คลังเก็บป้ายกำกับ: REVIEW

Review – ASUS ZenBook Duo UX481 โน้ตบุ๊ค 2 จอ สเปก Core i Gen 10 + MX250 แรงลื่น ราคา 34,990 บาท

ASUS ZenBook Duo UX481 ถือว่าเป็นโน้ตบุ๊ค 2 จอสุดล้ำ ที่ได้สเปก Core i Gen 10 ที่สดใหม่ โดดเด่นด้วย ScreenPad Plus กับหน้าจอที่สอง ต่อยอดมาจากปีก่อนอย่าง ScreenPad ที่ทัชแพดเป็นหน้าจอที่สอง แบ่งเป็นสองสเปกคือ Intel Core i5-10210U / Core i7-10510U ที่เป็น Core i Gen 10 + GeForce MX250 สำหรับ ASUS ZenBook Duo UX481 สนนราคาเริ่มแค่ 34,990 บาท และ 39,990 บาท นับว่าถูกคุ้มมากๆ เมื่อเทียบกับฟีเจอร์ที่ได้ ส่งผลให้เป็นสุดยอดโน้ตบุ๊คแห่งปี 2019 ในราคาที่จับต้องง่ายกว่ารุ่นพี่ UX581

ในส่วนของ ScreenPad Plus จะเป็นหน้าจอขนาดใหญ่อยู่ใต้หน้าจอหลัก (14″ + 12.6″) ส่วนการใช้งานก็หลากหลายมากๆ จะเป็นหน้าจอที่สองเปิดโปรแกรมเพิ่ม หรือจะใช้งานเป็นส่วนของเครื่องมือโปรแกรมนั้นๆ ทำให้ในการใช้งานของเรานั้นมีความหยืดหยุ่นกว่าเดิมอย่างที่ไม่เคยมีโน้ตบุ๊คตัวไหนบนโลกทำได้มาก่อนโดยที่เราไม่จำเป็นต้องหาหน้าจอภายนอกมาเชื่อมต่อแต่อย่างใด เรียกได้จบลงในตัวเดียวและไม่เทอะทะเกะกะอีกด้วย ยอมรับเลยว่า ASUS เป็นผู้นำในเรื่องของนวัตกรรมโน้ตบุ๊คที่ไม่ใช่แค่ล้ำหน้า แต่ยังสามารถใช้งานได้จริงด้วย

from:https://notebookspec.com/review-asus-zenbook-duo-ux481-core-i-gen-10-mx250/497781/

โฆษณา

Review – Lenovo IdeaPad C340 โน้ตบุ๊กพลิกจอได้พร้อมปากกาสไตลัสในราคาสุดคุ้ม

Lenovo IdeaPad C340 นับเป็นหนึ่งในโน้ตบุ๊กรุ่นคุ้มค่าที่เหมาะกับการทำงานในยุคใหม่ที่สุดรุ่นหนึ่งเลยก็ว่าได้ ด้วยตัวเครื่องที่สามารถพลิกหน้าจอได้ถึง 360 องศาในแบบซีรีส์​ Yoga ที่หลายคนคุ้นเคย โดยหน้าจอที่ใช้ก็รองรับการสั่งการด้วยการสัมผัส ทั้งจากปลายนิ้ว และปากกาสไตลัสที่แถมมาในชุด ส่วนสเปคก็อยู่ในระดับที่เหมาะสมกับการใช้งานพื้นฐานเป็นอย่างดี ด้วยชิปประมวลผล Intel Core i5 ทั้งยังมีชิปกราฟิกแยกจาก NVIDIA มาให้สำหรับการใช้งานกราฟิก รวมถึงการเล่นเกมเบา ๆ ได้อีก อีกจุดที่น่าสนใจก็คือกล้องหน้าที่มีฝาปิดหน้าเลนส์ติดตั้งมาให้ในตัว เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการป้องกันปัญหาที่อาจเกิดจากกล้องเว็บแคมได้อีกด้วย

ซึ่ง IdeaPad C340 นี้ จัดว่าเป็นสเปคใหม่ที่ Lenovo เตรียมจะวางจำหน่ายในเร็ว ๆ นี้ครับ โดยใช้รหัสรุ่นเป็น 81N400GJTA จุดที่ต่างจากรุ่นที่วางจำหน่ายก่อนหน้านี้ (Intel) ก็มีอยู่หลายจุดอยู่เหมือนกัน เช่น การเปลี่ยนไปใช้ชิป Intel Core i5-8265U ต่างจากรุ่นเดิมที่ใช้ i3-8145U นอกจากนี้ยังมีกราฟิกชิป NVIDIA GeForce MX230 มาให้ด้วย นอกเหนือจากเดิมที่มีเพียงกราฟิกชิป Intel มาให้ ต่อมาก็เป็นเรื่องแรมที่เพิ่มขึ้นมาเป็น 8 GB มาแต่แรกเลย และอีกจุดที่น่าสนใจคือ SSD ที่เปลี่ยนเป็น 512 GB แทน ทำให้โดยรวมดูน่าใช้งานขึ้นกว่าเดิมมากทีเดียว

from:https://notebookspec.com/review-lenovo-ideapad-c340/497709/

รีวิว iPhone 11 รุ่นเริ่มต้นที่ไม่ธรรมดา ความคุ้มค่าที่ลงตัว

Iphone 11 Review 2019Apple วางขาย iPhone 11, iPhone 11 Pro และ iPhone 11 Pro Max ในวันที่ 18 ตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา บรรยากาศคึกคักเต็มไปด้วยผู้สนใจ iPhone รุ่นใหม่ที่มารอคิวซื้อกันอย่างมากมาย และรุ่นที่หลายคนให้ความสนใจอยู่มากๆ ตอนนี้ก็คงจะเป็น iPhone 11 เราไปชมรีวิวพร้อมๆ กันเลยค่ะ รีวิว iPhone 11 รุ่นเริ่มต้นที่ไม่ธรรมดา ความคุ้มค่าที่ลงตัว 1. ภาพรวม iPhone 11 iPhone 11 เป็นรุ่นเริ่มต้นของ iPhone ปี 2019 ถือว่าเป็นน้องเล็กสุดและมีราคาถูกที่สุด เป็นรุ่นที่พัฒนาต่อยอดมาจาก iPhone XR (2018) ที่เน้นความคุ้มค่าในราคาประหยัด จัดเต็มในด้านประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นชิปประมวลผล แบตเตอรี่ หรือกล้อง ที่มีความสามารถเกือบเทียบเท่ากับรุ่น Pro ซึ่งรายละเอียดและจุดเด่นต่างๆ สามารถรับชมในหัวข้อถัดไปกันได้เลย 2. […]

from:https://www.iphonemod.net/iphone-11-review-2019.html

Review – HP Pavilion x360 14 ดีไซน์ใหม่สเปก Core i Gen 10 + MX250 + RAM 8GB + SSD 512GB

HP Pavilion x360 14 ปี 2019 นั้นถือเป็น 2-in-1 Notebook ที่ได้ความบางเบาหรูหรา ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ล่าสุดได้สเปก Core i Gen 10 ในราคาคุ้มค่าเหมือนเดิม มาพร้อมดีไซน์ใหม่ที่สวยงามลงตัว อีกทั้งยังแถมปากกา Stylus ใช้วาดรูปมาให้ในกล่องอีกด้วย ซึ่งบอกเลยว่าเป็น 2-in-1 Notebook ที่คาดว่าจะขายดีเช่นเดิม จากดีไซน์ที่สวยงามหรูหรา พกพาสะดวก พร้อมสเปกและฟีเจอร์ที่เกินราคา ในราคาเริ่มต้นเพียง 27,990 บาท สำหรับชิปประมวลผล Intel Core i5-10210U + NVIDIA GeForce MX130 + RAM 8GB + SSD 512GB

ซึ่งอีกราคา 29,990 บาท จะได้สเปกจะเป็น Intel Core i7-10510U + NVIDIA GeForce MX250 + RAM 8GB + SSD 512GB ที่ในส่วนชิปประมวลผลทั้ง i5 / i7 นี้เป็นสถาปัตยกรรม Comet Lake ใหม่ล่าสุดที่การผลิต 14 นาโนเมตร การ์ดจอแยกได้เป็น MX130 / MX250 ควบคู่กับแรมขนาด 8 GB และ SSD M.2 NVMe ความจุ 512 GB ส่วนหน้าจอเป็นแบบจอกระจกสัมผัส 14″ รองรับสัมผัสมัลติทัชและปากกา Stylus รองรับแรงกดได้หลายระดับ พาเนลจอเป็น IPS ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล พร้อมกับ Windows 10 ประกัน 2 ปี On-Site

from:https://notebookspec.com/review-hp-pavilion-x360-14-core-i-gen-10-mx250/497779/

รีวิวเคสใสกันกระแทก Gizmo Fusion สำหรับ iPhone 11, iPhone 11 Pro และ iPhone 11 Pro Max

Gizmo Fusion Case For Iphone 11 Reviewพรุ่งนี้ (18 ตุลาคม 2562) หลายคนที่สั่งจอง iPhone 11, iPhone 11 Pro และ iPhone 11 Max ก็คงจะได้รับกันแล้วหรือบางคนก็คงจะ Walk in ซื้อเครื่องหน้าร้าน สำหรับใครที่อยากจะโชว์ตัวเครื่องสวยๆ ทีมงานมีเคสใสกันกระแทก Gizmo Fusion สำหรับ iPhone 11 ทั้ง 3 รุ่นมารีวิวให้ชมกันค่ะ รีวิวเคสใสกันกระแทก Gizmo Fusion สำหรับ iPhone 11, iPhone 11 Pro และ iPhone 11 Pro Max เคสสำหรับ iPhone 11, iPhone 11 Pro และ iPhone 11 Pro Max จาก Gizmo […]

from:https://www.iphonemod.net/gizmo-fusion-case-for-iphone-11-review.html

รีวิว OPPO Reno2 มาพร้อมกล้องหลัง 4 ตัว ถ่ายภาพคมชัดทุกระยะ ซูมสูงสุด 20 เท่า สเปกเทพ แรม 8 ความจุ 256GB VOOC 3.0 ราคา 17,990 บาท

OPPO บุกตลาดสมาร์ทโฟนในประเทศไทยแบบต่อเนื่องเจาะกลุ่มผู้ที่ชื่นชอบในการใช้งานด้านการถ่ายภาพและวีดีโอด้วยสมาร์ทโฟน Reno2 Series ซึ่งได้เปิดตัวในประเทศไทยแล้วพร้อมกัน 2 รุ่นนั่นก็คือ OPPO Reno2 F และ OPPO Reno2 ซึ่งทั้ง 2 รุ่นก็จะเริ่มวางจำหน่ายในช่วงปลายเดือนตุลาคมนี้ โดยก่อนหน้าทีมงาน @flashfly ได้ทำการรีวิวรุ่น OPPO Reno2 F ถ่ายสวยทุกมุมมองกันไปแล้ว

คราวนี้ก็มาถึงรุ่นพี่อย่าง OPPO Reno2 ที่มาพร้อมระบบกล้องหลัง 4 ตัว ภายใต้สโลแกน “ชัดทุกระยะ สวยทุกมุมมอง” โดยในรุ่นนี้มีจุดเด่นด้านการถ่ายภาพที่สามารถถ่ายได้ตั้งแต่ระยะใกล้วัตถุ Ultra Macro ไปจนถึงมุมมองกว้างพิเศษ 116 องศาแถมยังซูมได้สูงสุดถึง 20 เท่า อีกทั้งการถ่ายวีดีโอก็ได้รับการปรับปรุงให้มีระบบป้องกันภาพสั่นไหวที่ดีขึ้น เพื่อเอาใจสาย Vlog หรือ YouTuber

ตัวกล่องของ OPPO Reno2 เป็นแนวยาวมาแบบเดียวกับ OPPO Reno2 F ที่ได้รีวิวไปก่อนหน้า ซึ่ง OPPO ตั้งใจออกแบบให้ดูพรีเมียมเข้ากับดีไซน์ของตัวเครื่อง บนฝาโดดเด่นด้วยดีไซน์กล้องหลัง 4 ตัวที่เรียงแนวตั้งอยู่กลาง ด้านล่างระบุชื่อรุ่นชัดเจนว่า OPPO Reno2 ส่วนโลโก้ OPPO ย้ายไปอยู่ด้านข้างกล่องแทน

ขอบด้านบนจะระบุสีตัวเครื่อง แรม 8GB ความจุถึง 256GB

เมื่อเปิดฝาออกมาก็จะพบซองกระดาษภายในใส่เอกสารคู่มือการใช้งานเบื้องต้นและเอกสารเกี่ยวกับการรับประกันตัวเครื่อง

จากนั้นเราก็จะเห็นตัวเครื่อง Reno2 F ที่ถูกห่อหุ้มด้วยแผ่นพลาสติกวางอยู่บนถาดรอง โดยจะบอกฟีเจอร์ที่น่าสนใจของรุ่นนี้เอาไว้นั่นก็คือ กล้องหลัง 4 ตัว ,Ultra Night Mode 2.0 ,หน้าจอ 6.5 นิ้วไร้ติ่ง ,แบตเตอรี่ 4000mAh รองรับ VOOC 3.0 และ แรม 8GB ความจุ 128GB

เมื่อยกถาดรองสมาร์ทโฟนออกไปจะพบกับเคสใส ที่พร้อมใช้งานทันทีไม่ต้องเสียเวลาไปหาซื้อให้วุ่นวาย โดยที่หน้าจอของ OPPO Reno2 F นั้นยังได้ติดฟิล์มป้องกันรอยมาให้แล้วจากโรงงานอีกด้วย

เมื่อเอาตัวเคสออกมา ก็จะพบกับที่ชาร์จแบบพกพา USB Power Adapter รองรับชาร์จไว VOOC 3.0

สาย USB Type-C ที่รองรับ VOOC 3.0 ที่ด้านล่างจะมีเข็มจิ้มถาดซิมการ์ดวางไว้อยู่

และสุดท้ายกับหูฟังขนาด 3.5 มม. เรียกได้ว่าของแถมนั้นจัดเต็มมากๆ

OPPO Reno2 ได้รับการออกแบบมาอย่างพรีเมี่ยม ไม่มีการไล่ระดับสีแบบทูโทนอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นการไล่เฉดสีระหว่างสีเข้มกับสีอ่อน ผ่านกระบวนการเคลือบผิวหลายชั้นจนเกิดความเงางาม และแสดงเอฟเฟกต์สะท้อนแสงตามขอบและกรอบโลโก้ OPPO เหมือนกับมีการซ่อนไฟเอาไว้ แต่ที่จริงแล้วเอฟเฟกต์แสงเกิดมาจากเทคนิคการเคลือบสีจนทำให้เกิดแสงสะท้อนในมุมมองที่ต่างออกไป

ด้านหลังฝังกล้องดิจิตอลทั้ง 4 ตัว ไว้อย่างแนบเนียน และวางเรียงซ้อนกันในแนวตั้ง อยู่ในแนวกึ่งกลาง เพื่อให้ภาพรวมดูสมดุล ครอบทับด้วยกระจกโค้ง 3D Corning Gorilla Glass 5

และมีจุดเซรามิกที่เรียกว่า O-Dot อยู่ใต้กล้อง ช่วยป้องกันเลนส์กล้องเมื่อวางสมาร์ทโฟนบนพื้นราบ เนื่องจาก O-Dot มีความนูน ช่วยป้องกันไม่ให้เลนส์กล้องหลัง สัมผัสกับพื้นโดยตรง

OPPO Reno2 มาพร้อมจอแสดงผล AMOLED (2400 x 1080 พิกเซล) ขนาด 6.5 นิ้ว บนดีไซน์ Panoramic Screen ที่ให้มุมมองกว้างสุดขอบ ไร้รอยบาก ทำให้มีอัตราส่วนหน้าจอต่อบอดี้ถึง 93.1% และยังมีความทนทานสูง เพราะได้รับการป้องกันด้วยกระจก Corning Gorilla Glass 6

จอแสดงผลของ OPPO Reno2 ให้ความสว่างสูงสุด 800 นิต เมื่อใช้งานในที่แจ้ง ให้อัตราส่วนคอนทราสต์ 1,400,000 ต่อ 1 ช่วยถนอมดวงตาเมื่อใช้งานในเวลากลางคืน สามารถลดแสงสีฟ้าได้ถึง 37.5% และยังมีเทคโนโลยี DC Dimming ช่วยปรับความสว่างของจอแสดงผลให้อัตโนมัติ ตามสภาพแสงในบริเวณที่ใช้งาน เมื่อมีการใช้งานสมาร์ทโฟนเป็นเวลานาน

ใต้จอแสดงผล มีการติดตั้งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือมาให้ด้วย โดยใช้เทคโนโลยีล่าสุด Hidden Fingerprint Unlock 3.0 สแกนลายนิ้วมือแบบออปติคอล G3 ที่มีความปลอดภัยและทำงานได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น เซ็นเซอร์แบบออปติคอล สามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างผิวหนังของมนุษย์ได้ดีขึ้น และยังให้ความสว่างบนพื้นที่สแกนลายนิ้วมือเพิ่มขึ้น 16% ปลดล็อคเร็วขึ้น 11.3%

ด้านบนมีกล้องเซลฟี่ Pivot Rising Camera ที่สไลด์ขึ้นมาแบบครีบฉลาม ในเวลาเพียง 0.8 วินาที จนทำมุม 11 องศา สามารถเก็บกล้องเซลฟี่ได้อัตโนมัติ เมื่อพบว่าสมาร์ทโฟนกำลังจะตก และยังผ่านการทดสอบสไลด์กล้องมากกว่า 200,000 ครั้ง

ด้านล่างมีช่องเสียบหูฟัง 3.5 มิลลิเมตร ไมโครโฟน พอร์ต USB Type-C และ ลำโพง

ส่วนขอบมีความบาง 9.5 มิลลิเมตร มาพร้อมถาดใส่ซิมการ์ด (รองรับ 2 ซิมการ์ด Dual Nano-SIM) ถัดลงมาเป็นปุ่มเพาเวอร์ ส่วนปุ่มเพิ่มและลดเสียง อยู่อีกข้างหนึ่ง

มาถึงไฮไลท์ของ OPPO Reno2 นั่นคือระบบกล้องหลัง 4 ตัว ประกอบด้วยกล้องหลัก 48 ล้านพิกเซล ใช้เซ็นเซอร์ Sony IMX586 รูรับแสง F1.7 มีระบบลดภาพสั่นไหว OIS + กล้องเทเลโฟโต้ 13 ล้านพิกเซล  รูรับแสง F2.4 พร้อมระบบออโต้โฟกัส + กล้องมุมกว้างพิเศษ 8 ล้านพิกเซล ช่วยเก็บภาพในมุมมอง 116 องศา + กล้องโมโน 2 ล้านพิกเซล ช่วยถ่ายภาพในโหมด Portrait 

กล้องเทเลโฟโต้ ช่วยให้กล้องหลังของ Reno2 สามารถซูมได้สูงสุด 20 เท่า ในระบบดิจิตอล หรือซูมแบบไฮบริดได้สูงสุด 5 เท่า โดยไม่สูญเสียรายละเอียด

กล้องหลังของ OPPO Reno2 มีจุดเด่นที่ Ultra Dark Mode สำหรับถ่ายภาพในเวลากลางคืนหรือในบริเวณที่มีแสงสว่างน้อยกว่า 5 ลักซ์ เพื่อให้มองเห็นรายละเอียดของภาพถ่ายอย่างชัดเจน โดยใช้เทคโนโลยี AI มาช่วยลดจุดรบกวนบนภาพถ่าย

AI Beauty Mode สามารถปรับสีผิวได้อย่างอัจฉริยะ ตามสภาพแสงในบริเวณนั้น เพื่อให้สีผิวออกมาเหมาะสม และรองรับการถ่ายภาพบุคคลสูงสุด 4 คน ในเฟรมเดียว เพื่อให้ได้ภาพหมู่ที่ดูดีกันทุกขึ้น

Portrait Bokeh โหมดถ่ายภาพแบบละลายฉากหลังด้วยเอฟเฟกต์โบเก้ สามารถจับโฟกัสได้อย่างรวดเร็ว ใช้ได้ทั้งกล้องหลังและกล้องหน้า

Ultra Macro Mode สามารถถ่ายภาพในระยะใกล้วัตถุถึง 2.5 เซนติเมตร เหมาะสำหรับการถ่ายภาพแมลง ของสะสมหรือวัตถุขนาดเล็กจิ๋ว เพื่อให้มองเห็นรายละเอียดที่ชัดเจนขึ้น

HDR Mode เหมาะสำหรับถ่ายภาพในบริเวณที่มีสภาพแสงแตกต่างกันอย่างชัดเจน ช่วยเพิ่มความสว่างในส่วนที่มืด และลดแสงในส่วนที่สว่างเกินไป เพื่อให้ภาพถ่ายออกมาคมชัดทั่วทั้งภาพ

OPPO Reno2 สามารถถ่ายวีดีโอที่ความละเอียดสูงสุด 4K ด้วยอัตรา 30 เฟรมต่อวินาที มาพร้อมระบบป้องกันภาพสั่นไหวที่ดียิ่งขึ้น เหมาะสำหรับการบันทึกภาพที่กำลังเคลื่อนไหว เพื่อให้ได้ภาพที่ราบรื่นนุ่มนวล ไม่สั่นจนตาลาย ด้วยการทำงานผสานกันระหว่างระบบกันสั่น EIS กับ OIS 

กล้องเทเลโฟโต้ และ กล้องมุมกว้างพิเศษ ยังสามารถใช้ถ่ายวีดีโอได้ด้วย ทำให้สามารถซูมแบบไฮบริดได้ 5 เท่า หรือ ซูมดิจิตอลได้สูงสุด 20 เท่า และบันทึกวีดีโอในมุมมองกว้าง 119 องศา

โหมดบันทึกวีดีโอของ OPPO Reno2 มีเอฟเฟกต์โบเก้ ละลายฉากหลักในระหว่างถ่ายวีดีโอ มีฟีเจอร์ Sound Focus เพื่อเน้นเสียงสิ่งที่ต้องการได้ยินในวีดีโอเป็นพิเศษ เพียงซูมเข้าไปยังสิ่งนั้น อีกทั้งยังติดตั้งไมโครโฟนมาให้ 3 ตัว จึงสามารถตัดเสียงรบกวนได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมโหมด Atmos สามารถบันทึกเสียงได้รอบทิศทาง 360 องศา

สำหรับกล้องเซลฟี่มีความละเอียด 16 ล้านพิกเซล รูรับแสง F2.0 รองรับโหมด Portrait Bokeh ได้เหมือนกล้องหลัง และถ่ายวีดีโอที่ความละเอียดสูงสุด Full HD 1080p ด้วยอัตรา 30 เฟรมต่อวินาที 

OPPO Reno2 มาพร้อมความจุแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ 4,000mAh เล่นเกมได้นานต่อเนื่อง 8 ชั่วโมง สนับสนุนเทคโนโลยีชาร์จเร็ว VOOC Flash Charge 3.0 ใช้เวลาชาร์จเพียง 30 นาที ได้ระดับแบตเตอรี่ 51% และยังเน้นในเรื่องความปลอดภัย ด้วยระบบป้องกันถึง 5 ขั้นตอน ตั้งแต่อุปกรณ์ที่ชาร์จไปจนถึงแบตเตอรี่ที่อยู่ภายในสมาร์ทโฟน

OPPO Reno2 ตอบสนองการใช้งานด้วยชิปประมวลผลระดับ 8 นาโนเมตร Qualcomm Snapdragon 730G ที่มีซีพียู Octa Core สูงสุด 2.2GHz บนสถาปัตยกรรม 64-bit พร้อมด้วยจีพียู Adreno 618 ความจำ  RAM 8GB จับคู่กับ ROM 256GB ทำคะแนนจาก AnTuTu ได้ถึง 310,229 คะแนน

OPPO Reno2 มาพร้อมเทคโนโลยี HyperBoost 2.0 ซึ่งประกอบด้วย FrameBoost และ TouchBoost เวอร์ชั่นใหม่ ทำงานอยู่ในเบื้องหลัง เพื่อช่วยให้สมาร์ทโฟนตอบสนองการเล่นเกมได้ราบรื่นขึ้น มีความเสถียรขึ้น ลดอาการเฟรมเรทตก และช่วยให้เกมตอบสนองการสัมผัสได้ดีขึ้น 

OPPO Reno2 ยังผ่านการรับรองประสิทธิภาพการเล่นเกมระดับ 5 ดาว จาก TUV Rheinland ผู้นำในการตรวจสอบมาตรฐานการบริการระดับโลก หลังจากได้ทดสอบประสิทธิภาพการเล่นเกมของ OPPO Reno2 รวมถึงทดสอบจอแสดงผล อายุการใช้งานของแบตเตอรี่ ไปจนไปถึงประสิทธิภาพของสัญญาณไร้สาย ซึ่งจำเป็นสำหรับการเล่นเกมผ่านระบบออนไลน์

OPPO Reno2 มาพร้อมฟีเจอร์ใหม่ในวงการกับ Dual WiFi สามารถเชื่อมต่อสัญญาณ Wi-Fi ได้พร้อมกัน 2 คลื่นความถี่ 2.4GHz และ 5GHz จึงสามารถดาวน์โหลดเกมหรือแอพพลิเคชั่นได้เร็วขึ้น 3 เท่า รวมถึงการโหลดแคชวีดีโอก็เร็วขึ้น 2 เท่าอีกด้วย 

OPPO Reno2 ยังรองรับระบบเสียงรอบทิศทาง Dolby Atmos เมื่อใช้งานร่วมกับหูฟังแบบครอบหู จะทำให้ผู้ใช้งานได้ยินเสียงที่สมจริง ตามทิศทางหรือแหล่งที่มาของเสียง อย่างเสียงเอฟเฟกต์ต่างๆ ภายในเกม ทำให้การเล่นเกมมีความสนุกมากยิ่งขึ้น

OPPO Reno2 สามารถจับคู่กับหูฟังไร้สาย OPPO Enco Q1 ที่มาพร้อมเทคโนโลยีตัดเสียงรบกวนแบบไฮบริด สามารถลดเสียงรบกวนได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีเสียงดัง รองรับเทคโนโลยีเสียงรอบทิศทางเสมือนจริง 3D

เพิ่มความสมบูรณ์แบบในการดูหนังหรือเล่นเกม ด้วยไดร์ฟเวอร์แบบไดนามิค ให้พลังเสียงคุณภาพสูงในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นเสียงทุ้ม เสียงกลาง เสียงแหลม และสามารถใช้งานได้นานสูงสุด 22 ชั่วโมง หรือ 15 ชั่วโมง เมื่อเปิดระบบตัดเสียงรบกวน OPPO Enco Q1 วางจำหน่ายในราคา 2,990 บาท

OPPO Reno2 ทำงานบนพื้นฐานระบบปฏิบัติการ Android 9 Pie สวมทับด้วย ColorOS 6.1 ที่ได้รับการออกแบบ User Interface ใหม่หมด ให้เข้ากับดีไซน์ภายนอกของสมาร์ทโฟน และยังเน้นไปที่การควบคุมด้วยระบบ Gesture หรือใช้คำสั่งนิ้ว เพื่อให้ใช้งานได้สะดวกด้วยมือเพียงข้างเดียว

ColorOS 6.1 มาพร้อมฟีเจอร์ปิดกั้นการแจ้งเตือนจากแอพ และวีดีโอแชท เมื่ออยู่ในโหมดขี่จักรยาน หรือปิดกั้นการรบกวนระหว่างเล่นเกมด้วยฟีเจอร์ Game Space และยังสามารถจัดการเกมต่างๆ ที่ดาวน์โหลดมา รวมไปถึงปรับการตั้งค่าของประสิทธิภาพให้เหมาะกับเกมแต่ละประเภท 

ColorOS 6.1 ยังมีฟีเจอร์ Smart Assistant นำเสนอข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับผู้ใช้งานโดยเฉพาะ แสดงผลในรูปแบบการ์ดบนหน้าจอหลัก และรองรับบริการสำรองข้อมูลผ่าน Cloud ที่เน้นความปลอดภัยเป็นสำคัญ 

สรุปแล้ว OPPO Reno2 ได้รับการออกแบบมาให้มีความสวยงามไม่ซ้ำใคร มีจุดเด่นที่ระบบกล้องหลัง สามารถถ่ายภาพได้ทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะกลางวัน กลางคืน ระยะใกล้ไปจนถึงมุมกว้างพิเศษ อีกทั้งยังได้ปรับปรุงการถ่ายวีดีโอให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จอแสดงผลมีขนาดใหญ่เต็มตา ชิปประมวลผลก็ตอบสนองการเล่นเกมได้น่าพอใจ ถือเป็นสมาร์ทโฟนที่มีราคาอยู่ในระดับกลาง แต่ให้ความคุ้มค่าเหมือนสมาร์ทโฟนระดับเรือธง

OPPO Reno2 พร้อมรับจองแล้ววันนี้!! ก่อนจะเริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 26 ตุลาคม 2562 เป็นต้นไป ในราคา 17,990 บาท ผลิตออกมาให้เลือก 2 สี ได้แก่ สีดำ Luminous Black และ สีชมพู Sunset Pink 

from:https://www.flashfly.net/wp/271164

รีวิว OPPO Reno2 เทคโนโลยีสูงในตัวเครื่องระดับพรีเมี่ยม กล้องหลังสี่ตัวซูมห้าเท่าพร้อมระบบ WiFi คู่เครื่องแรกของโลก

เครื่องสวยมากครับ OPPO Reno2 ต้องชมเลยว่าทำมา “งดงาม” มากๆ ซึ่งเครื่องที่ผมได้มาเป็นเครื่องสี Luminous Black ครับ สีพื้นจะออกดำไล่เฉดน้ำเงิน แต่ในส่วนของขอบเครื่องและโลโก้ตรงกลางมีการทำมุมสะท้อนเหมือนเรืองแสงได้เลยละครับ  อีกหนึ่งสีที่ออกมาจำหน่ายคู่กันคือสี Sunset Pink และที่ผมขึ้นรีวิวตัว OPPO Reno2 ด้วยการพูดถึงตัวเครื่องของมันเพราะมันสวยมากจริงๆ เด่นสะดุดมาตั้งแต่แกะออกจากกล่องเลย

ต้องบอกว่า OPPO Reno2 พรีเมี่ยมสุดๆ ดีไซน์ตัวเครื่องโค้งแบบไร้รอยต่อเรียบเป็นชิ้นเดียวหน้าจรดฝาหลัง งานออกแบบเครื่องจะเก็บชุดกล้องด้านหลังสี่ตัวทั้งชุดซ่อนอยู่ใต้ฝาหลังทั้งหมด คลุมไว้ด้วยกระจก Corning Gorilla Glass รุ่น 5 ซึ่งมีความทนทานและกันรอยขีดข่วนได้ดี และยังมีความปราณีตที่จะใส่ตัว O-Dot หรือเม็ดเซรามิคป้องกันการขีดข่วนเมื่อวางเครื่องลงบนโต๊ะด้วยครับ

มันไม่ได้ถูกทำให้สีแตกต่างตั้งแต่แรกนะครับ แต่ใช้เทคนิคการเคลือบเงาแบบระดับนาโน สร้างพื้นที่มีการสะท้อนแสงที่ต่างกันเมื่อสะท้อนกับแสง เวลาเราถือเครื่องและพลิกมองจากมุมต่างๆ จะเหมือนบริเวณขอบเครื่องและแถบขอบโลโก้ตรงกลางส่องแสงไล่เฉดขึ้นมายังกับเลเซอร์เลยละครับ ผมไม่เคยเห็นงานออกแบบที่สวยและพิเศษแบบนี้มาก่อนเลยนะ




ด้านหน้ายิ่งกว่าด้านหลัง ด้วยการใช้กระจก Corning Gorilla Glass รุ่น 6 ที่ทนทานมากขึ้นไปอีก คลุมปกป้องหน้าจอ Panoramic Screen AMOLED ขนาด 6.5 นิ้ว (ความละเอียด 2400×1080) ไม่มีติ่งไม่มีรู เป็นหน้าจอเต็มพื้นที่โดยคิดอัตราส่วนหน้าจอต่อตัวเครื่องจะเป็นพื้นที่ที่สูงถึง 93.1%

และเป็นจอเทคโนโลยี sunlight screen หรือจอสู้แสงแดด เวลาใช้งานกลางแจ้ง ก็ยังสามารถเห็นภาพต่างๆ บนหน้าจอได้ชัดเจนครับ

การที่หน้าจอเต็มพื้นที่ได้ขนาดนี้เพราะ Reno2 เป็นสมาร์ทโฟนที่ใช้โมดูล Pivot Rising Camera หรือพื้นที่พิเศษสำหรับการวางกล้องหน้า,เซนเซอร์ ไฟซอฟท์ไลท์สำหรับเพิ่มแสงเพื่อถ่ายภาพ และ ลำโพงสนทนา ทั้งถูกวางเอาไว้ภายในกึ่งกลางบริเวณเครื่องด้านบนนั้นเองครับ โดยจะเลื่อนขึ้นมาทำงานเองโดยอัตโนมัติทันทีเมื่อมีการเรียกใช้งานตัวกล้องหน้าหรือการสแกนใบหน้าครับ

นอกจากสแกนใบหน้า ตัว Reno2 ก็รองรับการสแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอด้วย และสแกนได้ไวมากครับ เพราะใช้เป็น Hidden Fingerprint Unlock เวอร์ชั่น 3.0 แล้ว เทคโนโลยีเซ็นเซอร์ลายนิ้วมือแบบออปติคอล G3 ใช้ฟิลเตอร์แสงที่สามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างผิวหนังมนุษย์ได้มากขึ้น แม่นขึ้น จากที่ลองใช้งานแค่แตะนิ้วลงปุ๊บก็เข้าใช้งานได้เกือบจะทันทีเลยครับ ตอบสนองไวมาก


 

อีกอย่างที่ต้องประกาศกันดังๆ ก็คือ OPPO Reno2 เป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกของโลกที่มีการวางจำหน่ายพร้อมเทคโนโลยี “Wi-Fi คู่” ซึ่งระบบ Wi-Fi ของ Reno2 จะสามารถจับสัญญาณ WI-Fi สองคลื่นความถี่ได้พร้อมกัน ทั้ง 2.4 และ 5Ghz เพื่อเป็นการเสริมขนาดท่อรับส่งข้อมูลให้ใหญ่ โอนถ่ายได้เร็วขึ้น ผลลัพท์เห็นเลยครับในแอพที่รองรับอย่าง Facebook มันโหลดแคชไฟล์ไว สไลด์หน้าฟีดลงเร็วๆ ยังโหลดได้ทัน ซึ่งระบบ Wi-Fi คู่ตัวนี้ จะแจ้งว่ารองรับการใช้งานบนแอพใดบ้างที่ติดตั้งไว้ในเครื่องของเราอย่างชัดเจนครับ แต่จากที่ลองเบื้องต้นก็รองรับแอพหลักๆ หมดนะครับ Youtube,Line , Netflix, Facebook, Opera, Lazada,  การันตีได้เลยว่าจะใช้งานแอพเล่านี้ได้ฟินกว่าเดิมแน่นอน ^^

เวลามีการเชื่อมต่อ WI-FI คู่ จะมีสัญลักษณ์ WI-FI ขึ้นมาสองอันครับ

รองรับการใช้งานสองซิมการ์ดแบบ Dual 4G โดยช่องใส่ซิมการ์ดที่สองจะเป็นแบบไฮปริด เลือกใส่ Micro SD card แทนได้ครับ

จะเห็นว่าเทคโนโลยีเต็มไปหมดครับ ทั้งกล้องหน้าแบบ Pivot Rising ครีบฉลาดซ่อนได้ ระบบชาร์จไว VOOC 3.0 หรือระบบ Wi-Fi คู่เครื่องแรกของโลกก็มาอยู่ตรงหน้าแล้ว และยังมีระบบซูมภาพจากกล้องหลังสี่ตัวที่ซูมได้แบบ 5X ไม่เสียความละเอียด ซูมสูงสุดได้ 20x ซึ่งจะว่ากันต่อในส่วนของการรีวิวกล้องนะครับ


Reno2 ใช้แบตเตอรี่ภายในขนาด 4,000 mAh ใช้พอร์ทชาร์จแบบ USB Type C ซึ่งรองรับเทคโนโลยีการชาร์จไว VOOC 3.0 ชาร์จ 30 นาที ได้แบตเตอรี่กลับมาถึงครึ่งก้อน และไม่มีความร้อนสะสมครับ เสียบชาร์จทิ้งไว้มั่นใจในความปลอดภัยได้ และชาร์จไปใช้งานไปเครื่องก็ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด โดยสามารถชาร์จได้จากอุปกรณ์ที่แถมมาให้ภายในกล่องเลยครับ

อุปกรณ์ภายในกล่องให้ครบ ทั้งตัวชาร์จ VOOC 3.0 และสาย USB Type-C มีชุดหูฟัง และเคสที่ดูดีมาก ผิวคล้ายหนังแต่เป็นวัสดุอ่อนผิวนิ่ม ดูดีมากครับเข้าเคสที่ให้มาของ OPPO Reno2




การใช้งานภายใน

OPPO Reno2 ให้ชุดหน่วยประมวลผลมาเป็น Qualcomm Snapdragon 7150 RAM 8GB และ ROM 256GB สเปคระดับกลาง-บน แต่ทาง OPPO ทำระบบออกมาให้ตัวเครื่องมีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าปกติขึ้นไปได้อีกครับ




ด้วยซอฟท์แวร์ต่างๆ ที่อยู่ใน ColorOS 6.1 ซึ่งเป็นตัวล่าสุดของทาง OPPO ภายในจะมีระบบบูสเพิ่มศักยภาพในการใช้งานมากขึ้นกว่าปกติไปในทุกๆ ด้านครับ เพราะ Reno2 มีระบบ HyperBoost 2.0 ที่ภายในมาพร้อม FrameBoost และ TouchBoost แบบใหม่ เป็นตัวช่่วยเพิ่มประสิทธิภาพแบบพิเศษ และคอยจัดการแก้ปัญหาเกมค้างและเพิ่มประสิทธิภาพการสัมผัส

FrameBoost จะทำงานโดยตรวจจับสถานการณ์การเล่นเกมต่างๆ เช่นตรวจจับ graphics cache ในระบบแบบเรียลไทม์ หากมีการเตือนให้รู้ถึงการหยุดทำงานหรือเกิดการชะงัก ระบบจะเข้าจัดสรรทรัพยากรที่จำเป็นในการแก้ปัญหาให้อัตโนมัติทันที ช่วยลดความเป็นไปได้ของการตอบสนองที่อาจจะช้าลงเมื่อเล่นเกม การทำงานแบบเรียลไทม์ที่ออกแบบให้ตอบรับอย่างรวดเร็วระดับนี้ ก็เพื่อจะช่วยปรับปรุง frame rate และความเสถียรของการเล่นเกมให้ราบลื่นที่สุดแบบไม่สะดุดนั้นเองครับ

Touch Boost 2.0 จะประเมินคำสั่งที่มาจากการสัมผัสหน้าจอโดยตรง และเร่งความไวในตอบสนองให้เหมาะสมเพื่อให้การตอบสนองรวดเร็วกว่าปกติ



Touch Boost 2.0 + Frame Boost 2.0 ก็คือสองระบบหลักที่จะคอยทำงานภายใต้ Game Space 2.0 หรือโหมดสำหรับคนเล่นเกม ที่จะคอยช่วยจัดการทรัพยากรเครื่อง รีดประสิทธิภาพ รวมถึงปรับแต่งการติดต่อหรือแจ้งเตือนให้เหมาะสมขณะเล่นได้ด้วย

จากการทดสอบเล่นเกม ROV ปรับโหมด HD และเฟรมเรทสูง ผลลัพท์เวลาเล่นบน Reno2 เฟรมเรทจะสิ่งที่ประมาณ 55-61Fps ไม่ตกจนแลคหรือเสียจังหวะครับ




บริการต่างๆ ของ ColorOS 6.1  ก็มีครบครับ ทั้งสโตร์สำหรับการดาวน์โหลดแอพ, เกม, ธีมสวยๆ และยังมีระบบบริการคลาวด์เพื่อสำรองข้อมูลให้กับผู้ใช้ เช่นการสำรองรายชื่อ ข้อความ ย้ายจากเครื่อง OPPO ตัวเก่าไปยังตัวใหม่ข้อมูลไม่หายไปไหนแน่นอนครับ







หน้าจอขนาดใหญ่ สีสันสวยครับ และจอแบบ Sunlight Amoled ก็มีความสว่างสูงมากพอจะทำให้เรามองเห็นภาพบนหน้าจอได้ชัดขึ้นเวลาอยู่นอกอาคาร เช่นเปิดนำทางในรถตอนกลางวัน หรือใช้งานกลางแจ้ง

ลำโพงเสียงดังชัดไม่มีปัญหาครับ แต่ตัว Reno2 ก็รองรับระบบเสียง Dolby Atmos ด้วยนะครับ เพิ่มมิติเสียงยามใช้ร่วมกับหูฟังแบบเสียบสาย แยกเสียงซ้ายขวาหน้าหลังบนล่าง สมจริงกว่าลำโพงสมาร์ทโฟนแน่นอน

พูดถึงเรื่องระบบเสียงของ OPPO เมื่อในวันงานเปิดตัว Reno2 และ Reno2 F ทาง OPPO ได้เปิดตัว Enco Q1 หูฟัง Wireless Noise Cancelling ตัวใหม่ออกมาคู่กันด้วยครับ เป็นหูฟังไร้สายที่มีความสามารถในการตัดเสียงรบกวนรอบข้าง มีไมค์โครโฟนในตัว พร้อมรองรับคำสั่งเสียง และกันละอองน้ำในระดับ IPX4 ราคาไม่แพงด้วย เพราะขายในราคาแค่ 2,990 บาท เท่านั้นเอง

จากที่ลองสวมใส่มันเป็นหูฟังที่ใส่สบายมากครับ ตัว Eartips ก็ออกแบบดีใส่แล้วไม่เจ็บหู ด้านหลังหูฟังเป็นแม่เหล็ก ไว้เก็บประกับกันในเวลาห้อยคอได้ด้วย

ในระบบของสมาร์ทโฟน OPPO จะมีการฝั่งตัวเชื่อมต่อควบคุมกับหูฟัง ENCO Q1 เอาไว้แล้วครับ แค่เปิดหูฟังขึ้นมา ตัวสมาร์ทโฟนก็พร้อมเชือมต่อใช้งาน และแนะนำฟังก์ชั่นการทำงานของหูฟังตัวใหม่นี้ขึ้นมาโดยอัติโนมัติครับ

ก็มีทั้งปุ่มเปิดปิดระบบ ANC (Active Noise Cancelling) และปุ่มเปลี่ยนโหมดเสียง โดยทำไว้เป็นพรีเซ็ตสำหรับการฟังเพลง, เล่นเกม หรือดูหนังครับ






ส่วนคุณภาพเสียงก็ออกแนวเน้นๆ แน่นๆ ไม่โฉ่งฉ่างแสบหู ในด้านรายละเอียดอื่นๆ ถ้ามีโอกาสทาง APPDISQUS จะรีวิวหูฟัง OPPO Enco Q1 ให้ได้รู้จักกับมันให้มากขึ้นในภายหลังนะครับ แต่ตอนนี้เรากลับมากันที่ OPPO Reno2 กันต่อ

แบตเตอรี่ขนาด 4.000 mAh ใช้งานได้เต็มวันครับ ทาง OPPO ออกแบบระบบมาได้ดีแม้จะมีฟังก์ชั่นเยอะ มีตัวบูสระบบเสริมประสิทธิภาพมากมาย แต่ก็มีระบบการจัดสรรพลังงานที่ดีใส่เข้ามาด้วย ที่พิเศษและต้องถือว่าเป็นจุดเด่นของ OPPO อย่างมากที่สุดก็คือระบบชาร์จไฟครับ VOOC 3.0 ยอดเยี่ยมเช่นเคย ชาร์จไวมาก เสียบไฟไว้เผลอแพร่บเดียวไม่เกินครึ่งชั่วโมง แบตกลับมาครึ่งก้อนได้แล้วครับ แถมไม่ร้อนด้วย ความปลอดภัยคือความสำคัญที่สุดในการใช้งานอุปกรณ์เหล่านี้ครับ โดยเฉพาะถ้าคุณไม่ได้อยู่เฝ้าตลอดเวลา หรือเอามาให้เด็กหรือผู้ใหญ๋ในบ้านใช้งาน ผมว่าเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยจะสำคัญที่สุด

และ OPPO งานเนี้ยบครับ จะเห็นว่าทั้งงานประกอบตัวเครื่อง งานออกแบบ อุปกรณ์เสริม และเทคโนโลยีที่เขาเอามาใช้ ภายใต้แบรนด์สีเขียว OPPO แบรนด์นี้ นับวันมันคือแบรนด์ที่สร้างความมั่นใจให้กับแฟนๆ OPPO ชาวไทยได้มากขึ้นทุกวันครับ ระบบ VOOC Flash Charge นี่ก็เป็นหัวใจสำคัญเลย เรื่องฝืนไฟที่ไว้ใจได้และมีขีดความสามารถสูง ยังไงก็น่าใช้ที่สุดแล้วละครับ

กล้องถ่ายภาพ

OPPO Reno2 ไม่ใช่สมาร์ทโฟนที่ควรจะถูกพูดถึงแค่เรื่องของภาพนิ่งเท่านั้นนะครับ ถ้า APPDISQUS มีโอกาส จะทดสอบการถ่ายภาพวีดีโอของมันมาฝากกันอย่างแน่นอน เพราะว่า Reno2 มีความสามารถการถ่ายวีดีโอระดับสูงด้วย มีโหมดน่าสนใจตัวใหม่นั้นคือ Ultra Steady Video หรือระบบกันสั่นเทพที่จะถ่ายวีดีโอได้นิ่งเหมือนกล้องแอคชั่นเลยละครับ ด้วยการใช้เทคโนโลยี Hybrid Image Stabilization (HIS) ซึ่งเป็นกันสั่นที่มีทั้งระบบป้องกันภาพสั่นไหวอิเล็กทรอนิกส์ (EIS) และ ระบบป้องกันผ่านสั่นไหวแบบออพติคอล (OIS)  ทำงานร่วมกัน เพื่อให้ได้วิดีโอที่คมชัดและนิ่งในระดับสูงครับ

รวมถึงระบบ Bokeh Effect Video ที่สามารถทำฉากหลังเบลอได้เรียลไทม์ขณะถ่ายวีดีโอได้ และยังสามารถปรับระดับความเบลอของพื้นหลังได้อีกด้วย ซึ่งเป็นฟังก์ชั่นที่รองรับการใช้งานทั้งกล้องหน้าและกล้องหลังเลยครับ

ที่เราอยากให้เห็นภาพมากขึ้นไปกว่าคำอธิบาย ก็ขอแนบวีดีโอให้เข้าใจกันได้ง่ายๆ ตรงนี้กันดีกว่านะครับว่ากันสั่นสำหรับงานวีดีโอมันดียังไง ^^ และ Bokeh Effect มันทำงานแบบไหน จากคลิปวีดีโอตัวอย่างของทาง OPPO ครับ

และอย่าลืมว่า OPPO Reno2 เป็นสมาร์ทโฟนกล้องหลังสี่ตัวที่มีระบบซูมภาพแบบไฮปริดได้ 5x และซูมดิจิตอลได้ถึง 20x จากเลนส์ wide-angle และ long telephoto สองตัวช่วยกัน เราจึงสามารถทำการถ่ายวีดีโอด้วยเลนส์ซูมของมันได้ด้วยครับ แต่ยังมีข้อจำกัดจากการถ่ายวีดีโอด้วยสองเลนส์ตัวนี้ จะยังไม่รองรับการถ่ายวิดีโอแบบ 1080P 60fps นะครับ

เรื่องของการบันทึกเสียงขณะถ่ายวีดีโอใน Reno2 ก็สุดยอดด้วยเช่นกัน เนื่องจากมีไมโครโฟนรอบตัวทั้งหมดถึง 3 ตัว  มันจึงมีความสามารถในการกรองเสียงรบกวนรอบข้างได้เช่นเสียงลม และก็จะมีโหมดการบันทึกเสียงให้เลือกใช้หลากหลายลักษณะด้วยนะครับ มีโหมดการบันทึกเสียงมาตรฐาน และโหมด Atmos mode หรือโหมดบันทึกเสียง 3 มิติเพื่อสร้างเอฟเฟ็กต์เสียงแบบรอบทิศทาง 360° เอาไว้เก็บบรรยากาศรอบๆ ตัวได้สมจริงมากขึ้น


และสุดท้ายคือ Audio focus หรือจะเรียก Audio Zoom ก็ได้ เพราะ Reno ไม่ใช่จะรองรับแค่การซูมภาพ แต่ยังมีระบบ Audio Zoom ซึ่งเป็นระบบการควบคุมไมค์รับเสียงให้สอดรับการการซูมภาพ ให้ผู้ใช้สามารถเพิ่มเสียงของวัตถุหรือบุคคลที่ต้องการโฟกัสเมื่อซูมเข้าไปยังเป้าหมายด้านหน้าได้ ฟังก์ชั่นนี้มีประประโยชน์มากครับ เมื่อเราทำการถ่ายวิดีโอในที่สาธารณะซึ่งมากมายไปด้วนผู้คนหรือมีรถบนถนน หรือในขณะมีลมแรงก็ตาม ตัวไมค์จะเข้าใจการโฟกัสของเราว่าต้องการรับเสียงจากสิ่งใดในขณะนั้นเป็นสำคัญ เหมือนเอาไมค์เข้าไปซูมใกล้กับสิ่งนั้นมากขึ้นนั้นเองครับ เราก็จะสามารถรับเสียงจากสิ่งนั้นได้มากเป็นพิเศษ ทำให้วีดีโอดูมีมิติของการถ่ายมากขึ้นด้วยระดับเสียง ไม่ใช่แค่จะซูมแต่ภาพเพียงอย่างเดียวครับ

และสำหรับในงานภาพนิ่ง เจ้า Reno2 ก็เป็นสมาร์ทโฟนที่มีกล้องระดับเบอร์ท็อปของวงการ เพราะเจ้าตัวนี่มาพร้อมระบบซูมภาพแบบไฮปริด 5X เป็นการซูมภาพห้าเท่าที่ภาพที่โฟกัสยังคงสมบูรณ์และคมชัดครับ และสามารถซูมภาพแบบดิจิตอลได้ถึง 20x เลยทีเดียว



ยังมีโหมดการถ่ายภาพอีกมากมายครับ ทั้งโหมดถ่ายภาพบุคคลแบบหน้าชัดหลังเบลอ และโหมดการเร่งสีวัตถุให้จัดจ้านสวยงามมากขึ้น โดยตัวกล้องมี AI ที่ฉลาดมากครับ ทำงานรวมกับโมดูลกล้องหลังสี่ตัว ซึ่งแต่ละตัวมีความสามารถต่างกัน กล้องหลัก 48ล้านพิกเซล มีกันสั่น OIS+EIS และกล้องเทเลโฟโต้ 13ล้านพิกเซล เลนส์มุมแคบไว้บุคคลและช่วยในการถ่ายระยะไกล กับกล้องเลนส์กว้าง 119 องศาความละเอียด 8ล้านพิกเซล สุดท้ายคือกล้องโมโนเลนส์ความละเอียด 2 ล้านพิกเซลครับ

ตัวกล้องทำงานภายใต้ AI ช่วยในการปรับภาพปรับซีนและเปลี่ยนโหมดให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันอัตโนมัติครับ ต้องการถ่ายคน ถ่ายสิ่งของ วัตถุ หรือถ่ายภาพระยะใกล้แบบมาโคร ตัวกล้องปรับแต่งและจัดโฟกัสให้ได้ทั้งหมดครับ

โหมดมาโครทำงานกับเลนส์มุมกว้างจะได้รับระยะโฟกัสที่ใกล้มาก แค่เปิดโหมดเลนส์ไวด์ แล้วโฟกัสไปที่วัตถุ AI จะเปิดโหมดการทำงาน “มาโครมุมกว้างพิเศษขึ้นมาเองครับ”


การถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอ ที่สามารถปรับกำหนดชัดลึกชัดตื้นได้ดั่งใจ เห็นผลลัพท์ก่อนถ่ายแบบเรียลไทม์ครับ โดยฟังก์ชั่นการกำหนดระยะโฟกัสตัวนี้รองรับทั้งกล้องและกล้องหลังนะครับ เซลฟี่ด้วยกล้องหน้า 16 ล้านพิกเซลของมัน ก็สามารถละลายหลังได้เช่นกัน



 

ความคมและมิติของภาพสุดยอดครับ คมมาก ภาพมีมิติตามระยะของมันเองโดยธรรมชาติ แม้ไม่ใช่การถ่ายบุคคลเราก็เอามาประยุกต์ใช้ได้นะครับ หรือไม่ต้องเปิดโหมดละลายหลังเลยก็ได้เพราะกล้องของมันก็สร้างภาพที่มีมิติสวยงามอยู่แล้วครับ




 

ต้องบอกว่าในเรื่องของ AI และการกับโฟกัส ระบบอัตโนมัติของ OPPo Reno2 ทำงานได้ไวครับ หยิบกล้องขึ้นมาแล้วส่องไปยังที่ๆต้องการจะถ่าย มันก็แทบจะพร้อมในทันที จริงๆ เราไม่ต้องรอมันแสดงผลว่าจับซีนได้แล้วออกมาก็ได้นะครับ ถ่ายได้เลย กล้องมันคมพอ

ในเรื่องการซูมภาพซึ่งเป็นจุดเด่นระยะไกลทำได้ดีงานในระยะ 5x ไม่เหมือนการซูมเลยครับ ถ้าเป็นเครื่องรุ่นอื่นๆ ระยะนี้คือซูมดิจิตอลและเริ่มออกอาการภาพเกรนหมดแล้วละครับ แต่ Reno2 เป็นการซูมภาพแบบใช้เลนส์จริงช่วยกันแบบไฮปริด ภาพจึงยังดูคมครับ




แต่ถ้าต้องการจะซูมสุดระยะ ก็ซูมไปไกลได้ถึง 20x เลยครับ แต่ผมแนะนำว่าเป็นการซูมเพื่อประโยชน์ให้เห็นมากกว่าเพื่อความสวยงามครับ


 

แน่นอนว่า OPPO Reno2 ต้องมาพร้อมการถ่ายภาพใน “โหมดกลางคืน” แต่นี่เป็นครั้งแรกครับ ที่คุณจะได้รู้จักกโหมด “มืดมาก” เพราะใน Reno2 ไม่ได้มีแค่ความสามารถในการจัดการ Ultra Night Mode ครับ แต่เขามีการใส่ Ultra Dark Mode มาให้ด้วยในกรณีตัว AI ตรวจจับแล้วว่า แค่ระดับ Ultra Night Mode เอาไม่อยู่ครับ มันจะปรับตัวเองเข้าสู่ Ultra Dark Mode หรือในภาษาไทยคือ “โหมดมืดมาก” โดยอัตโนมัติ

เมื่อมีการตรวจพบค่าแสงโดยรอบที่น้อยกว่า 5lux (มองมือตัวเองแทบไม่เห็นแล้วนะครับ) โหมด Ultra Dark จะเปิดโดยอัตโนมัติโดยการเพิ่มความเร็วให้ NPU เข้าไปวิเคราะห์ Noise ที่เกิดขึ้นบนภาพจากการถ่ายภาพด้วย ISO ที่แตกต่างกันหลายภาพ ผ่านอัลกอริทึ่ม Al และทำให้เกิดการรวมภาพขึ้นมา ฉะนั้นจากห้องที่มืดก็จะถ่ายเห็นได้ชัดขึ้นในรายละเอียดครับ




ทดสอบเล่นๆ ลองของกับ Ultra Dark Mode ปิดไฟปิดม่านห้องให้มืดสนิท เอาแบบมองอะไรไม่เห็นเลย มองกันออกมั้ยครับว่าผมกำลังถ่ายอะไร?

จากมองไม่เห็นอะไรเลยครับตอนถ่าย แต่โหมด Ultra Dark Mode ก็ยังงัดขึ้นมาได้ขนาดนี้

โหมด Ultra Night Mode และ Ultra Dark Mode มันคือเมนูเดียวกันนะครับ เราแค่เลือกเปิดโหมดกลางคืน Ultra Night Mode ก็พอ แล้วที่เหลือกล้องมันจัดการเองว่าจะเลือกใช้แบบไหน

ยังไงก็ตามการถ่ายภาพกลางคืนของ OPPO ก็ยังคงเยี่ยม ถ่ายภาพคมได้สบายๆ ไม่ต้องใช้ขาตั้งกล้อง และยังสามารถซูมภาพ 5x ในตอนกลางคืนแล้วถ่ายยังได้ภาพคมชัดอยู่เลยครับ



ตัวอย่างภาพถ่ายในโหมดต่างๆ จะถ่ายใกล้ ถ่ายไกล ถ่ายกว้าง ถ่ายกลางคืน หรือถ่ายกลางวัน ถ่ายคนหรือถ่ายของเครื่องเดียวเอาอยู่หมดครับ




















สรุปท้ายรีวิว

OPPO Reno2 คือสมาร์ทโฟนที่ตัวเครื่องสวยมาก สะดุดตาตั้งแต่ถือจับเครื่องขึ้นมาเลยครับ ผมชอบสีของ Luminous Black ที่เหมือนมีเส้นเลเซอร์วิ่งอยู่รอบเครื่องและรอบกึ่งกลางบริเวณโลโก้จริงๆ OPPO ยิ่งพัฒนางานออกแบบยิ่งมีคุณภาพมากขึ้นเรื่อยๆ

มีเทคโนโลยีเต็มเครื่อง ทั้งชุดกล้องหน้า Pivot Rising Camera  และระบบ “Wi-Fi คู่” เทคโนโลยีใหม่เครื่องแรกของโลก ที่เชื่อว่าต้องเป็นมาตรฐานการพัฒนาให้เครื่องอื่นตามกันมาในอนาคตแน่นอน มันเพิ่มท่อส่งข้อมูลและความไวในการดึงเนื้อหาผ่านสัญญาณ Wi-Fi ที่ปัจจุบันแทบทุกบ้านก็ใช้เราเตอร์ส่งสัญญาณแบบ Dual Wi-FI กันหมดแล้ว ความสามารถนี้จึงมีประโยชน์และมาได้ถูกเวลาครับ

การถ่ายวีดีโอดีที่สุดเท่าที่ OPPO เคยทำมา มีโหมดกันสั่น HIS ให้ผลลัพท์ในระดับใกล้เคียงกล้องแอคชั่น มีระบบอัดเสียงที่ฉลาดจากไมต์สามตัว รองรับการซูมภาพและใช้เลนส์ไวด์ให้ใช้ในการถ่ายวีดีโอได้พร้อมระบบหน้าชัดหลังเบลอแบบปรับโปเก้เอฟเฟ็กต์ได้ด้วย ทำให้มีความสนุกในการใช้งานถ่ายวีดีโอสูงมาก

กล้องถ่ายภาพคุณภาพดีเช่นกัน มีระยะการถ่ายที่หลากหลายทั้งมุมกว้าง มุมแคบ และถ่ายมาโครระยะใกล้ ยังเป็นสมาร์ทโฟนที่สามารถซูมภาพได้ไกลสูงถึง 20x อีกด้วย

มีโหมดถ่ายภาพเยอะแยะมากมาย เด่นมาโดยเฉพาะโหมดถ่ายภาพกลางคืนตัวใหม่อย่าง Ultra Drak Mode ถ่ายในที่แทบไม่มีแสงเลยได้เห็นรายละเอียด

นี่คือสมาร์ทโฟนที่หรูหรา เทคโนโลยีสูง เป็นระดับพรีเมี่ยมในราคาที่ไม่สูงมากเกินไป ประสิทธิภาพเพียงพอใช้งานได้ทั้งหมดรวมถึงการเล่นเกมเพราะมีระบบช่วยเสริมศักยภาพเข้าไปอีกหลายขั้น และยังมีความปลอดภัยสูงจากระบบชาร์จ VOOC 3.0 ชาร์จไว ไม่ร้อน ใช้งานได้มั่นใจแม้จะให้ลูกหลานหรือผู้ใหญ่ในบ้านใช้ครับ

ครบเครื่องรอบด้านสำหรับ OPPO Reno2 งานดี งานปราณีต สมเป็นเครื่องระดับท็อปจาก OPPO

ข่าว: รีวิว OPPO Reno2 เทคโนโลยีสูงในตัวเครื่องระดับพรีเมี่ยม กล้องหลังสี่ตัวซูมห้าเท่าพร้อมระบบ WiFi คู่เครื่องแรกของโลก มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2019/10/17/review-oppo-reno2.html