คลังเก็บป้ายกำกับ: REVIEW

Philips Soundbars รุ่นใหม่ที่นำคุณไปสู่ระบบโฮมเธียร์เตอร์ที่สมบูรณ์แบบ เพิ่มประสบการณ์ในการรับชมด้วยซาวนด์บาร์ที่เพรียวบาง ที่ให้รายละเอียดเสียงอย่างครบถ้วน พร้อมซับวูเฟอร์แบบไร้สาย

legoelectric.com/wp-content/uploads/2017/03/phi...

จุดเด่นผลิตภัณฑ์

                    • ซับวูเฟอร์ ไร้สาย ดีไซน์บาง
                    • รองรับระบบเสียง Dolby
                    • ดีไซน์สวยงาม พร้อมขนาดที่กะทัดรัด
                    • ติดตั้งได้หลายรูปแบบ ใช้งานได้หลายอุปกรณ์
                    • ควบคุมการทำงานง่ายจากรีโมตทีวี
                    • ราคา: Philips TAPB603 (12,990 บาท) ; Philips HTL3310 (7,990 บาท)
                    • วางจำหน่ายที่: Powerbuy และ Powermall

Philips Soundbars รุ่นใหม่ที่นำคุณไปสู่ระบบโฮมเธียร์เตอร์ที่สมบูรณ์แบบ

เพิ่มประสบการณ์ในการรับชมด้วยซาวนด์บาร์ที่เพรียวบาง ที่ให้รายละเอียดเสียงอย่างครบถ้วน พร้อมซับวูเฟอร์แบบไร้สาย

กรุงเทพ ประเทศไทย, 30 มิถุนายน 2563 – Philips TAPB603 และ HTL3310 Soundbar พร้อมซับวูเฟอร์ อุปกรณ์ที่ช่วยอัปเกรดทีวีและระบบเสียงของคุณไปสู่ประสบการณ์การรับชมภาพยนตร์ในบ้านได้อย่างสมจริง คุณจะเพลิดเพลินไปกับเสียงที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น พร้อมด้วยเสียงเบสที่ลงลึกกว่า ไม่ว่าคุณจะตื่นเต้นกับฉากการต่อสู้ในอวกาศหรือดื่มด่ำกับช่วงเวลาที่มีอารมณ์สุนทรี ซับวูเฟอร์ไร้สายบางเฉียบทำให้การติดตั้งดูดีและทำให้บ้านของคุณเรียบร้อย การสร้างเสียงที่ไร้ที่ติของระบบ Dolby Digital ช่วยยกประสบการณ์การรับฟังไปสู่ความสมจริง ไม่ว่าคุณกำลังรับชมหรือรับฟังอะไรอยู่ก็ตาม

TAPB603, 300 W พร้อมรองรับ Dolby Atmos 3.1

ไม่ว่าจะเป็นการรับชมภาพยนตร์ หรือการรับชมกีฬา พลังเสียง 300W ที่รองรับ Dolby Atmos ของ Philips TAPB603 และชุดซับวูเฟอร์ไร้สาย จะช่วยให้คุณได้รับฟังเสียงที่มีความชัดเจน มีรายละเอียดอย่างครบถ้วน คุณจะรู้สึกและสัมผัสความสมจริงของเสียงปืนเลเซอร์ หรือเสียงคำรามของเครื่องยนต์ ด้วยระบบเสียง Dolby Atmos 3.1 ที่สามารถให้รายละเอียดของเสียงสูง และความลึกของเสียงเบส พร้อมสร้างเสียงเซอร์ราวด์สามมิติที่เสมือนจริง ซับวูเฟอร์ไร้สายขนาดเล็กที่ทรงพลังและเพรียวบางช่วยเพิ่มเสียงเบสอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้นคุณสามารถที่จะได้ยินเสียงระเบิดดังกึกก้อง และเมื่อฟังเพลงก็จะให้พลังเสียงที่ลึกและหนักแน่น ไม่ว่าจะเป็นฉากของยานอวกาศที่กำลังบินอยู่เหนือศีรษะ หรือเสียงของผู้คนในที่เกิดเหตุ เสียงจากลำโพงชุดนี้จะช่วยให้คุณรู้สึกประทับใจไปกับตัวละครที่ผ่านไปมารอบตัวคุณ นอกจากนี้ลำโพงเสียงกลางของ TAPB603 ก็ยังให้เสียงพูดมีความคมชัดและสมดุลอย่างสวยงามทำให้คุณได้ยินทุกถ้อยคำได้อย่างชัดเจนไม่ว่าคุณจะนั่งฟังอยู่ตรงไหน

TL3310, 2.1 channels กำลังขับ 160 W พร้อมซับวูเฟอร์ไร้สาย

Philips TL3310 Soundbar ขนาดกะทัดรัดและซับวูเฟอร์ไร้สาย สามารถเติมเต็มพลังเสียงให้กับห้องของคุณด้วยกำลังขับขนาด 160 W สองช่องทาง ปลดปล่อยเสียงของภาพยนตร์และรายการที่คุณชื่นชอบ เพื่อให้คุณได้ดื่มด่ำกับรายการและภาพยนตร์ที่คุณโปรดปราน ลำโพงชุดนี้นี้ยังสนับสนุนเทคโนโลยีระบบเสียงรอบทิศทาง Dolby Digital เพื่อการขยายเวทีเสียงให้กว้างขึ้น และให้คุณเต็มอิ่มกับประสบการณ์เสียงที่ดีขึ้นไปอีกระดับ

รองรับการใช้งานหลายอุปกรณ์และควบคุมง่าย

TAPB603 และ TL3310 รองรับวิธีการเชื่อมต่อและควบคุมได้หลายวิธี รวมถึงรองรับแหล่งสัญญาณเสียงได้มากมาย รวมถึงการเชื่อมต่อผ่าน HDMI, Audio-in, USB, Bluetooth และอื่น ๆ ช่องรับสัญญาณ HDMI เป็นแบบ Pass-through 4K ให้คุณเชื่อมต่อแหล่งวิดีโอ 4K โดยตรงกับซาวนด์บาร์ เมื่อรับชมทีวีหรือภาพยนตร์จบแล้ว คุณสามารถเปลี่ยนให้ซาวนด์บาร์ นี้ไปเชื่อมต่อกับ Bluetooth เพื่อเล่นเพลงจากเพลย์ลิสต์บนสมาร์ทโฟน หรือจะใช้เล่นเพลงจาก USB โดยตรง ทำให้คุณได้เพลิดเพลินไปกับเสียงที่หลากหลายผ่านซาวน์ดบาร์เพียงตัวเดียว การควบคุมระยะไกลผ่านรีโมตช่วยให้คุณสามารถใช้รีโมตเพียงตัวเดียวสำหรับการควบคุมทั้งซาวนด์บาร์ ทีวี และอุปกรณ์เสียงอื่น ๆ ที่ใช้งานร่วมกันได้ทั้งหมด

สุดยอดพลังเสียงจากดีไซน์ที่เพรียวบาง

ทั้ง TAPB603 และ TL3310 มีจุดเด่นอยู่ที่ซาวนด์บาร์ที่เพรียวบาง ได้รับการออกแบบให้มีเหลี่ยมมุมที่เรียบง่ายและสวยงาม และด้วยดีไซน์ในลักษณะนี้ช่วยให้สามารถติดตั้งและใช้งานได้กับทุกห้องภายในบ้าน สำหรับการติดตั้งสามารถใช้ได้ทั้งแบบยึดติดผนัง หรือจะวางบนพื้นโต๊ะทีวีหรือพื้นผิวเรียบ ๆ ก็ใช้งานได้ นอกจากนี้การออกแบบให้ซับวูเฟอร์แบบไร้สายที่มีขนาดกะทัดรัดแต่ทรงพลังก็ยิ่งทำให้ง่ายต่อการติดตั้ง

ราคาและการวางจำหน่าย

Philips TAPB603 พร้อมวางจำหน่ายในราคา 12,990 บาท และ Philips HTL3310 วางจำหน่ายในราคา 7,990 บาท

มีจำหน่ายที่ Powerbuy และ Powermall.

ข้อมูลเพิ่มเติมของ Philips TAPB603 และ Philips HTL3310

เกี่ยวกับ TP Vision

TP Vision Europe B.V. (‘TP Vision’) ได้รับการจดทะเบียนในประเทศเนเธอร์แลนด์โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองอัมสเตอร์ดัม TP Vision เป็น บริษัท ในเครือของ TPV Technology Limited (‘TPV’) ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตจอภาพและทีวีชั้นนำของโลก

TP Vision เป็นผู้นำของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภคทั้งทีวีและความบันเทิงด้านเสียง TP Vision มุ่งเน้นไปที่การพัฒนาการผลิตและการตลาดชุดทีวีแบรนด์ Philips (ใน ยุโรป, รัสเซีย, ตะวันออกกลาง, อเมริกาใต้, อินเดียและประเทศที่เลือกในเอเชียแปซิฟิก) และผลิตภัณฑ์เครื่องเสียงแบรนด์ Philips (ทั่วโลก) ภายใต้ลิขสิทธิ์เครื่องหมายการค้าของ Koninklijke Philips NV เรารวมแบรนด์ Philips ที่แข็งแกร่งเข้ากับการพัฒนาผลิตภัณฑ์และความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบ ความเป็นเลิศในการปฏิบัติงาน เราเชื่อมั่นในการสร้างผลิตภัณฑ์ที่มอบประสบการณ์เสียงและภาพที่เหนือกว่าสำหรับผู้บริโภค

from:https://www.it-reborn.com/philips-soundbars-%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b9%84%e0%b8%9b%e0%b8%aa%e0%b8%b9/

[รีวิว] Belkin BOOST↑CHARGE อะแปเตอร์ USB-C + USB-A Wall Charger 30W พร้อมสาย USB-C to Lightning

สายชาร์จ iPhone มักจะพังง่ายอยู่เสมอ เราจึงต้องขอแนะนำอ […] More

from:https://www.iphonemod.net/review-belkin-boost-charge-30w.html

รีวิว realme X50 5G สมาร์ทโฟนสเปคแรง Snap 865 รองรับ 5G และมีระบบชาร์จที่เร็วที่สุดในโลก

realme X50 5G เปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทยแล้วครับ ก็สมใจคนรอคอยของแรง แรงแค่ไหนก็ลองคิดดู เพราะในรุ่นนี้ realme ปล่อยมาภายใต้คอนเซ็ปต์ “Speed of the Future” “ความเร็วแห่งอนาคต” เลยทีเดียว ส่วนราคาเปิดจำหน่ายวันแรกอยู่ที่ 28,990 บาท ราคาดีกว่าสมาร์ทโฟนเรือธง 5G แบรนด์อื่นๆ มากเลยครับ

เปิดตัวมาพร้อมกับหูฟังรุ่นใหม่ด้วย realme Buds Q หูฟัง True Wireless ดีไซน์สวยแต่ราคาประหยัดมาก แค่ 1,199 บาทเท่านั้นเองครับ

ในตอนนี้เชื่อว่าหลายคนน่าจะรู้จักแบรนด์ realme กันดีแล้ว เพราะเป็นแบรนด์ที่โตเร็วมากครับ จากการที่เขาทยอยปล่อยสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์ AIoT มาในทุกระดับราคาต่อเนื่องกันเลย จนตอนนี้เขาก็ประสบความสำเร็จในตลาดระดับโลกครองตำแหน่งอันดับ 7 มาหลายไตรมาส ล่าสุดก็ขึ้นเป็นแบรนด์อันดับ 5 ของตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เมื่อต้นปีที่ผ่านมา

และสำหรับประเทศไทยเองในปีนี้ realme ก็ไต่ขึ้นมาอันดับ 4 แล้วครับ เป็นแบรนด์ที่ได้รับความไว้วางใจเป็นอันดับต้นๆ ของไทยในตอนนี้ ราคาดี คุณภาพได้ และตัวเครื่องสวยทุกรุ่นเลยครับ

ความน่าสนใจของเขามันเพิ่มมากขึ้น ด้วยการประกาศความตั้งใจที่นำเทคโนโลยี 5G มาใช้ในผลิตภัณฑ์ทุกช่วงระดับราคา ซึ่ง realme X50 ก็นับเป็นสมาร์ทโฟนระดับเรือธงเครื่องแรงตัวแรกของแบรนด์เขา ที่รองรับ 5G แล้วนั้นเอง

โดยความแรงนี่จะมาจากชุดสเปคประมวลผลที่ดีที่สุดของสมาร์ทโฟน Android ในตอนนี้ครับ ด้วยการเลือกใช้หน่วยประมวลผล Qualcomm Snapdragon 865 ซึ่งเป็นชิปเซ็ตที่รองรับ 5G ทั้งแบบ 5G NSA และ 5G SA พร้อมรองรับการใช้งาน 5G ในประเทศไทย โดยใช้งาน 5G ได้ทันทีโดยไม่ต้องมีการรออัพเดทใดๆ เพิ่มเติม

มาพร้อมแรมรุ่นใหม่ที่เป็น LPDDRS5 ขนาดใหญ่ 12GB และรอมก็ใช้แบบ UFS 3.0 ขนาดความจุ 256GB ฉะนั้นเรื่องของประสิทธิภาพการประมวลผลไม่ต้องห่วงเลย แรงมากๆ

เป็นอีกหนึ่งรุ่นที่ใช้หน้าจอแสดงผลแบบ 90Hz Super AMOLED หรือหน้าจอที่มีอัตรา Refresh rate สูงที่ 90 Hz นั้นเองครับ เพื่อให้สมกับความแรงที่มันมีอยู่ภายใน

เหมาะกับงานบันเทิงมากๆ เพราะนอกจากจอจะแจ่มแล้ว ยังมาพร้อมระบบเสียงขั้นสูงครับ เป็นเครื่องที่มีลำโพงคู่สเตอริโอ รองรับระบบ Dolby Atmos และรองรับ Hi-Res เมื่อใช้งานกับหูฟัง

ใช้การสแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอโดยตรง ใช้การเจาะรูกล้องหน้าคู่แบบ Ultra-wide-angle เป็นกล้องคู่ที่เจาะรูบนหน้าจอได้เล็กมากๆ โดยเลนส์หลักใช้เซ็นเซอร์ Sony IMX616 ความละเอียด 32MP ทำงานคู่กับกล้องหน้าเลนส์กว้างความละเอียด 8MP Ultra-wide-angle ที่ให้มุมมองกว้าง 105 องศา


ในด้านตัวเครื่อง realme X50 Pro 5G ตัวที่ผมได้มาเป็นสี Rust Red นะครับ นำเข้ามาจำหน่ายคู่กันกับสีเขียว Moss Green

สีของมันจะดูผู้ใหญ่ ใช้พื้นผิวกระจกขัดเคลือบด้วยวัสดุพิเศษ AG ให้ผลลัพท์เป็นผิวสัมผัสแบบ” ละมุน” เรียกว่าลูบกันเพลินเลยละ ข้อดีที่สุดของพื้นผิวแบบนี้คือมันไม่มีรอบคราบมันติดเปรอะเปื้อน โดยตัวมันก็ยังใช้กระจกกันรอย Corning Gorilla Glass 5 ทำให้เป็นรอยได้ยากครับ




realme X50 Pro ใช้การดีไซน์ตัวเครื่องที่เรียกว่า 360° Surround Antenna หรือการฝังเส้นเสาอากาศรับสัญญาณไว้รอบตัวเครื่อง ถึง 12 เส้น โดยเป็นเส้นเสาสำหรับ GPS/Wifi/Bluetooth/NFC อย่างละ 1 เส้น และใช้ถึง 8 เส้นเสาสำหรับรับสัญญาณ 4G และ 5G เลยครับ realme ออกแบบมาเพื่อให้แน่ใจว่า การรับสัญญาณ 5G ของ realme X50 จะมีประสิทธิภาพและความแรงในการรับสัญญาณได้อย่างดีที่สุด

จากที่ทดสอบ เสียบซิม 5G เข้าไป ก็จับสัญญาณได้เลยครับ เกาะ 5G ตลอดเส้นทาง ใช้งานได้เหมือนเป็นสัญญาณมาตรฐานของยุคนี้เลย


และในระบบการเชื่อมต่อที่สำคัญและใช้บ่อยอย่าง Wi-Fi สำหรับ realme X50 5G ก็ยังรองรับการเชื่อมต่อเทคโนโลโยี Wi-Fi 6 ที่ให้ความเร็วสูงสุดถึง 9.6Gbps พร้อมระบบพิเศษซึ่งเรียกว่า Dual Wi-Fi หรือการเชื่อมต่อสัญญาณ Wi-Fi ทั้งแบบ 5.0 และ 2.4 Ghz พร้อมๆ กัน เพื่อเพิ่มความเสถียรและความไวของสัญญาณด้วยการเกาะไว้สองคลื่นพร้อมกัน


และที่สำคัญ เจ้าตัวนี้ยังมาพร้อมระบบชาร์จเร็ว 65W SuperDart ซึ่งเป็นระบบชาร์จเร็วมากที่สุดในโลกตอนนี่ และยังมีความปลอดภัยสูงตามความแรงที่มันทำได้ จากการทดสอบ มันสามารถชาร์จแบตเตอรี่ความจุ 4200mAh ได้ 50% ภายในเวลาแค่ประมาณ 17 นาทีเท่านั้นเองครับ และชาร์จเต็มได้ภายใน 35 นาที โคตรเร็วเลย – – เร็วจนเชื่อว่าคนยังไม่เคยใช้ระบบชาร์จไวตัวนี้ต้องตกใจเวลาเสียบชาร์จไว้แล้วไปเข้าห้องน้ำ ^^

สำหรับกล้องหลังของ realme X50 Pro 5G จะมาพร้อมกล้องหลัง 4 เลนส์ โดยมีความละเอียดสูงสุดที่ 64MP แบบ Ultra-wide-angle ทำงานกับเลนส์ Ultra wide-angle อีกหนึ่งตัวที่มีความละเอียด 8MP สามารถถ่ายมุมมองกว้าง 119 องศา และรองรับการถ่ายภาพมาโครระยะโฟกัสวัตถุได้ใกล้ 3 เซนติเมตร

และเลนส์ที่สามเป็นเลนส์ Telephoto ความละเอียด 12MP สามารถซูมภาพได้แบบเลนส์จริง (optical) ได้ 5 เท่าโดยไม่เสียความละเอียด และซูมภาพได้สูงสุด 20 เท่าแบบ Hybrid

และสุดท้ายคือเลนส์ Portrait ที่มีระบบ “ฟิลเตอร์สี” เพื่อช่วยถ่ายภาพภายใต้สีสันของฟิลเตอร์ต่างๆ ได้สนุกมากขึ้น

อุปกรณ์ภายในกล่องมีมาให้ครบ ทั้งที่ชาร์จในระบบ 65W SuperDart มีเคสใสซิลิโคนมาให้ แต่จะไม่ชุดหูฟังมาให้นะครับ เพราะตัวมันเองก็ไม่มีช่องหูฟังแบบ 3.5 มม. มาให้นะครับ ใช้เชื่อมหูฟังผ่านพอร์ท USB Type C หรือใช้แบบไร้สายบลูทูธแทน

การใช้งานภายใน

จริงๆ ก็คงไม่ต้องบอกอะไรมากสำหรับประสิทธิภาพการใช้งานเจ้าเครื่องตัวนี้ Qualcomm Snapdragon 865 5G, RAM LPDDRS5 12GB, ROM UFS 3.0 ขนาดความจุ 256GB จากที่ทดสอบเล่นเกมระดับภาพ HD นอกจากจะตอบสนองได้ไวรวดเร็วระดับสูงสุดแล้ว ภาพที่แสดงผลออกมาก็ยังมีความนุ่มนวมด้วยเฟรมเรทที่ราบลื่นอย่างมากอีกด้วยครับ

เกมที่ผมเล่นประจำจนชินตา พอมาเล่นบน realme X50 รู้สึกได้เลยว่า ตัวละครผมพริ้วไหวดั่งสายน้ำ ^^ เอวพริ้ว สกิลปลิว เอฟเฟ็กต์การเคลื่อนไหวดูสวยกว่าเดิมเครับ เพราะภาพมันไหลเรียบได้มากขึ้น

หน้าจอแจ่ม สีสด ภาพใหญ่ ขอบจอเล็กนิดเดียว และมีโหมดปรับสีภาพ OSIE ช่วนให้ภาพในแอพที่รองรับมีชีวิตชีวามากขึ้นด้วยครับ

เล่นเกมได้ดั่งใจ ระบบเสียงก็เป็นสเตอริโอทำใหทิศทางเสียงดีขึ้นครับ แต่ลำโพงของ realme X50 ไม่ได้เป็นพวกลำโพงเบสแน่นเบสแน่นๆ อะไร มีสองตัวเพื่อเน้นในการเพิ่มทิศทางของเสียงเป็นหลักครับ

การทำงานแต่ละอย่างไว้และทันใจไปหมดนะครับ ทั้งการเล่นเกม การเข้าออกแอพพลิเคชั่น หรือแม้แต่เรื่องเล็กๆ อย่างจังหวะการเซฟภาพหน้าจอ เราจะรู้สึกได้เลยว่า เครื่องนิ่งมากไม่กระเทือนมันเลยในทุกการใช้งาน

ตัว realme X50 มาพร้อมกับ realme UI ครอบทับบน Android 10 มีฟังก์ชั่นพื้นฐานหลายตัวที่เราน่าจะได้ใช้กัน เช่นธีมสโตร์ ไว้สำหรับโหลดธีม พื้นหลัง หรือฟอนท์ใช้งานสวยๆ ซึ่งของแบรนด์ realme ผมต้องแอบน้อยใจสักนิดตรงไม่ค่อยจะมีของฟรีสักเท่าไหร่ 555 ส่วนใหญ่จะขายกันประมาณ 50 บาทต่อคอนเทนต์ครับ





หน้าจอใหญ่ หน่วยประมวลผลแรงๆ ก็ต้องเหมาะกับการทำงานแบบแบ่งหน้าจอได้ครับ เราสามารถเล่นเกมกราฟิกสูงๆ ในแบ่งหน้าจอทำงานอื่นไปได้พร้อมกัน โดยที่เครื่องไม่เกิดอาการสะดุดเลย

มีโหมดกลางคืน หรือโหมดมืด ปรับเมนูและหน้าการตั้งค่าต่างๆ ให้เป็นโทนสีดำ หลายคนชอบครับเพราะมันสบายตา และในแง่ของการใช้พลังงานโหมดสีดำก็จะประหยัดพลังงานมากกว่าสีขาวบนหน้าจอแบบ SuperAMOLED ครับ




แต่อย่างไรก็ตาม realme X50 เป็นสมาร์ทโฟนที่แบตค่อนข้างอึดใช้ได้เลยครับ ใช้งานเล่นเกมทั้งวัน ต่อเนื่องประมาณ 7 ชั่วโมงแบตยังไม่หมด ถ้าเป็นการใช้งานทั่วๆ ไป ไม่ได้เปิดหน้าจอไว้ตลอดเวลาแบตก็ยิ่งอยู่ได้ยาวนานมากขึ้น

และอย่าลืมว่ามันมาพร้อมกับระบบชาร์จ 65W DartCharge ระบบชาร์จไวที่ไวที่สุดของวงการสมาร์ทโฟน เสียบไว้แป๊บเดียว แค่ครึ่งชั่วโมง แบตจะกลับมาเต็ม 100% อย่างแน่นอน รวมถึงความปลอดภัยที่เป็นหนึ่งในจุดเด่นของรุ่น ปกป้องการรัดวงจรของไฟฟ้าไว้ถึง 5 ขั้นตอน ฉะนั้นเรื่องพลังงานก็หายห่วงได้ไปอีกเรื่องครับ

และผมชอบโหมดนี้ครับ “Focus Mode” เป็นโหมดที่จะช่วยให้เราพักและปลีกออกจากโลกภายนอกและการเชื่อมต่อกับทุกสิ่งทุกอย่างที่ดูจะวุ่ยวายและเร่งร้อนกันทั้งวัน โดยในโหมดนี้ระบบจะเปิดเพลงเสียงประกอบจากธรรมดชาติที่ฟังสบายๆ พร้อมเปิดโหมด DND (Do Not Disturb) เพื่อปิดการแจ้งเตือนที่จะเข้ามารบกวนต่างๆ ตามเวลาที่เราตั้งค่าไว้ในโหมโฟกัสตัวนี้ครับ เอาไว้ทำงานหรือจังหวะอยากพักสมอง ช่วยได้เยอะครับ





กล้องถ่ายภาพ

ถ้าให้ย้อนความไปสักหนึ่งปี ผมจะเล่าให้ฟังว่า แบรนด์ที่ทำให้วงการสมาร์ทโฟนรุ่นเล็กราคาประหยัด มีกล้องถ่ายภาพที่ยอดเยี่ยมและมาพร้อมกับฟังก์ชั่นการถ่ายภาพกลางคืนเป็นแบรนด์แรกๆ ก็คือ realme นี้แหละครับ

กล้องของแบรนด์นี้มีซอฟทฺแวร์ที่ดีในทุกรุ่นเป็นทุนครับ ยิ่งรุ่นใหญ่ที่ใช้โมดูลกล้องระดับสูงภาพก็ยิ่งดี และถ้ามีหน่วยประมวลผลที่แรงพอการถ่ายภาพก็จะทำได้ไวและมีคุณภาพมากขึ้น โดยใน realme X50 5G มีครบเลยที่ว่ามา

กล้องหน้าคู่ความละเอียดค่อนข้างสูงครับ ใช้เซ็นเซอร์ Sony IMX616 ความละเอียด 32MP ทำงานคู่กับกล้องหน้าเลนส์กว้างความละเอียด 8MP Ultra-wide-angle ที่ให้มุมมองกว้าง 105 องศาเพื่อเก็บภาพทิวทัศน์ด้านหลังให้ได้กว้างมากขึ้น

และกล้องหน้าของ realme X50 5G นอกจากจะรองรับการถ่ายภาพแบบเลนส์มุมกว้างแล้ว ที่น่าสนใจคือการเซลฟี่ตอนดึกได้ด้วยโหมด “เซลฟี่กลางคืน”


ส่วนกล้องหลังของ realme X50 Pro 5G จะมาพร้อมกล้องหลัง 4 เลนส์ครับ ซึ่งจะใช้เทคนิคการให้เลนส์มุมกว้างมาสองตัว ตัวความละเอียดสูงสุดเป็น 64MP ทำงานกับเลนส์ Ultra wide-angle อีกหนึ่งตัว ความละเอียด 8MP ซึ่งสามารถถ่ายมุมมองกว้างได้ 119 องศา








และรองรับการถ่ายภาพมาโคร ระยะโฟกัสวัตถุได้ใกล้ 3 เซนติเมตร สำหรับคนชอบถ่ายเอารายละเอียดจากสิ่งเล็กๆ ที่ใกล้ตัว ^^


และเลนส์ที่สามเป็นเลนส์ Telephoto ความละเอียด 12MP สามารถซูมภาพได้แบบเลนส์จริง (optical) ได้ 5 เท่าโดยไม่เสียความละเอียด และซูมภาพได้สูงสุด 20 เท่าแบบ Hybrid สามารถจับบุคคลได้แม่นมากครับ ถ่ายคนง่าย เวลาเอาไปถ่ายเด็กซนๆ ก็ไม่เป็นปัญหาครับ นางแบบไม่ต้องมืออาชีพ 555




จากที่เราทดสอบถ่ายภาพ จะบอกว่าระยะซูม 5X คือระยะซูมที่คมชัดมากเลยครับ สามารถเอาไว้ถ่ายเพื่อความสวยงามได้เลย ส่วนระยะซูมมากกว่านั้นขึ้นไป ต้องอาศัยแสงที่สว่างและความนิ่งของการถือเครื่องเป็นสำคัญ แต่ก็จะมีระบบกันสั่นคอยช่วยทำงานให้ครับ ทำให้ในระยะ 20X ก็ยังพอถือประคองเครื่องถ่ายด้วยมือเปล่าได้คมชัดพอสมควร




และสุดท้ายคือเลนส์ Portrait ที่มีระบบ “ฟิลเตอร์สี” เพื่อช่วยถ่ายภาพภายใต้สีสันของฟิลเตอร์ต่างๆ ได้สนุกมากขึ้น


ก็ต้องบอกว่ากล้องของ realme X50 5G ก็เป็นกล้องระดับเรือธงแหละครับ คุณภาพสูงในทุกเลนส์ ถ่ายได้หลายระยะ และมีโหมดการถ่ายภาพที่สำคัญในยุคนี้ก็คือโหมดกลางคืน แม้จะถือมือเปล่าแต่ภาพก็ยังคมโดยไม่ต้องใช้ขาตั้งช่วย




ตัวอย่างภาพจากหลายๆ โหมดของ realme X50 5G




















สรุปท้ายรีวิว

เทคโนโลยีสูงรอบตัวเลยครับ สเปคแรงมาก เหมาะสำหรับคนอยากได้เครื่องที่ให้ประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุด รวมถึงการเชื่อมต่อที่รองรับ Wi-Fi 6 และสัญญาณ 5G ซึ่งพร้อมใช้งานได้ตั้งแต่วันนี้ที่เปิดจำหน่ายกันเลยครับ

หน้าจอสวย จอใหญ่ขอบจอเล็กมาก สีสันดีเป็น SuperAMOLED ที่มีรีเฟรชเรทสูง 90Hz พร้อมลำโพงสเตอริโอคู่ ยังมาพร้อมกับแบตเตอรี่ใช้งานที่อึดยาวนานได้ตลอดวัน และระบบชาร๋จแบตที่แทบบไม่ต้องรอเลยสำหรับการชาร์จไฟกลับเข้าเครื่องได้เต็ม 100%

โดยรวมแล้วตัวเครื่องประสิทธิภาพสูงมากๆ และครบทุกด้านจริง แถมราคาไม่แพงเทียบกับแบรนดืคู่แข่งแล้วราคาดีกว่ามากครับ เปิดตัวมาที่ 28,990 บาทเท่านั้น

โดยมีการจำหน่ายตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปทั้งหน้าร้านออฟไลน์และร้านค้าออนไลน์ พร้อมรับของแถมรวมมูลค่า 9,990 บาท หรือซื้อเครื่องผ่านผู้ให้บริการพร้อมสมัครแพ็กเกจ จะลดราคาเครื่องเหลือเริ่มต้น 19,990 บาท


และพิเศษ สำหรับงาน Thailand Mobile Expo ในวันที่ 2 ถึง 5 กรกฎาคม รับของแถมเพิ่มฟรีอีก เป็นกระเป๋าล้อลากจาก realme ทำให้รวมมูลค่าของแถมเป็น 11,589 บาท แถมโหดมากครับ!

ข่าว: รีวิว realme X50 5G สมาร์ทโฟนสเปคแรง Snap 865 รองรับ 5G และมีระบบชาร์จที่เร็วที่สุดในโลก มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2020/07/01/review-realme-x50-5g.html

รีวิวปากกา Adonit Note UVC จดและวาดรูปบน iPad พร้อม UVC ฆ่าเชื้อโรค สะอาดปลอดภัย

ใครที่กำลังมองหาปากกาสำหรับเขียนบน iPad ที่เชื่อมต่อได้ […] More

from:https://www.iphonemod.net/adonit-note-uvc-for-ipad-review.html

รีวิว : OPPO Enco W11 หูฟัง True Wireless เสียงเพราะ เบสนุ่ม ใช้งานง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัส ในราคาเพียง 1,299 บาท

เปิดตัวพร้อมกับ OPPO A92 สมาร์ตโฟนสเปคแรงสุด สนุกไม่ยั้ง สำหรับ OPPO Enco W11 หูฟัง True Wireless ราคาระดับเริ่มต้นรุ่นล่าสุดของ OPPO ที่มาพร้อมสโลแกน “เสียงดนตรีไม่เคยหลับไหล” ในราคาเบาๆ แต่อัดแน่นด้วยฟีเจอร์การใช้งานที่ไม่เป็นรองหูฟัง True Wireless ตัวท๊อป อยากรู้แล้วใช้ไหมว่าจะมีฟีเจอร์อะไรที่น่าสนใจกันบ้าง ไปติดตามรีวิว OPPO Enco W11 กันเลยครับ

OPPO Enco W11

สเปค OPPO Enco W11

Model ETI41
Charging Case Model ETI42
Driver 8 mm dynamic driver
Driver sensitivity 99 dB @ 1kHz
Frequency response range 20 Hz- 20 kHz
Microphone sensitivity -38 dBV/Pa
Bluetooth® version 5.0
Bluetooth range 10 m
Battery type Rechargeable
Lithium-ion battery
Battery capacity 40 mAh (Earbuds)
400 mAh (Charging Case)
Music play time
(50% volume)
5h (single charge)
20h (with Charging Case)
Charging time* 120 min(Earbuds)
120 min (Earbuds +Charging Case)
Dust & Water Resistance
(Earbuds)
IP55
Weight (approx.) 4.4g/Earbud,35.5g/Charging
Case, 44.3g/Headphones
Charging Port USB Type-C
Color White
ราคา 1,299 บาท

บรรจุภัณฑ์ / อุปกรณ์ภายในกล่อง

  • เคสชาร์จ OPPO Enco W11
  • ตัวหูฟัง OPPO Enco W11 พร้อมจุกหูฟังไซส์ M
  • สายชาร์จเคส USB Type-A เป็น Type-C
  • จุกหูฟังไซส์ S และ L
  • คู่มือการใช้งานเบื้องต้น
  • ใบรับประกันสินค้า

รูปลักษณ์ดีไซน์

เริ่มจากตัวเคสชาร์จของ OPPO Enco W11 มาในสีขาวล้วนทั้งหมด ด้านบนมีโลโก้ OPPO เมื่อเปิดออกมาก็จะมีหูฟังที่วางอยู่ด้านใน

ส่วนตัวหูฟัง OPPO Enco W11 มีขนาดกะทัดรัดไม่เล็กหรือใหญ่เกินไป สวมใส่หูได้อย่างสบายและแน่นหนา โดยด้านหลังจะเป็นระบบสัมผัสเพื่อควบคุมการใช้งานต่างๆ เช่น เปลี่ยนเพลง หรือรับสาย เป็นต้น

โดยฟีเจอร์หลักของหูฟังตัวนี้คือ การเชื่อมต่อที่เสถียรและง่าย ใช้ได้ตลอดวัน 20 ชั่วโมง พร้อมเสียงเบสอันทรงพลัง และรองรับการกันฝุ่น และกันน้ำระดับ IP55

คุณสมบัติการใช้งาน

หูฟังไร้สาย OPPO Enco W11 ใช้เทคโนโลยี Simultaneous Bluetooth Audio รุ่นล่าสุด โดยใช้การส่งสัญญาณ Bluetooth แบบคู่ที่มีความล่าช้าต่ำ (Bluetooth low-delay double transmission) มีความรวดเร็วในการรับส่งข้อมูล เมื่อเทียบกับการส่งสัญญาณ Bluetooth แบบเดิม รวมถึงความล่าช้าในการเล่นเพลงและสัญญาณรบกวนจะลดน้อยลงอีกด้วย

นอกจากนี้ หูฟังและลำโพงของสมาร์ทโฟนจะสลับการใช้งานได้อัตโนมัติ เมื่อหูฟังตัดการเชื่อมต่อหรือแบตเตอรี่ต่ำ เพื่อให้ผู้ใช้สามารถฟังเพลงและพูดคุยได้โดยไม่ติดขัด และรองรับ Bluetooth 5.0 ช่วยลดการรบกวนของสัญญาณให้เสียงที่มีความเสถียรเป็นพิเศษและเรียลไทม์

เชื่อมต่อง่าย โดยมาพร้อมกับฟังก์ชันการเชื่อมต่ออัตโนมัติ หลังจากการจับคู่ครั้งแรก หูฟังจะเชื่อมต่ออัตโนมัติเมื่อมีการเปิดเคสชาร์จ เพื่อให้ผู้ใช้ได้รับความสะดวกสบายมากขึ้นขณะใช้งาน นอกจากนี้หูฟังยังมีระยะการเชื่อมต่อ 10 เมตร ทำให้ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องมีสมาร์ตโฟนวางอยู่ข้างๆ ตลอดเวลา และสามารถฟังเพลงหรือพูดคุยได้อย่างอิสระมากขึ้น

ใช้งานได้อย่างยาวนาน สามารถฟังเพลงได้นานต่อเนื่องถึง 5 ชั่วโมงต่อการชาร์จ 1 ครั้ง แต่ถ้าใช้ร่วมกับเคสชาร์จก็จะสามารถใข้งานได้นานถึง 20 ชั่วโมง และใข้เวลาชาร์จเพียง 15 นาทีสามารถฟังเพลงได้นานต่อเนื่องถึง 1 ชั่วโมง โดยชาร์จผ่านพอร์ต USB Type-C ที่สะดวก และชาร์จได้เร็ว

หูฟังไร้สาย OPPO Enco W11 มาพร้อมกับไดร์เวอร์ไดนามิกขนาด 8 มม. และไดอะแฟรมไทเทเนียมคอมโพสิต ยกระดับเสียงเบสและขยายการเข้าถึงความถี่ให้มากยิ่งขึ้น เพื่อให้ได้เสียงที่มีประสิทธิภาพและคมชัดที่สุด โดยมีระบบเสียง ACC ช่วยเพิ่มความทรงพลังของเสียงให้คุณเข้าถึงทุกอณูแห่งเสียงดนตรี รักษาความคมชัดของเสียงได้ดีขึ้น และ
ให้คุณภาพเสียงที่ละเอียดมากยิ่งขึ้นด้วย

รองรับการกันน้ำและฝุ่นระดับ IP55 ไม่ว่าจะเป็นเหงื่อขณะออกกำลังกายหรืออยู่ท่ามกลางสายฝน ก็สามารถเพลิดเพลินไปกับเสียงเพลงได้แบบไร้กังวล หูฟังของคุณจะยังคงทำหน้าที่ของมันได้อย่างดีเยี่ยม ไม่ว่าสถานการณ์ที่คุณกำลังเผชิญอยู่จะมีละอองน้ำหรือละอองฝุ่นก็ตาม

หูฟังแต่ละข้างของ OPPO Enco W11 มีไมโครโฟนที่มีความไวต่อเสียงสูงฝังอยู่ ซึ่งไมโครโฟนสามารถรับเสียงของมนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังมีอัลกอริทึมลดเสียงรบกวนชนิด ENC เพื่อลดเสียงรบกวนภายนอกในระหว่างการโทร โดยเมื่อพูดคุย ฝั่งตรงข้ามจะได้ยินเสียงรบกวนรอบข้างลดลง ทำให้ผู้ใช้สามารถพูดคุยและได้ยินเสียงที่ชัดเจนยิ่งขึ้นแม้ว่าอยู่ในที่ที่มีผู้คนจำนวนมาก

การควบคุมด้วยโหมดสัมผัสอัจฉริยะ ช่วยให้ OPPO Enco W11 ง่ายต่อการใช้งาน จะเล่นหรือหยุดเพลง ก็สามารถทำได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส และเปลี่ยนเพลงได้ด้วยการกดสองครั้ง อีกทั้งยังสามารถเปิดใช้งานระบบสั่งการด้วยเสียงอย่างง่ายดาย ทำให้คุณได้ประสบการณ์การควบคุมอันยอดเยี่ยม โดยรายละเอียดการใช้งานแบบสัมผัส มีดังนี

  • เล่นและหยุดเพลงชั่วคราว: แตะครั้งเดียว (ที่หูฟังข้างใดข้างหนึ่ง)
  • กดค้างเพื่อเพิ่มและลดระดับเสียง: กดหูฟังข้างซ้ายเพื่อลดระดับเสียง และกดหูฟังข้างขวาเพื่อเพิ่มระดับเสียง
  • เปลี่ยนเพลง: แตะสองครั้ง (เปลี่ยนกลับที่หูฟังข้างซ้าย และ เปลี่ยนเป็นเพลงต่อไปที่หูฟังข้างขวา)
  • รับและวางสาย: แตะสองครั้ง (ที่หูฟังข้างใดข้างหนึ่ง)
  • เปิดระบบสั่งการด้วยเสียง: แตะสามครั้ง

บทสรุป

OPPO Enco W11 ถือเป็นหูฟัง True Wireless ดีไซน์มาตรฐานแบบ In-Ear สวมใส่สบายไม่หลุดง่าย รวมถึงมีขนาดกะทัดรัดพกพาได้สะดวก นอกจากนี้ยังอัดแน่นด้วยคุณสมบัติการใช้งานต่างๆ ทั้งการเชื่อมต่อที่เสถียรและง่าย, ใช้งานได้นานต่อเนื่องสูงสุดถึง 20 ชั่วโมง, เสียงเบสอันทรงพลัง, มีระบบลดเสียงรบกวน, ควบคุมด้วยระบบสัมผัส และรองรับการกันน้ำกันฝุ่น ทั้งหมดนี้ราคาเพียง 1,299 บาท บอกได้เลยว่าคุ้มครับ

from:https://www.mobileocta.com/review-oppo-enco-w11/

Review – Lenovo IdeaPad Gaming 3i โน้ตบุ๊คเล่นเกม สเปก Core i Gen 10H + GTX 1650 / 1650 Ti ได้จอ IPS 120Hz แรงลื่น ราคาคุ้มค่า ประกันเทพ 2 ปี

Lenovo IdeaPad Gaming 3i เป็น Gaming Notebook เน้นความคุ้มค่าประจำปี 2020 เป็นโน้ตบุ๊คสเปกแรงที่สามารถเอาไปเล่นเกมได้สบายๆ โดดเด่นด้วยชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10H รุ่นใหม่อย่าง Core i5-10300H / Core i7-10750H พร้อมด้วยการ์ดจอระดับ Gaming อย่าง NVIDIA GeForce GTX 1650 / GTX 1650 Ti รุ่นใหม่ อีกทั้งได้ดีไซน์ใหม่ขอบจอที่บางและน้ำหนักเครื่องที่ไม่หนักจนเกินไป รวมๆ มีความเรียบง่าย โดยมาพร้อมกับโทนสีดำ Onyx Black พร้อมแซมด้วยสีฟ้า ที่ดูแล้วสวยงามและแตกต่างจาก Gaming Notebook ทั่วไปชัดเจน วางตำแหน่งเป็นซีรีส์ Gaming เริ่มต้นของทาง Lenovo

สำหรับ Lenovo IdeaPad Gaming 3i นั้นเรียกได้ว่ามาครบเครื่อง เป็นโน้ตบุ๊คสำหรับการเล่นเกมหรือทำงานหนักๆ อย่างตัดต่อวีดีโอ ขนาดหน้าจอ 15.6″ Full HD พาเนล IPS รองรับ Refresh Rate ที่ 120Hz ด้วยแรมขนาด 8GB และได้ SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB มี Windows 10 แท้ใช้งานได้ทันที สร้างประสบการณ์ในการเล่นเกมหรือทำงานกับผู้ใช้งานได้อย่างสบายๆ ที่เด็ดที่สุด ความคุ้มค่าราคาไม่แพง เริ่มต้นที่ 25,990 บาท ที่สำคัญได้การรับประกัน On-site Service ซ่อมฟรีถึงบ้าน 2 ปีด้วย และได้ประกันอุบัติเหตุด้วย รวมไปถึงบริการหลังการขายอื่นอื่นๆ อีกมากมายด้วย

from:https://notebookspec.com/review-lenovo-ideapad-gaming-3i-spec-core-i-gen-10h-gtx-1650-1650-ti/527122/

Review – dynabook Satellite Pro L40 โน้ตบุ๊คคุณภาพสูงจากญี่ปุ่น สเปก Core i Gen 10 มีการ์ดจอแยก ดีไซน์บางเบา ทนทาน ประกัน 2 ปี On-site

เป็นการกลับมาที่ยิ่งใหญ่ของแบรนด์ Notebook จากญี่ปุ่น สำหรับ dynabook จากทาง Sharp ที่ขึ้นชื่อเรื่องนวัตกรรมเทคโนโลยีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องใช้ภายในบ้านหรือระดับองค์กร โดยล่าสุดเมื่อประมาณ 2 ปีก่อน ได้ทำการเข้าซื้อกิจการโน้ตบุ๊คของทาง Toshiba ซึ่งในตอนนี้ก็พร้อมแล้ว กับการรวมของ 2 แบรนด์ ที่เน้นเรื่องของคุณภาพมาตรฐานญี่ปุ่น ซึ่งในบทความนี้เราจะมารีวิว dynabook Satellite Pro L40 (ชื่อแบรนด์เป็น dynabook ของ Sharp และ Satellite เป็นชื่อซีรีส์ของ Toshiba) เหมาะสำหรับมืออาชีพที่พกพาไปใช้งานนอกสถานที่ในทุกๆ วัน หรือนักเรียนนักศึกษาที่ต้องการโน้ตบุ๊คมาตรฐานสูงสายพันธุ์ญี่ปุ่น

หลักๆ แล้วฟีเจอร์และสเปกของ dynabook Satellite Pro L40 ถูกวางให้เป็นโน้ตบุ๊คหน้าจอ 14″ เน้นความบางเบา ได้วัสดุและงานประกอบคุณภาพสูง แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานทั้งวัน พร้อมประสิทธิภาพก็แรงพอตัว รองรับการใช้งานทั่วไปได้ลื่นไหล ด้วยการเลือกใช้ชิปประมวลผลเป็น Intel Core i5-10210U หรือ Core i7-10510U การ์ดจอแยกเป็น NVIDIA GeForce MX250 พร้อมแรมขนาด 8GB และ SSD M.2 ความจุ 256GB – 512GB ผสานการทำงานกับฮาร์ดดิสก์ 1TB แน่นอนว่ามี Windows 10 แท้ใช้งานได้ทันที มีประกัน 2 ปีแบบ On-site Service ซ่อมฟรีถึงบ้าน สนนราคาเริ่มต้นที่ 29,990 บาท

from:https://notebookspec.com/review-dynabook-satellite-pro-l40-%e0%b9%82%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%95%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b9%8a%e0%b8%84%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%87%e0%b8%88/527124/

Review – dynabook Satellite Pro L40 โน้ตบุ๊คคุณภาพสูงจากญี่ปุ่น สเปก Core i Gen 10 มีการ์ดจอแยก ดีไซน์บางเบา ทนทาน ประกัน 2 ปี On-site

เป็นการกลับมาที่ยิ่งใหญ่ของแบรนด์ Notebook จากญี่ปุ่น สำหรับ dynabook จากทาง Sharp ที่ขึ้นชื่อเรื่องนวัตกรรมเทคโนโลยีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องใช้ภายในบ้านหรือระดับองค์กร โดยล่าสุดเมื่อประมาณ 2 ปีก่อน ได้ทำการเข้าซื้อกิจการโน้ตบุ๊คของทาง Toshiba ซึ่งในตอนนี้ก็พร้อมแล้ว กับการรวมของ 2 แบรนด์ ที่เน้นเรื่องของคุณภาพมาตรฐานญี่ปุ่น ซึ่งในบทความนี้เราจะมารีวิว dynabook Satellite Pro L40 (ชื่อแบรนด์เป็น dynabook ของ Sharp และ Satellite เป็นชื่อซีรีส์ของ Toshiba) เหมาะสำหรับมืออาชีพที่พกพาไปใช้งานนอกสถานที่ในทุกๆ วัน หรือนักเรียนนักศึกษาที่ต้องการโน้ตบุ๊คมาตรฐานสูงสายพันธุ์ญี่ปุ่น

หลักๆ แล้วฟีเจอร์และสเปกของ dynabook Satellite Pro L40 ถูกวางให้เป็นโน้ตบุ๊คหน้าจอ 14″ เน้นความบางเบา ได้วัสดุและงานประกอบคุณภาพสูง แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานทั้งวัน พร้อมประสิทธิภาพก็แรงพอตัว รองรับการใช้งานทั่วไปได้ลื่นไหล ด้วยการเลือกใช้ชิปประมวลผลเป็น Intel Core i5-10210U หรือ Core i7-10510U การ์ดจอแยกเป็น NVIDIA GeForce MX250 พร้อมแรมขนาด 8GB และ SSD M.2 ความจุ 256GB – 512GB ผสานการทำงานกับฮาร์ดดิสก์ 1TB แน่นอนว่ามี Windows 10 แท้ใช้งานได้ทันที มีประกัน 2 ปีแบบ On-site Service ซ่อมฟรีถึงบ้าน สนนราคาเริ่มต้นที่ 29,990 บาท

from:https://notebookspec.com/review-dynabook-satellite-pro-l40-spec-core-i-gen-10/527124/

รีวิว RIZZ Power bank ซีรีส์ LINE Friends แบตสำรอง 10,000 mAh ราคา 790 บาท

Power bank เป็นสินค้าจำเป็นมากในปัจจุบันหากมีพกไว้ก็ไม่ […] More

from:https://www.iphonemod.net/rizz-power-bank-line-10000-mah-battery-review.html

Review – ASUS ProArt StudioBook Pro 15 W500G5T ที่สุดของ Mobile Workstation เบา 1.98 โล จอ 4K sRGB 99% สเปก i7 + RTX 5000 Max-Q ประกัน 3 ปี On-site

เป็นตัวเลือกที่ดีกับการมาของ ASUS ProArt StudioBook Pro 15 W500G5T ในปี 2020 นี้ ที่เป็น Mobile Workstation ที่จัดเต็มด้วยสเปกและเทคโนโลยีจัดเต็ม แตกต่างจากโน้ตบุ๊ตทั่วไปหรือ Gaming โดยมาพร้อมชิปประมวลผล Core i7-9750H และการ์ดจอตัวเทพอย่าง NVIDIA Quadro RTX 5000 Max-Q ซึ่งมาพร้อมกับเทคโนโลยี Studio Drivers ซึ่งจะรองรับการใช้งานร่วมกับซอฟต์แวร์การทำงานทางด้านกราฟิกให้ผู้ทำงานด้านการตัดต่อไม่ว่าจะเป็นภาพหรือวีดีโอสามารถใช้งานซอฟต์แวร์ต่างๆ กล่าวนั้นได้ดีกว่าเดิม

สเปกอื่นๆ ของ ASUS ProArt StudioBook Pro 15 W500G5T ติดตั้งแรมมาขนาด 48GB แน่นอนว่าได้ที่เก็บข้อมูล SSD M.2 NVMe ที่ 2TB พร้อมใช้งาน ได้หน้าจอ 15.6″ ความละเอียด 4K Ultra HD ที่พกพาได้สะดวก ด้วยขนาดที่บางเพียง 18.9 มิลลิเมตร และน้ำหนักรวมเพียง 1.89 กิโลกรัม ตัวเครื่องทำจากโลหะพิเศษน้ำหนักเบาแต่ให้ความทนทานสูง โดยรองรับการทำงานประมวลผลหนักๆ ไม่ว่าจะเป็น AI / VR / Data Science และอื่นๆ อีกมากมาย กับสายงานของมืออาชีพ สนนราคาที่ 149,990 บาท ได้ประกันแบบ 3 ปี On-site Service ซ่อมฟรีถึงที่ด้วย

from:https://notebookspec.com/review-asus-proart-studiobook-pro-15-w500g5t-mobile-workstation-i7-rtx-5000-max-q/526907/