คลังเก็บป้ายกำกับ: REVIEW

รีวิว Motorola One สมาร์ทโฟนสวย โปรดี ใช้งานปลอดภัย และอนาคตไกลด้วยอัพเดทจาก Android One

Motorola One สมาร์ทโฟนตัวล่าสุดของแบรนด์ Motorola ที่มาในจุดเด่นเรื่องการดีไซน์ตัวเครื่องภายนอก ราคา และตัวระบบภายในครับ

เพราะ Motorola One เป็นหนึ่งในสมาร์ทโฟนระบบ Android One ที่ทุกท่านจะได้รับการดูแลด้านความปลอดภัย และการอัพเดทระบบให้ทันสมัยอยู่เสมอจากทาง Google อย่างน้อยสองเวอร์ชั่นชัวร์ๆ ครับ

ฉะนั้นสำหรับ Motorola One ไม่ต้องกลัวเลยว่ามือถือของเราเครื่องนี้ระบบจะเก่า และมีปัญหาในการใช้งานในอนาคตตามมา คำว่า Android One และ Motorola รับประกันได้เลยว่า การอัพเดทระบบจะตามมาอย่างแน่นอน 100%

และผมจะบอกว่า นอกจากเรื่องของการอัพเดทระบบให้ในอนาคตแล้ว ผลลัพธ์ของการใช้ซอฟท์แวร์ Android One ในเครื่อง Motorola One ก็ส่งผลให้การใช้งานของมือถือ Moto มักจะมีการตอบสนองที่ดีกว่าสเปคเครื่องของมันด้วยนะครับ สเปคเท่าๆ กัน แต่ถ้าเป็นเครื่อง Moto มักจะสั่งงานทันใจกว่า ตอบสนองเรียบเนียนกว่าเสมอๆ เลย

ใน  Motorola One ก็เช่นกันครับ

รูปลักษณ์ภายนอก

หน้าจอ Motorola One ขนาดค่อนข้างใหญครับ 5.9นิ้วเป็นจอแบบ Max Vision HD+ อัตราส่วน 19:9 ขอบจอบาง ตัวเครื่องเลยเล็ก ถือจับทำงานได้ด้วยมือข้างเดียวเลยแม้ผู้ใช้จะเป็นผู้หญิง

ตัวเครื่องดูหรู แต่เรียบๆ ด้วยการเคลือบผิวแบบกระจกทั้งตัวเครื่องทำให้มันดูลึกลับครับ พื้นที่ด้านหลังมีที่สแกนลายนิ้วมือพิมพ์ตราสัญลักษณ์ Motorola เด่น และสวยงาม




การสแกนนิ้วสามารถสแกนได้ทันทีโดยไม่ต้องกดปลุกหน้าจอก่อนครับ รับการสแกนนิ้วได้ทุกมุม สแกนได้ไวและแม่นครับ แตะนิ้วลงปุ๊บก็เข้าใช้งานได้เลย

เป็นเครื่อง Android One ที่ใช้กล้องหลังคู่ มันมีความพิเศษคือ ระบบกล้องหลังคู่ของมัน ทำงานได้ร่วมกันกับแอปพลิเคชั่น Google Photo ของทาง Android เองเลยครับ อันนี้พิเศษมาก

และอยากจะแวะบอกเรื่องพิเศษอีกอย่างว่า แอป Google Photo ของระบบ Android นั้น มันจะมีความสามารถในการจัดเก็บภาพถ่ายของเราขึ้นคลาวด์ออนไลน์ไว้ได้ด้วย และข่าวดีสำหรับผู้ใช้ Motorola One ก็คือ

สามารถอัพรูปขึ้นไปเก็บไว้ใน Google Photo ไม่จำกัด เก็บภาพได้ไม่อั้น ทาง Google และ Moto บริการให้ฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายครับ ^^

รองรับสองซิมการ์ดแบบสามสล็อต สามารถใส่สองซิมพร้อมกันและใส่ Micro SD card ได้แบบไม่ต้องแย่งกัน

พอร์ตชาร์จใต้เครื่องเป็น USB Type C ด้วยนะครับ ไม่ใช่ Micro USB แบบรุ่นในเรทราคาเดียวกันตัวอื่นๆ แถมยังรองรับการชาร์จพลังงานแบบ TurboPower ซึ่งเป็นระบบชาร์จพิเศษของทาง Moto ที่มีความสามารถในการชาร์จไฟเข้าเพียงแค่ 20 นาที ก็จะสามารถใช้งานต่อได้นานถึง 6 ชั่วโมง

ใช้กับที่ชาร์จที่เขาให้มาในกล่องได้เลย

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ภายในกล่องก็จัดอุปกรณ์มาให้ครบเลยครับ ทั้งหูฟัง ทั้งเคสใส ฟิล์มกันรอย และที่ชาร์จ TurboPower พร้อมสาย

การใช้งานภายใน

หน่วยประมวลผล Qualcomm Snapdragon 625 แรม 4GB และรอม(หน่วยความจำ) 64GB ไม่มีอะไรเป็นจุดอ่อนครับ ทุกอย่างสเปคกำลังใช้มากๆ สามารถเล่นแอปพลิเคชั่นและเกมต่างๆ ใน Google Play Store ได้ทั้งหมดแล้ว

การทำงานทั่วๆ ไป เชื่อถือได้เลยว่าค่อนข้างเสถียร ผมทดสอบใช้งานมาสองอาทิตย์ไม่มีปัญหาอะไรให้หงุดหงิดใจ




ทดสอบเล่นเกมกราฟิกสวยๆ ก็เล่นได้ครับ แม้จะไม่ลื่นไหล 100% แบบเครื่องราคาสองสามหมื่นแน่นอน แต่อยู่ในระดับเล่นเพลินๆ ได้แล้วละ

Motorola One มีฟังก์ชั่นเฉพาะตัว ที่เรียกว่า Moto Action และ Moto Display ครับ เป็นระบบการสั่งงานพิเศษเพื่อความสะดวกสบายของผู้ใช้ เช่น

สะบัดมือบิดเครื่องสองหนเป็นการเปิดกล้องถ่ายภาพในทันที โดยไม่ต้องกดปุ่มใดๆ หรือเปิดหน้าจอก่อนครับ สำหรับสถานการณ์ที่ต้องการถ่ายภาพแบบปัจจุบันทันด่วน ไม่พลาดแน่ เพราะการตอบสนองของเครื่อง Motorola One ค่อนข้างแม่นเลยละครับ

การสะบัดมือสับเครื่องลงสองครั้ง เป็นการเปิดไฟฉายได้ในทันที อันนี้ก็ใช้งานบ่อยๆ ครับ เวลาหาของ ไม่ต้องกดเข้าโหมดอะไรก่อน แค่สะบัดเครื่องเหมือนสับลงบนอากาศสองครั้ง

 

และโหมด Moto Display อันนี้ผมเชื่อว่าคนที่เคยใช้ Moto มาก่อนจะชอบมาก เพราะมันเป็นการแสดงผลในขณะหน้าจอปิดที่สารพัดประโยชน์ เราสามารถดูนาฬิกา การแจ้งเตือน หรือแอบอ่านข้อความที่ส่งเข้ามาต่างๆ ได้ โดยไม่ต้องกดเปิดจอหรือกดเข้าแอปใดๆ ก่อนเลยครับ แค่หยิบเครื่องขึ้นมา ก็เห็นการแจ้งเตือนต่างๆ และนาฬิกาทันที

หลายคนเรียกว่าโหมดแอบดู เพราะมันเร็ว สะดวก และปลายทางจะไม่รู้ว่าเราอ่านไปแล้ว เพราะในแอปจะไม่แจ้งว่าเราเปิดอ่านแล้วนั้นเองครับ ^^

ระบบภายในของ Motorola One จะมีฟังก์ชั่นและบริการต่างๆ ของ Google มาครบครับ โดยจะแยกความสามารถบางตัวของระบบให้เป็นแอปพลิเคชั่นเอาไว้ด้วย เพือความง่ายต่อการอัพเดทให้เก่งขึ้นในอนาคตครับ


เอามาเล่นหนัง เล่นวีดีโอ ลื่นๆ ครับ ทดสอบกับโหมดมัลติวินโดว แบ่งหน้าจอทำงานสองแอปพร้อมกัน เล่นวีดีโอด้วย เปิดเกมบอทเก็บเวลไปด้วย มันยังเล่นไหวสบายๆ เลยครับ ^^

ดูหนัง เล่นเพลง เล่นเกม เสียงลำโพงมันค่อนข้างดังดีเลย แถมยังรองรับระบบ Dolby Audio ด้วย ปรับแต่งเสียงที่เราต้องการได้ตามรสนิยมส่วนตัวเอาเองเลยครับ

ผลทดสอบต่างๆ

จับสัญญาณ GPS ใช้เวลาสักหน่อยครับ แนะนำใช้แอปนำทางแบบที่ต้องต่อเน็ตจะช่วยในการจับตำแหน่งได้ไวขึ้น และผลสรุปจากการใช้งานแบตเตอรี่ขนาด 3,000mAh ของมัน แบตอึดกว่าที่คิดครับ จริงๆ ก็เป็นปกติของเครื่อง Moto ครับ มักจะทำอะไรได้ดีกว่าตัวเลขสเปคเสมอ ผลลัพธ์นี้มาจากซอฟท์แวร์ที่ดีนั้นเองครับ




กล้องถ่ายภาพ

กล้องหน้า 8 ล้านพิกเซล และกล้องหลังแบบคู่ 13MP PDAF (f/2.0) + 2MP(f/2.4) ซึ่งถือว่ามีความละเอียดและมีโหมดการถ่ายภาพที่สำคัญเช่น โหมดการถ่ายภาพแบบโปร และโหมดการถ่ายภาพแบบบุคคล หรือการถ่ายหน้าชัดหลังเบลอนั้นเองครับ




สามารถกำหนดระยะชัดลึกชัดตื้นได้ และไม่จำเป็นต้องถ่ายภาพคนเสมอไปนะครับ โหมดนี้สามารถจับโฟกัสของวัตถุได้เช่นกัน สามารถเลือกจุดโฟกัสได้ภายหลังการถ่าย


มีโหมดการตัดสีของวัตถุที่โฟกัส เลือกไฮไลท์เฉพาะสีที่ต้องการ หรือสีของวัตถุที่ต้องการได้ครับ


ด้วยความที่เป็นเครื่อง Android One ฉะนั้นฟังก์ชั่นสำคัญของระบบ Android ก็จะมาครบครัน รวมทั้ง Google Lens ระบบการค้นหาข้อมูลต่างๆ ผ่านทาง “ภาพ” อยากจะรู้อะไรเกี่ยวกับสิ่งที่ตาเห็น ก็เอา Google Lens ในกล้อง Motorola One ส่องเข้าไปเลยครับ มันจะค้นหามาให้เราเอง



ตัวอย่างภาพถ่าย






สรุปท้ายรีวิว

Motorola One ยังคงสไตล์ของมือถือ Android One ประสิทธิภาพโดยรวมอยู่ในระดับกลาง แต่มีทีเด็ดที่ระบบภายในเครื่องเรียบง่าย ใช้งานง่าย มีความปลอดภัยสูงและได้รับการดูแลระบบอย่างยาวนานจาก Google

ใช้พอร์ต USB Type C รองรับการชาร์จแบตเตอรี่ไว TurboPower ตัวเครื่องภายนอกก็ออกแบบสวยครับ ดูดีมีราคากว่าราคาจำหน่ายของมัน ขนาดเครื่องโดยรวมสามารถใช้งานมือเดียวได้สบายๆ บนขนาดหน้าจอที่กำลังน่าใช้เลย

ราคาจำหน่ายก็ไม่แพงครับ 7,990 บาท สำหรับมือถือ Android One ตัวนี้

 

แถมยังมีโปรโมชั่นร่วมกันกับทาง Truemove H เปิดจำหน่ายในราคาแค่ 3,990 บาท 

กติกาสำหรับคนอยากได้โปรโมชั่นราคาพิเศษจากทรู ก็คือซื้อเครื่องพร้อมสมัครแพ็คเกจรายเดือน 4G Fun Unlimited ในแพ็กเกจราคาแค่เดือนละ 499 บาทเท่านั้นครับ

ก็สามารถซื้อเครื่องได้ในราคาพิเศษ 3,990 บาท (ชำระค่าบริการล่วงหน้า 1,000 บาท) แต่โปรโมชั่นพิเศษนี้มีถึงวันที่ 31 มกราคม 2019 เท่านั้นนะครับ

โปรโมชั่นร่วมกันกับทางทรู โปรราคาดีมากครับ ^^

ข่าว: รีวิว Motorola One สมาร์ทโฟนสวย โปรดี ใช้งานปลอดภัย และอนาคตไกลด้วยอัพเดทจาก Android One มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2018/12/13/review-motorola-one-android-one.html

Advertisements

[รีวิว] Realme C1 สมาร์ทโฟนน้องใหม่ที่ครบเครื่องที่สุด ในราคามิตรภาพ

Realme (เรียลมี) ได้ประกาศเชิญบล็อกเกอร์และเว็บไซต์หลายสำนักเข้าร่วมงานเปิดตัวอย่างเป็นทางการของผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ Realme C1 เป็นรุ่นที่ต้องบอกว่าคุ้มค่าและน่าใช้มาก ให้คุณสมบัติที่ครบถ้วนในราคาเบาๆ 3,990 บาท พร้อมกับโปรโมชั่นพิเศษจากทรู

Realme C1 ถือว่าเป็นมือถือที่น่าสนใจมาก โดยช่องทางการขายนั้นจะผ่าน 7-11 เป็นหลัก โดยมีคุณสมบัติที่น่าสนใจดังนี้

หน้าจอ Notch Full Screen ขนาด 6.2 นิ้ว : สัดส่วนพื้นที่การแสดงผล 88.8%
แบตเตอรี่ความจุ 4230mAh : เล่นเกมต่อเนื่องได้นานถึง 10 ชั่วโมง
กล้องหลังคู่ 13 MP + 2 MP โฟกัสเร็วด้วยระบบ PDAF พร้อมรูรับแสง : f/2.2 + f/2.4
หน่วยประมวลผล Qualcomm Snapdragon 450
ระบบปฏิบัติการ ColorOS 5.1 : Based on Android 8.1
ระบบปลดล็อคใบหน้าด้วย AI
การเชื่อมต่อ GSM: 850/900/1800/1900MHz, WCDMA: 850/900/2100MHz, TD-LTE: Bands 38/40/41(2535-2655MHz)และ FDD-LTE : Bands 1/3/5/8
รองรับ Wi-Fi 2.4 GHz และ Bluetooth 4.2
ระบบเซ็นเซอร์ต่างๆ E-Compass, Light Sensor, Proximity Sensor, Gravity Sensor, Accelerometer Sensor

หน้าจอ Notch Full Screen ขนาด 6.2 นิ้ว : สัดส่วนพื้นที่การแสดงผล 88.8%

ภายในกล่องมีอะไร?

เมื่อเราเปิดกล่องขึ้นมานั้นก็มีสิ่งต่างๆ อันประกอบด้วย
– โทรศัพท์มือถือ
– Adapter
– สาย Micro USB
– ใบรับประกัน
– คู่มือการใช้งาน
– อุปกรณ์เปิดช่องใส่ซิม
– ฟิล์มกันรอย
– เคสใส
– พิเศษเนื่องจากทรูเป็นผู้จัดจำหน่าย จึงได้มอบซิมมาให้ด้วย

เรื่องของกล้อง

กล้องหลังคู่ 13+2 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/2.2 ผสานระบบโฟกัสแบบ PDAF ซึ่งโฟกัสได้เร็วและแม่นยำดี พร้อมฟีเจอร์ HDR ที่ช่วยให้จุดมืดในภาพดูสว่างขึ้น และที่สำคัญทำภาพหน้าชัดหลังเบลอได้อีกด้วย นอกจากนั้นแล้วยังมีโหมดปรับภาพถ่ายอีกหลายโหมดเช่น ถ่ายภาพคน, ถ่ายแบบใส่สติ๊กเกอร์, ถ่ายแบบโหมดย่นระยะเวลา (Time lapse) และอื่นๆ

ถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอ
ภาพถ่ายสติ๊กเกอร์
สามารถปรับโหมดภาพในการถ่ายให้สีสดใสได้

การถ่ายในโหมดย่นเวลา (Time lapse)

การทำงาน

ด้วยคุณสมบัติที่ให้มาเต็มขั้นด้วยประสิทธิภาพจากหน่วยประมวลผล Qualcomm Snapdragon 450 ผนึกเข้ากับชิปกราฟิก Dreno 506 , หน่วยความจำ 2 GB และแบตเตอรีที่ให้มาขนาดใหญ่ทำให้ชาร์จครั้งเดียว ใช้ได้นานหลายวันเลยทีเดียว สำหรับงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นพวกเฟสบุ๊ก, โปรแกรมแชทต่างๆ หรือดู VDO จาก Youtube ก็สบายๆ และด้วยระบบปลดล็อกด้วยใบหน้า ซึ่งใช้เวลาปลดล็อคเพียงแค่ 0.3 วินาที ด้วยการจดจำใบหน้า 128 ตำแหน่ง (ตามทฤษฏี) ก็ช่วยให้คุณปลดล็อกเครื่องได้ง่ายและรวดเร็ว นอกจากนั้นแล้วเรายังได้ทดสอบโปรแกรม antutu ก็ได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นที่น่าพอใจ

ผลทดสอบด้วยโปรแกรม antutu

บทสรุป

สรุปเรื่องราวของ Realme รุ่น C1 ได้นิยามดังนี้ เป็นสมาร์ทโฟนแบรนด์น้องใหม่ โดดเด่นด้วยดีไซน์เรียบหรูสีดำ อัดแน่นด้วยสเปคคุณภาพเยี่ยม หน้าจอใหญ่ Full Screen ขนาด 6.2 นิ้ว แบตเตอรี่สุดทนขนาด 4,230 mAh เต็มอิ่มกับการใช้งานได้ยาวนาน เหนือชั้นด้วยกล้องหลังคู่ 13 และ 2 ล้านพิกเซล พร้อมกล้องหน้าความละเอียด 5 ล้านพิกเซล ถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอสวยงาม คมชัดทุกรายละเอียด เพลิดเพลินกับทุกไลฟ์สไตล์ความบันเทิงไม่มีสะดุดด้วยชิปเซ็ต Snapdragon 450 ความเร็ว 1.8 GHz และชิปกราฟิก Adreno 506 รองรับ 2 ซิมการ์ด บนเครือข่าย 4G ในราคาเพียงแค่ 3,990 บาท นอกจากนั้นแล้ว ทางทรูก็ให้สิทธิพิเศษคือ ใช้อินเทอร์เน็ตฟรีไม่อั้นนาน 12 เดือน ที่ความเร็ว 1 Mbps รวมทั้งใช้ฟรี Wifi และโทรฟรีในเครือข่ายทรูมูฟ เอช เพียงเติมเงินสะสมครบ 100 บาทต่อเดือน เท่านั้น

from:https://www.enterpriseitpro.net/realme-c1-truemove-h-3990-bath-full-display/

รีวิวกระจกติดเลนส์กล้อง Gizmo Camera Lens Glass Film ปกป้องกล้องหลัง iPhone X, XS, XS Max

Gizmo Camera Lens Glass Film Coverสำหรับผู้ใช้ iPhone X, iPhone XS และ iPhone XS Max ที่กำลังมองหาฟิล์มติดเลนส์กล้องหลัง เพื่อป้องกันรอยขีดข่วน วันนี้ทีมงานมีฟิล์มกระจกนิรภัย Gizmo Camera Lens Glass Film ราคาสบายกระเป๋ามารีวิวให้ชมกันค่ะ รีวิวฟิล์มติดเลนส์กล้อง Gizmo Camera Lens Glass Film เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ สำหรับปัญหาของรอยขีดข่วนที่จะเกิดขึ้นกับกล้องหลังของ iPhone ในเวลาที่เราวางโทรศัพท์ไว้บนพื้นที่อาจจะมีเศษฝุ่นหรือเก็บ iPhone ไว้ในกระเป๋า แล้วเลนส์กล้องหลังอาจจะโดนรอยขีดข่วนจากวัตถุอื่นๆ ที่มีการเสียดสีกันจนทำให้เกิดรอย Gizmo Camera Lens Glass Film จึงออกแบบมาเพื่อปกป้องเลนส์กล้องหลัง iPhone ของคุณ ด้วยวัสดุจะกระจกนิรภัยใส ให้ภาพถ่ายคมชัดเหมือนไม่ได้ติด และยังเคลือบสารกันรอยนิ้วมืออีกด้วย ซึ่งวันนี้ทีมงานจะมารีวิวฟิล์มติดเลนส์กล้อง Gizmo Camera Lens Glass Film สำหรับ iPhone X, XS และ XS Max อุปกรณ์ในกล่อง […]

from:https://www.iphonemod.net/gizmo-camera-lens-glass-film-review.html

Review – Sony PlayStation Classic โหยหาความรักความเมตตาของวันวาน

สำหรับวัย 30++ หรือเกือบๆ 30 ผมเชื่อว่าต้องเคยใฝ่ฝันอยากซื้อหรืออยากเล่นเครื่องเล่นเกมคอนโซลต้นตำหรับอย่าง Sony PlayStation เครื่องเล่นเกมที่เข้ามาปฏิวัติวงการในยุคนั้นเลยก็ว่าได้ตั้งแต่กราฟิกที่ล้ำหน้าที่สุดในสมัยนั้น ระบบการเล่นที่หลากหลาย และจอยที่เป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร แต่ด้วยหลายๆท่านยังเป็นวัยเรียนอาจจะไม่มีปัญญาซื้อจนต้องเดินเข้าร้านเกมเล่นกันเป็นชั่วโมงเพื่อให้เคลียสักเกม ผมเองก็เป็นหนึ่งในคนที่เข้าร้านเกมเพื่อเล่น Sony PlayStation 1 จนหลายเดือนก่อน Sony ได้ประกาศเปิดตัว Sony PlayStation Classic ที่เรียกได้ว่ายก Sony PlayStation 1 มาวางจำหน่ายใหม่ ในรูปทรงหน้าตาที่เหมือนเดิมแตกต่างที่ขนาดเล็กลง และยังมาพร้อมเกม 20 เกม ยอดฮิตติดตั้งมาให้เล่นเลย โดยแบ่งเป็น 2 เวอร์ชั่น คือเวอร์ชั่นญี่ปุ่น และเวอร์ชั่นอินเตอร์ ซึ่งจะแต่างต่างในส่วนของเกมที่แถมมาให้

ก่อนอื่นสำหรับท่านที่อาจจะเกิดยุดหลังและไม่รูว่า Sony PlayStation 1 นั้นเป็นอย่างไร ผมขอพาทุกท่านไปรู้จักเจ้าเครื่องเล่นเกมตัวนี้กันก่อนเเพื่อความินมากยิ่งขึ้นไปอีก

  • เพลย์สเตชัน (อังกฤษ: PlayStation ญี่ปุ่น: プレイステーション) เป็นเครื่องเล่นวิดีโอเกม ระบบ 32 บิต ผลิตโดยโซนี่คอมพิวเตอร์เอนเตอร์เทนเมนท์ โดยได้มีออกมาหลายรุ่นในลักษณะหลักเดียวกันในช่วงปลายคริสต์ทศวรรษ 1990 หลังจากที่ประสบความสำเร็จทางโซนี่ได้ออกเครื่องเล่นเกมในรุ่นต่อมาซึ่งได้แก่ เพลย์สเตชัน 2 จนมาถึงปัจจุบันเพลย์สเตชัน 4

หากไม่มีวิกฤติก็อาจจะไม่มี เพลย์สเตชัน

  • เดิมบริษัทนินเทนโดมีความสนใจในตัวสื่อบันทึกรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า CD-ROM ซึ่งพัฒนาโดยบริษัทโซนี่และฟิลิป ทางนินเทนโดจึงติดต่อกับทางโซนี่ ในข้อเสนอร่วมกันผลิตอุปกรณ์เสริมแบบใหม่ให้กับเครื่องSFC โดยอุปกรณ์เสริมที่ว่าจะทำให้เครื่องเกมSFCสามารถเล่นเกมจากแผ่น CD-ROM ได้ โดยใช้ชื่อว่า SNES-CD และได้มีการประกาศต่อสาธารณชนครั้งแรกในงานแสดงสิค้าอิเล็กทรอนิกส์ Consumer Electronics Show (CES) ปี 1991 แต่เหตุการณ์พลิกผัน เมื่อประธานบริษัทนินเทนโดในขณะนั้นเกิดไม่พอใจในเนื้อหาของข้อตกลงในสัญญาฉบับเก่าที่ทำกับโซนี่ เนื่องจากเห็นว่าทางโซนี่จะได้สิทธิในเกมทุกเกมที่ผลิตออกมาในรูปแบบ CD-ROM ทางนินเทนโดจึงได้ยกเลิกข้อตกลงการพัฒนาร่วมกับโซนี่ทั้งหมดกลางงาน CES และได้เปลี่ยนไปเซ็นสัญญากับทางฟิลิปแทน ซึ่งการถูกยกเลิกสัญญากะทันหันแบบตั้งตัวไม่ทันนี้ สร้างความลำบากให้กับทางโซนี่ ผลงานวิจัยและพัฒนาถูกยกเลิกกลางอากาศ ทางบริษัทโซนี่จึงตัดสินใจนำสิ่งที่เหลือจากโครงการที่ยุบไปแล้วมาพัฒนาต่อเป็นเครื่องเกมคอนโซลแบบเดี่ยว ทางนินเทนโดได้ฟ้องร้องขอให้ศาลสั่งให้โซนี่ระงับการพัฒนา แต่ศาลไม่รับฟ้อง ในที่สุดในปี 1991 เครื่องเพลย์สเตชันรุ่นต้นแบบก็ถูกผลิตออกมา

เป็นเครื่องเล่นเกมคอนโซลที่มีสายการผลิตยาวนานที่สุด

  • เพลย์สเตชันเปิดตัวครั้งแรกในประเทศญี่ปุ่นในวันที่ 3 ธันวาคม 1994 เปิดตัวครั้งแรกในประเทศสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 9 กันยายน 1995 เปิดตัวครั้งแรกในยุโรปในวันที่ 29 กันยายน 1995 โดยราคาเปิดตัวครั้งแรกในอเมริกาอยู่ที่ 299 ดอลลาร์สหรัฐต่อเครื่อง หรือประมาณ 7,500 บาท (ในยุคนั้น 1 ดอลลาร์สหรัฐ ประมาณ 25 บาท ) และมีการผลิตเครื่องเพลย์สเตชันนั้นยาวนานต่อเนื่องถึง 11 ปี เป็นเครื่องเกมคอนโซล จนเมื่อวันที่ 23 มีนาคม ปี2006 ทางโซนี่ประกาศยุติสายการผลิต

ยอดขายมหาศาล

  • เพลย์สเตชัน สามารถทำยอดขายได้มากถึง 102 ล้านเครื่อง ซึ่งถือว่าเยอะมากในยุคนั้น

ที่มา : https://th.wikipedia.org/

Sony PlayStation Classic มีข่าวครั้งแรกเมื่อเดือนกันยายนปีนี้ และกำหนดให้วางจำหน่ายวันที่ 3 ธันวาคมที่ผ่านมาพร้อมกันทั่วโลก ซึ่งสร้างความฮือฮาได้เป็นอย่างมาก เพราะเหมือนเติมเต็มความฝันวัยเยาว์ให้หลายๆท่าน ที่อาจจะเคยเล่น เคยเป็นเจ้าของ หรืออีกหลายๆท่านที่ทำได้เพียงแค่เข้าไปเล่นในร้านเกม ด้วยการพัฒนาขึ้นมาใหม่ด้วยรูปทรงเดิมของ Sony PlayStation 1 แต่ปรับให้มีขนาดเล็กลงเหลือ 1 ใน 4 ของเครื่องรุ่นเดิม และปรับมาใช้หน่วยความจำภายในแทนแผ่นซีดี แถมจอยมาให้ 2 จอย เลยไม่ต้องซื้อเพิ่ม และได้ติดตั้งเกมมาให้เลย 20 เกม โดยจะแบ่งเป็น 2 โซนคือเวอร์ชั่นอินเตอร์ และเวอร์ชั่นญี่ปุน

โดยเกมที่จะมีเหมือนกันทั้ง 2 เวอร์ชั่น

  • Battle Arena Toshinden
  • Final Fantasy VII
  • Intelligent Qube
  • Jumping Flash!
  • Metal Gear Solid
  • Mr. Driller
  • R4: Ridge Racer Type 4
  • Resident Evil: Director’s Cut
  • Revelations: Persona
  • Super Puzzle Fighter II Turbo
  • Tekken 3
  • Wild Arms

เกมที่จะมีเฉพาะเวอร์ชั่นอินเตอร์

  • Cool Boarders 2
  • Destruction Derby
  • Grand Theft Auto
  • Oddworld: Abe’s Oddysee
  • Rayman
  • Syphon Filter
  • Tom Clancy’s Rainbow Six
  • Twisted Metal

เกมที่มีเฉพาะเวอร์ชั่นญี่ปุ่น

  • Arc the Lad
  • Arc the Lad II
  • Armored Core
  • G-Darius
  • Gradius Gaiden
  • Parasite Eve
  • SaGa Frontier
  • XI [sái]

กล่องของ Sony PlayStation Classic จะมาพร้อมลวดลายและชื่อรุ่นย้อนยุด ขนาดไม่ใหญ่ พร้อมระบุข้อมูลชัดเจน โดยกล่องนอกจะแบ่งตามประเทศที่จำหน่าย ด้วยภาษาของแต่ละประเทศ และที่สำคัญในบ้านเราจัดจำหน่ายโดย Sony Thai เป็นเครื่องศูนย์รับประกัน 1 ปีเต็ม เสียมีปัญหาเคลมได้เหมือนเครื่อง PS4

ด้านหลังกล่องถือเป็นไฮไลท์ด้วยเกมที่ติดตั้งมาในเครื่อง 20 เกม โดยจะมีเกมดังๆที่ผมคุ้นเลยไม่ว่าจะเป็น Metal Gear Solid ,Resident Evil: Director’s Cut ,Tekken 3 ,Grand Theft Auto เกมสร้างชื่อและมีภาคต่อมาจนถึงปัจจุบันทั้งนั้น

อุปกรณ์ภายในกล่อง Sony PlayStation Classic จะมีตัวเครื่อง จอย 2 อัน คู่มือเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษและภาษาไทย สาย HDMI และสาย Micro USB ไม่มี Adapter แถมมาให้นะครับ แต่ใช้ไฟไม่เยอะต่อ Adapter USB ทั่วไปก็ใช้ได้

ตัวเครื่อง Sony PlayStation Classic มาในขนาดที่เล็กลงกว่าเดิม เหลือเพียง 1 ใน 4 ขนาดประมาณฝ่ามือ ส่วนการออกแบบหน้าตา ปุ่มต่างๆเหมือน Sony PlayStation 1 ทุกประการ แม้กระทั่งช่องระบายความร้อนด้านข้าง และด้านล่างก็ตำแหน่งเดิมไม่มีผิดเพียน จะต่างแค่ปุ่ม Open กดแล้วฝาใส่แผ่นซีดีจะไม่เปิด แต่มีหน้าที่สำหรับเปลี่ยนแผ่นเกมซึ่งเป็นฟังค์ชั่นพิเศษสำหรับบางเกมที่ต้องเปลี่ยนแผ่น นอกนั้นก็จะมีไฟแสดงสถานะตรงปุ่ม Power สำหรับเปิดเครื่อง และปุ่ม RESAT สำหรับรีเซ็ตหรือออกเกมเข้าหน้าเมนูหลัก

ขอบเครื่องด้านหน้าจะเป็นพอร์ต USB สำหรับจอย 2 อัน แทนพอร์ตจอยแบบเก่า ส่วนช่อง MEMORY CARD ทำมาหลอกๆให้เหมือนรุ่นเก่าไม่ได้มีการใช้งานอะไร เพราะเดี๋ยวนี้เข้าไม่ต้องใช้กันแล้ว

ด้านหลังก็ยังทำได้ใกล้เคียงของเดิมโดยเฉพาะตัวช่องปิดพอร์ต Action Replay สำหรับต่ออุปกรณ์ขั้นเทพตั้งแต่สูตรช่วยโกง ไปจนถึงแปลงให้ Sony PlayStation 1 ดูหนังวีซีดีได้ แต่ใน Sony PlayStation Classic ช่องนี้เปิดไม่ได้ พอร์ตการแสดงผลเปลี่ยนมาใช้ HDMI และด้านข้าง Micro USB สำหรับจ่ายไฟ

 

ขนาดใหญ่กว่าฝ่ามือนิดหน่อย พกพาสะดวกใส่กระเป๋ากางเกงยังได้

ถัดจากตัวเครื่องก็มาแนะนำจอยกันต่อ กับรูปทรงเหมือนเดิมไม่มีผิดเพียน ทั้งการออกแบบ ตำแหน่งปุ่มรวมไปถึงวัสดุก็เหมือนเดิมทุกประการ แต่ต่างจากรุ่นเก่าตรงที่จอยมีขนาดเล็กลงกว่าเดิม แต่ก็ไม่ได้เล็กเกินไปจนจับไม่ถนัดมือ

การออกแบบพอร์ตเชื่อมต่อมาในรูปทรงเดิม แต่เปลี่ยนมาเป็นพอร์ตเชื่อมต่อแบบ USB ทำให้สามารถใช้กับพีซีได้ด้วยนะครับ หรือจะเอาจอยอื่นมาต่อก็สามารถใช้งานได้เหมือนกัน

แม้จอยจะมีขนาดเล็กลงมาบ้าง แต่การใช้งานก็ยังสามารถจับได้กระชับมือ กดปุ่มสั่งงานได้เหมือนจอยในวันวาน

สายจอยยาวอยู่ พอลองต่อแล้วดูจอยใหญ่พอๆกับตัวเครื่องอีกนะนี่ 555

โลโก้ที่คุ้นเคยตอนเปิดเครื่อง

หน้าตาของเมนูหลัก โดยจะมี 20 เกม ให้เลือกเล่นได้ โดยจะมีชื่อเกม ค่ายที่ผลิต และปีที่วางจำหน่ายโชว์อยู่ กดเลือกซ้านขวา และ X สำหรับเลือกเกมที่ต้องการ โดยการเซฟนอกจากเซฟในเกมตามระบบเดิมแล้ว ตัวเครื่องยังเก็บข้อมูลล่าสุดที่เล่นเอาไว้ด้วย กล่าวคือถ้าออกเกมกลางคันโดยที่ยังไม่ได้เซฟ ตัวเครื่องจะเก็บตำแหน่งที่ออกไว้เหมือนเกมสมัยใหม่

เมนูตั้งค่าต่างๆไม่สามารถปรับแต่งอะไรได้มากนัก พร้อมเมนูแนะนำการใช้งานเบื่องต้น

หลังจากเลือกเกมแล้วก็จะเป็นหน้าจอที่เราต้องลุ้นกันก่อนเข้าเกมว่าจะผ่านไหม พร้อมเสียงที่เราคุ้นเคย

ภาพของเกมต่างๆต้องบอกว่ายกมาจาก Sony PlayStation 1 เลย ไม่ได้มีการปรับเพิ่มกราฟิก ปรับอัตราส่วนใดๆ ภาพ 4:3 และเป็นภาพแบบ 32 บิต เหลี่ยมๆเหมือนเดิม จนทำให้อดคิดไม่ได้ว่า เมื่อก่อนเราเล่นเกมภาพแบบนี้ได้อย่างไร ในเมื่อปัจจุบันภาพกราฟิกพัฒนาไปสมจริงอย่างมาก แต่ถ้ามองไปเมื่อก่อนภาพแบบนี้ถือว่าคมชัดสมจริงมากแล้ว และที่สำคัญคือระบบการเล่นเกที่ยังเหมือนเดิม บางเกมล้ำยุคมากในสมัยนั้น แต่ก็เอาไว้เล่นคลายเครียด ย้อนวันวานได้อยู่ โดยเฉพาะท่านที่เคยเล่นเกมนั้นๆมาก่อนแล้ว

Sony PlayStation Classic อาจจะไม่ใช่เครื่องเล่นเกมที่ดีที่สุด ที่แรงที่สุด บางท่านอาจจะมองว่าไปโหลดอีมูเลเตอร์ PSX หรืออะไรก็ตามเล่นบนพีซีก็ได้ทำไมจะต้องเสียเงินซื้อ Sony PlayStation Classic แต่สำหรับบางท่านมันคือความทรงจำในวัยเยาว์ เหมือนได้ย้อนเวลากลับไปเมื่อหลายปีก่อน ได้เล่น ได้สัมผัสเหมือนเล่นบนเครื่อง Sony PlayStation 1 ทั้งเกม และระบบการเล่นไปจนถึงสัมผัสของจอยที่ต่อให้ PSX ก็ไม่สามารถเข้ามาแทนได้ อย่างผมก็เล่นจริงๆจังเหมือนเล่นเกมในสมัยก่อน กว่าจะผ่านแต่ละด่านมันช่างยากเย็น เหมือนย้อนเวลากลับไปวัยเด็กเลยก็ว่าได้ แต่ก็อย่าคาดหวังว่าภาพกราฟิกมันจะดีขึ้น จะปรับปรุงเหมือนพวก Remaster นะครับ เพราะมันคือคุณภาพแบบเดิมที่อาจจะต้องทำใจหน่อย

Sony PlayStation Classic จึงเหมือนของสะสม ที่เหมาะกับแฟน Sony PlayStation โดยเฉพาะ ที่ไม่ได้แค่ของสะสมแต่ยังเล่นหรือใช้งานจริงได้ด้วย เกมที่มีแค่ 20 เกม ในอนาคตน่าจะสามารถเพิ่มได้อีก ไม่น่ามีแค่นี้แน่นอนกับราคาค่าตัวที่ 3,590 บาท ไม่ถูกหรือแพงจนเกินไป เมื่อเทียบกับความทรงจำในวัยเยาว์

จุดเด่น

  • ความทรงจำในวัยเยาว์เหมาะกับเป็นของสะสม
  • ให้ความรู้สึกเหมือน Sony PlayStation 1 เกือบทุกประการ

ข้อสังเกตุ

  • เกมน้อยไปหน่อย
  • ไม่แถม adapter มาให้

from:https://notebookspec.com/review-sony-playstation-classic/464767/

[รีวิวเกม] Super Smash Bros. Ultimate เกมต่อสู้ที่ดีที่สุดแห่งปี

ในปีที่สองของการวางขาย Nintendo Switch แม้ว่าจะมีเกมออกน้อยกว่าปีแรก แต่ก็มีเกมฟอร์มยักษ์ที่หาเล่นไม่ได้บนเครื่องอื่นอย่าง Pokemon Let’s Go Pikachu และ Pokemon Let’s Go Eevee นอกจากนี้ปลายปียังมีการส่งเกมต่อสู้ระดับเรือธงของนินเทนโดอย่าง Super Smash Bros. Ultimate ออกวางขายอีกเกม

โดยหากมองภายนอกเกม Super Smash Bros. Ultimate คือภาคอัพเกรดของ WiiU แต่พอได้สัมผัสแล้วมันเพิ่มสิ่งต่างๆเข้ามามากมายเกินคำว่าภาคพิเศษหรืออัพเกรดมากมาย ไม่ว่าจะเป็นตัวละครที่ยัดใส่มาครบ และมีมากมาย มหาศาลถึง 74 ตัวละคร และยังขนมาทั้งตัวละครจากค่ายนินเทนโด และค่ายอื่น นอกจากนี้หลายสิ่งที่อัพเกรดมากจนเกินคุ้มเรียกว่ามันเกินความเป็นภาคใหม่ไปแล้ว

กราฟิกเดิมๆแต่เสริมด้วยความโดดเด่นและลื่นไหล

ในส่วนของกราฟิกแม้ว่ามองภายนอกจะเหมือนกับ Super Smash Bros. บน WiiU แต่หากมองดีๆภาค Ultimate ถือว่าเป็นเกมบน Nintendo Switch ที่มีกราฟิกอยู่ในระดับดี เพราะทั้งเต็มไปด้วยรายละเอียดของฉากและตัวละคร และมีความลื่นไหลไม่มีสะดุดทั้งแบบต่อทีวีเล่นและแบบพกพา แม้ว่ากราฟิกจะไม่ได้ถูกยกระดับแต่ส่วนตัวแล้วมีความสุขมากกับกราฟิกระดับนี้และความลื่นๆของเกมเพลย์ทำให้เราสนุกไปกับเกมได้อย่างไม่มีอะไรให้ติดขัดแม้แต่น้อย

ส่วนอีกความยอดเยี่ยมคือเพลงประกอบและเสียงประกอบ ที่ขนมาแบบจัดเต็มที่ไม่ได้โดดเด่นแค่นินเทนโด เพลงประกอบของค่ายอื่นยังยัดใส่มาแบบแน่นเกม แถมเราสามารถปรับเปลี่ยนเองได้ เช่นเดียวกับฉากต่อสู้ที่มีการรวมของเดิมและของใหม่มาเกิน 100 ฉากแถมยังเสริมด้วยลูกเล่นที่ฉากสามรถเปลี่ยนเองได้ระหว่างการต่อสู้ที่ช่วยเพิ่มความสนุกขึ้นหลายเท่า

เกมเพลย์อัพเกรดให้สนุกขึ้น

รูปแบบการเล่นยังคงเหมือนเดิมที่เป็นเกมต่อสู้ 2 มิติมุมมองด้านข้าง ที่เน้นการกดปุ่มที่เรียบง่ายเพราะมีการใช้งานเพียงไม่กี่ปุ่ม เช่นมีการใช้ปุ่มโจมตีและปุ่มพิเศษแบบที่รวมกันปุ่มทิศทางแบบง่ายๆ และปุ่มกระโดด , ป้องกันและจับทุ่ม แต่เชื่อหรือไม่ว่ามันสามารถประสานเป็นอีกหนึ่งในเกมต่อสู้ที่ยอดเยี่ยมมาก เพราะผู้เล่นต้องตามจังหวะให้ถูกต้องมันจะเกิดเป็นท่าที่ทรงพลังจนทำให้คู่แข่งกระเด็นออกไปจากฉากได้อย่างง่ายดาย โดยเกมจะไม่มีค่าพลังแต่จะนับเป็น % ที่เมื่อโดนโจมตีเปอร์เซน์จะเพิ่มและยิ่งมากเราก็มีโอกาสโดนอัดออกจากฉากได้ ที่เป็นรูปแบบที่หลายเกมนำไปเลียนแบบ และภาค Super Smash Bros. Ultimate ยังคงทำหน้าที่ได้ดีไม่มีลดลงแม้แต่น้อย

ส่วนเกมเพลย์ในฉากที่ผู้เล่นได้เหมือนกำลังเล่นรถไฟเหาะในสวนสนุก เพราะต้องคอยระวังกับดักหรือระวังไม่ให้หลุดไปออกนอกฉาก ก็ยังเป็นอีกรูปแบบที่เป็นจุดเด่นรวมทั้งยังมีไอเทมหลากหลาย ท่าไม้ตายสุดยอดที่อลังการและกดง่ายทำให้ผู้เล่นทั้งสนุกและฮา ลูกเล่นในฉากที่ไม่ซ้ำและนำรูปแบบของหลายเกมมารวมกันไม่ว่าจะเป็นเกมของนินเทนโด หรือเกมจากค่ายอื่นก็ยัดใส่มาแบบจัดเต็มแบบไม่มีกั๊กไว้ทำภาคต่อกันเลย

เกมเพลย์คนเดียวก็สนุก หลายคนก็ยิ่งสนุก

ความโดดเด่นของเกมอาจจะคือการเล่นกับเพื่อนก็จริงแต่ภาคนี้ได้เสริมโหมดใหม่ในชื่อ world of light หรือก็คือโหมดผจญภัย ที่มาพร้อมกับเรื่องราวที่เริ่มจากเราจะได้รับบทเป็นเคอร์บี้ผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียว และจะค่อยๆออกไปท่องโลกที่จะแบ่งออกเป็นแผนที่คล้ายกับเกม Super Mario World แล้วจะค่อยๆปลดล็อกฉาก และเพิ่มตัวละครใหม่ๆให้กลับคืนมาในทีม และเราสามารถเล่นสนุกกับมันได้ยาวนานกว่าโหมดเล่นคนเดียวของภาคก่อนหน้านี้ และมีความสนุกลงตัวอย่างไม่มีที่ติ เพราะกว่าจะปลดล็อกตัวละครครบ 74 ตัว ก็เป็นสิบชั่วโมงแล้ว

โหมด world of light ที่ยอดเยี่ยม

นอกจากนี้ในฉากของ world of light ยังมีของซ่อนอยู่มากมาย รวมทั้งเราต้องหาทางเปิดทางใหม่ๆด้วยการใช้ตัวละครที่เรามี หรือไอเทมพิเศษ เพื่อปลดล็อกฉากใหม่ๆ และอีกสิ่งที่โดดเด่นคือ สปริต ที่มาเป็นตัวละครในตำนานของเกมซีรีส์ต่างๆทั้งของค่ายนินเทนโดและค่ายอื่น เพื่อนำมาปรับแต่งตัวละครของเราให้มีความสามารถพิเศษเพิ่ม รวมทั้งยังกำหนดธาตุต่างๆได้ด้วย เพราะในการเล่นบางครั้งเราต้องใช้สปริตให้ถูก

แต่ไม่ต้องกลัวว่าจะงงเพราะเกมมีการบอกว่าควรใช้อะไรบ้าง นอกจากนี้ตัว สปริตยังสามารถปรับแต่งเพิ่มได้อีก เรียกได้ว่าหลากหลายสุดๆ ส่วนตัวละครหลักที่เราใช้งานก็สามารถอัพเกรดตัวละครได้ด้วยระบบเดินสายคล้ายกับเกมแนว RPG ยอดนิยมทั่วไปที่เข้าใจง่าย แถมมีการต่อสู้กับบอสที่อลังการงานสร้าง มันคือเกมต่อสู้ที่มีอะไรให้ทำมากมายโดยไม่ต้องซื้อ DLC เพิ่มเลยด้วยซ้ำ

ส่วนการเล่นกับเพื่อนๆ ในเกม Super Smash Bros. Ultimate ก็ทำได้สนุกเหมือนเดิมและยังเล่นได้ 8 คนพร้อมกันแบบลื่นๆ แม้ว่าจะดูวุ่นวายแต่ก็เป็นจุดเด่นของซีรีส์นี้มาตลอดตั้งแต่ภาคแรกๆ นอกจากนี้ภาคนี้ยังคงมีโหมดออนไลน์ที่ยังทำหน้าที่ของมันได้ดีเพราะทั้งลื่นไหลและหาคนเล่นด้วยง่ายดาย (เพราะเกมเพิ่งจะวางขายด้วย) และเราสามารถนำไปเล่นนอกบ้านแล้วสนุกไปกับเพื่อนๆได้อย่างไม่มีติดขัด

ข่าว: [รีวิวเกม] Super Smash Bros. Ultimate เกมต่อสู้ที่ดีที่สุดแห่งปี มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2018/12/08/review-super-smash-bros-ultimate-nintendo-switch.html

รีวิว Vivo Y95 มาพร้อมกล้อง AI เซลฟี่ 20MP แบตอึด 4030mAh จอ FullView 6.22 นิ้วดีไซน์สุดงามแบบไล่เฉดสี

Vivo Y95 สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดของ Y-series ชูจุดเด่นที่กล้องเซลฟี่ 20 ล้านพิกเซล พร้อมเทคโนโลยี AI เต็มตากับจอแสดงผลแบบ Halo FullView Display ขนาด 6.22 นิ้ว แบตเตอรี่ก้อนใหญ่ 4030mAh และสะดุดตากับฝาหลังไล่เฉดสี เหมือนกับสมาร์ทโฟนระดับพรีเมี่ยม

จอแสดงผลของ Vivo Y95 ใช้ดีไซน์ที่เรียกว่า Halo FullView Display มีพื้นที่หน้าจอ 88.6% กว้างจนชิดขอบ แผงหน้าจอเป็น LCD พร้อมเทคโนโลยี IPS แสดงภาพคมชัดแม้มองจากด้านข้าง โดยมีความละเอียด HD+ (1520 x 720 พิกเซล) ขนาด 6.22 นิ้ว

ขอบบนของจอแสดงผลมากับรอยบากรูปทรงหยดน้ำ พร้อมติดตั้งกล้องเซลฟี่ 20 ล้านพิกเซล ซึ่งสามารถใช้สแกนใบหน้า เพื่อปลดล็อคสมาร์ทโฟนได้ด้วย

ด้านหลังต้องบอกว่าสวยงามจริงๆ ด้วยการใช้สีแบบไล่ระดับ เคลือบผิวให้มีความมันวาวสะท้อนเงาเหมือนกระจก และมีให้เลือก 2 สี คือ Aurora Red (ส่วนบนสีแดงแล้วไล่เฉดสีลงมาเป็นสีม่วง) กับ Starry Black (ส่วนบนสีดำแล้วไล่เฉดสีลงมาเป็นสีน้ำเงินเข้ม)

ด้านหลังติดตั้งกล้องคู่ 13+2 ล้านพิกเซล พร้อมแฟลช LED วางเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมืออยู่บนโลโก้ Vivo ส่วนภายในฝังแบตเตอรี่มาให้ 4030mAh

ขอบด้านข้างมีความบาง 8.28 มิลลิเมตร มาพร้อมถาดใส่การ์ด 3 ช่อง สำหรับซิมการ์ด 2 ช่อง และวางการ์ด MicroSD ได้อีก 1 ช่อง

อีกข้างหนึ่งมีปุ่มเพิ่มลดระดับเสียง ถัดลงมาเป็นปุ่มเพาเวอร์

ด้านล่างจะพบกับช่องเสียบแจ็คหูฟัง 3.5 มิลลิเมตร, ไมโครโฟน, พอร์ต Micro USB และลำโพง

อุปกรณ์ต่างๆภายในกล่องของ Vivo Y95 ก็มีมาให้ครบครันทั้งเคสใส สาย MicroUSB ที่ชาร์จแบบพกพา หูฟังแบบ 3.5 มม. รวมไปถึงเข็มจิ้มถาดใส่ซิม

ไฮไลท์ของ Vivo Y95 อยู่ที่กล้องเซลฟี่ 20 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0 มาพร้อมโหมด AI Face Beauty ที่ฉลาดกว่าโหมด Beauty ธรรมดา เพราะสามารถระบุใบหน้าของผู้ใช้งานได้ว่าเป็นเพศอะไร อายุเท่าไร รวมถึงสีผิว สภาพผิว และสภาพแสง เพื่อปรับค่ากล้องให้เหมาะสมที่สุด จนได้ภาพเซลฟี่ที่ดูดีแบบธรรมชาติ แต่ถ้าไม่ชอบการทำงานของ AI ก็สามารถปรับระดับโหมด Beauty ได้ด้วยตัวเอง

โหมดกล้องหน้ายังมีฟีเจอร์เซลฟี่แบบกลุ่ม และเพิ่มความสนุกด้วยฟีเจอร์ AR Sticker มาพร้อมสติกเกอร์ให้เลือกหลายแบบ สำหรับตกแต่งใบหน้าหรือภาพถ่ายเซลฟี่ นอกจากนี้ กล้องเซลฟี่ยังทำงานร่วมกับฟีเจอร์ Face Unlock สามารถสแกนใบหน้าเพื่อปลดล็อคสมาร์ทโฟนได้ หรือจะใช้วิธีสแกนลายนิ้วมือก็ตามสะดวก

กล้องคู่หลัง ตัวหลัก 13 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2 วางคู่กับกล้องรอง 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4 โดยกล้องรองจะช่วยวิเคราะห์ระยะความลึก สำหรับถ่ายภาพในโหมด Portrait เมื่อถ่ายแล้วยังสามารถมาปรับ ระยะหน้าชัดหลังเบลอได้ตามใจ รวมถึงความเบลอของฉากหลังได้เองอีกด้วย

กล้องคู่หลัง ยังมาพร้อมฟีเจอร์ AI Scene Recognition นำเทคโนโลยี AI มาช่วยระบุวัตถุหรือฉากที่กำลังจะถ่าย สามารถจดจำได้ถึง 140 หมวดหมู่ จากนั้น AI จะช่วยปรับการตั้งค่ากล้องให้อัตโนมัติ ตามวัตถุหรือฉากที่ตรวจจับได้ แต่ถ้าต้องการปรับค่ากล้องด้วยตัวเอง ก็ยังมีโหมด Pro มาให้ สามารถปรับค่าชดเชยแสง ความไวแสง ความเร็วชัตเตอร์ สมดุลสีขาว และระบบโฟกัส

นอกจากนี้ยังมีโหมด Panorama สำหรับถ่ายภาพมุมกว้าง และ HDR สำหรับถ่ายภาพในบริเวณที่มีสภาพแสงแตกต่างกัน หรือมีทั้งส่วนมืดและสว่างอยู่ในเฟรมเดียวกัน ซึ่งกล้องเซลฟี่ก็มี HDR เช่นกัน และบันทึกวีดีโอสูงสุดที่ระดับ Full HD 1080p

Vivo Y95 ใช้ระบบปฎิบัติการ Funtouch OS 4.5 ทำงานบนพื้นฐาน Android 8.1 Oreo ประมวลผลด้วยชิป Snapdragon 439 ซึ่งเป็นชิปรุ่นใหม่ของ Qualcomm เปิดตัวเมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ผลิตด้วยเทคโนโลยี 12 nm FinFET สถาปัตยกรรม 64-bit แกนประมวลผล ARM Cortex A53 Octa Core 2GHz พร้อมจีพียู Adreno 505

เพียงพอสำหรับการเล่นเกมอย่าง ROV ที่คุณภาพกราฟิกสูงสุด 30 เฟรมต่อวินาที โดยมีความจำ RAM 4GB จับคู่กับ ROM 64GB และรองรับการ์ด MicroSD สูงสุด 256GB

Vivo Y95 เอาใจคอเกมด้วย AI Game Mode ช่วยป้องกันการแจ้งเตือนต่างๆ ระหว่างเล่นเกม เปิดปิดระบบปฏิเสธสายเรียกเข้า หรือถ้าต้องการรับสายก็สามารถเปิดฟีเจอร์สนทนาเป็นพื้นหลังได้ อีกทั้งยังช่วยจัดการ RAM กับ CPU เพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงสุดเหมาะสำหรับการเล่นเกม และเปิดปิดแผงคีย์บอร์ดสำหรับควบคุมเกมได้

โดยรวมแล้ว Vivo Y95 เหมาะสำหรับคนที่กำลังมองหาสมาร์ทโฟนราคาสบายๆดีไซน์สวยงาม สามารถถ่ายภาพเซลฟี่ให้ออกมาดูดี มีกล้องคู่หลังที่ถ่ายภาพละลายฉากหลังได้ ด้านความบันเทิงสามารถตอบโจทย์การดูหนังหรือทีวีออนไลน์ ด้วยจอแสดงผลแบบ Halo FullView Display ขนาด 6.22 นิ้ว และยังมีประสิทธิภาพเพียงพอสำหรับการเล่นเกมยอดนิยม อย่าง PUBG Mobile หรือ ROV โดยที่แบตเตอรี่ก็มีขนาดใหญ่ถึง 4030mAh เพียงพอสำหรับการใช้งานตลอดทั้งวันอย่างแน่นอน

Vivo Y95  พร้อมวางจำหน่ายในไทยแล้ว เปิดตัวด้วยราคา 7,499 บาท มีให้เลือก 2 สี คือ Aurora Red และ Starry Black ลองไปชมตัวอย่างภาพถ่ายด้วย Vivo Y95 ที่ด้านล่างกันได้เลย ว่าจะสวยงามขนาดไหน

from:http://www.flashfly.net/wp/236415

รีวิว : Samsung Galaxy A9 (2018) สมาร์ทโฟน 4 กล้องรุ่นแรกของโลก พร้อมดีไซน์ไล่เฉดสีสวยโดนใจ

 

หลังจากเปิดตัวครั้งแรกที่ประเทศมาเลเซียสำหรับ Samsung Galaxy A9 (2018) สมาร์ทโฟนระดับกลางในตระกูล A Series รุ่นแรกของโลกที่มาพร้อมจุดเด่นเรื่องกล้องที่รอบนี้จัดเต็มให้กล้องหลังมามากถึง ตัวด้วยกัน และสเปกที่ครบครันดีทีเดียว

ล่าสุดได้วางจำหน่ายในบ้านเราเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราไปดูรีวิวกันดีกว่าว่า  Galaxy A9 (2018) รุ่นนี้จะโดนใจคุณมากน้อยแค่ไหน?

Samsung Galaxy A9

รูปลักษณ์ดีไซน์

Samsung Galaxy A9 (2018) มาพร้อมดีไซน์ไล่เฉดสีโฉมใหม่ตามเทรนด์ Gradient โดยไล่จากสีอ่อนไปสีเข้มสวยหรูโดนใจในแบบฉบับ Samsung ตัวเครื่องใช้วัสดุที่ทำจากโลหะขึ้นรูปชิ้นเดียวแบบ Unibody ครอบทับด้วยกระจก Gorilla Glass 5 ขอบโค้งแบบ 3 มิติ ด้วยขนาด 162.5 x 77 x 7.8 มม. และน้ำหนัก 183 กรัม

ด้านหน้าเครื่อง ด้านบนสุดจากซ้ายไปขวามีเซ็นเซอร์ต่างๆ ทั้งหมุนหน้าจออัตโนมัติ และปิดหน้าจออัตโนมัติ, ช่องลำโพงสนทนา และกล้องดิจิทัลความละเอียด 24 ล้านพิกเซล

ถัดลงมาเป็นหน้าจอแสดงผล Infinity Display แบบ Super AMOLED ความละเอียด FHD+ 1080 x 2220 พิกเซล ขนาด 6.3 นิ้ว ในอัตราส่วน 18.5:9

ด้านหลังเครื่องมีดีไซน์ขอบโค้ง พร้อมไล่เฉดสี โดยมุมซ้ายด้านบนติดตั้งกล้อง 4 ตัว Quad Camera ความละเอียด 8+10+24+5 ล้านพิกเซล พร้อมไฟแฟลช LED ถัดลงมาตรงกลางมีเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้ว และโลโก้ตัวอักษร SAMSUNG

ด้านซ้ายข้างเครื่อง มีปุ่มเรียกการใช้งาน Bixby หรือผู้ช่วยคำสั่งเสียงอัจฉริยะ

ด้านขวาข้างเครื่องมีปุ่มปรับเพิ่มลดระดับเสียง กับปุ่ม Power สำหรับเปิดและปิดเครื่อง

ด้านบนมีช่องสำหรับใส่ถาดแบบ Triple Slot ที่แยกถาดใส่ซิมการ์ด 2 SIM ซึ่งรองรับซิมการ์ดแบบ nanoSIM และแยกถาดวาง microSD card มาให้ และมีไมโครโฟนตัดเสียงรบกวน กับแถบเสารับสัญญาณ

ด้านล่างเครื่อง ตรงกลางมีช่องเสียบชาร์จไฟและสายดาต้าลิงค์แบบ USB Type-C ส่วนด้านซ้ายมีช่องเสียบชุดหูฟังขนาดมาตรฐาน 3.5 มม. ด้านขวามีช่องไมโครโฟน, ช่องลำโพงเสียง และแถบเสารับสัญญาณ

สเปก Samsung Galaxy A9 (2018)

ขนาด 162.5 × 77 × 7.8 มิลลิเมตร
น้ำหนัก 183 กรัม
หน้าจอ Super AMOLED Infinity Display ความละเอียด FHD+ 2220 x 1080 พิกเซล ขนาด 6.3 นิ้ว ในอัตราส่วน 18.5:9
หน่วยประมวลผล Octa-Core ความเร็ว 2.2GHz, ชิปเซ็ท Qualcomm Snapdragon 660 หน่วยประมวลผลกราฟิก Adreo 512 GPU
RAM 6GB
หน่วยความจำภายในเครื่อง 128GB
microSD Card สูงสุด 512GB
กล้องถ่ายภาพ กล้องหลัง 4 เลนส์ Quad Camera  ประกอบด้วย กล้องตัวหลักความละเอียด 24 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.7, กล้องตัวที่สองแบบ Telephoto ความละเอียด 10 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4 พร้อมรองรับการซูมภาพแบบไม่สูญเสียรายละเอียด 2 เท่า (2x Optical Zoom), กล้องตัวที่สามเลนส์มุมกว้างพิเศษ 120 องศาแบบ Ultra Wide ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4, กล้องดิจิทัลตัวที่สี่แบบ Depth สำหรับเก็บข้อมูลระยะชัดลึก ความละเอียด 5 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/2.2 พร้อมรองรับการถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอผ่านโหมด Live Focus, เทคโนโลยี Scene Optimizer สำหรับวิเคราะห์ฉาก และวัตถุเพื่อปรับแต่งภาพถ่ายให้สวยงามอัตโนมัติ, ฟังก์ชัน Flaw Detection สำหรับตรวจจับความบกพร่องของภาพถ่าย, กล้องหน้า ความละเอียด 24 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสง F/2.0
ระบบปฏิบัติการ Android 8.0 Oreo ครอบทับด้วย Samsung Experience 9.0
เชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac, dual-band, Wi-Fi Direct, hotspot, GPS, Bluetooth 5.0, NFC, USB Type-C
รองรับระบบ 4G LTE และ 3G 850/900/2100 MHz (4G และ 3G ทุกเครือข่ายในไทย)
แบตเตอรี่ 3,800 mAh พร้อมรองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว
ราคา 19,900 บาท

คุณสมบัติการใช้งาน

Samsung Galaxy A9 (2018)  รันบนระบบปฏิบัติการ Android 8.0 Oreo ครอบทับด้วย Samsung Experience เวอร์ชัน 9 ที่ทำงานได้เร็ว ไหลลื่น และไม่สะดุด ในส่วนของหน้าจอล็อคสกรีนสามารถโทรออก และเปิดโหมดกล้องได้ทันทีโดยไม่ต้องปลดล็อคหน้าจอ

ส่วนหน้าจอหลักนั้น มีหน้าจอเริ่มต้นให้ใช้ทั้งหมด 2 หน้าด้วยกัน โดยด้านซ้ายเป็นหน้าฟีเจอร์ Bixby หรือคำสั่งเสียง ส่วนด้านขวาเป็นหน้ารวมแอปพลิเคชั่น และสามารถเพิ่มได้ตามจำนวนแอปที่ดาวน์โหลดมา ด้านบนเมื่อใช้นิ้วแตะลากลงมาจะเป็นส่วนแสดงรายละเอียดเครือข่ายที่ใช้งาน กิจกรรมล่าสุด และการแจ้งเตือนต่างๆ

ส่วนด้านล่างมีปุ่มควบคุมการใช้งานต่างๆ 3 ปุ่มด้วยกันได้แก่ ปุม Recent Apps, ปุ่มโฮม ถ้ากดค้างไว้จะเข้าหน้า Google Assistant และปุ่มย้อนกลับ

สามารถเปลี่ยนภาพพื้นหลัง ธีม หรือวิดเจ็ด และตั้งค่าหน้าหลักได้ โดยมีรูปแบบหนาจอหลักให้เลือก 2 แบบคือหน้าจอหลักและหน้าจอแอป กับหน้าจอหลักเท่านั้น

รองรับ 2 SIM สามารถใช้งาน 4G ได้พร้อมกันทั้งซิมหนึ่ง และซิมสอง

จัดการไฟล์ต่างๆ ในเครื่อง และพื้นที่จัดเก็บ ผ่านแอปพลิเคชัน My Files

รองรับ Multi Window สามารภเปิดแอปใช้งานพร้อมกันได้ 2 หน้าจอทันทีเพียงคลิกเดียว โดยแอปที่ถูกเลือกไว้ด้านบนจะแสดงเป็นหน้าจอครึ่งบน ส่วนแอปที่ถูกเลือกไว้ด้านล่างจะแสดงเป็นหน้าจอครึ่งล่าง และสามารถเปิดฟีเจอร์นี้ง่ายๆ โดยเปิดแอพในแอพหนึ่งไว้ > กดปุ่มแอพฯ ล่าสุด  > เลือก Multi Window (รูปสี่เหลี่ยม 2 อันตรงกลางบริเวณชื่อแอพฯ นั้นๆ) จากนั้นสามารถเลือกแอพฯ ที่ 2 ได้โดยการกดรายการแอพ

รองรับการปลดล็อคหน้าจอด้วยใบหน้า

ติดตั้งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่ด้านหลังเครื่อง

คุณสมบัติอื่นๆ ก็มีมาให้อย่างครบถ้วน

ด้านการถ่ายภาพ

Samsung Galaxy A9 (2019) มาพร้อมกับกล้องหลัง 4 เลนส์รุ่นแรกของโลก พร้อมไฟแฟลช LED ประกอบด้วย

กล้องตัวหลักความละเอียด 24 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.7 พร้อมเทคโนโลยีรวมพิกเซลเข้าด้วยกัน

กล้องตัวที่สองเลนส์ Telephoto ความละเอียด 10 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4 พร้อมรองรับการซูมภาพแบบไม่สูญเสียรายละเอียด 2 เท่า (2x Optical Zoom)

กล้องตัวที่สามเลนส์ Ultra Wide  ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล สำหรับถ่ายภาพมุมกว้างพิเศษ 120 องศา รูรับแสง f/2.4

กล้องดิจิทัลตัวที่สี่แบบ Depth ความละเอียด 5 ล้านพิกเซล สำหรับเก็บข้อมูลระยะชัดลึก  รูรับแสง f/2.2

พร้อมรองรับการถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอผ่านโหมด Live Focus, เทคโนโลยี Scene Optimizer สำหรับวิเคราะห์ฉาก และวัตถุเพื่อปรับแต่งภาพถ่ายให้สวยงามอัตโนมัติ, ฟังก์ชัน Flaw Detection สำหรับตรวจจับความบกพร่องของภาพถ่าย

ส่วนกล้องหน้าความละเอียด 24 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f/2.0  โดยมีโหมดบิวตี้ สามารถปรับหน้าเนียน ตาโตสีผิว หรือสปอตไลท์เติมแสง รวมทั้งมีโหมดโฟกัสบิวตี้สำหรับถ่ายเซลฟี่หน้าชัดหลังเบลอ, AR EMOJI แลถ่ายภาพเซลฟี่มุมกว้างได้

ตัวอย่างภาพจากกล้อง

ประสิทธิภาพ

Samsung Galaxy A9 (2018) ใช้หน่วยประมวลผลซีพียูแบบ Octa Core ความเร็ว 2.2 GHz โดยใช้ชิปเซ็ท Qualcomm Snapdragon 660, หน่วยประมวลผลกราฟิก Adreo 512, RAM 6GB และหน่วยความจำภายในเครื่องขนาด 128GB เท่าที่ได้ลองทดสอบโดยใช้งานปกติทั่วไปปรากฏว่า สามารถใช้งานได้ไหลลื่นไม่มีสะดุด และตอบสนองการใช้งานได้เป็นอย่างดี

ส่วนการเล่นเกมได้ลองกับเกม ROV โดยเลือกโหมดเฟรมเรทสูง และเกม PUBG Mobile เลือกกราฟิกระดับ HD และตั้งค่าเฟรมเรทสูง ปรากฎว่าสามารถเล่นได้อย่างไหลลื่น ไม่มีอาการหน่วง หรือกระตุกให้เห็น และเล่นนานๆ เครื่องก็ไม่มีอาการร้อนอีกด้วย โดยรวมแล้วถือว่าสอบผ่าน

ผลการทดสอบประสิทธิภาพของ Samsung Galaxy A9 (2018) ผ่านแอป Antutu

ผลการทดสอบประสิทธิภาพของ Samsung Galaxy A9 (2018) ผ่านแอป GeekBench 4

แบตเตอรี่

แบตเตอรี่ที่ใช้กับเครื่องรุ่นนี้มีขนาด 3,800 mAh  รองรับเทคโนโลยีขาร์จเร็ว พร้อมโหมดประหยัดพลังงานที่ช่วยยืดอายุการใช้งานได้นานขึ้น โดยเลือกได้ 2 ระดับคือ ปานกลางกับสุงสุด หลังจากที่ได้ทำการทดสอบโดยใช้งานต่อเนื่องใน 1 วันปรากฏว่าสามารถใช้งานได้ประมาณ 10-12 ชั่วโมง แต่ถ้าใช้งานอินเทอร์เน็ตในเครือข่าย 4G แบตก็อาจหมดเร็วขึ้น โดยรวมแล้วสามารถใช้งานได้ใน 1 วันสบายๆ

บทสรุป

Samsung Galaxy A9 (2019) ถือเป็นสมาร์ทโฟนระดับกลางรุ่นล่าสุดในตระกูล A Series ที่มาพร้อมจุดเด่นกล้องหลัง 4 ตัว(Rear Quad Camera) รุ่นแรกของโลก ตอบโจทย์สำหรับกลุ่มมิลเลนเนียลที่รักการค้นหาสิ่งใหม่ๆ และบันทึกช่วงเวลาที่สำคัญไว้ด้วยภาพถ่าย

รวมทั้งแบ่งปันความทรงจำ เรียกได้ว่าเป็นมิติใหม่ของกล้องบนสมาร์ทโฟนเลยก็ว่าได้ นอกจากนี้ยังอัดแน่นไปด้วยฟีเจอร์ที่หลากหลาย ตอบรับทุกความต้องการได้อย่างลงตัว รวมทั้งมาในดีไซน์ไล่เฉดสีในแบบฉบับ Samsung ที่ดูพรีเมี่ยมและสวยหรูในราคาที่เข้าถึงได้

ทั้งนี้ Samsung Galaxy A9 (2018) มีให้เลือก 3 สีได้แก่ สีดำ คาเวียร์ แบล็ค (Caviar Black) สีน้ำเงิน เลมอนเนด บลู (Lemonade Blue) และสีชมพู บับเบิ้ลกัม พิงค์ (Bubblegum Pink) วางจำหน่ายแล้วในราคา 19,990 บาท 

รับฟรีทันที ! Fast Charge Battery Pack ความจุ 10,000 mAh ประกันจอแตก 1 ปี พร้อมผ่อนสบาย 0% นาน 10 เดือน

และโปรโมชั่นพิเศษ สามารถนำเครื่องเก่ามาแลกเป็นส่วนลดแลกซื้อ Samsung Galaxy A9 (2018) ได้ตั้งแต่วันนี้ – 31 ธันวาคม 2561 เฉพาะที่ Samsung Brand Shop และร้านค้าที่ร่วมรายการ

ใครที่สนใจสามารถคลิ๊กสั่งซื้อออนไลน์ได้ที่นี่ >>> http://bit.ly/2Kqwe4k

 

from:http://mobileocta.com/review-samsung-galaxy-a9-2018/