คลังเก็บป้ายกำกับ: REVIEW

วิธีเพิ่มบัตรสมาชิกแบรนด์ดัง (Member Card) เข้าแอป K PLUS ใช้แทนบัตรจริงได้ ไม่จำเป็นต้องพกอีกต่อไป

K Plus Member Card Feature The 1 Coverตั้งแต่แอป K PLUS ปรับหน้าตาแอปใหม่ที่เด็ดๆ เลยก็คือ UI รองรับ 100% กับ iPhone ตระกูล X ซีรีส์ และมาพร้อมฟีเจอร์อื่นๆ ที่น่าสนใจอีกมากมายทั้งการกดเงินสดโดยไม่ต้องใช้บัตร ATM และอีกหนึ่งเมนูที่น่าสนใจ และดีมากๆ ก็คือฟีเจอร์ “บัตรสมาชิก” ประโยชน์หลักสำหรับเราๆ ก็คือ ไม่จำเป็นต้องพกบัตรเหล่านั้นให้หนักกระเป๋าอีกต่อไป ปัญหาของมวลมนุษย์ที่มากพร้อมไปด้วยบัตรสมาชิก (ข้าน้อยก็เป็นหนึ่งในนั้น) ปัญหาใหญ่ของคนที่เป็นสมาชิกของร้านค้าต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นร้านของกิน ของใช้ ร้านกาแฟ ห้างสรรพสินค้า ฯลฯ นั่นคือ “บัตรสมาชิก” ที่ยิ่งนับวันร้านก็เพิ่มขึ้น บัตรก็เยอะขึ้นจะพกก็ยาก หนักกระเป๋าทำให้ทรงของกระเป๋าเสียอีก และที่สำคัญสุดพอเบื่อ ก็จะไม่พกบัตรแล้ว แล้วต่อมาก็ลืมที่เก็บบัตรนั้นก็หายไปซ่อนอยู่จุดไหนของโลกก็ไม่รู้ ครั้นจะใช้งานหาไม่เจอหรือไม่ก็ไม่ได้นำติดตัวไปด้วยซะงั้น เสียสิทธิ์ที่ควรจะได้ไปอีก (ประสบการณ์จริงล้วนๆ 555) อีกหนึ่งทางการแก้ไขปัญหานี้และหลายๆ ที่กำลังทำอยู่คือ หันมาใช้งานบัตรอิเล็กทรอนิกส์ผ่านแอปพลิเคชันแทน แต่ปัญหาก็ตามมาอีกว่าบางร้านไม่มีแอปแบบนั้นให้ใช้งานหนะสิ ทางแก้ไขก็เลยต้องมี “แอปตัวกลาง” ที่เอาไว้เก็บบัตรสมาชิกเหล่านี้ ที่สำคัญเก็บแล้วต้องใช้งานได้จริงนะไม่ใช่ว่าแค่ถ่ายรูปหน้าบัตรเอาไว้เฉยๆ แต่ระบบไม่สามารถลิงก์ข้อมูลอะไรกันได้เลย ถ้าพูดถึงเรื่องความน่าเชื่อถือของแอปที่จะนำมาเป็น “แอปตัวกลาง” ได้นั้นก็ต้องมาจากแหล่งที่เรายอมรับทั้งโลกออฟไลน์และออนไลน์ อย่างเช่น […]

from:https://www.iphonemod.net/k-plus-member-card-feature.html

Advertisements

รีวิว OPPO R17 Pro แค่เรื่องกล้อง กับเรื่องชาร์จ ก็สุดยอดแล้ว!

สมาร์ทโฟนที่โชว์การพัฒนาในระดับสุดยอดอีกหนึ่งรุ่นครับ สำหรับการอัพเดทเทคโนโลยีชุดใหญ่ที่ OPPO ใส่เข้ามาให้ R17 Pro ตัวนี้

เรียกว่ากระโดดเด้งมาจากรุ่นก่อนหน้าชัดเจนเหลือเกิน โดยเฉพาะในด้านของ “กล้อง” และเทคโนโลยี “การชาร์จเร็ว” จริงๆ ถ้าจะยกประเด็นหลักที่เป็นจุดขายของ OPPO R17 Pro ที่เหนือกว่าคู่แข่งในตลาดแบบชัดเจน ก็เป็นสองเรื่องนี้แหละครับ แถมเป็นเรื่องที่สำคัญมากทั้งสองเรื่องเลยด้วย

 

อย่างที่รู้กัน OPPO R17 Pro เป็นสมาร์ทโฟนกล้องหลังสามตัวเครื่องแรกของทาง OPPO แต่มันพิเศษตรงกล้องหลังของมันนั้นไม่เหมือนกับใครเลยครับ มันเป็นเทคโนโลยีใหม่แกะกล่องที่เรียกว่าระบบ TOF (Time of flight) หรือจะอธิบายง่ายๆ ก็คือกล้องที่ยิงกำแพงแสงออกไป เพื่อใช้แผ่นแสงนั้นตรวจจับวัตถุด้านหน้าได้แบบ 3D โดยไม่สนใจต่อสภาพความมืดหรือสว่างในขณะนั้นๆ มืดแค่ไหนมันจับได้หมด

เมื่อกล้องมันตรวจจับสิ่งที่ถ่ายได้แบบรู้ตื้น,ลึก,หนา,บาง แล้ว มันก็คือต้นทุนข้อมูลการประมวลผลของกล้องที่ได้เปรียบเทคโนโลยีชาวบ้านเขานั้นละครับ

เมื่อประกอบกับซอฟท์แวร์กล้องตัวใหม่ของ OPPO ก็อย่างที่เห็น ผลลัพท์แจ่มแมวมาก โดยเฉพาะการถ่ายภาพในโหมดกลางคืนที่แชร์กันเต็มฟีดเฟสบุ๊คในขณะนี้

แต่นั้นเป็นเรื่องการใช้งานภายในที่ผมจะมีรูปตัวอย่างจากกล้องของมันมาให้ดูกันท้ายบทความ ตอนนี้มาดูความโดดเด่นจากตัวเครื่องภายนอกกันก่อนครับ

 

OPPO R17 Pro เป็นเครื่องที่ภายนอกโคตรจะเด่นเลยครับ กล้าใช้กล้าดีไซด์กับแนวสี Radiant Mist เป็นการชนกันระหว่างสีม่วงปะทะสีน้ำเงิน บรรจบกันกลางเครื่องเป็นเหลือบเงารูปตัว S มันเหมือนมาจากสีของขอบฟ้าแสงเหนือ แค่ที่มาก็บรรเจิดแล้ว

 

ตัวเครื่องให้ผิวสัมผัสที่แปลกมาก เหมือนมองผ่านม่านควัน ผมไม่เคยเจอ มันออกด้านนิดๆ เงาหน่อยๆ ดูเหล็กๆ รู้สึกเย็นๆ ยิ่งลูบยิ่งเพลินครับ แถมผิวสัมผัสนี้เกิดรอยนิ้วมือยากด้วย ใครขี้เกียจเช็คคราบนิ้วบนเครื่องบ่อยๆ บอกเลยว่า “ใช่” วันหลังขอวัสดุแบบนี้อีกครับ OPPO ผมรู้สึกว่ามันพิเศษมาก

ด้วยสีและพื้นผิว ถือใช้แล้วจะแยงตาชาวบ้านดีนักแล ความเด่น +10 คะแนนครับ ^^

หน้าจอแสดงผลของรุ่นนี้อัตราส่วน 19.5:9 สุดขอบ เหลือเม็ดติ่งใส่กล้องเอาไว้ด้านบนนิดเดียว เขาเรียกจอแบบนี้ว่า Waterdrop screen หรือจอหยดน้ำนั้นเอง จากรูปทรงที่ได้รับแรงบันดาลใจจากน้ำหยด ทำให้พื้นที่ด้านหน้าตัวเครื่องแทบจะเป็นหน้าจอหมดแล้วครับ กว่า 91.5% เครื่องแค่นี้ แต่หน้าจอล่อไป 6.4 นิ้วเลยทีเดียว ความละเอียด FHD+ สีสันดีครับ ใช้งานเล่นเกม ดูหนัง ดูภาพ อ่านหนังสือ ชัดเจนเต็มตา

กระจกจอใช้รุ่นใหม่ไฮโซตัวล่าสุด Corning Gorilla Glass 6 ทนทานมากกว่ารุ่นเดิมขึ้นถึงสองเท่า และนี่ยังเป็นครั้งแรกของ OPPO ที่เป็นเครื่องซึ่งสามารถสแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอได้โดยตรงด้วยนะครับ กดนิ้วลงไปเลยตรงตำแหน่งที่เขาระบุไว้ สแกนนิ้วเข้าใช้งานได้ไวและแม่นมาก

หรือจะสแกนหน้าก็ได้ครับ และสแกนได้แม้ในที่มืดสนิท เช่นใช้เปิดแอบถ่ายในโรงหนัง หรือมุมตึกเวลาดักปล้นคนตอนดึกๆ ไม่มีปัญหาครับ ไม่สะดุดขณะทำงานในที่มืดลับตาคน ^^

รองรับสองซิมการ์ดแบบ Dual 4G มี NFC มี Bluetooth 5.0 และ WiFi 5.0Ghz รวมถึง VoLTE และ VoWIFI ครบครับด้านการเชื่อมต่อไร้สาย

พอร์ตชาร์จใต้เครื่องแบบ USB type C เจ้าพอร์ตนี้แหละครับตัวเด็ดของรุ่น เพราะว่า OPPO R17 Pro เป็นเครื่องรุ่นที่สองของจักรวาล ที่รองรับการชาร์จไฟในระบบ SuperVOOC Flash Charge ระบบการชาร์จแบตมือถือที่เร็วที่สุดในโลก (ดาวอื่นยังไม่ส่งข้อมูลมาเปรียบเทียบ) สามารถชาร์จไฟ 40% ได้ในเวลาแค่ 10 นาทีครับ!

10 นาที แบตกลับมาเกือบครึ่งก้อน! แต่อย่าเพิ่งรีบเชื่อ เพราะผมจับทดสอบเลยครับ เสียบไฟไป 10 นาที ปรากฏว่า…..โกหกกันชัดๆ ครับ เพราะมันได้เกิน 40% ซะงั้น!

ในช่วงสองอาทิตย์ที่ผ่านมา เวลาผมเอา OPPO R17 Pro ไปทริปต่างที่ต่างทาง แถบไม่ห่วงเรื่องแบตเลยครับ เพราะต่อให้ลืม ผมเสียบชาร์จก่อนเข้าไปอาบน้ำ ออกมาแบตเกือบเต็ม! ไม่ใช่อาบน้ำนานนะ 555 แต่มันจะชาร์จไวไปไหนครับเพ่ – –

แถมในช่วงการทดสอบใช้ ผมพยายามเปิดเกมในหน้าจอแบบสว่างสุด ทำอะไรมันไม่ได้เลยครับ ชาร์จโคตรไวอยู่เหมือนเดิม
แถมเปิดแสงจอขนาดนี้ เปิดเกมเน้นกราฟิกขนาดนี้ ชาร์จไวขนาดนี้ ความร้อนของเครื่องแทบไม่มีให้รู้สึกแตกต่างไปมากอะไรนัก ต้องบอกว่าพัฒนามาได้สมบูรณ์แบบครับ เอารางวัลไปเลยสำหรับเจ้าระบบ SuperVOOC Flash Charge

ซึ่งผมอยากจะบอกความลับให้สำหรับคนยังไม่รู้ ว่าทำไม SuperVOOC Flash Charge ถึงชาร์จไวได้ขนาดนี้ อธิบายง่ายๆ มันก็คือ “แบตเตอรี่สองก้อน” นั้นเอง

วิธีเร่งให้แบตสามารถรับไฟได้เร็วขึ้นมากเป็นเท่าทวี ก็คือการเพิ่มช่องการการรับไฟให้มากขึ้น ยิงไฟเข้าจากปลั๊กชาร์จ 10V 5A แล้วก็ไปแบ่งกันก้อนละ 5V เร็วขึ้นสบายใจ แถมปลอดภัยในระดับ VOOC Flash Charge เช่นเดิม

ฟังเหมือนง่ายเนอะครับ 555 แต่จริงๆ ยังมีเรื่องของเชิงเทคนิคอีกเพียบบบบบบ ฉะนั้นก็สามารถพูดได้ว่า OPPO R17 Pro เป็นสมาร์ทโฟนแบตเตอรี่คู่ได้นะครับ

อุปกรณ์ภายในกล่องให้มาครบ ทั้งเคสใส กระจกกันรอยแปะมาให้ ที่ชาร์จและสายชาร์จซึ่งรองรับ SuperVOOC Flash Charge และหูฟังซึ่งเป็นแบบพอร์ต  USB Type C

การใช้งานภายใน

ใช้ Color UI ใหม่ล่าสุด V5.2 ครอบทับ Android 8.1 ผสมผสานการจัดสรรระบบและพลังงานด้วยความฉลาดของ AI ที่มีอยู่ในหน่วยประมวลผลตัวใหม่ Snapdragon 710



มีฟังก์ชั่นใหม่ใส่เข้ามา เช่นฟังก์ชั่น “Smart Bar” เป็นชุดคำสั่งด่วนที่เราสามารถเรียกใช้ได้ทันที บนหน้าแอปพลิเคชั่นทุกแอปรวมถึงหน้าเล่นเกม ซึ่งเราสามารถกดบันทึกภาพเหน้าจอไว้เป็นไฟล์วีดีโอได้ด้วยนะครับ

Gamespace ซึ่งเป็นระบบฟังก์ชั่นเกมที่สำคัญกับคนเล่นเกมมากครับ เพราะว่ามันทำหน้าที่ปรับแต่งเครื่องเพื่อให้เหมาะสมกับการเล่นเกม เช่นปิดกั้นการแจ้งเตือนในขณะเล่นเกม

การปรับแต่งการแจ้งเตือนให้เป็นรูปแบบของ ป๊อบ-อัพ ไม่รบกวนหรือหลุดออกจากตัวเกมครับ สามารถเร่งประสิทธิภาพเครื่องทั้งด้านการประมวลผล ด้านเน็ตเวิร์ค และปิดการปรับแสงหน้าจอโดยอัตโนมัติขณะเล่นเกม

อย่างที่บอก OPPO R17 Pro ใช้หน่วยประมวลผลตัวใหม่ที่มี AI ครับ Snapdragon 710 ประสิทธิภาพนับเป็นตัวรองท็อปของปี 2018 จาก Qualcomm จากที่ทดสอบมันสามารถเล่นเกมระดับกราฟิกสูงๆ ได้ลื่นเลยครับ PUBG เล่นสบาย เป็น ใช้งานแอปพลิเคชั่น ได้ทุกแอปทุกอย่าง ฉะนั้นถ้าจะเล่นเกม ทุกเกมผมแนะนำให้ปรับกราฟิกให้สูงสุดไปได้เลยเพราะหน่วยประมวลผลแบรนด์นี้ เข้ากันกับระบบ Android ได้มากที่สุดแล้วครับ


แถมมีแรมมาให้มโหฬาร 8 GB นับว่าเกินจะพอสำหรับการเล่นเกมและการสลับแอพใช้งานไปๆ มาๆ ลองใช้ฟังก์ชั่น App Split -screen หรือการใช้งานสองแอพพร้อมกัน สบายครับ เพราะแรมเยอะมาก

พูดถึงหน่วยความจำภายในของ R17 Pro ก็มีมาให้ 128 GB เลยครับ สเปคโดยรวมแล้วของ OPPO R17 Pro นับเป็นตัวตลาดบนของ OPPO อีกหนึ่งรุ่น



กล้องถ่ายภาพ

ที่เกริ่นกันมายาวนาน ยังไม่ใช่ไฮไลด์เด็ดสุดของ OPPO R17 Pro เลยนะครับ เพราะว่าเรายังไม่ได้พูดถึง “กล้อง” ของ OPPO R17 Pro กันเลย

กล้อง OPPO R17 Pro เก่งกาจมาก ผมขอเรียกว่าระดับอัศจรรย์เลยละ ด้วยซอฟท์แวร์และเทคโนโลยีใหม่ของเขาที่เรียกว่า TOF (Time Of Flight) มันสุดยอดจริงๆ ครับ ระบบการยิงแผ่นแสงออกไปจับลักษณะสิ่งที่จะถ่ายเพื่อประมวลผลเป็น 3D ซึ่งจุดเด็ดอยู่ที่ระบบนี้ มันจับวัตถุได้ทุกสภาพแสงด้วยนะสิครับ

และด้วยโหมดถ่ายภาพกลางคือ Ultra Night Mode บวกกับรูรับแสง f1.5 และขนาดพิกเซล 1.4μm มีระบบกันสั่นออปติคอล OIS 3 Axis และ AI Ultra Clear Engine รวมกับเทคโนโลยี TOF

ทำให้ภาพกลางคืนของ OPPO R17 Pro ยอดเยี่ยมสุดๆ ครับ

ภาพที่เห็นทั้งหมดนี้ เป็นการเดินถือถ่ายโดยไม่ใช้ขาตั้งกล้อง ต้องบอกว่า แม้แต่กล้องโปรก็ไม่สามารถทำได้ง่ายๆ นะครับ เพราะมันไม่มีซอฟท์แวร์และเทคโนโลยีที่สมาร์ทโฟนสมัยนี้มันใช้กัน






แถมไม่ใช่แค่การถ่ายภาพวิวเท่านั้นที่ทำได้ดี แม้ในที่มืด OPPO R17 Pro ก็ถ่ายภาพคนได้ยอดเยี่ยมด้วยครับ เพราะว่ามันจับตำแหน่งของบุคคลในภาพได้ ฉะนั้น ถ่ายคนกลางคืนไม่ต้องเปิดแฟลช ภาพสวยกิ๊กครับ

ขอบคุณนายแบบ คุณ Patr จาก Droidsans ^^

 

จะพูดว่ามันถ่ายภาพกลางคืนดี ก็ดูจะไม่ยุติธรรมกับภาพกลางวันครับ เพราะว่าภาพกลางวันก็ระดับท็อปด้วยเช่นกัน OPPO R17 Pro เป็นสมาร์ทโฟนที่ใช้กล้องแบบรูรับแสงคู่อัจฉริยะ F2.4 และ F1.5 มันจะเปลี่ยนขนาดของรูรับแสงให้เราเองโดยอัตโนมัติเมื่อวิเคราะห์จากสภาพแสงในขณะนั้น โดยที่ผู้ถ่ายไม่ต้องเข้าใจการใช้งานกล้องแต่อย่างใด

แค่หยิบขึ้นแล้วก็ถ่ายภาพ หวังผลลัพท์ภาพที่ดีได้เลยครับ ทั้งกลางวันและกลางคืน สำหรับ OPPO R17 Pro








เมื่อมันมีระบบ TOF เขามาช่วยในการระบุวัตถุที่กำลังถ่ายได้ในระดับ 3D สิ่งที่ตามมาก็คือการรับรู้ทรวดทรง ฉะนั้นการตัดขอบวัตถุก็จะแม่นยำมาก

ทดสอบถ่ายภาพโหมดบุคคล ในพื้นหลังแบบรกๆ กล้องพี่แกตัดฉากหลังหายเกลี้ยงเลย สุดยอดครับ

ผลจากการตัดพื้นหลังภาพด้านบนด้วยเอฟเฟ็กต์ที่เครื่องมี อย่างกับตัดฉากทิ้งด้วยโฟโต้ช้อป


อย่าพึ่งอึ่งแต่เพียงกล้องหลังครับ อย่าลืมว่านี่คือสมาร์ทโฟนจาก “OPPO” ฉะนั้นกล้องหน้าก็สุดติ่งกระดิ่งแมวเช่นกัน แถมความละเอียดสูงลิ่ว 25MP ที่พร้อมเทคโนโลยี AI Beauty

พร้อมเซ็นเซอร์ HDR สาหรับการเซลฟี่ในที่แสงจ้า ย้อนแสง หรือจะแสงน้อยในอาคาร มันรับได้หมดครับ ^^


สรุปท้ายรีวิว

ต้องยอมรับเลยครับว่า OPPO R17 Pro คือมือถือล้ำยุคด้านเทคโนโลยีของจริง แถมเป็นเทคโนโลยีในเรื่องที่จำเป็นต่อการใช้งานมากด้วย ทั้งเรื่องการชาร์จแบต และเรื่องของกล้อง ยอดเยี่ยมมากครับ

ประสิทธิภาพการใช้งานก็ไม่เป็นรอง การออกแบบตัวเครื่องภายนอกก็ยังสวยอีกด้วย ครบเครื่องสุดๆ เป็นรุ่นที่แนะนำว่าถ้า ชอบตัดสินใจซื้อได้เลย

OPPO R17 Pro พร้อมเปิดให้เริ่มจองเป็นเจ้าของกันตั้งแต่วันที่ 17 พ.ย. ที่ผ่านมา ลูกค้าที่จองจะได้รับของสมนาคุณมูลค่ารวม 9,200 บาท  ได้แก่ OPPO VIP Card ประกันหน้าจอแตก ภายใน 1 ปี และ OPPO Tripod ขาตั้งกล้อง ในราคา 24,990 บาท

และพิเศษเมื่อจองผ่านผู้ให้บริการเครือข่าย สามารถเป็นเจ้าของ R17 Pro ได้ในราคาเริ่มต้นเพียง 9,990 บาท และยังได้รับ OPPO VIP ด้วยนะครับ

ข่าว: รีวิว OPPO R17 Pro แค่เรื่องกล้อง กับเรื่องชาร์จ ก็สุดยอดแล้ว! มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2018/11/30/review-oppo-r17-pro.html

รีวิว iPad Pro 2018 Face ID รุ่นแรก โคตรแรงได้ใจ หน้าจอใหญ่สุด ไร้ปุ่ม Touch ID

Ipad Pro 2018 Review CoverAll New iPad Pro รุ่นปี 2018 ได้เปิดตัวบนเวทีครั้งแรกเมื่อ 30 ต.ค. 2018 แล้วได้ทำการเปิดขายในกลุ่มประเทศแรกเมื่อ 7 พ.ย. และอีกไม่นานก็เปิดให้สั่งซื้อในไทยไปเมื่อ 12 พ.ย. ซึ่งถือว่าเร็วมากที่ทาง Apple เปิดขาย iPad Pro รุ่นใหม่นี้ ในบทความนี้เราจะมารีวิวอุปกรณ์ชิ้นนี้กันว่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง พร้อมแล้วไปติดตามกันเลย รีวิว iPad Pro 2018 Face ID รุ่นแรก โคตรแรงได้ใจ หน้าจอใหญ่สุด ไร้ปุ่ม Touch ID iPad Pro เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 2015 ในปีนี้ iPad Pro 2018 ถือว่าเป็นรุ่นที่ 3 ตั้งแต่ทาง Apple ได้เปิดตัวมาในรีวิวครั้งนี้จะขอนำ iPad Pro ปี 2018 รุ่น 12.9 […]

from:https://www.iphonemod.net/all-new-ipad-pro-2018-review.html

สมาร์ททีวี Coocaa จากจีนเปิดตัวในไทยแล้ว ราคาเอื้อมถึง ขายที่ Lazada เท่านั้น

Coocaa แบรนด์ทีวีระดับโลกสัญชาติจีนเดินทางถึงประเทศไทยแล้ว มาพร้อมอาวุธเด็ดคือราคาที่เอื้อมถึง ดีไซน์สวยงามไร้ขอบ และฟีเจอร์เทคโลยีระดับไฮเอนด์ สั่งการใช้งานด้วยเสียงได้ด้วยระบบปฏิบัติการ Android 8.0 Oreo

และเพื่อประกอบการตัดสินใจซื้อ Blognone มีมินิรีวิว Android Infinity View 40S3A21T ซึ่งเป็นทีวีเรือธงของ Coocaa มาฝาก

No Description

รูปลักษณ์ดีไซน์

No Description

Android Infinity View 40S3A21T มาพร้อมดีไซน์ไร้ขอบซึ่งถือเป็นเทรนด์สมาร์ททีวีที่มาแรง เนื่องจากผู้บริโภคต้องการทีวีที่ดีไซน์สวยเข้ากับตัวบ้าน และขอบจอบางเพื่อประสบการณ์ความบันเทิงไม่สิ้นสุด เทคโนโลยี FOCL (Frameless Open-cell Lock-in Technology) ทำให้โทรทัศน์ไม่มีกรอบด้านบนและล่างเพื่อประสบการณ์การรับชมได้อย่างจุใจสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ยังมาพร้อมขาตั้งทีวีที่ประกอบง่าย คงทนแข็งแรง และมีดีไซน์สวยเรียบหรู ใช้สายต่อเพียงเส้นเดียวในการเชื่อมต่อ ไม่เกะกะสายตา
No Description

การใช้งาน และแอพพลิเคชั่นต่างๆ

ผู้ใช้สามารถสั่งการทำงานบนทีวีโดยพูด “Hey Google” เพื่อให้ผู้ช่วยอัจฉริยะ Google Assistant เปิดแอพพลิเคชั่นต่างๆ ให้ ไม่ว่าจะเป็นแอพอะไร หนังหรือ รายการทีวีที่ชื่นชอบก็พูดสั่งให้ Google Assistant เปิดให้ได้ โดยไม่ต้องกดปุ่มรีโมทพิมพ์ค้นหาเลย

และยังสามารถกดปุ่มเข้าใช้งาน Google Assistant, Google Play และ YouTube ได้ง่ายบนรีโมท ไม่ต้องไปเลื่อนหาบนหน้าจอทีวี
No Description

Android Infinity View 40S3A21T ยังอัดแน่นด้วยแอพพลิเคชั่นและคอนเทนต์ต่างๆ มากมาย โดยสามารถดาวน์โหลดแอพความบันเทิงต่างๆ จาก Google Play Store ได้ หรือเข้า YouTube ได้ง่ายๆ เพียงกดปุ่มเดียวบนรีโมท
No Description

พลัง Google Assistant ยังทำให้ทีวีเป็นมากกว่าทีวีธรรมดา ผู้ใช้สามารถสั่งงานให้ทีวีเปิดภาพจากกล้องวงจรปิดที่เชื่อมต่อกับ Google Assistant แบบเรียลไทม์ เพื่อดูแลลูกหลานว่าหลับสบายดีหรือไม่

Android Infinity View 40S3A21T มีพอร์ทเชื่อมต่อครบถ้วนไม่ว่าจะเป็นสาย LAN, HDMI, AV เพื่อส่งสัญญาณภาพและเสียง และที่ด้านข้างก็มีพอร์ HDMI กับ USB ให้อีก 2 พอร์ท

No DescriptionNo Description

ซื้อทีวีที่ Lazada จาก 11,990 บาท เหลือ 8,490 บาท ในเทศกาลลดราคา 12.12

No Description

Android Infinity View 40S3A21T วางขายแบบเอ็กซ์คลูซีพที่ Lazada รายเดียวเท่านั้นในราคา 11,990 บาท และในเทศกาลลดราคา 12.12 ราคาก็จะถูกลงอีกเหลือ 8,490 บาท และยังจะมี Voucher ส่วนลดให้อีกสูงสุดถึง 1,000 บาท

โดยผู้ที่สนใจสามารถไปที่ “Coocaa official store” บนเว็บ Lazada หรือติดตาม Flash Sale เริ่ม 00.00 (เที่ยงคืน)ในวันที่ 1 ธันวาคมนี้ที่ Lazada

นอกจากทีวีเรือธง Android Infinity View 40S3A21T แล้ว Coocaa ยังมีทีวีรุ่นอื่นคือ 50Q5, รุ่น 40E2A และรุ่น 32S3A21T อีกด้วย

รู้จักแบรนด์ทีวี Coocaa

Coocaa เป็นแบรนด์ระดับโลกภายใต้บริษัทสกายเวิร์ท อาร์จีบี อิเล็คทรอนิก จำกัด ดำเนินธุรกิจในกว่า 40 ประเทศ อาทิ เยอรมัน และญี่ปุ่น มีโรงงานการผลิต 9 แห่งรวมถึงในอินโดนีเซียซึ่งเป็นฐานการผลิตในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

Coocaa มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการผลิตยาวนานกว่า 23 ปีภายใต้มาตรฐานของญี่ปุ่นปัจจุบันมีศูนย์การบริการหลังการขายของ Coocaa กว่า 100 แห่งทั่วไทย

from:https://www.blognone.com/node/106723

รีวิว OPPO R17 Pro สุดยอดสมาร์ทโฟนแห่งปี ดีไซน์สุดงาม สแกนนิ้วบนจอ กล้องหลัง 2 รูรับแสง โหมดถ่ายภาพกลางคืนขั้นเทพ ชาร์จเร็วที่สุดในโลก

มาแล้วรีวิวฉบับเต็มของ OPPO R17 Pro หลังจากที่ชมพรีวิว และการใช้งานโหมดถ่ายภาพกลางคืนด้วยโหมดกลางคืน Ultra Night Mode แบบไม่ใช้ขาตั้งกล้องกันไปแล้ว ทำให้หลายคนอยากทราบว่าแล้วฟีเจอร์อื่นๆของรุ่นนี้จะมีอะไรที่น่าสนใจอีกบ้าง ซึ่งทีมงาน @flashfly ต้องบอกเลยว่าจัดเต็มเกินราคาค่าตัวอย่างมาก
ไม่ใช่เพียงแค่ดีไซน์สวยงาม แต่ยังอัดแน่นด้วยเทคโนโลยี สำหรับ OPPO R17 Pro สมาร์ทโฟนระดับพรีเมี่ยมรุ่นใหม่ล่าสุดที่ OPPO ภูมิใจนำเสนอ มาพร้อมระบบสแกนลายนิ้วมือบนจอแสดงผล เทคโนโลยีชาร์จเร็ว SuperVOOC Flash Charge กล้องหลัง 3 ตัว และการออกแบบที่โดดเด่น
OPPO R17 Pro ได้รับการออกแบบมาอย่างสวยงาม ด้วยสี Radiant Mist ที่มีการไล่เฉดสีจากสีฟ้าไปหาสีม่วง มาพร้อมกระจก 3D ทำให้พื้นผิวมีสีสันที่แตกต่างกันไปตามมุมของแสงที่มากระทบ โดยผ่านกระบวนการผลิตถึง 15 ขั้นตอน ทั้งการเคลือบผิว ขัดเงา ชุบโลหะด้วยไฟฟ้า และยังมีสีเขียว Emerald Green ให้เลือกด้วย
OPPO R17 Pro มากับจอแสดงผล AMOLED (2340 x 1080 พิกเซล) ขนาด 6.4 นิ้ว ขอบจอบางเป็นพิเศษ ทำให้สัดส่วนหน้าจอกว้างถึง 91.5% โดยมีรอยบากรูปทรงหยดน้ำ และครอบทับด้วยกระจกรุ่นใหม่ Corning Gorilla Glass 6 ที่มีความทนทานกว่ากระจกรุ่นก่อนถึง 2 เท่า
ภายใต้จอแสดงผลยังติดตั้งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือมาให้ด้วย ใช้ปลดล็อคสมาร์ทโฟนเหมือนเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือทั่วไป สามารถปลดล็อคได้อย่างรวดเร็ว หรือจะใช้ฟีเจอร์ Face Unlock ปลดล็อคด้วยการมองกล้องเซลฟี่ก็ทำได้เช่นกัน
กล้องเซลฟี่ 25 ล้านพิกเซล ติดตั้งไว้ในรอยบาก และเหนือรอยบากมีลำโพงหูฟัง ที่น่าสนใจก็คือ OPPO R17 Pro ยังติดตั้งเซ็นเซอร์ตรวจจับแสงมาให้ด้วย แต่ซ่อนไว้ทางด้านขวา เพื่อให้จอแสดงผลมีพื้นที่กว้างที่สุด แต่ยังสามารถปรับแสงสว่างตามสภาพแวดล้อมได้อัตโนมัติ นอกจากเซ็นเซอร์ตรวจจับแสงยังมีเซ็นเซอร์ตรวจจับระยะห่างด้วยอินฟราเรดมาให้เช่นกัน โดยใช้เทคโนโลยีแบบเดียวกับ OPPO Find X ช่วยเปิด-ปิดจอแสดงผลโดยอัตโนมัติ เมื่อยกสมาร์ทโฟนขึ้นมาสนทนาใกล้หู
ด้านหลังจะพบกับระบบกล้อง 3 ตัว ประกอบไปด้วยกล้องคู่ 12 + 20 ล้านพิกเซล เสริมด้วยกล้อง TOF 3D Camera (Time of Flight) และใต้ชุดกล้องเป็นแฟลช Dual LED
ส่วนขอบรอบตัวเครื่องใช้วัสดุอลูมิเนียมอัลลอย ดีไซน์โค้งมน มีความบาง 7.9 มิลลิเมตร ติดตั้งปุ่มเพาเวอร์ทางด้านซ้ายของตัวเครื่อง
อีกข้างเป็นปุ่มปรับระดับเสียง แยกปุ่มเพิ่มเสียงกับปุ่มลดเสียงไว้ชัดเจน
ด้านบนมีรูไมโครโฟนตัวที่สอง ช่วยตัดเสียงรบกวนรอบข้าง
ด้านล่างมีลำโพง, ไมโครโฟนตัวหลัก, พอร์ต USB Type-C และ ถาดใส่ซิมการ์ด รองรับ 2 ซิมขนาดนาโน (ไม่มีช่องใส่การ์ด MicroSD)
ตำแหน่งการวางลำโพงและพอร์ต USB Type-C ตั้งใจออกแบบมาเป็นอย่างดี เพื่อป้องกันนิ้วมือปิดทับในระหว่างใช้งานสมาร์ทโฟนในแนวนอน ระหว่างรับชมคอนเท้นต์วีดีโอหรือเล่นเกม สำหรับพอร์ต USB Type-C ยังสามารถเชื่อมต่อกับสาย HDMI เพื่อส่งภาพจากสมาร์ทโฟนไปแสดงผลบนจอภาพขนาดใหญ่ได้อีกด้วย ผ่านฟีเจอร์ Screen Streaming

อีกหนึ่งไฮไลท์ของ OPPO R17 Pro ก็คือมาพร้อมได้รับแบตเตอรี่ 2 เซลล์ ความจุ 1,850mAh รวมกันเป็น 3,700mAh สนับสนุนเทคโนโลยีชาร์จเร็วที่สุดในโลก SuperVOOC Flash Charge (50 วัตต์) ซึ่งชาร์จเร็วกว่า VOOC Flash Charge ของ OPPO ใช้เวลาชาร์จเพียง 10 นาที ให้พลังงานแบตเตอรี่ถึง 40% หรือชาร์จแค่ 30 กว่านาทีแบตเตอรี่ก็เต็มแล้ว แถมยังปลอดภัยและตัวเครื่องไม่ร้อนอีกด้วย ฟีเจอร์นี้น่าทึ่งมากๆ
กล้องหลัง 3 ตัว ประกอบไปด้วยกล้องหลัก 12 ล้านพิกเซล ขนาดพิกเซล 1.4 ไมครอน มีความพิเศษที่สามารถปรับขนาดรูรับแสงได้อัตโนมัติระหว่าง F1.5 กับ F2.4 โดยมีชื่อเรียกว่า Smart Aperture รูรับแสงอัจฉริยะ เมื่อถ่ายภาพในที่แสงน้อย ระบบจะเลือกใช้ขนาดรูรับแสง F1.5 เพื่อเก็บภาพยามค่ำคืนได้อย่างคมชัด
พร้อมด้วยโหมด Ultra Night สำหรับถ่ายภาพในเวลากลางคืนโดยเฉพาะ และในสภาพแสงปกติหรือตอนกลางวันจะใช้ขนาดรูรับแสง F2.4 กล้องตัวหลักยังทำงานร่วมกับกล้องรอง 20 ล้านพิกเซล รูรับแสง F2.6 ช่วยในการถ่ายภาพโบเก้ในโหมด Portrait
ระบบกล้องหลังของ OPPO R17 Pro ได้รับการออกแบบมาให้ถ่ายภาพในเวลากลางคืนได้อย่างสวยงามคมชัด นอกจากจะมีโหมด Ultra Night ยังมีระบบประมวลผลภาพ AI Ultra Clear Engine การประมวลผลภาพภายในระยะเวลา 2-4 วินาที รวมภาพและวิเคราะห์ปรับแสง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่คมชัด รวมไปถึงเทคโนโลยีลดภาพสั่นไหวแบบออปติคอล หรือ OIS และจับโฟกัสได้อย่างรวดเร็วด้วยระบบ Dual Pixel
ส่วนกล้องตัวที่ 3 เป็นกล้อง TOF 3D Camera (Time of Flight) ใช้จับภาพวัตถุหรือสภาพแวดล้อมได้ถึง 360 องศา โดยการฉายแสงอินฟราเรดไปยังพื้นผิวของวัตถุแล้วส่งสัญญาณกลับมายังตัวเซ็นเซอร์ TOF 3D Camera ทำให้กล้องหลังของ OPPO R17 Pro สามารถสร้างโมเดล 3 มิติ จากวัตถุที่ต้องการได้ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ร่วมกับแอพพลิเคชั่นด้าน AR
และยังช่วยถ่ายภาพในโหมด Portrait หรือละลายฉากหลังได้ดียิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม OPPO จะปล่อยแอพพลิเคชั่นที่เกี่ยวข้องกับเซ็นเซอร์ TOF 3D Camera ออกมาให้อัพเดทในอนาคต
สำหรับการถ่ายภาพทั่วไปในชีวิตประจำวัน OPPO ได้นำฟีเจอร์ AI Scenes Recognition มาช่วยปรับค่ากล้องให้อัตโนมัติ ตามฉากหรือวัตถุที่กำลังจะถ่าย สามารถระบุได้ถึง 23 ประเภท เช่น ดอกไม้, พระอาทิตย์ขึ้น, พระอาทิตย์ตก, สุนัข, บุคคล, อาหาร เป็นต้น และยังมี Color Engine ที่ช่วยแต่งเม็ดสีในทุกพิเซลให้สามารถแสดงสีที่หลากหลายในฉากต่างๆ ทำให้ได้แสงในภาพที่แสดงออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม
OPPO R17 Pro ยังช่วยให้ผู้ใช้งานถ่ายภาพในโหมด Portrait ให้ดูเป็นมืออาชีพยิ่งขึ้นด้วย AI Portrait Mode ที่สามารถละลายฉากหลังได้อย่างสมบูรณ์แบบ พร้อมเอฟเฟกต์จัดแสงอย่าง Natural Light, Film Light, Monotone Light ,Bi-color Light ,Canvas Light และ Shake light เมื่อถ่ายด้วยโหมดนี้เราจะสามารถปรับเลือกปรับเปลี่ยนเอฟเฟกต์จัดแสงได้ตามใจภายหลังอีกด้วย
สำหรับใครที่ชื่นชอบการถ่ายภาพอย่างจริงจัง OPPO R17 Pro ยังสนับสนุนฟีเจอร์ RAW HDR ไฟล์ภาพรูปแบบ RAW ที่เป็นภาพถ่ายต้นฉบับก่อนถูกบีบอัดด้วยซอฟต์แวร์ จึงมีคุณภาพสูงเหมาะสำหรับนำไปตกแต่งแก้ไขเพิ่มเติมด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์
กล้องเซลฟี่ 25 ล้านพิกเซล ขนาดรูรับแสง F2.0 รองรับโหมดถ่ายภาพ AI Beauty ปรับแต่งใบหน้าให้ดูดีอย่างเป็นธรรมชาติด้วยการสแกนใบหน้าถึง 296 จุด พร้อม AI ช่วยวิเคราะห์จากเพศ อายุ และลักษณะของผิว นอกจากนี้ยังสามารถถ่ายเซลฟี่ในที่กลางแจ้งหรือย้อนแสงได้อย่างคมชัด ด้วยเทคโนโลยี Sensor-HDR

เพิ่มความสนุกด้วยโหมด AR Stickers ใส่เอฟเฟกต์จัดแสงให้ฉากหลังได้ มีฟิลเตอร์ให้เลือกหลายแบบ และสามารถสร้างตัวการ์ตูนจากภาพถ่ายเซลฟี่ เพื่อใช้เป็นสติกเกอร์เคลื่อนไหวได้ด้วย
OPPO R17 Pro ทำงานบนระบบปฏิบัติการ ColorOS 5.2 ทำงานบนพื้นฐาน Android 8.1 Oreo ใช้ชิปประมวลผล Qualcomm Snapdragon 710 Octa Core 2.2GHz รองรับ Artificial Intelligence (AI) Engine พร้อมด้วยจีพียู Adreno 616 ความจำ RAM 8GB จับคู่กับ ROM 128GB
ซึ่งสเปกสูงสุดในซีรีย์ R17 ที่ OPPO นำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย สามารถทำคะแนนจาก AnTuTu Benchmark แอพวัดประสิทธิภาพยอดฮิตไปได้ในระดับแสนหกหมื่นคะแนนได้อย่างสบายๆ
ด้วยสเปกแรงขนาดนี้ทำให้ OPPO R17 Pro เล่นเกมยอดฮิตอย่าง PUBG และ ROV ได้กราฟิกระดับสูงสุด ลื่นไหลระดับ 60 fps กันไปเลยทีเดียว แถมสามารถเล่นไปชาร์จไปได้โดยตัวเครื่องไม่ร้อนแถมแบตเตอรี่เต็มไวแบบสุดๆอีกด้วย
ColorOS 5.2 มาพร้อมกับฟีเจอร์ Smart Bar ที่พัฒนาขึ้นมาให้ช่วยทำงานแบบ Multitasking เพียงปัดนิ้วมือจากขอบด้านข้างของจอแสดงผล ก็จะพบกับ Smart Bar ที่มาพร้อมทางลัดเข้าสู่แอพพลิเคชั่นโปรดได้ทันที พร้อมฟีเจอร์จับภาพหน้าจอ หรือบันทึกหน้าจอเป็นวีดีโอ และยังมีแอพพลิเคชั่น Video Editing ช่วยตัดต่อวีดีโออย่างง่าย มาพร้อม ธีม ฟิลเตอร์ เสียง ข้อความ ลายน้ำ และ เอฟเฟกต์พิเศษต่างๆ สำหรับแทรกลงในวิดีโอที่ต้องการ
ด้วยหน้าจอขนาดใหญ่ถึง 6.4 นิ้วทำให้การใช้งานแบ่งหน้าจอบน OPPO R17 Pro ทำได้อย่างสบายๆ อย่างเปิดใช้งาน 2 แอพบนหน้าจอเดียวกันจะดู Youtube พร้อมกับเล่น FaceBook ไปด้วยก็สามารถทำพร้อมได้อย่างลื่นไหล หรือจะดูคลิปแบบเต็มหน้าจอก็ชมได้แบบเต็มตาจริงๆ
OPPO R17 Pro โดดเด่นตั้งแต่การออกแบบที่สวยงามให้สีสันไม่เหมือนใคร ใช้จอแสดงผล AMOLED ขนาดใหญ่ เหมาะสำหรับการรับชมคอนเท้นต์วีดีโอ ชิปประมวลผลรุ่นใหม่เล่นเกมได้อย่างเต็มรูปแบบ รองรับการทำงานหลายอย่างพร้อมกันด้วย RAM 8GB แบตเตอรี่ชาร์จเร็วที่สุดในโลก Super VOOC Flash Charge ที่แต่เดิมมีเฉพาะในรุ่นราคาห้าหมื่นบาทเท่านั้น ตอนนี้สามารถเป็นเจ้าของได้ในราคาถูกกว่าครึ่ง
และที่เป็นไฮไลท์คือกล้องดิจิตอลด้านหลัง 2 รูรับแสง F2.4 และ F1.5 หรือ Smart Aperture ที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อการถ่ายภาพในเวลากลางคืนได้อย่างสมบูรณ์แบบ คมชัดแบบสุดๆและยังเก็บทุกสภาพแสงได้อย่างยอดเยี่ยมราวกับช่างภาพมือโปร สามารถถ่ายวิดิโอความละเอียด 4K ได้อีกด้วย
OPPO R17 Pro จะเปิดรับจองตั้งแต่วันนี้ถึง 30 พฤศจิกายน 2561 ในราคา 24,990 บาทจะได้รับของแถมมูลค่ารวม 9,200 บาท ได้แก่ OPPO VIP Card ประกันหน้าจอแตก ภายใน 1 ปี และ OPPO Tripod ขาตั้งกล้องสุดพรีเมี่ยม นอกจากนี้ยังมีราคาพิเศษเริ่มต้นเพียง 9,990 บาท เมื่อซื้อพร้อมสมัครแพ็กเกจรายเดือนกับผู้ให้บริการเครือข่ายฯ ทั้ง AIS, Dtac และ TrueMove H ซึ่งจะได้รับของแถมมูลค่ารวม 9,200 บาท เช่นเดียวกันอีกด้วย
ใครที่อยากเป็นเจ้าของอยู่ห้ามพลาดโดยเด็ดขาด โดย OPPO R17 Pro จะเปิดจำหน่ายวันแรกพร้อมกันที่ OPPO Brand Shop และร้านค้าชั้นนำทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคมนี้ เป็นต้นไป ปิดท้ายท้ายตัวอย่างภาพถ่ายด้วย OPPO R17 Pro กันแบบจุใจ

ตัวอย่างภาพถ่ายกลางคืน Ultra Night Mode

ตัวอย่างภาพถ่ายกล้องดิจิตอลด้านหลัง

ตัวอย่างภาพถ่ายกล้องเซลฟี่ด้านหน้า

บทความโดย – http://www.flashfly.net

ขอบคุณตากล้องรับเชิญพิเศษ – Raman Riverside

from:http://www.flashfly.net/wp/235725

รีวิวเคสใสกันกระแทก JTLegend Hybrid Cushion Basic สำหรับ iPhone X Series ทุกรุ่น

Jtlegend Hybrid Cushion Basic Iphone X Xs Xrด้วยดีไซน์ที่สวยงามของ iPhone XS, XS Max รวมถึงสีสันของ iPhone XR ต้องทำให้ใครหลายๆ คนรู้สึกอดใจไม่ไหวที่จะโชว์ตัวเครื่อง บางคนถึงกับไม่อยากจะใส่เคสเลยก็ว่าได้ แต่จะดียิ่งกว่าหากคุณมีคุณสวมใส่เคสใสที่โชว์ให้เห็นตัวเครื่องรอบด้าน ให้ทั้งความสวยงามแถมยังกันกระแทกป้องกันตัวเครื่องได้อย่างปลอดภัย วันนี้ทีมงานมีรีวิวเคสใสกันกระแทกจาก JTLegend สำหรับ iPhone X Series มาให้ชมกันค่ะ เคสใสกันกระแทก JTLegend Hybrid Cushion Basic สำหรับ iPhone X Series เคสที่เราจะรีวิวกันในวันนี้เป็นเคสใสกันกระแทกจากแบรนด์ JTLegend รุ่น Hybrid Cushion Basic ที่มีจุดเด่นในเรื่องของความใส ความเบาบาง และสามารถกันกระแทกได้ มีให้เลือกทั้ง 3 รุ่น ได้แก่ สำหรับ iPhone X, iPhone XS มี 2 สี คือ สีใส (Crystal) และสีดำใส (Crystal Black) สำหรับ iPhone […]

from:https://www.iphonemod.net/jtlegend-hybrid-cushion-basic-iphone-x-xs-xr.html

Review – SteelSeries Rival 105 เม้าส์เกมมิ่งรูปทรงระดับตำนาน พร้อมไฟ RGB ในราคา 990 บาท

หากคุณกำลังมองหาเม้าส์เกมมิ่งราคาหลักร้อย แล้วอยากได้ของที่มีคุณภาพ มีแบรนด์น่าเชื่อถือ น่าจะโดนใจกับเม้าส์จากในรีวิวของเราบทความนี้กันบ้างแน่นอน กับ SteelSeries Rival 105 เม้าส์เกมมิ่งรูปทรงมาตรฐานที่มีการต่อยอดมาจากรุ่นในตำนานอย่าง SteelSeries Kana ที่มีความโดดเด่นทั้งด้านดีไซน์ ฟีเจอร์ และความคุ้มค่า ซึ่งตัวของ SteelSeries Rival 105 ก็สืบทอดต่อมาอย่างครบถ้วนเลยทีเดียว แต่คราวนี้ได้มีการเสริมบางจุดเข้ามา เช่น ไฟ RGB ที่สามารถปรับแต่งได้ รูปทรง วัสดุที่ทำให้ดูพรีเมียม ดูทันสมัยมากขึ้น แถมยังมีการพัฒนาเซ็นเซอร์ให้สามารถตอบสนองได้ดีขึ้นอีกด้วย

SteelSeries Rival 105 เป็นเม้าส์เกมมิ่งรุ่นคุ้มค่าอีกตัวของแบรนด์นี้ ด้วยดีไซน์ในลักษณะของเม้าส์ที่ตอบโจทย์ด้านเกมโดยทั่วไปได้ดี อีกทั้งฮาร์ดแวร์ สเปค ฟีเจอร์ที่ให้มาก็จัดอยู่ในกลุ่มที่น่าสนใจ และยังต่อยอดไปใช้ร่วมกับอุปกรณ์อื่นของ SteelSeries ได้อีกด้วย สำหรับสเปคของ SteelSeries Rival 105 ที่น่าสนใจก็ตามนี้เลยครับ

  • มี 6 ปุ่ม: คลิกซ้าย/ขวา/กลาง + ปุ่มปรับ CPI + ปุ่มเสริมทางฝั่งซ้าย 2 ปุ่ม
  • ตัวเม้าส์ได้รับการออกแบบให้จับได้ทั้งมือซ้ายและมือขวา รูปทรงเป็นไปตามหลักสรีรศาสตร์ โดยมีเม้าส์ SteelSeries รุ่น Kana เป็นต้นฉบับ
  • สวิตช์ของปุ่มหลักเป็นสวิตช์ Omron รองรับการใช้งานได้ไม่ต่ำกว่า 20 ล้านคลิก
  • เซ็นเซอร์แบบออปติคอล (SteelSeries S3059-SS) มีแสงสีแดงภายใน
  • รองรับ CPI (DPI) ได้สูงสุด 4000 CPI
  • ค่า IPS อยู่ที่ 140 IPS
  • ค่าความเร่ง (acceleration) อยู่ที่ 20G
  • ไฟ RGB 1 โซน สามารถปรับสีสันได้ รองรับการซิงค์ร่วมกับฟีเจอร์ PSIRM LIGHTING
  • น้ำหนักตัวเม้าส์อยู่ที่ 80 กรัม
  • สาย USB ยาวประมาณ 180 เซนติเมตร
  • ราคา 990 บาท

ผิวสัมผัสของ SteelSeries Rival 105 จะเป็นแบบซอฟต์ทัชที่ทำออกมาได้เนียน รูปทรงโดยรวมมีความโค้งมนรับกันในทุกส่วน ส่วนของปุ่มคลิกซ้าย/ขวา จะใช้เป็นพลาสติกแผ่นเดียวกับหน้ากากส่วนบนของเม้าส์ทั้งหมด ไม่มีการแยกชิ้นแต่อย่างใด ซึ่งก็มีข้อดีอย่างหนึ่งคือ มันจะไม่มีร่องของรอยต่อ ที่อาจมีฝุ่น หรือคราบเหงื่อเข้าไปเกาะครับ สำหรับปุ่มที่อยู่ตรงกลางก็คือ ปุ่มสำหรับสลับค่า CPI ซึ่งเป็นฟังก์ชันที่ถูกตั้งค่ามาจากโรงงาน โดยผู้ใช้สามารถปรับเปลี่ยนได้จากโปรแกรม SteelSeries Engine 3

เมื่อมองจากมุมด้านบน จะเห็นว่าไฟ RGB ของ SteelSeries Rival 105 จะมีด้วยกันสองจุด ได้แก่ ที่วงล้อ และก็ที่โลโก้ SteelSeries แต่ถ้าในตัวโปรแกรม Engine เอง จะมองว่ามันคือโซนเดียวกัน โดยยึดจากที่โลโก้ SteelSeries เป็นหลัก เท่ากับว่าปรับจุดเดียว ไฟทั้งสองตำแหน่งนี้ก็จะแสดงผลเหมือนกันเลยนั่นเอง

ตัวเม้าส์ได้รับการออกแบบให้ส่วนหลังมีความป่องขึ้นมารับกับอุ้งมือผู้ใช้ได้พอดี

เมื่อมองจากมุมเฉียงหน้า จะเห็นว่าปุ่มคลิกของ SteelSeries Rival 105 จะมีความโค้งมนที่ขอบ ทำให้เวลาจับแล้วไม่รู้สึกสะดุด หรือมีขอบขึ้นมาชนกับปลายนิ้ว ทำให้ไม่ว่าผู้ใช้จะถนัดจับเม้าส์แบบใด นิ้วยาวขนาดไหน ก็สามารถใช้งานได้สบาย

ฝั่งซ้ายของ SteelSeries Rival 105 จะมีปุ่มเสริมให้มาสองปุ่ม โดยตัวปุ่มจะมีขอบแบบเหลี่ยมตัด แต่ตรงส่วนกลางปุ่มจะมีความโค้งนูนขึ้นมา ช่วยให้ปลายนิ้วหัวแม่มือขวาสามารถคลำหาตำแหน่งและกดปุ่มได้ง่าย

ส่วนฝั่งขวา ไม่มีปุ่มใด ๆ อยู่เลย แต่ก็จะเห็นได้ชัดว่าตัวเม้าส์มีความป่องนูน เยื้องไปทางด้านหลังพอสมควร

 

ส่วนด้านล่างของ SteelSeries Rival 105 ก็จะมีฟีตอยู่ 3 จุด และก็เซ็นเซอร์อยู่ด้านล่าง

ฟีลลิ่ง การสัมผัสของ SteelSeries Rival 105 ถือว่าทำออกมาได้ดี รองรับอุ้งมือได้ ไม่ว่าจะเป็นการจับแบบอุ้งมือ จับแบบปลายนิ้ว หรือจะจับแบบเหมือนกรงเล็บ ก็ทำได้ดี ตำแหน่งของปุ่มเสริมด้านข้างก็อยู่ในจุดที่กดใช้งานได้สะดวก โดยรวมถือว่าเป็นเม้าส์ที่ทำออกมารับกับการใช้งาน การเล่นเกมทั่วไปได้เป็นอย่างดี

ส่วนความแม่นยำ ความรวดเร็วนั้น อยู่ในระดับที่ดี สามารถใช้งานได้ในทุกสถานการณ์ด้วยค่า CPI สูงสุด 4000 ที่กำลังพอดี ๆ กับการเล่นเกมมบนจอ Full HD จะมีก็เรื่องเสียงการกดปุ่มคลิกที่ค่อนข้างชัดเจนไปนิด

ส่วนซอฟต์แวร์ SteelSeries Engine 3 เมื่อดาวน์โหลด ติดตั้ง และเปิดขึ้นมาใช้งาน ก็จะพบกับ Rival 105 ขึ้นมาให้ตั้งค่าได้ทันที โดยสามารถสร้างเป็นชุดโปรไฟล์ขึ้นมาได้ด้วยเช่นกัน

หน้าจอการตั้งค่าของ SteelSeries Rival 105 ก็จะใกล้เคียงกับเม้าส์รุ่นอื่น ๆ ของ SteelSeries เลย โดยแถบซ้ายจะเป็นการตั้งค่าแยกแต่ละปุ่ม โดยสามารถตั้งแทนการคลิก แทนปุ่มบนคีย์บอร์ด แทนคีย์ลัด แทนชุดคำสั่งมาโครที่ผู้ใช้สามารถสร้างได้เอง ส่วนถ้าต้องการปรับสีไฟ RGB ก็ให้คลิกที่คำว่า LED ที่ชี้อยู่ตรงโลโก้ SteelSeries ได้เลยครับ

ส่วนฝั่งขวาก็จะมีจุดที่ให้ผู้ใช้เลือกค่า CPI ที่ต้องการได้ 2 ค่า เพื่อใช้ร่วมกับปุ่มสลับค่า CPI โดยสามารถตั้งได้เป็นระดับ ๆ ได้แก่ 250, 500, 1000, 1250, 1500, 1750, 2000 และ 4000 ถัดลงมาเล็กน้อยก็จะเป็นหน้าต่างการตั้งค่าอัตราการเร่ง หรือการหน่วงในการเคลื่อนที่ของเม้าส์ตามการขยับมือ

ยังอยู่ที่หน้าจอเดิมครับ แต่ถ้าเรา scroll หน้าจอลงมา ก็จะเจอหน้าต่างการตั้งค่าส่วนอื่น ๆ ซ่อนอยู่อีก เช่น Angle snapping  ที่เป็นตัวช่วยให้การลากเม้าส์เป็นเส้นตรงทำได้ง่ายยิ่งขึ้น (ขึ้นอยู่กับรูปแบบการใช้งานของตัวผู้ใช้เอง) และก็หน้าต่างการตั้งค่าความถี่ในการรับส่งข้อมูล ที่สามารถปรับได้ 4 ระดับคือ 125, 250, 500 หรือ 1000 Hz

สำหรับหน้าจอสร้างมาโคร ก็ตามภาพด้านบนเลย โดยผู้ใช้จะต้องเข้ามาสร้างชุดคำสั่งมาโครในนี้ก่อน แล้วบันทึกเป็นชุด ๆ ไป จากนั้นถึงจะสามารถไปเลือกที่การตั้งค่าปุ่มได้ ว่าจะให้ปุ่มใด เรียกชุดคำสั่งที่สร้างไว้ขึ้นมาบ้าง

ส่วนหน้าจอนี้ก็คือเมนูสำหรับปรับการแสดงผลของไฟ RGB โดยสามารถเลือกรูปแบบการแสดงผลได้ทั้งแบบไฟนิ่ง ไฟที่มีการเปลี่ยนสีตามชุดสีที่ตั้งไว้ ไฟกระพริบ หรือจะปิดไฟไปเลยก็ได้เช่นกัน

รวม ๆ แล้ว SteelSeries Rival 105 นับเป็นเม้าส์เกมมิ่งที่ลงตัวกับทั้งใช้ทำงาน ใช้เล่นเกมได้เป็นอย่างดี ด้วยรูปทรงที่ทำออกมาได้ถนัดมือ จำนวนปุ่มกดที่ให้มากำลังดี ความแม่นยำของเซ็นเซอร์ที่ทำออกมาได้ดีเกินราคา แถมยังให้ฟีเจอร์ สเปคบางส่วนมาไม่แพ้เม้าส์รุ่นสูง ๆ เลยก็ว่าได้ ทำให้ SteelSeries Rival 105 เป็นเม้าส์เกมมิ่งที่คุ้มค่า น่าสอยมาใช้งานมาก ๆ อีกรุ่นหนึ่งเลยทีเดียว

ข้อดี

  • รูปทรงกระชับ จับถนัดมือ
  • ฟีเจอร์ไม่น้อยหน้าเม้าส์เกมมิ่งรุ่นสูงๆ
  • รองรับฟีเจอร์​ PRISM LIGHTING ที่ช่วยซิงค์การตั้งค่าไฟ RGB ไปยังอุปกรณ์อื่นได้
  • ราคาคุ้มค่า เพียง 990 บาท

ข้อสังเกต

  • เสียงปุ่มคลิกค่อนข้างดังไปนิด

from:https://notebookspec.com/review-steelseries-rival-105/463734/