คลังเก็บป้ายกำกับ: REVIEW

Review แท่นชาร์จจอย PS5 – DualSense Charging Station

ในที่สุด เครื่องเกมรุ่นใหม่จากค่ายที่คุ้นเคยอย่าง Sony PlayStation 5 เครื่องศูนย์ไทยล็อตแรกก็ได้ส่งถึงมือลูกค้าในไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากเปิดจองผ่านหน้าเว็บไซต์ Sony เอง และเว็บของร้านตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการไปเมื่อช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา ซึ่งหนึ่งในอุปกรณ์เสริมที่ได้รับความสนใจ และถูกจองหมดเป็นชิ้นแรก ๆ เลยก็คือ แท่นชาร์จจอย PS5 ที่ชื่อว่า DualSense Charging Station ในราคาศูนย์ไทยที่ 1,090 บาท ซึ่งผมเองก็ไปร่วมลุ้นตอน 11 โมงเช้าเหมือนกัน และได้สั่งจองไปพร้อมกับตัวเครื่อง PS5 รุ่นมีช่องอ่านแผ่น Ultra HD Blu-ray ด้วย เลยจะขอหยิบเอาอุปกรณ์เสริมชิ้นนี้มารีวิวให้ชมกันก่อนจะพบกับรีวิวเครื่อง PS5 ครับ

DualSense Charging Station แท่นชาร์จจอย PS5

ซึ่งอุปกรณ์จำพวกแท่นชาร์จจอยแบบนี้ เอาจริง ๆ ก็ไม่ได้เป็นอุปกรณ์ที่ต้องซื้อมาเพื่อใช้ในการเล่นเกม PS5 เรียกว่าจะไม่มีก็ได้ แต่ถ้ามี มันก็ช่วยเพิ่มความสะดวกในการใช้งานยิ่งขึ้น รวมถึงยังใช้เป็นอุปกรณ์ตกแต่งบริเวณชั้นวางทีวี ชั้นวางเครื่องเกมได้เป็นอย่างดีอีกด้วย เพราะแทนที่หลังจากเล่นเกมเสร็จ จะต้องเอาจอยไปต่อสายเพื่อชาร์จแบต ก็เพียงแค่เอาจอย PS5 มาวางบนแท่นชาร์จก็จบเลย แถมทำให้พื้นที่บนโต๊ะหรือชั้นวางดูเรียบร้อยอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณมีจอย 2 อัน

Review PlayStation 5 DualSense Charging Station NotebookSPEC 01

แท่นชาร์จจอย PS5 DualSense Charging Station ของแท้ จะมาในกล่องสีขาว มีรูปตัวแท่นจากมุมบน พร้อมชื่อ และมีสัญลักษณ์ทั้ง 4 ตัวจาก 4 ปุ่มหลักเป็นลายจาง ๆ ตรงพื้นหลัง โดยตอนนี้ก็มีของเทียบจากแบรนด์อื่นมาให้เลือกอยู่บ้างเหมือนกันครับ ซึ่งส่วนใหญ่จะราคาย่อมเยากว่าของ Sony เอง แต่บางรุ่นจะใช้การจ่ายไฟผ่านช่อง USB-C เท่ากับว่าผู้ใช้ก็ต้องเอาสายมาเสียบกับตัวเครื่อง PS5 หรือหาอะแดปเตอร์จ่ายไฟมาใช้ต่างหากอีก

ต่างจากของ Sony เองที่จะให้อะแดปเตอร์แยกมาเลยอีกชิ้นหนึ่ง เอาไปเสียบปลั๊กไฟบ้านตรงได้เลย

Review PlayStation 5 DualSense Charging Station NotebookSPEC 02

ที่ตัวกล่องก็จะมีฉลากระบุชัดเจนว่าเป็นของศูนย์ไทย ส่วนด้านหลังจะมีฟีเจอร์เด่น ๆ ที่บอกไว้ก็คือ สามารถชาร์จจอย PS5 ได้ 2 จอยพร้อมกัน / ใช้ได้โดยไม่เปลืองพอร์ต USB ของตัวเครื่อง และก็ดีไซน์ที่เป็นแบบ click-in สามารถวางจอยลงไป และดึงออกจากแท่นได้ง่ายมาก

Review PlayStation 5 DualSense Charging Station NotebookSPEC 03

อุปกรณ์ภายในกล่องก็จะใส่มาในกล่องกระดาษลูกฟูกแข็งอีกชั้นหนึ่ง โดยมี

  • ตัว DualSense Charging Station
  • สายไฟ AC
  • อะแดปเตอร์แปลงไฟหัวกลม
  • คู่มือการใช้งาน (มีภาษาไทยมาให้ด้วย)

Review PlayStation 5 DualSense Charging Station NotebookSPEC 04

สำหรับอะแดปเตอร์ที่ให้มาในกล่อง จะรองรับการเสียบใช้งานกับไฟบ้านตั้งแต่ 100-240V เท่ากับสามารถซื้อจากประเทศไหนมาใช้ก็ได้ (นำไปใช้กับไฟประเทศไหน ๆ ก็ได้เช่นกัน) และสามารถจ่ายไฟได้สูงสุดที่ 14.3W (5.1V 2.8A)

Review PlayStation 5 DualSense Charging Station NotebookSPEC 05

ตัวแท่นชาร์จจอย PS5 – DualSense Charging Station เองทำมาจากพลาสติกเน้นสีขาวตัดกับสีดำ ซึ่งเป็นสีธีมสำหรับเครื่อง PS5 เลย โดยตัวช่องสำหรับวางจอยลงมานั้นจะมีลักษณะโค้งเว้าไปทางด้านหลัง

Review PlayStation 5 DualSense Charging Station NotebookSPEC 06

ด้านหน้าก็เป็นหน้าพลาสติกสีดำล้วน ๆ ไม่มีจอ ไม่มีไฟแสดงสถานะ

สังเกตได้ว่าตัวแท่นจะยกจากพื้นขึ้นมาเล็กน้อยด้วย ทำให้ส่วนที่แตะพื้นมีแต่เพียงแผ่นสีขาว ซึ่งก็ทำออกมาได้มั่นคงดี

Review PlayStation 5 DualSense Charging Station NotebookSPEC 07

ด้านหลังมีโลโก้ Sony พร้อมกับจะเห็นช่องสำหรับเสียบสายจากอะแดปเตอร์เข้ามา

Review PlayStation 5 DualSense Charging Station NotebookSPEC 08

ด้านบนก็จะแบ่งออกเป็น 2 ช่องสำหรับชาร์จ 2 จอยพร้อมกัน ตัวขั้วสำหรับชาร์จก็จะมีขั้วทองเหลือง 4 แถบ ตรงกับขั้วที่จอย PS5 พอดี

Review PlayStation 5 DualSense Charging Station NotebookSPEC 10

ส่วนด้านล่าง จะเห็นว่าตรงแถบสีขาวที่สัมผัสกับพื้น จะมีแถบยางเป็นแนวยาวด้วย เพื่อช่วยให้สามารถเกาะตัวบนพื้นผิวได้ดีขึ้น และก็ตรงปลายสุดของส่วนด้านกว้าง จะมีช่องเสียบสายชาร์จจากอะแดปเตอร์ด้วย ซึ่งหัวชาร์จจะเป็นแบบตัว L ทำให้สามารถเสียบสายแบบเข้ามุมได้พอดิบพอดี

Review PlayStation 5 DualSense Charging Station NotebookSPEC 11

ในการวางจอยลงไปบน DualSense Charging Station ก็ให้วางลงไปตรง ๆ เลย เพราะเดี๋ยวมันจะปรับองศาการวางตามรูปทรงของตัวแท่นเอง โดยเมื่อวางได้จุดสัมผัสแล้ว จะมีเสียงคลิกเบา ๆ ขึ้นมา เป็นอันจบ

Review PlayStation 5 DualSense Charging Station NotebookSPEC 12

ถามว่าสามารถนำจอย PS4 มาใช้กับแท่นชาร์จจอย PS5 ได้มั้ย ตอบเลยว่าไม่ได้ครับ เพราะขั้วต่อสำหรับการจ่ายไฟนั้นเป็นคนละแบบกัน แต่ก็สามารถเอามาวางไว้ในลักษณะของการเป็นที่เก็บจอย PS4 ได้อยู่

และถ้าสังเกตดี ๆ จะเห็นว่าตรงก้านมือจับของจอย PS5 จะดูป่องกว่าจอย PS4 ด้วย ซึ่งส่วนตัวผมคิดว่าทั้งสองรุ่นมีข้อดีต่างกันนิดนึงครับ อย่างจอย PS5 ผมรู้สึกว่ามันจับได้เต็มมือกว่า คล้ายกับจอย Xbox One ในขณะที่จอย PS4 จะให้ความรู้สึกที่กระชับมือกว่า ด้วยความที่ขนาดมันเล็กกว่ากันนิดหน่อย ค่อนข้างเหมาะกับมือของผู้ใช้งานชาวเอเชียกว่า

Review PlayStation 5 DualSense Charging Station NotebookSPEC 14

การใช้งาน DualSense Charging Station ก็สุดแสนจะง่ายครับ คือเพียงแค่เสียบสายไฟเข้ากับช่องของแท่นชาร์จ แล้วก็เอาจอยมาวาง ซึ่งถ้ามีการชาร์จไฟเข้า แถบไฟ LED ตรงข้าง ๆ ทัชแพดก็จะเรืองแสงสีส้มขึ้นมาเป็นระยะ ๆ คล้ายกับจังหวะการหายใจ ส่วนถ้าชาร์จเต็มแล้ว ไฟก็จะดับ

โดยในคู่มือของตัว DualSense Charging Station นั้นระบุไว้ว่า หากชาร์จจอยจากระดับแบตเตอรี่ 0% จนเต็ม จะใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง ซึ่งแบตเตอรี่ของตัวจอยนั้นให้มาที่ 1560 mAh

 

สรุปรีวิวแท่นชาร์จจอย PS5 – DualSense Charging Station

Review PlayStation 5 DualSense Charging Station NotebookSPEC 16

แท่นชาร์จจอย PS5 – DualSense Charging Station นับเป็นหนึ่งในอุปกรณ์เสริมที่ผมมองว่า ถ้ามี มันจะช่วยเพิ่มความสะดวกในการใช้งานได้จริง ๆ ทั้งในแง่ของฟังก์ชันหลักของตัวแท่นเองคือ สามารถชาร์จจอยได้ 2 อันพร้อมกัน โดยไม่ต้องเสียบสาย USB-C สองเส้น หรือสลับกันชาร์จให้วุ่นวาย รวมถึงยังช่วยให้การจัดพื้นที่ชั้นวางทีวี ชั้นวางเครื่องเกมทำได้ง่าย และดูเป็นระเบียบมากยิ่งขึ้นด้วย แต่ไม่ได้ถึงขั้นเป็นอุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้

ซึ่งตัว DualSense Charging Station มันจะตอบโจทย์มาก ๆ ถ้าคุณมีไลฟ์สไตล์ในแบบดังต่อไปนี้

  • เล่นเกม 2 คนพร้อมกัน
  • เล่นเกมคนเดียวแบบมาราธอน จนต้องซื้ออีกจอยมาคอยสลับกันเล่น เวลาจอยอีกอันแบตหมด
  • ต้องการจัดพื้นที่ของชั้นวางทีวี ชั้นวางเครื่องเกมให้ดูโปร่ง สะอาดตา

แต่ทั้งนี้ ถ้าหากต้องการแท่นชาร์จจอย PS5 ในราคาที่ย่อมเยากว่า ตอนนี้ก็เริ่มมีของเทียบจากแบรนด์อื่นมาให้เลือกซื้อบ้างแล้วครับ ส่วนใหญ่จะราคาหลักร้อยเท่านั้น ซึ่งรูปทรง และลักษณะในการใช้งานก็อาจจะแตกต่างกันไปบ้าง แต่ถ้าคุณต้องการ DualSense Charging Station ของแท้จาก Sony ในราคากลาง 1,090 บาท ตอนนี้ (เขียนเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ 63) ก็อาจจะต้องรออีกซักพักหนึ่งจนกว่าสินค้าล็อตต่อไปจะทยอยเข้ามาครับ ซึ่งยังไม่มีการประกาศชัดเจนว่าจะมีมาเมื่อไหร่ เพราะถ้าไปซื้อต่อจากคนที่ซื้อล็อตแรกมา ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นราคาบวกขึ้นไปอีกพอสมควรเลย

ส่วนพวกอุปกรณ์เสริมอื่น ๆ ที่ได้รับการเปิดตัวมาพร้อมกับเครื่อง PlayStation 5 ก็มีตามในหน้าเว็บ Sony เลยครับ

from:https://notebookspec.com/web/575223-review-dualsense-charging-station-ps5

Review – พัดลม PS5 แบบติดหลังเครื่อง ในราคาหลักร้อย ดีจริงมั้ย?

สำหรับตัวเครื่อง PlayStation 5 (PS5) นั้น นอกจากอุปกรณ์เสริมจากทาง Sony เอง เช่น แท่นชาร์จจอย DualSense รวมถึงพวกรีโมท และอุปกรณ์อื่น ๆ แล้ว ก็จะมีอุปกรณ์เสริมจากผู้ผลิตอื่นมาให้เลือกใช้งานด้วย หนึ่งในกลุ่มที่น่าจะมีคนสนใจเยอะก็คือพวกอุปกรณ์ช่วยระบายความร้อน เพื่อการเล่นเกมที่ราบรื่นที่สุด ซึ่งผมก็ไปเจอพัดลม PS5 ตัวนี้เข้าในราคาหลักร้อย เลยสั่งมาลองใช้กับ PS5 เครื่องจริงที่มีอยู่ เพื่อทดสอบดูว่าจะช่วยลดความร้อนได้จริงหรือเปล่า มาดูกันในรีวิวเลยครับ

รีวิว พัดลม PS5

สำหรับพัดลม PS5 ตัวนี้ จะเรียกว่าเป็นแบรนด์รองก็คงไม่ผิดนัก ไม่ได้เป็นผลิตภัณฑ์จากแบรนด์หลักที่อยู่ในตลาดอุปกรณ์เสริมของเครื่องเกมคอนโซล ส่วนราคาที่ผมเจอจะอยู่ที่ 590 บาทครับ สั่งซื้อมาจากแพลตฟอร์มออนไลน์ในไทยนี่แหละ

Review PS5 Fan NotebookSPEC 07

กล่องก็เป็นโทนสีขาว-ฟ้า กระดาษไม่แข็งมากนัก มีภาพประกอบชัดเจนว่าใช้แบบประกบกับด้านหลังของเครื่อง PS5 พร้อมกับมีลูกศรสีฟ้าที่แสดงว่าเป็นทิศทางลมเย็นเข้าสู่ตัวเครื่อง ซึ่งเป็นการอธิบายคุณสมบัติของพัดลมอันนี้ได้เป็นอย่างดีว่าเป็นพัดลมที่ช่วยดูดลมเข้าช่องด้านหลังเครื่อง เพื่อให้ลมเข้าไปถ่ายเทความร้อนออกจากฮีตซิงค์ภายในอีกที แล้วเป่าออกช่องด้านบน

แต่ที่จริงแล้ว…ช่องด้านหลังเครื่อง PS5 มันมีไว้ใช้ระบายลมร้อนออกมานะ

Review PS5 Fan NotebookSPEC 09

ด้านหลังกล่องก็มีบอกไว้ด้วยว่าสามารถใช้ได้กับเครื่อง PS5 ทั้งรุ่นดิจิตอล และรุ่นที่มีช่องใส่แผ่น UHD Blu-ray

สเปคที่น่าสนใจของพัดลม PS5 อันนี้ก็ได้แก่

  • มีพัดลม 3 ตัว 4000RPM แบ่งเป็น 2 ขนาด
    • ขนาด 40×40 มม. 1 ตัว
    • ขนาด 30×30 มม. 2 ตัว
  • ใช้ไฟเข้า 5V

Review PS5 Fan NotebookSPEC 10

ตัวชุดพัดลมก็จะเป็นแบบสีดำ มีเจาะช่องของพัดลมทั้ง 3 ตัวไว้เรียบร้อย ส่วนตรงด้านกว้างจะมีสวิตช์เปิด/ปิด, ไฟ LED และก็ช่อง USB-A มาให้ 1 ช่อง

ส่วนวัสดุก็จะเป็นพลาสติกธรรมดาเลย ความแข็งแรงอยู่ในระดับปานกลาง

Review PS5 Fan NotebookSPEC 11

สวิตช์ก็จะมีแค่เปิดกับปิดพัดลมเท่านั้น ไม่สามารถปรับความเร็วรอบพัดลมได้

Review PS5 Fan NotebookSPEC 13

พลิกมาด้านหลัง จะมี USB อยู่ตรงตำแหน่งที่จะประกบเข้ากับพอร์ต USB พอร์ตบนที่อยู่ด้านหลังเครื่องพอดี

Review PS5 Fan NotebookSPEC 14

ในขณะที่อีกฝั่งจะมีเพียงแง่งสำหรับเกี่ยวกับช่องลมเข้าเท่านั้นครับ เพื่อทำให้สามารถประกบได้สนิทกับตัวเครื่องยิ่งขึ้น

Review PS5 Fan NotebookSPEC 15

หน้าตาของตัวพัดลมที่ประกบเข้าไปกับหลังเครื่อง PS5 เรียบร้อยแล้ว ดูค่อนข้างลงตัวเลยทีเดียวครับ ส่วนที่เว้าก็เป็นไปตามการออกแบบตัวเครื่องเป๊ะเลย

Review PS5 Fan NotebookSPEC 17

Review PS5 Fan NotebookSPEC 16

ตรงพื้นที่พอร์ต USB พอร์ตล่าง สามารถเสียบสายอุปกรณ์ USB ได้สบายครับ

Review PS5 Fan NotebookSPEC 24

เมื่อเปิดเครื่อง PS5 ขึ้นมา แล้วเปิดสวิตช์ที่พัดลม ไฟ LED สีน้ำเงินจะติดขึ้นมา พร้อมกับเสียงพัดลมที่ดังมาก เนื่องจากเป็นพัดลมตัวเล็ก 4000 รอบต่อนาทีถึง 3 ตัว (เทียบกับพัดลมติดเคสเครื่องเดสก์ท็อป ส่วนใหญ่จะไม่เกิน 2000 รอบต่อนาที)

นอกจากนี้ผมได้ลองเอา external SSD ที่ใช้เป็น extended storage ไว้ลงเกม PS4 อยู่ มาลองต่อที่พอร์ต USB ของตัวพัดลมก็พบว่าไม่สามารถใช้งานได้ครับ ตัวเครื่องมองไม่เห็นอุปกรณ์เลย ต้องไปเสียบที่พอร์ตล่างที่ว่างอยู่แทน

Review PS5 Fan NotebookSPEC 19

Review PS5 Fan NotebookSPEC 18

ทีนี้พอลองเอาอุปกรณ์วัดไฟผ่านพอร์ต USB มาเสียบคั่นระหว่างตัวเครื่องกับพัดลมดู พบว่ามันจ่ายไฟมาเพียง 5V 0.35A เท่านั้น จึงไม่ค่อยแปลกใจที่ไม่สามารถนำ extended storage มาต่อใช้งานกับพอร์ต USB บนตัวพัดลมเสริมชิ้นนี้ได้ อาจจะเหมาะสำหรับใช้ชาร์จจอย DualSense มากกว่า

ต่อไปจะเป็นการทดสอบอุณหภูมิเทียบกันระหว่างตอนที่ไม่ได้ใช้ และก็ตอนระหว่างใช้งาน โดยทดสอบในอุณหภูมิห้องประมาณ​ 28 องศาเซลเซียส ไม่ได้เปิดแอร์ ระหว่างกำลังเล่นเกม Astro’s Playroom อยู่

Review PS5 Fan NotebookSPEC 02

Review PS5 Fan NotebookSPEC 03

ตอนที่ไม่ได้ใช้งานพัดลม

  • อุณหภูมิช่องระบายด้านบน = 26-27 องศา
  • อุณหภูมิบริเวณพอร์ต HDMI = 46-48 องศา

Review PS5 Fan NotebookSPEC 05

Review PS5 Fan NotebookSPEC 04

ตอนที่ใช้งานพัดลม

  • อุณหภูมิช่องระบายด้านบน = 28-30 องศา
  • อุณหภูมิบริเวณพอร์ต HDMI = 50-53 องศา

 

สรุปรีวิวพัดลม PS5

Review PS5 Fan NotebookSPEC 26

ก็ได้ผลสรุปไปแล้วนะครับ กับพัดลมที่เป็นอุปกรณ์เสริมจาก 3rd party ชนิดติดตั้งเข้ากับด้านหลังเครื่อง PlayStation 5 ซึ่งรวม ๆ แล้วอาจจะบอกได้ว่าไม่ค่อยคุ้มกับการลงทุนซื้อมาใช้งานซักเท่าไหร่ เนื่องจาก

  • เสียงพัดลมดังมาก และไม่สามารถปรับความเร็วได้
  • ใช้แล้วเครื่องร้อนกว่าเดิม เนื่องจากทิศทางลมมันไม่ตรงกับตัวเครื่อง!!

ทั้งนี้ก็ยังมีจุดดีอยู่บ้าง คือการออกแบบที่ทำมาประกบคู่กับตัวเครื่องได้พอดี ติดตั้งเข้าไปแล้วค่อนข้างลงตัว

ส่วนถ้าคุณต้องการวิธีระบายความร้อนให้กับเครื่อง PS5 ได้ดี ๆ แนะนำว่าควรวางเครื่องในที่โปร่ง ระบายอากาศได้ดี โดยเฉพาะด้านหลังส่วนบน ที่ใช้ระบายความร้อนออกโดยตรง ด้านบนที่มีความร้อนบางส่วนไหลขึ้นไป กับด้านหน้าที่ใช้ดึงลมเข้ามาตามช่อง เพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้วครับ เพราะระบบระบายความร้อนของ PS5 รอบนี้ทำมาดีมาก ทั้งเย็นและเงียบไปพร้อมกันเลย ทางที่ดีสุดคือพยายามวางเครื่องในแนวตั้ง และไม่วางอยู่ในช่องของชั้นวางทีวี เพื่อการทำให้ทางเดินของลมนั้นโปร่งที่สุด

from:https://notebookspec.com/web/577987-review-ps5-fan

รีวิว HP SPECTRE x360 13 สเปก i7-1165G7 อีกหนึ่งสุดยอด 2-in-1 Notebook หรูหรา บางเบา พรีเมียม Windows 10 Pro ประกัน 3 ปี On-site

HP Spectre x360 13 จัดว่าเป็นหนึ่งในสุดยอด 2-in-1 Notebook แห่งปี 2021 โน๊ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 13.3″ รองรับการทัชสกรีน ที่มีความบางเบามากๆ โดยมาพร้อมชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 Tiger Lake ที่ไม่ใช่แค่แรงขึ้น แต่มี AI ช่วยทำงานในตัว CPU พร้อมการ์ดจอออนชิปตัวใหม่อย่าง Intel Iris Xe Graphics ที่ทำให้ประสิทธิภาพกราฟฟิกดียิ่งขึ้นกว่ารุ่นก่อนๆ ที่เคยมีมาทั้งหมด

ซึ่งนอกเหนือจากความบางเบาแล้ว ตัวเครื่องยังมีความพรีเมียมหรูหราสุดๆ ด้วยสีสัน Poseidon Blue ตกแต่งขอบโดยรอบด้วยสี Copper Luxe การออกแบบคำนึงถึงความสะดวกในการใช้งาน วัสดุอลูมิเนียมทั้งตัวเครื่องผ่านกระบวนการขึ้นรูป CNC ระดับสูง กับความบางที่ 14.7 มิลลิเมตร และเบาเพียง 1.3 กิโลกรัมเท่านั้น ตอบโจทย์สำหรับคนที่ต้องการโน๊ตบุ๊คที่ส่งเสริมภาพลักษณ์แบบสุดๆ

HP Spectre x360

สเปกชิปประมวลผล Intel Core i7-1165G7 ขับเคลื่อนด้วยแรมขนาด 16GB และที่เก็บข้อมูลความเร็วสูง SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 1TB หน้าจอแสดงผลขอบจอบางเฉียบขนาด 13.3″ พาเนล IPS ความละเอียด Full HD กระจกเป็น Corning Gorilla แข็งแรงทนทาน รองรับทัชสกรีน ได้เป็น Windows 10 Pro สนนราคา 55,900 บาท  พร้อมประกัน 3 ปี On-site Service เรียกได้ว่าเหมาะมากๆ สำหรับคนที่กำลังมองหาพรีเมียม 2-in-1 Notebookมีฟีเจอร์หลายๆ อย่างที่เหนือชั้นกว่ารุ่นอื่นๆ

VDO Review

Coming Soon

NBS Verdict

เรียกได้ว่าถ้าให้เทียบ HP Spectre x360 13 ก็ถือว่าเป็นตัวชนกับ 2-in-1 Notebook ระดับไฮเอนด์ของทุกแบรนด์โดยตรง ทั้งจากดีไซน์การออกแบบและสเปกด้านใน กับอะไรที่มากกว่านอกเหนือจากเป็นโน๊ตบุ๊คเพื่อไว้ใช้งานแล้ว ยังเป็นอุปกรณ์เครื่องใช้ที่สื่อถึงภาพลักษณ์ของเราอีกด้วย  แน่นอนว่ามีความบางเบาและพรีเมียมอย่างสุดๆ พร้อมได้ฟีเจอร์ความปลอดภัยอย่าง HP Sure View โดยเป็นเทคโนโลยีกันคนแอบมองจากด้านข้าง รูปแบบการทำงานก็คือ Privacy Screen กับคุณสมบัติลดมุมมองหน้าจอลง อีกทั้งมีฟีเจอร์ Webcam Kill เมื่อเรากดปุ่มใช้งาน ก็จะมีแผงกั้นตรงกล้องขึ้นมาทันที  

HP Spectre x360

โดยรวมแล้วนั้นถือว่า HP Spectre x360 13 ปี 2021 เป็น 2-in-1 Notebook ที่ดีมากๆ รุ่นหนึ่ง ดีไซน์บางเฉียบน้ำหนักเบาสุดๆ มาพร้อมกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งรองรับอนาคตได้อีกไกลแบบสบายๆ ด้วยสเปก Intel Core i Gen 11 ที่จัดว่าได้แพลตฟอร์ม Intel EVO ที่การันตีว่าได้ประสบการณ์ใช้งานที่เยี่ยมยอด ทั้งเรื่องของประสิทธิภาพ การตอบสนอง การพกพา และแบตเตอรี่ที่ยาวนาน รวมไปถึงได้ Windows 10 Pro เพื่องานระดับมืออาชีพที่ปรับแต่งได้มากกว่า และการประกันถึง 3 ปีแบบ On-site Service ซ่อมฟรีถึงบ้านด้วย

HP Spectre x360

ด้วยความที่เป็น 2-in-1 Notebook เน้นงานมืออาชีพหรือองค์กร ก็ทำให้สามารถใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ ไม่จะเป็น Notebook / Stand / Tent / Tablet พร้อมปากกาสไตลัส HP Active Pen รุ่นใหม่ชาร์จไฟแบบ USB-C ที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายขึ้นของคนยุคนี้ แม้ว่าดูราคาแล้วอาจจะสูงซักหน่อยถ้าเทียบกับสเปกที่ได้ แต่ก็เหมาะสำหรับคนที่ต้องการโน๊ตบุ๊คที่มีความสามารถที่หลากหลายแบบในหนึ่งเดียว พร้อมที่จะ Work, Play & Sharing ได้ในทุกที่ทุกเวลา ส่วนตัวถือว่าถ้างบไม่ใช่ปัญหา HP Spectre x360 น่าจัดมาใช้งานที่สุด

HP Spectre x360

จุดเด่น HP SPECTRE X360 13

  • เป็น 2-in-1 Notebook จอ 13.3″ มีความพรีเมียมบางเบาที่สุดรุ่นหนึ่งในตลาด พร้อมได้ Intel EVO
  • มีฟีเจอร์ความปลอดภัยอย่าง HP Sure View และ Webcam Kill ที่ใช้งานได้ง่ายใช้งานได้จริง
  • มีประสิทธิภาพโดยรวมที่ดี ด้วยชิปประมวลผล Core i7-1165G7 / RAM 16GB / SSD 1TB
  • หน้าจอเป็นกระจก Corning Gorilla Glass ที่ความละเอียด Full HD พาเนล IPS เกรดสูง
  • เปิดเครื่องหรือตื่นจากโหมด Sleep, Boot เครื่อง และเชื่อมต่อ Wi-Fi ได้อย่างรวดเร็ว
  • ดีไซน์การออกแบบสวยและงานประกอบมีความประณีต ดูหรูหราและโดดเด่น
  • ใช้วัสดุชั้นดีอย่างอลูมิเนียมทำให้ตัวเครื่องแข็งแรงทนทาน
  • เป็นโน๊ตบุ๊คที่มีคุณสมบัติ 2-in-1 Notebook ใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ
  • มีไฟ Backlit Keyboard สวยงาม รวมถึงใช้งานได้เป็นอย่างดี
  • มีช่องทางเชื่อมต่อความเร็วสูงรุ่นล่าสุดอย่าง Thunderbolt 4 จำนวน 2 พอร์ต
  • แม้จะบางเฉียบแต่ก็ยังติดตั้ง USB 3.2 มาตรฐาน Type-A มาให้อยู่ 1 พอร์ต
  • มีปากกาสไตลัส HP Active Pen รุ่นใหม่ ชาร์จผ่าน USB-C มาให้พร้อมใช้งาน
  • มีตัวแปลง USB 3.1 Type-C มาให้ในบันเดิลเลย รองับพอร์ตหลากหลาย
  • สแกนลายนิ้วมือ Fingerprint ไว้ใช้งานร่วมกับ Windows Hello เพื่อเข้าใช้งาน
  • รองรับการเชื่อมไร้สายอย่าง Intel Wi-Fi 6 AX 201 (2×2)
  • แบตเตอรี่สามารถใช้งานได้ยาวนานสุดถึง 12 ชั่วโมง 
  • มีซอฟต์เคสลักษณะเป็นซองหนังสุดหรู อแดปเตอร์ก็ดูดีกว่าทั่วไป
  • มาพร้อมระบบปฏิบัติการ Windows 10 Pro ลิขสิทธิ์ใช้งานได้ทันที
  • รับประกันอยู่ที่ 3 ปี พร้อมบริการ On-site Service และบริการอื่นๆ

ข้อสังเกต HP SPECTRE X360 13

  • ไม่สามารถอัพเกรดใดๆ ได้เลยในภายหลัง
  • ราคาค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับสเปกภายใน
  • ดีไซน์ภายนอกเหมือนกับรุ่นปีก่อน

Specification

HP Spectre x360 13 สเปก Intel Core i Gen 11 มีอยู่ 1 รุ่นในตอนนี้ กับสเปก Core i7-1165G7 ราคา 55,900 บาท ที่เป็นชิปประมวลผลสถาปัตยกรรม Tiger Lake เทคโนโลยีที่ 10 นาโนเมตร SuperFin ที่ล้ำหน้า เพิ่มเติมด้วย AI มาช่วยการประมวลผลให้ดียิ่งขึ้นในหลายๆ โปรแกรม ทำงานแบบ 4 คอร์ 8 เธร์ด มีความเร็วที่ 2.80 – 4.70 GHz ส่วนการ์ดจอเป็นออนชิปรุ่นใหม่ Iris Xe Graphics ที่แรงกว่าเดิม

แน่นอนว่ารองรับทุกๆ การทำงานได้ดีขึ้น ทั้งดูหนังฟังเพลง ใช้งานเอกสาร ใช้งานอินเตอร์เน็ต หรือทำงานหนักๆ รวมไปถึงเล่นเกมออนไลน์ก็ลื่นไหล ได้หน้าจอแสดงผลขนาด 13.3″ พาเนล IPS ความละเอียด Full HD ทัชสกรีนได้ รองรับการทัชสกรีนเต็มรูปแบบ โดยเป็นกระจก Corning Gorilla ให้ความทนทานอย่างที่สุด

HP Spectre x360

สเปกอื่นๆ ได้หน่วยความจำแรมขนาด 16GB DDR4 Bus 3200 MHz และที่เก็บข้อมูลเป็น SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 1TB ตัวเครื่องติดตั้งกล้อง Webcam ความคมชัดระดับ HD และไมโครโฟนแบบ Dual Microphone ไว้สำหรับแชท และวิดีโอคอลได้อย่างคมชัดลื่นไหล พร้อมสแกนลายนิ้วมือ Fingerprint ไว้ใช้งานร่วมกับ Windows Hello เพื่อเข้าใช้งาน

ที่สำคัญยังมีพอร์ตเชื่อมต่ออย่าง Thunderbolt 4 ที่ออกแบบมาพิเศษ จำนวน 2 พอร์ต เข้ากับตัวเครื่องสุดบางมาให้ด้วย แน่นอนว่ารองรับการเชื่อมไร้สายอย่าง Intel Wi-Fi 6 AX 201 (2×2) และ Bluetooth 5 ตัวเครื่องติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows 10 Pro และซอฟต์แวร์เอกสิทธิ์ของ HP

บันเดิลยังให้ปากกาสไตลัส HP Active Pen รุ่นล่าสุดที่เปลี่ยนไปจากการใส่ถ่าน AAAA เป็นแบบมีแบตเตอรี่ในตัว ชาร์จผ่านทาง USB-C ได้ รวมไปซอฟต์เคสหนังสุดหรูบันเดิล พร้อมด้วยอแดปเตอร์ตัวแปลงเป็น HDMI, USB Type-A, USB Type-C รวมไปพอร์ตชาร์จไฟก็โดนจับไปรวมกับ Thunderbolt 4 ด้วย

HP SPECTRE X360 13-aw2092TU ราคา 55,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i5-1135G7 (4C/8T : 2.80 – 4.70GHz)
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics 
  • RAM : 16GB DDR4 3200 MHz 
  • DISPLAY: 13.3″ Full HD IPS 60Hz Touch Screen
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 1TB
  • OS : Windows 10 Pro (64 Bit)
  • Warranty : 3 Years Onsite Service

Hardware / Design

การออกแบบ HP Spectre x360 13 ถือว่าเป็น 2-in-1 Notebook ตัวท็อปสุดในตลาดอีกหนึ่งรุ่น เพราะด้วยความบางตัวเครื่องระดับ 14.7 มิลลิเมตร กับน้ำหนักแค่ 1.3 กิโลกรัมเท่านั้น โดยตามรีวิวนี้มาพร้อมสี Poseidon Blue ตัดกับสี Copper Luxe ที่ดูแพงและหรูหรากว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไปแบบเห็นได้ชัด ซึ่งทุกรายละเอียดพร้อมสร้างความแตกต่าง จากทั้งวัสดุอลูมิเนียมที่มอบภาพลักษณ์ความหรูหราเหนือระดับ พร้อมขอบตัวเครื่องแบบมันวาว สะท้อนความงามที่แตกต่างในสองมิติ พร้อมแม่เหล็กที่ฝาหลังที่สามารถติด HP Active Pen ได้ด้วย 

HP Spectre x360

ถือได้ว่างานประกอบเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ HP รุ่นนี้ทำได้เป็นอย่างดีที่สุดในเรื่องของการออกแบบให้มีความบางแต่ยังคงมีความแข็งแรงอยู่ ที่ต้องบอกว่าเป็นอะไรที่ผู้ผลิตรายอื่นๆ นำไปทำตามได้ยาก รวมไปถึงบานพับโน๊ตบุ๊คแบบสองข้อ ก็เป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจจากรายละเอียดงานดีไซน์เฟอร์นิเจอร์ระดับไฮเอนด์ ที่พร้อมสะกดทุกสายตาด้วยบานพับดีไซน์เรียบหรูสะอาดตา ซึ่งบริเวณนั้นยังมีคำว่า Spectre ด้วย เพื่อเป็นการยืนยันถึงความพรีเมียม อีกทั้งฝาหลังก็เป็นโลโก้ HP ระดับสูง ที่ใช้กับซีรีส์ ENVY / Spectre เท่านั้น

HP Spectre x360

จากการที่ตัวเครื่องดีไซน์มุมตัดช่วยให้เปิดฝาพับง่ายขึ้นและสวยเด่นขึ้นแบบ Gem Cut Design เหลี่ยมหน้าตัดเลียนแบบการเจียระไนอัญมณี ส่งผลให้มีการติดตั้งปุ่ม Power (Wake Up / Sleep) ยังได้ถูกออกแบบเอาไว้ขอบตัวเครื่องด้านนอก อีกทั้งที่มุมเครื่องสำหรับการเชื่อมต่อ Thunderbolt 4/ USB-C ได้สะดวกขึ้น ดูแล้วอาจจะไม่คุ้นตาเหมือนกับ Ultrabook รุ่นอื่นๆ แต่เมื่อใช้งานจริงแล้วพบว่าสามารถใช้งานได้คล่องตัวและสะดวกมากๆ จากการที่มันเป็น 2-in-1 Notebook พับได้ 360 องศานั่นเอง

HP Spectre x360

ด้านล่างตัวเครื่องของ HP Spectre x360 13 จะเห็นว่ายางรองตัวเครื่องขนาดใหญ่ 2 เส้นยาวเพื่อยกตัวเครื่องให้สูงขึ้นและเวลาใช้งานจะแน่นหนากับพื้นที่วาง พร้อมช่องดูดลมเย็นขนาดใหญ่ สำหรับส่วนของน็อตก็เป็นแบบพิเศษ แน่นอนว่าตรงนี้จะมีโลโก้ Windows 10 นอกจากนี้ตรงส่วนขอบด้านหน้าที่ใช้ยกฝาจอเพื่อเปิดเครื่องใช้งานก็จะมีการทำเป็นเว้าร่องลงไปเพื่อช่วยในการเปิดเครื่องที่ง่ายขึ้น ยกระดับความปลอดภัยด้วยฟีเจอร์ Webcam Kill ปกป้องความเป็นส่วนตัวบนจอ และปุ่มปิด-เปิดกล้องเพิ่มความสะดวกในการใช้งาน

HP Spectre x360

ส่วนระบบระบายความร้อนก็ได้ติดตั้งอยู่ใต้หน้าจอ โดยบานพับเป็นแบบแกนเดียวขนาดใหญ่ที่แลดูแข็งแรงทนทานเข้ากับเครื่อง อาศัยระบบระบายความร้อนด้วยพัดลม 2 ตัว ที่นำพาความร้อนไปได้ดีกว่า นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ HP Sure View ที่เป็น Privacy Screen นี้กับคุณสมบัติลดมุมมองหน้าจอลง เพื่อไม่ให้คนอื่นมาส่องมาเผือกได้เวลาที่ใช้งานนอกสถานที่อีกด้วย โดยเราสามารถปิดเปิดได้ง่ายๆ เพียงกดปุ่ม F1 ที่คีย์บอร์ดเท่านั้น

HP Spectre x360

สรุปสำหรับตัวเครื่องและดีไซน์การออกแบบของ HP Spectre x360 13 รุ่นใหม่ล่าสุดปี 2021 นั้น เป็นการต่อยอดจากรุ่นปี 2020 แม้ว่าดีไซน์ภายนอกรวมๆ แล้วยังไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เพราะดูแล้ว HP ทำการบ้านมาเป็นอย่างดีกับ 2-in-1 Notebook เน้นความพรีเมียมและครบเครื่องที่สุดก็เลยเลือกใช้โมเดลนี้ไปอีกปี โดยภาพลักษณ์โดยรวมนั้นทำได้เป็นอย่างดีน่าประทับใจ ที่สำคัญคือมีฟีเจอร์ต่างๆ มากมาย อย่างที่หาไม่ได้ในโน๊ตบุ๊ครุ่นอื่นๆ แน่นอน

Keyboard / Touchpad

คีย์บอร์ดของ HP Spectre x360 13 ได้มีความแตกต่างจากคีย์บอร์ดโน๊ตบุ๊คบางเบารุ่นอื่นๆ เพราะเป็นคีย์บอร์ดลักษณะเป็นแบบสี่เหลี่ยมจตุรัสคล้ายหมากฝรั่ง ได้ไฟเรืองแสงสีขาว (Backlit Keyboard) ให้แสงสว่างในการทำงานที่มืดหรือแสงน้อย พร้อมตอบสนองได้ดีกว่าคีย์บอร์ดทั่วไปแบบรู้สึกได้แถมยังสวยงามหรูหราด้วยสีขาวที่ดูเข้ากับสีตัวเครื่องเป็นอย่างดี

ส่วน Layout คีย์บอร์ดยังคงเป็น 4 แถวขนาด Full Size ซึ่งในด้านการใช้งานในการพิมพ์ ก็ตอบสนองได้เป็นอย่างดีทั้งขนาดแป้นพิมพ์ที่รับกันนิ้วและช่องว่างระหว่างแป้นที่ทำให้มีความแม่นยำ นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์สแกนลายนิ้วมือแบบใหม่ที่เพียงแตะเท่านั้น คล้ายๆ ใช้งานพวกสมาร์ทโฟน ซึ่งถือว่าเป็นอะไรที่ใช้งานได้ง่ายและสะดวกมากๆ แน่นอนว่าฟังก์ชั่นอย่าง HP Sure View ติดตั้งไว้ที่ปุ่ม F1 

HP Spectre x360

ทัชแพดเป็นวัสดุกระจกแบบด้านมีขนาดที่ค่อนข้างใหญ่เมื่อเทียบกับขนาดตัวเครื่อง ส่วนดีไซน์นั้นก็ใช้เป็นแบบซ่อนปุ่มคลิกซ้ายขวา มองไปแล้วไม่เห็นปุ่มแยกออกมาเช่นเดียวกับโน๊ตบุ๊คปัจจุบันหลายๆ รุ่น การใช้งานจัดได้ว่าอยู่ในระดับที่ดีเยี่ยมมากๆ ตัวซอฟต์แวร์ควบคุมก็ช่วยจัดการได้ดี  ซึ่งจะช่วยให้เคอร์เซอร์ไม่เลื่อนไปจากตำแหน่งเก่าขณะกำลังพิมพ์ ถ้าผู้ใช้เผลอนำมือไปโดนทัชแพดเข้า

Screen / Speaker

หน้าจอขนาด 13.3″ ความละเอียด 1920 x 1080 (Full HD) ซึ่งถือได้ว่าคมชัดเป็นอย่างมาก ที่มีขอบบางเฉียบถึง 3 ด้านด้วยกัน ซึ่งเป็นแบบจอกระจก Corning Gorilla Glass ที่ทนทานกับรอยขีดขวน ซึ่งอาจจะมีการสะท้อนภาพบ้างเวลาใช้งานกลางแจ้งหรือที่มีแสงจัดๆ โดยตัวจอรองรับการทัชสกรีนจำนวน 10 จุด ทั้งการใช้งานทั้งนิ้วมือแบบมัลติทัชและปากกา HP Active Pen ไม่แค่นั้นตัวเรื่องยังสามารถรองรับแรงกดได้หลายระดับ

HP Spectre x360

อีกทั้งยังสามารถพับปรับจอได้ 360 องศา ตามสไตล์ของ 2-in-1 Notebook และจากการที่ตัวจอเป็นพาเนล IPS คุณภาพสูง ทำให้สีสันคมชัดสมจริงไม่ว่ามองมุมไหน หรือการใช้งานโหมดใด ส่วนขอบจอด้านบนจะเป็นตำแหน่งของกล้อง HP Wide Vision HD Camera และไมคโครโฟนคู่เพื่อใช้งาน VDO Call รวมถึงยังมีหลอดไฟ LED สำหรับแสดงสถานะว่ากล้องทำงานอยู่ อีกทั้งยังด้วยฟีเจอร์ Webcam Kill เมื่อเรากดปุ่มใช้งาน ก็จะมีแผงกั้นตรงกล้องขึ้นมาทันที 

HP SPECTRE x360 i7 gen11 Review 23
HP SPECTRE x360 i7 gen11 Review 26
HP SPECTRE x360 i7 gen11 Review 83

ที่สำคัญคือเป็นโน๊ตบุ๊ค HP ที่ได้ติดตั้งฟีเจอร์ HP Sure View เป็นมาตรฐาน โดยเป็นเทคโนโลยีกันคนแอบมองจากด้านข้าง ซึ่งที่ผ่านทางปกติจะมีเฉพาะรุ่นท็อปๆ เท่านั้น (แบรนด์อื่นๆ ไม่มี) รูปแบบการทำงานก็คือ Privacy Screen กับคุณสมบัติลดมุมมองหน้าจอลง เพื่อไม่ให้คนอื่นมาส่องมาเผือกได้เวลาที่ใช้งานนอกสถานที่  ที่ไม่ต้องเสียเวลาไปซื้อฟิล์มมาติดเพิ่ม ไม่ต้องลอกออกไปมา เพราะเราสามารถกดปุ่มปิดเปิดได้ตามความต้องการ ที่ปุ่ม F1 เรียกได้ว่าตอบโจทย์การทำงานสายมืออาชีพที่ต้องการความปลอดภัยขั้นสุดอีกด้วย 

ทดสอบประสิทธิภาพหน้าจอของ HP Spectre x360 13 ที่เป็นโน๊ตบุ๊คที่ใช้หน้าจอพาเนล IPS คุณภาพดี แต่ดีแค่ไหนต้องทดสอบหน้าจอแบบละเอียดๆ ด้วยเครื่องมือที่เป็นทั้งซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์อย่าง Spyder5Elite พร้อมทั้งคาลิเบรตหน้าจอให้สีสันมีความตรงความเป็นจริงมากที่สุด นอกจากนี้เรายังทำการ Display Analysis ดูประสิทธิภาพการแสดงผลแบบละเอียด อย่างที่ดูด้วยตาเปล่าไม่สามารถบอกได้ จึงต้องใช้เครื่องมือช่วย  

s1 6
s2 6
s3 6

โดยขอบเขตความกว้างของสีสันเทียบเท่ากับมาตรฐาน sRGB ที่ 92% และ AdobeRGB ที่ 74% เรียกได้ว่าให้ประสิทธิภาพเรื่องของสีสันระดับสูงที่สุด เมื่อเทียบกับ IPS ที่หลายๆ รุ่นเลือกใช้เป็นปกติจะเห็นว่าเหนือกว่ามากๆ โดยมีความสว่างหน้าจอสูงสุดอยู่ที่ 300 cd/m2 ซึ่งจัดได้ว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานความสว่างที่ดี ของหน้าจอในโน๊ตบุ๊คราคาระดับนี้ คือรองรับการใช้งานที่กลางแจ้งได้สบายๆ อย่างไรก็ตามถ้าจะเอาไปทำภาพกราฟิกหรือตกแต่งภาพที่เน้นสีตรงกับอุปกรณ์เกี่ยวพ่วงก็ควรคาลิเบรตเสียก่อน

ต่อกันที่วัดความสว่างของหน้าจอตามตำแหน่งต่างๆ แบ่งเป็น 9 ช่อง เทียบจากช่องกลางแถวบนที่ปกติแล้วจะให้ความสว่างที่มากที่สุด ที่จะเห็นได้ว่าเป็น 0% ก็คือแสดงความสว่างได้เต็มที่ไม่มีผิดเพี้ยน แต่สำหรับบางช่องจะมีแสงสว่างที่ลดลงไปที่ 6% ในการทดสอบก็เพื่อให้เราใช้งานอย่างระมัดระวังสำหรับคนที่บังเอิญจำเป็นต้องใช้งานภาพถ่าย หรืองานกราฟิกอื่นๆ ปิดท้ายด้วยคะแนน 4.0 นับได้ว่าสมกับพาเนล IPS ระดับสูงจริงๆ

HP SPECTRE x360 i7 gen11 Review 29

ด้านของลำโพงนั้นมีอยู่ 2 ตัวด้วยกัน ติดตั้งซ้ายขวาขอบบนของตัวเครื่องด้านล่าง เรื่องของความดังของเสียงเรียกว่าทำออกมาได้อย่างน่าประทับใจทีเดียว ส่วนคุณภาพเสียงต้องบอกว่าเป็นของ Bang & Olufsen ที่ไว้ใจได้ คุณภาพเสียงที่ได้นั้น ก็ถือว่าดีเพียงพอแบบสบายๆ แล้ว และดีกว่าโน๊ตบุ๊ค HP รุ่นอื่นๆ พอตัวรวมไปถึงยังมีเทคโนโลยี HP Audio Boost ช่วยเพิ่มเสียงให้ก้องกังวาล เต็มอิ่มกับประสบการณ์ความบันเทิงถึงขีดสุดจากเสียงคมชัด

HP SPECTRE x360 i7 gen11 Review 67
HP SPECTRE x360 i7 gen11 Review 64
HP SPECTRE x360 i7 gen11 Review 65

Connector / Thin And Weight

สำหรับพอร์ต Thunderbolt 4 เป็นมาตรฐานของสเปก Intel Core i Gen 11 ที่รองรับการโอนถ่ายข้อมูล 40 Gb/s พร้อมรองรับการชาร์จไฟ Power Delivery 3.0 และเชื่อมต่อหน้าจอภายนอก DisplayPort 1.4 ที่ความละเอียดสูง 4K/ 8K อีกทั้งรองรับ HP Sleep and Charge ด้วย บน ซึ่ง HP Spectre x360 13 นี้ ได้ถูกติดตั้งไว้บริเวณขอบตัวเครื่องด้านขวา โดยมีอยู่ 2 พอร์ตด้วยกัน เรียกได้ว่าติดตั้งมาได้แตกต่างจากโน๊ตบุ๊ครุ่นอื่นๆ

HP Spectre x360

ที่โดดเด่นคือ แม้ตัวเครื่องจะบางเฉียบแต่ก็ยังติดตั้งพอร์ต USB 3.2 Type A (HP Sleep and Charge) มาตรฐานเดิมมาให้ด้วย แต่เป็นแบบพิเศษที่เรียบเนียนไปกับตัวเครื่อง การใช้งานคือเราต้องเปิดฝาออกมาก่อนจากนั้นจึงจะเสียบสายได้ นับได้ว่าเป็นการออกแบบที่ล้ำหน้าและได้ใช้งานจริง เพราะปกติแล้วถ้าเครื่องบางมากหรือออกแบบมาพิเศษ จะโดนตัด USB Type A ออกไปด้วย แน่นอนว่ายังมีพอร์ตหูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตร และ micro-SD Card Reader ไว้ถ่ายโอนข้อมูล ติดตั้งเอาไว้อยู่ด้วย

HP SPECTRE x360 i7 gen11 Review 62
HP SPECTRE x360 i7 gen11 Review 57
HP SPECTRE x360 i7 gen11 Review 10

ซึ่งถ้าคิดว่าไม่เพียงพอต่อการใช้งานแล้วล่ะก็ไม่ต้องกังวล เพราะทาง HP ได้ให้อุปกรณ์เสริม อย่างยอแดปเตอร์ตัวแปลง USB-C Hub บันเดิลให้ในชุดฟรีๆ ไม่ต้องไปหาซื้อเองให้เสียงเงินและวุ่นวาย โดยรองรับขยายพอร์ตการใช้งานเป็น HDMI, USB Type-A, USB Type-C รวมไปถึงพอร์ตชาร์จไฟก็สามารถใช้งานได้ผ่านทาง USB-C Hub นี้ได้ด้วยเช่นกัน เรียกได้ว่าในส่วนนี้ HP คิดมาเป็นอย่างดี เข้าใจผู้ใช้งานอย่างแท้จริง

ขนาดของตัวเครื่องและสายชาร์จ เมื่อเทียบกับขนาดของ 2-in-1 Notebook หน้าจอ 13.3″ ทั่วไปถือได้ว่ามีมิติที่เล็กกว่าพอสมควร ส่วนน้ำหนักตัวเครื่องเปล่านั้น อยู่ที่ 1.3 กิโลกรัม ก็จัดว่ามีน้ำหนักที่มีความเบามาก เมื่อรวมกับตัวอแดปเตอร์เข้าไปด้วย ก็จะมีน้ำหนัก 1.6 กิโลกรัมนิดๆ โดยในส่วนของอแดปเตอร์เตอร์ก็มีความพิเศษมากๆ จากการที่ดีไซน์มาได้สวยงาม ซึ่งสามารถพันสายเก็บได้เรียบร้อย รวมไปถึงตัวสายเองก็เป็นสายแบบถักที่นอกจากหรูหราแล้วยังทนทาน

Multi-Mode

HP Spectre x360 13 ตอบสนองได้อย่างหลากหลายจากการที่เป็น 2-in-1 Notebook ที่ถูกออกแบบมาเป็นอย่างดี ด้วยการพับใช้งานถึง 4 รูปแบบด้วยกันไม่ว่าจะเป็น Notebook / Stand / Tent / Tablet ที่ทีมงานของเรานั้นนำไปใช้งานอะไรบ้าง และรูปลักษณ์เมื่อเปลี่ยนไปใช้โหมดต่างๆ นั้น จะมีลักษณะเป็นอย่างไร HP Spectre x360 ก็ต้องบอกว่าวางใจได้เลยเรื่องความทนทาน เพราะมีการออกแบบบานพับใหม่ที่สามารถเปิดปิดหรือปรับระดับได้อย่างลื่นไหลได้เหมือนใหม่ทุกครั้ง ทนทานต่อการสึกหรอแน่นอน ใช้ได้สบายใจหายห่วง

HP SPECTRE x360 i7 gen11 Review 46

สำหรับปากกาสไตลัส HP Active Pen รุ่นล่าสุด รองรับชาร์จไฟผ่านทาง USB-C ทำให้เราสะดวกยิ่งขึ้น พัฒนาจากรุ่นก่อนๆ ที่ต้องใช้ถ่าน AAAA โดยปากกาสไตลัส HP Active Pen ทาง HP ได้ร่วมกับ Wacom ในการผลิต มาพร้อมกับความสามารถในการใช้งานแบบ N-Trig, มีปุ่มบนตัวสไตลัสจำนวน 2 ปุ่มทางด้านข้างและทางด้านบน และที่สำคัญสไตลัสนี้ยังรองรับระดับแรงกดได้มากถึง 4,096 ระดับเลยทีเดียว เสมือนใช้งานเป็นปากกาหรือดินสอจริงๆ ได้ เรียกได้ว่าจะลืมการใช้กระดาษแบบเดิมๆ ไปเลย

HP SPECTRE x360 i7 gen11 Review 73
HP SPECTRE x360 i7 gen11 Review 74
HP SPECTRE x360 i7 gen11 Review 78

Notebook Mode เป็นรูปแบบธรรมดาทั่วไปเหมือนกับโน๊ตบุ๊คปกติ เน้นสำหรับการใช้งานทั่วไป เล่นอินเตอร์เน็ต รวมไปถึงงานเอกสารต่างๆ ที่จำเป็นต้องใช้คีย์บอร์ดและทัชแพดในการควบคุมเหมือนโน๊ตบุ๊คปกติ

Stand Mode เน้นใช้งานที่ระบบจอสัมผัสของตัวเครื่องอย่างเดียวและวางไว้บนพื้นที่ราบ โดยรูปแบบการใช้งานนี้จะเน้นไปทางการใช้งานแอพพลิเคชั่นของ Windows เอง หรือเน้นไปทางการดู Youtube หรือชมภาพยนตร์เป็นหลัก พร้อมรองรับการทำงานแบบมัลติทัชได้พร้อมกันมากสุดที่ 10 จุดพร้อมกัน

HP SPECTRE x360 i7 gen11 Review 8

Tent Mode ค่อนข้างจะคล้ายกับ Stand Mode ก่อนหน้านี้ แต่จะอยู่ในรูปทรงตั้งเครื่องเอาไว้เป็นลักษณะสามเหลี่ยม ใช้ในการวิวดูข้อมูลการแสดงผลหน้าจอเป็นหลัก อีกทั้งยังสามารถจับพาดหรือเกาะกับสิ่งของรอบๆ ได้

Tablet Mode ด้วยการพับหน้าจอกลับแบบ 360 องศา จนฝาหลังและฐานใต้เครื่องมาติดกัน เราก็จะได้แท็บเล็ตที่มาพร้อมระบบปฏิบัติการ Windows ซึ่งเรามีความคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เหมาะสำหรับการเอาไว้เล่นเกมหรือดู E-Book อย่างที่แท็บเล็ตอื่นๆ ทั่วไปในตลาดสามารถทำได้

บอกได้เลยว่าสำหรับใครที่กำลังมองหา 2-in-1 Notebook ซักตัวที่พกพาสะดวกและอยากได้ความพรีเมียมไฮเอนด์ มีความสามารถครบครันทั้งในเรื่องของการทำงานทั่วไปหรือแท็บเล็ตที่ทำงานร่วมกับโปรแกรมบน Windows 10 Pro ได้อย่างลื่นไหล ก็สามารถเลือก HP Spectre x360 เป็นหนึ่งใน 2-in-1 Notebook ได้เลย

HP SPECTRE x360 i7 gen11 Review 72
HP SPECTRE x360 i7 gen11 Review 77
HP SPECTRE x360 i7 gen11 Review 79

Performance / Software  

HP Spectre x360 13 สเปก Core i Gen 11 เมื่อตรวจสอบข้อมูลของชิปประมวลผลด้วยโปรแกรม CPU-Z ก็พบว่าข้อมูลขึ้นมาครบถ้วนเลยครับ โดยเลือกใช้ชิป Intel Core i7-1165G7 ที่มี 4 คอร์ 8 เธรดสำหรับการประมวลผล ความเร็วที่ 2.80 – 4.70 GHz มีค่า TDP ในการปลดปล่อยความร้อนสูงสุดแค่ 12W – 28W เท่านั้น ซึ่งจัดว่าต่ำมากสำหรับชิป Core i7 ในโน๊ตบุ๊ค ทำให้ตัวเครื่องโดยรวมไม่ร้อนจนเกินไป ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากการใช้สถาปัตยกรรมการผลิตที่ระดับ 10 นาโนเมตร อย่าง Tiger Lake เทคโนโลยีสุดล้ำ SuperFin Willow Cove

ที่ต้องบอกว่าสร้างมาตรฐานประสิทธิภาพที่มากกว่าชิปประมวลผลรุ่นก่อนๆ แรงเพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไปมากๆ หรือถ้างานที่ต้องประมวลผลจริงจังก็รองรับได้อย่างสบายๆ ส่วนแรมได้ขนาด 16GB แบบฝังบอร์ด Quad Channel เป็นมาตรฐาน DDR4 3200 MHz ตามเทคโนโลยีของ Intel Core i Gen 11 ที่ผ่านการปรับแต่งให้เหนือชั้น  พร้อมให้ที่เก็บข้อมูล SSD M.2 NVMe PCIe ความเร็วสูง ที่สามารถขับเคลื่อนระบบปฏิบัติการ Windows 10 Pro แบบลื่นไหลอย่างที่สุด ในทุกๆ การทำงาน

c1 6.   c2 6

การ์ดจอเป็นแบบออนบอร์ดรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง Intel Iris Xe Graphics ที่ให้พลังในการประมวลผลที่ดีในระดับที่ก้าวกระโดดกว่ารุ่นก่อนๆ อย่างในเรื่องของกราฟิก 2 มิตินั้นก็รองรับได้อย่างสบายๆ หรือถ้าเป็น 3  มิติก็ต้องบอกว่ารองรับการทำงานได้ในระดับเบื้องต้นหรือระดับสูง รองรับการทำงานกับหน้าจอความละเอียดสูงอย่าง 4K / 8K ได้แบบไม่มีปัญหา เหมาะสำหรับคนที่ต้องการเพิ่มพลังการสร้างสรรค์คอนเทนต์ มองหาความบันเทิง หรือการเล่นเกมเปี่ยมอรรถรส  ประสิทธิภาพที่เรียกได้ว่าใกล้เคียงกับการ์ดจอแยกเลยทีเดียว ซึ่งสามารถเล่นเกม 3 มิติ พอได้บ้าง เดี๋ยวไปดูผลทดสอบกันอีกที

g1 6.   g2 5

อีกทั้งได้ที่เก็บข้อมูลเป็น SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 1TB ที่ได้ทั้งขนาดที่ใหญ่ใส่ไฟล์ได้เยอะ และเป็นรุ่นเกรดสูงความเร็วสูง โดยมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Windows 10 Pro มาตั้งแต่แกะกล่อง โดยได้ฟีเจอร์การจัดการและการปรับใช้งานในธุรกิจที่มากกว่า Windows 10 Home ทั่วไป ดังนั้นจึงไม่ต้องห่วงเรื่องลิขสิทธิ์ Windows หรืองานมืออาชีพเลย ส่วนถ้าต้องการเคลียร์เครื่อง ก็สามารถใช้งานฟังก์ชัน Reset this PC ที่อยู่ใน Settings ของ Windows 10 ได้เลยโดยไม่ต้องฟอร์แมต SSD เพื่อลง Windows ใหม่

cine15 6.   cine20 6

สำหรับโปรแกรมทดสอบ CINEBENCH 15 / 20 ที่เน้นในเรื่องของพลังชิปประมวลผล คะแนนก็อยู่ในระดับที่น่าพอใจ เปรียบเทียบกับชิปประมวลผลที่เป็นรหัส U Series รุ่นก่อนหน้าแล้ว ก็ทำได้ดีกว่าเล็กน้อย รวมไปถึงตัวการ์ดจอเองก็มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เรียกได้ว่าตอบโจทย์ในส่วนของงานประมวลผลหนักๆ ได้อย่างสบายๆ ไม่น่าเป็นห่วงนัก รวมไปถึงตัวการ์ดจอเองก็มีประสิทธิภาพสูงเช่นเดิม เรียกได้ว่าตอบโจทย์ในส่วนของงานประมวลผลหนักๆ ได้อย่างสบายๆ รวดเร็วทันใจแบบสุดๆ สมกับเป็นชิปประมวลผลตัวบนในรุ่นใช้งานเต็มกำลัง และการ์ดจอที่อัพเกรดใหม่ที่เน้นการทำงาน 3 มิติที่ดียิ่งขึ้น

    ssd 6

ด้านของ Storage เป็น SSD M.2 มาตรฐาน NVMe PCIe ระดับบน ได้ความจุ 1TB ที่ทำการทดสอบด้วยโปรแกรม CrystalDiskMark ก็พบว่าความเร็วในการอ่านอยู่ที่ 3549MB/s ส่วนความเร็วในการเขียนก็อยู่ที่ 2948 MB/s ด้านของความเร็วในการอ่านเขียนไฟล์ก็จัดว่าอยู่ในระดับที่ดีมากๆ สามารถใช้งานทั่วไปได้เหลือเฟือ เห็นถึงประสิทธิภาพทั้งในด้านการทดสอบและในด้านการใช้งานจริงที่แตกต่างกันอย่างเห็นเห็นได้ชัด เรียกได้ว่าเปิดอะไรปุ๊บก็ติดปั๊บ เร็วกว่ามาตรฐาน SATA 3 หลายเท่าตัว

pc10 5

การทดสอบประสิทธิภาพกับโปรแกรม PCMark 10 Advance ซึ่งสามารถทำคะแนนการทดสอบรวมได้มากถึง 4597 คะแนน ถือได้ว่าในส่วนของการใช้งานทั่วไปโดยรวมนั้นสอบผ่านแบบสบายๆ ทั้งในส่วนของการเล่นเว็บไซต์ งานเอกสาร งานตกแต่งรูปภาพ รวมถึงงานตัดต่อวิดีโอ และจากการที่เป็นโน๊ตบุ๊คทีมีชิปประมวลผลเป็น Intel Core i Gen 11 และสเปกจัดเต็ม ทำให้มีคะแนนพุ่งกว่าโน๊ตบุ๊คบางเบาในสเปกที่เป็น Intel Core i Gen 11 รุ่นอื่นๆ

game 1

ทดสอบเกมเพื่อให้รู้ถึงเฟรมเรมในการเล่นเกม โดยเฉลี่ยของเฟรมเรท (FPS) จากทั้ง 3 เกมออนไลน์ เกมที่ได้ทดสอบมีค่าเฟรมเรทเฉลี่ยค่อนข้างลื่นไหล น่าประทับใจทีเดียว เมื่อเทียบกับโน๊ตบุ๊คที่ไม่ได้เน้นเล่นเกมมาก ซึ่งตรงนี้ก็สามารถชี้วัดความสามารถในการเล่นเกมที่กราฟิกละเอียดๆ และภาพสวยๆ ได้ลื่นไหลเป็นอย่างดีเลย จากการที่สเปกภายในเป็นชิปประมวลผล Core i7-1165G7 ที่ทำงานร่วมกับการ์ดจอ ออนชิปอย่าง Iris Xe Graphics ได้ดีเยี่ยม ประกอบกับใช้แรม 16GB รวมไปถึง SSD ก็ส่งผลช่วยด้วย

สำหรับเกมออนไลน์อย่าง DOTA 2 ก็จัดการทดสอบแบบปรับสุดหมด ความละเอียด Full HD ผลที่ได้ออกมาก็คือสามารถเรนเดอร์ได้อย่างไหลลื่นในระดับเฟรมเรทที่เฉลี่ยที่ 45 แต่ฉากตะลุมบอนกันก็เฟรมเรทลดลงไปที่ 28 (อยากลื่นกว่านี้ก็ปรับกลางๆ ได้) และในส่วนของเกม Overwatch / PUBG ที่ปรับ Low ทดสอบแล้วจะมีเฟรมเรทเฉลี่ยอยู่ที่ 57 / 28 ซึ่งต่ำสุดอยู่ที่ 36 / 14 จากการที่ตัวเครื่องต้องควบคุมความร้อนให้ไม่ร้อนจนเกินไป อย่างไรก็ตามด้วยตัวเครื่องที่บางเบาสุดๆ ทำให้เป็นข้อจำกัดอยู่บ้าง แต่ดีขึ้นกว่ารุ่น Core i Gen 10 มากๆ แล้ว

hp1

อีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจของ HP Spectre x360 13 รวมไปถึงโน๊ตบุ๊ค HP ทุกรุ่น ก็คือมาพร้อมซอฟต์แวร์บันเดิลอย่าง HP Support Assistant เวอร์ชั่นล่าสุด โดยเป็นโปรแกรมซอฟต์แวร์ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้เราดูแลคอมพิวเตอร์ได้อย่างเหมาะสม ป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น และช่วยแก้ปัญหาได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว โปรแกรมนี้ยังระบุข้อมูลที่สำคัญสำหรับแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งนั่นหมายรวมไปถึงการอัพเดทไดร์เวอร์ต่างๆ และ Windows ด้วย จัดได้ว่าดีและใช้งานได้จริง

Battery / Heat / Noise

แบตเตอรี่เป็นแบบฝังไว้ในเครื่องเหมือนกับโน๊ตบุ๊คหลายๆ รุ่นในปัจจุบัน ตัวแบตเตอรี่จากการทดสอบด้วยการเปิด Wi-Fi และปรับเป็น Power Saver Mode พร้อมลดแสงและเสียงเหลือ 10% ทำงานต่อเนื่องยาวนานได้สูงสุดที่ 12 ชั่วโมง ในการใช้งานอย่างการดูภาพยนตร์และเล่นอินเตอร์เน็ต คาดว่าจะทำได้นานยิ่งกว่านั้นปรับเปลี่ยนตามการใช้งานของแต่ละคน ดูแล้วถือว่าใช้งานได้ยาวนาน จนแทบไม่ต้องอแดปเตอร์ไปข้างนอกสถานที่ด้วยเลย ส่วนช่องระบายความร้อนจะอยู่ด้านบนบริเวณข้อพับจอ โดยออกแบบให้ซ่อนตัวเอาไว้ด้านหลังติดกับกรอบอลูมิเนียมของจอ ถึงพับจอก็ไม่เห็นช่องระบายความร้อนเลย

batt 5

อุณหภูมิปกติของชิปประมวลผลจะอยู่ที่ 40 – 50 – 60 องศาเซลเซียส แต่พอรีดประสิทธิภาพเต็มที่จะเห็นว่าเครื่องจะร้อนที่สุดที่ 89 องศาเซลเซียสเท่านั้น ซึ่งดูเหมือนว่าจะร้อนจริงๆ แต่ก็สามารถนำพาความร้อนออกไปด้วยความรวดเร็วเช่นกัน ด้วยพัดลม 2 ตัวแบบหมุนรอบจัด ถือว่าทำได้ดีขึ้นกว่ารุ่นก่อนๆ แล้วล่ะ คาดว่าเพราะ Intel Core i Gen 11 มีความแรงที่มากขึ้นแต่ความร้อนปลดปล่อยน้อยลง 

อย่างไรก็ตามด้วยการที่ระบบระบายความร้อนของ HP Spectre x360 ไม่ได้ออกแบบมาให้ทำงานหนักๆ ตลอดเวลา เหมือน Gaming Notebook เครื่องอื่นๆ ซึ่งจากการทดสอบให้เครื่องประมวลผลผลหนักๆ หลายชั่วโมง อย่างไรก็ตามตัวเครื่องไม่ได้เกิดอาการค้าง หน่วง หรือมีปัญหาแต่อย่างใด  จากการที่ชุดระบายความร้อนไม่ได้ใหญ่แถมตัวเครื่องยังบางเฉียบอีกด้วย

temp2 2

Conclusion / Award

โดยรวมแล้วนั้นถือว่า HP Spectre x360 13 ปี 2021 เป็น 2-in-1 Notebook ที่ดีมากๆ รุ่นหนึ่ง การมาพร้อมกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งรองรับอนาคตได้อีกไกลแบบสบายๆ ด้วยสเปก Intel Core i Gen 11 Tiger Lake ได้แพลตฟอร์มเป็น Intel EVO ที่ยืนยันว่าผ่านมาตรฐานระดับสูงของทาง Intel อย่างที่หาไม่ได้ในโน้ตบุ๊คหลายๆ รุ่น

แน่นอนว่ามีความบางเบาและพรีเมียมอย่างสุดๆ ด้วยการประกอบและดีไซน์สุดเนียบ ที่สำคัญยังเหนือชั้นกว่ารุ่นอื่นๆ ด้วย จากฟีเจอร์ความปลิดภัยเพื่อความอุ่นใจ ด้วย HP Sure View โดยเป็นเทคโนโลยีกันคนแอบมองจากด้านข้าง และสวิตช์ Webcam Kill ซึ่งให้ความปลอดภัยอย่างที่สุด ซึ่งยังมี Windows 10 Pro เน้นการใช้งานระดับมืออาชีพองค์กรภาคธุรกิจอีก 

HP Spectre x360

แน่นอนว่าตอบสนองในเรื่องของการพกพาไปนอกสถานที่ได้อย่างเต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะใช้งานตามร้านกาแฟ ออฟฟิศ หรือทุกๆ ที่ที่เราต้องการหยิบออกมาใช้งาน สมกับเป็น 2-in-1 Notebook ระดับสูง ที่เราสามารถนำติดตัวไปได้ตลอดทั้งวัน ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมต่างๆ การทำงานขององค์กร หรือความบันเทิงส่วนตัว ที่ HP Spectre x360 13 ตอบโจทย์ได้ทั้งหมด จัดได้ว่าพิเศษกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไป หรือจะกล่าวว่าเป็นโน๊ตบุ๊คที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายขึ้นของคนยุคนี้ก็ว่าได้

HP SPECTRE x360 i7 gen11 Review 31

HP Spectre x360 13 ยังมาพร้อมกับระบบเสียง Bang & Olufsen คุณภาพดี ที่จัดได้ว่าให้อรรถรสของเสียงได้ดีกว่าลำโพงทั่วไปแบบรู้สึกได้ มีการเชื่อมต่อได้มาตรฐาน Intel Wi-Fi 6 AX 201 (2×2) และ Bluetooth 5 รวมไปถึงมีประกันถึง 3 ปีแบบ On-site Service ซ่อมฟรีถึงบ้าน ทำให้ HP Notebook รุ่นนี้ เป็น 2-in-i Notebook ที่มีความโดดเด่นเหนือกว่าคู่แข่งหลายๆ ตัวในตลาด สนนราคาอยู่ที่ 55,900 บาท ซึ่งก็ถือว่าอยู่ในกลุ่มของโน๊ตบุ๊คระดับไฮเอนด์ตามมาตรฐาน

HP SPECTRE x360 i7 gen11 Review 50

Award

โดยในครั้งนี้จะเป็นการเปรียบเทียบการให้รางวัลกับเครื่องในกลุ่มของ 2-in-1 Notebook ขนาดหน้าจอ 13.3 นิ้วด้วยกัน ซึ่ง HP Spectre x360 ก็ได้รางวัลต่างๆ ดังนี้ 

Best Design 

เรื่องของรูปร่างหน้าตาก็เป็นหนึ่งในจุดเด่นที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์ของ Spectre มาตั้งแต่ไหนแต่ไร ซึ่งจุดเด่นในข้อนี้ก็เห็นได้ชัดเจนใน HP Spectre x360 13 ที่มีดีไซน์ของตัวเครื่องสวยงามโฉบเฉี่ยวเป็นเอกลักษณ์ วัสดุอลูมิเนียมคุณภาพสูง งานประกอบแน่นหนา ดูแล้วเรียบหรูตามสไตล์ครุ่นใหม่ ขอบจอก็บางเฉียบ ซึ่งในจุดของรูปร่างหน้าตาก็เป็นสิ่งที่หลายๆ คนยอมรับกันอยู่สำหรับคนนำไปทำงานเป็นทางการ โดยมีสีสันให้ความโดดเด่นภาพลักษณ์ดี อีกทั้งการออกแบบยังรองรับการพับหน้าจอ 360 องศา ตามลักษณะการใช้งานของ 2-in-1 Notebook ที่ให้ความบางเบาอีกด้วย

NBS award 7 Design 

Best Mobility 

ส่วนของความสามารถในการพกพาก็ยังคงอยู่ในระดับที่ดีตามสไตล์ของ 2-in-1 Notebook ทั้งในความบางเฉียบและน้ำหนักเบา ที่ทำให้สามารถหิ้วไปไหนมาไหนได้อย่างสะดวก แถมไม่ต้องกลัวว่าเครื่องจะมีปัญหาอีกด้วย เพราะระบบไม่ได้ใช้ฮาร์ดดิสก์แบบจานหมุน ทำให้ไม่ต้องกังวลเรื่องการจับถือมากนัก สามารถพับฝาจอลงแล้วเก็บเครื่องได้ทันที อแดปเตอร์ก็ทำออกมาให้มีขนาดที่ไม่ใหญ่มากนัก พกพาสะดวก รวมน้ำหนักแล้วยังไม่ถึง 1.3 กิโลกรัม ที่สำคัญแบตเตอรี่ยังใช้งานได้ยาวนานสูงสุดกว่า 12 ชั่วโมงกว่า เหมาะมากๆ กับคนที่ทำงานนอกสถานที่บ่อยๆ แทบไม่ต้องพกพาอแดปเตอร์ไปข้างนอกด้วยเลย

NBS award 4 Mobility

Best Ultrabook 

HP Spectre x360 13 จัดว่าเป็นประเภทหนึ่งของ Ultrabook ที่เป็นมาตรฐานจากทาง Intel พร้อมได้ Intel EVO จากการที่มีความแรงลื่นและความบางเบาในเครื่องเดียว โดยได้หน้าจอบางเฉียบ Micro Edge display ของ HP รวมไปถึงอีกด้านยังมี HP Sure View ลดมุมมองหน้าจอ และ Webcam Kill ปุ่มเลื่อนไปมาสำหรับเปิดปิดการใช้งานกล้องเว็บแคม ที่ช่วยเราให้เรื่องของความปลอดภัย ได้ Windows 10 Pro ที่ดีที่สุด อีกทั้งได้มาตรฐานการเชื่อมต่อขั้นสูงทั้ง Thunderbolt 4 และ Wi-Fi 6 AX (2×2) จึงทำให้คว้ารางวัล Best Ultrabook ไปด้วย

NBS award 1 Ultrabook

 

from:https://notebookspec.com/web/578035-review-hp-spectre-x360-13-i7-1165g7-10p

รีวิว BELKIN x DEVIALET SOUNDFORM ELITE อุปกรณ์ Smart Speaker + Wireless Charger ลำโพงระดับไฮเอนด์ในกลุ่ม Google Home

เป็นความร่วมมือกันระหว่าง Belkin และ Devialet ครับ ในการออกแบบลำโพง SOUNDFORM ELITE ซึ่งเป็นสมาร์ทสปีกเกอร์ หรือลำโพงอัจฉริยะที่ทำมาเพื่อรองรับการทำงานกับ Google Assistant หรือผู้ช่วยคำสั่งเสียง ให้เป็นอุปกรณ์ศูนย์กลางการสั่งงานด้วยเสียงภายในบ้านนั้นเองครับ

มารู้จัก Belkin กับ Devialet กันแบบคร่าวๆ ก่อน 

Belkin หลายคนน่าจะคุนกันอยู่แล้ว กับแบรนด์ที่มีชื่อเสียงมานาน เป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายอุปกรณ์เสริม อุปกรณ์เทคโนโลยีมากมาย ภายใต้แบรนด์ที่เน้นขายความเป็นพรีเมี่ยม คุณภาพสูง เชื่อถือได้ โดยเข้าได้มีสินค้าในกลุ่มของ “Connected Things” หรือการเชื่อมต่อร่วมกันในแบบไลฟ์สไตล์สมัยใหม่ ทุกสิ่งเชื่อมโยงถึงกันผ่านอินเตอเน็ต หนึ่งในนั้นก็คือเจ้าลำโพง SOUNDFORM ELITE รุ่นนี้แหละครับ

ส่วนทาง Devialet เป็นแบรนด์พรีเมี่ยมระดับสูงเลย  มีการนำเสนอเทคโนโลยีที่ดีที่สุดของวงการอุตสาหกรรมอะคูสติก มีสถาปัตยกรรมการออกแบบลำโพงและการประมวลผลคลื่นสัญญาณของตัวเอง ที่มีสิทธิบัตรอยู่ในมือกว่า 160 รายการ ผลิตภัณฑ์ของเขาโดดเด่นมากครับ และราคาก็สูงมากด้วย เหมือนงานศิลปะที่เอาไปตั้งโชว์ไว้กลางบ้านมากกว่าการเป็นลำโพงซะอีก จุดเด่นในการออกแบบของเขาคือตัวลำโพงสามารถสร้างคลื่นเสียงโทนต่ำแบบซับวูฟเฟอร์กำลังขับสูงออกมาได้ โดยที่ตัวลำโพงแทบไม่มีการสั่นสะเทือนเลยแม้แต่น้อย แต่จะใช้ส่วนประกอบเฉพาะที่รับหน้าที่ในการขยายดอกลำโพงเพื่อขับพลังเสียงออกมาแทนตัวลำโพงทั้งตัว การออกแบบนี้เรียกว่า WOOFER “ PUSH-PUSH”

ใครอยากเห็นของจริง มีการตั้งโชว์ในร้านจำหน่ายของ Devialet ในห้างพารากอนอยู่นะครับ ไปลองดูลำโพงราคาหลักแสนกันได้เลย ^^

แต่ลำโพจาก Belkin ตัวนี้ไม่แพงขนาดนั้นแม้จะเปิดราคาจำหน่ายออกมาในตลาดพรีเมี่ยมของกลุ่มลำโพง Google Home แต่ขายที่ราคา 14,990 บาทเท่านั้น ซึ่งภายในใช้วิศวกรรมการออกแบบของ Devialet หรือ WOOFER“ PUSH-PUSH” มาใช้ทั้งดุ้นเลยครับ เบสหนักๆ แบบที่ตัวลำโพงไม่ขยับ ปรับแต่งเสียงด้วยเทคโนโลยี Speaker Active Matching ฉะนั้นไม่ได้เด่นแค่เบส แต่มาหมดทุกร่องเสียง ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า ” Acoustics by DEVIALET ” ได้มาตรฐานของ Devialet แต่ในราคาที่ไม่ใช่ของ Devialet เท่านั้นเองครับ

ตัวลำโพงมีเข้ามาในสองสีคือขาวและสีดำ ใช้การหุ้มภายนอกด้วยวัสดุเส้นใยหุ้มภายในเป็นโครงโลหะแกร่ง มีไฟแสดงสถานะด้านหน้าลำโพง 4 ดวง บอกถึงการทำงานหลายอย่าง เช่นกดปิดไมค์จะเป็นสีส้ม รับคำสั่งเสียงเป็นสีขาวเป็นต้น




ด้านบนมีปุ่มควบคุมบนตัวลำโพงจะมีปุ่มเปิดปิดไมค์ ปุ่มควบคุมระดับเสียงและปุ่มเล่นเพลง รวมถึงปุ่มสำหรับทัชค้างเพื่อเชื่อมต่อสัญญาณบลูทูธ

ใต้เครื่องมีปุ่มสำหรับรีเซ็ตอุปกรณ์อยู่ครับ (กดค้างจนไฟสีส้มขึ้นครบ 4 ดวงและดับไปเองถึงจะเป็นการรีเซ็ต) สังเกตการเก็บงานของตัวลำโพง ออกแบบมาเข้ารูปหมดแม้แต่หัว Adapter


ลำโพง SOUNDFORM ELITE ให้คุณภาพเสียงดุดันมาก (ค่าความดังสูงสุดมากถึง 90 เดซิเบล ) เบสหนัก กระแทกแน่น สะใจและไฮเอนด์สุดๆ ถ้าใช้ในบ้านขนาดไม่เกิน 50 ตารางวาไม่ควรเปิดลำโพงเสียงดังสุดเด็ดขาดถ้าไม่ได้สนิทกับข้างบ้านจริงๆ แม้จะบอกว่าเบสมันหนัก แต่เจ้าลำโพงตัวนี้จริงๆ แล้ว ฟังเพลงเน้นเสียงร้องเพราะมากครับ เสียงใส เส้นเสียงกังวาล ฟังเพลงเน้นอารมณ์เพราะสุดๆ ครับ

ตัวลำโพงออกแบบให้ด้านบนเป็นฐานสำหรับรองรับการชาร์จไร้สายให้กำลังไฟชาร์จที่ 10W ใช้ได้กับทุกอุปกรณ์ที่รองรับมาตรฐาน Qi ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟน Android หรือ iPhone r

และไม่ต้องห่วงว่ามือถือเราจะเวียนหัวจากการสั่นของลำโพงด้วยนะครับ เพราะว่ามันจะนิ่งสงบมากแม้เราจะเปิดเพลง EDM ไปด้วยระหว่างชาร์จ ^^ มือถือแทบไม่รู้สึกเลยว่าตัวเองกำลังนอนอยู่บนลำโพงที่กำลังระเบิดพลังออกมาอยู่ มีไฟแสดงสถานะการชาร์จให้รู้ว่ากำลังชาร์จพลังงานให้กับสมาร์ทโฟนของเราอยู่มั้ย

เอามืดประทับด้านข้างของลำโพงจึงรู้ว่า เสียงที่วูฟเฟอร์ที่ขับออกมาถูกออกแบบให้ซ่อนอยู่ด้านใน กระแทกมือตึบๆ แต่ตัวลำโพงภายนอกกลับนิ่งๆ ครับ

เมื่อเจ้าตัวนี้เป็นลำโพงในกลุ่มสมาร์ท ก็จะรองรับการสั่งงานด้วยเสียง Google Assistant ได้ เราสามารถใช้แอพพลิเคชั่น Google Home (รองรับทั้ง Android และ iOS ) เพื่อเชื่อมต่อลำโพงเข้าสู่สัญญาณ Wi-Fi ภายในบ้านเราได้ทันที หลังจากนั้นก็สามารถกำหนดค่าต่างๆ ของลำโพงได้ในแอพ Google Home รวมถึงเปิดการเชื่อมต่อผ่านสัญญาณ Bluetooth เพื่อใช้งานแบบออฟไลน์ก็ทำได้ในแอพ Google Home อีกทางด้วยครับ






Belkin Smart Speaker ไมค์ก็ดีครับ จะมีการใส่ไมค์รับเสียงมาให้ 3 ตัวครับ เป็นไมค์ระยะไกลถึงสองตัว สำหรับการสั่งงาน “Ok Google” จากระยะไกล ตัวลำโพงก็ยังได้ยินเราชัดเจนแม้จะเปิดเพลงเสียงดังอยู่ก็ตาม ใช้ในการสนทนาเสียงก็ชัดเจนดีไม่ก้องหนวกหูแม้จะอยู่ไกลสักหน่อยจากตัวลำโพง

สรุปท้ายรีวิว BELKIN SOUNDFORM ELITE

สวยงาม ทรงพลัง มีชาร์จไวไร้สายในตัว เป็นทั้งลำโพงและของโชว์สวยๆ ในบ้าน ราคาอยู่ในกลุ่มพรีเมี่ยม 14,990 บาท แต่ใครอยากสัมผัสตัวลำโพงไฮเอนด์ของ Smart Speaker ที่ใช้ Google Home ก็รุ่นนี้แหละครับ คุณภาพสูงทั้งเสียงและมาตรฐาน ด้วยการรับประกันสองปีเต็ม

ข่าว: รีวิว BELKIN x DEVIALET SOUNDFORM ELITE อุปกรณ์ Smart Speaker + Wireless Charger ลำโพงระดับไฮเอนด์ในกลุ่ม Google Home มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2021/02/21/review-belkin-soundform-elite-devialet.html

รีวิว Galaxy Buds Pro เมื่อซัมซุงเจอทางที่ใช่กับหูฟังไร้สาย Noise Cancelling

ปีที่แล้วซัมซุงออก Galaxy Buds Live เป็นหูฟังไร้สาย Noise Cancelling ตัวแรก แต่กลับตกม้าตายง่าย ๆ เพราะดีไซน์ทำให้เสียงและลมเข้าหูจนไม่สามารถ Noise Cancelling ได้เลย

ทว่าซัมซุงแก้ตัวด้วย Galaxy Buds Pro ปีนี้ ซึ่งก็ถือว่าทำออกมาได้ค่อนข้างดี ขณะเดียวกันก็พยายามเลียนแบบแอปเปิลด้วยการเปิดตัวฟีเจอร์อย่าง 3D Audio เปลี่ยนเครื่องแบบ seamless ทว่าดันรองรับเฉพาะ One UI 3.1 เท่านั้น

No Description

ดีไซน์และการสวมใส่

ตัวเคสของ Galaxy Buds Pro ยังคงมาในทรงเดียวกับ Buds Live ปีที่แล้ว เห็นว่าใช้ accessory อย่างเคสยางด้วยกันได้ด้วย ส่วนดีไซน์ตัว Buds เป็นแบบใหม่และกลับมาใช้ทรง in-ear แบบ Buds และ Buds+ แล้ว โดยตัดส่วนที่เป็นเหมือนเงี่ยงยางออกไป เพราะมีผู้ใช้หลายคนบ่นว่าเจ็บหลังจากใส่ไปนาน ๆ

การใช้งาน Galaxy Buds Pro ไม่พบปัญหาอะไรตามคาด ตัวหูฟังกระชับเกาะหู วิ่งไม่หลุด หันหน้าเร็ว ๆ ไม่หลุด ใส่บนมอเตอร์ไซค์ก็ไม่หลุด ที่สำคัญคือ Galaxy Buds Pro กันน้ำกันฝุ่นมาตรฐาน IPX7 เทียบเคียง AirPods Pro สามารถใส่ว่ายน้ำได้ด้วย

No Description

จุดหนึ่งที่ซัมซุงปรับปรุงให้ดีขึ้นคือพื้นที่สัมผัสด้านนอก ทำให้เวลาสวมใส่หรือถอดหูฟัง โอกาสไปโดนปุ่มสัมผัสน้อยลงไปเยอะเมื่อเทียบกับ Buds Live ที่แทบแยกไม่ได้ว่าพื้นที่สัมผัสอยู่ตรงไหน

คุณภาพเสียง

Galaxy Buds Pro ปรับปรุง woofer และ tweeter ให้ใหญ่ขึ้นที่ 11 มม. และ 6.5 มม. ตามลำดับ ทำให้คุณภาพเสียงดีขึ้นกว่าเดิมอย่างรู้สึกได้ โดยเฉพาะเสียงเบสและเสียงสูงที่ปล่อยออกมาได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ส่วนตัวรู้สึกว่าคุณภาพเสียงน้อง ๆ WF-1000XM3 ของโซนี่เลย

ส่วนไมโครโฟน Buds Pro มีไมโครโฟน 3 ตัว ร่วมกับไมค์ที่เป็น Voice Pickup และ Wind Shield ช่วยแยกเสียงพูดกับเสียงสภาพแวดล้อมออกให้ ทำให้ความชัดเจนของเสียงพูดค่อนข้างชัดแม้จะใส่ข้างนอก

No Description

Active Noise Cancelling

อย่างที่เกริ่นไปกว่า ANC ของ Buds Pro ดีกว่า Buds Live ส่วนหนึ่งเพราะดีไซน์และอีกส่วนน่าจะเป็นที่ซัมซุงปรับปรุงซอฟต์แวร์ให้ดีขึ้นด้วย เพราะถึงแม้การตัดเสียงรบกวนอาจจะเทียบตัวท็อป ๆ อย่าง AirPods Pro หรือ WF-1000XM3 ไม่ได้ แต่ก็รู้สึกว่าใกล้เคียง

ฟีเจอร์หนึ่งที่พ่วงมากับ ANC และชอบเป็นการส่วนตัวคือ Voice Detection ที่หูฟังจะตรวจจับเสียงพูดของเรา และปรับโหมดมาเป็น Ambient ให้อัตโนมัติเวลามีบทสนทนา แต่ก็ไม่ได้ลื่นไหลเสียทีเดียว เพราะเราต้องพูดไปก่อนสักเสี้ยววินาทีถึง 1 วินาที หูฟังถึงจะจับได้และเปลี่ยนโหมดให้ รวมถึงหากเราหยุดพูดและกำลังฟังอยู่ หากผ่านไปสักพักหนึ่งและเรายังไม่ได้พูดต่อ หูฟังก็จะกลับมาเปิด ANC ให้อัตโนมัติ

ปัญหาของ Voice Detection อาจมีแค่เวลาฮัมเพลง หูฟังจะตรวจจับเร็วมากและเปิดโหมด Ambient ให้เป็นประจำ

No Description

แบตเตอรี่

ซัมซุงบอกว่า Buds Pro สามารถใช้งานได้ 18 ชม. (หูฟัง 5 ชม. + เคสอีก 13 ชม.) เมื่อเปิด ANC ตลอด ส่วนตัวไม่ได้่ใช้งานต่อเนื่องจนสามารถจับเวลาได้เป๊ะ ๆ แต่จากพฤติกรรมที่มักใส่ขณะเดินทางหรือเดินเล่น เดินซื้อของ สามารถใช้งานได้ราว ๆ 3 วันต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ซึ่งส่วนตัวก็รู้สึกว่าน่าพอใจ

No Description

ข้อดี

  • ใส่สบาย ไม่เจ็บและเกาะหู
  • ANC ทำได้ดี ใช้งานได้จริง ไมโครโฟนเสียงดังฟังชัดเจน
  • แบตเตอรี่ค่อนข้างทน
  • คุณภาพเสียงที่ดีขึ้นอย่างรู้สึกได้
  • กันน้ำกันฝุ่น IPX7

ข้อเสีย

  • จำกัดฟีเจอร์บางอย่าง เช่น 3D Audio และ Seamless Connection เฉพาะสมาร์ทโฟนซัมซุง

from:https://www.blognone.com/node/121286

รีวิว ASUS ZenBook 13 UX325 จอ OLED 13.3″ ดีที่สุด สเปก i5-1135G7 แรงลื่นพกพาสะดวก ได้ Office แท้ ประกัน 3 ปี On-site ราคาคุ้ม 28,990 บาท

ASUS ZenBook 13 UX325 เป็น Intel Notebook รุ่นใหม่ สเปก Core i Gen 11 Tiger Lake สายทำงานบางเบารุ่นใหม่ล่าสุด มาพร้อมหน้าจอ OLED ขนาด 13.3″ ราคาถูกที่สุด โดดเด่นด้วยความบางเฉียบสุดๆ เพียง 13.9 มม. และเบามากๆ ที่น้ำหนัก 1.11 กก. เท่านั้น เรียกได้ว่าตอบโจทย์การพกพาแต่รองรับการใช้งานรอบด้าน มาพร้อมพอร์ทเชื่อมต่อครบครัน

โดดเด่นด้วยการเชื่อมต่อไร้สาย Wi-Fi 6 AX และ Thunderbolt 4 ที่เป็นพอร์ตที่ดีที่สุด 2 พอร์ต โดยมีราคาเพียง 28,990 บาท อีกทั้งนำเสนอนวัตกรรมขอบจอบาง 4 ด้าน ให้อัตราส่วนขนาดจอต่อตัวเครื่องที่ 88% พร้อมอายุการใช้งานแบตเตอรี่สูงสุด 19 ชม. พร้อมดีไซน์ใหม่ในสีเทา อย่าง Pine Grey ที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร 

ASUS ZenBook 13

สเปกชิปประมวลผลรุ่นล่าสุดอย่าง Intel Core i Gen 11 Tiger Lake ซึ่งในตอนนี้มีสเปกเดียวคือ Intel Core i5-1135G7 ที่มี AI ช่วยประมวลผล พร้อมการ์ดจอออนชิปใหม่ Intel Iris Xe Graphics ได้หน่วยความจำแรมสูงสุดที่ 8GB ส่วนที่เก็บข้อมูลเป็น SSD M.2 ความจุ 512GB หน้าจอเป็นความละเอียด Full HD พาเนล OLED สีสันสวยงาม ขอบเขตดีที่สุดในราคาใกล้เคียงกัน

ติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home แท้ใช้งานได้ทันที และโปรแกรม Microsoft Office Home and Student 2019 ทำให้เราใช้งานเอกสาร Word / Excel / Power Point ได้ฟรีๆ ด้วย ได้การรับประกัน 3 ปี On-site Service และประกันอุบัติเหตุ Perfect Warranty ในปีแรกมาให้อีกด้วย แต่ตัวเครื่องเองก็ผ่านการทดสอบเรื่องความทนทานระดับ US MIL-STD 810G military-grade standard มาอยู่แล้ว

NBS Verdict

ASUS ZenBook 13 UX325 เป็นโน๊ตบุ๊คสายบางเบาจอดีจอสวยที่สุดจากการที่เป็นพาเนล OLED ซึ่งดีกว่า IPS แน่นอน ได้สเปก Intel Core i Gen 11 Tiger Lake รุ่นใหม่ล่าสุด อย่าง Core i5-1135G7 เทคโนโลยีการผลิต 10 นาโนเมตร SuperFin ซึ่งมาพร้อมความแรงที่มากขึ้นและพลัง AI ช่วยทำงานร่วมกับโปรแกรมต่างๆ อาทิ Word, Excel, Power Point หรือ Photoshop / Premiere Pro ที่ทำให้งานที่เราทำนั้นลื่นไหลและไวกว่าเดิม

อีกทั้งมีการ์ดจอออนชิป Intel Iris Xe Graphics ที่ประสิทธิภาพใกล้เคียงการ์ดจอแยก ทำงานร่วมกับแรมขนาด 8GB LPDDR4X และ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB ที่ทำงานได้รวดเร็ว ซึ่งเพียงพอกับการใช้งาน อีกทั้งยังได้โปรแกรม Microsoft Office Home & Student 2019 มูลค่ากว่า 4,299 บาท รวมไปถึงได้ประกันเทพๆ อย่าง 3 ปี On-site Service พร้อมประกันอุบัติเหตุ Perfect Warranty 1 ปีแรก กับราคาเพียง 28,990 บาท นับว่ามีความคุ้มค่าน่าซื้อมากๆ 

ASUS ZenBook 13

ได้หน้าจอขนาด 13.3″ ทำให้เล็กกระทัดรักพกพาสะดวก ที่สำคัญเครื่องยังเบาเพียง 1.11 กิโลกรัม และตัวเครื่องบางสุดที่ 13.9 มิลลิเมตรเท่านั้น ตอบโจทย์การใช้งานนอกสถานที่อย่างออฟฟิศ ร้านกาแฟ หรือ Co Working Space อย่างแท้จริง รวมไปถึงแบตเตอรี่เองก็ใช้งานได้ยาวนานกว่า 19 ชั่วโมง ได้ความปลอดภัยด้วยการสแกนใบหน้า 3D IR Camera ใช้งานผ่านทาง Windows Hello ที่สะดวกและง่ายกว่าการกรอกรหัสผ่านแบบเดิมๆ

ASUS ZenBook 13

ที่นอกจากได้เรื่องของสเปกฮาร์ดแวร์ที่ดีแล้ว ยังได้ตัวเครื่องที่พรีเมียมหรูหรา โดดเด่นด้วยความทนทานระดับ MIL-STD-810G ทำให้มั่นใจได้เลยว่าพกพาไปใช้งานไปไหนมาไหนเผื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นเครื่องก็ไม่พังง่ายแน่นอน  อีกทั้งยังได้ Numper Pad 2.0 แป้นตัวเลขที่ทัชแพดทำให้ใช้งานสะดวก พอร์ตการเชื่อมต่อก็ครบครันเท่าที่ตัวเครื่องจะให้ได้ ไม่ว่าจะเป็น USB 3.2 Type-A และ Thunderbolt 4 จำนวน 2 พอร์ต อย่างไรก็ตามน่าเสียดายที่ตัดช่องต่อหูฟังออกไป แต่ก็ยังดีมีสายแปลงแถมมาให้ด้วย 

ASUS ZenBook 13

จุดเด่น ASUS ZenBook 13 UX325

  • เป็นโน๊ตบุ๊คหน้าจอ OLED ขนาด 13.3″ จัดว่าเป็น รุ่นที่จอดีจอสวยที่สุดในรุ่นที่ใกล้เคียงกัน
  • น้ำหนักเบากแค่ 1.11 กิโลกรัม บางสุด 13.9 มิลลิเมตร วัสดุเครื่องคุณภาพสูงทั้งตัว
  • ดีไซน์พิเศษบานพับ ErgoLift Hinge ช่วยให้ใช้งานดีขึ้น ในหลายๆ ส่วน
  • หน้าจอมีความละเอียดสูงระดับ Full HD พาเนล IPS ขอบเขตสีใกล้เคียง 100% sRGB
  • ขอบจอบางเฉียบด้วย เทคโนโลยี Nano Edge บางพิเศษกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไป
  • ใช้งานจริงลื่นไหลด้วย Intel Core i Gen 11 Tiger Lake การ์ดจอ Iris Xe Graphics
  • ใช้งานทั่วไปลื่นไหลสบายมาก เล่นเกม 3 มิติ หรือตัดต่อวีดีโอได้ดีกว่ารุ่นก่อนๆ 
  • ผ่านการทดสอบตามมาตรฐาน MIL-STD-810G ทนทานต่อการใช้งาน
  • ลำโพง Harman/ Kardon ให้เสียงที่ดีในระดับหนึ่ง
  • มาพร้อม 3D IR Camera ใช้งานผ่านทาง Windows Hello
  • มาพร้อม ASUS NumberPad 2.0 ที่เปลี่ยนทัชแพดธรรมดาเป็นปุ่มกดตัวเลข LED
  • แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานกว่า 19 ชั่วโมง
  • อแดปเตอร์เป็นมาตรฐาน USB-C แล้ว ใช้สะดวกพกพาง่าย
  • มี Windows 10 แท้มาให้พร้อมใช้งานทันที
  • ประกัน 3 ปี On-site Service พร้อมประกันอุบัติเหตุ Perfect Warranty 1 ปีแรก
  • มีอุปกรณ์เสริมอย่างซองเคสใส่เครื่องและสายแปลง USB-C to หูฟัง 3.5 ให้ทันที
  • ราคาคุ้มค่า ประสิทธิภาพดี เมื่อเทียบรุ่นก่อนๆ 

ข้อสังเกต ASUS ZenBook 13 UX325

  • มีการตัดพอร์ตช่องต่อหูฟัง 3.5 มิลลิเมตรออกไป 
  • หน่วยความจำเป็นแบบฝังบอร์ดมาเลย และไม่รองรับการอัพเกรด 
  • น่าจะเบาได้มากกว่านี้อีกหน่อย เพราะเบากว่ารุ่น 14″ เพียง 600 กรัม

Specification

ASUS ZenBook 13 UX325 มีอยู่ 1 สเปกในตอนนี้ คือ Intel Core i5-1135G7 ราคา 28,990 บาท ที่เป็นชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 สถาปัตยกรรม Tiger Lake มาพร้อมกับเทคโนโลยีการผลิตที่ 11 nm SuperFin ที่แรงขึ้นมากพร้อมด้วย AI ช่วยทำงานบางอย่างในตัว เพิ่มเติมด้วยแบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนาน การ์ดจอเป็นออนชิปรุ่นใหม่ที่ดีขึ้นมากอย่าง Intel Iris Xe Graphic  ได้แรม 8GB LPDDR4X Bus 4266 MHz แบบฝังบอร์ด และ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB 

ASUS ZenBook 13 UX325

หน้าจอขนาด 13.3 เป็นพาเนล OLED ความละเอียด Full HD แบบจอด้านลดแสงสะท้อน พร้อมได้มุมมองที่กว้างและสีสันสดใส มีกล้องเว็บแคมและมีไมค์ดิจิตอลในตัว รองรับการใช้งาน VDO Call พร้อมกล้อง 3D IR Camera ที่ใช้งานร่วมกับ Windows Hello ไว้สแกนใบหน้าเพื่อเข้าใช้งาน ติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows 10 แท้  ที่สำคัญคือได้โปรแกรม Office Home & Student 2019 (มูลค่า 4,299 บาท) ไปใช้งานฟรีๆ ติดเครื่องไปใช้งานยาวๆ ได้เลย คุ้มค่าสุดๆ ไปเลยตรงจุดนี้

มีพอร์ตมาตรฐานซึ่งมาให้ครบทั้ง Thunderbolt 4 (USB 3.2 Type-C), USB 3.2 Type-A, HDMI สำหรับเชื่อมต่อจอภายนอก ที่สำคัญยังมาพร้อม Wi-Fi 6 AX ที่ดีกว่ารุ่นก่อน 3 เท่า และการเชื่อมต่อไร้สาย Bluetooth 5.0 ใหม่ล่าสุด การรับประกัน 3 ปี On-site Service รวมถึงถ้าลงทะเบียนในเว็บไซต์ ปีแรกจะมีประกันอุบัติเหตุมาให้ด้วย (Perfect Warranty) หน้าสเปกเต็มๆ ของ ASUS ZenBook 14 UX425 ได้ตามนี้เลย 

ASUS ZenBook 13 UX325 ราคา 28,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i5-1135G7 (4C/8T : 2.40 – 4.20 GHz)
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics
  • RAM : 8GB LPDDR4X 4266 MHz 
  • DISPLAY: 13.3″ Full HD OLED 60Hz
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 512GB
  • OS : Windows 10 Home (64 Bit)
  • Warranty : 3 Years On-site Service + 1 Year Perfect Warranty

ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 1

Hardware / Design

ด้วยการออกแบบตัวเครื่องที่เน้นเป็นสุดยอดโน๊ตบุ๊คที่หรูหราบางเบา จอดีที่สุดในตลาดด้วยพาเนล OLED แต่ก็ยังมาพร้อมความคุ้มค่าทำให้ ASUS ZenBook 13 UX325 มีความบางเบาที่สุด โดยบางเพียง 13.9 มิลลิเมตร และน้ำหนักแค่ 1.11 กิโลกรัม สามารถพกพาไปใช้งานนอกสถานที่ได้อย่างสบายๆ

โดยเหมาะมากๆ สำหรับคนที่ต้องการโน๊ตบุ๊คระดับสูง หรือคนทำงานพนักงานออฟฟิศที่เน้นใช้งานทั่วไปให้ประสิทธิภาพพอตัว แต่พกพาไปที่นู้นที่นั่นบ่อยๆ ซึ่งรองรับการทำงานได้ยาวนานกว่าโน๊ตบุ๊คปกติ ที่สำคัญคือได้ภาพลักษณ์ด้วย พร้อมฟีเจอร์ที่ครบครันมากกว่าแบรนด์อื่นๆ อย่างชัดเจน

ASUS ZenBook 13 UX325

วัสดุหลักเป็นอลูมิเมียมเกรดสูงแบบ Unibody ที่ไร้รอยต่อ ผสานกับลวดลายการออกแบบอันเป็นแบบฉบับของ ZenBook ด้วยสีสันอย่างสีเทา อย่าง Pine Grey พร้อมรายละเอียดรอบนอกเครื่องแบบโค้งมน รวมไปถึงด้านในอย่างตัวอักษรคีย์บอร์ด มีความโดดเด่นขึ้นมาอีกขั้น กับราคาก็ไม่แพงด้วยจากการที่สเปกเป็นชิปประมวลผล Intel Core i5 Gen 11 และ Iris Xe Graphics ซึ่งให้ประสิทธิภาพที่ดีเยี่ยมกว่ารุ่นก่อนๆ

ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 29

อีกหนึ่งเทคโนโลยีที่เข้ามาเสริมให้การทำงานเป็นไปได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ก็คือ บานพับ ErgoLift Hinge นั้นเวลาที่กางออกมาใช้งานในรูปแบบโน๊ตบุ๊คจะทำให้คีย์บอร์ดทำมุม 2.5 องศากับฐานตั้ง พร้อมกางจอได้สูงสุดที่ 150 องศา จากการที่มีบานพับแบบพิเศษช่วยยกตัวเครื่องสูงขึ้จากพื้น โดยขอบตัวเครื่องด้านหลังจะมียางรองพร้อมทำหน้าที่เป็นฐานรองด้านหลัง

ซึ่งมุม 3 องศาที่ว่านี้นั้นทาง ASUS ได้ทำการวิจัยออกมาเป็นอย่างดี ว่ามันจะช่วยให้เราใช้งานโน๊ตบุ๊คนั้นสามารถที่จะพิมพ์ได้อย่างสบาย แถมเวลาที่กางบานพับออกมานั้นมันจะทำให้ส่วนของฐานคีย์บอร์ดมีระยะห่างกับฐานตั้งซึ่งทำให้ความร้อนที่เกิดขึ้นในส่วนของตัวเครื่องนั้นมีการดูดลมเย็นเข้าไปช่วย พร้อมกันนั้นยังให้เสียงที่ดีขึ้นด้วย เรียกได้ว่าด้วยฟีเจอร์บานพับเดียวนี้ ทำให้การใช้งานดีขึ้นทั้ง 3 ด้านเลย

ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 41

ฝาหลังเป็นลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์ให้ผิวสัมผัสที่ดีมีความพรีเมียม พร้อมโลโก้ ASUS ตามมาตรฐานที่มีรัศมี Zen ที่เป็น DNA สำหรับขอบตัวเครื่องมีความสวยงามเรียบง่ายแต่ดูแพง ส่วนด้านในก็จะเป็นอลูมิเนียมแบบด้านที่ดูหรูหราไม่แพ้ด้านนอกทีเดียว ให้สเปกแรงแบบนี้ก็ยังถ่ายเทความร้อนได้อย่างรวดเร็วน่าประทับใจ แม้จะมีพัดลมเพียงตัวเดียวก็สามารถจัดการความร้อนภายในได้เป็นอย่างดี

อีกทั้งตัวเครื่องก็ผ่านการทดสอบตามมาตรฐาน MIL-STD-810G ระดับกองทัพสหรัฐฯ ที่มีการทดสอบในหลากหลายด้าน เช่น ทดสอบการตกหล่น ทดสอบการสั่นสะเทือน ทดสอบการทำงานในสภาวะอุณหภูมิต่าง ๆ ทำให้มั่นใจได้เลยว่าจะสามารถใช้งานตัวเครื่องนี้ได้ในแทบทุกสภาพแวดล้อมอย่างแน่นอน เรียกว่าเป็นโน๊ตบุ๊คที่เน้นความบางเบาหรูหราซึ่งมิติตัวเครื่องเทียบเท่ากับกระดาษ A4 เท่านั้นเอง

ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 40

ในส่วนของชุดบันเดิลที่ให้กับ ASUS ZenBook 13 UX325 มีทั้งในส่วนของซอฟต์เคสที่ดูดีลงตัวกับเครื่อง อีกทั้งได้ตัวแปลง USB-A to LAN RJ45 มาให้ใช้งานได้ทันที ตอบโจทย์คนที่ต้องการหรือจำเป็นใช้งานเชื่อมต่อเครือข่ายอินเตอร์เน็ตแบบสาย LAN อยู่เช่นตามที่ทำงานรวมไปถึงองค์กรต่างๆ โดดเด่นด้วยอแดปเตอร์ชาร์จไฟ ที่เป็นมาตรฐาน USB-C แบบ USB PD

ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 58

ทำให้ในการใช้งานร่วมกับตัวเครื่องได้สะดวกสบาย เพราะเราสามารถนำอแดปเตอร์นี้ไปชาร์จมือถือรุ่นใหม่ๆ หรืออุปกรณ์อื่นๆ ได้แทบทั้งหมด อาทิ กล้องดิจิตอล หรือ Power Bank นับได้ว่า ASUS ZenBook 14 UX425 เป็นการมาของ Intel Notebook หน้าจอ 14″ สายทำงานบางเบาที่ครบเครื่อง มีดีที่สเปกแรงลื่น ราคาคุ้มค่า ต่อยอดความสำเร็จจากรุ่นก่อนๆ ได้เป็นอย่างดี ยืนยันได้เลยว่า ASUS ใส่ใจในการออกแบบ รายละเอียด เพื่อการรองรับใช้งานจริงของคนรุ่นใหม่จริงๆ 

ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 22
ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 21
ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 8
ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 5
ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 26
ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 36
ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 45
ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 46
ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 47

Keyboard / Touchpad

ปุ่มคีย์บอร์ดของ ASUS ZenBook 14 UX425 มีขนาดใหญ่เป็นสีเดียวกับตัวเครื่อง จัดว่าอยู่ในขนาดพอตัวเมื่อเทียบกับขนาดหน้าจอ 14″ ทำให้พอมีพื้นที่เว้นว่างบ้าง โดยมีระยะการกดที่ 1.4 มิลลิเมตร ซึ่งให้สัมผัสในการกด การเด้งของปุ่มที่ดี การตอบสนองทั้งขนาดแป้นพิมพ์ที่รับกันนิ้วกันและช่องว่างระหว่างแป้นที่ทำให้มีความแม่นยำในการกด

ส่วนไฟ LED ที่คีย์บอร์ดก็จะเป็นสีขาวตัวอักษรเป็นสีขาวเข้ากัน พร้อมไฟส่องสว่างทำให้เราใช้งานในที่แสงน้อยหรือมืดๆ ซึ่งสามารถปรับความสว่างได้ 3 ระดับ ส่วนปุ่ม Fn ที่เป็นทางลัดต่างๆ ติดตั้งอยู่ชุดคีย์บอร์ดแถวบนเป็นมาตรฐาน ใช้งานได้สะดวก

ASUS ZenBook 13 UX325

ตัวทัชแพดมีขนาดที่ค่อนข้างใหญ่ ซึ่งใหญ่กว่ารุ่นก่อนๆ มาก เมื่อเทียบกับขนาดตัวเครื่องโดยรวมที่มีเล็กกระทัดรัดถือว่าจัดเต็มเรื่องของการใช้งานจริง ดีไซน์ออกมาแบบไม่มีปุ่มแยกโดยเป็นชิ้นเดียวทั้งคลิกซ้ายคลิกขวา ซึ่งขอบรอบๆ มีการเล่นสีสันเป็นสีมันวาวสะดุดตา การใช้งานจัดได้ว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจ ตัวซอฟต์แวร์ที่ให้มาสามารถควบคุมจัดการได้ดี ใช้งานแบบมัลติทัชร่วมกับ Windows 10 ได้ลื่นไหลไม่มีสะดุด เรียกได้ว่าไม่จำเป็นต้องมีเมาส์มาต่อเพิ่มเลยก็ว่าได้

ส่วนที่เป็นไฮไลท์ก็คือ ASUS ZenBook 14 UX425 มีแผงปุ่มตัวเลขที่ซ่อนอยู่ในทัชแพดครับ โดยใช้ชื่อเรียกว่า NumberPad 2.0 ซึ่งสามารถเปิดใช้งานได้ด้วยการแตะไอคอนตรงมุมขวาบนของทัชแพดค้างไว้ 1 วินาที เส้นไฟสำหรับแบ่งพื้นที่ของแต่ละปุ่มก็จะปรากฏขึ้นมาให้ใช้งานเป็น Numpad ได้ทันที ซึ่งแม้ว่าจะมีปุ่มขึ้นมาแล้ว ผู้ใช้ก็ยังสามารถใช้ทัชแพดในการเลื่อนเคอร์เซอร์ได้อยู่ แต่หากมีการจิ้มลงบนพื้นที่ของแต่ละปุ่มเพื่อคลิกซ้าย ก็จะเปรียบเสมือนการกดปุ่มตัวเลขด้วย

ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 18
ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 19
ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 20

Screen / Speaker

หน้าจอของ ASUS ZenBook 13 UX325 เป็นจอด้าน แบบขอบบางทั้ง 4 ด้าน ให้ความละเอียด Full HD พาเนล OLED ที่ดีกว่า IPS ในทุกๆ ด้าน ให้ภาพคมชัดด้วยอัตราการตอบสนองที่เร็วถึง 0.2 ms สวยงามสมจริงทุกมุมมอง เมื่อประกอบกับขอบจอที่บางเฉียบ ตามสไตล์ NanoEdge Display โดยให้พื้นที่หน้าจอถึง 88% เป็นหน้าจอแสดงผล มาพร้อมกับ TÜV Rheinland certified eye care ช่วยถนอมสายตา และป้องกันแสงสีฟ้าที่เป็นอันตรายต่อดวงตา นอกจากนี้ยังได้รับการตรวจสอบความถูกต้องของสีจาก PANTONE Validated

ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 7

ทำให้ไม่ว่าจะการใช้งานทั่วไป การเปิดหน้าเว็บ การชมภาพยนตร์ ซีรีส์ รวมถึงการเล่นเกมดูเต็มอารมณ์มากยิ่งขึ้น โดยสามารถกางหน้าจอได้สูงสุดที่ 150 องศา ส่วนขอบจอด้านบนจะเป็นตำแหน่งของกล้องหน้า รวมถึงยังมีหลอดไฟ LED สำหรับแสดงสถานะว่ากล้องทำงานอยู่ เรียกได้ว่าเป็นโน๊ตบุ๊คที่ให้ประสบการณ์ที่ดีที่สุดรุ่นหนึ่ง

อีกทั้งแม้ขอบหน้าจอจะบางแต่ก็ยังติดตั้ง Webcam และไมโครโฟนแบบคู่มาปกติที่ขอบด้านบน ได้เทคโนโลยีตัดเสียงรบกวนขั้นสูง (AI Noise Cancelation) สำหรับการทำงานระยะไกลและการประชุมวีดีโอ โดยแยกเสียงรบกวนที่ไม่ต้องการออกจากเสียงพูดซึ่งสามารถกรองและแยกเสียงรบกวนรอบข้าง ดีที่สุด

ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 9
ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 10
ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 54

พร้อมด้วย 3D IR Camera ไว้ใช้งานร่วมกับ Windows Hello ด้วย ส่งผลให้เราสามารถใช้งานได้สะดวกสบาย ไม่ต้องกรอกรหัสแบบเดิมๆ อีกต่อไป รวมถึงมีความปลอดภัยด้วย นอกจากนี้ยังมีการที่ใส่ยางขอบจอแบบติดเนียนตามตลอดแนวขอบจอเลย ทำให้ช่วยซับแรงกระแทกได้ดีกว่าโน๊ตบุ๊ครุ่นอื่นๆ ที่มักจะติดตั้งมาเป็นจุดๆ ในบางตำแหน่งเท่านั้น ฉะนั้นมั่นใจเรื่องความแข็งแรงทนทานได้เลย

s1 5
s2 5
s3 5

การทดสอบประสิทธิภาพหน้าจอด้วยเครื่องมือที่เป็นทั้งซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์อย่าง Spyder5Elite  โดยให้ขอบเขตความกว้างของสีสันเทียบเท่ากับมาตรฐาน sRGB ที่ 100% และ AdobeRGB ที่ 99% เรียกได้ว่าให้ประสิทธิภาพเรื่องของสีสันนั้นดีมากกว่าโน๊ตบุ๊ครุ่นอื่นๆ พอตัว ซึ่งมีความเที่ยงตรงของสีที่สูง รองรับการทำงานที่เน้นกราฟิก หรืองานด้านการถ่ายได้ระดับมืออาชีพได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ส่วนความสว่างหน้าจอสูงสุดอยู่ที่เกือบๆ 350 cd/m2 ซึ่งจัดได้ว่ามีความสว่างในระดับกลางๆ ซึ่งเพียงพอต่อการใช้งานในที่ต่างๆ ได้แบบสบายๆ ทำให้เมื่อคาลิเบตหน้าจอแล้วสามารถไปทำงานภาพกราฟิกหรือตกแต่งภาพที่เน้นความเที่ยงตรงได้มาตรฐานระดับมืออาชีพเลยทีเดียว ส่งผลให้มีคะแนนรวมอยูท่ี 4.5 คะแนน ถือว่าสูงกว่าโน๊ตบุ๊คหลายๆ รุ่นในปี 2021 นี้ เมื่อเทียบกับราคายิ่งจัดว่าคุ้มค่า

ASUS ZenBook 13 UX325

ตัวลำโพงเป็นแบบสเตอริโอเลือกใช้ลำโพง 2 ตัว 2W x 2 ระบบเสียง Harman/Kardon ให้ที่เสียงที่ดีมากทั้งความดังและคุณภาพ ผ่านตัวซอฟต์แวร์ ASUS SonicMaster ทั้งในเรื่องของเสียงเบสที่มีน้ำหนัก เสียงกลางที่สมดุล และเสียงแหลมที่ออกมาใสๆ

พร้อมทั้งความดังและกังวาลที่มากกว่า เมื่อกางบานพับจอแบบ ErgoLift ออกมา ฐานเครื่องก็จะยกขึ้นเพื่อให้เสียงจากลำโพงสะท้อนกับพื้นเพิ่มมิติของทิศทางเสียง  ซึ่งตัวลำโพงจะอยู่บริเวณใต้ตัวเครื่องซ้ายและขวาลักษณะยิงลงพื้น 2 ตัว ทำให้เสียงที่ออกมามีเสียงดังฟังชัด

ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 52
ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 51
ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 53

Connector / Thin And Weight

ในเรื่องพอร์ตเชื่อมต่อก็ถือว่ามีความครบครันตามมาตรฐานของโน๊ตบุ๊คบางเบา ไม่ว่าจะเป็นพอร์ต USB 3.2 Type-A จำนวน 1 พอร์ต (น่าจะให้มาสักสอง) ไว้สำหรับการเชื่อมต่อกับแฟลชไดร์ฟหรือฮาร์ดดิสก์ภายนอกไว้ถ่ายโอนข้อมูลได้รวดเร็ว โดดเด่นด้วยการติดตั้งพอร์ต Thunderbolt 4 มาให้ 2 พอร์ต แน่นอนว่ารองรับการชาร์ไฟเข้าเครื่องทั้ง 2 พอร์ต ทั้งอแดปเตอร์อื่นๆ ที่เป็น PD หรือ Power Bank รวมถึงต่อหน้าจอแยก 4K / 8K อีกด้วย 

ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 42

ทางด้านพอร์ตการเชื่อมต่อหน้าจอก็จะมี HDMI มาให้ ส่วนช่องอ่าน micro-SD Card จะอยู่ด้านขวามือตัวเครื่อง อย่างไรก็ตามเป็นโมเดลตัวเครื่องที่ทาง ASUS เลือกตัดช่องเชื่อมต่อหูฟังแบบ Combo ไมค์และหูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตรออกไป (เหมือนกับ ASUS ZenBook 13 UX425 รุ่นหน้าจอ 14″) แต่ก็ยังดีที่มีตัวแปลงสาย USB-C to 3.5mm มาให้ด้วย อย่างไรก็ตามเป็นได้ต้องหาซื้อ USB-C Hub มาเพิ่มเติมก็จะดีมากๆ 

ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 41

ขนาดของตัวนี้ถือว่ามีมิติที่ค่อนข้างเล็กและบางเบา น้ำหนักตัวเครื่องอยู่ที่ 1.11 กิโลกรัม และตัวอแดปเตอร์ที่ชาร์จเองก็มีขนาดเล็ก กะทัดรัดซึ่งเมื่อรวมเข้าไปด้วยกันแล้วน่าจะมีหนักราวๆ 1.3 กิโลกรัม ถือว่ามีน้ำหนักที่มีความเบามากๆ เลยทีเดียว เพราะปกติแล้วโน๊ตบุ๊ค 13″ รุ่นก่อนๆ แค่ตัวเครื่องก็จะมีน้ำหนักอยู่ที่ 1.3 กิโลกรัมขึ้นไปแน่นอน  ซึ่ง ASUS ZenBook 14 UX425 ตอบสนองในเรื่องของการพกพาใส่กระเป๋าไปนอกสถานที่ได้อย่างเต็มรูปแบบ

ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 56
ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 57
ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 55

ASUS ZenBook 13 UX325 สเปก Core i Gen 11 เมื่อตรวจสอบข้อมูลของชิปประมวลผลด้วยโปรแกรม CPU-Z ก็พบว่าข้อมูลขึ้นมาครบถ้วนเลยครับ โดยเลือกใช้ชิป Intel Core i5-1135G7 ที่มี 4 คอร์ 8 เธรดสำหรับการประมวลผล ความเร็วที่ 2.40 – 4.20 GHz มีค่า TDP ในการปลดปล่อยความร้อนสูงสุดแค่ 12W – 28W เท่านั้น ซึ่งจัดว่าต่ำมากสำหรับชิป Core i5 ในโน๊ตบุ๊ค ทำให้ตัวเครื่องโดยรวมไม่ร้อนจนเกินไป ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากการใช้สถาปัตยกรรมการผลิตที่ระดับ 10 นาโนเมตร อย่าง Tiger Lake เทคโนโลยีสุดล้ำ SuperFin Willow Cove

ที่ต้องบอกว่าสร้างมาตรฐานประสิทธิภาพที่มากกว่าชิปประมวลผลรุ่นก่อนๆ แรงเพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไปมากๆ หรือถ้างานที่ต้องประมวลผลจริงจังก็รองรับได้อย่างสบายๆ ส่วนแรมได้ขนาด 8GB แบบฝังบอร์ด เป็นมาตรฐาน LPDDR4X 4266 MHz ตามเทคโนโลยีของ Intel Core i Gen 11 ที่ผ่านการปรับแต่งให้เหนือชั้น  พร้อมให้ที่เก็บข้อมูล SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB ที่สามารถขับเคลื่อนระบบปฏิบัติการ Windows 10 แบบลื่นไหลอย่างที่สุด ในทุกๆ การทำงาน

c1 5.   c2 5

การ์ดจอเป็นแบบออนบอร์ดรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง Intel Iris Xe Graphics ที่ให้พลังในการประมวลผลที่ดีในระดับที่ก้าวกระโดดกว่ารุ่นก่อนๆ อย่างในเรื่องของกราฟิก 2 มิตินั้นก็รองรับได้อย่างสบายๆ หรือถ้าเป็น 3  มิติก็ต้องบอกว่ารองรับการทำงานได้ในระดับเบื้องต้นหรือระดับสูง รองรับการทำงานกับหน้าจอความละเอียดสูงอย่าง 4K / 8K ได้แบบไม่มีปัญหา เหมาะสำหรับคนที่ต้องการเพิ่มพลังการสร้างสรรค์คอนเทนต์ มองหาความบันเทิง หรือการเล่นเกมเปี่ยมอรรถรส  ประสิทธิภาพที่เรียกได้ว่าใกล้เคียงกับการ์ดจอแยกเลยทีเดียว ซึ่งสามารถเล่นเกม 3 มิติ พอได้บ้าง เดี๋ยวไปดูผลทดสอบกันอีกที

g1 5.   g2 4

สำหรับโปรแกรมทดสอบ CINEBENCH 15 / 20 ที่เน้นในเรื่องของพลังชิปประมวลผล คะแนนก็อยู่ในระดับที่น่าพอใจ เปรียบเทียบกับชิปประมวลผลที่เป็นรหัส U รุ่นก่อนหน้าแล้ว ก็ทำได้ดีกว่าเล็กน้อย รวมไปถึงตัวการ์ดจอเองก็มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เรียกได้ว่าตอบโจทย์ในส่วนของงานประมวลผลหนักๆ ได้อย่างสบายๆ ไม่น่าเป็นห่วงนัก รวมไปถึงตัวการ์ดจอเองก็มีประสิทธิภาพสูงเช่นเดิม เรียกได้ว่าตอบโจทย์ในส่วนของงานประมวลผลหนักๆ ได้อย่างสบายๆ รวดเร็วทันใจแบบสุดๆ สมกับเป็นชิปประมวลผลตัวบนในรุ่นใช้งานเต็มกำลัง และการ์ดจอที่อัพเกรดใหม่ที่เน้นการทำงาน 3 มิติที่ดียิ่งขึ้น

cine15 5.   cine20 5

 

ตัวเก็บข้อมูลของเครื่องที่เลือกใช้ SSD ก็ทำผลทดสอบเป็นที่น่าพอใจบนขนาดความจุ 512GB แบบ M.2 NVMe PCIe ระดับกลางๆ แน่นอนว่าเร็วกว่า SSD M.2 SATA 3 แบบทั่วไป ยิ่งเมื่อนำไปใช้เทียบกับฮาร์ดดิสก์แบบจานหมุนแล้วละก็จะเห็นถึงประสิทธิภาพทั้งในด้านการทดสอบและในด้านการใช้งานจริงที่แตกต่างกันอย่างเห็นเห็นได้ชัด เรียกได้ว่าเปิดอะไรปุ๊บก็ติดปั๊บ ที่ต้องบอกว่าความเร็วระดับการอ่านที่ราวๆ 1877 MB/s และเขียนที่ 895 MB/s เป็นระดับความเร็วในการเขียนอ่านทำงานโดยรวมที่น่าประทับใจ จัดว่าเป็น SSD M.2 NVMe ระดับมาตรฐานที่ใช้งานได้เป็นอย่างดี

ssd 5 

การทดสอบประสิทธิภาพกับโปรแกรม PCMark 10 Advance ซึ่งสามารถทำคะแนนการทดสอบรวมได้มากถึง 4,611 คะแนน (ใกล้เคียง Gaming Notebook ยิ่งขึ้นไปอีก) ถือได้ว่าในส่วนของการใช้งานทั่วไปโดยรวมนั้นสอบผ่านแบบสบายๆ ทั้งในส่วนของการเล่นเว็บไซต์ งานเอกสาร งานตกแต่งรูปภาพ ส่วนถ้าเอาไปใช้งานหนักๆ เช่นงานประมวลผล ตัดต่อวีดีโอ โปรเซสไฟล์ภาพความละเอียดสูง รวมไปถึงเล่นเกม 3 มิติ ซึ่งก็พอได้ แต่คงตอบสนองได้ไม่เท่าพวก Gaming Notebook หรือโน๊ตบุ๊คแรงๆ ที่ใช้ Core i ตระกูล H และการ์ดจอ GTX

pc10 4

ทดสอบเกมได้เฟรมเรมในการเล่นเกมทำออกมาน่าสนใจมากๆ โดยเฉลี่ยของเฟรมเรท (FPS) จากทั้ง 3 เกมออนไลน์ เกมที่ได้ทดสอบมีค่าเฟรมเรทเฉลี่ยค่อนข้างลื่นไหล น่าประทับใจทีเดียว เมื่อเทียบกับโน๊ตบุ๊คที่ไม่ได้เน้นเล่นเกมมาก ซึ่งตรงนี้ก็สามารถชี้วัดความสามารถในการเล่นเกมที่กราฟิกละเอียดๆ และภาพสวยๆ ได้ลื่นไหลเป็นอย่างดีเลย จากการที่สเปกภายในเป็นชิปประมวลผล Core i5-1135G7 ที่ทำงานร่วมกับการ์ดจอ ออนชิปอย่าง Iris Xe Graphics ได้ดีเยี่ยม ประกอบกับใช้แรม 8GB LPDDR4x4266 MHz รวมไปถึง SSD ก็ส่งผลช่วยด้วย

สำหรับเกมออนไลน์อย่าง DOTA 2 ก็จัดการทดสอบแบบปรับสุดหมด ซึ่งเป็นความละเอียดที่จะสามารถเล่นให้ลื่นได้ สำหรับรายละเอียดภาพอื่นๆ ก็เรียกได้ว่าเปิดทุกอัน  ผลที่ได้ออกมาก็คือสามารถเรนเดอร์ได้อย่างไหลลื่นในระดับเฟรมเรทที่เฉลี่ยที่ 43 แต่ฉากตะลุมบอนกันก็เฟรมเรทลดลงไปที่ 21 (อยากลื่นกว่านี้ก็ปรับกลางๆ ได้) และในส่วนของเกม Overwatch ที่ปรับ Low ทดสอบแล้วจะมีเฟรมเรทเฉลี่ยอยู่ที่ 67 ซึ่งต่ำสุดอยู่ที่ 20 เฟรมเรทก็ทำออกมาได้ลื่นไหลกว่าที่คาดไว้พอตัว อย่างไรก็ตามด้วยตัวเครื่องที่บางเบาสุดๆ ทำให้เป็นข้อจำกัดอยู่บ้าง

game

ASUS ZenBook รุ่นนี้เองก็ยังมีในส่วนของซอต์ฟแวร์ที่จะเป็นตัวช่วยในการใช้งานของเราอีกด้วยอย่าง MyASUS (โดยเปิดเครื่องมาเจอเลยพร้อมมี Hotkey ให้กดใช้งาน) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสเปกภายใน หรือเช็คสถานะการทำงานส่วนต่างๆ ของเครื่อง รวมไปถึงยังสามารถ ตรวจเช็คสถานะเครื่องกับข้อมูลแคชต่างๆ ก็ทำการลบทิ้งได้ตรงนี้เลย หรือเช็คอัพเดทซอฟ์ตแวร์และไดร์เวอร์ต่างๆ ของเครื่องก็สามารถทำผ่านตรงนี้ได้เช่นกัน รวมไปถึงโหมดพัดลมและโปรไฟล์สีการแสดงผลอีกด้วย

my 1

Battery / Heat / Noise

แบตเตอรี่ตัวเครื่องเป็นแบบฝังไว้ในเครื่องเหมือนกับโน๊ตบุ๊คปีปัจจุบัน ตัวแบตเตอรี่มีขนาดประมาณ 4200 mAh ทำงานต่อเนื่องยาวนานได้ราวๆ19 ชั่วโมงต่อเนื่องในการใช้งานแบบปกติ (ดูภาพยนตร์และเล่นอินเตอร์เน็ต) ด้วยการทดสอบปรับเป็น Power Saver Mode แล้วดู Youtube ยาวๆ พร้อมกับลดแสงและเสียงเหลือ 10%

ซึ่งคาดว่าจะทำได้นานยิ่งกว่านั้นปรับเปลี่ยนตามการใช้งานของแต่ละคน ว่าเปิดโปรแกรมอะไร อย่างถ้าใช้ Microsoft Edge ก็จะใช้งานได้ยาวนานกว่า Chrome นั่นเอง อีกทั้งมีฟังก์ชั่นชาร์จเร็ว ที่สามารถชาร์จไฟกลับคืนให้กับแบตเตอรี่ 0 ไปจนถึง 60% ในเวลาเพียง 49 นาที ทำให้เครื่องกลับมาพร้อมใช้งานได้อย่างรวดเร็วด้วย

batt 4

อุณหภูมิภายในของชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 ล่าสุดได้ทดสอบดูผ่านทางโปรแกรม Hardware Monitor โดยมีความร้อนสูงสุดคือ 91 องศาเซลเซียส จากการเล่นเกมและประมวลผลงานต่อเนื่อง ซึ่งถ้าใช้งานทั่วไปจะอยู่ที่ 30 – 50 องศาเซลเซียสโดยประมาณ ด้วยการทดสอบให้ห้องแอร์ปรับอากาศที่ 25 – 27 องศาเซลเซียส

เรียกได้ว่าระบบระบายความร้อนของ ASUS โน๊ตบุ๊คเครื่องนี้มีอุณหภูมิที่ไม่ถึงกับเย็นมาก เพราะจากการที่ตัวเครื่องเน้นความบางสุดๆ อย่างไรก็ตามไม่ได้ส่งผลให้ตัวเครื่องเสียหายหรือมีปัญหาหน่วงหรือกระตุกแต่อย่างใด เรียกได้ว่าเป็น Intel Notebook รุ่นใหม่ที่จัดการความร้อนได้ดีในระดับที่เราไม่ต้องกังวลแล้ว

temp 4

โดยตัวเครื่องมีความรู้สึกว่าร้อนอยู่บ้างเวลาใช้งานหนักๆ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เราต้องกังวลมากนัก เพราะเวลาใช้งานจริงๆ เราคงไม่ได้เอาไปเล่นเกมหรือประมวลผลงานหนักๆ ต่อเนท่องยาวนานอยู่แล้ว จากการที่เป็นโน๊ตบุ๊คพกพาบางเบา ไม่ใช่ Gaming Notebook

Conclusion / Award

จัดว่าโน๊ตบุ๊คอีกหนึ่งรุ่นที่ทุกๆ คนให้ความสนใจอย่าง ASUS ZenBook 13 UX325 ที่ต่อยอดความสำเร็จตระกูล ZenBook ได้เป็นอย่างดีมาพร้อมความสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของหน้าจอ OLED ที่ดีที่สุด และราคาถูกที่สุดในตลาด พร้อมดีไซน์การออกแบบ ภาพลักษณ์ วัสดุ งานประกอบ ความทนทานที่ยอดเยี่ยมเหนือชั้นมากกว่า มาตรฐาน MIL-STD-810G ระดับกองทัพสหรัฐฯ ที่มีความทนทานมากกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไปชัดเจน

รวมไปถึงสเปคประสิทธิภาพจากการใช้ชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 Tiger Lake โดยมี Intel Iris Xe Graphics ที่ทั้งแรงขึ้นพร้อมมี AI ช่วยทำงานส่งเสริมประสบการณ์ใช้งานโปรแกรมต่างๆ ที่สนับสนุน สมกับเป็นโน๊ตบุ๊คบางเบาระดับสูงของทาง ASUS ที่ทุกคนต่างในการยอมรับ กับค่าตัว ASUS ZenBook 13 UX325 ถือว่าเป็นที่สุดของความคุ้มค่า สนนราคาที่ 27,990 บาท

ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 17

 ซึ่งเหนือกว่าในเรื่องฟีเจอร์ที่ครบเครื่องมากกว่าคู่แข่งอื่นๆ ในกลุ่มที่ใกล้เคียงกัน ทั้ง NumberPad 2.0 และ 3D IR Camera ใช้งานผ่านทาง Windows Hello อีกทั้งด้วยการที่ตัวเครื่องมีขนาดเล็กเทียบและมีหน้าจอขนาด 13.3″ แต่มิติรูปทรง น้ำหนัก มีขนาดเล็กกว่าโน๊ตบุ๊ค 13.3″ ทั่วไป เทียบเท่ากระดาษ A4 เลยก็ว่าได้ ซึ่งมีน้ำหนักเพียง 1.11 กิโลกรัมและบางเพียง 13.9 มิลลิเมตรเท่านั้น นอกจากนี้ยังโดดเด่นด้วยการทดสอบตาม

ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 14

เอาเป็นว่าสมแล้วที่จะเป็นสุดยอดโน๊ตบุ๊คบางเบาได้หน้าจอ OLED ในราคาคุ้มค่า แต่ก็จัดเต็มทุกๆ อย่าง ที่โดดเด่นเลยก็คือ มาตรฐาน Thunderbolt 4 จำนวน 2 พอร์ตที่ดีที่สุด จากการที่สเปกเป็น Intel Core i Gen 11 พร้อมชูนวัตกรรม ErgoLift ของคีย์บอร์ดที่ทำมุม 3 องศา ช่วยให้การพิมพ์งานง่ายกว่าเคย

พร้อมระบายความร้อนดีขึ้น ระบบเสียงดีขึ้น นอกจากนี้ยังได้ชิปประมวลผล แรม SSD และโปรแกรม Office Home & Student 2019 (มูลค่า 4,299 บาท) ไปใช้งานฟรีๆ ติดเครื่องไปใช้งานยาวๆ ได้เลย ส่วนข้อสังเกตอาจมีบ้างอยู่ในเกณฑ์ที่รับได้อยู่

ASUS ZenBook 13 UX325

สรุปรีวิว ASUS ZenBook 13 UX325  ถือว่าเป็นโน๊ตบุ๊คที่ดีที่สุดรุ่นหนึ่งก็ว่าได้ในช่วงราคานี้ เพราะมาพร้อมกับประสิทธิภาพที่สูงเหมาะกับการทำงานทั่วไป หรือหนักๆ อย่างตัดต่อวีดีโอ ที่สามารถพกพาไปไหนมาไหนได้สะดวก หรือถ้าจะเล่นเกมบ้างก็สามารถทำได้ดีลื่นไหล ทั้งจากรูปลักษณ์และใช้งานจริง สมราคา การรับประกันก็ตามมาตรฐานของ ASUS ที่อัพเกรดเป็นมาตรฐานประกันแบบ 3 ปี On-site Service ซ้อมฟรีถึงบ้าน รวมไปถึงในปีแรกแค่เราลงทะเบียนก็จะได้ประกันอุบัติเหตุในปีแรก อย่าง Perfect Warranty แล้วด้วย

ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 62

Award

โดยในครั้งนี้จะเป็นการเปรียบเทียบการให้รางวัลกับเครื่องในกลุ่มของโน๊ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 13 นิ้วด้วยกัน ซึ่ง ASUS ZenBook 13 UX325  ก็ได้รางวัลต่างๆ ดังนี้

Best Mobility

ปัจจัยสำคัญของด้านของพกพา ก็คือขนาดที่กะทัดรัด เบาแค่ 1.11 กิโลกรัมเท่านั้น ตอบโจทย์การใช้งานสาย Mobility ได้อย่างครบถ้วนครับ กับตัวเครื่องบางเฉียบ ทำให้เป็นโน๊ตบุ๊คที่เหมาะมาก ๆ สำหรับการพกพาไปใช้งานนอกสถานที่ และนอกจากความบางเบา ยังมีความแข็งแกร่งอีกด้วย จากการใช้วัสดุที่ผ่านการทดสอบความทนทานตามมาตรฐานระดับกองทัพ ดังนั้นจึงหายห่วงเรื่องความทนทานได้เลย ส่วนแบตเตอรี่ก็ใช้งานได้ยาวนานกว่า 19 ชั่วโมงอีกด้วย เรียกได้ว่าแทบไม่ต้องพกอแดปเตอร์ไปด้วยเลย หรือจะพกไปก็เล็กมากๆ

NBS award 4 Mobility

Best Design

ฟีเจอร์โดยรวมของ ASUS ZenBook 13 UX325 เป็นโน๊ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 13.3″ มีความโดดเด่นในทุกๆ มิติ  อีกทั้งได้เป็น OLED คุณภาพสูงให้ประสบการณ์ใช้งานที่ดีที่สุด ภายในตัวเครื่องที่มีขนาดเล็กกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไปที่ใช้จอขนาดเดียวกัน ให้มิติที่เล็กกระชับลงกว่าเดิม  ไปจนถึงบานพับ ErgoLift ที่ช่วยเสริมประสบการณ์การใช้งานได้เป็นอย่างดี รายละเอียดรอบนอกเครื่องดูแล้วเรียบหรูตามสไตล์คนรุ่นใหม่ วัสดุหลักเป็นอลูมิเมียมเกรดสูงแบบ Unibody ที่ไร้รอยต่อ ผสานกับลวดลายการออกแบบอันเป็นแบบฉบับของ ZenBook ด้วยสีสันอย่างสีเทา (Pine Grey) ที่หรูหราพรีเมียม

NBS award 7 Design

Best Value

จัดเป็นโน๊ตบุ๊คสายบางเบาพกพาสะดวก แต่ราคาก็จัดว่าไม่แพง จัดว่าคุ้มค่าที่สุดรุ่นหนึ่งก็ว่าได้ ด้วยราคาขาย 28,990 บาท ที่มาพร้อมสเปคอย่าง Intel Core i Gen 11 รวมถึงมีแรม 8GB LPDDR4x 4266 MHz และที่เก็บข้อมูลมาตรฐานแบบ SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB แถมมีสแกนใบหน้า 3D IR Camera และฟีเจอร์อื่นๆ จัดเต็ม เป็นโน๊ตบุ๊คบางเบาเหมาะกับการใช้งานทั่วไปเน้นหลากหลาย ดีไซน์ก็พรีเมียม แถมได้ Office แท้ เรียกได้ว่าหาได้ยากสำหรับโน๊ตบุ๊คแบบนี้ ที่สำคัญประกันยังมีระยะถึง 3 ปี On-site + Perfect Warranty ในปีแรกด้วย

award new value

from:https://notebookspec.com/web/577796-review-asus-zenbook-13-ux325-oled-i5g11

รีวิว HP Pavilion 15 สเปก Intel Core I5-1135G7 การ์ดจอ MX450 จอ 15.6” IPS เบา 1.75 โล แบต 10 ช.ม. ราคา 25,990 บาท

HP Pavilion 15 รุ่นปี 2021 ที่ใช้ชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 (Tiger Lake) เทคโนโลยีการผลิต 10 นาโนเมตร SuperFin ที่สุดในโน๊ตบุ๊คบางเบา อย่าง Core i5-1135G7 ที่ไม่ใช่แค่แรงขึ้น แต่มี AI ช่วยทำงานในตัว CPU พร้อมการ์ดจอออนชิปตัวใหม่อย่าง Intel Iris Xe Graphics ที่ทำให้ประสิทธิภาพกราฟฟิกดียิ่งขึ้นกว่ารุ่นก่อนๆ ที่เคยมีมาทั้งหมด

ด้วยฟีเจอร์ Intel Quick Sync ไม่ว่าจะดูหนังความละเอียดสูง 4K 8K ทำงานเอกสารได้ไหลลื่น ช่วยประมวลผลด้านทำกราฟิก อาทิตระกูล Adobe ต่างๆ ทำให้ตอบสนองได้อยางรวดเร็ว ตัดต่อ Video โดยใช้ iGPU ทำงาน รวมถึงสตรีมมิ่งก็ทำได้อย่างง่ายดาย เครื่องบางเบา พกพาสะดวก แบตเตอรี่ยาวนาน ประสิทธิภาพทั้งหมดอยู่ใน HP Pavilion 15 รุ่นใหม่ที่ใช้ Intel Core i Gen 11 

HP Pavilion 15

ที่สำคัญตัวเครื่องมาพร้อมกับน้ำหนักที่เบามากเพียง 1.75 กิโลกรัม และบางเพียง 17.9 มิลลิเมตรเท่านั้น เหมาะกับสายการทำงานหรือบันเทิงที่เน้นการพกพาไปนอกสถานที่ อาจจะใช้งานตามออฟฟิศหรือร้านกาแฟก็ลงตัวเหมือนกัน อีกทั้งมีการ์ดจอแยก NVIDIA GeForce MX450 ที่รองรับการเล่นออนไลน์ได้ลื่นไหลใกล้เคียงการ์ดจอแยก Gaming

ทำงานร่วมกับแรมขนาด 8GB DDR4 และ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB สนนราคาเพียง 25,990 บาท ได้ Windows 10 และซอฟต์แวร์ช่วยจัดการ พร้อมประกัน 2 ปี On-site Service ซ่อมฟรีถึงบ้านด้วย และที่ให้ความคุ้มค่ามากๆ ก็คือได้โปรแกรม Microsoft Office Home & Student 2018 ซึ่งมี Word / Excel / Power Point ใช้งานติดเครื่องยาวๆ ฟรีๆ ทันที 

NBS Verdict

HP Pavilion 15 เครื่องรีวิวบทความนี้เป็นสเปกขายจริง และพร้อมขายตามหน้าร้านแล้ว ได้สเปกและดีไซน์รุ่นล่าสุด ทดสอบใช้งานจริงแล้วน่าจะตอบโจทย์ความต้องการได้เป็นอย่างดีทีเดียวกับโน้ตบุ๊ตบางเบา ที่ให้ความสดใหม่แบบสุดๆ กับสเปกชิปประมวลผล Intel Core i5-1135G7 ที่จัดเต็มเรื่องเทคโนโลยี การผลิต 10 นาโนเมตร SuperFin ที่มี AI ช่วยงานประมวลผลร่วมกับซอฟต์แวร์ที่รองรับ อาทิ Microsoft Office ที่ประกอบไปด้วย Word / Excel / Power Point ซึ่งทำให้การทำงานมีความลื่นไหลกว่า Gaming Notebook แรงเสียอีก

HP Pavilion 15 2021 Review 15

รวมถึงโปรแกรมตระกูล Adobe อย่าง Photoshop / Lightroom ซึ่งช่วยให้ทำงานเร็วขึ้นกว่า พร้อมด้วยการ์ดจอออนชิป Iris Xe Graphics ซึ่งรองรับการแสดงผลภาพหน้าจอภายนอกสูงสุดที่ 4K – 8K ทำงานร่วมกับการ์ดจอ GeForce MX450 ที่เล่นเกมได้ลื่นไหลกว่า MX รุ่นก่อนๆ โดยมีแรม 8GB รองรับการอัพเกรดใส่เพิ่มได้อีก 1 แถวทันที พร้อมติดตั้ง SSD 512GB มาในราคาไม่แพง โดดเด่นด้วยตัวเครื่องที่มีความพรีเมียม พร้อมความบางเบา และแบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไป

ส่วนเรื่องอื่นๆ ถือว่าลงตัวมากๆ ในราคาที่เราจ่ายไป ไม่ว่าจะเป็น ดีไซน์งานประกอบ ประสิทธิภาพความลื่นไหล แบตเตอรี่และพอร์ตการเชื่อมต่อ แต่ถ้าเป็นข้อสังเกตเล็กน้อยก็น่าจะเป็นเรื่องของขอบเขตสีหน้าจออยู่ในระดับกลางๆ ซึ่งเหมาะกับงานทั่วไปมากกว่างานแบบมืออาชีพ รวมไปถึงในส่วนของความร้อนชิปประมวลผลที่อาจจะดูสูงไปหน่อย แต่ก็อยู่ในเกณฑ์ที่รับได้ไม่มีปัญหาใดๆ และปิดท้ายก็คือไม่ได้พอร์ตเป็น Thunderbolt 4 มาด้วยเท่านั้นเอง ซึ่งเทียบกับราคา 25,990 บาท ก็นับว่ารวมๆ แล้วคุ้มค่าน่าใช้งาน 

HP Pavilion 15 2021 Review 46

การรับประกันอย่าง HP On-site Service รับซ่อมเครื่องถึงหน้าบ้านเป็นระยะเวลา 2 ปี + Smart Friend (Plus) 1 ปี กู้ข้อมูลฟรี 1 ครั้ง , เช็คเครื่องฟรี 2 ครั้ง และ Call Center Support ตลอด 24 ชั่วโมงเพิ่มความคุ้มยิ่งเพิ่มเข้ามาอีกเยอะเลยล่ะ เอาเป็นว่าใครกำลังมองหาโน๊ตบุ๊คที่เน้นประสบการณ์ใช้งานที่ดีเหนือระดับกว่าโน๊ตบุ๊คยุคก่อนๆ ในราคาที่จ่ายถูกกว่า ก็ตามไปจัด HP Pavilion 15 ได้เลย โดยรวมแล้วเหมาะกับนักเรียนนักศึกษา คนทำงานที่เน้นใช้งานพื้นฐาน เล่นเกมบ้าง ให้ความสำคัญเรื่องดีไซน์ที่ดูดีในราคาที่คุ้มค่า โดยได้สเปกที่แรงลื่นเพียงพอกับการใช้งาน

HP Pavilion 15 2021 Review 75

ข้อดี HP Pavilion 15

  • ตัวเครื่องออกแบบใหม่ ให้ความสวยงามและหรูหรา งานประกอบดี พร้อมมีให้เลือก 2 สีสัน 
  • ขอบจอบางเฉียบ ตัวเครื่องบางเบา เพียง 1.75 กิโลกรัม บางเฉียบ 17.9 มิลลิเมตร
  • ชิปประมวลผลเป็น Intel Core i Gen 11 รุ่นใหม่ล่าสุด และการ์ดจอแยก GeForce MX 450
  • ได้แรมขนาด 8GB DDR4 Bus 3200MHz ที่ใช้งานได้ทันที หรือจะอัพเกรดก็ทำได้เลย
  • มาพร้อมหน่วยความจำสำรอง SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB ความเร็วสูงเพียงพอ
  • ประสิทธิภาพดี รองรับการทำงานและได้เล่นเกมออนไลน์ ได้อย่างลื่นไหล
  • มีพอร์ต USB 3.2 Type-A ทั้งหมด พร้อม USB 3.2 Type-C
  • แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนาน 10 ชั่วโมง
  • รับประกัน 2 ปีแบบ On-site Service
  • HP SmartFriend (Plus) บริการหลังการขายที่มากกว่า

ข้อสังเกต HP Pavilion 15

  • พอร์ต USB-C ยังไม่ได้เป็นมาตรฐาน Thinderbolt 4 แต่รองรับ PD 
  • พาเนลจอเป็น IPS ให้ขอบเขตสีระดับกลางๆ เหมาะกับงานพื้นฐานทั่วไป
  • ความร้อนชิปประมวลผลดูสูงไปหน่อยเมื่อทำงานหนักๆ แต่ไม่มีผลต่อการใช้งาน

Specification

HP Pavilion 15 ปี 2021 มาพร้อมสเปกชิปประมวลผลรุ่นล่าสุด อย่าง Intel Core i5-1135G7 (อนาคตน่าจะมี Core i7-1165G7 มาเป็นตัวเลือก) สถาปัตยกรรม Tiger Lake เทคโนโลยีการผลิตที่ 10 นาโนเมตร SuperFin ทำงานแบบ 4 Core / 8 Thread ความเร็ว 2.40 – 4.20 GHz โดยมี AI ในตัวช่วยประมวลผลงานต่างๆ มีค่า TDP ที่ 15Watt

โดยมีการ์ดจอบนชิปเป็น Intel Iris Xe Graphics ตัวแรง พร้อมการ์ดจอแยก NVIDIA GeForce MX 450 (2GB GDDR6) ที่แรกกว่า รองรับการใช้งานทั่วไปได้สบายๆ รวมไปถึงเล่นเกม ส่วนใส่ที่เก็บข้อมูลให้มาแบบ SSD M.2 NVMe PCIe ที่ 512GB พร้อมแรมขนาด 8GB DDR4 Bus 3200 MHz (รองรับการอัพเกรดอีก 1 แถวทันที)

HP Pavilion 15 eg0034TX spec

ได้หน้าจอแสดงผลขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD หรือ 1920×1080 พิกเซล แบบด้าน พาเนล IPS คุณภาพดี ความคมชัดสูง มีกล้องเว็บแคมและมีไมค์ดิจิตอลในตัว ทางด้านพอร์ตที่ติดตั้งมีมาให้จะใช้ถือว่าครบครันเลยทีเดียวไม่ว่าจะเป็น USB 3.2 Type-A จำนวน 2 ช่อง, USB 3.2 Type-C จำนวน 1 ช่อง, micro-SD Card Reader, HDMI สำหรับต่อหน้าจอเสริม และรูหูฟังกับไมค์แบบคอมโบ

อัพเดทรองรับการเชื่อมต่อไร้สายด้วย Wi-Fi 6 AX201 (2 x 2) กับ Bluetooth 5.0 พร้อมการรับประกัน 2 ปีแบบ On-site Service ตามมาตรฐานของ HP ที่ทุกคนไว้ใจได้ ที่สำคัญก็คือนอกจากระบบปฏิบัติการ Windows 10 ที่ติดเครื่องมาให้พร้อมใช้งานแล้ว ยังให้ในส่วนของโปรแกรม Microsoft Office Home & Student 2019 มูลค่ากว่า 4,299 บาท มาฟรีๆ ติดเครื่องยาวๆ ไม่ต้องไปซื้อเพิ่มแยกต่างหากด้วย

HP Pavilion 15-eg0034TX ราคา 25,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i5-1135G7
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics + MX450
  • RAM : 8GB DDR4 3200 MHz 
  • DISPLAY: 15.6″ Full HD IPS 60Hz
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 512GB 
  • OS : Windows 10 Home (64 Bit)
  • Software : Microsoft Office Home & Student 2018
  • Warranty : 2 Year Onsite Service

HP Pavilion 15-eg0033TX ราคา 25,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i5-1135G7
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics + MX450
  • RAM : 8GB DDR4 3200 MHz 
  • DISPLAY: 15.6″ Full HD IPS 60Hz
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 512GB 
  • OS : Windows 10 Home (64 Bit)
  • Software : Microsoft Office Home & Student 2018
  • Warranty : 2 Year Onsite Service

Hardware / Design

ดีไซน์การออกแบบของ HP Pavilion 15 ปี 2021 วัสดุเป็นโลหะเกือบทั้งหมด โดดเด่นด้วยสีสันให้เลือก 2 สีคือเทา (Natural Silver) และน้ำเงิน (Fog Blue) โดยในรีวิวนี้เป็นสีน้ำเงิน เน้นไปที่ความเรียบง่าย จัดว่าพัฒนาต่อยอดมาจากรุ่นก่อนๆ แต่ยังคงเอกลักษณ์ความเป็น HP อยู่อย่างชัดเจน ด้วยวัสดุเกรดดีทั้งหมด ทำให้ได้งานประกอบแน่นหนา

ฝาหลังวัสดุเป็นโลหะอลูมิเนียมอัลลอยด์ พื้นผิวแบบเรียบๆ มีโลโก้ HP สีเงินมันวาวดูหรูหรา พื้นผิ้วติดมือทำให้เวลาจับไม่ลื่น แกนฝาพับก็เป็นแบบแกนเดียวขนาดใหญ่ ส่วนตัวบอดี้ด้านในที่เป็นบริเวณคีย์บอร์ดวัสดุจะเป็นพลาสติกที่ให้สัมผัสคล้ายโลหะส่วนปุ่มเปิดปิดเครื่องจะส่วนหนึ่งของแป้นคีย์บอดร์ดให้ความเรียบเนียน

HP Pavilion 15 2021 Review 68

ส่วนด้านในตัวเครื่องบริเวณที่พักข้อมือก็จะเป็นสีเงินเช่นเดียวกัน ให้ความเรียบง่ายแต่ดูดีเช่นกัน รวมถึงแป้นคีย์บอร์ดก็เป็นสีเงิน ช่วยเสริมความสวยงามได้ดี จัดว่าเป็นโน๊ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 15.6″ ที่บางเบาพกพาง่ายกว่าเดิมมาก ด้วยน้ำหนักเพียง 1.75 กิโลกรัม และด้วยความบางของตัวเครื่องที่ 17.9 มิลลิเมตร ตามสไตล์โน๊ตบุ๊คสมัยนี้ที่เน้นบางเบาและขอบจอต้องบางด้วย เหมาะกับคนที่ต้องการโน๊ตบุ๊คอีกรุ่นที่ราคาไม่แพง เน้นใช้งานทั่วไป ประสิทธิภาพดีลื่นไหลใช้งานได้ยาวๆ สวยงามเกินราคา

HP Pavilion 15 2021 Review 70

HP Pavilion 15 รุ่นใหม่ ต้องบอกว่างานดีจริงๆ เหมาะสำหรับคนที่ต้องการโน๊ตบุ๊คเพื่อใช้งานทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นงานเอกสารหรือเล่นอินเตอร์เน็ตเว็บไซต์ รวมไปถึงงานหนักๆ หรือเล่นเกมก็สามารถรองรับได้อย่างสบายๆ ที่สำคัญก็คือในส่วนของดีไซน์การเปิดตัวหน้าจอจะมียางรองด้านหลังช่วยยกตัวเครื่องและชุดคีย์บอร์ดให้เอียงรับเพื่อทำมุมอย่างเหมาะสมเวลาเปิด ทำให้เวลาที่ใช้งานนั้นผู้ใช้จะรู้สึกว่าตัวเครื่องมีการระบายอากาศทางด้านล่างของโน๊ตบุ๊คออกไปอย่างรวดเร็วและให้ความรู้สึกสะดวกสบายมากขึ้นเวลาพิมพ์

HP Pavilion 15 2021 Review 66

ส่วนระบบระบายความร้อนก็ได้ติดตั้งอยู่ใต้หน้าจอ ทำให้หมดกังวลเรื่องปัญหาที่จะทำให้ร้อนมืออย่างรุ่นก่อนๆ โดยบานพับเป็นแบบแกนเดียวขนาดใหญ่ที่แลดูแข็งแรงทนทานเข้ากับเครื่อง อาศัยระบบระบายความร้อนด้วยพัดลมถึง 2 ตัวด้วยกัน (ทั่วไปสเปกนี้จะให้มาแค่ตัวเดียวเท่านั้น) ในการใช้งานจริงๆ แทบไม่มีความร้อนแผ่ขึ้นมาเลย รวมๆ HP Pavilion 15 สเปก Intel Core i Gen 11 Tiger Lake  ถือว่าออกแบบมาได้เรียบง่ายแต่ดูดีเกินราคาไปมากจริงๆ กับราคาล่าสุดเพียง 25,990 บาท นับได้ว่าราคาไม่แพงเลย

HP Pavilion 15 2021 Review 71

HP Pavilion 15 2021 Review 39
HP Pavilion 15 2021 Review 47
HP Pavilion 15 2021 Review 48
HP Pavilion 15 2021 Review 55
HP Pavilion 15 2021 Review 58
HP Pavilion 15 2021 Review 60
HP Pavilion 15 2021 Review 38
HP Pavilion 15 2021 Review 25
HP Pavilion 15 2021 Review 6

Keyboard / Touchpad

ชุดคีย์บอร์ดของ HP Pavilion 15 ปี 2021 นั้นตัวปุ่มเป็นพลาสติกสีน้ำเงินเข้ากับตัวเครื่อง (ถ้าเครื่องเป็นสีเทาปุ่มก็จะเป็นสีเทา)โดยสกรีนตัวอักษรเป็นข่าว อีกทั้งได้รับการปรับดีไซน์ใหม่แบบ Island Style ทำให้สามารถพิมพ์ได้ง่ายขึ้น แต่สำหรับคนที่นิ้วเล็กนิ้วใหญ่สามารถใช้งานได้สะดวกทั้งหมด อีกทั้งให้สัมผัสและการเด้งตอบสนองได้ดีในระดับหนึ่ง

โดยขนาดของคีย์บอร์ดเป็นไซต์แบบปกติของโน๊ตบุ๊คจอ 15.6″ ซึ่งจะมีแป้นตัวเลขในส่วนของ Numpad มาให้ แน่นอนว่ามีไฟ Backlit สีขาวทำให้ใช้งานในที่มืดๆ หรือแสงน้อยได้ดีด้วย สำคัญคือเพิ่มความหรูหราเข้าไปอีก นอกจากนี้ยังมีการติดตั้งปุ่มสแกนลายนิ้วมือ Fingerprint มาเพื่อเข้าใช้งาน Windows 10 ได้สะดวกสบายและรวดเร็วปลอดภัยด้วย 

HP Pavilion 15 2021 Review 17

ทางด้านทัชแพดมีขนาดที่ค่อนข้างใหญ่และยาวเมื่อเทียบกับขนาดตัวเครื่อง ลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า ปุ่มคลิกซ้ายขวาเป็นแบบซ่อนปุ่ม การใช้งานจัดได้ว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจ กดไม่มียวบยาบ งานประกอบดี ตัวซอฟต์แวร์ควบคุมก็ช่วยจัดการได้ดี ใช้งานมัลติทัชร่วมกับระบบปฏิบัติการ Windows 10 ได้อย่างลื่นไหล ส่วนปุ่มเปิดเครื่องจะไปอยู่ที่เหนือปุ่ม Backspace พร้อมมีไฟ LED สีขาวแสดงสถานะการทำงาน 

HP Pavilion 15 2021 Review 18
HP Pavilion 15 2021 Review 21
HP Pavilion 15 2021 Review 20

Screen / Speaker

ในส่วนของหน้าจอเป็นแบบจอกระจกที่สดใส ขนาด 15.6″ บนความละเอียดในระดับ Full HD หรือ 1920 x 1080 พิกเซล  ถือว่าเป็นไปตามมาตรฐานของโน๊ตบุ๊คในปี 2021 โดยใช้พาเนล IPS ซึ่งให้สีสันที่ดีในระดับที่สวยงาม มุมมองกว้าง ซึ่งไม่ว่าจะนำมาเล่นเกม ดูหนังฟังเพลง หรือชมวีดีโอจาก YouTube ก็ได้สบายๆ

ภาพที่เห็นก็คมชัดดี ให้ความเรียบเนียนกว่าความละเอียด HD เดิมๆ ตัวงานประกอบขอบหน้าจอก็ทำได้ดีเป็นพลาสติกสีดำด้านแบบขอบบางเฉียบทั้ง 4 ด้าน ส่วนขอบจอด้านบนจะเป็นตำแหน่งของกล้องเว็บแคมพร้อมไมโครโฟน รวมถึงยังมีหลอดไฟ LED สำหรับแสดงสถานะว่ากล้องทำงานอยู่

HP Pavilion 15 2021 Review 10

เรียกได้ว่าเป็นโน๊ตบุ๊คที่ให้ประสบการณ์ที่ดีที่สุดรุ่นหนึ่ง นอกจากนี้ยังมีการที่ใส่ยางขอบจอแบบติดเนียนตามตลอดแนวขอบจอเลย ทำให้ช่วยซับแรงกระแทกได้ดีกว่าโน๊ตบุ๊ครุ่นอื่นๆ ที่มักจะติดตั้งมาเป็นจุดๆ ในบางตำแหน่งเท่านั้น ฉะนั้นมั่นใจเรื่องความแข็งแรงทนทานได้เลย

HP Pavilion 15 2021 Review 12
HP Pavilion 15 2021 Review 11
HP Pavilion 15 2021 Review 33

ให้ขอบเขตความกว้างของสีสันเทียบเท่ากับมาตรฐาน sRGB ที่ 62% และ AdobeRGB ที่ 46% เรียกได้ว่าให้ประสิทธิภาพเรื่องของสีสันอยู่ในระดับที่น่าประทับใจมาก ความสว่างหน้าจอสูงสุดอยู่ที่เกือบๆ 250 cd/m2 ซึ่งจัดได้ว่าอยู่ในเกณฑ์ดีกว่ามาตรฐานความสว่างของหน้าจอในโน๊ตบุ๊คทั่วไป คือ พอสู้แสงกลางแจ้งได้สบายๆ เหมาะกับการใช้งานนอกสถานที่ รวมไปถึงการทำงานภาพกราฟิกหรือตกแต่งภาพที่เน้นมืออาชีพมากๆ ก็ทำได้ดีเช่นกัน ยิ่งได้เรื่องความละเอียดหน้าจอที่สูงกว่า Full HD ด้วย ยิ่งตอบโจทย์ได้ยอดเยี่ยม

s1 4
s2 4
s3 4

 ต่อกันที่วัดความสว่างของหน้าจอตามตำแหน่งต่างๆ โดยแบ่งเป็น 9 ช่อง เทียบจากช่องกลางที่ปกติแล้วจะให้ความสว่างที่มากที่สุด ที่จะเห็นได้ว่าช่องมุมซ้ายบนของจอเป็น 0% ก็คือแสดงความสว่างได้เต็มที่ที่สุด แต่สำหรับช่องแถวล่างช่องแถวล่างซ้ายและขวาจะมีแสงสว่างที่ลดลงระดับ 13%ในการทดสอบก็เพื่อให้เราใช้งานอย่างระมัดระวังสำหรับคนที่บังเอิญจำเป็นต้องใช้งานภาพถ่าย หรืองานกราฟิกอื่นๆ ปิดท้ายด้วยคะแนน 4 เมื่อทดสอบด้านการแสดงผลต่างๆ ทั้งหมดแล้ว ผ่านทางอุปกรณ์ Spyder5Elite

HP Pavilion 15 2021 Review 27

ทางด้านลำโพงจะเป็นแบบสเตอริโอของ B&O แบบ 2W x 2 ซึ่งถูกติดตั้งอยู่เหนือชุดคีย์บอร์ด คุณภาพถือว่าดีเยี่ยมเพียงพอที่จะใช้งานในด้านของความบันเทิงทั่วๆ ไป เช่นดูหนัง ฟังเพลง หรือเล่นเกมต่างๆ ได้ตามมาตรฐาน ซึ่งตัวลำโพงจะวางอยู่ด้านบนคีย์บอร์ด ทั้งในด้านคุณภาพของเสียงและระดับความดังของเสียงอยู่ในเกณฑ์ดีกว่ามาตรฐานโน๊ตบุ๊คทั่วไป ตอบสนองการใช้งานพื้นฐานได้หมด

Connector / Thin And Weight

พอร์ตการเชื่อมต่อตัวเครื่อง HP Pavilion 15 นี้จัดว่าเป็นโน๊ตบุ๊คที่มีความครบครับอย่างมากเมื่อเทียบกับขนาดตัวเครื่อง แม้ว่าจะเป็นเครื่องที่มีการออกแบบมาให้เป็นเครื่องที่มีขนาดความบางและน้ำหนักเบาแต่เรื่องพอร์ตการเชื่อมต่อต่างๆ นั้น ก็มีมาให้มากพอทีเดียวไม่ว่าจะเป็น

USB 3.2 Type-A จำนวน 2 พอร์ต, USB 3.2 Type-C อีก 1 พอร์ต, HDMI, micro-SD Card Reader และช่องต่อหูฟังกับไมค์ขนาดแบบคอมโบขนาดมาตรฐาน 3.5 มิลลิเมตร เพียงพอต่อการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ในยุคปัจจุบัน แต่ก็เสียดายที่ USB-C ที่ให้มาไม่ได้เป็น Thunderbolt 4 แต่ก็ยังรองรับการชาร์จไฟ PD อยู่

HP Pavilion 15 2021 Review 40

ขนาดของตัวเครื่องและสายชาร์จ เมื่อเทียบกับขนาดของโน๊ตบุ๊ค 15.6″ นิ้วทั่วไปถือได้ว่ามีมิติที่เล็กกว่าพอสมควร ขนาด 36.16 x 24.56 x 1.79 เซนติเมตร ส่วนน้ำหนักตัวเครื่องเปล่านั้น อยู่ที่ 1.75 กิโลกรัม และเมื่อรวมกับตัวอแด็ปเตอร์เข้าไปด้วย ก็จะมีน้ำหนักราวๆ 2 กิโลกรัมนิดๆ เท่านั้น ก็จัดว่ามีน้ำหนักเบามาก ซึ่งแน่นอนว่าตอบสนองในเรื่องของการพกพาไปนอกสถานที่ได้อย่างเต็มรูปแบบ สมกับเป็นโน๊ตบุ๊คในยุคปัจจุบันทีเดียวเลย เน้นใช้งานแบบยกไปยกมาตามร้านกาแฟ ออฟฟิศ มหาวิทยาลัยได้แบบคล่องตัวสุดๆ

HP Pavilion 15 2021 Review 42
HP Pavilion 15 2021 Review 45
HP Pavilion 15 2021 Review 62

Inside / Upgrade

การแกะฝาฝาล่างทั้งหมดของตัวเครื่องเพื่ออัพเกรดหรือทำความสะอาดก็สามารถทำได้ง่ายๆ เพียงแค่ไขน็อตทั้งหมด แต่ก็ต้องระวังเพราะมีน็อตส่วนที่ซ่อนอยู่ตรงยางรองตัวเครื่อง 2 จุด ต้องใช้นิดงัดออกมาก่อน หลังจากนั้นก็ค่อยๆ แงะแกะทีละส่วนขึ้นอย่างช้าๆ เพียงเท่านี้ก็จะแกะฝาล่างได้ไม่ยากเย็น ส่วนประกอบภายในอื่นๆ  มีงานประกอบเรียบร้อยดี หลักๆ  แล้วเห็นได้ชัดถึงเมนบอร์ด แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ พร้อมระบบระบายความร้อนเป็นพัดลม 2 ตัว ฮีตไปป์ 2 เส้น มีช่องระบายความร้อน 2 ช่องแบบติดกัน

HP Pavilion 15 2021 Review 1

สำหรับฮาร์ดแวร์ภายใน เราจะเห็นถึงการติดตั้งแรมฝังบอร์ดมาแล้วขนาด 8GB x 1 ซึ่งเพียงพอต่อการใช้งานพื้นฐานทันทีไม่ต้องไปหาซื้อมาเพิ่มเองภายหลังแต่อย่างใด หรือจะอัพเกรดก็มีช่องว่างอีก 1 ช่อง พร้อมกันนั้นเราจะเห็นถึง SSD แบบ M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB ให้การใช้งานเป็นไปอย่างลื่นไหลไร้คอขวด ที่ต้องบอกว่าสำหรับการใช้งานทั่วไปจนไปถึงทำงานตัดต่อวีดีโอที่ไม่ซับซ้อนมาก สำหรับสเปกฮาร์ดแวร์ภายในถือว่าเหลือเฟือในการใช้งานเลยล่ะ

HP Pavilion 15 2021 Review 2
HP Pavilion 15 2021 Review 4
HP Pavilion 15 2021 Review 5

Performance / Software

HP Pavilion 15 สเปก Intel Core i Gen 11 เมื่อตรวจสอบข้อมูลของชิปประมวลผลด้วยโปรแกรม CPU-Z ก็พบว่าข้อมูลขึ้นมาครบถ้วนเลยครับ โดยเลือกใช้ชิป Intel Core i5-1135G7 ที่มี 4 คอร์ 8 เธรดสำหรับการประมวลผล ความเร็วที่ 2.40 – 4.20 GHz ใช้สถาปัตยกรรมการผลิตที่ระดับ 10 นาโนเมตร อย่าง Tiger Lake เทคโนโลยีสุดล้ำ SuperFin พร้อมมี AI ช่วยในการทำงานตัว ที่ดีกว่า Intel Core i Gen 10 อย่างที่ชิปประมวลผลรุ่นอื่นๆ ไม่สามารถให้ได้ พร้อมกันนั้นโน้ตบุ๊ครุ่นนี้สามารถรีดประสิทธิภาพได้ด้วย

c1 4.   c2 4

ที่ต้องบอกว่าสร้างมาตรฐานประสิทธิภาพที่มากกว่าชิปประมวลผลรุ่นก่อนๆ แรงเพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไปมากๆ หรือถ้างานที่ต้องประมวลผลจริงจังก็รองรับได้อย่างสบายๆ ส่วนแรมได้ขนาด 8GB แบบปกติ 1 แถว (SO-DIMM) เป็นมาตรฐาน DDR4 Bus 3200 MHz ตามเทคโนโลยีของ Intel Core i Gen 11 พร้อมเหลืออีกหนึ่งช่องรองรับการอัพเกรดเป็น 16GB ที่ทำงานแบบ Dual Channel ได้ทันที

พร้อมให้ที่เก็บข้อมูล SSD M.2 NVMe PCIe ความเร็วสูง ที่สามารถขับเคลื่อนระบบปฏิบัติการ Windows 10 แบบลื่นไหลอย่างที่สุด ในทุกๆ การทำงาน ส่วนถ้าต้องการเคลียร์เครื่อง ก็สามารถใช้งานฟังก์ชัน Reset this PC ที่อยู่ใน Settings ของ Windows 10 ได้เลยโดยไม่ต้องฟอร์แมต SSD เพื่อลง Windows ใหม่

g1 4.   g2 3

การ์ดจอเป็นแบบออนบอร์ดรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง Intel Iris Xe Graphics ที่ให้พลังในการประมวลผลที่ดีในระดับที่ก้าวกระโดดกว่ารุ่นก่อนๆ อย่างในเรื่องของกราฟิก 2 มิตินั้นก็รองรับได้อย่างสบายๆ หรือถ้าเป็น 3  มิติก็ต้องบอกว่ารองรับการทำงานได้ในระดับเบื้องต้นหรือระดับสูง รองรับการทำงานกับหน้าจอความละเอียดสูงอย่าง 4K / 8K ได้แบบไม่มีปัญหา

เหมาะสำหรับคนที่ต้องการเพิ่มพลังการสร้างสรรค์คอนเทนต์ มองหาความบันเทิง หรือการเล่นเกมเปี่ยมอรรถรส  ประสิทธิภาพที่เรียกได้ว่าใกล้เคียงกับการ์ดจอแยกเลยทีเดียว ซึ่งสามารถเล่นเกม 3 มิติ พอได้บ้าง อีกทั้งยังมีการ์ดจอแยก NVIDIA GeForce MX450 (2GB GDDR6) มาร่วมทำงานในส่วนของที่ทรัพยากรมากกว่า ที่ต้องบอกว่าประสิทธิภาพใกล้เคียงกับการ์ดจอ Gaming ระดับเริ่มต้นเลยทีเดียว 

cine15 4.   cine20 4

สำหรับโปรแกรมทดสอบ CINEBENCH 15 / 20 ที่เน้นในเรื่องของพลังชิปประมวลผล คะแนนก็อยู่ในระดับที่น่าพอใจ เปรียบเทียบกับชิปประมวลผลที่เป็นรหัส U Series รุ่นก่อนหน้าแล้ว ก็ทำได้ดีกว่าเล็กน้อย รวมไปถึงตัวการ์ดจอเองก็มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เรียกได้ว่าตอบโจทย์ในส่วนของงานประมวลผลหนักๆ ได้อย่างสบายๆ ไม่น่าเป็นห่วงนัก รวมไปถึงตัวการ์ดจอออนชิปเองก็มีประสิทธิภาพสูงเช่นเดิม เรียกได้ว่าตอบโจทย์ในส่วนของงานประมวลผลหนักๆ ได้อย่างสบายๆ รวดเร็วทันใจแบบสุดๆ สมกับเป็นชิปประมวลผลตัวบนในรุ่นใช้งานเต็มกำลัง และการ์ดจอที่อัพเกรดใหม่ที่เน้นการทำงาน 3 มิติที่ดียิ่งขึ้น

ssd 4

ตัวเก็บข้อมูลของเครื่องที่เลือกใช้ SSD ก็ทำคะแนนออกมาได้อย่างรวดเร็วเป็นที่น่าพอใจบนขนาดความจุ 512GB แบบ M.2 NVMe PCIe ระดับกลางๆ แน่นอนว่าเร็วกว่า SSD M.2 แบบทั่วไป ยิ่งเมื่อนำไปใช้เทียบกับฮาร์ดดิสก์แบบจานหมุนแล้วละก็จะเห็นถึงประสิทธิภาพทั้งในด้านการทดสอบและในด้านการใช้งานจริงที่แตกต่างกันอย่างเห็นเห็นได้ชัด เรียกได้ว่าเปิดอะไรปุ๊บก็ติดปั๊บ ที่ต้องบอกว่าความเร็วระดับการอ่านที่ราวๆ 1881 MB/s และเขียนที่ 975 MB/s เป็นระดับความเร็วในการเขียนอ่านทำงานโดยรวมแม้ไม่เร็วมาก จัดว่าเป็น SSD M.2 NVMe ที่เพียงพอต่อการใช้งานแน่นอน

pc10 3

การทดสอบประสิทธิภาพกับโปรแกรม PCMark 10 Advance ซึ่งสามารถทำคะแนนการทดสอบรวมได้มากถึง 4,594 คะแนน ถือได้ว่าในส่วนของการใช้งานที่ดีกว่าโน๊ตบุ๊คสเปกใกล้เคียงกัน โดยรวมนั้นสอบผ่านแบบสบายๆ ทั้งในส่วนของการเล่นเว็บไซต์ งานเอกสาร งานตกแต่งรูปภาพ รวมถึงงานตัดต่อวิดีโอ  จากการที่เป็นโน๊ตบุ๊คใช้ชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 มีการ์ดจอออนชิปตัวดีที่สุดอย่าง Intel Iris Xe Graphics + MX450 ทำให้มีคะแนนพุ่งกว่าโน๊ตบุ๊คในช่วงราคาใกล้เคียงกันเมื่อปีก่อนๆ และคาดว่าถ้าอัพเกรดแรมเป็น 16GB Dual Channel ต้องแรงขึ้นกว่านี้แน่นอน

gametest 1

ทดสอบการเล่นเกมจริงๆ เพื่อดูความลื่นไหลเฟรมเรมในการเล่นเกมทำออกมาน่าสนใจมาก โดยเฉลี่ยของเฟรมเรท (FPS) จากทั้ง 3 เกมออนไลน์ เกมที่ได้ทดสอบมีค่าเฟรมเรทเฉลี่ยค่อนข้างลื่นไหล น่าประทับใจทีเดียว เมื่อเทียบกับโน๊ตบุ๊คที่ไม่ได้เน้นเล่นเกมมาก ซึ่งตรงนี้ก็สามารถชี้วัดความสามารถในการเล่นเกมที่กราฟิกละเอียดๆ และภาพสวยๆ ได้ลื่นไหลเป็นอย่างดีเลย จากการที่สเปกภายในเป็นชิปประมวลผล Intel Core i5-1135G7 ที่สามารถรีดพลังได้เต็มที่

สำหรับเกมออนไลน์อย่าง DOTA 2 ก็จัดการทดสอบแบบปรับสุดหมด ซึ่งเป็นความละเอียดที่จะสามารถเล่นให้ลื่นได้ สำหรับรายละเอียดภาพอื่นๆ ก็เรียกได้ว่าเปิดทุกอัน  ผลที่ได้ออกมาก็คือสามารถเรนเดอร์ได้อย่างไหลลื่นในระดับเฟรมเรทที่เฉลี่ยที่ 62 แต่ฉากตะลุมบอนกันก็เฟรมเรทลดลงไปที่ 39 ในส่วนของเกมอื่นๆ อย่าง Overwatch / PUBG ที่ปรับ Max ทดสอบแล้วจะมีเฟรมเรทเฉลี่ยแล้วอยู่ที่  46 / 25 ซึ่งช่วงต่ำสุดจะอยู่ที่ 36 / 15 แนะนำว่าถ้าเล่นจริงๆ ปรับกราฟิกระดับกลางๆ จะเหมาะกว่า 

hp4

อีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจของ HP Notebook รุ่นนี้ รวมไปถึงโน๊ตบุ๊ค HP ทุกรุ่น ก็คือมาพร้อมซอฟต์แวร์บันเดิลอย่าง HP Support Assistant โดยเป็นโปรแกรมซอฟต์แวร์ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้เราดูแลคอมพิวเตอร์ได้อย่างเหมาะสม ป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น และช่วยแก้ปัญหาได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว โปรแกรมนี้ยังระบุข้อมูลที่สำคัญสำหรับแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งนั่นหมายรวมไปถึงการอัพเดทไดร์เวอร์ต่างๆ และ Windows ด้วย จัดได้ว่าดีและใช้งานได้จริง

Battery / Heat / Noise

แบตเตอรี่เป็นแบบฝังไว้ในเครื่องเหมือนกับโน๊ตบุ๊คยุคใหม่ ทำงานต่อเนื่องยาวนานได้ราว 9 – 10 ชั่วโมงต่อเนื่องในการใช้งานแบบปกติ (ดูภาพยนตร์และเล่นอินเตอร์เน็ต) ด้วยการปรับเป็น Power Saver Mode พร้อมลดเสียงกับแสงหน้าจอเหลือ 10% คาดว่าอาจจะได้น้อยกว่านี้โดยปรับเปลี่ยนตามการใช้งานของแต่ละคน ว่าเปิดโปรแกรมอะไร อย่างถ้าใช้ Microsoft Edge ก็จะใช้งานได้ยาวนานกว่า Chrome ส่วนระบบระบายความร้อน มาพร้อมพัดลม 2 ตัว ซ่อนอยู่ใต้หน้าจอ 

batt 3

อุณหภูมิต่ำสุดของเครื่องจะอยู่ที่ 40 – 50 องศาเซลเซียส แต่พอรีดประสิทธิภาพเต็มที่จะเห็นว่าชิปประมวลผลร้อนที่สุดที่ 98 องศาเซลเซียสเท่านั้น ส่วนการ์ดจอจะร้อนสุดอยู่ที่ 80 องศาเซลเซียส จากการใช้โปรแกรมรีดประสิทธิภาพและเล่นเกมแบบต่อเนื่อง นับว่าระบบระบายความร้อน HP Notebook เครื่องนี้ทำออกมาได้ดีกว่าโน๊ตบุ๊คสเปกใกล้เคียงกัน แม้จะดูว่าร้อนแต่ก็ระบายได้รวดเร็ว รวมไปถึงเฟรมเรทเล่นเกมก็ทำได้ดี ซึ่งนั่นน่าจะเป็นเพราะชุดระบายความร้อนที่เปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพ และชิปประมวลผล Intel รุ่นล่าสุดที่มีมีเทคโนโลยีการผลิตที่เล็กลง

temp2 1

Conclusion / Award

สรุปรีวิวได้ว่า HP Pavilion 15 ปี 2021 เป็นโน๊ตบุ๊คสายพรีเมียมดูดีในราคาไม่แพง ได้ดีไซน์บางเบาหน้าจอขนาด 15.6″ พาเนล IPS ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล โดยสเปกชิปประมวลผลรุ่นใหม่ล่าสุด Intel Core i5-1135G7 โดดเด่นด้วยการ์ดจอออนชิปที่ดีที่สุดอย่าง Intel Iris Xe Graphics ช่วยในการแสดงภาพความละเอียดสูง

โดยมีการ์ดจอแยก NVIDIA GeForce MX450 ที่รองรับการเล่นออนไลน์ได้ลื่นไหล ได้พัดลมระบายความร้อน 2 ตัว ฮีตไปป์ 2 เส้น ส่วนใส่ที่เก็บข้อมูลให้มาแบบ SSD M.2 NVMe PCIe ที่ 512GB ความเร็วสูงจัด พร้อมแรมขนาด 8GB DDR4 จำนวน 1 แถว พร้อมได้ Office Home & Student 2019 ในราคาเพียง 25,990 บาท ถือว่าคุ้มค่าสุดๆ

HP Pavilion 15 2021 Review 72

HP Pavilion 15 ให้ประสิทธิภาพการทำงานที่พอใช้งานทั่วๆ ไป อย่างพิมพ์งานเอกสารหรือเล่นอินเตอร์เน็ต ได้อย่างลื่นไหลไม่มีสะดุด รวมไปถึงความบันเทิงอย่างดูหนังฟังเพลง Steaming กับความบางและน้ำหนักที่เหมาะแก่การพกพาไปใช้งานนอกสถานที่มากๆ เหมาะกับนักเรียนนักศึกษาคนทำงาน ที่ต้องโน๊ตบุ๊คหน้าจอใหญ่ ที่มีความคล่องตัว ความแรงรองรับการใช้งานทั่วไปได้สบาย และพอเล่นเกม 3 มิติได้

รวมไปถึงยังประหยัดพลังงาน แบตเตอรี่ก็ยาวนานถึง 10 ชั่วโมง กับราคาเบาๆ เป็นเจ้าของได้ง่ายด้วยราคาที่สองหมื่นบาทกลางๆ ที่ต้องขอบอกว่าคุ้มค่ามากๆ สำหรับคนที่ต้องการมองหาโน๊ตบุ๊คราคาไม่แพงบางๆ เบาๆ ไว้ใช้งานนอกบ้าน ก็สามารถซื้อได้ที่ร้านค้าไอทีต่างๆ ทั่วประเทศ หรือจะสั่งซื้อออนไลน์สามารถทำได้เลย แต่อย่างไรก็ตามแนะนำว่าอัพเกรดแรมเป็น 16GB น่าจะช่วยเรื่องประสิทธิภาพได้อีก 

HP Pavilion 15 2021 Review 74

Award

โดยในครั้งนี้จะเป็นการเปรียบเทียบการให้รางวัลกับเครื่องในกลุ่มของโน้ต บุ๊คขนาดหน้าจอ 15.6″ ด้วยกัน ซึ่ง HP Pavilion 15 ก็ได้รางวัลต่างๆ ดังนี้

Best Design

HP Pavilion 15 ปี 2021 เป็นโน๊ตบุ๊คที่รองรับการทำงานรอบด้านและมาพร้อมหน้าจอ 15.6″ ที่ให้วัสดุเกรดคุณภาพ อีกทั้งมีดีไซน์ที่ทันสมัยสุดๆ แน่นอนว่าทำได้น่าประทับใจเสมอมาสำหรับ HP ซีรีส์ระดับกลาง จากวัสดุที่ดีอย่างโลหะ สีสันเป็นสีเงินเทาหรือน้ำเงินตลอดทั้งตัวเครื่อง พร้อมพื้นผิวแบบเรียบเนียน งานประกอบก็มีความเรียบร้อยแบบสุดๆ แถมยังบางเบาพกพาง่ายกว่าเดิมมาก ด้วยน้ำหนักเพียง 1.75 กิโลกรัม และด้วยความบางของตัวเครื่องเพียงที่ 17.9 ม.ม. จากแบตเตอรี่ที่นำไปไว้ในตัวเครื่อง ตามสไตล์โน๊ตบุ๊คที่เน้นความบางเบาก็ว่าได้

NBS award 7 Design 

Best Value

HP Pavilion 15 ปี 2021 รุ่นนี้มีความโดดเด่นสุดๆ เพราะเป็นรุ่นแรกๆ ของ HP ที่ใช้ชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 Tiger Lake อย่าง Core i7-1135G7 ตัวประหยัดพลังงานรุ่นล่าสุด ทำงานร่วมกับการ์ดจอแยก NVIDIA GeForce MX450 ที่สำคัญยังมีประสิทธิภาพโดยรวมที่ดีด้วยแรมขนาด 8GB ที่เพียงพอ (หรือจะอัพเกรดเพิ่มก็ทำได้) และ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB ที่แรงมากๆ อีกด้วย (สนนราคาเพียง 25,990 บาท ได้ประกัน 2 ปี On-site Service ซ่อมฟรีถึงบ้านตามมาตรฐาน HP ด้วย และ Office 2019 ถือว่าคุ้มค่าน่าใช้งานสุดๆ

award new value

 

from:https://notebookspec.com/web/577409-hp-pavilion-15-review-i5-1135g7-mx450

รีวิว HyperX CLOUD II WIRELESS หูฟัง 7.1 Surround รุ่นไร้สายมาตรฐาน Lag-Free ไร้ความหน่วงเสียงดี ครอบเต็มหูใส่สบาย

HyperX Cloud II Wireless งานออกแบบและกลิ่นอายของ HyperX Cloud II หูฟังเกมมิ่งตัวที่ได้รับความนิยมที่สุด ตอนนี้มาในรุ่นพัฒนากับการใช้สัญญาณแบบไร้สายแล้วครับ

HyperX Cloud II Wireless ยังคงคอนเซปในเรื่องของความเบาและความสบายในการสวมใส่ครับ

น้ำหนักรวมไมค์อยู่ที่ 309 กรัมเท่านั้นเอง ถือว่าเบาสุดในกลุ่มระดับตลาดเดียวกัน และยังใช้งานออกแบบ Signature HyperX Comfort ผิววัสดุในส่วนสัมผัสไม่เหนียวไม่ระคาย ใช้ที่ครอบหู Memory Foam หุ้มผิวสัมผัสหนัง แกนหูฟังเป็นแกนโลหะน้ำหนักเบา ยืดหยุ่นได้เคลือบผิวด้วยสีแดง HyperX


ดำสลับแดงตลอดทั้งตัว ด้ายแดงเย็บเก็บขอบส่วนที่คาดศีรษะ ด้านบนเป็นหนังเทียมปั้มตรา HyperX สวยงามครับ ฝาหูฟังซ้ายขวาสกรีนโลโก้เป็นผิวโลหะทั้งคู่

ปุ่มควบคุมบนตัวหูฟังครบจบในตัวเอง แม้ว่าปกรณ์ของ HyperX จะสามารถเซ็ตค่าต่างๆ ผ่านโปรแกรม NGENUITY Software ได้ทั้งหมด แต่เจ้าตัวนี้ก็ควบคุมจบด้วยตัวมันเองได้เช่นกัน โดยมีปุ่มหมุนปรับระดับเสียง ปุ่มเปิดปิดตัวหูฟังพร้อมไฟแจ้งสถานะการทำงาน และใช้เป็นปุ่มเปิดปิดการทำงานของระบบเสียง 7.1 Surround ในตัวด้วย และก็มีปุ่มสำหรับเปิดปิดไมค์โครโฟนโดยตรง

มีพอร์ทชาร์จในแบบ USB Type C พร้อมสายที่แถมมาให้แบบสั้นๆ ครับ เพราะสายมีเอาไว้เพื่อชาร์จไฟเพียงอย่างเดียว การเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อย่าง PC, Notebook หรือเครื่องเกมอย่าง Nintendo Switch หรือ PlayStation จะใช้ตัว USB Dongle 2.4GHz Wireless เป็นตัวรับส่งสัญญาณเสียงแบบไร้สายเพียงเท่านั้นครับ

นำ USB Dongle 2.4GHz Wireless ไปเสียบกับอุปกรณ์ที่ต้องการใช้งาน จะมีไฟแจ้งสถานะการทำงานอยู่บนตัว USB จากที่ทดสอบสัญญาณเสียงของรุ่นนี้การันตีเกรด Lag-Free ครับ เสียงที่มาถึงหูฟังปราศจากความล่าช้า ใช้งานเล่นเกม ดูหนัง ฟังเพลง เสียงซิงก์เป๊ะกับภาพพอดี ระยะการเชื่อมต่อสามารถเดินไปได้ไกลได้ถึงประมาณ 15 เมตรเสียงถึงจะเริ่มมีอาการให้ได้ยิน อิสระมากครับเวลาใช้งานหูฟังไร้สาย เดินไปไหนมาไหนก็ยังได้

เมื่อวาง Earpads แนบใบหูแล้วโลกจะเงียบ ไม่ใช่เงียบด้วยซอฟท์แวร์ ANC แต่เงียบเพราะความพอดีจาดเนื้อวัสดุและการออกแบบ ที่เก็บเสียงได้ดีจนเหมือนเปิดระบบตัดเสียงรบกวน บวกกับน้ำหนักที่เบา ก้านหูฟังที่ไม่แข็งเกินไป และบุภายใน Earpads ด้วย Memory Foam ทั้งหมดคือการออกแบบเฉพาะของ Signature HyperX Comfort ความสบายของผู้สวมใส่ของรุ่นนี้ผมให้คะแนน 10/10 ครับ

HyperX Cloud II Wireless ยังเรียกได้ว่าเป็นหูฟังที่ให้ไดรเวอร์ใหญ่เป็นตัวท็อปของกลุ่มตลาด

ขณะที่บางเจ้าให้ไดร์เวอร์ขนาด 40mm หรือใหญ่หน่อยก็ 50mm แต่สำหรับรุ่นนี้ใช้ไดรเวอร์ 53mm ใหญ่กว่า พลังเสียงมาเต็มกว่าแบบที่ไม่อึดอัด ซึ่งในเกรดหูฟังราคานี้ผมว่าเราควรได้เสียงในระดับที่คาดหวังได้ เสียงฉากแอคชั่นหรือจังหวะกระชากอารมณ์ของเกมรุ่นนี้ให้เสียงที่เต็มอารมณ์แน่นอนครับ

หรือถ้านำไปใช้ฟังเพลง อยากโยกกับ EDM ในระดับ Volume MAX 100! เจ้าตัวนี้พาคุณลอยได้แน่นอน ผมรับประกัน ^^ (ผมก็กำลังใช้มันเพื่อลอยไป รีวิวไป 555 ) ลองซัดกับซาวด์เพลง Tsunami (บอร์เจียส) เอาอยู่ทุกร่องเสียง ทุกซาวด์ เก็บหมดแบบไม่ต้องพยายาม

และยังรองรับระบบ HyperX 7.1 Surround Sound ระบบเสียงรอบทิศทาง นำไปใช้กับภาพยนตร์ คลิปวีดีโอ หรือเกมที่รองรับระบบเสียง 7.1 ได้ทั้งหมดครับ จะเป็นการเพิ่มมิติเสียงจากแค่สเตอริโอซ้ายขวา กลายเป็น 7 ทิศทางเสียง ผมทดสอบเปิดปิดและฟังมิติเสียงได้มิติชัดเจนครับ (สามารถเปิดและปิด 7.1 Surround ได้จากการกดปุ่มพาวเวอร์หนึ่งครั้ง)

การฟังเพลงในระบบสเตอริโอและแบบ Surround อาจจะเรียกว่าให้อารมณ์คนและแบบ สามารถเลือกได้ตามรสนิยมความชอบนะครับ บางคนชอบฟังเพลงในแบบสเตอริโอแต่บางคนก็ชอบฟังเพลงในเสียงแบบเซอร์ราวด์ ถ้าเป็นเรื่องเพลงผมว่าแล้วแต่ความชอบส่วนบุคคล แต่ถ้าเป็นภาพยนตร์หรือการเล่นเกมอันนี้คือปิดไม่ได้เลยนะครับ ความมันของการรับฟังเสียงเหมือนคนละเรื่อง ^^ ผมขอร้องกัน อย่าใช้ระบบเสียงสเตอริโอกับการดูหนังหรือเล่นเกม ถ้าหูฟังของเรารองรับระบบเสียง 7.1 ถือว่าขอ 555

ในกล่องจะมีไมค์สำหรับเชื่อมต่อกับชุดหูฟังมาให้ เป็นไมค์แบบสองทิศทาง ใหญ่กว่าทั่วไปมาในขนาด 6mm  ไมค์แบบสองทิศทางมีข้อดีคือคุณจะหันหัวไมค์มาทางไหนก็ได้ ไม่ต้องหมุนหาด้านรับเสียงเหมือนหัวไมค์ทิศทางเดียว ภายในกล่องจะมาพร้อมฟองน้ำกันลมหุ้มหัวไมค์ จะบอกว่าแค่จับฟองน้ำหุ้มหัวไมค์ก็มีคุณภาพแล้ว 555 ฟองน้ำหนาแน่นมากครับ

ตัวไมค์จะมีไฟ LED แจ้งสถานะการทำงานให้เราได้มองเห็นได้ง่ายๆ   เมื่อเรากดปิดการใช้งานไมค์ ไฟ LED สีแดงจะติดขึ้นมาเพื่อให้เราทราบว่าไมค์กำลังถูกปิดอยู่ เราสามารถกดเปิดปิดไมค์ได้บนปุ่มเฉพาะบนตัวหูฟังครับ ออกแบบปุ่มมาดี ให้เราคลำๆ เอาก็จะเจอได้ เพราะเขาทำปุ่มไมค์มาแบบยื่นนูน แต่ปุ่มพาวเวอร์จะเป็นแบบเว้าโค้งเข้าไป

ที่ครอบหูเงียบๆ มีสมาธิ มีไมค์รับเสียงที่โอเค เอามาใช้เรียนหรือทำงานในแบบออนไลน์ ผมว่าก็เหมาะเช่นกัน และแบตเตอรี่มันก็อึดมากครับไม่ต้องชาร์จบ่อย ผมเปิดต่อเนื่องแบบฟลูฟังก์ชั่น ในระดับเสียงเกือบเต็มร้อย มันก็ยังใช้แบตไปแค่ประมาณชั่วโมงละ 3% เท่านั้นเอง

แต่อย่างไรแม้จะสามารถทำงานได้บนตัวมันเองแทบทั้งหมด แต่เราก็ควรจะติดตั้งโปรแกรม NGENUITY Software มาใช้งานบนอุปกรณ์ Windows นะครับ เพราะภายในโปรแกรมจะทำให้เราสามารถมอนิเตอร์การทำงานของหูฟังได้ บอกระดับแบตเตอรี่ให้เราทราบ และใช้เซ็ตค่าบางอย่างที่ต้องทำผ่านโปรแกรมเท่านั้น อย่างเช่นตั้งเวลาให้หูฟังทำการปิดตัวเองอัตโนมัติเพื่อถนอมแบต เมื่อเราไม่ได้ใช้งานสักระยะหนึ่ง เราตั้งค่าไว้ได้ครับว่าให้มันปิดตัวเองภายในกี่นาที

การเปิดปิดฟังก์ชั่น MIC MONITORING ก็สามารถทำได้ในตัวโปรแกรม มันคือคำสั่งเปิดปิดการรับเสียงพูดของเราเอง และให้เสียงรอบตัวสามารถผ่านไมค์เข้ามายังหูฟังของเราได้มากขึ้น เพราะบางคนชอบได้ยินเสียงตัวเองไปด้วยนั้นเองครับ และจะบอกว่าฟีเจอร์ Lag-Free ก็ยังเห็นผลในเรื่องของการได้ยินเสียงพูดตัวเองตรงนี้ด้วย เสียงจากไมค์มาสู่หูฟังของเราเป็นแบบเรียลไทม์มากๆ ไม่แลค ไม่หลอน ไม่สะท้อนเสียงตัวเองแม้จะเป็นระบบรับส่งเสียงกับอุปกรณ์แบบไร้สาย

สรุปท้ายรีวิว

ใส่ได้นาน ใส่สบาย ไม่ต้องมีสายให้เกะกะ ควบคุมง่ายผ่านบนตัวหูฟังได้หมด เสียงดีมีระบบ 7.1 Surround และแบตเตอรี่อึด ผมให้หูฟังตัวนี้ครบเครื่องมากครับ ใช้งานง่ายและจบในตัวเอง

HyperX Cloud II Wireless จะเปิดจำหน่ายในไทยช่วงกลางเดือนทีนาคม ราคาจำหน่ายเปิดตัวจะอยู่ที่ประมาณ 149$ ถือว่าราคาดีสำหรับหูฟังไร้สาย 7.1 Surround โดยเฉพาะให้คุณภาพการใช้งานในระดับนี้นะครับ ใช้ใส่เรียน เล่น ทำงาน ดูหนังฟังเพลง เหมาะสมได้หมด เป็นหูฟังประจำตัวที่ดีได้แน่นอน

ข่าว: รีวิว HyperX CLOUD II WIRELESS หูฟัง 7.1 Surround รุ่นไร้สายมาตรฐาน Lag-Free ไร้ความหน่วงเสียงดี ครอบเต็มหูใส่สบาย มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2021/02/19/review-hyperx-cloud-ii-wireless.html

รีวิวหูฟัง Sudio Nio ตัวเล็กน่ารัก ทรงกระชับไม่เจ็บหู ( แจกโค๊ดลด 15% และรับฟรี Care Kit ชุดทำความสะอาดหูฟังโดยเฉพาะ)

หูฟังตัวเบา กล่องเล็ก ดีไซน์น่ารัก Sudio Nio ราคาไม่แพงครับ และเป็นหูฟังประเภทกึ่ง In ear กึ่ง Earbuds แต่มีการใช้ตัวช่วยยึดจับใบหูแบบ Wingtips เพื่อลดอาการเจ็บหูของผู้ที่นิยมใช้หูฟังนานๆ หรือไม่ชินกับการสอดหูฟังเข้าไปรูหูโดยตรงแล้วต้องเจ็บบ่อยๆ ตัวนี้จะซอฟท์กว่า ละมุนกว่า ออกแนวเป็นหูฟังใช้งานทุกๆ วัน ใช้ประจำ เน้นรีแลกซ์ และไม่เป็นพิษกับหูเรามากนัก

ราคาไม่แพงครับ เปิดจำหน่าย 2,400 บาท (เดี๋ยวเรามีส่วนลดให้อีก) แต่มาตรฐานดีครับ งานประกอบสวย สีสวย วัสดุจับสัมผัสรู้สึกดี และมีมาตรฐานการกันน้ำ IPX4 สามารถใส่โดนน้ำกระเซ็น โดยเหงื่อ โดนละอองฝน ไม่เสียหาย

มีให้เลือก 4 สีนะครับ NIO Black, White, Green และสี NIO Sand หรือสีที่เห็นในรีวิวนี้ครับ




ซึ่งทาง Sudio ออกแบบตัวช่วยยึดจับ Wingtips มาได้ดีครับ นิ่มและกระชับ ใส่แล้วไม่หลุด มีให้เลือกเปลี่ยนได้สี่ขนาดในกล่อง และจากที่ทดสอบลองใช้งานมา ใส่ฟังเพลงนานๆ โอเคเลยครับ เพราะตัว Wingtips มันไม่ได้ออกแบบมาให้ดันรัดกับใบหูของเรามากนัก แต่เหมือนแค่เกี่ยวประคองเอาไว้เท่านั้น

ใช้การเชื่อมต่อไร้สายผ่านสัญญาณ Bluetooth 5.0 ข้อดีคือทำงานได้กับทั้งสมาร์ทโฟน Android และ iOS การใช้งานไม่มีอะไรซับซ้อนมาก ไม่ต้องลงแอพ ใช้การสั่งงานผ่านการทัชบนตัวหูฟังที่เซ็ตมาให้แล้วทั้งสองข้าง ซึ่งจะใช้การดับเบิ้ลทัช ทริปเบิ้ลทัช และการทัชค้าง เราสามารถใช้งานหูฟังทีละข้างได้นะครับ เพราะคำสั่งใช้เหมือนกันทั้งสองข้าง แต่ข้อเสียคือเราไม่สามารถกำหนดคำสั่งได้ใหม่ด้วยตัวเองเท่านั้นครับ

ตัวกล่องใช้ที่ชาร์จแบบ USB Type C พร้อมไฟแจ้งสถานะการทำงานและการชาร์จ มีปุ่มสำหรับรีเซ็ตการเชื่อมต่อใต้เคสเพียงกดค้างไว้ประมาณ 5 วินาที


จุดเด่นคือมีขนาดกล่องที่ค่อนข้างเล็กครับ และเมื่อเชื่อมต่อสัญญาณเสียงกับอุปกรณ์ที่รองรับ Bluetooth 5.0 ด้วยกันแล้ว จะกินพลังงานน้อย ใช้งานได้นานประมาณ 4 ชั่วโมงต่อเนื่องโดยไม่ต้องเก็บเข้าเคส และเมื่อเก็บเข้าเคสจะชาร์จได้ประมาณ 4 รอบครับ

ระยะเชื่อมต่อที่ทดสอบได้ประมาณ 10 เมตร และไกลสุดเกือบ 15 เมตร เสียงมีความหน่วงต่ำไม่แลคมาก ใช้ดูหนังฟังเพลงได้ไม่มีปัญหา 100% เสียงกับภาพมาแทบจะตรงกันเป๊ะ แต่สำหรับการเล่นเกมเสียงก็จะมาหน่วงกว่าภาพอยู่หน่อย ใครใช้เล่นเพลินๆ ไม่มีปัญหา เสียงมันดีนะ เบสเน้น ซาวด์เพราะ มีลูกเสียงแน่นๆ และไม่แหลมโดเด่ ดูหนังเล่นเกม ฟังเพลงเพลินๆ แต่ถ้าใครซีเรียสเกมมิ่ง ภาพต้องตรงเสียง แนะนำใช้หูฟังแบบมีสายเช่นเดิมครับ

ให้ชุดไมโครโฟนสำหรับรับเสียงมาเป็นระบบไมค์คู่ Adaptive dual-microphone ตัดเสียงรบกวนรอบข้าง เวลาสนทนาคุยโทรศัพท์เสียงชัดเจนมากครับ จะตัดเสียงรอบข้างเหลือแต่เสียงพูดของเรา เด่นชัดฟังง่ายเลย

ต้องบอกว่า Sudio Nio ราคาดีนะครับ แบรนด์ดี และได้รับการรับประกันถึง 3 ปีเลยทีเดียว ด้วยราคาแค่ 2,400 บาท เท่านั้นเองครับ แต่ถ้าใครต้องการอุปกรณ์รุ่นนี้ เอาโค๊ดของ Appdisqus ไปใส่ตอนสั่งซื้อครับ

Sudio Nio ลดราคา 15% ไปในทันที ใส่โค๊ดAPDIQ

ลิ้งค์ของสินค้าhttps://www.sudio.com/th/

และทาง Sudio ในตอนนี้เขาก็มีโปรโมชั่นพิเศษ เป็นแคมเปญแถมเซ็ตทำความสะอาด Care Kit ไปด้วทุกคำสั่งซื้อ ตั้งแต่วันที่ : 15 ก.พ. – 21 มี.ค.

ซึ่งอุปกรณ์ Care Kit ออกแบบมาเพื่อทำความสะอาดหูฟังโดยเฉพาะเลยครับ ใช้ทำความสะอาดร่วมกับน้ำเปล่า (ไม่แนะนำให้ใช้ใช้แอลกอฮอล์ น้ำยาทำความสะอาด หรืออุปกรณ์ที่ใช้ในการขัดใดๆนอกจากน้ำสะอาดในการเช็ดหูฟังและเคสชาร์จ)




ซึ่งอุปกรณ์ Care Kit ประกอบด้วย

  • 2 x ก้านปลายแหลมทำความสะอาดภายในตัวหูฟัง
  • 1 x ฟองน้ำพิเศษ สำหรับทำความสะอาดภายนอกเคสชาร์จ
  • 1 x ขนแปรงทำความสะอาดส่วนซอกของเคสชาร์จ
  • 1 x ผ้าเช็ดฝุ่น เช็คคราบความมัน
  • 1 x คู่มือการใช้อุปกรณ์ทำความสะอาด

Sudio Nio ราคา 2,400 บาท สั่งซื้อใช้งานหรือให้เป็นของขวัญ ใส่โค๊ด APDIQ ลดอีก 15% 

ทาง Sudio มักจะส่งมาพร้อมแพ็กเกจที่ดูพร้อมจะเป็นของขวัญให้ตลอดครับ ไม่ต้องห่วงเรื่องแพ็กเกจ ^^ มีประกันนาน 3 ปี และถ้าซื้อวันนี้ถึงวันที่ 21 มีแถมชุดดูแลหูฟัง Care Kit และบริการส่งฟรีทั่วไทย (ประเทศไทยส่งผ่านบริการ Kerry Express)

รายละเอียดและหน้าซื้อสินค้าที่ลิงก์นี้  https://www.sudio.com/th/

ข่าว: รีวิวหูฟัง Sudio Nio ตัวเล็กน่ารัก ทรงกระชับไม่เจ็บหู ( แจกโค๊ดลด 15% และรับฟรี Care Kit ชุดทำความสะอาดหูฟังโดยเฉพาะ) มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2021/02/18/review-sudio-nio-care-kit.html

รีวิว Galaxy S21 Ultra: เหล้าเก่าในขวดใหม่ เมื่อฮาร์ดแวร์มีไมเนอร์อัพเดตเหมือนซอฟต์แวร์

ภาษาอังกฤษมีสุภาษิตหนึ่งคือ third time a chime แปลว่าความพยายามครั้งที่ 3 มักจะประสบผลสำเร็จเสมอ ซึ่งส่วนตัวคิดว่าน่าจะเอามาใช้เรียกความพยายามทำรุ่น Ultra หรือรุ่นเรือธงท็อปที่สุดในไลน์ของซัมซุง หลังเริ่มมาตั้งแต่ S20 Ultra และตามมาด้วย Note 20 Ultra

ที่บอกว่า Galaxy S21 Ultra เข้าข่าย third time a chime ก็เพราะมันแก้ปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ จากรุ่นก่อนหน้าไปเกือบหมดแล้ว ขณะเดียวกันตัวมันเองก็อยู่ในจุดสูงสุดของสมาร์ทโฟนที่เครื่องหนึ่งจะพึงให้ได้แล้ว ดังนั้น Galaxy S21 Ultra เลยแทบจะสมบูรณ์แบบในตัวมันเอง แต่ถึงกระนั้น ในภาพรวมมันก็ไม่ได้แตกต่างจากรุ่นก่อนหน้ามากนัก (เหล้าเก่าในขวดใหม่) และหากพิจารณาร่วมกับราคาและความอิ่มตัวของพัฒนาการสมาร์ทโฟนแล้ว ก็อาจจะไม่ได้มีความว้าวมากเช่นกัน

No Description

ไมเนอร์อัพเกรดฮาร์ดแวร์

ฮาร์ดแวร์ของ Galaxy S21 Ultra ยังคงท็อปที่สุดในรุ่นและในช่วงเวลา ตั้งแต่หน้าจอ 6.8 นิ้ว 120Hz OLED ความละเอียด QHD+ แต่ดีขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย ในแง่ว่าหน้าจอไม่ได้มีความโค้งเหมือนเดิม มีความแบนมากขึ้น โค้งเพียงเล็กน้อยและไม่ได้แบนเท่า S21 / S21+ รู้สึกไม่น่ารำคาญและใช้งานง่ายขึ้นกว่าเดิมหน่อย (จอโค้งเดิมคือมือพลาดไปโดนบ่อย)

ความสวยงามของหน้าจอของซัมซุงขึ้นชื่ออยู่แล้วและไม่น่าจะต้องสาธยายมากนัก (งานเปิดตัว S21 Ultra รอบนี้ซัมซุงก็ไม่อารัมภบทกับหน้าจอมากเท่าเดิม) ความสว่างสูงสุด 1,500nits ใช้งานกลางแจ้งได้สบาย การแสดงผล HDR ก็สวยงามตามท้องเรื่อง

No Description

ซีพียูอัพเกรดตามรอบ Exyson 2100 แรม 12GB/16GB รองรับ Wi-Fi 6E สี Matte Black ซึ่งสวยงามมากและไม่ติดลายนิ้วมือ แต่น้ำหนักมากขึ้นเป็น 229 กรัม (Note 20 Ultra 208 กรัม S20 Ultra 222 กรัม) แต่ในแง่ความรู้สึกไม่ได้แตกต่างมากนักจาก S20 Ultra คือรู้สึกหนักแต่กระชับมือ จะต่างก็แค่ Note 20 Ultra ที่เบากว่ามาก

เสียดายที่ผมไม่ได้ใช้และไม่มีคนใกล้ตัวใช้ Galaxy Note เลยไม่ได้ลอง S Pen บน S21 Ultra จริง ๆ จัง ๆ แต่จากที่เคยลองจับ ก็คาดว่าฟีเจอร์และประสบการณ์ใช้งานน่าจะยังแตกต่างกับบน Galaxy Note อยู่ไม่น้อย

No Description

หนึ่งจุดที่รู้สึกได้ว่าดีขึ้นจาก S20 Ultra คือเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอที่ปรับมาใช้ 3D Sonic Sense Gen 2 ตัวใหม่ของ Qualcomm ที่เร็วและแม่นยำขึ้นมาก ๆ ในระดับที่แตะ (แตะไม่ใช่วาง) ปุ๊บปลดล็อกปั๊บ (บน Note 20 Ultra จำได้ว่าค่อนข้างเร็วอยู่แล้ว เลยเปรียบเทียบไม่ถูกว่าเร็วกว่าแค่ไหน แต่เร็วกว่า S20 Ultra แน่ ๆ) อาจเรียกได้ว่า การสแกนนิ้วบนหน้าจอด้วย S21 Ultra น่าจะใกล้เคียงกับการสแกนลายนิ้วมือด้านหลังเครื่องแล้วก็ว่าได้

กล้อง 4 บวก 1 เลเซอร์

สำหรับกล้องรอบนี้เป็นการปรับปรุงกล้องที่ทำมาตั้งแต่ S20 Ultra ให้ดีขึ้นและสมบูรณ์มากขึ้น โดยสเปคกล้องหลังมีดังนี้

  • กล้องหลัก เลนส์ไวด์ 108 ล้านพิกเซล OIS, f/1.8
  • อัลตร้าไวด์ 12 ล้านพิกเซล, มุมกว้าง 120 องศา, f/2.2
  • เลนส์เทเลตัวแรก 10 ล้านพิกเซล ทำออพติคัลซูม 3X, OIS, f/2.4
  • เลนส์เทเลตัวที่สอง 10 ล้านพิกเซล ทำออพติคับซูม 10X, OIS, f/4.9

No Description

หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงเรื่องกล้องที่ชัดเจนที่สุดคือซัมซุงให้กล้องซูมมา 2 ตัว ตัวนึงยังเป็นเลนส์ periscope เหมือนเดิมจากที่เคยทำใน Galaxy S20 Ultra ที่ใช้การสะท้อนกระจก เพื่อวางเลนส์ซูมไว้ด้านข้าง 90 องศา เพื่อให้มีระยะเลนส์ยาวพอที่จะซูมได้เยอะขึ้น แต่ทางยาวโฟกัสก็มีการปรับปรุงให้เพิ่มขึ้นจากเดิม 103มม. มาเป็น 240มม. ส่วนอีกเลนส์เป็นเลนส์ซูมธรรมดา ทางยาวโฟกัสที่ 70 มม.

No Description
1x

No Description
4x

No Description
10x

No Description
30x

No Description
100x

ปัจจัยหลักที่ซัมซูงใส่กล้องซูมมา 2 ตัว น่าจะเป็นการนำเอากล้อง 2 ตัวมาช่วยเก็บภาพสำหรับประมวลผลภาพซูมให้คมชัดยิ่งขึ้น ตั้งแต่ระยะกลางเป็นต้นไปก็คือตั้งแต่ 10x และ 30x ที่เป็นดิจิทัลซูมหรือการใช้ซอฟต์แวร์มาช่วยขยายภาพเป็นหลัก ซึ่งก็ค่อนข้างชัดเจนว่าการทำ Hybrid Optical Zoom และ Digital Zoom บน S21 Ultra ดีกว่าเดิม แต่ส่วนตัวยังรู้สึกว่าการทำ 100x ภาพยังคงค่อนข้างแตกอยู่เหมือนเดิม

No Descriptionซูม 10x บน iPhone 12 Pro Max

No Descriptionซูม 10x บน Galaxy S21 Ultra

อีกจุดหนึ่งที่ดีขึ้น (ตั้งแต่ Note 20 Ultra) คือการโฟกัสที่เร็วขึ้นมากจากการใช้เลเซอร์มาช่วย AF ทำให้การถ่ายมาโครมาได้ง่าย ๆ โดยไม่ต้องใช้เลนส์มาโครแยก เช่นเดียวกับการถ่าย Portrait (Live Focus) ที่ตัดวัตถุได้คมมากขึ้น

No Descriptionlive focus

No Descriptionlive focus

ส่วนเลนส์หลักและเลนส์อัลตร้าไวด์ในแง่ฮาร์ดแวร์ ไม่ได้แตกต่างจาก Galaxy S20 Ultra มากนัก ส่วนตัวแยกความแตกต่างระหว่าง S20 Ultra และ S21 Ultra ไม่ได้ขนาดนั้น แต่หากมองเฉพาะตัวมันเองแล้ว หากจะยกให้กล้อง S21 Ultra ดีที่สุดรุ่นหนึ่งแล้วก็คงไม่น่าเกลียดเกินไปนัก (อาจแตกต่างในเชิงดีกว่าแย่กว่ากับรุ่นอื่นแบบไม่แตกต่างกันเห็นได้ชัดมากนัก)

No Description

No Descriptionnight mode

No Descriptionnight mode

No Descriptionnight mode

No Descriptionnight mode

No Descriptionมาโคร เปิดโหมดได้ด้วยการเอากล้องไปจ่อใกล้ ๆ แล้วซอฟต์แวร์จะปรับมาโหมดนี้ให้อัตโนมัติ

No Descriptionมาโคร

No Descriptionกล้องหน้า ที่รู้สึกว่าฟิลเตอร์หน้าเนียนถูกปรับให้สมจริงมากขึ้น สิวมาเต็ม

No Descriptionกล้องหน้า + Live Focus

แบตเตอรี่

ซัมซุงให้แบตเตอรี่มามหาศาลกว่าเดิมที่ 5,000mAh จากเดิมที่รู้สึกว่าเยอะอยู่แล้ว (S20 Ultra ที่ 4,510mAh และ Note 20 Ultra ที่ 4,500mAh) เพียงพอต่อการใช้งานทั้งวันอยู่แล้ว แต่บน S21 Ultra รู้สึกว่ายิ่งกว่าเหลือ เพราะมีทดสอบใช้งานหนักทั้งวัน เช่น ถ่ายรูป เล่นเกม ดู Netflix, YouTube เปิดความสว่างสุด แชร์แบตเตอรี่ผ่าน Wireless Sharing ให้กับ Galaxy S10 และ Pixel 5 ประมาณ 20-30% ของทั้ง 2 เครื่อง แบตก็ยังเหลือพอประมาณ เลยคิดว่าสำหรับ Galaxy S21 Ultra หากใช้แบบพอประมาณ ตอบแชท ตอบเมล เล่นโซเชียล อาจจะมีเพียงพอถึง 2 วัน

No Description

สรุป

จริง ๆ สถานการณ์เรือธงของซัมซุงเริ่มสะท้อนออกมาตั้งแต่ S20 Ultra แล้วว่ามันรุ่นท็อปของเรือธงมันคือสมาร์ทโฟนที่ดีที่สุดในตอนนั้น ๆ หากกำลังทรัพย์พอและโอเคกับมือถือขนาดใหญ่ก็ไม่น่ามีปัญหา เพียงแต่การอัพเกรดจากรุ่นก่อนหน้า (เช่น S20 Ultra หรือ Note 20 Ultra) อาจไม่ได้น่าสนใจมากขนาดนั้น เพราะการเปลี่ยนแปลงน้อยมาก ๆ จนแทบไม่มีอะไรแตกต่างมากขนาดนั้น

from:https://www.blognone.com/node/121235