คลังเก็บป้ายกำกับ: REVIEW

รีวิว vivo X80 Series 5G สุดยอดเรือธง Camera Phone เปิดนิยามใหม่ถ่ายวิดีโอระดับมืออาชีพ ด้วยเทคโนโลยีจาก ZEISS พร้อมสเปคจัดเต็มตอบทุกโจทย์การใช้งาน !!!

เปิดตัวอย่างเป็นทางการในบ้านเราเป็นที่เรียบร้อย สำหรับ vivo X80 Series 5G สมาร์ตโฟนรุ่นเรือธงล่าสุดของ X Series ที่มาพร้อมแนวคิด Cinematics. Redefined. เปิดนิยามใหม่ถ่ายวิดีโอระดับมืออาชีพ ด้วยเทคโนโลยีจาก ZEISS แบรนด์ผู้ผลิตเลนส์กล้องชั้นนำระดับโลก

ที่รอบนี้ได้มีการต่อยอดด้วยการอัปเกรดคุณสมบัติ Hardware ระดับโปรที่พัฒนาขึ้นโดย vivo อย่าง ชิป vivo V1+ และเทคโนโลยีใหม่ ๆ ในด้านการถ่ายภาพนิ่งและวิดีโอมาให้แบบอัดแน่น เพื่อส่งมอบประสบการณ์การถ่ายภาพระดับมืออาชีพสู่มือผู้บริโภคทั่วโลกแล้ว vivo X80 Series 5G ยังคงสืบทอดความโดดเด่นจากรุ่นพี่ X70 Pro Series มาไว้อย่างครบถ้วน ทั้งเรื่องของดีไซน์ที่มอบความหรูหราพรีเมี่ยมและขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ตระดับเรือธง สามารถตอบโจทย์การใช้งานทั่วไปรวมถึงการเล่นเกมและผู้ใช้งานที่มองหาสมาร์ตโฟนจัดเต็มในด้านการถ่ายภาพและวิดีโอได้อย่างลงตัวอีกด้วย

ซึ่งนอกจากจะเด่นในเรื่องกล้องแล้ว vivo X80 Series 5G ยังมาพร้อม สเปกเครื่องเร็ว แรง ครบครันในทุกด้าน สำหรับฟีเจอร์และความน่าสนใจอื่น ๆ ของ vivo X80 Series 5G จะสามารถตอบโจทย์โดนใจแฟน ๆ ซีรีส์นี้หรือไม่ มาติดตามรับชมรีวิวไปพร้อม ๆ กันได้เลยครับ 

vivo X80 Seires

สเปคเบื้องต้น vivo X80 Pro 5G 

ขนาด 164.57×75.30×9.10 มม.  
น้ำหนัก 219 กรัม 
หน้าจอแสดงผล หน้าจอ Ultra O Screen Display ชนิด AMOLED E5 ขนาด 6.78 นิ้ว ความละเอียด 3200×1440 (WQHD+) อัตรารีเฟรชเรท 120Hz รองรับ HDR 10+ และการปกป้องดวงตา SGS Eye Care Display และรองรับเทคโนโลยี LTPO 3.0 ล่าสุด   
หน่วยประมวลผล ชิปเซ็ต Qualcomm SM8450 Snapdragon 8 Gen 1 (4 nm) Octa-core (1×3.00 GHz Cortex-X2 & 3×2.40 GHz Cortex-A710 & 4×1.70 GHz Cortex-A510) หน่วยประมวลผลกราฟิก Adreno 730
RAM 12GB
หน่วยความจำภายในเครื่อง 256GB
microSD Card ไม่รองรับ
ระบบปฏิบัติการ  Funtouch 12 บนพื้นฐานของ Android 12
เชื่อมต่อ OTG, NFC, Wi-Fi 6, Wi-Fi 5, 2.4G/5G, Wi-Fi Display, 2×2 MIMO, MU-MIMO GPS, BEIDOU, GLONASS, GALILEO, QZSS, A-GPS, Cellular Positioning, WLAN positioning รองรับ Hi-Fi : CS43131
กล้องถ่ายภาพ กล้องหลัง: 4 เลนส์ Quad Camera Co-engineered with ZEISS
– เลนส์หลักความละเอียด 50 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/1.57 เซนเซอร์  PDAF, Laser AF, ระบบกันสั่น Gimbal Stabilization  
– เลนส์ Ultrawide-angle ความละเอียด 48 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/2.2
– เลนส์ Telephoto 50mm ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/1.85, 5x optical zoom Dual Pixel PDAF
– เลนส์ Periscope Telephoto ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/3.4 , PDAF, OIS, 5x optical zoom 

กล้องหน้าความละเอียด 32 ล้านพิกเซล, รูรับแสงกว้าง f/2.45

โหมดการถ่าย High resolution, Night, Portrait, Photo, Video, Pro, Panorama, Dynamic Photo, Slow Motion, Time-Lapse, AR Stickers, Micro Movie, Supermoon, Hi-Res Docs, Astro Mode, Pro Sports Mode, Long Exposure, Double Exposure, Dual-View Video, AI Group Photo

รองรับระบบ รองรับการทำงาน Dual-SIM  2 ซิมการ์ด Dual SIM and Dual Standby
2G GSM : 850/900/1800/1900MHz
3G WCDMA : B1/B2/B4/B5/B8
4G FDD-LTE : B1/B2/B3/B4/B5/B7/B8/B12/B13/B17/B18/B19/B20/B26/B28/B32/B66
4G TDD-LTE : B38/B39/B40/B41/B42
5G : n1/n2/n3/n5/n7/n8/n20/n28/n38/n40/n41/n66/n77/n78 *n2 only supports SA.
แบตเตอรี่ 4700mAh รองรับชาร์จไว 80W FlashCharge, 50W Wireless FlashCharge
สี สีที่วางจำหน่ายในไทย Cosmic Black
ราคา ราคาเปิดตัว  39,999 บาท 

สเปคเบื้องต้น vivo X80 5G

สเปคเบื้องต้น vivo X80 Pro 5G

ขนาด 164.95×75.23×8.30 มม.  
น้ำหนัก 206 กรัม 
หน้าจอแสดงผล หน้าจอ Ultra O Screen Display ชนิด AMOLED  ขนาด 6.78 นิ้ว ความละเอียด 2400×1080 (FHD+) อัตรารีเฟรชเรท 120Hz 
หน่วยประมวลผล ชิปเซ็ต MediaTek Dimensity 9000 (4 nm) Octa-core (1×3.05 GHz Cortex-A78 & 3×2.6 GHz Cortex-A78 & 4×2.0 GHz Cortex-A55) หน่วยประมวลผลกราฟิก Mali-G710 MC10
RAM 12GB
หน่วยความจำภายใน
เครื่อง
256GB
microSD Card ไม่รองรับ
ระบบปฏิบัติการ  Funtouch 12 บนพื้นฐานของ Android 12
เชื่อมต่อ OTG, NFC, Wi-Fi 6, Wi-Fi 5, 2.4G/5G, Wi-Fi Display, 2×2 MIMO, MU-MIMO GPS, BEIDOU, GLONASS, GALILEO, QZSS, A-GPS, Cellular Positioning, WLAN positioning รองรับ Hi-Fi : CS43131
กล้องถ่ายภาพ กล้องหลัง: 3 เลนส์ Triple Camera Co-engineered with ZEISS 
– เลนส์หลักความละเอียด 50 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/1.57 เซนเซอร์  PDAF, Laser AF, OIS 
– เลนส์ Ultrawide-angle ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/2.0
– เลนส์ Telephoto 50mm ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/1.98, PDAF, 2x optical zoom

กล้องหน้าความละเอียด 32 ล้านพิกเซล, รูรับแสงกว้าง f/2.45

โหมดการถ่าย Night, Portrait, Photo, Video, 50MP, Panorama, Live Photo, Slow Motion, Time-Lapse, Pro, AR Stickers, Documents, AI Group Portrait, Double Exposure, Dual-View Video

รองรับระบบ รองรับการทำงาน Dual-SIM  2 ซิมการ์ด Dual SIM and Dual Standby 2G GSM : 850/900/1800/1900MHz 3G WCDMA : B1/B2/B5/B8 4G FDD-LTE : B1/B2/B3/B4/B5/B7/B8/B20/B28 4G TDD-LTE : B38/B39/B40/B41 5G : n1/n3/n5/n7/n8/n28/n38/n40/n41/n78 *n8/n38 only supports SA.
แบตเตอรี่ 4500mAh รองรับชาร์จไว 80W FlashCharge
สี สีที่วางจำหน่ายในไทย Cosmic Black, Urban Blue
ราคา ราคาเปิดตัว  29,999 บาท 

บรรจุภัณฑ์ / อุปกรณ์ภายในกล่อง

ตัวกล่องแพ็กเกจจิ้งของ vivo X80 Series ยังคงมาในโทนและรูปทรงเดิมที่ขับเน้นในเรื่องของความเรียบง่าย แต่แฝงด้วยความพรีเมี่ยมไว้ในตัวเหมือนเช่นเคย โดยด้านหน้าจะมีเพียงชื่อรุ่นและชูจุดเด่นด้วยข้อความกำกับในการร่วมมือระหว่าง vivo กับ ZEISS แบรนด์ผู้ผลิตเลนส์กล้องชั้นนำระดับโลกในการพัฒนาทางวิศวกรรม (Co-Engineer) เพื่อส่งมอบประสบการณ์การถ่ายภาพระดับมืออาชีพสู่มือผู้บริโภคทั่วโลก 

เมื่อเปิดกล่องออกมาจะพบกับ vivo X80 Pro 5G ในสี Cosmic Black ที่ได้มีการติดฟิล์มกันรอยมาให้เรียบร้อยแล้วตั้งแต่โรงงาน ส่วนอุปกรณ์ภายในกล่องมีดังนี้

1. อแดปเตอร์ชาร์จไฟ OUTPUT 5V – 2A / 9V – 2A / 11V – 6A Max / 20V – 4A Max – รองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว 80W FlashCharge

2. หูฟังสมอลทอร์คแบบอินเอียร์ รุ่น XE710 (Type-C earjack) พร้อมจุกยางอีก 2 ขนาด 

3. สายดาต้าลิงค์แบบ Type-C

4. Hard Case สีดำ

5. อุปกรณ์เปิดถาด SIM Card

6. ใบรับประกัน, และคู่มือการใช้งานฉบับย่อ

ตัวเคสจะเป็นวัสดุโพลีคาร์โบเนตแบบเปิดข้าง โดยมีความยืดหยุ่นในระดับหนึ่งและมาพร้อมเท็กเจอร์ที่ให้ฟิลลิ่งเหมือนหนังแท้ ซึ่งช่วยเพิ่มความ luxury ตั้งแต่แรกสัมผัส 

ในส่วนของ vivo X80 ก็จะให้อุปกรณ์ภายในกล่องมาเหมือน X80 Pro 5G ทุกประการ สิ่งที่แตกต่างก็คือตัวเคสภายในกล่องจะให้มาตามสีของตัวเครื่อง เช่นตัวเครื่อง Cosmic Black ก็จะได้สีดำ ส่วนสี Urban Blue ก็จะได้ตามสีของตัวเครื่องนั่นเอง 

vivo X80 Series ยังคงสืบทอด DNA ของรุ่นพี่ X70 Series ทั้งในด้านความเป็นสมาร์ตโฟนเรือธงที่มอบความหรูหราพรีเมี่ยม จากตัววัสดุชั้นเลิศ ผสานด้วยดีไซน์ luxury ผ่านดีไซน์โค้งมนบนโครงสร้างที่บางเบาสวยงามแบบมีระดับ ตัวเครื่องเลือกใช้วัสดุพรีเมี่ยมด้วยกระจกฝาหลังและขอบเฟรมอะลูมิเนียม พร้อมตกแต่งด้านบนของตัวเครื่องด้วยสไตล์ Choker ที่มอบความรู้สึกหรูหราให้กับผู้ใช้งานตั้งแต่แรกสัมผัส นอกจากนี้ตัวฝาหลังยังใช้เทคโนโลยี “fluorite AG” ซึ่งมีรูปลักษณ์ที่สวยงาม ให้ความรู้สึกถือใช้งานได้สะดวกสบายและไม่เกิดรอยนิ้วมืออีกด้วย

ยกระดับด้านการออกแบบไปอีกขั้นด้วยการจัดวางรูปแบบกล้องด้วยแนวคิด Cloud Window 2.0 ที่มาพร้อมโมดูลกล้องขนาดใหญ่ ที่ผสานรูปทรงกลมเข้ากับรูปทรงสี่เหลี่ยม พร้อมโลโก้ Zeiss T*  ซึ่งเป็นการ certified กำกับไว้อย่างชัดเจนถึงความร่วมมือกับ ZEISS แบรนด์ผู้ผลิตเลนส์กล้องชั้นนำระดับโลก ในการพัฒนาทางด้านวิศวกรรม (Co-Engineer) ร่วมกันอย่างใกล้ชิด 

โดยเลนส์กล้องของ vivo X80 Series ทุกรุ่นจะได้รับการเคลือบชิ้นเลนส์ในมาตรฐาน Zeiss T*  ซึ่งประโยชน์ที่โดดเด่นของการเคลือบ Zeiss T*  จะช่วยปรับปรุงคุณภาพของภาพถ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ โดยให้ค่าสีได้อย่างแม่นยำ ทำให้ทุกภาพถ่ายมีสีสันสดใสยิ่งขึ้น อีกทั้งยังมาพร้อมเทคโนโลยี Pure Night View แสดงค่ำคืนอันรุ่งโรจน์ในความคมชัดบริสุทธิ์ด้วยเทคโนโลยี AI Deglare และ RAW HDR ที่วีโว่พัฒนาขึ้นเอง ให้ทุกภาพถ่ายออกมาได้อย่างสวยงาม คมชัด โดดเด่นมากกว่าที่เคย

อีกทั้งยังสามารถช่วยลดการเกิด Ghosting และ Stray light ในเวลากลางคืนได้อีกทางหนึ่งด้วย vivo X80 Pro 5G และ vivo X80 Series จึงพร้อมมอบประสบการณ์ให้ผู้ใช้งานได้ดื่มด่ำกับความงามอันบริสุทธิ์ของยามค่ำคืนได้อย่างน่าประทับใจ

ดีไซน์ในภาพรวมของ vivo X80 จะมีความใกล้เคียงกับ vivo X80 Pro เกือบทุกประการ สิ่งที่แตกต่างก็คือ vivo X80 จะมีขนาดที่ะทัดรัดกว่าเล็กน้อย รวมถึงโมดูลกล้องก็มีขนาดที่เล็กกว่าด้วยเช่นกัน

สำหรับ vivo X80 Pro 5G จะมาพร้อมกล้องหลัง 4 เลนส์ Quad Camera Co-engineered with ZEISS

  • เลนส์หลักความละเอียด 50 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/1.57 เซนเซอร์  PDAF, Laser AF, ระบบกันสั่น Gimbal Stabilization  
  • เลนส์ Ultrawide-angle ความละเอียด 48 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/2.2
  • เลนส์ Telephoto 50mm ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/1.85, 5x optical zoom Dual Pixel PDAF
  • เลนส์ Periscope Telephoto ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/3.4 , PDAF, OIS, 5x optical zoom 

ส่วน vivo X80 5G จะมาพร้อมกล้องหลัง 3 เลนส์ Triple Camera Co-engineered with ZEISS

  • เลนส์หลักความละเอียด 50 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/1.57 เซนเซอร์  PDAF, Laser AF, OIS 
  • เลนส์ Ultrawide-angle ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/2.0
  • เลนส์ Telephoto 50mm ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/1.98, PDAF, 2x optical zoom

ทั้งสองรุ่นต่างก็มาพร้อม ZEISS T* Coating ด้วยกันทั้งคู่ แต่ vivo X80 5G จะไม่มีระบบกันสั่น Gimbal Stabilization และความละเอียดรวมถึงค่ารูรับแสงบางช่วงจะมีความแตกต่างกันเล็กน้อย 

vivo X80 Pro 5G  เลือกใช้จอแสดงผล E5 AMOLED พร้อมความละเอียด WQHD+ ที่เป็นผู้นำในอุตสาหกรรม ด้วยรีเฟรชเรต 120Hz และยังรองรับเทคโนโลยี LTPO 3.0 ล่าสุด ช่วยให้จอแสดงผลสามารถปรับอัตราการรีเฟรชระหว่าง 1Hz ถึง 120Hz เพื่อให้เหมาะกับสถานการณ์ของผู้ใช้งานและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานของจอแสดงผล มอบความเพลิดเพลินกับการใช้หน้าจอที่ชัดเจนและสบายตายิ่งกว่าที่เคย

นอกจากนี้ X80 Pro 5G ยังมาพร้อมดีไซน์หน้าจอ 2K E5 super-sensing ที่ได้รับรางวัลการออกแบบจากสถาบัน DisplayMate ในระดับ A+ และรางวัล SGS Eye Care Display ให้ผู้ใช้งานได้สัมผัสดีไซน์หน้าจอแบบใหม่ที่ดีเยี่ยม และยังช่วยปกป้องดวงตาของผู้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย แม้จะใช้งานต่อเนื่องเป็นระยะเวลายาวนานก็ตาม 

สำหรับ vivo X80 5G มาพร้อมเทคโนโลยีอันอัดแน่นไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่า X80 Pro 5G เพียงแต่ vivo X80 5G จะให้ความละเอียดมาที่ FHD+ ซึ่งเมื่อมองในแง่การใช้งานจริง ถือว่าเพียงพอและตอบทุกโจทย์การใช้งานในยุคปัจจุบันได้อย่างเหลือเฟือ

vivo X80 Pro 5G และ vivo X80 5G มาพร้อมกล้องหน้าเซลฟี่ที่ออกแบบให้มีขนาดเล็ก โดยจัดวางเลย์เอาท์ไว้อยู่ตรงกลางของจอแสดงผล ซึ่งจากการใช้งานจริงให้ความรู้สึกกลมกลืนไม่รบกวนสายตา แต่ยังคงให้คุณภาพมาแบบเต็มเปี่ยม ด้วยความละเอียดของกล้องหน้าที่สูงถึง 32 ล้านพิกเซล พร้อมฟีเจอร์แบบอัดแน่น ไม่ว่าจะเป็นโหมด Super Night Selfie, Portrait mode, Multi style portrait และอื่น ๆ อีกมากมาย ที่ช่วยให้การถ่ายเซลฟี่ได้สวยงามในทุกสภาพแสงและทุกสถานการณ์

ลำโพงสนทนาของ vivo X80 Pro 5G และ vivo X80 5G มีขนาดเล็กและจัดวางอยู่ในขอบของตัวเครื่องซึ่งช่วยเพิ่มพื้นที่ของจอแสดงผลได้อีกทางหนึ่ง และนอกจากนี้ยังทำหน้าที่เป็นลำโพงสเตอริโอร่วมกับลำโพงที่ด้านล่างของตัวเครื่องอีกด้วย 

ด้านบนออกแบบในสไตล์ Choker หรือสร้อยคอ โดยมีการเว้าเป็นร่องเพื่อเพิ่มมิติให้ตัวเครื่องพร้อมสลักตัวอักษรเรืองแสง ที่ขับเน้นเรื่องกล้องอันเป็นจุดขายของ vivo X80 Pro 5G นั่นเอง นอกจากนี้ที่ฝั่งขวายังมี IR Blaster ที่ใช้ในการควบคุมอุปกรณ์ไฟฟ้าต่าง ๆ ได้เหมือนรีโมท และถัดไปจะเป็นไมค์ตัดเสียงรบกวนและทำหน้าที่ในการบันทึกเสียงอีกด้วย 

ด้านล่างประกอบไปด้วย ช่องถาดซิมการ์ด., ไมค์สนทนา, พอร์ต Type-C, ลำโพงหลักของตัวเครื่อง, และเส้นเสาอากาศ สำหรับลำโพงหลักจะเป็นแบบสเตอริโอโดยทำงานร่วมกับลำโพงสนทนาที่ด้านบนของตัวเครื่อง ผสานเข้ากับชิปเสียง Hi-Fi CS43131 โดยได้การรับรองคุณภาพเสียงระดับ Hi-Res ซึ่งให้คุณภาพเสียงที่ดีมาก ๆ ทั้งเรื่องความดัง เสียงย่านต่ำและมิติของเสียงที่ตอบโจทย์ด้านความบันเทิงได้อย่างเต็มเปี่ยมประสิทธิภาพ

ฝั่งขวามือของตัวเครื่องจะมีปุ่มเพิ่ม-ลดระดับเสียงและปุ่มพาวเวอร์พร้อมเส้นเสาอากาศที่มุมบนของตัวเครื่อง  ส่วนฝั่งซ้ายจะเรียบ ๆ ไม่มีปุ่มหรือพอร์ตใด ๆ แต่จะมีเส้นเสาอากาศอยู่ที่มุมบนและล่างของตัวเครื่อง 

การจัดวางเลย์เอาท์ต่าง ๆ ของ vivo X80 Pro 5G และ vivo X80 5G จะเหมือนกันทุกประการ 

ตัวถาดซิมของ vivo X80 Pro 5G และ vivo X80 5G เป็นแบบ Dual Slot ที่รองรับการใช้งาน 2 ซิมการ์ด แบบนาโนซิม แต่จะไม่รองรับหน่วยความจำภายนอก

อ่านต่อหน้า 2

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/review-vivo-x80-series-5g/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=review-vivo-x80-series-5g

รีวิว HUAWEI WATCH GT 3 Pro สมาร์ทวอทช์ระดับมือโปร รวดเร็วยื่งขึ้น แบตอึด 14 วัน ทนทานด้วยกรอบไทเทเนียมและเซรามิก

HUAWEI WATCH GT 3 Pro สมาร์ทวอทช์ตัวใหม่ที่ยังคงคุณภาพเรื่องของความทนทานและการใช้งานที่ยาวนานของแบตเตอรี่เป็นจุดขายสำคัญ ใช้งานต่อเนื่องสูงสุด 14 วัน และใช้วัสดุผลิตในระดับพรีเมี่ยมเกรดสูง ด้วยการออกรุ่นที่ผลิตด้วย Titanium Edition ในขนาดตัวเรือน 46 มม. และรุ่นที่ผลิตด้วย Ceramic Edition ในขนาด 43 มม. สวยงามหรูหราและมีความทนทานสูงทั้งสองรุ่น ซึ่งในรีวิวนี้ผมจะเน้นไปที่ตัว Titanium Edition ขนาด 46 มม. ที่เราได้มารีวิวเรือนนี้นะครับ

HUAWEI-WATCH-GT-3-ProDSC04313

ดีไซน์เรียบหรู ทนทาน ด้วยกรอบไทเทเนียมและเซรามิก

HUAWEI WATCH GT 3 Pro รุ่น 46 มม. จะมาในชื่อรุ่นว่า Titanium Edition เพราะตัวเรือนจะผลิตด้วยกรอบไทเทเนียมที่มีความทนทานสูง ทนทานทั้งความร้อนและความเย็น แต่มีน้ำหนักเบาที่เบาครับ แกร่งๆ แบบนี้ตัวเรือนมีน้ำหนักแค่ 54 กรัมเท่านั้นเอง แข็งแกร่งแต่เบาเป็นคุณสมบัติเด่นของไทเทเนียมเลย

HUAWEI-WATCH-GT-3-ProDSC04325 HUAWEI-WATCH-GT-3-ProDSC04358

ด้านหลังตัวเรือนเป็นเซรามิกโค้งที่สวมใส่แล้วรู้สึกสบาย เย็น ไม่ระคายผิวเป็นมิตรต่อผิวหนัง เพราะวัสดุจะปรับเปลี่ยนอุณหภูมิไปตามสภาพแวดล้อมโดยธรรมชาติไม่รู้สึกร้อนหรือเย็นเกินไปในเวลาสวมใส่ ให้มาคู่กับสายหนังสีเทาความยาวปรับได้ระหว่าง 140-210 มม. สามารถเปลี่ยนใช้กับสายนาฬิกาทั่วไปในมาตรฐานขนาด 22 มิลได้เลย เกรดวัสดุหรูหรายิ่งกว่านาฬิกาเรือนหมื่นหลายๆ ยี่ห้อเลยละครับ

HUAWEI-WATCH-GT-3-ProDSC04342HUAWEI-WATCH-GT-3-ProDSC04341

มาพร้อมหน้าจอ AMOLED สีสันสดใส สว่าง หน้าจอขนาดใหญ่ 1.43 นิ้ว ความละเอียด 466 x 466 พิกเซล (326 PPI) ใช้กระจกหน้าปัดที่ทำจาก Sapphire Glass ทนทานมาก เกิดรอยขีดข่วนได้ยากและมีน้ำหนักที่เบาด้วยเช่นกัน

HUAWEI-WATCH-GT-3-ProDSC04368

งานผลิตตัวเครื่องมาในมาตรฐานกันน้ำระดับ 5ATM หรือกันน้ำได้ในระดับความลึกประมาณ 50 เมตรเลยทีเดียว ฉะนั้นสามารถใช้ใส่เล่นกีฬาทางน้ำหรือใช้ใส่ดำน้ำได้เลยครับ และภายในมีการฝังเทคโนโลยี HUAWEI TruSeen 5.0 + ที่ตรวจจับได้แม่นยำยิ่งขึ้นด้วยการใช้โฟโตไดโอดถึง 8 ตัวเพื่อการรับแสงที่มากขึ้น และใช้ฟิล์มแบบ Micro Nano เพื่อให้แสงส่องผ่านมาตรวจจับได้ดียิ่งขึ้น

ปุ่มคอนโทรลด้านข้างนาฬิกาจะเป็นทั้งปุ่มกดและปุ่มหมุนในตัว ใช้สำหรับเลื่อนหน้าเมนูโดยไม่ต้องสัมผัสหน้าจอ หรือใช้ขยายหน้า UI ให้เล็กใหญ่แล้วแต่แอพหรือการใช้งานนั้นออกแบบมาครับ

HUAWEI-WATCH-GT-3-ProDSC04336

มาพร้อมปุ่มเมนูด้านล่าง ที่เป็นทั้งปุ่มคำสั่งและเป็นพื้นที่สำหรับวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) ได้โดยตรงครับ วัดแล้วบอกถึงสุขภาพการเต้นของหัวใจเราให้เรียบร้อย แต่ยังไม่รองรับการนำไปคำนวนภายในแอพพลิเคชั่น HUAWEI Health รอการอัพเดทในอนาคตซะก่อนน่าจะติดที่ข้อกฏหมายของประเทศไทยนั้นเองครับ

HUAWEI-WATCH-GT-3-ProDSC04338

ผู้ช่วยส่วนตัวที่อยู่กับเราได้นานถึง 14 วัน

HUAWEI WATCH GT 3 Pro รุ่น 46 มม. ยังคงเป็นสมาร์ทวอทช์กลุ่มหน้าจอใหญ่ที่มาในจุดเด่นเรื่องอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ ใช้ได้ยาวนานมากต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ไม่ต้องคอยชาร์จกันวันเว้นวันหรือห่วงแบตเตอรี่จะหมดให้มากเกินไป

ภายในมีการใส่แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ 530mAh จากที่ผมการทดสอบใช้งานแบบเปิดฟลูฟังชั่น สามารถใช้งานได้นานประมาณ 10 วันเลยครับ และถ้าเป็นการทำงานในมาตรฐานทั่วไปที่ทาง HUAWEI เคลมไว้ว่าจะอยู่ได้ถึง 14 วันเลยทีเดียว หมดปัญหาสำหรับคนขี้ลืม หรือขี้เกียจชาร์จกันบ่อยๆ อยากจะใส่เมื่อไหร่ก็หยิบขึ้นมาใช้ โอกาสที่แบตจะหมดน้อยกว่าสมาร์ทวอทช์ทั่วไปมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกก ^^

HUAWEI-WATCH-GT-3-ProDSC04363

ระบบที่ตัวนาฬิกาถูกออกแบบมาได้กำลังดี ไม่กินพลังงานไร้สาระมากไป มีแอพพลิเคชั่นให้ใช้อย่างพอเหมาะ ไม่น้อยเกินไปและไม่มากจนล้นกับสิ่งที่เราไม่ค่อยได้ใช้ ทำให้ระบบของตัวสมาร์ทวอทช์ HUAWEI มีอายุการใช้งานของแบตเตอรี่เป็นจุดขายเสมอมาเลยครับ

รองรับการชาร์จแบบไร้สายในเทคโนโลยีชาร์จเร็วด้วยครับ สามารถชาร์จได้ 100% ในเวลาประมาณชั่วโมงครึ่ง ด้วยการรองรับการชาร์จไร้สายในมาตรฐาน Qi ทำให้ใช้งานกับที่ชาร์จไร้สายทั่วๆ ไปได้ทั้งหมดเลย หาที่ชาร์จง่าย รวมถึงรองรับระบบชาร์จ Reverse Charging จากด้านหลังของสมาร์ทโฟนที่รองรับการเป็นแท่นชาร์จด้วยครับ

HUAWEI-WATCH-GT-3-ProDSC04359
HUAWEI-WATCH-GT-3-ProDSC04360
HUAWEI-WATCH-GT-3-ProDSC05082
HUAWEI-WATCH-GT-3-ProDSC05084

HUAWEI WATCH GT 3 Pro รุ่น 46 มม. เป็นสมาร์ทวอทช์ที่ใช้ระบบ HarmonyOS สามารถเชื่อมต่อใช้ได้กับสมาร์ทโฟนทั้ง Android และ iOS ( Android 6.0 ขึ้นไป และ iOS 9.0 ขึ้นไป) เชื่อมต่อด้วยสัญญาณ Bluetooth 5.2 ผ่านแอพพลิเคชั่น HUAWEI Health ( Android ดาวน์โหลด / iOS ดาวน์โหลด )

HUAWEI-WATCH-GT-3-ProDSC04348

เราสามารถเซ็ตค่าต่างของตัวนาฬิการวมถึงการอัพเดทระบบได้ทั้งหมดภายในแอพพลิเคชั่นครับ เลือกกำหนดการแจ้งเตือนที่จะให้มาแสดงยังตัวนาฬิกาได้แล้วแต่ต้องการ

HUAWEI-WATCH-GT-3-ProDSC04353
HUAWEI-WATCH-GT-3-ProDSC04349

ตัว HUAWEI WATCH GT 3 Pro สามารถรับสายโทรเข้าโทรออกได้จากตัวนาฬิกาโดยตรงนะครับ มีไมค์รับเสียงและลำโพงในตัว ลำโพงเสียงดังดีซะด้วย ใช้งานในการสนทนาได้เลยโดยไม่ต้องต่อชุดหูฟัง แค่เพียงอยู่ในระยะสัญญาณบลูทูธกับตัวสมาร์ทโฟนที่เชื่อมต่อเท่านั้น เก็บสมาร์ทโฟนเข้ากระเป๋าหรือตู้ล็อคเกอร์ไปได้เลยในกรณีไม่สะดวกพกโทรศัพท์เช่นกำลังเข้ายิมเป็นต้น

ภายในตัวของ HUAWEI WATCH GT 3 Pro จะมีหน่วยความจำภายในใส่มาให้ประมาณ 4GB เราสามารถใช้เพื่อจัดเก็บไฟล์เพลงได้ประมาณ 500 เพลง เพื่อใช้ฟังเพลงผ่านสมาร์ทวอทช์ได้ทันทีโดยไม่ต้องมีสมาร์ทโฟน เพราะตัวนาฬิกาสามารถเชื่อมต่อกับหูฟังบลูทูธได้ด้วยตัวมันเองโดยตรงครับ เราสามารถควบคุมเพลง, เล่นเพลง ได้จาก HUAWEI WATCH GT 3 Pro เลยในยามต้องการ

ในแอพพลิเคชั่น HUAWEI Health เราสามารถเลือกใช้หน้าปัด Watch Faces ที่ต้องการ โดยบางหน้าปัดจะมีลูกเล่นพิเศษที่จะปรับเปลี่ยนหน้าตาไปตามแต่ละช่วงของวันเวลาของวัน เช่นเปลี่ยนเป็นพระอาทิตย์หรือดวงจันทร์ หรือเป็นช่วงเวลาที่ดอกไม้บาน

HUAWEI-WATCH-GT-3-ProDSC05089

รวมถึงนำรูปภาพหรือรูปถ่ายมาใช้เป็นหน้าปัดนาฬิกาก็ได้เช่นกันครับ ^^ เพื่อน พี่ น้อง แฟน หมา แมว หรืออะไรก็ตามเอามาอยู่กับเราบนข้อมือได้ตลอด ^^

HUAWEI-WATCH-GT-3-ProDSC05087

และถ้าต้องการให้นาฬิกาทำหน้าที่เป็นนาฬิกาจริงๆ แบบที่จะแสดงหน้าปัดเอาไว้ตลอดเวลา เราสามารถเปิดโหมด Always On Display ให้หน้าปัดแสดงเวลาเหมือนนาฬิกาข้อมือตามปกติได้ด้วยครับ และอยู่ในรูปแบบที่ไม่กินพลังงานด้วยการลดแสงสีและแสงสว่างลงบางส่วน กินพลังงานน้อย ใช้งานได้ยาวกว่าสัปดาห์เช่นเดียวกัน

การใช้งานที่รวดเร็วและการตรวจจับที่ครอบคลุมกว่าเดิม

การทำงานของ HUAWEI WATCH GT 3 Pro จากการทดลองใช้มีความรวดเร็วและการตอบสนองที่ว่องไวมากขึ้นครับ ตอบสนองต่อการทัช, การเปลี่ยนหน้า และการเข้าออกแอพพลิเคชั่นได้ไวมาก และมีการออกแบบหน้า UI ใหม่ ดูสวยงามและชัดเจน และเห็นข้อมูลสำคัญได้ครบบนตัวนาฬิกาเลยด้วยหน้าจอขนาดใหญ่ ภาพคมชัดและสู้แสงสว่างภายนอกอาคารได้ดี

ผมชอบการออกแบบปุ่มควบคุมสองปุ่มที่ทำมาในรูปแบบนี้ การวางตำแหน่งไม่เกะกะข้อมือเวลาสวมใส่ ต่อให้งอแขนพับข้อมือ ปุ่มหมุนที่นูนออกมาก็ไม่กดทับรบกวนและไปเผลอกดโดยไม่ตั้งใจได้ง่ายๆ และออกแบบได้สวยงามมีการสลักอักษรไว้ภายในปุ่มครับ จะสังเกตว่าการออกแบบมีทั้งรายละเอียดและความเรียบง่าย มีพื้นที่เรียบๆ ที่ตั้งใจโชว์เนื่อวัสดุของกรอบไทเทเนียม

HUAWEI-WATCH-GT-3-ProDSC04369

ความสามารถในการตรวจจับก็ครบมาก มีเซนเซอร์มาทุกตัว Accelerometer sensor, Gyroscope sensor, Magnetometer sensor, Optical heart rate sensor, Barometer sensor และที่วัดอุณหภูมิ Temperature sensor

ใส่เซนเซอร์ตรวจจับตำแหน่งแบบ Dual-band five-constellation หรือการระบุตำแหน่งผ่านสัญญาณดาวเทียมทั้ง 5 ระบบทั่วโลก (GPS, Beidou, GLONASS, GALILEO, QZSS) เพื่อความแม่นยำในการหาพิกัด รวมถีงมีขััววัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่บริเวณปุ่มเมนูด้านข้างเครื่อง (การตรวจจับคลื่นไฟฟ้าหัวใจยังไม่เปิดใช้งานเต็มรูปแบบในประเทศไทย)

HUAWEI-WATCH-GT-3-ProDSC05095
HUAWEI-WATCH-GT-3-ProDSC05101
HUAWEI-WATCH-GT-3-ProDSC05105
HUAWEI-WATCH-GT-3-ProDSC05106

เซนเซอร์ทั้งหมดถูกใส่เข้ามาเพื่อใช้ในการเก็บข้อมูล และนำส่งให้อัลกอริทึ่มของนาฬิกานำไปวิเคราะห์คำนวนหาค่าต่างๆ ได้มากมาย เช่นวัดค่าอัตราการเต้นของหัวใจ, ค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด (SpO2) ติดตามความเครียด และติดตามคุณภาพการนอนหลับ เป็นต้น

ซึ่งทุกอย่างทำงานเองได้อย่างอัตโมมัติทั้งสิ้น นาฬิกาจะสามารถตรวจจับวัดค่า และเก็บไว้ได้แบบเรียลไทม์ตลอด 24 ชั่วโมง แสดงให้เป็นเป็นกราฟรายชั่วโมงเลยครับ โดยเราไม่ต้องไปคอยกดเปิดปิดการตรวจจับใดๆ ตั้งค่ากำหนดไว้ครังเดียวแล้วแค่ใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเดิน จะวิ่ง จะนั่ง จะนอน ตัวระบบจะตรวจจับแล้วรู้ได้เองว่าเรากำลังทำอะไร และคอยแจ้งเตือนให้เรารับรู้ด้วยสุขภาพได้ทันที เช่นการนั่งอยู่กับที่นานๆ หรือมีการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ หรือแม้กระทั่งอุณหภูมิของร่างกายที่สูงเกินไป เพื่อป้องกันอันตรายที่เราอาจจะไม่รู้ตัวว่ากำลังฝืนเกินไป

การบันทึกในระหว่างวัน ด้วยเหล่าฟีเจอร์ HUAWEI Healthy Living Shamrock สำหรับการดูแลสุขภาพ ที่จะคอยแจ้งเตือนกิจวัตรต่างๆ ในชีวิตประจำวัน เช่นเตือนให้ลุกขึ้นยืดเส้นยืดสายเมื่อตรวจพบการนั่งนานเกิน สำคัญมากครับสำหรับคนทำงานออฟฟิศหรือทำงานอยู่กับหน้าจอ เตือนให้ดื่มน้ำหรือรับประทานยาตามเวลา นับจำนวนก้าวเดินที่สามารถตรวจได้ทั้งระยะทางและการขึ้นลงบันได

วัดอุณหภูมิผิวหนังบริเวณจุดที่สวมใส่พร้อมแจ้งเตือนหากอุณหภูมิร้อนขึ้นหรือเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ตรวจวัดความเครียดของร่างกายแบบเรียลไทม์ พร้อมฟีเจอร์สอนกำหนดลมหายใจ HUAWEI TruRelax เพื่อผ่อนคลายและจัดการความเครียดระหว่างวัน

HUAWEI-Watch-GT-3-Pro-005
HUAWEI-Watch-GT-3-Pro-007
HUAWEI-Watch-GT-3-Pro-008
HUAWEI-Watch-GT-3-Pro-027
HUAWEI-Watch-GT-3-Pro-030

 

ในยามกลางคืนก็จะมี เทคโนโลยี HUAWEI TruSleep 2.0 การตรวจจับคุณภาพการนอนหลับ โดยจะตรวจวัดแต่ละช่วงการนอนได้ละเอียดถึง 4 ระดับ พร้อมตรวจนับการงีบหลับนอนกลางวันเข้าไปให้ด้วย และจับวัดอัตราการเต้นของหัวใจแบบเรียลไทม์และวัดการหายใจขณะนอนหลับไปพร้อมๆ กัน เก็บข้อมูลได้ละเอียดมากครับ

เพื่อนำมาประเมินคุณภาพการนอนหลับที่ระบบไม่ได้ดูแค่ช่วงเวลาเท่านั้น แต่นับเอาการหายใจและการเต้นของหัวใจเข้าไปด้วย เพื่อให้คำแนะนำการพักผ่อนของเราให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น

HUAWEI-Watch-GT-3-Pro-021
HUAWEI-Watch-GT-3-Pro-030
HUAWEI-Watch-GT-3-Pro-026

เป็นทั้งโค๊ชส่วนตัวและเครื่องมือตรวจจับการเล่นกีฬากว่า 100 ประเภท รวมถึงสองโหมดล่าสุด Free Diving และ Golf

จัดเต็มมาในด้านการออกกำลังกายมากครับ สำหรับ HUAWEI WATCH GT 3 Pro โดยเฉพาะโหมดที่จะเปิดประสบการณ์ใหม่สำหรับสมาร์ทวอทช์ของ HUAWEI นั้นคือกิจกรรมดำน้ำทะเลกับโหมด Free Diving ซึ่งทั้งตัวเรือนและระบจะรองรับการดำน้ำที่ลึกได้ถึง 30 เมตร ทั้งในน้ำทะเลและน้ำจืดเลยครับ

โดยมาพร้อมฟีเจอร์ที่จะคอยคำนวนระยะเวลาที่ควรจะขึ้นสู่ผิวน้ำ เตือนเราให้รับรู้ใต้น้ำได้ทั้งระบบเสียงและระบบสั่น ติดตามและจัดเก็บข้อมูลจำนวนครั้งการลงดำน้ำ สถิติความลึกสูงสุดที่ดำน้ำได้ ความเร็วในการดำน้ำ ระยะเวลาที่อยู่ใต้น้ำ ระยะเวลาที่พักบนผิวน้ำ รวมทั้งบอกระดับความลึกให้เรารู้ได้แบบเรียลไทม์ แต่ต้องบอกก่อนว่าผู้รีวิวยังไม่ได้ลองฟีเจอร์ Free Diving  ด้วยตัวเองนะครับ เพราะไม่ใช่ทางที่ถนัดสำหรับผู้รีวิว ^^

แต่น่าสนใจสำหรับผู้ฝึกฝนการดำน้ำ เพราะ HUAWEI WATCH GT 3 Pro มีโหมดฝึกกลั้นลมหายใจ (Apnea Training) เป็นการสอนก่อนการลงดำน้ำจริงได้ด้วย อันนี้ผู้รีวิวลองเล่นได้บนบก ^^

HUAWEI-WATCH-GT-3-ProDSC05129

และเป็นเครื่องมือในการฝึกวงสวิงของเราให้คม เพราะตัวนาฬิกาสามารถติดตามตรวจจับได้ทั้งท่วงท่า ความเร็ว และจังหวะของแต่ละวงสวิง พร้อมประเมินและให้คำแนะนำแบบเรียลไทม์เหมือนมีโปรกอล์ฟมาเทรนให้ อันนี้ก็เป็นโหมดใหม่ที่ใส่เข้ามาใน HUAWEI WATCH GT 3 Pro ครับ

การออกกำลังกายอื่นๆ มีการใส่เข้ามาให้มากกว่า 100 โหมด ทั้งการเดิน การวิ่ง วิ่งเทรล การปีนเขา การปั่นจักรยานทั้งในร่มและกลางแจ้ง การว่ายน้ำ การเล่นกีฬาต่างๆ ที่นิยมมีครบครับ รวมถึงไตรกีฬาก็ยังมี

การตรวจจับในแต่ละโหมดกีฬาก็จะถูกออกแบบมาให้เข้ากันกับตัวกีฬา เช่น ในโหมดว่ายน้ำจะมีการช่วยนับและวิเคราะห์การแกว่งแขนอย่างมีประสิทธิภาพ การตรวจจับระยะทางและเวลา นำมาคำนวนเป็นค่าพลังงานที่ใช้งานไป หรือการปั่นจักรยานก็จะบันทึกเส้นทาง ระยะทาง ความเร็วในการปั่น และคำนวนเป็นค่าพลังงานที่ใช้ไปเป็นต้น

HUAWEI-WATCH-FIT-2-012-1
HUAWEI-WATCH-FIT-2-004-1
HUAWEI-Watch-GT-3-Pro-029

ด้วยการที่  HUAWEI WATCH GT 3 Pro สามารถบันทึกเส้นทางได้ด้วยตัวเองอย่างแม่นยำ จึงสามารถบันทึกเส้นทางต่างๆ ที่เราผ่านไป ยังมีความสามารถในการชี้เส้นทางการวิ่งใหม่ๆ หรือให้นำทางเพื่อวิ่งกลับมาไปยังเส้นทางเดิมได้เพียงแค่เลือกคำสั่ง Route Back รวมทั้งสามารถแชร์เส้นทางให้กับผู้ใช้คนอื่นๆ ได้ผ่านแอปพลิเคชัน HUAWEI Health ด้วยครับ

นอกจากจะจัดเก็บข้อมูลการออกกำลังกายให้แล้ว ยังเป็นโค๊ชช่วยสอนการวอร์มอัพและวอร์มดาวน์เพื่อคลายกล้ามเนื้อเราให้ ด้วยท่าทางการยืดเยียดอย่างถูกต้อง ไม่ใช่แค่จัดเก็บข้อมูลให้ แต่ระบบถูกออกแบบให้ทำหน้าที่ดูแลร่างกายเราเพิ่มเติมทั้งก่อนและหลังการออกกำลังกายครับ

 

ค่าสถิติต่างๆ ก็จะถูกเก็บบันทึกไว้ในแอพพลิเคชั่น HUAWEI Health ให้เราสามาถดูย้อนหลังได้ทั้งหมด

HUAWEI-Watch-GT-3-Pro-010

HUAWEI WATCH GT 3 Pro ยังมีแผนการออกกำลังกายและการฝึกซ้อมให้เราทำเป็นเป้าหมายไว้ด้วยครับ วางแผนดูแลตัวเองในแบบระยะยาว เช่นลดความอ้วน หรือต้องการผ่อนคลายร่างกาย หรือปรับปรุงคุณภาพการนอนหลับ ยังมีแผนสำหรับการฝึกซ้อมในการออกกำลังกายเช่นวิ่งระยะไกลเป็นต้น ให้เราพัฒนาตัวเองไปทีละขั้น สอนให้เราเตรียมพร้อมในขั้นต่อไปโดยอัตโนมัติในสัปดาห์ต่อไป ซึ่งผู้ใช้งานสามารถดูผลการฝึกต่างๆ อาทิ Running Ability Index (RAI), VO2 max เพื่อให้ผู้ใช้งานเข้าใจและประเมินกระบวนการฝึกซ้อมและร่างกายตัวเองได้ง่ายขึ้น

279878631 348970110555473 418073526788625432 n
279822562 1438466313278529 5088890381489412251 n
279912754 355298073361444 3790523618574947469 n
280077719 560717752288754 6878276811653773685 n

สรุปท้ายรีวิว 

ยังคงมาตรฐานที่ดีที่เป็นจุดเด่นของตัวเอง สำหรับ HUAWEI WATCH GT 3 Pro สมาร์ทวอทช์สายโปร ที่มีระยะการใช้งานของแบตเตอรี่ที่ยาวนาน ใช้งานได้นานไม่ต้องชาร์จกันวันเว้นวัน และมาในความสามารถระดับโปรอย่างเต็มตัวด้วยระบบภายในที่ใส่ของดีมาเต็มเรือน และตัวเครื่องภายนอกที่ใช้วัสดุหรูหรา ทนทานสูง เป็นสมาร์ทวอทช์เกรดสูงของตลาดครับ

ใช้งานได้ทั้งกับสมาร์ทโฟนระบบ Android และ iOS ตรวจจับด้านสุขภาพได้ครบถ้วนและแม่นยำ ทั้งในปัจจุบันและในอนาคตที่จะเปิดใช้งานฟังก์ชั่นการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจได้ในประเทศไทยก็พร้อมรองรับทันที

ครบเครื่อง หรูหรา วัสดุทนทาน การทำงานเก่งกาจ แนะนำครับ

HUAWEI WATCH GT 3 Pro ขนาด 46 มม. มาในชื่อรุ่น Titanium Edition วางจำหน่ายในราคา 11,990 บาท

HUAWEI WATCH GT 3 Pro ขนาด 43 มม. มาในชื่อรุ่น Ceramic Edition วางจำหน่ายในราคา 19,990 บาท

ทั้งสองรุ่นรับฟรีหูฟังไร้สาย HUAWEI FreeBuds 4i มูลค่า 2,799 บาท เมื่อสั่งซื้อสินค้าก่อนใคร ระหว่างวันที่ 28 พฤษภาคม 2565 ถึง 30 มิถุนายน 2565 ที่หน้าร้าน HUAWEI Experience Store และร้านค้าที่ร่วมรายการ รวมถึงช่องทางออนไลน์อย่าง HUAWEI Store และร้านค้าอย่างเป็นทางการของหัวเว่ยบน Shopee, Lazada, JD Central และ Thisshop และแอปพลิเคชัน My HUAWEI พร้อมศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมได้ที่นี่

HUAWEI-WATCH-GT-3-Pro Price-scaled-1

ข่าว: รีวิว HUAWEI WATCH GT 3 Pro สมาร์ทวอทช์ระดับมือโปร รวดเร็วยื่งขึ้น แบตอึด 14 วัน ทนทานด้วยกรอบไทเทเนียมและเซรามิก มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.
from:https://www.appdisqus.com/review-huawei-watch-gt-3-pro/

รีวิว vivo X80 Pro 5G และ vivo X80 5G เรือธงสเปคสูงกล้อง ZEISS ประสบการณ์ใหม่ในการถ่ายภาพและวีดีโอ เหมือนถ่ายด้วยเลนส์เทเลโฟโต้จากกล้องโปร

vivo X Series ไม่เคยหยุดนิ่งเลยครับกับการพัฒนาเทคโนโลยีการถ่ายภาพ เปิดตัวรุ่นใหม่ออกมาแต่ละรุ่น มีของใหม่และความประทับใจใหม่ๆ มาตลอด เป็นซีรี่ส์ที่ผู้รีวิวไม่เคยหยุดประหลาดใจเลยสักรุ่น

vivo X80 Pro 5G และ X80 5G คือสองสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ที่ออกมาในฐานะเรือธงของแบรนด์ vivo และสิ่งที่ใส่เข้ามาคือประสบการณ์การถ่ายภาพระดับใหม่ ในแบบที่เหมือนการใช้กล้องเลนส์โปรเข้าไปอีกขั้นครับ ด้วยโหมดการถ่ายภาพที่ไม่ได้เน้นมาแค่มุมกว้าง Ultra Wide แบบเดิมตามสไตล์เก่งของสมาร์ทโฟนเท่านั้นอีกแล้ว เพราะใน vivo X80 Series จะมาพร้อมกับการถ่ายภาพจากเลนส์เทเลโฟโต้ ที่อัพเกรดการใช้งานมาให้ใช้ถ่ายกันได้แบบที่มืออาชีพต้องการมากขึ้น

vivo-X80-Pro- -X80-5G-DSC04861
vivo-X80-Pro- -X80-5G-DSC04848
vivo-X80-Pro- -X80-5G-DSC04964
vivo-X80-Pro- -X80-5G-DSC04960
vivo-X80-Pro- -X80-5G-DSC04863
vivo-X80-Pro- -X80-5G-DSC04959

เป็นที่รู้กันในการถ่ายภาพว่าการถ่ายด้วยเลนส์เทเลโฟโต้ เป็นระยะเลนส์ที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการถ่ายภาพบุคคลนั้นเอง ภาพมีความลึกของมิติ ตัวแบบดูห่างกับฉากหลัง และด้วยฟังก์ชั่นกล้องอีกมากมายรวมถึงฟิลเตอร์สวยๆ ที่จูนและดูแลมาให้จาก ZEISS กล้องรุ่นนี้จึงหวังผลสูงได้เลยกับภาพ Portrait บุคคล

vivo-X80-Pro- -X80-5G-DSC04935

และในด้านการถ่ายภาพอื่นๆ ก็คุณภาพสูงมากในทุกโหมดเพราะเลนส์กล้องทั้งหมดใน vivo X80 Series ได้รับการรับรองว่าเป็นไปตามมาตรฐานของการเคลือบเลนส์ของ ZEISS T* ตามตราสัญลักษณ์ที่ได้รับมาประทับด้านข้างชุดกล้อง ถูกปรับมาเพื่อช่วยปรับปรุงให้การถ่ายภาพมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ให้ค่าสีแม่นยำ สีสันสวยสมจริง

และรุ่นนี้ยังมาพร้อมกับชิป vivo Pro Imaging Chip V1+ ที่จะเข้ามาดูแลหลายเรื่องครับ เน้นที่การสแดงผล รวมไปถึงเรื่องการการถ่ายวีดีโอ ด้วย AI Video Enhancement หรือตัว AI ที่คอยทำงานให้ในขณะถ่ายวีดีโอให้เราได้ด้วยไม่ใช่แค่ภาพนิ่งอีกต่อไป และความสามารถในการลดความสั่นไหวระดับไม้กันสั่น Gimbal Portrait Camera และยังเป็นหนึ่งในสมาร์ทโฟนที่รองรับการถ่ายวีดีโอความละเอียดระดับ 8K อีกด้วยครับ

vivo-X80-Pro- -X80-5G-DSC04950

vivo X80 Series การออกแบบเด่นเฉพาะตัว ด้วยการจัดวางกล้องแบบ Cloud Window 2.0 กรอบหน้าต่างเหลี่ยมขนาดใหญ่ด้านหลัง สีสันหรูด้วยการเลือกใช้โทนสีเข้ม มีเข้ามาจำหน่ายในสี Cosmic Black สำหรับรุ่น vivo X80 Pro 5G มีเพียงสีเดียว แต่สำหรับตัว vivo X80 5G จะมีให้เลือกสองสีครับ คือสีดำ Cosmic Black และสีฟ้าสดใส Urban Blue ที่มาพร้อมกับเคสสีเดียวกันภายในกล่องด้วย ^^

vivo-X80-Pro- -X80-5G-DSC04774
vivo-X80-Pro- -X80-5G-DSC04755
vivo-X80-Pro- -X80-5G-DSC04808
vivo-X80-Pro- -X80-5G-DSC04824-1

ทั้งสองรุ่นมีขนาดเครื่องพอๆ กันเพราะหน้าจอมีขนาดเท่ากัน แต่ความแตกต่างของ vivo X80 Pro 5G และ X80 5G มีรายละเอียดต่างกันหลายจุด ที่เป็นจุดหลักก็จะเป็นชุดกล้องหลังและหน่วยประมวลผลที่ใช้ต่างค่ายกันครับ ซึ่งผมจะใล่รายละเอียดที่แตกต่างกันในรีวิวบทความนี้ไปทีละเรื่อง โดยจะเน้นการรีวิวหลักไปที่ตัว vivo X80 Pro 5G นะครับ

ทั้งสองรุ่นใช้หน้าจอขนาดใหญ่มาก 6.78 นิ้ว ขอบจอไม่มีเลยครับเพราะจอจะโค้งเลยกรอบลงไปเป็น 3D flexible screen ด้านหน้าเครื่องเป็นจอแบบเต็มๆ เจาะรูวางกล้องหน้าความละเอียด 32 ล้านพิกเซลอยู่ตลางกลางขนาดเล็กๆ

โดยในรุ่นโปรจะให้หน้าจอที่มีความละเอียดสูงกว่า เป็นจอ AMOLED E5 ความละเอียด 2K WQHD+ ที่สามารถปรับรีเฟรชเรทหน้าจอได้อัตโนมัติ ตั้งแต่ 1-120Hz ตามการใช้งานเพื่อการประหยัดพลังงาน สวนรุ่นน้อง X80 5G จะเป็นจอ AMOLED 120Hz Refresh Rate เช่นเดียวกัน แต่ความละเอียดจะอยู่ที่ FHD+ แทนครับ

vivo-X80-Pro- -X80-5G-DSC04793

รองรับการสแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอโดยตรง โดยเฉพาะรุ่นโปร vivo X80 Pro 5G ใช้ระบบสแกนนิ้วที่แอดวานส์มาก เป็นระบบสแกน 3D Ultrasonic Fingerprint สแกนไวและใช้งานได้แม้นิ้วเราจะเปียกน้ำเปียกเหงือก็ตามครับ ทำงานได้ไวแค่ตอนสแกนนิ้วเริ่มต้น ก็เร็วจนตกใจครับ วางนิ้วแล้วก็แทบจะเสร็จเลย

vivo-X80-Pro- -X80-5G-DSC04797

กล้องหลังจะมีความแตกต่างกันในสองรุ่นครับ ตัวโปรจะมีกล้องที่เกรดดีกว่า โดยเป็นชุดกล้องหลัง 4 ตัว โดยกล้องหลักจะเป็นเซนเซอร์ Ultra-Sensing GNV ความละเอียด 50MP ตรวจจับแสงได้ดีเป็นพิเศษเพราะมีขนาดใหญ่ถึง 1/1.3 นิ้ว มีการผสานเทคโนโลยีกันสั่น Gimbal เข้ากับเลนส์ถ่ายภาพเพื่อลดการสั่นในระดับสูงสุด ทำงานร่วมกันกล้องความละเอียดสูงอีกสามเลนส์ สำหรับการถ่ายเทเลโฟโต้ 12MP เลนส์มุมกว้าง Ultra Wide 48MP และเลนส์ซูมพิเศษ Periscope telephoto 8MP สุดยอดเทคโนโลยีทุกเลนส์ครับ

vivo-X80-Pro- -X80-5G-DSC04953

ส่วนในรุ่น vivo X80 5G จะใช้เป็นกล้องหลังสามเลนส์ ตัวเซนเซอร์หลักใช้ IMX866 RGBW Ultra-Sensing Sensor ความละเอียด 50MP ทำงานร่วมกับเลนส์เทเลโฟโต้และ Ultra Wide ความละเอียด 12MP +12MP ที่จะไม่มีเหมือนรุ่น PRO ก็คือเลนส์ซูมพิเศษ Periscope telephoto นั้นเองครับ

vivo-X80-Pro- -X80-5G-DSC04848

แบตเตอรี่ขนาด 4,700 mAh สำหรับรุ่น vivo X80 Pro 5G และ 4,500 mAh สำหรับรุ่น vivo X80 5G ต่างกันเล็กน้อย แต่การใช้งานไม่แตกต่างกันเท่าไหร่ครับ แบตเตอรี่อยู่ได้วันต่อวัน ไม่ถือว่าแบตอึดแต่ก็ไม่หมดเร็วมากเกินไป สิ่งที่เป็นทีเด็ดคือระบบชาร์จไฟ ที่รองรับ 80W FlashCharge ชาร์จไวมาก เสียบแค่ประมาณ 10 นาทีได้แบตกลับมา 50% แล้วครับ ^^ และรุ่น vivo X80 Pro 5G ยังรองรับการชาร์จไวแบบไร้สาย 50W Wireless FlashCharge อีกด้วย

DSC04746

ระบบเสียงลำโพงคู่ Hi-Fi คุณภาพเสียงดีมีมิติ แม้ตัวเครื่องจะไม่มีรูหูฟัง 3.5 มม. แต่ทาง vivo แถมหูฟังที่เป็น USB Type C มาให้เลยภายในกล่องครับ ^^ ซึ่งอุปกรณ์ภายในกล่องมีเคสมาให้ครับ พร้อมที่ชาร์จ 80W FlashCharge มาให้ภายในกล่องเลยครับ พร้อมชุดหูฟัง USB Type C และเคสซิลิโคนกันกระแทก

vivo-X80-Pro- -X80-5GDSC04977
vivo-X80-Pro- -X80-5GDSC04974

การใช้งานภายใน

รันบนระบบ Android 12 ครอบทับด้วย FunTouch OS 12 ซึ่งเป็นระบบรุ่นใหม่ด้วยเช่นกัน  ด้านสเปคแรงทั้งคู่ แค่ใช้ต่างค่ายกันเท่านั้น โดยรุ่น vivo X80 Pro 5G จะใช้ชิปเซ็ตเรือธง Qualcomm รุ่นล่าสุด Snapdragon 8 Gen 1 มาตรฐานระดับ 4 นาโน ให้ Ram ขนาด 12GB รองรับการขยายแรม Extended RAM ได้อีก 4GB หน่วยความจำภายใน UFS 3.1 ขนาด 256 GB สเปคระดับกลุ่มแรงสุดในสมาร์ทโฟน Android ปัจจุบันครับ

vivo-X80-Pro- -X80-5G-Review-010
vivo-X80-Pro- -X80-5G-Review-219
vivo-X80-Pro- -X80-5G-Review-220
vivo-X80-Pro- -X80-5G-Review-222

vivo X80 5G จะใช้ชิปตัวท็อปจากค่าย Mediatek เป็น MTK 9000 มาตรฐานระดับ 4 นาโนเช่นกัน ให้ Ram ขนาด 12GB ที่รองรับการขยายแรม Extended RAM ได้ 4GB และหน่วยความจำภายใน UFS 3.1 ขนาด 256 GB สเปคแทบจะเหมือนกันทั้งสองรุ่นครับ แรงมากทั้งคู่ เรื่องเล่นเกมหรือการใช้งานต่างๆ ไม่ต้องห่วงเลยแรงเกินจะพอ

vivo-X80-Pro- -X80-5G-014
vivo-X80-Pro- -X80-5G-001

ด้วยตัวเครื่องมีหน้าจอขนาดใหญ่มาก และขอบจอแทบไม่มี รวมถึงลำโพงคู่เสียงดี และด้วยโปรเซสเซอร์ระดับเรือธง พร้อมกับชิปเสริม vivo V1+ รองรับการเพิ่มเฟรมเรทเกมให้นิ่งและราบลื่นตลอดการใช้งาน ประสิทธิภาพมาเต็มครับ และยังได้อรรถรสด้านอารมณ์ด้วยการใส่มอเตอร์แนวราบ X-Axis ที่สามารถสร้างการสั่นในรูปแบบที่แตกต่างในขณะใช้งานหรือการเล่นเกมไว้ด้วย

vivo-X80-Pro- -X80-5GDSC05019

โหมดสำหรับการเล่นเกม Ultra Game Mode นอกจากก็จะมีเครื่องมือช่วยให้เราเล่นเกมได้ราบลื่นขึ้นด้วยการเร่งประสิทธิภาพต่างๆ ให้พร้อมที่สุดสำหรับการเล่นเกม ยังสามารถเพิ่มเฟรมเรทในขณะเล่นเกมให้กับเราได้ด้วยในเกมที่รองรับ ภาพที่เห็นก็จะละมุนและมีการเคลื่อนไหวที่ราบลื่นสวยงามขึ้นครับ และเปิดระบบการสั่นแบบ 4 มิติ ให้เกมที่รองรับสามารถสร้างการสั่นให้รับกับการกระทำภายในเกม เช่นสั่นเมื่อมีการยิงปืนใน PUBG เป็นต้นครับ

vivo-X80-Pro- -X80-5G-Review-247
vivo-X80-Pro- -X80-5G-Review-248

เรียกใช้งานเครื่องมือสำหรับการเล่นเกมได้จากการสไลด์ด้านข้างหน้าจอ เลือกระดับประสิทธิภาพที่ต้องการ แรงสุดหรือประหยัดพลังงาน แต่แนะนำว่าสเปคระดับนี้ เปิดแค่โหมดสมดุลก็ลื่นสุดๆ แล้วครับ

vivo-X80-Pro- -X80-5G-Review-2000
vivo-X80-Pro- -X80-5G-Review-2001

เอามาใช้ดูหนังหรืองานบันเทิง ก็เหมือนจอภาพยนตร์พกพาเลย เพราะหน้าจอไซด์ใหญ่ขนาดนี้ ความเต็มตาก็มาเต็มๆ ^^ ระบบจะช่วยปรับปรุงภาพให้ภาพดูมีรายละเอียดและสดใสมากขึ้น ในแอพที่ใช้รับภาพยนตร์และวีดีโออย่าง Netflix หรือ Youtube ให้เราได้ด้วยครับ

vivo-X80-Pro- -X80-5G-Review-227
vivo-X80-Pro- -X80-5G-Review-231

ภาพสวยเสียงดี จอใหญ่มาก และขอบจอไม่มีแบบนี้ ดูหนังฟังเพลงก็เหมาะสมสุดๆ เลยครับ ด้านหน้าทั้งเครื่องมีแต่หน้าจอล้วนๆ

vivo-X80-Pro- -X80-5GDSC05033

ใช้ดู Netflix ก็จะรองรับภาพแบบ HDR เพราะหน้าจอตัวนี้รองรับ HDR 10+ ด้วยนั้นเองครับ

vivo-X80-Pro- -X80-5GDSC05026

ระบบภายในของ vivo มีการปรับแต่งได้เยอะ สมกับชื่อ FunTouch OS เราปรับตั้งค่าได้แม้กระทั่งอนิเมชั่นเอฟเฟ็กต์การสแกนหน้าและสแกนลายนิ้วมือครับ รวมถึงเอฟเฟ็กต์ขณะเสียบสายชาร์จก็เลือกได้ด้วย

vivo-X80-Pro- -X80-5G-Review-217
vivo-X80-Pro- -X80-5G-Review-218
vivo-X80-Pro- -X80-5G-Review-225
vivo-X80-Pro- -X80-5G-Review-226

มาพร้อมกับความปลอดภัย ที่ดูแลสแกนไวรัสหรือการทำงานจากแอพที่ประสงค์ร้ายที่อาจจะหลุดรอดมาเข้าเครื่องของเรา รวมถึงการปกป้องการชำระเงินผ่านแอพที่มีการทำงานด้านธุรกรรม ดูแลแยกไว้ต่างหากไม่ให้การทำงานนอกเหนือที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าไปยุ่มย่ามได้เลย

Screenshot 20220517 203958
Screenshot 20220517 203951
Screenshot 20220517 204010

การปรับหน้าจอแสดงผลที่เลือกระดับความละเอียดหน้าจอ และระดับรีเฟรชเรทได้เอง เพื่อการถนอมพลังงาน แต่ผมแนะนำให้เปิดเป็นระบบอัตโนมัติเอาไว้ครับ เพราะหน้าจอจะสามารถปรับระดับรีเฟรชเรทได้เองตั้งแต่ 1 จนถึง 120Hz ตามความเหมาะสมในการแสดงผลขณะนั้นๆ เพื่อการถนอมพลังงานและยังได้ความสวยงามเต็มที่ในยามที่สมควรของมันได้เองครับ

vivo-X80-Pro- -X80-5G-Review-228-1
vivo-X80-Pro- -X80-5G-Review-229-1

ในการใช้งานจากที่ผมทดสอบด้วย vivo X80 Pro 5G เล่นเกมเป็นระยะเวลานานแบบต่อเนื่อง ตัวเครื่องมีความร้อนสะสมให้พอรู้สึกเท่านั้นครับ ถึงเครื่องจะแรงสเปคสูงแต่เวลาใช้งานจริงไม่เจอปัญหาผิดปกติใดๆ จากความร้อนเลยแม้จะเอาไปใช้ภายนอกอาคารที่ไม่มีเครื่องปรับอากาศ น่าจะเพราะระบบระบายความร้อนที่ภายในตัวเครื่อง มีการใส่ Vapor Chamber กับแผ่นระบายความร้อนกราไฟท์ขนาดใหญ่ ที่ครอบคลุมพื้นที่จุดกำเนิดความร้อนได้กว้างกว่า vivo X70 รุ่นก่อนถึง 76% ทำให้โทรศัพท์ค่อนข้างเย็น และด้วยการรักษาอุณหภูมิได้ดี ก็จะส่งผลต่อประสิทธิภาพการใช้งานในขณะนั้นๆ และส่งผลต่ออายุการใช้งานในระยะยาวด้วยครับ

vivo-X80-Pro- -X80-5GDSC05021

กล้องถ่ายภาพ

กล้องหลัง 4 ตัวคุณภาพสูงทุกตัว โดยกล้องหลักจะเป็นใช้เซนเซอร์ Ultra-Sensing GNV ความละเอียด 50MP ที่มีขนาดใหญ่ถึง 1/1.3 นิ้ว เลนส์เทเลโฟโต้ 12MP เลนส์มุมกว้าง Ultra Wide 48MP และเลนส์ซูมแบบ Periscope telephoto 8MP จะเห็นว่ากล้องมีความหลากหลายมาก ทำให้ vivo X80 Pro 5G ได้เปรียบในการสร้างระยะการถ่ายภาพในแบบเฉพาะตัว โดยเฉพาะเรื่องของการถ่ายภาพบุคคล

vivo-X80-Pro- -X80-5G-DSC04941

มีการผสานเทคโนโลยีกันสั่น Gimbal เข้าไปเพื่อช่วยลดการสั่นในการถ่ายในระดับสูงสุด ซึ่งเป็นตัวช่วยสำคัญมากในการถ่ายภาพแบบเทเลโฟโต้เพราะเป็นระยะมุมมองภาพที่ค่อนข้างไกลและเกิดการสั่นไหวได้ง่าย รวมถึงการถ่ายวีดีโอด้วยครับ มีตัว AI ทำงานภายใต้ตัวเลือกให้เราสลับใช้กับการปรับแต่งภาพให้มีสีสันตามธรรมชาติจาก ZEISS Natural Color ซึ่งทำงานให้เราได้ทั้งในการถ่ายภาพนิ่งและการถ่ายวีดีโอด้วยเช่นกันครับ

vivo-X80-Pro- -X80-5G-DSC04846

ระยะการถ่ายภาพรองรับตั้งแต่มุมกว้าง 0.6 ไปจนถึงการซูมแบบดิจิทัลที่ 60x (สำหรับรุ่น X80 Pro 5G) และระยะ 20x (สำหรับรุ่น X80 5G) ทดสอบการถ่ายแบบซูมภาพในระยะ 5x ภาพยังคมอยู่เลยครับ

vivo-X80-Pro- -X80-5G-Review-047
vivo-X80-Pro- -X80-5G-Review-048
vivo-X80-Pro- -X80-5G-Review-049
vivo-X80-Pro- -X80-5G-Review-050

กล้องรุ่นนี้จุดเด่นคือระยะการถ่ายภาพ ที่นอกจากจะมีภาพมุมกว้างตามสไตล์ของกล้องสมาร์ทโฟนแล้ว ก็ยังมีโหมดเทเลโฟโต้ที่ปรับระยะการถ่ายได้เหมือนเลนส์สำหรับพอร์ทเทรตโดยตรง เช่นในระยะนิยม 50mm ภาพพอร์ทเทรตกำลังสวย มีความแคบและความลึกที่พอเหมาะ ใครชอบระยะการถ่ายพอร์ทเทรตแบบนี้ไม่ต้องใช้กล้องเลนส์แล้วครับ เพราะสามารถใช้ได้จากสมาร์ทโฟนแล้วครับ vivo X80 Pro 5G และทำออกมาได้ดีมาก มาพร้อมกับฟิลเตอร์จาก ZEISS Portrait style ต่างๆ เลียนแบบอารมณ์สีภาพจากเลนส์ชื่อดังในตำนานต่างๆ เช่น  ZEISS Biotar , Distagon, Planar, Sonnar

vivo-X80-Pro- -X80-5G-Review-060
vivo-X80-Pro- -X80-5G-Review-061
vivo-X80-Pro- -X80-5G-Review-075

เลือกใช้งานได้เลยว่าอยากได้แนวภาพลักษณะไหน สไตล์ภาพสวยถูกใจคนชอบพอร์ทเทรตแน่นอน ^^

vivo-X80-Pro- -X80-5G-DSC04935

vivo-X80-Pro- -X80-5G-DSC04939

ZEISS Biotar เลนส์โปเก้หมุนในตำนาน ^^ ผมชอบตัวนี้มากที่สุดเลยครับ ถ่ายก่อนแล้วมาเลือกระดับการเบลอหลังภายหลังได้ อยากให้โบเก้จัดมากแค่ไหน หรือจะโฟกัสจุดไหนก็เลือกเอาตามใจได้เลย

vivo-X80-Pro- -X80-5G-Review-071
vivo-X80-Pro- -X80-5G-Review-073
vivo-X80-Pro- -X80-5G-Review-455
vivo-X80-Pro- -X80-5G-Review-454

ภาพจากแนวสีคลาสสิคๆ ของฟิลเตอร์ ZEISS Biotar และโบเก้หมุนมาเสิร์ฟแล้วครับ ^^

IMG 20220516 164735

แนวภาพพอร์ทเทรตจะคลาสสิคมาก ให้อารมณ์แตกต่างกันไปตามแต่ฟิลเตอร์ที่ใช้ครับ Biotar , Distagon, Planar, Sonnar

IMG 20220516 171808
IMG 20220516 171742
IMG 20220516 165427
IMG 20220516 165156
IMG 20220516 165152
IMG 20220516 165419

 

กล้องมุมกว้างใน vivo X80 Series ก็สามารถถ่ายโบเก้พอร์ทเทรตได้เช่นกันครับ ใครชอบภาพแนวกว้างเพื่อเก็บโลเคชั่นแบบนี้ ก็สามารถปรับแต่งฟิลเตอร์ และระดับการเบลอหลังการถ่ายแล้วได้เช่นกัน

vivo-X80-Pro- -X80-5G-Review-261

อยากได้โบเก้ข้างหลังแบบเบลอนิดๆ หรือแบบสุดๆ ไปเลย แค่ปรับค่า F จาก F14 ไปจนถึง F 0.95 ให้ได้ระบบตรงใจแล้วกดบันทึกครับ ภาพผลลัพท์ทำออกมาได้แทบทุกภาพ

vivo-X80-Pro- -X80-5G-Review-453
vivo-X80-Pro- -X80-5G-Review-452

 

vivo-X80-Pro- -X80-5G-Review-451 vivo-X80-Pro- -X80-5G-Review-450

พอร์ตเทรตกลางคืนก็ยังสวยงามครับ ตัว AI ปรับแสงและเพิ่มรายละเอียดให้กับบุคคลได้สวย

IMG 20220516 195642

ตัว AI สามารถจับบุคคลได้มากกว่า 1 คนพร้อมกันด้วยนะครับ เป็นระบบ AI ภาพหมู่ครับ เมื่อพบบุคคลที่มากกว่า 1 คนในภาพ

vivo-X80-Pro- -X80-5G-Review-070

 

 

ฟิลเตอร์สีสันอื่นๆ ที่ใส่เข้ามาให้ก็มีอีกเยอะนะครับ ทั้งฟิลเตอร์กลางวันและกลางคืน มีแปลกๆ เยอะเลยทีเดียว ^^

vivo-X80-Pro- -X80-5G-Review-189
vivo-X80-Pro- -X80-5G-Review-170

IMG 20220516 195348
IMG 20220516 195153
IMG 20220516 170909
IMG 20220516 194105
IMG 20220516 194027
IMG 20220516 193954

โหมดการถ่ายวีดีโอ ก็จะมี AI ทำงานให้แล้วเช่นกัน และยังมีโหมดการถ่ายวีดีโอที่ได้รับปรับปรุงมาจาก ZEISS ด้วยเช่นกัน

ZEISS Cinematic Video ทำวีดีโอภาพสวยๆ แบบวีดีโอโบเก้ไฟดวงสวยๆ ได้แบบเรียลไทม์ พร้อมครอปสัดส่วนภาพออกมาในรูปแบบของภาพยนตร์ จะบอกว่าด้วยชิป vivo Pro Imaging Chip V1+ ทำให้กล้องรุ่นนี้ไม่กลัวกลางคืนเลย ถ่ายภาพวีดีโอหรือภาพนิ่งก็เอาอยู่หมดครับ

vivo-X80-Pro- -X80-5G-Review-158
vivo-X80-Pro- -X80-5G-Review-167

ระบบกล้องมีโฟกัสที่ว่องไว มี AI ที่ทำงานได้ในการทำงานลักษณะวีดีโอ รองรับความละเอียดสูงถึงระดับ 8K และสามารถถ่ายวีดีโอ HDR10+ ได้ด้วยตัวเองได้ พร้อมโหมดการถ่ายภาพอื่นๆ มีอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโหมดโปรที่ปรับแต่งได้เองทั้งสปีดชัตเตอร์, ISO, ค่าความสว่าง และระยะการซูมที่ใส่เข้ามาให้ในโหมดโปรด้วยเช่นกัน

vivo-X80-Pro- -X80-5G-Review-015
vivo-X80-Pro- -X80-5G-Review-127
vivo-X80-Pro- -X80-5G-Review-019
vivo-X80-Pro- -X80-5G-Review-022

โหมดเล่นกับกลางคืน ถ่ายแสงดาว ถ่ายพระจันทร์ โหมดการถ่ายภาพแบบเล่นกับแสงโดยการปรับสปีดชัตเตอร์ให้ช้าเพื่อเก็บแสงในระยะนานมากขึ้น ซึ่งเป็นเทคนิคแบบพวกโปรชอบใช้

vivo-X80-Pro- -X80-5G-010
vivo-X80-Pro- -X80-5G-009
vivo-X80-Pro- -X80-5G-008
vivo-X80-Pro- -X80-5G-007
vivo-X80-Pro- -X80-5G-006

เราสามารถถ่ายภาพพวกนี้เล่นได้บนสมาร์ทโฟนง่ายๆ โดยไม่ต้องมีขาตั้งกล้องพกไปเลย ^^

IMG 20220516 203918 IMG 20220516 204148

กล้องคุณภาพสูง ความสามารถเยอะทั้งภาพนิ่งและวีดีโอ และยัมีฟิลเตอร์จากมือโปรอย่าง ZEISS และยังมีระบบกันสั่นระดับเดียวกับ Gimbal ในตัวเอง ตัว AI ทำงานได้ทั้งกลางวันกลางคืน รวมถึงภาพนิ่งและวีดีโอ ตรวจจับสิ่งที่จะถ่าย พร้อมปรับกล้องให้เหมาะสม เช่นกล้อง ULTRA Macro ก็จะทำงานเองเมื่อเข้าไปอยู่ในระยะไม่ต้องไปปรับโหมดเองครับ

ความสามารถครบมากๆ ครับ เป็นสมาร์ทโฟนที่ให้กล้องที่ยอดเยี่ยมในปัจจุบันเลยทีเดียว

IMG 20220514 143837-1
IMG 20220516 195800
IMG 20220514 152905-1
IMG 20220514 144015-1
IMG 20220514 153024-1
IMG 20220514 153013-1
IMG 20220516 162128
IMG 20220516 200436
IMG 20220516 162027
IMG 20220516 154841

สรุปท้ายรีวิว

สมาร์ทโฟนพรีเมี่ยมที่ตั้งใจมาเป็นที่สุดของ vivo พัฒนาสเปคมาทุกด้าน ครบเครื่องมากครับ มีทั้งความแรงของหน่วยประมวลผล งานประกอบและออกแบบระดับพรีเมี่ยม ระบบชาร์จพลังงาน 80W และระบบระบายความร้อน จอสวยเสียงใสใช้งานเอนเตอร์เทนเมนต์คือดีมาก เพราะจอใหญ่ไร้ขอบสีสันสดใส

พัฒนากล้องถ่ายภาพมาอีกขั้นสมเป็น vivo X Series การจับมือกับ ZEISS เพื่อปรับจูน, การโค๊ทหน้าเลนส์ และใช้ฟิลเตอร์ที่เป็นเอกลักษณ์จากเลนส์ในตำนานต่างๆ รวมถึงเทคโนโลยรของตัวกล้องที่ใส่มาเยอะมากที่สุดของกล้องสมาร์ทโฟนในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นกล้องที่ใส่เทคโนโลยีกันสั่น Gimbal, กล้องเลนส์ซูม Periscope telephoto ที่ทำงานกับฟังก์ชั่นต่างๆ สร้างงานภาพถ่ายได้เหมือนกล้องโปรเลยครับ ทั้งการถ่ายภาพนิ่งและวีดีโอ อาจจะเหนือกว่าด้วยซ้ำด้วยความฉลาดของซอฟท์แวร์และระบบกันสั่นในตัว ประสิทธิภาพกล้องดีมากๆ

vivo X80 Pro 5G รุ่น Ram 12GB/256GB เปิดราคามาที่ 39,990 บาท

  • ของแถมพรีออร์เดอร์เป็นที่ชาร์จไร้สาย vivo Wireless Charger / หูฟัง vivo TWS 2 ANC / บัตรรับประกัน VIP X Series รวมของแถมมูลค่า 15,997 บาท

vivo X80 5G รุ่น Ram 12GB/256GB เปิดราคามาที่ 29,990 บาท 

  • ของแถมพรีออร์เดอร์เป็นหม้อทอดไร้น้ำมัน / หูฟัง vivo TWS 2 ANC / บัตรรับประกัน VIP X Series รวมของแถมมูลค่า 14,888 บาท

280089387 3152855788260054 6672966598243638474 n-1

ข่าว: รีวิว vivo X80 Pro 5G และ vivo X80 5G เรือธงสเปคสูงกล้อง ZEISS ประสบการณ์ใหม่ในการถ่ายภาพและวีดีโอ เหมือนถ่ายด้วยเลนส์เทเลโฟโต้จากกล้องโปร มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.
from:https://www.appdisqus.com/review-vivo-x80-pro-5g-series/

Unbox : พรีวิวแกะกล่อง vivo X80 Series สุดยอดเรือธง Camera Phone ยกระดับความเหนือชั้น ด้วยเทคโนโลยี ZEISS T* พร้อมสเปคจัดเต็มตอบทุกโจทย์การใช้งาน !!!

เป็นที่แน่นอนแล้วว่า vivo แบรนด์สมาร์ตโฟนชั้นนำระดับโลก เตรียมเปิดตัว vivo X80 Series สมาร์ตโฟนรุ่นเรือธงจาก  X Series ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ หลังจากปล่อยทีเซอร์เรียกน้ำย่อยกันไปเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ซึ่งทาง MobileOcta ก็ได้มีโอกาสสัมผัสกับ vivo X80 Series มาสักพักใหญ่ ๆ ถ้าถามความรู้สึกจากใจ ก็ต้องบอกเลยว่านี่คือสมาร์ตโฟนที่มีกล้องดีที่สุดเบอร์ต้น ๆ ของตลาด ณ ปัจจุบันอย่างไม่ต้องสงสัย

ซึ่งนอกจากจะเด่นในเรื่องกล้องแล้ว vivo X80 Series ยังมาพร้อมสเปคและฟีเจอร์แบบอัดแน่น เป็นเรือธงของช่วงกลางปีที่มีกระแสร้อนแรงและน่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง และวันนี้ MobileOcta จะพามาสัมผัสกับแกะกล่องพรีวิว vivo X80 Series เพื่อเป็นการเรียกน้ำย่อยกันก่อนที่จะไปรับชมรีวิวฉบับเต็มในวันเปิดตัวอย่างเป็นทางการครับ 

สเปคเบื้องต้น vivo X80 Pro 5G 

ขนาด 164.57×75.30×9.10 มม.  
น้ำหนัก 219 กรัม 
หน้าจอแสดงผล หน้าจอ Ultra O Screen Display ชนิด AMOLED E5 ขนาด 6.78 นิ้ว ความละเอียด 3200×1440 (WQHD+) อัตรารีเฟรชเรท 120Hz รองรับ HDR 10+ และการปกป้องดวงตา SGS Eye Care Display และรองรับเทคโนโลยี LTPO 3.0 ล่าสุด   
หน่วยประมวลผล ชิปเซ็ต Qualcomm SM8450 Snapdragon 8 Gen 1 (4 nm) Octa-core (1×3.00 GHz Cortex-X2 & 3×2.40 GHz Cortex-A710 & 4×1.70 GHz Cortex-A510) หน่วยประมวลผลกราฟิก Adreno 730
RAM 12GB
หน่วยความจำภายในเครื่อง 256GB
microSD Card ไม่รองรับ
ระบบปฏิบัติการ  Funtouch 12 บนพื้นฐานของ Android 12
เชื่อมต่อ OTG, NFC, Wi-Fi 6, Wi-Fi 5, 2.4G/5G, Wi-Fi Display, 2×2 MIMO, MU-MIMO GPS, BEIDOU, GLONASS, GALILEO, QZSS, A-GPS, Cellular Positioning, WLAN positioning รองรับ Hi-Fi : CS43131
กล้องถ่ายภาพ กล้องหลัง: 4 เลนส์ Quad Camera Co-engineered with ZEISS
– เลนส์หลักความละเอียด 50 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/1.57 เซนเซอร์  PDAF, Laser AF, ระบบกันสั่น Gimbal Stabilization  
– เลนส์ Ultrawide-angle ความละเอียด 48 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/2.2
– เลนส์ Telephoto 50mm ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/1.85, 5x optical zoom Dual Pixel PDAF
– เลนส์ Periscope Telephoto ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/3.4 , PDAF, OIS, 5x optical zoom 

กล้องหน้าความละเอียด 32 ล้านพิกเซล, รูรับแสงกว้าง f/2.45

โหมดการถ่าย High resolution, Night, Portrait, Photo, Video, Pro, Panorama, Dynamic Photo, Slow Motion, Time-Lapse, AR Stickers, Micro Movie, Supermoon, Hi-Res Docs, Astro Mode, Pro Sports Mode, Long Exposure, Double Exposure, Dual-View Video, AI Group Photo

รองรับระบบ รองรับการทำงาน Dual-SIM  2 ซิมการ์ด Dual SIM and Dual Standby
2G GSM : 850/900/1800/1900MHz
3G WCDMA : B1/B2/B4/B5/B8
4G FDD-LTE : B1/B2/B3/B4/B5/B7/B8/B12/B13/B17/B18/B19/B20/B26/B28/B32/B66
4G TDD-LTE : B38/B39/B40/B41/B42
5G : n1/n2/n3/n5/n7/n8/n20/n28/n38/n40/n41/n66/n77/n78 *n2 only supports SA.
แบตเตอรี่ 4700mAh รองรับชาร์จไว 80W FlashCharge, 50W Wireless FlashCharge
สี สีที่วางจำหน่ายในไทย Cosmic Black
ราคา ราคาเปิดตัว  39,999 บาท 

สเปคเบื้องต้น vivo X80 5G

สเปคเบื้องต้น vivo X80 Pro 5G

ขนาด 164.95×75.23×8.30 มม.  
น้ำหนัก 206 กรัม 
หน้าจอแสดงผล หน้าจอ Ultra O Screen Display ชนิด AMOLED  ขนาด 6.78 นิ้ว ความละเอียด 2400×1080 (FHD+) อัตรารีเฟรชเรท 120Hz 
หน่วยประมวลผล ชิปเซ็ต MediaTek Dimensity 9000 (4 nm) Octa-core (1×3.05 GHz Cortex-A78 & 3×2.6 GHz Cortex-A78 & 4×2.0 GHz Cortex-A55) หน่วยประมวลผลกราฟิก Mali-G710 MC10
RAM 12GB
หน่วยความจำภายในเครื่อง 256GB
microSD Card ไม่รองรับ
ระบบปฏิบัติการ  Funtouch 12 บนพื้นฐานของ Android 12
เชื่อมต่อ OTG, NFC, Wi-Fi 6, Wi-Fi 5, 2.4G/5G, Wi-Fi Display, 2×2 MIMO, MU-MIMO GPS, BEIDOU, GLONASS, GALILEO, QZSS, A-GPS, Cellular Positioning, WLAN positioning รองรับ Hi-Fi : CS43131
กล้องถ่ายภาพ กล้องหลัง: 3 เลนส์ Triple Camera Co-engineered with ZEISS เลนส์หลักความละเอียด 50 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/1.57 เซนเซอร์  PDAF, Laser AF, OIS  เลนส์ Ultrawide-angle ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/2.0 เลนส์ Telephoto 50mm ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/1.98, PDAF, 2x optical zoom ——————————————————-

กล้องหน้าความละเอียด 32 ล้านพิกเซล, รูรับแสงกว้าง f/2.45
——————————————————-

โหมดการถ่าย Night, Portrait, Photo, Video, 50MP, Panorama, Live Photo, Slow Motion, Time-Lapse, Pro, AR Stickers, Documents, AI Group Portrait, Double Exposure, Dual-View Video

รองรับระบบ รองรับการทำงาน Dual-SIM  2 ซิมการ์ด Dual SIM and Dual Standby 2G GSM : 850/900/1800/1900MHz 3G WCDMA : B1/B2/B5/B8 4G FDD-LTE : B1/B2/B3/B4/B5/B7/B8/B20/B28 4G TDD-LTE : B38/B39/B40/B41 5G : n1/n3/n5/n7/n8/n28/n38/n40/n41/n78 *n8/n38 only supports SA.
แบตเตอรี่ 4500mAh รองรับชาร์จไว 80W FlashCharge
สี สีที่วางจำหน่ายในไทย Cosmic Black, Urban Blue
ราคา ราคาเปิดตัว  29,999 บาท 

บรรจุภัณฑ์ / อุปกรณ์ภายในกล่อง

ตัวกล่องแพ็กเกจจิ้งของ vivo X80 Series ยังคงมาในโทนและรูปทรงเดิมที่ขับเน้นในเรื่องของความเรียบง่าย แต่แฝงด้วยความพรีเมี่ยมไว้ในตัวเหมือนเช่นเคย โดยด้านหน้าจะมีเพียงชื่อรุ่นและชูจุดเด่นด้วยข้อความกำกับในการร่วมมือระหว่าง vivo กับ ZEISS แบรนด์ผู้ผลิตเลนส์กล้องชั้นนำระดับโลกในการพัฒนาทางวิศวกรรม (Co-Engineer) เพื่อส่งมอบประสบการณ์การถ่ายภาพระดับมืออาชีพสู่มือผู้บริโภคทั่วโลก 

เมื่อเปิดกล่องออกมาจะพบกับ vivo X80 Pro 5G ในสี Cosmic Black ที่ได้มีการติดฟิล์มกันรอยมาให้เรียบร้อยแล้วตั้งแต่โรงงาน ส่วนอุปกรณ์ภายในกล่องมีดังนี้

1. อแดปเตอร์ชาร์จไฟ OUTPUT 5V – 2A / 9V – 2A / 11V – 6A Max / 20V – 4A Max – รองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว 80W FlashCharge

2. หูฟังสมอลทอร์คแบบอินเอียร์ รุ่น XE710 (Type-C earjack) พร้อมจุกยางอีก 2 ขนาด 

3. สายดาต้าลิงค์แบบ Type-C

4. Hard Case สีดำ

5. อุปกรณ์เปิดถาด SIM Card

6. ใบรับประกัน, และคู่มือการใช้งานฉบับย่อ

ตัวเคสจะเป็นวัสดุโพลีคาร์โบเนตแบบเปิดข้าง โดยมีความยืดหยุ่นในระดับหนึ่งและมาพร้อมเท็กเจอร์ที่ให้ฟิลลิ่งเหมือนหนังแท้ ซึ่งช่วยเพิ่มความ luxury ตั้งแต่แรกสัมผัส 

ในส่วนของ vivo X80 ก็จะให้อุปกรณ์ภายในกล่องมาเหมือน X80 Pro 5G ทุกประการ สิ่งที่แตกต่างก็คือตัวเคสภายในกล่องจะให้มาตามสีของตัวเครื่อง เช่นตัวเครื่อง Cosmic Black ก็จะได้สีดำ ส่วนสี Urban Blue ก็จะได้ตามสีของตัวเครื่องนั่นเอง 

vivo X80 Series ยังคงสืบทอด DNA ของรุ่นพี่ X70 Series ทั้งในด้านความเป็นสมาร์ตโฟนเรือธงที่มอบความหรูหราพรีเมี่ยม จากตัววัสดุชั้นเลิศ ผสานด้วยดีไซน์ luxury ผ่านดีไซน์โค้งมนบนโครงสร้างที่บางเบาสวยงามแบบมีระดับ ตัวเครื่องเลือกใช้วัสดุพรีเมี่ยมด้วยกระจกฝาหลังและขอบเฟรมอะลูมิเนียม พร้อมตกแต่งด้านบนของตัวเครื่องด้วยสไตล์ Choker ที่มอบความรู้สึกหรูหราให้กับผู้ใช้งานตั้งแต่แรกสัมผัส นอกจากนี้ตัวฝาหลังยังใช้เทคโนโลยี “fluorite AG” ซึ่งมีรูปลักษณ์ที่สวยงาม ให้ความรู้สึกถือใช้งานได้สะดวกสบายและไม่เกิดรอยนิ้วมืออีกด้วย

ยกระดับด้านการออกแบบไปอีกขั้นด้วยการจัดวางรูปแบบกล้องด้วยแนวคิด Cloud Window 2.0 ที่มาพร้อมโมดูลกล้องขนาดใหญ่ ที่ผสานรูปทรงกลมเข้ากับรูปทรงสี่เหลี่ยม พร้อมโลโก้ Zeiss T*  ซึ่งเป็นการ certified กำกับไว้อย่างชัดเจนถึงความร่วมมือกับ ZEISS แบรนด์ผู้ผลิตเลนส์กล้องชั้นนำระดับโลก ในการพัฒนาทางด้านวิศวกรรม (Co-Engineer) ร่วมกันอย่างใกล้ชิด 

โดยเลนส์กล้องของ vivo X80 Series ทุกรุ่นจะได้รับการเคลือบชิ้นเลนส์ในมาตรฐาน Zeiss T*  ซึ่งประโยชน์ที่โดดเด่นของการเคลือบ Zeiss T*  จะช่วยปรับปรุงคุณภาพของภาพถ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ โดยให้ค่าสีได้อย่างแม่นยำ ทำให้ทุกภาพถ่ายมีสีสันสดใสยิ่งขึ้น อีกทั้งยังมาพร้อมเทคโนโลยี Pure Night View แสดงค่ำคืนอันรุ่งโรจน์ในความคมชัดบริสุทธิ์ด้วยเทคโนโลยี AI Deglare และ RAW HDR ที่วีโว่พัฒนาขึ้นเอง ให้ทุกภาพถ่ายออกมาได้อย่างสวยงาม คมชัด โดดเด่นมากกว่าที่เคย

อีกทั้งยังสามารถช่วยลดการเกิด Ghosting และ Stray light ในเวลากลางคืนได้อีกทางหนึ่งด้วย vivo X80 Pro 5G และ vivo X80 Series จึงพร้อมมอบประสบการณ์ให้ผู้ใช้งานได้ดื่มด่ำกับความงามอันบริสุทธิ์ของยามค่ำคืนได้อย่างน่าประทับใจ

ดีไซน์ในภาพรวมของ vivo X80 จะมีความใกล้เคียงกับ vivo X80 Pro เกือบทุกประการ สิ่งที่แตกต่างก็คือ vivo X80 จะมีขนาดที่ะทัดรัดกว่าเล็กน้อย รวมถึงโมดูลกล้องก็มีขนาดที่เล็กกว่าด้วยเช่นกัน

สำหรับ vivo X80 Pro 5G จะมาพร้อมกล้องหลัง 4 เลนส์ Quad Camera Co-engineered with ZEISS

  • เลนส์หลักความละเอียด 50 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/1.57 เซนเซอร์  PDAF, Laser AF, ระบบกันสั่น Gimbal Stabilization  
  • เลนส์ Ultrawide-angle ความละเอียด 48 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/2.2
  • เลนส์ Telephoto 50mm ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/1.85, 5x optical zoom Dual Pixel PDAF
  • เลนส์ Periscope Telephoto ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/3.4 , PDAF, OIS, 5x optical zoom 

ส่วน vivo X80 5G จะมาพร้อมกล้องหลัง 3 เลนส์ Triple Camera Co-engineered with ZEISS

  • เลนส์หลักความละเอียด 50 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/1.57 เซนเซอร์  PDAF, Laser AF, OIS 
  • เลนส์ Ultrawide-angle ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/2.0
  • เลนส์ Telephoto 50mm ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/1.98, PDAF, 2x optical zoom

ทั้งสองรุ่นต่างก็มาพร้อม ZEISS T* Coating ด้วยกันทั้งคู่ แต่ vivo X80 5G จะไม่มีระบบกันสั่น Gimbal Stabilization และความละเอียดรวมถึงค่ารูรับแสงบางช่วงจะมีความแตกต่างกันเล็กน้อย 

vivo X80 Pro 5G  เลือกใช้จอแสดงผล E5 AMOLED พร้อมความละเอียด WQHD+ ที่เป็นผู้นำในอุตสาหกรรม ด้วยรีเฟรชเรต 120Hz และยังรองรับเทคโนโลยี LTPO 3.0 ล่าสุด ช่วยให้จอแสดงผลสามารถปรับอัตราการรีเฟรชระหว่าง 1Hz ถึง 120Hz เพื่อให้เหมาะกับสถานการณ์ของผู้ใช้งานและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานของจอแสดงผล มอบความเพลิดเพลินกับการใช้หน้าจอที่ชัดเจนและสบายตายิ่งกว่าที่เคย

นอกจากนี้ X80 Pro 5G ยังมาพร้อมดีไซน์หน้าจอ 2K E5 super-sensing ที่ได้รับรางวัลการออกแบบจากสถาบัน DisplayMate ในระดับ A+ และรางวัล SGS Eye Care Display ให้ผู้ใช้งานได้สัมผัสดีไซน์หน้าจอแบบใหม่ที่ดีเยี่ยม และยังช่วยปกป้องดวงตาของผู้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย แม้จะใช้งานต่อเนื่องเป็นระยะเวลายาวนานก็ตาม 

สำหรับ vivo X80 5G มาพร้อมเทคโนโลยีอันอัดแน่นไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่า X80 Pro 5G เพียงแต่ vivo X80 5G จะให้ความละเอียดมาที่ FHD+ ซึ่งเมื่อมองในแง่การใช้งานจริง ถือว่าเพียงพอและตอบทุกโจทย์การใช้งานในยุคปัจจุบันได้อย่างเหลือเฟือ

vivo X80 Pro 5G และ vivo X80 5G มาพร้อมกล้องหน้าเซลฟี่ที่ออกแบบให้มีขนาดเล็ก โดยจัดวางเลย์เอาท์ไว้อยู่ตรงกลางของจอแสดงผล ซึ่งจากการใช้งานจริงให้ความรู้สึกกลมกลืนไม่รบกวนสายตา แต่ยังคงให้คุณภาพมาแบบเต็มเปี่ยม ด้วยความละเอียดของกล้องหน้าที่สูงถึง 32 ล้านพิกเซล พร้อมฟีเจอร์แบบอัดแน่น ไม่ว่าจะเป็นโหมด Super Night Selfie, Portrait mode, Multi style portrait และอื่น ๆ อีกมากมาย ที่ช่วยให้การถ่ายเซลฟี่ได้สวยงามในทุกสภาพแสงและทุกสถานการณ์

ลำโพงสนทนาของ vivo X80 Pro 5G และ vivo X80 5G มีขนาดเล็กและจัดวางอยู่ในขอบของตัวเครื่องซึ่งช่วยเพิ่มพื้นที่ของจอแสดงผลได้อีกทางหนึ่ง และนอกจากนี้ยังทำหน้าที่เป็นลำโพงสเตอริโอร่วมกับลำโพงที่ด้านล่างของตัวเครื่องอีกด้วย 

ด้านบนออกแบบในสไตล์ Choker หรือสร้อยคอ โดยมีการเว้าเป็นร่องเพื่อเพิ่มมิติให้ตัวเครื่องพร้อมสลักตัวอักษรเรืองแสง ที่ขับเน้นเรื่องกล้องอันเป็นจุดขายของ vivo X80 Pro 5G นั่นเอง นอกจากนี้ที่ฝั่งขวายังมี IR Blaster ที่ใช้ในการควบคุมอุปกรณ์ไฟฟ้าต่าง ๆ ได้เหมือนรีโมท และถัดไปจะเป็นไมค์ตัดเสียงรบกวนและทำหน้าที่ในการบันทึกเสียงอีกด้วย 

ด้านล่างประกอบไปด้วย ช่องถาดซิมการ์ด., ไมค์สนทนา, พอร์ต Type-C, ลำโพงหลักของตัวเครื่อง, และเส้นเสาอากาศ สำหรับลำโพงหลักจะเป็นแบบสเตอริโอโดยทำงานร่วมกับลำโพงสนทนาที่ด้านบนของตัวเครื่อง ผสานเข้ากับชิปเสียง Hi-Fi CS43131 โดยได้การรับรองคุณภาพเสียงระดับ Hi-Res ซึ่งให้คุณภาพเสียงที่ดีมาก ๆ ทั้งเรื่องความดัง เสียงย่านต่ำและมิติของเสียงที่ตอบโจทย์ด้านความบันเทิงได้อย่างเต็มเปี่ยมประสิทธิภาพ

ฝั่งขวามือของตัวเครื่องจะมีปุ่มเพิ่ม-ลดระดับเสียงและปุ่มพาวเวอร์พร้อมเส้นเสาอากาศที่มุมบนของตัวเครื่อง  ส่วนฝั่งซ้ายจะเรียบ ๆ ไม่มีปุ่มหรือพอร์ตใด ๆ แต่จะมีเส้นเสาอากาศอยู่ที่มุมบนและล่างของตัวเครื่อง 

การจัดวางเลย์เอาท์ต่าง ๆ ของ vivo X80 Pro 5G และ vivo X80 5G จะเหมือนกันทุกประการ 

ตัวถาดซิมของ vivo X80 Pro 5G และ vivo X80 5G เป็นแบบ Dual Slot ที่รองรับการใช้งาน 2 ซิมการ์ด แบบนาโนซิม แต่จะไม่รองรับหน่วยความจำภายนอก

ในส่วนของคุณสมบัติอื่น ๆ และโปรโมชั่นเพิ่มเติม สามารถติดตามได้ ในรีวิวฉบับเต็มเร็ว ๆ นี้ครับ

ซึ่งขณะนี้ทาง vivo ประเทศไทยได้ทำการเปิดจองสมาร์ตโฟนรุ่นใหม่นี้แล้วกับกิจกรรม Exclusive Blind Booking พิเศษสำหรับ vivo fans ตัวจริงที่อยากเป็นเจ้าของและรับสิทธิพิเศษก่อนใคร สามารถสั่งจอง vivo X80 Series ได้แล้ว ตั้งแต่วันที่ 7 – 18 พฤษภาคมนี้

  • สำหรับผู้ที่สั่งจอง vivo X80 Pro รับไปเลยทันที บัตร VIP Card, vivo 50W Vertical Wireless Flash Charger, vivo TWS 2 ANC และส่วนลดค่าเครื่อง 1,000 บาท รวมมูลค่า 16,997 บาท
  • สำหรับผู้ที่สั่งจอง vivo X80 รับทันทีบัตร VIP Card, Gaabor Airfryer, vivo TWS 2 ANC และส่วนลดค่าเครื่อง 1,000 บาท มูลค่ารวม 15,888 บาท

สามารถสั่งจองสมาร์ตโฟน vivo X80 Series ได้ทาง vivo Brandshop ทุกสาขา, ตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ และช่องทางออนไลน์ทุกแพลตฟอร์ม ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เฟซบุ๊ก vivo Thailand

และพลาดไม่ได้สำหรับ vivo fans เตรียมรับชมงานเปิดตัว vivo X80 Series สุดเอกซ์คลูซิฟ ในวันที่ 19 พฤษภาคมนี้ ผ่านทาง Facebook vivo ThailandYouTube vivo Thailand และ Line official vivo Thailand ตั้งแต่เวลา 18.30 น. เป็นต้นไป ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เฟซบุ๊ก vivo Thailand

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/unbox-preview-vivo-x80-series-%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%94/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=unbox-preview-vivo-x80-series-%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25b8%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%25a2%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2594

Unbox : พรีวิวแกะกล่อง vivo X80 Series สุดยอดเรือธง Camera Phone ยกระดับความเหนือชั้น ด้วยเทคโนโลยี ZEISS T* พร้อมสเปคจัดเต็มตอบทุกโจทย์การใช้งาน !!!

เป็นที่แน่นอนแล้วว่า vivo แบรนด์สมาร์ตโฟนชั้นนำระดับโลก เตรียมเปิดตัว vivo X80 Series สมาร์ตโฟนรุ่นเรือธงจาก  X Series ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ หลังจากปล่อยทีเซอร์เรียกน้ำย่อยกันไปเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ซึ่งทาง MobileOcta ก็ได้มีโอกาสสัมผัสกับ vivo X80 Series มาสักพักใหญ่ ๆ ถ้าถามความรู้สึกจากใจ ก็ต้องบอกเลยว่านี่คือสมาร์ตโฟนที่มีกล้องดีที่สุดเบอร์ต้น ๆ ของตลาด ณ ปัจจุบันอย่างไม่ต้องสงสัย

ซึ่งนอกจากจะเด่นในเรื่องกล้องแล้ว vivo X80 Series ยังมาพร้อมสเปคและฟีเจอร์แบบอัดแน่น เป็นเรือธงของช่วงกลางปีที่มีกระแสร้อนแรงและน่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง และวันนี้ MobileOcta จะพามาสัมผัสกับแกะกล่องพรีวิว vivo X80 Series เพื่อเป็นการเรียกน้ำย่อยกันก่อนที่จะไปรับชมรีวิวฉบับเต็มในวันเปิดตัวอย่างเป็นทางการครับ 

สเปคเบื้องต้น vivo X80 Pro 5G 

ขนาด 164.57×75.30×9.10 มม.  
น้ำหนัก 219 กรัม 
หน้าจอแสดงผล หน้าจอ Ultra O Screen Display ชนิด AMOLED E5 ขนาด 6.78 นิ้ว ความละเอียด 3200×1440 (WQHD+) อัตรารีเฟรชเรท 120Hz รองรับ HDR 10+ และการปกป้องดวงตา SGS Eye Care Display และรองรับเทคโนโลยี LTPO 3.0 ล่าสุด   
หน่วยประมวลผล ชิปเซ็ต Qualcomm SM8450 Snapdragon 8 Gen 1 (4 nm) Octa-core (1×3.00 GHz Cortex-X2 & 3×2.40 GHz Cortex-A710 & 4×1.70 GHz Cortex-A510) หน่วยประมวลผลกราฟิก Adreno 730
RAM 12GB
หน่วยความจำภายในเครื่อง 256GB
microSD Card ไม่รองรับ
ระบบปฏิบัติการ  Funtouch 12 บนพื้นฐานของ Android 12
เชื่อมต่อ OTG, NFC, Wi-Fi 6, Wi-Fi 5, 2.4G/5G, Wi-Fi Display, 2×2 MIMO, MU-MIMO GPS, BEIDOU, GLONASS, GALILEO, QZSS, A-GPS, Cellular Positioning, WLAN positioning รองรับ Hi-Fi : CS43131
กล้องถ่ายภาพ กล้องหลัง: 4 เลนส์ Quad Camera Co-engineered with ZEISS
– เลนส์หลักความละเอียด 50 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/1.57 เซนเซอร์  PDAF, Laser AF, ระบบกันสั่น Gimbal Stabilization  
– เลนส์ Ultrawide-angle ความละเอียด 48 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/2.2
– เลนส์ Telephoto 50mm ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/1.85, 5x optical zoom Dual Pixel PDAF
– เลนส์ Periscope Telephoto ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/3.4 , PDAF, OIS, 5x optical zoom 

กล้องหน้าความละเอียด 32 ล้านพิกเซล, รูรับแสงกว้าง f/2.45

โหมดการถ่าย High resolution, Night, Portrait, Photo, Video, Pro, Panorama, Dynamic Photo, Slow Motion, Time-Lapse, AR Stickers, Micro Movie, Supermoon, Hi-Res Docs, Astro Mode, Pro Sports Mode, Long Exposure, Double Exposure, Dual-View Video, AI Group Photo

รองรับระบบ รองรับการทำงาน Dual-SIM  2 ซิมการ์ด Dual SIM and Dual Standby
2G GSM : 850/900/1800/1900MHz
3G WCDMA : B1/B2/B4/B5/B8
4G FDD-LTE : B1/B2/B3/B4/B5/B7/B8/B12/B13/B17/B18/B19/B20/B26/B28/B32/B66
4G TDD-LTE : B38/B39/B40/B41/B42
5G : n1/n2/n3/n5/n7/n8/n20/n28/n38/n40/n41/n66/n77/n78 *n2 only supports SA.
แบตเตอรี่ 4700mAh รองรับชาร์จไว 80W FlashCharge, 50W Wireless FlashCharge
สี สีที่วางจำหน่ายในไทย Cosmic Black
ราคา ราคาเปิดตัว  39,999 บาท 

สเปคเบื้องต้น vivo X80 5G

สเปคเบื้องต้น vivo X80 Pro 5G

ขนาด 164.95×75.23×8.30 มม.  
น้ำหนัก 206 กรัม 
หน้าจอแสดงผล หน้าจอ Ultra O Screen Display ชนิด AMOLED  ขนาด 6.78 นิ้ว ความละเอียด 2400×1080 (FHD+) อัตรารีเฟรชเรท 120Hz 
หน่วยประมวลผล ชิปเซ็ต MediaTek Dimensity 9000 (4 nm) Octa-core (1×3.05 GHz Cortex-A78 & 3×2.6 GHz Cortex-A78 & 4×2.0 GHz Cortex-A55) หน่วยประมวลผลกราฟิก Mali-G710 MC10
RAM 12GB
หน่วยความจำภายในเครื่อง 256GB
microSD Card ไม่รองรับ
ระบบปฏิบัติการ  Funtouch 12 บนพื้นฐานของ Android 12
เชื่อมต่อ OTG, NFC, Wi-Fi 6, Wi-Fi 5, 2.4G/5G, Wi-Fi Display, 2×2 MIMO, MU-MIMO GPS, BEIDOU, GLONASS, GALILEO, QZSS, A-GPS, Cellular Positioning, WLAN positioning รองรับ Hi-Fi : CS43131
กล้องถ่ายภาพ กล้องหลัง: 3 เลนส์ Triple Camera Co-engineered with ZEISS เลนส์หลักความละเอียด 50 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/1.57 เซนเซอร์  PDAF, Laser AF, OIS  เลนส์ Ultrawide-angle ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/2.0 เลนส์ Telephoto 50mm ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/1.98, PDAF, 2x optical zoom ——————————————————-

กล้องหน้าความละเอียด 32 ล้านพิกเซล, รูรับแสงกว้าง f/2.45
——————————————————-

โหมดการถ่าย Night, Portrait, Photo, Video, 50MP, Panorama, Live Photo, Slow Motion, Time-Lapse, Pro, AR Stickers, Documents, AI Group Portrait, Double Exposure, Dual-View Video

รองรับระบบ รองรับการทำงาน Dual-SIM  2 ซิมการ์ด Dual SIM and Dual Standby 2G GSM : 850/900/1800/1900MHz 3G WCDMA : B1/B2/B5/B8 4G FDD-LTE : B1/B2/B3/B4/B5/B7/B8/B20/B28 4G TDD-LTE : B38/B39/B40/B41 5G : n1/n3/n5/n7/n8/n28/n38/n40/n41/n78 *n8/n38 only supports SA.
แบตเตอรี่ 4500mAh รองรับชาร์จไว 80W FlashCharge
สี สีที่วางจำหน่ายในไทย Cosmic Black, Urban Blue
ราคา ราคาเปิดตัว  29,999 บาท 

บรรจุภัณฑ์ / อุปกรณ์ภายในกล่อง

ตัวกล่องแพ็กเกจจิ้งของ vivo X80 Series ยังคงมาในโทนและรูปทรงเดิมที่ขับเน้นในเรื่องของความเรียบง่าย แต่แฝงด้วยความพรีเมี่ยมไว้ในตัวเหมือนเช่นเคย โดยด้านหน้าจะมีเพียงชื่อรุ่นและชูจุดเด่นด้วยข้อความกำกับในการร่วมมือระหว่าง vivo กับ ZEISS แบรนด์ผู้ผลิตเลนส์กล้องชั้นนำระดับโลกในการพัฒนาทางวิศวกรรม (Co-Engineer) เพื่อส่งมอบประสบการณ์การถ่ายภาพระดับมืออาชีพสู่มือผู้บริโภคทั่วโลก 

เมื่อเปิดกล่องออกมาจะพบกับ vivo X80 Pro 5G ในสี Cosmic Black ที่ได้มีการติดฟิล์มกันรอยมาให้เรียบร้อยแล้วตั้งแต่โรงงาน ส่วนอุปกรณ์ภายในกล่องมีดังนี้

1. อแดปเตอร์ชาร์จไฟ OUTPUT 5V – 2A / 9V – 2A / 11V – 6A Max / 20V – 4A Max – รองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว 80W FlashCharge

2. หูฟังสมอลทอร์คแบบอินเอียร์ รุ่น XE710 (Type-C earjack) พร้อมจุกยางอีก 2 ขนาด 

3. สายดาต้าลิงค์แบบ Type-C

4. Hard Case สีดำ

5. อุปกรณ์เปิดถาด SIM Card

6. ใบรับประกัน, และคู่มือการใช้งานฉบับย่อ

ตัวเคสจะเป็นวัสดุโพลีคาร์โบเนตแบบเปิดข้าง โดยมีความยืดหยุ่นในระดับหนึ่งและมาพร้อมเท็กเจอร์ที่ให้ฟิลลิ่งเหมือนหนังแท้ ซึ่งช่วยเพิ่มความ luxury ตั้งแต่แรกสัมผัส 

ในส่วนของ vivo X80 ก็จะให้อุปกรณ์ภายในกล่องมาเหมือน X80 Pro 5G ทุกประการ สิ่งที่แตกต่างก็คือตัวเคสภายในกล่องจะให้มาตามสีของตัวเครื่อง เช่นตัวเครื่อง Cosmic Black ก็จะได้สีดำ ส่วนสี Urban Blue ก็จะได้ตามสีของตัวเครื่องนั่นเอง 

vivo X80 Series ยังคงสืบทอด DNA ของรุ่นพี่ X70 Series ทั้งในด้านความเป็นสมาร์ตโฟนเรือธงที่มอบความหรูหราพรีเมี่ยม จากตัววัสดุชั้นเลิศ ผสานด้วยดีไซน์ luxury ผ่านดีไซน์โค้งมนบนโครงสร้างที่บางเบาสวยงามแบบมีระดับ ตัวเครื่องเลือกใช้วัสดุพรีเมี่ยมด้วยกระจกฝาหลังและขอบเฟรมอะลูมิเนียม พร้อมตกแต่งด้านบนของตัวเครื่องด้วยสไตล์ Choker ที่มอบความรู้สึกหรูหราให้กับผู้ใช้งานตั้งแต่แรกสัมผัส นอกจากนี้ตัวฝาหลังยังใช้เทคโนโลยี “fluorite AG” ซึ่งมีรูปลักษณ์ที่สวยงาม ให้ความรู้สึกถือใช้งานได้สะดวกสบายและไม่เกิดรอยนิ้วมืออีกด้วย

ยกระดับด้านการออกแบบไปอีกขั้นด้วยการจัดวางรูปแบบกล้องด้วยแนวคิด Cloud Window 2.0 ที่มาพร้อมโมดูลกล้องขนาดใหญ่ ที่ผสานรูปทรงกลมเข้ากับรูปทรงสี่เหลี่ยม พร้อมโลโก้ Zeiss T*  ซึ่งเป็นการ certified กำกับไว้อย่างชัดเจนถึงความร่วมมือกับ ZEISS แบรนด์ผู้ผลิตเลนส์กล้องชั้นนำระดับโลก ในการพัฒนาทางด้านวิศวกรรม (Co-Engineer) ร่วมกันอย่างใกล้ชิด 

โดยเลนส์กล้องของ vivo X80 Series ทุกรุ่นจะได้รับการเคลือบชิ้นเลนส์ในมาตรฐาน Zeiss T*  ซึ่งประโยชน์ที่โดดเด่นของการเคลือบ Zeiss T*  จะช่วยปรับปรุงคุณภาพของภาพถ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ โดยให้ค่าสีได้อย่างแม่นยำ ทำให้ทุกภาพถ่ายมีสีสันสดใสยิ่งขึ้น อีกทั้งยังมาพร้อมเทคโนโลยี Pure Night View แสดงค่ำคืนอันรุ่งโรจน์ในความคมชัดบริสุทธิ์ด้วยเทคโนโลยี AI Deglare และ RAW HDR ที่วีโว่พัฒนาขึ้นเอง ให้ทุกภาพถ่ายออกมาได้อย่างสวยงาม คมชัด โดดเด่นมากกว่าที่เคย

อีกทั้งยังสามารถช่วยลดการเกิด Ghosting และ Stray light ในเวลากลางคืนได้อีกทางหนึ่งด้วย vivo X80 Pro 5G และ vivo X80 Series จึงพร้อมมอบประสบการณ์ให้ผู้ใช้งานได้ดื่มด่ำกับความงามอันบริสุทธิ์ของยามค่ำคืนได้อย่างน่าประทับใจ

ดีไซน์ในภาพรวมของ vivo X80 จะมีความใกล้เคียงกับ vivo X80 Pro เกือบทุกประการ สิ่งที่แตกต่างก็คือ vivo X80 จะมีขนาดที่ะทัดรัดกว่าเล็กน้อย รวมถึงโมดูลกล้องก็มีขนาดที่เล็กกว่าด้วยเช่นกัน

สำหรับ vivo X80 Pro 5G จะมาพร้อมกล้องหลัง 4 เลนส์ Quad Camera Co-engineered with ZEISS

  • เลนส์หลักความละเอียด 50 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/1.57 เซนเซอร์  PDAF, Laser AF, ระบบกันสั่น Gimbal Stabilization  
  • เลนส์ Ultrawide-angle ความละเอียด 48 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/2.2
  • เลนส์ Telephoto 50mm ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/1.85, 5x optical zoom Dual Pixel PDAF
  • เลนส์ Periscope Telephoto ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/3.4 , PDAF, OIS, 5x optical zoom 

ส่วน vivo X80 5G จะมาพร้อมกล้องหลัง 3 เลนส์ Triple Camera Co-engineered with ZEISS

  • เลนส์หลักความละเอียด 50 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/1.57 เซนเซอร์  PDAF, Laser AF, OIS 
  • เลนส์ Ultrawide-angle ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/2.0
  • เลนส์ Telephoto 50mm ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/1.98, PDAF, 2x optical zoom

ทั้งสองรุ่นต่างก็มาพร้อม ZEISS T* Coating ด้วยกันทั้งคู่ แต่ vivo X80 5G จะไม่มีระบบกันสั่น Gimbal Stabilization และความละเอียดรวมถึงค่ารูรับแสงบางช่วงจะมีความแตกต่างกันเล็กน้อย 

vivo X80 Pro 5G  เลือกใช้จอแสดงผล E5 AMOLED พร้อมความละเอียด WQHD+ ที่เป็นผู้นำในอุตสาหกรรม ด้วยรีเฟรชเรต 120Hz และยังรองรับเทคโนโลยี LTPO 3.0 ล่าสุด ช่วยให้จอแสดงผลสามารถปรับอัตราการรีเฟรชระหว่าง 1Hz ถึง 120Hz เพื่อให้เหมาะกับสถานการณ์ของผู้ใช้งานและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานของจอแสดงผล มอบความเพลิดเพลินกับการใช้หน้าจอที่ชัดเจนและสบายตายิ่งกว่าที่เคย

นอกจากนี้ X80 Pro 5G ยังมาพร้อมดีไซน์หน้าจอ 2K E5 super-sensing ที่ได้รับรางวัลการออกแบบจากสถาบัน DisplayMate ในระดับ A+ และรางวัล SGS Eye Care Display ให้ผู้ใช้งานได้สัมผัสดีไซน์หน้าจอแบบใหม่ที่ดีเยี่ยม และยังช่วยปกป้องดวงตาของผู้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย แม้จะใช้งานต่อเนื่องเป็นระยะเวลายาวนานก็ตาม 

สำหรับ vivo X80 5G มาพร้อมเทคโนโลยีอันอัดแน่นไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่า X80 Pro 5G เพียงแต่ vivo X80 5G จะให้ความละเอียดมาที่ FHD+ ซึ่งเมื่อมองในแง่การใช้งานจริง ถือว่าเพียงพอและตอบทุกโจทย์การใช้งานในยุคปัจจุบันได้อย่างเหลือเฟือ

vivo X80 Pro 5G และ vivo X80 5G มาพร้อมกล้องหน้าเซลฟี่ที่ออกแบบให้มีขนาดเล็ก โดยจัดวางเลย์เอาท์ไว้อยู่ตรงกลางของจอแสดงผล ซึ่งจากการใช้งานจริงให้ความรู้สึกกลมกลืนไม่รบกวนสายตา แต่ยังคงให้คุณภาพมาแบบเต็มเปี่ยม ด้วยความละเอียดของกล้องหน้าที่สูงถึง 32 ล้านพิกเซล พร้อมฟีเจอร์แบบอัดแน่น ไม่ว่าจะเป็นโหมด Super Night Selfie, Portrait mode, Multi style portrait และอื่น ๆ อีกมากมาย ที่ช่วยให้การถ่ายเซลฟี่ได้สวยงามในทุกสภาพแสงและทุกสถานการณ์

ลำโพงสนทนาของ vivo X80 Pro 5G และ vivo X80 5G มีขนาดเล็กและจัดวางอยู่ในขอบของตัวเครื่องซึ่งช่วยเพิ่มพื้นที่ของจอแสดงผลได้อีกทางหนึ่ง และนอกจากนี้ยังทำหน้าที่เป็นลำโพงสเตอริโอร่วมกับลำโพงที่ด้านล่างของตัวเครื่องอีกด้วย 

ด้านบนออกแบบในสไตล์ Choker หรือสร้อยคอ โดยมีการเว้าเป็นร่องเพื่อเพิ่มมิติให้ตัวเครื่องพร้อมสลักตัวอักษรเรืองแสง ที่ขับเน้นเรื่องกล้องอันเป็นจุดขายของ vivo X80 Pro 5G นั่นเอง นอกจากนี้ที่ฝั่งขวายังมี IR Blaster ที่ใช้ในการควบคุมอุปกรณ์ไฟฟ้าต่าง ๆ ได้เหมือนรีโมท และถัดไปจะเป็นไมค์ตัดเสียงรบกวนและทำหน้าที่ในการบันทึกเสียงอีกด้วย 

ด้านล่างประกอบไปด้วย ช่องถาดซิมการ์ด., ไมค์สนทนา, พอร์ต Type-C, ลำโพงหลักของตัวเครื่อง, และเส้นเสาอากาศ สำหรับลำโพงหลักจะเป็นแบบสเตอริโอโดยทำงานร่วมกับลำโพงสนทนาที่ด้านบนของตัวเครื่อง ผสานเข้ากับชิปเสียง Hi-Fi CS43131 โดยได้การรับรองคุณภาพเสียงระดับ Hi-Res ซึ่งให้คุณภาพเสียงที่ดีมาก ๆ ทั้งเรื่องความดัง เสียงย่านต่ำและมิติของเสียงที่ตอบโจทย์ด้านความบันเทิงได้อย่างเต็มเปี่ยมประสิทธิภาพ

ฝั่งขวามือของตัวเครื่องจะมีปุ่มเพิ่ม-ลดระดับเสียงและปุ่มพาวเวอร์พร้อมเส้นเสาอากาศที่มุมบนของตัวเครื่อง  ส่วนฝั่งซ้ายจะเรียบ ๆ ไม่มีปุ่มหรือพอร์ตใด ๆ แต่จะมีเส้นเสาอากาศอยู่ที่มุมบนและล่างของตัวเครื่อง 

การจัดวางเลย์เอาท์ต่าง ๆ ของ vivo X80 Pro 5G และ vivo X80 5G จะเหมือนกันทุกประการ 

ตัวถาดซิมของ vivo X80 Pro 5G และ vivo X80 5G เป็นแบบ Dual Slot ที่รองรับการใช้งาน 2 ซิมการ์ด แบบนาโนซิม แต่จะไม่รองรับหน่วยความจำภายนอก

ในส่วนของคุณสมบัติอื่น ๆ และโปรโมชั่นเพิ่มเติม สามารถติดตามได้ ในรีวิวฉบับเต็มเร็ว ๆ นี้ครับ

ซึ่งขณะนี้ทาง vivo ประเทศไทยได้ทำการเปิดจองสมาร์ตโฟนรุ่นใหม่นี้แล้วกับกิจกรรม Exclusive Blind Booking พิเศษสำหรับ vivo fans ตัวจริงที่อยากเป็นเจ้าของและรับสิทธิพิเศษก่อนใคร สามารถสั่งจอง vivo X80 Series ได้แล้ว ตั้งแต่วันที่ 7 – 18 พฤษภาคมนี้

  • สำหรับผู้ที่สั่งจอง vivo X80 Pro รับไปเลยทันที บัตร VIP Card, vivo 50W Vertical Wireless Flash Charger, vivo TWS 2 ANC และส่วนลดค่าเครื่อง 1,000 บาท รวมมูลค่า 16,997 บาท
  • สำหรับผู้ที่สั่งจอง vivo X80 รับทันทีบัตร VIP Card, Gaabor Airfryer, vivo TWS 2 ANC และส่วนลดค่าเครื่อง 1,000 บาท มูลค่ารวม 15,888 บาท

สามารถสั่งจองสมาร์ตโฟน vivo X80 Series ได้ทาง vivo Brandshop ทุกสาขา, ตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ และช่องทางออนไลน์ทุกแพลตฟอร์ม ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เฟซบุ๊ก vivo Thailand

และพลาดไม่ได้สำหรับ vivo fans เตรียมรับชมงานเปิดตัว vivo X80 Series สุดเอกซ์คลูซิฟ ในวันที่ 19 พฤษภาคมนี้ ผ่านทาง Facebook vivo ThailandYouTube vivo Thailand และ Line official vivo Thailand ตั้งแต่เวลา 18.30 น. เป็นต้นไป ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เฟซบุ๊ก vivo Thailand

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/unbox-preview-vivo-x80-series/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=unbox-preview-vivo-x80-series

Review ASUS Zenbook 14 Flip OLED UP5401

ASUS Zenbook 14 Flip OLED (UX5401) รุ่นอัปเดทใหม่ 12th Gen processor (มีให้เลือกทั้ง core i7 และ core i5) สี Pine grey เป็นโน้ตบุ๊กพรีเมียม น้ำหนักเบาเพียง 1.4 KG / 15.9 mm พร้อมหน้าจอขนาด 14 นิ้ว อัตราส่วน 16:10 2.8K OLED HDR NanoEdge

ASUS Zenbook 14 Flip OLED

Advertisementavw
  • Target audience: เจาะกลุ่มคนทำงาน หรือนักศึกษา ที่ต้องการโน้ตบุ๊กระดับพรีเมียม ดีไซน์หรูหรา ตัวเครื่องบางเบา พกพาสะดวก มาพร้อมหน้าจอ OLED อัตราส่วน 16:10 เพิ่มเนื้อที่การรับชม สามารถใช้งานด้านบันเทิงได้อย่างลงตัว หรือใช้งานหนักหน่วงได้อย่างราบรื่นด้วยโปรเซสเซอร์ใหม่ล่าสุดจาก 12th Gen intel
  1. หน้าจอ 16:10 2.8K 90hz OLED ขนาด 14 inch, 550 nits, (2880 x 1800) 100% DCI-P3 color gamut

ข้อมูลเพิ่มเติมหน้าจอ OLED

1.ภาพสวยสีสด ให้สีสันระดับ DCI-P3 100% มาตรฐานเดียวกับที่ใช้ในวงการภาพยนตร์, การันตี Pantone และไม่ว่าจะภาพนิ่งหรือเคลื่อนไหวก็สวยสมจริงดุจมีชีวิตด้วยคุณภาพของสีที่ได้การรับรองคุณภาพโดย Pantone validated ซึ่งเป็นระบบสีที่น่าเชื่อถือที่สุดในโลก เป็นมาตรฐานที่ใช้อย่างแพร่หลายทั้งด้านงานออกแบบ, กราฟิกดีไซน์, แฟชั่น, บรรจุภัณฑ์, สถาปัตยกรรมและอีกมากมาย

2.สบายตา หลับสบาย ด้วยจอถนอมสายตา ที่ช่วยตัดแสงสีฟ้าถึง 70% จอ OLED ของ ZenBook ผ่านการรับรองคุณสมบัติเพื่อการถนอมสายตา ลดปริมาณแสงสีฟ้าที่เป็นอันตรายต่อดวงตา ปลอดภัยยิ่งขึ้นสำหรับทุกคนในทุกลักษณะการใช้งาน

3.สีคงระดับความคมชัด ในทุกความสว่าง

4.ด้วยระดับ contrast 1,000,000:1 สีดำ ดำสนืท ให้ภาพดูลึกมีมิติ Contrast Ratio (อัตราส่วน “สีดำที่ดำสนิทและยังคงรายละเอียดในส่วนสว่างได้ครบถ้วน”) โดยสามารถให้ค่าคอนทราสต์เรโชสูงถึง 1,000,000 : 1 ทำให้ภาพที่แสดงบนจอ OLED ดูลึกมีมิติสมจริงทุกรายละเอียด

5.อัตราการตอบสนองของภาพที่เร็วเพียง 0.2 มิลลิวินาที ให้ภาพลื่นไหลไม่มีกระตุก ไม่ว่าจะหนังเรื่องโปรดหรือกีฬาประเภทไหนก็คมชัดทุกการเคลื่อนไหว ชัดทุกการเคลื่อนไหวไร้อาการเบลอ

  1. ตัวเครื่องบาง เบา เพียง 9 mm หนัก 1.4 KG พกพาสะดวก ไม่หนัก คล่องตัวสูง
  2. ใช้งานได้ 360 องศา หลากหลายสไตล์ มี fingerprint สแกนลายนิ้วมือสำหรับlogin เข้าเครื่องบนปุ่ม power
  3. มาพร้อมแบตเตอรี่ขนาด 63WHrs พร้อมระบบ fast charge ทำงานได้หลายชั่วโมงโดยไม่ต้องเสียบอแดปเตอร์
  4. โปรเซสเซอร์สูงสุด Intel® Core™ i7-12700H Processor 2.3 GHz , Intel Iris XᵉGraphics , 16GB LPDDR5 on board, storage สูงสุด 1TB M.2 NVMe™ PCIe® 0 Performance SSD, Wi-Fi 6E(802.11ax)+Bluetooth 5.2 (Dual band) 2*2
  5. ระบบเสียงรับรองโดย harman kardon ช่วยนำเสนอเสียงที่ทรงพลังและชัดใสสมจริง ช่วยให้ความบันเทิงและการสื่อสารสมจริงมากขึ้น และระบบตัดเสียงรบกวนรอบข้าง AI noise cancellation
  6. การเชื่อมต่อครบครัน สามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์ได้หลากหลาย สะดวก ด้วยพอร์ต Thunderbolt™ 4 USB-C® ความเร็วสูงซึ่งซัพพอร์ตการชาร์จไวและสามารถต่อจอแยกความละเอียดระดับ 4K และการส่งข้อมูลสูงสุด 40 Gbps อีกทั้งยังมีพอร์ต HDMI และช่อง USB 2 Gen 2 Type-A และช่องอ่านการ์ด microSD
  7. มาพร้อม Windows 11 Home และ Office Home and Student 2021 ติดตั้งพร้อมใช้งานตลอดอายุเครื่อง
  8. ผ่านมาตรฐานการทดสอบทางทหาร US Military Grade ทนต่อสภาพอากาศ การกระแทก ความชื้น และยังมาพร้อม ASUS Exclusive Care ประกัน 3 ปี International Warranty ,ประกัน 3 ปี Onsite service ซ่อมถึงทีเมื่อเครื่องมีปัญหา และ 1 ปี Perfect Warranty เมื่อเกิดอุบัติเหตุ น้ำหกใส่ ไฟฟ้าลัดวงจร หรือเครื่องตกหล่น
  9. ราคาประกาศวันเปิดตัว

ASUS Zenbook 14 Flip OLED (UX5401)

 

 

 

Model Name

UP5401ZA-KN701WS

UP5401ZA-KN501WS

Operating System

Windows 11 Home – ASUS recommends Windows 11 Pro for business

Windows 11 Home – ASUS recommends Windows 11 Pro for business

Office

Office Home and Student 2021 included

Office Home and Student 2021 included

LCD cover-material

Aluminum

Aluminum

LCD cover-color

Pine Grey

Pine Grey

Top case-material

Aluminum

Aluminum

Top case-color

Pine Grey

Pine Grey

Bottom case-material

Aluminum

Aluminum

Bottom case-color

Pine Grey

Pine Grey

Military grade

US MIL-STD 810H military-grade standard

US MIL-STD 810H military-grade standard

Touch Panel

Touch screen

Touch screen

Panel Size

14.0-inch

14.0-inch

Resolution

2.8K (2880 x 1800) OLED 16:10 aspect ratio

2.8K (2880 x 1800) OLED 16:10 aspect ratio

Response time

0.2ms response time

0.2ms response time

Refresh rate

90Hz refresh rate

90Hz refresh rate

Peak Brightness

550nits peak brightness

550nits peak brightness

Color gamut

100% DCI-P3 color gamut

100% DCI-P3 color gamut

Contrast ratio

1,000,000:1

1,000,000:1

VESA CERTIFIED Display HDR

VESA CERTIFIED Display HDR True Black 500

VESA CERTIFIED Display HDR True Black 500

Color depth

1.07 billion colors

1.07 billion colors

Pantone

PANTONE Validated

PANTONE Validated

Glare

N/A

N/A

Low blue light

70% less harmful blue light

70% less harmful blue light

TÜV Rheinland-certified

 

 

SGS Eye Care Display

SGS Eye Care Display

SGS Eye Care Display

Screen-to-body ratio

88 %

88 %

Processor

Intel® Core™ i7-12700H Processor 2.3 GHz (24M Cache, up to 4.7 GHz, 6P+8E cores)

Intel® Core™ i5-12500H Processor 2.5 GHz (18M Cache, up to 4.5 GHz, 4P+8E cores)

On board processor (PAD)

 

 

Chipset

N/A

N/A

Discrete/Share

Share

Share

Intergrated GPU

Intel Iris Xᵉ Graphics (available for Intel® Core™ i5/i7/i9 with dual channel memory)

Intel Iris Xᵉ Graphics (available for Intel® Core™ i5/i7/i9 with dual channel memory)

Graphics

 

 

VRAM

N/A

N/A

How to upgrade memory

 

 

Expansion Slot(includes used)

N/A

N/A

Total System Memory

16GB LPDDR5 on board

16GB LPDDR5 on board

On board memory

16GB LPDDR5 on board

16GB LPDDR5 on board

On board memory (PAD)

 

 

DIMM Memory

 

 

Storage

1TB M.2 NVMe™ PCIe® 4.0 Performance SSD

512GB M.2 NVMe™ PCIe® 4.0 Performance SSD

SSD Cache

 

 

EMMC (PAD)

 

 

AI

 

 

Optical Drive

 

 

Front-facing camera

720p HD camera//With privacy shutter

720p HD camera//With privacy shutter

Wireless

Wi-Fi 6E(802.11ax) (Dual band) 2*2 + Bluetooth 5.2

Wi-Fi 6E(802.11ax) (Dual band) 2*2 + Bluetooth 5.2

on board Wireless

 

 

Wireless (PAD)

 

 

3G/4G

 

 

NumberPad

Support NumberPad

Support NumberPad

ScreenPad™

N/A

N/A

FingerPrint

FingerPrint

FingerPrint

I/O ports

1x USB 3.2 Gen 2 Type-A
2x Thunderbolt™ 4 supports display / power delivery//1x HDMI 2.0b
1x 3.5mm Combo Audio Jack//Micro SD card reader

1x USB 3.2 Gen 2 Type-A
2x Thunderbolt™ 4 supports display / power delivery//1x HDMI 2.0b
1x 3.5mm Combo Audio Jack//Micro SD card reader

Audio

Built-in array microphone//harman/kardon (Premium)

Built-in array microphone//harman/kardon (Premium)

Sensors

 

 

Voice control

with Cortana and Alexa voice-recognition support

with Cortana and Alexa voice-recognition support

AC Adapter

TYPE-C, 100W AC Adapter, Output 20V DC, 5A, 100W, Input: 100~240V AC 50/60Hz universal

TYPE-C, 100W AC Adapter, Output 20V DC, 5A, 100W, Input: 100~240V AC 50/60Hz universal

Battery

63WHrs, 3S1P, 3-cell Li-ion

63WHrs, 3S1P, 3-cell Li-ion

Replaceable Battery

No

No

Keyboard type

Backlit Chiclet Keyboard

Backlit Chiclet Keyboard

Dimension (WxHxD)

31.10 x 22.30 x 1.59 ~ 1.59 cm

31.10 x 22.30 x 1.59 ~ 1.59 cm

Weight (with Battery)

1.40 kg

1.40 kg

Weight (without Battery)

1.20 kg

1.20 kg

Security

BIOS Booting User Password Protection
Trusted Platform Module (TPM)
Fingerprint sensor integrated with Power Key

BIOS Booting User Password Protection
Trusted Platform Module (TPM)
Fingerprint sensor integrated with Power Key

MyASUS feature

System diagnosis
Battery health charging

Fan Profile
Splendid
Tru2Life
Function key lock
WiFi SmartConnect
Link to MyASUS
TaskFirst
Live update
ASUS Intelligent Performance Technology
ASUS OLED Care
AI Noise Canceling
Wi-Fi Rangeboost

System diagnosis
Battery health charging

Fan Profile
Splendid
Tru2Life
Function key lock
WiFi SmartConnect
Link to MyASUS
TaskFirst
Live update
ASUS Intelligent Performance Technology
ASUS OLED Care
AI Noise Canceling
Wi-Fi Rangeboost

Built-in Apps

MyASUS

MyASUS

Adobe Creative Cloud Hard Bundle

Three-Month Membership of Adobe Creative Cloud All Apps, Individual.

The redemption duration from September 15, 2021 to November 15, 2022.

Three-Month Membership of Adobe Creative Cloud All Apps, Individual.

The redemption duration from September 15, 2021 to November 15, 2022.

Included in the Box

Sleeve
Stylus
USB-A to RJ45 gigabit ethernet adapter

Sleeve
Stylus
USB-A to RJ45 gigabit ethernet adapter

 Included in the Box

 

 

Reparability Index (for France)

7.1

7.1

 

from:https://notebookspec.com/web/651131-review-asus-zenbook-14-flip-oled-up5401

รีวิว HUAWEI Watch GT 3 Pro สมาร์ทวอทช์ระดับมือโปร ปลดล็อคความสามารถพร้อมโหมดออกกำลังกายใหม่ทั้งดำน้ำและกอล์ฟ

หลังจากเปิดตัว HUAWEI Watch GT 3 ไปเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา ล่าสุด HUAWEI ได้เปิดตัว HUAWEI Watch GT 3 Pro สมาร์ทวอทช์ระดับไฮเอนด์รุ่นใหม่ในตระกูล Watch GT Series ที่เปิดประตูสู่ความเป็นไปได้ไร้ขีดจำกัด ปลดล็อคความสามารถพร้อมโหมดออกกำลังกายใหม่ทั้งดำน้ำและกอล์ฟ

ดีไซน์สวยมีให้เลือก 2 ขนาดคือ ขนาด 46 มม. รุ่น Titanium Edition และขนาด 43 มม. รุ่น Ceramic Edition รองรับการใช้งานต่อเนื่องสูงสุด 14 วัน พร้อมรับบทผู้ช่วยส่วนตัวสุดอัจฉิรยะคอยดูแลทั้งสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ และการออกกำลังกายอย่างรอบด้าน เพื่อไม่ให้เสียเวลาเราไปดูรีวิวเต็มของ HUAWEI Watch GT 3 Pro กันเลย

HUAWEI Watch GT 3 Pro

สเปก HUAWEI Watch GT 3 Pro

ผลิตภัณฑ์ HUAWEI WATCH GT 3 Pro ขนาด 46 มม.

HUAWEI WATCH GT 3 Pro ขนาด 43 มม.

หน้าปัดนาฬิกา ความสูง x กว้าง x สูง (หน่วย: มม.) 46.6 x 46.6 x 10.9 มม
หมายเหตุ:10.9 มม. คือความสูงของส่วนที่บางที่สุด (จากพื้นผิวไปยังตัวเรือนด้านหลังของนาฬิกาไม่รวมพื้นที่เซ็นเซอร์)
•วัสดุ: มีส่วนประกอบของไทเทเนียม + ฝาหลังเซรามิก + หน้าจอกระจกแซฟไฟร์
ความสูง x กว้าง x สูง (หน่วย: มม.) 42.9 x 42.9 x 10.5 มม
หมายเหตุ:10.5 มม. คือความสูงของส่วนที่บางที่สุด (จากพื้นผิวไปยังตัวเรือนด้านหลังของนาฬิกาไม่รวมพื้นที่เซ็นเซอร์)
•วัสดุ: เซรามิกนาโนคริสตัลไลน์ + กระจกแซฟไฟร์
หน้าจอ • หน้าจอสี AMOLED แบบวงกลม
• ความละเอียด: 466 x 466, PPI 326
•ขนาด: 1.43 นิ้ว; รองรับการสัมผัสแบบเต็มหน้าจอ (รวมถึงการปัดขึ้น ลง ซ้ายและขวา การแตะ และการแตะค้าง)
• หน้าจอสี AMOLED แบบวงกลม
• ความละเอียด: 466 x 466, PPI 352
•ขนาด: 1.32 นิ้ว; รองรับการสัมผัสแบบเต็มหน้าจอ (รวมถึงการปัดขึ้น ลง ซ้าย และขวา,การแตะ และการแตะค้าง)
ปุ่ม ปุ่มเพาเวอร์, ปุ่มฟังก์ชัน, รองรับการทํางาน เช่นการกดค้างและหมุนปุ่มควบคุม ปุ่มเพาเวอร์, ปุ่มฟังก์ชัน, รองรับการทํางานเช่นการกดค้างและหมุนปุ่มควบคุม
น้ำหนักตัวเรือน ประมาณ 54 กรัม (ไม่รวมสาย) ประมาณ 50 กรัม (ไม่รวมสายรัด)
สายนาฬิกา •วัสดุ: สายหนังสีเทา
• ความกว้าง : 22 มม. (หลังจากคลายสายรัดจนสุด)
•วัสดุ: สายเซรามิคสีขาว
• ความกว้าง : 20 มม. (หลังจากคลายสายรัดจนสุด)
วัสดุสายนาฬิกา สายสังเคราะห์สีดำ สายหนังสีน้ำตาลสายสเตนเลส สตีล สายสังเคราะห์สีดำ สายสแตนเลสแบบถัก สีทอง
ความยาวสายนาฬิกา 140-210 มม. 130–190 มม.
การเชื่อมต่อ บลูทูธ : บลูทูธ 5.2 รองรับ BLE / BR / EDRWifi: รองรับ Wi-Fi 2.4 GHz ซึ่งใช้สําหรับการส่งผ่าน Bluetooth เท่านั้นและไม่รองรับการเชื่อมต่อกับเราเตอร์ รองรับการใช้งาน NFC บลูทูธ : บลูทูธ 5.2 รองรับ BLE / BR / EDRWifi: รองรับ Wi-Fi 2.4 GHz ซึ่งใช้สําหรับการส่งผ่าน Bluetooth เท่านั้นและไม่รองรับการเชื่อมต่อกับเราเตอร์ รองรับการใช้งาน NFC
เซ็นเซอร์ Accelerometer sensorGyroscope sensorMagnetometer sensorOptical heart rate sensorBarometer sensorTemperature sensor Accelerometer sensorGyroscope sensorMagnetometer sensorOptical heart rate sensorBarometer sensorTemperature sensor
การเล่นเพลง รองรับ รองรับ
ลำโพง รองรับ รองรับ
GPS การระบุตำแหน่งแบบ Dual-band five-constellation การระบุตำแหน่งแบบ Dual-band five-constellation
ไมโครโฟน รองรับ รองรับ
ระบบปฎิบัติการที่รองรับ Android 6.0 หรือใหม่กว่าiOS 9.0 หรือใหม่กว่า Android 6.0 หรือใหม่กว่าiOS 9.0 หรือใหม่กว่า
โหมดการออกกําลังกาย มากกว่า 100 โหมด มากกว่า 100 โหมด
มาตรฐานการกันน้ำ มาตรฐานกันน้ำระดับ 5ATM มาตรฐานกันน้ำระดับ 5ATM
หน่วยความจำ RAM 32MB + ROM 4GB RAM 32MB + ROM 4GB
ความจุแบตเตอรี่ 530 mAh (ค่ามาตรฐาน) ใช้งานได้นานสูงสุด 14 วัน 292 mAh ใช้งานได้นานสูงสุด 7 วัน
เทคโนโลยีการชาร์จ ชาร์จไร้สาย ชาร์จไร้สาย

อุปกรณ์ภายในกล่อง

สำหรับ HUAWEI Watch GT 3 Pro ที่ได้มารีวิวเป็นขนาด 46 มม. รุ่น Titanium Edition โดยกล่องแพ็คเกจจิ้งเป็นกล่องกระดาษแข็งสีดำ รูปทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส ด้านหน้ากล่องมาพร้อมรูปของสมาร์ทวอร์ช โดยมุมซ้ายด้านบนมีชื่อรุ่นส่วนมุมชวามีโลโก้ HUAWEI และมึมุมขวาด้านล่างมีข้อความ Powered by HarmonyOS

ส่วนด้านหลังกล่องมาพร้อมรายละเอียดชื่อรุ่น, รหัสรุ่น, สี, หมายเลขประจำเครื่อง และข้อมูลของผู้ผลิต

เมื่อเปิดกล่องออกมาจะพบกับอุปกรณ์ดังนี้

  • ตัวเครื่องนาฬิกา
  • แท่นชาร์จพร้อมสายเคเบิล
  • คู่มือการใช้งาน
  • ข้อมูลความปลอดภัย
  • บัตรรับประกันสินค้า

รูปลักษณ์ดีไซน์

HUAWEI WATCH GT 3 ขนาด 46 มม. รุ่น Titanium Edition มาในดีไซน์เข้มสุดแกร่งด้วยกรอบไทเทเนียมที่มีน้ำหนักเบา ทนทานทั้งความร้อนและความเย็น และใช้กระจกหน้าปัดที่ทำจาก Sapphire Glass ทนทานและน้ำหนักเบา เกิดรอยขีดข่วนได้ยากสุดๆ

เสริมลุคด้วยสายหนังสีเทาที่เข้ากันได้ดีกับทุกไลฟ์สไตล์ ส่วนการล็อคกับข้อมือเป็นแบบหัวเข็มขัดเหมือนสายนาฬิกาข้อมือทั่วไป

หน้าจอแสดงผลจอสีแบบ AMOLED ขนาด 1.43 นิ้ว ความละเอียดคมชัดระดับ HD 466 x 466 พิกเซล (326 PPI) และควบคุมหรือสั่งได้งานได้ง่ายผ่านหน้าจอสัมผัส

ด้านขวาข้างตัวเรือน มีปุ่มกด 2 ปุ่มด้วยกัน โดยด้านบนเป็นปุ่มเม็ดมะยมแบบหมุนได้ ช่วยให้ใช้งานนาฬิกาได้อย่างลื่นไหลยิ่งขึ้นด้วยการหมุนขึ้นลงเพื่อเลือกใช้เมนูต่างๆ และซูมเข้าออกเพื่อค้นหาแอปพลิเคชันส่วนด้านล่างจะเป็นปุ่มเข้าสู่โหมดการออกกำลังกายต่างๆ ซึ่งทำงานควบคู่กับการสั่งงานผ่านหน้าจอ และมีช่องลำโพงสปีกเกอร์สำหรับสนทนาหรือฟังเพลงอยู่ด้านนี้ด้วย

ส่วนด้านหลังเป็นเซรามิกโค้งที่สวมใส่แล้วรู้สึกสบาย เป็นมิตรต่อผิวหนัง เพราะวัสดุจะปรับเปลี่ยนอุณหภูมิไปตามสภาพแวดล้อมโดยธรรมชาติ และติดตั้งเซ็นเซอร์ต่างๆ ที่เอาไว้ใช้วัดอัตราการเต้นของหัวใจ ค่าออกซิเจนในเลือด อุณหภูมิของผิวหนัง ค่าความเครียด รวมถึงคุณภาพการหลับนอน 

การเชื่อมต่อ

การเชื่อมต่อ HUAWEI WATCH GT 3 Pro กับสมาร์ตโฟน ก็ถือว่าง่ายมากๆ เพียงแค่ดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่น HUAWEI Health บนสมาร์ตโฟน Android 6.0 ขึ้นไป หรือ iOS 9.0 ขึ้นไป ผ่านทาง Play Store แต่ถ้าใช้กับสมาร์ตโฟน HUAWEI ก็ไม่ต้องดาวน์โหลด เพราะติดตั้งมาให้เรียบร้อยแล้ว

จากนั้นเชื่อมต่อสมาร์ตโฟนผ่านสัญญาณ Bluetooth 5.2 แล้วเลือกเมนู อุปกรณ์ และเลือก HUAWEI WATCH GT 3 Pro เพียงเท่านี้ก็สามารถใช้งาน HUAWEI WATCH GT 3 Pro ได้แล้ว

สำหรับปุ่มที่อยู่ด้านขวาข้างเครื่อง 2 ปุ่ม โดยปุ่มบนจะเป็นปุ่มเม็ดมะยมที่หมุนได้เพื่อการสั่งงาน ซูมเข้าหรือซูมออกได้ กดเพื่อเข้าสู่เมนูหลัก และย้อนกลับ และเมื่อกดค้างไว้จะเป็นการรีสตาร์ท และเปิด/ปิดตัวเครื่อง

ส่วนปุ่มด้านล่างจะเป็นปุ่มเข้าโหมดการออกกำลังกายมากกว่า 100 โหมด โดยมีโหมดการออกกำลังกายแบบมืออาชีพกว่า 18 โหมด เช่น โหมดวิ่ง โหมดเดิน โหมดปีนป่าย โหมดปั่นจักรยาน โหมดว่ายน้ำ และโหมดกระโดดเชือก เป็นต้น

ในส่วนของหน้าปัดนาฬิกา เมื่อใช้นิ้วปัดลงมาจะเข้าสู่หน้าจอการตั้งค่า, ถ่ายน้ำออก, หาโทรศัพท์, ห้ามรบกวน, นาฬิกาปลุก และเปิดหน้าจอ รวมถึงแสดงสถานะการเชื่อมต่อบลูทูธ สถานะแบตเตอรี่ และวันเดือนปัจจุบัน

เมื่อใช้นิ้วปัดไปทางซ้ายจะเข้าสู่หน้าจอแสดงผลอัตราการเต้นของหัวใจ, แสดงผลค่าออกซิเจนในเลือด แสดงผลการนับก้าวเดิน, แสดงผลอุณหภูมิอากาศ, แสดงผลดวงจันทร์ขึ้น-ตก และแสดงผลการนอนหลับ

เมื่อใช้ปัดไปทางด้านขวาจะเข้าสู่หน้าจอแสดงสภาพภูมิอากาศ และเครื่องเล่นเพลง

และเมื่อปัดจากด้านล่างขึ้านด้านบนจะเข้าสูหน้าจอแสดงข้อความต่างๆ ที่ได้รับทั้ง SMS, LINE, Facebook Messenger และการแจ้งเตือน

อ่านต่อหน้า 2

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/review-huawei-watch-gt-3-pro/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=review-huawei-watch-gt-3-pro

รีวิว HUAWEI Watch Fit 2 สมาร์ทวอทช์จอใหญ่คมชัด 1.74 นิ้ว ฟีเจอร์สุขภาพครบครัน และรองรับการโทรเข้าออกได้ชัดๆ ผ่านบลูทูธ

หลังจากที่ HUAWEI เปิดตัว HUAWEI Watch Fit ที่มาพร้อมคอนเซ็ปต์ “สมาร์ทวอทช์สำหรับทุกคน” โดยชูความโดดเด่นในแง่ของความแม่นยำในการวัดผลและเก็บข้อมูลด้านสุขภาพไปเมื่อปี 2020 ล่าสุดได้เปิดตัว HUAWEI Watch Fit 2 รุ่นภาคต่อออกมาสานต่อความสำเร็จด้วยการอัปเกรดหน้าจอให้ใหญ่ขึ้น, รองรับการโทรเข้าออกผ่านบลูทูธ พร้อมจัดเต็มด้วยโหมดออกกำลังกายสูงสุด 97 โปรแกรม และแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้ต่อเนื่องสูงสุด 10 วัน และรองรับชาร์จเร็ว

อยากรู้กันแล้วใช่ไหมว่า HUAWEI Watch Fit 2 จะมีฟีเจอร์อะไรที่น่าสนใจกันบ้าง ไปติดตามรีวิวกันเลยครับ

HUAWEI Watch Fit 2

สเปก HUAWEI Watch Fit 2

ตัวเรือนนาฬิกา ความกว้าง x ความยาว x ความลึก (หน่วย : มม.)46 มม. x 33.5 มม. x 10.8 มม.  
*10.8 มม. คือความหนาของนาฬิกาที่วัดที่จุดที่บางที่สุด (ระยะห่างจากพื้นผิวของนาฬิกาถึงฝาครอบด้านล่าง ไม่รวมพื้นที่เซ็นเซอร์) 
วัสดุ
รุ่น Active Edition: ตัวเรือนด้านหน้าและด้านหลังทำจากวัสดุพอลิเมอร์ที่ทนทาน
หน้าจอ หน้าจอสี AMOLED
ความละเอียดหน้าจอ : 336 x 480 พิกเซล
ขนาด : 1.74 นิ้ว
ปุ่ม สัมผัสแบบเต็มหน้าจอ + ปุ่มด้านข้าง รองรับการทำงานต่างๆ เช่น การกดค้างไว้
น้ำหนักตัวเครื่อง Active Edition: ประมาณ 26 กรัม (ไม่รวมสาย)
สายนาฬิกา วัสดุ
Active Edition: ซิลิโคน
ความหนา 20 มม. (สายหลัก ตรงข้ามตัวเรือนนาฬิกา)
ความยาวสายนาฬิกา 130 -210 มม.
สี Isle Blue / Midnight Black / Sakura Pink
การเชื่อมต่อ รองรับบลูทูธ 2.4 GHz, BT5.2, BR+BLE
รองรับไวไฟ 2.4 GHz Wi-Fi
ใช้สำหรับการส่งผ่านบลูทูธ เท่านั้นและไม่รองรับการเชื่อมต่อกับเราเตอร์
ไม่รองรับ NFC
เซนเซอร์ 9-axis IMU sensor (Accelerometer sensor, Gyroscope sensor,Geomagnetic sensor)Optical heart rate sensor
เล่นเพลง รองรับ
ลำโพง รองรับ
GPS รองรับ
ไมโครโฟน รองรับ
ซิมการ์ด รองรับ 2 Nano SIM
รองรับระบบ Android 6.0 หรือใหม่กว่าiOS 9.0 หรือใหม่กว่า
โหมดการออกกำลังกาย 97
ระดับการกันน้ำ กันน้ำระดับ 5 ATM 
หน่วยความจำ RAM 32MB + ROM 4GB
ความจุแบตเตอรี่ 292 mAh (ค่ามาตรฐาน)
เทคโนโลยีการชาร์จ พอร์ทหัวชาร์จแบบแม่เหล็ก

อุปกรณ์ภายในกล่อง และรูปลักษณ์ดีไซน์

เมื่อแกะกล่องออกมาก็จะพบกับตัว HUAWEI Watch Fit 2, ที่ชาร์จพร้อมสายชาร์จ, คู่มือการใช้งาน, คู่มือความปลอดภัย และใบรับประกัน

โดยตัว HUAWEI Watch Fit 2 มีดีไซน์กรอบสมาร์ทวอทช์ที่ทำจากไฟเบอร์โพลีเมอร์ที่คงทน สวยงาม และน้ำหนักเบา ป้องกันการเกิดรอยขีดข่วนได้ดี ทำให้ HUAWEI WATCH FIT 2 มีน้ำหนักเพียง 26 กรัม สวมใส่สบายได้ตลอดวัน

มาพร้อมสายซิลิโคนที่ให้ความรู้สึกเบาสบายขณะสวมใส่ มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ สีดำ Midnight Black, สีฟ้า Isle Blue และสีชมพู Sakura Pink แถมยังสามารถเปลี่ยนสายได้อย่างอิสระให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ในแต่ละวัน

HUAWEI Watch Fit 2 มีปุ่มกดปุ่มเดียวอยู่ที่ด้านขวาข้างตัวเรือน โดยเป็นปุ่มสำหรับเข้าสู่เมนูการใช้งานต่างๆ และเมื่อกดค้างไว้ประมาณ 3 วินาทีจะเป็นการรีตาร์ทเครื่องหรือปิดเครื่อง

ส่วนด้านหลังตัวเรือนจะมีขั้วชาร์จแบตเตอรี่ กับเซ็นเซอร์ต่างๆ สำหรับวัดการออกกำลังกายต่างๆ รวมทั้งวัดอัตราการเต้นของหัวใจ วัดออกซิเจนในเลือด วัดการนอนหลับ และวัดความเครียด

คุณสมบัติการใช้งาน

HUAWEI Watch Fit 2  มาพร้อมหน้าจอ AMOLED ขนาด 1.74 นิ้ว แบบ HUAWEI FullView Display อ่านค่าสุขภาพชัดถนัดตา เพราะหน้าจอใหญ่กว่าเดิมถึง 18.6% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า แสดงผลละเอียดถึง 480×336 พิกเซล (336 PPI) และมีสัดส่วนหน้าจอต่อตัวเครื่องอยู่ที่ 72.2% มอบประสบการณ์การรับชมที่กว้างกว่าที่เคย ปรับความสว่างได้อัตโนมัติ แม้อยู่ในที่ที่มีแสงสว่างจ้าก็สามารถเห็นได้คมชัดทุกมุมมอง

ด้วยหน้าจอขนาดใหญ่ ทำให้ผู้ใช้งานสามารถควบคุม HUAWEI Watch Fit 2 ผ่านระบบสัมผัสได้ง่ายชึ้น ไม่ว่าจะเป็นการปัดขึ้น-ลง หรือซ้าย-ขวา ก็ทำได้ง่ายเหมือนใช้สมาร์ทวอทช์

โดยเมื่อใช้นิ้วปัดลงมา จะเข้าสู่หน้าจอการตั้งค่าการใช้งานต่างๆ, การถ่ายน้ำออก, เปิดหน้าจอ 20 นาที, ค้นหาโทรศัพท์, เปิดปิดการใช้งานห้ามรบกวน และตั้งนาฬิกาปลุก

ถ้าใช้นิ้วปัดขึ้นไป จะเข้าสู่หน้าจอแจ้งเตือนข้อความต่างๆ ทั้ง SMS, สายเรียกเข้า, กิจกรรมในปฎิทิน และแอปโซเชียลมีเดียอื่นๆ

เมื่อปัดหน้าจอไปทางด้านซ้าย จะเข้าหน้าจอแสดงข้อมูลการวัดอัตราการเต้นของหัวใจ, วัดออกซิเจนในเลือด SpO2, สภาพภูมิอากาศ, บันทึกการโทร, ดูข้างขึ้นข้างแรม และบันทึกกิจกรรม

และเมื่อปัดหน้าจอไปทางด้านขวา จะเข้าหน้าจอแสดงสภาพภูมิอากาศ และเครื่องเล่นเพลง

ใช้งานง่ายด้วยไอคอนเมนูที่จัดเรียงแบบกระดานหมากรุก กับระบบปฏิบัติการ HarmonyOS พร้อมกว่า 30 แอปพลิเคชันให้เลือกใช้ได้อย่างสะดวกสบายแค่ปลายนิ้วสัมผัส

บ่งบอกความเป็นตัวเราด้วยการสร้างหน้าปัด DIY Watch Face หรือเลือกรูปภาพมาตั้งเป็นภาพหน้าจอได้ ผ่านแอปพลิเคชัน HUAWEI Health ซึ่งยังมีหน้าปัด Watch Face พร้อมให้เลือกใช้งานได้มากกว่า 200 แบบทั้งยังสามารถตั้งค่าหน้าจอให้เป็น Always On Display เพื่อตอบรับการใช้งานได้ทุกที่ทุกเวลา

HUAWEI Watch Fit 2 เชื่อมต่อกับสมาร์ตโฟนผ่านแอปพลิเคชั่น HUAWEI Health โดยรองรับการใช้งานทั้ง Android และ iOS โดยสนับสนุนระบบปฏิบัติการ Android 6.0 หรือใหม่กว่า และ iOS 9.0 หรือใหม่กว่า

ระบบจัดการด้านสุขภาพรอบด้าน ตอบโจทย์ครบจบที่ข้อมือ

ดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวันด้วยผู้ช่วยคนใหม่บนข้อมือกับฟีเจอร์ Health Living Shamrock ที่จะคอยเตือนให้เราดื่มน้ำ ยืดเหยียดกล้ามเนื้อ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ นับก้าวเดิน และอื่นๆ อีกมากมาย

HUAWEI WATCH FIT 2 มอบประสบการณ์ฟิตที่เหนือระดับด้วยโค้ชออกกำลังกายส่วนตัวบนข้อมือ ที่จะมาสาธิตท่าออกกำลังกายที่ถูกต้องใน 7 โหมด เสมือนมีเทรนเนอร์ส่วนตัวมาเทรนให้ถึงบ้าน ไม่ว่าจะเป็นโหมดวิ่งกลางแจ้ง, วิ่งในร่ม, ปั่นจักรยานกลางแจ้ง, ปั่นจักรยานในร่ม, ว่ายน้ำในสระ, ว่ายน้ำในพื้นที่เปิด และกระโดดเชือก รวมไปถึงท่าวอร์มอัปและยืดเหยียดกล้ามเนื้ออีกด้วย

มาพร้อมโหมดออกกำลังกาย 97 โหมด ติดตามค่าสุขภาพต่างๆ ระหว่างออกกำลังกายอย่างละเอียดและแม่นยำด้วย GPS Sensor ที่ติดตั้งมาในตัว และ Motion Sensor ตรวจจับการเคลื่อนไหวถึง 9 ตัว กันน้ำระดับ 5ATM หรือความลึกประมาณ 50 เมตร

ติดตามตำแหน่งอย่างแม่นยำด้วย Build-in GPS ในตัว

วัดอัตราการเต้นของหัวใจได้ตลอด 24 ชั่วโมง ด้วยเทคโนโลยี HUAWEI TruSeen™ 5.0 ที่แม่นยำ พร้อมแจ้งเตือนเมื่ออัตราการเต้นของหัวใจผิดปกติ รวมถึงรองรับการวัดอัตราการเต้นของหัวใจขณะอยู่ใต้น้ำ

วัดค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด (SpO2) ตลอดวัน เพื่อทราบข้อมูลเบื้องต้นว่าร่างกายเราเป็นปกติหรือมีความเสี่ยงต่อโรคใดๆ หรือไม่ และจะได้เข้ารับการตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ได้ทันท่วงที

ติดตามคุณภาพการนอนหลับด้วยเทคโนโลยี HUAWEI TruSleep™ เพื่อตรวจวัดแต่ละช่วงการนอน (Sleep Stage) พร้อมประเมินคุณภาพการนอนหลับโดยไม่รบกวนการนอนของผู้ใช้งาน ระบุการนอนหลับลึก หรือ หลับตื้นได้ และรายงานผ่านแอปพลิเคชัน HUAWEI Health ได้อัตโนมัติ

ตรวจจับค่าความเครียดด้วยเทคโนโลยี HUAWEI TruRelax™ เพื่อให้รู้เท่าทันสภาพร่างกายและจิตใจ รวมทั้งฝึกผ่อนคลายลมหายใจเพื่อลดความเครียดได้

ติดตามรอบเดือนสำหรับสุภาพสตรี พร้อมคำนวนระยะตกไข่และรอบเดือนครั้งถัดไป เพื่อการวางแผนครอบครัวและการดูแลสุขภาพอย่างรอบด้าน

รับสาย-โทรออกได้ง่ายๆ บนข้อมือผ่านการเชื่อมต่อไร้สายแบบ Bluetooth

HUAWEI WATCH FIT 2 รองรับการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนและสมาร์ทดีไวซ์ต่างๆ ผ่านสัญญาณ Bluetooth 5.2 มีไมโครโฟนในตัว ได้รับการอัปเกรดให้สามารถรับสายและโทรออก กดปฏิเสธสายเรียกเข้าได้

ตั้งข้อความอัตโนมัติสั้นๆ และส่งได้ (Quick Reply) เพื่อตอบกลับสายเรียกเข้าได้จากบนข้อมือกับหลากหลายแอปพลิเคชัน เช่น WhatsApp เป็นต้น

และสนทนาไร้สายได้อย่างไร้กังวลในรัศมี 100 เมตร สามารถเก็บสมาร์ทโฟนไว้ในล็อกเกอร์และเดินขึ้นลู่วิ่งได้อย่างสบายใจว่าจะไม่พลาดทุกสายสำคัญ

พกเสียงเพลงไปเติมความเพลิดเพลินระหว่างออกกำลังกายได้โดยตรงจากบนข้อมือ เพียงเชื่อมต่อสมาร์ทวอทช์เข้ากับหูฟังไร้สาย โดย HUAWEI WATCH FIT 2 มีหน่วยความจำในตัว 32GB สามารถเก็บเพลงได้สูงสุดถึง 500 เพลง (โหลดเพลงลงสมาร์ทวอทช์ได้ผ่านแอปพลิเคชัน HUAWEI Health)

ปิดท้ายด้วยแบตเตอรี่ของ HUAWEI Watch Fit 2 ที่มีขนาดความจุ 292mAh ชาร์จเต็มหนึ่งครั้งใช้ยาวๆ ตลอดสัปดาห์ โดยใช้งานต่อเนื่องได้สูงสุด 7 วันเมื่อใช้งานหนัก และสูงสุด 10 วันสำหรับการใช้งานทั่วไป และรองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว โดยชาร์จ 5 นาทีใช้งานได้ต่อเนื่องอีก 24 ชั่วโมง

บทสรุป

HUAWEI Watch Fit 2 ถือเป็นสมาร์ทวอทช์รุ่นภาคต่อของ HUAWEI Watch Fit รุ่นแรกที่เปิดตัวไปเมื่อ 2 ปีก่อน โดยมาพร้อมกับการอัปเกรดต่างๆ ทั้งหน้าจอ HUAWEI FullView Display ที่ใหญ่ขึ้นด้วยขนาด 1.74 นิ้ว คมชัดอ่านค่าสุขภาพได้ง่ายกว่าที่เคย รวมทั้งมีน้ำหนักเบา และมาพร้อมสายซิลิโคนที่ให้ความรู้สึกเบาสบายขณะสวมใส่

นอกจากนี้ยังอัดแน่นด้วยฟีเจอร์ต่างๆ ทั้งวัดอัตราการเต้นของหัวใจ, วัดค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด (SpO2), ติดตามคุณภาพการนอนหลับ, ตรวจจับค่าความเครียด และติดตามรอบเดือนสำหรับสุภาพสตรี รวมทั้งมีโหมดออกกำลังกาย 97 โหมด พร้อมโค้ชออกกำลังกายส่วนตัวบนข้อมือ และผู้ช่วยคนใหม่บนข้อมือกับฟีเจอร์ Health Living Shamrock

HUAWEI Watch Fit 2 ยังรองรับการเชื่อมต่อกับสมาร์ตโฟนและสมาร์ทดีไวซ์ต่างๆ ผ่านสัญญาณ Bluetooth 5.2 มีไมโครโฟนในตัว ได้รับการอัปเกรดให้สามารถรับสายและโทรออก กดปฏิเสธสายเรียกเข้าได้ รวมถึงเพลิดเพลินระหว่างออกกำลังกายด้วยเสียงเพลงจาก HUAWEI Watch Fit 2 และมีฟีเจอร์ HUAWEI Assistant Today ผู้ช่วยอัฉจริยะส่วนตัวที่ให้เราสามารถเช็คสภาพอากาศ, ตั้งนาฬิกาปลุก, ดูข้อความแจ้งเตือน และทางลัดสู่เมนูอื่นๆ อีกมากมาย

เรียกได้ว่า HUAWEI Watch Fit 2 เป็นสมาร์ทวอทช์ที่ตอบโจทย์คนรักสุขภาพได้เป็นอย่างดี ด้วยฟีเจอร์ที่มีมาให้อย่างครบครันเลยทีเดียว

ทั้งนี้ HUAWEI Watch Fit 2 มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ สีดำ Midnight Black, สีฟ้า Isle Blue และสีชมพู Sakura Pink วางจำหน่ายในราคา 4,990 บาท พร้อมโปรโมชันพิเศษเมื่อสั่งซื้อสินค้าก่อนใคร รับฟรี HUAWEI Scale 3 มูลค่า 799 บาท ตั้งแต่ 28 พฤษภาคม 2565 ถึง 30 มิถุนายน 2565 ที่หน้าร้าน HUAWEI Experience Store และร้านค้าที่ร่วมรายการ รวมถึงช่องทางออนไลน์อย่าง HUAWEI Store และร้านค้าอย่างเป็นทางการของหัวเว่ยบน ShopeeLazada, JD Central และ Thisshop และแอปพลิเคชัน My HUAWEI

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/review-huawei-wacth-fit-2/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=review-huawei-wacth-fit-2

รีวิว HUAWEI WATCH FIT 2 สมาร์ทวอทช์เรือนเล็กน้ำหนักเบา จอใหญ่คมชัด 1.74 นิ้ว อยู่ได้นานกว่าสัปดาห์ต่อการชาร์จครั้งเดียว

HUAWEI WATCH FIT 2 เป็นอุปกรณ์สมาร์ทวอทช์เต็มตัว แม้จะตัวเรือนไม่ใหญ่ หน้าตาคล้ายกับอุปกรณ์ประเภทสายข้อมือสุขภาพ แต่ฟังก์ชั่นการใช้งานเป็นสมาร์ทวอทช์เต็มตัวเลยครับ

HUAWEI-WATCH-FIT-2DSC05074

ใช้ระบบปฎิบัติการใหม่ของตัวนาฬิกาเป็น HarmonyOS รองรับการใช้งานได้กับสมาร์ทโฟนทั้ง Android 6.0 หรือใหม่กว่า และระบบ iOS 9.0 หรือใหม่กว่า เชื่อมต่อผ่านแอพพลิเคชั่น HUAWEI Health ติดตั้งแล้วทำตามวิธีการก็พร้อมเชื่อมต่อได้เลย ตัวแอพก็จะเป็นศูนย์กลางในการตั้งค่าและการอัพเดทระบบให้เป็นเวอร์ชั่นใหม่ให้กับตัวนาฬิกาครับ

HUAWEI-WATCH-FIT-2DSC04988

สิ่งที่ HUAWEI WATCH FIT 2 ได้รับการอัพเกรดมาจากรุ่นก่อนที่เห็นกันได้ชัดๆ ก็คงเป็นหน้าจอขนาดใหญ่ ที่รุ่นนี้ใส่หน้าจอมาให้เป็นขนาด 1.74 นิ้วครับ และเป็นหน้าจอแบบ HUAWEI FullView Display ชนิด AMOLED  ความละเอียดสูง 480×336 พิกเซล (336 PPI) ด้านหน้าตัวเรือนเป็นหน้าจอแบบเต็มๆ คิดเป็นสัดส่วนหน้าจอต่อตัวเรือนอยู่ที่ 72.2% เลยทีเดียว

HUAWEI-WATCH-FIT-2DSC05006

ฉะนั้นใครชอบนาฬิกาสายสุขภาพตัวเล็ก ใส่ง่ายสบายข้อมือ แต่อยากให้หน้าจอใหญ่เพื่อจะอ่านอะไรได้ชัดเจน ตัวนี้ก็ใช่เลยครับ

HUAWEI WATCH FIT 2 Silicone Edition ตัวเรือนสวยน้ำหนักเบา กรอบสมาร์ทวอทช์ทำจากไฟเบอร์โพลีเมอร์ มีความคงทน ป้องกันการเกิดรอยขีดข่วนได้ดี ทำให้ตัวเรือนของรุ่นนี้จะมีน้ำหนักเพียงแค่ 26 กรัมเท่านั้นเอง เบาสบายขณะสวมใส่มากครับๆ เพราะเป็นอุปกรณ์ที่ออกแบบมาให้สวมใส่ไว้ตลอดเวลาไม่ต้องถอดออกบ่อยๆ มีเข้ามาให้เลือก 3 สี ได้แก่ สีดำ Midnight Black, สีฟ้า Isle Blue และสีชมพู Sakura Pink

HUAWEI-WATCH-FIT-2DSC04995

ความยาวสายให้มาเป็นขนาดข้อมือ 130 -210 มม. สามารถเปลี่ยนสายได้อิสระด้วยสลักล็อกแบบถอดง่ายๆ

HUAWEI-WATCH-FIT-2DSC05008

หน้าจอสัมผัสเต็มพื้นที่ พร้อมปุ่มควบคุมด้านข้าง ออกแบบมาให้กระทัดรัดไม่เกะกะเวลาสวมใส่ กันน้ำระดับ 5ATM (กันน้ำลึก 50 เมตร) ฉะนั้นใส่ลงเล่นกีฬาทางน้ำได้เลยครับ เขาออกแบบมาให้ใส่ติดตัวไว้ไม่ต้องถอด ไม่ว่าจะอาบน้ำ นอน เพราะมันทนแดดทนฝน ทนน้ำได้ลึก ใส่อาบน้ำได้เลยครับ และมีอายุการใช้งานของแบตเตอรรี่นานถึง 10 วัน

ใช้ที่ชาร์จแบบแม่เหล็ก มีเทคโนโลยีชาร์จเร็ว วันไหนลืมชาร์จไฟไว้สามารถแวะชาร์จ 5 นาทีเพื่อใช้งานได้ต่ออีก 1 วัน และสามารถชาร์จแบตได้เต็ม 100% ในเวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครับ แบตเตอรี่ขนาด 292 mAh ชาร์จเต็มหนึ่งครั้งผมจะใช้งานแบบเปิดการตรวจจับเต็มพิกัด อยู่ได้ประมาณถึงหนึ่งสัปดาห์เลยครับ ไม่ต้องถอดชาร์จกันบ่อยๆ เหมือนสมาร์ทวอทช์อื่นๆ

HUAWEI-WATCH-FIT-2DSC05000
HUAWEI-WATCH-FIT-2DSC05003

รุ่นนี้ถูกอัปเกรดมาหลายด้าน ไม่ใช่แค่อัพขนาดหน้าจอใหญ่เท่านั้น แต่ยังอัปเกรดให้สามารถรับสายและโทรออกได้ด้วยตัวมันเองจากข้อมือ มีการใส่ไมโครโฟนในตัวและลำโพงเข้ามา เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนด้วยสัญญาณ Bluetooth 5.2 แค่อยู่ในรัศมี 100 เมตรจากสมาร์ทโฟน ก็สามารถรับสาย คุยสาย ได้โดยไม่ต้องไปหยิบมือถือเลยครับ

HUAWEI-WATCH-FIT-2DSC05064-1

ไอคอนเมนูออกแบบมาใช้งานง่าย ด้วยการจัดเรียงแบบกระดานหมากรุก ภายในใช้ระบบปฏิบัติการ HarmonyOS มาพร้อมกับแอปพลิเคชัน 30 กว่าแอปให้ใช้งานครับ

HUAWEI-WATCH-FIT-2DSC05012

ในวันเปิดตัว ก็มีหน้าปัด Watch Face ให้เลือกใช้งานแล้วมากกว่า 200 แบบ และรุ่นนี้รองรับการตั้งค่าหน้าจอให้เป็น Always On Display เพื่อให้แสงข้อมูลตลอดเวลาเหมือนเป็นนาฬิกาข้อมือแบบเต็มตัว

HUAWEI-WATCH-FIT-2-017
HUAWEI-WATCH-FIT-2-019

เราสามารถสร้าง DIY Watch Face หรือหน้าปัดนาฬิกาของเราได้เอง จากการเลือกรูปภาพมาตั้งเป็น Watch Face ได้นะครับ ใครอยากจะเอาตัวเรา หรือแฟนหรือลูกๆ หลานๆ มาไว้บนหน้าจอก็ทำได้ผ่านแอพ HUAWEI Health เลยครับ ^^

HUAWEI-WATCH-FIT-2-101

แอพพลิเคชั่น HUAWEI Health จะสำคัญมากในการใช้งาน เราสามารถเข้าไปเซ็ตค่าการแจ้งเตือนต่างๆ และรูปแบบการใช้งานที่เราต้องการได้ทั้งหมด รวมถึงด้วยตัวมันเองมีหน่วยความจำภายในตัว  สามารถเก็บเพลงได้เพื่อเอาไว้ฟังระหว่างออกกำลังกายโดยไม่ต้องมีสมาร์ทโฟนอยู่ข้างตัว และเชื่อมต่อกับหูฟังบลูทูธได้ด้วยตัวมันเองครับ หรือจะใช้นาฬิกาเพื่อควบคุมเพลงบนสมาร์ทโฟนของเราก็ได้เช่นกัน รวมถึงเป็นรีโมทชัตเตอร์กล้อง และกดให้สมาร์ทโฟนส่งสัญญาณเสียงในกรณีว่าเราลืมสมาร์ทโฟนไว้ที่ไหนในบ้าน ทั้งหมดทำงานได้ผ่านแอพพลิเคชั่น HUAWEI Health  ครับ

ดาวน์โหลด HUAWEI Health ระบบ Android 6.0 ขึ้นไป

ดาวน์โหลด HUAWEI Health ระบบ iOS 9.0 ขึ้นไป

HUAWEI-WATCH-FIT-2-005

 

ดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวันด้วยผู้ช่วยคนใหม่บนข้อมือกับฟีเจอร์ Health Living Shamrock ที่จะคอยเตือนให้เราดื่มน้ำ ลุกขึ้นยืนเวลานั้งนาน

HUAWEI-WATCH-FIT-2-011

ในแต่ละวันก็จะตรวจจับนับก้าวเดิน  วัดอัตราการเต้นของหัวใจไว้ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมแจ้งเตือนเมื่ออัตราการเต้นของหัวใจผิดปกติ รวมถึงรองรับการวัดอัตราการเต้นของหัวใจขณะอยู่ใต้น้ำได้ด้วยครับ

HUAWEI-WATCH-FIT-2-009
HUAWEI-WATCH-FIT-2-001
HUAWEI-WATCH-FIT-2-010
HUAWEI-WATCH-FIT-2-003

วัดค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด (SpO2) ตลอดวัน เพื่อทราบข้อมูลเบื้องต้นว่าร่างกายเราเป็นปกติหรือมีความเสี่ยงต่อโรคใดๆ หรือไม่ และจะได้เข้ารับการตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ได้ทันท่วงที

HUAWEI-WATCH-FIT-2-008

ติดตามคุณภาพการนอนหลับด้วยเทคโนโลยี HUAWEI TruSleep เพื่อตรวจวัดแต่ละช่วงการนอน (Sleep Stage) พร้อมประเมินคุณภาพการนอนหลับโดยระบุการนอนได้ละเอียด 4 ระดับ

HUAWEI-WATCH-FIT-2-015
HUAWEI-WATCH-FIT-2-014

ตรวจจับค่าความเครียด เพื่อให้รู้เท่าทันทั้งสภาพร่างกายและจิตใจ รวมทั้งฝึกผ่อนคลายลมหายใจเพื่อลดความเครียดได้

HUAWEI-WATCH-FIT-2-016

ทุกอย่างถูกซิงก์จัดเก็บไว้และรายงานผ่านแอปพลิเคชัน HUAWEI Health โดยอัตโนมัติ

HUAWEI-WATCH-FIT-2-002

HUAWEI WATCH FIT  มาพร้อมโหมดออกกำลังกาย 97 โหมด และด้วยคุณสมบัติกันน้ำระดับ 5ATM ฉะนั้นใส่เล่นกีฬาทางน้ำได้เลย ตัวนาฬิกาจะติดตามค่าสุขภาพต่างๆ ระหว่างออกกำลังกายอย่างละเอียดด้วย Motion Sensor ตรวจจับการเคลื่อนไหวถึง 9 ตัว  และติดตามเส้นทางได้ด้วย GPS Sensor ที่ติดตั้งมาในตัว

HUAWEI-WATCH-FIT-2DSC05023

บันทึกเส้นทางไว้ได้ด้วยตัวนาฬิกา รอการซิงก์ข้อมูลลงสู่แอพพลิเคชั่น HUAWEI Health เพื่อดูข้อมูลโดยละเอียดและเทียบกับแผ่นที่แบบเต็มครับ

HUAWEI-WATCH-FIT-2DSC05053

ข้อมูลการออกกำลังกายดูได้โดยตรงจากทั้งบนนาฬิกา หรือดูได้แบบละเอียดในหน้าแอพ HUAWEI Health

HUAWEI-WATCH-FIT-2-001-1
HUAWEI-WATCH-FIT-2-007
HUAWEI-WATCH-FIT-2-006
HUAWEI-WATCH-FIT-2-012

สิ่งที่ HUAWEI ทำมาได้ดีคือตัวซอฟท์แวร์ด้วยครับ ใครใส่ออกกำลังกายก็จะมีโค๊ชดูแลให้เรารู้จักวอร์มอัป และยังมีวอร์มดาวน์หลังออกกำลังเสร็จเพื่อยืดเส้นยืดสายคลายกล้ามเนื้อไว้ให้อีกด้วย โค๊ชจะมาปรากฏตัวเพื่อสาธิตท่าวอร์มที่ถูกต้องใน 7 โหมดออกกำลังกาย ได้แก่ โหมดวิ่งกลางแจ้ง วิ่งในร่ม ปั่นจักรยานกลางแจ้ง ปั่นจักรยานในร่ม ว่ายน้ำในสระ ว่ายน้ำในพื้นที่เปิด และกระโดดเชือก เป็นต้นครับ

HUAWEI-WATCH-FIT-2DSC05052

ข้อมูลการออกกำลังกายหลังจากซิงก์เก็บไว้ในแอพพลิเคชั่น HUAWEI Health เรียกดูย้อนหลังได้เสมอ และที่สำคัญ สามารถดูได้มากกว่าข้อมูลทั่วไปครับ เช่นเส้นทางวิ่งหรือการปั่นจักรยานที่สามารถแท็คเส้นทางย้อนหลังได้แบบเห็นการเดินทาง

เพื่อใช้ดูเส้นทางย้อนหลัง และค่าสถิติต่างๆ ที่เราเคยทำไว้ อาจจะใช้เพื่อชาแลนท์ตัวเองให้เอาชนะตัวเองในอดีตได้นั้นเองครับ ^^

HUAWEI-WATCH-FIT-2DSC05058 HUAWEI-WATCH-FIT-2DSC05060

สรุปท้ายรีวิว

คุณสมบัติครบเครื่อง ตัวเรือนเล็กใส่ไม่เกะกะ แต่หน้าจอแสดงผลใหญ่ สีสันชัดเจนแสงสว่างดี คุณสมบัติการจับตำแหน่งครบและแม่นยำในมาตรฐานนาฬิการะดับสูงเลยครับ กันน้ำระดับ 5ATM มี GPS ในตัว พร้อมลำโพงและไมค์สำหรับการสนทนาและรับสาย และหน่วยความจำภายในที่ใช้จัดเก็บไฟล์เพลงได้ด้วย

มีซอฟท์แวร์ที่ทำมาอย่างตั้งใจของ HUAWEI เสริมความน่าใช้ให้กับเราได้มากเลยครับ ใครที่เป็นสายรักสุขภาพและชอบออกกำลังกายผมบอกเลย ในระบบของ HUAWEI WATCH FIT 2 น่าจะทำให้ผู้ใช้ประทับใจในความสามารถของมันแน่นอน ผมชอบระบบโค๊ชที่มาดูแลทั้งก่อนและหลังการออกกำลังกาย ทำมาได้อย่างดีเลยละครับ

HUAWEI WATCH FIT 2 เปิดจำหน่ายไทยในราคาค่าตัว 4,990 บาท มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ สีดำ Midnight Black, สีฟ้า Isle Blue และสีชมพู Sakura Pink มากับโปรโมชันพิเศษช่วงเปิดตัว รับฟรี HUAWEI Scale 3 ตาชั่งดูแลสุขภาพที่เอาไว้ใช้คู่กันมูลค่า 799 บาท ตั้งแต่ 28 พฤษภาคม 2565 ถึง 30 มิถุนายน 2565

image010-2

HUAWEI WATCH FIT 2 มีจำหน่ายที่หน้าร้าน HUAWEI Experience Store และร้านค้าที่ร่วมรายการ รวมถึงช่องทางออนไลน์ตามลิงก์ด้านล่างครับ

ข่าว: รีวิว HUAWEI WATCH FIT 2 สมาร์ทวอทช์เรือนเล็กน้ำหนักเบา จอใหญ่คมชัด 1.74 นิ้ว อยู่ได้นานกว่าสัปดาห์ต่อการชาร์จครั้งเดียว มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.
from:https://www.appdisqus.com/review-huawei-watch-fit-2/

รีวิว Surface Duo 2 เทียบ Surface Duo (และ Pixel 3)

หลังจากไมโครซอฟท์ออก Surface Duo มาโดยชูจุดเด่นการทำงานแบบมัลติทาสก์ ผมที่รู้สึกว่าสมาร์ทโฟนมีปัญหากับการทำงานรูปแบบนี้ก็สั่งมาใช้งานตั้งแต่รุ่นแรก เมื่อไมโครซอฟท์ออก Surface Duo 2 ที่แก้จุดอ่อนในรุ่นแรกออกไปหลายอย่างและมีโปรโมชั่นที่รับได้ก็ถือโอกาสเปลี่ยนรุ่นตามมาได้ระยะหนึ่ง เลยขอมาเล่าส่วนที่เปลี่ยนไปในรุ่นที่สองว่าดีขึ้นจริงไหมเป็นอย่างไรกันบ้าง

ถ้าตามสเปคเลยส่วนที่ต่างก็จะเป็น

  • หน้าจอใหญ่ขึ้นเล็กน้อยแม้ขนาดเครื่องจะแคบลงเล็กน้อย โดยทำขอบด้านบน/ล่างเล็กลง

    • จอขยายจากฝั่งละ 5.6” 1350×1800 มาเป็น 5.8” 1344×1892 รวมสองฝั่ง 8.3” 2688×1892 ใหญ่ขึ้นเล็กน้อย
    • สามารถแสดงสีแบบ HDR แล้ว 100% SRGB, DCI-P3
    • อัตรารีเฟรชจอภาพจาก 60Hz เป็น 90Hz
    • เพิ่มจอโค้งในขอบด้านในที่ติดกัน ทำให้เวลาพับเครื่องแล้วยังสามารถแสดงผลด้านนอกได้ด้วย
  • เครื่องสูงเท่าเดิม แคบลงเล็กน้อย หนาขึ้นเล็กน้อย
  • แบตเตอรี่ เพิ่มจาก 3577mAh เป็น 4449mAh
  • ชาร์จเร็ว เพิ่มจาก 18W เป็น 23W
  • CPU เพิ่มจาก Qualcomm Snapdragon 855 เป็น Snapdragon 888
  • RAM เพิ่มจาก 6GB LPDDR4 เป็น 8GB LPDDR5
  • จากมีกล้องเดียวในความหนาเครื่อง 4.8mm ก็มาเพิ่มกล้องปูดอีก 3 ตัว เป็นกล้องหน้า 1 กล้องหลัง ultra-wide 16MP, wide 12MP, tele 12MP
  • เพิ่ม 5G และ Wi-Fi6 (ที่ผมลองคือใช้ 5G และ VoLTE บน Truemove-H ได้)
  • เพิ่ม dual-standby SIM + eSIM พร้อมกัน
  • เพิ่ม NFC

มาที่ความเห็นส่วนตัวจากที่ใช้มาราว 1 สัปดาห์ด้วยตัวเครื่องสีขาว (สีขาวใช้กลางแดดเครื่องยังร้อนเร็วมาก สีดำน่าจะหนักกว่านั้นเลยเอาสีขาว) + Pen Cover สีขาว + Slim Pen 2 ครับ การใช้งานทั่วไปไหลลื่นขึ้นมากจากชิปเรือธงที่ใหม่ขึ้นมา 2 รุ่น การมี NFC ก็ทำให้สะดวกขึ้นมากเวลาจะใช้กุญแจ FIDO เช่น Yubikey ไม่นับว่าทำให้เช็คยอดเงินในบัตร Suica ได้ (เพราะคงยังไม่มีโอกาสได้ใช้เร็วๆ นี้ 😢)

ตัวเครื่องหนาขึ้นเล็กน้อยอาจจะถือว่าเป็นข้อดีบางส่วน เพราะใน Duo 1 มีคนพอร์ตชาร์จแตกหักกันเยอะพอสมควรจากความที่มันบางมาก และ Duo 1 เองบางจนหัวชาร์จแม่เหล็กที่เสียบคาไว้จะหนากว่าตัวเครื่อง แม้ bumper ของจอขวาจะช่วยยกขอบขึ้นมาเล็กน้อยแต่พอร์ตชาร์จมันอยู่อีกข้างนึง เวลาวางก็จะหวั่นใจกับแรงกดตัวหัวแม่เหล็กอยู่บ้าง

หนาขึ้นมานิดนึง | ใกล้ – Duo 1, ไกล – Duo 2
No Description

ตัวไหนก็ไม่ได้เรียบจนแนบ | ขวา – bumper ปูดของ Duo 1, ซ้าย – กล้องปูดของ Duo 2
No Description

ในส่วนของพอร์ตชาร์จถูกย้ายจากริมซ้ายของจอขวามาไว้กลางหน้าจอขวาแล้ว ส่วนช่องใส่ซิมเองก็ย้ายจากขอบขวาจอขวามาไว้กลางขอบล่างจอซ้ายทำให้ถูก Pen Cover ปิดช่องซิมไว้ทั้งหมดเลย การเปลี่ยนซิมต้องเลื่อน Pen Cover ออกก่อน ซึ่งเลื่อนออกได้โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์แต่ถ้าเลื่อนบ่อยก็น่ากังวลว่าจะทำให้ช่องหลวม

พอร์ตชาร์จ | บน – Duo 1, ล่าง – Duo 2
No Description

Bumper

ของ Duo 1 ที่แถมมาเป็น bumper สองชั้นครับ ใช้แถบกาวติดกับเครื่อง ด้านติดเครื่องเป็นพลาสติกแล้วมียางหนาๆ หุ้มอีกที ซึ่งยางนี่มันเหนียว เวลาเอาเครื่องใส่กระเป๋ากางเกงจะฝืดน่ารำคาญพอควรเลย
หนำซ้าใช้ๆ ไปยางมันหลุดจากพลาสติกต้องคอยเอากาวสองหน้าแปะ น่าเบื่อมาก

ของ Duo 2 ผมไม่ได้สั่ง bumper ตัวปกติมาแต่เป็น Pen Cover แทน ในฝั่งจอขวาน่าจะเหมือนกับ bumper ตัวปกตินะครับ (ไม่แน่ใจ) แต่รอบนี้ไม่มียางเป็นแค่พลาสติกชั้นเดียว ใส่กระเป๋าลื่นสะดวกครับ
ข้อเสียคือมันไม่หนาแล้ว พอร์ตแม่เหล็กที่เสียบคาไว้มันก็จะทำให้วางเครื่องราบลงไปไม่ได้
No Description

และข้อดีมากๆ ของ Pen Cover ไม่ใช่การที่มันยึดปากกาเข้าที่ได้แน่นมากแต่คือมันชาร์จปากกาได้ในตัว (เข้าใจว่าเป็นข้อจำกัดในการจัดสรรที่ภายในเครื่องเลยต้องแยกมาไว้ที่ปก) ทำให้ไม่ต้องเอาปากกามาใส่แท่นชาร์จทิ้งไว้แล้วหยิบก่อนออกจากบ้านหรือเดินมาหยิบเวลาจะใช้อีกแล้ว

กล้อง

ความประทับใจแรกที่น่าจะเป็น pain ของผู้ใช้ Surface Duo รุ่นแรกหลายคนคือกล้องครับ ดีขึ้นมากๆ เพราะของเก่าคือถ้าอยากถ่ายสวยต้องพก Pixel 3 ไปด้วยเท่านั้นเลย ตอนนี้พอโอเคแล้วแม้จะสู้ Pixel 3 ไม่ได้ โดยจะมีขัดใจที่กล้อง ultra-wide ดันใส่ความละเอียดสูงกว่าตัวอื่นจนต้องใช้แสงมาก noise สูงกว่ากว่ากล้องอื่น รวมถึงแอปกล้องติดเครื่องถ่ายวิดีโอด้วย ultra-wide ไม่ได้

การที่กล้องหลักย้ายไปอยู่ข้างหลังแล้วส่งผลให้แฟลชถูกย้ายไปข้างหลังด้วย ได้ผลพลอยได้คือใส่ gesture กดปุ่ม power สองครั้งตอนพับเครื่องอยู่เพื่อเปิดไฟฉายได้ ใช้งานสะดวกขึ้น จากรุ่นเก่าไฟฉายเก่าใช้ยากมากและต้องน่าจะมีคนเผลอเปิดไฟฉายตอนกางใช้สองจออยู่เหมือนผมอีกแน่ๆ

กล้องหน้ามีเสียดายเล็กน้อย

  • ย้ายจากมุมขวาบนมาไว้กลางจอขวา ทำให้เอากล้องใหญ่ๆ ใส่ไว้ให้ปูดไปข้างหลังไม่ได้ คุณภาพเลยแทบไม่ต่างจากเดิม
  • แต่การย้ายก็ทำให้ภาพตอนประชุมออกมาดีขึ้น มุมสายตาไม่เอนมากเท่าเดิมเวลามองจอซ้ายครับ (แต่ก็ยังห่างนะ)

ดูภาพต้นฉบับได้ที่นี่
ภาพถ่ายภายนอกอาคารตอนแดดเปรี้ยงๆ
กล้องหน้า
No Description

Wide
No Description

Ultra Wide
No Description

Tele
No Description

ภาพในอาคาร อันนี้มี Pixel 3 กับ Duo 1 มาให้เทียบด้วยครับ ดูภาพต้นฉบับได้ที่นี่
Pixel 3
No Description

Surface Duo 1
No Description

Surface Duo 2 – front
No Description

Surface Duo 2 – wide
No Description

Surface Duo 2 – ultra wide
No Description

Surface Duo 2 – tele
No Description

หน้าจอ

หน้าจอใหม่ ใหญ่ขึ้น เล่นวิดีโอ HDR ได้แล้ว มีโค้งตรงกลาง ลื่นขึ้นจาก 90Hz
เรื่องขนาดนี่ผมไม่รู้สึกอะไรมากครับ
ช่องว่างระหว่าง 2 จอแคบลงครับด้วยการปรับมาใช้จอโค้งทำให้ขอบหน้าจอมันใกล้ขอบเครื่องเข้าไปอีก
No Description

มีข้อเสียแค่เล็กน้อยคือเวลาลากนิ้วข้าม 2 หน้าจอมันสะดุดร่องนิดนึงแต่หน้าจอจับนิ้วเราได้ตลอดเวลาจากความแคบของช่อง ขณะที่ของเก่าลากนิ้วผ่านชิลกว่ามากเพราะเป็นระนาบเดียวกันกับร่องแคบมากแต่ต้องลากเร็วนิดนึงเพราะช่องระหว่างหน้าจอมันกว้างไม่งั้นมันจะนึกว่าเรายกนิ้วแล้ว

เครื่องแรกคือ Duo 1 เครื่องหลังคือ Duo 2 ครับ

แต่จอภาพใน Duo 2 มีคนเจอว่าจอสองข้างอุณหภูมิสีไม่เท่ากันเยอะมากรวมถึงผมด้วยทั้งที่รุ่นเก่าแทบไม่มีคนเจอ แต่การใช้งานจริงก็ไม่ได้ขัดใจเท่าไหร่ครับ ส่วนมากสองจอเปิดใช้งานกันคนละอย่างเลยไม่รู้สึก แต่น่าจะมีคนไม่โอเคกับเรื่องนี้พอสมควรเลย แต่ใน Duo 1 ก็มีคนเจอปัญหาเครื่องตัดสินใจเปิดหน้าจอไม่ถูก เช่น

  • พับเป็นโทรศัพท์จอเดียว ดันติดสองจอ ซึ่งอันนี้ผมยังไม่เจอบน Duo 2
  • พับเป็นโทรศัพท์จอเดียว ดันติดจอที่หันไปข้างหลัง โดยเฉพาะโหมดกล้องที่ไม่มีให้ double tap to activate อีกจอ ต้องหมุนไปๆ มาๆ ไม่ก็พับเป็นสองจอก่อนแล้วค่อยพับใหม่ อันนี้เค้าแก้ปัญหาโดยตั้ง default มาเป็นติดหน้าจอขวาเสมอ จะสลับให้ double tap อีกจอ แต่ยังสามารถตั้งเป็นแบบเดิมได้ แต่ผมเข็ดครับ ไม่มีความจำเป็นต้องใช้จอซ้ายแล้วนี่ เราไม่ได้ต้องใช้กล้องที่จอขวาเพื่อถ่ายภาพแล้ว ซึ่ง Duo 1 ยังคงไม่มีตัวเลือกนี้แม้จะได้อัปเดตจนฟีเจอร์เหมือนกันเกือบหมดแล้วก็ตาม
  • ใช้สองจออยู่ อีกจอดันดับ ต้องเปลี่ยนระนาบเครื่องให้ติดทั้งสองจอก่อนแล้วค่อยเอนมาใหม่ อันนี้ผมยังไม่เจอบน Duo 2 อีกเช่นกัน

เทียบความรำคาญของเก่าที่ทำงานสะดุด กับของใหม่ที่สีไม่เท่ากัน ผมเลือกของใหม่ครับ 😂

เรื่องพับเครื่องเพื่อใช้หน้าจอเดียวได้ไม่แนบกันเนื่องจากตัวใหม่มีกล้องปูด อันนี้ของเดิมถ้าใส่ bumper มันจะนูนขึ้นมาเล็กน้อยอยู่แล้วครับ กับเวลาออกข้างนอกแล้วผมจะเอาปากกาแปะออกไปด้วย หนากว่ากล้องอยู่แล้ว
จะเป็นขัดใจตอนวางราบเพื่อเขียนมากกว่าเพราะกล้องมันอยู่แต่ด้านบน ถ้าเราเขียนที่มุมขวาล่างเนี่ยจอมันจะกระดกได้เอา อันนี้ติดลบเล็กน้อย

Glance Bar

No Description

ส่วนของ Glance Bar ที่อยู่ตรงจอโค้งเวลาพับเครื่องใช้งานได้ไม่กี่อย่างเท่านั้น

  • ขึ้นปริมาณแบต เฉพาะตอนเสียบชาร์จหรือถอดเท่านั้น ระหว่างชาร์จไม่เห็น
  • ขึ้นระดับเสียงเวลากดปรับเสียงตอนฟังเพลงอยู่
  • ขึ้น animation สายเรียกเข้า (รวมถึงสายเรียกเข้าผ่านแอป) โดยไม่ขึ้นชื่อหรือเบอร์
  • เวลาการแจ้งเตือนเข้าหรือกดปุ่ม power จะขึ้นนาฬิกาและจำนวน notification เฉพาะของ
    • สายเข้าไม่ได้รับ
    • SMS ที่ยังไม่ได้อ่าน
    • จำนวนการเตือนจากแอป Microsoft Teams

ยังไม่มีการใช้งานอื่นใดให้ใช้ รวมถึงไม่ขึ้นการเตือนของแอปอื่นไม่ว่าจำนวนหรือไอคอนก็ตาม แค่ Glance Bar จะติดขึ้นมาแสดงเวลาหรือการเตือนที่อยู่ในรายการข้างต้นเท่านั้น ดูประโยชน์น้อยเกินไปหน่อย

ปากกา

จากการไปลอง Surface Slim Pen 2 บน Surface Duo 2 เทียบกับ Apple Pencil 2 บน iPad Air (ของคนอื่น) มา พบว่าถ้านับการเขียนอย่างเดียวตอนนี้ผมพลิกให้ฝั่ง Surface ชนะแล้วครับ หลังจากบ่นมานาน
แต่ทั้งนี้บนหน้าเว็บระบุไว้ชัดเจนว่า Surface Slim Pen 2 ไม่รองรับ zero-force inking (เขียนได้โดยไม่ต้องออกแรงกดเลย น่าจะคล้าย Apple Pencil แต่ Apple Pencil นี่จริงๆ มันเริ่มเขียนติดตั้งแต่ก่อนดินสอโดนหน้าจอเสียอีก), tilt (ดูการเอียงปากกา มีก็ดีแต่ใช้จดๆ วาดๆ แบบผมไม่ได้มีผลอะไร) และ tactile signal (สั่นตัวปากกาเวลาเขียน จำลองความรู้สึกเขียนบนพื้นผิวต่างๆ) เมื่อใช้กับ Surface Duo 2 นะครับ น่าเสียดายเหมือนกัน

การใช้ Slim Pen 1 และ 2 บน Duo 1 นั้นไม่ต่างกันในเรื่องของความเร็ว แต่ต่างที่หมึกออกไม่ตรงหัวคนละแบบ (ดูในคลิป) ตัว Slim Pen 1 นั้นจะออกมาระหว่างจุดที่สัมผัสกับมือ (ถ้าตั้งปากกาตรงจะออกตรง แต่ตอนเขียนผมเอนไงครับ) ส่วน Slim Pen 2 นั้นกลับออกเลยจุดสัมผัสไปอีก

ส่วนการใช้ Slim Pen ทั้ง 1 และ 2 บน Duo 2 นั้นเร็วขึ้นมากแบบรู้สึกได้ และหมึกออกมาตรงกับตำแหน่งสัมผัสกับหน้าจอทั้ง 2 รุ่นครับ

ทั้งนี้ Slim Pen 1 ไม่สามารถใช้ปุ่มด้านท้ายปากกาเพื่อสั่งงานตัวเครื่อง Duo 1 และ 2 ได้นะครับ ส่วน Slim Pen 2 สามารถสั่งงานได้ทั้ง Duo 1 และ 2 เลย

เครื่องแรกคือ Duo 1 นะครับ ปากกาที่หัวทู่กว่าคือ Slim Pen 1 ส่วนที่แหลมๆ คือ Slim Pen 2

แบตเตอรี่

เพิ่มแบตจาก ~3,500mAh มาเป็น ~4,500mAh ผมก็หวังว่าแบตมันจะอึดขึ้นนะครับ แต่จากการทดสอบพบว่าไม่ต่างกันนัก แม้ว่าซีพียูจะใหม่จะเป็นกระบวนการผลิตแบบ 5nm และเครื่องจะร้อนน้อยลงแล้วก็ตาม

จากการใช้แอปวัดกระแสไฟฟ้า (ซึ่งมันไม่แม่นยำครับ เข้าใจในเรื่องนี้แต่มันชี้ได้ระดับนึงและสอดคล้องกับการลดของแบตอยู่) พบว่าขณะเปิดจอเครื่องไว้เฉยๆ โดยไม่ทำอะไร Duo 1 จะใช้พลังงาน ~180mA แต่ Duo 2 กลับพุ่งไปอยู่ที่ ~320mA เลยทีเดียว แม้จะเปิด power saver mode ที่ลดหน้าจอจาก 90Hz ลงมาที่ 60Hz เท่ากันแล้วหรือเปิด airplane mode ช่วยแล้วก็ตามก็ยังไม่สามารถลดลงมาใกล้เคียง Duo 1 ได้

การใช้งานจริงไม่แย่อะไรครับ อึดเท่าๆ เดิม ผิดหวังเล็กน้อยเพราะอยากให้มันอึดขึ้นมาอีก ใช้งานเบาแบตลด ~15% ต่อชั่วโมง ถ้าทำอะไรหนักๆ ก็อาจจะทะลุ 20% ต่อชั่วโมงได้แต่เครื่องร้อนแน่นอน

อื่นๆ

ซอฟต์แวร์เสถียรขึ้นมากขณะที่ตอนนี้ตัว Duo 1 เองก็ได้อัปเดตจนเกือบเท่ากับ Duo 2 แล้ว ใช้ App บน Phone Link เปิดหลายแอปเต็มไปหมดบนคอมก็ได้

หนึ่งในเรื่องน่าหงุดหงิดคือ Microsoft Launcher ที่บน Duo ไม่เหมือนบน Android อื่นๆ เพราะมีฟังก์ชันเพิ่มให้จริง แต่การปรับแต่งถูกกวาดทิ้งเรียบ ตั้งจำนวนไอคอนที่อยากเป็นไม่ได้ backup ไม่ได้ ตั้ง gesture ไม่ได้ วาง icon/widget คร่อม grid ก็ไม่ได้ (Microsoft Launcher ทั่วไปตั้งให้วางที่ครึ่ง grid ได้)

ส่วน gesture ของระบบ Android ที่หายไป (เทียบกับ Pixel) คือการรูดซ้าย/ขวาบน navigation bar ส่วนนึงเพราะมันเป็น gesture ใช้โยนแอปข้ามจอเมื่อโยนใส่อีกจอนึง แต่อย่างน้อยก็น่าจะใส่กับการลากไปข้างที่ไม่มีจอไว้ให้หน่อยนะ

from:https://www.blognone.com/node/128496