คลังเก็บป้ายกำกับ: REVIEW

รีวิว Vivo V20 Pro ขอยกให้เลยสมาร์ทโฟนเซลฟี่ตัวท็อป หน้าใสสวยเป๊ะพร้อมโหมดกล้องนับร้อย! ในเครื่องดีไซน์งามที่บางที่สุดในโลก

Vivo V20 Pro สมาร์ทโฟน ‘งาม’ ที่งามทั้งการออกแบบ และ ‘งาม’ ทั้งผลลัพท์ของการถ่ายภาพ

เพราะบอกเลยว่ากล้องหน้ารุ่นนี้ จะทำให้ผู้ใช้ต้องตะลึงไปกับผลลัพท์ของการถ่ายภาพเซลฟี่ตั้งแต่ช็อตแรกเลยละครับ ^^ ลองดูผลทดสอบกับกล้องหน้าความละเอียด 44 ล้านพิกเซลของมันด้านล่างครับ คมชัด หน้าเด้ง ถ่ายคมยังกะกล้องหลัง ซึ่ง Vivo V20 Pro ยังออกแบบมาได้โดดเด่นด้วยความบางของตัวเครื่องระดับ 7.39 มม นับเป็นเครื่องสมาร์ทโฟน 5G ที่บางที่สุดในโลก ณ ปัจจุบันนี้เลยครับ

ความบางมาพร้อมกับความงาม Vivo V20 Pro ถูกออกแบบให้มีขอบเครื่องโค้งแต่ฝาหลังราบเรียบ เพื่อโชว์การใช้เนื้อผิวที่ผลิตด้วยเทคโนโลยี AG Matte Glass มีความเงาและด้านในพื้นผิวเดียวกัน สวยงาม หรูหรา ทนทานต่อรอยขีดข่วนและไม่เกิดรอยนิ้วมือ




โดยจะมีด้วยกันสามสีสามอารมณ์ที่แตกต่างกัน Midnight Jazz สีดำลึกลับดูสงบ, Sunset Melody เฉดสีสันเร่าร้อน ให้บรรยากาศชายหาดยามพระอาทิตย์ตก และ Moonlight Sonata สีขาวแสงจันทร์ บริสุทธิ์ ความสวยงามลุ่มลึกที่ดูเรียบง่าย ซึ่งเป็นสีที่เราได้มารีวิวในบทความนี้ครับ

หน้าจอขนาดใหญ่ 6.44 นิ้ว เป็น AMOLED ความละเอียดระดับ FHD+ หน้าจอสว่างสูง สีสดใส วางกล้องหน้าคู่ไว้ด้านบน เป็นกล้องหน้าความละเอียดสูงมากถึง 44 ล้านพิกเซล พร้อมกับกล้องหน้ามุมกว้างอีกหนึ่งตัว ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล เจ้ากล้องหน้าคู่นี้มีคุณภาพสูงมาก มันมีความคมชัดสูงและมีเทคโนโลยีการจับโฟกัสอัตโนมัติ ที่สามารถจับดวงตาผู้ถ่ายได้เข้าโฟกัสเป๊ะ โฟกัสไม่มีหลุด และเป็นปัจจัยสำคัญที่เพิ่มความคมชัดของภาพเซลฟี่ของกล้องรุ่นนี้นั้นเองครับ

หน้าจอโค้ง 2.5D รองรับการสแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอโดยตรง พร้อมรองรับการสแกนใบหน้าด้วยกล้องหน้าได้ด้วยเช่นกัน รวมถึงคุณสมบัติ AI และซอฟท์แวร์กล้องเซลฟี่ที่พัฒนามานานของ Vivo บอกได้เลยว่าสมาร์ทโฟนรุ่นนี้จะถูกใจสาวๆ ที่ชอบการเซลฟี่แบบล้านเปอร์เซ็น

กล้องหลังถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ งานละเอียดละออ ส่องดูชุดเลนส์กล้องจะเห็นฐานกรอบที่มีการตกแต่งไว้อย่างปราณีต ด้วยกรอบเลนส์สะท้อนเงาแสง และดูกลมกลืนไปกับกระจกปิดหน้าเลนส์สีดำ สวยงามครับ

กล้องหลักเป็นกล้องความละเอียด 64 ล้านพิกเซล กล้องที่สองความละเอียด 8 ล้านพิกเซล ทำงานช่วยให้เราหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นการถ่ายภาพ Super Wide Angle ถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอเพื่อทำ Bokeh และการถ่ายภาพระยะใกล้แบบ Super Macro สุดท้ายเป็นกล้อง Mono ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล

ตัวเครื่องรองรับสองซิมการ์ด แต่ไม่รองรับการเพิ่ม Micro SD card ครับ พร้อมใช้งาน ซิม 5G ในบ้านเราทันทีที่แกะกล่องมาใช้งาน

แบตเตอรี่ภายใน 4,000 mAh ตัวบางแต่แบตมาเต็ม พร้อมรองรับเทคโนโลยีชาร์จไว FlashCharge 33W ด้วย Adaptor ที่แถมมาให้ภายในกล่อง ซึ่งจะมีเคสใส พร้อมกับสายชาร์จ และหูฟัง 3.5 mm กับตัวแปลงพอร์ท USB Type-C เป็นรูหูฟัง 3.5 mm เพราะบนตัวเครื่องจะไม่มีรูหูฟังมาให้โดยตรงครับ




การใช้งานภายใน

ใช้หน่วยประมวลผลท็อปของซีรี่ย์ 7 เป็น Snapdragon 765G 5G ตัวนี้แรงและรองรับ 5G พร้อมกับแรมขนาด 8GB รอม 128GB สเปคสูงแล้ว ใช้งานได้ทั้งหมดในระบบ Android รวมถึงการใช้เล่นเกมแบบจริงจัง ที่ต้องการความลื่นไหลของเกมในระดับสูง

ระบบใช้ Funtouch OS 11 บนพื้นฐาน Android 10 หน้า UI ตัวนี้ของ Vivo ใช้งานสนุกได้ตามชื่อครับ เพราะปรับแต่งได้เยอะ และผมชมมาเสมอกับซอฟท์แวร์ของ Vivo ทั้งลื่น ทั้งฉลาด และฟังก์ชั่นก็เยอะมาก ทั้งฟังก์ชั่นการใช้งานและฟังก์ชั่นกล้องถ่ายภาพ แถมยังทำงานได้ดีไม่มีอาการผิดพลาดให้เห็นเลยขณะทดสอบใช้งานมาหลายรุ่น

การปรับแต่งของระบบ Funtouch สนุกสมชื่อครับ เพราะว่าสามารถปรับแต่งได้ทั้งการเปลี่ยนธีม การปรับเปลี่ยนรูปแบบการสแกนนิ้ว และการสแกนใบหน้า รวมถึงการปรับแต่งหน้าอนิเมชั่นสำหรับการชาร์จด้วย เครื่องสวยระบบเท่ครับ








ระบบช่วยเหลือผู้ใช้เพื่อความสะดวกสบายมีมากมาย เช่นการปรับแต่งหน้าจอให้เปิดโหมดถนอมสายตาโดยอัตโนมัติในยามค่ำคืน หรือเปลี่ยนเป็นโทนธีมสีดำก็ได้เช่นกัน


ในหน้าโฮม หน้าแรกซ้ายสุด จะเป็นหน้าพิเศษที่เรียกว่า Jovi Home ซึ่งจะรวมบริการทางลัดให้เราเรียกใช้งายฟังก์ชั่นที่น่าจะใช้งานบ่อยๆ ยังเป็นหน้าแจ้งสิ่งที่เราสนใจเช่นสภาพอากาศหรือผลการแข่งขันกีฬาเป็นต้น ซึ่งเป็นหน้าที่รวมข้อมูลและทางลัดที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้ในหน้าเดียวครับ


มีฟังก์ชั่นทางลัดพิเศษๆ ให้เปิดใช้งานเพื่อความสะดวกเช่น การเขย่าเครื่องเพื่อเปิดปิดไฟฉาย ใครนิยมใช้ไฟฉายบ่อยๆ เบาใจได้ว่าเปิดสะดวก รองรับการแบ่งหน้าจอทำงานสองแอพพร้อมกัน และรอบรับการย่อขนาดหน้าจอเพื่อใช้งานมือเดียวได้ในยามต้องการครับ



โหมดสำหรับคนเล่นเกม เป็นโหมดที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการเล่นเกมที่รองรับให้ดีมากขึ้น โดยการปรับสี ปรับเสียง และปรับรูปแบบการแจ้งเตือนที่อาจจะเข้ามารบกวนขณะเล่นได้ แต่อย่างที่บอกครับ เรื่องความแรงมันเพียงพอต่อการเล่นทุกเกมในระบบ ได้โดยไม่ต้องไปปรับแต่งใดๆ เพิ่มเติมอีกแล้วครับก็ยังลื่นไหล เล่นได้สนุกสบายๆ


หน้าจอชัด เสียงลำโพงก็ชัด ไม่มีปัญหาใดๆ ในการใช้งานเอนเตอร์เทนเมนต์


ตัวเครื่องบางแต่แบตเตอรี่เอาอยู่ได้ตลอดวันครับ ใช้งานเช้า กลับมาค่ำ ก็พอดีกับที่ต้องชาร์จแบตแบบวันละครั้ง โดยการชาร์จก็ใช้เวลาไม่นานเลยครับ ประมาณ 30 นาทีก็ได้แบตมาเกือบ 60% แล้วครับ ชาร์จไม่เกินชั่วโมงแบตก็กลับมาเต็ม 100%

ผลทดสอบต่างๆ 

การจับสัญญาณทำได้ไว ใช้งาน WI-Fi ได้ทั้ง 2.4 และ 5.0 ac การจับตำแหน่ง GPS ทำได้ไวมากโดยไม่ต้องใช้เน็ตช่วย เรื่องสัญญาณไร้สายใช้งานได้ดีทั้งหมดครับ การจับสัญญาณ 5G ไม่มีปัญหา




แต่ค่าพื้นฐานที่เครื่องตั้งไว้เป็นการรับสัญญาณ 4G ฉะนั้นใครได้เครื่องมาให้เข้าไปที่การตั้งค่าซิมการ์ด แล้วเลือกการเปิดรับสัญญาณ 5G ก่อนซะก่อนนะครับ ก็จะจับสัญญาณ 5G ในพื้นที่ที่มีสัญญาณตามซิมการ์ดของเครือข่ายที่เราใช้งาน

กล้องถ่ายภาพ

ต้องยอมรับครับว่า กล้องถ่ายภาพอยู่ในระดับท็อปคลาสของกล้องสมาร์ทโฟนทั้งกล้องหน้า และกล้องหลัง ด้วยคุณภาพของผลลัพท์ที่เห็นได้ชัดตั้งแต่แชะแรกของการลองถ่ายภาพ กล้องหน้ามีโหมดถ่ายความละเอียดสูง 44 ล้านพิกเซล พร้อมเลนส์มุมกว้าง 8 ล้านพิกเซล สิ่งที่พิเศษคือ AI ในการช่วยประคองผู้ถ่ายด้วยการจัดแสงและสีสันให้เหมาะสมกับการเซลฟี่ได้ออกมาสวยงามและคมชัดมาก

โดดเด่นด้วยระบบออโต้โฟกัสที่จับเจาะไปที่ดวงตาของแบบได้แม่นยำ เข้าตาเป๊ะ เป๊ะ เป๊ะ



การโฟกัสที่ลูกตาเป็นเคล็ดลับและแนวทางของตากล้องมืออาชีพในการถ่ายนางแบบอยู่แล้วครับ แต่ใน Vivo V20 Pro เขาได้ใส่ความสามารถที่ตัวกล้องจะทำงานเหมือนเป็นมืออาชีพให้กับผู้ใช้ได้เอง โดยผู้ใช้แค่หยิบขึ้นมาถ่ายเซลฟี่ตามปกติ และระบบกล้องจะจับโฟกัสไปที่ลูกตาและใบหน้าของแบบอย่างเหมาะสม ฉะนั้นภาพกล้องหน้าจึงคม สวย เหมือนถ่ายด้วยกล้องหลังชุดหลักคุณภาพสูงเลยละครับ

คมกริบ หน้าเด้ง สวยมากครับกล้องหน้าของรุ่นนี้




แถมยังมีโหมดการถ่ายภาพด้วยกล้องหน้าที่สนุกๆ อยู่เพียบเลย ถือว่าเยอะมากที่สุดในวงการเซลฟี่สมาร์ทโฟนครับ เยอะมากที่สุด เช่นสามารถถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอด้วยกล้องหน้าได้ ปรับค่า F เพื่อกำหนดระยะชัดลึกชัดตื้น มีเอฟเฟ็กต์การปรับความงามของแบบ ด้วยการปรับแต่งใบหน้า โทนผิว ปรับรูปหน้า จมูก ปาก ปรับมันได้ทุกส่วนสัดที่อยู่บนหน้าของเราได้หมดเลยครับ หรือแต่งเติมเสริมสีปาก แก้มแดง เหมือนการกลับบ้านไปแต่งหน้ามาใหม่ ตัวกล้องก็สามารถทำขึ้นมาให้ได้โดยไม่ต้องไปเติมเครื่องสำอางกันจริงๆ




ยังมีโหมด HDR สำหรับการถ่ายเซลฟี่ย้อนแสง มีโหมดสไตล์ภาพที่ให้อารมณ์ของภาพแตกต่างกันคล้ายเป็นพรีเซ็ตการแต่งภาพมาในตัว และก็ยังมีโหมดฟิลเตอร์สำหรับเล่นกับแสง ให้ออกมาในโทนต่างๆ กัน



พร้อมเอฟเฟ็กต์ของภาพที่จะเพิ่มความแปลก แตกต่าง และสร้างความโดดเด่นให้การเซลฟี่ของเรา มีความพิเศษกว่ากล้องของเครื่องอื่นๆ ได้ เช่นเลียนแบบการจัดแสงในสตูดิโอ การสร้างแสงรุ้งจำลองเข้ามาในภาพ ฟิลเตอร์สีหวานๆ นุ่มๆ หรือการทำให้พื้นหลังกลายเป็นสีขาวดำเพื่อเพิ่มความโดดเด่นให้กับตัวเรา เมื่อฟิลเตอร์ที่ออกแบบโทนมาได้ดีแล้วถูกมารวมกับกล้องหน้าคุณภาพสูง ก็เซลฟี่กันให้สวยตายไปข้าง ^^






 

ยังมีโหมดการเซลฟี่ในยามกลางคืน ที่จะช่วยชดเชยแสงและสีผิวของเราให้เหมือนกับการเซลฟี่ในยามกลางวันได้ด้วยครับ


เรียกว่ามาเยอะ มาครบ และไม่ใช่มีให้ใช้นะครับ แต่ใช้แล้วให้ผลลัพท์ที่ดีมากด้วยในทุกโหมด ภาพกล้องหน้าจะดูคมมาก เพราะมันโฟกัสเข้าลูกตาเราเป็นสำคัญ และด้วยคุณสมบัติการจัดการแสงสีของภาพที่ฉลาดมาก ทำให้ทุกภาพไม่ว่าจะไปเซลฟี่ที่ไหน ภาพก็สวยคมในทุกครั้งไปครับ แค่แสงนีออนในห้องสักดวง หน้าคุณก็ออกมาสวยได้แล้ว

และผมไม่ได้พูดถึงแค่ภาพนิ่งนะครับ กล้องหน้ายังสามารถถ่ายวีดีโอระดับ 4K 60Fps ได้ด้วย และมีโหมดกันสั่นสำหรับการถ่ายวีดีโอเซลฟี่ พร้อมฟิลเตอร์ปรับแต่งสีและโหมดเลนส์มุมกว้าง หรือจะถ่ายวีดีโอแบบกล้องหน้ากับกล้องหลังคู่กันก็ทำได้ แถมทำได้ในสองรูปแบบคือ Pic-In-Pic และแบบแบ่งหน้าจอ เหมาะมากสำหรับการถ่าย V-Log

จะเห็นว่าฟังก์ชั่นแค่กล้องหน้าก็เยอะแยะมากมายก่ายกอง คุณภาพก็สุดยอด ขอยกเป็นกล้องหน้าระดับตัวท็อปของวงการสมาร์ทโฟนในตอนนี้ไปเลยครับ


 

กล้องถ่ายภาพด้านหลังก็ระดับสูงเช่นกัน ฟังก์ชั่นเยอะมากเช่นกัน โดยกล้องหลังสามารถถ่ายภาพความละเอียดสูงสุดได้ที่ 64 ล้านพิกเซล มีเลนส์มุมมองกว้างพิเศษ ซูม 1x และ 2x แบบไม่เสียรายละเอียด ซึ่งสามารถซูมแบบดิจิทอลได้ 10 เท่าครับในระยะไกลสุด จากที่ทดสอบแม้จะซูมภาพสุดที่ 10x ก็หวังผลความคมชัดได้ครับ




กล้องมี AI สามารถตรวจจับสิ่งที่ถ่ายได้อัตโนมัติ และจะปรับแสง สี การโฟกัสให้เข้ากับสิ่งที่จะถ่ายได้เอง รวมถึงแนะนำผู้ใช้ให้สลับไปใช้โหมดที่เหมาะสมครับ




มีโหมดหน้าชัดหลังเบลอ ที่กำหนดระยะชัดลึกชัดตื้นได้มาพร้อมกับฟิลเตอร์ สไตล์ และการปรับเอฟเฟกต์แสงได้เหมือนกล้องหน้าทุกประการ




ในตอนกลางคืน มีโหมดถ่ายภาพบุคคล ที่จะรวมถึงการเปลี่ยนดวงไฟที่เป็นโปเก้ด้านหลังแบบ ให้เป็นรูปทรงน่ารักๆ เช่นรูปหัวใจหรือดวงดาวได้ด้วยนะครับ ^^ เพราะโหมดถ่ายภาพกลางคน ที่มีสไตล์เท่ๆ สำหรับการถ่ายแสงไฟกลางคืนให้ดูน่าสนใจมากขึ้นกว่าเดิม







ในงานด้านการแก้ไขภาพ ก็ต้องยอมรับว่า ระบบของ Vivo นี่ก็ที่สุดอีกเช่นกัน คุณอาจจะไม่เคยเห็นความสามารถเหล่านี้ในสมาร์ทโฟนแบรนด์อื่น เช่น การแยกตัวบุคคลออกจากภาพกันได้แบบสิ้นเชิง เพื่อนำภาพไปปรับเปลี่ยนตัวแบบกับพื้นหลังได้อิสระ ทำให้ตัวจัดการภาพสามารถลบสิ่งที่เราไม่ต้องการทิ้งไปได้ด้วยการแยกแยะวัตถุได้ระดับนี้ หรือจะลบนางแบบทิ้งไปจากฉากยังสามารถทำได้ด้วยการเกลี่ยกลบภาพที่ขาดหายไปด้วย AI




หรือจะเอานางแบบไปใส่พื้นหลังใหม่ก็ทำได้เช่นกัน โดยตัว AI จะทำการตบแสงและโทนสีให้เข้ากับพื้นหลังใหม่ เพื่อเพิ่มความเนียนเข้าไปอีกนิด เรียกว่าภาพหนึ่งภาพจะถูกแยกออกเป็นส่วนๆ ได้ด้วย AI ที่ฉลาดมากๆ ครับ ^^



ปรับแต่ง เติมแสง เพิ่มเงา ลดความสว่าง หรือจะอะไรก็แล้วแต่ ทำได้หมดในระบบจัดการภาพของ FuntouchOS ตัวนี้ รวมถึงการนำภาพเก่ามาสแกนใหม่ให้คมชัดมากขึ้นด้วยกล้องของ Vivo V20 Pro



ภาพตัวอย่างจากหลายๆ โหมดกล้อง

















สรุปท้ายรีวิว

สวยงามและร้ายกาจครับ ตัวเครื่องสวย สเปคดี และมีฟังก์ชั่นการใช้งานที่เยอะมากแถมฉลาดด้วย ใช้งานได้ลื่นไหลระบบดี จัดสรรพลังงานเก่ง แบตอึดแต่ตัวบาง หน้าจอสวยงาม ตัวเครื่องก็หรูหรา ด้านแฟชั่นงานออกแบบผ่านตั้งแต่แรกเห็น

กล้องถ่ายภาพที่ร้ายกาจ เพราะคุณภาพสูงมากทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง โดยเฉพาะกล้องหน้าหาคุณภาพระดับนี้ยากมากเลยครับ ขอยกให้เป็นตัวท็อปเรื่องกล้องหน้ากันไว้ตรงนี้ เพราะคุณภาพสูงมาก โฟกัสจับตาภาพคมเป๊ะ ถ่ายหน้าออกมาสวยแทบทุกสภาพแสง เอาอยู่หมด

แถมฟังก์ชั่นกล้องโคตรเยอะ ใครยิ่งมีหัวครีเอทยิ่งใช้สนุกครับ ถ่ายง่ายคุณภาพสูง ลูกเล่นเพียบ นี่คือจุดพิเศษที่เกินใครของ Vivo V20 Pro ครับ

ข่าว: รีวิว Vivo V20 Pro ขอยกให้เลยสมาร์ทโฟนเซลฟี่ตัวท็อป หน้าใสสวยเป๊ะพร้อมโหมดกล้องนับร้อย! ในเครื่องดีไซน์งามที่บางที่สุดในโลก มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2020/09/23/reiview-vivo-v20-pro.html

รีวิว POCO X3 NFC สมาร์ทโฟนสเปคสูงราคาต่ำ สวนทางจนต้องจอง! (Video Review)

POCO X3 NFC สมาร์ทโฟนที่เปิดราคาจำหน่ายออกมาช็อคคนรอคอย แม้จะรู้กันอยู่แล้วว่าถูก แต่ก็ไม่มีใครที่คิดว่าจะถูกได้ขนาดนี้ครับ เพราะเปิดราคามาแค่ 6,499 บาทเท่านั้น

ต้องเล่าถึงสเปคของ POCO X3 NFC กันซะก่อนนะครับ เริ่มต้นด้วยประสิทธิภาพในระดับเครื่องที่ควรจะมีราคาเกินหมื่น ใช้หน่วยประมวผล Qualcomm Snapdragon 732G ซึ่งเป็นรุ่นใหม่ พร้อมแรม 6GB และรอมสองขนาดตัวเลือก 64GB และ 128GB ‘

ให้หน้าจอที่เครื่องราคาเกินหมื่นก็อาจจะให้เราไม่ได้ เพราะเป็นจอ Full HD + DotDisplay ขนาด 6.67 นิ้ว มีรีเฟรชเรทสูงถึง 120Hz และไวต่อการตอบสนองสัมผัส 240Hz รองรับ HDR10 และเจาะรูวางกล้องหน้าไว้เพียง 3.8 มิลลิเมตร

ตัวเครื่องรองรับการสแกนลายนิ้วมือด้านข้างเครื่อง มาตรฐานกันน้ำกันฝุ่น IP53 พร้อมกล้องหลัง 4 ตัวอัจฉริยะความละเอียดสูง 64 MP และเลนส์ไวด์ 13MP กล้องมาโ๕รและกล้อง Depth อีก 2MP แบตเตอรี่ใหญ่ขนาด 5160mAh รองรับระบบชาร์จเร็ว 33W

นี่คือสเปคเครื่องที่เปิดจำหน่ายมาในราคาเริ่มแค่ 6,499 บาทเท่านั้นครับ โดยพี่นพได้นำเครื่อง มารีวิวให้ดูกันแบบละเอียด ว่ามันทำอะไรได้แค่ไหน ในคลิปรีวิว POCO X3 NFC ด้านล่างนี้ครับ อย่าลือกดไลค์และกดติดตามช่อง Youtube ของ Appdisqus กันไว้ดัวยนะครับ

ราคาของ POCO X3 NFC

รุ่น 6GB RAM+128GB ราคา 7999, early bird price 7199

รุ่น 6GB RAM+64GB ราคา 6999, early bird price 6499

พรีออเดอร์ตั้งแต่วันที่ 23-30 ก.ย 63 พิเศษ ! เมื่อพรีออเดอร์ POCO X3 ที่ JD Central,ทุกๆ 50 คำสั่งซื้อรับฟรีทันที Mi Air Purifier 3C.* สั่งจองก่อนของหมดได้ที่ https://bit.ly/3hS7tgG

ข่าว: รีวิว POCO X3 NFC สมาร์ทโฟนสเปคสูงราคาต่ำ สวนทางจนต้องจอง! (Video Review) มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2020/09/23/video-review-poco-x3-nfc.html

Review – HP Pavilion 15 สเปก Intel Core i7-1065G7 การ์ดจอ MX250 จอ 15.6” IPS เบา 1.85 โล แบต 11 ช.ม. ราคา 23,990 บาท

ไม่ซื้อไม่ได้แล้ว HP Pavilion 15 ที่ใช้ชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10 (Ice Lake) ที่สุดในโน๊ตบุ๊คบางเบา อย่าง Core i7-1065G7 ที่ไม่ใช่แค่แรงขึ้น แต่มี AI ช่วยทำงานในตัว CPU เลย พร้อมการ์ดจอออนชิปตัวใหม่อย่าง Iris Plus G7 ที่ทำให้ประสิทธิภาพกราฟฟิกดียิ่งขึ้น ด้วยฟีเจอร์ Intel Quick Sync ไม่ว่าจะดูหนังความละเอียดสูง 8K ทำงานเอกสารได้ไหลลื่น ทำกราฟฟิก photoshop ตอบสนองได้อยางรวดเร็ว ตัดต่อ Video โดยใช้ iGPU ทำงาน รวมถึงสตรีมมิ่งก็ทำได้อย่างง่ายดาย เครื่องบางเบา พกพาสะดวก แบตเตอรี่ยาวนาน ประสิทธิภาพทั้งหมดอยู่ใน Intel Core i Gen 10 U-Series

ที่สำคัญ HP Pavilion 15 มาพร้อมกับน้ำหนักที่เบามากเพียง 1.85 กิโลกรัม และบางเพียง 17.9 มิลลิเมตรเท่านั้น เหมาะกับสายการทำงานหรือบันเทิงที่เน้นการพกพาไปนอกสถานที่ อาจจะใช้งานตามออฟฟิศหรือร้านกาแฟก็ลงตัวเหมือนกัน อีกทั้งมีการ์ดจอแยก NVIDIA GeForce MX250 ที่รองรับการเล่นออนไลน์ได้ลื่นไหล ทำงานร่วมกับแรมขนาด 8GB DDR4 และ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB สนนราคาเพียง 23,990 บาท ได้ Windows 10 และซอฟต์แวร์ช่วยจัดการ พร้อมประกัน 2 ปี On-site Service ซ่อมฟรีถึงบ้านด้วย

from:https://notebookspec.com/review-hp-pavilion-15-spec-i7-1065g7-mx250/537609/

OnePlus อินเดียปล่อยทีเซอร์เตรียมเปิดตัว OnePlus 8T 5G อย่างเป็นทางการเร็วๆ นี้

หลังจากที่มีรายงานว่า OnePlus 8T จะเปิดตัวในเดือนตุลาคม 2020 ล่าสุดทาง OnePlus ได้ประกาศยืนยันแล้วว่าสมาร์ตโฟนดังกล่าวจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการเร็วๆ นี้ และจะมาในชื่อ OnePlus 8T 5G

บัญชี Twitter อย่างเป็นทางการของ OnePlus อินเดีย ได้ทวีตภาพทีเซอร์พร้อมข้อความเตรียมพบกับ OnePlus 8T 5G เร็วๆ นี้

OnePlus 8T 5G

เว็บไซต์ OnePlus อินเดีย ยังได้สร้างหน้ากิจกรรมให้ลงทะเบียนเพื่อรับการแจ้งเตือน โดยผู้ที่ลงทะเบียนจะมีโอกาสลุ้นรับรางวัลสุดพิเศษได้แก่ เครื่อง OnePlus 8T 5G ฟรี, หูฟังไร้สาย OnePlus Bullets Wireless และบัตรกำนัลส่วนลดสำหรับอุปกรณ์เสริม

และในหน้ากิจกรรมยังมีคลิปทีเซอร์ที่มี Robert Downey Jr. ซึ่งเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ของ OnePlus อีกด้วย โดยไม่มีการเผยภาพตัวเครื่อง OnePlus 8T 5G แต่ยืนยันว่าอุปกรณ์จะมาเร็ว ๆ นี้

ในส่วนสเปกของ OnePlus 8T 5G คาดว่าจะมาพร้อมหน้าจอแสดงผลจอแบนแบบ AMOLED ที่มีอัตรารีเฟรชเรท 120Hz และเจาะรูสำหรับฝังกล้องเซลฟี่ความละเอียด 32 ล้านพิกเซลที่มุมซ้ายด้านบน โดยใช้ชิปเซ็ท Snapdragon 865 จับคู่กับ RAM สูงสุด 12GB และหน่วยความจำภายในสูงสุด 256GB

ติดตั้งกล้องหลัง 4 ตัว ประกอบด้วยกล้องหลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล, กล้องตัวที่ 2 เลนส์ Ultra Wide ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล, กล้องตัวที่ 3 เลนส์ Macro ความละเอียด 5 ล้านพิกเซล และกล้องตัวที่ 4 เลนส์ Depth ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รวมทั้งใช้แบตเตอรี่ความจุ 4,500mAh รองรับขาร์จเร็ว 65W Warp Charge และรัน Andriod 11 ตั้งแต่แกะกล่อง

ที่มา : Gizmochina

คลิกช้อปสมาร์ทโฟน OnePlus ได้ที่นี่ >>> http://bit.ly/2VPw0YM

from:https://www.mobileocta.com/oneplus-released-a-teaser-for-the-official-launch-of-the-oneplus-8t-soon/

รีวิว CHUWI LarkBox mini PC ที่ขนาดเล็กที่สุดในโลก?

CHUWI LarkBox เป็นคอมพิวเตอร์จิ๋วสัญชาติจีนตัวหนึ่งที่เปิดระดมทุนใน Indiegogo โดยผมเห็นว่าน่าสนใจดี ดูแล้วใช้งานทั่ว ๆ ไปได้จริงและราคาถูกด้วย (239 ดอลลาร์) ผมจึงระดมทุนไปในช่วงเดือนเมษายน โดยตัวเครื่องนั้นผมได้รับมาช่วงกลางเดือนกันยายน ว่าแล้วก็แกะกล่องมาดูกัน

แกะกล่อง

alt="is0"ในช่วงระดมทุน ผู้ระดมทุนจะได้รับของแถมด้วยเป็นที่ชาร์จ 35W แบบ 4 หัว รองรับ QC 3.0

Larkbox มาในกล่องกระดาษสีน้ำตาลคุณภาพดีหุ้มพลาสติกใสมาอีกชั้นหนึ่ง ข้างกล่องบอกเพียงแค่ใช้ CPU Intel J4115 2.5GHz ทำงานที่ 4 Core 4 Thread (CPU รหัสนี้ผมมักพบบ่อย ๆ กับพวก NAS) นอกจากนี้ยังระบุว่ามาพร้อมกับ Windows 10 ตัวเต็มด้วย

alt="is0"

แกะกล่องมาจะพบถุงหุ้มตัวเครื่องมาอีก 1 ชั้น หลังจากแกะแล้วจะพบกับตัว LarkBox ที่วัสดุเป็นพลาสติกสีดำด้าน ด้านบนมีช่องระบายอากาศกินพื้นที่ไปครึ่งหนึ่งของเครื่อง

alt="is0"

ด้านหน้าเครื่องมีปุ่ม Power สีเงินสวยงาม แต่ก็เห็นชัด ๆ ว่านี่มันก็พลาสติกเหมือนตัวเครื่องนั่นเอง

alt="is0"

หมุนตัวเครื่องมาด้านขวาจะพบกับช่องเสียบ micro-SD Card และช่องเสียบหูฟัง 3.5

alt="is0"

หมุนเครื่องต่อไปอีกจะพบกับช่องเสียบ USB-C ที่มีสัญลักษณ์ชัดเจนว่าเอาไว้เสียบ Power Adapter นั่นเอง ถัดไปจะเป็นช่อง HDMI 2.0 และ USB-A 3.0 อีก 2 ช่อง

alt="is0"

หมุนไปอีกด้านจะไม่พบอะไร เปลี่ยนใจมาดูใต้เครื่องดีกว่า จะพบสติกเกอร์ Intel Inside สีโดดเด่น พร้อมกับตรงกลางเครื่องที่เขียนไว้ว่า M.2 SSD ซึ่งเจ้าตัวนี้สามารถเสียบ SSD เพิ่มได้ด้วย โดยจะเป็น M.2 2242 แบบ SATA ตัวเล็ก ๆ กว่าปกติที่จะพบได้ใน Notebook บางรุ่นครับ

alt="is0"

รูสีทอง ๆ จากภาพด้านบนมีไว้สำหรับ VESA Mount ในกล่องจะมีแผ่นเหล็กยาว ๆ สำหรับแขวนไว้หลังจอภาพหรือ TV มาให้ด้วย

มาดูในส่วน Power Adapter กันบ้างจะเห็นได้ว่าขนาดเล็กกว่าเครื่องเล็กน้อยพับขาได้ สายยาว 2 เมตร โดยตัวมันเองเขียนไว้ว่าจ่ายไฟที่ 12V 2A ที่ 24W ครับ

alt="is0"

สรุปหลังจากการแกะกล่องคือ LarkBox มีขนาดเล็กมาก หนักประมาณขีดนิด ๆ

CPU เป็น Intel J4115 วิ่งที่ 1.8–2.5GHz 4 Core 4 Thread ถือว่าเป็น CPU ที่ใหม่พอสมควรเพราะเพิ่งเปิดตัวไปเมื่อปลายปี 2019 นี้เอง มาพร้อมกับ GPU UHD Graphics 600 รองรับการเล่น Video แบบ 4K ใช้ทำงานทั่ว ๆ ไปได้สบาย

นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับแรม LPDDR4 ถึง 6GB ด้วย ว่าแต่ทำไมไม่ 8GB?

มี Storage แบบ eMMC ที่ไม่ได้เร็วเท่า SSD มาให้อีก 128GB พร้อม Wi-Fi และ Bluetooth มาให้ แต่ที่ผมเสียดายที่สุดคือไม่มีช่องเสียบ LAN มาให้ แต่ก็แก้ได้ด้วยการหาแบบ USB มาเสียบล่ะนะ

หากมองถึงตรงนี้จะเห็นว่าสิ่งที่ LarkBox ให้มาถือว่าพร้อมใช้งานได้เลยทันที ไม่ต้องซื้ออะไรเพิ่มอีกแล้ว

alt="is0"

เปิดเครื่อง

หลังจากเปิดเครื่องก็เข้าขั้นตอนปกติ Activate Windows เรียบร้อยก็อัพเดทต่อ โดยใช้เวลานานนิดนึงเพราะต้องโหลดเยอะมาก หลังจากอัพเดททุกอย่างจนไม่มีอะไรขึ้นแล้ว รวมถึงอัพเดทใน Windows Store ด้วย ล้างขยะอะไรเรียบร้อยหมดแล้วจะเห็นว่าพื้นที่ Harddisk เหลือประมาณ 85GB ครับ

alt="is0"

ต่อไปก็มาดูความเร็ว SSD 128GB แบบ eMMC ที่ให้มาครับ ความเร็วถือว่าใช้ได้เลย ดีกว่าที่คิดไว้ เพราะปกติเท่าที่เห็นผลทดสอบของ mini PC พวกนี้ write จะต่ำมากครับไม่ถึง 100 ด้วยซ้ำ

alt="is0"

Wi-Fi ผมต่อเข้ากับ Mesh ที่บ้าน ไม่แน่ใจเหมือนกันว่ามันเกาะที่ 2.4 หรือ 5GHz ความเร็วออกมาประมาณนี้ครับ เพราะผมทดสอบในช่วงเย็น ๆ ที่ Traffic หนาแน่น ถ้าในช่วงอื่น ๆ จะอยู่ที่ 300/300 ครับ ซึ่งเป็นความเร็วสูงสุดของ Internet บ้านผมพอดี

alt="is0"

ทดลอง Copy ไฟล์ Video ขนาด 12GB จาก Server ผมเองภายในบ้าน ถ้าช่วงโล่ง ๆ ไม่มีใครใช้อะไรอยู่จะได้แถว ๆ 35MB/s ครับ

alt="is0"

Benchmark

มาดูเรื่องความแรง CPU และ GPU กันบ้างกับ 3D Mark โดยผมได้ทำการทดสอบทั้งหมด 2 ครั้ง คือครั้งแรก Benchmark โดยเปิดโปรแกรม Stream หน้าจอไว้ไปที่ PC อีกเครื่องหนึ่งเพราะผมต้องการบันทึกหน้าจอไว้ด้วย (ผมไม่มี HDMI Capture) และครั้งที่ 2 ไม่ได้เปิด

ผลการทดสอบทั้ง 2 ครั้ง Performance จะเห็นว่า CPU ได้คะแนนสูงขึ้น 10% ส่วน GPU อยู่ที่ 6% ครับ โดยรายละเอียดไปดูได้ใน link ครับ

https://www.3dmark.com/compare/spy/13943714/spy/13943322

alt="is0"3D Mark ไม่รู้จัก CPU ซะอย่างงั้น

Cinebench หลังจาก Benchmark เรียบร้อยแล้ว จะได้ CPU Score ที่ 568 ครับ ซึ่งความแรงจะสูงกว่า i5–5300U นิดหน่อย

alt="is0"

ความร้อนและอัตรากินไฟ

ในระหว่างที่ Benchmark Cinebench ผมก็เปิด HWMonitor ไปด้วย ความร้อนจะขึ้นไปสูงสุดถึง 91–92 องศา โดย idle จะอยู่แถว ๆ ต่ำกว่า 50 องศาลงไป (3D Mark ขึ้นไปถึง 95 องศา) อัตรากินไฟสูงสุดก็ที่ 13W ครับ

เรื่องพัดลมเครื่องก็ทำงานแบบติด ๆ ดับ ๆ ครับ เหมือนเมื่อความร้อนขึ้นถึงจุดหนึ่งก็จะเปิด ไม่ได้ทำงานตลอดเวลา ส่วนเสียงรบกวนมีเล็กน้อยครับเพราะพัดลมมันเล็ก

alt="is0"

ส่วนตัวผมรู้สึกว่ามันร้อนมากไปหน่อยจึงได้ลองค้น ๆ รายละเอียดดูว่ามันมีปัญหาเหมือนพวกเครื่องทดสอบก่อนการระดมทุนหรือไม่โดยการรื้อเครื่องดูเลยครับ

alt="is0"

ปัญหาของเครื่องทดสอบช่วงระดมทุนที่สื่อบางเจ้าได้ไปลอง จะมีปัญหาเรื่องตัว thermal pad หน้าสัมผัสไม่แปะไปถึงตัว CPU ครับ ซึ่งจากที่ผมแกะแล้วลองหมุน ๆ ส่องดูก็พบว่าสัมผัสได้สนิทดีไม่มีช่องว่างให้เห็น ดังนั้นตัดเรื่องนี้ไปสรุปมันร้อนจริง ๆ เมื่อทำงานเต็มที่สุด ๆ โดยตรงนี้ผมไม่แน่ใจว่าเพราะผมทดสอบโดย Cinebench ก่อนแล้ว 3D Mark ต่อหรือไม่ มันเลยร้อนพุ่งไปขนาดนั้น เพราะจากการใช้งานปกติผมไม่พบว่าความร้อนจะทะลุเกิน 70 เลยด้วยซ้ำครับ

alt="is0"

การใช้งาน

4K Video เป็นสิ่งหนึ่งที่ผมไม่เข้าใจว่าจะทดสอบไปทำไมเหมือนกัน เพราะเครื่อง Intel Gen เก่า ๆ 2–3 ปีก่อนมันก็รองรับใช้งานได้หมดแล้ว แต่ก็ลองดูครับ ไม่พบเรื่องการ drop frame เล่นได้ปกติ โดย CPU จะวิ่งอยู่แถว ๆ 6–15% ส่วน GPU ก็ 30% ครับ เหลือ ๆ ไปทำอย่างอื่นได้อีก

alt="is0"

ถ้าจะเอาไปเล่นเกมก็ควรจะเป็นเกมที่เก่า ๆ สักหน่อย ปรับไม่ต้องสุดมากก็พอไหว ผมเองก็เทสไป 2–3 เกมตามด้านล่าง ส่วนเกมอื่น ๆ ลองหาดูจาก Youtube ก็ได้ครับ keyword พวก Intel HD 500 Gaming แต่ส่วนตัวผมไม่แนะนำเท่าไรครับสงสารเครื่อง

Gameplay ด้านล่างถูก capture โดยตัวเครื่องพร้อม ๆ กับการเล่น ดังนั้น FPS จริง ๆ จะสูงกว่าที่เห็น 10–15 FPS

Cat Quest เล่นที่ความละเอียด 1600 x 900

Torchlight 2 เล่นที่ความละเอียด 720p เดิม ๆ

Half Life 2 เล่นที่ความละเอียด 1600 x 900

ส่วนการใช้งานอื่น ๆ ถ้าเอาไปใช้งานทั่วไปไม่น่ามีปัญหา พิมพ์งานเอกสารนี่เหลือ ๆ อยู่แล้ว เพราะ CPU ตัวนี้เทียบกับ Notebook พวก Pentium Gold ก็เร็วพอ ๆ กัน แถม Core ของ LarkBox ยังเยอะกว่าด้วย

สรุป

LarkBox เป็น mini PC ที่เหมาะสำหรับคนที่อยากได้คอมเล็ก ๆ ตั้งไว้หน้าคอมหรือ TV (หรือจะแขวนไว้ข้างหลังก็ได้) ไว้ทำงานพิมพ์เอกสาร ดูหนังฟังเพลงทั่วไป หรือจะตั้งไว้เป็นไฟล์ Server, Media Server โหลดบิทอะไรก็ได้ ไม่ก็พกพาเป็นคอมสำรองได้ (เพื่อ?) ด้วยอัตรากินไฟที่ต่ำเหมือนเปิดไฟ LED ไว้สักหลอด ทำให้เปิดทิ้งเปิดขว้างได้เลย ราคาที่ผมได้มาจากช่วงระดมทุนจะอยู่แถว ๆ 5000 บาท สเปคแบบแกะกล่องใช้ได้เลย ถือว่าดีครับ

จุดที่ชอบ

  • เล็กมากเบามาก
  • ราคาถูกจ่ายทีเดียวจบในตัว ไม่ต้องซื้ออะไรเพิ่มเพื่อให้ใช้งานได้เหมือน NUC
  • เพิ่มพื้นที่ได้ด้วยช่อง M.2 ที่เผื่อมาไว้ให้ (ขนาด SSD หายากและรองรับแค่ SATA)

จุดที่ไม่ชอบ

  • ไม่มีช่องเสียบสาย Lan
  • แรมให้มาแค่ 6GB รู้สึกขาด ๆ
  • ร้อนมากที่การทำงานหนัก ๆ
  • พัดลมเล็ก มีเสียงดังรบกวนนิดหน่อย

อื่น ๆ

  • ราคาขายจริงประมาณ 6300 บาท ถือว่าไม่แพงมาก
  • ราคาแถวนี้ถ้าอยากพกพาด้วยลองไปดูพวก Notebook Pentium Gold ก็ได้ครับได้จอด้วย

alt="is0"ภาพช่วงทดสอบครับเล็กจิ๋วดีจริง ๆ

Video Review

ที่มา: รีวิว CHUWI LarkBox mini PC ที่เล็กที่สุดในโลก?

from:https://www.blognone.com/node/118546

Review – MSI WF75 Mobile Workstation สเปก Core i7-10750H + Quadro T2000 จอ 17.3″ IPS 144H

MSI WF75 Mobile Workstation เป็นโน๊ตบุ๊คสายมืออาชีพที่ต้องจับตามอง ประจำปี 2020 ได้สเปกใหม่ล่าสุด Intel Core i Gen 10H + Quadro หน้าจอขนาด 17.3″ IPS 144Hz ที่แรงและคุ้มค่าน่าซื้อที่สุดรุ่นหนึ่ง ด้วยดีไซน์สีเงินตลอดทั้งตัวเครื่อง วัสดุของฝาพับที่ได้มีการนำอลูมิเนียมผสมกับลวดลายของพื้นผิวที่มีเอกลักษณ์ในแบบเรียบๆ ไม่เหมือนใคร รวมถึงขนาดตัวเครื่องและนำหนักที่ถูกออกแบบมาให้บางและเบากว่ารุ่นก่อนๆ พอตัว ด้วยน้ำหนักเพียง 2.2 กิโลกรัม (เบากว่ารุ่นหน้าจอ 15.6″ บางรุ่นด้วย) มีความบางที่ 22~23.1 มิลลิเมตร ทำให้พกพาได้สะดวกกว่า Mobile Workstation หลายๆ รุ่น

สเปกเต็มๆ ของ MSI WF75 Mobile Workstation ได้ชิปประมวลผล Intel Core i7-10750H ผสานการทำงานกับการ์ดจอ NVIDIA Quadro T2000 (4GB GDDR6) ตัวแรงเน้นทำงานประมวลผลระดับสูง ที่มาพร้อมเทคโนโลยีที่เหนือชั้นกว่า Geforce ที่เน้นเล่นเกม ติดตั้งแรมมาให้ขนาด 32GB และ SSD M.2 NVMe จัดเต็มที่ความจุ 512GB + HDD 1TB รวมไปถึงได้ Windows 10 แท้เปิดใช้งานได้ทันที สนนราคา 69,900 บาท ประกัน 2 มาตรฐาน MSI เรียกได้ว่าตอบสนองการทำได้ยอดเยี่ยมสมกับโน๊ตบุ๊คสายมืออาชีพแน่นอน

from:https://notebookspec.com/review-msi-wf75-mobile-workstation-10750h/538084/

โฆษณาชิ้นใหม่ “ไทยประกันชีวิต” กับแนวคิดฝ่าฟันอุปสรรคพร้อมตั้งคำถามว่า “ชีวิตคุณต้องการอะไร”

ยังคงเป็นชิ้นงานโฆษณาที่น่าประทับใจเช่นเดิม สำหรับไทยประกันชีวิตที่ออกโฆษณาชิ้นใหม่ “Life Purpose” โดยหนังโฆษณาเปิดมาด้วยคำถามว่า “New Normal คืออะไร” “ปัญหาการว่างงาน” หรือ “ความเห็นเกี่ยวกับปัญหาเงินเฟ้อ” กับชายหนุ่มคนหนึ่งที่ชื่อบัญญัติ เขาเป็นพ่อเลี้ยงเดี่ยวมีลูกชายหนึ่งคน ประกอบอาชีพเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยบริษัทแห่งหนึ่ง ได้รับผลกระทบจากวิกฤตที่เกิดขึ้น

แม้ว่าชีวิตของบัญญัติ จะต้องเจอกับปัญหามากมายทั้งเลิกจ้างงานกะทันหัน โดนทวงหนี้และไม่มีที่อยู่ ต้องกลับไปหาโอกาสใหม่ๆ เอาดาบหน้า เหตุผลที่เขาไม่ยอมแพ้กับโชคชะตา และยอมอดทนสู้ต่อนั่นคือ ลูกชายของเขา

ปัญหาวิกฤตดังกล่าวยังไม่คลี่คลายเชื่อว่าหลายคนยังต้องพยายามในการสร้างโอกาสและหารายได้ใหม่ๆ และบัญญัติก็เช่นกัน เขาก็หาโอกาสใหม่ๆ เพียงแต่รูปแบบของ “โอกาส” ของแต่ละคนจะมาต่างกัน เช่น บางคนอาจจะมีความสามารถในการทำอาหาร บางคนอาจจะขายของออนไลน์เพื่อหาอาชีพเสริมหรือบางคนอาจจะกลายเป็นอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังบนโลกออนไลน์และมีรายได้จากการจ้างงานของแบรนด์

สำหรับบัญญัติคนธรรมดาที่มีความรู้เพียงป. 4 ความสามารถนอกจากการเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยแล้ว เขามีอีกหนึ่งความสามารถคือเป็นพ่อที่ดีที่สุด

แนวทางในการทำโฆษณา

การทำชิ้นงานโฆษณาของบริษัท ไทยประกันชีวิต ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ยังคงสะท้อนเหตุการณ์ที่สอดคล้องกับสภาพสังคม ณ ขณะนั้น

ด้วยความมุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนไทยและสังคมไทยให้ตระหนักถึงคุณค่าชีวิต คุณค่าของความรัก และคุณค่าของมนุษย์ในหลากหลายมิติ (Value of Life, Value of Love & Value of People) ถ่ายทอดออกมาเป็นผ่านภาพยนตร์โฆษณาที่ตั้งคำถามและจุดประกายความคิดให้กับคนในสังคม

ในภาวะปัจจุบันที่คนไทยและทั่วโลกต่างต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งถือเป็นความยากลำบากที่หักเหแบบกะทันหันโดยที่เราทุกคนไม่ทันตั้งตัวมาก่อน และไม่รู้ว่าวิกฤตเหล่านี้จะยาวนานไปอีกแค่ไหน แต่สิ่งหนึ่งที่หนังโฆษณาชิ้นนี้สื่อออกมาคือการรู้จักพึ่งพาตัวเอง พร้อมรับความเปลี่ยนแปลง เพื่อชีวิตที่มีคุณค่าได้อย่างยั่งยืน และมีความสุขกับคนที่รักให้ผ่านสถานการณ์วิกฤตนี้ไปได้

หนังโฆษณาชิ้นนี้ ถูกปล่อยออกมาเมื่อวันที่ 10 กันยายน ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียอย่าง Youtube และ Facebook ด้วยแนวทางการทำโฆษณาของไทยประกันชีวิตที่มีการเน้นคุณค่าของตัวบุคคลมาโดยตลอด ผ่านตัวละครที่เป็นบทบาทสมมุติ แม้ผู้ชมจะทราบว่าบุคคลนั้น อาจจะมีหรือไม่มีในโลกแห่งความเป็นจริง แต่ปัญหาและสภาพแวดล้อม รวมถึงเรื่องราวที่ตัวละครต้องพบเจอ อาจเป็นเศษเสี้ยวหนึ่งของชีวิตจริงที่หลายคนต้องเผชิญในช่วงสถานการณ์ที่ผ่านมาเพียงแต่ความรุนแรงของแต่ละคนอาจจะมีมากน้อยไม่เท่ากัน

ภาพยนตร์โฆษณา “Life Purpose”

เนื้อหาในหนังโฆษณานั้น ต้องเรียกว่าได้พาเราไปสัมผัสเรื่องราวที่ทำให้เราเกิดการตั้งคำถามที่ธรรมดาที่สุด แต่ลึกซึ้งที่สุด กับสถานการณ์ที่เราทุกคนต่างก็ควรต้องถามตัวเองมากที่สุดในตอนนี้ เพื่อหาคำตอบในการผ่านวิกฤตในการคิดหาวิธีปรับตัวที่เหมาะกับตัวเองในสถานการณ์ที่คาดการณ์อนาคตไม่ได้

อย่างไรก็ตาม ผู้ชมมักจะจดจำหนังโฆษณาไทยประกันชีวิตได้หลายเรื่องเพราะเป็นแนวสะท้อนอารมณ์และความรู้สึก ตั้งแต่เรื่องแรก Peace of Mind, ปู่ชิว, My Son, My Girl, Marry Me, Melody of Life, Que Sera Sera, พ่อใบ้, Forget Me Not และ Unsung Hero จนมาถึงชิ้นล่าสุด Life Purpose ที่หนังทุกเรื่องยังใช้การสื่อสารเรื่องคุณค่าของชีวิต และความรักเช่นเดิม

 

from:https://www.thumbsup.in.th/thai-insurance-new-advertising?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=thai-insurance-new-advertising

รีวิว Vivo X50 Pro เกรดดีพรีเมี่ยมในทุกชิ้นส่วน เทคโนโลยีล้ำกับกันสั่นกล้องแบบ Gimbal ของดีที่มากกว่าสเปคตัวเลข

Vivo X50 Pro สมาร์ทโฟนที่มายกระดับระบบกันสั่นของมือถือไปอีกคนละระดับจากปัจจุบันเลยครับ โดยการจำลองจากระบบกันสั่นของไม้ Gimbal เอามาใช้ในเลนส์กล้องหลังของเครื่อง ให้ผลลัพท์ที่สมาร์ทโฟนรุ่นอื่นๆ ยังให้กับเราไม่ได้

Vivo เป็นแบรนด์ที่จะมีนวัตกรรมแปลกใหม่มานำเสนออยู่เสมอครับ โดยจะเริ่มต้นจากสมาร์ทโฟนต้นแบบ Apex ที่จะมีการเปิดตัวไปก่อนในเวทีโลก และหลังจากนั้นไม่นานไอเดียต้นแบบก็จะกลายเป็นสินค้าขายจริง รวมถึง Vivo X50 Pro ที่มีระบบกันสั่นตัวใหม่นี้ด้วยเช่นกัน

Vivo X50 Pro เป็นสมาร์ทโฟนเกรดสูงในทุกด้านครับไม่ใช่แค่เรื่องของกล้องถ่ายภาพ เป็นสมาร์ทโฟนที่มาในยุครองรับ 5G  ตัวเครื่องงานผลิตเกรดสูง

หน้าจอ Ultra O Screen เป็นจอ AMOLED ขนาดใหญ่ 6.56 นิ้ว FullHD+ สีสวยรีเฟรชเรทสูง 90Hz อย่าดูแค่สเปคตัวเลขของจอ คุณภาพสีสันและความสวยงามของภาพบนจอ X50 Pro สวยงามคุณภาพสูง ทำงานต่างๆ ได้ลื่นละมุนตา และเครื่องเล็ก บางและเบา เจาะรูกล้องหน้าความละเอียด 32 ล้านพิกเซลขนาดเล็กเพียง 3.96mm หน้าจอเต็มเครื่องมากรองรับการสแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอโดยตรง


ด้านหลังสวยงาม สี Alpha Grey เป็นผิวสัมผัสแบบเรียบเนียนมือ วัสดุแบบนี้เป็นรอยนิ้วมือยากและเป็นรอยขีดข่วนยากด้วยครับ มาพร้อมเลนส์กล้องแปลกตาแบบ Big eye เพราะเป็นกล้องที่ฝังระบบกันสั่น Gimbal เข้าไปเป็นเจ้าแรก ทำให้ระบบกันสั่นของ Vivo X50 Pro ดีกว่าระบบกันสั่นแบบ OIS สามเท่าตัว มุมองศาในการประคองความนิ่งขยับไปที่ระดับ 3 องศาเลยทีเดียวครับ




กล้องหลังของ Vivo X50 Pro เป็นกล้องชุดสี่ตัว 48MP + 13MP + 8MP + 8MP และขอบอกว่าฟังก์ชั่นกล้องของ Vivo X50 Pro มีเยอะมาก น่าจะเยอะมากที่สุดในตลาดขณะนี้ครับ

ตัวเครื่องเพรียวบาง แต่แบตเตอรี่ภายในใหญ่ 4315mAh พร้อมรองรับระบบชาร์จไว 33W vivo FlashCharge 2.0 ขณะชาร์จไม่เกิดความร้อนสะสมไปจากปกติ

รองรับสองซิมการ์ด แต่ไม่รองรับ Micro SD card นะครับ อุปกรณ์ภายในกล่องให้มาหรูหราพรีเมี่ยม ครบทั้งเคสใส ที่ชาร์จรองรับ 33W vivo FlashCharge 2.0  พร้อมสาย USB Type C และหูฟัง 3.5 มม. พร้อมตัวแปลงพอร์ท Type C เป็นพอร์ท 3.5mm เพราะ Vivo X50 Pro ไม่มีรูหูฟังบนตัวเครื่องโดยตรง




ต้องบอกว่าว่าเสียงของ Vivo X50 Pro สุดยอดครับ แม้จะเป็นลำโพงเดี่ยวตัวเดียวแต่เสียงดี มีมิติและความแน่นของเสียงที่ดี โดยเฉพาะเมื่อใช้กับหูฟังเกรดสูงยิ่งเสียงโดดเด่น เพราะเจ้าตัวนี้ภายในใส่ชิปเสียง HiFi AK4377A ให้มาด้วย ใครชอบการฟังเพลงด้วยเสียงที่ดีเป็นพิเศษแนะนำครับ

การใช้งานภายใน

ในระบบของ Vivo X50 Pro จะมีระบบ VEG (Vivo Energy Guardian ) ช่วยให้การทำงานของระบบ และแอปพลิเคชันราบรื่นยิ่งขึ้น เวลาใช้งานเราะรู้สึกได้เลยว่าระบบของ Vivo มีความเบาตัวครับ ตอบสนองไวมาก ตั้งแต่การทำงานเล็กๆ อย่างการเซฟภาพหน้าจอ ไปจนถึงการเปิดปิดแอพพลืเคชั่นขนาดใหญ่ ถ้าคุณเจออาการหน่วงตอบสนองช้าเวลาใช้งาน จะไม่เจอในเครื่องของ Vivo X50 Pro ครับจากที่ทดสอบใช้งานมาสองอาทิตย์




 

สเปคสูงครับ เพราะใช้ตัวประมวลผล Snapdragon 765G รุ่นใหม่สุดของซีรี่ย์ 7 ของ Qualcomm RAM 8GB ROM 256GB หน่วยประมวลผลชุดนี้แรงครับ สามารถเล่นเกมกราฟิกสูงๆ ได้สบาย เล่นเกม FPS  ที่รันในระดับ 80-90 เฟรมเรทแบบลื่นๆ ครับ ถือว่าเป็นตัวท็อปของซีรีย์ Snap 7 ในขณะนี้ ผลิตมาในมาตรฐาน 7 นาโนเมตรเช่นเดียวกับรุ่นท็อปซีรี่ย์ 8

รันบนระบบ Android 10 ครอบทับด้วย Funtouch OS 10.5 แอพไม่รกเครื่องแต่ฟังก์ชั่นไม่ขาดแคลน โหมดสำคัญของยุคสมัยที่ใช้สมาร์มโฟนกันทั้งวันทั้งคืนคือโหมดถนอมสายตา ก็จะมีมาให้ทั้งโหมดลดแสงสีฟ้า และโหมดมืด ที่จะเปลี่ยนหน้าเมนูและการใช้งานต่างๆ ให้เป็นสีดำ โดยเราสามารถตั้งเวลาให้มันทำงานเองอัตโนมัติล่วงหน้าได้ทั้งสองโหมด


แอพบริการจาก Vivo มีธีมสโตร์ แอพสโตร์ เกมสโตร์ สำหรับดาวน์โหลดมาให้ใช้งานกันได้ทันทีโดยไม่ต้องล็อกอินใดๆ รวมถึงระบบ VivoCloud สำหรับการสำรองข้อมูลขึ้นระบบออนไลน์





ฟังก์ชั่นสวยๆ ที่เรียกว่า “เอฟเฟ็กต์แบบไดนามิก” ปรับแต่งสีสันแบบมีสไตล์ที่ผมชื่นชอบมาก เพราะมันเท่ทุกเมนู ไม่ว่าจะเป็นกาปรับแต่งอนิเมชั่นการสแกนใบหน้า การสแกนลายนิ้วมือ เอฟเฟ็กต์แสดงการชาร์จแบต หรือการเสียบสาย USB เราเลือกปรับแต่งได้ตามที่เราต้องการ แต่ละอนิเมชั่นสวยๆ ทั้งนั้นครับ



และ Vivo X50 Pro ยังมีฟังก์ชั่น “แสงโดยรอบ” โดยการแสดงสีสันบริเวณขอบเครื่อง ในขณะที่เรากำลังฟังเพลง หรือมีการติดต่อที่พลาดไป จะมีแสงเอฟเฟ็กต์ขึ้นมาบริเวณกลางขอบจอทั้งสอง สวยงามมากครับ


Ultra Game Mode โหมดสำหรับคนเล่นเกมที่ดีที่สุดแล้วในอุปกรณ์สมาร์ทโฟน เพราะใน Ultra Game Mode ของ Vivo มีครบครันและแปลกใหม่กว่าเจ้าอื่นๆ ชัดเจนครับ มีระบบที่ออกแบบมาเพื่อรองรับเกมบางเกมโดยเฉพาะเช่นโหมดการสั่น 4 มิติที่จะใช้การสั่นให้สอดรับกับการยิงปืนในเกมอย่าง PUBG หรือนับถอยหลังของเกมที่เราไม่ต้องรอคอยอยู่หน้าเกมในขณะที่รอคนเข้าสนาม เพราะตัวระบบจะนับถอยหลังให้เราแม้เราจะออกจากหน้าเกมไปทำงานอย่างอื่นแล้วก็ตาม และสามารถกลับมาได้ทันทีแค่เพียงกดปุ่มกลับเข้าเกมครั้งเดียว





ปรับการแสดงสีภาพของเกมให้เห็นได้มากกว่าด้วยมุมมองสีของตาเหยี่ยว โหมดเสียงแบบ HI-Fi และระบบเสียงสำหรับเกมที่เราเลือกตั้งค่ารูปแบบแนวเสียงตามความกว้าง และแนวเสียงที่เหมาะกับช่วงอายุของผู้ใช้ได้



หลายสิ่งหลายอย่าง หาได้จาก Ultra Game Mode ของ Vivo เท่านั้นครับ เหนือกว่า ฉลาด และออกแบบมาได้อย่างสวยงามเลย




ความลื่นไหลและความสวยงามของภาพการแสดงผลของ X50 Pro นั้น เกินกว่าสเปคตัวเลขจะบอกเราได้ครับ เพราะสมาร์ทโฟนประกอบไปด้วยชิ้นส่วนที่แตกต่างกันมากมาย ตัวเลขสเปคเดียวกันแต่เกรดคุณภาพแตกต่างกันอย่างชัดเจนมีให้เห็นอยู่เสมอ และสำหรับ Vivo X50 Pro ผมบอกได้เลยว่า ของดีทั้งนั้นครับ

กล้องถ่ายภาพ

Vivo X50 Pro คือสมาร์ทโฟนที่เป็นระดับสูงของกล้องถ่ายภาพ มีระบบกันสั่น Gimbal ที่ดีกว่าระบบกันสั่นตัวอื่นในตลาดแบบคนละเทคโนโลยี มีเลนส์ซูม Periscope 5X บันทึกภาพระยะไกลได้แบบเสียรายละเอียดน้อย และเป็นอีกเรื่องครับที่ Vivo มีดีแต่หลายคนอาจจะยังไม่รู้ เพราะว่านี่คือแบรนด์ที่มีโหมดการถ่ายและจัดการภาพที่เยอะมากที่สุดในกล้องสมาร์ทโฟนทั้งหมด

โฟกัสแม่นยำ มีโหมดถ่ายภาพเยอะ  จับลูกตาบุคคลแม่นยำทุกรูปครับ




กล้องหน้าความละเอียด 32 ล้านพิกเซล พร้อมฟังก์ชั่นการถ่ายภาพที่เยอะกว่ากล้องหลังหลายเจ้า ปรับแต่งโทนสีตามสไตล์ แต่งหน้าได้โดยไม่ต้องไปเติมจริง ^^ ปรับใบหน้าได้ละเอียดทุกส่วนของใบหน้า



 

ภาพสวยงามครับ มีสติ๊กเกอร์ AR น่ารักๆ ให้ใช้งานด้วย กล้องหน้าโฟกัสคมเป๊ะ จับใบหน้าและลูกตาของแบบได้ตลอด ทำภาพหน้าชัดหลังเบลอได้เนียนๆ พร้อมโหมดเซลฟี่กลางคืนให้หน้าไม่มืดเวลาในที่แสงน้อย






 

กล้องหลังยิ่งสนุก เพราะเลนส์ของ X50 Pro ใช้เทคโนโลยีกล้อง Gimbal เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพกันสั่นเข้าไปเป็นสามเท่าเมื่อเทียบกับระบบ OIS มันส่งผลทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นการถ่ายภาพทั่วไป การซูมภาพ การถ่ายภาพกลางคืน และการถ่ายวีดีโอ เพราะสิ่งที่จะทำให้ภาพเกิดความคมได้ คือความนิ่งของแสงที่เข้าไปยังเซนเซอร์รับภาพ เมื่อระบบกันสั่นทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภาพที่ได้จึงมีความคมชัดจากแสงที่นิ่งตามระบบกันสั่นที่สมาร์ทโฟนทำได้นั้นเองครับ

โหมดกล้องหลังมีมากมายเลยครับ รองรับการซูมภาพแบบดิจิทัล 60x


ภาพที่ได้ในการถ่ายตั้งแต่มุมกว้าง 0.6x ไปจนซูมไม่เกิน 10x ถือว่าคมดีเลยครับ และในระยะสูงสุด 60X ภาพก็ยังไม่เละจนดูไม่ออก แม้จะซูมถ่ายสิ่งเล็กๆ ก็ตาม




การซูมภาพตั้งแต่เลนส์มุมกว้าง Ultra WIde 119 องศา ไปจนถึงระดับซูม 5X เป็นความคมที่ใช้ถ่ายภาพบุคคลยังได้ภาพสวยงาม

ภาพ Ultra Wide 0.6x


                                      5x

โหมดจับภาพเคลื่อนไหว ที่จะเน้นให้กล้องเพิ่มสปีดชัตเตอร์สูงที่สุด ตัว AI จะจับบันทึกภาพสิ่งที่เคลื่อนไหวให้คมชัดเป็นพิเศษ เอาไว้ถ่ายภาพรถยนต์หรือกิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหวเร็วๆ

กล้องหลังของ Vivo X50 Pro จะเป็นกล้องที่ผมรู้สึกว่าถ่ายภาพบุคคลมันจริงๆ ครับ ภาพออกมาสวยง่ายมากๆ มีฟิลเตอร์และลูกเล่นเยอะด้วย ถ่ายได้ไม่ซ้ำอารมณ์เลย เอาภาพน้องลูกจันทร์มาฝากกันชุดใหญ่ๆ ^^


















ระบบกันสั่นmujออกแบบมาได้ดี ไม่ใช่แค่ตัวฮาร์ดแวร์น แต่ในตัวซอฟท์แวร์ก็ทำมาได้ถูกใจเช่นกัน บนหน้ากล้องจะมีระยะประคองตัวระบบกันสั่นให้เราเห็นได้ชัดเจน เพื่อรักษาระดับความสั่นไหวของกล้องให้อยู่ในขอบเขตที่ตัวมันสามารถควบคุมได้ เป็นสัญลักณณ์คล้ายตัววัดระดับน้ำ แต่อันนี้เป็นทรงกลงกลางจอ ทำมาดีมากครับมันช่วยคนถ่ายได้มากทีเดียว

และทาง Vivo ยังเลือกใช้เซ็นเซอร์ IMX598 ที่สร้างขึ้นเป็นพิเศษ ด้วยรูรับแสงขนาดใหญ่ถึง F/1.6 มาพร้อม AI Super Night เวอร์ชั่นล่าสุด ที่มีความสามารถถ่ายภาพในที่แสงน้อยกว่า 1 Lux ตามองแทบไม่เห็น แต่ก็ยังถ่ายออกมาได้ชัดเจน ด้วยรูปรับแสงที่ใหญ่ AI ที่ปรับได้ฉลาด และระบบกล้อง Gimbal พิเศษเฉพาะของ Vivo X50 Pro ช่วยให้เราได้เห็นผลลัพท์ในเวลากลางคืนที่คมและชัดเจนกว่าสายตามนุษย์อย่างสิ้นเชิง


กลางคืนสวยงาม ถ่ายง่าย มีฟิลเตอร์สวยๆ เฉพาะโหมดกลางคืนให้ใช้งานด้วย




โหมดภาพกลางคืนยังมีโหมดถ่ายดวงดาวและโหมดถ่ายเพิ่มขนาดพระจันทร์ให้เล่น ^^ ใครชอบถ่ายท้องฟ้ายามกลางคืนสนุกแน่นอน



โหมดโปเก้ที่ถ่ายแล้วมาปรับจุดโฟกัสได้ภายหลัง ปรับจำลองค่า f เพื่อกำหนดระยะชัดลึกชัดตื้นใหม่ได้



สามารถปรับโบเก้ไฟด้านหลังเป็นรูปทรงต่างๆ ในขณะถ่ายได้ด้วยนะครับ เพิ่มลูกเล่นความน่ารักเข้าไปในภาพ




โหมดเอฟเฟกต์บุคคล ปรับพื้นหลังให้กลายเป็นขาวดำ หรือเพิ่มแสงรุ้งเข้ากล้องให้ภาพดูสวยงาม






 

กล้องหลังยอดเยี่ยมครับ ถ่ายได้มาก

ระบบกล้องถ่ายภาพว่ายอดเยี่ยมแล้ว ระบบกล้องวีดีโอก็สุดยอดไม่แพ้กัน เพราะจริงๆ แล้วระบบกันสั่นจะทำงานได้ดีกว่าด้วยการถ่ายภาพเคลื่อนไหว การถ่ายวีดีโอที่ผลลัพท์ออกมาเหมือนกับเสียบไม้ Gimbal ด้วยตัวมือถือเอง ถ่ายเอง ตัดเอง สร้างคลิปสวยๆ ได้จบในเครื่องเดียว

สรุปท้ายรีวิว

ไม่ใช่แค่นวัตกรรมกล้องถ่ายภาพเพียงเท่านั้นที่ควรชื่นชมในสมาร์ทโฟนรุ่นนี้ แต่เกรดของชิ้นส่วนแต่ละชิ้นที่ Vivo เลือกนำมาใช้ มันสวยงามดูดีกว่าที่ตัวเลขสเปคจะบอกถึงความต่างในจุดนั้นได้ จอภาพที่สวย สีสด ระบบเสียงจากชิปภายในที่ยอดเยี่ยม ซอฟแวร์ระบบลื่นไหล การใช้งานตอบสนองรวดเร็วทันใจ ปัญหาน้อยไม่มีหน่วงช้า ใช้งานแล้วรู้สึกได้ถึงซอฟท์แวร์คุณภาพดีได้เลยครับ

กล้องถ่ายภาพที่ยอดเยี่ยมทั้งในด้านวิศวกรรมการผลิต ระบบกันสั่นแบบ Gimbal เข้ามาช่วยให้การถ่ายภาพคมชัดได้ง่ายมากขึ้น กล้องวีดีโอนิ่ง กล้องถ่ายภาพคม มีระบบการถ่ายภาพและการจัดการภาพเยอะมากที่สุดในวงการขณะนี้

ใช้งานสนุกและนับเป็นสมาร์ทโฟนงานดีมากครับ Vivo X50 Pro

 

ข่าว: รีวิว Vivo X50 Pro เกรดดีพรีเมี่ยมในทุกชิ้นส่วน เทคโนโลยีล้ำกับกันสั่นกล้องแบบ Gimbal ของดีที่มากกว่าสเปคตัวเลข มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2020/09/19/review-vivo-x50-pro.html

รีวิว Galaxy A01 Core สมาร์ทโฟนรุ่นเริ่มต้น รัน Android Go

ปัจจุบันสมาร์ทโฟนซัมซุงที่ทำตลาดในไทยมีอยู่ 4 ซีรีส์หลัก ๆ คือ Galaxy Z ที่เน้นจอพับ, Galaxy S เรือธง, Galaxy Note เรือธงมีปากกาและ Galaxy A ที่โพซิชันคลุมตั้งแต่รองท็อปไปจนถึงเริ่มต้น (แทนที่ Galaxy J ที่ถูกยุบไป) ไม่รวม Galaxy M ที่เน้นราคาประหยัด (ค่อนข้างทับซ้อนกับ Galaxy A อยู่ไม่น้อยในแง่สเปคและราคา บางรุ่นเทียบกันแล้วคุ้มค่ากว่าด้วย) แต่เป็นซีรีส์ที่เน้นทำตลาดออนไลน์เป็นหลักเท่านั้น

Galaxy A01 เลยเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นเริ่มต้น (เริ่มสุด ๆ แล้วด้วยเลขที่ขึ้นด้วย 0) ของซัมซุง แบ่งเป็น 2 รุ่นย่อยคือ A01 ที่เป็น One UI และ A01 Core ที่เป็น Android Go และมี One UI ครอบทับอีกที

No Description

สำหรับสเปคคร่าว ๆ คือหน้าจอ PLS TFT LCD 5.3 นิ้ว ความละเอียด HD+ (1480×720) ใช้งานทั่วไป ดูหนังดู YouTube Go ได้ดี สีค่อนข้างสด แต่หากใช้งานกลางแจ้งก็แอบสู้แดดไม่ได้ จากทั้งความสว่างของหน้าจอที่ไม่พอและกระจกครอบจอที่สะท้อนแสง

บอดี้เป็นพลาสติก น้ำหนักตัวเครื่องที่ 150 กรัม ซึ่งเบาและเล็กพอดีมือ ชิปเซ็ตเป็น Mediatek MT6739WW แรม 1GB ความจุ 16GB รองรับ microSD สูงสุด 512GB

ตัวเครื่องรัน Android 10 (Go Edition) ครอบมาด้วย OneUI ซึ่งถือว่าค่อนข้างคลีน ถ้าไม่เปิดหน้า setting ก็คือไม่รู้ว่ามี OneUI ครอบอยู่ ขณะที่แอปที่มากับเครื่องก็มีแต่แอปพื้นฐาน รวมถึงแอปตระกูล Go และ Facebook Lite

No Description

การใช้งานในภาพรวมก็ถือว่าตามสภาพของสมาร์ทโฟนราคา 2 พันกว่าบาท อาจมีหน่วงมีกระตุกบ้าง (แม้ Google จะเคลมว่ารัน Android Go แล้วเร็วขึ้นลื่นขึ้นแล้วก็ตาม อาจจะเพราะชินกับการใช้เรือธงลื่น ๆ มาตลอด) รวมถึงไม่เคยใช้ Android Go มาก่อน เลยเปรียบเทียบไม่ถูกว่าอาการหน่วง ๆ กระตุกดังกล่าว เกิดจากการที่มี OneUI ครอบอยู่ หรือเป็นไปตามปกติของสเปคระดับนี้อยู่แล้ว

สิ่งเดียวที่แอบหงุดหงิดหรือคิดเผื่อคนใช้ คือการนำทางด้วย Google Maps Go (ที่เป็น PWA) ในแง่ความแม่นยำของ GPS ถือว่าค่อนข้างแม่น แต่ติดที่ตัวเครื่องไม่ได้มี Gyroscope เวลานำทาง แผนที่จะไม่ได้หันไปตามทิศทางที่เรากำลังมุ่งหน้าไป (แต่ลูกศรขยับ) จะล็อคเอาไว้ที่ทิศเหนืออย่างเดียว อาจค่อนข้างลำบากในการนำทาง โดยเฉพาะสำหรับคนขับเดลิเวอรี่ต่าง ๆ

No Description

สำหรับกล้อง ไม่ได้มีลูกเล่นหรือฟีเจอร์ใด ๆ เลย (แหงล่ะ) มีเพียงฟิลเตอร์ให้ใส่เท่านั้น สำหรับคุณภาพก็ค่อนข้างตามราคา ถ่ายได้ กดชัตเตอร์แล้วชักภาพไม่ช้าเกินไป ออกมาภาพชัด ดูรู้เรื่อง อาจมีปัญหาแค่ในที่แสงน้อย ที่ noise จะเยอะหรือเบลอได้ง่ายมาก ๆ และเก็บรายละเอียดได้ไม่ครบ

No Description

No Description

No Description

No Description

แบตเตอรี่ Galaxy A01 Core ให้มา 3,000 mAh หัวชาร์จ micro USB และด้วยฟังก์ชันที่ไม่ได้มาก รวมถึงการรันด้วย Android Go ทำให้เพียงพอจะใช้งานได้ทั้งวัน

ในภาพรวมก็ถือว่าเป็นสมาร์ทโฟนที่ดีตามสภาพราคาเครื่องหนึ่ง (decent) ในราคา 2,499 บาท

from:https://www.blognone.com/node/118507

Review – ASUS TUF Gaming F15 FX506 สเปก Intel Core i5-10300H + GTX 1650 จอ IPS 144Hz แรงคุ้มค่า

ASUS TUF Gaming F15 FX506 อีกหนึ่งตัวเลือก สำหรับ Gaming Notebook สเปก Intel Core i Gen 10H มาพร้อมกับชิปประมวลผล Core i5-10300H ตัวแรงราคาไม่แพง จับคู่มากับการ์ดจอ NVIDIA GeForce GTX 1650 ประสิทธิภาพพอตัว โดยได้รับการอัพเดทจาก ASUS TUF Gaming Series รุ่นก่อนๆ โดยนอกจากการตีบวกยัดสเปคจัดเต็มแน่นเอียดในราคาสุดคุ้ม เพียง 27,990 บาท ยังได้อัพเกรดในอีกหลายๆ ส่วนนับว่าเป็น Gaming Notebook จอ 15.6″ ปี 2020 ที่คุ้มค่าที่สุดในงบประมาณไม่เกิน 30,000 บาท

โดย ASUS TUF Gaming F15 FX506 โน๊ตบุ๊คเล่นเกมเครื่องที่เราได้รับมารีวิวนั้น เป็นเครื่องขายจริงจากทางร้าน IT City ส่วนสเปกอื่นๆ มีหน่วยความจำแรมขนาด 8GB DDR4 Bus 2933MHz และมี SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB มาให้ด้วย ส่วนหน้าจอก็ขนาด 15.6″ความละเอียด Full HD พาเนล IPS รองรับที่ 144 Hz ให้ภาพลื่นไหลสบายตา พร้อมระบบปฏิบัติการ Windows 10 ได้ประกัน 2 ปี แบบ Global Warranty และประกันอุบัติเหตุ Perfect Warranty 1 ปีแรก พร้อมบริการด้วย 7-11 droppoint กว่าหมื่นสาขาทั่วประเทศไทย

from:https://notebookspec.com/asus-tuf-f15-fx506-core-i5-10300h-gtx-1650/537391/