คลังเก็บป้ายกำกับ: REVIEW

รีวิว Vivo Y12s ซีรีส์ Y น้องเล็ก หน้าจอใหญ่ แบตอึด ในราคาเบา ๆ ที่เข้าถึงได้ง่าย !!!

ซีรีส์ Y จากค่าย Vivo เป็นสมาร์ตโฟนที่ได้รับความนิยมและสามารถตอบโจทย์กลุ่มผู้ใช้งานระดับเริ่มต้นได้อย่างดีเยี่ยม เราจึงได้เห็นสมาร์ตโฟนในซีรีส์ Y ของค่าย Vivo ที่เปิดตัวภายในปีนี้หลากหลายรุ่น  และล่าสุดวีโว่ส่งน้องเล็ก Y12s มาตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดสมาร์ตโฟน beginning ที่ตอบโจทย์โดนใจกลุ่มผู้ใช้งานระดับเริ่มต้นอีกครั้ง

โดยรอบนี้ยังคงจัดเต็มทั้งในเรื่องดีไซน์แบบ Dazzling 3D Colors ที่ดูสวยงามพรีเมี่ยม พร้อมความโดดเด่นรอบด้านที่ไม่เป็นสองรองใคร ส่วนจะมีอะไรที่เด็ดไปกว่า “จอใหญ่ แบตอึด ราคาประหยัด” ต้องมาติดตามรับชมรีวิวไปพร้อม ๆ กันครับ

vivo y12s

สเปคเบื้องต้น  Vivo Y12s

ขนาด 164.41×76.32×8.41 มม.
น้ำหนัก 191 กรัม
หน้าจอแสดงผล หน้าจอ Halo FullView™ Display ชนิด IPS ขนาด 6.51 นิ้ว อัตราส่วนจอแสดงผล 20:9 ความคมชัดระดับ HD+(1600 x 720 พิกเซล )
หน่วยประมวลผล ชิปเซ็ต Mediatek MT6765 Helio P35 (12nm) ประมวลผล Octa-core (4×2.35 GHz Cortex-A53 & 4×1.8 GHz Cortex-A53) หน่วยประมวลผลกราฟิก PowerVR GE8320
RAM 3GB 
หน่วยความจำภายในเครื่อง 32GB 
microSD Card รองรับ
ระบบปฏิบัติการ  Funtouch 11 บนพื้นฐานของ Android 10
เชื่อมต่อ Wi-Fi 2.4GHz, 5GHz บลูทูธ 5.0  support A2DP, LE, GPS, BeiDou, GLONASS, Galileo
กล้องถ่ายภาพ กล้องหลัง: AI Dual Camera  เลนส์หลักความละเอียด 13 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/2.2เลนส์ Bokeh ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/2.4——————————————————-

กล้องหน้า 8 MP, รูรับแสง f/1.8
——————————————————-

โหมดการถ่าย
Portrait, Photo, Video, Pano, Live Photo, Slo-Mo, Time-Lapse, Pro, DOC

รองรับระบบ รองรับการทำงาน Dual-SIM  2 ซิมการ์ด Dual SIM and Dual Standby2G GSM : B3/5/83G WCDMA : B1/5/84G FDD-LTE : B1/3/5/8/284G TDD-LTE : B38/40/41(194M)
แบตเตอรี่ 5000mAh
สี สีที่วางจำหน่ายในไทย Phantom Black / Glacier Blue 
ราคา ราคาเปิดตัว 4,299 บาท

บรรจุภัณฑ์ / อุปกรณ์ภายในกล่อง

ตัวกล่องแพ็กเกจจิ้งของ Vivo Y12s มาในสไตล์ของซีรีส์ Y รุ่นใหม่ ๆ โดยจะมีเพียงชื่อรุ่นขนาดใหญ่และขนาดความจุ ROM/RAM พิมพ์กำกับไว้ที่ด้านหน้าเท่านั้น ส่วนด้านหลังขับเน้นไฮไลท์ที่เป็นจุดเด่นของ Vivo Y12s ซึ่งประกอบไปด้วย แบตเตอรี่ความจุสูง 5,000mAh , ระบบปลดล็อดหน้าจอแบบด้านข้าง Side-Mounted Fingerprint Scanner และกล้องหลัง AI Dual Camera

เมื่อเปิดกล่องออกมาจะพบตัวเครื่อง Vivo Y12s ในสี Glacier Blue ซึ่งติดฟิลม์กันรอยมาให้เรียบร้อย ส่วนอุปกรณ์ภายในกล่องมีดังนี้

  • อแดปเตอร์ชาร์จ OUTPUT 5V-2A
  • คู่มือการใช้งานฉบับย่อ + ใบรับประกันสินค้า
  • สายดาต้าลิงค์แบบ Micro USB
  • อุปกรณ์เปิดถาดซิมการ์ด
  • Soft Case TPU แบบใส

รูปลักษณ์ดีไซน์/การออกแบบ

การออกแบบสมาร์ตโฟนของค่ายวีโว่มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นมาอย่างยาวนาน โดย Vivo Y12s มาพร้อมดีไซน์ Dazzling 3D Colors ให้สีสันที่สง่างามพร้อมแฝงไว้ด้วยความพรีเมี่ยม โดยสี Phantom Black ได้รับแรงบันดาลใจการออกแบบจากความคลาสสิกของหินโมราสีดำ ผสามผสานกับสีน้ำเงินเข้มเข้าด้วยกัน ผิวสัมผัสเหมือนอัญมณีที่สง่างาม

ส่วน Glacier Blue นั้นได้รับแรงบันดาลใจจากภูเขาน้ำแข็งแอนตาร์กติกที่อยู่ภายใต้ดวงอาทิตย์ ซึ่งให้สีฟ้าอ่อนที่ดูสดชื่นและเปล่งประกายแวววาว เต็มไปด้วยความรู้สึกที่สดชื่น และความอบอุ่นของแสงอาทิตย์ที่โรแมนติก

สำหรับตัววัสดุเป็นโพลีคาร์บอเนต ที่มีความบางเบา และออกแบบตามหลัก Ergonomics ที่มีความโค้งแบบ 3D Micro Arc จึงจับถือพกพาได้อย่างสะดวกคล่องตัว

“ Halo FullView™ Display หน้าจอใหญ่เต็มตา รับชมคอนเทนต์สะใจ มอบประสบการณ์การรับชมที่ดียิ่งขึ้น ”

Vivo Y12s มาพร้อมหน้าจอแสดงผล Halo FullView™ Display ชนิด IPS LCD ขนาด 6.51 นิ้ว ความละเอียด ความละเอียด HD+(1600 x 720 พิกเซล) ในอัตราส่วน 20:9 พร้อมเทคโนโลยี In-cell ทำให้จอแสดงผลมีสีสัน ความคมชัด และรายละเอียดชัดเจนยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยกรองแสงสีฟ้า เพื่อปกป้องดวงตาของผู้ใช้งานอีกด้วย

กล้องหน้าเซลฟีความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/1.8 ถ่ายสวยในทุกสภาพแสง ตัวกล้องหน้าและเซ็นเซอร์วัดแสงถูกจัดวางอยู่ภายใต้เลย์เอาท์ของ Notch รูปทรงหยดน้ำที่มีขนาดเล็ก ส่วนลำโพงสนทนาจะวางตำแหน่งไว้ที่ขอบจอของตัวเครื่องซึ่งช่วยให้จอแสดงผลได้เต็มพื้นที่อีกทางหนึ่งด้วย

กล้องหลัง AI Dual Camera ถ่ายสวยในทุกระยะ

ตัวกล้องจัดวางเลย์เอาท์ในแนวตั้ง  พร้อมล้อมคาดด้วยเส้นกรอบอะลูมิเนียมสีเงินเพิ่มความหรูหราและเข้ากับสีสันของตัวขอบเฟรมอีกด้วย สำหรับกล้องหลัง Dual Camera บน Vivo Y12s มีรายละเอียดดังนี้

  • เลนส์หลักความละเอียด 13 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/2.2
  • เลนส์ Bokeh ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/2.4

ด้านบนของตัวเครื่องจะเรียบ ๆ ไม่มีปุ่มหรือพอร์ตใด ๆ สำหรับด้านล่างจะมีช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. จัดวางอยู่อยู่ทางฝั่งซ้าย ตามด้วยไมค์สนทนา / พอร์ต Micro-USB  / และลำโพงหลักของตัวเครื่อง

ฝั่งขวามือของตัวเครื่องจะมีปุ่มเพิ่ม-ลดระดับเสียงและปุ่มพาวเวอร์ โดยตัวปุ่มพาวเวอร์จะมีการฝั่งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือแบบ  Side-Mounted Fingerprint Scanner เป็นรุ่นที่ 2 ของซีรีส์ Y ต่อจาก Y20 นั่นเอง

ฝั่งซ้ายด้านบนจะเป็นที่อยู่ของช่องถาดซิมการ์ด

ตัวถาดซิมของ Vivo Y12s เป็นแบบ Triple Slot ที่รองรับการใช้งาน 2 ซิมการ์ด แบบนาโนซิม พร้อมรองรับหน่วยความจำภายนอกชนิด MicroSD Card ได้สูงถึง 256GB

อ่านต่อ … คลิกที่นี่ >>> หน้า 2

from:https://www.mobileocta.com/review-vivo-y12s/

รีวิว realme 7 5G มือถือ Dual 5G+5G เครื่องราคาไม่ถึงหมื่น ที่เทคโนโลยีสูงมาก

เปิดตัวมาสะเทือนตลาดมือถือ 5G เลยครับ สำหรับ realme 7 5G สมาร์ทโฟนเทคโนโลยีสูงเต็มตัว มาพร้อมกับ Dual 5G+5G รองรับ 5G ทั้งสองซิมการ์ดพร้อมกัน แต่ประกาศราคาขายไทยแค่ 9,999 บาท ซึ่งก็ถือว่าถูกมากแล้ว จากคุณสมบัติต่างๆ ของเครื่องที่ไม่น่าจะขายต่ำกว่าหมื่นได้ แถมยังมาพร้อมกับโปรโมชั่นที่ทำให้เซอร์ไพรส์มากเข้าไปอีก ด้วยการขายเครื่องพร้อมแพ็กเกจ 5G ในราคาเริ่มแค่ 2,099 บาทเท่านั้นเอง

realme 7 5G ครบเครื่องมากครับ จอแสดงผล Ultra Smooth ขนาด 6.5 นิ้ว พร้อมอัตรา refresh rate 120Hz กล้องหลัง AI 4 เลนส์ ความละเอียดสูงสุด 48ล้านพิกเซล ใช้หน่วยประมวลผลรุ่นใหม่ Dimensity 800U แรม 8GB และรอม 128GB มาพร้อมเทคโนโลยีชาร์จเร็ว 30W Dart Charge แบตใหญ่ 5000 มิลลิแอมป์

งานออกแบบใส่ความใหม่มาเต็มสูบ ใช้ลายชัดๆ เด่นๆ ด้วยการวางคำว่า realme พาดกลางหลัง ใช้เทคนิค Glasses-free 3D โดยเมื่อขยับ ลายฝาหลังคำว่า realme จะมองเห็นเป็นแบบ 3 มิติ ซึ่งเป็นการออกแบบของเครื่องสี Flash Silver ที่เห็นในรีวิวนี้ครับ และจะนำเข้ามาจำหน่ายพร้อมกับสี Mist Blue ที่เป็นน้ำเงินทูโทนสองพื้นผิว สวยงาม เด่นทั้งสองสีสัน และใช้พื้นผิว AG ละมุนและไม่เกิดรอยนิ้วมือ

รองรับการสแกนใบหน้าเข้าใช้งานและมีที่สแกนลายนิ้วมือด้านข้างเครื่องตรงปุ่มพาวเวอร์ สแกนได้ไวครับ ปุ่มใหญ่พอประมาณ

กล้องหลังสี่ตัว กล้องหลังใช้เป็นเซนเซอร์ Samsung S5KGM1ST ความละเอียด 48 ล้านพิกเซล ทำงานกับเลนส์มุมกว้าง 119 องศา Ultra Wide 8 ล้านพิกเซล  และเลนส์มาโครพร้อมเลนส์ Portrait B&W ความละเอียด 2 ล้านพิกเซลทั้งสองเลนส์

ด้านหน้าใช้จอสแดงผลขนาด 6.5 นิ้ว เป็นจอ Ultra Smooth อัตรา refresh rate 120Hz และอัตราการตอบสนอง sampling rate 180Hz อัตราส่วนจอ 20: 9 ความละเอียด 2400×1080 FHD + ขอบจอเล็ก เจาะรูวางกล้องหน้า 16 ล้านพิกเซล อัตราส่วนหน้าจอต่อตัวเครื่องด้านหน้า 90.5% ความสว่าง 480nits จอสำหรับดูหนังเล่นเกมละครับแบบนี้

รองรับสองซิมการ์ดแบบไฮปริด สล็อตซิมที่สองสามารถใส่เป็น Micro SD Card เพิ่มหน่วยความจำได้ ซึ่งเจ้ารุ่นนี้มีความพิเศษครับ เพราะทั้งสองซิมที่ใส่เข้าไปสามารถสแตนด์บายบนคลื่น 5G ได้ทั้งสองซิมพร้อมกัน สามารถสลับเรียกใช้ข้อมูลดาต้า 5G จากซิมใดซิมหนึ่งได้ทันที พร้อมรองรับ 5G-CA (2CC 5G Carrier Aggregation) หรือการนำรวมความถี่หลายย่านมารวมกันถ้าผู้ให้บริการเปิดให้ใช้งาน รองรับ 12 คลื่นความถี่ 5G ทั่วโลกรวมถึงสามคลื่นหลักที่เปิดประมูลกันไปแล้วในบด้านเรา (n1, n3, n5, n7, n8, n20, n28, n38, n40, n41, n77, n78)

พอร์ทชาร์จใต้เครื่องใช้เป็น USB TypeC รองรับชาร์จไว 30W Dart Charge สามารถชาร์จแบตความจุ 5000 mAh ของตัวมันให้เต็ม 100% ได้ในเวลา 65 นาทีครับ
และสามารถชาร์จแบต 50% แรก ได้ในเวลาประมาณ 26 นาทีเท่านั้นเอง เป็นระบบชาร์จไวที่มีระบบป้องกันความปลอดภัย 5 ชั้น ดูแลแรงดันไฟและความร้อนในการชาร์จ ตั้งแต่หัวชาร์จ สายชาร์จ ไปจนถึงตัวสมาร์ทโฟน ใช้งานได้อย่างปลอดภัยแม้จะใช้งานไปชาร์จไป โดยทาง realme ได้ออกแบบให้มันรองรับการชาร์จ 15W PD เอาไว้ด้วย เพื่อหยืดหยุ่นการใช้งานและการชาร์จจากอุปกรณ์อื่นๆ ได้หลากหลายขึ้น แบตเตอรี่ 5000mAh ของมัน ยังรองรับการส่งพลังงานออกเพื่อไปชาร์จให้กับอุปกรณ์ภายนอกเหมือนพาวเวอร์แบงค์ได้ด้วยนะครับ

มีช่องหูฟัง 3.5มม. พร้อมรองรับระบบเสียง Dolby Atmos และคุณภาพระดับเสียง Hi-Res ใช้ดูหนังฟังเพลงก็เพลินครับ

อุปกรณ์ภายในกล่องจะมีมาให้ทั้งที่ชาร์จ 30W Dart Charge เคสใสซิลิโคน สายชาร์จ Type C แต่ไม่มีชุดหูฟังมาให้นะครับรุ่นนี้


จะเห็นว่า คุณสมบัติต่างๆ ครบเครื่อง ให้มาเกินราคา รุ่นใหม่ยุคใหม่ แต่ขายถูกเหลือเกินครับ พร้อมใช้งาน 5G ทันทีที่เสียบซิมไม่ต้องรออัพเดท น่าใช้มากครับ realme 7 5G

การใช้งานภายใน realme 7 5G

รันบนระบบ Android 10 ครอบทับไว้ด้วย realme UI เจ้ารุ่นนี้ใช้หน่วยประมวลผลระดับสูงแล้วนะครับ Dimensity 800U เทคโนโลยีการผลิตขนาด 7 นาโนเมตร ให้ประสิทธิภาพสูง โดยผลทดสอบ Benchmark ได้คะแนนมากกว่าสามแสน ใช้งานทุกอย่างบนระบบ Android ได้สบายรวมถึงการเล่นเกม





ทาง realme เขาจะมีบริการต่างๆ ให้กับผู้ใช้ ด้วยการทำสโตร์สำหรับดาวน์โหลดธีม ฟอนท์ ภาพพื้นหลัง รวมถึงแอพพลิเคชั่นและเกมจากสโตร์ที่เขาคัดสรรไว้ เราโหลดสิ่งเหล่านี้ใช้งานได้ทันทีโดยไม่ต้องมี Google ID ก่อนแต่อย่างใดครับ




เราสามารถกำหนดค่าการสแดงผลของเครื่อง ในเรื่องของรีเฟรชเรทได้นะครับ เพื่อการถนอมแบตเตอรี่ให้มากขึ้น เราเลือกได้ว่าให้หน้าจอของมันทำงานในระดับรีเฟรชเรท 60 หรือ 120Hz หรือจะให้ระบบทำการเลือก Auto-select Screen Refresh Rate อัตโนมัติได้เช่นกัน มันจะเลือกอัตราการ refresh rate ให้เหมาะกับแอพพลิเคชั่นหรือการใช้งานในขณะนั้นของเราให้เอง

รองรับฟีเจอร์ OSIE Vision Effect เพิ่มความสดใสของสีสันภาพและวีดีโอ ให้สวยงามคมชัดยิ่งขึ้นกับแอพพลิเคชั่นที่รองรับ


หน้าจอเต็ม ลำโพงเสียงดีด้วยนะครับแม้จะเป็นลำโพงเดียว แต่คุณภาพเสียงมีมิติและมีเนื่อเสียง

เสียบหูฟังก็พร้อมใช้งานระบบเสียง Dolby Atmos เลือกแนวเสียงตามลักษณะการใช้ได้เลย เขาจะปรับจูนมาให้แล้วประมาณหนึ่ง

สำหรับคนที่ชอบการพักสายตา ก็จะมีโหมดถนอมสายตา เป็นการปรับอุณหภูมิสีของหน้าจอลดการแผ่รังสีแสงสีฟ้า ลดความเมื่อยล้าของสายตา และมีโหมดกลางคืนหรือดาร์คโหมด ที่จะเปลี่ยนหน้าเมนูและการใช้งานต่างๆ ให้กลายเป็นโทนสีดำ และโหมด “การเข้านอน” ที่เป็นโหมดสำหรับการเตรียมตัวเข้านอน ด้วยการลดโทนแสง โทนสี ให้จอมือถือของเราแสดงภาพเป็นโทนสีเทา ลดปัญหาการหลั่งสารเมลาโทนินของสมอง เพื่อคงคุณภาพของนาฬิกาชีวิตให้นอนได้ง่ายมากขึ้น รวมถึงจะเป็นตัวกำหนดปิดกั้นการแจ้งเตือนที่จะเข้ามารบกวนเรายามเข้านอน โดยฟังก์ชั่นนาฬิกาชีวิตและการถนอมสายตาเหล่านี้ จะให้เราสามารถตั้งค่าการทำงานให้เปิดใช้โดยอัตโนมัติในทุกๆ วันได้เองครับ





พักสายตาแล้ว ก็จะมีโหมดสำหรับช่วยพักสมอง “โหมดโฟกัส” เป็นโหมดที่จะช่วยให้เราได้มีสมาธิกับสิ่งที่จะทำ ผ่อนคลายจากโลกภายนอกในระยะเวลาที่เรากำหนดไว้ อาจจะสัก 30 นาทีหรือหนึ่งชั่วโมงที่เราจะขอใช้สมาธิและพักสมอง โดยระบบจะใช้เสียง ASMR สร้างบรรยากาศสบายๆ และกั้นการติดต่อปิดการแจ้งเตือนที่จะเข้ามารบกวนในระยะเวลาที่เราตั้งกำหนดไว้ให้ครับ




มีฟังก์ชั่นสำหรับการช่วยเหลือผู้ใช้ให้สะดวกมากขึ้น แถบด้านข้างอัจฉริยะ ที่เป็นหน้าต่างพิเศษซึ่งเรียกใช้งานได้ทุกเวลาจากขอบหน้าจอ เราสามารถกำหนดแอพหรือการใช้งานที่เรานิยมใช้บ่อยๆ ไว้ในหน้าต่างนี้ล่วงหน้า เพื่อการสลับทำงานระหว่างแอพได้อย่างรวดเร็ว


การสั่งงานผ่านลักษณะรูปแบบการวาดนิ้ว หรือ Gesture รองรับตั้งแต่หน้าจอยังคงปิดอยู่ เช่นการวาดรูปวงกลมบนหน้าจอเพื่อเปิดการใช้งานกล้องถ่ายภาพ หรือการวาดรูปตัว V เพื่อเปิดใช้งานไฟฉายในทันที


การใช้งานสามนิ้วเพื่อเซฟภาพหน้าจอ โดยสามารถเซฟภาพหน้าจอได้บางส่วนหรือเซฟภาพหน้าจอยาวลงมาได้ ด้วยการควบคุมผ่าน Gesture สามนิ้วลากลงมา หรือจะใช้งานการแบ่งหน้าจอทำงานสองแอพพลิเคชั่นพร้อมกัน ก็แค่ลากสามนิ้วขึ้นด้านบนเท่านั้นเองครับ เราสามารถกำหนดขนาดหน้าต่างระหว่างสองแอพได้ด้วยนะ


ต้องบอกว่า realme 7 5G มีจุดเด่นในเรื่องของการจัดสรรพลังงานด้วยนะครับ ปกติเแบตขนา 5,000 mAh ก็เยอะอยู่แล้ว แต่ด้วยตัวระบบมันจัดสรรพลังงานได้ดี และทำให้ระยะเวลาในการใช้งานระหว่างวันทำได้ยาวนาน เราสามารถใช้งานได้สองวันนะครับสำหรับการใช้งานทั่วไป มันมีระบบช่วยประหยัดพลังงานหลายตัว เช่นการกำหนดให้แอพเบื้องหลังปิดตัวเองอย่างรวดเร็วหลังการไม่ใช้งาน หรือการปรับสมดุลของหน่วยประมวลผล ให้ทำงานโดยรักษาประสิทธิภาพและประหยัดพลังงานไปในตัว

มีระบบฉุกเฉินสำหรับการยืดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ให้ยาวนานกว่าปกติได้สามเท่าตัว ซึ่งเป็นโหมดการประหยัดพลังงานขั้นสูงสุด จะตัดการทำงานหลายๆ อย่างออกไป แล้วให้เรากำหนดแอพใช้งานไว้ได้แค่ 6 แอพพลิเคชั่นครับ เพื่อการถนอมแบตมากที่สุด แบตเหลือแค่เพียงไม่กี่ % ก็ยังใช้งานสำคัญได้อีกหลายชั่วโมง


ประสิทธิภาพการใช้งานเหลือๆ ครับ สามารถเล่นเกมระดับกราฟิกสูงๆ ได้นิ่งมาก รักษาระดับเฟรมเรทได้คงที่ มีโหมดสำหรับช่วยเหลือผู้เล่นเกม รีดประสิทธิภาพเครื่อง และปิดกั้นการรบกวนที่จะติดต่อเข้ามารบกวน รุ่นนี้เล่นเกมระดับสูงได้สบายครับ




เปิดแอพพลิเคชั่นที่รองรับการทำงานบนหน้าจอ 120Hz ก็จะดูละมุนตามากขึ้น ส่งผลให้เรารู้สึกว่าการใช้งานของมันลื่นไหลกว่าปกติด้วยครับ ประสิทธิภาพโดยรวมของเครื่องนี้ในการใช้งานเหลือๆ ครับ ทั้งด้านการใช้งานและด้านแบตเตอรี่ เกินจะพอ

กล้องถ่ายภาพ

realme เป็นแบรนด์ที่ทำซอฟท์แวร์กล้องได้ดีอยู่แล้วครับ ใช้กล้องหน้าความละเอียด 16 ล้านพิกเซลตัวเดียว มาพร้อม HDR ถ่ายย้อนแสง และ Bokeh Effect สำหรับการถ่ายภาพเซลฟี่หน้าชัดหลังเบลอได้ และมี AI Beauty เสริมความหล่อสวยได้ทุกเพศ ทุกสภาพผิว กล้องหน้าสวยงามครับ คนสวยถ่ายยิ่งดูสวย ^^





กล้องหลังความละเอียดสูงครับ 48 ล้านพิกเซล ใช้เซ็นเซอร์ Samsung S5KGM1ST ทำงานคู่กันกับเลนส์ ultra wide-angle 119 มี AI และเลนส์ Marco สำหรับการโฟกัสในระยะ 4 เซนติเมตร คอยตรวจจับสิ่งที่ถ่ายและปรับแต่งโทนแสงสีให้เข้ากับสถานการณ์ รองรับการซูมภาพได้สูงสุดแบบดิจิตอล 10x แต่ซูมแบบภาพยังสวยคมได้ประมาณ 5x ครับ




โหมดถ่ายภาพกลางคืน ที่สามารถใช้เลนส์มุมกว้างและการซูมได้เช่นกลางวัน




มีโหมดฟิลเตอร์เติมสีสันให้กับงานถ่ายกลางคืนเท่ๆ อีกสามฟิลเตอร์คู่สีให้ใช้ด้วยครับ ^^ สวยมากสามฟิลเตอร์กลางคืน




 

และเลนส์ Portrait B&W เป็นเลนส์เสริมที่ใช้ระบบฟิลเตอร์สีเข้ามาช่วยในการถ่ายภาพบุคคล ช่วยให้เลนส์หลักจับแสงได้ง่าย แยกแยะว่ากำลังจับภาพวัตถุอะไร สามารถช่วยสร้างภาพสไตล์สีต่างๆ ให้กับภาพ Portraits ถ่ายภาพคนได้หลากหลายและง่ายขึ้นครับ


ตัดฉากหลังกับบุคคลได้ดี เป็นกล้องที่ดีครับ พกไปท่องเที่ยว ถ่ายภาพสนุกๆ ระหว่างเพื่อนฝูงได้สวยงาม หวังผลลัพท์ที่ดีได้เลย




เซลฟี่กลางคืนก็ยังหวังผลได้ครับ มีโหมดกลางคืนให้ใช้สำหรับกล้องหน้าด้วยเช่นกัน


ตัวอย่างภาพถ่ายหลายๆ โหมด












สรุปท้ายรีวิว 

คุ้มมากกับราคาจำหน่าย 9,999 บาท สมาร์ทโฟน Dual 5G ที่มาพร้อมกับความสามารถอื่นๆ อีกเพียบ  หน้าจอ Ultra Smooth ขนาด 6.5 นิ้ว  120Hz กล้องหลัง AI 4 เลนส์ ความละเอียด 48 ล้านพิกเซล หน่วยประมวผล Dimensity 800U เทคโนโลยีการผลิตขนาด 7 นาโนเมตร แรม 8GB + 128GB มาพร้อมเทคโนโลยีชาร์จเร็ว 30W Dart Charge แบตใหญ่ 5000 mAh ในราคาเท่านี้ก็คุ้มค่าในการตัดสินใจซื้อได้แล้วละครับ

realme 7 5G สามารถ Pre-order ได้ถึง 4 ธันวาคม และยังได้รับฟรีบัตร E-VIP Card ประกันจอแตก 1 ปี มูลค่า 4,000 บาท รวมถึง Special gift Box มูลค่าอีก 1,299 บาท รวมมูลค่าของแถมกว่า 5,299

และยังไม่พอครับ realme ประกาศขยายระยะเวลารับประกันตัวเครื่องให้จาก 12 เดือน ให้เป็น 24 เดือนอีกด้วย!

และทุกท่านสามารถเป็นเจ้าของ realme 7 5G ได้พร้อมกันวันที่ 5 ธันวาคมเป็นต้นไปครับ ผ่านช่องทางตัวแทนจำหน่าย ไม่ว่าจะเป็น Banana, BKK , Cyborg Kong , Kingkongphone , CSC , TGfone , Jaymart และ IT City และสามารถที่จะ Pre-order ได้แล้ววันนี้ถึง 4 ธันวาคมเช่นกัน

สำหรับการพรีออเดอร์นั้นสามารถสั่งซื้อได้ผ่านช่องทาง Lazada , Shopee , JD Central และ Thisshop พิเศษ! ในช่วง Pre-order รับของแถมเพิ่มอีกมากมาย อย่างแรกจะได้รับ Special gift Box และรับฟรี E-VIP Card ประกันจอแตก 1ปี นอกจากนี้ หากสั่งซื้อผ่าน Shopee Lazada JD Central และ Thisshop รับฟรี realme Buds air neo สำหรับ 170 ออเดอร์เท่านั้น หรืออีกหนึ่งทางเลือก หากสั่งซื้อผ่าน Lazada Marketplace และ Shopee Marketplace สามารถรับสิทธิ์แลกซื้อ realme Watch S มูลค่า 2,699 บาท จาก 2,999 บาท

และใครที่มองหาเครื่องพร้อมแพ็กเกจใช้งาน ก็มีราคาพิเศษสำหรับช่องทางการซื้อผ่าน AIS , truemoveH และ dtac และตัวแทนจำหน่ายที่ผูกแพ็กเกจได้ สามารถเป็นเจ้าของ realme 7 5G ในราคาเริ่มต้นเหลือแค่ 2,099 บาทเท่านั้น ถูกกว่านี้ไม่มีแล้วครับ ^^


ข่าว: รีวิว realme 7 5G มือถือ Dual 5G+5G เครื่องราคาไม่ถึงหมื่น ที่เทคโนโลยีสูงมาก มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2020/11/26/review-realme-7-5g.html

รีวิว realme 7 5G สมาร์ตโฟน Dual 5G รุ่นแรกในราคาที่จับต้องได้ เพียง 9,999 บาท !!!

realme เดินหน้าเปิดตัวสมาร์ตโฟน 5G อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้เปิดตัว realme 7 5G สมาร์ตโฟน 5G รุ่นที่ 3 ต่อจาก realme X50 Pro 5G และ X50 5G ที่เปิดตัวไปก่อนหน้านี้ โดยมุ่งมั่นนำเสนอเทคโนโลยี 5G เพื่อให้คนรุ่นใหม่ทั่วโลกได้สัมผัสประสบการณ์ความทรงพลังเร็วแรงของ 5G และกล้าที่จะเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมและยืนหยัดในการส่งมอบสมาร์ตโฟน 5G ในราคาที่ทุกคนจับต้องได้

จุดเด่นที่น่าสนใจของ realme 7 5G คือ จอลื่นไหล 6.5 นิ้ว โดยมีอัตรารีเฟรชเรท 120Hz, ใช้ชิปเซ็ท Dimensity 800U 5G ที่รองรับ 5G+5G Dual Standby, กล้องหลัง 4 เลนส์ ความละเอียด 48 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์ Samsung S5KGM1ST, กล้องหน้า In-Display ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล, รองรับระบบเสียง Dolby Atmos และคุณภาพเสียง Hi-Res และรองรับการชาร์จเร็ว 30W Dart Charge ในราคาประหยัด

อยากรู้กันแล้วใช่ไหมว่า realme 7 5G สมาร์ตโฟน Dual 5G รุ่นแรกในราคาจับต้องได้รุ่นนี้จะปลุกพลังความเร็ว 5G สำหรับทุกคนได้แค่ไหน ไปชมรีวิวเต็มกันเลยครับ

realme 7 5G

สเปคเบื้องต้น realme 7 5G

ขนาด 162.2 x 75.1 x 9.1 มม.
น้ำหนัก 195 กรัม
หน้าจอ 120Hz Ultra Smooth Display แบบ IPS LCD ความละเอียด FHD+ 1080 x 2400 พิกเซล (405ppi) ขนาด 6.5 นิ้ว ในอัตราส่วน 20:9 และมีสัดส่วนระหว่างหน้าจอกับตัวเครื่องที่ 90.5% ความสว่าง 480nits พร้อมกระจกกันรอย Corning Gorilla Glass
หน่วยประมวลผล ใช้หน่วยประมวลผลซีพียูแบบ Octa Core ความเร็ว 2.4GHz โดยใช้ชิปเซ็ต MediaTek Dimensity 800U 5G (7 nm) และหน่วยประมวลผลกราฟิก Mali-G57 MC3
RAM 8GB ชนิด LPDDR4x dual-channel
หน่วยความจำภายในเครื่อง 128GB UFS 2.1
microSD Card รองรับ
ระบบปฏิบัติการ realme UI v 1.0 based on Android 10
เชื่อมต่อ Wireless network 2.4/5 GHz, 802.11 a/b/g/n/ac, Bluetooth 5.1, GPS/A-GPS, GLONASS, BDS. NFC, USB Type-C 2.0, USB On-The-Go
กล้องถ่ายภาพ กล้องหลัง 4 เลนส์ AI Quad Camera
– กล้องหลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล, เซ็นเซอร์ Samsung S5KGM1ST และ รูรับแสง f/1.8
– กล้องตัวที่ 2 เลนส์ Ultra Wide ความละเอียด 8MP, รูรับแสง f/2.3 และ FOV 119
– กล้องตัวที่ 3 เลนส์ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล ระยะโฟกัส 4ซม. และรูรับแสง f/2.4
– กล้องตัวที่ 4 เลนส์ Portrait B&W ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล และรูรับแสง f/2.4

กล้องหน้าความละเอียด 16 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.1

รองรับระบบ Dual Slot  แบบ 2 ซิม ชนิดนาโนซิม
รองรับ 5G+5G DSDS, รองรับ 12 คลื่นความถี่ 5G ทั่วโลก (n1, n3, n5, n7, n8, n20, n28, n38, n40, n41, n77, n78)
รองรับ 2/3/4G
GSM
850/900/1800/1900
WCDMA
B1/B2/B4/B5/B6/B8/B19
TD-LTE
B38/B39/B40/B41
LTE FDD
B1/B2/B3/B4/B5/B7/B8/B12/B17/B18/B19/B20/B26/B28/B66
แบตเตอรี่ 5000mAh รองรับระบบชาร์จเร็ว 30W Dart Charge
สี Mist Blue และ Flash Silver
ราคา 9,999 บาท

บรรจุภัณฑ์ / อุปกรณ์ภายในกล่อง

realme 7 5G

กล่องบรรจุภัณฑ์ของ realme 7 5G เป็นกล่องกระดาษแข็งในโทนสีเหลือง ซึ่งเป็นสีเอกลักษณ์ของแบรนดฺ์ realme โดยด้านหน้ากล่องและด้านข้างมีชื่อรุ่นขนาดใหญ่มองเห็นได้ชัดเจน และมุมขวาด้านบนมีข้อความ 5G ที่ตอกย้ำว่าสมาร์ตโฟนรุ่นนี้ใช้งาน 5G ได้แน่นอน

ด้านหลังกล่องระบุสเปกเด่น 4 อย่างด้วยกันคือ ชิปเซ็ท Dimensity 800U 5G Chip, หน้าจอแสดงผล 120Hz Ultra Smooth Display, แบตเตอรี่ความจุ 5,000mAh รองรับขาร์จเร็ว 30W Dart Charge และกล้องหลัง 4 ตัว AI Quad Camera ความละเอียด 48 ล้านพิกเซล

เมื่อเปิดกล่องออกมาจะพบตัวเครื่อง realme 7 5G ในสี Flash Silver ซึ่งติดฟิลม์กันรอยมาให้เรียบร้อย ส่วนอุปกรณ์ภายในกล่องมีดังนี้

  • อแดปเตอร์ชาร์จเร็ว 30W Dart Charger
  • สายดาต้าลิงค์แบบ USB Type-C
  • อุปกรณ์เปิดถาดซิมการ์ด
  • เคสพลาสติก TPU แบบใส
  • คู่มือการใช้งานฉบับย่อ

รูปลักษณ์ดีไซน์ / การออกแบบ

ตัวเครื่อง realme 7 5G มาในดีไซน์เรียบหรู มีให้เลือก 2 สีด้วยกันคือ สี Mist Blue ที่ได้แรงบันดาลใจจากภาพสะท้อนจากธรรมชาติ โดยแบ่งฝาหลังออกเป็น 2 ส่วน พร้อมเอฟเฟกต์แสงสะท้อน เคลือบแบบด้าน AG Split Design ทำให้เกิดมุมมองดีไซน์ดูพรีเมียม กับสี Flash Silver โดยมีการนำโลโก้ realme มาดีไซน์บนฝาหลัง ซึ่งโลโก้ realme เมื่อขยับฝาหลังโลโก้ realme จะมองเห็นเป็นแบบ 3 มิติสวยงาม ซึ่งสีที่ทาง MobileOcta ได้มารีวิวคือ สี Flash Silver

หน้าจอแสดงผลเป็นจอไร้ขอบ ไร้รอยบาก แบบ IPS LCD ความละเอียด FHD+ 1080 x 2400 พิกเซล (405ppi) ขนาด 6.5 นิ้ว ในอัตราส่วน 20:9 และมีสัดส่วนระหว่างหน้าจอกับตัวเครื่องที่ 90.5% ความสว่าง 480nits พร้อมกระจกกันรอย Corning Gorilla Glass

มุมซ้ายด้านบนเจาะรูสำหรับฝังกล้องเซลฟี่ In-display Selfie ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล

ด้านหลังติดตั้งกล้อง 4 ตัว Quad Camera โดยกล้อง 3 ตัวแรกเรียงกันในแนวตั้ง และกล้องตัวที่สี่จะอยู่ด้านขวาของเลนส์กล้องตัวแรก และมีไฟแฟลช LED อยู่ด้านบนข้างเลนส์กล้องตัวที่ 4 ซึ่งกล้อง 4 ตัวประกอบด้วย

  • กล้องหลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล, เซ็นเซอร์ Samsung S5KGM1ST และ รูรับแสง f/1.8
  • กล้องตัวที่ 2 เลนส์ Ultra Wide ความละเอียด 8MP, รูรับแสง f/2.3 และ FOV 119
  • กล้องตัวที่ 3 เลนส์ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล ระยะโฟกัส 4ซม. และรูรับแสง f/2.4
  • กล้องตัวที่ 4 เลนส์ Portrait B&W ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล และรูรับแสง f/2.4

ด้านซ้ายข้างเครื่องมีช่องสำหรับใส่ SIM Card แบบ Hybrid Slot แบ่งเป็นช่องแรกใส่ SIM Card แบบ nanoSIM และช่องที่ 2 ใส่ SIM Card แบบ nanoSIM หรือการ์ดหน่วยความจำภายนอกแบบ microSD Card กับปุ่มปรับเพิ่มลดระดับเสียง

ด้านขวาข้างเครื่องปุ่ม Power สำหรับเปิดปิดเครื่อง พร้อมฝังเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือบนปุ่มนี้

ด้านบนเครื่องมีช่องไมโครโฟนตัดเสียง

ด้านท้ายเครื่องมีช่องหูฟังขนาด 3.5 มม. ช่องไมโครโฟน, พอร์ต USB Type-C และช่องลำโพงเสียง

ฟีเจอร์เด่น realme 7 5G

realme 7 5G มาพร้อมหน้าจอ Ultra Smooth ขนาด 6.5 นิ้ว โดยมีอัตรารีเฟรชเรท 120Hz แสดง 120 ภาพต่อวินาที ซึ่งเป็นอัตรารีเฟรชเรทที่สูงขึ้น 100% เมื่อเทียบกับจอแสดงผล 60Hz ทั่วไป เพื่อประสบการณ์การรับชมและการสัมผัสที่ลื่นไหล และอัตราการสุ่มตัวอย่างแบบสัมผัส 180Hz ตอบสนองต่อการสัมผัสได้ดีขึ้นในการเล่นเกม และสามารถเลือกปรับได้อัตโนมัติ หรือตั้งค่าที่รีเฟรชเรท 60Hz เพื่อประหยัดแบตเตอรี่ได้

ใช้ชิปเซ็ท MediaTek Dimensity 800U 5G โดยใช้เทคโนโลยีการผลิตขนาด 7 นาโนเมตรให้ประสิทธิภาพสูงในขณะที่ยังลดการใช้พลังงาน และมอบประสบการณ์การเล่นเกมลื่นไหลอย่างที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับ ชิปเซ็ต Dimensity 700 เวลาในการเปิดแอพพลิเคชั่นของ ชิปเซ็ต Dimensity 800U มีความเร็วกว่า 1.4 เท่า ประสิทธิภาพ CPU เร็วขึ้น 11% และ GPU เร็วขึ้น 28%

รองรับ Dual 5G SIM สามารถเชื่อมต่อ 5G ผ่านซิมการ์ดใดก็ได้เพื่อประสบการณ์อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง นอกจากนี้ยังรองรับ 5G-CA (2CC 5G Carrier Aggregation) การนำความถี่หลายย่านมารวมกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและเสถียรภาพในการรับสัญญาณ โดยรองรับ 12 คลื่นความถี่ 5G ทั่วโลก (n1, n3, n5, n7, n8, n20, n28, n38, n40, n41, n77, n78) และยังรองรับคลื่นความถี่ 2G, 3G และ 4G ด้วย

realme 7 5G ใช้แบตเตอรี่ความจุ 5,000mAh พร้อมรองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว 30W Dart Charge ชาร์จเต็ม 100% ในเวลา 65 นาที รวมถึงรองรับการชาร์จ 15W PD ทำให้ใช้งานได้หลากหลายยิ่งขึ้น และมีระบบป้องกันความปลอดภัยถึง 5 ชั้น และรับรองความปลอดภัยในการชาร์จตั้งแต่หัวชาร์จ สายชาร์จ และตัวสมาร์ตโฟน

รวมทั้งมีโหมด Super Power Saving ที่ผู้ใช้งานสามารถเลือกแอปพลิเคชั่นที่ใช้งานบ่อย 6 แอพปลิเคชั่น เพื่อการใช้ได้อย่างต่อเนื่องและประหยัดพลังงานยิ่งขึ้น โดยจากการทดสอบ realme 7 5G เมื่อเปิดใช้งานโหมด Super Power Saving พบว่าแบตเตอรี่เพียง 5% สามารถใช้งาน WhatsApp ได้ 70 นาที หรือฟังเพลง Spotify 5 ชั่วโมง และสามารถสแตนด์บายได้ถึง 30.8 ชั่วโมง

อ่านต่อ … คลิกที่นี่ >>> หน้า 2

from:https://www.mobileocta.com/review-realme-7-5g/

สรุปรีวิว Radeon 6800 XT สูสี RTX 3080 ในราคาถูกกว่า แต่ยังแพ้เรื่อง ray tracing

หลังเปิดตัวและวางขายไปเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน เริ่มมีผลทดสอบและรีวิวของ Radeon RX 6800 XT ตัวกลางจากจีพียูทั้ง 3 ตัวที่เปิดตัวมารอบนี้ จากสื่อต่างๆ ออกมาแล้ว

ผลโดยรวมคือ Radeon RX 6800 XT ที่ราคา 649 เหรียญสหรัฐ มีประสิทธิภาพในการเล่นเกมใกล้เคียงกับ Geforce RTX 3080 ที่มีราคา 699 เหรียญสหรัฐจริง และผลจะเด่นชัดเมื่อเป็นเกมที่เล่นบนความละเอียด 1440p แต่จะด้อยกว่าในด้านการเล่นเกมที่เปิด ray tracing

อีกข้อด้อยของฝั่ง Radeon คือไม่มีเทคโนโลยี DLSS ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเล่นเกมความละเอียดสูงที่เปิด ray tracing ไปด้วยแบบที่ RTX 3080 ทำได้

Radeon RX 6800 XT เป็นการ์ดจอสถาปัตยกรรม RDNA2 มาพร้อม CU (compute unit) 72 หน่วย, แรม 16GB GDDR6, มี TDP ที่ 300W (เทียบกับ 320W บน RTX 3080) แต่แนะนำพาวเวอร์ซัพพลายที่ 750W ขึ้นไปเหมือนกันกับฝั่ง NVIDIA

จากการทดสอบของ [TechRadar] Radeon 6800 XT ยังกินไฟน้อยกว่า RTX 3080 เล็กน้อย โดยมีอัตราการใช้พลังงานสูงสุดที่ 294W เทียบกับ 320W และ มีอุณหภูมิขณะทำงานเต็มที่ที่ 78 องศาเซลเซียส ใกล้เคียงกันกับ RTX 3080 ที่ 76 องศาเซลเซียส

No Description

ในด้านประสิทธิภาพจากการทดสอบของ The Verge ประสิทธิภาพของ 6800 XT แซง RTX 3080 ได้ในเกมส่วนใหญ่ที่ความละเอียด 1440p และยังแซง RTX 3080 ได้ในหลายๆ เกมที่ความละเอียด 4K แต่จะประสบปัญหาเมื่อรันเกมที่เปิดการใช้งาน ray tracing เช่น Metro Exodus หรือ Control ที่ได้เฟรมเรตน้อยกว่า RTX 3080 ในระดับ 10-20 fps โดยเมื่อรัน Metro Exodus แบบเปิด ray tracing ที่ความละเอียด 4K จะเหลือเฟรมเรตเพียง 14fps เท่านั้น ในขณะที่ RTX 3080 ที่เปิด ray tracing พร้อมกับ DLSS ได้เฟรมเรตที่ 48fps

No Description

Guru3D.com สรุปผลไว้ใกล้เคียงกัน ว่า 6800 XT เป็นการ์ดจอที่มีประสิทธิภาพใกล้เคียงหรือสูงกว่า RTX 3080 ในหลายๆ กรณี และในราคาที่ถูกกว่า โดยเหมาะกับความละเอียด 1440p (WQHD) ที่สุด แต่ก็มีข้อด้อยเรื่อง ray tracing และการไม่มีตัวช่วยประมวลผล AI แยกแบบ tensor core บน RTX 3080 ยังทำให้เป็นเรื่องยากที่ 6800 XT จะสู้กับเทคโนโลยี DLSS ของ NVIDIA ได้ (และ RTX 3080 ก็ยังรันเกมที่เปิด ray tracing อย่าง Battlefield V ได้ดีกว่า แม้จะไม่เปิด DLSS ก็ตาม)

No Description

ส่วนในด้านเทคโนโลยีใหม่อย่าง Smart Access Memory หรือ SAM เว็บไซต์ Eurogamer ทำการทดสอบกับหลายๆ เกม ผลทดสอบออกมาพบว่าได้เฟรมเรตเพิ่มขึ้นพอสมควรในเกม Control และ Borderlands 3 ที่ความละเอียด 1080p แต่ที่ความละเอียดอื่นเฟรมเรตก็เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยหรือแทบไม่เพิ่มขึ้นเลย และกลับยังทำให้เฟรมเรตลดลงเล็กน้อย ในเกม Assasin’s Creed Valhalla และ Doom Eternal ที่ความละเอียด 1080p อีกด้วย

นอกจากนี้ข้อจำกัดของ SAM ที่จะใช้งานได้เมื่อจับคู่กับเมนบอร์ดตระกูล 500 ของ AMD เช่น B550 และ X570 ที่ใช้ BIOS เวอร์ชั่นหลัง 18 พฤศจิกายน 2020, ที่ทำงานร่วมกับซีพียูตระกูล Ryzen 5000 และใช้ Windows อัพเดตล่าสุดเท่านั้น อาจทำให้เทคโนโลยีนี้ยังเข้าถึงได้ยากสักในปัจจุบัน แต่ Eurogamer ก็ยังบอกว่าเป็นเทคโนโลยีที่น่าทดลอง และน่าจับตามอง

สรุป

เมื่อเปรียบเทียบกับ Geforce RTX 3080 ที่มีราคาแพงกว่าอยู่ 50 เหรียญ Radeon 6800 XT ถือว่ามีประสิทธิภาพในการเล่นเกมทั่วไปค่อนข้างสูสี แถมแซงได้ในบางเกม โดยเฉพาะในการเล่นเกมที่ความละเอียด 1440p ลงไป และไม่เปิด ray tracing

แต่หากเป็นผู้เล่นที่ต้องการเล่นเกมที่ความละเอียด 4K และเปิด ray tracing ไปด้วย ฝั่ง RTX 3080 ก็ยังดูเป็นตัวเลือกที่คุ้มกว่าสำหรับอนาคต ด้วยประสิทธิภาพ ray tracing ที่ดีกว่า และเทคโนโลยี DLSS ที่ช่วยเพิ่มเฟรมเรตในระดับความละเอียดสูงๆ แต่ก็ถือว่า Radeon ขยับประสิทธิภาพเข้ามาใกล้กับ NVIDIA ได้มากขึ้นในปีนี้ และน่าจับตามองพัฒนาการต่อไปในอนาคต

รีวิวจากเว็บไซต์ต่างๆ

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/119767

Unboxing : พรีวิวแกะกล่อง realme 7 5G สมาร์ตโฟน Dual 5G รุ่นแรกในราคาที่จับต้องได้

realme เดินหน้าเปิดตัวสมาร์ตโฟน 5G อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้เปิดตัว realme 7 5G สมาร์ตโฟน 5G รุ่นที่ 3 ต่อจาก realme X50 Pro 5G และ X50 5G ที่เปิดตัวไปก่อนหน้านี้ โดยมุ่งมั่นนำเสนอเทคโนโลยี 5G เพื่อให้คนรุ่นใหม่ทั่วโลกได้สัมผัสประสบการณ์ความทรงพลังเร็วแรงของ 5G และกล้าที่จะเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมและยืนหยัดในการส่งมอบสมาร์ตโฟน 5G ในราคาที่ทุกคนจับต้องได้

จุดเด่นที่น่าสนใจของ realme 7 5G คือ จอลื่นไหล 6.5 นิ้ว โดยมีอัตรารีเฟรชเรท 120Hz, ใช้ชิปเซ็ท Dimensity 800U 5G ที่รองรับ 5G+5G Dual Standby, กล้องหลัง 4 เลนส์ ความละเอียด 48 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์ Samsung S5KGM1ST, กล้องหน้า In-Display ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล, รองรับระบบเสียง Dolby Atmos และคุณภาพเสียง Hi-Res และรองรับการชาร์จเร็ว 30W Dart Charge ในราคาประหยัด

ซึ่งก่อนจะชมรีวิวเต็ม มาขมพรีวิวแกะกล่องของ realme 7 5G ที่มาพร้อมสโลแกน “The Real Dual 5G” สมาร์ตโฟน Dual 5G รุ่นแรกกันก่อนเลยครับ

realme 7 5G

สเปคเบื้องต้น realme 7 5G

ขนาด 162.2 x 75.1 x 9.1 มม.
น้ำหนัก 195 กรัม
หน้าจอ 120Hz Ultra Smooth Display แบบ IPS LCD ความละเอียด FHD+ 1080 x 2400 พิกเซล (405ppi) ขนาด 6.5 นิ้ว ในอัตราส่วน 20:9 และมีสัดส่วนระหว่างหน้าจอกับตัวเครื่องที่ 90.5% ความสว่าง 480nits พร้อมกระจกกันรอย Corning Gorilla Glass
หน่วยประมวลผล ใช้หน่วยประมวลผลซีพียูแบบ Octa Core ความเร็ว 2.4GHz โดยใช้ชิปเซ็ต MediaTek Dimensity 800U 5G (7 nm) และหน่วยประมวลผลกราฟิก Mali-G57 MC3
RAM 8GB ชนิด LPDDR4x dual-channel
หน่วยความจำภายในเครื่อง 128GB UFS 2.1
microSD Card รองรับ
ระบบปฏิบัติการ realme UI v 1.0 based on Android 10
เชื่อมต่อ Wireless network 2.4/5 GHz, 802.11 a/b/g/n/ac, Bluetooth 5.1, GPS/A-GPS, GLONASS, BDS. NFC, USB Type-C 2.0, USB On-The-Go
กล้องถ่ายภาพ กล้องหลัง 4 เลนส์ AI Quad Camera
– กล้องหลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล, เซ็นเซอร์ Samsung S5KGM1ST และ รูรับแสง f/1.8
– กล้องตัวที่ 2 เลนส์ Ultra Wide ความละเอียด 8MP, รูรับแสง f/2.3 และ FOV 119
– กล้องตัวที่ 3 เลนส์ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล ระยะโฟกัส 4ซม. และรูรับแสง f/2.4
– กล้องตัวที่ 4 เลนส์ Depth ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล และรูรับแสง f/2.4

กล้องหน้าความละเอียด 16 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.1

รองรับระบบ Dual Slot  แบบ 2 ซิม ชนิดนาโนซิม
รองรับ 5G+5G DSDS, รองรับ 12 คลื่นความถี่ 5G ทั่วโลก (n1, n3, n5, n7, n8, n20, n28, n38, n40, n41, n77, n78)
รองรับ 2/3/4G
GSM
850/900/1800/1900
WCDMA
B1/B2/B4/B5/B6/B8/B19
TD-LTE
B38/B39/B40/B41
LTE FDD
B1/B2/B3/B4/B5/B7/B8/B12/B17/B18/B19/B20/B26/B28/B66
แบตเตอรี่ 5000mAh รองรับระบบชาร์จเร็ว 30W Dart Charge
สี Mist Blue และ Flash Silver
ราคา X,XXX บาท

บรรจุภัณฑ์ / อุปกรณ์ภายในกล่อง

realme 7 5G

กล่องบรรจุภัณฑ์ของ realme 7 5G เป็นกล่องกระดาษแข็งในโทนสีเหลือง ซึ่งเป็นสีเอกลักษณ์ของแบรนดฺ์ realme โดยด้านหน้ากล่องและด้านข้างมีชื่อรุ่นขนาดใหญ่มองเห็นได้ชัดเจน และมุมขวาด้านบนมีข้อความ 5G ที่ตอกย้ำว่าสมาร์ตโฟนรุ่นนี้ใช้งาน 5G ได้แน่นอน

ด้านหลังกล่องระบุสเปกเด่น 4 อย่างด้วยกันคือ ชิปเซ็ท Dimensity 800U 5G Chip, หน้าจอแสดงผล 120Hz Ultra Smooth Display, แบตเตอรี่ความจุ 5,000mAh รองรับขาร์จเร็ว 30W Dart Charge และกล้องหลัง 4 ตัว AI Quad Camera ความละเอียด 48 ล้านพิกเซล

เมื่อเปิดกล่องออกมาจะพบตัวเครื่อง realme 7 5G ในสี Flash Silver ซึ่งติดฟิลม์กันรอยมาให้เรียบร้อย ส่วนอุปกรณ์ภายในกล่องมีดังนี้

  • อแดปเตอร์ชาร์จเร็ว 30W Dart Charger
  • สายดาต้าลิงค์แบบ USB Type-C
  • อุปกรณ์เปิดถาดซิมการ์ด
  • เคสพลาสติก TPU แบบใส
  • คู่มือการใช้งานฉบับย่อ

รูปลักษณ์ดีไซน์ / การออกแบบ

ตัวเครื่อง realme 7 5G มาในดีไซน์เรียบหรู มีให้เลือก 2 สีด้วยกันคือ สี Mist Blue ที่ได้แรงบันดาลใจจากภาพสะท้อนจากธรรมชาติ โดยแบ่งฝาหลังออกเป็น 2 ส่วน พร้อมเอฟเฟกต์แสงสะท้อน เคลือบแบบด้าน AG Split Design ทำให้เกิดมุมมองดีไซน์ดูพรีเมียม กับสี Flash Silver โดยมีการนำโลโก้ realme มาดีไซน์บนฝาหลัง ซึ่งโลโก้ realme เมื่อขยับฝาหลังโลโก้ realme จะมองเห็นเป็นแบบ 3 มิติสวยงาม ซึ่งสีที่ทาง MobileOcta ได้มารีวิวคือ สี Flash Silver

หน้าจอแสดงผลเป็นจอไร้ขอบ ไร้รอยบาก แบบ IPS LCD ความละเอียด FHD+ 1080 x 2400 พิกเซล (405ppi) ขนาด 6.5 นิ้ว ในอัตราส่วน 20:9 และมีสัดส่วนระหว่างหน้าจอกับตัวเครื่องที่ 90.5% ความสว่าง 480nits พร้อมกระจกกันรอย Corning Gorilla Glass

มุมซ้ายด้านบนเจาะรูสำหรับฝังกล้องเซลฟี่ In-display Selfie ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล

ด้านหลังติดตั้งกล้อง 4 ตัว Quad Camera โดยกล้อง 3 ตัวแรกเรียงกันในแนวตั้ง และกล้องตัวที่สี่จะอยู่ด้านขวาของเลนส์กล้องตัวแรก และมีไฟแฟลช LED อยู่ด้านบนข้างเลนส์กล้องตัวที่ 4 ซึ่งกล้อง 4 ตัวประกอบด้วย

  • กล้องหลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล, เซ็นเซอร์ Samsung S5KGM1ST และ รูรับแสง f/1.8
  • กล้องตัวที่ 2 เลนส์ Ultra Wide ความละเอียด 8MP, รูรับแสง f/2.3 และ FOV 119
  • กล้องตัวที่ 3 เลนส์ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล ระยะโฟกัส 4ซม. และรูรับแสง f/2.4
  • กล้องตัวที่ 4 เลนส์ Depth ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล และรูรับแสง f/2.4

ด้านซ้ายข้างเครื่องมีช่องสำหรับใส่ SIM Card แบบ Hybrid Slot แบ่งเป็นช่องแรกใส่ SIM Card แบบ nanoSIM และช่องที่ 2 ใส่ SIM Card แบบ nanoSIM หรือการ์ดหน่วยความจำภายนอกแบบ microSD Card กับปุ่มปรับเพิ่มลดระดับเสียง

ด้านขวาข้างเครื่องปุ่ม Power สำหรับเปิดปิดเครื่อง พร้อมฝังเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือบนปุ่มนี้

ด้านบนเครื่องมีช่องไมโครโฟนตัดเสียง

ด้านท้ายเครื่องมีช่องหูฟังขนาด 3.5 มม. ช่องไมโครโฟน, พอร์ต USB Type-C และช่องลำโพงเสียง

ฟีเจอร์เด่น realme 7 5G

realme 7 5G มาพร้อมหน้าจอ Ultra Smooth ขนาด 6.5 นิ้ว โดยมีอัตรารีเฟรชเรท 120Hz แสดง 120 ภาพต่อวินาที ซึ่งเป็นอัตรารีเฟรชเรทที่สูงขึ้น 100% เมื่อเทียบกับจอแสดงผล 60Hz ทั่วไป เพื่อประสบการณ์การรับชมและการสัมผัสที่ลื่นไหล และอัตราการสุ่มตัวอย่างแบบสัมผัส 180Hz ตอบสนองต่อการสัมผัสได้ดีขึ้นในการเล่นเกม และสามารถเลือกปรับได้อัตโนมัติ หรือตั้งค่าที่รีเฟรชเรท 60Hz เพื่อประหยัดแบตเตอรี่ได้

ใช้ชิปเซ็ท MediaTek Dimensity 800U 5G โดยใช้เทคโนโลยีการผลิตขนาด 7 นาโนเมตรให้ประสิทธิภาพสูงในขณะที่ยังลดการใช้พลังงาน และมอบประสบการณ์การเล่นเกมลื่นไหลอย่างที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับ ชิปเซ็ต Dimensity 700 เวลาในการเปิดแอพพลิเคชั่นของ ชิปเซ็ต Dimensity 800U มีความเร็วกว่า 1.4 เท่า ประสิทธิภาพ CPU เร็วขึ้น 11% และ GPU เร็วขึ้น 28%

รองรับ Dual 5G SIM สามารถเชื่อมต่อ 5G ผ่านซิมการ์ดใดก็ได้เพื่อประสบการณ์อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง นอกจากนี้ยังรองรับ 5G-CA (2CC 5G Carrier Aggregation) การนำความถี่หลายย่านมารวมกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและเสถียรภาพในการรับสัญญาณ โดยรองรับ 12 คลื่นความถี่ 5G ทั่วโลก (n1, n3, n5, n7, n8, n20, n28, n38, n40, n41, n77, n78) และยังรองรับคลื่นความถี่ 2G, 3G และ 4G ด้วย

realme 7 5G ใช้แบตเตอรี่ความจุ 5,000mAh พร้อมรองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว 30W Dart Charge ชาร์จเต็ม 100% ในเวลา 65 นาที รวมถึงรองรับการชาร์จ 15W PD ทำให้ใช้งานได้หลากหลายยิ่งขึ้น และมีระบบป้องกันความปลอดภัยถึง 5 ชั้น และรับรองความปลอดภัยในการชาร์จตั้งแต่หัวชาร์จ สายชาร์จ และตัวสมาร์ตโฟน

ทั้งนี้ realme 7 5G มีกำหนดเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทยวันที่ 25 พฤศจิกายน 2563 ส่วนคุณสมบัติอื่นๆ รวมถึงราคา และโปรโมชั่น สามารถติดตามได้ในรีวิวฉบับเต็มเร็วๆ นี้ครับ

from:https://www.mobileocta.com/unboxing-preview-realme-7-5g/

Unboxing : พรีวิวแกะกล่อง OnePlus Nord N10 5G สมาร์ตโฟน 5G สนุกไม่ยั้ง ปังไม่หยุด

OnePlus Nord N10 5G สมาร์ตโฟน 5G รุ่นล่าสุดของ OnePlus ที่เปิดในต่างประเทศไปเมื่อช่วงปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา และกำลังจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในบ้านเราวันที่ 30 พฤศจิกายนนี้ โดยเป็นสมาร์ตโฟนระดับกลาง ราคาประหยัด ที่มาพร้อมคอนเซปต์ “สนุกไม่ยั้ง ปังไม่หยุด”

OnePlus Nord N10 5G โดดเด่นในเรื่องดีไซน์ และฟีเจอร์การใช้งานต่างๆ ทั้งจอรีเฟรชเรท 90Hz, รองรับ 5G ที่พร้อมใช้งานได้จริง, กล้องหลัง 4 ตัว Quad Camera ความละเอียด 64MP ถ่ายชัด เก็บทุกรายละเอียด และรองรับชาร์จเร็ว Warp Charge 30T เช่นเคยก่อนจะชมรีวิวเต็ม มาขมพรีวิวแกะกล่องกันก่อนเลยครับ

OnePlus Nord N10 5G

สเปกเบื้องต้น OnePlus Nord N10 5G

ขนาด 163 x 74.7 x 9 มม.
น้ำหนัก 190 กรัม
หน้าจอ IPS LCD ความละเอียด FHD+ 1080 x 2400 พิกเซล (406 ppi) ขนาด 6.49 นิ้ว ในอัตราส่วน 20:9 โดยมีอัตรารีเฟรชเรทสูงสุด 90Hz และครอบทับด้วยกระจกกันรอย Corning Gorilla Glass 3
หน่วยประมวลผล ใช้หน่วยประมวลผลซีพียูแบบ Octa Core ความเร็ว 2.0GHz โดยใช้ชิปเซ็ท Qualcomm SM6350 Snapdragon 690 5G (8 nm), หน่วยประมวลผลกราฟิก Adreno 619L
RAM 6GB
หน่วยความจำภายในเครื่อง 128GB
microSD Card สูงสุด 256GB
ระบบปฏิบัติการ OxygenOS 10.5 based on Android 10
เชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac, dual-band, Wi-Fi Direct, hotspot
Bluetooth 5.1, A2DP, LE
NFC
GPS with dual-band A-GPS, GLONASS, GALILEO, BDS
กล้องถ่ายภาพ กล้องหลัง 4 เลนส์ AI Quad Camera พร้อมไฟแฟลช LED
– กล้องหลักความละเอียด 64 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.79 และระบบกันสั่น EIS
– กล้องตัวที่ 2 เลนส์ Ultra Wide Angle ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.25 ถ่ายมุมกว้างได้ 119 องศา
– กล้องตัวที่ 3 เลนส์ Depth ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
– กล้องตัวที่ 4 เลนส์ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4

กล้องหน้าความละเอียด 16 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.05 และระบบกันสั่น EIS

รองรับระบบ Dual Slot  แบบ 2 ซิม ชนิดนาโนซิม รองรับ 4G/5G แบบ Dual Mode (SA/NSA)
5GNR: n1,3,7,28,41,66,78
LTE-FDD: B1,2,3,4,5,7,8,12,17,20,28,66
LTE-TDD: B38,39,40,41
MIMO: 5GNR: n1/3/7/41/78; LTE: B1/3/7/38/41
WCDMA: B1,2,4,5,8
CDMA: BC0
GSM: 850/900/1800/1900
แบตเตอรี่ 4300mAh รองรับระบบชาร์จเร็ว Warp Charge 30T
สี น้ำเงินเข้ม Midnight Ice
ราคา XX,XXX บาท

บรรจุภัณฑ์ / อุปกรณ์ภายในกล่อง

กล่องแพคเกจจิ้งของ OnePlus Nord N10 5G เป็นกล่องกระดาษแข็งสีดำขนาดพอดีกับตัวเครื่องไม่ยาวเหมือนกล่องของรุ่นเรือธง ด้านหน้ากล่องมาพร้อมชื่อรุ่น N10 ขนาดใหญ่มองเห็นได้ชัดเจนเพราะย้ำถึง 3 ครั้ง และมุมซ้ายด้านล่างมีโลโก้ OnePlus

เมื่อเปิดกล่องออกมาจะพบตัวเครื่อง OnePlus Nord N10 5G ในสีน้ำเงินเข้ม Midnight Ice เงางามสะท้อนแสงสวยหรู ซึ่งมีให้เลือกสีนี้สีเดียวเท่านั้น

ส่วนอุปกรณ์ภายในกล่องมีดังนี้

  • อุปกรณ์เปิดถาดซิมการ์ด
  • อแดปเตอร์ชาร์จเร็ว Warp Charge 30T
  • สายดาต้าลิงค์แบบ USB Type-C
  • คู่มือการใช้งานฉบับย่อ และเอกสารความปลอดภัย

อแดปเตอร์ชาร์จเร็ว Warp Charge 30T

รูปลักษณ์ดีไซน์ / การออกแบบ

ตัวเครื่อง OnePlus Nord N10 5G มีดีไซน์สวยหรู ด้วยรูปทรงเพรียวบางเพียง 9 มม. และน้ำหนักเบาเพียง 190 กรัม โดยมีสี Midnight Ice ให้เลือกเพียงสีเดียวเท่านั้น

หน้าจอแสดงผลแบบ IPS LCD ความละเอียด FHD+ 1080×2400 พิกเซล (406 ppi) ขนาด 6.49 นิ้ว ในอัตราส่วน 20:9 โดยมีอัตรารีเฟรชเรทสูงสุด 90Hz ครอบทับด้วยกระจกกันรอย Corning Gorilla Glass 3 และเจาะรูฝังกล้องเซลฟี่ที่มุมซ้ายด้านบน

ด้านหลังเครื่องมาในสีน้ำเงินเข้มๆ แบบ Glossy สะท้อนเป็นเงาสวยงาม พร้อมดีไซน์ขอบโค้งช่วยให้ถือจับได้อย่างถนัดมือ

โดยมุมซ้ายด้านบนติดตั้งกล้อง 4 ตัว พร้อมไฟแฟลชคู่ LED อยู่ในโมดูลสี่เหลี่ยม ประกอบด้วย

  • กล้องหลักความละเอียด 64 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.79 และระบบกันสั่น EIS
  • กล้องตัวที่ 2 เลนส์ Ultra Wide Angle ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.25 ถ่ายมุมกว้างได้ 119 องศา
  • กล้องตัวที่ 3 เลนส์ Depth ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • กล้องตัวที่ 4 เลนส์ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4

ด้านซ้ายข้างเครื่องมีช่องใส่ SIM Card ซึ่งรองรับ 2 SIM แบบ nanoSIM Card 2 ช่อง กับปุ่มปรับเพิ่มลดระดับเสียง

ด้านขวาข้างเครื่องมีปุ่ม Power สำหรับเปิดปิดเครื่อง

ด้านบนมีช่องลำโพงเสียง

ด้านท้ายเครื่องมีช่องหูฟัง 3.5 มม., ช่องไมโครโฟนสำหรับสนทนา, พอร์ต USB Type-C และช่องลำโพงเสียง

ไฮไลท์ฟีเจอร์เด่นบน OnePlus Nord N10 5G

OnePlus Nord N10 5G มาพร้อมจอแสดงผลแบบ IPS LCD ขนาด 6.49 นิ้ว หน้าจอแบน ไม่โค้ง โดยอัตรารีเฟรชเรท 90Hz เล่นเกมหรือดูคอนเทนต์ต่างๆ ได้อย่างลื่นไหล และสามารถเลือกปรับได้อัตโนมัติ หรือตั้งค่าที่รีเฟรชเรท 60Hz เพื่อประหยัดแบตเตอรี่ได้

ใช้ขุมพลังชิปเซ็ตอย่าง Qualcomm Snapdragon 690 ครอบทับด้วยระบบปฏิบัติการ OxygenOS ที่ลื่นไหล ไม่มีสะดุด การันตีการอัพเดตซอฟแวร์และระบบความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง

รองรับ 5G ที่เร็วแรงและลื่นไหล สามารถใช้งานได้จริงบนเครือข่าย AIS 5G และ True 5G โดยรองรับคลื่นความถี่ n1, n3, n7, n28, n41, n66, n78

รองรับการชาร์จเร็ว Warp Charge 30T โดย OnePlus Nord N10 5G มาพร้อมแบตเตอรี่ความจุ 4,300mAh ชาร์จเพียงครึ่งชั่วโมงก็สามารถใช้งานได้ทั้งวัน

ทั้งนี้ ในส่วนคุณสมบัติอื่นๆ ของ OnePlus Nord N10 5G สามารถติดตามได้ในรีวิวฉบับเต็มเร็วๆ นี้

from:https://www.mobileocta.com/unboxing-preview-oneplus-nord-n10-5g/

Unboxing : พรีวิวแกะกล่อง OnePlus Nord N10 5G สมาร์ตโฟน 5G สนุกไม่ยั้ง ปังไม่หยุด

OnePlus Nord N10 5G สมาร์ตโฟน 5G รุ่นล่าสุดของ OnePlus ที่เปิดในต่างประเทศไปเมื่อช่วงปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา และกำลังจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในบ้านเราวันที่ 30 พฤศจิกายนนี้ โดยเป็นสมาร์ตโฟนระดับกลาง ราคาประหยัด ที่มาพร้อมคอนเซปต์ “สนุกไม่ยั้ง ปังไม่หยุด”

OnePlus Nord N10 5G โดดเด่นในเรื่องดีไซน์ และฟีเจอร์การใช้งานต่างๆ ทั้งจอรีเฟรชเรท 90Hz, รองรับ 5G ที่พร้อมใช้งานได้จริง, กล้องหลัง 4 ตัว Quad Camera ความละเอียด 64MP ถ่ายชัด เก็บทุกรายละเอียด และรองรับชาร์จเร็ว Warp Charge 30T เช่นเคยก่อนจะชมรีวิวเต็ม มาขมพรีวิวแกะกล่องกันก่อนเลยครับ

OnePlus Nord N10 5G

สเปกเบื้องต้น OnePlus Nord N10 5G

ขนาด 163 x 74.7 x 9 มม.
น้ำหนัก 190 กรัม
หน้าจอ IPS LCD ความละเอียด FHD+ 1080 x 2400 พิกเซล (406 ppi) ขนาด 6.49 นิ้ว ในอัตราส่วน 20:9 โดยมีอัตรารีเฟรชเรทสูงสุด 90Hz และครอบทับด้วยกระจกกันรอย Corning Gorilla Glass 3
หน่วยประมวลผล ใช้หน่วยประมวลผลซีพียูแบบ Octa Core ความเร็ว 2.0GHz โดยใช้ชิปเซ็ท Qualcomm SM6350 Snapdragon 690 5G (8 nm), หน่วยประมวลผลกราฟิก Adreno 619L
RAM 6GB
หน่วยความจำภายในเครื่อง 128GB
microSD Card สูงสุด 256GB
ระบบปฏิบัติการ OxygenOS 10.5 based on Android 10
เชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac, dual-band, Wi-Fi Direct, hotspot
Bluetooth 5.1, A2DP, LE
NFC
GPS with dual-band A-GPS, GLONASS, GALILEO, BDS
กล้องถ่ายภาพ กล้องหลัง 4 เลนส์ AI Quad Camera พร้อมไฟแฟลช LED
– กล้องหลักความละเอียด 64 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.79 และระบบกันสั่น EIS
– กล้องตัวที่ 2 เลนส์ Ultra Wide Angle ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.25 ถ่ายมุมกว้างได้ 119 องศา
– กล้องตัวที่ 3 เลนส์ Depth ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
– กล้องตัวที่ 4 เลนส์ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4

กล้องหน้าความละเอียด 16 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.05 และระบบกันสั่น EIS

รองรับระบบ Dual Slot  แบบ 2 ซิม ชนิดนาโนซิม รองรับ 4G/5G แบบ Dual Mode (SA/NSA)
5GNR: n1,3,7,28,41,66,78
LTE-FDD: B1,2,3,4,5,7,8,12,17,20,28,66
LTE-TDD: B38,39,40,41
MIMO: 5GNR: n1/3/7/41/78; LTE: B1/3/7/38/41
WCDMA: B1,2,4,5,8
CDMA: BC0
GSM: 850/900/1800/1900
แบตเตอรี่ 4300mAh รองรับระบบชาร์จเร็ว Warp Charge 30T
สี น้ำเงินเข้ม Midnight Ice
ราคา XX,XXX บาท

บรรจุภัณฑ์ / อุปกรณ์ภายในกล่อง

กล่องแพคเกจจิ้งของ OnePlus Nord N10 5G เป็นกล่องกระดาษแข็งสีดำขนาดพอดีกับตัวเครื่องไม่ยาวเหมือนกล่องของรุ่นเรือธง ด้านหน้ากล่องมาพร้อมชื่อรุ่น N10 ขนาดใหญ่มองเห็นได้ชัดเจนเพราะย้ำถึง 3 ครั้ง และมุมซ้ายด้านล่างมีโลโก้ OnePlus

เมื่อเปิดกล่องออกมาจะพบตัวเครื่อง OnePlus Nord N10 5G ในสีน้ำเงินเข้ม Midnight Ice เงางามสะท้อนแสงสวยหรู ซึ่งมีให้เลือกสีนี้สีเดียวเท่านั้น

ส่วนอุปกรณ์ภายในกล่องมีดังนี้

  • อุปกรณ์เปิดถาดซิมการ์ด
  • อแดปเตอร์ชาร์จเร็ว Warp Charge 30T
  • สายดาต้าลิงค์แบบ USB Type-C
  • คู่มือการใช้งานฉบับย่อ และเอกสารความปลอดภัย

อแดปเตอร์ชาร์จเร็ว Warp Charge 30T

รูปลักษณ์ดีไซน์ / การออกแบบ

ตัวเครื่อง OnePlus Nord N10 5G มีดีไซน์สวยหรู ด้วยรูปทรงเพรียวบางเพียง 9 มม. และน้ำหนักเบาเพียง 190 กรัม โดยมีสี Midnight Ice ให้เลือกเพียงสีเดียวเท่านั้น

หน้าจอแสดงผลแบบ IPS LCD ความละเอียด FHD+ 1080×2400 พิกเซล (406 ppi) ขนาด 6.49 นิ้ว ในอัตราส่วน 20:9 โดยมีอัตรารีเฟรชเรทสูงสุด 90Hz ครอบทับด้วยกระจกขอบโค้ง 2.5D Corning Gorilla Glass  และเจาะรูฝังกล้องเซลฟี่ความละเอียด 16 ล้านพิกเซลที่มุมซ้ายด้านบน

ด้านหลังเครื่องมาในสีน้ำเงินเข้มๆ แบบ Glossy สะท้อนเป็นเงาสวยงาม พร้อมดีไซน์ขอบโค้งช่วยให้ถือจับได้อย่างถนัดมือ

โดยมุมซ้ายด้านบนติดตั้งกล้อง 4 ตัว ดีไซน์เป็นรูปตัว L พร้อมไฟแฟลชคู่ LED อยู่ในโมดูลสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่มีมุมโค้งมน ประกอบด้วย

  • กล้องหลักความละเอียด 64 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.79 และระบบกันสั่น EIS
  • กล้องตัวที่ 2 เลนส์ Ultra Wide Angle ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.25 ถ่ายมุมกว้างได้ 119 องศา
  • กล้องตัวที่ 3 เลนส์ Depth ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
  • กล้องตัวที่ 4 เลนส์ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4

ด้านซ้ายข้างเครื่องมีช่องใส่ SIM Card ซึ่งรองรับ 2 SIM แบบ nanoSIM Card 2 ช่อง กับปุ่มปรับเพิ่มลดระดับเสียง

ด้านขวาข้างเครื่องมีปุ่ม Power สำหรับเปิดปิดเครื่อง

ด้านบนมีช่องลำโพงเสียง

ด้านท้ายเครื่องมีช่องหูฟัง 3.5 มม., ช่องไมโครโฟนสำหรับสนทนา, พอร์ต USB Type-C และช่องลำโพงเสียง

ไฮไลท์ฟีเจอร์เด่นบน OnePlus Nord N10 5G

OnePlus Nord N10 5G มาพร้อมจอแสดงผลแบบ IPS LCD ขนาด 6.49 นิ้ว หน้าจอแบน ไม่โค้ง โดยอัตรารีเฟรชเรท 90Hz เล่นเกมหรือดูคอนเทนต์ต่างๆ ได้อย่างลื่นไหล และสามารถเลือกปรับได้อัตโนมัติ หรือตั้งค่าที่รีเฟรชเรท 60Hz เพื่อประหยัดแบตเตอรี่ได้

ใช้ขุมพลังชิปเซ็ตอย่าง Qualcomm Snapdragon 690 ครอบทับด้วยระบบปฏิบัติการ OxygenOS ที่ลื่นไหล ไม่มีสะดุด การันตีการอัพเดตซอฟแวร์และระบบความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง พร้อมหน่วยประมวลผลกราฟิก Adreno 619L และชิปโมเด็ม 5G ซึ่งทำความเร็วในการดาวน์โหลดได้สูงสุด 2.5Gbps และอัปโหลดได้สูงสุด 900Mbps

รองรับ 5G ที่เร็วแรงและลื่นไหล พร้อมใช้งาน 5G ในประเทศไทยได้ทันทีตั้งแต่แกะกล่อง โดยรองรับคลื่นความถี่ n1, n3, n7, n28, n41, n66, n78

รองรับการชาร์จเร็ว Warp Charge 30T โดย OnePlus Nord N10 5G มาพร้อมแบตเตอรี่ความจุ 4,300mAh ชาร์จเพียงครึ่งชั่วโมงก็สามารถใช้งานได้ทั้งวัน

ทั้งนี้ OnePlus Nord N10 5G มีกำหนดเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทยวันที่ 30 พฤศจิกายน 63 เวลา 16.00 น. สามารถติดตามไลฟ์เปิดตัวได้ที่ Facebook : OnePlus Thailand, Youtube : OnePlus Thailand และ Lazada : https://s.lazada.co.th/s.Xmox1 และติดตามรีวิวฉบับเต็มได้เร็วๆ นี้

from:https://www.mobileocta.com/preview-oneplus-nord-n10-5g/

รีวิว Vivo Y12s จอใหญ่จุใจ แบต 5,000 mAh พร้อมที่สแกนนิ้ว มาในเรทราคาประหยัด

Vivo Y12s สมาร์ทโฟนในเรทราคาไม่แพง รุ่นเล็กราคาเบาๆ แต่มาพร้อมกับหน้าจอขนาดใหญ่ Halo FullView Display ขนาด 6.51นิ้ว พร้อมแบตเตอรี่ใหญ่ถึง 5,000 mAh เน้นใช้งานยาวนานตลอดวัน และหน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่สำหรับการอ่านและรับชมคลิปวีดีโอโดยเฉพาะ

Vivo Y12s เปิดราคาจำหน่ายมา 4,299 บาท เหมาะสำหรับผู้ใช้สมาร์ทโฟนในงานเบื้องต้นทั่วไป เช่นการเล่นโซเชี่ยลเน็ตเวิร์ค หรือการนำมารับชมคลิปวีดีโอ รวมถึงเล่นเกมนิดหน่อย หรือซื้อไว้ให้สำหรับเด็กหรือผู้ใหญ่ในบ้านใช้งานครับ ไม่ต้องชาร์จบ่อย หน้าจอใหญ่ๆ เห็นได้เต็มตา

ตัวเครื่องออกแบบมาแบบโค้ง 2.5D ออกแบบมาดีนะครับ ฝาหลังดูสวยเฉี่ยว มีเงาสะท้อนคล้ายกระจก ด้านข้างโค้งสวยงาม และมีที่สแกนลายนิ้วมือมาให้พร้อมใช้ อยู่บริเวณด้านข้างเครื่องเป็นทั้งที่สแกนลายนิ้วมือและเป็นปุ่มพาวเวอร์เปิดปิดในตัว ซึ่งใช้ของค่อนข้างดีเพราะสแกนได้แม่นและไวมาก แค่แตะนิ้วก็เข้าใช้งานได้แทบจะทันทีเลย และรองรับปลดล็อคหน้าจอด้วยใบหน้าด้วยเช่นกัน

Vivo นำรุ่น Y12s เข้ามาจำหน่ายสองสีด้วยกันครับ หนึ่งคือสี Glacier Blue ได้รับแรงบันดาลใจจากภูเขาน้ำแข็งที่อยู่ภายใต้ดวงอาทิตย์ เป็นสีฟ้าอ่อนดูสดชื่นและความอบอุ่นของแสงอาทิตย์ อีกหนึ่งสีคือ Phantom Black สีเข้มคลาสสิคได้รับแรงบันดาลใจจากหินโมราสีดำ ผสมกับสีน้ำเงินเข้ม สะท้อนเงาดำเหลื่อมน้ำเงินเข้าภายใน สีเหมือนอัญมณีที่สะท้อนกับเงาแสงครับ เป็นเครื่องรุ่นเล็กที่สีสวยมาก ไม่ดำซะทีเดียวและไม่เป็นสีน้ำเงินจัดซะทีเดียว ซึ่งเป็นสีเครื่องที่เห็นในรีวิวนี้นั้นเองครับ

โมดูลกล้องหลังให้มาเป็นกล้องคู่ AI Dual camera ครับ ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล พร้อมเลนส์ Bokeh สำหรับถ่ายภาพละลายหลัง Portrait ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล ตีขอบโลหะสีเงิน ตัดกับฝาหลังสีเข้ม

ด้านหน้าเป็นจอขนาดใหญ่ครับ Halo FullView Display 6.51 นิ้ว LCD IPS ความคมชัด HD+ (1600×720 พิกเซล) สามารถกรองแสงสีฟ้าที่เป็นอันตรายต่อดวงตาได้ ขอบจอไม่หนา วางกล้องหน้าความละเอียด 8 ล้านพิกเซลอยู่กลางจอด้านบน รองรับการถ่ายภาพหน้าใสด้วย Face beauty

ด้วยขนาดขอบเครื่องถือว่าได้จอดีนะครับ ภาพชัด จอใหญ่ มองเห็นได้สบายตาสำหรับผู้ใหญ่ และใช้รับชมวีดีโอได้ถูกใจเด็กๆ แน่นอน

ตัวเครื่องรองรับ 2 ซิมการ์ดแบบ 3 สล็อต ใช้พอร์ทใต้เครื่องเป็น Micro USB สำหรับการเชื่อมต่อ OTG และชาร์จแบตเตอรี่

ขนาดแบตเตอรี่ใหญ่มากครับ 5,000 mAh ใส่ชาร์จไว 10W มาให้เพื่อไม่ให้ชาร์จช้าจนเกินไป จากที่ทดสอบใช้งานแบตของมันทำงานได้ข้ามวันเลยครับ ใช้งานทั่วไปได้สองวัน ถ้าเปิดหน้าจอทิ้งไว้ต่อเนื่องจะลดลงชั่วโมงละ 12% เท่านั้นเอง ใช้งานเล่นเกมได้เกิน 8 ชั่่วโมงแน่นอนครับ และสามารถทำ Reverse charging 5V/1A ออกไปยังอุปกรณ์ภายนอกได้ผ่านการเชื่อมต่อสาย OTG จากพอร์ท Micro USB ใต้เครื่องด้วยครับ

อุปกรณ์ภายในกล่องมีเคสใสแถมมาให้ พร้อมที่ชาร์จและสาย Data จะไม่มีชุดหูฟังแถมมาให้ภายในกล่องนะครับ

การใช้งานภายใน Vivo y12s

 ระบบภายในใช้ระบบ Android 10 ครอบทับด้วย Funtouch OS 11 ระบบเรียบง่าย มีฟังก์ชั่นให้ใช้งานพอประมาณ โดยจะมีหน้าพิเศษ ที่รวมข้อมูลและการเรียกใช้สำคัญอย่าง Jovi มาให้งานกันในหน้าแรกของ UI




Vivo ให้บริการ ธีมสโตร์ แอพสโตร์ และเกมสโตร์ ที่คัดสรรมาให้ผู้ใช้สามารถดาวน์โหลดสิ่งต่างๆ มาใช้ได้ทันทีโดยไม่ต้องล็อคอินใดๆ ก่อนครับ




หน่วยประมวลผล Helio P35 RAM 3 GB และ ROM 32 GB เป็นรุ่นเล็กสเปค New-Entry เหมาะใช้งานทั่วไป เช่นเล่น Facebok, Twitter, หรือรับชมคลิปวีดีโอจากแอพบริการภาพยนตร์ต่างๆ หรือ Youtube เป็นต้น เข้าอ่านเว็บไซด์ อ่านข่าว อ่านการ์ตูน สบายๆ ครับ จอใหญ่ใช้งานได้ทั้งวันเพราะแบตเยอะ อาจจะไม่เหมาะสมสำหรับการนำไปเล่นเกมในระดับสูง เข้าเกมพอเล่นได้ แต่ไม่ลื่นไหลแบบเครื่องรุ่นใหญ่แน่นอน

โหมด Ultra Game ออกแบบมาสำหรับคนเล่นเกม ปิดกั้นการติดต่อที่จะเข้ามาในระหว่างเล่นเกม รวมถึงปรับประสิทธิภาพเครื่องให้สามารถเล่นเกมได้เต็มประสิทธิภาพมากที่สุดครับ จากที่ทดสอบมันสามารถเล่นเกม MOBA อย่างเกม ROV หรือ LOL อาจจะมีสะดุดหน่อยครับ ระบบ Multi-Turbo 3.0 จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเล่นเกมให้ดียิ่งขึ้น ลดปัญหาการหยุดชะงักและความล่าช้า จัดสรรทรัพยากรมาใช้เพื่อการประมวลผลเมื่อมีแอพพลิเคชันจำนวนมากที่เปิดใช้งานพร้อมกัน




Vivo Y12s มีแอปช่วยเหลือผู้ใช้ในการดูแลเครื่องอย่าง iManager ที่คอยกำจัดไฟล์ขยะ ป้องกันแอปพลิเคชั่นประสงค์ร้าย ให้ระบบเครื่องเราเบาและมีความปลอดภัยอยู่เสมอ ซึ่งลดปัญหาการใช้งานที่ไม่เข้าใจของกลุ่มผู้ใช้สมาร์ทโฟนในระดับเริ่มต้น รวมถึงเด็กและผู้สูงอายุนั้นเองครับ


รองรับการตั้งค่าเปิดโหมดถนอมสายตาบนหน้าจอไว้ล่วงหน้า โดยสามารถตั้งวันเวลาให้มันเปิดปิดได้เองอัตโนมัติในทุกๆ วัน รวมถึงโหมดสีดำ เพื่อเปลี่ยนหน้าเมนูและการใช้งานต่างๆ ให้กลายเป็นสีดำเพื่อความสบายตาได้ครับ



มีโหมด “โทนสีเทา” หรือโหมดสำหรับการเข้านอนที่เราตั้งค่ากำหนดช่วงเวลาก่อนเข้านอนของเราเอาไว้ เพื่อให้โทรศัพท์ทำการปรับสีและแสงหน้าจอให้กลายเป็นโทนสีเทา รวมถึงป้องกันการรบกวนที่จะติดต่อเราเข้ามาในช่วงเวลาที่เราต้องการพักผ่อนครับ และจะกลับมาเป็นโหมดปกติได้เอง เมื่อถึงเวลาเช้าที่เราตั้งค่าเอาไว้





รองรับการเซฟภาพหน้าจอเป็นไฟล์วีดีโอ รองรับการใช้งานวิทยุ FM แต่ต้องเสียบสายหูฟังเพื่อใช้เป็นเสาอากาศ


การจับสัญญาณ

Vivo Y12s รองรับการเชื่อมต่อหลายอย่างที่ดูดีนะครับ ไม่ว่าจะเป็นสัญญาณ Bluetooth 5.0 เชื่อมต่อกับอุปกรณ์บลูทูธยุคใหม่ได้ไม่ตกเทคโนโลยี และรองรับ Wi-Fi 5.0 ด้วยครับ เชื่อมต่อสัญญาณเน็ตภายในบ้านไม่ช้าแน่นอน การจับสัญญาณ GPS ทำได้ปกติ ใช้เวลาในการระบุตำแหน่งไม่นาน





ทดสอบกล้องถ่ายภาพ Vivo Y12s

กล้องหน้า 8 ล้านพิกเซล มีตัวเดียวแต่สามารถถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอในการเซลฟี่ได้ด้วยซอฟท์แวร์ช่วยเหลือครับ ตัดหน้าคนคมใช้ได้ และมี Face Beauty สำหรับการปรับหน้าเนียนใสให้ใช้งาน ปรับความเนียนของผิวหน้าและโทนสีของผิวเพื่อให้ดูขาว ใส ตามสไตล์หนุ่มสาวชอบ ^^


ส่วนด้านหลังเป็นกล้องคู่ AI ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2 กล้องสามารถซูมภาพได้สูงสุด 4x แต่ซูมแบบไม่เสียรายละเอียดที่ 2x นะครับ


และเลนส์ Bokeh ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล สำหรับถ่ายภาพบุคคลได้สวยงามดูมีมิติมากขึ้น รองรับการถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอในโหมดภาพถ่ายบุคคล มาพร้อมด้วย Filters และ Face Beauty ปรับแต่งใบหน้าของแบบให้ดูเนียนสวยได้เช่นกัน

ตัวอย่างภาพถ่าย








สรุปท้ายรีวิว Vivo 12s

ใช้ง่าย แบตใหญ่ จอใหญ่ พร้อมมีที่สแกนลายนิ้วมือ ดูอะไรได้เต็มตาและใช้ได้ทั้งวัน หน้าจอค่อนข้างสวยดีเมื่อดูจากระดับราคา รองรับการเชื่อมต่อที่ควรต้องมีอย่าง WI-Fi 5.o หรือ Bluetooth 5.0 ครบในสิ่งสำคัญแต่ยังรักษาระดับราคาได้ดี ถือว่าน่าใช้สำหรับผู้เริ่มต้น หรือเด็ก, ผู้ใหญ่ในบ้าน ใช้เป็นเครื่องสำรองที่สองก็เหมาะสมเช่นกันด้วยแบตเตอรี่ 5,000 mAh สแตนด์บายได้หลายวันครับ

เปิดจำหน่ายแล้วในราคา 4,299 บาทครับ

ข่าว: รีวิว Vivo Y12s จอใหญ่จุใจ แบต 5,000 mAh พร้อมที่สแกนนิ้ว มาในเรทราคาประหยัด มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2020/11/23/review-vivo-y12s.html

รีวิว Dell XPS 15 9500 สเปก Core i7-10750H + GTX 1650 Ti + จอ 15.6″ UHD+ เบา 2 โล แบต 16 ช.ม. ประกันเทพ 3 ปี

Dell XPS 15 9500 ที่จัดได้ว่าเป็นโน๊ตบุ๊คประสิทธิภาพสูงรุ่นใหม่ล่าสุด ที่มาพร้อมกับตระกูล XPS รุ่นใหม่ๆ ทั้ง XPS 13 / XPS 17 ซึ่ง XPS 15 ได้หน้าจอ 15.6″ คุณภาพสูงความละเอียดสูง 4K UHD+ สเปกเป็น Intel Core i Gen 10H + NVIDIA GeForce ระดับ Gaming กับน้ำหนักและดีไซน์การออกแบบที่เล็กกว่า พกพาสะดวก แน่นอนว่านั่นก็มาจากการที่ Dell มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ต่อเนื่อง

พร้อมทั้งต่อยอดความสำเร็จที่มีมาโดยตลอด บริการ Dell Premium Support ซ่อมตรงถึงที่ ทุกที่ ในอีก วันทำการ (On-site Sevice) รวมไปถึงบริการอื่นๆ ทำให้มั่นใจได้เลย บริการหลังการขายของ Dell นั้นยอดเยี่ยมอย่างแน่นอน ซึ่ง Dell XPS 15 9500 รับประกันถึง 3 ปีเต็มด้วยกัน เรียกได้ว่ามีความน่าสนใจตามสไตล์ Dell จริงๆ โดยเครื่องที่ได้เรารับมารีวิวครั้งนี้ ได้จากทางร้าน ITrinity ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการของ Dell ใครสนใจ Dell รุ่นต่างๆ ก็สามารถเข้าชมได้ที่ Page ได้เลย 

Dell XPS 15 9500 Top 1

Dell XPS 15 9500 เป็นซีรีส์ที่หายไปในตลาดหลายปี ล่าสุดกลับใช้สเปกเป็นชิประมวลผลตัวแรงยอดนิยมอย่าง Core i7-10750H และการ์ดจอระดับกลางอย่าง NVIDIA GeForce GTX 1650 Ti โดดเด่นด้วยดีไซน์และฟีเจอร์ต่างๆ ทั้งหน้าจอและลำโพงคุณภาพดี ส่งผลให้เราได้พบประสบการณ์ใช้งานที่เหนือชั้นกว่าโน๊ตบุ๊คที่เน้นประสิทธิภาพทั่วๆ ไปในตลาดทีเดียว สนนราคาค่าตัวที่ 79,990 บาท หรือ 69,990 บาท สำหรับรุ่นหน้าจอ Full HD + ที่ 1920 x 1200 พิกเซล

VDO Unbox

NBS Verdict

เรียกได้ว่ามีความน่าสนใจจริงๆ สำหรับ Dell XPS Series ปี 2020 ตัวล่าสุด ที่เน้นความพรีเมียมจากทาง Dell อย่าง Dell XPS 15 9500 สเปก Intel Core i Gen 10H ที่ต่อยอดความสำเร็จตระกูล XPS 13 และเป็นรุ่นรองของ XPS 17 ได้เป็นอย่างดี มาพร้อมความสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของดีไซน์การออกแบบ ภาพลักษณ์ วัสดุ งานประกอบ รวมไปถึงประสิทธิภาพและประสบการณ์ใช้งานที่ดีกว่า

ที่แม้ว่าอาจจะข้อสังเกตุในเรื่องของราคาค่าตัวที่สูงซักหน่อย ซึ่งเหมาะกับคนที่พร้อมจ่ายสุดยอดโน้ตบุ๊คบางเบาที่ได้ประสิทธิภาพสูง หน้าจอใหญ่ที่ 15.6″ 4K Ultra HD+ (หรือ Full HD+) พาเนล IPS เกรดสูง กระจก Corning Gorilla Glass 6 ทัชสกรีนได้ พร้อมลำโพง 4 ตัว เสียงดังและดีแบบสะใจ ที่ใช้ร่วมกับเทคโนโลยี Waves Nx 3D อย่างไม่มีในโน้ตบุ๊คทั่วไปแน่นอน

Dell XPS 15 9500 Review 25

โดดเด่นเหนือกว่ารุ่นอื่นๆ ด้วยการที่ตัวเครื่องมีขนาดเล็กเทียบเท่าโน๊ตบุ๊คหน้าจอ 14″ ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงแล้วเป็นโน๊ตบุ๊คหน้าจอ 15.6″ รวมไปถึงก็มีน้ำหนักเบากว่าด้วย เพียง 2 กิโลกรัมและบางสุดเพียง 18 มิลลิเมตรเท่านั้น พร้อมมีดีไซน์ที่เปลี่ยนแปลงไปจากรุ่นก่อนๆ ซึ่งมีความเรียบง่ายยิ่งขึ้น แต่ก็ยังคงเอกลักษณ์ความเป็น Dell ไว้เต็มเปี่ยม

ที่สำคัญด้วยสีสันที่แตกต่างจากแบรนด์อื่นๆ ก็คือ สี Platinum Silver พร้อมลวดลายวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ ซึ่งเหมาะกับหนุ่มๆ หรือสาวๆ ที่เน้นความเท่ ที่ได้ความหรูหราและเป็นทางการ นับว่าเป็นส่วนที่มีผลต่อการซื้อเหมือนกัน เพราะเป็นรายละเอียดที่แตกต่าง หาไม่ได้ในโน๊ตบุ๊คแบรนด์อื่นๆ อีกทั้งยังสวนทางกับความแรงที่ได้ เพราะแบตเตอรี่สามารถใช้งานได้ยาวเกือบๆ 16 ชั่วโมงอีกด้วย 

ซึ่งถ้าเทียบ Dell XPS 15 9500 กับ Dell XPS 17 9700 ที่สเปกภายในแทบจะเหมือนกันทั้งหมด ต่างกันเพียง SSD ที่มีความจุน้อยกว่า และ Thunderbolt 3 ที่มีน้อยกว่า 1 พอร์ต โดยในความเป็นจริงผลการทดสอบต่างๆ รวมไปถึงการเล่นเกมก็ต้องยอมรับว่า Dell XPS 15 9500 ทำคะแนนหรือเฟรมเรทได้น้อยกว่าพอสมควร คาดว่าเป็นเพราะตัวเครื่องที่บางและเบากว่า แต่อย่างไรก็ตามก็มีจุดเด่นที่มากกว่าคือพกพาสะดวกและแบตเตอรี่ยาวนานกว่านั่นเอง (Dell XPS 17 9700 ใช้งานได้ 10 ชั่วโมง)

Dell XPS 15 9500 Review 38

อีกทั้งการเป็นโน๊ตบุ๊คบางเบาได้ประสิทธิภาพระดับสูง แถมยังมีการรับประกันที่ดีที่สุดถึง 3 ปีอีกด้วย ที่สำคัญคือ Dell Premium Support โดยทั้ง 3 ปี เป็นแบบ On-site Serive ซ่อมฟรีถึงบ้าน รวมถึงมีบริการหลังการขายอย่างการเข้าถึงผู้เชี่ยวชาญด้านฮาร์แวร์ และซอฟต์แวร์ได้โดยตรงผ่านโทรศัพท์ได้ตลอดเวลา 24×7 ให้คำปรึกษาและให้ความช่วยเหลือ ณ ไซต์งานหลังการประเมินอาการผ่านระบบจากระยะไกล รวมไปถึงบริการอื่นๆ อีกมากมาย 

จุดเด่น

  • เป็นโน้ตบุ๊คสเปก Gaming หน้าจอ 15.6″ แต่มีขนาดตัวเครื่องเล็กเทียบเท่ารุ่นหน้าจอ 14″
  • พาเนลหน้าจอ IPS มีคุณภาพสูง ขอบเขตสีกว้าง รองรับการทัชสกรีน
  • ความละเอียดสูงระดับ Ultra HD+ (มากกว่า Full HD ถึง 4 เท่า) พื้นที่ก็มากกว่า
  • ขอบจอบางพิเศษกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไป เพิ่มความโดดเด่น
  • น้ำหนักเบาตัวเครื่องบาง วัสดุเป็นอลูมิเนียมแบบพิเศษผสานด้วยคาร์บอนไฟเบอร์
  • ประสิทธิภาพดีด้วยชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10H รุ่นล่าสุด
  • พอร์ตการเชื่อมต่อมาตรฐาน Thunderbolt 3 จำนวน 3 พอร์ต
  • แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานเกือบๆ 16 ชั่วโมง
  • ระบบระบายความร้อน Stay Cool under pressure ด้วยพัดลม 2 ตัว
  • ลำโพง 4 ตัวคุณภาพสูง ให้ประสบการณ์ด้านเสียงที่ดีมาก
  • มี Windows 10 แท้ และมีซอฟต์แวร์ต่างๆ พร้อมใช้งาน
  • รองรับ Windows Hello ด้วยการแสกนนิ้วมือ ที่เป็นปุ่ม Power ในปุ่มเดียว
  • อแดปเตอร์มีขนาดเล็กพกพาสะดวก และหัวเป็นมาตรฐาน USB-C
  • Dell Premium Support ประกันถึง 3 ปี มาพร้อม On Site Service และบริการอื่นๆ

ข้อสังเกตุ

  • เทียบเฉพาะ CPU / GPU / RAM / SSD มีราคาสูงกว่า Notebook สเปกใกล้เคียงกันพอสมควร
  • ความร้อนสูงสุดค่อนข้างสูง (แต่ไม่มีผลในการใช้งาน) เพราะจัดการออกได้ดี
  • ถ้าได้เป็นการ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX 2060 น่าจะดียิ่งขึ้นไปอีก (ในราคาเท่าเดิมนะ)

Specification

Dell XPS 15 9500 รุ่นที่เราได้รับมารีวิวเป็นเครื่องขายจริง ด้วยสเปกเป็นชิปประมวลผลตัวแรง Intel Core i Gen 10H อย่าง Core i7-10750H (2.60 GHz, 12 MB L3 Cache, up to 5.00 GHz) ที่ถือได้ว่าเป็นรุ่นที่มีประสิทธิภาพสูงและยอดนิยมที่สุดใน Gaming Notebook ทุกๆ รุ่น ทำงานแบบ 6 คอร์ 12 เธร์ด รองรับหลากหลายการใช้งานแบบเหนือชั้นกว่ารุ่นอื่นๆ ส่วนการ์ดจอเป็น NVIDIA GeForce GTX 1650 Ti (4GB GDDR6) เรียกได้ว่าตอบสนองการเล่นเกมได้เต็มที่ในการเล่นเกม 3 มิติแน่นอน 

DELL XPS 15 9500 W5671700THW10

หน้าจอขนาด 15.6″ แบบครอบด้วยกระจก Corning Gorilla Glass 6 ทัชสกรีนได้ ให้ความแข็งแรงทนทาน พาเนลเป็น IPS เกรดสูงระดับมืออาชีพ ที่ความละเอียด 4K Ultra HD+ (3840×2400) สัดส่วนเป็น 16:10 ตามมาตรฐานของ Dell XPS ที่ได้พื้นที่มากกว่า เรียกได้ว่าเป็นหน้าจอที่ออกแบบมาพิเศษเพื่อใช้งานกับ Dell XPS 15 9500 โดยเฉพาะ 

ได้หน่วยความจำแรมมาขนาด 16GB DDR4 Bus 29336MHz ที่เพียงพอในการใช้งาน  และในส่วนของที่เก็บข้อมูลเป็น SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB ที่เร็วแรงลื่น ตัวเครื่องยังมีลำโพง 4 ตัว ทำงานร่วมกับฟีเจอร์ Waves Nx 3D audio ทำให้การขับเสียงเวลาเล่นเกม หรือดูหนังฟังเพลงทำได้อย่างยอดเยี่ยมอีกด้วย

ทางด้านพอร์ทเชื่อมต่อก็จัดเต็มด้วย Thunderbolt 3 จำนวน 4 พอร์ต และช่องหูฟังอีก 1 ช่อง การเชื่อมต่อไร้สายอย่างก็รองรับตัวที่เป็น Bluetooth 5.1 และ Killer AX1650w, 2×2 MIMO, 2.4/5 GHz, Wi-Fi 6 AX  ถือว่าเป็น Notebook ในช่วงราคานี้ ที่น่าสนใจและไม่ซ้ำใคร เพราะได้ทั้งสเปกและฟีเจอร์ที่จัดเต็มสมกับเป็นตระกูล XPS จาก Dell จริงๆ ด้วยค่าตัว 79,990 บาท ได้ประกันเทพ 3 ปี On-site Service

Hardware / Design

ดีไซน์การออกแบบโดยรวมของ Dell XPS 15 9500 นั้นจะดูเล็กกว่าโน๊ตบุ๊คหน้าจอ 15.6″ รุ่นอื่นๆ อยู่พอสมควร เนื่องด้วยมีการใช้ตัวเครื่องขนาด 14″ เท่านั้น โดยพื้นที่ใช้งานจริงๆ จะเป็น 15.6″ สัดส่วน 16:10 ขอบหน้าจอบางเฉียบสุดๆ ที่เป็นขนาดหน้าจอที่ไม่เหมือนใครทั้งหมดในตลาด ทำให้ตัวเครื่องดูเล็ก กะทัดรัด เหมาะกับการพกพา แต่ทั้งนี้ถึงแม้ว่าตัวเครื่องจะเล็ก แต่ก็ยังใส่จอใหญ่คุณภาพสูงความละเอียดสูงมาให้อยู่ดี

Dell XPS 15 9500 Review 3

ทำให้ดีไซน์ออกมาได้ขอบหน้าจอบางแบบสุดๆ เพียงแต่อาจจะดูแปลกตาเล็กน้อยในตอนแรกๆ เท่านั้น ส่วนของบอดี้ จะใช้เป็นอลูมิเนียมผ่านกระบวนการ CNC มาตรฐานสูง (computer numerical control)  และคาร์บอนไฟเบอร์เป็นส่วนประกอบหลัก ซึ่งงานประกอบเองก็สมบูรณ์แบบ  ทำให้ได้ข้อดีมาก็คือทั้งความแข็งแรงและน้ำหนักที่เบากว่า ที่สำคัญส่งผลให้ภาพลักษณ์โดยรวมของตัวเครื่องดูหรูหรามากๆ ให้อารมณ์พรีเมียมสุดๆ

ตัวเครื่อง Dell XPS 15 9500 มีการออกแบบโดยรวมให้ดูทันสมัยและเรียบง่าย ที่มุมตัวเครื่องจะทำให้เป็นแบบโค้งมนแต่ว่าไม่ได้มนมากจนเกินไป ตามมาด้วยการใส่รายละเอียดในการทำให้ตัวเครื่องมีลักษณะลาดเอียงเล็กน้อย ที่ขอบอลูมิเนียมรอบของตัวเครื่องกับลวดลายโลหะที่หรูหรา และในส่วนของขอบด้านหน้าจะมีไฟ LED สีขาวแสดงสถานะการชาร์จไฟเข้าเครื่องอีกด้วย 

Dell XPS 15 9500 Review 22

ส่วนคาร์บอนไฟเบอร์นั้นจะถูกนำเอามาใช้ด้านในของตัวเครื่องเป็นหลัก ส่งให้เวลาที่เราเอามือมาวางจะรู้สึกว่าเป็นอะไรที่เหนือชั้นกว่าวัสดุทั่วๆ ไป แต่ก็เป็นรอยนิ้วมือได้ค่อนข้างง่ายเช่นกัน ดังนั้นผู้ใช้อาจจะต้องขยันเช็ดดูแลทำความสะอาดเครื่องซักหน่อย สมกับเป็นโน๊ตบุ๊คระดับสูงของทาง Dell เป็นรุ่นรองท็อปของ XPS ซีรีส์ก็ว่าได้ (รุ่นท็อปสุดจะเป็น Dell XPS 17 9700)

อีกหนึ่งจุดเด่นของ Dell XPS 15 9500 เป็นโน๊ตบุ๊คทรงประสิทธิภาพระดับสูงหน้าจอใหญ่กว่า 15.6″ ที่เน้นใช้งานนอกสถานที่ เพราะมีน้ำหนักตัวที่เบามากๆ แถมตัวเครื่องยังบางสุดๆ โดยสามารถถือได้ด้วยมือเดียวอย่างสบายๆ ด้วยน้ำหนักเพียง 2 กิโลกรัม ส่วนความบางก็บางเพียง 18 มิลลิเมตรเท่านั้น  บอกได้เลยว่าพกพาได้ง่ายสุดๆ แบบที่หารุ่นเปรียบเทียบได้ยาก ซึ่งแม้จะบางขนาดนี้ ยังได้รับการออกแบบเป็นอย่างดี 

Dell XPS 15 9500 Review 40

นอกเหนือจากนี้ Dell XPS 15 9500 แม้สเปกจะแรงและตัวเครื่องจะบางกว่ารุ่นอื่นๆ ก็ยังมีการใช้เทคโนโลยี Stay Cool Under Pressure ทำให้มาพร้อมกับพัดลมระบายอากาศจำนวน 2 ตัวซึ่งมีผลทำให้รุ่นใหม่นี้ นั้นจะมีเสียงรบกวนที่น้อยกว่าและความสามารถในการระบายความร้อนของตัวเครื่องที่มากกว่ารุ่นก่อนหน้าอีกด้วย 

ส่วนการออกแบบมาที่เป็นเอกลักษณ์ นั่นคือมีฝาหลังจะมีโลโก้ Dell อยู่ตรงกลางเครื่อง นับว่าเป็นการตั้งใจให้เหมือนเป็น DNA ในทุกๆ รุ่น นอกจากนี้การออกแบบยางรองใต้เครื่องก็เรียกได้ว่าไม่เหมือนใคร โดยใช้เป็นแถบยางยาวขนานไปกับแนวยาวของตัวเครื่อง พร้อมกับมีช่องระบายอากาศอยู่เป็นแนวยาวตรงฝาพับ ที่สำคัญยังมีการในส่วนของดีไซน์การออกแบบ Dell XPS 15 9500 แม้จอจะใหญ่ แต่ก็เลือกที่ไม่ใส่แป้น Numpad มาด้วย เพื่อให้พื้นที่กับคึย์บอร์ดและลำโพงอย่างเต็มที่ 

Dell XPS 15 9500 Review 38

พร้อมฟีเจอร์เปิดเครื่องอัตโนมัติเมื่อเปิดฝาเครื่องทุกครั้งแม้ว่าเราจะ Shut Down ไปแล้วก็ตาม ในส่วนนี้ทำให้เรามีความสะดวกสบายในการใช้งานมากยิ่งขึ้น เพราะทุกไม่จำเป็นต้องกดปุ่ม Power เพื่อเปิดเครื่องแต่อย่างใด เรียกได้ว่า Dell XPS 15 9500 สเปก Core i Gen 10H เครื่องนี้ได้รับการใส่ใจในการออกแบบเป็นดี ที่ไม่ใช้แค่ได้สเปกใหม่ล่าสุด แต่ตัวเครื่องฮาร์ดแวร์และดีไซน์นั้นมีความน่าประทับใจในทุกมิติจริงๆ

Dell XPS 15 9500 Review 5
Dell XPS 15 9500 Review 17
Dell XPS 15 9500 Review 18
Dell XPS 15 9500 Review 21
Dell XPS 15 9500 Review 34
Dell XPS 15 9500 Review 37
Dell XPS 15 9500 Review 42
Dell XPS 15 9500 Review 20
Dell XPS 15 9500 Review 31

Keyboard / Touchpad

ส่วนของคีย์บอร์ดนั้น Dell XPS 15 9500 เป็นแบบ MagLev keyboard โดยอาศัยแม่เหล็กช่วยยกตัว ซึ่งมีระยะยุบที่ 1.3 มิลลิเมตร โดยตัวปุ่มสีดำสกรีนตัวอักษรสีขาวขนาดใหญ่กว่า Dell รุ่นอื่นๆ มีการออกแบบมาให้ปุ่มมีความโค้งรับกับนิ้วมือได้พอดี ทำให้สามารถพิมพ์ได้ง่ายขึ้น ก็ถือว่าทำไว้ดีอยู่แล้วเช่นกัน

Dell XPS 15 9500 Review 10

กับคีย์บอร์ด 4 แถวขนาด Full Size อีกทั้งด้านการใช้งานในการพิมพ์ ก็ยังตอบสนองได้เป็นอย่างดีทั้งขนาดแป้นพิมพ์ที่รับกันนิ้วและช่องว่างระหว่างแป้นที่ทำให้มีความแม่นยำในการกด ในส่วนของไฟ LED Backlit ก็สามารถใช้งานได้ดีทีเดียว ส่วนปุ่มเปิดเครื่องจะไปอยู่ที่มุมขวาบนของคีย์บอร์ด พร้อมความสามารถใช้งานสแกนลายนิ้วมือ Fingerprint ใช้งาน Login Windows 10 ผ่านทาง Window Hello

Precision Touchpad ตามสไตล์ Dell มีขนาดที่ค่อนข้างใหญ่เมื่อเทียบกับขนาดตัวเครื่อง ส่วนดีไซน์นั้นก็ใช้เป็นแบบไม่มีปุ่มแยกออกมาเช่นเดียวกับโน๊ตบุ๊คหลายๆ รุ่น การใช้งานจัดได้ว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจ ตัวซอฟต์แวร์ควบคุมก็ช่วยจัดการได้ดี โดยมีการจับความเคลื่อนไหวว่าผู้ใช้กำลังพิมพ์ข้อความอยู่หรือไม่ ซึ่งจะช่วยให้เคอร์เซอร์ไม่เลื่อนไปจากตำแหน่งเก่า ถ้าผู้ใช้เผลอนำมือไปโดนทัชแพดเข้า

Dell XPS 15 9500 Review 13
Dell XPS 15 9500 Review 14
Dell XPS 15 9500 Review 12

Screen / Speaker

Dell XPS 15 9500 หน้าจอแสดงผลขนาด 15.6″ ขอบบางเฉียบทั้ง 4 ด้านด้วย InfinityEdge ที่มีความละเอียดระดับ Ultra HD+ ที่ 3840 x 2400 พิกเซล (มากกว่า Full HD ถึง 4 เท่า)โดยมีสัดส่วนหน้าจออยู่ที่ 16:10 ทำให้มีพื้นที่มากกว่าหน้าจอ 16:9 ทั่วๆ ไป พร้อมขอบเขตสีที่ใกล้เคียงมาตรฐาน sRGB 100% ช่วยให้ผู้ใช้ได้รับสีที่ถูกต้องในการแสดงผล 

Dell XPS 15 9500 Review 43

พร้อมด้วย Dolby Vision ช่วยปรับให้เราเห็นรายละเอียดของภาพมากยิ่งขึ้น ในการเพลิดเพลินไปกับคอนเท้นท์คุณภาพระดับ HDR ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน HDR400 โดดเด่นด้วยจอแบบกระจก Corning Gorilla Glass 6 ที่สดใสและทนทาน หายห่วงเรื่องของการเป็นรอยจากการใช้งาน นอกเหนือจากนี้ยังรองรับการทัชสกรีนถึง 10 จุดพร้อมๆ กัน

ที่สำคัญด้วยความสว่างที่สูงซึ่งสว่างกว่าหน้าจอโน๊ตบุ๊คทั่วไปเป็น 2 เท่า +  จึงสามารถแสดงผลได้ยอดเยี่ยมแม้จะอยู่กลางแจ้ง อีกทั้งยังครอบคลุมเฉดสีและมีอัตราส่วนคอนทราสต์สูง จึงถ่ายทอดสีสันได้มากกว่า อีกทั้งด้วยฟีเจอร์ Eyesafe เพื่อช่วยลดแสงสีน้ำเงินที่อาจเป็นอันตรายและกระจายไปตามสเปคตรัมของแสง

Dell XPS 15 9500 Review 4
Dell XPS 15 9500 Review 6
Dell XPS 15 9500 Review 7

โดยทดสอบด้วยอุปกรณ์ Spyder5Elite จากการ Display Analysis แสดงให้เห็นถึงขอบเขตความกว้างของสีสันเทียบเท่ากับมาตรฐาน sRGB 96% และ AdobeRGB 91% เรียกได้ว่าให้ประสิทธิภาพเรื่องของสีสันระดับที่ดีเยียม ความสว่างหน้าจอสูงสุดอยู่ที่เกือบๆ 500 cd/m2 ซึ่งจัดได้ว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานความสว่างที่ดีมากๆ ของหน้าจอในโน๊ตบุ๊คทั่วไป คือรองรับการใช้งานที่กลางแจ้งได้สบายๆ 

ต่อกันที่วัดความสว่างของหน้าจอตามตำแหน่งต่างๆ โดยแบ่งเป็น 9 ช่อง เทียบจากช่องกลางที่ปกติแล้วจะให้ความสว่างที่มากที่สุด ที่จะเห็นได้ว่าเป็น 0% ก็คือแสดงความสว่างได้เต็มที่ไม่มีผิดเพี้ยน แต่สำหรับช่องล่างกลางเหมือนจะมีแสงสว่างที่ลดลงระดับ 27% ในการทดสอบก็เพื่อให้เราใช้งานอย่างระมัดระวังสำหรับคนที่บังเอิญจำเป็นต้องใช้งานภาพถ่าย หรืองานกราฟิกอื่นๆ ปิดท้ายด้วยคะแนน 4.0

ลำโพงแบบ 4 ตัว (Quad-speaker) แบ่งเป็น Stereo woofer 2.5 W x 2 และ Stereo Tweeter 1.5 W x 2 เทคโนโลยี Waves Nx 3D audio นั้นอยู่บริเวณด้านซ้ายขวาขอบตัวเครื่องด้านล่างและด้านบน ทำให้สามารถจำลองเสียง 3 มิติได้ รองรับทุกๆ การใช้งาน ทั้งทำงานและความบันเทิง อย่างดูหนัง วีดีโอ Youtube Netflix หรือเล่นเกม 

ในเรื่องของความดังของเสียงเรียกว่าทำออกมาได้อย่างน่าประทับใจทีเดียว เพราะรวมแล้วอยู่ที่ 8W ส่วนในเรื่องคุณภาพเสียงนั้นถือว่ายอดเยี่ยม มีเสียงดังชัดเจนออกแนวใสๆ เน้นไปโทนกลางและแหลมเป็นหลัก แต่ก็ให้เรื่องของเสียงทุ่มที่ดีกว่าโน้ตบุ๊คทั่วไปแบบรู้สึกได้ เรียกได้โน๊ตบุ๊ครุ่นหนึ่งในตลาดที่เสียงดีที่สุดเลยก็ว่าได้

Connector / Thin And Weight

พอร์ตการเชื่อมต่อตัวเครื่อง Dell XPS 15 9500 นี้จัดว่าเป็น Notebook ที่มีความครบครับตามมาตรฐานของโน้ตบุ๊คยุคใหม่ แม้ว่าจะเป็นเครื่องที่มีการออกแบบมาให้เป็นเครื่องที่มีขนาดความบางและน้ำหนักเบาแต่เรื่องพอร์ตการเชื่อมต่อต่างๆ นั้น ก็มีมาให้มากพอทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น Thunderbolt 3 จำนวน 4 พอร์ต คือเลือกตัด USB-A ออกไปเลย (แต่ให้ตัวแปลง Dell Docking ที่เป็น USB-A และ HDMI มาให้อยู่)

Dell XPS 15 9500 Review 27

โดยทั้ง 3 พอร์ต รองรับโอนถ่ายข้อมูลความเร็วสูง 40Gbps ที่เร็วที่สุด รวมถึงการเชื่อมต่อหน้าจอ 4K, 8K และการชาร์จไฟจากอแดปเตอร์ หรือ Power Bank ที่เป็นมาตรฐาน PD (Power Delivery ) พร้อมช่องต่อหูฟังขนาดมาตรฐาน 3.5 มิลลิเมตร และ SD Card Reader ที่คนใช้งานระดับมมือาชีพน่าจะถูกใจกัน 

Dell XPS 15 9500 Review 30

ขนาดของตัวเครื่องและสายชาร์จ เมื่อเทียบกับขนาดของโน้ตบุ๊ค 15.6″ รุ่นอื่นๆ ถือได้ว่ามีมิติที่เล็กกว่าพอสมควร ส่วนน้ำหนักตัวเครื่องเปล่านั้น อยู่ที่ 2.5 กิโลกรัม และเมื่อรวมกับตัวอแดปเตอร์ที่มีขนาดเล็กที่หัวเป็น USB-C มีไฟ LED ในตัวเข้าไปด้วย ก็จะมีหนักไม่เกิน 2.9 กิโลกรัมเท่านั้น ก็จัดว่ามีน้ำหนักที่มีความเบามากๆ เลย แน่นอนว่าตอบสนองในเรื่องของการพกพาไปนอกสถานที่ได้อย่างเต็มรูปแบบ สมกับเป็น  Notebook บางเบาสเปกแรงในยุคปัจจุบันจริงๆ

Dell XPS 15 9500 Review 44
Dell XPS 15 9500 Review 49
Dell XPS 15 9500 Review 48

Performance / Software

สำหรับ Dell XPS 15 9500 มาพร้อมกับชิปประมวลผลรุ่นยอดนิยมของ Gaming Notebook อย่าง Intel Core i Gen 10H อย่าง Intel Core i7-10750H เน้นนำไปใช้งานหนักๆ  ไม่จะเป็นการโปรเซสหรือเล่นเกม 3 มิติ ที่กินทรัพยากรสูง โดยมีความเร็วในการประมวลผลอยู่ที่ 2.60 GHz แต่สามารถเร่งประสิทธิภาพขึ้นไปได้สูงสุดถึง 5.00 GHz เป็นซีพียูแบบ 6 Core 12 Threads มาพร้อมแรมภายในขนาด 16GB DDR4 Buss 2933MHz แบบ 8GB x 2 แถว ที่สามารถขับเคลื่อนระบบปฏิบัติการ Windows 10 ลิขสิทธิ์ที่มีมาให้แบบสบายๆ

c1 7.   c2 6

การ์ดจอเป็นแบบออนบอร์ดอย่าง Intel UHD Graphics 630 ที่ให้พลังในการประมวลผลที่ดีในระดับหนึ่ง อย่างในเรื่องของกราฟิก 2 มิตินั้นก็รองรับได้อย่างสบายๆ หรือถ้าเป็น 3 มิติ ก็ต้องบอกว่ารองรับการทำงานได้ในระดับเบื้องต้นเท่านั้น โดยมีการ์ดจอแยกตัวแรงคุ้มค่าอย่าง NVIDIA GeForceGTX 1650 Ti จากที่สเปกภายในได้รับการอัพเกรดขึ้น เห็นได้ชัดจากแรมการ์ดจอจะเป็น 4GB GDDR6 แทนที่รุ่นก่อนที่เป็น 4GB GDDR5 เน้นใช้งานกับ Gaming Notebook ร้อนน้อยกว่าแต่ก็แรงลื่นพอตัว เรียกได้ยิ่งตอบสนองในส่วนของการทำงานที่เกี่ยวข้องกับ 3 มิติ หรือเกมที่กินทรัพยากรได้เป็นอย่างดีทีเดียว

g1 7.   g2 5

สำหรับโปรแกรมทดสอบ CINEBENCH ที่เน้นในเรื่องของพลังชิปประมวลผล คะแนนก็อยู่ในระดับสูง เป็นที่น่าประทับใจ เปรียบเทียบกับชิปประมวลผลรุ่นก่อนหน้าแล้ว ก็ทำได้ดีกว่าพอตัว รวมไปถึงตัวการ์ดจอแยกเองก็มีประสิทธิภาพสูงขึ้น (แต่ออนชิปคือตัวเดิมนะ) เรียกได้ว่าตอบโจทย์ในส่วนของงานประมวลผลหนักๆ ได้อย่างสบายๆ รวดเร็วทันใจแบบสุดๆ สมกับเป็นชิปประมวลผลตัวบนในรุ่นใช้งานเต็มกำลัง และการ์ดจอระดับบน ที่เน้นการทำงานเป็นหลัก สมกับเป็นชิปประมวลผล Intel Core i7-10750H จริงๆ ตอบโจทย์ในทุกๆ การทำงานแน่นอน รวมไปถึงมีความสเถียรภาพที่สูงด้วย

cine15 6.   cine20 6

ตัวเก็บข้อมูลของเครื่องที่เลือกใช้ SSD ที่กลายเป็นมาตรฐานของ Notebook ไปแล้ว ซึ่งที่ติดตั้งมาก็เป็นมาตรฐานะดับสูง ทำคะแนนออกมาได้อย่างรวดเร็วเป็นที่น่าพอใจบนขนาดความจุใหญ่ 512GB แบบ M.2 NVMe PCIe Gen 4 ยิ่งเมื่อนำไปใช้เทียบกับฮาร์ดดิสก์แบบจานหมุนแล้วละก็จะเห็นถึงประสิทธิภาพทั้งในด้านการทดสอบและในด้านการใช้งานจริงที่แตกต่างกันอย่างเห็นเห็นได้ชัด เรียกได้ว่าเปิดอะไรปุ๊บก็ติดปั๊บ ที่ต้องบอกว่าความเร็วระดับการอ่านที่ราวๆ 3057 MB/s และเขียนที่ 2744 MB/s ที่เร็วกว่ารุ่นก่อนๆ แต่ก็ถือว่าดีกว่ามาตรฐาน M.2 ทั่วไป 

ssd 8

การทดสอบประสิทธิภาพกับโปรแกรม PCMark 10 Advance ซึ่งสามารถทำคะแนนการทดสอบรวมได้มากถึง 4812 คะแนน ถือได้ว่าในส่วนของการใช้งานทั่วไปโดยรวมนั้นสอบผ่านแบบสบายๆ ทั้งในส่วนของการเล่นเว็บไซต์ งานเอกสาร งานตกแต่งรูปภาพ รวมถึงงานตัดต่อวิดีโอ และจากการที่เป็น Notebook ระดับท็อปสเปกใหม่ล่าสุดจากชิปประมวลผล Intel Core i7-10750H มีการ์ดจอแยกระดับ Gaming อย่าง GTX 1650 Ti ทำให้มีคะแนนพุ่งกว่าโน๊ตบุ๊คปีก่อนๆ มากพอตัว

pc10 6

แม้ Dell XPS 15 9500 จะไม่ใช่ Gaming Notebook โดยตรง แต่เราก็นำมาทดสอบเกมที่ความละเอียด Full HD ตามมาตรฐาน Gaming เพื่อดูประสิทธิภาพ สำหรับคะแนนและเฟรมเรมในการเล่นเกมทำออกมาน่าสนใจมากๆ โดยเฉลี่ยของเฟรมเรท (FPS) จากทั้ง 7 เกมที่ได้ทดสอบมีค่าเฟรมเรทเฉลี่ยที่ลื่นไหลแทบทุกเกม

ประกอบไปด้วย Resident Evil 3 Remake / Battlefield V / FarCry 5 / GTA V ที่เป็นเกมออฟไลน์ที่กินทรัพยกร รวมไปถึงเกมออนไลน์ยอดนิยมอย่าง PUBG / DOTA 2 / Overwatch ซึ่งตรงนี้ก็สามารถชี้วัดความสามารถในการเล่นเกมที่กราฟิกละเอียดๆ และภาพสวยๆ ได้ลื่นไหลเป็นอย่างดีเลย

game test 5

ทดสอบเกมกินทรัพยากรพอตัวอย่าง RE 3 / BF V / GTA V / FarCry 5 ก็สามารถเล่นได้ดีที่ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล โดยกราฟิกปรับระดับสูงสุดทั้งหมด จากกราฟตามภาพด้านล่าง ที่ต้องบอกว่าเฟรมเรทที่ออกมานั้นมีความลื่นไหลพอตัว กับการตอบสนองความต้องการเล่นเกมได้ลงตัว

ซึ่งถ้าอยากให้เฟรมเรทลื่นไหลกว่านี้ก็สามารถเลือกปรับกราฟิกระดับกลางๆ ก็ได้ โดยในส่วนของ RE 3 ซึ่งเป็นเกมออกใหม่ล่าสุด เราปรับกราฟิกในเกมเป็น Max ที่ใช้แรมการ์ดจอไปกว่า 12GB ซึ่งเกินกว่าตัวการ์ดจอที่ 4GB แต่ก็ยังทำเฟรมเรทได้ลื่นไหลน่าประทับใจอยู่

ต่อกันที่เกมออนไลน์อย่าง PUBG / Overwatch / DOTA 2 ก็จัดการทดสอบแบบปรับสุดหมดให้ด้วยเช่นกัน โดยทั้งนี้การตั้งค่าความละเอียดของภาพก็อยู่ที่ 1920 x 1080 พิกเซลเช่นกัร ซึ่งเป็นความละเอียดที่จะสามารถเล่นให้ลื่นได้ สำหรับรายละเอียดภาพอื่นๆ ก็เรียกได้ว่าเปิดทุกอัน ผลที่ได้ออกมาก็คือสามารถเรนเดอร์ได้อย่างไหลลื่นในระดับเฟรมเรทที่สูงสุด

แม้กระทั่งฉากตะลุมบอนกันก็ไม่มีอาการช้าหรือหน่วงเลย  ซึ่งสรุปโดยรวมแล้ว ก็ถือว่าเล่นได้สบายๆ อยู่ ทั้ง 7 เกมที่เราได้ทำการทดสอบไป อย่างไรก็ตามถ้าเทียบกับ Gaming Notebook รุ่นสเปกใกล้เคียงกันจะได้เฟรมเรทที่ลื่นไหลเทียบเคียงกันได้ แต่ก็อย่าลืมว่าเราเลือกประเป็น Full HD ในการทดสอบด้วย อีกทั้งหน้าจอของ Dell XPS 15 9500 ก็รองรับ Refresh Rate ที่ 60Hz เท่านั้น  

dell

อีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจของ Dell XPS 15 9500 ก็คือมาพร้อมซอฟต์แวร์บันเดิลอย่าง SupportAssist โดยเป็นโปรแกรมซอฟต์แวร์ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้เราดูแลคอมพิวเตอร์ได้อย่างเหมาะสม ป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น และช่วยแก้ปัญหาได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว โปรแกรมนี้ยังระบุข้อมูลที่สำคัญสำหรับแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งนั่นหมายรวมไปถึงการอัพเดทไดร์เวอร์ต่างๆ และ Windows ด้วย จัดได้ว่าดีและใช้งานได้จริง

dpm

ปิดท้ายด้วย Dell Mobile Connect ซอฟต์แวร์ที่คอยเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน ช่วยให้ผู้ใช้ไม่ต้องแยกการใช้งานระหว่างพีซีและสมาร์ทโฟน  โดยเชื่อมต่อกันผ่านสัญญาณ Bluetooth ซึ่งทำให้การแจ้งเตือนต่างๆ ข้อมความ เบอร์โทร รวมไปถึงการโทรศัพท์ติดต่อ สามารถทำผ่านโน๊ตบุ๊คของ Dell ได้เลย สำหรับ Dell XPS 15 9500 ก็มีซอฟต์แวร์ตัวนี้ติดตั้งมาเป็นมาตรฐาน เรียกได้ให้ประสบการณ์การใช้งานที่ดีกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไปมากทีเดียว

mo

Battery / Heat / Noise

แบตเตอรี่ของ Dell XPS 15 9500 เป็นแบบฝังไว้ในเครื่องเหมือนกับโน๊ตบุ๊คหลายๆ รุ่นในปัจจุบัน ตัวแบตเตอรี่จากการทดสอบด้วยการเปิด Wi-Fi และปรับเป็น Power Saver Mode ทำงานต่อเนื่องยาวนานเกือบๆ 16 ชั่วโมงต่อเนื่องในการใช้งานอย่างการดูภาพยนตร์และเล่นอินเตอร์เน็ต ดู Youtube / Netflix

ซึ่งเวลาอาจจะปรับเปลี่ยนตามการใช้งานของแต่ละคน อาจจะลดเหลือ 10 ชั่วโมงก็เป็นไปได้ กรณีที่ใช้โปรแกรมอื่นๆ ร่วมด้วย นอกจากนี้ตัวเครื่องยังรองรับการชาร์จผ่านทาง Power Bank ที่เป็นมาตรฐาน PD (Power Delivery ) ทำให้สะดวกต่อการชาร์จไฟกลับนั่นเอง

batt 5

แต่อย่างไรก็ตามจากการที่สเปกจะแรงด้วยชิปประมวลผล Intel Core i7-10750H ทำให้ความร้อนสูงสุดที่เกิดขึ้นนั้นถืออยู่ในเกณฑ์ที่ปกติและรับได้ที่ไม่เกิน 100  องศาเซลเซียส เรียกได้ชุดระบายความร้อนจาก Dell ที่เยี่ยมยอด แต่ก็ต้องยอมรับว่าตัวเครื่องเน้นความบาง ส่งผลให้ความร้อนที่สูงระดับ 100 องศาเซลเซียสอยู่ แต่ก็สามารถทำงานได้ปกติไม่มีผลต่อการใช้งานใดๆ

ซึ่งในส่วนของการ์ดจออย่าง NVIDIA GeForce GTX 1650 Ti นับว่าควบคุมความร้อนได้ดีมาก ร้อนสุดที่ 73 องศาเซลเซียสเท่านั้นเอง ส่วนตัวเครื่องภายนอกนั้นรับรู้สัมผัสได้ถึงความร้อนเล็กน้อย ในส่วนนี้ถือว่าให้ประสบการณ์ที่น่าพอใจทีเดียว สมกับเป็น Dell XPS 15 9500 จริงๆ

temp2

Conclusion / Award

เรียกได้ว่ามีความน่าสนใจจริงๆ สำหรับโน๊ตบุ๊คหน้าจอ 15.6″ ทรงประสิทธิภาพที่แสนบางเบารุ่นใหม่ สุดพรีเมียมจากทาง Dell อย่าง Dell XPS 15 9500 ที่ต่อยอดความสำเร็จตระกูล XPS ได้เป็นอย่างดี เพราะมาพร้อมความสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของดีไซน์การออกแบบ ภาพลักษณ์ วัสดุ งานประกอบ รวมไปถึงประสิทธิภาพและประสบการณ์ใช้งาน ที่แม้ว่าอาจจะข้อสังเกตุในเรื่องของราคาค่าตัวที่สูงถ้าเทียบเฉพาะสเปกอย่างเดียว แต่ก็อย่าลืมว่าเราได้ฟีเจอร์ที่เยี่ยมยอดอย่างที่หาไม่ได้ในโน้ตบุ๊ครุ่นอื่นๆ ด้วย 

Dell XPS 15 9500 Review 41

อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะมีราคา Dell XPS 15 9500 จะมีราคาที่สูงกว่าโน๊ตบุ๊คเน้นประสิทธิภาพรุ่นอื่นๆ แต่ก็เหนือกว่ารุ่นอื่นๆ ด้วยการที่ตัวเครื่องมีขนาดเล็กเทียบเท่าโน๊ตบุ๊คหน้าจอ 14″ เท่านั้น ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงแล้วเป็นโน๊ตบุ๊คหน้าจอ 15.6″ และแน่นอนว่าขนาดเล็กกว่าโน๊ตบุ๊ค 15.6″ทั่วไปด้วย ที่สำคัญยังมีการรับประกันถึง 3 ปีอีกด้วย ที่สำคัญคือ Dell Premium Support On-Site Service คือมารับมาส่งถึงบ้านเลย อันนี้เจ๋งกว่าแบบเหนือชั้นจริงๆ

Dell XPS 15 9500 Review 26

เอาเป็นว่าใครกำลังมองหาโน๊ตบุ๊คที่เน้นประสบการณ์ใช้งานที่เหนือระดับ ซึ่งครบครันทั้งประสิทธิภาพสูงระดับคอมพิวเตอร์พีซี ในขนาดตัวเครื่องที่เล็กกระทัดรัด พร้อมด้วย InfinityEdge Display ที่เห็นแล้วสวยงามสุดๆ โดยไม่กังวลในเรื่องของราคาค่าตัวต่อสเปก CPU / GPU / RAM / SSD รวมไปถึงประสิทธิภาพในการเล่นเกมที่งบ 79,990 บาท เราน่าจะหา Gaming Notebook แรงกว่านี้ดีกว่านี้แน่นอน 

ซึ่ง Dell XPS 15 9500 ตอบโจทย์การใช้งานและได้ประสบการณ์ที่ดีเยี่ยม แต่อย่างไรก็ตามต้อยอมรับเรื่องของความร้อนที่สูงระดับ 100 องศาเซลเซียส และพอร์ตเชื่อมต่อที่มีเฉพาะ Thunderbolt 3 ได้ล่ะก็ ถ้างบถึงก็จัดไปได้เลย ไม่ผิดหวังแน่นอนครับ ยิ่งถ้าใครเป็นแฟน Dell Notebook อยู่แล้ว และต้องการโน้ตบุ๊คที่ดีที่สุดตัวนี้แหละใช่เลย ส่วนถ้าจะเล่นเกมเป็นหลัก แนะนำให้ไปดู Alienware m15 R3 ดีกว่า

Dell XPS 15 9500 Review 19

Award

โดยในครั้งนี้จะเป็นการเปรียบเทียบการให้รางวัลกับเครื่องในกลุ่มของโน๊ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 15.6″ ที่ใกล้เคียงกกัน ซึ่ง Dell XPS 15 9500 ก็ได้รางวัลต่างๆ ดังนี้

Best Design

เรื่องของรูปร่างหน้าตาก็เป็นหนึ่งในจุดเด่นที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์ของ XPS มาตั้งแต่ไหนแต่ไร ซึ่งจุดเด่นในข้อนี้ก็เห็นได้ชัดเจนใน Dell XPS 15 9500 ที่มีดีไซน์ของตัวเครื่องสวยงามโฉบเฉี่ยวเป็นเอกลักษณ์ ใช้สี Platinum Silver ด้วยวัสดุอลูมิเนียม CNC พร้อมลวดลายคาร์บอนไฟเบอร์ ซึ่งเหมาะกับหนุ่มๆ หรือสาวๆ ที่เน้นความเท่ ที่ได้ความหรูหราและเป็นทางกา ซึ่งในจุดของรูปร่างหน้าตาก็เป็นสิ่งที่หลายๆ คนยอมรับกันอยู่ในระดับหนึ่งอยู่แล้ว

NBS award 7 Design 

Best Mobility

ส่วนของความสามารถในการพกพาก็ยังคงอยู่ในระดับที่ดีตามสไตล์ของโน๊ตบุ๊คตระกูล XPS อยู่เช่นเดิม ทั้งในความบางเพียง 18 มิลลิเมตร และน้ำหนักเบา 2 กิโลกรัม ที่ทำให้สามารถหิ้วไปไหนมาไหนได้อย่างสะดวก ด้วยขนาดตัวเทียบเท่าโน๊ตบุ๊ค 14″ เท่านั้น ทำให้ไม่ต้องกังวลเรื่องการจับถือมากนัก สามารถพับฝาจอลงแล้วเก็บเครื่องได้ทันที อแดปเตอร์ก็ทำออกมาให้มีขนาดที่ไม่ใหญ่มากนัก พกพาสะดวก รวมถึงแบตก็ใช้งานเกือบๆ 16 ชั่วโมง เหมาะมากๆ กับคนที่ทำงานนอกสถานที่บ่อยๆ

NBS award 4 Mobility

Best Multimedia

ด้วยสเปกชิปประมวลผล Intel Core i7-10750H ตัวล่าสุด การ์ดจอยอดนิยมอย่าง NVIDIA GeForce GTX 1650 Ti พร้อมแรม 16GB และ SSD M.2 512GB ทำให้ประสิทธิภาพโดยรวมของตัวเครื่องนี้มีความน่าประทับใจ ทั้งจากในการใช้ทำงานจริงๆ รวมไปถึงการทดสอบด้วยโปรแกรมต่างๆ ตอบโจทย์ในทุกๆ การใช้งาน ทั้งทำงานหนักๆ และความบันเทิง อีกทั้งได้หน้าจอ 15.6″ 4K UHD+ พาเนล IPS เกรดสูง กระจก Corning Gorilla Glass 6 ทัชสกรีนได้ พร้อมลำโพง 4 ตัว เสียงดังและดีแบบสะใจ ที่ใช้ร่วมกับเทคโนโลยี Waves Nx 3D ที่เยี่ยมยอดด้วย 

award new multi media

 

 

 

 

from:https://notebookspec.com/web/548882-review-dell-xps-15-i7-10750h-gtx-1650ti

รีวิว EATON 5V 1050 เครื่องสำรองไฟแบบ Line Interactive ที่มาพร้อม Stabilizer ช่วยถนอมอุปกรณ์ไฟฟ้าของเรา

ปัจจุบันเครื่องสำรองไฟหรือ UPS (Uninterruptible Power Supply) คงถือเป็นหนึ่งในอุปกรณ์สำคัญส่วนหนึ่งของระบบเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านของใครต่อใครหลายคน โดยบางบ้านนั้นก็อาจจะใช้เจ้า UPS เหล่านี้ในการปกป้องอุปกรณ์ไฟฟ้าสำคัญๆ ที่มีราคาสูงเช่นในห้องโฮมเธียร์เตอร์ที่อาจมีทั้งเครื่องเกมต่างๆ ทีวีสเป็กสูง ไปจนถึงเครื่องเสียง AVR ที่ต่างก็เซ็นซิทีฟกับความผิดปกติของระบบไฟฟ้าภายในบ้านของเรา ไปจนถึงการนำไปเป็นเครื่องสำรองไฟสำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์ใช้งานภายในบ้านเพื่อป้องกันเหตุการไฟฟ้าดับแล้วเครื่องก็ดับด้วย ซึ่งนอกจากจะส่งผลให้งานที่ทำอยู่ได้รับความเสียหายแล้ว ยังเป็นบ่อเกิดสำคัญที่ทำให้ฮาร์ดดิสต์เก็บข้อมูลของเราเสียหายอีกด้วย

ที่บ้านของอเล็กซ์เองก็มี UPS ติดไว้ประจำห้องต่างๆ ที่มีอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าสำคัญๆ อยู่ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือเจ้า UPS จากแบรนด์ EATON รุ่น 5V 1050 Tower ที่นำมารีวิวให้เพื่อเป็นทางเลือกให้เพื่อนๆ ที่กำลังมองหา UPS ไว้ใช้งานสักตัวได้พิจารณากัน

คุณสมบัติของ EATON 5V 1050

EATON 5V 1050 นั้นถือเป็นตัวใหญ่สุดในรุ่น 5V ที่มีให้เลือกทั้งสิ้น 3 กำลังไฟด้วยกัน โดยเริ่มจากรุ่น 650VA (Eaton 5V 650) ไปจนถึง 850 VA (Eaton 5V 850) และมาจนรุ่นที่เรานำมารีวิวนี้ คือเจ้า EATON 5V 1050 ที่มีกำลังไฟฟ้าอยู่ที่ 1050VA/600W. นั่นเอง

นอกจากนี้ EATON 5V 1050 ยังมาพร้อมกับช่องเสียบปลั๊ก 3 ขาด้วยกันอย่างจุใจถึง 4 ช่อง พร้อมกับสวิตช์ปิด/เปิดตัว UPS ที่จัดวางไว้ด้านหน้าตัวเครื่องอีก 1 จุด และไฟแสดงสถานะการทำงานของตัวเครื่อง โดยสามารถแบ่งสถานะไฟแสดงผลออกได้เป็น 2 สถานะหลักๆ คือ ไฟเขียวติดตลอด หมายความถึงการใช้งานในโหมด AC ในขณะที่หากไฟเขียวติดกระพริบไปเรื่อยๆ นั้นจะหมายถึงสถานะการทำงานในโหมดแบตเตอร์รี่นั่นเอง

eaton 5V 1050 Green Status Light
ไฟแสดงสถานะสีเขียวของ EATON 5V 1050

นอกจากไฟแสดงสถานะแล้ว EATON 5V 1050 ยังมาพร้อมเสียงแจ้งเตือนต่างๆ อีก 4 โหมดด้วยกัน เพื่อทดแทนหน้าจอแสดงผลที่ไม่ได้มีใส่มาให้เหมือนกับบางรุ่นบางแบรนด์ที่อาจมีใช้งานกันอยู่นั่นเอง

EATON 5V 1050 นั้นใช้แบตเตอร์รี่ 1 ก้อนที่มีความจุอยู่ที่ 12V 9Ah โดยสามารถชาร์จกระแสไฟเข้าไปเก็บไว้ได้ 90% ภายในเวลา 6 ชั่วโมง และ 100% ที่เวลาประมาณ 8 ชั่วโมง

สำหรับระยะเวลาในการแบ็คอัพกระแสไฟฟ้านั้น จากเอกสารเทคนิกของ EATON ระบุว่าที่โหลดไฟฟ้า 100W เจ้า EATON 5V 1050 นั้นจะสามารถทำงานต่อเนื่องได้นาน 22 นาทีเลยทีเดียว

Line Interactive ที่มาพร้อม Stabilizer 

ไลน์อัพ UPS ของ EATON ในรุ่น EATON 5V ทั้งซีรีส์นั้นเป็น UPS แบบ Line Interactive ที่มี Automatic Voltage Regulator หรือ Stabilizer มาให้พร้อมเรียบร้อย ซึ่งทำให้ EATON 5V นั้นต่างจาก UPS ทั่วไปหลายๆ แบรนด์ที่สามารถหาได้ในราคาถูก ที่พวกนั้นถูกออกแบบมาให้ใช้งานเป็นเพียงเครื่องสำรองไฟเท่านั้น ไม่ได้มีฟังก์ชั่นการปรับกระแสไฟให้เสถียรด้วยอย่างเจ้าตัวนี้ จึงทำให้มันเหมาะเป็นอย่างยิ่งที่จะนำไปใช้กับอุปกรณ์ที่ค่อนข้างมีความเซ็นซิทีฟกับกระแสไฟฟ้าในระดับครัวเรือนเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับเครื่องใช้ไฟฟ้าในกรณีที่กระแสไฟฟ้าของเราไม่เสถียร แต่ก็ยังไม่เหมาะกับการเอาไปใช้สำรองไฟอุปกรณ์ระดับอุตสาหกรรมที่มีความไวต่อคุณภาพของกระแสไฟมากๆ ซึ่งพวกนั้นต้องอาศัย UPS ที่มีราคาสูงมากอย่างพวก True Online UPS โน่นเลย

Line Interactive with Stabilizer
ภาพแสดงวงจร Line Interactive with Stabilizer จาก addin.co.th

อย่างไรก็ตาม สำหรับการใช้งานภายในบ้านหรือในออฟฟิสสำนักงานนั้น UPS หรือเครื่องสำรองไฟแบบ Line Interactive with Stabilizer นั้นก็คือว่าเพียงพอต่อการใช้งานมากแล้ว จึงทำให้เจ้า EATON 5V 1050 ตัวนี้กลายมาเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ไม่ควรมองข้ามเลยทีเดียว

หน้าตาดุดัน มาพร้อมกับการใช้งานที่ง่ายดาย

EATON 5V 1050 นั้นออกแบบมาได้อย่างดุดันโดยการใช้สีดำเป็นสีพื้น เน้นมีปุ่มน้อย ไม่มีหน้าจอแสดงผลแต่มีไฟแสดงสถานะการทำงานของตัวเครื่องควบคู่ไปกับเสียงแจ้งเตือนแทน โดยด้านหน้านั้นสกรีนโลโก้ EATON เอาไว้ด้วยสีขาวดูเรียบร้อยสวยงามและเห็นได้อย่างชัดเจนบนตัวเครื่องสีดำ

ในขณะที่ด้านข้างนั้นมีแผงระบายความร้อนทั้งสองด้าน เพื่อช่วยลดความร้อนภายในตัวเครื่องลงและทำให้มันสามารถทำงานได้อย่างเสถียรและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น


ด้านหลังตัวเครื่องมีเต้าเสียบ 3 ขาทั้งสิ้น 4 เต้าเสียบด้วย พร้อมกับช่องสายไฟที่เป็นแบบติดกับตัวเครื่อง ไม่สามารถถอดออกมาได้ ถ้าตะมีอะไรที่น่าเสียดายในส่วนนี้ก็คงเป็นเรื่องที่มันไม่ได้มาพร้อมกับพอร์ต USB เอาไว้ให้ต่อเครื่องปรินเตอร์หรืออุปกรณ์ที่สามารถใช้ไฟฟ้าจากพอร์ต USB ในการทำงานได้ ซึ่งหากมีมาให้ด้วยนั้นก็คงจะทำให้การใช้งานของมันนั้นครอบคลุมมากกว่านี้ได้มากทีเดียว


น้ำหนักตัวเจ้า EATON 5V 1050 นั้นอยู่ที่ 5.3 กิโลกรัม ซึ่งก็ถือว่าหนักพอประมาณหากใครจะเอาไปเก็บไว้ในตู้แร็กติดผนัง ดังนั้นตัวมันจึงออกแบบมาให้เหมาะสมสำหรับการวางบนพื้นหรือจุดที่สามารถรับน้ำหนักได้มากกว่า

โดยรวมแล้ว EATON 5V 1050 นั้นเน้นความเรียบง่ายในการออกแบบ และการเข้าถึงปลั๊กเสียบสำหรับการใช้งานที่มีมาให้อย่างจุใจถึง 4 เต้าเสียบด้วยกัน ซ่งก็น่าจะเพียงพอสำหรับ UPS ขนาดกลางเพื่อการใช้งานในครัวเรือนหรือในออฟฟิสแล้ว

ทดสอบใช้งานจริง

HomePod Apple TV 4K Atmos

หลังจากได้ลองทำการทดสอบการทดสอบ EATON 5V 1050 กับโทรศัพท์ Samsung UA65MU6500 ขนาด 65 นิ้วในห้องรับแขกดู ด้วยการเสียบชาร์จเจ้า UPS ทิ้งไว้เป็นเวลา 8 ชั่วโมงโดยประมาณ ก่อนที่จะทำการถอดปลั๊กไฟออกแล้วเสียบทีวี Samsung MU6500 เพื่อทดลองใช้งานต่อเนื่องปรากฏว่าเจ้า EATON 5V 1050 นั้นสามารถเป็นแหล่งจ่ายไฟให้กับ Samsung MU6500 อยู่ได้ประมาณ 13 นาที ซึ่งก็ถือเป็นค่าที่เหมาะสมเมื่อดูที่สเป็กของทีวีที่กำหนดค่าพลังงานไฟฟ้าสูงสุดไว้ที่ 190W และ EATON เองก็เคลมเอาไว้ว่าตัวเครื่องนั้นสามารถจ่ายไฟให้อุปกรณ์ที่กินไฟ 100W ต่อเนื่องได้ 22 นาที ซึ่งเพียงแค่ 13 นาทีโดยประมาณที่ทีวี Samsung สามารถทำงานต่อไปได้นั้นก็ถือว่าเกินกว่าที่จำเป็นไปมากแล้ว เพราะในเหตุการณ์จริง เมื่อเกิดไฟฟ้าดับขึ้นมา เราคงต้องเตรียมปิดทีวีหรืออุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าเราไปก่อนแล้วตั้งแต่ประมาณ 5 นาทีแรกหากดูวี่แววแล้วว่าไฟฟ้าจะไม่กลับมาง่ายๆ

สรุปท้ายรีวิว

หากคุณกำลังมองหา UPS แบบ Line Interactive ที่เป็น Stabilizer ในตัวด้วย ในสนนราคาที่ไม่โหดร้ายเกินไปนัก เชื่อว่า EATON 5V ซีรีส์นี้จะตอบโจทย์คุณได้เป็นอย่างดี โดย EATON 5V นั้นมาพร้อมกับประกันจากศูนย์ทั้งสิ้น 2 ปี ซึ่งเป็นประกันรวมทั้งตัวเครื่องและแบตเตอร์รี่ให้ใช้งานกันได้อย่างไร้กังวลไปยาวๆ อีกด้วย

ข้อเสียที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคงเป็นเรื่องของพอร์ต USB ที่ไม่ได้มีมาให้ ซึ่งทำให้หลายๆ คนที่อาจจะอยากต่อปรินเตอร์หรือเอาไว้เสียบชาร์จพวกมือถือหรืออุปกรณ์ต่างๆ ที่สามารถรับไฟผ่านสาย USB ได้นั้นอาจต้องผิดหวังเล็กน้อย นอกจากนี้เจ้า EATON 5V เองก็ไม่ได้มาพร้อมกับหน้าจอแสดงผลที่แสดงสถานะแบตเตอร์รี่และกระแสไฟอย่างที่เห็นกันในบางรุ่นบางแบรนด์อีกด้วย จึงอาจทำให้ดูสถานะต่างๆ ยากสักนิด โดยจะต้องอาศัยการฟังเสียงร้องเตือนเอาเอง ซึ่งก็ไม่ได้ยากเย็นอะไร แค่อาจสะดวกน้อยลงหน่อยเท่านั้นเอง

EATON 5V นั้นมาพร้อมกับขนาดกำลังไฟฟ้าถึง 3 รุ่นด้วยกัน โดยในรุ่น EATON 5V 1050 ที่มาพร้อมกำลังไฟ 1050VA/600Watts นั้น AppDisqus เองได้ทดสอบแล้วและพบว่าทำงานได้จริงไม่จกตา ซึ่งแค่นี้ก็คงเพียงพอแล้วสำหรับใครหลายๆ คนที่กำลังมองหา UPS ไว้ใช้งานสักตัว

EATON 5V 1050 นั้นจำหน่ายตามร้านค้าทั่วไปและบนร้านค้าออนไลน์อยู่ที่ประมาณ 2865 บาท ซึ่งหากใครสนใจก็ลองหาซื้อาใช้งานกันได้เลยครับ

ข่าว: รีวิว EATON 5V 1050 เครื่องสำรองไฟแบบ Line Interactive ที่มาพร้อม Stabilizer ช่วยถนอมอุปกรณ์ไฟฟ้าของเรา มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2020/11/22/eaton-5v-1050-ups-with-stabilizer-review.html