คลังเก็บป้ายกำกับ: REVIEW

รีวิว vivo X70 Pro 5G มือถือกล้องเทพ ปฏิวัติวงการถ่ายภาพด้วยมือถือ กับเลนส์ ZEISS T*

หลังจากที่เรารีวิว vivo X60 Pro 5G ที่เป็นมือถือกล้อง ZEISS รุ่นแรกของ vivo ไปเมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา คราวนี้ vivo กลับมาพร้อมรุ่นต่อยอด vivo X70 Pro 5G

คราวนี้ vivo X70 Pro 5G มาร้อมเลนส์ ZEISS ขั้นเทพที่อัพเกรดไปอีกระดับ ด้วยการเคลือบกล้องแบบ ZEISS T* ให้ภาพสีสด เต็มรายละเอียด ถ่ายภาพกลางคืนได้แบบไม่มีแสงสะท้อน พร้อมสโลแกน “Photography Redefined” ที่จะมาปฏิวัติวงการการถ่ายภาพด้วยกล้องมือถือเลยทีเดียว

ยังไม่จบแค่นั้น แม้ vivo X70 Pro 5G จะเน้นกล้องขั้นเทพ แต่ประสิทธิภาพด้านอื่นก็มาครบครัน เช่นจอ AMOLED 120Hz ขนาด 6.56 นิ้ว และชิปประมวลผล MediaTek Dimensity 1200 รองรับ 5G แบบเต็มที่ มีทั้งรุ่นแรม 8GB และ 12GB หน่วยความจำภายในเป็นแบบ UFS 3.1 ความจุ 128GB, 256GB และ 512GB โดยรุ่นที่รีวิวนี้เป็นรุ่นแรม 12GB ความจุ 256GB สีดำ Cosmic Black ราคาจะอยู่ที่ 27,999 บาท

No Description

สเปกเบื้องต้น

  • หน้าจอ AMOLED 6.56 นิ้ว รีเฟรชเรต 120Hz รองรับ HDR10+
  • ชิป MediaTek Dimensity 1200
  • แรม 12 GB
  • หน่วยความจำภายใน UFS 3.1 ความจุ 256GB
  • กล้องหลัง 4 ตัว กล้องหลัก 50MP f/1.75, กล้องอัลตร้าไวด์ 12MP f/2.2, กล้องเทเลโฟโต้ 12MP f/2.0 ซูม 2x และกล้อง Periscope 8MP f/3.4 ซูมออปติคัล 5x
  • กล้องหน้า 32MP f/2.45
  • รองรับ Wi-Fi 6, Bluetooth 5.2
  • เซ็นเซอร์ลายนิ้วมือใต้จอ
  • แบตเตอรี่ 4450 mAh รองรับชาร์จไว 44W
  • รัน Android 11 ครอบด้วย Funtouch OS

แกะกล่อง

ในกล่องจะแถมเคสพลาสติก TPU มาให้ พร้อมอุปกรณ์เสริมที่มักจะไม่ค่อยได้เห็นกันแล้วในยุคนี้ ได้แก่ ที่ชาร์จ สายชาร์จ USB Type A to Type C และหูฟังมีสายแบบ Type-C ถือว่าให้อุปกรณ์มาครบครัน

No Description

อีกสิ่งที่ชอบมากของดีไซน์รุ่นนี้ คือฝาหลังที่เป็นสีดำด้าน Cosmic Black วัสดุ fluorite AG จับแล้วให้ความรู้สึกเท็กซ์เจอร์แตกต่างจากฝาหลังทั่วไป สิ่งที่ดีสุดๆ คือไม่มีรอยนิ้วมือติดฝาหลังเลย สามารถใช้งานแบบไม่ใส่เคสได้สบายๆ ไม่ต้องมาคอยเช็ดรอยกันอีกแล้ว แถมน่าจะทนต่อรอยขีดข่วนมากกว่า และเท่มากๆ

No DescriptionNo Description

การใช้งาน

ประสิทธิภาพชิป Mediatek Dimensity 1200 ใช้งานได้ลื่นไหลแบบไม่รู้สึกถึงอาการช้า ค้าง หรือติดขัดเลย แรมให้มาแบบจัดเต็ม 8GB และ 12GB แถมยังมีระบบ Extended Ram ที่นำพื้นที่หน่วยความจำมาเสริมเป็นแรมเพิ่ม สามารถปิด-เปิดได้ในการตั้งค่าเช่นเคย

No Description

UI ของ Funtouch OS ใช้งานง่าย ไม่ยุ่งยาก แฟนๆ vivo คงคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีอยู่แล้ว จะดู YouTube เล่นเน็ตผ่าน Chrome หรือสตรีมมิ่ง Netflix ก็ทำได้แบบสบายๆ หน้าจอ AMOLED แบบ 120Hz ทำให้การใช้งานลื่นไหลไม่รู้สึกติดขัด สีสด และมีความสว่างมากพอที่จะใช้งานกลางแจ้งได้แบบไม่ต้องเพ่งมาก

No Description

ตัวเครื่องบางและเบามา ขอบจอเป็นกระจกโค้งเล็กน้อยแต่จับถนัดมือ โมดูลกล้องยื่นออกมาเล็กน้อย แต่ไม่เป็นอุปสรรคใช้งาน น้ำหนักที่เบาราว 185 กรัม ทำให้ถือเล่นได้นานโดยไม่เมื่อยมือ รวมถึงเก็บใส่กระเป๋าและหยิบออกมาได้สะดวก แม้จะเป็นกระเป๋ากางเกงยีนส์ที่มีพื้นที่ค่อนข้างน้อยก็ตาม

No DescriptionNo Description

กล้องถ่ายรูปที่ว้าวกว่าที่คิด

มาถึงจุดที่เด่นที่สุดของ X70 Pro 5G คือกล้องถ่ายภาพกันบ้าง คราวนี้ใช้เซ็นเซอร์ Sony IMX766V คู่กับเลนส์ ZEISS ที่พัฒนาไปอีกระดับ คือเคลือบเลนส์ด้วยเทคโนโลยี ZEISS T* ครบทุกเลนส์

ซึ่ง ZEISS T* เป็นเทคโนโลยีเคลือบเลนส์แบบพิเศษของ ZEISS ทำให้ทำให้ภาพที่ถ่ายออกให้ค่าสีแม่นยำ และสีสันสดใสยิ่งขึ้น รวมถึงลด Ghosting หรือแสงสะท้อนในเลนส์ เมื่อถ่ายภาพหรือวิดีโอตอนกลางคืน

ฟีเจอร์ Gimbal Stabilization ก็กลับมาในเวอร์ชั่น 3.0 ช่วยให้ภาพและวิดีโอที่ถ่ายมีความนิ่งขึ้น ช่วยลดการสั่นเวลาถ่ายภาพกลางคืนที่ต้องเปิดหน้าชัตเตอร์ค้างไว้เป็นเวลา 1-2 วินาทีได้ ส่วนสีสันจะสดใสจริงแค่ไหน ลองไปดูตัวอย่างภาพถ่ายด้านล่างได้เลย

No Descriptionตัวอย่างภาพกล้องหลัก สังเกตสีแดงบนรถแท็กซี่ที่สดใสมาก
No Descriptionตัวอย่างภาพถ่ายกล้องอัลตร้าไวด์
No Descriptionตัวอย่างภาพถ่ายกล้องอัลตร้าไวด์
No Descriptionตัวอย่างภาพกล้องหลัก
No Descriptionตัวอย่างภาพกล้องหลัก
No Descriptionตัวอย่างภาพกล้องหลัก
No Descriptionตัวอย่างภาพกล้องหลัก
No Descriptionตัวอย่างภาพกล้องหลัก
No Descriptionตัวอย่างภาพถ่ายกล้องอัลตร้าไวด์
No Descriptionตัวอย่างภาพถ่ายกล้องอัลตร้าไวด์

เลนส์ซูมขั้นเทพ ให้มาทั้งเทเลโฟโต้และ Periscope

นอกจากกล้องหลักและกล้องอัลตร้าไวด์แล้ว vivo X70 Pro 5G ยังใส่เลนส์ซูมให้มาอีก 2 เลนส์ คือเลนส์เทเลโฟโต้ ที่ใช้สำหรับการซูมแบบออปติคัลในระดับ 2x และเลนส์ Periscope หรือเลนส์ซูมแบบใช้การสะท้อนของกระจกเลนส์ ที่ทำให้ซูมแบบออปติคัลได้ถึง 5x แบบไม่ภาพไม่แตก รายละเอียดคมชัด เหมือนเดินเข้าไปถ่ายใกล้ๆ ด้วยกล้องหลัก

No Descriptionตัวอย่างภาพกล้องหลัก
No Descriptionตัวอย่างภาพ ซูม 2x
No Descriptionตัวอย่างภาพ ซูม 5x

No Descriptionตัวอย่างภาพกล้องหลัก
No Descriptionตัวอย่างภาพ ซูม 2x
No Descriptionตัวอย่างภาพ ซูม 5x

ถ่ายภาพบุคคล

โหมดถ่ายภาพบุคคลของกล้องยังทำได้ดีเช่นเคย เบลอฉากหลัง แยกตัวแบบได้อย่างชัดเจน แถมยังให้สีสันที่ครบครัน สดใสขึ้น ด้วยการเคลือบกล้อง ZEISS T*

No DescriptionNo Descriptionตัวอย่างภาพในโหมดถ่ายภาพบุคคล กล้องหลังหลัก

ถ่ายภาพกลางคืน

การถ่ายภาพกลางคืนทำได้ ถึงจะใช้โหมดอัตโนมัติ ก็ยังเก็บแสงในภาพได้มากกว่ากล้องมือถือทั่วไป และยิ่งดีขึ้นไปอีกขั้นเมื่อเปิดโหมดถ่ายภาพกลางคืน สังเกตโทนสีจะเป็นธรรมชาติมากขึ้น ไม่มีแสง Ghosting หรือแสงสะท้อนมารบกวนเมื่อถ่ายภาพที่มีดวงไฟเยอะ แถมให้ภาพที่ชัดเจน สีสันสดใส

โหมด Real-Time Extreme Night Vision ที่เพิ่มเข้ามาใน vivo X70 Pro ก็เป็นอีกฟีเจอร์ที่ล้ำมาก เพราะตัวแอปกล้องจะแสดงตัวอย่างภาพให้เราเห็นตั้งแต่ก่อนถ่าย ทำให้เรารู้สภาพแสงจริงในรูปตั้งแต่ก่อนกดถ่าย

No Descriptionกล้องหลังหลัก โหมดอัตโนมัติ
No Descriptionกล้องหลังหลัก แบบเปิดโหมดถ่ายภาพกลางคืน
No Descriptionกล้องหลังหลัก โหมดอัตโนมัติ
No Descriptionกล้องหลังหลัก แบบเปิดโหมดถ่ายภาพกลางคืน
No Descriptionกล้องหลังหลัก โหมดอัตโนมัติ
No Descriptionกล้องหลังหลัก แบบเปิดโหมดถ่ายภาพกลางคืน
No Descriptionกล้องหลังหลัก แบบเปิดโหมดถ่ายภาพกลางคืน
No Descriptionกล้องหลังหลัก แบบเปิดโหมดถ่ายภาพกลางคืน

กล้องหน้า

กล้องหน้าเป็นเลนส์ 32MP โหมดบิวตี้สามาถเลือกเปิดปิดได้ (ตั้งค่าเปิดอัตโนมัติมาจากโรงงาน) ภาพที่ได้ชัดเจนสมมาตรฐาน vivo ถ่ายเซลฟี่เล่นได้ทั้งวันแบบเพลินๆ

No DescriptionNo Description

สรุป

vivo X70 Pro 5G เป็นมือถือกล้องเทพที่ว้าวกว่าที่คิด เลนส์ ZEISS ที่ดีมากๆ ในรุ่นก่อนนี้ ยิ่งทำได้ดีขึ้นไปอีกในรุ่นนี้ โดยเฉพาะการเก็บสีสันที่สดใสสมจริงจากการเคลือบเลนส์แบบ ZEISS T* รวมถึงการถ่ายภาพกลางคืนก็ทำได้ง่าย สะดวก ด้วย Gimbal Stabilizer 3.0

ชิป Mediatek Dimensity 1200 ประสิทธิภาพใช้งานได้หายห่วง พร้อมรองรับ 5G เต็มที่ แรมจัดเต็มมาให้ถึง 12GB และพื้นที่ความจำภายในอีก 256GB ก็ถือว่าใช้งานได้อย่างครบครัน ใครที่กำลังมองหามือถือฝั่ง Android กล้องเทพๆ บอกเลยว่า vivo X70 Pro 5G เป็นอีกรุ่นที่ห้ามพลาด

No DescriptionNo DescriptionNo Description

from:https://www.blognone.com/node/125380

รีวิวแท็บเล็ตเด็ก HUAWEI MatePad T 8 Kids Edition

แท็บเล็ตเด็กตัวจริง

P1001519

ใคร ๆ ก็รู้จักเครื่องแท็บเล็ตกันแล้วในทุกวันนี้ มีให้เลือกใช้งานหลากหลายรุ่น แต่ถ้าถามว่าเครื่องแท็บเล็ตสำหรับเด็กเล็กล่ะมีมั้ย พอหันกลับไปดูตลาด เออเว้ย ไม่เห็นจะมีสักรุ่นเลยนี่หว่า แต่วันนี้มีเครื่องแท็บเล็ตรุ่นใหม่ล่าสุดสำหรับเด็กเล็กโดยเฉพาะออกมาทำตลาดในบ้านเราแล้ว กับรุ่น HUAWEI MatePad T 8 Kids Edition มีดีขนาดไหน เหมาะกับเด็กจริงหรือเปล่า แล้วทำอะไรได้บ้าง เค้าคิดมาให้หมดแล้ว ลองมาดูรีวิวใช้จริงของเราได้เลย

ทดสอบใช้เครื่อง

P1001517

ตัวเครื่องมาพร้อมกับเคสซิลิโคนที่หนาพอสมควร มีสีสันที่สวยงามฟ้าเขียว เด็กเล็ก ๆ เห็นเป็นต้องชอบกันเลยทีเดียวเชียวแหละ ความหนานุ่มของเคสตัวนี้ก็ให้ฟีลลิ่งเหมือนดินน้ำมันอยู่เหมือนกัน แต่ไม่ต้องกังวลว่าจะอันตรายถ้าหากเด็ก ๆ เอาไปแทะเล่น เพราะเป็นซิลิโคนชนิดใช้กับอาหารได้ปลอดภัยหายห่วง และก็ยังมาพร้อมกับปากกาที่ผูกติดกับเคสมาเลย พร้อมช่องเก็บที่ตัวเคส ไม่ต้องกลัวหลุดหล่นหายไปไหน ถือเป็นอุปกรณ์สำคัญสำหรับเด็ก ๆ ในการวาดรูประบายสีทีเดียวเชียวแหละ

P1001529

หูหิ้วที่เคสก็มีขนาดที่ใหญ่ สามารถให้เด็กถือไปไหนมาไหนได้สะดวก ไม่ต้องกลัวหลุดมือง่าย ๆ หรือต่อให้ทำหล่นทำหลุดมือไป ก็มีความนุ่มมากพอในการปกป้องตัวเครื่องจากแรงกระแทก

P1001528

คุณประโยชน์อีกอย่างของมือจับ ที่นอกเหนือจะเป็นหูหิ้วตัวเครื่อง ใช้ตั้งตัวเครื่องกับโต๊ะเวลาเล่นแล้ว ก็ยังสามารถใช้มือสอดจับมือเดียวได้ด้วย สะดวกมาก ๆ

P1001485

ช่องชาร์จที่ให้มาเป็นแบบ microUSB ที่อาจจะต้องอาศัยการเล็งอยู่สักหน่อย ให้เด็ก ๆ เสียบชาร์จกันเองก็อาจจะเสียบผิดเสียบถูกจนเครื่องเป็นรอยได้ ตรงนี้ถ้าหากให้มาเป็น USB Type-C ก็จะดีมาก ๆ แต่ด้วยราคาค่าตัวที่ไม่สูงก็เข้าใจได้ว่าเป็นการลดต้นทุนให้เหมาะสมนั่นเอง

P1001489

ช่องหูฟังเมื่อตั้งเครื่องเป็นแนวนอนบนโต๊ะก็จะอยู่ในตำแหน่งด้านซ้ายของตัวเครื่อง เสียบหูฟังใช้งานได้สะดวก

P1001531

และหูหิ้วยังสามารถดันตั้งเครื่องขึ้น ปรับองศาสำหรับการวาดเขียนหรือพิมพ์ได้ถนัดมากขึ้น เพิ่มอีกมุมให้ใช้งาน

P1001498

ด้านใต้หูหิ้วจะมีช่องสำหรับเก็บปากกา สามารถเสียบเก็บได้แน่นหนา ไม่มีหลุดออกมาง่าย ๆ อย่างแน่นอน

P1001505

แต่ที่เห็นทั้งหมดนั้นจะเป็นเครื่องที่อยู่ภายในตัวเคสซิลิโคนอีกที เมื่อลองถอดตัวเครื่องออกมาจากเคสก็จะได้เครื่องแท็บเล็ตปกติที่เราเคยเห็นทั่ว ๆ ไป สีออนเป็นโทนน้ำเงินเข้มกรมท่าถือว่าสวยงามดูหรูหราทีเดียว แม้ว่าวัสดุขอบรอบ ๆ จะเป็นพลาสติก แต่พอเป็นสีเข้ม ๆ ก็ทำให้ดูดุ เท่ หล่อสุขุมขึ้นมาได้เลย

P1001508

ขอบที่ด้านบนตัวเครื่องจะเป็นรูเสียบหูฟัง 3.5 มม. และช่องลำโพงที่มีอยู่ตำแหน่งเดียวของเครื่อง ดังนั้นจะไม่ได้ระบบเสียงแยกซ้ายขวาสำหรับงานด้านความบันเทิง แต่ถ้าเป็นเด็กเล็กเรื่องนี้ก็ไม่ใช่ประเด็นที่ซีเรียสสักเท่าไหร่

P1001506

กล้องความละเอียด 5 ล้านพิกเซลด้านหลัง จะปูดนูนออกมาจากตัวเครื่องเล็กน้อย

P1001514

ตัวเครื่องมาพร้อมถาดใส่ซิม สามารถเปิดเบอร์มาใส่พร้อมเล่นเน็ตได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน และยังใส่ SD Card เพิ่มความจุในตัวเครื่องได้ด้วย

ซอฟต์แวร์

Screenshot 20211019 160915 com.android.settings

เริ่มต้นกันที่หน้าตาระบบ ใช้เป็น Android 10 กับหน้าตา EMUI 10 ที่คุ้นเคย เหมือนกันมือถือรุ่นต่าง ๆ ของแบรนด์ที่ผ่าน ๆ มา ถ้าเป็นคนใช้ระบบ Android มาอยู่แล้วก็ใช้งานเป็นได้ทันที จะมีความแตกต่างไปเล็กน้อยคือวิธีการติดตั้งแอป ที่จะทำผ่าน AppGallery และ Petal Search แทบไม่แตกต่างไปจาก Google Play

Specification

สเปกตัวเครื่องต้องบอกว่าไม่ได้แรงไหลลื่นมากนัก แต่สามารถทำงานต่างได้ เรียกว่าตอบสนองความต้องการใช้งานได้ครบ แค่ว่ามันไม่ได้ลื่นปื้ดวื้ดวาดเท่านั้น เพื่อเป็นการประหยัดต้นทุน ให้สามารถทำราคาตัวเครื่องออกมาได้ไม่แพงจนเกินไป ตรงตามโจทย์ความต้องการสำหรับลูก ๆ หลาน ๆ อย่างแท้จริง แต่ถ้าจะเอามาใช้เหมือนเครื่องแท็บเล็ต Android ทั่วไป ก็ใช้งานได้ปกติไม่มีปัญหา

ขนาดหน้าจอ 8 นิ้ว ความละเอียด 1280 x 800, 189 PPI ดูได้อย่างเต็มตา ขนาดตัวเครื่องที่เบาเพียง 515 กรัม ก็ทำให้ถือใช้งานได้สะดวก ที่สำคัญคือเคสที่ให้มาพร้อมกับตัวเครื่องแบบซิลิโคน ป้องกันการตกกระแทกจากการเผลอของเด็ก ๆ ได้เป็นอย่างดี และยังเป็นวัสดุที่มีความปลอดภัยใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร จึงไม่เป็นพิษต่อเด็ก ๆ ที่มีผิวบอบบางอย่างแน่นอน มีดีไซน์มือจับถือเครื่องหิ้วไปมาได้สะดวก และยังใช้เป็นขาตั้งได้ในตัว พร้อมปากกาที่เหน็บเก็บติดกับตัวเคสได้ด้วย

ขนาด (สูง x กว้าง x หนา)

199.7 มม. x 121.1 มม. x 8.55 มม

น้ำหนัก

ประมาณ 515 กรัม (รวมแบตเตอรี่)

สี

Deepsea Blue

หน้าจอแสดงผล

LCD ขนาด 8.0 นิ้ว ความละเอียด 1280 x 800, 189 PPI, รองรับ 16.7 ล้านสี

โปรเซสเซอร์

MTK MT8768

MTK MT8768, 8 Core A53, 4×2.0 GHz+4×1.5GHz

GPU: IMG GE8320 650 MHz

ระบบปฏิบัติการ

EMUI 10.0.1 (ขึ้นอยู่กับ Google Android 10.0)

หน่วยความจำและความจุ

RAM 2G + ROM 16GB
รองรับหน่วยความจำภายนอก:

รองรับ microSD (สูงสุด 512GB)

แบตเตอรี่

5100 mAh (ทั่วไป), 4980 mAh (ขั้นต่ำ)

กล้อง

กล้องหลัง: 2 MP, fixed-focus

การถ่ายภาพ: สูงสุด 1.9 M (1600 x 1200 pixels)

การบันทึกวิดีโอ: สูงสุด 720p@30fps

 

กล้องหลัง: 5 MP, auto-focus

การถ่ายภาพ: สูงสุด 5 M (2592 x 1944 pixels)

การบันทึกวิดีโอ: สูงสุด 1080p@30fps

ระบบเสียง

ลำโพง 1 ชุด, ไมโครโฟน 1 ชุด

รองรับเครือข่าย

GSM: B2 / B3 / B5 / B8

UMTS: B1 / B2 / B5 / B6 / B8 / B19

FDD: B1 / B3 / B5 / B7 / B8 / B18 / B19 / B20 / B26 / B28

TD-LTE: B38 / B40 / B41

 

*เครือข่ายและคลื่นความถี่อาจแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการในพื้นที่และที่ตั้งของคุณ

รองรับการเชื่อมต่อ

WLAN: รองรับ 802.11 a / b / g / n / ac, 2.4GHz และ 5GHz

รองรับ มาตรฐาน: Bluetooth 5.0 (เข้ากันได้กับ Bluetooth 4.0, Bluetooth 3.0, และ Bluetooth 2.1+EDR)

ระบบเซ็นเซอร์

Gravity Sensor

อุปกรณ์ภายในกล่อง

1 เครื่องชาร์จ

2 สายเคเบิล

3 อุปกรณ์ถอดซิมการ์ด

4 คู่มือเริ่มต้นใช้งาน

5 บัตรรับประกัน

6 Kids Case

จุดเด่น

Screenshot 20211018 134546 com.huawei.kidsmode

มาดูกันที่จุดเด่นสำหรับการใช้งานของเด็ก ๆ กันด้วยแอปที่มีชื่อว่า Kids Corner หรือในชื่อไทยว่า มุมเด็ก เป็นแอปที่เสมือนเป็นระบบของเครื่องอีกตัว เมื่อเข้ามาแล้ว จะเป็นหน้าตาใหม่สำหรับให้เด็ก ๆ ใช้งานโดยเฉพาะ ด้วยหน้าตาสไตล์การ์ตูน มีปุ่มให้เลือกกดเพื่อเข้าแอปอื่น ๆ ต่อได้ โดยตัวหลักที่ระบบติดตั้งไว้แล้ว จะเป็น โลกของเบบี้แพนด้า และ Azoomee ทั้ง 2 ตัวเป็นแอปแพล็ตฟอร์มเนื้อหาสำหรับเด็กนั่นเอง มีทั้งเกม ทั้งการ์ตูน ให้เลือกดูเพียบ ซึ่งสอดแทรกความรู้ไว้ด้วย แบ่งเป็นหมวดหมู่ อย่างอาชีพต่าง ๆ หมวดศิลปะ หมวดอาหาร หมวดธรรมชาติ หมวดพฤติกรรมนิสัย หรือหมวดความปลอดภัย ให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้เรื่องราวต่าง ๆ แบบสนุกสนานเพลิดเพลินกัน

แท็บเล็ตเด็กที่ให้ระบบมาพร้อม

เนื้อหาทั้งหมดยังมีทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษ เพื่อให้เด็ก ๆ ได้เข้าใจกันทั้ง 2 ภาษาตามที่เลือกกันได้เลย หรือถ้าหากว่ามีแอปตัวอื่น ๆ ที่เด็ก ๆ ชอบ เราก็สามารถโหลดมาติดตั้งเพิ่มเติมเอาไว้ในหน้านี้ได้

จุดเด่นของระบบ มุมเด็ก ตัวนี้คือความสามารถในการล็อกตัวเครื่อง สามารถตั้งค่าล็อกเอาไว้ ไม่ให้เด็ก ๆ เข้ามาแก้ไขอะไรเกี่ยวกับระบบที่ไม่อนุญาต มีการล็อกรหัสผ่านเอาไว้หมด และไม่สามารถออกจากหน้าแอปนี้ออกไปยังหน้าตั้งค่าเครื่องปกติเพื่อปลดล็อกหรือแก้ไขอะไรใด ๆ เองได้ เป็นตัวช่วยป้องกันไม่ให้เข้าถึงเนื้อหาที่เกินกว่าวัย

Screenshot 20211019 161600 com.huawei.kidsmode

เราสามารถดูรายงานการใช้งานได้ด้วย ว่ามีการเปิดใช้งานแอปตัวไหนเป็นระยะเวลานานเท่าไหร่ สามารถตั้งจำกัดเวลาในการใช้งานได้ ว่าให้เล่นได้ครั้งละกี่นาที ต้องหยุดพักระหว่างเล่นอีกนาที และรวมทั้งวันสามารถเล่นไม่เกินกี่นาที และยังละเอียดไปถึงการตั้งตามรายวันได้ด้วย ว่าวันธรรมดาจะให้เล่นเท่าไหร่ วันหยุดปรับเป็นเท่าไหร่

ยังมีระบบช่วยปกป้องสุขภาพมาให้อีกด้วย อย่างโหมดการกรองแสงสีฟ้า ส่วนถนอมสายตาเด็ก ๆ ระบบการแจ้งเตือนเมื่อเด็ก ๆ นอนเล่น ให้ลุกขึ้นมานั่งเล่น ระบบแจ้งเตือนให้หยุดเล่นระหว่างที่นั่งในรถบนสภาพทางถนนขรุขระ หรือระบบปรับแสงสีหน้าจอให้เหมือนกับกำลังอ่านหนังสือ

Screenshot 20211018 133426 com.huawei.kidsmode

Screenshot 20211018 133429 com.huawei.kidsmode

Screenshot 20211018 133448 com.huawei.kidsmode

Screenshot 20211018 133434 com.huawei.kidsmode

ข้อสังเกต

อย่างที่บอกไปแล้วว่าสเปกตัวเครื่องนั้นไม่ได้แรงอะไรมากมายนัก ด้วยการออกแบบมาเพื่อให้เด็กเล็กใช้งานทั่วไป มันจึงไม่ได้ลื่นไหลอะไรมากมายนัก สามารถเอามาใช้งานทั่วไปเหมือนเป็นแท็บเล็ต Android ได้ แต่ก็จะลื่นพอประมาณในระดับที่ชิปและราคาเท่านี้ทำได้ เหตุผลที่นอกเหนื่อจากการซื้อไปใช้งานอื่น ๆ นอกเหนือจากให้เด็ก ๆ เล่นนั้น ไม่ค่อยจะแนะนำสักเท่าไหร่ สำหรับเด็ก ๆ ก็ลุยได้เลย เพลินแน่นอน

กล้อง

แวะดูเรื่องกล้องกันสักหน่อย ถือว่าทำได้ดี แต่ไม่ได้มากมายอะไรนัก ต้องเข้าใจก่อนว่ากล้องบนแท็บเล็ตนั้นไม่ได้ถูกใช้งานเป็นหลักอยู่แล้ว อย่างที่เราเห็นในตลาดว่าไม่ค่อยจะมีเครื่องแท็บเล็ตที่ทำกล้องเท่ามือถืออกมาสักเท่าไหร่ เพราะไม่ค่อยจะมีใครเอาไว้ใช้งานอยู่แล้ว อาจจะใช้บ้างเวลาฉุกเฉิน แต่ก็คงจะนาน ๆ ครั้งเท่านั้น เรียกว่าใส่มาให้แบบพอใช้งานได้

IMG 20211019 131522

ส่วนกล้องหน้าก็อยู่ในระดับเดียวกัน ให้ความละเอียดมาที่ 2 ล้านพิกเซล สามารถใช้งานวิดีโอคอล ใช้ถ่ายต่าง ๆ ได้ แต่ด้วยตำแหน่งที่ติดตั้งมา ไม่ได้อยู่กลางหน้าจอ ไม่ว่าจะใช้งานเครื่องในแนวนอนหรือแนวตั้ง ทำให้มุมที่ได้ออกจะแปลก ๆ ไปซักหน่อย ไม่ได้อยู่ตรงกลาง เวลาใช้งานจริงสายตาก็จะมองออกไปทางอื่น ไม่ใกล้กับกล้องมากนัก

ส่วนการถ่ายวิดีโอนั้น กล้องหน้าจะได้ที่ความละเอียด 720p 30fps ส่วนที่กล้องหลังก็จะได้ความละเอียด 1080p 30fps ถือว่าเป็นความสามารถระดับทั่วไป ไม่ได้ดีมากมายนัก แต่เหมาะสมกับราคาค่าตัว

IMG 20211019 131354
IMG 20211019 131555
IMG 20211019 131547
IMG 20211019 131538
IMG 20211019 131448
IMG 20211016 220159
IMG 20211019 131339
IMG 20211019 131147
IMG 20211019 131051

NBS Verdict

P1001482

ไม่ใช่จะได้เห็นได้บ่อย ๆ กับเครื่องแท็บเล็ตเด็กที่ตั้งใจทำออกมาเพื่อจับกลุ่มเด็กเล็ก นี่จึงเป็นเครื่องที่อาจเรียกได้ว่าไม่มีคู่แข่งโดยตรง แต่ก็จะคงจะกลายเป็นตัวเลือกที่ทำให้ผู้ซื้อชั่งใจระหว่างการเพิ่มเงินเพื่อไปซื้อรุ่นอื่น ๆ ที่มีในตลาด

ฟันธงได้เลยว่านี่คือเครื่องสำหรับเด็กเล็ก ๆ จริง ๆ ในช่วงอายุ 3-8 ขวบตามที่ HUAWEI แนะนำเอาไว้ ถ้าจะให้เด็กที่โตกว่านี้ เครื่องนี้จะยังไม่เหมาะ เพราะประสิทธิภาพสำหรับการใช้งานอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเล่นเกมที่กราฟิกสวยงามมากขึ้น หรือการใช้กับแอปโซเชียลยังไม่ได้ลื่นไหลมากมายนัก

https://consumer.huawei.com/th/tablets/matepad-t-8-kids/buy/

from:https://notebookspec.com/web/619448-huawei-matepad-t-8

รีวิว realme Band 2 สายรัดข้อมือสุขภาพ จอใหญ่ 1.4 นิ้ว วัดออกซิเจนในเลือด รองรับ 90 โหมดกีฬา แบตอึดนาน 12 วัน

realme ปล่อยอุปกรณ์เสริมออกมาต่อเนื่องครับ เขากำลังมาแรงและยังมาเรื่อยๆ ซึ่ง realme Band 2 ก็เป็นหนึ่งในอุปกรณ์ใหม่ของเขาที่อัปเกรดความน่าใช้ให้มากขึ้นกว่ารุ่นเดิม แต่ยังคงคอนเซปสายรัดข้อมือตัวเบาๆ เน้นใส่สบาย เอาไว้ติดตัวในทุกๆ วัน เพื่อช่วยรับการแจ้งเตือนจากสมาร์ทโฟน ตรวจจับสุขภาพร่างกาย รวมถึงสวมใส่เวลาที่เราออกกำลังกายหรือเล่นกีฬา เพื่อช่วยตรวจวัดและจับเก็บสถิติต่างๆ ให้การออกกำลังกายของเรา มีเป้าหมายที่ชัดเจนมากขึ้นครับ

realme Band 2 มันถูกออกแบบมากึ่งกลางระหว่างการเป็นสายรัดข้อมือและนาฬิกา Smart Watch ครับ ตัวเล็ก บาง แต่หน้าจอใหญ่สำหรับใช้แสดงผลให้ผู้สวมใส่ได้เห็นชัดเจนเหมือนนาฬิกา Smart Watch ตัวใหญ่ แต่ราคาเบาหวิว 1,390 บาท ความสามารถเพียบเลยครับ

หน้าปัดความคมชัดสูงแสงสว่างชัดเจน 500nit ใช้งานกลางแจ้งยังมองเห็น หน้าจอไซด์ 1.4 นิ้ว เป็นจอความละเอียด 167×320 พิกเซล ซึ่งใหญ่ขึ้นมากเมื่อเทียบกับ realme Band รุ่นแรก ที่มีหน้าจอขนาด 0.96 นิ้วเท่านั้นเอง รุ่นนี้ใช้งานอ่านข้อความการแจ้งเตือนและดูรายละเอียดต่างๆ ได้แบบเต็มที่ เห็นชัดครับ

งานออกแบบไร้ปุ่มกดครับ ลดความเกะกะ ใช้การสั่งงานต่างๆ ผ่านหน้าจอได้แบบ Full Screen ตั้งแต่ใต้หน้าจอจะเป็นส่วนรับคำสั่งทัชทำหน้าที่เป็นเหมือนปุ่มโฮม และควบคุมผ่านการสไลด์หน้าจอทั้งสี่ทิศทาง

สไล์ดขึ้นเพื่อดูเมนูการใช้งานต่างๆ สไลด์ลงเพื่อเรียกดูการแจ้งเตือนที่เข้ามายังสมาร์ทโฟนของเรา, สไลด์ซ้ายเพื่อเข้าสู่หน้าการตั้งค่าด่วยเช่นการปิดแสงหน้าจอ ปรับความสว่างหรือเปิดโหมดห้ามรบกวน, สไลด์ขวา เพื่อเรียกดู Widget ต่างๆ การเรียกใช้งานง่ายๆ ตอบสนองไม่ช้าเกินไป หน้าจอสแดงผลใหญ่ เห็นหรืออ่านอะไรได้ชัดเจนครับ รองรับการแสดงผลภาษาไทยสมบูรณ์เต็มรูปแบบ

ด้านหลังตัวเรือน ทาง realme เลือกใช้เซนเซอร์ตรวจจับความแม่นยำสูง ใช้ตัววัดชีพจร GH3011 เป็นเซ็นเซอร์ตรวจวัดโดยการใช้แสงครับ ประกอบด้วยไดรเวอร์ LED สามตัว ทำงานกับโฟโตไดโอดตัวรับการเปลี่ยนแปลงของแสงให้กลายเป็นสัญญาณไฟฟ้า และฟรอนต์เอนด์อะนาล็อกหนึ่งตัว เพื่อเป็นชุดที่คอยตรวจจับการสวมใส่ของผู้ใช้ จับจังหวะการเต้นของหัวใจ เพื่อยังนำไปวิเคราะห์หาค่าของความอิ่มตัวของออกซิเจนในเส้นเลือดฝอย หรือ SpO2 ที่ค่าสำคัญในการตรวจวัดประสิทธิภาพของปอด ว่าระบบทางเกินหายใจของเรายังปกติอยู่หรือไม่

ชุดเซ็นเซอร์นี้มีความแม่นยำสูงมาก และยังใช้พลังงานต่ำเป็นพิเศษด้วยครับ ตัวอัลกอริทึมมีความแม่นยำระดับอ้างอิงกับการผลตรวจทางการแพทย์ได้ แต่อย่างไรก็ตาม realme Band 2 ไม่ใช่เครื่องมือทางการแพทย์นะครับ จึงไม่สามารถใช้ข้อมูลไปวินิจฉัยโรคได้โดยตรงต้องไปให้แพทย์ตรวจยืนยันอีกครั้ง

งานผลิตได้มาตรฐานกันน้ำในระดับที่ดีมากขึ้น พัฒนาจาก IP68 มาเป็นระดับ 5ATM เลยครับ โดย realme Band 2 สามารถใส่ลงใช้ในกีฬาว่ายน้ำได้แบบจริงจัง รับแรงดันน้ำในระดับความลึกได้สูงสุด 50 เมตร ตามมาตรฐาน 5ATM ไม่แนะนำให้ใส่ไปดำน้ำจริงจังนะครับ แต่แค่ใส่ว่ายน้ำเอาอยู่แน่นอนครับ




สายที่ให้มาสามารถใช้งานได้ตั้งแต่คนแขนใหญ่รอบแขน 26 เซนไปจนเล็กสุดที่ 10 เซน เจาะรูล็อคมาให้เยอะมาก ใช้ที่ชาร์จเป็นระบบแม่เหล็ก ไม่ต้องใช้เขี้ยวล็อกให้ตัวเรือนเป็นรอย เป็นแม่เหล็กติดด้านหลังให้ตรงขั้วชาร์จแบบง่ายๆ

การใช้งานส่วนใหญ่สามารถควบคุมได้ผ่านตัว realme Band 2 ครับ ทั้งการวัดชีพจร การวัดออกซิเจนในเลือด หรือการวัดความเครียด และสามารถดูผลได้ทันทีผ่านตัวนาฬิกาด้วยเช่นกัน แสดงเป็นข้อมูลสวยงาม ทั้งแบบเรียลไทมและใน Widget สำหรับการดูย้อนหลัง หรือเปิดโหมดตรวจจับการออกกำลังกาย สามารถสั่งได้ผ่านหน้าปัดของมันเลย

แต่การใช้งานเบื้องต้นและการเชื่อมต่อครั้งแรก จำเป็นต้องเชื่อมต่อผ่านแอพพลิเคชั่น realme Link บนสมาร์ทโฟนซะก่อนนะครับ รองรับทั้งระบบ Android และ iOS ( Android 5.0 และ iOS 11 ขึ้นไป)



 

 

ภายในแอพพลิเคชั่น realme Link  จะเป็นศูนย์รวมการจัดการตัวสายข้อมือทั้งหมดครับ ทั้งการอัพเดทซอฟท์แวร์ ทั้งการเชื่อมต่อ และการตั้งค่าต่างๆ เราสามารถตั้งค่าการแจ้งเตือนของตัวนาฬิกาได้จากในแอพนี้ ต้องการให้ตัวนาฬิการับการแจ้งเตือนอะไรบ้างไปแสดงที่ข้อมือเรา ระบุได้ครับ


ซึ่งตัว realme Band 2 ยังใช้เป็นเครื่องมือให้เราได้หลายอย่างด้วยครับ เช่นตั้งเป็นนาฬิกาปลุกที่ไม่ต้องมีเสียง อาศัยการสั่นที่ข้อมือก็เป็นการปลุกเราเพียงแค่คนเดียว ใช้เป็นตัวรีโมทควบคุมการเล่นเพลงบนสมาร์ทโฟนที่เชื่อมต่อ หรือใช้เป็นชัตเตอร์กล้องถ่ายภาพระยะไกล และใช้ในการค้นหาโทรศัพท์ของเราได้ด้วยโดยการกดให้เครื่องโทรศัพท์ของเราส่งเสียงบอกตำแหน่ง

ตั้งค่าหน้าจอของ realme Band 2 ได้จากในแอพครับ มีหลายหน้าปัดให้เลือกเลย สามารถโหลดมาใช้งานได้ฟรี แต่ตัวของสายรัดจะจัดเก็บไว้ได้ 5 หน้าปัดนะครับ อยากโหลดเพิ่มต้องลบอันไม่ใช้แล้วออกไปก่อนไม่ให้เกิน 5 ลาย




และสามารถออกแบบเองได้ด้วยนะครับ เอารูปภาพที่เราต้องการมาใช้เป็นหน้าปัดของเราได้ด้วย ^^



ตัวช่วยด้านสุขภาพ นับจำนวนก้าว ระยะทาง คำนวนแคลอรี่ที่ใช้ไปแต่ละวัน และยังช่วยเตือนในการใช้ชีวิตประจำวัน เช่นการนั่งนาน ให้ช่วยเตือนการดื่มน้ำ หรือเตือนระยะเวลาใกล้ของประจำเดือนให้คุณสุภาพสตรีได้เตรียมพร้อมรับมือ





และแน่นอนว่าเป็นผู้ช่วยสำหรับการออกกำลังกายด้วยครับ ในระบบของ realme Band 2 มีการใส่รูปแบบการออกกำลังกายและกีฬาเอาไว้มากถึง 90 รูปแบบ รองรับทุกประเภทการเคลื่อนไหวเรียกเหงื่อที่นิยมใช้กัน แต่ละโหมดถูกออกแบบให้สอดคล้องกับกิจกรรมออกกำลังกายนั้นๆ เช่นการปั่นจักรยานก็จะมีการบันทึกระยะทาง ความเร็ว การเต้นของหัวใจในขณะปั่นไว้แบบเรียลไทม์ พร้อมกับสามารถดึงข้อมูลเส้นทาง GPS จากตัวโทรศัพท์ขึ้นมาแสดงในแอพได้ถ้าเรานำสมาร์ทโฟนที่เชื่อมต่อติดตัวไปด้วยครับ

โหมดออกกำลังกาย รองรับเยอะมาก!












มันสามารถตรวจจับคุณภาพการนอนของเราได้อัตโนมัติครับแค่เพียงใส่ไว้ ระดับการนอนของเราในตอนกลางคืนเป็นอย่างไร หลับลึกกี่ชั่วโมง หลับตื้นกี่ชั่วโมง มันจะเก็บบันทึกให้เราดูได้ย้อนหลังเป็นแบบรายวันเลยทีเดียวครับ จับได้หมดทั้งนอนกลางคืนหรือแอบนอนกลางวัน ^^



realme Band 2 เป็นอุปกรณ์ที่จะคอยดูแลเราได้ทั้งวัน ใส่ติดตัวไว้ทั้งตอนใช้ชีวิตประจำวัน ตอนอาบน้ำ ตอนออกกำลังกาย หรือแม้กระทั่งใส่ในตอนที่เรานอน เพราะว่ามันยังคอยช่วยเตือนในภาวะที่หัวใจของเราเต้นผิดปกติด้วย เต้นเร็วไปช้าไป มันเตือนให้เราระวังตัวได้ มันสามารถตรวจจับชีพจรของเราได้แบบ 24 ชั่วโมงแล้วแต่เราตั้งค่าไว้ให้มันตรวจจับทุกกี่นาที ถ้าพบความผิดปกติมันจะแจ้งให้ทราบ เพื่อที่เราจะได้หยุดพักก่อนที่ร่างกายจะเข้าสู่ภาวะเสี่ยงโดยไม่รู้ตัวครับ

สรุปท้ายรีวิว

ประโยชน์มากมายสารพัดครับ realme Band 2 อุปกรณ์ชิ้นนี้ แต่ราคาไม่แพงเลย 1,390 บาท หน้าจอใหญ่ขึ้น เห็นได้ชัด อ่านข้อความได้ถนัด เซนเซอร์แม่นยำใช้ตรวจวัดสุขภาพร่างกาย ทั้งยามเดิน ยามนอน และช่วยจัดเก็บสถิติการออกกำลังกายได้สำหรับผู้ชื่นชอบการดูแลสุขภาพครับ

ชาร์จไม่บ่อยไม่ต้องคอยถอดไม่เป็นภาระในการใช้ชีวิต แบตเตอรี่อึดชาร์จหนึ่งครั้งใช้งานได้นานเกินสิบวัน และคุณสมบัติกันน้ำ 5ATM ใส่ลุยฝน ใส่อาบน้ำ ใส่ว่ายน้ำ ไม่ต้องถอดเช่นกันครับ

ใส่ยาวๆ ใช้งานดี ความสามารถครบ ราคาไม่แพง หามาใส่ติดแขนไว้ได้ประโยชน์เกินราคาครับ และยังช่วยประหยัดแบตมือถือลดการหยิบจับโทรศัพท์มาเพื่อดูการแจ้งเตือนต่างๆ ได้อีกมากด้วย

ข่าว: รีวิว realme Band 2 สายรัดข้อมือสุขภาพ จอใหญ่ 1.4 นิ้ว วัดออกซิเจนในเลือด รองรับ 90 โหมดกีฬา แบตอึดนาน 12 วัน มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.
from:https://www.appdisqus.com/review-realme-band-2-smart-band/

รีวิวฟิล์มกระจกกันรอย Focus Ultimate Glass The Strongest Glass สำหรับ iPhone 13 ทุกรุ่น แข็งแรง กันรอยขีดข่วนได้ดี ขอบโค้งเนียนกับหน้าจอ

Focus Ultimate Glass The Strongest Glass ฟิล์มกระจกกันร […] More

from:https://www.iphonemod.net/focus-ultimateglass-thestrongest-glass-iphone13-review.html

รีวิว iPhone 13 mini ชิปใหม่ พกพาง่าย กล้องดี (กว่าเดิม) คุณสมบัติต่าง ๆ ไม่แพ้รุ่นโปร!

iPhone 13 mini มาพร้อมสีใหม่ ถึงตัวจะเล็กแต่มาพร้อมชิปต […] More

from:https://www.iphonemod.net/iphone13-mini-review-2021.html

[รีวิว] PROEN Any Cloud คลาวด์ Infrastructure and Platform Service สัญชาติไทย สร้างเร็ว ใช้งานง่าย ทำ Hybrid Cloud ก็ได้ ส่งข้อมูลข้าม Region ก็ฟรี

เกริ่นนำ

ในช่วงยุคปัจจุบันนี้ถือได้ว่าเป็นยุคของการใช้งานคลาวด์เป็นที่เรียบร้อย ไม่ว่าเราจะหันไปที่หน้าจออะไรเราก็จะเจอแอปพลิเคชันสักอันอย่างน้อยที่มีการประมวลผลอยู่บนคลาวด์อย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าใครที่เป็นนักพัฒนาระบบ ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ หรือผู้ดูแลระบบแล้วนั้น เชื่อว่าส่วนใหญ่ก็คงจะมีการใช้งานคลาวด์กันอยู่แล้วสักที่หนึ่ง ไม่ว่าจะเป็น AWS, GCP, Azure หรือที่อื่น ๆ อีกมากมาย

ในรีวิวครั้งนี้ ทางทีม TechTalkThai จะมารีวิว Any Cloud ของทาง PROEN บริษัทผู้ให้บริการคลาวด์สัญชาติไทยที่ได้รับรางวัลการันตีผลงานมากมาย รวมทั้งยังมีคลาวด์ให้บริการในหลายภูมิภาค (Region) แล้วด้วย อีกทั้งยังเป็นพาร์ทเนอร์กับทาง Ruk-Com Cloud ที่ทาง TechTalkThai ได้รีวิวไปก่อนหน้านี้แล้ว มีอะไรที่น่าสนใจเพิ่มเติมอีกบ้าง ไปติดตามกันในบทความนี้ได้เลยครับ

PROEN Any Cloud คืออะไร ?

สำหรับคลาวด์ที่ทาง PROEN Any Cloud ให้บริการนั้นจะมีลักษณะเป็น Cloud Infrastructure and Platform Service  ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าจะเป็นคลาวด์ที่สามารถให้บริการได้ทั้งแบบ Infrastructure-as-a-Service (IaaS) และ Platform-as-a-Service (PaaS)  โดยคลาวด์ชนิดนี้จะมีการจัดเตรียมระบบและทรัพยากร (environment) ต่าง ๆ ไว้ให้พร้อมใช้งานได้เลย ทำให้สามารถอำนวยความสะดวกให้กับนักพัฒนาระบบหรือเหล่า DevOps ได้อย่างมาก

โดยหลักการของ PROEN Any Cloud นั้นจะเป็น Public Cloud ที่มีให้ใช้งานกันผ่านอินเทอร์เน็ตเหมือนกับ Public Cloud เจ้าอื่น ๆ ที่มีให้บริการอยู่ แต่จุดมุ่งหมายที่แท้จริงของการทำ Any Cloud ของ PROEN นั้นคือตามชื่อเลย โดยหากทางผู้ใช้งานต้องการคลาวด์ในลักษณะแบบ Private Cloud, Multi Cloud หรือว่าจะเป็นแบบ Hybrid Cloud ทาง PROEN ก็สามารถรองรับสนับสนุนได้หมดตามที่ต้องการนั่นเอง โดยสามารถนำเอาแพลตฟอร์มของทาง PROEN ไปต่อยอดได้ทันที 

ฟีเจอร์ที่โดดเด่นบน PROEN Any Cloud 

สำหรับ PROEN Any Cloud ที่มีให้บริการอยู่บน Public Cloud นั้น เรียกได้ว่ามีฟีเจอร์สนับสนุนมากมายและตั้งค่าได้อย่างสะดวก ซึ่งในบทความนี้จะขอยกเฉพาะฟีเจอร์เด่น ๆ ภายใน PROEN Any Cloud มาเล่าสู่กันฟัง ดังนี้ครับ

สร้างทรัพยากรอย่างรวดเร็วด้วยหน้าจอ New Environment

ฟีเจอร์ที่โดดเด่นอย่างแรกที่อยากจะพูดถึงมาก ๆ คือการสร้างทรัพยากร (New Environment) ขึ้นมาได้อย่างสะดวก โดยบนเว็บไซต์มีหน้าจอ UI ที่สนับสนุนให้ผู้ใช้งานสามารถเลือกกำหนดทรัพยากรต่าง ๆ ที่ต้องการใช้งานได้อย่างรวดเร็วในแต่ละส่วนที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็น Load Balancer, Application Server, Cache, SQL Database, NoSQL Database, Storage และ VPS ที่เลือกได้ว่าจะต้องการวางสถาปัตยกรรม (Architecture) ใช้งานอย่างไร 

ตัวอย่างการเลือกทรัพยากรที่มี NGINX, Apache Server และ MongoDB สำหรับการพัฒนาเว็บไซต์ได้อย่างรวดเร็ว

โดยผู้ใช้สามารถเลือกใช้และตั้งค่าในแต่ละส่วนได้อย่างรวดเร็ว ซึ่ง Application Server มีรองรับภาษา Java, PHP, Ruby, .NET, Node.js, Python, Golang ที่จะสนับสนุนให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์สามารถเลือก Application Server ตามภาษาที่ต้องการพัฒนาได้อย่างสะดวก โดยแต่ละส่วนที่มีให้บริการบน PROEN นี้ได้ผ่านการตรวจสอบด้านความปลอดภัยโดยทีมวิศวกรของทาง PROEN แล้วด้วย ดังนั้น กดคลิกเลือกไม่กี่ทีก็สามารถสร้างทรัพยากรต่าง ๆ ขึ้นมาพร้อมใช้งานได้ทันที แถมสบายใจเรื่องความปลอดภัยอีกด้วย

อีกส่วนหนึ่งที่จะประโยชน์สำหรับนักพัฒนาในยุคปัจจุบันอย่างมากอย่างแน่นอน นั่นคือบน PROEN Any Cloud นั้นสามารถรองรับการใช้งาน Container หรือ Kubernetes ได้เลย โดยสามารถเลือกสร้าง Container จาก Image บน Docker Hub ได้โดยกดเพียงหนึ่งคลิกเท่านั้น และหลังจากที่ผู้ใช้เลือกทรัพยากรต่าง ๆ ที่ต้องการใช้งานเรียบร้อยแล้ว ก็สามารถใช้พัฒนาต่อยอดหรือว่านำผลิตภัณฑ์ที่มีเข้าไปติดตั้งแล้วก็เริ่มให้บริการลูกค้าได้ทันที

การเลือกใช้ Container Image หรือสร้าง Kubernetes Cluster ได้เพียงไม่กี่คลิก

PROEN Any Cloud กับการเลือกใช้ Container จาก Docker Hub ได้ทันที
PROEN Any Cloud มี NGINX Plus ให้ใช้งานด้วย รวมค่าใช้จ่าย License ไว้ให้แล้วเรียบร้อย

Import ไฟล์ที่เป็น IaC หรือเลือกจาก Marketplace มาสร้างทรัพยากรก็ได้

หากคุณเป็นนักพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ถนัดการเขียนสถาปัตยกรรมเป็นโค้ดหรือ Infrastructure as Code (IaC) ไม่ว่าจะเป็นไฟล์ .yaml .yml .json แล้วนั้น บน PROEN Any Cloud มีรองรับวิธีการนี้ด้วยเช่นกัน โดยไฟล์จะอยู่บนเครื่องตัวเองหรือวางไว้อยู่บน GitHub หรือ Gitlab แล้วก็สามารถนำเข้ามาที่ PROEN Any Cloud ได้เลย

หน้าจอสำหรับการ Import นำเอาไฟล์ที่เป็น IaC เข้า PROEN Any Cloud

นอกจากนี้ PROEN Any Cloud ยังมี Marketplace ให้เข้าไปเลือกใช้ทรัพยากรตามประเภทของ Application Server ที่ต้องการใช้ได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย อย่างระบบยอดนิยมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ELK, Grafana, WordPress, Moodle, Magento นั้นมีให้บริการอยู่ครบถ้วน หรือว่าจะสร้างเป็น Cluster อย่าง Kubernetes, Jenkins, Docker Swarm ก็ทำได้เพียงแค่หนึ่งคลิกเช่นกัน (มี Microservices ของ IOTA Node ด้วยนะ เผื่อใครสนใจ) 

หน้า Marketplace ให้ผู้ใช้สามารถเลือกสร้าง Application Server ได้อย่างรวดเร็ว

Scale ได้แบบ Vertical Scaling และ Horizontal Scaling

ส่วนการ Scale บน PROEN Any Cloud นั้นถือได้ว่าสามารถตั้งค่าได้อย่างสะดวกรวดเร็วและเข้าใจง่าย โดยสามารถตั้งค่า Vertical Scaling ที่ต้องการได้โดยกำหนดจำนวน Cloudlet ที่จองใช้งานและจำกัดการขยาย Cloudlet ให้ไปได้ถึงเท่าใดผ่านหน้าจอได้เลย และถ้าหากใช้งานไปจนถึงระดับที่จำกัดไว้บน Vertical Scaling แล้ว ก็ยังสามารถทำ Horizontal Scaling เพื่อเพิ่ม Node ขยายออกมาได้ทันที 

ที่สำคัญในส่วนนี้ คือผู้ใช้สามารถเลือกตั้งค่าการ Scale แยกแต่ละส่วนได้เลย ไม่จำเป็นจะต้องเลือก Scale  ทั้งหมดทุกอัน จึงทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้อย่างมาก

ตัวอย่างการ Scale เฉพาะ Python Application Server ให้จองไว้ 28 Cloudlets และ Limit ไว้ที่ 256 (เต็มสุด)

จ่ายตามจริงตามที่ใช้งาน แถมส่งข้อมูลข้าม Region ได้ฟรี

อีกส่วนหนึ่งที่ลืมพูดถึงไม่ได้เลย นั่นคือเรื่องของค่าใช้จ่าย ซึ่งตามภาพที่แสดงก่อนหน้าจะเห็นได้ว่าค่าใช้จ่าย ทาง PROEN จะคิดแยกในแต่ละส่วนตามที่ตั้งค่าไว้ทั้งหมดโดยจะคิดตามจริงที่ใช้งานเท่านั้น แถมยังมี SLA อยู่ที่ 99.9% อีกด้วย และที่สำคัญ PROEN ปัจจุบันได้เป็นพาร์ทเนอร์กับผู้ให้บริการอีกหลายแห่งในโลก (รวมทั้ง Ruk-Com Cloud ด้วย) จึงทำให้การใช้งาน PROEN Any Cloud สามารถเลือกสร้างทรัพยากรในที่อื่นอีก 3 ประเทศ ได้แก่ ฝรั่งเศส สิงคโปร์ หรือญี่ปุ่น ได้ด้วย และถ้าหากมีการส่งข้อมูล (transfer) ข้ามภูมิภาค (Region)กันแล้ว ทาง PROEN จะไม่ได้คิดค่าบริการส่วน Bandwidth ตรงนั้นแต่อย่างใดอีกด้วย ถือได้ว่าเป็นอีกข้อได้เปรียบหากใช้บริการของทาง PROEN Any Cloud จริง ๆ 

เชื่อม Git หรือจะต่อ CI/CD ได้ผ่าน UI ไม่กี่คลิก

ภายใน PROEN Any Cloud นี้ยังมีฟีเจอร์ที่สามารถ Clone เอา Git มาใส่ไว้ได้เลยอีกด้วย โดยสามารถ Add Repository เข้ามาเก็บไว้ได้ทันทีผ่านหน้าจอ UI และเลือกที่จะ Deploy เข้าไปใส่ไว้ในทรัพยากรที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งทุกอย่างทำผ่านหน้าจอ UI ได้ทั้งหมด

ใช้เป็น Private Cloud, Multi Cloud หรือ Hybrid Cloud ก็ทำได้หมด

สำหรับผู้ที่ใช้งานคลาวด์อยู่แล้วอยากจะได้เรื่องความปลอดภัยของข้อมูล อยากจะเก็บข้อมูลไว้ภายในออฟฟิศเท่านั้น ไม่อยากเอาข้อมูลขึ้น Public Cloud ก็สามารถใช้ PROEN Any Cloud ในลักษณะของ Private Cloud ได้ด้วยเช่นกัน โดยสามารถนำเอาซอฟต์แวร์แพลตฟอร์มของทาง PROEN Any Cloud ไปติดตั้งและขึ้น Private Cloud ได้อย่างรวดเร็ว  และถ้าหากว่าต้องการทำ Multi Cloud หรือ Hybrid Cloud ก็สามารถใช้บริการของทาง PROEN Any Cloud ได้เช่นกัน โดยจะมีซอฟต์แวร์ของทาง PROEN ไป build ต่อยอดใช้งานได้อย่างสะดวก ดังนั้น PROEN Any Cloud จึงสามารถสนับสนุนได้ทุกรูปแบบตามที่ต้องการใช้งานคลาวด์ได้เลย

PROEN Any Cloud Platform

ทดลองใช้ PROEN Any Cloud

การสร้างทรัพยากรผ่านหน้าจอ New Environment เรียกได้ว่าสะดวกและรวดเร็วมาก ตัวอย่างเช่น หากต้องการสร้างเว็บไซต์หนึ่งขึ้นมาโดยวางสถาปัตยกรรมที่ต้องการว่าอยากให้มี Load Balancer เป็น NGINX พร้อมกับใช้ Apache Web Server เวอร์ชัน 2.4.50 ด้วย PHP 8.0.11 พร้อมกับเลือกใช้ MemCache 1.6.12 และฐานข้อมูล Percona 8.0.23 กดไม่กี่คลิกตามที่ต้องการแล้วกด Create จากนั้น รออีกสักพักหนึ่ง (ประมาณ 10 นาที) ทรัพยากรเหล่านั้นก็จะขึ้นมาให้พร้อมใช้งานได้ทันที 

ตัวอย่างการกำหนดสถาปัตยกรรมที่ต้องการผ่านหน้า New Environment
รอไม่ถึง 10 นาที ทรัพยากรที่กำหนดไว้ก็พร้อมให้เข้าไปใช้งานต่อได้เลย

ส่วนที่อำนวยความสะดวกภายใน PROEN Any Cloud ที่น่าสนใจอีกอย่าง คือในแต่ละส่วนนั้นสามารถเพิ่ม Add-Ons เข้าไปได้ด้วย แถมกดเลือกผ่านหน้าจอ UI ที่ PROEN Any Cloud บริการให้ได้ทันที

เพิ่ม Add-Ons เข้าไปผ่านหน้า UI ของ PROEN Any Cloud ได้

สำหรับนักพัฒนาซอฟต์แวร์หรือผู้ดูแลระบบที่ต้องการจะแก้ไขไฟล์บนนั้น ก็ดำเนินการผ่านหน้าเว็บได้เลย อย่างเช่น อยากจะแก้ไขการตั้งค่า NGINX หรือว่า Cron เป็นต้น ก็กดเข้าไปผ่าน UI บนเว็บแล้วแก้ไขได้เลย หรือถ้ารู้สึกไม่ถนัด อยากจะเข้า SSH ไปแก้ไขด้วย vi หรือ vim ถนัดกว่า PROEN Any Cloud ก็มี Terminal บริการโดยสามารถเข้าผ่าน Web SSH ได้ทันที

แก้ไขไฟล์ผ่าน PROEN Any Cloud ได้ทันที
ใช้ Web SSH ผ่าน PROEN Any Cloud ได้เลย

นอกจากนี้ PROEN Any Cloud จะมี Statistics ที่แสดงการสถิติใช้งานของแต่ละส่วนให้บริการอีกด้วย เรียกได้ว่าไม่ต้องไปใช้คำสั่งอื่น ๆ หรือหาซอฟต์แวร์มาติดตั้งเพื่อดูรายละเอียดต่าง ๆ แล้ว มีพร้อมให้ใช้ได้เลย

ดู Statistics ผ่าน PROEN Any Cloud ได้เลย

หากใครถนัด Docker อาจจะมีเขียน Docker Compose ไว้อยู่แล้ว ก็สามารถสร้างทรัพยากรผ่านทาง Docker Engine แล้วก็ Clone Repository จาก Git ที่พัฒนาไว้แล้วก็รันขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว โดย PROEN Any Cloud จะมีให้ Public IP มาใช้งานก่อน 1 IP Address ที่สามารถ Attach เพื่อเข้าผ่านอินเทอร์เน็ตได้ในตอนเริ่มต้น ซึ่งตัวอย่างตามภาพ เพียงไม่กี่คลิกและพิมพ์ไม่กี่ที ซอฟต์แวร์ ElasticSearch, Kibana และ Logstash ก็ขึ้นมาให้พร้อมใช้งานได้อย่างรวดเร็ว

การสร้างทรัพยากรบน Docker Engine บน PROEN Any Cloud
Kibana ที่ขึ้นพร้อมใช้งานจาก PROEN Any Cloud ผ่านพอร์ต 5601
ElasticSearch ที่ขึ้นพร้อมใช้งานจาก PROEN Any Cloud โดยตอบกลับมาพอร์ต 9200

PROEN Any Cloud เหมาะกับใคร ?

เห็นได้ชัดเจนว่า PROEN Any Cloud นี้เหมาะกับนักพัฒนาซอฟต์แวร์ ผู้ดูแลระบบ หรือว่าเหล่า DevOps อย่างมากในการใช้งาน ที่จะสามารถตั้งสถาปัตยกรรมซอฟต์แวร์และทรัพยากรต่าง ๆ ให้พร้อมใช้งานได้อย่างรวดเร็วด้วยตนเอง ซึ่งเหมาะกับองค์ธุรกิจในทุกขนาดที่มีความต้องการใช้งานคลาวด์ ไม่ว่าจะเป็น Freelance ธุรกิจระดับ SMB หรือองค์กร Enterprise ธุรกิจขนาดใหญ่ก็สามารถใช้งาน PROEN Any Cloud เพื่อใช้เป็นทรัพยากรสำหรับพัฒนาหรือทดสอบ (Dev/Test) หรือว่าจะให้บริการในระดับ Production ในระดับ Scale ใหญ่ก็สามารถรองรับได้อย่างแน่นอน 

โครงการ PROEN håi

สำหรับใครที่เป็นผู้ประกอบการที่อยู่ใน 3 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ กลุ่มโรงพยาบาลหรือการแพทย์สาธารณสุข กลุ่มการศึกษา และกลุ่มบริษัทสตาร์ทอัพ ตอนนี้ทาง PROEN มีโครงการ “PROEN håi” ที่มอบสิทธิพิเศษให้กับ 3 กลุ่มธุรกิจดังกล่าวให้ใช้งานคลาวด์ของทาง PROEN ได้ฟรี! โดย PROEN håi เป็นโครงการที่ทาง PROEN อยากจะส่งต่อสิ่งดี ๆ ให้กับสังคมไทยผ่านทาง 3 กลุ่มธุรกิจ ซึ่งถือว่าเป็นโครงการที่ดีมาก ๆ หากใครเข้าข่ายตามเงื่อนไขที่ PROEN กำหนดแล้วสนใจสามารถเข้าไปดูรายละเอียดและลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้ที่ลิงก์นี้

ทดลองใช้งาน PROEN Any Cloud ได้ฟรี 14 วัน

หากใครสนใจอยากทดลองใช้งาน PROEN Any Cloud สามารถทดลองใช้งานเบื้องต้นก่อนได้ฟรี โดยสามารถเข้าไปที่เว็บไซต์ https://app.manage.proen.cloud/ ซึ่งสามารถสมัคร Signup ได้ง่าย ๆ เพื่อเริ่มต้นทดลองใช้งานได้เลย 14 วัน ซึ่งหลังจากนั้นระบบจะแจ้งให้ทำการอัปเกรดให้เป็นแบบเสียเงินหากต้องการใช้งานต่อไป

บทสรุป

จากการทดลองใช้งาน PROEN Any Cloud แล้ว เห็นได้ชัดเลยว่าการจะสร้างทรัพยากรบน PROEN Any Cloud นั้นสามารถดำเนินการได้ง่าย สะดวกรวดเร็ว ด้วยหน้าจอ UI ต่าง ๆ ที่สามารถกดเลือกทรัพยากรต่าง ๆ ตามที่ต้องการใช้งานได้อย่างรวดเร็ว และ PROEN Any Cloud ก็จะสร้างทรัพยากรเหล่านั้นขึ้นมาด้วยเวลาที่ไม่นานมากนัก ทรัพยากรเหล่านั้นก็พร้อมใช้ให้สามารถเข้าไปตั้งค่าพัฒนาต่อยอดหรือเอาผลิตภัณฑ์ขึ้นไปติดตั้งเพื่อให้บริการลูกค้าต่อไปได้อย่างทันท่วงที หรือว่าใครที่เป็นนักพัฒนาซอฟต์แวร์เชิงเทคนิคมาก ๆ อยากจะปรับแต่งเองก็สามารถเลือกสร้างทรัพยากรผ่านโค้ดไฟล์แบบ IaC หรือจะพัฒนาแบบ Container หรือ Kubernetes ก็มีรองรับไว้หมดแล้ว อีกทั้งถ้าหากว่าต้องการ Private Cloud, Multi Cloud หรือ Hybrid Cloud ทาง PROEN Any Cloud ก็สามารถรองรับได้ในทุกรูปแบบได้ตามที่ต้องการใช้งานอย่างสะดวกและรวดเร็ว

สำหรับธุรกิจที่ต้องการใช้คลาวด์ไม่ว่าจะเป็นการใช้พัฒนาซอฟต์แวร์ของระดับ SMB, Enterprise หรือเพื่อให้บริการในระดับ Scale ใหญ่ก็ตาม ทาง PROEN Any Cloud นั้นสามารถรองรับตามความต้องการได้หมด ด้วยค่าใช้จ่ายที่คิดตามจริงตามที่เลือกใช้งาน พร้อมกับค่า Bandwidth ที่มีการส่งข้อมูลข้ามภูมิภาคกันก็ไม่คิดค่าบริการเพิ่มเติม แถมยังมี SLA ให้ในระดับ 99.9% อีกด้วย และถ้าหากว่ามีปัญหาการใช้งานก็ยังสามารถติดต่อทีมวิศวกรและทีม Support ของทาง PROEN ที่เป็นคนไทยคอยให้บริการแนะนำและช่วยแก้ไขปัญหาได้ จึงถือได้ว่า PROEN Any Cloud นี้เหมาะกับองค์กรธุรกิจในทุก ๆ ระดับที่ต้องการใช้งานคลาวด์จริง ๆ

ติดต่อ PROEN ได้ทันที

สำหรับผู้ที่สนใจอยากใช้งาน PROEN Any Cloud หรือมีข้อสงสัยใด ๆ เพิ่มเติม สามารถติดต่อทีมงาน PROEN ได้ทันทีผ่านทางอีเมล sales@proen.co.th หรือโทร 02-690-3888 โดยสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ proen.cloud ได้เลย

from:https://www.techtalkthai.com/review-proen-any-cloud-thai-cloud-infrastructure-and-platform-service/

รีวิว : MOFT Snap-on Phone Stand & Wallet กระเป๋าสตางค์ MagSafe สำหรับ iPhone 13 และ iPhone 12

MOFT Snap-on Phone Stand & Wallet : รีวิวกระเป๋าสตา […] More

from:https://www.iphonemod.net/moft-snap-on-phone-stand-and-wallet-review.html

รีวิว Acer Aspire Vero สเปก i7-1195G7 โน๊ตบุ๊ควัสดุรีไซเคิล ได้ Windows 11 + Office ติดเครื่อง ราคา 20,990 – 25,990 บาท

Acer Aspire Vero โน๊ตบุ๊คปี 2021 ดีไซน์สวยแนวคิดเด่น เน้นการออกแบบมาอย่างพิถีพิถันเพื่อให้เหมาะกับความต้องการของโลกเราใช้พลาสติก PCR 30% ในตัวเครื่องเพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงประมาณ 21% ผลักดันเป้าหมายการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้นด้วยการแยกส่วนที่ง่าย เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการซ่อมแซม อัปเกรด และการรีไซเคิลอย่างรวดเร็วเพื่อโลกสีเขียว

ได้ขนาดหน้าจอ 15.6″ Full HD พาเนล IPS สเปกฮาร์ดแวร์เป็นชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 รุ่นใหม่ เทคโนโลยี 10 นาโนเมตร สถาปัตกรรม Tiger Lake พร้อมมี AI ในตัวอีกทั้งได้แรมและที่เก็บข้อมูลพร้อมใช้งานทันที ด้วยราคาที่ไม่แพง แต่ประสิทธิภาพดี ที่สำคัญได้ Windows 11 Home และโปรแกรม Office Home & Student 2019 ทำให้ใช้งาน Word / Excel / Power Point ไปใช้งานติดเครื่องไปฟรีๆ ด้วย 

Acer Aspire Vero

Acer Aspire Vero ตอนนี้มีสเปกอยู่ 3 รุ่น 3 สเปก ใช้ชิปประมวลผล Intel Core i5-1155G7 และ Core i7-1195G7 พร้อมมีรุ่นการ์ดจอออนชิป Intel Iris Xe Graphics ประสิทธิภาพดี ส่งผลให้รองรับงาน 2 มิติ และ 3 มิติเบื้องต้น หรือเล่นเกมเบาๆ ได้แรมขนาด 8GB – 16GB พร้อม SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB สนนราคาเริ่มต้นที่ 20,990 บาท ได้ประกันเป็น 2 ปี ที่สำคัญมีบริการซ่อมด่วนใน 3 ชั่วโมงเมื่อส่งศูนย์ พร้อมมีเครื่องสำรองให้ใช้งานอีกด้วย

VDO Review

NBS Verdict

โดยรวมแล้ว Acer Aspire Vero ถือว่าเป็นโน๊ตบุ๊กที่มีความแตกต่างกับแนวคิดเรื่องรักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งได้ขนาดหน้าจอ 15.6″ พาเนล IPS ความละเอียด Full HD ที่ดีและน่าซื้อมากๆ รุ่นหนึ่งในปี 2021 กับราคาที่ทุกคนเข้าถึงได้ง่าย เหมาะสำหรับผู้ที่ใช้งานทั่วไป หรือในบางกรณีจะใช้งานหนักหน่วงก็ทำได้ อาทิ นักเรียนนักศึกษาหรือพนักงานออฟฟิศ

รวมไปถึงนักเรียนไว้ใช้เรียนออนไลน์ สำหรับใครก็ตามที่มีงบประมาณสองหมื่นบาท ที่ได้ทั้งชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 Tiger Lake รุ่นใหม่ที่แรงลื่นร้อนน้อย ประสิทธิภาพดีกว่ารุ่นก่อนๆ ส่วนสเปกอื่นๆ ก็นับว่าเพียงพอทันที ไม่ต้องไปอัพเกรดใดๆ เพิ่มเติมแล้ว ที่สำคัญคือได้ระบบปฏิบัติการ Windows 11 Home ติดเครื่องมาพร้อมใช้งาน

Acer Aspire Vero

นอกจากนี้ยังบันเดิลชุดโปรแกรมเอกสารอย่าง Office Home & Student 2019 มูลค่า 4,299 บาท ส่งผลให้คนที่ใช้งาน Word / Excel / Power Point อยู่แล้ว ก็ใช้งานทันทีไม่ต้องเสียเงินซื้อแยกมาเพิ่มเองแต่อย่างใด แน่นอนว่าด้วยสเปกที่มีในเครื่อง รองรับทั้งการทำงานต่างๆ บันเทิงดูหนังฟังเพลง รวมไปถึงการเล่นเกม House เล็กๆ น้อยๆ ส่วนเกมออนไลน์ต้องปรับกราฟิกต่ำสุดถึงจะพอเล่นได้ ซึ่งจริงๆ ไม่แนะนำให้ซื้อไปเล่นเกมเป็นหลัก เพราะแบบนั้นอาจจะต้องเพิ่มเงินแล้วจัดเป็น Acer Nitro 5 น่าจะเหมาะสมกว่า

Acer Aspire Vero

ซึ่งสามารถใช้งานทั่วๆ สนับสนุนการใช้งานได้ยาวๆ กับงานเอกสาร เล่นอินเตอร์เน็ต ดูหนังฟังเพลง พร้อมทั้งสามารถนำไปเล่นเกมหนักๆ ตัดต่อวิดีโอก็รองรับได้แบบสบายๆ พร้อมแบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวกว่า 9 ชั่วโมงอย่างไรก็ตามในเรื่องข้อสังเกตก็คือหน้าจอพาเนล IPS ให้ขอบเขตสีที่น้อยลงกว่า IPS ปกติ ซึ่งถ้าใครใช้งานด้านสีสันที่จริงจังแม่นยำ อันนี้ก็ไม่แนะนำเท่าไรนักแต่ถ้าใช้ทั่วไปถือว่าดีมากๆ แล้ว ซึ่งถ้าเทียบกับราคาค่าตัวก็ถือว่ายอมรับได้

Acer Aspire Vero

เอาเป็นว่าใครชอบโน้ตบุ๊คที่มีตัวเครื่องสวยงามจากดีไซน์ภายนอก กับได้ตามเทรนด์รักษ์โลก ที่นอกจากตัวเครื่องแล้ว ในส่วนของบรรจุภัณฑ์ที่สามารถรีไซเคิลได้ 100% เพื่อการนำกลับมาใช้ใหม่ได้อย่างเต็มที่ อีกทั้งสามารถนำส่วนหนึ่งของกล่องมาเปลี่ยนเป็นขาตั้งแล็ปท็อปที่ใช้งานได้เต็มรูปแบบ ซึ่งใช้กระดาษรีไซเคิลสูงสุด 85% ใช้เพื่อเป็นกล่องบรรจุ  และพลาสติกรีไซเคิล 100% ใช้ในการผลิตกระเป๋าแล็ปท็อปและแผ่นรองคีย์บอร์ด พร้อมด้วยปลอกกระดาษจากเดิมๆ ที่เป็นถุงพลาสติกที่ไว้ใส่อแดปเตอร์ชาร์จ

ตื่นตาตื่นใจกับการได้สเปกใหม่ Intel Core i Gen 11 และ Windows 11 รุ่นล่าสุดจากโรงงาน ในราคาไม่แพงที่งบ 20,000 บาท แต่ได้สเปกที่ลื่นไหลพร้อมใช้งานแบบไม่ต้องอัพเกรด ตัวเครื่องบางเบา แบตเตอรี่ใช้งานได้กว่า 9 ชั่วโมงล่ะก็ Acer Aspire Vero ก็ตอบโจทย์ได้ดีทีเดียว ซึ่งถ้างบซื้อรุ่น 25,990 บาท ที่เป็นสเปก Core i7-1195G7 มาเป็นตัวเลือกก็ได้ ข้อดีคือ ได้แรม 16GB ติดเครื่องมาเลย หรือถ้าใครจะซื้อรุ่นเริ่มต้นที่เป็น Core i5-1155G7 ราคา 20,990 บาท ก็สามารถทำได้เช่นกัน  

Acer Aspire Vero Review 78
Acer Aspire Vero Review 80
Acer Aspire Vero Review 77

จุดเด่น Acer Aspire Vero

  • ตัวเครื่องและบรรจุภณฑ์ผลิตจากวัสดุรีไซเคิลเพื่อลดผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมและดีต่อโลกยิ่งขึ้น 
  • เป็นโน๊ตบุ๊คบางเบาที่ประสิทธิภาพดี จากการใช้ชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 รุ่นล่าสุด
  • เป็นโน๊ตบุ๊คหน้าจอ 15.6″ ราคาไม่แพง ที่เบาเพียง 1.8 กิโลกรัม พกพาบางเบา 
  • มีดีไซน์ที่สวยงามเป็นเอกลักษณ์ตามสไตล์ Aspire มีความเรียบง่ายดูดีเกินราคา 
  • มีฟีเจอร์ยางรองด้านหลังจากการยกตัวเครื่องให้สูงยิ่งขึ้น ช่วยเรื่องมุมมองและการพิมพ์ 
  • สเปกโดยรวมให้ประสิทธิภาพการทำงานที่ลื่นไหลรวดเร็ว เพียงต่อต่อการใช้งาน
  • ติดตั้งการเชื่อมต่อไร้สาย Wi-Fi 6 AX สมเป็นโน๊ตบุ๊คปี 2021
  • แบตเตอรี่อยู่ได้นานสามารถใช้งานติดต่อกันได้สูงสุดประมาณ 9 ชั่วโมง
  • เมื่อใช้งานหนักๆ ตัวเครื่องร้อนน้อย ไม่รบกวนการทำงาน
  • ประกัน 2 ปี ส่งเคลมศูนย์ซ่อมไวสุดใน 3 ชั่วโมง
  • มีราคาเริ่มต้นเพียง 20,990 บาท คุ้มๆ แทบไม่ต้องอัพเกรด
  • ฟรีโปรแกรม Office Home & Student 2019 มูลค่า 4,299 บาท
  • ติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows 11 Home จากโรงงาน เปิดแล้วใช้ได้เลย

ข้อสังเกต Acer Aspire Vero

  • หน้าจอพาเนล IPS เกรดกลางๆ ขอบเขตสีอยู่ในระดับใช้งานทั่วไป
  • ยังติดตั้งพอร์ต USB 2.0 Type-A อยู่ 1 พอร์ต
  • แม้มี USB 3.2 Type-C  แต่ไม่รองรับการชาร์จไฟ 
  • ไม่เหมาะนำไปเล่นเกมเป็นหลัก สเปกนี้เน้นการทำงานพื้นฐานมากกว่า 

Specification

Acer Aspire Vero เราได้เครื่องจริงสเปกขายจริง ติดตั้งชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 รุ่นอัพเดทใหม่ล่าสุด อย่าง Core i5-1155G7 และ i7-1195G7 ตัวประหยัดพลังงานรุ่นล่าสุด เป็นสถาปัตยกรรม Tiger Lake เทคโนโลยี 11 นาโนเมตร SuperFin เพิ่มเติมด้วย AI มาช่วยการประมวลผลให้ดียิ่งขึ้น แน่นอนว่ารองรับทุกๆ การทำงานได้ดีขึ้น ทั้งดูหนังฟังเพลง ใช้งานเอกสารอย่าง Word / Excel / Power Point ใช้งานอินเตอร์เน็ต หรือทำงานโปรแกรม Photoshop / Premiere Pro ก็ทำได้ดีขึ้น 

Acer Aspire Vero

รุ่นที่นำมารีวิวเป็นสเปกชิปประมวลผล Intel i7-1195G7 ทำงานแบบ 4 คอร์ 8 เธร์ด มีความเร็วที่ 2.90 – 5.00 GHz ส่วนการ์ดจอเป็นออนชิป Intel Iris Xe Graphics ประสิทธิภาพดีสุดในการ์ดจอออนบอร์ดด้วยกัน ได้แรมมาตรฐานขนาด 16GB DDR4 Bus 3200 MHz พร้อมด้วยที่เก็บข้อมูลมาตรฐาน SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB ตอบสนองการใช้งานทั่วไปได้สบายๆ ทั้งงานเอกสาร เล่นอินเตอร์เน็ต ดูหนังฟังเพลง หรือแม้กระทั่งทำงานหนักหน่อย อย่างตัดต่อวีดีโอ โปรเซสไฟล์ มาพร้อมกับ Windows 10 แท้ในเครื่องทันที

Acer Aspire Vero

ติดตั้งหน้าจอขนาด 14″ ความละเอียด Full HD ที่เพียงพอต่อการใช้งาน พาเนลเป็น IPS เกรดกลางๆ ที่ให้การใช้งานพื้นฐานได้ดี แต่ก็เป็นรองเรื่องของสีสันและมุมมองถ้าเทียบกับ IPS โดยมีพอร์ตมาตรฐานซึ่งมาให้ครบทั้ง USB 3.2 Type-C, USB 3.2 Type-A, HDMI, LAN สำหรับเชื่อมต่อจอภายนอก ที่สำคัญยังมาพร้อม Wi-Fi 6 AX ที่แรงขึ้น 3 เท่า และการเชื่อมต่อไร้สาย Bluetooth 5.1 ใหม่ล่าสุด ประกันเป็น 2 ปี พร้อมส่งศูนย์ซ่อมด้วยใน 3 ชั่วโมง ตามมาตรฐานของ Acer กับช่วงราคาโน๊ตบุ๊คนี้

Acer Aspire Vero AV-15-51-518U ราคา 20,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i5-1155G7 (4C/8T, 2.50 – 4.50GHz)
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics
  • RAM : 8GB DDR4 3200 MHz 
  • DISPLAY: 15.6″ IPS Full HD
  • STORAGE : 512GB SSD PCIe M.2
  • OS : Windows 11 Home
  • Software : Office Home & Student 2019
  • Warranty : 2 Years

Acer Aspire Vero AV-15-51-76YC ราคา 24,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i7-1195G7 (4C/8T, 2.90 – 5.00GHz)
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics
  • RAM : 8GB DDR4 3200 MHz 
  • DISPLAY: 15.6″ IPS Full HD
  • STORAGE : 512GB SSD PCIe M.2
  • OS : Windows 11 Home
  • Software : Office Home & Student 2019
  • Warranty : 2 Years

Acer Aspire Vero AV-15-51-732P ราคา 25,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i7-1195G7 (4C/8T, 2.90 – 5.00GHz)
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics
  • RAM : 16GB DDR4 3200 MHz 
  • DISPLAY: 15.6″ IPS Full HD
  • STORAGE : 512GB SSD PCIe M.2
  • OS : Windows 11 Home
  • Software : Office Home & Student 2019
  • Warranty : 2 Years

Hardware / Design

Acer Aspire Vero ในเรื่องของการดีไซน์มีความทันสมัย พร้อมสีสันสวยงาม ตามยุคสมัยของโน๊ตบุ๊คปี 2021 ที่เน้นมิติตัวเครื่องที่เล็กกระชับ ด้วยขอบหน้าจอที่บางลง พร้อมตัวเครื่องมีความบางที่ 17.78 มิลลิเมตร ที่ความเบาเพียง 1.8 กิโลกรัมเท่านั้น อีกทั้งบรรจุภัณฑ์พลาสติกรีไซเคิล 100 เปอร์เซ็นต์และกล่องที่รีไซเคิลได้ 100 เปอร์เซ็นต์ อัปเกรด ซ่อมแซม และรีไซเคิลได้ง่าย

Acer Aspire Vero

โดยใช้วัสดุประกอบหลักเป็นพลาสติกรีไซเคิลทั้งตัวเครื่องมีน้ำหนักเบาและแข็งแรง โดยพลาสติก PCR (Post Consumer Recycled) ผลิตจากเรซินผ่านการใช้งาน เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีความยั่งยืนยิ่งขึ้น และช่วยลดขยะฝังกลบ ซึ่งส่งผลให้ดีไซน์โดยรวมดูแล้วเรียบง่ายไม่หวือวา ให้ความเรียบง่าย

โดยเม็ดสีเหลืองอ่อนและสีเทาที่เป็นกลางของ PCR สร้างพื้นผิวที่ไม่เงาและปุ่ม ‘R ’และ ‘E ’ กลับด้านช่วยสื่อไปยังข้อความหลัก ‘Reduce, Reuse, Recycle’ (ลดการใช้ ใช้ซ้ำ รีไซเคิล) Aspire Vero ยังใช้ซอฟต์แวร์ที่มีมาให้เพื่อสนับสนุนผู้ใช้ที่รักสิ่งแวดล้อมให้ใช้ได้ตามวัตถุประสงค์ เช่น การประหยัดพลังงานเพื่อยืดอายุการใช้งานแบตเตอรี่มากยิ่งขึ้น 

Acer Aspire Vero

ฝาหลังมาพร้อมกับหลากหลายของสีสันมีความเป็นสวยงาม ตามสไตล์ของพลาสติกรีไซเคิลด้วยสีที่เป็นโทนเทาสว่างตลอดทั้งตัวเครื่อง และมีจุดสีต่างๆ กระจายอยู่ทั่ว แตกต่างอย่างไม่เคยมีมาก่อน โดยมีชื่อสีอย่างเป็นทางการก็คือ Volcanic Gray ดูมีความพรีเมียมดูดีกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไปในราคาใกล้เคียงกัน พร้อมโลโก้ Acer ที่ฝาหลังเป็นแบบนูนต่ำ

และ Aspire Vero มุมขอบตัวเครื่องทางขวา พร้อมกันนั้นยังมีการทำโลโก้นู้นต่ำของ Intel Core ที่มุมซ้ายของที่ Palmrest ของตัวเครื่อง สำหรับขอบตัวเครื่องมีความโค้งมนเพื่อความสวยงาม ส่วนด้านในตัวเครื่องจะเป็นวัสดุพลาสติกที่จะเป็นสีเทาสีเดียวเท่านั้น ซึ่งที่มุมก็จะเป็นการย้ำถึงวัสดุ Post Consumer Recycled ที่ใช้งานกว่า 30%

Acer Aspire Vero

โดดเด่นด้วย Elevated Design ซึ่งมียางรองด้านหลังช่วยยกตัวให้สูงขึ้น อาศัยยางรองด้านหลังเหมือน Acer Aspire / Acer Swift Series ที่ช่วยทำมุมเอียง ช่วยในการพิมพ์ มุมมองของหน้าจอ การระบายความร้อน และเสียงที่ดีขึ้น เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งโน๊ตบุ๊คที่รักโลกจากทาง Acer ก็ว่าได้ ตามเทรนด์ของ Climate Change เลยทีเดียว

Acer Aspire Vero เป็น Acer Notebook 2021 ซึ่งมีความโดดเด่นจากการที่เลือกใช้วัสดุรีไซเคิลมาผลิตตัวหุ้มทั้งหมด โดยผลิตจากพลาสติก PCR หรือเม็ดพลาสติกที่แปรรูปมาจากวัสดุพลาสติกที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว นอกจาตัวหุ้มแล้ว คีย์บอร์ดยังมีส่วนผสมของ PCR ด้วย ตัว Aspire Vero ถูกออกแบบมาให้แกะง่าย เพื่อการซ่อมแซมและใช้งานได้ยาวนานขึ้น 

Acer Aspire Vero

ด้านล่างของตัวเครื่องถูกออกแบบมาให้ดูเรียบง่ายในโทนสีเดียวกันตลอดทั้งตัวเครื่อง ซึ่งมียางรองเป็นสีเหลืองตัดกันเป็นอย่างดี โดยตัวเครื่องสามารถทำการอัพเกรดได้ง่าย ซึ่งสกรูมาตรฐานทำให้แยกส่วนได้ง่ายขึ้น เหมาะสำหรับการซ่อมแซม และรีไซเคิลอย่างรวดเร็ว ไม่มีการพ่นสีบนพื้นผิวของตัวเครื่องช่วยลดผลกระทบด้านลบจาก VOC  ด้านข้างทั้งสองด้านฝั่งผู้ใช้จะเป็นในส่วนของลำโพง ด้านบนจะเป็นรูช่องดูดระบายความร้อน ซึ่งรุ่นนี้มีพัดลมด้วยกันหนึ่งตัว ส่วนช่องเป่าความร้อนออกจะอยู่บานพับของตัวเครื่อง 

Acer Aspire Vero

สำหรับจุดเด่นของรุ่นนี้ คือ ได้รับมาตรฐาน EPEAT-certified Silver ที่สื่อถึงความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยตัวอุปกรณ์ผลิตจากพลาสติกรีไซเคิลถึง 30% ส่วน Packaging สามารถนำไปรีไซเคิลได้ 100% และปุ่ม “R” และ “E” บนคีย์บอร์ดยังมีการเขียนกลับข้างกันอีกด้วยเพื่อเป็นเอกลักษณ์ โดยสื่อถึง Recycle และ Reuse เชื่อได้ว่าน่าจะตอบสนองของคนที่ต้องการโน๊ตบุ๊คที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างดี 

Acer Aspire Vero Review 40
Acer Aspire Vero Review 36
Acer Aspire Vero Review 44
Acer Aspire Vero Review 72
Acer Aspire Vero Review 69
Acer Aspire Vero Review 70
Acer Aspire Vero Review 48
Acer Aspire Vero Review 62
Acer Aspire Vero Review 63

Keyboard / Touchpad

ตัวเครื่อง Acer Aspire Vero มาพร้อมการติดตั้งคีย์บอร์ด Full Size แบบตามมาตราฐานโน๊ตบุ๊คทั่วไปให้ผู้ใช้งานได้ใช้กันได้อย่างสบายๆ ที่สำคัญด้วยไฟ LED สีขาวสวยงาม ส่วนการสัมผัสแป้นพิมพ์ทำได้ค่อนข้างค่อนข้างนุ่มนวล งานประกอบดีเลยทีเดียว เหมาะแก่การพิมพ์งานสามารถใช้งานได้อย่างราบลื่นไม่มีปัญหาแต่อย่างใด และสำหรับปุ่ม Power ของตัวเครื่องจะติดตั้งอยู่มุมขวาบนของชุคคีย์บอร์ด อีกทั้งกับแนวคิด Reduce, Reuse, Recycle ด้วยการดีไซน์ ปุ่ม ‘R’ และ ‘E’ สีเหลือง กลับด้านที่เน้นความสนใจไปยังข้อความหลักของการรีไซเคิล ดูแล้วสวยงามลงตัวเป็นอย่างดี

Acer Aspire Vero

ในส่วนของทัชแพดนั้นออกแบบมาดูเรียบๆ เหมือนโน๊ตบุ๊คทั่วไปปกติ ซึ่งเป็นแบบซ่อนปุ้มคลิกซ้ายคลิกขวาเป็นชิ้นเดียวกัน ไม่ได้แยกปุ่มออกชัดเจน การสัมผัสและการคลิกถือว่าทำได้ดี ไม่มีผิดเพี้ยน มีความแม่นยำกว่าโน๊ตบุ๊ครุ่นก่อนๆ และมีขนาดค่อนข้างใหญ่กว่าปกติ รองรับ Gesture Control ใช้งานกับ Windows 11 Home ได้ดี ลองดูโดยรวมแล้วให้การใช้งานและความรู้สึกก็ถือว่าทำได้ดีในระดับโน๊ตบุ๊คธรรมดาทั่วไป พร้อมกันนั้นยังมี Fingerprint สแกนลายนิ้วเพื่อเข้าใช้งานตัวเครื่องอีกด้วย *** เครื่องนี้ยังไม่ใช่เครื่องขายจริงในไทย แต่เครื่องขายจริงนั้นมีการสกรีนภาษาไทยแน่นอน

Acer Aspire Vero Review 24
Acer Aspire Vero Review 27
Acer Aspire Vero Review 26

Screen / Speaker

ตัวเครื่อวติดตั้งหน้าจอขนาด 15.6″ แบบขอบจอบางเฉียบ มีพื้นที่ชิ้นส่วนหน้าจอกว่า 81.61% เป็นจอแสดงผล บนความละเอียด Full HD ที่ 1920 x 1080 พิกเเซล ซึ่งถือว่าเหมาะสมกับทุกๆ การใช้งาน ทั้งการใช้งานทั่วไป งานเอกสาร หรือความบันเทิง ติดตั้งพาเนล IPS ซึ่งให้สีสันและมุมกว้างกว่าตามมาตรฐานโน๊ตบุ๊คทั่วๆ ไป แสดงผลในการทำงานได้ดีในระดับหนึ่งอยู่ ซึ่งหน้าจอนี้เพียงพอสำหรับใช้งานทั่วไปโดยมี BluelightShield ลดแสงสีฟ้า ทำให้สบายตาเวลาใช้งานไปนานๆ

Acer Aspire Vero

สนับสนุนกับงานทั่วไปเป็นอย่างดีและพอเพียงกับการใช้งานต่างๆ อาทิ อย่างเล่นอินเตอร์เน็ต พิมพ์งาน ส่วนขอบบนหน้าจอจะมีกล้อง Webcam ความคมชัดระดับ HD 720p ติดตั้งมาให้ด้วย พร้อมกับไมค์สองตัวแบบตัดเสียงเพื่อใช้งาน Video Call ซึ่งกล้องหน้านี้ก็สามารถตอบสนองได้ดีทีเดียว รวมไปถึงยังมีฟีเจอร์ Acer PurifiedVoice ด้วยระบบลดเสียงรบกวนจาก AI ช่วยเรื่องของการประชุมออนไลน์หรือเรียนออนไลน์ได้เป็นอย่างดี 

Acer Aspire Vero Review 18
Acer Aspire Vero Review 19
Acer Aspire Vero Review 57

การทดสอบประสิทธิภาพหน้าจอด้วยเครื่องมือที่เป็นทั้งซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์อย่าง Spyder5Elite พร้อมทั้งคาลิเบรทหน้าจอให้สีสันมีความตรงความเป็นจริงมากที่สุด ซึ่งเมื่อคาลิเบรตแล้วเราก็เลือกโปรไฟล์ที่เราได้คาลิเบรทเอาไว้ ผลที่ได้หลังจากที่คาลิเบรทก็คือคอนทราสต์มีการไล่โทนที่กว้างขึ้น รวมไปถึงมีสีสันและอุณหภูมิสีที่เปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อยจากโทนเย็นกลายเป็นโทนอุ่น

s4 1

โดยให้ขอบเขตความกว้างของสีสันเทียบเท่ากับมาตรฐาน sRGB ที่ 61% / AdobeRGB ที่ 45% / DCI-P3 ที่ 45% เรียกได้ว่าให้ประสิทธิภาพเรื่องของสีสันอยู่ในระดับมาตรฐานในช่วงราคานี้ ไม่เหมาะกับผู้ที่ใช้งานด้านตกแต่งภาพ หรือทำ Art Work ที่ต้องการความเที่ยงตรงของสีเป็นหลัก แต่ถ้าเป็นงานที่ไม่จริงจังมากก็นับว่าเพียงพอกับการใช้งานแน่นอน ความสว่างหน้าจอสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 200 cd/m2 ซึ่งจัดได้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน เอาไปทำงานข้างนอกได้บ้าง

ต่อกันที่วัดความสว่างของหน้าจอตามตำแหน่งต่างๆ โดยแบ่งเป็น 9 ช่อง เทียบจากช่องกลางที่ปกติแล้วจะให้ความสว่างที่มากที่สุด ที่จะเห็นได้ว่าช่องมุมขวาบนหน้าจอมีค่า 0% ก็คือแสดงความสว่างได้เต็มที่ แต่สำหรับแถวมุมซ้ายล่างลดลงไปที่ระดับ 16% ทำให้ต้องใช้งานอย่างระมัดระวังสำหรับคนที่บังเอิญจำเป็นต้องใช้งานภาพถ่าย หรืองานกราฟิกอื่นๆ ส่วน Delta-E ซึ่งเป็นค่าคลาดสีอยู่ที่ 2.33 ปิดท้ายด้วยคะแนนรวม 3.5 คะแนน ก็อยู่ในระดับขอบ IPS เกรดกลางๆ 

s1 1
s2 1
s3 1

ลำโพงที่ติดตั้งมาให้จะอยู่ที่ใต้ตัวเครื่องด้านหน้าบริเวณมุมฝั่งซ้ายและขวาด้านล่างของตัวเครื่อง แบบ 2W x 2 ตัว ที่ให้เสียงเป็นแบบ Stereo 2.0 ซึ่งด้วยเทคโนโลยี เสียงที่ชัดเจนด้วย Acer TrueHarmony ที่ให้เสียงเบสนุ่มลึกกว่าและระดับเสียงที่มากขึ้นผ่านดีไซน์ลำโพงล้ำสมัย โดยคุณภาพเสียงที่ได้นั้นถือว่าธรรมดาทั่วไป มีเสียงที่ดังฟังชัด แยกเสียงมิติซ้ายขวาชัดเจน จะนำไปใช้ดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกม ก็สามารถทำได้ดีเลยเดียว

Acer Aspire Vero Review 66
Acer Aspire Vero Review 62
Acer Aspire Vero Review 65

Connector / Thin And Weight

Acer Aspire Vero รุ่นนี้จัดว่าเป็นโน๊ตบุ๊คมัลติมีเดียขนาดหน้าจอ 15.6″ ที่มีพอร์ตเชื่อมต่อที่ครบครันอีกรุ่นเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น 2 x USB 3.2 Type-A, 1 x USB 3.2 Type-C, 1 x USB 2.0, HDMI, Lan RJ45 และรูหูฟังกับไมค์แบบ Combo เรียกได้ว่าพอเพียงกับการใช้งานทั่วไปอย่างแน่นอน  การเชื่อมต่อไร้สายอย่างรองรับทั้ง Bluetooth 5.0 และอินเตอร์เน็ตไร้สายมาตรฐาน Wi-Fi 6 AX ที่กว่ารุ่นก่อน 3 เท่า ตำแหน่งการวางช่องเสาอากาศอย่างมีระบบช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการพกพาและการทำงานแบบไร้สาย

Acer Aspire Vero

ขนาดของตัวเครื่องและสายชาร์จ เมื่อเทียบกับขนาดของโน๊ตบุ๊คหน้าจอ 15.6″ ทั่วไปถือได้ว่ามีมิติที่เล็กกว่ารุ่นก่อนๆ ส่วนน้ำหนักตัวเครื่องเปล่านั้น อยู่ที่ 1.8 กิโลกรัมเท่านั้น และเมื่อรวมกับตัวอแดปเตอร์ 65W ไซส์เล็กเข้าไปด้วย ก็จะมีหนักอยู่ที่ประมาณ 2 กิโลกรัม ซึ่งตรงนี้ต้องบอกว่านอกจากตัวเครื่องที่บางเบาแล้ว ในส่วนของอแดปเตอร์เองก็มีขนาดที่เล็กและเบามากๆ โดยรวมแล้วก็จัดว่ามีน้ำหนักที่ไม่ลำบากในการพกพาเลย เพื่อนๆ น่าจะชอบกัน หยิบใส่กระเป๋าไปใช้งานข้างนอกสบายๆ

Acer Aspire Vero Review 59
Acer Aspire Vero Review 61
Acer Aspire Vero Review 76

Inside / Upgrade

การแกะเครื่องเพื่ออัพเกรด Acer Aspire Vero นั้นสามารถทำได้ง่าย โดยเฉพาะในส่วนของแรมและฮาร์ดดิสก์เพียงแค่ไขน็อตทุกตัวรอบฝาล่างออก จากนั้นใช้บัตรแข็งค่อยๆ รูดถอดออกที่ละส่วน จากด้านหลังมาด้านหน้าทีละข้างงานประกอบการจัดวางตำแหน่งดูแล้วเรียบง่าย  โดยอาศัยพัดลม 2 ตัว ดูดลมเย็นจากใต้ตัวเครื่องจากนั้นถ่ายเทความร้อนออกไปให้โดนฮีทไปป์พร้อมฟินทองแดง 2 เส้นทางด้านหลังของตัวเครื่อง ที่ซ่อนช่องระบายความร้อนไว้อย่างเรียบเนียน

Acer Aspire Vero

ซึ่งแรมกับฮาร์ดดิสก์จะแยกส่วนกันอย่างชัดเจน ที่เห็นได้ถึงแรมสามารถติดตั้งได้ 1 แถว โดยติดตั้งขนาด 8GB x 2 (8GB แบบฝังบอร์ด และอีก 8GB SO-DIM เป็นแรมปกติ) ซึ่งรวมแล้วเป็น 16GB ส่วน SSD M.2 NVMe PCIe ติดมาแล้วที่ความจุ 512GB มีการติดตั้งใกล้ๆ กับแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ โดยรวมแล้วการแกะตัวเครื่อง Acer Aspire Vero เพื่ออัพเกรดหรือทำความสะอาดก็สามารถทำได้ง่ายและก็สะดวกทีเดียว กับการที่สกรูน็อตมาตรฐานทำให้แยกส่วนได้ง่ายขึ้น เหมาะสำหรับการซ่อมแซม อัปเกรดและรีไซเคิลอย่างรวดเร็ว

Acer Aspire Vero Review 82
Acer Aspire Vero Review 83
Acer Aspire Vero Review 84

Performance / Software

Acer Aspire Vero สเปก Core i Gen 11 เมื่อตรวจสอบข้อมูลของชิปประมวลผลด้วยโปรแกรม CPU-Z ก็พบว่าข้อมูลขึ้นมาครบถ้วนเลยครับ โดยเลือกใช้ชิป Intel Core i7-1195G7 ที่มี 4 คอร์ 8 เธรดสำหรับการประมวลผล ความเร็วที่ 2.90 – 5.00 GHz มีค่า TDP ในการปลดปล่อยความร้อนสูงสุดแค่ 12W – 28W เท่านั้น ซึ่งจัดว่าต่ำมากสำหรับชิป Core i7 ในโน๊ตบุ๊ค ทำให้ตัวเครื่องโดยรวมไม่ร้อนจนเกินไป ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากการใช้สถาปัตยกรรม Tiger Lake การผลิตที่ระดับ 10 นาโนเมตร เทคโนโลยีสุดล้ำ SuperFin

ที่ต้องบอกว่าสร้างมาตรฐานประสิทธิภาพที่มากกว่าชิปประมวลผลรุ่นก่อนๆ แรงเพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไปมากๆ หรือถ้างานที่ต้องประมวลผลจริงจังก็รองรับได้อย่างสบายๆ ส่วนแรมได้ขนาด 8GB แบบฝังบอร์ด โดยรองรั[เป็นแรม 1 แถวปกติ SO-DIM ซึ่งเราใช้งานเดิมๆ เป็น 8GB + 8GB หรือจะอัพเกรดเป็น 8GB + 16GB ก็ได้ภายหลัง เป็นมาตรฐาน DDR4 Bus 3200 MHz พร้อมให้ SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB ที่สามารถขับเคลื่อนระบบปฏิบัติการ Windows 11 Home แบบไร้กังวล

c1 2.   c2 1

การ์ดจอเป็นแบบออนบอร์ดรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง Intel Iris Xe Graphics ที่ให้พลังในการประมวลผลที่ดีในระดับที่ก้าวกระโดดกว่ารุ่นก่อนๆ อย่างในเรื่องของกราฟิก 2 มิตินั้นก็รองรับได้อย่างสบายๆ หรือถ้าเป็น 3  มิติก็ต้องบอกว่ารองรับการทำงานได้ในระดับเบื้องต้นหรือระดับสูง รองรับการทำงานกับหน้าจอความละเอียดสูงอย่าง 4K / 8K ได้แบบไม่มีปัญหา

เหมาะสำหรับคนที่ต้องการเพิ่มพลังการสร้างสรรค์คอนเทนต์ มองหาความบันเทิง หรือการเล่นเกมเปี่ยมอรรถรส  ประสิทธิภาพที่เรียกได้ว่าใกล้เคียงกับการ์ดจอแยกเลยทีเดียว ซึ่งสามารถเล่นเกม 3 มิติ พอได้บ้าง อย่างไรก็ตามในการใช้งานจริงๆ จะแรงแค่ไหนขึ้นอยู่กับระบบระบายความร้อนด้วย เดี๋ยวไปดูผลทดสอบกันอีกที 

g1 1.   g2

สำหรับโปรแกรมทดสอบ CINEBENCH R15 / R20 ที่เน้นในเรื่องของพลังชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 อย่าง Core i7-1195G7 คะแนนก็อยู่ในระดับไม่สูงมาก แต่ก็น่าประทับใจสมกับเป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด เปรียบเทียบกับชิปประมวลผลรุ่นก่อนๆ เรียกได้ว่าตอบโจทย์ในส่วนของงานประมวลผลทั่วไปได้อย่างสบายๆ รวดเร็วทันใจแบบสุดๆ สมกับเป็นชิปประมวลผลตัวบนในรุ่นใช้งานเต็มกำลัง ที่เน้นการทำงานพื้นฐานเป็นหลัก อย่างงานเอกสาร ดูหนังฟังเพลง เล่นอินเตอร์เน็ต 

cine15 1.   cine20 1

ตัวเก็บข้อมูลของเครื่องที่เลือกใช้ SSD ก็ทำคะแนนออกมาได้อย่างรวดเร็วเป็นที่น่าพอใจบนขนาดความจุ 512GB แบบ M.2 NVMe PCIe ระดับกลางๆ แน่นอนว่าเร็วกว่า SSD M.2 SATA 3 แบบทั่วไป ยิ่งเมื่อนำไปใช้เทียบกับฮาร์ดดิสก์แบบจานหมุนแล้วละก็จะเห็นถึงประสิทธิภาพทั้งในด้านการทดสอบและในด้านการใช้งานจริงที่แตกต่างกันอย่างเห็นเห็นได้ชัด เรียกได้ว่าเปิดอะไรปุ๊บก็ติดปั๊บ ที่ต้องบอกว่าความเร็วระดับการอ่านที่ราวๆ 2255 MB/s และเขียนที่ 1068 MB/s เป็นระดับความเร็วในการเขียนอ่านทำงานโดยรวมที่น่าประทับใจ จัดว่าเป็น SSD M.2 NVMe PCIe ระดับกลางค่อนบนสมราคา

ssd 1

การทดสอบประสิทธิภาพกับโปรแกรม PCMark 10 Advance ซึ่งสามารถทำคะแนนการทดสอบรวมได้มากถึง 5204 คะแนน ถือได้ว่าในส่วนของการใช้งานทั่วไปโดยรวมนั้นสอบผ่านแบบสบายๆ ทั้งในส่วนของการเล่นเว็บไซต์ งานเอกสาร งานตกแต่งรูปภาพ รวมถึงงานตัดต่อวิดีโอ  จากการที่เป็นโน๊ตบุ๊คใช้ชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 อย่าง Core i7-1195G7 ที่มีการ์ดจอออนบอร์ดตัวแรงอย่าง Iris Xe Graphics ก็ทำงานทั่วไปได้ลื่นไหล จากการที่มี AI เทคโนโลยี 10 นาโนเมตร SuperFin ทำให้มีคะแนนพุ่งกว่าโน๊ตบุ๊คในช่วงราคาใกล้เคียงกันหลายๆ รุ่นเลยทีเดียว

pc10 1

สำหรับคะแนนและเฟรมเรมในการเล่นเกมจากการทดสอบด้วยโปรแกรม 3D Mark จากทาง Futuremark ที่พัฒนาและคิดค้นจากบริษัท AMD, Intel, Microsoft, NVIDIA ในส่วนของ Time Spy ทำออกมาน่าสนใจมากๆ ด้วยคะแนนรวม 1,623 เน้นเรื่องในส่วนของฟีเจอร์ DirectX 12 เป็นตัวช่วยขับเคลื่อนเพื่อมาเสริมข้อบกพร่องทางด้านการทำงานต่างๆ ของการ์ดจอเป็นหลัก ซึ่งผลทดสอบนั้นจะดูว่าแต่ละการ์ดจอนั้นสามารถทำงานเข้าขากับ DirectX 12 ได้ดีขนาดไหน จากคะแนนก็นับว่าอยู่ในเกณฑ์ดีของการ์ดจอออนบอร์ดแล้ว 

3d 1

เปลี่ยนเป็นโหมด Eco+ ควบคุมประสิทธิภาพด้านพลังงานของเราด้วยซอฟต์แวร์ VeroSense และลดการปล่อยคาร์บอนลง โดยมีโหมดการปรับแต่งที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น Eco+ประหยัดแบตเตอรี่ได้มากเป็นพิเศษเมื่อปิดใช้งานฟังก์ชันที่สำคัญ / Eco เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมลดประสิทธิภาพของระบบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและอายุการใช้งานแบตเตอรี่ / Balance ปรับสมดุลการประหยัดพลังงานและประสิทธิภาพโดยอัตโนมัติ / Performance ปรับแต่งเพื่อประสิทธิภาพโดยรวมที่ดีที่สุด

verosense3

Mode : Eco, Eco+ / Balance / Performance
Volume (dBA) ” 37~40 / 43 / 46
Fan speed (rpm) : 3800~4200 / 4800 / 5300
Performance (W) : 28~25 / 32~28 / 35~32

นอกจากนี้ Acer Aspire Vero เองก็ยังมีในส่วนของซอต์ฟแวร์ที่จะเป็นตัวช่วยในการใช้งานของเราอีกด้วยอย่าง Care Center (เปิดเครื่องมาพร้อมใช้งานทันที) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสเปกภายใน หรือเช็คสถานะการทำงานส่วนต่างๆ ของเครื่อง รวมไปถึงยังสามารถ ตรวจเช็คสถานะเครื่องกับข้อมูลแคชต่างๆ ก็ทำการลบทิ้งได้ตรงนี้เลย หรือเช็คอัพเดทซอฟ์ตแวร์และไดร์เวอร์ต่างๆ ของเครื่องก็สามารถทำผ่านตรงนี้ได้เช่นกัน ที่สำคัญถ้าใครต้องการ Backup หรือ Recovery ข้อมูลภายในก็จัดการได้เลย

care

Battery / Heat / Noise

แบตเตอรี่เป็นแบบฝังไว้ในเครื่องเหมือนกับโน๊ตบุ๊คหลายรุ่น ที่ความจุ 4000 mAh โดยสามารถทำงานต่อเนื่องยาวนานได้ราวๆ 9 ชั่วโมงแบบต่อเนื่อง ในการใช้งานเล่นอินเตอร์เน็ตดู Youtube ด้วยการปรับเป็น Power Saver Mode พร้อมปรับความสว่างเหลือ 10% และความดังของลำโพงที่ 10% ซึ่งคาดว่าจะระยะเวลาการใช้งานแบตเตอรี่จะเปลี่ยนแปลงตามการใช้งานของแต่ละคน โดยอาจจะขึ้นอยู่กับหลายๆ ตัวแปร ซึ่งจากผลการทดสอบนับได้ว่าทำได้ดีมากๆ เพราะไม่ใช่แค่แรง แต่ประหยัดพลังงานด้วย 

batt 1

อุณหภูมิภายในของชิปประมวลผล Intel Core i7-1195G7 ล่าสุดได้ทดสอบผ่านทางโปรแกรม Core Temp โดยมีความร้อนสูงสุดคือ 93 องศาเซลเซียสเท่านั้น ด้วยการทดสอบให้ห้องแอร์ปรับอากาศที่ 25 องศาเซลเซียส จากการทำงานทั่วไป งานประมวลผล และเล่นเกมยาวๆ หลายเกมต่อเนื่อง เรียกได้ว่าระบบระบายความร้อนของเครื่องนี้มีอุณหภูมิที่เย็น ซึ่งส่งผลให้ตัวเครื่องไม่เสียหายหรือเล่นเกมใช้งานมีปัญหาหน่วงหรือกระตุกแต่อย่างใด เรียกได้ว่าเป็น  Notebook รุ่นใหม่ที่จัดการความร้อนได้ดีเยี่ยมทีเดียว ซึ่งถ้าใช้งานทั่วไปจะอยู่ที่ 35 – 45 องศาเซลเซียมเท่านั้น

temp 1

Conclusion / Award

การมาของ Acer Aspire Vero ก็ถือว่าน่าสนใจมากๆ ในแง่ของประสิทธิภาพความแรงในการทำงาน ด้วยการเลือกใช้ชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 อย่าง Core i7-1195G7 รุ่นล่าสุด ได้หน่วยความจำแรมก็เป็นมาตรฐาน DDR4 Bus 3200MHz ขนาด 16GB ที่พร้อมใช้งานทันที การเข้าถึงข้อมูลได้ไวด้วยที่เก็บข้อมูลแบบ SSD M.2 NVMe PCIe ความเร็วสูงที่ความจุ 512GB ตอบโจทย์สำหรับคนที่ต้องการโน๊ตบุ๊คหน้าจอขนาด 15.6″ Full HD IPS ที่เน้นใช้งานพื้นฐานให้ความลื่นไหลในราคาประหยัด

Acer Aspire Vero

ที่สำคัญคือได้วัสดุเป็นได้รับการออกแบบมาอย่างพิถีพิถันเพื่อให้เหมาะกับความต้องการของโลกเราใช้พลาสติก PCR 30% ในตัวเครื่องเพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงประมาณ 21% 2 ผลักดันเป้าหมายการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้นด้วยการแยกส่วนที่ง่าย เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการซ่อมแซม อัปเกรด และการรีไซเคิลอย่างรวดเร็วเพื่อโลกสีเขียว โดยมาพร้อมกับบางเบา ที่แม้ไม่มีการ์ดจอแยกก็ยังมีความน่าสนใจอยู่ ในส่วนของการใช้งานพื้นฐานเป็นหลัก อย่างโปรแกรมเอกสาร เล่นอินเตอร์เน็ต ดูหนังฟังเพลง

Acer Aspire Vero

สำหรับแบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนาน 9 ชั่วโมง ก็เพียงพอต่อการใช้งานนอกสถานที่สบายๆ และที่ชอบมากๆ คือ ได้รับการออกแบบมาอย่างพิถีพิถันเพื่อให้เหมาะติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows 11 Home จากโรงงาน เปิดแล้วใช้ได้เลย ไม่ต้องเสียเวลาไปอัพเกรดเอง แน่นอนว่ามาพร้อมการรับประกันเป็นประกัน 2 ปีส่งศูนย์บริการ และมีบริการส่งเคลมศูนย์ซ่อมด่วนใน 3 ชั่วโมงด้วย ส่วนอนาคตก็อาจจะมีสเปกที่ได้เป็นการ์ดจอแยกเพิ่มเข้ามา เป็นตัวเลือกก็มีความเป็นไปได้ แต่เอาจริงๆ เน้นใช้งานทั่วไป การ์ดจออนบอร์ด Iris Xe Graphics ก็ตอบสนองได้แล้ว 

Acer Aspire Vero

Award

โดยในครั้งนี้จะเป็นการเปรียบเทียบการให้รางวัลกับเครื่องในกลุ่มของโน๊ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 15.6 นิ้วด้วยกัน ซึ่ง Acer Aspire Vero ก็ได้รางวัลต่างๆ ดังนี้

Best Design

นับได้ว่าเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นในเรื่องของดีไซน์การออกแบบที่ไม่เหมือนใคร โดยใช้วัสดุประกอบหลักเป็นพลาสติกรีไซเคิลทั้งตัวเครื่องมีน้ำหนักเบาและแข็งแรง โดยพลาสติก PCR (Post Consumer Recycled) ผลิตจากเรซินผ่านการใช้งาน เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีความยั่งยืนยิ่งขึ้น และช่วยลดขยะฝังกลบ ซึ่งส่งผลให้ดีไซน์โดยรวมดูแล้วเรียบง่ายไม่หวือวา ให้ความเรียบง่าย ได้คุณภาพดีที่ให้ในเรื่องของความแข็งแรงทนทาน และยังบ่องบอกได้ถึงความสวยงามเรียบง่ายอีกด้วย ฉะนั้นในเรื่องของรางวัล Best Design ทำให้ได้ไปอย่างไม่ยากเย็น เมื่อเทียบกับราคาค่าตัว

NBS award 7 Design

Best Value

Acer Aspire Vero ตอนนี้มีสเปกอยู่ 3 รุ่น 3 สเปก ใช้ชิปประมวลผล Intel Core i5-1155G7 และ Core i7-1195G7 พร้อมมีรุ่นการ์ดจอออนชิป Intel Iris Xe Graphics ประสิทธิภาพดี ส่งผลให้รองรับงาน 2 มิติ และ 3 มิติเบื้องต้น หรือเล่นเกมเบาๆ ได้แรมขนาด 8GB – 16GB พร้อม SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB สนนราคาเริ่มต้นที่ 20,990 บาท ได้ประกันเป็น 2 ปี ที่สำคัญมีบริการซ่อมด่วนใน 3 ชั่วโมงเมื่อส่งศูนย์ พร้อมมีเครื่องสำรองให้ใช้งานอีกด้วย หมาะกับการใช้งานทั่วไปเน้นความคุ้มค่าด้านสเปก เรียกได้ว่ามีความลื่นไหนในทุกๆ การใช้งานพื้นฐาน 

award new value

 

from:https://notebookspec.com/web/617806-review-acer-aspire-vero-i7-1195g7

รีวิว: TP-Link Omada EAP610 – Wi-Fi 6 Access Point สำหรับธุรกิจ SMB ที่ราคาถูกที่สุด

ทีมงาน TechTalkThai ได้มีโอกาสทดลองใช้งาน Omada EAP610 ซึ่งเป็น Access Point มาตรฐาน Wi-Fi 6 รุ่นใหม่ล่าสุดจาก TP-Link ที่ถูกออกแบบมาสำหรับใช้งานในองค์กรธุรกิจ โดยรองรับจำนวนผู้ใช้ได้มากถึง 250 เครื่องพร้อมกัน และมีความเร็วรวมสูงสุดถึง 1775 Mbps พร้อมรองรับการใช้งานแบบ Mesh และสามารถบริหารจัดการได้ผ่าน Cloud 100% ที่สำคัญ คือ เป็น Wi-Fi 6 Access Point สำหรับองค์กรที่ราคาถูกที่สุด ณ ตอนที่เขียนบทความรีวิวนี้

โปรโมชันพิเศษ!! ซื้อ TP-Link Omada EAP610 Wi-Fi 6 Access Point วันนี้ในราคาเพียง 3,990 บาทเท่านั้น ดูรายละเอียเพิ่มเติมได้ที่ https://www.tp-link.com/th/promotion/eap/

รู้จัก TP-Link Omada EAP610 กันก่อน

Access Point ที่รองรับเทคโนโลยี Wi-Fi 6 หรือ 802.11AX เริ่มปรากฏให้เห็นช่วงต้นปี 2019 ด้วยความเร็วและการใช้งานในพื้นที่หนาแน่นที่เหนือกว่า Wi-Fi 5 ทั้งยังรองรับทั้ง 2 ย่านความถี่ (2.4 และ 5 GHz) ทำให้องค์กรธุรกิจต่างจับตามมองเทคโนโลยีดังกล่าวอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม ในช่วงแรกนั้น Wi-Fi 6 Access Point มีราคาสูงมาก เฉพาะตัวเครื่องอาจสูงถึง 30,000 บาท ทำให้มีเฉพาะองค์กรขนาดใหญ่นำไปใช้บ้างประปราย แต่ปัจจุบัน Wi-Fi 6 Access Point ราคาลดลงเป็นอย่างมากและกลายเป็นที่แพร่หลาย แม้แต่ Home Office และธุรกิจ SMB ต่างสามารถจัดซื้อมาใช้งานได้ไม่ยากนัก

Omada EAP610 เป็น Access Point มาตรฐาน Wi-Fi 6 รุ่นใหม่ของ TP-Link ที่ถูกออกแบบมาสำหรับธุรกิจ SMB โดยเฉพาะ และมีราคาถูกที่สุดในตลาด ณ เวลา (ที่เขียนบทความ) นี้ แม้กระนั้น Omada EAP610 ก็มาพร้อมกับฟีเจอร์ Wi-Fi ครบครันสำหรับองค์กร รองรับการเชื่อมต่อไร้สายแบบ Dual Band มาตรฐาน AX1800 บริหารจัดการได้ง่านผ่าน Cloud (Web UI หรือ Mobile App) โดยไม่ต้องอาศัยทักษะด้าน IT มากนัก ทั้งยังมีระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหนือกว่า

คุณสมบัติเด่นของ Omada EAP610 ได้แก่

  • Wi-Fi 6 แบบ Dual Band มาตรฐาน AX1800 – มีอัตราการรับส่งข้อมูลสูงสุด 1201 Mbps บนย่านความถี่ 5 GHz และ 574 Mbps บนย่านความถี่ 2.4 GHz
  • เชื่อมต่ออัจฉริยะ – เลือกช่องสัญญาณและปรับแต่งกำลังส่งอย่างชาญฉลาด เพื่อลดสัญญาณรบกวนและเพิ่มประสิทธิภาพในการเชื่อมต่อให้ถึงขีดสุด
  • รองรับการใช้งานหนาแน่น – Access Point 1 เครื่องสามารถรับการเชื่อมต่ออุปกรณ์ได้พร้อมกันมากกว่า 250 เครื่อง
  • Roaming อย่างไร้รอยต่อ – Video Streams และ Voice Calls ได้อย่างราบรื่นแม้จะเคลื่อนที่จะ Access Point หนึ่งไปยังอีก Access Point หนึ่ง
  • Omada Mesh – รองรับสถาปัตยกรรมแบบ Mesh ทลายข้อจำกัดด้านการลากสายเคเบิลเชื่อมต่ออุปกรณ์ พร้อมคุณสมบัติ Self-healing
  • บริหารจัดการจากศูนย์กลางผ่าน Cloud – Web UI หรือ Mobile App
  • Secure Guest Network – เชื่อมต่อลูกค้าหรือผู้ใช้ชั่วคราวอย่างมั่นคงปลอดภัย ผ่าน SMS, Facebook Wi-Fi หรือ Voucher

รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.tp-link.com/th/business-networking/omada-sdn-access-point/eap610/

แกะกล่อง TP-Link Omada EAP610

Omada EAP610 เป็น Access Point ทรงจานกลมสำหรับติดเพดานหรือผนัง วัสดุทำมาจากพลาสติกสีขาว มีโลโก้ TP-Link สีเทาตรงกลางดูทันสมัย น้ำหนักเบาเพียง 720 กรัม และมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 24.3 ซม. สูง 6.4 ซม. ภายในกล่องมาพร้อมกับ Power Adaptor, Installation Guide และ Ceiling/Wall Mounting Kits สำหรับติดเพดานหรือผนังได้ทันทีโดยไม่ต้องซื้อเพิ่ม

Omada EAP610 ใช้เสาส่งสัญญาณแบบภายใน (Built-in Antenna) โดยมีกำลังขยาย (Gain) 5 dBi บนย่านความถี่ 5 GHz และ 4 dBi บนย่านความถี่ 2.4 GHz ด้านบนของ Access Point มี LED 1 ดวงสำหรับแสดงสถานะของอุปกรณ์ ได้แก่ สว่าง – ทำงานปกติ, มืด – ทำงานผิดปกติ/เครื่องปิดอยู่/ตั้งค่าปิดไฟสถานะไว้ และกระพริบ – กำลังเริ่มทำงาน/กำลังอัปเกรด/กำลังรีเซ็ต/ฟีเจอร์ Locate กำลังทำงานเพื่อแสดงตัว Access Point ที่กำลังค้นหาอยู่

ด้านล่างของ Access Point เป็นช่องระบายความร้อนรอบเครื่องและฐานสำหรับติด Ceiling/Wall Mounting Kits มีพอร์ต RJ-45 1 พอร์ต ความเร็ว 1 GbE และรองรับมาตรฐาน 802.3at (POE+) นอกจากนี้ยังมีปุ่ม Reset กรณีที่ต้องการย้อนกลับไปใช้การตั้งค่าเริ่มต้นจากโรงงาน (Factory Reset) โดยกดปุ่มค้าง 5 วินาทีจนไฟแสดงสถานะกระพริบถี่ๆ แล้วจึงปล่อยปุ่ม

เริ่มต้นใช้งานครั้งแรก – ติดตั้ง SDN Controller และเชื่อมต่อ Cloud SDN

Omada EAP610 รองรับการใช้งานได้ 2 แบบ คือ โหมด Standalone สำหรับ Home Office ที่ใช้ Access Point จำนวนไม่มากนัก และโหมด Controller สำหรับธุรกิจ SMB หรือองค์กรขนาดใหญ่ที่ติดตั้ง Access Point เป็นจำนวนมากและต้องการบริหารจัดการจากศูนย์กลาง โดยเลือกได้ว่าจะบริหารจัดการผ่าน Hardware Controller หรือ Software Controller

สำหรับรีวิวนี้ จะเป็นการใช้ Omada EAP610 ในโหมด Software Controller ซึ่งสามารถดาวน์โหลดซอฟต์แวร์สำหรับบริหารจัดการมาใช้ได้ฟรี และต่อยอดไปบริหารจัดการผ่าน Cloud SDN ได้ วิธีการนี้เป็น Use Case หลักที่ธุรกิจ SMB ใช้กันโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อ Hardware Controller เพิ่มเติม

Omada SDN Controller สามารถดาวน์โหลดได้จาก https://www.tp-link.com/th/support/download/omada-software-controller/ โดยรองรับเฉพาะระบบปฏิบัติการ Windows การติดตั้งสามารถทำได้ง่าย เพียงแค่รันไฟล์และทำตาม Wizard ไปเรื่อยๆ ได้แก่

  • ตั้งชื่อ Controller, เลือกประเทศ และโซนเวลา
  • เลือกประเภทของการใช้งาน เช่น โรงแรม ร้านอาหาร ออฟฟิศ โรงงาน หอพัก สถานศึกษา โรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า และอื่นๆ ซึ่ง Omada SDN Controller จะแนะนำวิธีตั้งค่าเบื้องต้นที่เหมาะสมที่สุดตามประเภทการใช้งานที่เราเลือกในขั้นถัดๆ ไป
  • ตั้งค่าอุปกรณ์ Access Point โดย Omada SDN Controller จะทำการค้นหา Access Point ในระบบเครือข่ายให้โดยอัตโนมัติ
  • ตั้งค่า Wi-Fi
  • ตั้งค่า Username/Password สำหรับเข้าบริหารจัดการ Omada SDN Controller

ระหว่างตั้งค่าตาม Wizard สามารถเลือกได้ว่าจะต่อยอดไปบริหารจัดการผ่าน Cloud SDN ด้วยหรือไม่ โดยเปิดใช้งานปุ่ม Cloud Access และผูก TP-Link ID เข้ากับ Omada SDN Controller (กรณีที่ยังไม่มี TP-Link ID สามารถสมัครฟรีได้ที่ https://omada.tplinkcloud.com/)

หลังจากตั้งค่าตาม Wizard เสร็จเรียบร้อยแล้ว สามารถเลือกล็อกอินเพื่อเข้าบริหารจัดการ Controller และ Access Point ทั้งหมดได้ผ่าน Omada SDN Controller หรือ Cloud SDN ดังนี้

กรณีที่เข้าบริหารจัดการผ่าน Cloud SDN เมื่อล็อกอินเข้ามาแล้ว จะแสดงหน้าอุปกรณ์ของ TP-Link ทั้งหมดที่ลงทะเบียนใช้งานผ่าน Cloud SDN ไว้ ให้เลือก Omada Controller ที่ต้องการ แล้วกดไอคอน Launch (รูปบ้านด้านขวามือ) เพื่อเข้าไปบริหารจัดการอุปกรณ์ ซึ่งหน้าอินเทอร์เฟซของ Omada SDN Controller และ Cloud SDN จะเหมือนกันทุกประการ ทำให้ไม่จำเป็นต้องเรียนรู้การใช้งานใดๆ เพิ่มเติม

นอกจากนี้ TP-Link ยังให้บริการ TP-Link Omada ซึ่งเป็น Mobile App สำหรับ iOS และ Android เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในการบริหารจัดการระบบ Wi-Fi ขององค์กรจากที่ไหนเมื่อไหร่ก็ได้อีกด้วย โดยใช้ล็อกอินเดียวกับ Cloud SDN เพื่อเข้าใช้งาน

สำหรับการตั้งค่า Wi-Fi ผ่านทาง Wizard นี้ จะเป็นการตั้งค่าเบื้องต้นแบบเร็วๆ ง่ายๆ ซึ่งเหมาะสำหรับใช้งานที่บ้านหรือ Home Office สำหรับธุรกิจที่ต้องการเชื่อมต่อกับ AD/LDAP ผ่าน RADIUS Server และตั้งค่าความมั่นคงปลอดภัยอย่างละเอียด สามารถกระทำได้ภายหลัง

เพิ่ม Access Point เข้าสู่  Omada Cloud SDN

Omada EAP610 ที่เชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายครั้งแรก จะได้รับหมายเลข IP จาก DHCP Server และจะถูกค้นพบโดย Omada SDN Controller/Cloud SDN โดยอัตโนมัติ ซึ่งจะแสดงผลบนหน้า Device โดยมีสถานะ PENDING

ให้กดไอคอน Adopt (เครื่องหมายถูก) ด้านขวามือเพื่อเพิ่ม Access Point เข้าสู่ Cloud SDN จากนั้น Access Point จะถูกตั้งค่าเริ่มต้น (Provisioning) ตามค่าที่เรากำหนดไว้บน Omada Controller ซึ่งอาจใช้เวลาประมาณ 3 – 5 นาที หลังจากตั้งค่าเรียบร้อย Access Point จะแสดงสถานะ CONNECTED

โดยเริ่มต้นแล้ว ชื่อ Access Point จะเป็นหมายเลข MAC ของอุปกรณ์ สามารถแก้ไขชื่อได้ด้วยการเลือก Access Point นั้นๆ แล้วเลือก Config จากนั้นแก้ไขชื่อ แล้วกดปุ่ม Apply

ที่กล่าวมานี้คือคุณสมบัติ Zero-touch Provisioning ซึ่งเป็นจุดเด่นของการบริหารจัดการ Omada EAP610 ผ่าน Cloud SDN เพียงแค่เชื่อมต่อ Access Point เข้ากับระบบเครือข่ายขององค์กร Omada Controller จะทำการค้นหา Access Point ใหม่โดยอัตโนมัติแล้วส่งข้อมูลมายัง Cloud SDN เพื่อเริ่มตั้งค่าการใช้งานได้ทันที ลดภาระการส่งวิศวกรเข้าไปตั้งค่าอุปกรณ์ที่ไซต์งาน เหมาะสำหรับองค์กรที่มีสำนักงานสาขาเล็กๆ เป็นจำนวนมาก

นอกจากนี้ Omada Cloud SDN ยังมีการแยกข้อมูลการจัดการเครือข่ายออกจากข้อมูลผู้ใช้อย่างเด็ดขาด ข้อมูลผู้ใช้จะไม่ถูกส่งมายังระบบ Cloud จึงรับประกันการปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ได้อย่างแน่นอน

ตั้งค่า Wi-Fi สำหรับพนักงานและผู้ใช้ชั่วคราว (Guest)

ในขั้นตอนการติดตั้ง Omada SDN Controller สามารถเลือกตั้งค่า Wi-Fi แบบง่ายๆ ได้ ในกรณีที่ต้องการตั้งค่า Wi-Fi แบบซับซ้อน สามารถเลือกเมนู Settings (ไอคอนรูปเฟืองด้านซ้ายล่าง) แล้วเลือก Wireless Networks โดยเบื้องต้นแล้ว Access Point ทุกเครื่องจะถูกจัดให้อยู่ใน WLAN Group ชื่อ “Default” เราสามารถสร้าง WLAN Group ใหม่เพื่อตั้งค่า Wireless Networks ที่แตกต่างกันตามสถานการณ์ (เช่น ตามพื้นที่หรือตามแผนก) แล้วบังคับใช้กับ Access Point แต่ละเครื่องได้ตามความต้องการ

Omada Controller และ Omada EAP610 รองรับการใช้งานทั้งย่านความถี่ 2.4 GHz และ 5 GHz สามารถเลือกการพิสูจน์ตัวตนได้ทั้งแบบ WPA-Personal (Pre-shared Key) หรือ WPA-Enterprise (802.1X)

Omada EAP610 รองรับ SSID สูงสุด 8 SSIDs บนแต่ละย่านความถี่ รวม 16 SSIDs โดยสามารถแยก SSID สำหรับพนักงาน, ผู้ใช้ชั่วคราว (Guest), อุปกรณ์​ Voice & Video และอุปกรณ์ IoT ได้ตามวิธีการพิสูจน์ตัวตนและระดับการรักษาความมั่นคงปลอดภัย รวมไปถึงกำหนด Rate Limit สำหรับ Upload และ Downloadได้อีกด้วย

นอกจากนี้ Omada EAP610 ยังรองรับฟีเจอร์ Facebook Wi-Fi กล่าวคือ องค์กรสามารถเชื่อมต่อเครือข่าย Wi-Fi ของตนเข้ากับ Facebook Page ได้ เมื่อผู้ใช้ เช่น ลูกค้า เชื่อมต่อกับ Wi-Fi ดังกล่าว จะถูกส่งไปหน้า Facebook Page ขององค์กรทันที ผู้ใช้ต้อง Check in หรือกรอก Wi-Fi Code เพื่อลงทะเบียนก่อนถึงจะเริ่มใช้งาน Wi-Fi ได้ ด้วยการเข้าใช้ Wi-Fi ผ่าน Facebook นี้ ช่วยให้องค์กรสามารถปรับแต่งหน้า Facebook เพื่อแสดงโปรโมชันหรือโฆษณาต่างๆ ทั้งยังเพิ่มปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าผ่านทางการ Check in อีกด้วย

ทดสอบความเร็วในการใช้งาน

แน่นอนว่าหนึ่งในปัจจัยสำคัญในการเลือกซื้อ Access Point คือ ความเร็วในการรับส่งข้อมูล Omada EAP610 เป็น Access Point มาตรฐาน Wi-Fi 6 แบบ Dual Band รองรับคุณสมบัติ MU-MIMO (2×2:2) ซึ่งช่วยให้สามารถรับส่งข้อมูลไปยังอุปกรณ์ปลายทางได้หลายเครื่องพร้อมกัน ทั้งยังรองรับ OFDMA ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิในการรับส่งข้อมูลให้เร็วขึ้นกว่ามาตรฐาน Wi-Fi 5 อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยี Beam-forming สำหรับปรับเสาส่งสัญญาณอย่างชาญฉลาด โดยเน้นการกระจายสัญญาณไปยังจุดที่อุปกรณ์ปลายทางอยู่และลดจุดอับของสัญญาณให้เหลือน้อยที่สุด

Omada EAP610 มีอัตราการรับส่งข้อมูลสูงสุด 1201 Mbps บนย่านความถี่ 5 GHz และ 574 Mbps บนย่านความถี่ 2.4 GHz รองรับอุปกรณ์เชื่อมต่อได้มากกว่า 250 เครื่อง

เปรียบเทียบความเร็วในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ระหว่างเชื่อมต่อ Wi-Fi ผ่าน AIS Fiber Modem โดยตรง และเชื่อมต่อ Wi-Fi ผ่าน Omada EAP610 (ซึ่งเชื่อมต่อกับ AIS Fiber Modem ผ่านสาย CAT6) พบว่าความเร็วในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่าน Omada EAP610 สูงกว่าเล็กน้อยและมี Jitter ที่น้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด

ทดสอบความเร็วการเชื่อมต่อ Wi-Fi ย่านความถี่ 5 GHz ผ่าน Omada EAP610 โดยใช้ Intel Wi-Fi 6 AX200 และ iPhone 11 ซึ่งรองรับมาตรฐาน Wi-Fi 6 แบบ MIMO 2×2 ด้วยระยะทาง 1, 5, 10, 15 และ 20 เมตร

Omada EAP610 นอกจากจะสามารถเลือกช่องสัญญาณและปรับแต่งกำลังส่งเพื่อลดสัญญาณรบกวนโดยอัตโนมัติแล้ว ยังมีคุณสมบัติ Band Steering ซึ่งช่วยเปลี่ยนอุปกรณ์ที่รองรับย่านความถี่ 5 GHz ไปเชื่อมต่อ Access Point ผ่านย่านความถี่ดังกล่าวซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าได้อีกด้วย ทำให้มั่นใจว่าอุปกรณ์ปลายทางทุกเครื่องจะได้รับประสบการณ์เชื่อมต่อ Wi-Fi ที่ดีที่สุด

ลดการใช้สายเคเบิล ด้วย Omada Mesh Wi-Fi

เมื่อใช้งาน Omada EAP610 ผ่าน Omada SDN Controller หรือ Cloud SDN จะรองรับการวางระบบเครือข่ายแบบ Mesh กล่าวคือ แทนที่จะเชื่อมต่อ Omada EAP610 เข้ากับระบบเครือข่ายผ่านสายเคเบิล Omada EAP610 จะใช้สัญญาณ Wi-Fi ย่านความถี่ 2.4 GHz ในการเชื่อมต่อระหว่างกัน ในขณะที่ย่านความถี่ 5 GHz จะยังคงให้บริการแก่ผู้ใช้ตามปกติ การวางเครือข่ายแบบ Mesh นี้ช่วยทลายข้อจำกัดการติดตั้ง Access Point ในจุดที่ไม่สามารถเดินสายเคเบิลไปถึงได้ หรือเดินสายได้ยาก ในกรณีที่ Access Point เครื่องใดเครื่องหนึ่งมีปัญหา คุณสมบัติ Self-healing ของ Omada EAP610 จะทำการปรับหาเส้นทางใหม่โดยอัตโนมัติ เพื่อให้การเชื่อมต่อของผู้ใช้ไม่มีสะดุด

โดยสรุปแล้ว Omada EAP610 จัดว่าเป็น Access Point มาตรฐาน Wi-Fi 6 ที่คุ้มค่ากับราคามาก ในราคาโปรโมชัน 4,000 บาทมีทอนแต่ได้ฟีเจอร์ด้าน Wi-Fi ที่ครบครันไม่แพ้ Access Point ที่ใช้งานในองค์กรขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกช่องสัญญาณ ปรับแต่งเสาอากาศและกำลังส่งอย่างอัตโนมัติเพื่อให้กระจายสัญญาณได้ดีที่สุด การพิสูจน์ตัวตนที่หลากหลายทั้ง Pre-shared Key, 802.1X, Web Portal และ Facebook Wi-Fi รวมไปถึงการวางสถาปัตยกรรมแบบ Mesh ที่สำคัญคือสามารถใช้งานได้แบบ Standalone และ Controller ซึ่งสามารถดาวน์โหลดซอฟต์แวร์สำหรับบริหารจัดการมาใช้งานได้ฟรี รวมไปถึงต่อยอดไปบริหารจัดการผ่าน Cloud หรือ Mobile App ได้ ทำให้สะดวกต่อการติดตามและเฝ้าระวังได้จากทุกที่ทุกเวลา เหมาะสำหรับการใช้งานทั้งโรงแรม ร้านอาหาร ออฟฟิศ โรงงาน หอพัก สถานศึกษา โรงพยาบาล และห้างสรรพสินค้า

ผู้ที่สนใจโซลูชัน Wi-Fi ของ TP-Link สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

from:https://www.techtalkthai.com/review-tp-link-omada-eap610-wi-fi-6-access-point/

รีวิว Windows 11 เมื่อวินโดวส์ต้องปรับตัวตามกระแส OS ฝั่งมือถือ ควรอัพเกรดหรือยัง?

Windows 11 เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2021 ชาว Blognone หลายคนอาจติดตั้งและใช้งานกันแล้ว บางคนอาจลองใช้มาตั้งแต่ยุค Insider ในขณะที่อีกหลายคนไม่สามารถอัพเกรดได้เพราะถูกทิ้งไว้กลางทาง

รีวิวนี้น่าจะช่วยให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่า ควรจะเอาอย่างไรกับ Windows 11 ดี อัพเกรดเลยวันนี้ รอไปก่อนค่อยอัพเกรด หรือหยุดอยู่กับ Windows 10

No Description

เมื่อ Windows 10 ไม่ใช่วินโดวส์เวอร์ชันสุดท้าย

Windows 10 เปิดตัวในปี 2015 โดยเปลี่ยนมาใช้แนวทาง Windows as a Service ออกฟีเจอร์ใหม่เรื่อยๆ ปีละสองครั้ง พลิกแนวทางของระบบปฏิบัติการตระกูลวินโดวส์ที่ออกอัพเดตใหญ่เวอร์ชันใหม่ทุกประมาณ​ 3 ปี (Vista-7-8 ออกห่างกัน 3 ปี)

ก่อนหน้านี้ทุกคนเชื่อกันว่า Windows 10 จะเป็นวินโดวส์เวอร์ชันสุดท้าย เพราะไมโครซอฟท์จะออกอัพเดตย่อยไปเรื่อยๆ แต่สุดท้ายเราก็ได้พบกับ Windows 11 แบบเหนือความคาดหมาย อย่างไรก็ตาม ด้วยการเปลี่ยนแปลงภายในที่ไม่เยอะนัก (ยกเว้น UI) เราอาจมองว่า Windows 11 เปรียบเสมือนอัพเดตใหญ่ (Feature Release)​ อีกตัวหนึ่งของ Windows 10 ที่มีของใหม่เยอะหน่อย หรือถ้านับเป็นเลขเวอร์ชัน ก็อาจเป็น Windows 10.5 ก็ได้เช่นกัน

หากธีมหลักของ Windows 10 คือ “การกลับสู่เดสก์ท็อป” หลังจากไปหลงทางในโลกแท็บเล็ตกับ Windows 8 อยู่หลายปี

ธีมหลักของ Windows 11 สามารถนิยามได้สั้นๆ ว่าไมโครซอฟท์ได้รับอิทธิพลจาก OS ใหม่ๆ โดยเฉพาะสมาร์ทโฟน ทำให้ต้องปรับหน้าตาของ Windows 11 ไปในทิศทางดังกล่าว เพื่อจับกลุ่มผู้ใช้งานรุ่นใหม่ที่เติบโตมากับยุคสมาร์ทโฟนให้มากขึ้น

แต่นั่นเป็นแค่การเปลี่ยนแปลงภายนอกเท่านั้น เพราะตัวแกนหลักของ Windows 11 ยังเป็นแกนเดียวกับ Windows 10 เหมือนเดิม ยังให้ความรู้สึกแบบเดิมๆ ไม่ต่างอะไรจาก Windows 10 มากนัก

No Description

Hardware & Upgrading Process

ดราม่าสเปกขั้นต่ำของ Windows 11

ประเด็นที่ร้อนแรงที่สุดของ Windows 11 และได้รับความสนใจยิ่งกว่าตัวระบบปฏิบัติการเองเสียอีก คือ ข้อกำหนดสเปกฮาร์ดแวร์ขั้นต่ำที่สร้างการถกเถียงอย่างมาก (สเปกละเอียด)

Blognone เคยลงข่าวเรื่องสเปกขั้นต่ำของ Windows 11 ไปแล้วหลายครั้ง ถ้าให้สรุปแบบสั้นๆ จุดที่เป็นประเด็นมากๆ มีอยู่ 2 เรื่องคือ

สเปกทั้งสองข้อนี้ทำให้มีพีซีจำนวนมากที่ไม่สามารถไปต่อกับ Windows 11 ได้ (อย่างเป็นทางการ) และการที่พีซีเหล่านี้มีอายุไม่มากนัก (ผมมีโน้ตบุ๊กที่เป็น Core i7-7700HQ อายุ 4 ปีกว่าๆ ก็ไม่ได้ไปต่อ แม้มีชิป TPM 2.0 ก็ตาม) จึงไม่น่าแปลกใจที่รอบนี้ไมโครซอฟท์ถูกผู้ใช้วิจารณ์อย่างหนัก เพราะถือเป็นการฉีกธรรมเนียมเดิมๆ ของไมโครซอฟท์ในฐานะ “เจ้าพ่อแห่งความเข้ากันได้” ที่ลากยาวพีซีเก่าๆ มาได้ตลอดมาหลายสิบปี

แต่ถูกถล่มหนักแค่ไหน ไมโครซอฟท์ดูแน่วแน่ไม่เปลี่ยนใจในเรื่องนี้ ไม่ยอมผ่อนปรนเรื่องซีพียูหรือ TPM ดังนั้น ทางออกของคนที่ใช้พีซีที่สเปกไม่ถึงเกณฑ์ คงมีแค่เพียงอยู่กับ Windows 10 ต่อไป ซึ่งจะซัพพอร์ตนานถึงปี 2025 หรืออีก 4 ปีถัดจากนี้

การอัพเกรดที่ราบรื่น

หากเราก้าวผ่านเรื่องสเปกขั้นต่ำได้แล้ว พีซีที่ผ่านเกณฑ์สามารถอัพเกรดเป็น Windows 11 ได้แล้ววันนี้ สำหรับผู้ใช้ตามบ้าน มีวิธีอัพเกรด 2 วิธีหลักๆ คือ รอให้ไมโครซอฟท์ปล่อยอัพเดตผ่าน Windows Update ซึ่งไม่รู้ว่าจะมาเมื่อไร รอกันไปเรื่อยๆ กับการอัพเกรดเองแบบแมนนวล ที่มีอีก 2 วิธีย่อยคือ ดาวน์โหลดโปรแกรม Installation Assistant มาติดตั้งบน Windows 10 แล้วอัพเกรดตรงๆ หรือดาวน์โหลดไฟล์ ISO มาติดตั้งผ่านแฟลชไดรฟ์ (ดาวน์โหลดได้จากหน้า Windows 11 Download)

ผมเลือกใช้วิธีแรกคือดาวน์โหลด Installation Assistant มาติดตั้งบนโน้ตบุ๊ก Lenovo ThinkPad Nano ที่ซีพียูเป็น Intel Gen 11 ซึ่งอัพเกรดได้ผ่านฉลุย

อย่างที่กล่าวไปแล้วตอนต้นว่าไส้ในของ Windows 11 ก็คือ Windows 10 นั่นเอง ดังนั้นกระบวนการอัพเกรดเครื่องจึงแทบไม่ต่างอะไรจากการอัพเดตใหญ่ (Feature Release) ของ Windows 10 ที่ออกปีละสองรอบอยู่แล้ว นั่นคือเปิดแอพช่วยอัพเกรด รอดาวน์โหลดและติดตั้งไฟล์เล็กน้อย รีสตาร์ตเครื่องสองรอบก็ได้เจอกับ Windows 11 ที่ยังมีข้อมูลเดิมของเราอยู่อย่างครบถ้วน

No Description

หน้าตาใหม่ของ Windows 11

การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดของ Windows 11 คือการเปลี่ยนส่วนติดต่อผู้ใช้ (ในที่นี้คือ shell) ของ Windows 10 ให้ทันสมัยขึ้น

เท่าที่ลองใช้มา ธีมการออกแบบ Windows 11 ของไมโครซอฟท์มีอยู่ 2 แนวทางควบคู่กันไป ได้แก่ ออกแบบให้หน้าตาสวยขึ้น (beautified) และออกแบบให้การใช้งานเรียบง่ายขึ้น (simplified)

คำว่าหน้าตาสวยขึ้น ต้องย้อนไปถึงแนวทาง Fluent Design ที่ไมโครซอฟท์เริ่มทำมาสักพักใหญ่ๆ แล้ว มันคือการอัพเกรดระบบการออกแบบ (design system) ครั้งใหญ่ของไมโครซอฟท์นับตั้งแต่ Windows 8 (2012) ที่ใช้แนวทาง Metro ไอคอนแบนราบบนพื้นสีเดียว ก่อนที่ทยอยมาเป็น Fluet Design ที่เน้นแสงเงามากขึ้นใน Windows 10 รุ่นหลังๆ และโตเต็มวัยใน Windows 11 (2021) กระบวนการทั้งหมดกินเวลานาน 9 ปี การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้มีผลแค่วินโดวส์ แต่ยังรวมถึงแอพอื่นของไมโครซอฟท์แทบทุกตัวด้วย

คนที่ใช้ Windows 10 ช่วงหลังๆ น่าจะเห็นการเปลี่ยนแปลงของทิศทางการดีไซน์อยู่แล้ว เช่น การเปลี่ยนไอคอนในช่วงหลัง พอมาถึง Windows 11 ต้องเรียกว่านี่คือภาพฝันของไมโครซอฟท์ที่เป็นจริง เราเห็นระบบปฏิบัติการที่ขอบโค้งมน เน้นแสงเงา พื้นหลังโปร่งแสงมากขึ้น ซึ่งกลับไปคล้ายยุค Windows Vista/7 แต่ก็ไม่เหมือนกันซะทีเดียว

เมนูคลิกขวาของ Windows 11 ขอบมน และโปร่งแสง

No Description

สิ่งที่สัมผัสได้คือ Windows 11 ใช้ดีไซน์ออกแนว “การ์ตูน” ที่ไอคอนสีสันสดใส มีแอนิเมชันและภาพเคลื่อนไหวมากกว่าสไตล์ของ Vista/7 ที่เน้นความสมจริง (ของบางอย่างดูในรูปนิ่งๆ อาจดูไม่ออกนัก ต้องไปลองใช้ ลองสัมผัสดูจริงๆ)

คลิปอธิบายการออกแบบแอนิเมชันของ Windows 11

อีกสิ่งที่ไมโครซอฟท์ทำได้ดีขึ้นมากคือ Dark Mode ที่เดิมทีใส่เข้ามาแบบไม่ค่อยสมบูรณ์นักใน Windows 10 ตอนนี้ก็ทำได้ดีขึ้น มีศักดิ์ฐานะเกือบใกล้เคียงกับ Light Mode แล้ว (ฝั่งธุรกิจจะได้ Dark Mode มาเป็นดีฟอลต์ด้วยซ้ำ) จะมีข้อยกเว้นคือแอพเก่าๆ ที่สืบสอดมาจากในอดีตเท่านั้นที่ยังเป็นสีโทนสว่างอยู่เหมือนเดิม เช่น Notepad

Dark Mode ของ Windows 11

No Description

ภาพรวมเรื่องสไตล์ของ Windows 11 ต้องยอมรับว่าน่าประทับใจ เมื่อทิศทางการออกแบบชัดเจนว่าจะไปอย่างไร และไมโครซอฟท์ใช้เวลานานพอสมควรกับการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ ผลจึงออกมาเป็นว่า Windows 11 นั้น “สวยขึ้น” จาก Windows 10 อย่างเห็นได้ชัด แต่ในแง่การใช้งานก็ยังไม่ได้แตกต่างถึงขนาดผิดแผกจนใช้ไม่ลง ยังให้ความรู้สึกคล้ายคลึงกับ Windows 10 อยู่พอสมควร

Start Menu & Taskbar

ธีมหลักอันที่สองของ Windows 11 คือเรียบง่ายขึ้น (simplified) ตรงนี้ชัดเจนว่าไมโครซอฟท์ได้อิทธิพลอย่างมากจากระบบปฏิบัติการใหม่ๆ โดยเฉพาะระบบปฏิบัติการมือถือ (Android/iOS) และระบบปฏิบัติการเดสก์ท็อปยุคใหม่ (Chrome OS)

ผมคิดว่าปัจจัยหลักที่ผลักดันให้ไมโครซอฟท์หันมาทางนี้คือ demographic ของผู้ใช้งานรุ่นใหม่ๆ ที่เติบโตมากับสมาร์ทโฟน เกิดมาก็เจอสมาร์ทโฟนแล้ว มีวิธีคิดที่ต่างไปจาก demographic กลุ่มที่เติบโตมากับพีซี มีความคาดหวังแตกต่างกันไป

ผู้ใช้กลุ่มใหม่นี้มีความคุ้นเคยกับ OS บนมือถือที่มีไอคอน มี launcher มีแถบแจ้งเตือน มี widget แสดงผลข้อมูลโดยไม่ต้องเปิดแอพก่อน ปัจจัยเหล่านี้ส่งอิทธิพลต่อไมโครซอฟท์อย่างชัดเจน ในการออกแบบ Start Menu และ Taskbar แบบใหม่ที่เรียบง่ายขึ้นมากเพื่อเอาใจคนรุ่นใหม่ แต่กลับตัดฟีเจอร์เดิมๆ ออกไปเกือบหมด (อย่างตั้งใจ) จนทำให้ฐานผู้ใช้ยุคเก่าไม่พอใจ

Start Menu

สิ่งแรกที่ผู้ใช้ Windows 11 ประสบพบเจอเมื่อบูตเครื่องมาครั้งแรกคือ Taskbar แบบใหม่ที่จัดไอคอนอยู่ตรงกลาง และ Start Menu ที่เปิดขึ้นมาอยู่ตรงกลาง ไม่ได้ชิดซ้ายเหมือนที่ทำมาตลอดหลายสิบปี น่าจะทำให้หลายๆ คนประหลาดใจหรือบางคนอาจถึงขั้นช็อคไปเลย

ไมโครซอฟท์ไม่ได้อธิบายเหตุผลเรื่องการจัดชิดกลางชัดเจนนัก แต่ถ้าย้อนดูประวัติของ Windows 11 ว่ามีส่วนที่พัฒนาเป็น Windows 10X ก่อนยกเลิกไปแล้วนำฟีเจอร์มารวมกันแทน ตัว Start Menu ของ Windows 11 เหมือนกับของ Windows 10X ที่หลุดออกมาทุกประการ ซึ่งการเกิดขึ้นของ Windows 10X ก็เพื่ออุปกรณ์รูปแบบใหม่ๆ อย่างแท็บเล็ตสองจอ Surface Neo (ที่ตอนนี้ยังไม่รู้ชะตากรรม) และโน้ตบุ๊กราคาถูกที่ออกมาสู้กับ Chrome OS ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจว่า Start Menu ของ Windows 11 ได้รับอิทธิพลมาจาก Chrome OS นั่นเอง

หน้าจอ Launcher ของ Chrome OS

No Description

Start Menu ใหม่ของ Windows 11 ถือว่าเรียบง่ายกว่าเดิมมาก ตัดฟีเจอร์เดิมในอดีตทิ้งไปเกือบหมด เมื่อเราคลิกปุ่ม Start เราจะเห็นเมนูที่ประกอบด้วย 2 ส่วนเท่านั้น คือ แอพที่ปักหมุดไว้ (Pinned) และไฟล์ล่าสุดที่ใช้งานหรือใช่บ่อย (Recommended) ที่หัวของเมนูมีช่องค้นหา (Search) และแถบล่างของเมนูมีเพียงไอคอนโพรไฟล์ของผู้ใช้กับปุ่มปิดเครื่อง

Start Menu ของ Windows 11 แบบชัดๆ

No Description

ถ้าเทียบกับ Start Menu ของ Windows 10 แล้ว สิ่งที่หายไปเลยถือรายการแอพทั้งหมดในเครื่อง (ต้องกด All Apps ก่อนหนึ่งที) รวมถึงปุ่มช็อตคัตต่างๆ เช่น เรียก Settings หรือโฟลเดอร์ Documents/Downloads ไม่สามารถทำได้อีกแล้ว (ต้องกด Settings จากในรายการแอพเท่านั้น ซึ่งเหมือนกับ OS มือถือ) นี่ยังไม่รวมถึงฟีเจอร์ Live Tiles ที่ชะตาขาด ถูกถอดออกไปถาวร (ซึ่งก็เข้าใจได้เพราะไม่ค่อยมีคนใช้มากนักอยู่แล้ว)

Start Menu ตอนกด All Apps หน้าตาเหมือนเดิม

No Description

ผมคิดว่าโฟลว์การทำงานของผู้ใช้ Windows ส่วนใหญ่ที่มักปักไอคอนแอพที่ใช้บ่อยๆ ไว้บน Taskbar หรือปักไว้ในเมนู Start คงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก ผู้ใช้ที่กด Start แล้วพิมพ์ชื่อแอพเพื่อเรียกใช้งานก็คงทำงานได้เหมือนเดิม แต่คนที่ขัดใจคงเป็นคนที่เปิด Start Menu แล้วมา “ไล่หา” รายการแอพที่ต้องการจากชื่อแอพ ก็จะทำได้ยากขึ้นพอสมควร

ส่วนแถบรายการไฟล์หรือแอพที่เพิ่งติดตั้งใหม่ (Recommended) เอาเข้าจริงก็ไม่ใช่ของใหม่ใน Windows 11 เพราะมีมาตั้งแต่ยุคของ Windows 95 (ส่วนของ Recent) และถูกถอดออกไปใน Start Menu ยุคหลัง การกลับมาของรายการไฟล์คงมีไว้เพื่อเอาใจผู้ใช้ยุคใหม่ๆ อีกเหมือนกัน เพราะผู้ใช้ที่เติบโตมากับยุค Mobile OS อาจไม่มีความคุ้นเคยกับการเก็บไฟล์ในระบบโฟลเดอร์ที่ซับซ้อนมากนัก ไมโครซอฟท์น่าจะพยายามหาวิธีให้เข้าถึง “ไฟล์ที่ใช้บ่อยๆ” หรือ “งานที่ทำทิ้งไว้” ได้ง่ายขึ้น

Taskbar

Taskbar คือบริเวณจุดที่โดนตัดฟีเจอร์ออกไปมากที่สุดแล้ว เราสามารถตั้งค่า Taskbar ได้เพียงจัดไอคอนชิดกลาง (แบบใหม่) หรือชิดซ้าย (แบบเก่า) และเลือกซ่อน Taskbar เพียง 2 อย่างเท่านั้น ไม่สามารถทำอย่างอื่นได้เลย ไม่ว่าจะเป็นย้ายตำแหน่งไปไว้ด้านบน, ปรับขนาดให้ใหญ่ขึ้นหรือเล็กลง, เลือกแสดงไอคอนหน้าต่างแบบรวมหรือแยก (combined) ฯลฯ ฟีเจอร์ทั้งหมดที่ผู้ใช้วินโดวส์คุ้นเคยกันมานานนับสิบปี ถูกตัดออกเหี้ยน

คลิกขวาที่ Task Bar แล้วเหลือแค่นี้จริงๆ

No Description

ส่วนของ System Tray ด้านขวามือก็ถูกปรับเปลี่ยนไปพอสมควรเช่นกัน เดิมทีไอคอนใน System Tray ทุกตัวแยกจากกันอย่างอิสระ กดคลิกขวาแล้วมีเมนูของตัวเองขึ้นมาให้ดูข้อมูลหรือตั้งค่า

ใน Windows 11 ไมโครซอฟท์จัดกลุ่มไอคอนใหม่เป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือ แบตเตอรี่-อินเทอร์เน็ต-เสียง กลายเป็นก้อนเดียวกัน กดแล้วมีเมนูป๊อปอัพขึ้นมาจัดการอินเทอร์เน็ต ความสว่างหน้าจอ ระดับเสียง ฯลฯ เห็นทุกอย่างพร้อมกันแทน (ย้ายมาจากแถบแจ้งเตือนของ Windows 10 และปรับหน้าตาใหม่)

No Description

กลุ่มที่สองคือ นาฬิกาและการแจ้งเตือน ที่เดิมทีแยกกัน ตอนนี้ก็กลายมาเป็นส่วนเดียวกัน กดแล้วป๊อปอัพด้านขวาจะรวมปฏิทินกับการแจ้งเตือนเข้าไว้ด้วยกัน

No Description

ความน่าเศร้าของ Taskbar ใหม่คือ ไม่สามารถแสดงนาฬิกาบน Taskbar ทุกอันได้หากต่อจอมอนิเตอร์ที่สองเข้ามา ของ Windows 10 นั้นนาฬิกาจะถูกแสดงบน Taskbar ของทุกหน้าจอ แต่พอเป็น Windows 11 แสดงเฉพาะบน Taskbar ของจอหลักเท่านั้น ตั้งค่าตรงนี้ไม่ได้ด้วย

ภาพรวมของ Taskbar ใน Windows 11 เห็นได้ชัดว่าไมโครซอฟท์ตัดของออกไปเยอะมาก เป้าหมายคงเป็นเรื่องความเรียบง่าย อยากให้เหมือน Android หรือ Chrome OS แต่ก็คิดว่าตัดออกมากเกินไป (หรือทำใส่กลับคืนมาไม่ทัน) จนทำให้ความสามารถในการปรับแต่งที่เคยเป็นจุดเด่น ด้อยลงไปมากจนน่าหงุดหงิดพอสมควร ในฐานะผู้ใช้คงได้แต่หวังว่าไมโครซอฟท์จะนำบางอย่างกลับคืนมาในอัพเดตใหญ่ครั้งหน้าของ Windows 11

Widgets

ไมโครซอฟท์ไม่ใช่หน้าใหม่ของการทำ widget มาใส่ระบบปฏิบัติการ ถ้าย้อนไปไกลที่สุดน่าจะเป็น Active Desktop ในยุค Internet Explorer 4 ด้วยซ้ำ แต่ที่คนจดจำกันได้น่าจะเป็น widget ของ Windows Vista (2006) ที่อยู่ในแถบ sidebar ด้านขวามือของเดสก์ท็อป (ยุคนั้นเรียก gadget) ที่ค่อยๆ เริ่มถูกถอดออกไปในยุค Windows 7 และเปลี่ยนมาเป็นระบบ Live Tiles แทนในยุค Windows 8

พอมาถึงยุค Windows 10 ช่วงหลังๆ ระบบ widget ถูกนำกลับมาในแถบ News & Interests ที่ด้านขวามือของ Taskbar ซึ่งกลายร่างมาเป็น widget แทนใน Windows 11

Widgets ของ Windows 11 จะไม่ถูกแสดงบนเดสก์ท็อป แต่จะอยู่ในแถบ sidebar ด้านซ้ายมือ ซึ่งกดเรียกขึ้นมาได้จากปุ่ม Widgets ที่อยู่ข้างกับปุ่ม Start หรือช็อตคัตใหม่ Win+W

ปัจจุบันยังมี widget ให้เลือกไม่เยอะมากนัก ที่ไมโครซอฟท์เตรียมมาให้ได้แก่ News รวมข่าวสาร (ข่าวจะอยู่ล่างสุด ถอดออกไม่ได้), Weather สภาพอากาศ, Stock Watchlist ดูราคาหุ้น, Sports ดูผลกีฬา, Esports ดูผลกีฬาอีสปอร์ต, Entertainment แนะนำหนังใหม่, Traffic สภาพจราจรแถวบ้าน

นอกจากนี้ยังมี widget กลุ่มที่ซิงก์กับบัญชีของเราบนแอพไมโครซอฟท์เอง เช่น Photos ซิงก์จาก OneDrive, To Do ซิงก์จาก Microsoft To Do และปฏิทินที่ซิงก์จาก Outlook เป็นต้น ตอนนี้ไมโครซอฟท์ยังไม่สามารถเปิดให้นักพัฒนาสร้าง widget เองได้ แปลว่าคนที่ใช้แอพตัวอื่นๆ อย่าง Google Calendar, Google Photos ยังไม่สามารถใช้ประโยชน์จากระบบ widget แบบใหม่ได้

ณ ตอนนี้ยังถือว่า widget ของ Windows 11 ยังไม่มีประโยชน์มากนัก เพราะจำนวน widget ยังมีน้อยและไม่หลากหลาย อีกทั้งการที่มันไม่ถูกแสดงตลอดเวลา นำมาวางไว้บนเดสก์ท็อปไม่ได้ ก็น่าจะทำให้หลายๆ คนที่ใช้ Windows 11 อาจไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่ามีฟีเจอร์นี้อยู่

No Description

Desktop & Window Management

นอกจากเรื่อง Start Menu และ Taskbar แล้ว การเปลี่ยนหน้าตา (shell) ของ Windows 11 ยังครอบคลุมในส่วนเดสก์ท็อปและการจัดการหน้าต่างด้วย

Snap Layout

ที่ผ่านมา Windows มีฟีเจอร์จัดระเบียบหน้าต่างชื่อ Aero Snap มาตั้งแต่ยุค Windows 7 โดยผู้ใช้งานสามารถลากขอบไตเติลหน้าต่างชิดขอบซ้าย-บน-ขวา เพื่อจัดหน้าต่างให้เรียงกันได้ (กรณีลากขึ้นบนจะเป็นการขยายเต็มจอหรือ maximize) หรือจะใช้ปุ่มลัด Win + ลูกศรในทิศทางต่างๆ ก็ได้

แต่ผู้ใช้ทั่วไปที่ไม่ใช่ power users อาจไม่รู้จักฟีเจอร์ Aero Snap (ภายหลังชื่อ Snap เฉยๆ) กันมากเท่าที่ควร ด้วยเหตุผลว่าต้องเห็นคนใช้งานฟีเจอร์นี้ก่อนถึงรู้ว่าทำงานอย่างไร

Windows 11 จึงพัฒนาเรื่องนี้ไปอีกขั้นด้วย Snap Layout ที่เห็นวิธีการจัดหน้าต่างชัดเจนขึ้น วิธีใช้งานง่ายมาก เพียงแค่เรานำเคอร์เซอร์ไปชี้ที่ปุ่มขยายหน้าต่าง (maximize/restore) จะเห็นเมนูป๊อปอัพให้เราจัดหน้าต่างแบบที่ต้องการโผล่ขึ้นมา เราแค่เลือกว่าจะจัดแบบไหน หน้าต่างนั้นจะถูกจัดเข้าชุดทันที และ OS จะถามว่าจะเลือกหน้าต่างไหนมาเข้าให้ครบชุด

No Description

การเลือกหน้าต่างของ Snap Layout มีทั้งแบบ 2 หน้าต่างจัดครึ่งซ้ายขวา, แบบ 3 หน้าต่าง, แบบ 4 หน้าต่าง และถ้าใช้กับจอขนาดใหญ่ๆ จะมีแบบ 3 หน้าต่างหารแบ่งจอแบบเท่ากันด้วย

Snap Layout ถือเป็นฟีเจอร์ที่ดีที่สุดของ Windows 11 ในสายตาผมแล้ว เพราะมีประโยชน์จริง ใช้ง่าย เห็นชัด ตรงไปตรงมา เวิร์คสำหรับทั้งผู้ใช้ใหม่ที่ไม่เคยรู้จัก Snap มาก่อน และผู้ใช้เก่าที่คุ้นเคยกับ Snap อยู่แล้วก็สามารถใช้งานต่อได้อย่างเป็นธรรมชาติ

Task View

Windows 10 มีวิธีการสลับหน้าต่างอยู่ 2 แบบคือ Alt+Tab ของเดิมที่สืบทอดกันมานาน และ Win+Tab ของใหม่ที่มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า Task View

การเปลี่ยนแปลงใน Windows 11 คือถอดฟีเจอร์ Timeline ของ Task View ที่ใส่เข้ามาในอัพเดตปี 2018 คงเป็นด้วยเหตุผลว่าคนใช้น้อย และหันมาเน้นที่เรื่อง Virtual Desktop มากขึ้น

Virtual Desktop เป็นฟีเจอร์ที่มีตั้งแต่ Windows 10 แต่ก็ไม่ค่อยมีคนรู้จักมากนัก อาจเป็นเพราะความสามารถที่ค่อนข้างจำกัดในระดับหนึ่ง พอมาถึงยุค Windows 11 ก็เน้นตรงนี้มากขึ้น ในหน้าจอ Task View จะเห็นรายการ Virtual Desktop แบบชัดๆ (ของเดิมถ้ามีเดสก์ท็อปเดียวจะไม่โชว์รายการ) สามารถเปลี่ยนพื้นหลังของแต่ละเดสก์ท็อปให้ต่างกันได้

No Description

ส่วนหน้าจอ Alt+Tab เดิมยังหน้าตาเหมือนเดิม แต่ปรับให้พื้นหลังเบลอกว่าเดิมมาก ส่วนตัวแล้วผมไม่ชอบนัก เพราะรู้สึกว่าบดบังสายตามากเกินไป ชอบแบบของ Windows 10 มากกว่า

No Description

Multi-monitor

ของใหม่อีกอย่างที่น่าสนใจคือ การจัดการหน้าต่างบนจอมอนิเตอร์หลายจอให้ดีขึ้น สามารถจดจำตำแหน่งของหน้าต่างไว้ได้แม้จอดับไป ฟีเจอร์นี้อยู่ในหน้า Settings > Display ที่สามารถตั้งค่าการทำงานแบบหลายจอได้ละเอียดขึ้น (อีกหน่อย) เช่น ให้จำตำแหน่งหน้าต่าง หรือให้ย่อหน้าต่างลงหากจอที่หน้าต่างนั้นอยู่ถูกถอดออก

No Description

Settings

สิ่งที่ผู้ใช้ Windows เจ็บปวดมานานตั้งแต่ยุค Windows 8 คือการมีโปรแกรมตั้งค่า 2 ตัว คือ Control Panel เดิม และ Settings ตัวใหม่ที่ทำไม่เสร็จสักที จึงต้องสลับไปมาระหว่างโปรแกรมตั้งค่าสองตัวนี้อยู่เรื่อยๆ

ข่าวดีของ Windows 11 คือโปรแกรม Settings พัฒนาขึ้นจากเดิมมาก เปลี่ยนมาใช้อินเทอร์เฟซแบบ 2-pane ด้านซ้ายมือมีหมวดหมู่การตั้งค่าให้เลือกง่ายๆ ไม่ได้เป็นไอคอนล้วนแล้วต้องกด Back ถอยหลังเหมือนกับ Settings ของ Windows 10 อีกทั้งรองรับ Dark Mode สวยงามกว่าเดิม

No Description

No Description

อินเทอร์เฟซหลายจุดของ Settings ก็ปรับปรุงให้พัฒนาขึ้น สวยขึ้น ใช้ที่ว่างให้เป็นประโยชน์มากขึ้น การออกแบบหน้าจอ Settings ใช้วิธีแสดงทุกหมวดย่อยพร้อมกันหมด ไม่ได้แยกหน้าจอแบบของ Windows 10 อีก ใช้พื้นที่ด้านบนสุดของหน้าต่างได้มีประโยชน์มากขึ้น

แต่ข่าวร้ายคือ การเปลี่ยนผ่านสู่ Settings ก็ยังไม่สมบูรณ์อยู่ดี หลายอย่างก็ยังต้องทำผ่านหน้าต่างของ Control Panel เหมือนเดิมอยู่ เช่น การตั้งค่าเมาส์แบบละเอียด ที่เป็นหน้าต่างสืบทอดกันมาตั้งแต่ยุค Windows 9x และดูผิดแผกมากเมื่อต้องมาอยู่ร่วมกับธีมใหม่ของ Windows 11 โดยเฉพาะเวลาเป็น Dark Mode

No Description

Apps

นอกจากตัว OS ที่เปลี่ยนแปลงอย่างมากในส่วนของ shell แล้ว ไมโครซอฟท์ยังอัพเดตแอพที่มาพร้อม OS อีกหลายๆ ตัวให้เข้าชุดดีไซน์ใหม่ด้วย ขอยกตัวอย่างมาเพียงบางส่วน

File Explorer

File Explorer หรือ Windows Explorer เดิม มีการเปลี่ยนแปลงมากที่สุด เพราะปรับดีไซน์ใหม่ เลิกใช้แถบ Ribbon เปลี่ยนมาใช้แถบเครื่องมือแบบแถวเดียว เปลี่ยนไอคอนโฟลเดอร์ใหม่ที่สีสันสดใสกว่าเดิม และรองรับ Dark Mode แล้วสักที

แต่นอกจากหน้าตาแล้ว ในแง่การใช้งาน มันก็ยังเป็น File Explorer ตัวเดิมที่ฟีเจอร์เท่าเดิมทุกประการ ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงระดับฟีเจอร์หรือการใช้งาน (เช่น ระบบแท็บที่เรียกร้องกันมานาน) แต่อย่างใด

No Description

No Description

การปรับอินเทอร์เฟซใหม่ยังมี “ต้นทุน” ในแง่ของความสามารถที่ลดลงบ้าง เช่น เมนูคลิกขวาแบบใหม่สวยงามขึ้น แต่ของบางอย่างหายไป ตัวอย่างคือเราไม่สามารถคลิกขวาที่ไฟล์ฟอนต์แล้วเลือกติดตั้งฟอนต์ (Install) แบบตรงๆ ได้อีกแล้ว ต้องเลือก Show more options ครั้งหนึ่งก่อนเพื่อเปิดเมนูคลิกขวาแบบเก่ากลับคืนมา

No Description

Photos

Photos แอพดูรูปภาพ ได้รับการปรับโฉมเช่นกัน โดยเปลี่ยนทูลบาร์ด้านบนมาเป็นแบบลอยทับรูป และด้านล่างเพิ่มแถบ carousel แสดงภาพตัวอย่างในโฟลเดอร์เดียวกันเข้ามา แต่ในแง่ฟังก์ชันก็ไม่มีอะไรใหม่เช่นกัน

No Description

Paint

Paint ตัวใหม่ถูกเปลี่ยนหน้าตาครั้งแรกในรอบหลายปี แต่นอกจากปรับดีไซน์ให้โค้งมนกว่าเดิม ก็ไม่มีฟีเจอร์ใหม่

Chats

นอกจากการปรับปรุงหน้าตาของแอพเดิมๆ แล้ว สิ่งที่เพิ่มเข้ามาใน Windows 11 แบบจับยัดคือฟีเจอร์การแชทผ่าน Microsoft Teams ได้จากตัวระบบปฏิบัติการเลย ฟีเจอร์นี้มาแทน Meet Now เดิมของ Windows 10 ที่เป็น Skype แสดงให้เห็นชัดว่าไมโครซอฟท์ให้ความสำคัญกับ Teams มากๆ (แม้ยืนยันสุดตัวว่า Skype ยังไม่ตาย)

ปัญหาคือ Teams เป็นที่ยอมรับในการใช้งานภาคธุรกิจจริงๆ แต่การใช้งานฝั่งคอนซูเมอร์ยังจำกัดมากๆ (มีคอนซูเมอร์คนไหนใช้งาน Teams กันบ้างนะ) ทำให้ฟีเจอร์การแชทผ่าน Teams เป็นสิ่งที่ผมก็ไม่รู้จะทดสอบอย่างไร เนื่องจากไม่รู้จะคุยกับใครเช่นกัน (และคนอื่นๆ ส่วนใหญ่ก็น่าจะเป็นแบบเดียวกัน)

Windows Terminal

เป็นสิ่งที่ผู้ใช้ทั่วไปอาจไม่ได้ใช้บ่อยนัก แต่ Windows 11 ได้ผนวกแอพ Windows Terminal ที่ก่อนหน้านี้เปิดให้ดาวน์โหลดแยกต่างหาก เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของตัว OS

การมาถึงของ Windows Terminal ทำให้เรามีแอพเทอร์มินัลตัวใหม่ที่ทันสมัยขึ้นมาก สามารถใช้งานกับ shell ได้หลากหลาย เช่น PowerShell, Command Prompt เดิม (ซึ่งแอพตัวเดิมก็ยังอยู่) หรือแม้แต่ Azure Cloud Shell ถ้าจำเป็นต้องใช้งาน

Microsoft Store

ไมโครซอฟท์เริ่มนำแนวคิด Store มาใช้ครั้งแรกกับ Windows 8 ในปี 2012 โดยได้อิทธิพลมาจาก Windows Phone/Mobile และหวังจะให้เป็นสโตร์เดียวสำหรับทุกอย่าง

ตลอดเวลาเกือบสิบปี เราคงพูดกันได้เต็มปากว่า Microsoft Store ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เพราะแผนการ UWP ของไมโครซอฟท์พังพินาศตาม Windows Phone ไปก่อนหน้านี้ เมื่อแอพสาย UWP เข็นไม่ขึ้น จึงไม่มีเหตุผลอะไรมากนักที่ผู้ใช้จำเป็นต้องมาใช้งาน Microsoft Store

การเปลี่ยนแปลงใน Windows 11 พยายามแก้ปัญหาข้างต้นด้วยวิธีการหลายอย่าง ตั้งแต่การปรับหน้าตาใหม่ให้สวยขึ้น ทำงานได้รวดเร็วมากขึ้น (ซึ่งไมโครซอฟท์ก็ทำได้จริงๆ ไม่รู้ก่อนหน้านี้ไปทำอะไรมาตั้งนาน)

No Description

สิ่งที่สองที่ไมโครซอฟท์ทำคือเปิดกว้างให้แอพสาย x86 เดิมขึ้นมาอยู่บน Microsoft Store ได้มากขึ้น ตัวอย่างแอพใหม่ๆ ที่ขึ้นมาบน Microsoft Store ของ Windows 11 ได้แก่ Disney+, Discord, TikTok, Zoom, Adobe Acrobat Reader DC, CorelDRAW หรือแม้กระทั่งเบราว์เซอร์ Opera ที่ถือเป็นคู่แข่งของ Edge (Firefox ประกาศแล้วว่ากำลังจะมา) ถือว่าไมโครซอฟท์ทำผลงานได้ดีขึ้นในแง่ความหลากหลายของแอพบน Store และต้องรอดูว่าในระยะยาวจะพัฒนาขึ้นอีกแค่ไหน จะมีแอพของฝั่งกูเกิล (เช่น YouTube หรือ Chrome) เพิ่มเข้ามาด้วยหรือไม่

ความพยายามอย่างที่สามที่สร้างเสียงฮือฮาตอนประกาศ แต่ยังไม่พร้อมเริ่มใช้งานจริงๆ คือแนวคิด “สโตร์ซ้อนสโตร์” เปิดให้ร้านขายแอพอื่นๆ มาแทรกตัวอยู่ใน Microsoft Store ได้อีกที ซึ่งต้องถือว่าไมโครซอฟท์ใจป้ำสุดๆ แล้ว ตอนนี้มีสโตร์เข้าร่วมแล้ว 2 รายคือ Amazon Appstore (Android) และ Epic Games (Games) ต้องรอดูเช่นกันว่าพอของจริงมาแล้วจะเวิร์คขนาดไหน ถ้าสองรายนี้ประสบความสำเร็จ เราอาจเห็นสโตร์อื่นๆ (เช่น GOG หรือแม้แต่ Steam) ตามมาอีกเช่นกัน

No Description

Bugs & Updates

เท่าที่ลองใช้งานมาเกือบสัปดาห์ ผมเจอบั๊กอยู่บ้างประปราย เช่น การต่อจอนอกแล้วไอคอนบน Taskbar หายไป หรือบั๊กตอนสลับภาษาไทย-อังกฤษที่มีป๊อปอัพเลือกภาษาโผล่ขึ้นมา ส่วนบั๊กที่เป็นข่าวก็มีเรื่องประสิทธิภาพกับซีพียู AMD ตรงนี้คงเป็นเรื่องปกติของระบบปฏิบัติการออกใหม่

บั๊กไอคอนบน Taskbar หายเมื่อต่อจอนอก

No Description

นอกจากบั๊กแล้ว จากการใช้งานยังเห็นความไม่สมบูรณ์ของ Windows 11 ในหลายๆ จุด โดยเฉพาะอินเทอร์เฟซใหม่ที่ยังทำไม่เสร็จ ทำไม่ทัน โดยเฉพาะการใช้งานบน Dark Mode ที่มีความบกพร่องอยู่พอสมควร (แต่ดีขึ้นจาก Windows 10) พวกนี้คงต้องรอการแก้ไขจากไมโครซอฟท์ในลำดับต่อไป

ในยุคของ Windows 10 เราคุ้นเคยกับการออกรุ่นใหญ่ (Feature Update) ปีละสองครั้ง แต่พอมาเป็น Windows 11 ไมโครซอฟท์เปลี่ยนนโยบายมาเป็นปีละครั้งแทน โดยจะออกช่วงครึ่งหลังของทุกปี (เราคงพอประมาณได้คร่าวๆ ว่าทุกเดือนตุลาคม) เท่ากับว่าอัพเดตแรกของ Windows 11 จะมาในช่วงเดือนตุลาคม 2022 อีกประมาณหนึ่งปีถัดจากนี้

บทสรุป: ควรต้องอัพเกรดหรือยัง

ประสบการณ์ใช้งาน Windows 11 โดยรวมต้องถือว่าค่อนข้างน่าพอใจ ไม่มีอะไรแย่จนรับไม่ได้ ระบบปฏิบัติการเป็นแกนเดียวกับ Windows 10 ไม่มีปัญหาเรื่องเสถียรภาพและความเข้ากันได้กับแอพเดิมๆ (ถ้าฮาร์ดแวร์ผ่านเกณฑ์และสามารถติดตั้งได้)

แต่ Windows 11 ก็ไม่ได้มีอะไรใหม่ว้าวมากจนรู้สึกว่าต้องอัพเกรดทันทีเช่นกัน เพราะของใหม่เกือบทั้งหมดเป็นเรื่องส่วนติดต่อผู้ใช้ล้วนๆ มันเป็นการแสดงให้เห็นว่าไมโครซอฟท์กำลังต้องการก้าวไปสู่ทิศทางใหม่ ที่ได้อิทธิพลจาก OS ของอุปกรณ์พกพามากขึ้น

Windows 11 รุ่นแรกยังเป็นก้าวแรกในทิศทางใหม่ที่ว่านี้ แถมยังเป็นก้าวที่ไม่ค่อยสมบูรณ์เต็มที่นัก ยังมีจุดที่ยังขาดๆ อีกหลายจุด ดังนั้นถ้าไม่ได้เป็นคนที่สนใจของใหม่ที่สุดเสมอ แนะนำให้รออัพเกรดในปีหน้า 2022 เมื่อออกอัพเดตใหญ่ตัวแรกแล้วน่าจะดีที่สุดครับ

from:https://www.blognone.com/node/125198