คลังเก็บป้ายกำกับ: REVIEW

พรีวิวสัมผัสแรก Samsung Galaxy A51 และ Galaxy A71 ชูจุดเด่นจอใหญ่กล้องสวยแบตอึดเริ่มต้นแค่ 10,490 บาท

Samsung พร้อมส่งสมาร์ทโฟน Galaxy A series รุ่นใหม่และรุ่นแรกของปี 2020 เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยแล้ว โดยเปิดตัวพร้อมกัน 2 รุ่น ได้แก่ Galaxy A51 และ Galaxy A71 ซึ่งทั้งคู่ถือเป็นการเริ่มต้นของดีไซน์ใหม่ที่ Samsung จะนำมาใช้กับสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นๆ ที่จะออกตามมาในอนาคต ไม่ว่าจะเป็น Galaxy S10 Lite และ Galaxy Note 10 Lite รวมถึง Galaxy S20 series 

Galaxy A51 และ Galaxy A71 มีการออกแบบที่คล้ายกัน แต่ Galaxy A71 มีขนาดใหญ่กว่า โดยมีมิติตัวเครื่อง 163.6 x 76 x 7.7 มิลลิเมตร ขณะที่ Galaxy A51 มีมิติ 158.5 x 73.6 x 7.9 มิลลิเมตร นั่นทำให้ Galaxy A51 มีน้ำหนักเบากว่า อยู่ที่ 172 กรัม อีกรุ่น 179 กรัม

Galaxy A51 และ Galaxy A71 มาพร้อมจอแสดงผล Infinity-O Display ที่มีการเจาะรูตรงกึ่งกลางสำหรับวางกล้องเซลฟี่ โดยมีความละเอียดเท่ากัน 1080 x 2400 พิกเซล และติดตั้งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือไว้ใต้จอแสดงผล 

ส่วนที่แตกต่างกันก็คือ Galaxy A51 ใช้จอ Super AMOLED ขนาด 6.5 นิ้ว ส่วน Galaxy A71 ใช้จอ Super AMOLED Plus ขนาด 6.7 นิ้ว 

ทั้งคู่มาพร้อมกล้องหลัง 4 ตัว ที่ใช้ดีไซน์เดียวกัน โดยจัดวางเลนส์กล้องทั้ง 4 ตัว เป็นรูปตัว L ภายในกรอบสี่เหลี่ยมผืนผ้า แต่มีความละเอียดแตกต่างกัน

กล้องหลังของ Galaxy A51 ประกอบด้วย กล้องหลัก 48 ล้านพิกเซล (F2.0) + กล้องอัลตร้าไวด์ 12 ล้านพิกเซล (F2.2) + กล้องมาโคร 5 ล้านพิกเซล (F2.4) + กล้องจับระยะชัดลึก 5 ล้านพิกเซล (F2.2)

กล้องหลังของ Galaxy A71 ประกอบด้วย กล้องหลัก 64 ล้านพิกเซล (F1.8) + กล้องอัลตร้าไวด์ 12 ล้านพิกเซล (F2.2) + กล้องมาโคร 5 ล้านพิกเซล (F2.4) + กล้องจับระยะชัดลึก 5 ล้านพิกเซล (F2.2)

จะเห็นว่ากล้องหลังของทั้งคู่ มีความแตกต่างกันที่กล้องหลักเท่านั้น ขณะที่กล้องเซลฟี่ก็ใช้สเปกเดียวกัน 32 ล้านพิกเซล (F2.2) และสามารถใช้สแกนใบหน้าเพื่อปลดล็อคได้

Galaxy A51 และ Galaxy A71 ยังได้รับการออกแบบด้านหลังที่คล้ายกันมาก โดยเฉพาะเอฟเฟกต์สะท้อนแสงออกมาเป็นสีรุ้ง คล้ายสี Aura Glow ของ Galaxy Note 10 และยังมีเทคนิคไล่ระดับสี บนลวดลายรูปตัว X ซึ่งทาง Samsung เรียกว่า Prism Crush 

ด้านสเปก Galaxy A51 ใช้ชิปประมวลผล Octa Core (Quad 2.3GHz + Quad 1.7GHz) ความจำ RAM 4GB / 6GB / 8GB จับคู่กับ ROM 64GB / 128GB รองรับการ์ด Micro SD สูงสุด 512GB ความจุแบตเตอรี่ 4,000mAh ชาร์จเร็ว 15 วัตต์

สำหรับ Galaxy A71 มาพร้อมชิปประมวลผล Octa Core (Dual 2.2GHz + Hexa 1.8GHz) ความจำ RAM 6GB / 8GB จับคู่กับ ROM 128GB รองรับการ์ด Micro SD สูงสุด 512GB ความจุแบตเตอรี่ 4,500mAh ชาร์จเร็ว 25 วัตต์

Samsung Galaxy A51 และ Galaxy A71 ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์การใช้งานรอบด้าน จอแสดงผลขนาดใหญ่รองรับทั้งการดูคอนเท้นต์วีดีโอ ท่องเว็บ เล่นเกม อัพเดทโลกโซเชี่ยล กล้องดิจิตอลถ่ายภาพได้คมชัดหลายมิติ กล้องเซลฟี่มีความละเอียดสูง และยังได้รับการออกแบบมาอย่างสวยงาม ด้วยดีไซน์ที่คล้ายกัน ทำให้ตัดสินใจซื้อได้ไม่ยาก เลือกตามงบประมาณในกระเป๋าเงินได้เลย

ราคาและกำหนดการวางจำหน่าย

Galaxy A51 ราคา 10,490 บาท (RAM 6GB + ROM 128GB) มีให้เลือก 3 สี Prism Crush Black, Prism Crush Blue และ Prism Crush Pink

Galaxy A71 ราคา 13,990 บาท (RAM 8GB + ROM 128GB) มีให้เลือก 3 สี Prism Crush Black, Prism Crush Blue และ Prism Crush Silver

พิเศษ!! เมื่อซื้อ Galaxy A51 และ Galaxy A71 ในระหว่างวันที่ 25 มกราคม – 10 กุมภาพันธ์ 2563 รับส่วนลดทันที 500 บาทสำหรับแลกซื้ออุปกรณ์เสริมหรืออุปกรณ์สวมใส่ของ Samsung

from:https://www.flashfly.net/wp/282613

Review – HP 15s โน้ตบุ๊คจอ 15.6″ สเปก Intel Core i7-1065G7 แรงลื่นคุ้มค่า บางเบาหรูหรา ประกัน 2 ปี On-site

HP 15s เป็นโน้ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 15.6″ ที่มาพร้อมความคุ้มค่า แต่ก็ยังได้ดีไซน์ที่สวยงามเกินราคา เลือกใช้ชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10  หรือ AMD Ryzen 3000 ตัวเครื่องบางเบาออกแบบมาใหม่ ดูสวยงามไม่แพ้รุ่นพี่ตัว Pavilion และเน้นในเรื่องของความคุ้มค่า ราคาไม่แพง เป็นหลัก และที่สำคัญมาพร้อมกับน้ำหนักที่เบามากเพียง 1.69 กิโลกรัม และบางเพียง 17.9 มิลลิเมตรเท่านั้น เหมาะกับสายการทำงานหรือบันเทิงที่เน้นการพกพาไปนอกสถานที่ อาจจะใช้งานตามออฟฟิศหรือร้านกาแฟแบบชิคๆ คูลๆ ได้ความหรูหราโดดเด่นไม่น้อยหน้าใครในราคาเบาๆ ด้วย

โดย HP 15s รุ่นที่นำมารีวิวนี้เป็นสเปก Intel Core i7-1065G7 (Ice Lake) ที่ใช้สถาปัตยกรรมการผลิตที่ 10 นาโนเมตร ที่เล็กลงและดีขึ้นกว่ารุ่นก่อนๆ ซึ่งในตลาดตอนนี้มีให้เลือกทั้ง Core i3-1005G1 / Core i5-1035G1 ซึ่งจัดว่าเป็นตัวท็อปสุดในรุ่น พร้อมการ์ดจอออนชิปตัวใหม่ ที่สำคัญยังมีประสิทธิภาพโดยรวมที่ดีด้วย RAM  8GB และ SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB อีกด้วย ความละเอียดหน้าจอเป็น Full HD พาเนล TN เกรดดี สนนราคาเพียง 19,990 บาท ได้ Windows 10 พร้อมประกัน 2 ปี On-site Service ซ่อมฟรีถึงบ้าน

from:https://notebookspec.com/review-hp-15s-spec-ntel-core-i7-1065g7/507745/

รีวิวเครื่องฟอกอากาศ Xiaomi Mi Air Purifier 3H สั่งงานด้วย Google Assistant ได้

เครื่องฟอกอากาศน่าจะกลายเป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์จำเป็นติดบ้านไม่แพ้พัดลมหรือเครื่องปรับอากาศไปแล้ว ส่วนตัวคิดว่าเครื่องฟอกอากาศ Xiaomi น่าจะเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่หลายคนนึกถึงก่อน จากทั้งความติดตลาดของแบรนด์ ราคาที่ค่อนข้างถูกกว่าคู่แข่ง และดีไซน์

Xiaomi เองก็เพิ่งเปิดตัวเครื่องฟอกอากาศรุ่นใหม่ Mi Air Purifier 3H ไปเมื่อปลายปีที่แล้ว ซึ่งผมเพิ่งมีโอกาสได้ใช้และนี่เป็นบทความรีวิวครับ

ตัวเครื่องของ Mi Air Purifier 3H แทบจะเหมือนรุ่นก่อน 2s ก่อนหน้าทุกประกาศ แตกต่างกันแค่บริเวณช่องปล่อยอากาศดีด้านบน ที่กินพื้นที่มากขึ้น แลกเปลี่ยนรูปทรงจากเดิมที่เป็นวงกลมกลายเป็นสี่เหลี่ยมเต็มพื้นที่ด้านบนตัวเครื่อง

อีกจุดคือบริเวณหน้าจอ OLED ด้านหน้ารองรับระบบสัมผัสแล้ว สามารถกดค้างเพื่อเปิดปิดเครื่อง หรือกดทีละครั้ง เพื่อเปลี่ยนโหมดและปรับความเร็วของพัดลมระบายอากาศ

No Description

หน้าจอจะแสดงข้อมูลทั้งค่าฝุ่น PM2.5 หน่วยเป็นไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m3) ไม่ใช่หน่วย AQI แสดงอุณหภูมิและความชื้น บอกการเชื่อมต่อกับ Wi-Fi และบอกโหมดการใช้งาน

No Description

ด้านหลังเป็นปุ่มปรับหน้าจอแสดงผล มี 3 โหมด คือสว่างที่สุด, หรี่ลงมาและปิดหน้าจอ พร้อมเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิ ความชื่นและค่าฝุ่น ด้านล่างเป็นช่องสำหรับถอดเปลี่ยนไส้กรองทรงกระบอก

อ้างอิงข้อมูลจากมาตรฐานไส้กรอง HEPA Class 13 ที่ใช้ในเครื่องสามารถกรองอนุภาคขนาด 0.1 ไมครอนได้ 99.95% ขณะที่ Xiaomi บอกว่าค่า CADR (Clean Air Delvery Rate) หรือความสามารถในการผลิตอากาศบริสุทธิ์อยู่ที่ 380 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง ครอบคลุมขนาดห้องสูงสุด 45 ตารางเมตร

No Description

การเชื่อมต่อกับ Mi Home และ Google Assistant

การเชื่อมเครื่องฟอกอากาศ Xiaomi จะไม่แตกต่างกับการเชื่อมต่ออุปกรณ์สมาร์ทโฮมอื่น ๆ กล่าวคือต้องเชื่อมต่อตัวเครื่องฟอกอากาศเข้ากับสมาร์ทโฟนผ่าน Wi-Fi ก่อน เพื่อให้ Mi Air เชื่อมต่อกับ Wi-Fi ในบ้านอีกต่อ

ส่วนขั้นตอนจะต้องทำผ่านแอป Mi Home ที่ใช้ควบคุมอุปกรณ์สมาร์ทโฮมของ Xiaomi ล็อกอินเข้าบัญชี แล้วเลือกเพิ่มอุปกรณ์ เลือก เครื่องฟอกอากาศ Mi 3H ตัวแอปจะสแกนหาเครื่องฟอกอากาศให้อัตโนมัติ (ต้องเปิด Wi-Fi, Bluetooth และให้สิทธิเข้าถึงตำแหน่งที่ตั้งของแอปด้วย)

หรือจะเพิ่มอุปกรณ์แบบ manual ก็ได้ ด้วยการกดปุ่ม power บริเวณหน้าจอด้านหน้าพร้อมกับปุ่มปรับหน้าจอแสดงผลด้านหลังค้างเอาไว้ จนตัวเครื่องส่งเสียงดัง 1 ครั้งแลกโลโก้ Wi-Fi ที่หน้าจอกระพริบ เมื่อแอป Mi Home เชื่อมต่อกับเครื่องฟอกอากาศได้แล้ว เราต้องเลือก Wi-Fi ที่ใช้งานในบ้าน กรอกรหัส Wi-Fi ภายในแอป Mi Home อีกครั้งเพื่อให้เครื่องฟอกอากาศเชื่อมต่อ เป็นอันเสร็จสิ้น

ภายในแอป Mi Home จะแสดงข้อมูลบอกคุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์ รวมถึงบอกเราด้วยว่าไส้กรองเราสามารถใช้งานได้อีกแค่ไหน และแน่นอเราสามารถควบคุมได้ทุกอย่างได้ผ่านแอป ตั้งแต่เปิดปิด ตั้งเวลา ปรับแสงหน้าจอ OLED เปลี่ยนโหมด ไปจนถึงตั้งกฎ Automation ร่วมกับอุปกรณ์สมาร์ทโฮมอื่น ๆ ได้

No Description

ขณะที่การเชื่อมต่อกับ Google Assistant หลังเชื่อมต่อกับ Mi Home เรียบร้อยแล้ว ให้เปิด Google Assistant ขึ้นมา แตะเข้าหน้า Explore (สัญลักษณ์เข็มทิศ) แล้วแตะที่โปรไฟล์ตัวเองขวาบนเลือก Settings ไปที่แท็บ Assistant เลือก Home Control แล้วเลือกปุ่ม + ขวาล่าง จะเจอตัวเลือกแบรนด์สมาร์ทโฮมที่รองรับ Google Assistant เลื่อนลงมาจนเจอ Mi Home ล็อกอินแอคเคาท์ Xiaomi อีกครั้ง แล้วเลือกเพิ่ม Mi Air Purifier 3H จะพบรายชื่ออุปกรณ์ปรากฎอยู่ในหน้า Devices ของ Home Control

No Description

หรือหากที่บ้านมี Google Home อยู่แล้วก็สามารถเพิ่มอุปกรณ์ผ่านแอป Home ได้จากการแตะเครื่องหมาย + ซ้ายบนของแอป Home เลือก Set up device เลือกที่ Have something already set up? ใต้ Works with Google แล้วเลือกแอป Mi Home ล็อกอินแอคเคาท์ Xiaomi เหมือนขั้นตอนข้างบน

No Description

จากที่ผมทดสอบ คำสั่งที่ Google Assistant รองรับมีแค่สั่งเปิดและปิดเครื่องเท่านั้น

สรุปคือ Mi Air Purifier 3H เป็นเครื่องฟอกอากาศที่น่าสนใจอีกเครื่องเมื่อเทียบกับราคา หลัง Xiaomi ปรับปรุงคุณภาพจากรุ่น 2S ก่อนหน้า ทั้งในแง่ความสามารถในการฟอกอากาศ และระบบอัตโนมัติต่าง ๆ

No Description

from:https://www.blognone.com/node/114245

รีวิว Microsoft Surface Pro 7 โน้ตบุ๊กที่ปลอมตัวเป็นแท็บเล็ต

ยุคนี้ผู้ใช้นิยมซื้อแท็บเล็ตมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะใช้งานได้ยืดหยุ่นกว่าโน้ตบุ๊ก จะหยิบออกมาอ่าน eBook หรือเอามาเปิดดูคลิปบนรถประจำทางก็สะดวกกว่า นอกจากนี้ยังต่อคีย์บอร์ดหรือใช้ปากกาสไตลัสเขียนลงบนหน้าจอได้ด้วย

ซึ่ง Apple iPad น่าจะเป็นแท็บเล็ตที่ผู้ใช้คุ้นเคยและนึกถึงเป็นตัวแรก ๆ ส่วน Microsoft มี Surface Pro 7 เป็นแท็บเล็ตของทางค่ายที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Windows 10, สามารถซื้อปากกา Surface Pen กับคีย์บอร์ด Type Cover ที่พับเป็นปกของ Surface Pro 7 เพิ่มได้ ซึ่งก่อนหน้านี้เคยมีสรุปรีวิว Microsoft Surface Pro 7 เผยแพร่มาก่อนหน้านี้แล้ว ส่วนบทความนี้เป็นรีวิวจากการใช้งานจริงว่ามีข้อดีข้อด้อยอย่างไรบ้าง

No Description

ดีไซน์และพอร์ตรอบเครื่อง

Microsoft Surface Pro 7 มีหน้าจอขนาด 12.3 นิ้ว ความละเอียด 2,736 × 1,824 พิกเซล มีขนาดใหญ่และขอบจอหนากว่าแท็บเล็ตหลาย ๆ รุ่นในตลาด จากการใช้งานจริงถือว่าพกไม่ลำบาก เพราะน้ำหนักรวมคีย์บอร์ดแล้วอยู่ราว 1 กิโลกรัมเท่านั้น

เมื่อตั้งเครื่องแนวนอน ขอบหน้าจอฝั่งบนติดตั้งกล้องหน้ากับระบบสแกนใบหน้า ทำงานร่วมกับ Windows Hello เพื่อปลดล็อคเครื่อง จากที่ทดลองใช้งานแล้วระบบสแกนใบหนาตอบสนองรวดเร็วและปลดล็อคเข้าหน้า Desktop ในทันที ทำงานทั้งตอนถือแนวตั้งและแนวนอน

No Description

ขอบล่างเป็นแถบแม่เหล็กของ Type Cover ที่ดูดติดกับกรอบล่างของหน้าจอ ทำให้ตัวคีย์บอร์ดทำองศาขึ้นมาเล็กน้อย ช่วยให้พิมพ์งานสะดวกขึ้น

No Description

ด้านซ้ายจะมีแค่ช่องหูฟัง 3.5 มิลลิเมตร ส่วนที่เว้นไว้ใช้ยึดปากกา Surface Pen เข้ากับตัวเครื่อง ปัญหาคือพื้นที่ที่สำหรับติด Surface Pen มีแค่ด้านซ้ายเท่านั้น ทั้งที่ส่วนใหญ่น่าจะใช้มือขวากัน นับเป็นหนึ่งในปัญหาและสร้างความลำบากในการใช้งานช่วงแรก ๆ เล็กน้อย

No Description

ฝั่งขวาจะรวมพอร์ตทั้งหมดเอาไว้ จากซ้ายมือเป็น USB-C รองรับ Power Delivery ใช้ชาร์จ Surface Pro 7 ได้, USB-A 3.0, Surface Connect พอร์ตอะแดปเตอร์ดีไซน์เฉพาะของ Surface ถัดมาเป็นร่องสำหรับดึงขาตั้ง (kickstand) ออกมา

No Description

เมื่อกางขาตั้งออกมา จะมีช่องใส่ MicroSD ซ่อนอยู่หนึ่งช่อง

No Description

ด้านบนไม่มีพอร์ต นอกจากปุ่มล็อคหน้าจอกับปุ่มเพิ่มลดเสียง ถ้าสังเกตจะเห็นว่าขอบข้างกับด้านหลังเครื่องจะถูกเว้นเอาไว้เป็นช่องระบายความร้อน ใช้งานตามปกติ เปิดอ่านเอกสาร, พิมพ์งานทั่วไปไม่มีปัญหาเรื่องความร้อนเลย ถ้าเปิดเบราเซอร์หลาย ๆ แท็บ, ตัดต่อคลิปสั้นราว 3-5 นาที เครื่องจะเริ่มอุ่นแต่ยังไม่มีเสียงพัดลมดังรบกวน

No Description

ด้านหลังเครื่องจะเป็นกล้องความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รองรับการถ่ายวิดีโอ Full HD 1080p

No Description

อะแดปเตอร์ Surface Connect จะมี USB-A อยู่ 1 ช่อง ใช้ชาร์จแบตเตอรีให้อุปกรณ์อื่น ซึ่งปกติผู้เขียนจะชาร์จมือถือผ่านพอร์ตนี้บ่อย ๆ จึงใช้พอร์ต USB-A ข้าง Surface Pro 7 ไว้ถ่ายโอนข้อมูลแทน

No Description

ด้านใต้ตัวเครื่องไม่มีพอร์ตใด ๆ นอกจากแถบเชื่อมต่อกับ Type Cover ของ Surface

No Description

ปากกาเขียนดี คีย์บอร์ดพิมพ์สนุก

คีย์บอร์ด Type Cover ของ Microsoft Surface Pro 7 เป็นผ้า Alcantara เมื่อพับปิดหน้าจอแล้วทำให้ถือได้มั่นคงไม่ลื่นหลุดมือ แป้นพิมพ์สามารถวางราบไปกับพื้นหรือยกขึ้นมาติดกับขอบล่างของ Surface ให้คีย์บอร์ดเฉียงขึ้นมาก็ได้

ปุ่มคีย์บอร์ดให้สัมผัสตอนพิมพ์แข็งกว่าคีย์บอร์ดของโน้ตบุ๊กทั่วไปเล็กน้อย ให้สัมผัสที่ดีและมั่นคงไม่ยวบ ซึ่งผู้ใช้ที่พิมพ์งานบ่อย ๆ น่าจะชอบคีย์บอร์ดนี้ ส่วนไฟบนปุ่มคีย์บอร์ดสว่างช่วยให้ผู้ใช้พิมพ์งานในที่มืดสะดวกขึ้นจริงและปรับระดับความสว่างได้หลายระดับ โดยกดปุ่มฟังก์ชั่น (Fn) ค้างแล้วกดที่ปุ่ม F7 เพื่อปรับให้เข้ากับการใช้งาน

ทัชแพดเป็นทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า, ตอบสนองเร็วและรองรับการใช้ gesture ติดว่าแนวตั้งของทัชแพดจะเตี้ยไปหน่อย ถ้าสูงกว่านี้สักหน่อยจะดีมาก

No Description

ปากกา Surface Pen ดีไซน์ทรงกลมสีทูโทน ตั้งแต่หัวปากกาลงมาจะเป็นพลาสติกสะท้อนแสง เว้นส่วนท้ายด้ามจะเป็นพลาสติกสีเข้มและมีปุ่มคล้ายยางลบดินสอ ใช้รูดตามจุดที่ใช้ Surface Pen เขียนจะกลายเป็นการลบส่วนนั้นทิ้งไป

No Description

การตอบสนองตอนใช้งานของ Surface Pen ให้ความรู้สึกเหมือนใช้ดินสอเขียนลงกระดาษจริง ตอนจรดปลายปากกาแล้วจุดที่เกิดบนหนาจอกับปลายปากกาตรงกัน จากการใช้งานจริงรู้สึกว่าหน้าจอค่อนข้างลื่นและติดรอยนิ้วมือง่าย อย่างไรผู้เขียนขอแนะนำให้ติดฟิล์มกันรอยแบบด้านน่าจะให้สัมผัสตอนเขียนดีกว่านี้

ถ้าเทียบกันระหว่าง Surface Pen กับ Apple Pencil แล้ว ถือว่าเป็นสไตลัสที่ดีทั้งคู่ แค่มีจุดเด่นคนละแบบ ถ้าเป็น Apple Pencil สามารถเขียนเส้นหนักเบาและแรเงาได้เหมือนดินสอจริง ดูเหมาะกับการใช้งานด้านศิลปะ ส่วน Surface Pen จะมีแค่ฟีเจอร์ขีดเส้นหนักเบา และแทนด้วยยางลบท้ายปากกาเอาไว้ลบส่วนที่เขียนผิดแทน ซึ่งสะดวกกว่า Apple Pencil และเน้นไปทางการทำงานมากกว่า

No Description

ส่วนปุ่มที่ตัวด้ามของ Surface Pen ต้องกดค้างแล้วแตะที่หน้าจอจะเป็นการคลิกเม้าส์ขวา

แบตเตอรีอยู่ไม่นาน

แบตเตอรีของ Microsoft Surface Pro 7 หากอิงจากสรุปรีวิวที่ทาง Blognone เคยทำไว้ แบตเตอรีของ Surface Pro 7 จะอยู่นานสุดแค่ 8 ชั่วโมง น้อยกว่า Surface Pro 6 ที่อยู่ถึง 15 ชั่วโมง

จากการทดลองใช้งาน ผู้เขียนเปิดความสว่างหน้าจอไว้ราว 60% แล้วใช้ทำงานตามปกติ เปิดดู YouTube บ้าง Surface Pro 7 จะใช้งานได้ราว 6 ชั่วโมง พอเปลี่ยนเป็นโหมดประหยัดพลังงานแล้วใช้ความสว่าง 50% ไม่ดู YouTube ถึงจะอยู่ถึง 8 ชั่วโมงตามที่เคยทำสรุปรีวิวไว้ ถ้าเป็นเช่นนี้ถือว่า Microsoft ควรใส่ในเรื่องแบตเตอรีของ Surface Pro รุ่นใหม่ให้มากขึ้น

No Description

Microsoft Arc Mouse ดีไซน์แหวกแนว จับเข้ามือ

Microsoft Arc Mouse เป็นเม้าส์ดีไซน์เรียบง่ายใช้งานดีวัสดุเป็นพลาสติกกึ่งยางให้ความหนึบมือตอนใช้ เชื่อมต่อผ่าน Bluetooth ใช้แบตเตอรี AAA สองก้อน

No Description

No Description

เวลาจะใช้งานให้พับตรงกลางเม้าส์จนโค้งแบบในภาพข้างล่างจะเป็นการเปิดสวิตช์เม้าส์แล้วกดกลับไปให้แบนตามเดิมจะปิดสวิตช์ ตอนใช้งานส่วนท้ายเม้าส์จะโค้งขึ้นมารับอุ้งมือพอดี ถึงดีไซน์ถึงจะแปลกตาไปบ้างกลับจับดีกว่าที่คิด พอพับให้แบนแล้วพกพาสะดวกไม่กินพื้นที่ในกระเป๋า

สังเกตจะเห็นว่าตรงกลางเม้าส์จะมีส่วนต่อคล้ายเส้นเพื่อแบ่งระหว่างตัวเม้าส์ที่ผู้ใช้จับกับส่วนที่เป็นปุ่มคลิกซ้ายขวา โดยแป้นนี้มีแค่ฟังก์ชั่นรูดขึ้นลงเป็นลูกกลิ้ง (Scroll wheel) ของเม้าส์เท่านั้น

No Description

การใช้งานจริง

ข้อดีของ Surface Pro 7 คือน้ำหนักเบาและพกพาง่าย สำหรับตัวเครื่องกับอุปกรณ์เสริมจะหนักราว 1 กิโลกรัม ถ้าพกอะแดปเตอร์ไปด้วยอยู่ราว 1.3 กิโลกรัม จัดว่าไม่หนักนัก จะใส่กระเป๋าเป้หรือกระเป๋าผ้าก็สะดวก ตอนเก็บใส่กระเป๋าควรเก็บ Surface Pen แยกไว้กันหลุดจากตัวเครื่องจะดีกว่า

การถือเครื่อง Surface Pro 7 จัดว่าค่อนข้างหนักกว่าแท็บเล็ตเครื่องอื่นเลยทำให้ถือมือเดียวไม่สะดวก ถึงผู้เขียนเป็นคนมือใหญ่พอควรยังต้องถือสองมือ เทียบแล้วถือยากกว่า iPad 9.7” ดังนั้นถ้าใครจะถือ Surface เพื่ออ่านข่าวหรือ eBook ระหว่างเดินทางควรหาที่นั่งอ่านดีกว่า

No Description

ส่วนของการใช้งานเป็นแท็บเล็ต การเปลี่ยนการแสดงผลหน้าจอเป็นแนวตั้งหรือแนวนอนของ Surface Pro 7 ถือว่าไม่ลื่นเท่าไหร่ ตอนจับเครื่องสลับเป็นแนวตั้งและนอน Desktop จะถอยซูมชั่วขณะก่อนกลับเป็นแนวตั้ง ไม่ราบลื่นแบบ iPad

การถือใช้งานทั้ง Type Cover ไม่สะดวกเท่าไหร่ เพราะพับให้ตัวแป้นพิมพ์ซ่อนแบบ Smart Keyboard Cover ของ iPad ไม่ได้ เวลาถือแบบไม่ถอด Type Cover แล้วมือมักกดโดนส่วนที่เป็นแป้นพิมพ์อยู่บ่อย ๆ ซึ่งสัมผัสตอนกดปุ่มก็อาจทำให้ลื่นในบางครั้งหรือกลัวว่ากดไปแล้วจะทำให้ปุ่มที่ถูกโดนกดค้างไว้นาน ๆ เสื่อมได้ เลยต้องคอยถอดแป้นพิมพ์ออกบ่อย ๆ ดังนั้นในโหมดแท็บเล็ต ผู้เขียนแนะนำให้ถอด Type Cover ออกก่อนจะดีที่สุด

ส่วนขาตั้งถือว่ามีประโยชน์มาก ช่วยให้ตั้ง Surface Pro 7 ได้โดยไม่ต้องพึ่งอุปกรณ์เสริมแบบที่ iPad ต้องมี Smart Keyboard Cover เวลาใช้งานสามารถกางออกแล้ววางไว้บนโต๊ะเพื่อใช้งานหรือบนหน้าตักตอนนั่งรถประจำทางเพื่อดูหนังก็สะดวกและไม่ต้องถือเครื่องไว้

No Description

กล้องหลังของ Surface Pro 7 มีความละเอียด 8 ล้านพิกเซล ใช้แอป Camera ในเครื่องถ่ายภาพ ความละเอียด 3,264 x 1,836 พิกเซล ขนาดไฟล์อยู่ราว 2 MB แต่เมื่อทดลองถ่ายแล้วภาพไม่สวยนักและภาพค่อนข้างมืดอีกด้วย

No Description

No Description

ผู้เขียนคิดว่ากล้องหลังของ Surface Pro 7 นั้นเป็นกล้องที่เหมาะจะใช้ถ่ายภาพประกอบการทำงานหรือเข้าฟังเล็คเชอร์มากกว่า จากที่ทดลองถ่ายภาพที่เป็นตัวอักษรหรือป้ายแล้วภาพชัด สามารถนำมาใช้งานได้และใช้ Surface Pen เขียนสิ่งที่ต้องการเอาไว้ในภาพได้ทันที

No Description

สรุป

Microsoft Surface Pro 7 ถือเป็นแท็บเล็ตที่ออกแบบมาเพื่อคนทำงานออฟฟิศและเซลส์ที่ต้องการโน้ตบุ๊กที่พกง่ายแบบแท็บเล็ตไว้ใช้งาน มีระบบปฏิบัติการ Windows 10 ติดตั้งไว้ใช้งานกับโปรแกรมที่คุ้นเคยได้ ด้วยน้ำหนัก 1.3 กิโลกรัม ที่รวมอุปกรณ์ทั้งหมดแล้วถือว่าไม่หนักจนเป็นภาระกับผู้ใช้ด้วย

ฟีเจอร์ที่ Surface Pro 7 นั้นดูเน้นที่คนทำงานออฟฟิศและเอกสารเป็นหลัก แต่คนที่ใช้งานด้านศิลปะก็อาจต่ออุปกรณ์เสริมผ่านพอร์ต USB-A หรือใช้ตัวแปลงเชื่อมต่อกับ USB-C แล้วใช้อุปกรณ์เสริมเช่นชุดปากกา Wacom เพิ่มก็ดีเช่นกัน

No Description

โหมดแท็บเล็ตของ Surface Pro 7 ก็ใช้งานได้ดีไม่แพ้กับแท็บเล็ตรุ่นอื่น แม้จะไม่ประทับใจที่เรื่องของคีย์บอร์ดที่ต้องถอดแยกและน้ำหนักเยอะจนต้องใช้สองมือก็ตาม แต่ขนาดตัวเครื่องที่ใหญ่และแข็งแรง ใช้ระบบปฏิบัติการ Windows 10 ที่คุ้นเคยก็เป็นจุดเด่นที่ไม่ต้องใช้เวลาปรับตัวหรือทำความเข้าใจมาก

ส่วนแบตเตอรียังเป็นจุดอ่อนหนึ่งที่ควรใส่ใจเช่นเดิมเมื่อต้องการพกพาไปใช้งานนอกสถานที่ ขอแนะนำให้เตรียมอะแดปเตอร์หรือสาย USB-C กับปลั๊กที่เป็น Power Delivery ติดตัวไว้จะช่วยได้มาก

from:https://www.blognone.com/node/114147

Preview – HP Elite Dragonfly 2-in-1 Notebook สายมืออาชีพ เบาสุด 990 กรัม รองรับ 4G LTE ใช้แบตได้ 24.5 ชั่วโมง

HP Elite Dragonfly เป็นโน้ตบุ๊คเครื่องแรกของโลกที่มีส่วนประกอบมาจากพลาสติกมหาสมุทร ที่สมบูรณ์แบบสำหรับนักธุรกิจระดับมืออาชีพที่ต้องการ 2-in-1 Notebook ที่บางเบา ทนทาน พร้อมเชื่อมต่อได้ตลอดเวลาและต้องมีการป้องกันความปลอดภัยหนาแน่น HP Elite Dragonfly น้ำหนักเบาเพียง 990 กรัม ตัวเครื่องผลิตจากโลหะแมกนีเซียม CNC ซึ่งมาในสี Dragonfly Blue สำหรับการใช้งานที่ทนทาน ปรับโฉมใหม่ให้มีความเบาบางยิ่งขึ้นด้วย HP Quiet Keyboard และทัชแพดที่บางลง ออกแบบมาเพื่อสร้างความโดดเด่นและเป็นส่วนตัว สนนราคาเริ่มต้นที่ 46,990 บาท

มาพร้อมกับขนาดขอบหน้าจอที่บางเฉียบทั้ง 4 ด้าน บนขนาด 13.3″ ให้พื้นที่แสดงผลกว่า 86% และสามารถปรับเปลี่ยนจากรูปแบบ Multi-Mode ตามการใช้งาน โดยผู้ใช้สามารถสัมผัสประสบการณ์ขั้นสุดยอดในงานธุรกิจด้วยประสิทธิภาพของโปรเซสเซอร์ Intel Core i vPro เจนเนอเรชั่น 8 ที่สำคัญยังรองรับการใส่ซิมเพื่อเชื่อมต่อสัญญาณอินเตอร์เน็ตตลอดเวลา ด้วยระดับเสาแบบ 4×4 LTE  อีกทั้ง HP Elite Dragonfly ยังเป็นรุ่นแรกที่ติดตั้งซอฟแวร์ HP Workwell ช่วยในเรื่องสุขภาพเราด้วย ซึ่งเป็น 2-in-1 Notebook สำหรับธุรกิจที่สามารถใช้งานแบตเตอรี่ได้ยาวนานกว่า 24.5 ชั่วโมง !!!

สเปคภายในของตัว HP Elite Dragonfly จะคล้ายกับกลุ่ม Ultrabook กับขนาดหน้า 13.3″ ที่เหมาะสมกับการพกพา แต่เหนือกว่าด้วยหน้าจอสามารถพับได้ 360 องศา ทำให้ใช้งานได้หลายโหมด มาพร้อมกับความละเอียด Full HD ที่ 1920 x 1080 พิกเซล กับสัดส่วน 16:9 ส่วนพาเนลเป็น IPS คุณภาพสูง ซึ่งให้สีสันที่สวยสมจริงและมุมมองที่กว้างขว้างกว่าโน้ตบุ๊คทั่วไปมากๆ ด้านชิปประมวลผลเป็น Intel Core i vPro เจนเนอเรชั่น 8 ส่วนแรมก็ติดตั้งมาให้ขนาดสูงสุดที่ 16GB DDRL3 ซึ่งพอเพียงกับการใช้งาน ในส่วนของกราฟิกการ์ดก็เป็นแบบออนบอร์ด Intel HD Graphics 620 ที่เรียกได้ว่าสดใหม่ นอกจากนี้ฮาร์ดดิสก์ SSD M.2 NVMe ยังมีความจุสูงที่ 512GB

  

HP Elite Dragonfly มาพร้อมกับระบบความปลอดภัย อาทิ  HP Sure Sense ป้องกันการโจมตีของมัลแวร์บนอุปกรณ์พกพาของคนทำงานโดยใช้พลังของปัญญาประดิษฐ์  HP Sure Recover พร้อมกับ Embedded Reimaging ทำให้ผู้ใช้งานสำรองข้อมูลและทำงานได้อย่างรวดเร็วทุกที่ทุกเวลา และ HP Sure View Gen3 ฟีเจอร์ที่ปกป้องความเป็นส่วนตัวบนหน้าจอที่ได้รับรางวัลของ HP และ HP Privacy Camera ช่วยให้ผู้ใช้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลที่จะถูกส่งต่อให้กับบุคคลอื่นๆ

ด้านดีไซน์การออกแบบ HP Elite Dragonfly ถือว่าเป็น Business Notebook ตัวจริงอีกหนึ่งรุ่น แบบพับได้ 360 องศา เพราะด้วยความบางตัวเครื่องระดับ 16.1 มิลลิเมตร กับน้ำหนักแค่ 990 กรัมเท่านั้น โดยมาพร้อมสีน้ำเงินแบบด้าน HP Elite Dragonfly ทั้งตัวเครื่องซึ่งทุกรายละเอียดพร้อมสร้างความแตกต่าง จากทั้งวัสดุที่มอบภาพลักษณ์ความหรูหราเหนือระดับ พร้อมขอบตัวเครื่องแบบมันวาว สะท้อนความงามที่แตกต่าง

  

เรียกได้ว่าถ้าให้เทียบก็ถือว่าเป็นตัวชนกับ 2-in-1 Notebook ระดับไฮเอนด์ของทุกแบรนด์โดยตรง ทั้งจากดีไซน์การออกแบบและสเปกด้านใน แต่บางจุด HP Elite Dragonfly มีความเหนือชั้นกว่า บ่งบอกความเป็นที่สุดได้เป็นอย่างดี กับอะไรที่มากกว่านอกเหนือจากเป็นโน้ตบุ๊คเพื่อไว้ใช้งานแล้ว ยังเป็นอุปกรณ์เครื่องใช้ที่สื่อถึงภาพลักษณ์ของเราอีกด้วย และหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญก็คือ HP Elite Dragonfly มีความทนทานสูง ผลิตขึ้นจากโลหะแมกนีเซียม ผ่านกระบวนการขึ้นรูป CNC ที่แทบจะเป็นชิ้นเดียวกันทั้งหมด

เชื่อได้เลยว่าเป็นใครก็คงต้องชอบในตัว HP Elite Dragonfly เพราะด้วยความบางเบารองรับการพกพาได้สะดวกสบายที่สุด กับขนาดหน้าจอ 13.3″ ความละเอียดหน้าจอ Full HD / Ultra HD ที่สามารถแสดงภาพได้สวยงามที่สุดในบรรดา 2-in-1 Notebook ด้วยกัน สำหรับวัสดุในการผลิตกระจกก็เป็นหน้าจอกระจกแบบ Corning Gorilla 5 แบบ Edge-to-edge ทนทานต่อรอยขีดข่วน ซึ่งมีแสงสะท้อนบ้างแต่ก็น้อยกว่ากระจกธรรมดาทั่วไปเยอะ

  

คีย์บอร์ดของ HP Elite Dragonfly ได้มีความแตกต่างจากคีย์บอร์ดโน้ตบุ๊คบางเบารุ่นอื่นๆ เพราะเป็น HP Quiet Keyboard ที่ให้ประสบการณ์ใช้งานที่เยี่ยมยอด ให้ความนุ่มนวลเด้งรับกับการพิมพ์อย่างลงตัว มาพร้อมด้วยไฟเรืองแสง (Backlit Keyboard) ให้แสงสว่างในการทำงาน ที่ตอบสนองได้ดีกว่าคีย์บอร์ดทั่วไปแบบรู้สึกได้แถมยังสวยงามหรูหรา ส่วน Layout คีย์บอร์ดยังคงเป็น 4 แถวขนาด Full Size ซึ่งในด้านการใช้งานในการพิมพ์ ก็ตอบสนองได้เป็นอย่างดีทั้งขนาดแป้นพิมพ์ที่รับกันนิ้วและช่องว่างระหว่างแป้นที่ทำให้มีความแม่นยำ ที่สำคัญยังมีส่วนของ Conferencing Keys ติดตั้งมามห้ด้วย

 

 

ทัชแพดพื้นผิวกระจกมีขนาดที่ค่อนข้างใหญ่ ส่วนดีไซน์นั้นก็ใช้เป็นแบบไม่มีปุ่มแยกออกมาเช่นเดียวกับโน้ตบุ๊คปัจจุบันหลายๆ รุ่น การใช้งานจัดได้ว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจ ตัวซอฟต์แวร์ควบคุมก็ช่วยจัดการได้ดี โดยมีการจับความเคลื่อนไหวว่าผู้ใช้กำลังพิมพ์ข้อความอยู่หรือไม่ รวมไปถึงบานพับโน้ตบุ๊คแบบสองข้อสองแกน ก็เป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจจากรายละเอียดงานดีไซน์ระดับไฮเอนด์ ที่พร้อมสะกดทุกสายตาด้วยบานพับดีไซน์เรียบหรูสะอาดตา โดยมีตัวอักษร EliteBook อยู่บริเวณที่วางมือด้วย ส่วนอีกฝั่งจะเป็นสแกนนิ้ว Fingerprint ไว้ใช้งานร่วมกับ Windows Hello

  

  

ในเรื่องของลำโพงนั้นจะได้ Bang & Olufsen มาช่วยดูแลทำให้เสียงที่ได้อยู่ในระดับที่น่าพอใจกว่าตัวอื่นๆ โดยเครื่องนี้จะมาพร้อมกับลำโพงทั้งหมด 4 ตัวประกอบด้วยด้านซ้ายและขวาของคีย์บอร์ดอย่างละตัว และด้านล่างของตัวเครื่องฝั่งละ 2 ตัว ส่วนของรายละเอียดของเนื้อเสียงจะอยู่ในระดับที่ดีกว่าโน้ตบุ๊คทั่วไปชัดเจน  โดดเด่นกว่าโน้ตบุ๊คที่ใช้ลำโพง 2 ตัวแน่นอน ส่วนอื่นๆของเครื่องอย่างด้านล่างก็จะมียางสำหรับรองเอาไว้เป็นแถบยาว ทำให้ไม่ต้องกังวลว่าเครื่องจะไปขีดกับอะไรด้านล่างได้เลย

  

รื่องของพอร์ตการเชื่อมต่อบน HP Elite Dragonfly ถือว่าให้มาเพื่อรองรับการใช้งานอย่างที่ควรจะเป็นในปี 2020 โดยจะมาพร้อมกับพอร์ต Thunderbolt 3 จำนวน 2 พอร์ต (USB Type-C / DisplayPort / USB-PD) อีกทั้งยังมี USB 3.1 มีมาให้ใช้งานจำนวน 1 พอร์ต รู 3.5 มิลลิเมตร สำหรับการใช้งานแบบ Audio Jack Combo อีก 1 ช่อง และช่องสำหรับใส่ซิมแบบ Nano Sim จำนวน 1 ช่อง สำหรับเรื่องของการเชื่อมต่อสัญญาณไร้สายต่างๆ ก็รองรับ Wi-Fi 6 AX (2×2) ส่วน Bluetooth จะรองรับมาตรฐาน 5.0 ที่ใหม่และดีที่สุด

นอกเหนือจากนี้ปุ่ม Power ยังได้ถูกออกแบบเอาไว้บริเวณขอบตัวเครื่องด้านซ้าย ซึ่งดูแล้วอาจจะไม่คุ้นตาเหมือนกับ Ultrabook รุ่นอื่นๆ แต่เมื่อใช้งานจริงแล้วพบว่าสามารถใช้งานได้คล่องตัวและสะดวกมากๆ จากการที่มันเป็น 2-in-1 Notebook พับได้ 360 องศานั่นเอง และอย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่า HP Elite Dragonfly ตอบสนองได้อย่างหลากหลายจากการที่เป็น 2-in-1 Notebook ที่ถูกออกแบบมาเป็นอย่างดี ด้วยการพับใช้งานถึง 4 รูปแบบด้วยกันไม่ว่าจะเป็น Notebook / Stand / Tent / Tablet

ที่สำคัญบันเดิลยังให้ปากกาสไตลัส HP Active Pen รุ่นล่าสุด ซึ่งรองรับชาร์จไฟผ่านทาง USB-C ทำให้เราสะดวกยิ่งขึ้น พัฒนาจากรุ่นก่อนๆ ที่ต้องใช้ถ่าน AAAA โดยปากกาสไตลัส HP Active Pen ทาง HP ได้ร่วมกับ Wacom ในการผลิต มาพร้อมกับความสามารถในการใช้งานแบบ N-Trig, มีปุ่มบนตัวสไตลัสจำนวน 2 ปุ่มทางด้านข้างและทางด้านบน และที่สำคัญสไตลัสนี้ยังรองรับระดับแรงกดได้มากถึง 4,096 ระดับเลยทีเดียว เสมือนใช้งานเป็นปากกาหรือดินสอจริงๆ ได้ เรียกได้ว่าจะลืมการใช้กระดาษแบบเดิมๆ ไปเลย

HP Elite Dragonfly เป็น 2-in-1 Notebook ประจำปี 2020 เพื่อใช้งานภาคธุรกิจระดับองค์กร การมาพร้อมกับเทคโนโลยีใหม่ๆ  ซึ่งรองรับอนาคตได้อีกไกลแบบสบายๆ และระบบความปลอดภัยขั้นสุด ตั้งแต่ BIOS ยันความระบบสแกนนิ้ว รวมไปถึงฟีเจอร์พิเศษต่างๆ มากมายทั้งการรองรับ 4G LTE และแบตเตอรี่ก็ใช้งานได้ยาวนานกว่า 24.5 ชั่วโมง ซึ่งด้วยสเปกที่แรงเหลือเฟือในการทำงาน แน่นอนว่ามีความบางเบาและพรีเมียมอย่างสุดๆ ในประสิทธิภาพที่ลื่นไหล

ที่สำคัญด้วยความที่เป็น 2-in-1 Notebook ที่เบามากๆ เพียง 990 กรัม ทำให้สามารถใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ ไม่จะเป็น Notebook / Stand / Tent / Tablet ซึ่งเป็นผลจากการมาของระบบปฏิบัติการ Windows 10 ที่รองรับระบบหน้าจอสัมผัสได้เต็มประสิทธิภาพ ซึ่ง HP Elite Dragonfly รุ่นใหม่นี้ก็จัดได้ว่าเป็นหนึ่งสินค้าที่พิเศษกว่าโน้ตบุ๊คทั่วไป หรือจะกล่าวว่าเป็นโน้ตบุ๊คที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายขึ้นของคนทำงานยุคนี้ก็ว่าได้

HP Elite Dragonfly ยังมาพร้อมกับระบบเสียง Bang & Olufsen ที่จัดได้ว่าให้อรรถรสของเสียงได้ดีกว่าลำโพงทั่วไปแบบรู้สึกได้ รวมไปถึงการออกแบบดีไซน์ที่ดูแล้วเรียบหรูและใช้วัสดุคุณภาพอย่างพลาสติกเกรดสูงรวมไปถึงมีประกันถึง 3 ปีแบบ On-site Service ซ่อมฟรีถึงบ้าน ทำให้ HP Elite Dragonfly เป็น 2-in-i Notebook ที่มีความโดดเด่นเหนือกว่าคู่แข่งหลายๆ ตัวในตลาด สนนราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 46,990 บาท ซึ่งก็ถือว่าอยู่ในกลุ่มของโน้ตบุ๊คเพื่อการทำงานที่เราสามารถปรับแต่งสเปกและเลือกฟีเจอร์ได้ตามต้องการ

ไว้อย่างไรแอดมินโป้งมีโอกาสจะมารีวิว HP Elite Dragonfly กันเต็มๆ อีกที รอติดตามกันได้เลย

from:https://notebookspec.com/preview-hp-elite-dragonfly-2-in-1-notebook/507062/

รีวิว : realme 5i สมาร์ทโฟน 4 เลนส์ แบตทรงพลัง พร้อมดีไซน์ใหม่สวยสะดุดตา ในราคาสุดคุ้ม

 

หลังจากเปิดตัว realme 5 และ 5 Pro ในเดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมา ตามมาด้วย realme 5s รุ่นอัปเกรดของ realme 5 ในเดือนพฤศจิกายน

ล่าสุดได้ส่ง realme 5i น้องใหม่ในตระกูล realme 5 Series มาเสริมแกร่งตลาดสมาร์ทโฟนระดับกลางอีกรุ่น โดยมาพร้อมสโลแกน “4 เลนส์ แบตทรงพลัง” เพื่อไม่ให้เสียเวลา มาชมรีวิวกันเลยดีกว่าครับ

 

realme 5i

สเปคเบื้องต้น  realme 5i

 

ขนาด 164.4 x 75.6 x 8.95 มม.
น้ำหนัก 195 กรัม
หน้าจอ Dewdrop notch แบบ IPS LCD ความละเอียด HD+ 720 x 1600 พิกเซล ขนาด 6.5 นิ้ว ในอัตราส่วน 20:9 และมีสัดส่วนระหว่างหน้าจอกับตัวเครื่องที่ 89% และครอบทับด้วยกระจกกันรอย Corning Gorilla Glass 3
หน่วยประมวลผล Octa Core ความเร็ว 2.0GHz โดยใช้ชิปเซ็ท Snapdragon 665 AIE (11 nm), หน่วยประมวลผลกราฟิก Adreno 610
RAM 4GB
หน่วยความจำภายในเครื่อง 64GB/128GB
microSD Card สูงสุด 256GB
กล้องถ่ายภาพ กล้องหลัง 4 ตัว AI Quad Camera ประกอบด้วย

  • กล้องหลักความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8 พร้อมด้วย AI HDR
  • กล้องตัวที่สองเลนส์ Ultra-Wide 119 ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.25 สามารถถ่ายภาพมุมกว้างได้ถึง 119 องศา เก็บ ภาพวิว ทิวทัศน์ ได้กว้างขึ้น 4 เท่า
  • กล้องตัวที่สามเลนส์ Macro ความละเอียด 2MP รูรับแสง f/2.4 ระยะโฟกัส 4 เซนติเมตร
  • กล้องตัวที่สี่เลนส์ Portrait ความละเอียด 2MP รูรับแสง f/2.4

รองรับการโฟกัสภาพแบบ PDAF, ฟีเจอร์ Chrome Boost, โหมดถ่ายภาพกลางคืน Super Nightscape, โหมดผิวสวย AI Beauty และฟังก์ชั่น AI Scene Recognition

ส่วนกล้องหน้าเซลฟี่ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0 และรองรับเทคโนโลยี AI Beauty

ระบบปฏิบัติการ Android 9.0 Pie ครอบทับด้วย Color OS 6.1
เชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac, dual-band, WiFi Direct, hotspot, Bluetooth 5.0, microUSB 2.0, USB On-The-Go
รองรับระบบ 4G LTE 850/900/1800/2100/2300/2500/2600 MHz และ 3G 850/900/2100 MHz ( 4G และ 3G ทุกเครือข่ายในไทย)
แบตเตอรี่ 5000 mAh รองรับระบบการชาร์จ 10W (5V/2A)
ราคา 4,699 บาท (RAM 4+64GB), 4,999 บาท (RAM 4+128GB)

บรรจุภัณฑ์ / อุปกรณ์ภายในกล่อง

 

กล่องบรรจุภัณฑ์ของ realme 5i เป็นกล่องกระดาษแข็งที่เปลี่ยนจากสีขาวมาเป็นสีเหลืองตามสีโลโก้ ด้านหน้ากล่องไม่ได้โชว์รูปตัวเครื่องเหมือนที่ผ่านมา มีเพียงชื่อรุ่นขนาดใหญ่อยุู่ตรงกลาง และโลโก้ realme ตัวเล็กอยู่ด้านล่าง ส่วนด้านหลังกล่องจะระบุสเปกเด่น 4 อย่างด้วยกันคือ แบตเตอรี่ความจุ 5,000mAh, ใช้ชิปเซ็ท Snapdragon 665 AIE, กล้องหลัง 4 ตัว เลนส์ Ultra – Wide และจอทรงหยดน้ำขนาดใหญ่ 6.5 นิ้ว

อุปกรณ์ภายในกล่องประกอบไปด้วย

 

1.ตัวเครื่อง realme 5i

2.สาย microUSB + อะแดปเตอร์ 10W (5V, 2A)

3.อุปกรณ์เปิดถาดซิมการ์ด

4.คู่มือการใช้งานฉบับย่อ + ใบรับประกันสินค้า

รูปลักษณ์ดีไซน์

 

ตัวเครื่อง realme 5i  มีรูปลักษณ์ดีไซน์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากแสงแรกของดวงอาทิตย์ โดยสื่อถึงความกระตือรือร้นและความเป็นไปได้ที่ไม่มีที่สิ้นสุด ของคนรุ่นใหม่ ตามแนวคิดของ realme โดยใช้วัสดุที่มีคุณภาพสูง สามารถป้องกันการเกิดอุบัติเหตุเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจ้าวันได้ และด้วยดีไซน์พิเศษที่ปกป้องเครื่องภายในสู่ภายนอกจากละอองน้้าได้

หน้าจอแสดงผลเป็นจอทรงหยดน้ำ Dewdrop Display แบบ IPS LCD ความละเอียด HD+ 720 x 1600 พิกเซล ขนาด 6.5 นิ้ว ในอัตราส่วน 20:9 และมีสัดส่วนระหว่างหน้าจอกับตัวเครื่องที่ 89% และครอบทับด้วยกระจกกันรอย Corning Gorilla Glass 3 ในรอยบากทรงหยดน้ำตรงกลางด้านบนมีเลนส์กล้องเซลฟี่ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล AI Camera รูรับแสง f/2.0 พร้อมโหมด AI Beauty, AI HDR เพิ่ม AI Effect การแต่งภาพ 8 แบบ

พลิกมาด้านหลังเครื่องมีการขัดมันและแกะสลักเรเดียมโดยเครื่องเครื่องจักรที่มีความแม่นย้าแบบห้าแกนจากประเทศเยอรมนี และมีการขัดเงากว่า 600 นาที จนเกิดมาเป็นดีไซน์ที่สวยงามตามแบบฉบับของ realme 5i และมีด้วยกัน 2 สีคือ Aqua Blue และ Forest Green

มุมซ้ายด้านบนติดตั้งกล้อง 4 ตัว AI Quad Camera ประกอบด้วย

  • กล้องตัวแรก เลนส์หลัก ความละเอียด 12MP รูรับแสง f/1.8 พร้อมด้วย AI HDR
  • กล้องตัวที่สอง เลนส์ Ultra-wide-angle ความละเอียด 8MP รูรับแสง f/2.25 สามารถถ่ายภาพมุมกว้างได้ถึง 119 องศา เก็บ ภาพวิว ทิวทัศน์ ได้กว้างขึ้น 4 เท่า
  • กล้องตัวที่สาม เลนส์ Macro ความละเอียด 2MP รูรับแสง f/2.4 ระยะโฟกัส 4 เซนติเมตร
  • กล้องตัวที่สี่ เลนส์ Portrait ความละเอียด 2MP รูรับแสง f/2.4 มาพร้อมกับ Portrait Mode ที่มีฟิลเตอร์ให้เลือกแต่งมากมาย

ด้านซ้ายข้างเครื่องมีช่องสำหรับใส่ SIM Card แบบ Triple Slot Tray แบ่งเป็นช่องใส่ SIM Card แบบ nanoSIM Card 2 ช่อง และช่องใส่การ์ดหน่วยความจำภายนอก 1 ช่อง กับปุ่มปรับเพิ่มลดระดับเสียง

ด้านขวาข้างเครื่องมีปุ่ม Power สำหรับเปิดปิดเครื่อง

ด้านบนเครื่องออกแบบเรียบๆ ไม่มีช่อง หรือปุ่มกดใดๆ

ด้านท้ายเครื่องมีช่องหูฟังขนาด 3.5 มม. ช่องไมโครโฟน, พอร์ต microUSB 2.0 และช่องลำโพงเสียง

คุณสมบัติการใช้งาน

 

realme 5i มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ ColorOS 6.0.1 ซึ่งทำงานบนพื้นฐาน Android 9 Pie ที่มีอินเทอร์เฟสที่เหมาะกับสมาร์ทโฟนจอ Full Screen โดยเน้นควบคุมการใช้งานผ่านหน้าจอแสดงผลทั้งหมด เริ่มจากตัว Launcher ที่มี App Drawer มาให้ สามารถเข้าถึงแอปพลิเคชั่นทั้งหมดได้ด้วยการปัดนิ้วขึ้นจากไอคอนทางลัดบนหน้าจอโฮม

ในส่วนของหน้าจอหลักนั้น ถ้าปัดจากด้านซ้ายเข้ามาจะเป็นหน้า Smart Assistant หรือผู้ช่วยอัจฉริยะสำหรับใข้งานฟังก์ชั่นที่ใช้บ่อยโดยการแตะครั้งเดียว และดูข้อมูลสำคัญอย่างรวดเร็วในขั้นตอนเดียว และถ้าปัดจากขอบจอด้านขวาเข้ามาจะเป็นแถบ Smart Bar ที่แสดงเครื่องการจับภาพหน้าจอ และทางลัดเข้าสู่แอปพลิเคชั่นที่ใชงานบ่อยๆ

รวมทั้งสามารถปรับแต่งได้ตามใจชอบไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนธีม, การเปลี่ยนภาพพื้นหลัง, การนำวิดเจ็ตที่ต้องการใช้งานมาไว้ที่หน้าจอโฮมสกรีน และการเปลี่ยนเอฟเฟกต์ปลดล็อกหน้าจอได้โดยกดค้างที่ตรงกลางของหน้าจอ

สามารถเปลี่ยนธีมและภาพพื้นหลังของเครื่องได้ที่มีทั้งฟรี และเสียเงิน โดยเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่แอป realme Theme Store

รองรับการใช้งาน 2 ซิม พร้อมรองรับเครือข่าย 4G LTE with VoLTE และรองรับการใช้ 4G/3G ทั้ง 2 ซิม

รองรับการปลดล็อคหน้าจอด้วยใบหน้า Face Unlock เพียงลงทะเบียนด้วยใบหน้า ซึ่งจะใช้ได้เพียงหน้าเดียวเท่านั้น จากนั้นเมื่อหน้าจอติดมองไปยังบนหน้าจอก็สามารถปลดล็อคได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ยังสามารถใช้ใบหน้าเพื่อเข้าสู่แอปที่ป้องกันไว้ หรือในพื้นที่ที่ต้องการความปลอดภัยได้

รวมทั้งรองรับการปลดล็อคด้วยการสแกนลายนิ้วมือ โดยตำแหน่งของเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือจะอยู่ที่ด้านหลังเครื่อง โดยนอกจากปลดล็อคหน้าจอแล้วยังสามารถตั้งค่าปลดล็อคแอป และที่เก็บข้อมูลส่วนตัวได้

มาพร้อมแอป Phone Manager เครื่องมือสำหรับจัดการประสิทธิภาพภายในตัวเครื่องโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็น การเคลียร์ไฟล์แคช (Cache File), จัดการความเป็นส่วนตัว หรือการสแกนไวรัส ซึ่งจะช่วยให้ตัวเครื่องมีความปลอดภัย และใช้งานได้รวดเร็วอยู่ตลอดเวลา

มีฟังก์ชัน Split-Screen สำหรับแบ่งหน้าจอ เพื่อให้ใช้งานได้พร้อมกัน 2 แอปพลิเคชัน รวมทั้งรองรับแอปโคลน ผู้ใช้สามารถโคลนนิ่งแอปพลิเคชัน Facebook หรือ Line นั้นหมายว่าความว่าผู้ใช้สามารถล็อกอินเข้าใช้งานแอปพลิเคชัน Line ได้ พร้อมๆ กัน ถึง 2 บัญชี

คุณสมบัติอื่นๆ ก็มีมาให้อย่างครบถ้วน

ด้านการถ่ายภาพ

 

กล้องหลัง 4 เลนส์ AI Camera

realme 5i มาพร้อมกล้องหลัง 4 เลนส์ AI Quad Camera พร้อมไฟแฟลชLED ประกอบด้วย

  • กล้องหลักความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/1.8 พร้อมด้วย AI HDR
  • กล้องตัวที่ 2 เลนส์ Ultra Wide Angle ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.25 สามารถถ่ายภาพมุมกว้างได้ถึง 119 องศา เก็บภาพวิว ทิวทัศน์ได้กว้างขึ้น 4 เท่า
  • กล้องตัวที่ 3 เลนส์ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4 ถ่ายได้ใกล้สุด 4 เซ็นติเมตร เก็บรายละเอียดวัตถุชิ้นเล็กได้ดี เช่น การถ่ายสัตว์ตัวเล็ก
  • กล้องตัวที่ 4 เลนส์ Portrait ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4 มาพร้อมกับ Portrait Mode ที่มีฟิลเตอร์ให้เลือกแต่งมากมาย

สามารถเลือกถ่ายได้ทั้งโหมดปกติ, โหมด Protrait พร้อมเอฟเฟค Bokeh, โหมดวิดีโอ, โหมดกลางคืน Night Scape, โหมด Panorama, โหมดถ่ายภาพ Pro, โหมด Time-Lapse และโหมด Slow-motion

โดยภาพนิ่งถ่ายได้ที่ความละเอียดสูงสุด 4000 x 3000 พิกเซล ส่วนวิดีโอบันทึกได้ที่ความละเอียดสูงสุดระดับ 4K พร้อมซูมแบบออฟคิคอลได้ 5 เท่า

และด้านบนมีแถบเมนูเปิดปิดไฟแฟลชอัตโนมัติ, เปิดปิดโหมด HDR, เปิดปิดโหมดเลนส์ Ultra Wide, เปิดปิดโหมด Chroma Boost หรือการเพิ่มสี, เลือกฟิลเตอร์ และตั้งค่าการใช้งานกล้องต่างๆ

สำหรับโหมด Chroma Boost ประมวลผลโดยโหมด AI เป็นธรรมชาติมากกว่าการใช้ Filter หรือ Vivid mode ปรับอุณหภูมิให้สีของภาพ, เพิ่มสีให้ภาพแม้ถ่ายในแสงไฟสลัว, ปรับรายละเอียดให้ภาพแม้ในส่วนที่ไม่มีแสง, เพิ่มแสงให้การถ่ายภาพพระอาทิตย์ตก และคงความธรรมชาติไว้, เพิ่มเลเยอร์ของสี

ตั้งค่าปิดโหมด Chrome Boost

ตั้งค่าเปิดโหมด Chrome Boost

ส่วน Super Nightscape 2.0 โหมดถ่ายภาพในที่มืด สามารถเก็บแสงกลางคืนได้มากกว่า ด้วยการท้างาน ร่วมกันของ Night Scene Algorithm และเทคโนโลยี AI ให้ภาพที่คมชัดมากกว่า ลดการเกิด noise ในภาพ สามารถเก็บรายละเอียดภาพในเวลากลางคืนที่ไม่สามารถเห็นภาพได้ด้วยตาเปล่า ลดการบีบอัดไฟล์

ตัวอย่างภาพถ่ายด้วยโหมด Super Nightscape 2.0

ในส่วนของการถ่ายวิดีโอ realme 5i รองรับการถ่ายวีดีโอที่ความละเอียดสูงสุด 4K โดยทั้งกล้องหน้าและกล้องหลังมีระบบกันสั่น EIS (Electric Image Stabilization) ส่วนในโหมดการถ่ายภาพแบบ Slow-motion รองรับการถ่ายแบบ 240fps ที่ความละเอียด 720p นอกจากนี้ยังสามารถตัดต่อวีดีโอใน realme 5i ได้อีกด้วย รวมทัั้งรองรับการถ่ายวิดีโอมุมกว้างได้

ทดสอบภาพจากกล้องหลัง realme 5i

 

โหมด Auto

โหมด Portrait

โหมด Portrait + Beauty

โหมด Portrait + Filter

โหมด Beauty ระดับ 10

โหมด Beauty ระดับ 50

โหมด Beauty ระดับ 100

โหมดปกติ

โหมด Ultra Wide

โหมด Ultra Macro

ตัวอย่างภาพจากกล้องหลัง

กล้องหน้า พร้อมโหมด AI Beauty และ AI HDR 

ส่วนกล้องหน้าเซลฟี่ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รุรับแสง f/2.0 สามารถเลือกถ่ายได้ทั้งโหมดปกติ, โหมด Portrait, โหมดวิดีโอ, โหมด Panorama และโหมด  Time-Lapse พร้อมแสดงไอคอนเมนูทั้งการเปิดปิดไฟแฟลช, ฟังก์ชัน AI HDR และฟีลเตอร์ ที่ด้านบนสำหรับใช้งานได้ทันที

รวมทั้งรองรับเทคโนโลยี AI Beauty ที่สามารถแยกลักษณะบุคคลได้อัตโนมัติ เพศ อายุ สีผิว เพื่อปรับภาพให้สวยแบบธรรมชาติ, จดจำใบหน้า 296 จุด ช่วยปรับภาพให้เหมาะสมกับบุคคล. ปรับความเหมาะสมให้เข้ากับเพศของผู้ใช้งาน และเพิ่ม 8 เอฟเฟคพิเศษที่จะทำให้การเซลฟี่ได้ดั่งใจคุณ

โดยภาพนิ่งถ่ายได้ที่ความละเอียดสูงสุด 4000 x 3000 พิกเซล ส่วนวิดีโอบันทึกได้ที่ความละเอียดสูงสุดระดับ FHD

ทดสอบภาพจากกล้องหน้า realme 5i

 

โหมด Auto

โหมด Beauty

โหมด Portrait

โหมด Portrait + Beauty

โหมดเพิ่ม Filter

ประสิทธิภาพ

 

realme 5i ใช้หน่วยประมวลผลซีพียูแบบ Octa Core ความเร็ว 2.0GHz โดยใช้ชิปเซ็ท Snapdragon 665 AIE 11nm, หน่วยประมวลผลกราฟิก Adreno 610, RAM 4GB และหน่วยความจำภายในเครื่องขนาด 64GB/128GB เพิ่มได้ด้วย microSD Card สูงสุด 256GB

เท่าที่ได้ลองทดสอบโดยใช้งานปกติทั่วไปปรากฏว่า ใช้งานได้อย่างไหลลื่นไม่มีสะดุด และตอบสนองการใช้งานได้เป็นอย่างดี ส่วนการเล่นเกมได้ลองกับเกมฮิตอย่าง ROV และ PUBG Mobile ที่มีภาพกราฟิกสูงแบบสามมิติ สามารถเล่นได้อย่างไหลลื่น รองรับเฟรมเรทระดับสูง โดยรวมแล้วสำหรับการเล่นเกมถือว่าใช้ได้เลย

นอกจากนี้ยังมาพร้อมฟีเจอร์ Game Space ที่ผู้ใช้สามารถบล็อกการแจ้งเตือน Pop Up ต่างๆ ขณะที่กำลังเล่นเกม และล็อกระดับความสว่างของหน้าจอได้

โดยใน Game Space ยังมี Graphics Acceleration สำหรับรีดประสิทธิภาพการประมวลผลของ GPU เพื่อให้การเล่นเกมเป็นไปอย่างลื่นไหลที่สุด รวมไปถึง Network Protection สำหรับจำกัดการใช้งานอินเทอร์เน็ตของแอปพลิเคชันที่ทำงานอยู่เบื้องหลัง เพื่อช่วยลดอาการแลคขณะเล่นเกมออนไลน์ที่จำเป็นต้องมีการรับ-ส่งข้อมูลอยู่ตลอดเวลา

ผลการทดสอบประสิทธิภาพของ realme 5i ผ่านแอป Antutu

ผลการทดสอบประสิทธิภาพของ realme 5i ผ่านแอป GeekBench

แบตเตอรี่

 

realme 5i ใช้แบตเตอรี่ขนาดความจุ 5,000 mAh นอกจากแบตจะอึดแล้วด้วยชิปเซ็ทที่ผลิตบนสถาปัตยกรรม 11nm รวมถึงมีฟีเจอร์ AI freezer ที่จะปิดแอปพลิเคชั่นเมื่อไม่มีการใช้งาน ช่วยให้ประหยัดพลังงานเพิ่มขึ้น และมีฟังก์ชั่น Screen power saving ปรับลดแสงหน้าจอลง ช่วยให้แบตเตอรีทนขึ้น 10% อีกด้วย

นอกจากนี้ยังมีระบบความปลอดภัยพิเศษที่มากถึง 3 ชั้น ที่ป้องกันแบตเตอรี่ร้อน แบตละลาย และแบตระเบิดตั้งแต่หัวชาร์จไปยังแบตเตอรี่ ใช้งานได้อย่างหายห่วงไม่ต้องกังวลกันเลย เท่าที่ลองทดสอบใช้งานทั่วไป เล่นเกม ดูหนัง และฟังเพลง ก็สามารถใช้งานได้เกิน 1 วันแบบสบายๆ ส่วนการชาร์จนั้นรองรับการชาร์จ 10W 5V/2A

และที่พิเศษคือ แบตเตอรี่ของ realme 5i สามารถถ่ายโอนแบตเตอรี่ผ่านสายชาร์จไปสู่อุปกรณ์อื่นๆ ที่รองรับได้ โดยต้องมีสาย OTG ในการเชื่อมต่อระหว่างตัวอุปกรณ์ ซึ่งอาจจะต้องซื้อเพิ่มเติม เนื่องจากไม่มีแถมมาให้

บทสรุป

 

realme 5i ถือเป็นสมาร์ทโฟนระดับกลางน้องใหม่ล่าสุดในตระกูล realme 5 Series ต่อจาก realme 5s, realme 5 Pro และ realme 5 ที่เปิดตัวไปเมื่อปีที่ผ่านมา โดยมาพร้อมสโลแกน “4 เลนส์ แบตทรงพลัง” โดดเด่นด้วยดีไซน์ฝาหลังที่ได้รับแรงบันดาลใจจากแสงแรกของดวงอาทิตย์ มีพื้นผิวแบบสลักลายเส้น ช่วยให้ถือจับไม่ลื่นมือ และไม่ติดรอยนิ้วมือได้ง่าย

นอกจากนี้ยังมาพร้อมหน้าจอทรงหยดน้ำขนาดใหญ่ 6.5 นิ้ว แสดงผลได้อย่างเต็มตา รวมทั้งใช้ชิปเซ็ท Snapdragon 665 AIE สุดแรง บนสถาปัตยกรรม 11 nm ที่ช่วยลดการใช้พลังงานลง 20% และรันบนระบบปฎิบัติการ Android 9 Pie ครอบทับด้วย  ColorOS ุ6.1 ที่ออกแบบโดย realme และมี Dark Mode ที่ช่วยถนอมสายตาของคุณจากการใช้งานและโฟกัสได้ดียิ่งขึ้น

ในส่วนการถ่ายภาพติดตั้งกล้องหลัง 4 เลนส์ AI Camera ที่ครบทั้งการถ่ายภาพปกติ, การถ่ายภาพมุมกว้างที่ถ่ายได้ทั้งกลางวัน และกลางคืน รวมถึงวิดีโอก็สามารถถ่ายโหมดนี้ได้ และการถ่ายวิดีโอยังมีโหมดกันสั่น EIS อีกด้วย, การถ่ายโหมดมาโครที่ถ่ายได้ใกล้สุด 4 ซม. และการถ่าย Portrait หรือการถ่ายภาพบุคคลที่ถ่ายสวยแบบหน้าชัดหลังเบลอได้

ส่วนกล้องหน้าความละเอียด 8 ล้านพิกเซล พร้อม AI Beauty แม้จะเป็นรองกล้องหน้าของ realme 5 ที่มีความละเอียด 13 ล้านพิกเซล แต่ถ่ายเซลฟี่ออกมาได้สวยเนียนสดใสไม่แพ้กันเลย ปิดท้ายด้วยแบตเตอรี่ความจุ 5,000mAh ที่ใช้ได้นานเป็นวัน ไม่ต้องพกแบตเตอรี่สำรอง และสามารถถ่ายโอนแบตเตอรี่ให้กับอุปกรณ์อื่นผ่านสายชาร์จได้

ทั้งนี้ realme 5 มีให้เลือก 2 สีคือ สี Aqua Blue และ Forest Green ในราคาเริ่มต้นที่ 4,699 บาทสำหรับรุ่นความจุ 4+64GB และราคา 4,999 บาทสำหรับรุ่นความจุ 4+128GB

พิเศษ!! เฉพาะรุ่นความจุ 4+64GB ราคาเพียง 990 บาท เมื่อซื้อพร้อมสมัครแพ็คเกจกับทางโอเปอเรเตอร์ทั้ง AIS, dtac และ truemove H

และสำหรับรุ่นความจุ 4+64GB จะวางจำหน่ายแบบ Flash Sale ในราคาพิเศษผ่านทาง Lazada ในวันที่ 15 มกราคมนี้วันเดียวเท่านั้น และจะเริ่มวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 18 มกราคมนี้เป็นต้นไปที่ร้านตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ และรุ่นความจุ 4+128GB จะวางจำหน่ายวันที่ 25 มกราคมนี้

 

from:http://mobileocta.com/review-realme-5i/

รีวิว realme 5i มือถือราคาประหยัดมาตรฐานใหม่ Snapdragon 665 กล้องหลัง 4 เลนส์ แบตเตอรี่ 5,000 mAh

realme 5i ก็รีวิวง่ายๆ ครับ เป็นสมาร์ทโฟนราคาประหยัดที่ดูดี สเปคคุ้มค่าในเรื่องราคาเป็นหลักเลย หน่วยประมวลผลดี มีกล้องหลังสี่ตัว พร้อมแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ถึง 5,000 mAh นี่คือมาตรฐานเครื่องราคาระดับ New-Entry ใหม่ ที่ realme นำเสนอมาให้ตั้งแต่ต้นปี 2020

ราคาดี สเปคดี ด้วยการตัดสินใจใช้ Snapdragon 665 AIE  ถือว่าน่าสนใจตั้งแต่เรื่องของหน่วยประมวลผล เจาะกลุ่มลูกค้าที่ต้องการสมาร์ทโฟนราคาประหยัดแต่สเปคขอเป็น Snapdragon ชื่อนี้อุ่นใจได้มากกว่า Mediatek ที่นิยมใช้กันในเครื่องราคาถูก

มีความแรงพอจะใช้งานได้อย่างไม่อึดอัด เล่นเกมได้เลยละครับ ในเรทราคาตัวนี้เป็นตัวเลือกที่ดีครับ ผมแนะนำว่าถ้าลังเลอยู่หน้าช้อป ในงบขนาดนี้ซื้อได้เลย


ตัวเครื่อง realme 5i ทำลวดลายฝาหลังออกมาเป็นเส้นตัดทแยงตัวเครื่อง มีเหลื่อมเงาสะท้อนบนพื้นผิวที่คล้ายแสงสาดจากมุมเครื่อง  ได้รับแรงบันดาลใจการออกแบบให้คล้ายกับจากแสงแรกของดวงอาทิตย์ โดยสื่อถึงความกระตือรือร้นของคนรุ่นใหม่ ก็ตามสไตล์แบรนด์ realme ครับ ไม่เคยทำออกมาด้วยงานออกแบบธรรมดา แล้วก็ผสมความเป็นวัยรุ่นเข้าไปในทุกๆ โปรดักส์

realme 5i มีออกมาด้วยกัน 2 สีคือ Aqua Blue และ Forest Green ด้วยลวดลายฝาหลังทำให้หยิบจับไม่ลื่นมือ  มีที่สแกนลายนิ้วมือตอบสนองไวไม่มีปัญหาใดๆ ครับ

แถมให้กล้องหลังสี่ตัวเลยทีเดียว ครอบคลุมหลายระยะ มีทั้งกล้องมุมกว้าง เลนส์มาโครระยะใกล้ โหมดถ่ายบุคคลหน้าชัดหลังเบลอ และโหมดถ่ายกลางคืนตัวเก่งของ realme คุณภาพกล้องเกินตัวครับ ลองดูตัวอย่างภาพถ่ายท้ายรีวิวกันดู

หน้าจอใหญ่ๆ 6.5 นิ้ว ให้แสงสว่างชัดเจน และขอบจอเล็ก ทำให้ตัวเครื่องดูไม่ใหญ่ แม้ภายในของ realme 5i จะให้แบตเตอรี่มามากถึง 5,000 mAh ก็ไม่หนาไม่หนัก รองรับสองซิมการ์ดแบบ Dual 4G และรองรับ Micro SD card ได้เพิ่มเติมอีก 256GB ครับ เป็นถาดใส่ซิมแบบสามสล็อต

ด้านล่างเป็นลำโพงเดี่ยว เสียงดังชัดเจน ใช้พอร์ทชาร์จแบบ Micro USB รองรับ OTG และสามารถชาร์จไฟออกไปยังอุปกรณ์อื่นได้เหมือนแบตเตอรี่เสริมได้ด้วย

อุปกรณ์ภายในกล้องมีสายชาร์จและอะแดปเตอร์ แต่ไม่มีชุดหูฟังและเคสแถมมาให้ในกล่องนะครับ

การใช้งานภายใน

หน่วยประมวลผล Snapdragon 665AIE อันนี้เป็นจุดเด่นที่ผมว่าสำคัญมากๆ ครับ มันคือหัวใจที่จะทำให้เครื่องสามารถใช้งานทั่วไปได้ดั่งใจ ตัวนี้เล่นเกมได้เลยครับ แรงมากพอจะใช้เล่นเกมเป็นหลักได้

RAM 4 ROM 64GB ออกมาพร้อมรุ่น ROM 128GB ระบบภายในใช้เป็น Android P ครอบทับด้วย ColorOS 6 ฟังก์ชั่นความสะดวกในการใช้งานก็จะมาเยอะเลยตามสไตล์ของ UI ตัวนี้ ฟังก์ชั่นการใช้งานที่เข้ากับยุคสมัย ก็มีทั้งโหมดการใช้งานแบบถนอมสายตา และ Dark Mode พร้อมหน้าผู้ช่วยอ้จฉริยะ ที่รวมข้อมูลทุกอย่างและฟังก์ชั่นสำคัญ ให้ดูได้ในหน้าเดียว


มีธีมสโตร์สำหรับการปรับแต่งหน้าจอสวยๆ มีสโตร์และเกมสำหรับโหลดแอพที่คัดสรรมาให้โดยไม่ต้องล็อคอินบัญชีใดๆ ก่อนการติดตั้ง เปิดเครื่องต่อเน็ตก็โหลดได้เลย




 

มีฟีเจอร์เยอะครับ ทั้งการสั่งงานผ่านหน้าจอตอนปิดไว้โดยการวาดสัญลักษณ์เพื่อเปิดใช้งานฟังก์ชั่นที่ตั้งค่าไว้ทันที แต่ผมชอบฟังก์ชั่น “แถบด้านข้างอัจฉริยะ” เพิ่มความสะดวกในการใช้งานได้เยอะครับ เรียกใช้คำสั่งที่เราใช้บ่อยๆ ได้จากทุกที่ทุกเวลาแค่รูดออกมาจากขอบหน้าจอ



แน่นอนว่าต้องมีโหมดสำหรับคนเล่นเกม Game Space พื้นที่สำหรับการเล่นเกมโดยเฉพาะ ปิดกั้นการรบกวน เพิ่มประสิทธิภาพตัวเครื่องให้เล่นเกมได้ไหลลื่นมากขึ้น



ใช้งานเล่นเกมได้ลื่นๆ ครับ เล่นเกมแบบกราฟิก HD จากที่ทดสอบก็เล่นได้ แม้อาจจะไม่ลื่นไหลเหมือนเครื่องรุ่นใหญ่ แต่ไม่มีแลค ค้าง ช้า แบบเครื่องราคาประหยัดให้เห็นแน่นอน เจ้าตัวนี้ให้ประสิทธิภาพที่เหนือกว่าค่อนข้างชัด ยิ่งถ้าเอาไปเล่นเกมออนไลน์ทั่วไป ได้สบายๆ เลยละ ผมชอบด้วย จอใหญ่ดี แบตก็อึด เปิดเกมออโต้ไว้ได้ทั้งวัน


ด้วยหน้าจอใหญ่ๆ แบตเตอรี่เยอะๆ ราคาถูกๆ เหมาะมากกับการซื้อให้ลูกหลานใช้ครับ หรือจะเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านก็ได้เพราะหน้าจอใหญ่อ่านได้ชัดเจน แถมแบตเตอรี่อึดมากด้วย ใช้งานทั่วไปใช้ได้เกือบสองวันครับ ทำงานเบาๆ เปิดทิ้งไว้สามวันยังไม่หมดเลย ผมว่าเหมาะมากทีเดียว

กล่องถ่ายภาพ

ใครเคยใช้สมาร์ทโฟน realme มาก่อน จะรู้ว่าซอฟท์แวร์กล้องของเจ้านี้ออกแบบดีและฉลาดครับ ออกแบบมาให้ใช้งานง่ายโดยการวางโหมดสำคัญมาให้เรียกใช้ได้หมดจากหน้าแรก ทั้งโหมดถ่ายคนสำหรับการถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอ การถ่ายภาพมุมกว้าง 119 องศา รวมถึง Chroma Boost ความสามารถของ AI ในการวิเคราะห์ภาพ และจัดแสงสีให้สดใสเป็นธรรมชาติมากขึ้น ใครชอบภาพดูสดใสสดชื่น กดเปิดได้ที่หน้าแรกไว้ได้เลย

สเปคของกล้อง realme 5i ใช้กล้องหน้ามาพร้อมความละเอียด 8 ล้านพิกเซล มีกล้องหลัง 4 ตัว เลนส์หลักความละเอียด 12ล้านพิกเซล ตัวที่สองเลนส์ Ultra-wide-angle ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล ถ่ายภาพมุมกว้างได้ 119 องศา ตัวที่สามเป็นเลนส์ Macro หรือเลนส์โฟกัสระยะใกล้ ความละเอียด 2ล้านพิกเซล ระยะโฟกัส 4 เซนติเมตร
และตัวที่สี่เป็นเลนส์ Portrait สำหรับการถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอ ความละเอียด 2ล้านพิกเซล

โหมดการถ่ายภาพมีเยอะครับ ทั้ง Portrait ที่มีฟิลเตอร์ปรับแต่งภาพได้ ทำงานด้วย AI คอยปรับทั้งแสงย้อนแบบ HDR และการปรับภาพในเหมาะสมกับสิ่งที่ถ่ายได้โดยอัตโนมัติ รวมถึงการปรับแต่งใบหน้าบุคคล ให้ดูสวยใสมากขึ้นสักหน่อย แต่ก็ยังดูไม่ผิดเพี้ยนมากเกินไป

โหมดเด่นของ realme ก็คือโหมดกลางคืนครับ Super Nightscape 2.0 ถ่ายภาพกลางคืนคมกริบ ไม่มีนอยส์รบกวนเพราะใช่เทคนิคการรวมหลายๆ ภาพด้วย AI สะสมแสงสะสมรายละเอียดจนเป็นภาพถ่ายกลางคืนในคุณภาพเหมือนเครื่องรุ่นใหญ่ครับ

แถม realme 5i ยังสามารถถ่ายภาพโหมดกลางคืนได้แบบ “มุมกว้าง” หลายรุ่นยังทำไม่ไ่ด้เลยนะ ^^ เข้ากันได้ดีมากกับการถ่ายภาพกลางคืนแบบ Ultra-wide


กล้องของ realme ซูมภาพได้ 5เท่า ด้วยการทัชไอคอนซูมบนหน้าจอได้อย่างง่ายๆ ครับ




และเมื่อเราเข้าใกล้วัตถุที่ต้องการโฟกัส ก็สามารถโฟกัสจ่อๆ ได้ใกล้ถึง 4CM เลยทีเดียว จะเห็นว่า realme 5i ถ่ายภาพได้หลายระยะมากๆ ทั้งกว้าง ซูมไกล โฟกัสระยะใกล้ รองรับหมด แถมมีตัวระบบกล้องที่ดี ซึ่งรวมกันสร้างผลลัทพ์ของกล้องจากสมาร์ทโฟนในราคา ที่ยอดเยี่ยมมากครับ



ตัวอย่างภาพถ่าย








สรุปท้ายรีวิว

สมาร์ทโฟน realme ในกลุ่มราคาประหยัดแต่ให้คุณภาพมาสูงกว่าที่เคยมี การเลือกใช้หน่วยประมวลผล Snapdragon 665 แบตเตอรี่ขนาด 5,000 mAh กล้องหลังสี่ตัว ในราคาจำหน่ายขนาดนี้ถือว่าให้มาเยอะมาก

คุณภาพกล้องดีด้วยไม่ใช่แค่ใส่เข้ามาแต่เพียงจำนวน มีซอฟท์แวร์การจัดการที่ดีทั้งตัวระบบ การใช้งาน และการถ่ายภาพ ใช้งานแล้วไม่หงุดหงิดใจ

ครบเครื่อง แบรนด์ดี มีความใส่ใจครับ ตั้งแต่งานออกแบบถึงการเลือกกำหนดสเปค เลือกให้ในสิ่งที่สำคัญกว่าและไม่ส่งผลต่อประสบการณ์การใช้งานของลูกค้า

สมาร์ทโฟนในเรทราคาสี่พันกว่าบาท realme 5i ถือว่าให้ได้มากกว่าใครในช่วงเวลานี้ครับ

realme 5i  รุ่น  RAM 4 ROM 64GB ราคา 4, 699บาท วางขายวันที่ 18 มกราคมทั่วประเทศ
realme 5i  รุ่น RAM 4 ROM 128GB ราคา 4,999บาท วางขายวันที่ 25 มกราคม

มีราคาพิเศษร่วมกับทางเคลือข่ายสำหรับรุ่น RAM 4 ROM 64GB เหลือแค่ 990 บาท สำหรับซื้อเครื่องพร้อมสมัครแพ็กเกจ

และเปิดจำหน่ายรอบพิเศษผ่านทางออนไลน์ ในวันที่ 15 มกราคานี้ ทั้งทาง LAZADA (เที่ยงคืนถึงเก้าโมงเช้า และหนึ่งทุ่มถึงเที่ยงคืน สองรอบ) และทาง S้hopee (เที่ยงคืนถึงเที่ยงวัน)

 


โดย realme 5i เปิดตัวมาคู่กันกับหูฟัง True Wireless ของทาง realme ตัวล่าสุด Buds Air หูฟังไร้สายที่มีโหมดเกมมิ่งโดยเฉพาะ เปิดจำหน่ายในราคาถูกใจเลยครับ แค่เพียง 1,999 บาท เท่านั้นเอง เปิดจำหน่ายท่วไปในวันที่ 18 แต่จะ Flash Sale ก่อนทางออนไลน์ ในวันที่ 16 มกราคมที่จะถึงนี้ครับ

ข่าว: รีวิว realme 5i มือถือราคาประหยัดมาตรฐานใหม่ Snapdragon 665 กล้องหลัง 4 เลนส์ แบตเตอรี่ 5,000 mAh มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2020/01/14/review-realme-5i.html