ่นก่อนๆ มากยิ่งขึ้นไปอีก

มาพร้อมแรมภายในขนาด 16GB DDR4 Bus 3200 MHz แบบ 8GB x 2 แถว ซึ่งเป็นแบบ SO-DIMM ซึ่งเราสามารถถอดอัพเกรดเพิ่มได้ทันที กับขนาดแรมที่รองรับสูงสุดที่ 64GB พร้อมกับมี SSD M.2 NVMe PCIe 3.0 ความจุ 1TB x 1 ตัว รองรับการอัพเกรดได้อีก 1 ตัวทันที พร้อมเชื่อมต่อแบบ Raid 0 เพิ่มความแรงไปอีก แน่นอนว่าสามารถขับเคลื่อนระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home ลิขสิทธิ์ที่มีมาให้ใช้งานลื่นไหลทันทีแบบรวดเร็วอย่างที่สุด

c1 1.    c2 1

ผสานกับการ์ดจอออนบอร์ดรุ่นใหม่อย่าง AMD Radeon 8 มีความเร็วในการทำงานที่ 2100MHz มาตรฐานแรม DDR4 ขนาด 512MB ให้พลังในการประมวลผลที่ดีในระดับหนึ่ง อย่างในเรื่องของกราฟิก 2 มิตินั้นก็รองรับได้อย่างสบายๆ หรือถ้าเป็น 3 มิติ ก็ต้องบอกว่ารองรับการทำงานได้ในระดับเบื้องต้นเป็นหลัก กับหน้าจอความละเอียดสูงให้ความลื่นไหลเป็นอย่างดี ซึ่งโดดเด่นจริงๆ จะเป็นเรื่องของการประหยัดพลังงานเมื่อใช้งานเบาๆ อีกทั้งยังมีการ์ดจอแยกรุ่นใหม่ล่าสุดตัวแรงจาก AMD เช่นกัน

อย่าง Radeon RX 6800M สถาปัตยกรรม NAVI 22 เทคโนโลยีการผลิต 7 นาโนเมตร มี 2,560 Stream Processors ที่ค่า TGP (Total Graphic Power) 145W มีแรม 12GB GDDR6 กับ Memory bus 192-bit  ซึ่งไม่ใช่แค่แรงแต่ยังร้อนน้อยกว่า เน้นใช้งานกับ Gaming Notebook ระดับท็อป รองรับเกมระดับ AAA ก็ยังสามารถปรับกราฟิกได้ถึง Ultra ให้ภาพสวยงาม ไหลลื่น สมจริงกว่าที่เคยมีมา เรียกได้ยิ่งตอบสนองในส่วนของการทำงานที่เกี่ยวข้องกับ 3 มิติ หรือเกมที่กินทรัพยากรได้เป็นอย่างดีทีเดียว

g1 1.   g2

สำหรับโปรแกรมทดสอบ CINEBENCH 15 / CINEBENCH 20 ที่เน้นในเรื่องของพลังชิปประมวลผล AMD Ryzen 9 5900HX คะแนนก็อยู่ในระดับสูงมากๆ อย่างน่าประทับใจสมกับเป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดจาก Ryzen 5000H เปรียบเทียบกับชิปประมวลผล AMD Ryzen 9 4900H / Intel Core i9-10980HK ก็ทำได้ดีกว่าแบบชัดเจนทีเดียว รวมไปถึงตัวการ์ดจอแยก Radeon RX 6800M เองก็มีประสิทธิภาพสูงเช่นเดิม เรียกได้ว่าตอบโจทย์ในส่วนของงานประมวลผลหนักๆ ได้อย่างสบายๆ รวดเร็วทันใจแบบสุดๆ สมกับเป็นชิปประมวลผลตัวบนในรุ่นใช้งานเต็มกำลัง และการ์ดจอระดับบนสุด ที่เน้นการทำงาน 3D เป็นหลัก

cine15 1.   cine20 1

ตัวเก็บข้อมูลของเครื่องที่เลือกใช้ SSD ที่กลายเป็นมาตรฐานของ Gaming Notebook ไปแล้ว โดยใช้เป็นเกรดสูงสุด ซึ่งทำคะแนนออกมาได้อย่างรวดเร็วเป็นที่น่าประทับใจมากๆ บนขนาดความจุ 1TB แบบ M.2 NVMe PCIe พร้อมรองรับอีก 1 สล็อต ทำให้ทำ Raid เพื่อเพิ่มความเร็วแรงมากกว่า SSD M.2 ทั่วไปก็จะเห็นถึงประสิทธิภาพทั้งในด้านการทดสอบและในด้านการใช้งานจริงที่แตกต่างกันอย่างเห็นเห็นได้ชัด เรียกได้ว่าเปิดอะไรปุ๊บก็ติดปั๊บ ที่ต้องบอกว่าความเร็วระดับการอ่านที่ราวๆ  3,155 MB/s และเขียนที่ 1,703 MB/s ที่ต้องบอกว่าเหนือชั้นกว่ารุ่นก่อนๆ อย่างเห็นได้ชัด

ssd 1

การทดสอบประสิทธิภาพกับโปรแกรม PCMark 10 Advance ซึ่งสามารถทำคะแนนการทดสอบรวมได้มากถึง 7,150 คะแนน ถือได้ว่าในส่วนของการเล่นเว็บไซต์ งานเอกสาร งานตกแต่งรูปภาพ รวมถึงงานตัดต่อวิดีโอ ด้วยการที่เป็น Gaming Notebook สเปกใหม่ล่าสุด จากชิปประมวลผล Ryzen 9 5900HX มีการ์ดจอแยกระดับ Gaming ตัวบนสุดอย่าง Radeon RX 6800M ทำให้มีคะแนนพุ่งกว่าโน๊ตบุ๊คตัวท็อปรุ่นปีก่อนๆ มากพอตัวระดับเทียบเท่าการ์ดจอไฮเอนด์อีกค่าย ฉะนั้นการใช้งานพื้นฐานหรือทำงานหนักๆ สอบผ่านได้สบายๆ แต่คาดว่าคะแนนน่าจะทำได้ดีกว่านี้ คาดว่ามาจาก Driver ยังต้องอัพเดทกันต่อไป 

pc10 1

สำหรับคะแนนและเฟรมเรมในการเล่นเกมจากการทดสอบด้วยโปรแกรม 3D Mark จากทาง Futuremark ที่พัฒนาและคิดค้นจากบริษัท AMD, Intel, Microsoft, NVIDIA ในส่วนของ Time Spy ทำออกมาน่าสนใจมากๆ ด้วยคะแนนรวม 10,636 เน้นเรื่อง DirectX 12 เป็นตัวช่วยขับเคลื่อนเพื่อมาเสริมข้อบกพร่องทางด้านการทำงานต่างๆ ของการ์ดจอเป็นหลัก ซึ่งผลทดสอบนั้นจะดูว่าแต่ละการ์ดจอนั้นสามารถทำงานเข้าขากับ DirectX 12 ได้ดีขนาดไหน แต่เครื่องนี้เป็นเดโม รวมไปถึงซอฟต์แวร์ยังไม่รองรับเต็มที่ 100% ไว้มีโอกาสได้มาทดสอบกันอีกที 

3dd

สำหรับคะแนนและเฟรมเรมในการเล่นเกมทำออกมาน่าสนใจมากๆ โดยเฉลี่ยของเฟรมเรท (FPS) จากทั้ง 8 เกมที่ได้ทดสอบมีค่าเฟรมเรทเฉลี่ยมากกว่า 90 – 100 FPS ขึ้นไปแทบทุกเกม ประกอบไปด้วย Resident Evil Village / GTA V / Battlefield V ที่เป็นเกมออฟไลน์ที่กินทรัพยกร รวมไปถึงเกมออนไลน์ยอดนิยมอย่าง SCUM / PUBG / DOTA 2 / APEX ซึ่งตรงนี้ก็สามารถชี้วัดความสามารถในการเล่นเกมที่กราฟิกละเอียดๆ และภาพสวยๆ ได้ลื่นไหลเป็นอย่างดีเลย

ทดสอบเกมทุกๆ เกมก็สามารถเล่นได้ดีที่ความละเอียด 2560 x 1440 พิกเซล ตาม Native ของหน้าจอ (ซึ่งละเอียดกว่า 1920 x 1080 พิกเซล) โดยกราฟิกปรับระดับสูงสุดทั้งหมด !!! จากกราฟตามภาพด้านบน ที่ต้องบอกว่าเฟรมเรทที่ออกมานั้นมีความลื่นไหลสุดๆ กับการตอบสนองความต้องการเล่นเกมได้สมบูรณ์ที่สุดแล้ว โดยในส่วนของ Resident Evil Village ซึ่งเป็นเกมออกใหม่ล่าสุด เราปรับกราฟิกในเกมเป็น MAX ที่ใช้แรมการ์ดจอไปกว่า 12GB สมกับตัวการ์ดจอที่ 12GB ทำเฟรมเรทได้ลื่นไหลน่าประทับใจทีเดียว

game test 1

ต่อกันที่เกมออนไลน์อย่าง PUBG / DOTA 2 / APEX รวมไปถึงเกม SCUM ที่กินสเปก ก็จัดการทดสอบแบบปรับสุดหมดให้ด้วยเช่นกัน โดยทั้งนี้การตั้งค่าความละเอียดของภาพก็อยู่ที่ 2560 x 1440 พิกเซล ซึ่งเป็นความละเอียดที่จะสามารถเล่นให้ลื่นได้ สำหรับรายละเอียดภาพอื่นๆ ก็เรียกได้ว่าเปิดทุกอัน  ผลที่ได้ออกมาก็คือสามารถเรนเดอร์ได้อย่างไหลลื่นในระดับเฟรมเรทที่สูงสุด แม้กระทั่งฉากตะลุมบอนกันก็ไม่มีอาการช้าหรือหน่วงเลย  ซึ่งสรุปโดยรวมแล้ว ก็ถือว่าเล่นได้สบายๆ แต่อย่างเกม SCUM แนะนำให้ปรับกลางๆ น่าจะเหมาะกับการเล่นมากกว่า 

ซอฟต์แวร์ Armoury Crate ซึ่งรวบรวมเอาฮาร์ดแวร์ต่างๆ ของ ROG มาไว้บนยูทิลิตี้เดียว ทำให้สามารถเข้าถึงฟังค์ชั่นต่างๆได้อย่างง่ายดาย การตั้งค่าต่างๆของระบบรวมไปถึงการปรับแต่งไฟด้วย Aura Sync นั้นทำได้ง่ายเพียงปลายนิ้ว หรือผู้ใช้สามารถบันทึกการตั้งค่าต่างๆตามความชอบเป็นรูปแบบได้หลากหลายโปรไฟล์ ซึ่งการตั้งค่าต่างๆ จะถูกเรียกใช้งานโดยอัตโนมัติเมื่อมีการเปิดเกมที่ได้เลือกไว้ Armoury Crate ยังมาพร้อมกับโปรแกรมเสริม Mobile Dashboard สำหรับ Android และ iOS รวมไปถึงความสามารถอื่นๆ

arm

แน่นอนว่า ASUS Notebook รุ่นนี้เองก็ยังมีในส่วนของซอต์ฟแวร์ที่จะเป็นตัวช่วยในการใช้งานของเราอีกด้วยอย่าง MyASUS (เปิดเครื่องมาเจอเลย) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสเปกภายใน หรือเช็คสถานะการทำงานส่วนต่างๆ ของเครื่อง รวมไปถึงยังสามารถ ตรวจเช็คสถานะเครื่องกับข้อมูลแคชต่างๆ ก็ทำการลบทิ้งได้ตรงนี้เลย หรือเช็คอัพเดทซอฟ์ตแวร์และไดร์เวอร์ต่างๆ ที่สำคัญยังเลือกเชื่อมต่อกับมือถือสมาร์ทโฟนผ่านทางซอฟต์แวร์ตัวนี้ก็สามารถทำได้เช่นกัน เรียกได้ว่าเป็นซอฟต์แวร์ที่ดีตัวนึงเลย ดีกว่าหลายๆ รุ่นที่ไม่มีแน่นอน

myasus

Battery / Heat / Noise

แบตเตอรี่ที่ติดตั้งมาให้ในเครื่องนี้เป็นแบบฝังตามปกติ ส่วนของการทดสอบระยะเวลาใช้งานของแบตเตอรี่โดยตั้งค่าความสว่างหน้าจอและเสียงให้ระดับกลางๆ แล้วเล่นเว็บสลับกับดู Youtube แล้ว โปรแกรม BatteryMon แจ้งระยะเวลาใช้งานต่อเนื่องในเงื่อนไขดังกล่าวได้กว่า 12 ชั่วโมงทีเดียว เรียกได้ว่าแบตเตอรี่ใช้งานได้นานมากๆ ถ้าเทียบกับ Gaming Notebook รุ่นต่างๆ ในยุคก่อน คาดว่าจะการที่ตัวเครื่องจัดการพลังงานได้ดีขึ้นจากชิปประมวลผล AMD Ryzen 5000H รุ่นใหม่ พร้อมกันนั้นยังรองรับ USB-PD ในการชาร์จไฟกลับเข้าเครื่องด้วย 

batt3

ส่วนเรื่องอุณหภูมิในการใช้งานนั้น ตัวเครื่องเมื่อใช้งานแบบปกติชิปประมวลผลจะอยู่ที่ประมาณ 40 – 60 องศาเซลเซียส ส่วการ์ดจอแยกจะอยู่ที่ 40 – 50 องศาเซลเซียส ภายในห้องปรับอากาศอุณหภูมิประมาณ 25 – 28 องศาเซลเซียส จากนั้นทำการทดสอบเบิร์นให้เครื่องทำงาน 100% ด้วยการเล่นเกมกราฟิก 3 มิติ เพื่อให้เห็นถึงระบบระบายความร้อนและเสียงรบกวนที่จะเกิดขึ้นเมื่อพัดลมหมุนรอบจัด ซึ่งอุณหภูมิชิปประมวลผลนี้ดูผ่านทางซอฟต์แวร์ Hardware Monitor เพื่อดูว่าชิปประมวลผล CPU ว่าจะร้อนที่สุดอยู่เท่าไรในการใช้งานจริงๆ

temp

ที่ดูจากภาพแล้วจะเห็นได้ว่าอุณหภูมิสูงสุดของตัวเครื่องสำหรับชิปประมวลผล CPU อยู่ที่ไม่เกิน 95 องศาเซลเซียสเท่านั้น ที่ต้องบอกว่าค่อนข้างเย็นทีเดียวถ้าเทียบความแรงที่ได้จากรุ่นก่อนๆ จากการใช้สารประกอบโลหะเหลว Liquid Metal ช่วยนำพาความร้อนได้เป็นอย่างดี ส่วนที่เป็นการ์ดจอแยก GPU ต้องดูที่ GPU-Z จะอยู่ที่ 75 – 80 องศาเซลเซียสเท่านั้น นับว่ามีความเย็นพอตัว จากที่เป็นการ์ดจอรุ่นใหม่ ส่วนเสียงพัดลมก็ดังขึ้นจากการที่เปิดฟีเจอร์ Turbo แต่ก็ไม่ถือว่ารบกวนอะไรมากมายสำหรับคนที่เล่นเกมอยู่แล้ว โดยรวมแล้วมีการจัดการอุณหภูมิได้อย่างไม่น่าเป็นห่วง

gt

Conclusion / Award

จากประสบการณ์และใช้งานจริงๆ ของ ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition เครื่องขายจริงในไทย สเปกชิปประมวลผล AMD Ryzen 9 5900HX ทำงานร่วมกับการ์ดจอ AMD Radeon RX 6800M สนับสนุนทั้งการเล่นเกมหลากหลายเกม รวมไปถึงทำงานและความบันเทิงดูหนังฟังเพลง บอกได้อย่างเต็มปากเลยว่า ASUS ทำออกมาได้แตกต่างบางส่วนกับ ROG Strix G15 รุ่นปกติ ทั้งในเรื่องของดีไซน์การออกแบบที่ล้ำหน้า ด้วยลวดลายใหม่ สีสันใหม่ เน้นฟีเจอร์และความพรีเมียมกว่า TUF  มีไฟ RGB จัดเต็ม งานประกอบและวัสดุที่เยี่ยมยอด 

ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition

เรียกได้ว่าเหนือชั้นกว่า Gaming Notebook ที่มีอยู่ทั่วไป จากการที่เกือบทุกรุ่นในตลาดใช้การ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX 30 Series โดดเด่นด้วยสเปคประสิทธิภาพสูง ทั้งในการเล่นเกมหนักๆ ระดับ AAA หรือว่าการทดสอบอื่นๆ ที่บอกเลยว่าของจรอง อีกทั้งยังควบคุมความร้อนและจัดการแบตเตอรี่ได้ดีกว่าเดิมมากๆ ที่สำคัญคือได้หน้าจอพาเนล IPS ขอบเขตสี sRGB 100% ความละเอียด QHD ที่ Refresh Rate 165Hz  กับราคา 59,990 บาท ได้ประกัน On-site 3 ปี ซ่อมฟรีถึงบ้าน และประกันอุบัติเหตุในปีแรก ก็นับว่ามีความคุ้มค่าจริงๆ 

ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition

ที่น่าสนใจอื่นๆ ของ ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition จะเป็นระบบระบายความร้อนอย่าง ROG Intelligent Cooling และ สารประกอบโลหะเหลว Liquid Metal ระดับพรีเมี่ยมจากทาง Thermal Grizzly และ Vapor Chamber Cooling ที่ใส่ทุกอย่างจัดเต็มกว่าทีเคยมีมา ที่แม้สเปกจะแรงขึ้นแต่ก็เย็นกว่าเดิม คีย์บอร์ดมีไฟหลากสีด้วยเทคโนโลยี AuraRGB ของทาง ROG และ Light Bar ที่สามารถปรับแต่งเองได้ด้วยซอฟต์แวร์ภายใน ให้ความสะดวกด้วยระยะของปุ่มที่เลื่อนลงไปเพียง 1.8 มิลลิเมตร แต่ละปุ่มมีมุมโค้งขนาด 0.25 มิลลิเมตร เข้ากับนิ้วมือเวลากดลงไปสุดๆ

ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition

การเชื่อมต่อก็ครบครันด้วย USB 3.2 Type-C ที่รองรับการชาร์จไฟเข้าเครื่อง และมี USB 3.2 Type-A / Gigabit Ethernet / Bluetooth 5.1 / Wi-Fi 6 AX ASUS RangeBoost ใช้งานได้ครบครัน อย่างไรก็ตามใช่ว่า Gaming Notebook จะไม่มีข้อสังเกตเสียทีเดียว อย่างกล้องเว็บแคมที่ต้องบอกว่า ASUS ใจเด็ด เลือกที่จะตัดออกไปเลย เข้าใจว่า Gamer ใช้งานกันน้อยอยู่แล้ว ส่วนถ้าใครจะสตรีมจริงจังยังไงก็คงต้องซื้อแยกอยู่ดีนั่นเอง แต่ถ้าใครรับได้ตรงจุดนี้ ก็บอกเลยว่ารอจัดกันได้เลย 

ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition Review 35

Award

โดยในครั้งนี้จะเป็นการเปรียบเทียบการให้รางวัลกับเครื่องในกลุ่มของโน๊ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 15.6 นิ้วด้วยกัน ซึ่ง ASUS ROG Strix G15 Advantage Edition ก็ได้รางวัลต่างๆ ดังนี้

Best Gaming

Gaming Notebook ที่มีความสดใหม่ได้ความแรงจัดๆ และเทคโนโลยีล้ำๆ มากมาย อาทิเช่น หน้าจอ QHD@165Hz พาเนล IPS ขอบจอบางเฉียบ ระบบระบายความร้อนดีเยี่ยม ผสานการทำงานของซิลิโคนแบบพิเศษเป็นสารประกอบโลหะเหลว Liquid Metal + Vapor Chamber ระดับพรีเมี่ยม ช่วยนำความร้อนเป็นอย่างดี รวมไปถึงซอฟต์แวร์ Armory Crate ซึ่งสามารถใช้ประโยชน์ได้จริง และอื่นๆ อีกมากมาย สมกับเป็นโน๊ตบุ๊คเล่นเกมเน้นความคุ้มค่าที่มาพร้อมฟีเจอร์ ถือได้ว่าเป็นตัวเลือกในตลาด Gaming Notebook ที่ดีรุ่นหนึ่ง ในช่วงราคา 59,990 บาทเท่านั้น 

 award new Gaming 

Best Design

เรื่องของรูปร่างหน้าตาก็เป็นหนึ่งในจุดเด่นที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์ของ ASUS ROG โน๊ตบุ๊คสายคุ้มค่ามาตั้งแต่ไหนแต่ไร ซึ่งจุดเด่นในข้อนี้ก็เห็นได้ชัดเจนใน ROG Strix + AMD ที่มีดีไซน์ของตัวเครื่องสวยงามโฉบเฉี่ยวเป็นเอกลักษณ์ ดูแล้วหรูหราตามสไตล์คนรุ่นใหม่ที่ชอบเล่นเกม เน้นความ eSport ตัวจริง เห็นได้ชัดจากชุดระบายความร้อนด้านหลังที่เป็นครีบคล้ายกับเสื้อสูมมอเตอร์ไซต์ อีกทั้งยังมีไฟ RGB Light Bar รอบตัวอีกด้วย เรียกได้ว่ายกระดับขึ้นไปอีกขั้น ซึ่งในจุดของรูปร่างหน้าตาก็เป็นสิ่งที่หลายๆ คนยอมรับกัน ในระดับหนึ่งอยู่แล้ว

NBS award 7 Design

Best Performance

ด้วยสเปกชิปประมวลผล AMD Ryzen 9 5900HX ตัวท็อปแรงสุด และการ์ดจอแยกตัวแรงสดใหม่ไม่ซ้ำใครอย่าง AMD Radeon RX 6800M ซึ่งรองรับการ Overclock ทั้ง CPU / GPU รวมไปถึงได้แรมขนาด 16GB DDR4 Bus 3200 MHz และที่เก็บข้อมูล SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 1TB ก็ทำให้ประสิทธิภาพโดยรวมของตัวเครื่องนี้มีความน่าประทับใจ ทั้งจากในการใช้ทำงานจริงๆ รวมไปถึงการทดสอบด้วยโปรแกรมต่างๆ ซึ่งจะเห็นได้ว่าในสเปกโน๊ตบุ๊คเครื่องอื่นๆ ที่ใกล้เคียงกัน ผลคะแนนที่ออกมานั้นทำได้กว่าสเปกในช่วงเดียวกัน หรือบางจุดก็มากกว่าซะด้วย เทียบความแรงกับราคาคุ้มค่ามากๆ

award new performance

from:https://notebookspec.com/web/607680-asus-rog-strix-g15-advantage-edition

รีวิว Lenovo Legion 7 สเปก Ryzen 9 5900HX + RTX 3080 จอ 16″ QHD 165Hz ราคา 89,990 บาท ประกันเทพ 4 ปี

Lenovo Legion 7 หนึ่งในที่สุดของ Gaming Notebook ปี 2021 สเปก AMD + NVIDIA จากฟีเจอร์ Gaming ที่ปรับเปลี่ยนมาตรฐานใหม่ ด้วยหน้าจอขนาด 16″ สัดส่วน 16:10 ความละเอียด QHD ที่ Refresh Rate 165Hz ตัวแรกของโลก ขอบเขตสีขั้นสูง พร้อมกับสเปกชิปประมวลผล AMD Ryzen 9 5900HX ตัวแรงที่สุด ที่เป็นเทคโนโลยี 7 นาโนเมตร สถาปัตยกรรม Zen 3 ใหม่ล่าสุด ที่ดีขึ้นในทุกมิติ  

และการ์ดจอแยกเองก็เป็นตัวไฮเอนด์อย่าง NVIDIA GeForce RTX 3080 Max-P รุ่นใหม่ล่าสุด ที่ค่า TGP 165W เทคโนโลยี 8 นาโนเมตรที่ใหม่ที่สุด ตอบสนองการทำงานหรือการเล่นเกมได้ดียิ่งขึ้น สนุกสนานยิ่งขึ้น ได้เทคโนโลยี Lenovo Legion AI Engine ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องสำหรับการเล่นเกมเต็มอรรถรส โดยจัดการ CPU / GPU ตามลักษณะของงาน 

Lenovo Legion 7

ที่สำคัญสำหรับฟีเจอร์ Gaming ที่ได้พัฒนามากยิ่งขึ้นกับลำโพง Harman ระบบเสียง Nahimic 3D รวมไปถึงได้เทคโนโลยี Coldfront 3.0 ที่ช่วยจัดการการระบายความร้อนผ่านพัดลมแบบ Dual Fan และช่องระบายความร้อนแบบ Quad Channel เรียกได้ว่าตอบโจทย์การทำงานมืออาชีพหรือการเล่นเกมได้อย่างสมบูรณ์แบบกว่าเดิม ในส่วนของสเปกอื่นๆ ก็ได้หน่วยความจำแรมขนาด 32GB Bus 3200 MHz และ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB

มีแพคเกจการรับประกัน Unbeatable Protection Pack มูลค่า 14,900.- บาท (4Y Premium Care / 2Y ADP 100% part and Service) อย่างการ On-site Service ซ่อมฟรีถึงบ้าน และประกันอุบัติเหตุ 2 ปี เคลมได้ 100% ซึ่งมาพร้อมกับราคาค่าตัวอยู่ที่ 89,990 บาท นับได้ว่า Lenovo Legion 7 เป็นโน๊ตบุ๊คประสิทธิภาพสูงจากทาง Lenovo ที่ตอบโจทย์ทั้งเรื่องงานมืออาชีพและการเล่นเกมระดับ eSport ในเครื่องเดียว งบถึงจัดได้เลยไม่ผิดหวังแน่นอน 

VDO Review

Coming Soon

NBS Verdict

จากการที่ทดสอบและใช้งานจริงๆ ของ Lenovo Legion 7 ที่เป็นเครื่องขายจริงสเปกขายจริงในไทย บอกได้ถึงประสบการณ์ใช้งานจริงๆ ได้ ทั้งการเล่นเกมหลากหลายหรือทำงานประมวลผลหนักๆ รวมไปถึงทำงานนอกสถานที่ และความบันเทิงดูหนังฟังเพลงที่บ้านแล้ว บอกได้เลยว่าทั้งในเรื่องของดีไซน์การออกแบบนั้นมีความพรีเมียมดูดี เทียบสเปกราคากับรุ่นก่อนหน้านี้ของ Lenovo Legion 7 นับว่าได้ราคาที่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับฟีเจอร์ที่ได้ พร้อมหลายๆ อย่างมีการปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นในหลายๆ ด้าน

ตัวเครื่องก็ร้อนน้อยจากเทคโนโลยี Legion Coldfront 3.0 และด้วยหน้าจอ 16″ สัดส่วน 16:10 พาเนล IPS เกรดสูง ที่ความละเอียด 2560 x 1600 พิกเซล QHD ได้ Refresh Rate ที่ 165Hz พร้อมรองรับ HDR 400 นั่นก็ยอดเยี่ยมสุดๆ ได้ความใหญ่กว่า ละเอียดกว่า พื้นที่มากกว่า ลื่นไหลกว่า นอกจากนี้ระบบเสียงก็ดีเยี่ยมจากลำโพงคุณภาพสูง Harman ระบบเสียง Nahimic 3D ช่วยในการเล่นเกมได้สนุกมากยิ่งขึ้น แบตเตอรี่ก็ใช้งานได้ยาวนานกว่า Gaming Notebook ทั่วไป ชอบมากๆ  

Lenovo Legion 7

ที่สำคัญด้วยสเปกชิปประมวลผล AMD Ryzen 9 5900HX และการ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX 3080 ซึ่งรองรับการ Overclock ได้แรมเป็น 32GB และ SSD M.2 NVME PCIeความจุ 2TB ได้ประสบการณ์ใช้งานที่เหนือชั้นเทียบเคียงกับสเปกขายจริง  เหลือเฟือในการใช้งานพื้นฐาน หรือแม้แต่การใช้งานหนักๆ รวมไปถึงเล่นเกม 3 มิติ ประทับใจสุดๆ เลยก็คือการปรับโหมดเพียง Fn + Q เท่านั้น พร้อมเทคโนโลยี Lenovo Legion AI Engine นับว่าง่ายต่อการใช้งานสุดๆ จากการที่ระบบช่วยจัดการ CPU / GPU ที่เหมาะสม

Lenovo Legion 7

อีกทั้งมี Windows 10 Home มาให้พร้อมใช้งานด้วย ประกันก็เป็นแบบ 4 ปี On-site Service ซึ่งยาวนานที่สุด พร้อมบริการหลังการขายอื่นๆ อาทิ ประกันอุบัติเหตุแบบเคลม 100% ระยะเวลา 2 ปีเต็มๆ มีเครื่องสำรองระหว่างรอเครื่องเคลม หรือบริการโทรศัพท์ Call Center 24/7 อีกด้วย ที่เหนือกว่าหลายๆ แบรนด์ ในเรื่องของบริการหลังการขายที่เรามั่นใจได้มากกว่า นาทีนี้ใครกำลังจะซื้อ Gaming Notebook ปี 2021 ในงบไม่เกิน 90,000 บาท รุ่นนี้ต้องเป็นตัวเลือกแรกๆ แน่นอน 

Lenovo Legion 7

จุดเด่น Lenovo Legion 7

  • ดีไซน์การออกแบบสวยงามเรียบหรู งานประกอบแน่นวัสดุดีเยี่ยม แนวทางแตกต่างจากแบรนด์อื่นๆ
  • ตัวเครื่องเล็กกระชับ แม้จะเป็นหน้าจอ 16″ แต่ได้ขอบหน้าจอบางเฉียบทำให้มีมิติใกล้เคียงกับโน๊ตบุ๊คจอ 15.6″
  • ประสิทธิภาพสูงสุดด้วยชิปประมวลผลตัวท็อป AMD Ryzen 9 5900HX สนับสนุนการ Overclock ในตัว
  • การ์ดจอแยกตัวแรงสุด NVIDIA GeForce RTX 3080 ทรงพลังในการเล่นเกมหรืองาน 3 มิติ ค่า TGP 165W
  • หน่วยความจำแรมขนาด 32GB แบบ 16GB x 2 แถว เหลือเฟือกับทุกๆ การใช้งานที่หลากหลาย
  • ได้ที่เก็บข้อมูลเป็น SSD M.2 NVMe PCIe ความเร็วแรงระดับสูง และความจุที่ใหญ่โตถึง 2TB
  • ประสิทธิภาพในการเล่นเกมหรือทำงานมีความลื่นไหล จากเทคโนโลยี Lenovo Legion AI Engine
  • หน้าจอ 16″ 16:10 คุณภาพสูงพาเนล IPS, QHD รองรับ HDR 400 / Refresh Rate 165Hz 
  • คีย์บอร์ด Legion TrueStrike Keyboard พร้อมไฟ Corsair iCUE RGB แบบ Per-key สวยงาม
  • ตัวเครื่องจัดเต็มด้วยไฟ RGB ทั้งตัวเครื่องด้านหน้า และช่องระบายความร้อน
  • มีฟีเจอร์ Tobii Horizon ช่วยเรื่องการใช้งานต่างๆ การเพิ่มประสบการณ์การเล่นเกม
  • มาพร้อม Windows 10 Home ใช้งานได้ทันที มีซอฟต์แวร์มากมาย ที่ใช้ได้จริง มาช่วยปรับแต่ง
  • มีพอร์ตมากมายอาทิ 3 x USB 3.2 Type-C และ 3 x USB 3.2 Type-A และอื่นๆ 
  • ลำโพงคุณภาพเสียงดีจาก Harman Kardon + ระบบเสียง Nahimic Audio น่าประทับใจ
  • ความร้อนที่เกิดขึ้นเมื่อใช้งานหนักๆ จัดว่ามีอุณหภูมิที่ควบคุมจาก Legion Coldfront 3.0
  • แบตเตอรี่ใช้งานได้สูงสุดยาวนานประมาณ 7:30 ชั่วโมง ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีถ้าเทียบกับความแรง
  • มีแพคเกจการรับประกัน Unbeatable Protection Pack มูลค่า 14,900.- บาท (4Y Premium Care / 2Y ADP 100% part and Service)

ข้อสังเกต Lenovo Legion 7

  • ราคาค่อนข้างสูง และตอนนี้ยังมีเพียงสเปกเดียวให้เลือกซื้อ เหมาะกับคนที่วางงบไว้สูง
  • น้ำหนักตัวเครื่องและอแดปเตอร์ค่อนข้างหนัก (จ่ายไฟ 300W) แต่อยู่ในเกณฑ์รับได้เพราะจอเป็น 16″

Specification

สเปกอาร์ดแวร์เต็มๆ ของ Lenovo Legion 7 เป็นชิปประมวลผลเป็น AMD Ryzen 9 5900HX ความเร็ว 3.30 – 4.40 GHz สถาปัตยกรรม Zen 3 (Cezanne) ล้ำด้วยเทคโนโลยีการผลิตที่ 7 นาโนเมตรรุ่นใหม่ล่าสุด ทำงานแบบ 8 คอร์ 16 เธรด ส่งผลให้ได้ประสิทธิภาพที่ดีขึ้น ร้อนน้อยลงด้วย พร้อมการ์ดจอตัวแรงอย่าง NVIDIA GeForce RTX 3080 (8GB GDDR6) ค่า TGP 165W ที่ให้ความแรงลื่นทั้งในการทำงานหรือเล่นเกมเหนือชั้นกว่า Gaming Notebook รุ่นก่อนๆ พร้อมรองรับการ Overclock ทั้งคู่

Lenovo Legion 7 16ACHG6 82N6000YTA

ได้ที่เก็บข้อมูลแบบ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 1TB ติดตั้งมาแบบ 1TB x 2 ในส่วนของแรมเองมีมาให้ 32GB แบบ DDR4 Bus 3200 MHz ติดตั้งมาแบบ 16GB x 2 แถว (อัพได้สูงสุด 32GB) แน่นอนว่าสเปกแบบนี้ใช้งานทั่วไปพื้นฐานลื่นไหลแน่นอน ได้หน้าจอขนาด 16″ แบบด้าน ขอบหน้าจอบางพิเศษเป็น ความละเอียด Quad HD (2560 x 1600 พิกเซล) ที่สัดส่วน 16:10 พาเนล IPS มี Refresh Rate รองรับ 165Hz ที่ 3ms ให้สีสันสวยงามและมุมมองที่กว้าง เหมาะกับการทำงานหรือเล่นเกม

พร้อมด้วยกล้องเว็บแคม HD (720p) แบบ E-Shutter และมีไมค์ดิจิตอลในตัว ส่วนการเชื่อมต่อก็มีมาอย่างครบถ้วน ทั้ง 3 x USB 3.2 Type-C, HDMI, 3 x USB 3.2 Type-A, Kensington lock slot, RJ-45, Headset อีกทั้งรองรับมาตรฐานการเชื่อมต่อไร้สายอย่าง Bluetooth 5.1 และ  Killer Wi-Fi AX1650 (2×2) เพื่อการเชื่อมต่อเครือข่ายที่ดีกว่ารุ่นทั่วไปชัดเจน

ระบบปฎิบัติการเป็น Windows 10 Home แท้ พร้อมใช้งานตั้งแต่เปิดเครื่องครั้งแรก ส่วนการรับประกันแน่นอนว่าเป็น ประกันยาวนานถึง 4 ปี On-site Service ซ่อมฟรีถึงบ้าน รวมไปถึงมีประกันอุบัติเหตุแบบเคลม 100% ในระยะเวลา 2 ปี และมีเครื่องสำรองระหว่างใช้งาน อีกทั้งมี Call Center 24/7 ด้วย

Lenovo Legion 7 16ACHG6-82N6000YTA ราคา 89,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : AMD Ryzen 9 5900HX (8C/16T : 3.30 – 4.60GHz)
  • GPU : AMD Radeon 8 + NVIDIA GeForce RTX 3080 Max-P
  • RAM : 32GB DDR4 3200 MHz (16GB x 2) 
  • DISPLAY: 16″ 16:10 IPS QHD (2560 x 1600) @ 165Hz 
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 2TB
  • OS : Windows 10 Home
  • Warranty : 4Y Premium Care (On-site) / 2Y ADP 100% part and Service

เสริมความมั่นใจให้กับเหล่าเกมเมอร์อีกขั้นด้วยแพคเกจประกัน Unbeatable Protection ใหม่ล่าสุดครั้งแรกของประเทศไทยกับ Gaming Laptop Premium Service Level ที่ให้การรับประกันยาวนานสูงสุดถึง 4 ปี การันตีคุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่ทุกชิ้นส่วนถูกผลิตขึ้นจากวัสดุที่ผ่านการเลือกสรรและทดสอบมาอย่างดีที่สุด เสริมมูลค่าให้ผลิตภัณฑ์ใช้งานได้ยาวนานมากขึ้น

แพคเกจ Unbeatable Protection Pack ราคา 14,900 บาท

ประกันแบบ Premium Care ระยะเวลา 4 ปี

  • การสนับสนุนแบบ 24/7
  • พนักงาน Call Center เป็นผู้ชำนาญการด้านเทคนิคโดยเฉพาะ
  • รับประกันการซ่อมแบบ on-site next business day
  • เวลาทำการบริการ on-site ระหว่าง 9 AM- 9PM

การคุ้มครอง Lenovo Accidental Damage Protection (ADP) 2 ปี

  • การคุ้มครองด้านอุบัติเหตุแบบ Ultimate ADP
  • 100% ดูแลด้านชิ้นส่วนและบริการ

Hardware / Design

Lenovo Legion 7 ต้องบอกเลยว่าเป็นการพัฒนาต่อยอดมาจาก Lenovo Legion รุ่นก่อนๆ อีกหนึ่งสุดยอด Gaming Notebook ตัวท็อปประจำปี 2021 ของ Lenovo ที่มาพร้อมความแตกต่างจากดีไซน์ที่ดูเรียบง่าย แนวทำงานที่พกพาไปใช้งานได้ทุกที หรือเล่นเกมที่บ้านก็มีความลงตัว ซึ่งเป็น Gaming Notebook รุ่นแรกของโลก ที่ใช้สเปกหน้าจอความละเอียด Quad HD ที่ 2560 x 1600 พิกเซล ซึ่งมีความละเอียดมากกว่า Full HD ที่ 1920 x 1080 แบบเดิมๆ 

Lenovo Legion 7

ได้สัดส่วนที่มากกว่าเป็น 16:10 พาเนลเป็น IPS คุณภาพสูง ได้ขอบเขตสีมาตรฐาน sRGB 100% รองรับ Refresh Rate ที่ 165Hz / 3ms ให้ทั้งความลื่นไหลและคุณภาพดีสีสันสวยงามสมจริง อีกทั้งยังแสดงผลมาตรฐาน HDR 400 ได้ด้วย เหมาะสมที่สุดสำหรับการเล่นเกมและความบันเทิงอื่นๆ ที่สำคัญยังมีดีไซน์ขอบจอที่บางเฉียบ ส่งผลให้สะดวกสบายยิ่งขึ้นแบบรู้สึกได้ ในดีไซน์การออกแบบขนาดเทียบเท่า Gaming Notebook ขนาดหน้าจอ 15.6″ แต่ก็มีน้ำหนักมากขึ้นเล็กน้อยที่ 2.5 กิโลกรัม

Lenovo Legion 7

ส่งผลให้ดีไซน์รวมๆ ของตัวเครื่องมาพร้อมกับสีสัน Storm Grey ที่ให้ความพรีเมียม โดยมีมิติที่เล็กกระชับ ด้วยความบางเพียง 20.10 – 23.50 มิลลิเมตร น้ำหนัก 2.50 กิโลกรัม (ชั่งจริง) ซึ่งเป็นจุดที่สมดุลทั้งในแง่ของประสิทธิภาพในการเล่นเกม และความสามารถในการพกพาได้อย่างลงตัว กับ Gaming Notebook ราคาระดับสูงกว่ามาตรฐานทั่วไป ที่ไม่ได้เน้นแต่ความคุ้มค่าอย่างเดียว แต่อยากได้ประสบการณ์ใช้งานที่ดีที่สุดด้วย จากตัวเครื่องฮาร์ดแวร์คุณภาพสูง เชื่อได้เลยว่าน่าจะถูกใจหลายๆ คน

Lenovo Legion 7

ตอบโจทย์คนอยากได้โน๊ตบุ๊คเอาไปเล่นเกม แต่ไม่อยากได้ดีไซน์ Gaming ที่ดูจริงจังอย่างสีแดงฉูดฉาดมากเกินไป เพราะเครื่องเดียวกันนั้นต้องพกพาไปใช้งานด้วย ด้วยความที่สเปกเองก็แรงลื่นเอาไปทำงานหนักๆ อย่างโปรเซสไฟล์ภาพถ่ายหรือตัดต่อวีดีโอก็ได้แบบสบายๆ โดยวัสดุที่ใช้ในการประกอบตัวเครื่องนั้นเป็นอลูมิเนียมคุณภาพสูง ให้สัมผัสที่ดีอีกทั้งยังทนทานไม่เป็นรอยง่ายๆ งานประกอบรวมก็มีคุณภาพมาตรฐาน มีโลโก้ตามสไตล์ของ Lenovo Legion ในส่วนของตำแหน่งต่างๆ 

Lenovo Legion 7

ตอกย้ำการออกแบบและดีไซน์ตัวเครื่องที่ให้มีความเรียบง่าย อย่างสีเทาด้านโดยมีโลโก้ ตัว Y ขนาดใหญ่ (มีไฟ RGB เปล่งออกมาเมื่อต่อกับอแดปเตอร์) ที่เป็นสัญลักณ์ของ Legion ที่ฝาหลังและบานพันแบบแกนเดียวขนาดใหญ่เป็น ซึ่งขอบบานพับมีโลโก้ Y เช่นกัน พร้อมกันนั้นก็มีโลโก้ของ Lenovo อยู่ 2 ตำแหน่งคือด้านท้ายของตัวเครื่องนอกและด้านในตัวเครื่อง ส่วนด้านล่างตัวเครื่องก็จะเป็นช่องดูลมเย็นขนาดใหญ่ พร้อมยางรองยกตัวเครื่องให้สูงขึ้น ซึ่งมีคำว่า Legion ติดตั้งเอาไว้อยู่

Lenovo Legion 7

อัปเกรดระบบควบคุมอุณหภูมิและระบายความร้อน Lenovo Legion Coldfront 3.0ให้ระบบระบายความร้อนที่ดีขึ้น ผ่านพัดลม 2 ตัวขนาดใหญ่ที่ติดตั้งใบพัดโพลีเมอร์คริสตัลและท่อนำความร้อนขนาดใหญ่พิเศษ พร้อมช่องระบายความร้อนใต้สวิตช์คีย์บอร์ด ทำให้ระบายความร้อนได้รวดเร็วมากขึ้น เพื่อระบายความร้อนออกสู่ภายนอกให้เร็วที่สุด มีการติดตั้งแผ่นโลหะที่ Cover ทั้ง CPU / GPU แบบเต็มพื้นที่ด้วยพร้อมเทคโนโลยี Vapor Chamber ทำงานร่วมกับช่องระบายความร้อน 4 ทิศทาง โหมดอัจฉริยะใหม่ AI เพิ่มประสิทธิภาพในการเล่นเกม หรือทำงานทั่วไปแล้วพัดลมไม่หมุนเลยก็ได้

Lenovo Legion 7

สรุปโดยรวมการออกแบบดีไซน์ภายนอกและวัสดุของ Lenovo Legion 7 รุ่นใหม่นั้น ทำได้ดีตามมาตรฐานของ Lenovo ที่ทุกคนมั่นใจจริงๆ ตอบโจทย์ของคนที่ต้องการโน๊ตบุ๊คเพื่อการเล่นเกมในดีไซน์เรียบๆ แต่แอบแฝงความเฉียบคมและดุดัน ที่จะเอาไปทำงานก็ลงตัวไม่ Gaming จนเกินไป รวมไปถึงการเลือกใช้ไฟคีย์บอร์ดเป็นไฟ RGB แบบ Per-key ซึ่งดีกว่าทุกๆ รุ่น ปรับแต่งผ่านทางซอฟต์แวร์ Lenovo Vantage อีกทั้งล้ำกว่นรุ่นอื่นๆ ด้วยไฟ RGB รอบๆ ตัวเครื่องทั้งด้านหน้าด้านข้าง รวมไปถึงช่องระบายความร้อน 4 ช่อง 

Lenovo Legion 7 R9 RTX3080 Review 23
Lenovo Legion 7 R9 RTX3080 Review 35
Lenovo Legion 7 R9 RTX3080 Review 38
Lenovo Legion 7 R9 RTX3080 Review 48
Lenovo Legion 7 R9 RTX3080 Review 49
Lenovo Legion 7 R9 RTX3080 Review 68
Lenovo Legion 7 R9 RTX3080 Review 84
Lenovo Legion 7 R9 RTX3080 Review 85
Lenovo Legion 7 R9 RTX3080 Review 87

Keyboard / Touchpad

คีย์บอร์ด Lenovo Legion TrueStrike ของ Lenovo Legion 7 โดดเด่นด้วยสวิตช์ซอฟต์แลนดิ้งที่เป็นนวัตกรรมใหม่ที่ให้กดที่ลึกขึ้นและมีแรงเท่า ๆ กัน ได้ความแม่นยำ นุ่มนวล หนักแน่น พร้อมไฟ Corsair iCUE RGB แบบ Per-key รองรับ Anti-Ghosting 100% และตอบสนองได้รวดเร็วใน 1ms กับมาตรฐานคีย์บอร์ด 4 แถวขนาด Full Size อีกทั้งด้านการใช้งานในการพิมพ์ ก็ยังเด้งตอบสนองได้เป็นอย่างดีทั้งขนาดแป้นพิมพ์ที่รับกันนิ้วและช่องว่างระหว่างแป้นที่ทำให้มีความแม่นยำในการกด อีกทั้งมีความแข็งแรงทนทาน

Lenovo Legion 7

จุดเด่นเลยก็คือ Q Control 4.0 สำหรับการรีดประสิทธิภาพหรือเพื่อยืดอายุแบตเตอรี่ เราสามารถเลือกปรับโหมดได้เองระหว่างโหมดการรักษาอุณหภูมิ Quiet ที่เน้นการใช้งานที่เงียบ ส่วน Auto คือ ปรับแต่งตามการใช้งานและ Performance ที่พร้อมเร่งประสิทธิภาพสูงสุด ด้วยการกดปุ่ม Fn + Q ที่ง่ายๆ นอกจากนี้ยังสามารถเร่งความแรงได้ด้วยการเปิด Dual Burn เพื่อดัน CPU และ GPU ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดไปพร้อมๆ กัน จากการที่ควบคุมความเร็วพัดลมและแรงดันไฟฟ้า (Overclock)

Lenovo Legion 7

ในส่วนของทัชแพดนั้นได้รับการออกแบบมาใหม่ที่ดูแล้วเรียบง่าย ซึ่งมีขนาดที่ใหญ่โตกว่า Gaming Notebook รุ่นอื่นๆ ชัดเจน ที่ 23% ลักษณะเป็นแบบซ่อนปุ่มคลิ๊กซ้ายขวาให้เป็นเนื้อเดียวหัน ดูแล้วมีความสวยงามไม่น้อยเลยสำหรับการดีไซน์ออกแบบ โดยรวมแล้วให้ความรู้สึกการใช้งานที่ดี ที่สำคัญเรายังสามารถปิดทัชแพดและปุ่ม Windows แบบอัตโนมัติเมื่อเราเข้าสู่การเล่นเกม ผ่านทางฟีเจอร์นี้ในซอฟต์แวร์ Lenovo Vantage ที่ตอบโจทย์ในการเล่นเกมอย่างแท้จริง 

Lenovo Legion 7 R9 RTX3080 Review 64
Lenovo Legion 7 R9 RTX3080 Review 65
Lenovo Legion 7 R9 RTX3080 Review 66

Screen / Speaker

ในส่วนของหน้าจอ Lenovo Legion 7 เป็นแบบด้านที่ลดแสงสะท้อนขนาด 16″ บนความละเอียดในระดับ Quad HD หรือ 2560 x 1600 พิกเซล (ความหนาแน่นของพิกเซล 34%) สัดส่วนก็มากกว่าที่ 16:10 พาเนลยังเป็น IPS คุณภาพสูง ได้ Refresh Rate ที่ 165Hz / 3ms รองรับ NVIDIA G-Sync และ AMD FreeSync ได้ความลื่นไหลกว่าแบบรู้สึกได้แม้จะนำไปใช้งานเล่นอินเตอร์เน็ตก็ตาม ให้การแสดงผลที่สมจริงมุมมองกว้างกว่าพวกโน๊ตบุ๊คที่เป็นพาเนล TN เหมาะการใช้งานทุกประเภทแน่นอน พร้อมรองรับเทคโนโลยี VESA DisplayHDR 400 / Dolby Vision

Lenovo Legion 7

เมื่อลองใช้งานจริงแล้วให้ประสบการณ์ใช้งานระดับที่น่าประทับใจ ทั้งการเล่นเกม ดูหนัง หรือชมวีดีโอจาก Youtube ก็สามารถมอบประสบการณ์ความบันเทิงให้อย่างดี เรียกได้ว่า Lenovo Legion 7 ยังคงรักษามาตรฐานของ Gaming Notebook เหมือนรุ่นอื่นๆ ที่สำคัญยังมาพร้อมฟีเจอร์ E-Shutter ม่านชัตเตอร์ปิดเลนส์กล้องที่ทำให้เรามั่นใจว่ากล้องจะเห็นในเวลาที่เราต้องการใช้งานเท่านั้น การใช้งานก็ง่ายมากๆ ด้วยการใช้นิ้วเลื่อนเปิดหรือปิดการใช้งานเท่านั้น ซึ่งปุ่มนี้ติดตั้งอยู่ที่ขอบตัวเครื่องด้านขวา

Lenovo Legion 7 R9 RTX3080 Review 55
Lenovo Legion 7 R9 RTX3080 Review 51
Lenovo Legion 7 R9 RTX3080 Review 54

การทดสอบประสิทธิภาพหน้าจอที่เป็นโน๊ตบุ๊คที่ใช้หน้าจอพาเนล IPS เกรดสูง ด้วย Spyder5Elite โดยให้ขอบเขตความกว้างของสีสันเทียบเท่ากับมาตรฐาน sRGB ที่ 91% และ AdobeRGB ที่ 71% เรียกได้ว่าให้ประสิทธิภาพเรื่องของสีสันในเกณฑ์ที่ดีเยี่ยม ความสว่างหน้าจอสูงสุดอยู่ที่เกือบ 400 cd/m2 ซึ่งจัดได้อยู่ในเกณฑ์ดีกว่ามาตรฐาน เอาไปทำงานข้างนอกสบายๆ เหมาะกับผู้ที่ใช้งานด้านตกแต่งภาพที่ต้องการความเที่ยงตรงของสีเป็นหลัก ใครที่จริงจังด้านสีสันถือว่าเป็น Gaming Notebook ที่น่าสนใจรุ่นนึงทีเดียว

s4

s1
s2
s3

ต่อกันที่วัดความสว่างของหน้าจอตามตำแหน่งต่างๆ โดยแบ่งเป็น 9 ช่อง เทียบจากช่องกลางที่ปกติแล้วจะให้ความสว่างที่มากที่สุด ที่จะเห็นได้ว่าช่องกลางของหน้าจอมีค่า 0% ก็คือแสดงความสว่างได้เต็มที่ แต่สำหรับช่องมุมซ้ายและขวาบนลดลงไปที่ระดับ 8% ทำให้ต้องใช้งานอย่างระมัดระวังสำหรับคนที่บังเอิญจำเป็นต้องใช้งานภาพถ่าย หรืองานกราฟิกอื่นๆ ปิดท้ายด้วยคะแนนรวม 4.5 คะแนนถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีกว่ามาตราฐานทั่วไปมาก เหมาะสำหรับคนเอามาทำงานมืออาชีพหรือเล่นเกมแบบจริงจัง

Lenovo Legion 7

นอกจากหน้าจอที่สวยงามแล้ว ระบบและการออกแบบลำโพงที่เป็นจุดเด่นอย่างแท้จริง ด้วยลำโพงขนาดใหญ่จากแบรนด์ Harman Kardon แบบ 2 x 2W แยกซ้ายขวาที่ติดตั้งบริเวณขอบตัวเครื่องด้านหน้าจำนวน 2 ตัว ซึ่งได้คุณภาพเสียงที่ดีมาก พร้อมระบบเสียง Nahimic แบบ 3 มิติ ที่จะเข้ามาเสริมพลังเสียงให้หนักแน่น เต็มอิ่ม และดังเพียงพอสำหรับการแบ่งปันประสบการณ์ความบันเทิงให้กับคนรอบข้าง รวมไปถึงมีซอฟต์แวร์ที่ปรับแต่งเพิ่มเติ่มได้ เพื่อการใช้งานที่หลากหลาย ที่สำคัญมีฟีเจอร์ Sound Tracking ช่วยให้เราจับทิศทางในเกม FPS ได้ดีขึ้น และการเชื่อมต่อ Bluetooth ยังรองรับ 2 อุปกรณ์พร้อมกันด้วย  

Lenovo Legion 7 R9 RTX3080 Review 79
Lenovo Legion 7 R9 RTX3080 Review 83
Lenovo Legion 7 R9 RTX3080 Review 80

na

Connector / Thin And Weight

Lenovo Legion 7 จัดว่าเป็น Gaming Notebook ขนาดหน้าจอ 16″ ที่มีตัวเครื่องใกล้เคียงกับหน้าจอ 15.6″ ที่มีพอร์ตเชื่อมต่อที่ครบครัน ไม่ว่าจะเป็น 3 x USB 3.2 Type-A, 3 x USB 3.2 Type-C (1 x รองรับ DisplayPort และ Power Delivery), 1 x HDMI 1.4, LAN RJ45 และ Mic-in/Headphone-out โดยตัวพอร์ตเองมีทั้งด้านข้าง 2 ข้าง และด้านหลัง เรียกได้ว่ามีการจัดว่าอย่างลงตัว เหมาะสมกับการใช้งานจริง โดดเด่นสวยงามไม่ซ้ำใครด้วยไฟสีขาวตามโลโก้พอร์ตด้านหลัง

Lenovo Legion 7

พร้อมใส่สัญลักษณ์ตามพอร์ตต่างๆ เอาไว้ แต่ในส่วนของ Card Reader ไม่มีมาให้ อีกทั้งมีปุ่ม Restore Windows มาให้เหมือนเดิม พร้อมรองรับมาตรฐานการเชื่อมต่อไร้สายอย่าง Bluetooth 5.1 และ Killer Wi-Fi AX1650 (2×2) ซึ่งจะช่วยให้การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตมีความสเถียร กว่าการเชื่อมต่อมาตรฐาน Wi-Fi 5 AC แบบรุ่นก่อนหน้า อีกทั้งยังเชื่อมต่อได้ดีกว่าด้วยฟีเจอร์ Killer Wi-Fi ที่เราสามารถเลือกปรับแต่งเพื่อการเล่นเกมหรือใช้งานอื่นๆ ได้แบบยืดหยุ่น

Lenovo Legion 7

ขนาดของตัวเครื่องและสายชาร์จ เมื่อเทียบกับขนาดของโน๊ตบุ๊ค 15.6″ ทั่วไปถือได้ว่ามีมิติที่ค่อนข้างใหญ่โตพอสมควรกับการจ่ายไฟที่ 300W ตามสไตล์ของโน๊ตบุ๊คที่สเปกแรงก็ต้องใช้กำลังไฟที่สูงด้วย ส่วนของการพกพาทำได้น่าพอใจไม่แพ้ Gaming Notebook รุ่นอื่นๆ ด้วยน้ำหนัก 2.5 กิโลกรัม อย่างไรก็ตามเมื่อรวมกับอแดปเตอร์ก็จัดว่ามีความหนักขึ้นมาที่ 3.5 กิโลกรัม เพราะตัวอแดปเตอร์เองก็ใหญ่โตทีเดียว ตามสไตล์ของ Lenovo แต่ก็ถือว่าพอพกพาไปไหนมาไหนได้บ้าง 

Lenovo Legion 7 R9 RTX3080 Review 22
Lenovo Legion 7 R9 RTX3080 Review 30
Lenovo Legion 7 R9 RTX3080 Review 1

Inside / Upgrade

การแกะงัดเพื่อเครื่องนั้นสามารถที่จะทำได้ค่อนข้างง่าย เมื่อแกะออกมาแล้วก็จะเห็นฮาร์ดแวร์หลายๆ ส่วนวางอย่างลงตัว งานประกอบก็เรียบร้อยมากๆ โดยตัวเครื่องนั้นจะเป็นแบตเตอรี่ที่มีความจุอยู่ที่ 4800 mAh ซึ่งภายในเกือบทุกชิ้นส่วนจะมีการติดตั้งแผ่นโลหะเอาไว้เพื่อเสริมความแข็งแรงด้วย สำหรับในส่วนของแรมนั้นจะต้องถอดเอาที่ครอบออกก่อนจากนั้นก็จะเห็นหน่วยความจำแรม โดยตัวเครื่องนั้นจะมี 16GB x 2 แถว เราสามารถที่จะอัปเกรดหน่วยความจำได้สูงสุดถึง 32 GB ซึ่งก็ติดตั้งมาเต็มที่แล้ว พร้อมติดตั้ง SSD M.2 มาแล้ว 2TB แบ่งออกเป็น 1TB x 2 นั่นเอง

Lenovo Legion 7

ระบบระบายความร้อนนั้นมีทิศทางการไหลของลมที่ดีขึ้นจากเดิมพอสมควร ด้วยการออกแบบให้มีชุด Vapor Chamber Cooling  ที่ช่วยระบายอากาศร่วมกับพัดลม 2 ตัวขนาดใหญ่ แยกกันระหว่าง CPU และ GPU ทำงานร่วมกับช่องระบายความร้อนถึง 4 ช่อง และผ่านใบพัดโพลีเมอร์คริสตัลเหลว พร้อมด้วยโลหะปกคลุมทั้งหมด เพื่อระบายความร้อนออกสู่ภายนอกให้เร็วที่สุด ขณะเดียวกันไม่ทำให้เกิดเสียงรบกวนที่ดังเกินไปอีกด้วย เรียกได้เปลี่ยนไปจากรุ่นก่อน แต่จะดีขึ้นหรือเปล่านั้นไปติดตามกันต่อดู แต่บอกได้เลยว่า Gaming Notebook ที่งานประกอบภายในเนี๊ยบจริงๆ

Lenovo Legion 7 R9 RTX3080 Review 17

Lenovo Legion 7 R9 RTX3080 Review 6
Lenovo Legion 7 R9 RTX3080 Review 8
Lenovo Legion 7 R9 RTX3080 Review 13
Lenovo Legion 7 R9 RTX3080 Review 14
Lenovo Legion 7 R9 RTX3080 Review 15
Lenovo Legion 7 R9 RTX3080 Review 16

Performance / Software

Lenovo Legion 7 มาพร้อมกับชิปประมวลผลตัวแรงระดับบนสุดในตลาดของ Gaming Notebook ของ AMD อย่าง Ryzen 9 5900HX เน้นนำไปใช้งานหนักๆ มากกว่า Ryzen 4000H รุ่นก่อนหน้า ด้วยสถาปัตยกรรม Zen 3 ที่พัฒนาไปในหลายๆ ส่วน โค้ดเนม Cezanne มาพร้อมกับเทคโนโลยีการผลิตที่ 7 nm ความเร็ว 3.30 – 4.60 GHz แบบ 8 Core/ 16 Thread ร้อนน้อยกว่า ได้ L3 Cache ที่ 16MB มีค่าอัตราการใช้พลังงานสูงสุด (TDP) ที่ 45W + จนไปถึง 54W ทีเดียว

ที่ต้องบอกว่าสร้างมาตรฐานประสิทธิภาพที่มากกว่าชิปประมวลผลรุ่นก่อนๆ มากยิ่งขึ้นไปอีก แรงเพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไปมากๆ หรือถ้างานที่ต้องประมวลผลจริงจังรวมไปถึงเล่นเกมเป็นหลัก ก็รองรับได้อย่างสบายๆ และดีที่สุดแน่นอน เรียกได้ว่าแรงกว่าชิปประมวลผลที่เป็น AMD Ryzen 5000H อย่าง Ryzen 9 4900H แน่นอน พร้อมได้แรมขนาด 32GB DDR4 Bus 3200MHz (13GB x 2) ใช้งานได้ทันที จัดเต็มอย่างที่เราไม่จำเป็นต้องอัปเกรดภายหลังเลย

c1.   c2    

ผสานกับการ์ดจอออนบอร์ดรุ่นใหม่อย่าง AMD Radeon 8 มีความเร็วในการทำงานที่ 2100MHz มาตรฐานแรม DDR4 ขนาด 512MB ให้พลังในการประมวลผลที่ดีในระดับหนึ่ง อย่างในเรื่องของกราฟิก 2 มิตินั้นก็รองรับได้อย่างสบายๆ หรือถ้าเป็น 3 มิติ ก็ต้องบอกว่ารองรับการทำงานได้ในระดับเบื้องต้นเป็นหลัก กับหน้าจอความละเอียดสูงให้ความลื่นไหลเป็นอย่างดี ซึ่งโดดเด่นจริงๆ จะเป็นเรื่องของการประหยัดพลังงานเมื่อใช้งานเบาๆ

อีกทั้งยังมีการ์ดจอแยกรุ่นใหม่ล่าสุดตัวแรงอย่าง NVIDIA GeForce RTX 3080 (8GB GDDR6) สถาปัตยกรรม Ampere โดยเป็น RTX เจนที่ 2 พร้อมค่า TGP 165W ที่ต้องบอกว่าแรงกว่ารุ่นก่อนหน้าที่เทียบเคียงอย่าง GeForce RTX 2080 Super ได้ดีกว่า ซึ่งไม่ใช่แค่แรงแต่ยังร้อนน้อยกว่า เน้นใช้งานกับ Gaming Notebook ทุกประเภท ทั้งตัวหนาหนักและบางเบา รองรับ Ray Tracing ช่วยเพิ่มคุณภาพการแสดงแสงเงาให้แม้แต่เกมระดับ AAA ก็ยังสามารถปรับกราฟิกได้ถึง Ultra ให้ภาพสวยงาม ไหลลื่น ที่ความละเอียด QHD

gg1. g1 

 

สำหรับโปรแกรมทดสอบ CINEBENCH 15 / CINEBENCH 20 ที่เน้นในเรื่องของพลังชิปประมวลผล AMD Ryzen 9 5900HX คะแนนก็อยู่ในระดับสูงมากๆ อย่างน่าประทับใจสมกับเป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดจาก Ryzen 5000H เปรียบเทียบกับชิปประมวลผล AMD Ryzen 9 4900H / Intel Core i9-10980HK ก็ทำได้ดีกว่าแบบชัดเจนทีเดียว รวมไปถึงตัวการ์ดจอแยก RTX 3080 เองก็มีประสิทธิภาพสูงเช่นเดิม เรียกได้ว่าตอบโจทย์ในส่วนของงานประมวลผลหนักๆ ได้อย่างสบายๆ รวดเร็วทันใจแบบสุดๆ สมกับเป็นชิปประมวลผลตัวบนในรุ่นใช้งานเต็มกำลัง และการ์ดจอระดับบนสุด ที่เน้นการทำงาน 3D เป็นหลัก

cine15.   cine20

ตัวเก็บข้อมูลของเครื่องที่เลือกใช้ SSD ก็ทำคะแนนออกมาได้อย่างรวดเร็วเป็นที่น่าประทับใจมากๆ บนขนาดความจุ 2TB แบบ 1TB x 2 มาตรฐาน M.2 NVMe PCIe ยิ่งเมื่อนำไปใช้เทียบกับ SSD ที่เป็น   M.2 SATA 3แล้วละก็จะเห็นถึงประสิทธิภาพทั้งในด้านการทดสอบและในด้านการใช้งานจริงที่แตกต่างกันอย่างเห็นเห็นได้ชัด เรียกได้ว่าเปิดอะไรปุ๊บก็ติดปั๊บ ที่ต้องบอกว่าความเร็วระดับการอ่านที่ราวๆ 3415MB/s และเขียนที่ 3089 MB/s ความเร็วถือว่าทำได้ดีเยี่ยมยอด เรียกได้ว่าเป็น Gaming Notebook สมราคาที่ได้ SSD ระดับสูง

ssd

การทดสอบประสิทธิภาพกับโปรแกรม PCMark 10 Advance ซึ่งสามารถทำคะแนนการทดสอบรวมได้มากถึง 7,209 คะแนน ถือได้ว่าในส่วนของการใช้งานทั่วไปโดยรวมนั้นสอบผ่านแบบสบายๆ ทั้งในส่วนของการเล่นเว็บไซต์ งานเอกสาร งานตกแต่งรูปภาพ รวมถึงงานตัดต่อวิดีโอ ด้วยการที่เป็น Gaming Notebook สเปกใหม่ล่าสุด จากชิปประมวลผล AMD Ryzen 9 5900H มีการ์ดจอแยกระดับ Gaming ตัวบนอย่าง NVIDIA GeForce RTX 3080 ทำให้มีคะแนนพุ่งกว่าโน๊ตบุ๊คตัวท็อปรุ่นปีก่อนๆ มากพอตัวระดับเทียบเท่า Desktop ไฮเอนด์ไปแล้ว ฉะนั้นการใช้งานพื้นฐานหรือทำงานหนักๆ สอบผ่านได้สบายๆ

pc10

สำหรับคะแนนและเฟรมเรมในการเล่นเกมจากการทดสอบด้วยโปรแกรม 3D Mark จากทาง Futuremark ที่พัฒนาและคิดค้นจากบริษัท AMD, Intel, Microsoft, NVIDIA ในส่วนของ Time Spy ทำออกมาน่าสนใจมากๆ ด้วยคะแนนรวม12,414 ที่นับว่าเป็นเกณฑ์ที่สูงมากจริงๆ ซึ่งเน้นเรื่อง DirectX 12 เป็นตัวช่วยขับเคลื่อนเพื่อมาเสริมข้อบกพร่องทางด้านการทำงานต่างๆ ของการ์ดจอเป็นหลัก ซึ่งผลทดสอบนั้นจะดูว่าแต่ละการ์ดจอนั้นสามารถทำงานเข้าขากับ DirectX 12 ได้ดีขนาดไหน จัดว่าเป็น Gmaing Notebook อีกรุ่นที่มีคะแนนระดับ Desktop ตัวท็อปสบายๆ

3d

คะแนนและเฟรมเรมในการเล่นเกมทำออกมาน่าสนใจมากๆ โดยเฉลี่ยของเฟรมเรท (Frame Rate per Second = fps) จากทั้ง 6 เกมที่ได้ทดสอบมีค่าเฟรมเรทเฉลี่ยมากกว่า 90 FPS ขึ้นไปในทุกๆ เกม ซึ่งตรงนี้ก็สามารถชี้วัดความสามารถในการเล่นเกมที่กราฟิกละเอียดๆ และภาพสวยๆ ได้ลื่นไหลเป็นอย่างดีเลย จากการที่สเปกภายในเป็นชิปประมวลผล AMD Ryzen 9 5900HX ที่สามารถรีดพลัง NVIDIA GeForce RTX 3080 ออกมาได้อย่างเต็มที่ ประกอบกับยังใช้แรม 32GB DDR4 Bus 3200MHz รวมไปถึง SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 2TB ก็ส่งผลช่วยด้วย

game test

ทดสอบเกมประเภทออฟไลน์อย่าง Resident Evil 8 / GTA V / Battlefield V ก็สามารถเล่นได้ดีที่ความละเอียด QHD 2560 x 1600 พิกเซล (สัดส่วน 16:10)ได้อย่างลื่นไหล เรียกได้ว่าได้ภาพที่สวยงามกว่า ละเอียดกว่า พื้นที่มากกว่า Full HD 1920 x 1080 แบบเดิมๆ (สัดส่วน) โดยกราฟิกปรับระดับสูงสุดทั้งหมด ตามภาพด้านบน ที่ต้องบอกว่าภาพก็สวยจนน่าประทับใจ เรียกได้ว่าเหลือๆ กับการตอบสนองความต้องการเล่นเกมได้สมบูรณ์ที่สุด แถมไม่กินทรัพยากรเครื่องจนเกินไปด้วย ซึ่งถ้าต้องการเล่นให้ลื่นไหลกว่านี้แนะนำให้ปรับกราฟิกลงมากลางๆ หน่อย

Lenovo Legion 7 R9 RTX3080 Review 60

เกมออนไลน์อย่าง SCUM ที่กินสเปก รวมถึง DOTA 2 และ PUBG ที่เบาลงมา ก็จัดการทดสอบแบบปรับสุดหมดให้ด้วยเช่นกัน โดยทั้งนี้การตั้งค่าความละเอียดของภาพก็อยู่ที่ 2560 x 1600 พิกเซล เช่นกัน ซึ่งเป็นความละเอียดที่จะสามารถเล่นให้ลื่นได้ สำหรับรายละเอียดภาพอื่นๆ ก็เรียกได้ว่าเปิดทุกอัน  ผลที่ได้ออกมาก็คือสามารถเรนเดอร์ได้อย่างไหลลื่นในระดับเฟรมเรทที่สูงสุด แม้กระทั่งฉากตะลุมบอนกันก็สบายๆ ค่าเฟรมเรทก็ลื่นไหลเช่นกัน ซึ่งสรุปโดยรวมแล้ว ก็ถือว่าเล่นได้สบายๆ แต่ก็อย่าลืมปรับโหมด Q-Control เป็น Auto หรือถ้าให้ดีที่สุดต้องเป็น Performance ฮาร์ดแวร์เองจะได้ Overclock ด้วย

v1

แน่นอนว่ามาพร้อมซอฟต์แวร์ Lenovo Vantage มีในส่วนเรื่องเช็คการทำงานของสเปกภายใน หรือเช็คสถานะการทำงานส่วนต่างๆ ของเครื่อง อาทิ Macro Key ที่ตั้งค่าไว้ได้ ระบบพลังงานต่างๆ และฟีเจอร์มีเดียต่างๆ เช่นกล้องและไมค์ อีกทั้งตรวจเช็คสถานะเครื่องกับข้อมูลแคชต่างๆ ก็ทำการลบทิ้งได้ตรงนี้เลย หรือเช็คอัพเดทซอฟ์ตแวร์และไดร์เวอร์ต่างๆ ของเครื่องก็สามารถทำผ่านตรงนี้ได้เช่นกัน ที่สำคัญถ้าใครต้องการ Backup หรือ Recovery ข้อมูลภายในก็จัดการได้เลย นับได้ว่า Lenovo Vantage เป็นซอฟต์แวร์ Ultility ติดเครื่องที่ดีและใช้งานจริงได้

ae43903c7e4acd03 800x800ar

t1
t2
t3

Tobii Horizon คือระบบที่ตรวจจับการเคลื่อนไหวของดวงตาและใบหน้าแบบ 6DoF head tracking ซึ่งติดตั้งมาใน Gaming Notebook เครื่องนี้เป็นรุ่นแรกๆ โดยจะใช้ดวงตาและใบหน้าของเราเองควบคุมการทำงานบนหน้าจอมอนิเตอร์ อีกทั้งยังสามารถใช้เล่นเกมที่รองรับระบบนี้ได้อีกด้วย ฟีเจอร์ความสามารถจับภาพความเคลื่อนไหวของดวงตาในแบบ 3 มิติ ได้แม่นยำมาก ในระดับที่สามารถตรวจจับได้ว่าคุณกำลังมองอะไรอยู่ ทั้งการเล็งปืนในเกม Action ต่าง ๆ หรือแม้แต่เกมขับรถอย่าง Euro Truck Simulator 2 Simulation เพื่อมองกระจกต่างๆ ในขณะที่ใช้จอยปกติควบคุมเกมอยู่

Battery / Heat / Noise

Lenovo Legion 7 นั้นมาพร้อมกับแบตเตอรี่ประมาณ 4800 mAh ซึ่งจะว่าไปแล้วนั้นก็มีความจุที่ใหญ่กว่า Gaming Notebook ทั่วไปแต่เมื่อมาดูประสิทธิภาพโดยรวมของอายุการใช้งานของแบตเตอรี่แล้วถือว่ายอดเยี่ยมทีเดียวเลย โดยสามารถใช้งาน Wi-Fi เพื่อท่องเว็บได้ยาวนานประมาณ 7:30 ชั่วโมง ซึ่งหากดูตามกราฟแล้วนั้นจะเห็นได้ว่าทำเวลาได้ใกล้เคียงกับโน๊ตบุ๊คที่บางเบาเน้นพกพาเลยก็ว่าได้ คาดว่าจะเป็นเพราะการจัดการพลังงานที่ดีของ Lenovo และชิปประมวลผล AMD Ryzen 5000H รุ่นใหม่ จากเทคโนโลยีการผลิตที่ 7 นาโนเมตรนั่นเอง

batt4

ส่วนของอุณหภูมิตัวเครื่องโดยรวมถือว่าสามารถที่จะทำได้ดีขณะที่เราเล่นเกมทดสอบเป็นเวลานาน ซึ่งเป็นการเล่นเกมที่เน้นชิปประมวลผลกับการ์ดจอแยกพบว่าระดับของอุณหภูมิในจุดต่างๆ ของตัวเครื่องจะเพิ่มขึ้นมาน้อยมาก จุดที่มีอุณหภูมืที่หนักที่สุดจะอยู่ที่ ตรงกลางขอบเครื่องด้านหลัง แต่ก็ใช้เวลาถ่ายความร้อนออกไปได้ไม่นานมากเท่าไรนักเมื่อเราใช้งานทั่วไป จากการที่มีพัดลมสองตัวพร้อมฮีตไปป์ขนาดใหญ่เป่าออกด้านหลังด้านข้าง 4 ทิศทาง และเทคโนโลยี Lenovo Legion Coldfront 3.0 ช่วยจัดการได้อย่างเยี่ยมยอด

อุณหภูมิภายในดูจากโปรแกรม Hardware Monitor เผยถึงชิปประมวลผลโดยมีความร้อนสูงสุดคือ 99 องศาเซลเซียส ส่วนการ์ดจอร้อนที่สุดที่ 76 – 77 องศาเซลเซียสเท่านั้น ด้วยการทดสอบให้ห้องแอร์ปรับอากาศที่ 25 องศาเซลเซียส จากการเล่นเกมยาวๆ หลายเกมต่อเนื่อง เรียกได้ว่าระบบระบายความร้อนของเครื่องนี้มีอุณหภูมิที่เย็นมากๆ ซึ่งส่งผลให้ตัวเครื่องไม่เสียหายหรือเล่นเกมใช้งานมีปัญหาหน่วงหรือกระตุกแต่อย่างใด เรียกได้ว่าเป็น Gaming Notebook รุ่นใหม่ที่จัดการความร้อนได้ดีเยี่ยมทีเดียว ทั้งนี้ในการใช้งานทั่วไปตามปกตินั้น (เช่นท่องเว็บ, พิมพ์งาน ฯลฯ) เราจะแทบไม่ได้ยินเสียงของระบบระบายความร้อนเลยแม้แต่น้อย

temp2

ยอมรับว่า Lenovo ทำการบ้านมาดีมาก ทำงานได้ค่อนข้างเบาและเงียบทีเดียว อย่างไรก็ตามเมื่อไรก็ตามที่เราต้องใช้การทำงานทั้งจาก CPU และ GPU (เช่นการเล่นเกม) เรื่องของเสียงพัดลมนั้นจะไม่มีเสียงดังรบกวนจนเกินไปนัก แม้ว่าจะใช้งานหนักๆ ก็ตาม นอกจากนี้ยังมี Lenovo Legion AI Engine ซึ่งเป็นระบบของ AI ที่ให้เฟรมเรตสูงสุดในเกมระดับ AAA ในปัจจุบัน เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดโดยตัวเครื่องไม่ร้อนจนเกินไป 

Conclusion / Award

Lenovo Legion 7 เป็น Gaming Notebook ปี 2021 ที่น่าซื้อมากๆ ถ้างบประมาณในการซื้อถึง จากการที่ได้สเปคสุดแรง AMD Ryzen 9 5900HX รุ่นล่าสุด ประสิทธิภาพสูงสุดในคลาส ซึ่งทั้งแรงขึ้นร้อนน้อยแบตยาวนานได้อีก แม้ในตอนนี้ยังมีสเปกขายจริงสเปกเดียว คือ Ryzen 9 5900HX ซึ่งรองรับการ Overclock ส่วนการ์ดจอได้เป็น NVIDIA GeForce RTX 3080 มีค่า TGP 165W !!! เรียกได้ว่าเข้าคู่กันเป็นอย่างดี ดีขึ้นทั้งประสิทธิภาพ ร้อนน้อยลง และแบตยาวนานขึ้น ในเครื่องเดียว ได้แรมขนาด 32GB DDR4 Bus 3200MHz และ SSD M.2 NVMe ความจุ 2TB ที่จัดเต็มในทุกมิติของฮาร์ดแวร์ภายในจริงๆ

Lenovo Legion 7

โดยตัวเครื่องรุ่นนี้แม้จะมีน้ำหนักอยู่ที่ 2.5 กิโลกรัม ซึ่งหนักกว่า Gaming Notebook รุ่นอื่นๆ ในขนาดหน้าจอ 15.6″ ซึ่งนั่นก็เป็นเพราะได้หน้าจอ 16″ ความละเอียด QHD ที่ 2560 x 1600 พิกเซล Refresh Rate ที่ 165Hz ตัวแรกของโลก โดยได้พาเนล IPS เกรดสูง มีขอบเขตสี sRGB ใกล้เคียง 100% รองรับทั้งการทำงานแบบมืออาชีพหรือเล่นเกมแบบจริงจังที่มากกว่า พร้อมเทคโนโลยีจัดเต็มด้วย Lenovo Legion Coldfront 3.0 ที่ช่วยควบคุมความอุณหภูมิ และฟีเจอร์ Q Control 4.0 สำหรับการรีดประสิทธิภาพหรือเพื่อยืดอายุแบตเตอรี่ที่ดีขึ้น บนตัวเครื่องโลหะที่เแข็งแรงทนทาน

Lenovo Legion 7

Legion TrueStrike Keyboard โดดเด่นด้วยสวิตช์ซอฟต์แลนดิ้งที่เป็นนวัตกรรมใหม่ที่ให้กดที่ลึกขึ้นและมีแรงเท่า ๆ แม่นยำ นุ่มนวล หนักแน่น พร้อมไฟ Corsair iCUE RGB แบบ Per-key รองรับ anti-ghosting 100% และตอบสนองได้รวดเร็วใน 1ms ทนทานมากขึ้นด้วยการเคลือบสารให้คุณสมบัติต้านทานการเสียดสีและการสึกกร่อน นอกจากนี้ยังได้ไฟ RGB รอบๆ ตัว ทั้งขอบตัวเครื่องด้านหน้า ด้านข้างรวมไปถึงช่องระบายความร้อนทั้ง 4 ช่องที่ล้ำไม่ซ้ำใคร โดยแบตเตอรี่ให้ประสิทธิภาพดียิ่งขึ้นใช้ได้นานถึงประมาณ 7:30 ชั่วโมง ในการปรับโหมดเป็นประหยัดพลังงาน เมื่อเราใช้งานดู Youtube ผ่านทาง Microsoft Edge จริงๆ

Lenovo Legion 7 R9 RTX3080 Review 119

ที่โดดเด่นเหนือชั้นก็คือ Lenovo Legion AI Engine ซึ่งเป็นระบบของ AI ที่ให้เฟรมเรตสูงสุดในเกมระดับ AAA ในปัจจุบัน สามารถเร่งความแรงได้ด้วยการเปิด Dual Burn เพื่อดัน CPU และ GPU ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดไปพร้อมๆ กัน สมกับเป็น Gaming Notebook มีความเป็น Legion ที่ไม่ใช่แค่สวยงามดุดันแต่เน้นประสิทธิภาพด้วย ทำให้ไม่ว่าเราจะใช้งานทั่วไปอย่าง ดูหนังฟังเพลง เล่นอินเตอร์เน็ต ทำงานเอกสารลื่นไหลแน่นอน รวมไปถึงเอาไปทำงานตัดต่อวีดีโอโปรเซสไฟล์ภาพก็สบายๆ เรียกได้ว่าท้ังการทำงานแบบมืออาชีพที่เหนือกว่า หรือการเล่นเกมที่จริงจังกว่านั้น ตอบโจทย์ได้ทั้งหมด

Lenovo Legion 7 R9 RTX3080 Review 114

โดยรุ่นที่เรานำมาทดสอบทั้งหมดเป็นเครื่องขายจริงแล้ว ซึ่งมีราคาขายอยู่ที่ 89,990 บาท ได้ประกันเทพ 4 ปี ใช้งานได้ยาวๆ สเปกเองก็เป็นกลุ่มโน๊ตบุ๊คระดับท็อปสุดในตลาดประเทศไทย ถือว่าเป็น Gaming Notebook ได้สเปกที่น่าสนใจทีเดียว เพราะมาพร้อมกับประสิทธิภาพที่สูงทั้งด้วยชิปประมวลผลและการ์ดจอ ขอบจอบางเฉียบ ดีไซน์เน้นเรียบๆ ทั้งจากรูปลักษณ์และใช้งานจริง พร้อมฟีเจอร์จัดเต็ม ได้คุ้มค่าคุ้มราคาถ้าเทียบกับสิ่งที่ได้ทั้งหมด อย่างไรก็ตามใครคนไหนที่กำลังมองหา Gaming Notebook ระดับบนที่มีความสดใหม่สุดๆ บอกได้เลยว่า Lenovo Legion 7 เป็นคำตอบครับ งบถึงจัดได้ไม่ผิดหวัง

Lenovo Legion 7

Award

โดยในครั้งนี้จะเป็นการเปรียบเทียบการให้รางวัลกับเครื่องในกลุ่มของโน๊ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 16 นิ้วด้วยกัน ซึ่ง Lenovo Legion 7 ก็ได้รางวัลต่างๆ ดังนี้

Best Gaming

เรื่องของรูปร่างหน้าตาก็เป็นหนึ่งในจุดเด่นที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์ของ Lenovo Legion โน๊ตบุ๊คสาย Gaming ซึ่งล่าสุดได้ขนาด 16″ ในมิติตัวเครื่อง 15.6″ ซึ่งจุดเด่นในข้อนี้ก็เห็นได้ชัดเจนใน Lenovo Legion 7 ที่มีดีไซน์ของตัวเครื่องสวยงามเรียบหรูดูเป็นเอกลักษณ์ ดูแล้วเรียบหรูตามสไตล์คนรุ่นใหม่ที่ชอบเล่นเกม อีกทั้งยังพกพาไปทำงานได้ลงตัว วัสดุเป็นอลูมิเนียมตลอดทั้งตัวเครื่อง ได้ไฟคีย์บอร์ดเป็น RGB Per-key และไฟ RGB รอบๆ ตัว จัดเต็ม พร้อมระบบระบายความร้อนที่เหนือชั้นกว่า รองรับการ Overclock เร่งความแรงไปอีก ทำให้เป็นอีกหนึ่ง Gaming Notebook ที่หลายคนจับตามองทีเดียว 

award new Gaming

Best Performance

ด้วยสเปก Lenovo Legion 7 ชิปประมวลผล AMD Ryzen 9 5900HX ตัวแรงตัวล่าสุด ที่มาพร้อมกับการ์ดจอแยก NVIDIA GeForce RTX 3080 แบบ Max-P ที่มีค่า TGP 165W เป็นอีกรุ่นนึงที่มากสุดในตลาด รองรับการ Overclock ทั้ง CPU / GPU แรมขนาด 32GB แบบ DDR4 รวมไปถึง SSD M.2 ความเร็วสูง ที่ความจุ 2TB ทำให้ประสิทธิภาพโดยรวมของตัวเครื่องนี้มีความน่าประทับใจ ทั้งจากในการใช้ทำงานจริงๆ รวมไปถึงการทดสอบด้วยโปรแกรมต่างๆ ค่าคะแนนต่างๆ ก็ทำออกมาได้ดี ส่วนการใช้งานทั่วไปนั้นก็ลื่นไหลสุดๆ นอกจากนี้ยังได้ Q-Control 4.0 ในการครบคุมที่ง่ายดายด้วย ตอบโจทย์คนทำงานหรือคนเล่นเกมได้ทั้งหมด

award new performance

Best Multimedia

ไม่ใช่แค่ได้หน้าจอ 16″ แต่เป็นพาเนลคุณภาพสูง ความละเอียดสูง ที่ลื่นไหล 165Hz รองรับ HDR ทำให้เล่นเกมก็ภาพสวย ดูหนังที่รองรับก็เต็มอารมณ์ พร้อมเรื่องความบันเทิงก็ทำได้ดีจากลำโพง Harman พร้อมระบบเสียง Nahimic ที่จะเข้ามาเสริมพลังเสียงให้หนักแน่น เต็มอิ่ม และดังเพียงพอสำหรับการแบ่งปันประสบการณ์ให้กับคนรอบข้างได้ มาพร้อมด้วยการเชื่อมต่อที่ครบถ้วนครบครัน ทั้งพอร์ต USB-A ที่ให้มาถึง 3 พอร์ต / USB-C ก็มีอยู่ 3 พอร์ต ซึ่งต่อหน้าจอแยกและชาร์จไฟเข้าเครื่องได้ด้วย ถึงอย่างนั้นก็ยังสามารถใช้งานแบตเตอรี่ได้ยาวนานกว่า 7:30 ชั่วโมงอีกด้วย จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ Lenovo Legion 7 จะได้รางวัลนี้ไป

award new multi media

from:https://notebookspec.com/web/607374-review-lenovo-legion-7-ryzen9-rtx3080

รีวิวฟิล์มหลังกันรอยรอบตัวเครื่อง Focus Deco Shield สำหรับ iPhone 12 ยืดหยุ่นได้ดี หนา กันรอย ไม่ทิ้งคราบกาว

สำหรับใครที่ใช้ iPhone 12 แล้วห่วงว่าหลังเครื่อง หรือขอ […] More

from:https://www.iphonemod.net/review-focus-deco-shield.html

พรีวิว MSI Creator Z16 สเปก i7-11800H + RTX 3060 Max-Q จอ 16″ QHD+ 120Hz ดีไซน์สุดพรีเมียม เบา 2.3 โล

MSI Creator Z16 พร้อมจำหน่ายแล้วในไทยกับราคา 79,990 บาท จัดว่าเป็นอีกหนึ่ง Notebook เพื่อการทำงานมืออาชีพ สาย Content Creator ระดับสูงของปี 2021 ที่น่าสนใจมากๆ เพราะได้มีการต่อยอดในหลายๆ ส่วน เรียกได้ว่ามีฟีเจอร์ล้ำๆ มากมาย สำหรับการมาของ MSI Creator Series นั้น เป็น เน้นงานสร้างสรรค์งานดิจิตอลต่างๆ ระดับสูงแบบมืออาชีพ ไม่ว่าจะเป็น Youtuber / Streamer / VDO Editor / Photographer / 3D Animator / Graphic Designer และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงยังรองรับการเล่นเกมได้ลื่นไหลด้วย 

MSI Creator Z16

ได้สเปกเป็นชิปประมวลผลประสิทธิภาพสูง Intel Core i Gen 11 จับคู่มากับการ์ดจอแยกทรงพลังอย่าง NVIDIA GeForce RTX 30 Series พร้อมทั้งได้หน้าจอขนาด 16″ สัดส่วน 16:10 พาเนลคุณภาพสูงที่ค่าขอบเขตสี 100% DCI-P3 ให้สีสันที่คมชัดและเหมาะกับการทำงานด้านกราฟิก มัลติมีเดีย ด้วยความละเอียดระดับ QHD+ ที่ 2560×1600 พิกเซล ได้ Refresh Rate ที่ 120Hz และค่า Factory-calibrate Delta-E <2 พร้อมเทคโนโลยี True Color ช่วยปรับโปรไฟล์สีต่างๆ ตามลักษณะการใช้งาน

MSI Creator Z16 ในตอนนี้มีอยู่สเปกเดียว คือ ใช้ชิปประมวลผลตัวแรงยอดนิยมอย่าง Core i7-11800H ความเร็ว 2.30 – 4.60 GHz ทำงานแบบ 8 คอร์ 16 เธร์ด ประสิทธิภาพสูงไว้ใจได้แน่นอน ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรม Tiger Lake H45 เทคโนโลยีการผลิต 10 นาโนเมตร ได้ AI ช่วยทำงานในตัว พร้อมสุดยอดชิปกราฟิกออนชิปรุ่นใหม่อย่าง Intel Iris Xe Graphics ที่บรรจุไปด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ มากมายล้ำหน้า เรียกได้ว่าเร็วกว่ารุ่นกอ่นถึง 40% ในการทำงานขั้นสูงแบบมืออาชีพ

220492665 319821473177763 867623853278826192 n 1

พร้อมการ์ดจอแยกรุ่นใหม่ที่แรงลื่นและร้อนน้อยสุดๆ อย่าง NVIDIA GeForce RTX 3060 Max-Q มีแรมการ์ดจออยู่ที่ 6GB GDDR6 (65W Maximum Graphics Power with Dynamic Boost) สถาปัตยกรรม Ampere ที่ทั้ง 2 อย่างนี้ระดับ Gaming Desktop หรือทำงานสายไฮเอนด์แล้ว มีที่เก็บข้อมูลรองรับการติดตั้ง SSD แบบ M.2 NVMe PCIe Gen 4 จำนวน 2 สล็อต โดยตามสเปกได้ติดตั้งมาแล้วที่ความจุ 1TB ในส่วนของแรมเองมีมาให้ 32GB แบบ DDR4 Bus 3200 MHz รองรับ Dual Channel 

MSI Creator Z16

นอกจากนี้มาพร้อมจอแสดงผลขนาด 16″ ที่ใหญ่กว่าและสัดส่วนมากกว่า 15.6″ โดยเป็น 16:10 ซึ่งเป็น Golden Ratio 1.618 พร้อมมีสเปกที่รองรับการทัชสกรีน 10 จุด ได้ขอบเขตสีระดับ 100% DCI-P3 อีกทั้งมีฟีเจอร์ที่เรียกว่า True Pixel ที่เป็นการรวมความสุดยอดด้านสีสันของหน้าจอ ได้มาตรฐาน sRGB / Adobe RGB ในระดับสูง รวมถึงมีการรับรองมาตรฐานด้านค่าสีต่างๆจากทาง Calman ผ่านการคาลิเบรตแสงและสีจากทางโรงงานทีละตัว ให้เราสร้างสรรค์ผลงานได้สมบูรณ์แบบที่สุด ให้ประสบการณ์ในการใช้งานที่ดีขึ้นกว่าที่เคยเป็น

image4 2

MSI Creator Z16 A11UET-034TH ราคา 79,990 บาท

  • CPU : Intel Core i7-11800H (8C/16T & 2.30 – 4.60GHz)
  • GPU : Intel Iris + NVIDIA GeForce RTX 3060 Max-Q (6GB GDDR6)
  • RAM : 32GB DDR4 Bus 3200 MHz (16GB x 2)
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe Gen 4 1TB
  • DISPLAY : 16″ Touch IPS QHD+ @120Hz 
  • Keyboard : Mini LED Per-Key Backlight 
  • Connection : Killer Wi-Fi 6E AX1675 + BT5.2
  • OS : Windows 10 Home
  • Warranty : 2 Years (1 Year for Battery and Adapter)

MSI Creator Z16

product 16203574659e0234a56ed615226a1094113c2c0b75 1
product 16203574632c32e32563b23c600e4c5dc6546a1d8a 1
product 162035746700c83d1bba3f6b900fca362ef2da8681 1

สำหรับการออกแบบ MSI Creator Z16 มีควาสดใหม่ตลอดทั้งตัวเครื่อง โดยเป็นสีออกเทาๆ เงินๆ ชื่อว่า Lunar Gray ที่ยังคงความพิเศษ ก็คือ เรื่องของดีไซน์ที่บางเบา ที่บางสุดแค่ 15.9 มิลลิเมตร และเบาเพียง 2.2 กิโกลกรัม แต่อัดแน่นเรื่องของสเปกฮาร์ดแวร์ภายใน ส่งผลให้เรื่องประสิทธิภาความแรงนั้นทะลุมาตรฐาน Notebook ทั่วไปไปไกลทีเดียว รวมไปถึงทำให้เราพกพาไปใช้งานได้ทุกที่ทุกเวลาด้วย กับแบตเตอรี่ความจุใหญ่ถึง 99.9WHr ที่ให้ใช้งานได้ยาวนานสุดๆ ตลอดทั้งวัน 

219032670 319821453177765 2305365911941865733 n

วัสดุทั้งหมดตลอดตัวเครื่องของ MSI Creator Z16 ใช้เป็นอลูมิเนียมขึ้นรูปที่ทั้งสวยงามทนทานพร้อมงานประกอบทุกชิ้นส่วยสุดเนี๊ยบ ใส่ใจทุกๆ รายละเอียด ให้ความโค้งวยงาม อย่างโลโก้ฝาหลังจะเป็นการยิงเลเซอร์ลงไป สมกับเป็น Notebook ระดับมืออาชีพ ปุ่มเปิดปิดเครื่องถูกติดตั้งบริเวณมุมขวาบนของคีย์บอร์ด พร้อมไฟ LED แสดงสถานะการทำงาน เหนือคีย์บอร์ดติดตั้งช่องลมโปร่งขนาดใหญ่เพื่อให้ช่วยระบายความร้อนที่ดีกว่าเดิม อีกทั้งได้มาตรฐานความแข็งแรงทนทาน MIL-STD-810G military standard ด้วย 

MSI Creator Z16

ส่วนบานพับก็แข็งแรงกว่าหลายๆ รุ่น พร้อมใช้เทคโนโลยีการระบายความร้อน MSI Cooler Boost Trinity+ ขจัดความร้อนได้ดีกว่าเดิม เพิ่มเติมด้วยการระบายอากาศที่ดีขึ้นถึง 10% เน้นความบางด้วยการนำใบพัดขนาด 0.1 มม. มาใส่ไว้ ทำให้ได้อุณหภูมิที่ดีที่สุด ด้วยฮีทไปป์ 5 เส้น พัดลม 3 ตัวที่แตกต่างกัน เป่าไล่ลมร้อนผ่านชุดระบายที่แยกการระบายความร้อนระหว่างชิปประมวลผลและการ์ดจอ หายห่วงได้เลยในเรื่องของอุณหภูมิ และความทนทานในการใช้งานฮาร์ดแวร์ในระยะยาวไม่ว่างานหนักแค่ไหนก็ไม่ได้ก่อให้เกิดความร้อนสะสม 

MSI Creator Z16

คีย์บอร์ดของ MSI Creator Z16ให้อารมณ์การตอบสนองของแป้นพิมพ์ แรงกด ได้เป็นอย่างดี พร้อมไฟ Mini LED backlit แบบ RGB ส่องสว่างสีเดียงหรือหลากสีสันได้อย่างสวยงามลงตัว ทัชแพดมีขนาดใหญ่มากยิ่งขึ้นพิเศษ โดยดูเป็นเนื้อเดียวกับตัวเครื่อง ตัวปุ่มคลิกเป็นแบบชิ้นเดียวกับทัชแพด พร้อมพื้นผิวกระจกที่เรียบลื่นซึ่งช่วยเพิ่มการตอบสนองต่อการใช้งานได้แม่นยำมากยิ่งขึ้น

รวมไปถึงมี Fingerprint แสกนนิ้วมือใช้งานผ่านทาง Windows Hello ด้วย อีกทั้งแม้ขอบหน้าจอจะบางแต่ก็ยังติดตั้ง Webcam และไมโครโฟนแบบคู่มาปกติที่ขอบด้านบน พร้อมด้วย 3D IR Camera ไว้ใช้งานร่วมกับ Windows Hello ด้วย ส่งผลให้เราสามารถใช้งานได้สะดวกสบาย ไม่ต้องกรอกรหัสแบบเดิมๆ อีกต่อไป รวมถึงมีความปลอดภัยด้วย

MSI Creator Z16

ตัวเครื่อง MSI Creator Z16 ยังมีด้วยลำโพงคุณภาพสูงอย่าง Dynaudio แบบ Quad Speaker ที่ติดตั้งมุมของตัวเครื่องด้านใน พร้อมกับฟังก์ชั่น Speaker Tuning Engine ให้เสียงเบสที่หนักแน่นอย่างแท้จริงและคมชัด โดยมีซอฟแวร์ปรับแต่งเสียง Nahimic เวอร์ชั่น 3 สู่ระบบเสียงที่ดีที่สุด พร้อมรองรับระบบเสียงขั้นอย่าง Hi-Resolution Audio ส่งผลให้เต็มอิ่มกับประสบการณ์การใช้งานด้านเสียงไม่ว่าจะเป็นการเสพเพื่อความบันเทิงหรือสร้างสรรค์งานดิจิตอลเลยทีเดียว 

ส่วนพอร์ตการเชื่อมต่อก็ครบครันด้วย ไม่ว่าจะเป็น 2 x  Thunderbolt 4 ซึ่งรองรับ DisplayPort ไว้เชื่อมต่อหน้าจอภายนอกที่ความละเอียด 4K, 8K และ PD charging สำหรับการชาร์จไฟเข้าตัวเครื่อง พร้อม 2 x USB 3.2 Type-A และ micro SD Card Reader บอกเลยว่าจัดเต็มมากๆ ส่วนช่องหูฟัง Hi-Res Audio และไมค์แบบ 3.5 มิลลิเมตร การเชื่อมต่อไร้สายก็จะมีมาตรฐาน Killer WiFi 6E AX1675 (2×2 ) + Bluetooth 5.2 นับได้ว่าเป็นโน๊ตบุ๊คสาย Content Creator ระดับสูงอย่างแท้จริง 

MSI Creator Z16

ที่สำคัญ MSI Creator Z16 มีความโดดเด่นเฉพาะทางที่มากกว่า Notebook ทั่วไปชัดเจน เพราะรองรับและสนับสนุนลักษณะของงานสายมืออาชีพ ไม่ว่าจะเป็น การทำภาพเคลื่อนไหว 3D ด้วย Ray Tracing, การตัดต่อวีดีโอขั้นสูง 4K/6K/8K, การตกแต่งภาพที่ซับซ้อน, การออกแบบกราฟิกระดับสูง, การสร้างภาพสถาปัตยกรรม และการถ่ายทอดสด (Streaming) เต็มรูปแบบ เรียกได้ว่าเหมาะมากๆ กับคนที่ทำงาน Content Creator อย่าง Youtuber / Streamer / VDO Editor / Photographer / 3D Animator / Graphic Designer รวมไปถึง สถาปัตย์ / วิศวกร และอื่นๆ อีกมากมาย

MSI Creator Z16

อีกทั้งล่าสุดทาง NVIDIA ผู้ผลิตการ์ดจอ (GPU) รายใหญ่และผู้นำด้านนวัตกรรมด้านคอมพิวเตอร์ไอทีของโลก ได้มีการนำเสนอแพลตฟอร์มอย่าง NVIDIA Studio ที่จะเปลี่ยนให้ Notebook ที่ใช้การ์ดจอ NVIDIA GeForce ที่ปกติแล้วใช้ทำงานหรือเล่นเกม สามารถขับเคลื่อนได้เทียบเท่า Notebook การ์ดจอ NVIDIA Quadro ที่เป็น Workstation ระดับสตูดิโอราคาแพง ด้วยการเพิ่มพลังการประมวลผล การแสดงภาพได้สีสันที่มากกว่า รองรับการทำงานหน่วยความจำและพื้นที่จัดเก็บที่รวดเร็วได้รวดเร็วขึ้น เพื่อให้เราสร้างสรรค์งานคุณภาพได้จากที่ทุกๆ ที่

MSI Creator Z16

ส่งผลให้ MSI Notebook รุ่นนี้เป็นหนึ่งในรุ่นสามารถที่จะเลือกติดตั้ง Studio Driver เพื่อใช้งานซอฟต์แวร์สร้างสรรค์ อาทิ Autodesk / Photoshop / Lightroom / Premiere Pro / OBS Studio / Unreal Engine 4 ก็สามารถทำได้ด้วยเช่นกัน ตอบโจทย์การทำงานแบบมืออาชีพและการเล่นเกมได้แบบคุ้มค่าสุดๆสำหรับการที่เราใช้งานเป็น Studio Driver แทนที่ ส่งผลให้ทำงานได้เต็มที่ยิ่งขึ้น อีกทั้งมีปัญญาประดิษฐ์ AI (Artificial Intelligence) มาช่วยจัดการงานต่างๆ ให้ลื่นไหลอย่างที่สุด

พร้อมเร่งการแสดงภาพที่เที่ยงตรงโดยการปลดล็อคคุณสมบัติที่ให้รองรับการใช้สี 30 บิต สามารถสร้างเฉดสีกว่า 1,000 ล้านเฉดสี ในแอพพลิเคชั่น OpenGL ให้กับการ์ดจอ GeForce (จากปกติเป็นระบบสี 24 บิต ที่รองรับเฉดสีได้ถึง 16.7 ล้านสี) ซึ่งจะไร้รอยต่อระหว่างไล่เฉดสี ทำให้ได้ภาพที่สวยงาม พร้อมรองรับการงาน HDR ขั้นสูงได้ (High Dynamic Range) แน่นอนว่า MSI Creator Z16 รองรับการใช้งาน Studio Driver ได้ทันที นับว่าเป็นหนึ่งใน Notebook สายทำงานมือาชีพที่เน้นทั้งสร้างงานและเล่นเกมในเครื่องเดียวได้ 

ทำให้เมื่อเราใช้งาน MSI Creator Z16 ก็จะมีความรวดเร็วแม่นยำขึ้นแบบชัดเจน อย่างงานตัดต่อวีดีโอ โดยสามารทำได้ลื่นไหลกว่าเดิม ตัวอย่างเช่นการสนับสนุนการถอดรหัสวิดีโอในโปรแกรม Premiere Pro ที่มีดึงพลังการประมวลผลของการ์ดจอมาช่วยชิปประมวลผลด้วย ในด้านการทำงานต่างๆ ก็ทำให้ประสิทธิภาพของมันดีขึ้นกว่าการใช้ Game Ready Driver แบบเดิมๆ นอกจากนี้การที่เราใช้งาน Studio Driver การ์ดจอจะจัดการความร้อนได้ดีขึ้น ทำให้เย็นลงไปกว่าก่อนหลายองศาเซลเซียสทีเดียว

ตารางสเปก MSI Creator Z16

  CPU GPU RAM SSD Display Price
Creator Z16 A11UET i7-11800H RTX 3060 32GB 1TB 16″ IPS QHD 129Hz 79,990

สรุปไว้ยังมีโอกาสติดตามรีวิวตัวเต็มซึ่งมาพร้อมกับราคาขายจริงของ MSI Creator Z16 เราจะมาแจ้งกันอีกทีนะครับ บอกได้เลยว่าเป็นโน๊ตบุ๊คสายทำงาน Creator ที่น่าสนใจอีกหนึ่งรุ่นจริงๆ จากการที่เป็นแบรนด์ MSI ที่มั่นใจในเรื่องของประสิทธิภาพ และฟีเจอร์ต่างๆ ได้เลย รวมไปถึงราคาก็คุ้มค่าอย่างแน่นอน ซึ่งจากราคาอยู่ที่ 79,990 บาท ที่แม้ว่าจะดูสูงกว่า Notebook ทั่วไป แต่เชื่อได้เลยว่าจะสเปกและฟีเจอร์ต่างๆ ตอบโจทย์การใช้งานแบบมืออาชีพอย่างไม่ผิดหวังแน่นอน  

MSI Creator Z16

ปิดท้ายกับ MSI CENTER เวอร์ชั่นล่าสุด เป็นโปรแกรมสำเร็จรูปที่ออกแบบและพัฒนาโดย MSI ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ต่อยอดมาจากรุ่นก่อนหน้า ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์ Utility จุดเด่นคือใช้งานสะดวกและสามารถช่วยเหลือ และ จัดการการปรับแต่งตั้งค่า MSI Notebook ได้อย่างลงตัว ถือว่าเป็นอีกหนึ่งไฮไลน์ของทาง MSI ก็ว่าได้ ซึ่งแบ่งเป็นหมวดหมู่ต่างๆ เพื่อให้ง่ายต่อการใช้งาน โดยหน้าเมนูต่างๆ แบ่งตามลักษณะการใช้งานที่ชัดเจน รวมไปถึงการอัพเดทซอฟต์แวร์ต่างๆ ก็สามารถจัดการได้ง่ายยิ่งกว่าเดิมอีกด้วย

monitor light

ข้อดี

  • ดีไซน์การออกแบบสวยงามงานประกอบแน่นวัสดุดี แนวเรียบหรู สมกับเป็นโน๊ตบุ๊คระดับสูง
  • หน้าจอ 16″ แต่ตัวเครื่องเบามากๆ โดยมีน้ำหนักเพียง 2.29 กิโลกรัมเท่านั้น
  • สเปคแรงสุดๆ ด้วย Core i7-11800H การ์ดจอ GeForce RTX 3060 Max-Q
  • หน้าจอแสดงพาเนล IPS เกรดสูง ความละเอียด 2K QHD ที่ Refresh Rate 120Hz
  • จัดเต็มเรื่องแรมที่ 32GB DDR4 Bus 3200MHz และ SSD M.2 NVMe ที่ 1TB 
  • มี Windows 10 Hone พร้อมซอฟ์ตแวร์ MSI Center ที่ดี ใช้งานได้ทันที
  • ประสิทธิภาพดีทั้งการทำงานมืออาชีพและการเล่นเกม 3 มิติ
  • คีย์บอร์ดใช้งานได้ดี มีไฟ RGB ส่องสว่าง Mini LED ใช้งานได้จริง
  • มีการเชื่อมต่อไร้สายแบบ Killer WiFi 6E AX1675 (2×2 ) ใหม่ล่าสุด
  • ตัวเครื่องทนทานระดับ MIL-STD 810G ทำให้มั่นใจได้เลยว่าตัวเครื่องจะมีความแข็งแรง
  • มี Fingerprint สแกนลายนิ้วมือใช้งานผ่านทาง Windows Hello ได้รวดเร็ว ปลอดภัย
  • การจัดการความร้อนในส่วนของชิปประมวลผลและการ์ดจอทำได้ดี
  • ให้พอร์ต Thunderbolt 4 มา 2 พอร์ต รองรับการใช้งานมืออาชีพ
  • พอร์ตเชื่อมต่อครบครันไม่ว่าจะเป็น USB 3.2 Type-A, HDMI 

ข้อสังเกต

  • การแกะงัดทำได้ไม่ง่าย ไม่แนะนำให้ทำเองเพื่ออัปเกรดหรือทำความสะอาดด้วยตนเอง
  • ไม่มีช่อง SD Card Reader ที่ช่างภาพมักใช้งานบ่อยๆ ต้องหาอแดปเตอร์เพิ่มเอง
  • ราคาค่อนข้างสูง เพราะเป็น Notebook เฉพาะทาง เน้นการทำงานขั้นสูง

from:https://notebookspec.com/web/606603-preview-msi-creator-z16-spec-i7-rtx3060

รีวิว HP Pavilion Aero 13 สเปก Ryzen 5U จอสวย 13.3″ 16:10 เสียงดี B&O เบาไม่ถึงโล ฟรี Office แท้ ประกัน 2 ปี On-site

HP Pavilion Aero 13 สเปกชิปประมวล AMD Ryzen 5000U ที่แรงลื่นล้ำกว่ารุ่นอื่นๆ ถือว่าเป็นโน๊ตบุ๊คบางเบาขนาดหน้าจอ 13.3″ พร้อมความละเอียดที่มากกว่า 1920 x 1200 พิกเซล พาเนล IPS เกดรสูง ที่ได้ความบางเบาหรูหราพรีเมียม เบาไม่ถึง 1 กิโลกรัม ฟีเจอร์ครบครัน กับค่าตัวที่ไม่แพงเลย รองรับการใช้งานต่างๆ ได้ลื่นไหลสุดๆ ซึ่งบอกเลยว่าเป็นโน๊ตบุ๊คเพื่อการพกพาที่น่าซื้อสุดๆ ในราคา 29,990 – 32,990 บาท ได้ประกัน 2 ปี On-site Service และบริการหลังการขาย HP SmartFriend ที่เยี่ยมยอด

HP Pavilion Aero 13

สำหรับ HP Pavilion Aero 13 แบ่งออกเป็น 2 รุ่นคือ ชิปประมวลผล Ryzen 5 5600U / Ryzen 7 5800U ได้หน่วยความจำแรมขนาด 8GB / 16GB Bus 3200MHz และที่เก็บข้อมูลเป็น SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB พร้อมกับระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home ใช้งานได้ทันที อีกทั้งยังได้ซอฟต์แวร์การทำงาน Office Home & Student 2019 (Word / Excel / Power Point) มูลค่า 4,299 บาทฟรีๆ ด้วย ซึ่งมีฟีเจอร์อื่นๆ ที่น่าสนใจมากมาย อาทิ FringerPrint และแบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนาน 10 ชั่วโมง

VDO Review

NBS Verdict

HP Pavilion Aero 13 สมกับเป็น AMD Notebook สายทำงานบางเบาที่ฟีเจอร์ครบครัน ซึ่งนอกจากสเปกที่แรงลื่นจากชิปประมวลผล Ryzen 5000U ที่แรงกว่าอย่าง Ryzen 5 5600U / Ryzen 7 5800U ลำโพงเสียงดีเสียงดัง ที่สำคัญได้หน้าจอคุณภาพสูง ขอบเขตสี sRGB ที่ 93% อย่างที่หาในโน๊ตบุ๊คบางเบารุ่นอื่นๆ ไม่ได้แน่นอนที่จะจัดเต็มขนาดนี้ เรียกได้ว่าใครกำลังมองหาคอมพิวเตอร์พกพาที่มีน้ำหนักไม่ถึง 1 กิโลกรัม ที่เน้นประสบการณ์ใช้งานที่เหนือระดับกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไปในเรื่องของความบางเบา เน้นใช้งานนอกสถานที่ หรือจะ Work for Home ก็ดีเยี่ยม โดยมีดีไซน์ที่หรูหราดูดีเกินราคา HP รุ่นนี้ก็ตอบโจทย์ได้ดีเยี่ยม

HP Pavilion Aero 13

สำหรับการรับประกันอย่าง HP On-site Service รับซ่อมเครื่องถึงหน้าบ้านเป็นระยะเวลา 2 ปี + Smart Friend (Plus) 1 ปี กู้ข้อมูลฟรี 1 ครั้ง , เช็คเครื่องฟรี 2 ครั้ง และ Call Center Support ตลอด 24 ชั่วโมงเพิ่มความคุ้มยิ่งเพิ่มเข้ามาอีกเยอะเลยละ ถือว่าเป็นหนึ่งในตัวเลือกแรกๆ กับคนที่ต้องการโน๊ตบุ๊คชิปประมวลผล AMD รุ่นใหม่ล่าสุด ประสิทธิภาพสูงเพื่อการทำงานอย่างแท้จริง อย่างคนรุ่นใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็น นักเรียน นักศึกษา คนทำงาน ได้ฟังชั่นการทำงานทั้งการแสกนลายนิ้วมือ ได้โปรแกรม Office Home & Student 2019 (Word / Excel / Power Point) แท้ไปใช้งานได้ฟรี สนนราคาที่ 27,990 – 32,990 บาท ก็นับว่าคุ้มค่าน่าซื้อไม่น้อย 

HP Pavilion Aero 13

สำหรับข้อสังเกตก็จะเป็นในเรื่องของชิปประมวลผลเมื่อทำงานหนักๆ ต่อเนื่องยาวนาน จะมีอุณหภูมิค่อนข้างสูงแต่ไม่มีผลต่อการใช้งาน ที่ 92 องศาเซลเซียส จากการที่มีพัดลมระบายความร้อน 1 ตัว และตัวเครื่องเน้นความบางเบาที่มากกว่า อีกทั้งยังให้พอร์ตและอแดปเตอร์ชาร์จไฟแบบหัวกลมปกติ ถ้าได้เป็น USB-C จะดีมากๆ นอกจากนี้สำหรัยคนที่เน้นเล่นเกมเลือกเป็น HP Victus Gaming 16 จะเหมาะสมกว่า เพราะว่าเป็น Gaming Notebook ตัวจริง สเปก Ryzen 5000H + GTX 1650 / RTX 3060 กับราคา 29,990 – 39,990 บาท

ข้อดี HP Pavilion Aero 13

  • สเปกแรง ราคาคุ้มประสิทธิภาพดีด้วยชิปประมวลผล AMD Ryzen 5 5600U / Ryzen 7 5800U
  • ใช้งานทั่วไปลื่นไหลสบายมาก หรืองานประมวลผลหนักๆ ที่ไม่ใช้งาน 3 มิติ หรือเล่นเกม
  • วัสดุทำจากพลาสติกเกรดสูงตลอดทั้งตัวเครื่องที่มีความแข็งแรง งานประกอบดูแน่นหนา
  • น้ำหนักเบามากที่ 0.969 กิโลกรัม ตัวเครื่องบางเพียง 16.9 มิลลิเมตร พกพาสะดวกแน่นอน
  • สแกนลายมือ Fingerprint ผ่านทาง Windows Hello ใช้งานได้สะดวก ปลอดภัย
  • หน้าจอพาเนล IPS คุณภาพสูง สีสันสดใส ค่าขอบเขตสี sRGB 93% ทำงานมืออาชีพได้
  • ขนาดหน้าจอ 13.3″ ขอบจอบางเฉียบ ที่สัดส่วน 16:10 ความละเอียด 1920 x 1200 พิกเซล
  • ระบบเสียง B&O แบบ Dual Speaker พร้อมฟีเจอร์ HP Audio Boost
  • คีย์บอร์ดพิมพ์ได้ดี พร้อทมีไฟ Backlit สวยงาม รวมถึงใช้งานได้เป็นอย่างดี
  • มี USB-C รองรับมาตรฐาน Power Delivery ในการชาร์จไฟเข้าตัวเครื่อง
  • แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานสูงสุดกว่า 10 ชั่วโมง
  • มีระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home ในตัวเครื่อง พร้อมซอฟต์แวร์ที่ดี
  • ได้ซอฟต์แวร์ Office Home & Student 2019 มูลค่า 4,299 บาทฟรีๆ
  • ประกัน 2 ปี แบบ On-site Service และบริการอื่นๆ

ข้อสังเกต HP Pavilion Aero 13

  • ชิปประมวลผลอุณหภูมิค่อนข้างสูงเมื่อใช้งานหนักๆ แต่ไม่มีผลต่อการใช้งาน
  • ยังให้พอร์ตและอแดปเตอร์ชาร์จไฟแบบหัวกลมปกติ ถ้าได้เป็น USB-C จะดีมากๆ
  • เน้นเล่นเกมเลือกเป็น HP Victus Gaming 16 จะเหมาะสมกว่า

Specification

ในชื่อรุ่นเต็มๆ ของ HP Pavilion Aero 13 จะแบ่งออกเป็น 2 รุ่นคือ คือ AMD Ryzen 5 5600U / Ryzen 7 5800U รุ่นที่ได้รับมารีวิวเป็นสเปกชิปประมวลผลตัวแรงอย่าง Ryzen 7 5800U สถาปัตยกรรม Zen 3 (Cezanne) มาพร้อมกับเทคโนโลยีการผลิตที่ 7 nm ที่แรงขึ้นและร้อนน้อยกว่าเดิม เพิ่มเติมด้วยแบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนาน การ์ดจอเป็นออนชิป Radeon 8 ได้แรมติดตั้งมาขนาด 16GB DDR4 และ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB ที่เพียงพอแน่นอน มีระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home ใช้งานได้ทันทีพร้อม Restore ได้ตลอด

HP Pavilion Aero 13

ได้หน้าจอแสดงผลขนาด 13.3″ สัดส่วน 16:10 ความละเอียด Full HD+ หรือ 1920 × 1200 พิกเซล แบบด้าน พาเนล IPS คุณภาพสูง ความคมชัดสูง มีกล้องเว็บแคมและมีไมค์ดิจิตอลในตัว ทางด้านพอร์ตที่ติดตั้งมีมาให้จะใช้ถือว่าครบครันเลยทีเดียวไม่ว่าจะเป็น HDMI, USB 3.2 Type-A จำนวน 2 ช่อง, USB 3.2 Type-C จำนวน 1 ช่อง และรูหูฟังกับไมค์แบบคอมโบ ซึ่งแน่นอนว่ารองรับการเชื่อมต่อไร้สาย Wi-Fi 6 AX ด้วย Realtek เสาร 2×2 (MU-MIMO supported; Miracast compatible) ​กับ Bluetooth 5.2

HP Pavilion Aero 13-be0162AU ราคา 27,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : AMD Ryzen 5 5600U (6C/12T : 2.30 – 4.20GHz)
  • GPU : AMD Radeon 7
  • RAM : 8GB DDR4 3200 MHz 
  • DISPLAY: 13.3″ Full HD+ IPS 
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 512GB
  • OS : Windows 10 Home
  • Software : Office Home & Student 2019
  • Warranty : 2 Years Onsite Service

HP Pavilion Aero 13-be0161AU ราคา 32,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : AMD Ryzen 7 5800U (8C/16T : 1.90 – 4.40GHz)
  • GPU : AMD Radeon 8
  • RAM : 16GB DDR4 3200 MHz 
  • DISPLAY: 13.3″ Full HD+ IPS 
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 512GB
  • OS : Windows 10 Home
  • Software : Office Home & Student 2019
  • Warranty : 2 Years Onsite Service

Hardware / Design

ดีไซน์การออกแบบโดยรวมของ HP Pavilion Aero 13 จัดได้ว่าเป็น AMD Notebook หน้าจอ 13.3″ ที่น่าสนใจ จากการที่มีบางเบา ทำให้ตัวเครื่องดูเล็ก กะทัดรัด เหมาะกับการพกพา ส่วนของวัสดุทั้งหมดจะใช้เป็นพลาสติกคุณภาพดีเป็นส่วนประกอบหลัก ทำให้ได้ข้อดีมาก็คือทั้งความแข็งแรงและน้ำหนักที่เบา  ที่สำคัญก็คือในส่วนของดีไซน์การเปิดตัวหน้าจอและคีย์บอร์ดที่จะทำมุมอย่างเหมาะสมเวลาเปิด ทำให้เวลาที่ใช้งานนั้นผู้ใช้จะรู้สึกว่าตัวเครื่องมีการระบายอากาศทางด้านล่างของโน๊ตบุ๊คออกไปอย่างรวดเร็วและให้ความรู้สึกสะดวกสบายมากขึ้นเวลาพิมพ์ 

HP Pavilion Aero 13

ตัวเครื่องมีการออกแบบโดยรวมให้ดูทันสมัยและเรียบง่าย ที่มุมตัวเครื่องจะทำให้เป็นแบบเป็นเหลี่ยมเป็นสัน ให้ความรู้สึกที่ดูแล้วจริงจัง ส่วนสีสันได้เป็นสีเงิน Natural Silver ที่เรียบง่ายแต่ดูดี ตามมาด้วยการใส่รายละเอียดในการทำให้ตัวเครื่องมีลักษณะลาดเอียงเล็กน้อยเมื่อเปิดฝาเครื่อง ตัวเครื่องจะถูกยกขึ้นมา ส่งให้เวลาที่เราเอามือมาวางจะรู้สึกว่าเป็นอะไรที่เหนือชั้นกว่าวัสดุทั่วๆ ไป โดยเป็นรอยนิ้วมือได้ยากในระดับนึงฉะนั้นใช้งานได้อย่างสบายใจ 

HP Pavilion Aero 13

อีกหนึ่งจุดเด่นของ HP Pavilion Aero 13 ก็คือ มีน้ำหนักตัวที่เบามากๆ แถมตัวเครื่องยังบางสุดๆ โดยสามารถถือได้ด้วยมือเดียวอย่างสบายๆ ด้วยน้ำหนักเพียง 0.969 กิโลกรัมเท่านั้น จัดว่าเป็นรุ่นหน้าจอ 13.3″ ที่เบามากๆ ส่วนความบางมีเพียง 16.9 มิลลิเมตร ซึ่งจากตรงนี้จะเห็นถึงขอบตัวเครื่องที่มีการปรับ USB 3.1 Type-A ติดตั้งมาเป็นแบบพับนั่นเอง เรียกได้ว่าเป็นการออกแบบที่บ่งบอกได้อย่างชัดเจน ว่านี่คือ AMD Notebook สายทำงานบางเบา ที่มีการออกแบบมาเป็นอย่างดีพร้อมใส่ในรายละเอียดอย่างที่สุด

HP Pavilion Aero 13 Review 13

นอกจากนี้การออกแบบยางรองใต้เครื่องก็เรียกได้ว่าไม่เหมือนใคร โดยใช้เป็นแถบยางยาวขนานไปกับแนวยาวของตัวเครื่อง พร้อมกับมีช่องระบายอากาศอยู่เป็นแนวยาวอีก ที่สำคัญยังมีการในส่วนของดีไซน์การออกแบบ เมื่อเปิดฝาจอใช้งานจะมียางรองขอบด้านหลังทำหน้าที่ยกเครื่องให้สูงขึ้นด้วย ที่จัดได้ว่าเป็นอะไรที่โดดเด่นกว่า AMD Notebook รุ่นอื่นๆ ช่วยในการระบายความร้อนและเอียงรับเข้ากับการมือเมื่อใช้พิมพ์เอกสารเป็นอย่างดี ส่วนระบบระบายความร้อนก็ได้ติดตั้งอยู่ใต้หน้าจอ

HP Pavilion Aero 13 Review 34

โดยบานพับเป็นแบบแกนเดียวขนาดใหญ่ที่แลดูแข็งแรงทนทานเข้ากับเครื่อง อาศัยระบบระบายความร้อนด้วยพัดลมเพียงตัวเดียวก็เอาอยู่แบบสบายๆ นอกจากนี้ในส่วนของ  เชื่อได้ว่าใครต้องการโน๊ตบุ๊คบางเบาที่ดูดี HP Pavilion Aero 13 ต้องเป็นหนึ่งในตัวเลือกแรกๆ แน่นอน เรียกได้ว่าเหมาะกับการพกพามากๆ ทีเดียว สำหรับการใช้งานนอกสถานที่ ไม่ว่าจะเป็นการไปเรียน ไปทำงาน ไปนำเสนองาน ตอบโจทย์นักเรียนนักศึกษาคนทำงานได้อย่างลงตัว หรือช่วงนี้จะเรียนออนไลน์หรือ Work for Home ก็ลงตัวสุดๆ 

HP Pavilion Aero 13 Review 15
HP Pavilion Aero 13 Review 14
HP Pavilion Aero 13 Review 31
HP Pavilion Aero 13 Review 27
HP Pavilion Aero 13 Review 28
HP Pavilion Aero 13 Review 5
HP Pavilion Aero 13 Review 52
HP Pavilion Aero 13 Review 35
HP Pavilion Aero 13 Review 42

Keyboard / Touchpad

ชุดคีย์บอร์ดของ HP Pavilion Aero 13 นั้นตัวปุ่มเป็นพลาสติกสีเงินสรเดียวกับตัวเครื่อง โดยสกรีนตัวอักษรเป็นเทา อีกทั้งได้รับการปรับดีไซน์ใหม่แบบ Island Style ทำให้สามารถพิมพ์ได้ง่ายขึ้น แต่สำหรับคนที่นิ้วเล็กนิ้วใหญ่สามารถใช้งานได้สะดวกทั้งหมด อีกทั้งให้สัมผัสและการเด้งตอบสนองได้ดีในระดับหนึ่ง ส่วนปุ่มเปิดเครื่องจะไปอยู่ที่มุมซ้ายด้านบนของคีย์บอร์ดมีไฟ LED สีขาวแสดงสถานะการทำงาน แน่นอนว่ามีไฟ Backlit ทำให้ใช้งานในที่มืดๆ หรือแสงน้อยได้ดีด้วย สำคัญคือเพิ่มความหรูหราเข้าไปอีก

HP Pavilion Aero 13 Review 30

ทางด้านทัชแพดมีขนาดที่ค่อนข้างใหญ่และยาวเมื่อเทียบกับขนาดตัวเครื่อง ลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่มีปุ่มคลิกซ้ายขวาเป็นแบบซ่อนปุ่ม การใช้งานจัดได้ว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจ ให้ความแม่นยำ งานประกอบดี ตัวซอฟต์แวร์ควบคุมก็ช่วยจัดการได้ดี ใช้งานมัลติทัชได้ลื่นไหล อีกทั้งมีฟีเจอร์อย่างสแกนลายนิ้วมือ Fingerprint ติดตั้งไว้มุมขวาล่างของคีย์บอร์ดไว้ให้ใช้งานกับ Windows Hello เพื่อที่จะเข้าใช้งานตัวเครื่องเพื่อความปลอดภัยแบบไม่ต้องใส่รหัสไปมาทุกครั้งด้วย

HP Pavilion Aero 13 Review 16
HP Pavilion Aero 13 Review 20
HP Pavilion Aero 13 Review 19

Screen / Speaker

หน้าจอบางเฉียบ Micro Edge Display ของ HP Pavilion Aero 13 มีความละเอียดสูงตามมาตรฐานที่ 1920 x 1200 พิกเซล Full HD+ (WUXGA) ให้พื้นที่มากกว่ารุ่นทั่วไปที่เป็น 1920 x 1080 พิกเซล Full HD นั่นเอง พาเนล IPS ที่มีคุณภาพระดับมืออาชีพ ส่งผลให้มีสีสันสวยสมจริง คมชัดในทุกมุมมอง ซึ่งให้ประสบการณ์การใช้งานที่ประทับใจ โดยการใช้หน้า Desktop ปกติที่ตัวหนังสือหรือปุ่มต่างๆ มีความเรียบเนียนตาทำให้ใช้งานได้สะดวก เรียกได้ว่ากำลังพอดีทีเดียว และด้วยความที่จอเป็นแบบด้านที่ให้เรื่องสีสันสดใส พร้อมได้กล้องเว็บแคม HD และไมโครโฟนแบบคู่คุณภาพดี

HP Pavilion Aero 13

HP Pavilion Aero 13 Review 9
HP Pavilion Aero 13 Review 10
HP Pavilion Aero 13 Review 11

ทดสอบประสิทธิภาพหน้าจอด้วยเครื่องมือที่เป็นทั้งซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์อย่าง Spyder5Elite  ป่านทาง Display Analysis ดูประสิทธิภาพการแสดงผลแบบละเอียด อย่างที่ดูด้วยตาเปล่าไม่สามารถบอกได้ จึงต้องใช้เครื่องมือช่วย โดยขอบเขตความกว้างของสีสันเทียบเท่ากับมาตรฐาน sRGB ที่ 93% / AdobeRGB ที่ 71% / DCI-P3 ที่ 71% เรียกได้ว่าให้ประสิทธิภาพเรื่องของสีสันแค่ระดับกลางๆ ค่อนไปทางบน เมื่อเทียบกับพาเนล IPS รุ่นอื่นๆ ที่ได้สูงกว่านี้ มีความสว่างหน้าจอสูงสุดอยู่ที่ 300 cd/m2 ซึ่งจัดได้ว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานความสว่างที่ดี ของหน้าจอในโน๊ตบุ๊คราคาระดับนี้ คือรองรับการใช้งานที่กลางแจ้งได้สบายๆ 

s1 4

ต่อกันที่วัดความสว่างของหน้าจอตามตำแหน่งต่างๆ โดยแบ่งเป็น 9 ช่อง เทียบจากช่องมุมซ้ายบนที่ปกติแล้วจะให้ความสว่างที่มากที่สุด ที่จะเห็นได้ว่าเป็น 0% ก็คือแสดงความสว่างได้เต็มที่ไม่มีผิดเพี้ยน แต่สำหรับช่องกลางซ้ายและตรงกลางจะมีแสงสว่างที่ลดลงไปถึงระดับ 16% ในการทดสอบก็เพื่อให้เราใช้งานอย่างระมัดระวังสำหรับคนที่บังเอิญจำเป็นต้องใช้งานภาพถ่าย หรืองานกราฟิกอื่นๆ อีกทั้งในส่วนของค่าคลาดสีหรือ Delta-E อยู่ที่ 3.11 ถือว่าค่อนข้างเยอะ แต่อยู่ในเกณฑ์ที่รับได้ สรุปปิดท้ายด้วยคะแนน 3.5 ในส่วนของคะแนนรวมสำหรับการทดสอบทั้งหมด

s2 4
s3 3
s4 3

ด้านของลำโพงของ HP Pavilion Aero 13 นั้นจัดเต็มมีอยู่ 2 ตัวคุณภาพสูงจาก B&O หรือ Bang & Olufsen โดยอยู่บริเวณซ้ายขวาของตัวเครื่องด้านล่าง เรื่องของความดังของเสียงเรียกว่าทำออกมาได้อย่างน่าประทับใจทีเดียว ส่วนคุณภาพเสียงต้องบอกว่าไว้ใจได้ ดีกว่าโน๊ตบุ๊ครุ่นอื่นๆ ในราคาใกล้เคียงกันแน่นอน พอตัวรวมไปถึงยังมีเทคโนโลยี HP Audio Boost ช่วยเพิ่มเสียงให้ก้องกังวาล เต็มอิ่มกับประสบการณ์ความบันเทิง จัดว่าเป็นโน๊ตบุ๊คบางเบาที่ฟังเพลงดูหนังสนุกแบบที่ไม่ต้องต่อลำโพงแยกหรือหูฟังเลยล่ะ แต่ในส่วนของเสียงทุ่มก็ยอมรับว่ามันแทบไม่มีเลย ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติ 

HP Pavilion Aero 13 Review 23
HP Pavilion Aero 13 Review 43
HP Pavilion Aero 13 Review 44

Connector / Thin And Weight

พอร์ตการเชื่อมต่อตัวเครื่อง HP Pavilion Aero 13 มีความครบครับระดับนึง แม้ว่าจะเป็นเครื่องที่มีการออกแบบมาให้เป็นเครื่องที่มีขนาดความบางและน้ำหนักเบาแต่เรื่องพอร์ตการเชื่อมต่อต่างๆ นั้น ก็มีมาให้มากพอทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น USB 3.2 Type-A จำนวน 2 พอร์ต, USB 3.2 Type-C จำนวน 1 พอร์ต (รองรับ Power Delivery, DisplayPort, HP Sleep and Charge)) และ HDMI 2.0 พร้อมช่องต่อหูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตร ที่สำคัญอีกหนึ่งฟีเจอร์เด็ดคือ HP Fast Charge ที่สามารถชาร์ตแบตถึง 90% ในเวลาเพียง 90 นาที ผ่านทางพอร์ตชาร์จไฟหัวกลมปกติ 

HP Pavilion Aero 13

ขนาดของตัวเครื่องและสายชาร์จ เมื่อเทียบกับขนาดของโน๊ตบุ๊คสายพกพาบางเบาหน้าจอ 13.3″ ทั่วไปถือได้ว่ามีมิติที่เล็กกว่าพอสมควร ส่วนน้ำหนักตัวเครื่องเปล่านั้น อยู่ที่ 0.969 กิโลกรัม และเมื่อรวมกับตัวอแดปเตอร์ (65W) เข้าไปด้วย ก็จะมีน้ำหนัก 1.284 กิโลกรัม (ชั่งน้ำหนักจริง) ก็จัดว่ามีน้ำหนักที่มีความเบามากๆ เลย แน่นอนว่าตอบสนองในเรื่องของการพกพาไปนอกสถานที่ได้อย่างเต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะใช้งานตามร้านกาแฟ ออฟฟิศ หรือทุกๆ ที่ที่เราต้องการหยิบออกมาใช้งาน สมกับเป็น AMD Notebook ในยุคปัจจุบันทีเดียว

HP Pavilion Aero 13 Review 46
HP Pavilion Aero 13 Review 45
HP Pavilion Aero 13 Review 51

Performance / Software

HP Pavilion Aero 13 รุ่นที่นำมารีวิวเป็นตัวขายจริง ได้สเปกเป็นชิปประมวลผล AMD Ryzen 5 5800U ที่แรงกว่า AMD Ryzen 4000U และ H รุ่นก่อนหน้าแบบก้าวกระโดด ด้วยสถาปัตยกรรม Zen 3 มาพร้อมกับเทคโนโลยีการผลิตที่ 7 nm ความเร็ว 1.90 –  4.40 GHz แบบ 8 Core/ 16 Thread ร้อนน้อยกว่า ได้ L3 Cache ที่ 16MB มีค่าอัตราการใช้พลังงานสูงสุด (TDP) ที่ 25W

ที่ต้องบอกว่าสร้างมาตรฐานประสิทธิภาพที่มากกว่าชิปประมวลผลรุ่นก่อนๆ แรงเพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไปมากๆ หรือถ้างานที่ต้องประมวลผลจริงจังก็รองรับได้อย่างสบายๆ ส่วนแรมได้ขนาด16GB แบบออนบอร์ด เป็นมาตรฐาน DDR4 Bus 3200MHz ตามเทคโนโลยีของ AMD Ryzen 5000U ที่เหนือชั้นกว่า พร้อมให้ที่เก็บข้อมูล SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB ที่สามารถขับเคลื่อนระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home แบบไร้กังวล

c1 3.   c2 3   

กราฟิกการ์ดเป็นแบบออนบอร์ดอย่าง AMD Radeon 8 มีความเร็วในการทำงานที่ 2000MHz มาตรฐานแรม DDR4 ขนาด 512MB ให้พลังในการประมวลผลที่ดีในระดับหนึ่ง อย่างในเรื่องของกราฟิก 2 มิตินั้นก็รองรับได้อย่างสบายๆ หรือถ้าเป็น 3 มิติ ก็ต้องบอกว่ารองรับการทำงานได้ในระดับเบื้องต้นเท่านั้น แต่เอาเข้าจริงๆ ก็สนับสนุนการเล่นเกมได้ในระดับนึงเหมือนกัน ซึ่งโดดเด่นจริงๆ จะเป็นเรื่องของการประหยัดพลังงานเมื่อใช้งานเบาๆ

g1 3.   g2 3

สำหรับโปรแกรมทดสอบ CINEBENCH ที่เน้นในเรื่องของพลังชิปประมวลผล AMD Ryzen 5 5800U คะแนนก็อยู่ในระดับสูงสุดๆ ที่น่าประทับใจสมกับเป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด เปรียบเทียบกับชิปประมวลผล AMD Ryzen 4000U ก็ทำได้ดีกว่าแบบชัดเจนทีเดียว รวมไปถึงตัวการ์ดจอเองก็มีประสิทธิภาพสูงเช่นเดิม เรียกได้ว่าตอบโจทย์ในส่วนของงานประมวลผลหนักๆ ได้อย่างสบายๆ รวดเร็วทันใจแบบสุดๆ สมกับเป็นชิปประมวลผลตัวบนในรุ่นใช้งานเต็มกำลัง และการ์ดจอระดับบน ที่เน้นการทำงานเป็นหลัก

cine15 5.   cine20 4

ตัวเก็บข้อมูลของเครื่องที่เลือกใช้ SSD ก็ทำผลทดสอบเป็นที่น่าพอใจบนขนาดความจุ 512GB แบบ M.2 NVMe PCIe 3 ระดับกลางๆ แน่นอนว่าเร็วกว่า SSD M.2 SATA 3 แบบทั่วไป ยิ่งเมื่อนำไปใช้เทียบกับฮาร์ดดิสก์แบบจานหมุนแล้วละก็จะเห็นถึงประสิทธิภาพทั้งในด้านการทดสอบและในด้านการใช้งานจริงที่แตกต่างกันอย่างเห็นเห็นได้ชัด เรียกได้ว่าเปิดอะไรปุ๊บก็ติดปั๊บ ที่ต้องบอกว่าความเร็วระดับการอ่านที่ราวๆ 1832 MB/s และเขียนที่ 980 MB/s เป็นระดับความเร็วโดยรวมที่น่าประทับใจ ถึงแม้ไม่แรงมากแต่ก็เพียงพอกับการใช้งานแล้ว 

ssd 5

การทดสอบประสิทธิภาพกับโปรแกรม PCMark 10 Advance ซึ่งสามารถทำคะแนนการทดสอบรวมได้มากถึง 5,585 คะแนน ถือได้ว่าในส่วนของการใช้งานทั่วไปโดยรวมนั้นสอบผ่านแบบสบายๆ ทั้งในส่วนของการเล่นเว็บไซต์ งานเอกสาร งานตกแต่งรูปภาพ รวมถึงงานตัดต่อวิดีโอ  จากการที่เป็นโน๊ตบุ๊คใช้ชิปประมวลผล AMD Ryzen 7 5800U ที่แม้ไม่ใช่ H Series แต่ก็ยังแรงมากๆ ทำให้มีคะแนนพุ่งกว่าโน๊ตบุ๊คในสเปกใกล้เคียงกันกับ Gaming Notebook หลายๆ รุ่นเมื่อปีก่อนๆ เลยทีเดียว

pc10 4

สำหรับคะแนนจากการทดสอบด้วยโปรแกรม 3D Mark จากทาง Futuremark ที่พัฒนาและคิดค้นจากบริษัท AMD, Intel, Microsoft, NVIDIA ในส่วนของ Time Spy ทำออกมาน่าสนใจมากๆ ด้วยคะแนนรวม 1,252 เท่านั้น เน้นเรื่อง DirectX 12 เป็นตัวช่วยขับเคลื่อนเพื่อมาเสริมข้อบกพร่องทางด้านการทำงานต่างๆ ของการ์ดจอเป็นหลัก ซึ่งผลทดสอบนั้นจะดูว่าแต่ละการ์ดจอนั้นสามารถทำงานเข้าขากับ DirectX 12 ได้ดีขนาดไหน ซึ่งต้องบอกเลยว่า AMD Notebook รุ่นนี้ไม่ได้เหมาะกับการเล่นเกม หรือทำงาน 3 มิติเท่าไรนัก

3d 4

อีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจของ HP Pavilion Aero 13 รวมไปถึงโน๊ตบุ๊ค HP ทุกรุ่น ก็คือมาพร้อมซอฟต์แวร์บันเดิลอย่าง HP Support Assistant โดยเป็นโปรแกรมซอฟต์แวร์ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้เราดูแลคอมพิวเตอร์ได้อย่างเหมาะสม ป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น และช่วยแก้ปัญหาได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว โปรแกรมนี้ยังระบุข้อมูลที่สำคัญสำหรับแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งนั่นหมายรวมไปถึงการอัพเดทไดร์เวอร์ต่างๆ และ Windows ด้วย จัดได้ว่าดีและใช้งานได้จริง

hp 1

อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่น่าสนใจจะเป็นในด้านของระบบเสียงที่ทาง HP ได้ใช้ซอฟต์แวร์ B&O หรือ Bang & Olufsen อย่าง B&O Audio Control ในตระกูลของ Pavilion, ENVY, SPECTRE โดยแบรนด์ลำโพงเครื่องเสียง B&O เป็นระบบเสียงที่ผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำเลือกใช้ที่เน้นประสบการณ์ด้านเสียง โดยแนวเสียง B&O จะเป็นแนว Jazz หรือเพลงบรรเลงเป็นหลักที่จะทำได้เด่น ซึ่งเราสามารถปรับแต่งการใช้งานผ่านทางซอฟต์แวร์ได้ในระดับนึง แต่ถ้าต่อหูฟังหรือลำโพงแยกจะฟังได้ยืดหยุ่นกว่าลำโพงติดเครื่อง

bo

Battery / Heat / Noise

แบตเตอรี่ของ HP Pavilion Aero 13 เป็นแบบฝังไว้ในเครื่องเหมือนกับโน๊ตบุ๊คหลายๆ รุ่นในปัจจุบัน ตัวแบตเตอรี่จากการทดสอบด้วยการเปิด Wi-Fi และปรับเป็น Power Saver Mode ทำงานต่อเนื่องยาวนานได้ราวๆ 10 ชั่วโมงต่อเนื่องในการใช้งานอย่างการดูภาพยนตร์และเล่นอินเตอร์เน็ต คาดว่าจะทำได้นานยิ่งกว่านั้นปรับเปลี่ยนตามการใช้งานของแต่ละคน ดูแล้วถือว่าใช้งานได้ยาวนาน จนแทบไม่ต้องอแดปเตอร์ไปข้างนอกสถานที่ด้วยเลย ส่วนช่องระบายความร้อนจะอยู่ด้านบนบริเวณข้อพับจอ พับจอก็ไม่เห็นช่องระบายความร้อนเลย

batt3 1

อุณหภูมิปกติของชิปประมวลผลจะอยู่ที่ 40 – 60 องศาเซลเซียส แต่พอรีดประสิทธิภาพเต็มที่จะเห็นว่าเครื่องจะร้อนที่สุดที่ 92 องศาเซลเซียส ถือว่าทำได้ดีขึ้นกว่ารุ่นก่อนๆ แต่ด้วยการที่ระบบระบายความร้อนไม่ได้ออกแบบมาให้ทำงานหนักๆ ตลอดเวลา เหมือน Gaming Notebook เครื่องอื่นๆ ซึ่งจากการทดสอบเป็นการนำไปเล่นเกมหลายชั่วโมง อย่างไรก็ตามตัวเครื่องไม่ได้เกิดอาการค้าง หน่วง หรือมีปัญหาแต่อย่างใด อีกทั้งความร้อนก็ไม่กระทบกับมือเราด้วย จากการที่ชุดระบายความร้อนไม่ได้ใหญ่แถมตัวเครื่องยังบางเฉียบอีกด้วย

temp 2

Conclusion / Award

เรียกได้ว่ามีความน่าสนใจจริงๆ สำหรับ AMD Notebook จากทาง HP ในรุ่น HP Pavilion Aero 13 ที่ต่อยอดความสำเร็จตระกูล Pavilion รุ่นก่อนๆ ได้เป็นอย่างดี โดยมาพร้อมความสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของดีไซน์การออกแบบ ภาพลักษณ์ วัสดุ งานประกอบ รวมไปถึงประสิทธิภาพและประสบการณ์ใช้งาน โดยสนนเริ่มต้นที่ 29,990 บาท สำหรับรุ่น Ryzen 5 5600U ส่วนรุ่น Ryzen 7 5800Uราคาจะอยู่ที่ 32,990 บาท สเปกอื่นๆ จะเป็นแรม 8GB / 16GB และที่เก็บข้อมูลแบบ SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB 

HP Pavilion Aero 13

สำหรับคนที่ตัดสินใจแล้วว่าจะซื้อ HP Pavilion Aero 13 คงมีคำถามว่า จะซื้อสเปกไหนใช้งานดี กับส่วนต่าง 3,000 บาท ได้ชิปประมวลผลที่แรงกว่าและแรมที่มากกว่า ส่วนตัวแล้วต้องแนะนำว่าให้เลือกตามงบได้เลย เพราะถ้าซื้อรุ่น Ryzen 7 5800U ได้แรม 16GB เราก็สามารถใช้งานได้แบบยาวๆ ไม่ต้องสงสัย ทั้งจากความแรงและขนาดแรมมีผลต่อทุกๆ การใช้งานโดยตรงแน่นอน ทั้งทั่วไปแต่เปิดโปรแกรมเยอะๆ หรือหลายๆ หน้าต่าง แต่ถ้าใครมีงบไม่เกิน 30,000 บาท จะซื้อสเปก Ryzen 5 5600U ที่ 29,990 บาท ก็ไม่เป็นไรครับ ถือว่าความแรงต่อราคาต่อประสบการณ์ใช้งานโดยรวม คุ้มค่ากับเงินแล้ว

HP Pavilion Aero 13

HP Pavilion Aero 13 Review 29
HP Pavilion Aero 13 Review 37
HP Pavilion Aero 13 Review 18

Award

โดยในครั้งนี้จะเป็นการเปรียบเทียบการให้รางวัลกับเครื่องในกลุ่มของโน๊ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 13.3 นิ้วด้วยกัน ซึ่ง HP Pavilion Aero 13 ก็ได้รางวัลต่างๆ ดังนี้

Best Preformance

โดดเด่นด้วยสเปก AMD Ryzen 5000U มีความแรงที่ทรงพลังที่สุดรุ่นนึง ทั้ง Ryzen 5 5600U / Ryzen 7 5800U พร้อมหน่วยความจำแรม 8GB/16GB และ SSD ความเร็วสูง ที่ 512GB ให้การเข้าถึงข้อมูลได้รวดเร็วสูงรองรับการทำงานต่างๆ พร้อมๆ กันได้หลายๆ งาน รวมไปถึงหน้าจอ IPS เกรดสูง ที่ความละเอียด Full HD+ ที่ 1920 x 1200 พิกเซล แสดงผลภาพดีมาก ทั้งทำงานหรือเล่นเกมก็สมบูรณ์แบบ รองรับการทำงานต่างๆ พร้อมๆ กันได้ เรียกได้ว่าเป็นโน๊ตบุ๊คหน้าจอ 13.3″ ที่แรงลื่นที่สุดในรุ่นหนึ่งในราคาไม่แพง ที่สำคัญประกันยังมีระยะถึง 2 ปี On-site Service

  award new performance

Best Design

เรื่องของรูปร่างหน้าตาก็เป็นหนึ่งในจุดเด่นที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์ของ Pavilion มาตั้งแต่ไหนแต่ไร ซึ่งจุดเด่นในข้อนี้ก็เห็นได้ชัดเจนใน HP รุ่นนี้ที่มีดีไซน์ของตัวเครื่องสวยงามโฉบเฉี่ยวเป็นเอกลักษณ์ ดูแล้วเรียบหรูตามสไตล์ครุ่นใหม่ ขอบจอก็บางเฉียบ ซึ่โดยมีสีสันอย่างสีเงิน Natural Silver ที่ให้ความโดดเด่นภาพลักษณ์ดี อีกทั้งเมื่อเปิดฝาจอใช้งานจะมียางรองขอบด้านหลังทำหน้าที่ยกเครื่องให้สูงขึ้นด้วย ที่จัดได้ว่าเป็นอะไรที่โดดเด่นกว่า AMD Notebook รุ่นอื่นๆ ช่วยในการระบายความร้อนและเอียงรับเข้ากับการมือเมื่อใช้พิมพ์เอกสารเป็นอย่างดี

NBS award 7 Design

Best Mobility

ความสามารถในการพกพาก็ยังคงอยู่ในระดับที่ดี ทั้งในความบางเฉียบและน้ำหนักเบา ที่ทำให้สามารถหิ้วไปไหนมาไหนได้อย่างสะดวก แถมไม่ต้องกลัวว่าเครื่องจะมีปัญหาอีกด้วย เพราะระบบไม่ได้ใช้ฮาร์ดดิสก์แบบจานหมุน ทำให้ไม่ต้องกังวลเรื่องการจับถือมากนัก สามารถพับฝาจอลงแล้วเก็บเครื่องได้ทันที อแดปเตอร์ก็ทำออกมาให้มีขนาดที่ไม่ใหญ่มากนัก พกพาสะดวก รวมน้ำหนักแล้วยังไม่ถึง 1 กิโลกรัม ที่สำคัญแบตเตอรี่ยังใช้งานได้ยาวนานสูงสุดกว่า 10 ชั่วโมง เหมาะมากๆ กับคนที่ทำงานนอกสถานที่บ่อยๆ แทบไม่ต้องพกพาอแดปเตอร์ไปข้างนอกด้วยเลย

NBS award 4 Mobility

from:https://notebookspec.com/web/605735-review-hp-pavilion-aero-13-ryzen-5000u

รีวิว Xiaomi Mi 11 Lite 5G สมาร์ทโฟนที่คุ้มค่าเกินราคา

Xiaomi Mi 11 Lite 5G สมาร์ทโฟนขนาดเล็กแต่ประสิทธิภาพคุ้มค่าเกินราคา มาพร้อมกับชิปเซ็ทตัวใหม่อย่าง Snapdragon 780 จะน่าสนใจมาแค่ไหนไปติดตามกัน

Xiaomi Mi 11 Lite 5G
Xiaomi Mi 11 Lite 5G

Xiaomi Mi 11 Lite 5G เป็นสมาร์ทโฟนรุ่นเล็กของซีรีส์ Mi 11 ตัวเครื่องนั้นมาพร้อมกับชิปเซ็ท Qualcomm Snapdragon 780G ซึ่งเป็นกราฟิกชิประดับกลางรุ่นใหม่ของทาง Qualcomm ซึ่งจะทำให้การใช้งานต่างๆ ของคุณนั้นลื่นไหลไม่มีสระดุด นอกไปจากนั้นแล้ว Xiaomi Mi 11 Lite 5G ยังมาพร้อมกับตัวเครื่องที่มีทั้งความบางและเบากว่าสมาร์ทโฟนระดับกลางของผู้ผลิตอื่นๆ อีกด้วย

จริงๆ แล้วซีรีส์ Xiaomi Mi 11 Lite นั้นจะมีตัวเครื่องที่รองรับเฉพาะเครือข่าย 4G ออกวางจำหน่ายด้วยทว่าตัวเครื่องที่รอบเฉพาะเครือข่าย 4G นั้นจะมาพร้อมกับชิปเซ็ท Snapdragon 732G เท่านั้น ทั้งนี้ในรุ่น 5ฌนั้นชิปเซ้ทจะรองรับการใช้งานเครือข่าย Wifi ตามมาตราฐาน Wi-Fi 6 อีกหนึ่งจุดเด่นที่น่าสนใจของตัว Xiaomi Mi 11 Lite 5G นั้นคงหนีไม่พ้นการที่ตัวเครื่องจะมาพร้อมกับลำโพง 2 ตัวให้เสียงแบบ Stereo ซึ่งหาได้ค่อนข้างยากสำหรับสมาร์ทโฟนระดับกลางในตลาดปัจจุบัน Xiaomi Mi 11 Lite 5G จะน่าสนใจมากแค่ไหนไปติดตามกัน 



Xiaomi Mi 11 Lite 5G Specs

csm jIMG 20210504 104531 bb526f1e50
Xiaomi Mi 11 Lite 5G Specs
Display 6.55 inch 20:9, 2400 x 1080 pixel 402 PPI, capacitive Touchscreen, AMOLED, 240 Hz sampling rate, glossy: yes, HDR, 90 Hz
Processor Qualcomm Snapdragon 780G 5G 8 x 1.9 – 2.4 GHz, Kryo 670 (Cortex-A78/A55)
Graphics adapter Qualcomm Adreno 642
Modem Qualcomm X53
Memory 6 และ 8 GB
Storage 128 GB UFS 2.2 Flash
Connections 1 USB 2.0, USB-C Power Delivery (PD), Audio Connections: USB-Type-C, Card Reader: microSD slot (shared, up to 512GB, exFAT-support), 1 Fingerprint Reader, NFC, Brightness Sensor, Sensors: acceleration sensor, gyroscope, proximity sensor, compass, OTG, IR-Blaster, Miracast
Networking 802.11 a/b/g/n/ac/ax (a/b/g/n = Wi-Fi 4/ac = Wi-Fi 5/ax = Wi-Fi 6), Bluetooth 5.2, 2G (850/​900/​1800/​1900), 3G (B1/​B2/​B4/​B5/​B8), 4G (B1/​B2/​B3/​B4/​B5/​B7/​B8/​B12/​B13/​B17/​B20/​B28/​B32/​B38/​B40/​B41/​B66), 5G (n1/​n3/​n5/​n7/​n8/​n20/​n28/​n38/​n40/​n41/​n66), Dual SIM, LTE, 5G, GPS
Main Camera
  • Primary Camera: 64 MPix (f/​1.79, phase comparison-AF, dual LED-flash)
  • wide angle lens: 8.0 MP, f/2.2
  • macro lens: 5.0 MP, f/2.4
Selfie Camera 20 MP, f/​2.24
Size (height x width x depth)

(in mm): 6.81 x 160.53 x 75.72

(in inch) 0.27 x 6.32 x 2.98

Weight

159g

Battery 4250 mAh Lithium-Ion
Charging fast charging / Quickcharge ที่กำลังไฟฟ้าสูงสุด 33 W
Operating System Android 11 (ครอบทับด้วย MIUI 12)

รูปลักษณ์ของตัวเครื่อง

csm IMG 20210504 104531 4641558f33

Xiaomi Mi 11 Lite 5G นั้นมีความแตกต่างในส่วนของตัวรูปลักษณะเครื่องจากสมาร์ทโฟนระดับกลางเช่น Redmi Note 10 Pro และ Poco X3 NFC พอสมควร อย่างแรกเลยนั้นก็คือเรื่องของน้ำหนักที่ Xiaomi Mi 11 Lite 5G หนักเพียง 159g เท่านั้นนอกไปจากนั้นแล้วตัวเครื่องยังมีความหนาเพียงแค่ 6.81 mm. ซึ่งถือว่าเบามากๆ กับสมาร์ทโฟนในตลาดระดับกลาง

csm IMG 20210504 105800 ec39def089 e
csm IMG 20210504 105812 a8ab77bea8

ตัวเครื่อง Xiaomi Mi 11 Lite 5G นั้นมาพร้อมกับการใช้กระจก Gorilla Glass 6 ครอบรอบตัว สำหรับในส่วนของทางด้านหน้าตัวเครื่องนั้นหน้าจอจะใช้พื้นที่คิดเป็น 85% ดีไซนหน้าจอจะเป็นการใช้ดีไซน์กล้อง Selfie แบบ punch-hole โดยกล้อง Selfie นั้นจะอยู่ที่ตำแหน่งทางด้านมุมซ้ายของตัวเครื่อง

csm IMG 20210504 105610 22a71bf89e
csm IMG 20210504 104649 93263a5faa
csm IMG 20210504 104941 f7f338fb65

สำหรับกล้องหลังนั้นตัวเครื่องวางตัวอยู่ทางด้านซ้ายของหลังเครื่องโดยที่ฐานของลเนส์กล้องนั้นจะนูนขึ้นมาจากส่วนอื่นๆ เล็กน้อย 

csm IMG 20210504 105707 6bdf1f4b19

ช่องเสียบ SIM ของ Xiaomi Mi 11 Lite 5G นั้นจะวางตัวอยู่ทางด้านล่างของเครื่องใกล้ๆ กับพอร์ท USB-C โดย Xiaomi Mi 11 Lite 5G นั้นจะรองรับการใช้งาน SIM ได้ถึง 2 SIM ทว่า Xiaomi Mi 11 Lite 5G รองรับการเพิ่มหน่วยความจำแบบ microSD Card ได้ด้วย(ซึ่งทาง Xiaomi ได้บอกเอาไว้ว่าขนาดความจุของ microSD Card สูงสุดที่รองรับนั้นจะอยู่ที่ 512 GB) โดยลักษณะการใช้งานนั้นจะเป็นแบบ Hybrid Dual SIM ซึ่งผู้ใช้จะต้องเลือกเอาเองว่าจะใช้งานตัวเครื่องแบบใช้งาน 2 SIM หรือจะสละการใช้ งาน 1 SIM เพื่อใช้ microSD Card แทน

csm IMG 20210504 105037 6bd61b3bfe
csm IMG 20210504 105328 9f50e496df
csm IMG 20210504 105522 11b7c30a45
csm IMG 20210504 105240 069b7ef6d0

จุดที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่งกับ Xiaomi Mi 11 Lite 5G นั้นก็คือมันไม่มีพอร์ตการเชื่อมต่อแบบ 3.5-mm audio jack และสำหรับ USB-C นั้นก็รองรับแค่มาตรฐาน USB 2.0 เท่านั้น 

อีกจุดหนึ่งที่เป็นที่น่าเสียดายของ Xiaomi Mi 11 Lite 5GMi 11 Lite 5G นั้นก็คือมันไม่รองรับมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่น ทว่าด้วยการใช้สารเคลือบตัวเครื่องแบบ P2i nano-coating นั้นทำให้ Mi 11 Lite 5G เองก็กันน้ำกันฝุ่นได้ในตัวเท่ากับพอๆ กันกับมาตรฐาน IP53

สำหรับระบบสแกนลายนิ้วมือของ Mi 11 Lite 5G นั้นจะวางตัวอยู่ทางด้านข้างฝั่งขวาของตัวเครื่องทำให้เหมาะกับการใช้งานสแกนลายนิ้วมือด้วยนิ้วโป้งสำหรับผู้ถนัดขวา ส่วนผู้ที่ถนัดซ้ายนั้นจะสามารถสแกนได้ถนัดที่สุดด้วยนิ้วกลางหรือนิ้วชี้


Android 11 ที่ครอบทับด้วย MIUI 12

xiaomi mi 11 lite 5g with a12 miui 12
Android 11 กับ MIUI 12

Xiaomi Mi 11 Lite 5G นั้นมาพร้อมกับ Android 11 ครอบทับด้วย MIUI 12 จากกล่องโดยเวอร์ชันของ MIUI 12 นั้นจะเป็น 12.0.2 รูปร่างหน้าตาระบบนั้นค่อนข้างเหมือนกันกับ iOS อยู่พอสมควร ถึงกระนั้นแล้ว MIUI 12 ก็เพิ่มความสามารถให้ผู้ใช้งานในการปรับแต่งส่วนการใช้งานได้ตามใจชอบมากกว่า iOS

การใช้งานต่างๆ ของ MIUI 12 บน Xiaomi Mi 11 Lite 5G นั้นไม่ต่างอะไรกันกับ MIUI 12 ของสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นๆ ของทาง Xiaomi ซึ่งนั่นก็ทำให้ต้องพูดถึงอีกหนึ่งข้อเสียของ Xiaomi Mi 11 Lite 5G อย่างการซ่อนโฆษณาเอาไว้บนตัวเครื่อง โดยจะเห็นได้จากตอนที่ผู้ใช้ทำการติดตั้งไฟล์ APK เอง ตัวเครื่องจะมีการแสดงโฆษณาขึ้นมา ทั้งนี้ทั้งนั้น Xiaomi ก็ไม่ได้ใจร้ายมากไปนักเพราะได้ให้ผู้ใช้สามารถปิดฟีเจอร์ดังกล่าวนี้ได้เองในส่วนของ Settings

อีกหนึ่งข้อเสียของ Xiaomi Mi 11 Lite 5G กับ MIUI 12 นั้นก็คือบนตัวเครื่องจะมีการติดตั้งแอปพลิเคชันอื่นๆ เพิ่มเข้ามาไว้ในตัวเครื่องค่อนข้างเยอะพอสมควร ยังดีที่แอปพลิเคชันเหล่านั้นผู้ใช้สามารถทำการ uninstall ได้ด้วยตัวเอง

ทั้งนี้ Xiaomi Mi 11 Lite 5G นั้นรองรับมาตรฐานกล้องเป็น Camera2 L3 API นอกไปจากนั้นตัวเครื่องเองยังสนับสนุน Widevine L1 ซึ่งนั่นทำให้ผู้ใช้สามารถที่จะสตรีมมิ่งวีดีโอได้ที่ความละเอียดระดับ HD อีกด้วย


ประสิทธิภาพการเชื่อมต่อของตัวเครื่อง

Xiaomi Mi 11 Lite header official

Xiaomi Mi 11 Lite 5G นั้นจะรองรับการใช้งาน 2 SIM พร้อมกันซึ่งรองรับกับการใช้งานเครือข่าย 5G ทั้ง 2 SIM ตัวเครื่องมาพร้อมกับ Bluetooth มาตรฐาน 5.2 สำหรับด้าน Wifi นั้นจะรองรับมาตรฐาน Wi-Fi 6 และ MU-MIMO ยังไม่หมดแค่เพียงเท่านั้น Xiaomi Mi 11 Lite 5G ยังคงมาพร้อมกับชิปจับสถญญาณดาวเทียมซึ่งรองรับมาตรฐาน GPS (L1+L5), GLONASS, QZSS, Beidou (B1+B2), Galileo (E1+E5a) และ Satellite-based Augmentation System (SBAS)

โมเด็ม Qualcomm X53 บนตัวเครื่องนั้นรองรับความเร็วในการโอนถ่ายข้อมูลของเครือข่าย 5G ในส่วนของการดาวน์โหลดสูงสุดที่ 3.3 Gb/s นอกไปจากนั้นแล้วด้วยชิป X53 นี้นั้นทำให้ Xiaomi Mi 11 Lite 5G รองรับการเชื่อมต่อเครือข่าย 4G มากถึง 17 LTE Bands ซึ่งทำให้ท่านสามารถนำเอาตัวเครื่องไปใช้ในประเทศอื่นๆ ได้อย่างสบายๆ

ทดสอบความเร็วในการโอนถ่ายข้อมูลผ่านเครือข่าย
modem test 001

สำหรับผลการทดสอบการดาวน์โหลดและอัปโหลดข้อมูลผ่านเครือข่ายด้วย Xiaomi Mi 11 Lite 5G นั้นพบว่าตัวเครื่องสมาร์ทดาวน์โหลดและอัปโหลดข้อมูลได้ที่ความเร็วมากกว่าสมาร์ทโฟนระดับกลางที่มีราคาใกล้กันอยู่พอสมควร โดยในส่วนของการอัปโหลดข้อมูลผ่านเครือข่าย 5G นั้นสามารถทำความเร็วเฉลี่ยได้ที่ 891 MBit/s ส่วนการดาวน์โหลดข้อมูลผ่านเครือข่าย 5G นั้นสามารถทำความเร็วเฉลี่ยได้ที่ 874 MBit/s

ทดสอบความเร็วในการจับสัญญาณดาวเทียม
gps test 001

การเชื่อมต่อสัญญาณดาวเทียมเพื่อระบุตำแหน่งที่อยู่ของ Xiaomi Mi 11 Lite 5G นั้นผลออกมาพบว่ามีประสิทธิภาพดีเป็นอย่างมากสำหรับสมาร์ทโฟน โดยจากการทดสอบนั้นพบว่าประสิทธิภาพนั้นจะมใกล้เคียงกันกับอุปกรณ์สัญญาณจับดาวเทียมราคาสูงอย่างเช่น  Garmin Edge 500 เลยทีเดียว โดยความแตกต่างนั้นจะอยู่ที่ราวๆ 120 m เท่านั้น

คุณภาพการโทรทั้งผ่านเครือข่ายและผ่าน Wi-Fi

สำหรับการใช้งานโทรศัพท์ทั้งผ่านเครอข่ายและ Wi-Fi นั้นพบว่า Xiaomi Mi 11 Lite 5G สามารถทำออกมาได้ดีทั้งคู่ ทว่าข้อตำหนิเดียวของการใช้งานนั้นก็คือคุณควรจะต้องวางตำแหน่ง Xiaomi Mi 11 Lite 5G ให้ใกล้กับหูและปากมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่ถ้าใช้งาน Speaker Phone แล้วนั้นพบว่าคุณภาพเสียงได้ที่ยินและเสียงที่อีกฝ่ายนึงได้ยินคุณพูดจะมีประสิทธิภาพที่ดีพอควร

หมายเหตุ – Xiaomi Mi 11 Lite 5G เป็นหนึ่งในสมาร์ทโฟนระดับกลางไม่กี่เครื่องที่รองรับการโทรผ่านเครือข่าย Wi-Fi แทนการใช้งานเครือข่ายแบบ 5G หรือ 4G ซึ่งการจะใช้งานได้นั้นคุณต้องศึกษาดูก่อนว่าเครือข่ายผู้ให้บริการสัญญาณโทรศัพท์ของคุณรองรับฟีเจอร์ดังกล่าวนี้ด้วยหรือไม่


ทดสอบกล้องของ Xiaomi Mi 11 Lite 5G

csm IMG 20210505 125700 878d3d2033

Xiaomi Mi 11 Lite 5G นั้นมาพร้อมกับระบบกล้องหลังที่มีเลนส์ 3 เลนส์ประกอบไปด้วยเลนส์หลักความละเอียด 64 MP มีรูรับแสงอยู่ที่ f/1.79 ใช้เซ็นเซอร์รุ่น GW3 ของทาง Samsung, เลนส์ ultra wide-angle ความละเอียด 8 MP รองรับการถ่ายภาพมุมกว้างได้มากสุดถึง 119 องศา และเลนส์สุดท้ายเป็น macro ที่ความละเอียด 2 MP

csm IMG 20210508 212157 f7cf163313

ในการทดสอบใช้งานถ่ายรูปทั่วไปในช่วงที่มีแสงมากนั้นพบว่าภาพที่ได้มีความสวยงามน่าประทับใจ การจับภาพเป็นไปด้วยความรวดเร็ว ทว่าในการทดสอบถ่ายรูปตอนแบบซูมนั้นค่อนข้างที่จะน่าผิดหวังเล็กน้อยเพราะภาพที่ได้ยังเก็บรายละเอียดได้ไม่ครบ ที่เป็นเช่นนี้นั้นน่าจะมีสาเหตุมาจาก Xiaomi Mi 11 Lite 5G นั้นไม่ได้มาพร้อมกับเลนส์ telephoto

นอกไปจากนั้นด้วยความที่ตัวกล้องไม่ได้มาพร้อมกับระบบกันสัน ดังนั้นในการถ่ายภาพในที่ที่มีแสดงน้อยจึงทำให้ภาพสั่นไหวได้ง่ายในเวลากลางคืนหากมือของคุณไม่นิ่งมากพอ ยิ่งไปกว่านั้นกับการถ่ายรูปตอนกลางคืนจะพบว่าภาพนั้นออกมามีคุณภาพต่ำมากหากเทียบกับสมาร์ทโฟนระดับกลางที่มีราคาใกล้เคียงกัน

ปิดการทดสอบกล้องหลักกับการถ่ายวีดีโอที่ตัวเครื่องนั้นรองรับการถ่ายวีดีโอที่ความละเอียดสูงสุดที่ระดับ 4K@30FPS ซึ่งผลยังคงออกมาเป็นแบบเดียวกันกับการถ่ายภาพนิ่งที่ตัววีดีโอนั้นจะถ่ายได้ไม่สวยเมื่อใช้ถ่ายในที่ที่มีแสงน้อย นอกไปจากนั้นแล้วด้วยความที่ตัวกล้องไม่ได้มาพร้อมกับระบบกันสั่นทำให้วีดีโอที่ถ่ายในที่ที่มีแสงน้อยนั้นดูค่อนข้างแย่พอสมควร

หมายเหตุ – สำหรับการถ่ายวีดีโอแบบเปิดฟีเจอร์ Ultra wide-angle นั้นคุณภาพของวีดีโอสูงสุดที่ตัวเครื่องสามารถทำได้จะอยู่ที่ความละเอียดระดับ 1080p เท่านั้น แถมยังไม่สามารถสลับระหว่างการถ่ายด้วยเลนส์ Ultra wide-angle กับเลนส์หลักได้

IMG 20210505 125736xx

สำหรับกล้องถ่าย Selfie นั้นจะมาพร้อมกับเซ็นเซอร์ความละเอียด 20 MP ซึ่งในการถ่ายภาพนั้นพบว่ามีคุณภาพค่อนข้างดีเมื่ออยู่ในสภาวะที่มีแสง แต่เมื่อเปลี่ยนไปเป็นการถ่ายภาพในที่ที่มีสถาวะแสงน้อยแล้วนั้นพบว่าภาพที่ได้จะค่อนข้างไม่มีคุณภาพโดยจะขาดในส่วนของ Bokeh effect และ sharpness ไปมากพอควร ทั้งนี้ด้าน colour reproduction และ exposure ของภาพนั้นสามารถที่จะทำออกมาได้ดีทั้งในที่ที่มีแสงและแสงไม่มาก


ประสิทธิภาพของหน้าจอ Xiaomi Mi 11 Lite 5G

Xiaomi Mi 11 Lite 5G นั้นจะมาพร้อมกับหน้าจอขนาด 6.55 นิ้ว พาเนลที่ใช้เป็น AMOLED ที่รองรับความละเอียดระดับ 2400 x 1080 pixels พร้อมด้วย refresh rate 90 Hz และ 240-Hz touch sampling rate โดยในการทดสอบแสงสว่างสูงสุดที่หน้าจอของ Xiaomi Mi 11 Lite 5G สามารถทำได้นั้นจะเฉลี่ยแล้วอยู่ที่ 800 cd/m² 

จุดที่น่าเสียดายก็คือหน้าจอที่ใช้งานบน Xiaomi Mi 11 Lite 5G นั้นก็คือมันไม่รองรับการแสดงผลเทคโนโลยี HDR แถมตัวหน้าจอเองนั้นถึงแม้ว่าจะมาพร้อมกับ refresh rate 90 Hz แต่พาเนลหน้าจอนั้นไม่รองรับการปรับ refresh rate โดยอัตโนมัติ(adaptive refresh rate) ทั้งนี้เมื่อทำการเปิดใช้งานเครื่องเป็นครั้งแรก Xiaomi Mi 11 Lite 5G จะมีการตั้งค่า refresh rate มาตรฐานมาให้ที่ 60 Hz ซึ่งผู้ใช้สามารถเข้าไปตั้งค่าเปลี่ยน refresh rate ได้เองผ่านทาง Settings > Display ซึ่งจะมีค่าให้เลือกแค่ระหว่าง 60 Hz และ 90 Hz เท่านั้น

csm IMG 20210505 125525 fa91a66d16

ด้วยที่ Xiaomi Mi 11 Lite 5G ใช้พาเนลหน้าจอแบบ AMOLED นั้นทำให้มันใช้งานได้เป็นอย่างดีในที่ที่มีแสงสว่างจากสภาพแวดล้อมมา จากการทดสอบโดยใช้งานตัวเครื่องกลางแดดแล้วตั้งค่าให้ตัวเครื่องปรับความสว่างแบบอัตโนมัตินั้นพบว่าหน้าจอจะมีความสว่างสูงสุดเฉลี่ยอยู่ที่ 535 cd/m² 


ประสิทธิภาพของ Mi 11 Lite 5G

perfomance test 001

Xiaomi Mi 11 Lite 5G นั้นมาพร้อมกับชิปเซ็ท Snapdragon 780G ซึ่งเป็นชิปเซ็ทระดับกลางตัวใหม่ของทาง Qualcomm ผลิตภายใต้กระบวนการผลิตที่ระดับ 5 nm เช่นเดียวกันกับ Snapdragon 888 ที่เป็นรุ่นท๊อปของปีนี้ ในส่วนของหน่วยประมวลผลของ Snapdragon 780G นั้นจะมีแกนการประมวลผลทั้งหมด 8 แกนแบ่งออกเป็น Cortex-A78 ความเร็ว 2.4 GHz จำนวน 1 แกน, Cortex-A78 ความเร็ว 2.2 GHz จำนวน 3 แกนและ Cortex-A55 ความเร็ว 1.9 GHz จำนวน 4 แกน

ผลการทดสอบประสิทธิภาพการประมวลผลของหน่วยประมวลผลผ่านทาง Geekbench 5.3 พบว่า Xiaomi Mi 11 Lite 5G สามารถทำคะแนนการทดสอบในส่วนของ single-core ไปได้ที่ 809 คะแนนและการทดสอบแบบ multi-core นั้นทำคะแนนไปได้ที่ 2998 คะแนน โดยผลคะแนนนั้นถือว่าค่อนข้างน่าพอใจเป็นอย่างมากสำหรับชิปเซ็ทระดับกลาง โดยจะตามหลังชิปเซ็ทซีรีส์ 8 อย่าง Snapdragon 870 ในส่วนของการทดสอบแบบ single-core ที่ราวๆ 20% แต่สามารถกับมาเอาชนะได้ในการทดสอบแบบ multi-core ที่ได้คะแนนสูงกว่าราวๆ 4% ด้วยกัน

perfomance test 003

ทางด้านการประมวลผลทางด้านกราฟิกของ Snapdragon 780 ที่ใช้ชิป Adreno 642 บน Xiaomi Mi 11 Lite 5G นั้นต้องบอกเลยว่าผลคะแนนการทดสอบที่ได้ถือว่าสูงกว่าชิปเซ็ทระดับกลางรุ่นอื่นๆ เป็นอย่างมาก สำหรับคะแนนการทดสอบด้วยเอนจิ้น Vulkan นั้นจะอยู่ที่ 2805 ตามหลัง Adreno 650 บนชิปเซ็ท Snapdragon 870 อยู่ที่ราวๆ 20% ส่วนคะแนนการทดสอบด้วยเอนจิ้น OpenCL นั้นจะอยู่ที่ 2809 ตามหลัง Adreno 650 บนชิปเซ็ท Snapdragon 870 อยู่ที่ราวๆ 27%

การทดสอบความเร็วในการโอนถ่ายข้อมูลของแหล่งเก็บข้อมูล
perfomance test 004

ในส่วนของการโอนถ่ายข้อมูลของ Xiaomi Mi 11 Lite 5G ซึ่งใช้แหล่งเก็บข้อมูลมาตรฐาน UFS 2.2 นั้นพบว่าประสิทธิภาพที่ได้น่าพอใจทั้งการอ่านและเขียนข้อมูล ในส่วนของการอ่านข้อมูลแบบลำดับนั้นจะทำได้เฉลี่ยอยู่ที่ 949.43 MB/s และการเขียนข้อมูลแบบลำดับนั้นจะทำคะแนนเฉลี่ยอยู่ได้ที่ 710.31 MB/s

perfomance test 005

ด้วยความที่ Xiaomi Mi 11 Lite 5G นั้นมาพร้อมกับตัวเลือกการเพิ่มแหล่งเก็บข้อมูลเพิ่มเติมแบบ microSD Card ได้ ดังนั้นแล้วจึงต้องทำการทดสอบกันสักหน่อย โดยในการทดสอบนี้นั้นจะทำการทดสอบร่วมกับ microSD Card รุ่น Toshiba Exceria Pro M501 ทำการทดสอบโดยการโอนถ่ายข้อมูลรูปภาพจากแหล่งเก็บข้อมูลภายในไปยัง microSD Card ทั้งหมด 3 รอบและหาค่าเฉลี่ยความเร็วในการโอนถ่ายข้อมูลออกมา

ผลการทดสอบปรากฎว่าการใช้งาน microSD Card บน Xiaomi Mi 11 Lite 5G นั้นทำออกมาได้แค่่เพียง 18.08 MB/s เท่านั้น โดยจำแนกเป็นความเร็วในการเขียนข้อมูลจะอยู่ที่ 40.9 MB/s ส่วนความเร็วในการอ่านข้อมูลจะอยู่ที่ 86.8 MB/s 

ประสิทธิภาพในการเล่นเกมของ Xiaomi Mi 11 Lite 5G
csm Screenshot 2021 05 08 11 53 21 680 com.tencent.ig 14bdbc3560
csm Screenshot 2021 05 08 12 05 52 636 com.gameloft.android.ANMP .GloftA9HM 63ab944ae5
csm Screenshot 2021 05 08 11 43 54 729 com.superbitmachine.armajet 7e4c9c2305

ด้านการเล่นเกมนั้นบอกได้เลยว่า Xiaomi Mi 11 Lite 5G สามารถทำออกมาได้เป็นอย่างดี โดยในการทดสอบหลายๆ เกมนั้นพบว่าตัวเกมจะสามารถรันได้สบายๆ ที่ 60FPS(แต่ก็มีตกลงไปบ้างในบางฉาก) จะยกเว้นก็เพียงแค่เกม Armajet เท่านั้นที่ทำได้ฌแลี่ยอยู่ที่ 30FPS ซึ่งเป็นเรื่องน่าแปลกเพราะผลที่ได้นั้นหากเอาไปเทียบกับสมาร์ทโฟนราคาถูกอย่าง POCO M3 แล้ว Xiaomi Mi 11 Lite 5G กลับสามารถทำเฟรมเรทออกมาได้น้อยกว่า(POCO M3 สามารถที่จะทำเฟรมเรทไปได้สูงสุดมากถึง 60 FPS)


ความร้อนสะสมที่เกิดขึ้นขณะใช้งาน

flir 20210422T161304
flir 20210422T161317
temperature when use

Xiaomi Mi 11 Lite 5G นั้นถือว่าเป็นหนึ่งในไม่กี่สมาร์ทที่สามารถจัดการเรื่องความร้อนสะสมขณะใช้งานตัวเครื่องได้เป็นอย่างดี โดยจากการทดสอบด้วยโปรแกรม 3DMark – Wild Life แล้วพบว่าตัวเครื่องสามารถทำคะแนนออกมาได้ที่ 3144 คะแนน และได้เปอร์เซ็นต์ความมั่นคงในการใช้งานถึง 99.8%

อย่างไรก็ตามมีข้อสังเกตอยู่เพราะเมื่อทำการทดสอบด้วยการรันโปรแกรม GFXBench กับการทดสอบ Manhattan (OpenGL ES 3.1) แล้วพบว่า Xiaomi Mi 11 Lite 5G ไม่สามารถรักษาความมีเสถียรภาพของการใช้งานได้ สาเหตุอาจจะเป็นที่ Driver ของชิปกราฟิกนั้นยังไม่มีความเสถียรมากเท่าไรกับโปรแกรม GFXBench โดยในอนาคตนั้นน่าจะได้รับการอัปเดทแก้ไขต่อไป


คุณภาพของลำโพงบน Mi 11 Lite 5G

speker test 001

ตามที่ได้บอกไว้ในตอนต้นง่า Xiaomi Mi 11 Lite 5G นั้นมาพร้อมกับลำโพง 2 ตัวให้เสียงในรูปแบบ Stereo ดังนั้นแล้วจึงไม่น่าแปลกใจกับผลการทดสอบมากนักที่พบว่าลำโพงของ Xiaomi Mi 11 Lite 5G นั้นสามารถให้เสียงดังมากสุดถึง 89 dB(A) ซึ่งถือว่าเสียงดังมากในกลุ่มสมาร์ทโฟนราคาระดับกลาง ที่จะตามหลังอยู่นั้นก็คือ Samsung Galaxy A52 5G แต่ก็เพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น

สำหรับการถอดรหัสเสียงผ่านทาง Bluetooth ของ Xiaomi Mi 11 Lite 5G นั้นจะรองรับมาตรฐาน SBC, AAC, aptX, aptXHD, LDAC และ LHDC น่าเสียดายที่ตัวเครื่องนั้นดันไม่ให้พอร์ท 3.5 audio jack มาทำให้ในการใช้งานหูฟังนั้นจะต้องเชื่อมผ่านต่อกับชุดหูฟัง USB-C ซึ่งแน่นอนว่าย่อมทำให้ไม่สามารถที่จะฟังเพลงไปและชาร์จไปได้ในเวลาเดียวกัน


อายุการใช้งานของแบตเตอรี่

battery consumtion 001

Xiaomi Mi 11 Lite 5G มาพร้อมกับแบตเตอรี่ความจุ 4,250 mAh ซึ่งเป็นขนาดความจุที่เหมือนๆ กันกับสมาร์ทโฟนระดับกลางของผู้ผลิตรายอื่น อย่างไรก็ตาม Xiaomi Mi 11 Lite 5G นั้นมาพร้อมกับเทคโนโลยีชาร์จเร็วที่กำลังไฟฟ้าสูงสุดมากถึง 33W แถมทาง Xiaomi ยังแถมที่ชาร์จที่รองรับการให้กำลังไฟฟ้า 33W มาให้ด้วยในกล่องจำหน่าย

ในการทดสอบการใช้พลังงานของตัวเครื่อง Xiaomi Mi 11 Lite 5G กับสมาร์ทโฟนที่มาพร้อมกับชิปเซ็ทระดับกลางรุ่นเก่าอย่าง Snapdragon 765G พบว่า Xiaomi Mi 11 Lite 5G ใช้พลังงานต่ำกว่าเล็กน้อย ทั้งนี้กำลังไฟฟ้าสูงสุดที่ Xiaomi Mi 11 Lite 5G ทำได้นั้นจะอยู่ที่ราวๆ 8.6 W

battery consumtion 002

ด้านอายุการใช้งานของแบตเตอรี่บน Xiaomi Mi 11 Lite 5G นั้นถือได้ว่าค่อนข้างที่จะน่าพอใจมากเลยทีเดียว จากการทดสอบเปิดใช้งาน Wi-Fi ตลอดเวลาและตั้งความสว่างของหน้าจอให้อยู่ที่ 150 cd/m² และ refresh rate 90 Hz พบว่า Xiaomi Mi 11 Lite 5G สามารถใช้งานได้ยาวนานต่อเนื่องถึง 12 ชั่วโมง ทว่าหากใช้งานแบบหนักๆ ต่อเนื่องกันแล้วนั้นพบว่าอายุการใช้งานของแบตเตอรี่จะอยู่ที่ราวๆ 4 ชั่วโมง ซึ่งตรงจุดนี้นั้นต้องไม่ลืมว่า Xiaomi Mi 11 Lite 5G นั้นมาพร้อมกับแบตเตอรี่ความจุ 4,250 mAh เท่านั้น


สรุปผลสำหรับ Xiaomi Mi 11 Lite 5G

csm IMG 20210504 104941 f7f338fb65 1

โดยรวมแล้วนั้น Xiaomi Mi 11 Lite 5G ถือได้ว่าเป็นสมาร์ทโฟนราคาระดับกวางที่ค่อนข้างน่าพอใจเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานทั่วไปหรือการเล่นเกม Xiaomi Mi 11 Lite 5G สามารถทำออกมาได้ดีในทุกๆ ด้าน นอกไปจากนั้นแล้วตัวเครื่องยังมีน้ำหนักและความหนาที่น้อยกว่าสมาร์ทโฟนระดับกลางทั่วไปอีกด้วยต่างหาก

สำหรับจุดด้อยของ Xiaomi Mi 11 Lite 5G นั้นคงหนีไม่พ้นการที่ตัวเครื่องมาพร้อมกับแบตเตอรี่ความจุเพียง 4,250 mAh ซึ่งน้อยกว่าสมาร์ทโฟนระดับกลางของผู้ผลิตรายอื่นๆ อยู่ และแม้ว่าตัวเครื่องจะใช้พาเนลหน้าจอเป็น AMOLED ทว่าทาง Xiaomi ก็ไม่ได้ทำโหมด Always-on-Display มาให้ ยังไม่หมดเท่านั้นเพราะตัวเครื่อง Xiaomi Mi 11 Lite 5G เองนั้นไม่รองรับมาตรฐานการกันน้ำกันฝุ่นใดๆ ซึ่งไม่เหมือนกับผู้ผลิตรายอื่นๆ ที่จะให่ความสามารถดังกล่าวนี้มาให้ด้วย

ทั้งนี้ Xiaomi Mi 11 Lite 5G จะมีราคาวางจำหน่ายอยู่ที่ราวๆ 12,500 บาท ทว่าในเมืองไทยบ้านเรานั้นยังคงไม่มีการเปิดตัวออกมาอย่างเป็นทางการ แถมตามข้อมูลนั้นพบว่าตัวเครื่องที่วางจำหน่ายผ่าน Amazon นั้น Out of stock ไปนานแล้วเช่นกัน

ที่มา : notebookcheck


บทความที่น่าสนใจ

windows 10 cover

laptop not work cover

languagee cover

from:https://notebookspec.com/web/599493-review-of-the-xiaomi-mi-11-lite-5g-almost-too-good-for-a-lite-smartphone

รีวิวฟิล์มกระจกกันรอย Focus Ultimate Glass 3D สำหรับ iPhone 12 ทุกรุ่น แข็งแรงมากขึ้น 2 เท่า ! ประกัน 1 ปี กันรอยขีดข่วนได้ดี ขอบโค้งเนียนกับหน้าจอ

ใครกำลังมองหาฟิล์มกระจกสำหรับ iPhone 12 เพื่อป้องกันรอย […] More

from:https://www.iphonemod.net/review-focus-ultimate-glass-3d.html

รีวิว OPPO Reno6 Z 5G สมาร์ทโฟนสายถ่ายภาพ ถ่ายพอร์ตเทรตบุคคลได้ยอดเยี่ยม

เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ว OPPO Reno6 Z 5G สมาร์ทโฟนรองรับ 5G ที่เก่งด้านการถ่ายภาพ โดยเฉพาะการถ่ายภาพบุคคลพอร์ตเทรต ทำออกมาได้สวยงามจริงๆ ครับ 

OPPO Reno6 Z 5G เป็นสมาร์ทโฟนสเปคกลาง พร้อมใช้งานรอบด้านได้อย่างสมบูรณ์ ในราคาที่เข้าถึงได้ไม่ยาก งานผลิตยังคงคุณภาพสูงตามสไตล์ของแบรนด์ OPPO มาพร้อมกับกล้องถ่ายภาพคุณภาพสูงและฟังก์ชั่นใหม่ Bokeh Flare Portrait ตามชื่อสโลแกน “อารมณ์ไหน ก็พอร์ตเทรต” ที่ทำให้การถ่ายภาพพอร์ตเทรตบุคคลทำออกมาได้สวยงาม สร้างโบเก้ดวงแสงด้านหลังของแบบ ให้ออกมาโดดเด่นกว่าการถ่ายภาพพอร์ตเทรตตามปกติแบบที่ผ่านมา

Bokeh Flare Portrait จะเป็นโหมดเสริมจากการถ่ายภาพบุคคล ไม่ใช่แค่ฉากหลังจะมัว แต่มันจะเพิ่มความสวยงามของดวงไฟโบเก้ด้านหลังให้เด่นชัดมากขึ้นให้ใกล้เคียงกับกล้องโปร ทำงานให้เราได้ทั้งภาพกลางวันและกลางคืน ทำงานได้ทั้งกล้องหลังและกล้องหน้าครับ

ไม่ว่าจะเป็นแสงรอดจากต้นไม้ ไฟสะท้อนจากวัตถุ หรือแสงไฟท้องถนนในยามค่ำคืน ทั้่งหมดจะสามารถถูกเพิ่มให้เด่นชัดสวยงาม รุ่นนี้จึงเก็บภาพบุคคลได้แตกต่างสองรูปแบบ ใช้งานสนุกเยอะขึ้นมากครับ โดยเฉพาะเวลาเจอมุมภาพย้อนแสง

โหมด Portrait ละลายหลัง




เปิดโหมด Bokeh Flare Portrait โบเก้ด้านหลังจะเป็นดวงชัดมากขึ้นเหมือนถ่ายด้วยเลนส์ใหญ่






ภาพดูสวยครับ มีมิติที่ลึกมากขึ้น ^^

หรือใช้ถ่ายภาพกลางคืนเล่นกับแสงไฟด้านหลังครับ ^^

ตัวกล้องก็ให้ความละเอียดสูงมากครับ กล้องหลังสามตัวกล้องหลัก 64 ล้านพิกเซล ทำงานร่วมกับ Wide Angle Camera 8 ล้านพิกเซล และกล้องโฟกัสระยะใกล้ Macro Camera 2 ล้านพิกเซล

รองรับการถ่ายมาโครระยะใกล้สุด 4 เซนติเมตร และซูมภาพสูงสุดได้ที่ 10x มี HDR และ AI ตรวจจับสิ่งที่จะถ่ายเพื่อปรับแนวภาพให้เหมาะสมอัตโนมัติ




สามารถถ่ายภาพความละเอียดสูงถึง 108 ล้านพิกเซล ด้วยโหมด Ultra-Clear 108MP Image ถ่ายภาพแล้วไปพิมพ์ภาพขนาดใหญ่ หรือเอาไปซูมใช้เฉพาะส่วนก็ยังคมชัดครับ


คุณภาพกล้องคือดีมาก ถ่ายง่ายและภาพสวย คมชัดโฟกัสไว กล้องคุณภาพสูงเกินตัว ถ่ายภาพสวยทั้งกลางวันและกลางคืนด้วยครับ










เก่งในการถ่ายภาพบุคคลโดยเฉพาะ นอกจากโหมด Bokeh Flare Portrait แล้ว ยังมีโหมด AI Color Portrait ในการตัดสีฉากหลังให้เหลือแต่แบบเพื่อความโดดเด่น


ทำงานร่วมกับการปรับแต่งหน้าให้สวยเนียนได้ทั้งภาพนิ่งและ Portrait Beautification Video สำหรับการถ่ายภาพเคลื่อนไหวได้แบบเรียลไทม์ ปรับหน้าให้เราได้ทั้งหลังและกล้องหน้าครับ



ถ่ายวีดีโอแบบสองมุมกล้องพร้อมกัน ทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง สำหรับใช้ในงานรีวิวหรือถ่ายภาพบรรยากาศไปพร้อมๆ กับใบหน้าของผู้ใช้ได้ครับ ปรับแต่งได้หลากหลายรูปแบบ



คุณภาพกล้องดีมากอยู่แล้วทั้งหลังและกล้องหน้าด้วยครับ เพราะกล้องหน้าก็ความละเอียดสูงเช่นกัน 32 ล้านพิกเซล คุณภาพดีไม่ต้องห่วง เซลฟี่ได้สวยทั้งกลางวันและกลางคืนเช่นกล้องหลัง และอย่างที่บอกไว้ ฟังก์ชั่น Bokeh Flare Portrait สามารถใช้งานได้กับกล้องหน้าด้วยเช่นกันครับ ^^


มีโหมดช่วยในการถ่ายภาพเซลฟี่ในที่แสงน้อย ถ่ายภาพกลางคืนราวกับยกไฟสตูดิโอมาเปิดส่อง ระบบตรวจจับจากระดับความสว่างได้เองว่าควรเปิดโหมดช่วยระดับไหน ถ้ามืดมากตัวเครื่องจะเปิดแสงไฟหน้าจอเพื่อเติมแสงให้ในยามเราเซลฟี่โดยอัตโนมัติด้วยครับ ภาพใบหน้าไม่มีมัวไม่หมอง และคมชัดใช้งานได้ดีแม้จะเซลฟี่ในตอนกลางคืน


ภาพเซลฟี่ออกมาดูดี ทั้งภาพกลางวันและกลางคืนครับ






กล้องคุณภาพยอดเยี่ยมทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง เป็นอีกหนึ่งรุ่นที่ OPPO พัฒนาการถ่ายภาพมาได้ดีจนเป็นจุดเด่น ผมมองว่านี้เป็นสมาร์ทโฟน 5G ที่มีกล้องถ่ายภาพบุคคลที่คุ้มค่ามากที่สุดในเรทราคาระดับกลางในตลาดขณะนี้ครับ

ทิ้งถ่ายด้วยระบบแต่งภาพที่พัฒนามาใหม่ ใช้งานง่ายๆ ด้วย AI Palette เป็นการใช้ AI ในการเข้าไปดึงธีมสีจากภาพที่เราต้องการอ้างอิง เพื่อเอาแนวสีของภาพนั้นมาใส่ในภาพถ่ายของเราได้ง่ายๆ เลยครับ ชอบโทนสีของภาพไหน เข้าไปใช้ AI ดึงมาได้เลย




การปรับแต่งใบหน้าของแบบหลังการถ่ายภาพบุคคล ที่นำมาเพิ่ม ลด ความขาวความเนียนและโครงใบหน้าได้จากภาพที่ภ่ายไปแล้วได้ ไม่ต้องถ่ายใหม่ครับถ้ารู้สึกว่าหน้าตาของเรายังสวยหล่อไม่พอใจ ^^



ตัวเครื่องภายนอก OPPO Reno6 Z 5G

เครื่องบาง และเบา มีเข้ามาจำหน่ายสองสี สีที่เห็นในรีวิวนี้คือสี Aurora สีที่แปลงเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลายามที่โดนแสงเข้ามากระทบ ผลิตด้วยเทคนิค Reno Glow ให้ความสวยงามเป็นประกายระยิบระยับ ผิวเกร็ดทรายสะท้อนแสงแดด ไม่ลื่น และไม่เกิดคราบรอยนิ้วมือในการใช้งาน ผมชอบสีนี้มากเป็นพิเศษครับ

เข้ามาร่วมกันกับอีกหนึ่งสีคือสีดำ Stellar Black เป็นสีดำที่มีประกายระยิบระยับในตัวเองด้วยเช่นกัน

น้ำหนักเครื่องเบา แค่ 173 กรัม และบางเพียง 7.97 มิลลิเมตร (สี Stellar Black จะบางแค่ 7.92 มม.) พกง่าย ใส่กระเป๋าเสื้อได้สบาย เป็นเครื่องสมาร์ทโฟน 5G ที่เบาและบางมากๆ รองรับสองซิมการ์ดแบบสามสล็อต เชื่อมต่อ 5G ได้แบบ Dual Standby ทั้งสองซิม




เสียบซิม 5G ก็พร้อมใช้งานได้เลยไม่ต้องรออัพเดท

หน้าจอขนาดใหญ่ 6.43 นิ้ว FHD+ เป็นจอสีสดสไตล์ AMOLED ขอบจอเล็กบาง และรองรับการสแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอโดยตรง (รองรับการสแกนใบหน้าด้วยกล้องหน้าได้เช่นกัน)




ตัวบางๆ แต่แบตให้มาเยอะครับ 4310mAh จากที่ทดสอบใช้งาน อยู่ได้เต็มวันแม้จะเปิดใช้งาน 5G ตลอดเวลา

และยังรองรับระบบชาร์จไว 30W VOOC Flash Charge 4.0 ระบบที่ชาร์จได้เร็ว และปลอดภัยสูง อันนี้สำคัญมากๆ เพราะการใช้งานที่อุ่นใจได้ต้องปลอดภัยในระบบไฟฟ้าเป็นสำคัญ รุ่นนี้มีระบบป้องกันความปลอดภัยในการชาร์จถึง 5 ขั้นตอน ตรวจเจอปัญหาตัดไฟป้องกันการลัดวงจรได้เองทันที ใช้เวลาชาร์จประมาณ 45 นาทีก็ชาร์จไฟได้เต็มก้อนแล้วครับ

อุปกรณ์ภายในกล่องให้มาครบไม่ตัดอะไรออกไปเลย มีครบทั้งเคสใส สาย USB Type-C และที่ชาร์จ 30W VOOC Flash Charge 4.0 พร้อมชุดหูฟัง 

ประสิทธิภาพการใช้งานของ OPPO Reno6 Z 5G

OPPO Reno6 Z 5G ใช้หน่วยประมวลผล 5G รุ่นนิยม MediaTek Dimensity 800U 5G SoC ประสิทธิภาพดี ราคาควบคุมได้ เหมาะสมสำหรับสมาร์ทโฟนระดับกลาง



ให้ RAM 8GB และมาพร้อมระบบขยายแรมได้ครับ เพิ่มแรมใช้งานจากหน่วยความจำภายในเครื่องได้อีกสูงสุดถึง 5GB รวมเป็นแรมขนาด 13GB เพื่อให้มีช่องว่างสำหรับการทำงานที่คล่องตัวอย่างมาก ไม่เกิดคอขวดสำหรับเรื่องของแรมแน่นอน

ให้หน่วยความจำภายใน 128GB รันด้วยระบบ Android 11 ครอบทับไว้ด้วย ColorOS 11.1 ลื่นไหลมากพอสำหรับการใช้งานทุกอย่างรอบด้านครับ






ตัวเครื่องภายในของ OPPO Reno6 Z 5G ออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานในระบบ 5G ได้เต็มตัว ใช้การวางเสาสัญญาณแบบ 360 องศา เพื่อการเชื่อมต่อ 5G ที่เสถียรและคงที่ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนหรือถือจับเครื่องอย่างไร ก็จะไม่เกิดจุดบอดในการเชื่อมสัญญาณขณะใช้งาน

ทดสอบการใช้งานในการเล่นเกม ตัวเครื่องตอบสนองได้ดี ไม่มีความร้อนสะสมจนน่าเป็นห่วง แบตเตอรี่ใช้งานได้นาน เล่นเกมต่อเนื่องได้ถึง 7 ชั่วโมงครับสำหรับการเปิดไฟหน้าจอประมาณ 45%

ระบบเสียงลำโพงดังชัดเจน หน้าจอสวย ขอบจอบาง ตัวเครื่องเบา ใช้งานนานๆ สบายครับ ออกแบบมาลงตัวพอสมควร ทั้งสเปคและการออกแบบตัวเครื่อง

มีโหมดสำหรับการเล่นเกมที่จะช่วยให้ผู้เล่นเข้าสู่เกมได้แบบรวดเร็วสุดๆ ^^ เป็นความสามารถหนึ่งใน “Game Space” หรือพื้นที่สำหรับผู้เล่นเกม




ภายในมีความสามารถเพื่อช่วยในการเล่นเกมอีกมาก เช่นล็อคระดับความสว่างโดยอัตโนมัติเพื่อให้แสงหน้าจอคงที่ ปิดกั้นการแจ้งเตือนที่อาจจะเข้ามารบกวนขณะเล่น 

และการเปิดฟิลเตอร์ภาพให้เราสามารถมองเห็นรายละเอียดในเกมได้ถนัดตามากขึ้นจากการปรับสีแสดงผลด้วยการใส่ฟิลเตอร์เข้าไปแทนได้ถึง 4 รูปแบบ เหมือนสวมใส่แว่นตามองภาพกลางคืนนั้นแหละครับ ปรับดีๆ ได้เปรียบเลยนะ ^^




ตัวระบบยังมีโหมดที่ไม่ต้องให้ผู้ใช้รอคอยอยู่หน้าเกมในขณะกำลังรอคนเพื่อเข้าฉากต่อสู้ เราออกไปใช้งานอย่างอื่นก่อนได้ครับ ตัว Game Space จะมีการแจ้งเตือนเวลาในการรอเป็นแบบป๊อบอัพ เมื่อถึงเวลาแค่กดที่ป๊อบอัพเพื่อกลับเข้าเกมได้ทันที

Game Space เป็นแค่หนึ่งในความสามารถพิเศษจากแอพที่ OPPO ใส่เข้ามาให้ในระบบ ยังมีแอพที่น่าสนใจด้านอื่นๆ เช่น O Relax แอพพลิเคชั่นสำหรับบำบัดอารมณ์ พักผ่อนความคิด วางสติผ่อนคลาย ด้วยบรรยากาศจากเสียงจำลองของสถานที่  The Sounds of the Cities และ ASMR จากเสียง White Noise ที่ปรับแต่งได้เอง รวมถึงมินิเกมที่คัดมาแล้วสำหรับคลายเครียด 





แอพ SoLoop แอพตัวเก่งสำหรับสายวีดีโอ สร้างคลิปวีดีโอแบบง่ายๆ จากไฟล์ภาพและวีดีโอภายในเครื่อง ด้วยการกำหนดเทมเพลตในแบบที่ต้องการ แล้วกดสร้างคลิปออกมาได้ทันทีด้วยตัวสมาร์ทโฟนเอง โดยในรุ่นนี้ SoLoop ได้ถูกฝังลงไปในระบบตัวกล้องด้วย เราสามารถเปิดใช้ SoLoop เป็นไกด์สำหรับการถ่ายคลิปได้จากตัวกล้องเลยครับ




ยังมีการออกแบบโหมด Super Power Saving Mode ฟีเจอร์เพื่อการถนอมพลังงานในยามฉุกเฉินเมื่อต้องการยืดอายุการใช้งานของแบตให้มากขึ้นเป็นสองเท่า โดยจะตัดการทำงานที่ไม่ต้องการออกและคงเหลือแค่เพียงการใช้งานที่ต้องการเอาไว้ตามที่เราระบุ เน้นใช้น้อยแต่ใช้นานนั้นเองครับ

และโหมด Super Nighttime Standby ฟังก์ชั่นการลดการใช้พลังงานในยามที่เรานอนหลับ ตัวระบบจะพักการทำงานต่างๆ ของเครื่องที่ไม่น่าจะได้ใช้ในช่วงนอนหลับ เพื่อถนอมแบตมากที่สุดในกรณ๊ที่เราไม่ได้เสียบชาร์จไฟทิ้งไว้

ฟังก์ชั่นทั้งสองนี้จะช่วยขยายระยะเวลาการใช้งานของแบตเตอรี่ เพื่อช่วยให้เรารอดพ้นภาวะฉุกเฉินแบบแบตเตอรี่หมดโดยไม่ตั้งใจได้ครับ ^^ และยังมีฟังก์ชั่นการถนอมแบตในระยะยาว ด้วยขั้นตอนการชาร์จกลางคืนแบยเต็มประสิทธิภาพ โดยตัวเครื่องจะทำการชาร์จแบตไว้ประมาณ 80% ก่อน แล้วจะค่อยๆ ชาร์จให้เต็มก่อนถึงเช้าตอนเราตื่นนอนเพื่อการถนอมแบตจากการชาร์จไฟเกินแล้วเสื่อมอายุไวกว่าที่ควรจะเป็น




การทำงานเพื่อความสะดวกสบายของผู่ใช้ เช่น การล็อคแอพ, การซ่อนแอพ เพื่อไม่ให้ใครเข้าใช้งานแอพสำคัญที่เราต้องการจะล็อกไว้ด้วยความปลอดภัยอีกชั้นหนึ่ง เช่นแอพการเงินหรือธนาคาร และยังมีพื้นที่ส่วนตัวที่เรานำไฟล์ต่างๆ นำไปเก็บไว้ ซ่อนไม่ให้ผู้ใดมาเห็นหรือเข้าใช้งานได้โดยไม่มีรหัสความปลอดภัยของเราอีกชั้นหนึ่ง



ฟังก์ชั่นการปรับโทนสี เปิดโหมดธีมสีดำ หรือลดแสงสีฟ้าเพื่อถนอมสายตา เราสามารถเปิดให้ทำงานได้ตลอดเวลาครับเพื่อถนอมสายตาในระยะยาว ใช้ได้ทั้งกลางวันและกลางคืน หรือจะเลือกเปิดตามระยะเวลาที่เราตั้งไว้ก็ได้เช่นกัน โดยโหมดถนอมสายตาของ OPPO Reno6 Z 5G ไม่ใช่แค่ปรับโทนสีได้นะครับ แต่เปลี่ยนหน้าจอให้กลายเป็นสีขาวดำ แสดงผลเหมือนจอภาพแบบ E-Ink สำหรับการอ่านหนังสือยาวๆ ได้ด้วย



โหมด Gesture การวาดสัญลักษณ์เพื่อใช้ฟังก์ชั่นด่วยที่กำหนดไว้ สามารถใช้สามนิ้วเพื่อการเซฟภาพหน้าจอได้ทันทีแค่สไลด์นิ้วภาพ หรือเซฟหน้าจอเฉพาะส่วนได้ด้วยการใช้สามนิ้วสไลด์ค้างไว้ในส่วนที่ต้องการ ออกแบบ Gesture ใช้งานมาให้เยอะครับ ใช้งานสะดวกและที่สำคัญคือแม่นยำ ระบบทำมาดี




มี Air Gesture สำหรับการรับสายหรือเลื่อนหน้าจอได้โดยมือไม่ต้องสัมผัสเครื่องเลยครับ ใช้ในขณะที่มือเราเลอะหรือไม่สะดวก สะบัดมือเหนือหน้าจอเพื่อรับสายหรือเลื่อนดูรูปภาพได้

ประสิทธิภาพดี การทำงานครบครัน ระบบลื่นไหลและมีฟังก์ชั่นที่มีประโยชน์ต่อผู้ใช้ นี่คือ ColorOS 11.1 ที่อยู่ใน OPPO Reno6 Z 5G ครับ

สรุปท้ายรีวิว

สมาร์ทโฟน 5G ระดับราคากลางที่มีกล้องถ่ายภาพคุณภาพสูง มีฟังก์ชั่นการถ่ายภาพบุคคลที่ยอดเยี่ยมครับ การสร้างภาพโบเก้แบบกล้องใหญ่ได้ด้วยสมาร์ทโฟน ได้ทั้งกล้องหลังและกล้องหน้า การถ่ายภาพกลางคืนก็ยอดเยี่ยมมาก ถูกใจสำหรับสายถ่ายภาพแน่นอนครับ

ตัวเครื่องสวย บางเบา พกง่าย ถือใช้ยาวนานไม่ลำบาก ประสิทธิภาพการใช้งานถือว่าเพียงพอ รองรับการเชื่อมต่อ 5G มีแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้เต็มวัน และระบบการชาร์จไฟ 30W VOOC Flash Charge 4.0 ชาร์จไว ปลอดภัยในการใช้ อุ่นใจได้แม้จะให้ผู้ใหญ่หรือเด็กในบ้านใช้งาน

OPPO Reno6 Z 5G เปิดตัวมาในราคา 12,990 พร้อมโปรโมชั่นสำหรับพรีออร์เดอร์ รับฟรีของสมนาคุณ 

  • บัตร E-VIP Card สำหรับการรับประกันหน้าจอแตก ระยะเวลา 1 ปี
  • ลำโพงเสียงดี Bluetooth Speaker

มูลค่าของแถมรวม 7,099 บาทสำหรับทุกคนที่พรีออเดอร์

มาดูแกะกล่องเครื่องจริงและของแถมพรีออร์เดอร์ไปกับน้องนัช Appdisqus ในคลิปด้านล่างได้เลยครับ

มากับโปรโมชั่นลดสูงสุด 8,000 บาทสำหรับการซื้อเครื่องพร้อมสมัครแพ็กเกจ 5G จากเครือข่ายผู้ให้บริการ

OPPO Reno6 Z 5G เปิดตัวมาคู่กับหูฟัง OPPO Enci Air ราคา 1,999 บาท แต่สามารถซื้อคู่กับสมาร์ทโฟนได้ในราคา 1,499 บาทครับ

OPPO Reno6 Z 5G เปิดจองได้ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันที่ 29 กรกฏาคม 2564 ครับ

ข่าว: รีวิว OPPO Reno6 Z 5G สมาร์ทโฟนสายถ่ายภาพ ถ่ายพอร์ตเทรตบุคคลได้ยอดเยี่ยม มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.
from:https://www.appdisqus.com/review-oppo-reno6-z-5g/

รีวิว MSI Bravo 15 สเปก Ryzen 5000H การ์ดจอ Radeon RX5500 ดีไซน์ใหม่สวยเฉียบ จอ IPS 144Hz ราคา 30,990 – 36,990 บาท

MSI Bravo 15 จัดว่าเป็น Gaming Notebook ปี 2021 จอ 15.6″ สเปกชิปประมวลผล AMD Ryzen 5000H อีกหนึ่งรุ่นในตลาด ได้สเปกเป็นชิปประมวลผล AMD Ryzen 5 5600H /Ryzen 7 5800H ที่เป็นรุ่นใหม่ล่าสุด ล้ำด้วยเทคโนโลยีการผลิตที่ 7 นาโนเมตร สถาปัตยกรรม Zen 3 (Cezanne) จับคู่มากับการ์ดจอ AMD Radeon RX5500M ซึ่งได้เทคโนโลยี 7 นาโนเมตร สถาปัตยกรรม RDNA แน่นอนว่าสเปกนี้ทำให้เราเล่นเกมได้แรงลื่น กว่าสเปกก่อนๆ อย่าง Ryzen 4000H + Radeon RX5500M กับราคาที่คุ้มค่าเช่นเดิม 

MSI Bravo 15

MSI Bravo 15 เป็น Gaming Notebook ขอบจอบางเฉียบ พาเนลเป็น IPS ที่รองรับ Refresh Rate 144Hz ติดตั้งหน่วยความแรมเป็นขนาด 8GB – 16GB มาตรฐาน DDR4 Bus 3200Hz และใส่ที่เก็บข้อมูลมาเป็นแบบ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB – 1TB ซึ่งได้ทั้งความลื่นไหลและความจุสูงไปในตัวเดียว โดยมีราคาเริ่มต้นที่ 30,990 บาท กับรุ่น Ryzen 5 4600H และ 33,990 บาทกับรุ่น Ryzen 7 4800H ส่วนรุ่นท็อปสุดจะอยู่ที่ 36,990 บาท เพิ่มแรมมาเป็น 16GB และ SSD 1TB ซึ่งมีราคาต่างกันที 3,000 บาท

VDO Review

NBS Verdict

MSI Bravo 15 มีจุดเด่นจากการที่เป็น Gaming Notebook ที่มีความโดดเด่นเรื่องดีไซน์รูปแบบฝาหลัง Cutting Edge ให้สัมผัสที่สวยงามสัมผัสคล้ายกับโลหะ ให้ภาพลักษณ์อันล้ำสมัยรวมไปถึงเทคโนโลยีในการต่อสู้ขั้นสูง งานประกอบแน่นหนา โดย MSI Bravo 15 นับว่าเป็นมาตรฐาน Gaming Notebook ราคาคุ้มค่า รุ่นที่นำมาทดสอบเป็นตัวท็อปสุด ใช้ชิปประมวลผล AMD Ryzen 7 5800H ที่สร้างมาตรฐานประสิทธิภาพที่มากกว่าชิปประมวลผลรุ่นก่อนๆ แต่ก็ยอมรับว่าการ์ดจอแยกเองยังเป็นรุ่นก่อนหน้าอย่าง AMD Radeon RX5500M แทนที่จะเป็น RX 6000M Series 

MSI Bravo 15

ซึ่งการ์ดจอแยก AMD Radeon RX5500M ประสิทธิภาพอยู่ในระดับ Gaming ที่ดี ด้วยการผลิตที่ 7 นาโนเมตร ทั้งชิปประมวลผลและการ์ดจอ ส่งผลให้แรงขึ้นแต่ร้อนน้อย ร้อนสุดๆ แต่ 60 องศาเซลเซียสเท่านั้น !!! ที่สามารถดูได้จากผลการทดสอบเล่นเกมที่ลื่นไหลทั้งเกมออนไลน์หรือออฟไลน์ อีกทั้งยังได้แรมมาตรฐานเป็น Bus 3200MHz ที่ขนาด 16GB ซึ่งก็เป็นส่วนช่วยเรื่องของประสิทธิภาพที่สำคัญทีเดียว พร้อมได้ที่เก็บข้อมูล SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 1TB ที่ใหญ่โตกว่ารุ่นราคาใกล้เคียงกัน นอกจากนี้ที่ได้การเชื่อมต่อไร้สายอย่าง Wi-Fi 6 AX + Bluetooth 5.1

MSI Bravo 15

โดย MSI Bravo 15 ปี 2021 เหมาะกับคนที่ต้องการ Gaming Notebook หน้าจอ 15.6″ IPS 144Hz ที่ให้ความคุ้มค่าต่อประสิทธิภาพ ในช่วงงบประมาณ 30,000 บาท ซึ่งมีให้เลือกทั้ง Ryzen 5 5600H และ Ryzen 7 5800H (แนะนำว่าเป็นไปได้เลือกรุ่น Ryzen 7 ไปเลย) อย่างไรก็ตามมีข้อสังเกตเล็กน้อยเรื่องขอบเขตสีสันที่อยู่ในระดับกลางๆ และรุ่นที่ได้แรม 8GB ก็ควรจะอัพเกรดมาเป็น 16GB ทันที เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการใช้งาน อีกทั้งพอร์ตการเชื่อมต่อยังให้มาเป็น USB 2.0 Type-A มาอยู่ 1 พอร์ต และกรณีถ้าเทียบกับ MSI Bravo 15 รุ่นก่อน จะมีน้ำหนักตัวเครื่องที่มากกว่าประมาณ 300 กรัม

MSI Bravo 15

ข้อดี MSI Bravo 15

  • ดีไซน์การออกแบบถูกใจเกมเมอร์ยุคใหม่ ตามสไตล์ของ MSI Gaming แนวเรียบหรูดูล้ำ
  • หน้าจอ 15.6″ เล็กกระชับกว่าเดิมเทียบ 14″ พกพาสะดวก งานประกอบแน่นวัสดุดี
  • สเปคแรงด้วยชิปประมวลผล Ryzen 7 5800H และการ์ดจอแยก Radeon RX 5500M
  • ได้แรมมาขนาด 8GB – 16GB และ SSD M.2 ความจุ 512GB – 1TB ใช้งานได้ลื่นไหล
  • ประสิทธิภาพต่อราคาจัดว่าคุ้มค่า แม้จะได้การ์ดจอแยกรุ่นก่อน
  • มีซอฟต์แวร์ MSI Center ที่ใช้ได้จริง มาช่วยปรับแต่ง ให้สนุกยิ่งขึ้น
  • ระบบระบายความร้อน Cooler Boost 5 มีประสิทธิภาพดีเยี่ยม
  • แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานกว่า 7 ชั่วโมง
  • มี Windows 10 Home ใช้งานได้ทันที
  • ประกัน 2 ปี ส่งศูนย์ MSI ตามมาตรฐาน

ข้อสังเกต MSI Bravo 15

  • การ์ดจอแยกยังเป็นไม่ใช่รุ่นล่าสุดอย่าง Radeon RX 6000M Series
  • ค่าขอบเขตสีหน้าจอ sRGB อยู่ในระดับกลางๆ
  • ไม่สามารถอัพเกรด HDD / SSD 2.5″ SATA 3 ได้
  • ยังมีพอร์ต USB 2.0 Type-A มาอยู่ 1 พอร์ต

Specification

สำหรับชิปประมวลผล AMD Ryzen 5000 Series รหัส H เน้นประสิทธิภาพจากทาง AMD ที่แรงขึ้นเป็นเท่าตัว จากเทคโนโลยีการผลิตชิป CPU ที่ 7 นาโนเมตร จับคู่มากับการ์ดจอแยก AMD Radeon RX5500M ซึ่งได้เทคโนโลยี 7 นาโนเมตรรุ่นแรกของโลก แน่นอนว่าสเปกนี้ทำให้เราเล่นเกมได้แรงลื่น โดยรุ่นที่เราได้เป็นหน่วยความจำขนาด 16GB DDR4 Bus 3200 MHz และที่เก็บข้อมูลเป็นแบบ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 1TB มี Windows 10 Home ใช้งานได้ทันที ประกันเป็นแบบ 2 ปี ตามมาตรฐานของ MSI

MSI Bravo 15

รายละเอียดของชิปประมวลผล AMD Ryzen 7 5800H เป็น CPU ที่ทำงานแบบ 8 คอร์ 16 เธรด มีความเร็วอยู่ที่ 3.20 – 4.40 GHz โดดเด่นด้วยสถปัตยกรรม Cezanne แต่ใหม่การ์ดจอ Radeon RX5500M ที่เป็น RDNA ส่งผลให้ได้ประสิทธิภาพการทำงานที่ดียิ่ง พร้อมด้วยความร้อนที่น้อยลงไปอีก และประหยัดแบตเตอรี่มากกว่าเดิมด้วย เรียกได้ว่ามีความน่าสนใจจริงๆ สำหรับการมาของ AMD Ryzen รุ่นใหม่ตระกูล 5000 H Series จะมาใน MSI Bravo 15 ก่อน ส่วน MSI Bravo 17 คาดว่าจะตามภายหลัง และจะมีรุ่นที่ได้การ์ดจอ RX6000M Series ตามมอีกที

MSI Bravo 15

เป็นหน้าจอขนาด 15.6″ Full HD พาเนล IPS มี Refesh Rate ที่ 144 Hz แน่นอนว่ารองรับเทคโนโลยี AMD FreeSync ให้ภาพลื่นไหลและไม่ฉีกขาด ลำโพง 2W x 2 ทำงานร่วมกับซอฟแวร์ของ Nahimic เวอร์ชั่น 3 ทำให้สามารถขับเสียงได้ดียิ่งกว่าเดิม พร้อมด้วยกล้องเว็บแคม HD (720p) และมีไมค์ดิจิตอล 2 ตัว ส่วนการเชื่อมต่อก็มีมาอย่างครบถ้วน ทั้ง HDMI, 2 x USB 3.2 Type-A, 1 x USB 3.2 Type-C, 1 x USB 2.0 Type-A Kensington lock slot, LAN RJ-45, HDMI, รูหูฟังกับไมค์ 3.5 มิลลิเมตร พร้อมยังรองรับมาตรฐานการเชื่อมต่อไร้สายอย่าง Intel Wi-Fi 6 AX200(2*2 ax) + Bluetooth 5.1

MSI Bravo 15 B5DD-016TH ราคา 30,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : AMD Ryzen 5 5600H (6C/12T & 3.30 – 4.20GHz)
  • GPU : AMD Radeon 7 + Radeon RX 5500M (4GB GDDR6)
  • RAM : 8GB DDR4 Bus 3200MHz
  • DISPLAY: 15.6″ Full HD IPS 144Hz
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 512GB
  • OS : Windows 10 Home
  • Warranty : 2 Years Carry-in Regional (1 Year for Battery and Adapter)

MSI Bravo 15 B5DD-015TH ราคา 33,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : AMD Ryzen 7 5800H (8C/16T & 3.20 – 4.40GHz)
  • GPU : AMD Radeon 8 + Radeon RX 5500M (4GB GDDR6)
  • RAM : 8GB DDR4 Bus 3200MHz
  • DISPLAY: 15.6″ Full HD IPS 144Hz
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 512GB
  • OS : Windows 10 Home
  • Warranty : 2 Years Carry-in Regional (1 Year for Battery and Adapter)

MSI Bravo 15 B5DD-014TH ราคา 36,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : AMD Ryzen 7 5800H (8C/16T & 3.20 – 4.40GHz)
  • GPU : AMD Radeon 8 + Radeon RX 5500M (4GB GDDR6)
  • RAM : 16GB DDR4 Bus 3200MHz
  • DISPLAY: 15.6″ Full HD IPS 144Hz
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 1TB
  • OS : Windows 10 Home
  • Warranty : 2 Years Carry-in Regional (1 Year for Battery and Adapter)

แถมฟรี Loot Box No.077 เกมมิ่งเซ็ตด้านในกล่องประกอบไปด้วยThunderbird Gaming headset มูลค่า 1,500 บาท,Thunderbird Gaming Mousepad มูลค่า 400 บาท,Thunderbird PVC Keychain มูลค่า 600 บาท

**ของแถมมีจำนวนจำกัด บริษัทขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดและเงื่อนไขโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า**

Hardware / Design

การออกแบบเอง MSI Bravo 15 ต้องบอกว่ามีลักษณะรูปทรงใกล้เคียงกับ MSI Pulse GL66 / MSI Katana GF66 ทั้งในส่วนของดีไซน์ภายนอกภายใน ชัดเจนด้วยโลโก้ฝาหลังด้วยนกธันเดอร์เบิร์ดสยายปีกสีเงินแบบนู้นต่ำ สวยงามดุดันตามสไตล์ของ Gaming Notebook ที่บรรดาเกมเมอร์ชื่นชอบกัน โดยใช้เป็นโทนสีดำตลอดทั้งตัวเครื่องตัดกับคีย์บอร์ดสีแดง ซึ่งต้องยอมรับว่าโดยรวมนั้นดีอยู่แล้ว มีน้ำหนักที่ใกล้เคียงกับ MSI Pulse GL66 / MSI Katana GF66 ที่เบาเพียง 2.3 กิโลกรัม อีกทั้งตัวเครื่องก็มีความบางสุดที่ 27.5 มิลลิเมตรด้วย ซึ่งถ้าเทียบกับรุ่นก่อนอย่าง MSI Bravo 15 รุ่นก่อน มีความหนักและหนากว่า 

MSI Bravo 15

แกนฝาพับแข็งแรงพัฒนาขึ้นกว่าเดิมจากรุ่นก่อนพร้อมกางได้เกือบๆ 180 องศา  พร้อมกันนั้นในส่วนของขอบตัวเครื่องคีย์บอร์ดด้านในทั้งด้านซ้ายขวาและด้านหน้าจะมีการทำเส้นสายอีกด้วย ซึ่งขอบด้านหน้าเป็นพลาสติกมีการเว้นพื้นที่เว้าเอาไว้ให้เปิดฝาหน้าจอได้ง่าย และที่พักมือและเนื้องานรอบแป้นพิมม์ใช้วัสดุเป็นพลาสติกสัมผัสดีกว่าทั่วไป ปุ่มเปิดปิดของตัวเครื่องได้ติดตั้งอยู่มุมซ้ายของคีย์บอร์ดดีไซน์ได้เรียบเนียนไปกับตัวเครื่องเป็นอย่างดี ส่วนคีย์บอร์ดจะเป็นไซต์มาตรฐานคือมี Numpad แป้นตัวเลข แต่ปุ่มกดจะเล็กกว่าปกติเล็กน้อย นอกจากนี้คีย์บอร์ดยังมีไฟสีแดง สามารถเปิดปิดได้ 3 ระดับ

MSI Bravo 15

วัสดุเป็นพลาสติกเกรดสูงตลอดทั้งตัวเครื่อง พร้อมใช้ลวดลาย Cutting Edge ส่วนภายนอกและภายใน แนวตั้งเรียบง่ายตามสไตล์ของ Gaming Notebook แบรนด์ MSI หลายๆ รุ่น นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีระบบระบายความร้อนแบบพิเศษ Cooler Boost 5 แบบใหม่ ที่มาพร้อม 2 พัดลมขนาดใหญ่ ฮีทไปป์ 6 เส้นดีไซน์แบน เย็นเฉียบหายห่วงไปเลย พร้อมกับทำการเซาะร่องระบายอากาศหลายตำแหน่งด้วยกัน ลำโพงก็อยู่ที่ด้านล่าง 2 ตัวทำให้ตัวเครื่องสามารถกระจายเสียงได้ดี การแกะอัพเกรดบอกเลยว่าทำได้ไม่ยาก แต่ต้องแกะน็อตออกหมดทุกตัวแล้วค่อยใช้บัตรแข็งๆ แงะที่ละส่วนอย่างระมัดระวังเท่านั้นเอง

MSI Bravo 15

เรียกได้ว่า MSI Bravo 15 ตัวนี้ยังคงรักษามาตรฐาน Gaming Notebook จากแบรนด์ MSI ได้อย่างสมบูรณ์แบบ สัมผัสได้ถึงความเป็น Gaming Notebook สายพันธุ์ AMD ทั้งชิปประมวลและการ์ดจอ ที่แตกต่างจากรุ่นอื่นๆ ที่ไม่ใช้สเปก AMD อย่างเดียว ด้วยดีไซน์การออกแบบที่ดูดีแบบเรียบง่าย ที่ไม่ใช่แค่เครื่องแรงอย่างเดียวแต่ในประสบการณ์ใช้งานก็ดีเยี่ยมด้วย มีความบางเบากว่า Gaming Notebook รุ่นอื่นๆ ที่สเปกใกล้เคียงกัน ทำให้พกพาไปไหนได้สะดวก อย่างตามร้านกาแฟ หรือที่ทำงาน มหาวิทยาลัย เป็นต้น เรียกได้ว่าเล่นเกมก็ดีพกพาก็สะดวก

MSI Bravo 15

MSI Bravo 15 โดดเด่นด้วยสเปกชิปประมวลผล AMD Ryzen 7 5800H รุ่นใหม่ ได้การ์ดจอ AMD Radeon RX5500M ที่ตอบสนองการทำงาน หรือการเล่นเกมออนไลน์ออฟไลน์อย่างเต็มประสิทธิภาพ การันตีสเปกภายในได้จากสติ๊กเกอร์ที่ติดมาที่ตัวเครื่อง พร้อมด้วยซอฟท์แวร์ MSI Center รุ่นใหม่ล่าสุด ที่สามารถปรับการตั้งค่าต่างๆ ได้อย่างง่ายดายและรวดเร็วเพื่อเสริมประสิทธิภาพในการเล่นเกมให้มากยิ่งขึ้น พร้อมการใช้งานแบตเตอรี่ที่ยาวนานกว่า Gaming Notebook หลายๆ รุ่น พร้อมระบายความร้อนที่ยอดเยี่ยมเหนือชี้นกว่าชัดเจน 

MSI Bravo 15 2021 Review 20
MSI Bravo 15 2021 Review 48
MSI Bravo 15 2021 Review 51
MSI Bravo 15 2021 Review 59
MSI Bravo 15 2021 Review 56
MSI Bravo 15 2021 Review 64

Keyboard / Touchpad

คีย์บอร์ดของ MSI Bravo 15 งมีการติดตั้งคีย์บอร์ด Full Size โดยมีการติดตั้ง Numpad แป้นตัวเลขด้วย ที่แม้ไม่ใช่ของ SteelSeries ที่หลายๆ รุ่นเลือกใช้ แต่ก็ยังสามารถให้ประสบการณ์ใช้งานที่ดี ทั้งฟิลลิ่งแรงกด ที่กดได้ลึก 1.7 มม. อัตราการตอบสนองของแป้นพิมพ์ และการใช้ปุ่มหลายๆ ปุ่มพร้อมกัน ซึ่งทำได้แม่นยำไม่แพ้เกมมิ่งคีย์บอร์ดแบบแยกมาตรฐานทั่วไป มาพร้อมไฟ LED สีแดงแบบ Single Backlight ปรับความสว่างได้ 3 ระดับ ดีไซน์ Silver Lining Print ที่สวยเสริมความสวยงามให้ไฟสีแดงสว่างน่าใช้มากยิ่งขึ้น

MSI Bravo 15

โดยรุ่นนี้ยังมาพร้อมกับ Gamers Hotkey อย่างปุ่มเร่งพัดลมให้ทำงานเต็มที่ Cooler Boots เพื่อช่วยระบายความร้อน และปุ่มเรียกใช้ Crosshair ไว้สำหรับช่วยเล็กเป้าในเกมต่างๆ ที่เป็น FPS ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งของปุ่มทิศทาง พร้อมมีปุ่ม Fn + F7 ใช้ปรับโหมดการใช้งานต่างๆ และอีกมากมายในส่วนของแถวบนสุดคีย์บอร์ด ในส่วนของทัชแพดให้ดีไซน์โดดเด่นคล้ายเป้าเล็งยิงในเกม ปุ่มแบบซ่อนปุ่มคลิกซ้ายคลิกขวาทำให้ดูเป็นเนื้อเดียวกัน โดยปุ่มกดไม่แข็งไม่นิ่มเกินไป ผิวสัมผัสของทัชแพดเป็นแบบด้านๆ การใช้งานอยู่ในเกณฑ์ปกติทั่วไป 

MSI Bravo 15 2021 Review 22
MSI Bravo 15 2021 Review 23
MSI Bravo 15 2021 Review 27

Screen / Speaker

หน้าจอ MSI Bravo 15 นั้น มีขนาด 15.6″ ผิวจอแบบ Anti-Glare ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล Full HD พาเนล IPS คุณภาพดี  มีมุมมองกว้างทำให้แสดงผลภาพออกมาได้อย่างสวยงามคมชัด ลดปัญหาเรื่องแสงสะท้อนจากแสงไฟรอบๆ ตัวได้อย่างดีเยี่ยม ซึ่งแสงสว่างของหน้าจอสามารถสู้แสงจ้าจากภายนอกได้ในระดับหนึ่ง ได้ Refresh Rate ที่ 144Hz ที่ลื่นไหลกว่า 60 Hz พร้อมด้วยเทคโนโลยี AMD FreeSync ทำให้ภาพลื่นไหลมีอาการฉีกขาด แถมขอบจอบาง Thin Bezel เพร้อมติดตั้ง Webcam และไมโครโฟนได้ที่ขอบจอด้านบนปกติ

MSI Bravo 15

การทดสอบประสิทธิภาพหน้าจอของ MSI Bravo 15 เป็นโน๊ตบุ๊คเล่นเกมที่ใช้หน้าจอพาเนล IPS ทางทีมงานเลยถือโอกาสทดสอบหน้าจอแบบละเอียดๆ ด้วยเครื่องมือที่เป็นทั้งซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์อย่าง Spyder5Elite พร้อมทั้งคาลิเบรทหน้าจอให้สีสันมีความตรงความเป็นจริงมากที่สุด ซึ่งเมื่อคาลิเบรตแล้วเราก็เลือกโปรไฟล์ที่เราได้คาลิเบรทเอาไว้ ผลที่ได้หลังจากที่คาลิเบรทก็คือคอนทราสต์มีการไล่โทนที่กว้างขึ้น รวมไปถึงมีสีสันและอุณหภูมิสีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน จากโทนเย็นกลายเป็นโทนอุ่น

MSI Bravo 15 2021 Review 15
MSI Bravo 15 2021 Review 17
MSI Bravo 15 2021 Review 18

โดยให้ขอบเขตความกว้างของสีสันเทียบเท่ากับมาตรฐาน sRGB ที่ 64% / Adobe RGB ที่ 48% / DCI P3 ที่ 48% เรียกได้ว่าให้ประสิทธิภาพเรื่องของสีสัน ความเที่ยงตรงของสีอยู่ในระดับกลางๆ (ระดับที่ดีต้อง sRGB 90% + ) ความสว่างหน้าจอสูงสุดอยู่ที่เกือบๆ 250 cd/m2 ซึ่งจัดได้ว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานปกติไม่ได้สว่างมาก คือเพียงพอต่อการใช้งานทั่วๆ ไปแน่นอน โดยถ้าจะเอาไปทำภาพกราฟิกหรือตกแต่งภาพพอได้เลย แต่ถ้าในระดับมืออาชีพต้องระวังนิดนึงควรคาลิเบรทก่อน

s1 2
s2 2
s3 2

ต่อกันที่วัดความสว่างของหน้าจอตามตำแหน่งต่างๆ โดยแบ่งเป็น 9 ช่อง เทียบจากช่องกลางที่ปกติแล้วจะให้ความสว่างที่มากที่สุด ที่จะเห็นได้ว่าช่องตรงมุมซ้ายบนมีค่า 0% ก็คือแสดงความสว่างได้เต็มที่ แต่สำหรับช่องล่างมุมขวา จะมีแสงสว่างลดลงไปที่ 15% ในการทดสอบก็เพื่อให้เราใช้งานอย่างระมัดระวังสำหรับคนที่บังเอิญจำเป็นต้องใช้งานภาพถ่าย หรืองานกราฟิกอื่นๆ ปิดท้ายด้วยคะแนน 3.5 เมื่อทดสอบด้านการแสดงผลต่างๆ ทั้งหมดแล้ว ผ่านทางอุปกรณ์ Spyder5Elite

nahimic

ลำโพงของตัวเครื่องใช้เป็นแบบสเตอริโอแยกเสียงซ้ายขวาได้ชัดเจนดี มีระบบเสียง Nahimic 3 by SteelSeries  ทำให้มีเสียงดังฟังชัด มีน้ำหนัก ปรับแต่งได้หลากหลาย ถือว่าเอามาเล่นเกมฟังเพลงได้ดีในระดับหนึ่งตามสไลต์เสียงจากลำโพงโน๊ตบุ๊ค ช่องลำโพงถูกออกแบบให้อยู่ที่ด้านล่างตัวเครื่อง ช่วยให้ตัวเครื่องสามารถกระจายเสียงให้มีมิติ แยกเสียงซ้ายขวาให้ชัดเจนได้มากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังรองรับการจำลองเสียง 3 มิติกรณีเชื่อมต่อหูฟังด้วย โดยรวมแล้วเลือกลำโพงถือว่าทำได้ดีตามมาตรฐาน

MSI Bravo 15 2021 Review 46
MSI Bravo 15 2021 Review 47
MSI Bravo 15 2021 Review 45

Connector / Thin And Weight

MSI Bravo 15 เป็น Gaming Notebook ขนาดหน้าจอ 15.6″ ให้การเชื่อมต่อมาอย่างครบถ้วน รองรับทุกการใช้งานในยุคปัจจุบันโดยพอร์ตต่าง ๆ ถูกติดตั้งไว้ทั้งทางด้านซ้ายและขวาของตัวเครื่อง ไม่ว่าจะเป็น USB 3.2 Type-A จำนวน 2 ช่อง ที่ให้มาอย่างจัดเต็มรองรับการเชื่อมต่อที่เพียงพอ นอกเหนือจากนั้นยังมี RJ45, HDMI, USB 3.2 Type-C, และ Audio 3.5mm Mic&Headphone แบบ Combo อย่างไรก็ตามยังมีในส่วนของ USB 2.0 Type-A อีก 1 ช่อง แน่นอนว่ามีช่องต่อไฟอแดปเตอร์ พร้อมยังรองรับการเชื่อมต่อไร้สายอย่าง Bluetooth 5.1 และ Intel Wi-Fi 6 AX200(2*2 ax) ที่เป็นมาตรฐานใหม่ล่าสุด

MSI Bravo 15

มิติของตัวเครื่องโดยรวมเน้นการออกแบบให้มีความบางเบากว่า Gaming Notebook ยุคก่อนๆ โดยยังคงประสิทธิภาพตามแบบฉบับโน๊ตบุ๊คเพื่อการเล่นเกมเป็นหลักโดยมีขนาดความมิติต่าง ๆ ที่ ดูพยายามให้เล็กกระชับที่สุด น้ำหนักที่ 2.3 กิโลกรัมเท่านั้น ซึ่งรวมอแดปเตอร์ขนาด 150 Watt แล้วจะหนักประมาณ 2.7 กิโลกรัม สามารถพกพาได้อย่างสะดวก ซึ่งกระเป๋าเองก็ใช้ตามมาตรฐานของหน้าจอ 15.6″ ได้เลย อย่างไรก็ตามถ้าหนุ่มแบกไปทำงานตามออฟฟิศหรือไปมหาวิทยาลัยก็พอได้อยู่ เพราะอยู่ในเกณฑ์ที่ไม่ได้หนักจนเกินไป (ยังไม่รวมของอื่นๆ นะ)

Inside / Upgrade

การแกะงัดอัพเกรดเครื่อง MSI Bravo 15 สามารถแกะด้วยตนเองได้ แต่ต้องมีความระมัดระวัง เพราะมีสลักค่อนข้างเยอะ ซึ่งต้องไขน็อตทุกตัวออกที่มองเห็น รวมไปถึงเจาะทะลุที่ติดสติ๊กเกอร์สีขาวของ MSI ไปได้เลย แล้วใช้บัตรแข็งค่อยๆ แงะจากด้านหลังตรง เมื่อแกะออกมาแล้วก็จะเห็นฮาร์ดแวร์หลายๆ ถูกออกแบบจัดระเบียบได้ค่อนข้างดีเลยทีเดียว โดดเด่นด้วยระบบ Cooler Boots 5 พร้อมติดตั้งพัดลมระบายความร้อน 2 ตัว ฮีทไปป์ 6 เส้น ช่องระบายความร้อน 3 ช่อง ด้านหลังกับด้านข้าง

MSI Bravo 15

เมื่อแกะออกมาแล้วนั้นจะเห็นในส่วนของฮาร์ดแวร์ที่ติดตั้งมาแล้วเป็นที่เก็บข้อมูล SSD M.2 NVMe PCIe ที่ความจุ 1TB จำนวน 1 ตัว สำหรับหน่วยความจำแรมนั้นติดตั้งมาเลยที่ขนาด 16GB DDR4 Bus 3200 MHz แบบ 8GB x 2 แถว ทำงาน Dual Channel ซึ่งรองรับการใช้งานได้อย่างลื่นไหล ซึ่งจะเป็นสเปกอื่นๆ แนะนำให้อัพเกรดจาก 8GB เป็น 16GB ด้วย เพื่อให้ใช้งานได้ดีที่สุด โดย MSI Notebook สามารถแกะอัปเกรดได้ไม่หลุดประกัน แต่จะไม่รับผิดชอบอุปกรณ์ที่ใส่เพิ่ม

Performance / Software

MSI Bravo 15 เครื่องนี้เป็นสเปกขายจริง ด้วยชิปประมวลผลตัวแรงยอดนิยมในตลาดของ Gaming Notebook ของ AMD อย่าง Ryzen 7 5800H เน้นนำไปใช้งานหนักๆ มากกว่า Ryzen 4000H ด้วยสถาปัตยกรรม Zen 3 โค้ดเนม Cezanne มาพร้อมกับเทคโนโลยีการผลิตที่ 7 nm ความเร็ว 3.20 – 4.40 GHz แบบ 8 Core/ 16 Thread ร้อนน้อยกว่า ได้ L3 Cache ที่ 16MB มีค่าอัตราการใช้พลังงานสูงสุด (TDP) ที่ 45W

ที่ต้องบอกว่าสร้างมาตรฐานประสิทธิภาพที่มากกว่าชิปประมวลผลรุ่นก่อนๆ มากยิ่งขึ้นไปอีก แรงเพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไปมากๆ หรือถ้างานที่ต้องประมวลผลจริงจังรวมไปถึงเล่นเกมเป็นหลัก ก็รองรับได้อย่างสบายๆ และดีที่สุดแน่นอน เรียกได้ว่าแรงกว่าชิปประมวลผลที่เป็น AMD Ryzen 4000H อย่าง Ryzen 7 4800H แน่นอน พร้อมได้แรมขนาด 16GB DDR4 Bus 3200MHz (8GB x 2) ใช้งานได้ทันที

c1 2.   c2 2

ผสานกับการ์ดจอออนบอร์ดรุ่นใหม่อย่าง AMD Radeon 7 มีความเร็วในการทำงานที่ 1600MHz มาตรฐานแรม DDR4 ขนาด 512MB ให้พลังในการประมวลผลที่ดีในระดับหนึ่ง อย่างในเรื่องของกราฟิก 2 มิตินั้นก็รองรับได้อย่างสบายๆ หรือถ้าเป็น 3 มิติ ก็ต้องบอกว่ารองรับการทำงานได้ในระดับเบื้องต้นเท่านั้น แต่เอาเข้าจริงๆ ก็สนับสนุนการเล่นเกมได้ในระดับนึงเหมือนกัน ซึ่งโดดเด่นจริงๆ จะเป็นเรื่องของการประหยัดพลังงานเมื่อใช้งานเบาๆ

ที่สำคัญคือมีการติดตั้งการ์ดจอแยกระดับ Gaming เริ่มต้นเป็น AMD Radeon RX 5500M (4GB GDDR6) ที่ให้ประสิทธิภาพความแรงเทียบเท่ากับระหว่างการ์ดจอคู่แข่งอย่าง NVIDIA GeForce GTX 1650 / GTX 1650 Ti / GTX 1660 Ti รองระบการเล่นเกม 3 มิติที่ลื่นไหลในทุกๆ บนโลก ซึ่งจุดเด่นของ AMD นอกจากความแรงและความร้อนที่น้อยกว่าเพราะใช้สถาปัตยกรรม RDNA ที่ 7 nm จัดว่าเป็น Gaming Notebook รุ่นที่สองของ MSI ที่ใช้การ์ดจอรุ่นนี้ด้วย

g2 2.   g1 2

สำหรับโปรแกรมทดสอบ CINEBENCH 15 / CINEBENCH 20 ที่เน้นในเรื่องของพลังชิปประมวลผล AMD Ryzen 7 5800H คะแนนก็อยู่ในระดับสูงมากๆ อย่างน่าประทับใจสมกับเป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดจาก Ryzen 5000H เปรียบเทียบกับชิปประมวลผล AMD Ryzen 7 4800H ก็ทำได้ดีกว่าแบบชัดเจนทีเดียว รวมไปถึงตัวการ์ดจอแยก Radeon RX5500M เองก็มีประสิทธิภาพสูงเช่นเดิม เรียกได้ว่าตอบโจทย์ในส่วนของงานประมวลผลหนักๆ ได้อย่างสบายๆ รวดเร็วทันใจแบบสุดๆ สมกับเป็นชิปประมวลผลตัวบนในรุ่นใช้งานเต็มกำลัง และการ์ดจอระดับบนสุด ที่เน้นการทำงาน 3D เป็นหลัก

cine15 3.   cine20 2

ตัวเก็บข้อมูลของเครื่องที่เลือกใช้ SSD ที่กลายเป็นมาตรฐานของ Gaming Notebook ไปแล้ว โดยทำคะแนนออกมาได้อย่างรวดเร็วเป็นที่น่าพอใจบนขนาดความจุ 512GB แบบ M.2 NVMe PCIe ยิ่งเมื่อนำไปใช้เทียบกับฮาร์ดดิสก์แบบจานหมุนแล้วละก็จะเห็นถึงประสิทธิภาพทั้งในด้านการทดสอบและในด้านการใช้งานจริงที่แตกต่างกันอย่างเห็นเห็นได้ชัด เรียกได้ว่าเปิดอะไรปุ๊บก็ติดปั๊บ ที่ต้องบอกว่าความเร็วระดับการอ่านที่ราวๆ 2060 MB/s และเขียนที่ 1861 MB/s ที่เร็วกว่ารุ่นก่อนๆ แต่ก็ถือว่าดีกว่ามาตรฐาน SATA 3 แบบเดิมๆ แล้ว

ssd 3

การทดสอบประสิทธิภาพกับโปรแกรม PCMark 10 Advance ซึ่งสามารถทำคะแนนการทดสอบรวมได้มากถึง 6,160 คะแนน ถือได้ว่าในส่วนของการใช้งานทั่วไปโดยรวมนั้นสอบผ่านแบบสบายๆ ทั้งในส่วนของการเล่นเว็บไซต์ งานเอกสาร งานตกแต่งรูปภาพ รวมถึงงานตัดต่อวิดีโอ และจากการที่เป็น Gaming Notebook สเปกใหม่ล่าสุดจากชิปประมวลผล AMD Ryzen 7 4800H มีการ์ดจอแยกระดับ Gaming อย่าง Radeon RX5500M ทำให้มีคะแนนพุ่งกว่าโน๊ตบุ๊คปีก่อนๆ มากพอตัว อีกทั้งตัวรีวิวนี้ใส่แรมไป 16GB แล้วด้วย

pc10 2

สำหรับคะแนนและเฟรมเรมในการเล่นเกมจากการทดสอบด้วยโปรแกรม 3D Mark จากทาง Futuremark ที่พัฒนาและคิดค้นจากบริษัท AMD, Intel, Microsoft, NVIDIA ในส่วนของ Time Spy ทำออกมาน่าสนใจมากๆ ด้วยคะแนนรวม 4,197 และประมวลผลคาดการณ์เกม Apex Legends ปรับสุด Full HD ได้ 70+ FPS เน้นเรื่อง DirectX 12 เป็นตัวช่วยขับเคลื่อนเพื่อมาเสริมข้อบกพร่องทางด้านการทำงานต่างๆ ของการ์ดจอเป็นหลัก ซึ่งผลทดสอบนั้นจะดูว่าแต่ละการ์ดจอนั้นสามารถทำงานได้ดีระดับไหน ซึ่งจากคะแนนนี้ก็ต้องยอมรับว่าน้อยกว่าพวก RTX 3050 แน่นอน

3d 2

สำหรับคะแนนและเฟรมเรมในการเล่นเกมทำออกมาน่าสนใจมากๆ โดยเฉลี่ยของเฟรมเรท (FPS) จากทั้ง 7 เกมที่ได้ทดสอบมีค่าเฟรมเรทเฉลี่ยที่เพียงพอในทุกๆ เกม ขึ้นอยู่กับการปรับกราฟิกเป็นหลัก ประกอบไปด้วย Resident Evil 8 / GTA V / Battlefield V ที่เป็นเกมออฟไลน์ที่กินทรัพยกร รวมไปถึงเกมออนไลน์หนักๆ อย่าง SCUM และยอดนิยมอย่าง PUBG / DOTA 2 / APEC Legends ซึ่งตรงนี้ก็สามารถชี้วัดความสามารถในการเล่นเกมที่กราฟิกละเอียดๆ และภาพสวยๆ ได้ลื่นไหลเป็นอย่างดีเลย

ทดสอบเกมทุกเกมที่ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซลตาม Native ของหน้าจอ โดยกราฟิกปรับระดับสูงสุดทั้งหมด !!! จากกราฟตามภาพ ที่ต้องบอกว่าเฟรมเรทที่ออกมานั้นมีความลื่นไหล กับการตอบสนองความต้องการเล่นเกม ซึ่งถ้าอยากให้เฟรมเรทลื่นไหลกว่านี้ก็สามารถเลือกปรับกราฟิกระดับกลางๆ ก็ได้ โดยในส่วนของ RE 8 ซึ่งเป็นเกมออกใหม่ล่าสุด เราปรับกราฟิกในเกมเป็น MAX ที่ใช้แรมการ์ดจอไปกว่า 12GB ซึ่งเกินกว่าตัวการ์ดจอที่ 4GB แต่ก็ยังทำเฟรมเรทได้ลื่นไหลน่าเหลือเชื่อจริงๆ

game test 3

ต่อกันที่เกมออนไลน์อย่าง SCUM ที่ปรับสุดหมดให้ด้วยเช่นกัน จะเห็นว่าเฟรมเรทเฉลี่ยที่ออกมานั้นได้ค่อนข้างน้อย ซึ่งในการเล่นเกมจริงๆ แนะนำปรับกราฟิกกลางๆ น่าจะลื่นไหลกว่า ต่อกันที่ DOTA 2 ผลที่ได้ออกมาก็คือสามารถขับเฟรมเรทได้เพียงพอกับการเล่น แม้กระทั่งฉากตะลุมบอนกันก็ไม่มีอาการช้าหรือหน่วงเลย แต่สำหรับ PUBG และ APEX ก็ต้องยอมรับว่าปรับกราฟิกลงมาอีกหน่อยน่าจะลื่นไหลที่ 60 เฟรม + น่าจะเหมาะสมในการเล่นเกมมากกว่า 

m3

และด้วยหน้าจอพาเนล IPS แบบ 144Hz พร้อม สนับสนุน AMD FreeSync ทำให้ภาพลื่นไหลกว่าปกติและไม่ฉีกขาด ทำให้เกม FPS ที่เคลื่อนไหวเร็วๆ เวลาที่เราปรับให้ปล่อยเฟรมเรทสูงๆ แบบสุดๆ หมดปัญหาภาพฉีก หรือภาพกระตุกไปเลย แต่นั่นก็ต้องอยู่กับตัวเกมด้วยว่าขับเฟรมเรทได้แค่ไหน ถ้าเกมกินสเปกหนักๆ 144Hz อาจไม่เห็นผลมากนักกับความลื่นไหล อาจจะปรับกราฟิกต่ำลงมาเท่าที่เราพอใจ หรือเอาจริงๆ สำหรับเกมสไตล์ MOBA แค่ 60 FPS นิ่งๆ ก็เอาอยู่แล้ว

m1

MSI CENTER เวอร์ชั่นล่าสุด เป็นโปรแกรมสำเร็จรูปที่ออกแบบและพัฒนาโดย MSI ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ต่อยอดมาจากรุ่นก่อนหน้า ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์ Utility จุดเด่นคือใช้งานสะดวกและสามารถช่วยเหลือ และ จัดการการปรับแต่งตั้งค่า MSI Notebook ได้อย่างลงตัว ถือว่าเป็นอีกหนึ่งไฮไลน์ของทาง MSI ก็ว่าได้ ซึ่งแบ่งเป็นหมวดหมู่ต่างๆ เพื่อให้ง่ายต่อการใช้งาน โดยหน้าเมนูต่างๆ แบ่งตามลักษณะการใช้งานที่ชัดเจน รวมไปถึงการอัพเดทซอฟต์แวร์ต่างๆ ก็สามารถจัดการได้ง่ายยิ่งกว่าเดิมอีกด้วย

m2

Battery / Heat / Noise

แบตเตอรี่ที่ติดตั้งมาให้ใน MSI Bravo 15 เครื่องนี้เป็นแบบฝังตามปกติ ที่ความจุ 4800 mAh  ส่วนของการทดสอบระยะเวลาใช้งานของแบตเตอรี่โดยตั้งค่าความสว่างหน้าจอและเสียงให้ระดับกลางๆ แล้วเล่นเว็บสลับกับดู Youtube แล้ว โปรแกรม BatteryMon แจ้งระยะเวลาใช้งานต่อเนื่องในเงื่อนไขดังกล่าวราวๆ 7:30 ชั่วโมงโดยประมาณ เรียกได้ว่าน่าประทับใจทีเดียวกับการที่ Gaming Notebook จอ 15.6″ ใช้งานแบตเตอรี่ได้ยาวนานขนาดนี้

batt 2

เครื่องนี้ที่ให้ฮีทไปป์มาทั้งหมด 6 เส้น ระบบระบายความร้อน Cooler Boost 5 แบบใหม่ได้พัดลม 2 ตัว ช่องระบายความร้อน 3 ช่อง เรียกได้ว่าเป็นโน๊ตบุ๊คอีกรุ่นที่มีการระบายความร้อนได้ดี เมื่อใช้งานแบบปกติจะอยู่ที่ประมาณ 40 องศาเซลเซียส ภายในห้องปรับอากาศอุณหภูมิประมาณ 25 องศาเซลเซียส จากนั้นทำการทดสอบเบิร์นให้ CPU + GPU ทำงาน 100% โดยได้ทำการเล่นเกมหนักๆ เป็นเวลานานๆ ซึ่งได้เปิดโหมดเร่งรอบพัดลมสูงสุดไว้ ด้วยการทดสอบโปรแกรม Benchmark และเล่นเกม 3 มิติต่อเนื่อง เพื่อทำให้ความร้อนสูงสุดที่เกิดขึ้นนั้นถือว่าทำได้ดีเยี่ยมเลย

temp

เห็นได้ว่าอุณหภูมิสูงสุดของชิปประมวลผลอยู่ที่ไม่เกิน 96 องศาเซลเซียส ที่สามารถควบคุมได้เป็นอย่างดีตามมาตรฐาน ในการทำงานก็ปกติดีทุกอย่าง ส่วนที่เป็นการ์ดจอจะอยู่ที่ไม่เกิน 60 องศาเซลเซียสเท่านั้น (ดูผ่านทาง GPU-Z และ Afterburner) นับว่ามีความเย็นมากๆ ส่วนเสียงพัดลมก็ดังขึ้นมาเล็กน้อย จากการที่เปิดโหมด Ultimate Performance ทำให้พัดลมหมุนรอบเร็วสุดเมื่อทำงานหนักๆ อย่างไรก็ตามไม่ถือว่ารบกวนอะไรมากมายสำหรับคนที่เล่นเกมอยู่แล้ว โดยรวมแล้วมีการจัดการอุณหภูมิได้ดีเยี่ยม แต่ก็เข้าใจยังไม่ใช่การ์ดจอรุ่นใหม่ด้วย 

gt

Conclusion / Award

MSI Bravo 15 เป็น Gaming Notebook ปี 2021 ที่น่าสนใจมากๆ อีกหนึ่งรุ่น จากการที่ได้สเปคสุดแรง AMD Ryzen 5000H รุ่นล่าสุด ซึ่งมีตัวเลือกทั้ง Ryzen 5 5600H และ Ryzen 7 5800H แต่การ์ดจอแยกยังเป็นรุ่นเดิมอย่าง AMD Radeon RX5500M เรียกได้ว่าเข้าคู่กันเป็นอย่างดี (แต่ถ้าได้รุ่นใหม่จะดีกว่านี้อีก) ดีขึ้นทั้งประสิทธิภาพ ร้อนน้อยลง และแบตยาวนานขึ้น ในเครื่องเดียว โดยได้แรมมาเป็นขนาด 16GB DDR4 Bus 3200MHz และได้ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 1TB ที่แรงและลื่นไหล ในราคาเริ่มต้นเพียง 36,990 บาทเท่านั้น สำหรับสเปกที่เราได้นำมาทดสอบ 

MSI Bravo 15

ดีไซน์ตัวเครื่อง MSI Bravo 15 รุ่นปี 2021 เป็นแนวคิดแบบใหม่ วัสดุเป็นพลาสติกเกรดพรีเมียมสีดำพร้อมโลโก้ Thunderbird ที่ถูกปรับปรุงใหม่ให้มีความดุดัน ส่วนคีย์บอร์ดมีรูปแนวที่เปลี่ยนไป ทำให้พิมพ์สัมผัสได้ถนัดมือยิ่งขึ้นไปอีกนั่นเองที่สำคัญเหนือกว่า Gaming Notebook หน้าจอ 15.6″ ทั่วไปด้วยแบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานกว่า 7 ชั่วโมง ในการทดสอบจริงๆ เหมาะสำหรับนักเรียน นักศึกษาที่ต้องการโน๊ตบุ๊คไว้ใช้ทำงานหรือเล่นเกม ดีไซน์สวยแตกต่าง ในราคาคุ้มค่า เมื่อเทียบกับประสิทธิภาพจากการที่ชิปประมวลผล Ryzen 5000H และสเปกอื่นๆ ที่ครบถ้วน ไม่ต้องอัพเกรดแล้วสำหรับตัวท็อป 

MSI Bravo 15

ส่วนการระบายความร้อนตัวเครื่องเป็นแบบ Cooler Boost 5 ฮีทไปป์ 6 เส้นขนาดใหญ่แบบใหม่ ช่องระบายความร้อน 3 ช่อง พัดลม 2 ตัว ก็ต้องบอกว่าเพียงพอที่จะเอาอยู่สำหรับสเปกนี้ โดยชิปประมวลผลไม่ร้อนจนเกินไป รวมไปถึงการ์ดจอแยกก็เย็นมากๆ ส่วนตัวคิดว่าเย็นไปด้วยซ้ำ (เป็นเพราะการ์ดจอแยกน่าจะติดตั้งรุ่นบนๆ รุ่นใหม่ๆ กว่านี้ได้อีก) ซึ่งจากผลทดสอบให้ประสิทธิภาพในการเล่นเกมที่ลื่นไหลน่าประทับใจ เพราะได้หน้าจอ IPS 144Hz ด้วย ให้ความลื่นไหลกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไป แต่ขอบเขตสีอยู่ในระดับกลางๆ ที่เพียงพอกับการใช้งานทั่วไปหรือเล่นเกม 

MSI Bravo 15

ส่วนพอร์ตเชื่อมต่อก็มีมาให้ครบครันหายห่วงทั้ง USB 3.2 Type-C, USB 3.2 Type-A, RJ45, HDMI, รูหูฟังกับไมค์แบบแยกออกจากกัน แต่น่าเสียดายที่ยังมี USB 2.0 Type-A มาให้อยู่ โดยราคาจัดว่าไม่แพงเมื่อเทียบกับสเปกและประสิทธิภาพ พร้อมประกัน 2 ปีเต็ม ถ้าสนใจ Gaming Notebook หน้าจอ 15.6″ สเปกใช้งานลื่นๆ ฟีเจอร์ครบๆ ในงบ 30,990 – 36,990 บาท สามารถจัดได้เลย (จากโปรลดแล้วเหลือ 28,990 – 34,990) เพื่อนๆ ท่านไหนที่อยากทราบข้อมูลเพิ่มเติมสามารถสอบถามไปที่ MSI Gaming Shop หรือร้านจำหน่ายโน๊ตบุ๊คชั้นนำทั่วประเทศกันได้เลย

Award

โดยในครั้งนี้จะเป็นการเปรียบเทียบการให้รางวัลกับเครื่องในกลุ่มของโน๊ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 15.6 นิ้วด้วยกัน ซึ่ง MSI Bravo 15 ก็ได้รางวัลต่างๆ ดังนี้

Best Value

การมาของ MSI Bravo 15 ถือว่าเป็นโน๊ตบุ๊คสเปก AMD Ryzen 5000H ราคาประมาณ 3x,xxx บาท ที่เน้นเล่นเกม ที่คุ้มค่าที่สุดรุ่นหนึ่ง ด้วยราคาขาย 30,000 บาทต้นๆ ที่มาพร้อมแยกการ์ดจอก็เป็น Gaming อย่าง Radeon RX Series รวมถึงสเปกอื่นๆ ก็พร้อมใช้งานทันที เหมาะกับการใช้งานทั่วไป หรือเน้นประสิทธิภาพ แน่นอนว่าเล่นเกมเป็นหลักด้วย อีกทั้งแบตเตอรี่ก็สามารถใช้งานได้ยาวนานกว่า 7 ชั่วโมง ทำให้พกพาไปใช้งานนอกสถานที่ก็สะดวก ให้ความคุ้มค่าต่อราคามากๆ (ยิ่งราคาลดแล้วยิ่งน่าซื้อ) จึงมอบรางวัล Best Value ไปให้เลยอย่างไม่ต้องสงสัย

award new value

Best Performance

ชิปประมวลผลเป็น AMD Ryzen 5 5600H / 7 5800H รุ่นใหม่ประสิทธิภาพสูง พร้อมกราฟฟิการ์ดตัวบนอย่าง AMD Radeon RX 5500M ทรงพลังด้วยเทคโนโลยี 7 นาโนเมตรที่ล้ำกว่า โดยมีที่เก็บข้อมูลรองรับการติดตั้ง SSD แบบ M.2 NVMe PCIe Gen 3 โดยตามสเปกได้ติดตั้งมาแล้วที่ 512GB – 1TB ในส่วนของแรมเองมีมาให้ 8GB – 16GBแบบ DDR4 Bus 3200 MHz (8GB x 1, 8GB x 2) แน่นอนว่าถ้าให้ดีควรอัพเกรดเป็น 16GB เพื่อความลื่นไหลที่สุด รองรับการทำงานต่างๆ พร้อมๆ กันได้หลายๆ งาน รวมถึงเล่นเกมได้อย่างลื่นไหล

award new performance 

 

from:https://notebookspec.com/web/604366-review-msi-bravo-15-ryzen-5000h-rx5500

รีวิวใช้จริงเลเซอร์รักษา ผมร่วง ผมบาง HairMax นาน 6 เดือน ผมหนาขึ้นจริง

รีวิวใช้จริงเลเซอร์รักษา ผมร่วง ผมบาง HairMax นาน 6 เดื […] More

from:https://www.iphonemod.net/hairmax-laserband-82-review-after-6-months.html