คลังเก็บป้ายกำกับ: REVIEW

รีวิว ASUS ExpertBook B9 B9400 สเปก Core i Gen 11 เบาสุด 880 กรัม แพลตฟอร์ม Intel EVO มืออาชีพ แรงลื่นปลอดภัย ประกันเทพ On-site 3 ปี

ASUS ExpertBook B9 (B9400) รุ่นปี 2021 สเปก Intel Core i Gen 11 สถาปัตยกรรม Tiger Lake การันตีด้วยแพลตฟอร์ม Intel EVO เรียกได้ว่าเป็นการต่อยอดของทาง ASUS ExpertBook รุ่นก่อนอย่าง B9 (9450) จากที่ผ่านมาทาง ASUS ได้นำเสนอโน๊ตบุ๊คระดับมืออาชีพเน้นใช้งานแบบพกพาไปทำงานนอกสถานที่ ทั้งด้วยสเปคประสิทธิภาพที่ดีเยี่ยมและมีแบตเตอรรี่ที่ใช้งานได้อย่างยาวนาน ล่าสุดสำหรับสายทำงานและจริงจังยิ่งกว่า

กับการที่เป็นโน๊ตบุ๊คหน้าจอ 14″ เน้นการทำงานแบบองค์กร ที่เบาสุดๆ แค่ 880 กรัม หรือ 1.005 กิโลกรัม จัดว่าเป็นโน๊ตบุ๊คสายทำงานหน้าจอ 14″ มืออาชีพที่เบาที่สุดของโลก ความละเอียด Full HD พาเนล IPS เกรดสูง อีกทั้งแบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานสูงสุดตลอดทั้งวัน ประกันก็ดีเยี่ยมเพราะเป็นแบบ On-site Service ระยะเวลา 3 ปี (และ Global Warranty 3 ปี) มีประกันอุบัติเหตุใน 1 ปีแรกด้วย

ASUS ExpertBook B9

ดีไซน์ตัวเครื่องบางของ ASUS ExpertBook B9 บางสุดๆ เพียง 14.9 มม. ใช้วัสดุสุดเทพอย่าง แมกนีเซียมลิเทียมอัลลอยที่เป็นโลหะดีที่สุดในตลาด มาพร้อมชิปประมวลผล Intel Core i7-1165G7 ซึ่งแรงลื่นรองรับทุกๆ การใช้งาน รวมไปถึงระบบความปลอดภัยก็จัดเต็ม ทั้งยังผ่านการทดสอบความทนทาน MIL–STD 810H Military Standard มาตรฐานกองทัพ นับว่าเป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับนักธุรกิจหรือคนที่ต้องการสุดยอดโน๊ตบุ๊ค 14″ ประสิทธิภาพสูงคู่ใจในการทำงานจริงจัง หรือ Commercial ที่ต้องการความน่าเชื่อถือสูงสุด

VDO Review

Coming Soon

NBS Verdict

สรุปแล้วสำหรับ ASUS ExpertBook B9 ปี 2021 ถูกออกแบบมาเป้นโน๊ตบุ๊คสายทำงานระดับมือาชีพหน้าจอ 14″ ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพ และความบางเบาขั้นสุด อีกทั้งได้ความครบถ้วนในทุกๆ ทาง เน้นความทนทาน ปลอดภัย ไว้ใจได้ มาพร้อมกับประสิทธิภาพที่สูงเหมาะกับการทำงานทั่วไป หรือหนักๆ รวมถึงเล่นเกมออนไลน์ได้บ้าง ด้วยการเลือกใช้ชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 อย่าง Core i7-1165G7 การ์ดจออนชิปดีที่สุดอย่าง Iris Xe Graphics และสเปกอื่นๆ จัดเต็ม

แบตเตอรี่ยาวนานสุดๆ ที่เกือบ 15 ชั่วโมงขึ้นไปจากการทดสอบจริง สามารถพกพาไปไหนมาไหนได้สะดวก ทั้งจากรูปลักษณ์และใช้งานจริง สมราคาค่าตัว (คาดการณ์ 4x,xxx บาท) โดย ASUS ExpertBook B9  เน้นเข้ามาบุกตลาดระหว่างองค์กร, ธุรกิจขนาดกลาง หรือคนที่ต้องการความแตกต่าง ชูจุดแข็งเรื่องดีไซน์เครื่องที่ได้ความบางเบา แข็งแรงทนทาน และประสิทธิภาพการทำงานขั้นสูง หรือถ้าคนทั่วไปอยากได้โน๊ตบุ๊คบางเบามาตรฐานสูงก็สามารถหาซื้อมาใช้งานเช่นเดียวกัน 

ASUS ExpertBook B9 B9400 Review 81

เรียกได้ว่ามีความน่าสนใจจริงๆ สำหรับโน๊ตบุ๊คอีกหนึ่งรุ่นที่ทุกๆ คนให้ความสนใจ ที่ต่อยอดความสำเร็จของโน๊ตบุ๊คตระกูลสายธุรกิจระดับมืออาชีพได้เป็นอย่างดีมาพร้อมความสมบูรณ์แบบ ตอบโจทย์องค์กรขนาดใหญ่ หรือว่า SME / SMB ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของดีไซน์การออกแบบ ภาพลักษณ์ วัสดุ งานประกอบ รวมไปถึงสเปคประสิทธิภาพและประสบการณ์ใช้งาน ที่ถูกว่าตลาดให้แตกต่างจาก ZenBook Seires โดยยังมี ExpertBook รุ่นอื่นๆ อีก ในราคาที่ย่อมเยาว์กว่า 

โดดเด่นเหนือชั้นกว่าเรื่องความปลอดภัยต่างๆ ทั้งจากฮาร์ดแวร์ภายในระดับ BIOS และภายนอก อย่างกล้องเว็บแคมจะมีฟีเจอร์ของ Privacy Shield มาให้ ทำให้เลือกปิดการใช้งานด้วยกายภาพได้ และมี Proximity sensor ตรวจจับผู้ใช้งาน รวมไปถึงมี 3D IR Camera และสแกนลายนิ้วอีกด้วย และที่แตกต่างจาก ASUS โน๊ตบุ๊ครุ่นอื่นๆ ก็คือ การรับประกัน On-site Serice ซ่อมฟรีถึงบ้าน ระยะ 3 ปี ที่สำคัญเป็นแบบทั่วโลก อีกทั้งมีประกันอุบัติเหตุในปีแรก อย่าง ASUS Premium Care ด้วย

ASUS ExpertBook B9 B9400 Review 80

อย่างไรก็ตามขณะที่รีวิวอยู่นี้ยังไม่ทราบถึงราคาว่าทาง ASUS จะจำหน่ายอย่ที่เท่าไร แต่คาดการณ์ว่าอยู่ที่ประมาณ 4x,xxx บาท หรือจะมีรุ่นถูกกว่านั้น สเปกเป็น Core i5-1135G7 รวมไปถึงมีแบตเตอรี่ความจุ 2-Cell 33Wh ให้เลือก ซึ่งตังเครื่องจะเบาที่สุดที่ 880 กรัม ส่วนเครื่องที่เรานำมารีวิวจะเป็นสเปกแบตเตอรี่ 4-Cell 66Wh จะมีน้ำหนักอยู่ที่ 1.005 กิโลกรัม ปิดท้ายด้วยข้อสังเกตเดียวก็คือ ความร้อนที่เกิดขึ้นอาจจะดูสูงไปหน่อยเมื่อเราใช้งานหนักๆ ที่ 100 องศาเซลเซียส แต่ก็สามารถใช้งานได้ปกติ 

จุดเด่น ASUS ExpertBook B9

  • ตัวเครื่องทั้งมดใช้วัสดุ “แมกนีเซียมลิเทียมอัลลอย” (Magnesium Lithium Alloy) ซึ่งดีกว่าโลหะทั่วไป
  • เป็นโน๊ตบุ๊คหน้าจอ 14″ แต่มีขนาดตัวเครื่องเล็กเทียบเท่ารุ่นหน้าจอ 13.3″ เพราะขอบจอบางเฉียบ
  • มีความเบาสุดๆ ที่ 880 กรัม ซึ่งนับว่าเบาที่สุดในโลก และบางเพียง 14.9 มิลลิเมตรเท่านั้น
  • ดีไซน์พิเศษบานพับ ErgoLift Hinge ช่วยให้ใช้งานดีขึ้น ในหลายๆ ส่วน
  • หน้าจอมีความละเอียดสูงระดับ Full HD พาเนล IPS ขอบเขตสีใกล้เคียง 100% sRGB
  • ขอบจอบางเฉียบด้วย เทคโนโลยี Nano Edge บางพิเศษกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไป
  • ใช้งานจริงลื่นไหลแบบสุดๆ ด้วย Core i7-1165G7 + RAM 16GB + SSD 1TB
  • ผ่านการทดสอบตามมาตรฐาน MIL-STD-810H ทนทานต่อการใช้งาน
  • ลำโพง Harman/ Kardon ให้เสียงที่ดี ดีกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไปแบบชัดเจน
  • มาพร้อม 3D IR Camera / Fingerprint ใช้งานผ่านทาง Windows Hello
  • ไมโครโฟนแบบ 4 ตัว มีระบบตัดเสียงรบกวน AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการประชุมวิดีโอ
  • ฟีเจอร์ NumberPad 2.0 ช่วยการใช้งานแป้นตัวเลข ซึ่งสามารถเปิดใช้งานได้ง่าย 
  • มี Windows 10 Home ใช้งานทันที มีซอฟต์แวร์ MyASUS / Business Manager ช่วยจัดการ
  • ระบบคามปลอดภัยระดับองค์กรครบเครื่อง สไตล์ Commercial 
  • แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานประมาณ 15  ชั่วโมงขึ้นไป (แบต 4-Cell 66Wh)
  • มีฟีเจอร์ชาร์จเร็วช่วยให้เราสามารถชาร์จแบตเตอรี่จาก 0-60% ได้ภายในเวลาเพียง 39 นาที
  • ยังมีการติดตั้ง USB-A มาให้ใช้งานอยู่ แม้เครื่องจะบางเบาสุดๆ ก็ตาม 
  • ประกันเป็น On-site Service ทั่วโลกระยะเวลา 3 ปี พร้อมประกันอุบัติเหตุใน 1 ปีแรก
  • ได้อุปกรณ์บันเดิลมากมาย อาทิ ซอฟต์เคส / สายแปลง LAN / กล่องพับเป็นที่รองเครื่อง
  • ราคาคุ้มค่า ประสิทธิภาพดี ฟีเจอร์เพียบ ใช้งานจริงได้ เมื่อเทียบแบรนด์อื่นๆ

ข้อสังเกต ASUS ExpertBook B9

  • การแกะอัพเกรดทำได้ไม่ยาก แต่สามารถอัพได้เพียง SSD M.2 NVMe PCIe เท่านั้น 
  • ถ้าเทียบแต่สเปก จะเห็นว่ามีราคาที่สูงกว่าโน๊ตบุ๊คในตลาดรุ่นอื่นๆ ประมาณนึง
  • ความร้อนที่เกิดขึ้นสูงสุดที่ 100 องศาเซลเซียส ถือว่าสูงแต่ก็ไม่รบกวนการใช้งาน 

Specification

สเปกของ ASUS ExpertBook B9 ขณะที่รีวิวอยู่มีเพียงสเปกเดียว คือ Intel Core i7-1165G7 ซึ่งด้านประสิทธิภาพด้วยอย่างการใช้ชิปประมวลผล ทำงานแบบ 4 คอร์ 8 เธร์ด ที่ความเร็ว 2.80 GHz – 4.70 GHz สถาปัตยกรรม Tiger Lake มาพร้อมกับเทคโนโลยีการผลิตที่ 11 nm SuperFin ที่แรงขึ้นมากพร้อมด้วย AI ช่วยทำงานบางอย่างในตัว เพิ่มเติมด้วยแบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนาน ส่วนการ์ดจอเป็น Intel Iris Xe Graphics ที่เพียงพอกับใช้งานพื้นฐานแน่นอน รวมไปถึงงาน 3 มิติ หรือเล่นเกมออนไลน์ก็ดีกว่ารุ่นก่อนหน้านั้นทั้งหมด 

ASUS ExpertBook B9 B9400 Review 32

โดยมาพร้อมขนาดหน้าจอ 14″แบบด้าน ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล พาเนลคุณภาพสูงอย่าง IPS ซึ่งให้สีสันที่สวยสมจริง ที่ sRGB ใกล้เคียง 100% ที่ความสว่าง 300 nits  แรมก็ติดตั้งมาให้ขนาด 16GB LPDDR4x Bus 4266MHz ซึ่งรองรับกับการใช้งานทั่วไปได้สบาย สำหรับฮาร์ดดิสก์เป็นแบบ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 1TB ที่สำคัญยังเป็นมาตรฐานการเชื่อมต่อ Wi-Fi 6 AX และ Bluetooth 5.0 ด้วย อีกทั้งยังมีน้ำหนักเบาที่ 890 กรัม / 1.005 กิโลกรัม จากการที่มีสเปกแบตเตอรี่ต่างกันด้วย ที่ 2-Cell 33Wh / 4-Cell 66Wh ซึ่งทำให้ระยะเวลาการใช้แบตเตอรี่แตกต่างกันด้วย 

ASUS ExpertBook B9 B9400 Review 75

นอกจากนี้ในส่วนของกล้องด้านหน้ารองรับการใช้งาน VDO Call พร้อมไมค์ 4 ตัว (support noise cancellation) อีกทั้งมี Fingerprint / 3D IR Camera ที่ใช้งานร่วมกับ Windows Hello รวมถึงติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home ลิขสิทธิ์แท้ การรับประกันมีระยะ 3 ปี แบบ On-site Service ซ่อมฟรีถึงบ้าน อีกทั้งมีบริการอื่นๆ อีก ไม่ว่าจะเป็น ดูแลตลอด 24 ชั่วโมงเข้าถึงผู้เชี่ยวชาญด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ได้อย่างไม่ยุ่งยาก และมีประกันอุบัติเหตุในปีแรกอย่าง ASUS Premium Care เรียกได้ว่าเหนือชั้นกว่าประกันของ ASUS Notebook ทั่วไปชัดเจน

ASUS ExpertBook B9 B9400 Review 73

ASUS ExpertBook B9 B9400 ราคา 4x,xxx บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i7-1165G7 (4C/8T : 2.80 – 4.70 GHz)
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics
  • RAM : 16GB LPDDR4X 4266 MHz 
  • DISPLAY: 14″ Full HD IPS 60Hz
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 1TB
  • OS : Windows 10 Home (64 Bit)
  • Warranty : 3 Years On-site Service + 1 Year Perfect Warranty

ASUS ExpertBook B9 B9400 Review 76

ในส่วนของบันเดิลเองก็มีความพิเศษ เพราะมาพร้อมกับซองซอฟต์เคสที่ดูดีลงตัวกับเครื่อง อีกทั้งได้ตัวแปลง Micro HDMI to LAN RJ45 มาให้ใช้งานได้ทันที ตอบโจทย์คนทำงานที่ต้องการหรือจำเป็นใช้งานเชื่อมต่อเครือข่ายอินเตอร์เน็ตแบบสาย LAN อยู่เช่นตามที่ทำงานรวมไปถึงองค์กรต่างๆ โดดเด่นด้วยอแดปเตอร์ชาร์จไฟ ที่เป็นมาตรฐาน USB-C แบบ USB PD ปิดท้ายด้วยกล่องเก็บอุปกรณ์ที่สามารถกางออกมาเป็นที่รองโน๊ตบุ๊คได้อีกด้วย นับได้ว่ามีความใส่ใจจริงๆ 

Hardware / Design

ดีไซน์การออกแบบโดยรวมของ ASUS ExpertBook B9 นั้นจะดูเล็กกว่าโน๊ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 14″ แบบปกติทั่วไป เนื่องด้วยมีขอบจอที่บางมากแบบ Nano Edge ทำให้ตัวเครื่องดูเล็ก กะทัดรัด เหมาะกับการพกพา น้ำหนักเบาที่สุดเพียง 880 กรัม สำหรับสเปกแบตเตอรี่ความจุ 2-Cell 33Wh ส่วนอีกสเปกแบตเตอรี่ความจุ 4-Cell 66Wh ส่วนความบางเท่ากันที่ 14.9 มิลลิเมตรเท่านั้น เรียกได้ว่าภายนอกดูความแตกต่างไม่ออกเลย ส่วนน้ำหนักที่แตกต่าง ถ้าไม่ยก 2 เครื่องพร้อมๆ กันก็แทบจะไม่รู้สึกเลย

เรียกได้ว่ามิติตัวเครื่องมีความกระทัดรัดเหมาะต่อการพกพา ด้วยดีไซน์ของขอบจอที่บางเฉียบ ที่สำคัญบานพับระหว่างจอภาพและด้วยฟีเจอร์ ErgoLift ทำหน้าที่เสมือนฐานรองรับ ทำให้คีย์บอร์ดทำมุม 5 องศากับระนาบ เมื่อกางหน้าจอประมาณ 145 องศา (กางได้มากสุดที่ 180 องศา) ทำให้การพิมพ์ง่ายและสบายยิ่งขึ้น ช่วยลดอาการปวดข้อมือ ปวดตามลำตัว และคอ ที่เกิดจากการพิมพ์เป็นระยะเวลานานไปได้เลย นับได้ว่าเป็นอีกหนึ่งความใส่ใจที่เน้นว่าเป็นโน๊ตบุ๊คที่เน้นการใช้งานระดับมืออาชีพ

ASUS ExpertBook B9 B9400 Review 4

ตัวเครื่องโดยรวมจะทั้งหมดใช้วัสดุที่ดีที่สุดอย่าง “แมกนีเซียมลิเทียมอัลลอย” (Magnesium Lithium Alloy) ซึ่งดีกว่าโลหะทั่วไปอย่าง อะลูมิเนียมอัลลอย / แมกนีเซียมลิเทียมอัลลอย ไม่ว่าจะเป็นฝาหลัง ตัวเครื่องด้านใน และใต้ตัวเครื่อง ทำให้มีทั้งความแข็งแรงและน้ำหนักที่เบาที่ดีกว่า ส่งผลให้เวลาที่เราเอามือมาวางบนคีย์บอร์ดจะรู้สึกว่าเป็นอะไรที่เหนือชั้นกว่าวัสดุทั่วๆ ไป ที่สำคัญผิวสัมผัสยังเป็นรอยนิ้วมือค่อนข้างยาก ตรงนี้มีความเหนือชั้นกว่าโน๊ตบุ๊ครุ่นใกล้เคียงกันแบบรู้สึกได้ทันที พร้อมใช้สีสัน Star Black พื้นผิวไม่เรียบ ให้ความรู้สึกเป็นหมู่ดาวในท้องฟ้ายามค่ำคืน

ASUS ExpertBook B9 B9400 Review 38

อีกทั้งเรื่องความทนทานยังมีความโดดเด่นด้วยเกรดมาตรฐานที่ใช้ในกองทัพสหรัฐอเมริกา MIL–STD 810H US Military Standard  และผ่านการทดสอบความแข็งแรงตามมาตรฐานของ ASUS เพื่อความมั่นใจเต็มเปี่ยมในทุกสภาพแวดล้อม อาทิ ตกกระแทก สั่นสะเทือน อุณหภูมิสูงต่ำ ฝุ่นและละอองน้ำ สมกับเป็นโน๊ตบุ๊คสายทำงานจริงจัง เหนือชั้นกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไปชัดเจน ผ่านกระบวนการขึ้นรูปด้วยเครื่องจักร CNC ที่ประณีตและสวยงามในหนึ่งเดียว พร้อมด้านในใส่อุปกรณ์รองรับการกระแทกอีกชั้นด้วย เรียกได้ว่ามีความเชื่อมั่นที่สูงกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไปในตลาดแน่นอน

ASUS ExpertBook B9 B9400 Review 24

ASUS ExpertBook B9 เป็นโน๊ตบุ๊คสายทำงานที่ครบเครื่องในทุกๆ ด้าน มีสเปกที่ดี แรงลื่น จัดเต็มด้วยฟีเจอร์ต่างๆ รวมถึงใส่ใจในการออกแบบทุกรายละเอียดจริงๆ ตอบโจทย์คนที่จริงจังด้านการทำงานระดับมืออาชีพ ด้วยการออกแบบจอแสดงผล NanoEdge นั้นส่งผลให้มีขนาดตัวเครื่องที่กะทัดรัดกว่า ด้วยน้ำหนักเบาตัวเครื่องที่บาง  ซึ่งนับได้ว่าเป็นโน๊ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 14″ ที่เบาที่สุดในโลก ณ ตอนนี้ปี 2021 ก็ว่าได้ ตอบสนองการพกพาไปใช้งานทุกที่ทุกเวลาอย่างที่สุด สามารถใส่ในกระเป๋าถือ หรือกระเป๋าเป้สะพายหลังได้ง่าย เหมาะสำหรับผู้ใช้ที่เดินทางอยู่ตลอดเวลา 

ASUS ExpertBook B9 B9400 Review 69
ASUS ExpertBook B9 B9400 Review 70
ASUS ExpertBook B9 B9400 Review 71
ASUS ExpertBook B9 B9400 Review 48
ASUS ExpertBook B9 B9400 Review 42
ASUS ExpertBook B9 B9400 Review 29
ASUS ExpertBook B9 B9400 Review 30
ASUS ExpertBook B9 B9400 Review 13
ASUS ExpertBook B9 B9400 Review 12

Keyboard / Touchpad

ตัวแป้นคีย์บอร์ดนั้นตัวปุ่มเป็นพลาสติกสีน้ำเงินเข้มที่สกรีนตัวอักษรสีขาว มีการออกแบบมาให้ปุ่มมีขนาดใหญ่พอดีกับนิ้วมือ ทำให้สามารถพิมพ์ได้ง่ายขึ้น ในส่วนการสัมผัสให้การสัมผัสที่นุ่มกำลังดี คีย์บอร์ดมีระยะห่างกำลังดี เป็นระยะห่างที่พิสูจน์แล้วว่าพิมพ์ได้สบายนิ้วมากที่สุด ยิ่งไปกว่านั้น แป้นคีย์บอร์ดให้สัมผัสปลายนิ้วที่นุ่มนวลพร้อมกับระยะกดที่เหมาะสม มีไฟส่องสว่าง Backlit สีขาว ที่สามารถปิดหรือเปิดได้

ASUS ExpertBook B9 B9400 Review 11

ปุ่มเปิดเครื่องจะไปอยู่ที่มุมบนขวา โดดเด่นด้วยสีสันที่แตกต่างเป็นสีดำปุ่มเดียวเมื่อเทียบกับแป้นคีย์บอร์ดทั้งหมด อีกทั้งแป้นพิมพ์ที่กันน้ำหกสามารถปกป้องตัวเองจากอุบัติเหตุเล็กน้อย เช่น การทำน้ำหกใส่ได้ปริมาณถึง 66 มิลลิลิตร โดยไม่เกิดความเสียหาย และเราสามารถเช็ดทำความสะอาดได้โดยง่าย รวมไปถึงมุมซ้ายล่างของคีย์บอร์ดยังมีสแกนลายนิ้วมือ Fingerprint ไว้ใช้งานร่วมกับ Windwos Hello เพื่อเข้าใช้งาน Windows 10 Home อีกด้วย

ASUS ExpertBook B9 B9400 Review 15

ตัวทัชแพดมีขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับขนาดตัวเครื่อง ดีไซน์ออกมาแบบไม่มีปุ่มแยกเป็นชิ้นเดียวทั้งคลิกซ้ายคลิกขวา การใช้งานจัดได้ว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจ แต่การสัมผัสเลื่อนนิ้วไปมาจะดูลื่นๆ สักหน่อย ส่วนตัวซอฟต์แวร์ที่ให้มาสามารถควบคุมจัดการได้ดี ใช้งานแบบมัลติทัชได้ลื่นไหลพอสมควร เรียกได้ว่าใช้งานได้เยี่ยมยอดกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไปแบบชัดเจน และด้วย ฟีเจอร์ ErgoLift แป้นพิมพ์จะยกตัวเพื่อทำมุมที่เหมาะสมกับการพิมพ์โดยอัตโนมัติทันทีที่เราเปิดฝาหน้าจอ

ASUS ExpertBook B9 B9400 Review 14
ASUS ExpertBook B9 B9400 Review 16
ASUS ExpertBook B9 B9400 Review 18

รวมไปถึงมีฟีเจอร์ NumberPad 2.0 ซึ่งสามารถเปิดใช้งานได้ด้วยการแตะไอคอนตรงมุมขวาบนของทัชแพดค้างไว้ 1 วินาที เส้นไฟสำหรับแบ่งพื้นที่ของแต่ละปุ่มก็จะปรากฏขึ้นมาให้ใช้งานเป็น Numpad ได้ทันที ซึ่งแม้ว่าจะมีปุ่มขึ้นมาแล้ว ผู้ใช้ก็ยังสามารถใช้ทัชแพดในการเลื่อนเคอร์เซอร์ได้อยู่ แต่หากมีการจิ้มลงบนพื้นที่ของแต่ละปุ่มเพื่อคลิกซ้าย ก็จะเปรียบเสมือนการกดปุ่มตัวเลขด้วย (ลดแสงไฟได้ด้วยโลโก้มุมขวาบน) จัดได้ว่าเป็นฟีเจอร์ที่หาไม่ได้ในโน๊ตบุ๊คแบรนด์อื่นๆ แน่นอน

Screen / Speaker

หน้าจอเป็นพื้นผิวแบบด้านช่วยลดแสงสะท้อนได้ดี พร้อมขอบบางทั้ง 4 ด้าน ให้ความละเอียด Full HD พาเนล IPS เกรดสูง ที่ให้มุมมองกว้างถึง 178 องศา ที่ให้ภาพคมชัด สวยงามทุกมุมมอง เมื่อประกอบกับขอบจอที่บางเฉียบเพียง 4 มม. ตามสไตล์ NanoEdge โดยให้พื้นที่หน้าจอถึง 94% เป็นหน้าจอแสดงผล ทำให้ไม่ว่าจะการใช้งานทั่วไป การเปิดหน้าเว็บ การชมภาพยนตร์ ซีรีส์ รวมถึงการเล่นเกมดูเต็มอารมณ์มากยิ่งขึ้น ส่วนขอบจอด้านบนจะเป็นตำแหน่งของกล้องหน้า รวมถึงยังมีหลอดไฟ LED สำหรับแสดงสถานะว่ากล้องทำงานอยู่ อีกทั้งยังด้วยฟีเจอร์ Webcam Shield เพียงเลื่อนเว็บแคมเก็บเข้าที่ เพื่อหยุดการทำงานของเว็บแคมได้แล้ว

ASUS ExpertBook B9 B9400 Review 9

เรียกได้ว่าเป็นโน๊ตบุ๊คที่ให้ประสบการณ์ที่ดีที่สุดรุ่นหนึ่ง อีกทั้งแม้ขอบหน้าจอจะบางแต่ก็ยังติดตั้ง Webcam และไมโครโฟนแบบ 4 ตัว มีระบบตัดเสียงรบกวน เทคโนโลยี ASUS AI Noise-Canceling Audio เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการประชุมแบบวิดีโอ (Video Conference) เหนือชั้นกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไป พร้อมด้วย 3D IR Camera ไว้ใช้งานร่วมกับ Windows Hello ด้วย ส่งผลให้เราสามารถใช้งานได้สะดวกสบาย ไม่ต้องกรอกรหัสแบบเดิมๆ อีกต่อไป รวมถึงมีความปลอดภัยด้วย

นอกจากนี้ยังมีการติดตั้ง Proximity sensor ที่เป็น เซนเซอร์ตรวจจับผู้ใช้งานว่าอยู่ด้านหน้าตัวเครื่องหรือไม่ โดยเครื่องจะลดความสว่างของจอแสดงผลเพื่อ ประหยัดพลังงาน หรือล็อคตัวเครื่องโดยอัตโนมัติ กรณีผู้ใช้งานไม่อยู่หน้าเครื่อง และเปิดหน้ําจอให้พร้อมใช้งานอีกครั้ง เมื่อผู้ใช้งาน กลับมา พร้อมด้วยใส่ยางขอบจอแบบติดเนียนตามตลอดแนวขอบจอเลย ทำให้ช่วยซับแรงกระแทกได้ดีกว่าโน๊ตบุ๊ครุ่นอื่นๆ ที่มักจะติดตั้งมาเป็นจุดๆ ในบางตำแหน่งเท่านั้น

ASUS ExpertBook B9 B9400 Review 6
ASUS ExpertBook B9 B9400 Review 7
ASUS ExpertBook B9 B9400 Review 8

การทดสอบประสิทธิภาพหน้าจอด้วยเครื่องมือที่เป็นทั้งซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์อย่าง Spyder5Elite  โดยให้ขอบเขตความกว้างของสีสันเทียบเท่ากับมาตรฐาน sRGB ที่ 90% และ AdobeRGB ที่ 70% เรียกได้ว่าให้ประสิทธิภาพเรื่องของสีสันนั้นดีมากกว่าโน๊ตบุ๊ครุ่นอื่นๆ พอตัว ซึ่งมีความเที่ยงตรงของสีสูง

s3 4

ส่วนความสว่างหน้าจอสูงสุดอยู่ที่เกือบๆ 300 cd/m2 ซึ่งจัดได้ว่ามีความสว่างในระดับที่ดีเยี่ยม ทำให้เมื่อคาลิเบตหน้าจอแล้วสามารถไปทำงานภาพกราฟิกหรือตกแต่งภาพที่เน้นความเที่ยงตรงได้มาตรฐานระดับมืออาชีพเลยทีเดียว ส่งผลให้มีคะแนนรวมอยูท่ี 4.0 คะแนน ถือว่าสูงกว่าโน๊ตบุ๊คหลายๆ รุ่นในปี 2021 นี้

s1 4
s2 4
s4 2

ตัวลำโพงเป็นแบบสเตอริโอเลือกใช้ลำโพง Harman/ Kardon ให้เสียงที่ดีกว่ารุ่นบางเบาทั่วไป ที่ถึงแม้จะมีความบางความเบาของตัวเครื่องอย่างที่สุด แต่ก็ได้คุณภาพทั้งเสียงเบสที่มีน้ำหนัก ไม่ใช่ใส่แต่เสียงกลาง เสียงแหลมออกมาอย่างเดียว โดยตัวลำโพงจะอยู่บริเวณใต้ตัวเครื่องซ้ายและขวาลักษณะยิงลงพื้น ทำให้เสียงที่ค่อนข้างดังพอสมควร แยกรายละเอียดได้ซ้ายขวาได้ดี โดยรวมถือในส่วนของลำโพงถือว่าทำออกได้ดีทั้งในคุณภาพเสียงที่ได้และเสียงดังฟังชัดเพียงพอจะออกไปในนอกสถานที่ได้แบบสบายๆ

ASUS ExpertBook B9 B9400 Review 21

ASUS ExpertBook B9 B9400 Review 53
ASUS ExpertBook B9 B9400 Review 54
ASUS ExpertBook B9 B9400 Review 52

Connector / Thin And Weight

ในส่วนของรอบๆ ตัวเครื่องติดตั้งพอร์ตถือว่าให้มาพอตัว ด้วยการติดตั้งพอร์ต Thunderbolt 4 มาให้จำนวน 2 พอร์ตด้วยสำหรับการรองรับอุปกรณ์ใหม่ๆ และการเชื่อมต่อกับอแดปเตอร์ที่เป็น USB-C รวมไปถึงยังมีพอร์ต USB 3.2 Type-A และ HDMI แม้ตัวเครื่องจะบางเฉียบ แน่นอนว่ายังมี ไมค์และหูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตรก็ยังมีอยู่เช่นเดิม  ส่วนด้านหน้าจะเป็นไฟ LED สถานะการทำงาน พร้อมพอร์ต micro HDMI ที่ใช้งานร่วมกับอแดปเตอร์เพื่อใช้งาน LAN RJ45 ด้วย

ASUS ExpertBook B9 B9400 Review 40

น้ำหนักตัวเครื่องอยู่ที่ 890 กรัม – 1.005 กิโลกรัม และตัวอแดปเตอร์ที่ชาร์จเองก็มีขนาดเล็กจ่ายไฟที่ 65W หัวแบบ USB-C กะทัดรัดซึ่งเมื่อรวมเข้าไปด้วยกันแล้วน่าจะมีหนักราวๆ 1.3 กิโลกรัม ถือว่ามีน้ำหนักที่มีความเบามากๆ เลยทีเดียว เพราะปกติแล้วโน๊ตบุ๊ค 14 นิ้วจะมีน้ำหนักอยู่ที่ 2 กิโลกรัมขึ้นไป ซึ่งแน่นอนว่าออกแบบมาเพื่อตอบสนองในเรื่องของการพกพาไปนอกสถานที่ได้อย่างเต็มรูปแบบนั่นเอง นอกจากนั้นในบันเดิลยังมีซอฟต์เคสสุดหรูมาให้อีกด้วย 

ASUS ExpertBook B9 B9400 Review 41
ASUS ExpertBook B9 B9400 Review 43
ASUS ExpertBook B9 B9400 Review 74
ASUS ExpertBook B9 B9400 Review 60
ASUS ExpertBook B9 B9400 Review 85
ASUS ExpertBook B9 B9400 Review 86

Inside / Upgrade

การแกะเครื่องนั้นสามารถทำได้ไม่ยากแต่ก็ไม่ง่ายเสียทีเดียว เพราะงานประกอบค่อนข้างแน่นหนาทีเดียวจากการที่ฝาหลังเป็นโลหะแข็งแรงทนทาน ให้ความยืดหยุ่นพอสมควร อาศัยไขควงรูปดาวขนาดเล็กก็สามารถไขได้แล้ว  ซึ่งหลังจากถอดน็อตทุกตัวเสร็จหมดแล้ว เราสามารถใช้มือค่อยๆ แกะออกที่ละส่วนได้เลย เมื่อเปิดถึงภายในเครื่องแล้วจะเห็นการวางรูปแบบของฮาร์ดแวร์เครื่องนี้ทำได้ดูดีสมกับเป็นโน๊ตบุ๊คระดับมืออาชีพ โดยตามภาพจะเป็นสเปกที่มีแบตเตอรี่ความจุ 4-Cell 66Wh ที่จะเห็นว่าค่อนข้างเต็มพื้นที่ฮาร์ดแวร์ภายในเลยทีเดียว

ASUS ExpertBook B9 B9400 Review 61

เรื่องระบายความร้อนตัวเครื่องมี Heat Pipe จำนวน 1 เส้น วางพาดชิปประมวลผล ส่วนพัดลมเครื่องนี้ก็มีมาให้ 1 ตัว โดยลมร้อนเป่าออกทางด้านข้างตัวเครื่อง นอกจากนั้นแรมที่ติดตั้งมาขนาด 16GB จะเป็นแบบฝังบอร์ด ทำให้ไม่สามารถอัพเกรดได้ภายหลังตามสไตล์ของโน๊ตบุ๊คบางเบาโดยจะเห็นถึง SSD M.2 NVMe PCIe จำนวน 2 สล็อต โดยเครื่องที่นำมารีวิวนั้นจะใส่เต็มมาแล้ว 1 สล็อต และว่างอยู่ 1 สล็อตทำให้สามารถอัพเกรด SSD ได้ภายหลังอีก 1 ตัวทันทีนั่นเอง รายละเอียดอื่นๆ เราจะเห็นถึงเสาสัญญาณ Wi-Fi แบบ 2 เสาที่ขอบด้านเครื่องด้านหน้าอีกด้วย 

ASUS ExpertBook B9 B9400 Review 62
ASUS ExpertBook B9 B9400 Review 63
ASUS ExpertBook B9 B9400 Review 64

Performance / Software

ASUS ExpertBook B9 ที่ได้รับมารีวิวเป็นสเปกขายจริง สเปก Core i Gen 11 เมื่อตรวจสอบข้อมูลของชิปประมวลผลด้วยโปรแกรม CPU-Z ก็พบว่าข้อมูลขึ้นมาครบถ้วนเลยครับ โดยเลือกใช้ชิป Intel Core i7-1165G7 ที่มี 4 คอร์ 8 เธรดสำหรับการประมวลผล ความเร็วที่ 2.40 – 4.70 GHz มีค่า TDP ในการปลดปล่อยความร้อนสูงสุดแค่ 12W – 28W เท่านั้น ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากการใช้สถาปัตยกรรมการผลิตที่ระดับ 10 นาโนเมตร อย่าง Tiger Lake เทคโนโลยีสุดล้ำ SuperFin  อีกทั้งมี AI ช่วยทำงานในตัว 

ที่ต้องบอกว่าสร้างมาตรฐานประสิทธิภาพที่มากกว่าชิปประมวลผลรุ่นก่อนๆ แรงเพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไปมากๆ หรือถ้างานที่ต้องประมวลผลจริงจังก็รองรับได้อย่างสบายๆ ส่วนแรมได้ขนาด 16GB แบบฝังบอร์ด เป็นมาตรฐาน LPDDR4x Bus 4266 MHz ตามเทคโนโลยีของ Intel Core i Gen 11 ที่ผ่านการปรับแต่งให้เหนือชั้น  พร้อมให้ที่เก็บข้อมูล SSD M.2 NVMe PCIe ความเร็วสูง ที่สามารถขับเคลื่อนระบบปฏิบัติการ Windows 10 แบบลื่นไหลอย่างที่สุด ในทุกๆ การทำงาน

c1 3.   c2 3

การ์ดจอเป็นแบบออนบอร์ดรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง Intel Iris Xe Graphics ที่ให้พลังในการประมวลผลที่ดีในระดับที่ก้าวกระโดดกว่ารุ่นก่อนๆ อย่างในเรื่องของกราฟิก 2 มิตินั้นก็รองรับได้อย่างสบายๆ หรือถ้าเป็น 3  มิติก็ต้องบอกว่ารองรับการทำงานได้ในระดับเบื้องต้นหรือระดับสูง รองรับการทำงานกับหน้าจอความละเอียดสูงอย่าง 4K / 8K ได้แบบไม่มีปัญหา เหมาะสำหรับคนที่ต้องการเพิ่มพลังการสร้างสรรค์คอนเทนต์ มองหาความบันเทิง หรือการเล่นเกมเปี่ยมอรรถรส  ประสิทธิภาพที่เรียกได้ว่าใกล้เคียงกับการ์ดจอแยกเลยทีเดียว ซึ่งสามารถเล่นเกม 3 มิติ พอได้บ้าง เดี๋ยวไปดูผลทดสอบกันอีกที

g1 3.   g2 3

สำหรับโปรแกรมทดสอบ CINEBENCH 15 / 20 ที่เน้นในเรื่องของพลังชิปประมวลผล คะแนนก็อยู่ในระดับที่น่าพอใจ เปรียบเทียบกับชิปประมวลผลที่เป็นรหัส U รุ่นก่อนหน้าแล้ว ก็ทำได้ดีกว่าพอสมควร รวมไปถึงตัวการ์ดจอออนชิปเองก็มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เรียกได้ว่าตอบโจทย์ในส่วนของงานประมวลผลหนักๆ ได้อย่างสบายๆ ไม่น่าเป็นห่วงนัก รวมไปถึงตัวการ์ดจอเองก็มีประสิทธิภาพสูงเช่นเดิม เรียกได้ว่าตอบโจทย์ในส่วนของงานประมวลผลหนักๆ ได้อย่างสบายๆ รวดเร็วทันใจแบบสุดๆ สมกับเป็นชิปประมวลผลตัวบนในรุ่นใช้งานเต็มกำลัง และการ์ดจอที่อัพเกรดใหม่ที่เน้นการทำงาน 3 มิติที่ดียิ่งขึ้น

cine15 3.   cine20 3

ตัวเก็บข้อมูลของเครื่องที่เลือกใช้ SSD ของ Samsung ก็ทำผลทดสอบเป็นที่น่าพอใจบนขนาดความจุ 1TB แบบ M.2 NVMe PCIe ระดับสูง แน่นอนว่าเร็วกว่า SSD M.2 SATA 3 แบบทั่วไป ยิ่งเมื่อนำไปใช้เทียบกับฮาร์ดดิสก์แบบจานหมุนแล้วละก็จะเห็นถึงประสิทธิภาพทั้งในด้านการทดสอบและในด้านการใช้งานจริงที่แตกต่างกันอย่างเห็นเห็นได้ชัด เรียกได้ว่าเปิดอะไรปุ๊บก็ติดปั๊บ ที่ต้องบอกว่าความเร็วระดับการอ่านที่ราวๆ 3546 MB/s และเขียนที่ 2798 MB/s เป็นระดับความเร็วในการเขียนอ่านทำงานโดยรวมที่น่าประทับใจ จัดว่าเป็น SSD M.2 NVMe PCIe ระดับสูงที่ความเร็วดีมากๆ

ssd 3

การทดสอบประสิทธิภาพกับโปรแกรม PCMark 10 Advance ซึ่งสามารถทำคะแนนการทดสอบรวมได้มากถึง 4,890 คะแนน ถือได้ว่าในส่วนของการใช้งานทั่วไปโดยรวมนั้นสอบผ่านแบบสบายๆ ทั้งในส่วนของการเล่นเว็บไซต์ งานเอกสาร งานตกแต่งรูปภาพ รวมถึงงานตัดต่อวิดีโอ  จากการที่เป็นโน๊ตบุ๊คใช้ชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 + Iris Xe Graphics ทำให้รองรับการใช้งานที่หลากหลายและเปิดโปรแกรมได้มากมายอีกด้วย จากการที่ติดตั้งแรมมาขนาด 16GB

pc10 3

ทดสอบเกมได้คะแนนและเฟรมเรมในการเล่นเกมทำออกมาน่าสนใจมากๆ โดยเฉลี่ยของเฟรมเรท (FPS) จากทั้ง 3 เกมออนไลน์ เกมที่ได้ทดสอบมีค่าเฟรมเรทเฉลี่ยค่อนข้างลื่นไหล น่าประทับใจทีเดียว เมื่อเทียบกับโน๊ตบุ๊คที่ไม่ได้เน้นเล่นเกมมาก ซึ่งตรงนี้ก็สามารถชี้วัดความสามารถในการเล่นเกมที่กราฟิกละเอียดๆ และภาพสวยๆ ได้ลื่นไหลเป็นอย่างดีเลย สำหรับเกมออนไลน์ ยอดนิยม 3 แนวอย่าง DOTA 2 ปรับ Best / Overwatch ปรับ Low / PUBG ปรับ Low ที่ความละเอียด Full HD  

เริ่มจาก DOTA 2 ก็จัดการทดสอบแบบปรับสุดหมด ซึ่งเป็นความละเอียดที่จะสามารถเล่นให้ลื่นได้ สำหรับรายละเอียดภาพอื่นๆ ก็เรียกได้ว่าเปิดทุกอันเฟรมเรทที่เฉลี่ยที่ 68 แต่ฉากตะลุมบอนกันก็เฟรมเรทลดลงไปที่ 34 และในส่วนของเกม Overwatch / PUBG ที่ปรับ Low ทดสอบแล้วจะมีเฟรมเรทเฉลี่ยอยู่ที่ 63/46 ซึ่งต่ำสุดอยู่ที่ 45/23 เฟรมเรท ก็ทำออกมาได้ลื่นไหลกว่าที่คาดไว้พอตัว อย่างไรก็ตามด้วยตัวเครื่องที่บางเบาสุดๆ ทำให้เป็นข้อจำกัดอยู่บ้าง

ASUS ExpertBook B9 i7 1165G7

นอกจากนี้ยังมีในส่วนของซอต์ฟแวร์ที่จะเป็นตัวช่วยในการใช้งานของเราอีกด้วยอย่าง MyASUS (โดยเปิดเครื่องมาเจอเลยพร้อมมี Hotkey ให้กดใช้งาน) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสเปกภายใน หรือเช็คสถานะการทำงานส่วนต่างๆ ของเครื่อง รวมไปถึงยังสามารถ ตรวจเช็คสถานะเครื่องกับข้อมูลแคชต่างๆ ก็ทำการลบทิ้งได้ตรงนี้เลย หรือเช็คอัพเดทซอฟ์ตแวร์และไดร์เวอร์ต่างๆ ของเครื่องก็สามารถทำผ่านตรงนี้ได้เช่นกัน

รวมไปถึงโหมดพัดลมและโปรไฟล์สีการแสดงผล นอกจากนี้ยังพิเศษด้วย ฟังก์ชั่น “Link to MyASUS” เป็นฟังก์ชันในซอฟต์แวร์ MyASUS เวอร์ชันล่าสุด โดยสามารถเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือกับ ASUS ExpertBook B9 ได้อย่างไร้รอยต่อ สามารถถ่ายโอนไฟล์ URL การแจ้งเตือน อ่าน รับ และส่งข้อความบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งหมดได้บนโน๊ตบุ๊คได้เลย

myasus

โดดเด่นด้วย Trusted Platform Module (TPM) เพิ่มความปลอดภัยสูงสุดด้วยการเข้ารหัสข้อมูลต่างๆ ก่อนบันทึกลงพื้นที่จัดเก็บของเครื่อง ผ่านการใช้งาน ASUS Business Manager ชุดโปรแกรมอรรถประโยชน์ เพื่อการบำรุงรักษาตัวเครื่อง และซอฟต์แวร์ภายในได้อย่างมี ประสิทธิภาพ สามารถบริหารจัดการตัวเครื่องแบบรวมศูนย์ รวมทั้งสนับสนุนการควบคุมจากระยะไกล อีกทั้งยังสามารถควบคุมพอร์ต USB แบบเบ็ดเสร็จ โดยการตั้งค่าหรือล็อกอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับ USB เพื่อความปลอดภัยเมื่อเชื่อมต่อกับตัวเครื่องอย่างที่ทำไม่ได้ในรุ่นทั่วๆ ไปนั่นเอง

bus

Battery / Heat / Noise

ทดสอบการใช้งานแบตเตอรี่ซึ่งเป็นแบบฝังไว้ในเครื่องเหมือนกับโน๊ตบุ๊คหลายรุ่น แบ่งออกเป็น 2 สเปก คือ 2-Cell 33Wh / 4-Cell 66Wh โดยเครื่องรีวิวนี้เป็นสเปก 4-Cell 66Wh สามารถใช้งานจริงต่อเนื่องยาวนานได้ประมาณ 15 ชั่วโมงขึ้นไป จนไปถึง 20 ชั่วโมงทีเดียว ผ่านการทดสอบดู Youtube ทาง Microsoft Edge และในการใช้งานแบบปกติ (ดูภาพยนตร์และเล่นอินเตอร์เน็ต) และคาดว่าจะระยะเวลาการใช้งานแบตเตอรี่จะเปลี่ยนแปลงตามการใช้งานของแต่ละคน โดยอาจจะขึ้นอยู่กับหลายๆ ตัวแปร

batt 3

แน่นอนว่าในการทดสอบครั้งนี้ก็ได้ปรับเป็น Power Saver Mode พร้อมปรับแสงสว่างและรดับเสียงเหลือ 10% ซึ่งแม้รุ่นแบตเตอรี่จะใช้งานได้ไม่ยาวนานเท่ากับที่เคลมไว้ แต่ก็ถือว่ายาวนานกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไปเยอะอยู่ดี อีกทั้งด้วยเทคโนโลยีการชาร์จเร็วช่วยให้เราสามารถชาร์จแบตเตอรี่จาก 0-60% ได้ภายในเวลาเพียง 39 นาที ผ่านการชาร์จด้วยอะแดปเตอร์ USB-C ขนาด 65Watt ที่ให้มา หรือจะซื้อของแบรนด์อื่นๆ ที่ได้มาตรฐาน มาใช้งานร่วมกันก็ได้ แน่นอนว่าชาร์จผ่าน Power Bank ที่เป็นมาตรฐาน PD ได้เช่นกัน

batt2

อุณหภูมิปกติของเครื่องจะอยู่ที่ 40 – 60 องศาเซลเซียส แต่พอรีดประสิทธิภาพเต็มที่จะเห็นว่าชิปประมวลผลจะร้อนที่สุดที่ 100 องศาเซลเซียส นับว่าระบบระบายความร้อนของ ASUS ExpertBook B9 เครื่องนี้ทำออกมาได้ดีแล้วล่ะ เทียบกับโน๊ตบุ๊คสายทำงานสเปกแรงๆ หลายๆ รุ่น นับว่าพัดลมตัวเดียวถือว่าน่าประทับใจในระดับนึงเพราะร้อนไม่เกิน 100 องศาเซลเซียส (เพราะถ้าเกินระบบจะลดความเร็วชิปประมวลผลลงมา) ซึ่งนั่นน่าจะเป็นเพราะชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 ที่ 10 นาโนเมตร ที่ดีขึ้นกว่า Gen ก่อนๆ โดยรวมแล้วก็สามารถใช้งานแบบไร้กังวล ประสิทธิภาพดีไม่มีอาการหน่วงเลย

temp2

Conclusion / Award

มีความน่าสนใจจริงๆ สำหรับโน๊ตบุ๊คปี 2021 สายทำงานระดับมืออาชีพหน้าจอ 14″ สเปก Core Gen 11 แพลตฟอร์ต Intel EVO จัดเต็มอีกหนึ่งรุ่นในทุกๆ มิติ ที่เชื่อว่าทุกๆ คนให้ความสนใจอย่าง ASUS ExpertBook B9 ที่ต่อยอดความสำเร็จตระกูล ASUS กลุ่มเน้นใช้งานองค์กรหรือภาคธุรกิจ ได้เป็นอย่างดีมาพร้อมความสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของดีไซน์การออกแบบ ภาพลักษณ์ วัสดุ งานประกอบ รวมไปถึงสเปคประสิทธิภาพและประสบการณ์ใช้งาน

สมกับเป็นโน๊ตบุ๊ค Commercia ของทาง ASUS บางเพียง 14.9 มิลลิเมตร เบาที่สุดที่ 880 กรัมเท่านั้น (หนักกว่ารุ่นก่อน 10 กรัม) แต่รุ่นที่เรารีวิวก็นับว่าเบาไม่ต่างกันที่ 1.005 หิโลกรัม ซึ่งมาพร้อมดีไซน์ดูเรียบๆ เน้นภาพลักษณ์ที่ดูภูมิฐาน แต่ว่าได้ประสิทธิภาพขั้นสูง รองรับทุกๆ การใช้งาน (ที่ไม่ใช่การเล่นเกมเป็นหลัก) โดดเด่นด้วยฟีเจอร์ NumberPad 2.0 ที่เปลี่ยนทัชแพดเป็นแป้นตัวเลขได้อีกด้วย ซึ่งถ้าใครใช้งานบ่อยๆ อย่างงานสาย Finance น่าจะชื่นชอบกัน

ASUS ExpertBook B9 B9400 Review 25

สเปกของ ASUS ExpertBook B9ใช้ชิปประมวลผล Intel Core i7-1135G7 ซึ่งแน่นอนว่าให้ทั้งความแรงและใช้งานได้ยาวนาน เป็นสถาปัตยกรรม Intel Core i Gen 11 (Tiger Lake) รุ่นล่าสุด ที่เป็นเทคโนโลยีการผลิตที่ 10 นาโนเมตร การ์ดจออนชิปดีที่สุดอย่าง Intel Iris Xe Graphics โดยรวมอื่นๆ ก็ดีไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นการติดตั้งแรมมาขนาดใหญ่ 16GB อีกทั้งยังใส่ SSD M.2 มาตรฐานความเร็วสูง ที่ความจุ  1TB

เหลือเฟือกับการใช้งานทั่วๆ ไป หรืองานหนักๆ หรืองาน 3 มิติที่ไม่ซับซ้อนมาก รวมไปถึงเล่นเกมออนไลน์ก็รองรับได้แบบสบายๆ เน้นเรื่องของการใช้งานพื้นฐานและการพกพาไปใช้งานนนอกสถานที่เป็นหลัก แบบแทบไม่ต้องพกพาอแดปเตอร์เลย หรือจะชาร์จไฟจริงๆ ก็รองรับเป็น USB PD ซึ่งตัวอแดปเตอร์ติดเครื่องเองก็ชาร์จไฟได้ทั้ง มือถือ และ Gadget อื่นๆ ได้ทั้งหมด

ASUS ExpertBook B9 B9400 Review 50

รวมถึงหน้าจอก็มีดีไซน์ที่บางเฉียบเป็นพาเนล IPS คุณภาพสูง ที่ความละเอียด Full HD แบบจอด้านเรียบเนียนตา พร้อมติดตั้งกล้องเว็บแคมและมีไมค์ดิจิตอลในตัวแบบ 4 ตัว ที่มีฟีเจอร์การลดเสียงรบกวน ซึ่งน่าจะตอบโจทย์คนใช้งาน VDO Call ตามบริษัทองค์กรต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญมีกล้องอินฟราเรด IR 3D Camera และ Fingerprint ที่สามารถใช้งานร่วมกับ Windows Hello และได้ Proximity sensor เสริมความปลอดภัยยิ่งขึ้นไปอีก

เรียกได้ว่าให้ประสบการณ์ใช้งานที่เหนือชั้นมากกว่าโน๊ตบุ๊ครุ่นอื่นๆ ชัดเจน ในเรื่องของความสะดวกและปลอดภัย อีกทั้งความทนทานก็จัดเต็มเพราะตัวเครื่องด้วยเกรดมาตรฐานที่ใช้ในกองทัพสหรัฐอเมริกา MIL–STD 810H US Military Standard  และผ่านการทดสอบความแข็งแรงตามมาตรฐานของ ASUS เพื่อความมั่นใจเต็มเปี่ยมในทุกสภาพแวดล้อม อย่างที่โน๊ตบุ๊คที่เน้นการพกพาบางเบาควรจะมีทุกรุ่น

ASUS ExpertBook B9 B9400 Review 55

การออกแบบดีไซน์ของ ASUS ExpertBook B9 ที่ดูแล้วเรียบหรูและใช้วัสดุคุณภาพดีตลอดทั้งตัวเครื่อง งานประกอบก็เรียบร้อย มิติตัวเครื่องก็เล็กกระชับบางเบา พกพาสะดวก แบตใช้งานได้ยาวนานสูงสุด 15 – 20 ชั่วโมง โดดเด่นด้วย ErgoLift ที่ยกตัวเครื่องพร้อมความทนทานระดับทางทหาร รองรับงานทั่วไปลื่นไม่มีสะดุด หรืองานหนักๆ ประมวลผลเยอะ เปิดหลายๆ โปรแกรมก็เอาอยู่

ส่วนเรื่องของความปลอดภัยอื่นๆ แบบใช้งานในองค์กรก็ครบเครื่องครบครัน ตามสไตล์โน๊ตบุ๊คระดับมืออาชีพเน้นใช้งานในองค์กร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ Webcam Shield เพียงเลื่อนเว็บแคมเก็บเข้าที่ เพื่อหยุดการทำงานของเว็บแคม และ Trusted Platform Module (TPM) เก็บรหัสผ่านและการเข้ารหัสเพื่อเพิ่มความปลอดภัยสูงสุด รวมถึงตั้งค่าควบคุมพอร์ตต่างๆ ในการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ภายนอกได้อีกด้วย

ASUS ExpertBook B9 B9400 Review 65

การรับประกันก็เหนือชั้นกว่าตามมาตรฐานของ ASUS ทั่วไปอีกด้วย เพราะได้การรับประกันเป็นแบบ On-site Serice ซ่อมฟรีถึงบ้าน ยาวนานถึง 3 ปี ที่สำคัญเป็นแบบทั่วโลก รวมไปถึงในปีแรกแค่เราลงทะเบียนก็จะได้ประกันอุบัติเหตุในปีแรก อย่าง ASUS Premium Care แล้ว (ต้องซื้อและเปิดใช้งานภายใน 90 วันนับจากวันที่ซื้อผลิตภัณฑ์) ถือว่าได้มีจุดเด่นที่ชัดเจน ทำให้เราได้ตัดสินใจเลือกซื้อได้ง่ายยิ่งขึ้น

โดย ASUS ExpertBook B9 (B9000) เน้นเข้ามาบุกตลาดระหว่างองค์กร, ธุรกิจขนาดกลาง และกลุ่มครีเอเตอร์มืออาชีพ ชูจุดแข็งเรื่องดีไซน์เครื่อง ความบางเบา และประสิทธิภาพการทำงานขั้นสูง หรือถ้าคนทั่วไปอยากได้โน๊ตบุ๊คบางเบามาตรฐานสูงก็สามารถหาซื้อมาใช้งานเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ยังมี ASUS ExpertBook รุ่นอื่นๆ อีก ทั้งขนาดหน้าจอ 14″ / 15.6″ ที่ราคาถูกกว่า ใครสนใจสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://bit.ly/2Lvdm9j

Award

โดยในครั้งนี้จะเป็นการเปรียบเทียบการให้รางวัลกับเครื่องในกลุ่มของโน๊ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 14 นิ้วด้วยกัน ซึ่ง ASUS ExpertBook B9 (B9400) ก็ได้รางวัลต่างๆ ดังนี้

Best Mobility

ปัจจัยสำคัญของด้านของพกพา เพราะเบาสุดเพียง 880 กรัม อีกทั้งมีขนาดมิติตัวเครื่องที่เล็กกะทัดรัดมากๆ แบตเตอรี่ที่ใช้งานได้นานกว่า 15 – 20 ชั่วโมง อีกทั้งชาร์จไฟผ่านทาง USB-PD ได้ และการเชื่อมต่อแบบไร้สายที่ครอบคลุม ซึ่งตอบโจทย์ทั้งสามด้านได้อย่างครบถ้วนครับ กับตัวเครื่องบางเบา ทำให้เป็นโน๊ตบุ๊คที่เหมาะมาก ๆ สำหรับการพกพาไปใช้งานนอกสถานที่ มีความแข็งแกร่งอีกด้วย จากการใช้วัสดุที่ผ่านการทดสอบความทนทานตามมาตรฐานระดับกองทัพ เพื่อความมั่นใจเต็มเปี่ยมในทุกสภาพแวดล้อม สมกับเป็นโน๊ตบุ๊คสายทำงานจริงจัง  ดังนั้นจึงหายห่วงเรื่องความทนทานได้เลย 

NBS award 4 Mobility 

Best Design

ดีไซน์โดยรวมมีความโดดเด่นเรื่องสีสัน Star Black สีดำพื้นผิวแบบด้านมีพื้นผิวไม่เรียบ ให้ความรู้สึกดวงดาวเต็มท้องฟ้าในยามค่ำคืน รวมถึงหน้าจอขอบบางแบบ NanoEdge ที่ทำให้สามารถใช้งานจอขนาด 14″ ภายในตัวเครื่องที่มีขนาดเล็กกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไปที่ใช้จอขนาดเดียวกัน ให้มิติที่เล็กกระชับลงกว่าเดิม  ไปจนถึงบานพับ ErgoLift ที่ช่วยเสริมประสบการณ์การใช้งานได้เป็นอย่างดี เพิ่มสีสันให้กับรายละเอียดรอบนอกเครื่องแบบโค้งมน ดูแล้วเรียบหรูตามสไตล์คนเน้นทำงานระดับมือาชีพหรือองค์กร และที่สุดก็คือวัสดุที่เหนือชั้นกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไปชัดเจนอย่าง “แมกนีเซียมลิเทียมอัลลอย” (Magnesium Lithium Alloy) 

NBS award 7 Design

Best Performance

จัดเต็มด้วยฟีเจอร์จริงๆ ระดับสูงที่ถือว่าเป็นโน๊ตบุ๊คบางเบาราคา 4x,xxx บาท ที่แรงลื่นน่าใช้งาน ที่มาพร้อมสเปคอย่างชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 สถาปัตยกรรม Tiger Lake รวมถึงมีแรม 16GB LPDDR4x Bus 4266MHz และฮาร์ดดิสก์แบบ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 1TB ซึ่งมี 3D IR Camera , Fingerprint และฟีเจอร์ความปลอดภัยอื่นๆ ระดับมืออาชีพ ซึ่งหาไม่ได้ในโน๊ตบุ๊คตามท้องตลาดทั่วไปแน่นอน ช่วยให้ประสบการณ์ใช้งานที่ดีเยี่ยม เป็นโน๊ตบุ๊คหน้าจอ 14″ ที่บางเบาที่สุดในโลกรุ่นหนึ่ง เหมาะกับการใช้งานทั่วไปเน้นหลากหลาย ดีไซน์ก็พรีเมียม เรียกได้ว่าหาได้ยากสำหรับโน๊ตบุ๊คบางเบาแบบนี้

award new performance 

 

from:https://notebookspec.com/web/592924-review-asus-expertbook-b9-b9400-core-i7

Review – Lenovo IdeaPad Slim 3i โน๊ตบุ๊กเพื่อการเรียนยุค New Normal ในราคาเริ่มที่ 13,900

รีวิว Lenovo IdeaPad Slim 3i

ด้วยการมาของ COVID-19 ทำให้การเรียน ได้รับการปรับเปลี่ยนให้เกิดจากที่บ้าน ที่พักอาศัยกันมากขึ้น ส่งผลให้หลายคนอาจจำเป็นต้องซื้อโน้ตบุ๊กซักเครื่องมาเพื่อใช้ประกอบการเรียนรู้ ซึ่ง Lenovo เองก็มีผลิตภัณฑ์ในไลน์อัพ IdeaPad ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์นี้โดยตรง นั่นคือ Lenovo IdeaPad Slim 3i ซึ่งมีประสิทธิภาพที่ลงตัวแม้จะเป็นในรุ่นราคาเริ่มต้น ด้วยพลังของ Intel Pentium Gold 7505 ให้มาพร้อม RAM 8 GB และ SSD 256 GB ด้วย กับราคาเพียง 13,900 บาทเท่านั้น

ในขณะที่จุดอื่น ๆ ก็ออกแบบมาเพื่อการศึกษาได้เป็นอย่างดี ทั้งหน้าจอขนาด 14″ ความละเอียดระดับ Full HD ที่ให้ภาพคมชัด ไม่ปวดตา มีแผ่นชัตเตอร์ปิดหน้ากล้องในเวลาที่ไม่ต้องการใช้งาน รวมถึงยังให้พอร์ตเชื่อมต่อพื้นฐานมาค่อนข้างครบสำหรับการใช้งานในยุคปัจจุบันอีกด้วย ทำให้ไม่ว่าจะใช้ประกอบการเรียน หรือจะใช้ในการทำงานพื้นฐาน Lenovo IdeaPad Slim 3i เครื่องนี้ตอบโจทย์ได้สบาย ๆ แน่นอน

NBS Verdict

Review Lenovo IdeaPad Slim 3i pentium NotebookSPEC 46

Lenovo IdeaPad Slim 3i เครื่องนี้ มาพร้อมกับองค์ประกอบสำหรับการใช้เป็นโน้ตบุ๊กประกอบการศึกษาอย่างครบถ้วน เริ่มต้นด้วยหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญสุดในยุคนี้คือเรื่องราคา กับค่าตัวที่เริ่มต้นเพียง 13,900 บาทในรุ่นที่ใช้ชิป Intel Pentium Gold 7505 เครื่องนี้ ซึ่งให้ประสิทธิภาพในระดับที่ใช้งานทั่วไปได้แบบไม่ติดขัด ที่น่าสนใจมาก ๆ เลยก็คือแรมในเครื่องที่ให้มาที่ 8 GB ซึ่งเป็นความจุเริ่มต้นที่เหมาะสำหรับการใช้งานในปัจจุบันมาก ๆ ทั้งยังสามารถเพิ่มแรมเองได้อีกด้วย ต่างจากโน้ตบุ๊กหลาย ๆ รุ่นที่มักให้แรมแบบฝังบอร์ดมาเพียงอย่างเดียว รวมถึงยังมีช่องให้ติดตั้ง HDD/SSD เพิ่มได้อีก 1 ลูกอีกต่างหาก

Review Lenovo IdeaPad Slim 3i pentium NotebookSPEC 02

บอดี้ภายนอกของตัวเครื่องก็ทำออกมาได้ตามมาตรฐาน แม้จะเป็นพลาสติก แต่ก็มีคุณภาพที่ดี ควบคู่กับน้ำหนักที่ค่อนข้างเบา ลงตัวกับการใช้งานในแทบทุกสถานที่ ด้านการเชื่อมต่อก็จัดว่าครบพอตัว รองรับ WiFi 6 ส่วนพอร์ตเชื่อมต่อก็มีทั้ง USB-A, USB-C, HDMI, ช่องอ่าน SD Card และช่อง 3.5 มม. ที่ช่วยให้การเรียนจากที่บ้านสามารถทำได้สะดวก

ด้านของซอฟต์แวร์ภายในก็จะมี Lenovo Vantage มาช่วยในการจัดการ ตั้งค่า และดูแลประสิทธิภาพของเครื่องให้พร้อมใช้งานอยู่เสมออีกด้วย

จุดเด่น

  • ราคาคุ้ม เมื่อเทียบกับความสามารถ และสเปคที่ให้มา
  • หน้าจอขอบบาง สีสันค่อนข้างโอเค และมีโหมดถนอมสายตามาให้ใช้งาน
  • ให้แรมมา 8 GB (4 GB onboard + แผง 4 GB) สามารถเพิ่มแรมได้
  • มีช่องให้ติดตั้ง HDD/SSD แบบ 2.5″ เพิ่มได้อีก 1 ลูก
  • ระบบเสียง Dolby Audio ให้มิติเสียงโอบล้อมที่ดี
  • มีพอร์ต USB-C ให้มา 1 พอร์ต และยังมี USB-A ขนาดเต็มให้อีก 2 พอร์ตด้วย
  • น้ำหนักเบา จับถือสะดวก
  • มี Windows 10 Home มาให้ใช้งานได้ทันที

ข้อสังเกต

  • ไม่มีพอร์ต LAN
  • ไม่มีไฟที่คีย์บอร์ด

Specification

 

ips3

ส่วนของสเปคนั้น Lenovo IdeaPad Slim 3i รุ่นที่รีวิวมาพร้อมกับชิปประมวลผล Intel Pentium Gold 7505 ที่ใช้สถาปัตยกรรมในการผลิตระดับ 10nm SuperFin มีคอร์ประมวลผลด้วยกัน 2 คอร์ 4 เธรด ความเร็วสูงสุด 3.5 GHz มาพร้อมกับกราฟิก Intel UHD Graphics for 11th Gen Intel Processor ซึ่งออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การใช้งานทั่วไป การรับชมภาพยนตร์ รวมถึงการทำงานเกี่ยวกับด้านวิดีโอ เนื่องจากตัวชิปรองรับ Intel Quick Sync มาในตัวด้วย ส่วนในการเล่นเกม ก็เป็นไปตามมาตรฐานครับ คืออยู่ในระดับที่เล่นได้บ้าง ด้วยการปรับ setting ในเกมให้เหมาะสม

แรมเป็น DDR4 โดยให้มา 2 แบบ แยกเป็น 4 GB แบบฝังบอร์ด ร่วมกับ 4 GB แบบแผงแยกอีก 1 แผง รวมเป็นแรมในเครื่องทั้งหมด 8 GB ซึ่งสามารถถอดแผง 4 GB ในเครื่องออกเพื่อเพิ่มแรมได้ด้วย แต่ที่จริง 8 GB ก็เพียงพอสำหรับการใช้งานได้หลากหลายรูปแบบแล้วครับ

อีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจคือ SSD ในเครื่องที่ให้เป็นแบบ PCIe M.2 256 GB ซึ่งก็แน่นอนว่าสามารถเปลี่ยนได้ตามต้องการ แต่ที่สำคัญคือในเครื่องยังมีช่องว่างสำหรับติดตั้ง HDD/SSD ขนาด 2.5″ แบบบางได้อีก 1 ลูกด้วย ซึ่งทำให้ IdeaPad Slim 3i เครื่องนี้น่าสนใจมาก เพราะปกติโน้ตบุ๊กรุ่นสำหรับใช้งานทั่วไป โน้ตบุ๊กราคาไม่แพงมาก มักจะไม่ค่อยมีตัวเลือกสำหรับการอัพเกรดฮาร์ดแวร์ซักเท่าไหร่

Lenovo IdeaPad Slim 3i รองรับการเชื่อมต่อไร้สาย WiFi 802.11ax (WiFi 6) ซึ่งเป็นมาตรฐาน WiFi ที่กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยจุดเด่นในด้านความเร็ว ความเสถียรในการใช้งาน และแบนด์วิธที่สูงกว่ามาตรฐาน ac ซึ่งถ้าคุณต้องการโน้ตบุ๊กประสิทธิภาพสูงไว้ใช้งานได้นาน ๆ การเลือกเครื่องที่รองรับ WiFi 6 ด้วยก็ถือเป็นข้อที่ควรนำมาพิจารณาเหมือนกัน

ส่วนพอร์ตเชื่อมต่อก็มีมาทั้ง USB-C 1 ช่องสำหรับใช้งานร่วมกับอุปกรณ์รุ่นใหม่ ๆ นอกจากนี้ก็มี USB-A อีก 2 ช่อง รวมถึง HDMI ช่องเสียบแจ็คหูฟังขนาด 3.5 มม. และก็มีช่อง SD Card มาให้ด้วย

สำหรับกลุ่มของ Lenovo IdeaPad Slim 3i รุ่นใหม่ที่ใช้ชิป Intel Gen 11 จะมีให้เลือกด้วยกันหลากหลายสเปคพอสมควร มีตั้งแต่ Pentium ไปจนถึง Core i7 เลยทีเดียว โดยหน้าสเปคของเครื่องที่อยู่ในรีวิวนี้ก็ลิงค์นี้เลยครับ

ส่วนรุ่นอื่น ๆ ก็สามารถเข้าไปดูเพิ่มเติมได้ที่นี่เลย

Hardware / Design

Review Lenovo IdeaPad Slim 3i pentium NotebookSPEC 22

Lenovo IdeaPad Slim 3i เครื่องที่รีวิวในครั้งนี้จะเป็นสีเทา Arctic Grey ที่มีโทนเข้มนิดนึง จุดที่น่าสนใจคือขอบจอด้านข้างที่บาง ทำให้สามารถใส่จอขนาด 14″ ได้โดยที่ตัวเครื่องไม่เทอะทะจนเกินไป แต่บริเวณขอบจอจะไม่มีแถบยางกันกระแทกมาให้นะครับ มีแต่เพียงขอบพลาสติกล้วน ๆ เลย

Review Lenovo IdeaPad Slim 3i pentium NotebookSPEC 30

ตรงบริเวณกึ่งกลางขอบจอด้านบน จะเป็นตำแหน่งของกล้องเว็บแคมตามปกติ โดยมีสวิตช์สำหรับเลื่อนแผ่นชัตเตอร์ปิดหน้ากล้องมาให้ด้วย เพื่อช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งานเครื่อง โดยที่ไม่ต้องหาสติกเกอร์มาปิดเอง ซึ่งถ้าปิดหน้ากล้องไว้ บริเวณกล้องก็จะเป็นสีแดงตามภาพด้านบนเลย

ส่วนจุดวงกลมข้าง ๆ กล้องก็คือไฟ LED ที่ใช้แสดงสถานะการทำงานของกล้องอีกทีครับ ถ้ากล้องทำงานอยู่ ก็จะมีไฟสีขาวติดขึ้นมา

Review Lenovo IdeaPad Slim 3i pentium NotebookSPEC 29

ปุ่มเปิด/ปิดเครื่องจะเป็นปุ่มแยกอยู่บริเวณมุมขวาบนสุดของคีย์บอร์ด โดยมีไฟแสดงสถานะการทำงานของเครื่องอยู่ด้วย ถ้าเครื่องเปิด ไฟก็จะติดค้างไว้ตลอดเวลา

Review Lenovo IdeaPad Slim 3i pentium NotebookSPEC 24

บริเวณที่รองมือ ฝั่งซ้ายจะมีสติกเกอร์ Intel Pentium Gold ติดอยู่ ส่วนข้างทัชแพดก็เป็นสติกเกอร์บอกฟีเจอร์ของ IdeaPad Slim 3i เครื่องนี้ พร้อมกับ QR code ที่สามารถสแกนเพื่อตรวจสอบระยะเวลาการรับประกันของเครื่องได้ทันที รวมถึงยังสามารถสั่งอัพเกรดการรับประกันได้ด้วย

Review Lenovo IdeaPad Slim 3i pentium NotebookSPEC 16

ฝาหลังของ Lenovo IdeaPad Slim 3i จะเป็นพลาสติกสีเทาที่ทำพื้นผิวให้เป็นลายคล้ายบรัชโลหะ ทำให้เมื่อดูไกล ๆ จะเหมือนว่าฝาหลังเป็นโลหะจริงอยู่เหมือนกัน โดยมีโลโก้ Lenovo เล็ก ๆ อยู่ที่มุมบนฝั่งซ้ายของเครื่องเท่านั้น มินิมอลดีมากครับ จัดว่าดูดีเกินราคาเลย

Review Lenovo IdeaPad Slim 3i pentium NotebookSPEC 04

ฝาล่างของเครื่องเป็นพลาสติกผิวด้านสีเทาเข้มโทนเดียวกับผิวเครื่องส่วนอื่น มีช่องดึงลมเข้าจากใต้ตัวเครื่อง พร้อมกันนั้นยังมีสติกเกอร์ Windows 10 มาให้ด้วย เป็นการยืนยันว่าโน้ตบุ๊กเครื่องนี้มาพร้อม Windows 10 Home แบบ OEM มาให้ใช้งานตั้งแต่เปิดเครื่อง

บริเวณขอบล่างใกล้ ๆ กับแถบลำโพงก็จะมีแถบยางรองให้ เช่นเดียวกับด้านบน เหนือช่องลมก็จะมีแถบยางเป็นแนวยาวอีก เพื่อช่วยหนุนให้ตัวเครื่องยกสูงขึ้น

Review Lenovo IdeaPad Slim 3i pentium NotebookSPEC 06

ในการแกะฝาล่างนั้นทำได้ง่ายมาก เพียงแค่ขันน็อตออกทั้งหมด 9 ตัว แล้วค่อย ๆ แงะฝาขึ้นมาก็สามารถแกะได้แล้ว

เมื่อเปิดขึ้นมาก็จะพบกับพัดลม 1 ตัว ที่เชื่อมต่ออยู่กับฮีตไปป์ที่วิ่งออกมาจาก CPU โดยตรง ใกล้ ๆ กับ CPU ก็จะเป็นจุดสำหรับติดตั้งแรม 1 แผง ส่วนที่เป็นแถบสีฟ้าอ่อนคือ thermal pad สำหรับช่วยถ่ายเทความร้อนจาก SSD แบบ PCIe ออกมา

ฝั่งด้านล่างจะมีช่องว่างสำหรับติดตั้ง HDD/SSD ขนาด 2.5″ อยู่หนึ่งช่อง ใกล้ ๆ กันนั้นก็เป็นแบตเตอรี่

Review Lenovo IdeaPad Slim 3i pentium NotebookSPEC 09

ถ้าต้องการเปลี่ยนแรมก็สามารถดึงฝาครอบขึ้น แล้วจัดการเปลี่ยนแรมได้ตามปกติเลย โดยแรมแผงนี้จะมีเป็นแรมแบบ DDR4-3200 4GB นะครับ ทั้งนี้ตัวเครื่องจะมีแรมฝังบอร์ดมาอีก 4GB ด้วย แนะนำว่าถ้าต้องการอัพเกรดแรม ก็ซื้อแรม DDR4 8GB มาใส่อีกแผงก็ได้ ทำให้มีแรมรวมทั้งหมด 12GB เหลือเฟือสำหรับการใช้งานเลย

ส่วน SSD PCIe ข้าง ๆ กันนั้นก็สามารถถอดเปลี่ยนได้เช่นกันครับ โดยชิ้นที่ติดมากับเครื่องจะเป็นแบบ M.2 2242 ซึ่งสามารถหาซื้อ SSD ขนาดเดียวกันมาใส่แทน หรือจะใช้ขนาด M.2 2280 ที่เป็นขนาดยอดนิยมมาใส่แทนก็ได้เช่นกัน โดยตอนติดตั้งก็ให้ถอดตัวแผ่นช่วยยึดด้านล่างออก แล้วติดตั้ง SSD เข้าไปกับบ่าน็อตของบอร์ดโดยตรงได้เลย

Review Lenovo IdeaPad Slim 3i pentium NotebookSPEC 07

ในกล่องจะมีแถมอุปกรณ์มาให้หนึ่งชิ้น นั่นคือสาย SATA สำหรับเชื่อมต่อ HDD/SSD 2.5″ ที่จะใส่เพิ่มเข้าไปในเครื่อง พร้อมน็อตสำหรับขันเพื่อยึด HDD/SSD เข้ากับถาดติดตั้ง ซึ่งจะมีช่องสำหรับเสียบสายแพอยู่ในบริเวณใกล้ ๆ กับถาดติดตั้งนั่นเอง

Review Lenovo IdeaPad Slim 3i pentium NotebookSPEC 10

สำหรับ HDD/SSD SATA ที่จะนำมาติดตั้ง ต้องใช้เป็นแบบบางนะครับ ถ้าเป็น SSD SATA ที่ไม่เก่าเกินไป จะใช้ได้หมดครับ แต่ถ้าเป็น HDD 2.5″ เท่าที่ผมลองเอา HDD ทั่วไปมาใช้ ปรากฏว่าไม่สามารถปิดฝาล่างได้ เนื่องจากติดความหนาของตัว HDD นั่นเอง

ดังนั้น ถ้าต้องการเพิ่มความจุ แนะนำว่าควรจะหา SSD SATA มาใช้งานจะดีกว่าครับ ความจุ 1TB เดี๋ยวนี้ราคาไม่เกิน 4,000 บาทแล้ว

Connector / Thin And Weight

Review Lenovo IdeaPad Slim 3i pentium NotebookSPEC 12

ฝั่งขวาของ Lenovo IdeaPad Slim 3i มีไฟแสดงสถานะของเครื่อง ปุ่ม OneKey Recovery ถัดมาเป็นช่องใส่ SD Card และก็ช่อง USB-A ที่เป็น USB 2.0

Review Lenovo IdeaPad Slim 3i pentium NotebookSPEC 15

อีกฝั่งก็จะมีช่องเสียบสายชาร์จจากอะแดปเตอร์ ไฟ LED แสดงสถานะการชาร์จ ช่อง USB 3.2 Gen 1 ช่อง HDMI ช่อง USB-C และก็ช่องเสียบแจ็คหูฟังขนาด 3.5 มม.

ติดนิดนึงที่ช่อง USB-C นี้ไม่สามารถชาร์จไฟให้ตัวเครื่องได้นะครับ หลัก ๆ คือไว้ใช้เชื่อมต่ออุปกรณ์ USB-C อื่น ๆ มากกว่า

Keyboard / Touchpad

Review Lenovo IdeaPad Slim 3i pentium NotebookSPEC 27

คีย์บอร์ดเป็นทรงในสไตล์ของ Lenovo IdeaPad ที่ขนาดของปุ่มนั้นจัดว่าอยู่ในระดับที่พอดีกับปลายนิ้ว สามารถกดได้ง่าย พิมพ์สะดวก ปุ่มแถวบนสุดจะเป็นทั้งปุ่ม FN และปุ่มลัดสำหรับตั้งค่าต่าง ๆ ไปในตัว สามารถปรับได้ว่าจะเลือกแบบใดจากในโปรแกรม Lenovo Vantage ทั้งนี้ ใต้ปุ่มของ IdeaPad Slim 3i เครื่องนี้ไม่มีไฟ backlit นะครับ

สำหรับคีย์ลัดที่น่าสนใจก็คือ Fn+Q ที่ใช้ในการปรับโหมดประสิทธิภาพการทำงานและการจัดการอุณหภูมิของตัวเครื่อง โดยจะมีด้วยกัน 3 โหมดคือ

  • Extreme Performance – เปิดพัดลมแบบจัดเต็ม เพื่อการใช้ประสิทธิภาพสูงที่สุด
  • Battery Saving – เน้นการประหยัดพลังงาน เช่นการปรับความสว่างจอลง
  • Intelligent Cooling – ให้ตัวเครื่องจัดการเองแบบอัตโนมัติ

 

Review Lenovo IdeaPad Slim 3i pentium NotebookSPEC 26

ทัชแพดมีขนาดมาตรฐาน สามารถลากเคอร์เซอร์ได้ทั่วจอ รองรับการสั่งงานแบบหลายนิ้วพร้อมกัน สามารถลาก gesture ได้ตามปกติ

 

Screen / Speaker

Review Lenovo IdeaPad Slim 3i pentium NotebookSPEC 31

หน้าจอ Lenovo IdeaPad Slim 3i เครื่องที่รีวิวนี้จะเป็นหน้าจอในระดับใช้งานทั่วไปครับ คือเป็นจอ IPS ความละเอียดระดับ Full HD ขนาด 14″ เป็นหน้าจอเคลือบด้านที่ช่วยลดแสงสะท้อนได้พอสมควร มุมมองด้านข้างและด้านบนค่อนข้างกว้าง มองจากด้านข้างแล้วสีไม่เพี้ยนมากนัก ส่วนเรื่องสีสันก็จัดว่าอยู่ในระดับพื้นฐาน ใช้งานเอกสารได้สบาย ส่วนถ้าเป็นงานด้านกราฟิกก็พอได้สำหรับงานที่ไม่เน้นความแม่นยำของสีมากนัก

Review Lenovo IdeaPad Slim 3i pentium NotebookSPEC 40

ในการดูหนังบน IdeaPad Slim 3i ก็ทำได้เพลิน ๆ อยู่ครับ แต่ที่ผมว่าโอเคเลยคือเรื่องระบบเสียง Dolby Audio ที่ช่วยเพิ่มมิติเสียงให้มีความโอบล้อมได้มากกว่าลำโพงโน้ตบุ๊กทั่ว ๆ ไปอยู่พอสมควร

Review Lenovo IdeaPad Slim 3i pentium NotebookSPEC 05

โดยลำโพงของตัวเครื่องจะติดตั้งอยู่บริเวณขอบล่างของด้านหน้า ทั้งฝั่งซ้ายและขวา เมื่อปล่อยเสียงลงพื้นแล้วสะท้อนเข้าหาตัวผู้ใช้ ก็จะได้มิติเสียงที่กำลังลงตัวพอดี นอกจากนี้ยังมีซอฟต์แวร์ Dolby Audio ที่สามารถปรับจูนแนวเสียงให้เหมาะสมกับคอนเทนต์ได้ด้วย เช่น ดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกม เน้นเสียงสนทนา รวมถึงยังสามารถปรับแต่ง EQ ในแบบที่ชอบได้ด้วย

 

Performance / Software

win3

Lenovo IdeaPad Slim 3i เครื่องที่รีวิวนี้มาพร้อมกับ Intel Pentium Gold 7505 แรม 8 GB โดยใช้ระบบปฏิบัติการเป็น Windows 10 Home Single Language 64 bit แท้มาจากโรงงาน ซึ่งต้องนับว่าคุ้มมากครับ กับเครื่องราคา 13,900 บาท เพราะคิดแค่ค่า License Windows 10 Home แท้ ถ้าต้องซื้อแยกก็ตกราว 3,500 – 4,000 บาทเข้าไปแล้ว

cpuz

โปรแกรม CPU-Z ก็สามารถแสดงรายละเอียดของชิป Intel Pentium Gold 7505 ได้เกือบครบครับ โดยมาพร้อมคอร์ประมวลผล 2 คอร์ 4 เธรด แคช L3 4 MB สถาปัตยกรรมระดับ 10nm ที่ตอบโจทย์การทำงานทั่วไป งานพื้นฐานได้เป็นอย่างดี แต่ถ้าจะนำไปใช้งานเรนเดอร์ หรืองานที่ประมวลผลแบบมัลติคอร์ ก็อาจจะใช้เวลามากกว่าชิปรุ่นอื่นซักนิดนึงครับ

gpuz

GPU-Z ก็จะให้ข้อมูลส่วนของชิปกราฟิกเป็น Intel UHD Graphics ที่เป็น Tiger Lake GT2 10nm รองรับ DirectX 12 เต็มตัว

cine2

ทดสอบประสิทธิภาพของ CPU ด้วย Cinebench R23 พบว่า Intel Pentium Gold 7505 ทำคะแนนส่วนของ Single core ได้ค่อนข้างดีเลย กับคะแนนในระดับที่สูงกว่า Ryzen 7 1700X อยู่นิดนึง ส่วนคะแนนกลุ่ม Multi core ก็อยู่ในระดับที่ไม่สูงมาก เนื่องจากมีเพียง 2 คอร์ 4 เธรดเท่านั้น

ssd 8

SSD PCIe 256 GB ที่ติดมาในเครื่องก็จัดว่าอยู่ในระดับที่ใช้งานทั่วไปได้ ผลการทดสอบจัดว่าเหลือเฟือสำหรับการบูท Windows เปิดโปรแกรม รวมถึงในการเข้าถึงไฟล์ต่าง ๆ ก็ทำได้อย่างรวดเร็วทันใจ

pcmark

ผลทดสอบจาก PCMark 10 จัดอยู่ในระดับโน้ตบุ๊กใช้งานทั่วไป จะใช้ด้านเว็บ ด้านเอกสาร รวมถึงการทำงานผ่านเว็บก็ทำได้สบาย ส่วนการเรียนออนไลน์ การใช้งานโปรแกรมประเภทประชุมออนไลน์อย่างพวก Zoom นั้น ก็ไม่มีปัญหาเลย

3dmark

ส่วนการทดสอบด้านกราฟิกจาก 3DMark ก็ถือว่าทำได้ในระดับพื้นฐานเมื่อเทียบกับกลุ่มโน้ตบุ๊กเพื่อใช้งานออฟฟิศด้วยกัน

ทดลองเล่นเกมบน Lenovo IdeaPad Slim 3i

ทีนี้เรามาทดสอบด้านการเล่นเกมจริงดูบ้างครับ เริ่มด้วยเกมยอดฮิตในช่วงนี้คือ Genshin Impact บนพีซี

genshin

genshin2

ด้วยการใช้กราฟิก Intel UHD ดังนั้นการตั้งค่ากราฟิกที่แนะนำคือลองปรับต่ำสุดไว้ก่อน ซึ่งเท่าที่ผมลองแล้วด้วยความละเอียดภาพระดับ 1080p กราฟิกต่ำสุด ตัวเกมจะมีอาการแล็กตอนที่แพนกล้องไปมา กับตอนที่มีเอฟเฟคท์เยอะ ๆ บนจอครับ ถ้าหากต้องการเล่นได้ไหลลื่นขึ้น จะต้องอาศัยการปรับลดความละเอียดภาพลงพอสมควรเลย

dota

dota2

ส่วน Dota 2 ก็อยู่ในระดับที่เล่นได้ด้วยการตั้งค่าระดับ Fastest 1080p ส่วนถ้าปรับขึ้นมาเล็กน้อย ก็ยังอยู่ในระดับที่เล่นได้อยู่ครับ แต่เฟรมจะไม่ลื่นเท่ากับ Fastest

ด้านของ PUBG ตัวเต็ม จากที่ลองคือพอเล่นได้ แต่ไม่แนะนำเท่าไหร่ เพราะจะมีอาการภาพกระตุกเป็นบางช่วง แม้จะเป็นการตั้งค่ากราฟิกระดับต่ำสุด ซึ่งอาจส่งผลกับการเล่นได้เลย

vt2

แน่นอนว่าโน้ตบุ๊กจาก Lenovo ย่อมมาพร้อมโปรแกรม Lenovo Vantage ที่เป็นเหมือนผู้ช่วยดูแลทั้งด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ให้กับตัวเครื่อง รวมถึงยังมีตัวปรับตั้งค่าการทำงานของฟังก์ชันต่าง ๆ มาให้ด้วย

vt4

เมนู System Update ใช้สำหรับเป็นผู้ช่วยในการตรวจสอบ และอัพเดตระบบของตัวเครื่อง เช่น แพตช์ของ Windows และไดรเวอร์อุปกรณ์ต่าง ๆ ช่วยเพิ่มความสะดวกในการจัดการได้ดี

vt5

vt6

vt7

เข้ามาที่ My Device Settings หัวข้อ Power จะพบตัวตั้งค่าต่าง ๆ ที่น่าสนใจ เช่น

  • Lenovo Vantage Toolbar ที่เป็นแถบลัดสำหรับปรับค่า เช่น การเปิด/ปิดกล้อง ได้จากแถบ Taskbar ของ Windows 10 เลย
  • Intelligent Cooling ใช้สำหรับปรับการทำงานของพัดลมว่าจะให้เป่าเต็มที่ เป่าเบาแบบประหยัดแบต หรือจะเป็นแบบให้ระบบจัดการให้อัตโนมัติ ตามระดับของประสิทธิภาพที่ต้องการ
  • Rapid Charge ฟังก์ชันชาร์จเร็ว
  • Conservation Mode ระบบจะชาร์จแบตเพียง 55-60% เพื่อถนอมอายุการใช้งานแบต เหมาะสำหรับคนที่เสียบสายอะแดปเตอร์ตลอดเวลา
  • Flip to boot ตั้งค่าให้เครื่องเปิดทันทีเมื่อเปิดฝาพับจอขึ้นมา
  • Always on USB ตั้งค่าเปิดหรือปิดการชาร์จไฟของพอร์ต USB ให้กับอุปกรณ์อื่น แม้จะปิดคอมไปแล้ว

vt8

ส่วนการตั้งค่าเสียง ก็จะมีการปรับรูปแบบเสียงของ Dolby Audio ว่าจะให้เน้นเสียงโทนใด เช่น สำหรับดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกม หรือเน้นเสียงสนทนา ส่วนด้านล่างก็จะมีตัวปรับไมโครโฟนด้วยเช่นกัน

vt9

ในหัวข้อ Display & Camera จะมีตัวปรับค่าเกี่ยวกับจอ เช่น โหมดถนอมสายตา เป็นต้น ส่วนที่เกี่ยวกับกล้องก็จะมี Privacy Mode มาให้ปรับ ถ้าเปิดไว้ ซอฟต์แวร์ก็จะตัดการส่งภาพจากกล้องออก เพื่อป้องกันการบันทึกและส่งภาพออกโดยไม่ตั้งใจได้ ซึ่งจะทำงานแยกกันกับ Privacy Shutter ที่เป็นแผ่นปิดหน้าเลนส์กล้องนะครับ

นอกจากนี้ยังสามารถปรับความสว่างและคอนทราสต์ของกล้องหน้าได้ด้วย

vt10

ด้านของหัวข้อ Input & Accessories จะมีเพียงแค่การปรับหน้าที่ของปุ่มแถวบน ว่าจะให้เป็นแถบปุ่มฟังก์ชัน หรือเป็นปุ่มตั้งค่าต่าง ๆ

vt3

ถัดมาก็จะเป็นการทำงานในกลุ่ม Security ที่ว่าด้วยระบบความปลอดภัยของเครื่อง ซึ่ง Lenovo Vantage จะทำงานร่วมกับ Mcafee อีกทีนึงนะครับ โดยสามารถกดซื้อ license เพิ่มได้จากในหน้านี้เลย

vt11

vt11 2

Smart Performance เป็นบริการ/ฟังก์ชันเสริมที่เพิ่มเข้ามาใน Lenovo Vantage อีกที สำหรับฟังก์ชันที่เปิดให้ใช้งานได้ฟรี ก็คือการสแกนเพื่อตรวจสอบประสิทธิภาพของตัวเครื่องว่าอยู่ในระดับที่ใช้งานได้ดีขนาดไหน ส่วนถ้าต้องการเสริมการทำงานขึ้นไปอีก ก็จะมีให้ซื้อสิทธิ์การใช้งานรายปีได้ มีตั้งแต่ 1-4 ปี ยิ่งซื้อนาน ราคาหารเฉลี่ยต่อปีก็ยิ่งถูกลงตามลำดับ

ซึ่งฟังก์ชันเสริมที่มีให้ซื้อสิทธิ์เพิ่มก็จะเป็นพวกการปรับจูนประสิทธิภาพของตัวเครื่อง ตัวเสริมความปลอดภัยให้กับระบบ รวมถึงบริการในการป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในการทำงานด้วย เพื่อให้ผู้ใช้มั่นใจว่าระบบจะสามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพตลอดระยะเวลาที่ใช้งานบริการนี้ รวม ๆ แล้วก็จะมีประโยชน์ทั้งกับผู้ใช้งานทั่วไป ที่ต้องการซื้อเครื่องมาใช้ทำงาน ใช้เรียน โดยอาจจะเป็นผู้ที่ไม่ได้เชี่ยวชาญในด้านการตรวจสอบ และดูแลระบบมากนัก รวมไปถึงการใช้งานในระดับองค์กรขนาดกลาง-เล็กที่ต้องมีการแจกจ่ายโน้ตบุ๊กให้กับพนักงานด้วย

vt12

อีกฟังก์ชันที่น่าสนใจใน Lenovo Vantage ก็คือ Hardware Scan ที่จะช่วยในการสแกนการทำงานเบื้องต้นของฮาร์ดแวร์หลักที่ติดตั้งอยู่ ว่าสามารถทำงานได้ตามปกติหรือไม่ ซึ่งหากพบจุดผิดปกติ ก็จะสามารถนำข้อมูลที่ได้ไปวิเคราะห์ เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาที่เกิดกับตัวเครื่องได้

 

Battery / Heat / Noise

แบตเตอรี่ของ Lenovo IdeaPad Slim 3i นั้น จากที่ผมลองใช้งานด้วยตัวเองกับรูปแบบการทำงานพื้นฐาน เช่น เปิด Google Chrome มีดู Youtube บ้างเป็นระยะ ๆ เปิดความสว่างหน้าจอระดับกลาง ๆ

batt chrome

พบว่าสามารถใช้งานได้อยู่ในช่วง 5-10 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับการใช้งานโปรแกรมในแต่ละช่วง ซึ่งถ้าเป็นการใช้งานอยู่ที่บ้านอยู่แล้วก็แทบไม่มีปัญหาเลย สามารถนั่งเรียนออนไลน์ได้สบาย อาจจะยกเครื่องไปนั่งเรียนในซักจุดหนึ่งของบ้าน พอพักเที่ยงก็เสียบสายชาร์จซักรอบ (โดยเปิด Rapid Charge ที่ Lenovo Vantage ด้วย) ช่วงบ่ายก็ถอดสายแล้วหยิบไปใช้เรียนต่อได้ทันที

temp aftergame

ด้านของความร้อนจากการทำงาน ตัวชิป Intel Pentium Gold 7505 และตัวเครื่องเองนั้นสามารถจัดการได้ค่อนข้างดี ซึ่งผมทดสอบด้วยการเปิดใช้งานในห้องแอร์ อุณหภูมิประมาณ 26 องศา พบว่าตัวชิปมีอุณหภูมิในช่วงการใช้งานปกติอยู่ที่ราว ๆ 40 กลาง ๆ ถึง 50 ต้น ๆ หรือถ้าสแตนด์บายแบบไม่ได้เปิดโปรแกรมอะไรก็จะยิ่งลดลงไปอีก ส่วนในอุณหภูมิห้องปกติก็ได้อยู่ในช่วงไล่เลี่ยกัน

ส่วนอุณหภูมิสูงสุด จากที่ผมลองเปิดเกมทั้ง Genshin, Dota 2 และ PUBG ไล่กันมา พบว่าอุณหภูมิสูงสุดจะเป็น 76 องศาเซลเซียสเท่านั้น เสียงพัดลมก็ไม่ดังเท่าไหร่ด้วย ทั้งนี้ก็เนื่องจากตัวชิปเองจะมีการปรับลดการทำงานลง (throttle) เมื่อมีอุณหภูมิสูง ซึ่งก็ตรงกันกับที่ผมลองทดสอบด้วยการรัน FurMark เพื่อเร่งการทำงานของ iGPU ไปพร้อมกับรัน Cinebench โดยเปิด Task Manager เพื่อตรวจสอบ % การทำงานของ CPU ก็พบว่า CPU จะทำงานที่ราว 80% เท่านั้นเมื่อเปิด FurMark พอปิดไป CPU ก็จะเด้งกลับมาประมวลผลให้กับ Cinebench เต็ม 100% ทันที ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติของชิปในกลุ่มที่เน้นการประหยัดพลังงาน และการควบคุมความร้อนครับ

 

Conclusion / Award

Review Lenovo IdeaPad Slim 3i pentium NotebookSPEC 23

Lenovo IdeaPad Slim 3i คือโน้ตบุ๊กที่ส่วนตัวผมว่าทำออกมาตอบโจทย์การเรียนและทำงานอยู่บ้านในช่วงนี้ได้ดีเลยทีเดียว ด้วยปัจจัยหลักในด้านราคาที่ 13,900 เท่านั้น (รุ่น Pentium Gold) แต่ได้ประสิทธิภาพในระดับที่เหลือกินเหลือใช้สำหรับการใช้งานคอมพิวเตอร์พื้นฐาน การเรียนออนไลน์ ไปจนถึงการทำงานเอกสารที่ไม่ได้เน้นความซับซ้อนของสูตรคำนวณมากนัก ส่วนปัจจัยรองก็คือเรื่องของสเปค ที่แม้จะราคาหมื่นต้น ๆ แต่ก็ได้แรม 8 GB ที่สามารถอัพเกรดเพิ่มได้อีก และก็ได้ SSD 256 GB ที่ยังมีช่องให้ใส่ SSD 2.5″ เพิ่มได้อีก 1 ลูกด้วย เรียกว่าซื้อเครื่องนี้ นอกจากจะใช้ WFH ได้แล้ว ยังนำไปใช้งานจริงในภายหลังในระยะยาวได้แบบสบาย ๆ

ส่วนในจุดอื่น ๆ ก็ต้องบอกว่า Lenovo IdeaPad Slim 3i เครื่องนี้ให้มาในระดับมาตรฐานปี 2021 ครับ หน้าจอ 14″ IPS FHD มีช่อง USB-C ให้ แต่ที่เกินคาดมาหน่อยก็คือมันมาพร้อม WiFi 6 (WiFi AX) อีกด้วย ซึ่งถ้า router ที่บ้านเป็น WiFi 6 แล้ว ก็จะยิ่งทำให้สามารถใช้งานโน้ตบุ๊กเครื่องนี้ได้อย่างเต็มศักยภาพขึ้นไปอีกระดับแน่นอน จะใช้เรียนออนไลน์ ดูวิดีโอการสอน หรือจะใช้ประชุมผ่านโปรแกรมต่าง ๆ ก็ไหลลื่น ไม่มีสะดุดแน่นอน

อย่างไรก็ตาม ตัวเครื่องก็จะมีข้อจำกัดเล็ก ๆ น้อย ๆ อยู่บ้างเหมือนกัน เช่น การไม่มีพอร์ต LAN มาให้ คีย์บอร์ดไม่มีไฟ backlit ที่ตอนนี้หลาย ๆ คนน่าจะชินกับการใช้งานกันไปแล้ว และก็เรื่องระยะเวลาการใช้งานแบตเตอรี่ที่ถ้านำมาใช้งานจริงแบบต่อเนื่อง อาจจะได้ราว 5-6 ชั่วโมงเท่านั้น ไม่ถึงระดับ 8 ชั่วโมงตามมาตรฐานของโน้ตบุ๊กยุคใหม่ แต่เอาจริง ๆ มันก็เพียงพออยู่สำหรับการใช้งานที่บ้านหรือที่ทำงานก็ตาม

Review Lenovo IdeaPad Slim 3i pentium NotebookSPEC 19

Award

โดยในครั้งนี้จะเป็นการเปรียบเทียบการให้รางวัลกับเครื่องในกลุ่มของโน๊ตบุ๊คราคาคุ้มค่าด้วยกัน ซึ่ง Lenovo IdeaPad Slim 3i (Pentium) ก็ได้รางวัลต่างๆ ดังนี้

Best Design

สำหรับดีไซน์ภายนอก ต้องบอกว่า Lenovo IdeaPad Slim 3i เครื่องนี้ก็ดูเหมือนโน้ตบุ๊กทั่ว ๆ ไป แต่สาเหตุที่ผมให้รางวัล Best Design ด้วยก็คือเรื่องของการออกแบบภายใน ที่แม้จะเป็นโน้ตบุ๊กกลุ่มราคาไม่แพง แต่ยังมีช่องสำหรับติดตั้ง HDD/SSD 2.5″ เพิ่มได้ 1 ลูก รวมถึงยังสามารถอัพเกรดแรมโดยเปลี่ยนกับแรมแถวเดิมได้ด้วย ซึ่งต้องยอมรับว่าหาได้ยากแล้วเหมือนกันในสมัยนี้ กับการมีตัวเลือกในการอัพเกรดเครื่อง ในกลุ่มโน้ตบุ๊กราคาไม่แพง

NBS award 7 Design

Best Value

ขาดไม่ได้เลยสำหรับรางวัล Best Value สำหรับ Lenovo IdeaPad Slim 3i เครื่องนี้ กับราคาเริ่มที่ 13,900 บาท แต่ได้โน้ตบุ๊กจอ 14″ IPS FHD มาพร้อม Windows 10 Home แท้ฟรี งานประกอบตัวเครื่องก็จัดว่าอยู่ในระดับมาตรฐาน ระบบระบายความร้อนที่ดี ใช้งานหนัก ๆ ก็ไม่ร้อนจนเกินไป ทั้งยังได้แรม 8 GB มาเลย ส่วนพลังของ Intel Pentium Gold 7505 ก็ตอบโจทย์การใช้งานทั่วไปได้เป็นอย่างดี ทำให้สามารถแกะกล่องขึ้นมาใช้งานได้ทันทีแบบแทบไม่ต้องทำอะไรเพิ่มแล้ว

 

award new value

from:https://notebookspec.com/web/590834-review-lenovo-ideapad-slim-3i

รีวิว Acer Swift X สเปก Ryzen 5 5500U + GTX 1650 จอ 14″ เบา 1.39โล ได้ RAM 8GB + SSD 512GB + Office แท้ ประกัน 3 ปี On-site ราคา 27,990 บาท

Acer Swift X จัดว่าเป็น AMD Notebook รุ่นใหม่ช่วงปี 2021 สเปก Ryzen 5000U + GeForce GTX โดยเป็นการเพิ่มเข้ามาเป็นซีรีส์ใหม่ ซึ่งสเปกตอนนี้มีรุ่นเดียวคือ Ryzen 5 5500U สถาปัตยกรรม Zen 2 เทคโนโลยีการผลิตที่ 7nm ใช้การ์ดจอแยกระดับ Gaming อย่าง GTX 1650 รองรับการทำงานหนักๆ แบบมืออาชีพได้สบายๆ รวมไปถึงในการเล่นเกมที่ลื่นไหลกว่า Swift รุ่นอื่นๆ ทั้งหมด

Acer Swift X

Acer Swift X มาพร้อมหน้าจอ 14″  หน้าจอความละเอียด FullHD พาเนล IPS โดยมีน้ำหนักเพียง 1.39 กิโลกรัม ส่วนสเปกอื่นๆ ก็ครบครันทั้งแรมขนาด 8GB LPDDR4X Bus 4266MHz และ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB รองรับการทำงานที่เต็มที่หลากหลาย แบตเตอรี่ยาวนานพกพาสะดวก ไม่ว่าจะเป็นงานเอกสาร ความบันเทิง หรืองานประมวลผลหนักๆ ก็พอได้เลย เหมาะกับคนทำงาน นักเรียน นักศึกษา ที่ต้องการโน๊ตบุ๊คที่บางเบาแต่ได้ประสิทธิภาพที่สูง 

เรียกได้ว่า Acer เสนอ Acer Swift X ซึ่งเป็นโน๊ตบุ๊คบางเบารูปแบบใหม่มาสู่ท้องตลาด ไม่ใช่แค่บางเบาแบบสุดๆ แต่ยังได้ยกระดับการใช้งานได้สเปกที่แรงลื่นขึ้นจากการที่ฮาร์ดแวร์ภายในใกล้เคียง Gaming Notebook ยิ้งขึ้นไปอีก ใช้ชิปประมวลผล AMD Ryzen 5 5500U ทำงานแบบ 6 คอร์ 12 เธร์ด ที่ความเร็ว 2.10 – 4.00 GHz โดดเด่นด้วยการ์ดจอแยกอย่าง GTX 1650 (4GB GDDR6) สนนราคา 27,990 บาท ที่ ส่วนรุ่น Ryzen 7 5700U น่าจะตามมาภายหลังอีกที

VDO Review 

NBS Verdict

สรุป Acer Swift X กับการเป็นโน๊ตบุ๊ครุ่นล่าสุดของช่วงกลางปี 2021 ประจำซีรีส์ Acer Swift รุ่นล่าสุด ทั้งเรื่อง สเปก ดีไซน์การออกแบบ พร้อมฟีเจอร์ต่างๆ นั้น เป็นการต่อยอดจากรุ่น Acer Swift 3x สเปก Core i Gen 11 ซึ่ง Acer ทำการบ้านมาเป็นอย่างดีกับโน๊ตบุ๊คบางเบาราคาคุ้มค่า ที่ราคาไม่แพง มีความน่าใช้งาน ด้วยหน้าจอ 14″ IPS Full HD เกรดสูง sRGB 90% โดยเบาเพียง 1.39 กิโลกรัมเท่านั้นเอง 

ได้สเปกแรงๆ อย่าง AMD Ryzen 5 5500U + NVIDIA GeForce GTX 1650 + RAM 8GB + SSD 512GB สเปกระดับ Gaming อีกทั้งได้มาตรฐานการเชื่อมต่อที่ดีที่สุดอย่าง Wi-Fi 6 AX พร้อมแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้ยาวนานเกือบๆ 13 ชั่วโมง การรับประกันเป็น 3 ปี On-site Service ซ่อมฟรีถึงบ้านตามมาตรฐานของ Acer และมีบริการซ่อมด่วนใน 3 ชั่วโมงด้วย 

Acer Swift X

ที่สำคัญยังได้โปรแกรม Office Home & Student 2019 (มูลค่า 4,299 บาท) ด้วย ซึ่งแม้ประสิทธิภาพก็คงจะสู้โน๊ตบุ๊คที่เน้นความคุ้มค่าต่อประสิทธิภาพอย่าง Acer Nitro 5 ไม่ได้ในราคาที่ใกล้เคียงกัน แต่ก็จัดว่าทำงานหนักๆ หรือเล่นเกมได้ดีกว่ารุ่นก่อนๆ ทั้งหมด และที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือ หน้าจอได้รับการอัพเกรดเป็นรุ่นที่สูงขึ้นในระดับเดียว Acer Swift 5 รุ่นพี่ ได้ค่าขอบเขตสีระดับ sRGB 90% นั่นเอง

นอกจากนี้ยังได้ระบบความปลอดภัยสแกนในหน้าเพื่อ Login ผ่านทาง Windows Hello ระบบปฏิบัติการ Windows 10 ส่งผลให้เป็นโน๊ตบุ๊คหน้าจอ 14″ สายทำงานตัวจริงพร้อมความบันเทิงแบบจัดเต็มอีกหนึ่งรุ่น ที่น่าซื้อมาใช้งานอย่างแท้จริง พร้อมกันนั้นยังมีฟีเจอร์ Cooling Mode ช่วยในการเล่นเกมหรือทำงาน ซึ่งควบคุมโหมดการใช้งานง่ายๆ ด้วยการแตะปุ่มลัด “Fn + F” เพื่อเปลี่ยนโหมด อาทิ Silent mode / Normal mode / Performance mode

Acer Swift X

ส่วนข้อสังเกตที่ต้องพูดถึงเลยก็คือน้ำหนักตัวเครื่องที่มากกว่า Swift ทุกๆ รุ่น เมื่อเทียบกับสเปกความแรงที่ได้มาก็อยู่ในเกณฑ์ที่รับได้ แม้จะใช้พัดลมระบายความร้อนเพียงตัวเดียวก็ตาม และไม่มีซอฟต์แวร์ที่ไม่มีให้ปรับแต่งเหมือน NitroSense ที่ใช้ในซีรีส์ Gaming อย่าง Nitro แต่ยังไงก็ตามความร้อนที่เกิดขึ้นก็ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดีเยี่ยมมากๆ อยู่ และไม่มีผลต่อการใช้งานอะไร ปิดท้ายคือแรมเป็น 8GB ออนบอร์ด ไม่สามารถอัพเกรดได้ 

จุดเด่น Acer Swift X

  • เป็นโน๊ตบุ๊คหน้าจอ 14″ ที่บางเบา มีสีสันที่สวยงามไม่ซ้ำใคร พร้อมมีระบบช่วยเอียงเครื่อง
  • มีดีไซน์ที่สวยงามเป็นเอกลักษณ์ตามสไตล์ Swift Series มีความหรูหรา คุ้มค่าเกินราคา
  • วัสดุทำจากอลูมิเนียมเกรดดีตลอดทั้งตัวเครื่องที่มีความแข็งแรง งานประกอบดูแน่นหนา
  • สเปกโดยรวมให้ประสิทธิภาพการทำงานที่ลื่นไหลรวดเร็ว ด้วย Ryzen 5000U + GTX 1650
  • หน้าจอ 14″ ความละเอียด Full HD พาเนล IPS เกรดสูง สีสันสวยงามเนียนตา ดีกว่ารุ่นเดิม
  • ติดตั้งการเชื่อมต่อไร้สาย Wi-Fi 6 AX ใหม่สุดๆ พร้อมรองรับ MIMO
  • มีพอร์ต USB 3.2 Type-C แบบ Full Function อาทิ ชาร์จไฟ PD / ต่อจอแยก / โอนข้อมมูล
  • แม้ทำงานหนัก แต่ตัวเครื่องก็ระบายความร้อนได้เป็นอย่างดี เมื่อเทียบกับสเปกที่ได้
  • มีสแกนลายนิ้วมือ Fingerprint ใช้งานร่วมกับ Windows Hello เพื่อความปลอดภัย
  • รองรับการอัพเกรด SSD M.2 อีก 1 ตัวเพิ่มทันที เพราะตัวเครื่องรองรับ 2 สล็อต
  • มีระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home ติดตั้งมาให้ทันที
  • แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานเกือบๆ 13 ชั่วโมง
  • ฟีเจอร์ Fast Charge ชาร์จเพียง 30 นาที ก็สามารถใช้งานได้ถึง 4 ชั่วโมง
  • ประกัน 3 ปี (On-site ปีแรก) ส่งศูนย์ซ่อมไวใน 3 ชั่วโมง
  • ได้โปรแกรม Office Home & Student 2019 (มูลค่า 4,299 บาท)

ข้อสังเกต Acer Swift X

  • แรมได้ขนาด 8GB แบบออนบอร์ด ไม่สามารถอัพเกรดเพิ่มได้ ได้ถ้าเป็น 16GB เลยน่าจะดีกว่านี้
  • ตัวเครื่องมีความหนาและน้ำหนักที่มากกว่า Swift รุ่นอื่นๆ แต่ก็อยู่ในเกณฑ์ที่รับได้
  • หัวชาร์จอแดปเตอร์ยังไม่ได้เป็นมาตรฐาน USB-C แต่เราสามารถหาซื้อเพิ่มมาใช้งานได้
  • เมื่อใช้งานหนักๆ ความร้อน CPU สูงสุดอยู่ที่ 94 องศาเซลเซียส แต่ไม่มีผลต่อการใช้งาน

Specification

Acer Swift X มีเพียงสเปกเดียว เป็นชิปประมวลผล AMD Ryzen 5 5500U สถาปัตยกรรม Zen 2 มาพร้อมกับเทคโนโลยีการผลิตที่ 7 nm ที่แรงขึ้นและร้อนน้อยกว่าเดิม เพิ่มเติมด้วยแบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนาน การ์ดจอเป็นออนชิป Radeon 7 พร้อมได้การ์ดจอแยก NVIDIA GeForce GTX 1650 (4GB GDDR6) เน้นความแรงและคุ้มค่าเป็นหลัก สนับสนุนการเล่นเกมได้ลื่นไหลสนับสนุนการเล่นเกมได้ลื่นไหล แน่นอนว่ารองรับทุกๆ การทำงานได้ดีขึ้น ทั้งดูหนังฟังเพลง ก็ทำได้ดีขึ้น 

Acer Swift X

ได้หน่วยความจำแรมขนาด 8GB LPDDR4x แบบออนบอร์ด และที่เก็บข้อมูล SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB (รองรับการอัพเกรดอีก 1 ตัวทันที) หน้าจอเป็นพาเนล IPS เกรดสูง ขนาด 14″ ความละเอียด Full HD แบบจอด้านลดแสงสะท้อน พร้อมได้มุมมองที่กว้างและสีสันสดใสพร้อม Windows 10 Home แท้ ที่สำคัญคือได้โปรแกรม Office Home & Student 2019 (มูลค่า 4,299 บาท) ทำให้ได่ Word / Excel / Power Point ไปใช้งานฟรีๆ ติดเครื่องไปใช้งานยาวๆ ได้เลย

ส่วนเรื่องของพอร์ตเชื่อมต่อนั้นก็ยังมีพอร์ตมาตรฐานซึ่งมาให้ค่อนข้างครบ ซึ่งได้เป็น USB 3.2 Type-C ที่โอนถ่ายข้อมูลได้ และรองรับ  DisplayPort พร้อมชาร์จไฟผ่านทางมาตรฐาน Power Delivery, USB 3.2 Type-A, HDMI สำหรับเชื่อมต่อจอภายนอก ที่สำคัญยังมาพร้อม Dual-Band Wi-Fi 6 AX ที่แรงขึ้น 3 เท่า และการเชื่อมต่อไร้สาย Bluetooth 5.0 ใหม่ล่าสุด ได้ประกันเป็น 3 ปี On-site Service ซ่อมฟรีถึงบ้าน หรือส่งศูนย์ซ่อมเอง ก็จะได้บริการซ่อมด่วนใน 3 ชั่วโมงด้วย 

Acer Swift X SFX14-41G-R3AD ราคา 27,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : AMD Ryzen 5 5500U (6C/12T : 2.10 – 4.00 GHz)
  • GPU : NVIDIA GeForce GTX 1650 (4GB GDDR6)
  • RAM : 8GB LPDDR4X 4266 MHz
  • DISPLAY: 14″ IPS Full HD 60Hz
  • STORAGE : SSD PCIe Gen3 NVMe 512GB
  • OS : Windows 10 Home
  • Software : Office Home & Student 2019
  • Warranty : 3 Years On-site Service

Hardware / Design

Acer Swift X เครื่องนี้ใช้วัสดุประกอบหลักเป็นอลูมิเนียมอัลลอยด์คุณภาพดีให้สัมผัสใกล้เคียงกับ Acer Swift 3 รุ่นก่อนหน้า โดยสีสันเป็น Safari Gold แนวผสมทูโทนทั้งสีทองและเงิน ที่เหมาะกับทั้งหนุ่มๆ ลุคเท่ๆ เน้นเรียบง่าย หรือสาวๆ ที่ดูสดใสลงตัว  ซึ่งทั้งตัวเครื่องให้ความบางเบาแต่แข็งแรง เรียกได้ว่าได้รับการพัฒนาต่อยอดจากโน๊ตบุ๊คบางเบาของทาง Acer ได้เป็นอย่างดีที่มาพร้อมราคาที่คุ้มค่ากว่ารุ่นเดิม แต่ก็ต้องยอมรับว่าเทียบแล้วก็มีน้ำหนักที่มากกว่าด้วย 

Acer Swift X R5 GTX1650 Review 26

ดีไซน์โดยรวม Acer Swift X ดูแล้วมีความเรียบหรูกว่าราคาไปมาก โดยตัวเครื่องมาพร้อมกับบาง และมีน้ำหนักเพียง 1.39 กิโลกรัมเท่านั้น ถือได้ว่าเป็นโน๊ตบุ๊คหน้าจอขนาด 14″ แต่ตัวเครื่องเทียบเท่ากับหน้าจอ 13.3″ อย่างรุ่นก่อนๆ ที่บางเบาที่สุดรุ่นหนึ่ง พกพาไปไหนมาไหนได้สะดวกขึ้นแบบรู้สึกได้ จนรุ่นเก่าต้องอิจฉาเลยทีเดียว กับแบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนาน พร้อมยังสามารถชาร์จได้รวดเร็วด้วยการชาร์จเพียง 30 นาที ก็สามารถใช้งานได้ถึง 4 ชั่วโมง

Acer Swift X R5 GTX1650 Review 3 1

ฝาหลัง Acer Swift X เป็นวัสดุอลูมิเนียมอัลลอยด์สีทองอ่อนๆ ให้ผิวสัมผัสที่ดีมีความพรีเมียมกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไป พร้อมโลโก้ Acer ตามมาตรฐานกลางฝาหลัง ให้สีสันเป็นเงินมันวาว สำหรับขอบตัวเครื่องมีความโค้งมนเพื่อความสวยงาม ส่วนด้านในก็จะเป็นอะลูมิเนียมสีเงินที่ดูหรูหรา โดยตัวคีย์บอร์ดเองก็เป็นเงินลงตัวยิ่งให้ความสวยงามและโดดเด่นตามสไตล์ของ Acer Swift Series ที่มีความแตกต่างจาก Acer Swift 1 / Swift 3 / Swift 5 / Swift 7 รวมถึง Swift 3x ที่เคยมีมา

Acer Swift X R5 GTX1650 Review 25

ขอบตัวเครื่องทั้งหมดจะเป็นดีไซน์แบบโค้งมนเนียนๆ เข้ากับมือเวลาหยิบจับถือขึ้นมา โดยจากสติ๊กเกอร์ด้านในบริเวณที่วางมือฟีเจอร์ที่แปะไว้เอาไว้บ่งบอกถึงสเปกชิปประมวลผล AMD Ryzen 5000 และการ์ดจอแยก NVIDIA GeForce GTX รวมถึงฟีเจอร์ต่างๆ โดยตัวบานพันด้านหลังเป็นแบบแถวยาวแถวเดียวพร้อมยางรองพิเศษที่จะดันตัวเครื่องให้เอียงเมื่อเราทำงานเปิดใช้งาน เพื่อให้รับกับการพิมพ์ของเรา ซึ่งส่วนนี้ยังมีดีไซน์สีสันเป็นสีทองดูเป็นเนื้อเดียวกับฝาหลังอีกด้วย 

Acer Swift X R5 GTX1650 Review 31

สรุปสำหรับตัวเครื่องและดีไซน์การออกแบบของ Acer Swift X ปี 2021 สเปก Ryzen 5000 + GTX 1650 นั้น เป็นการต่อยอดจาก Swift รุ่นก่อนหน้านั้นทั้งหมดที่ดูแล้วลงตัว เพราะดูแล้ว Acer ทำการบ้านมาเป็นอย่างดีกับโน๊ตบุ๊คบางเบาราคาคุ้มค่าแต่ได้ความแรง ในราคาไม่แพง ซึ่งรุ่นสเปกที่เรานำมารีวิวอยู่ที่ 27,990 บาทเท่านั้น ที่ให้ภาพลักษณ์โดยรวมนั้นทำได้เป็นอย่างดีน่าประทับใจ ที่สำคัญคือเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนๆ ต่อฟีเจอร์และสเปกที่ได้ จัดได้ว่ามีราคาที่จับต้องได้ง่ายอีกด้วย

Acer Swift X R5 GTX1650 Review 8
Acer Swift X R5 GTX1650 Review 10
Acer Swift X R5 GTX1650 Review 48
Acer Swift X R5 GTX1650 Review 34
Acer Swift X R5 GTX1650 Review 37
Acer Swift X R5 GTX1650 Review 38
Acer Swift X R5 GTX1650 Review 64
Acer Swift X R5 GTX1650 Review 62
Acer Swift X R5 GTX1650 Review 63

 

Keyboard / Touchpad

คีย์บอร์ดที่ติดตั้งมาใน Acer Swift X เป็นแบบ Chiclet Keyboard ซึ่งระยะเว้นระหว่างปุ่มพิมพ์ทำออกมาได้พอดีไม่ชิดกันมากเกินไปและระยะยุบตัวของปุ่มพิมพ์นั้นค่อนข้างสั้น แต่ใช้งานจริงก็พอได้อยู่ไม่ได้ลำบากในการใช้งานนัก ผิวสัมผัสของปุ่มแต่ละปุ่มนั้นให้ความรู้สึกที่ติดนิ้ว

ส่งผลให้พิมพ์ได้อย่างสะดวกไม่แพ้คีย์บอร์ดของโน๊ตบุ๊ครุ่นอื่นๆ เลย พร้อมมีไฟคีย์บอร์ดสีขาวส่องสว่างปรับระดับได้ ส่วนปุ่มเปิดเครื่องจะไปอยู่ที่มุมขวาบน สีกลืนไปกับเครื่อง ซึ่งแม้ว่าเราจะไปเผลอกดระหว่างการใช้งานก็ไม่ได้ทำให้เครื่องปิดแต่อย่างใด (ต้องกดค้างซัก 3 วินาทีถึงจะมีเมนูของ Acer ขึ้นมา)

Acer Swift X R5 GTX1650 Review 4

ทัชแพดถูกออกแบบมาให้มีขนาดที่ใหญ่กำลังดี โดยจะซ่อนปุ่มคลิกซ้ายและคลิกขวาเอาไว้ทำให้ดูเรียบง่ายหรูหรา จากการทดสอบแล้วทัดแพชนี้รองรับ Gesture Control ผ่านทาง Windows 10 ได้ดีและมีการตอบสนองที่รวดเร็ว นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์สแกนลายนิ้วมือ Fingerprint ที่ใช้งานได้ง่าย ซึ่งถือว่าเป็นอะไรที่ใช้งานได้สะดวกและปลอดภัยกว่าการกรอกรหัสเข้าใช้งานเครื่องทุกครั้ง

Acer Swift X R5 GTX1650 Review 5
Acer Swift X R5 GTX1650 Review 6
Acer Swift X R5 GTX1650 Review 7

Screen / Speaker

Acer Swift X ได้ติดตั้งหน้าจอขนาด 14″ ขอบจอบาง โดยมีพื้นที่ 84% เป็นหน้าจอแสดงผล ได้พาเนล IPS เกรดสูง ซึ่งดีขึ้นกว่า Acer Notebook หลายๆ รุ่น ที่รองรับความละเอียด Full HD หรือ 1920 x 1080 พิกเซล ที่เหมาะกับการทำงานหรือความบันเทิงแบบสุดๆ ด้วยสีสันที่สมจริงเรียบเนียมและมุมมองที่กว้างกว่า แน่นอนว่าขอบด้านบนยังติดตั้งกล้องเว็บแคมพร้อมไมโครโฟนแบบคู่ให้ใช้งาน VDO Call อยู่

Acer Swift X R5 GTX1650 Review 15

อีกทั้งยังมี Acer Color Intelligence เทคโนโลยีนี้จะปรับแกมม่าและความอิ่มตัวสีแบบเรียลไทม์ ช่วยปรับสี ความสว่าง และความอิ่มตัวสี แน่นอนว่าให้ประสบการณ์ใช้งานในการแสดงผลที่เยี่ยมยอด โดยมี BluelightShield ลดแสงสีฟ้า รองรับกับงานทั่วไปเป็นอย่างดีและพอเพียงกับการใช้งานทั่วไป อย่างเล่นอินเตอร์เน็ต พิมพ์งาน

Acer Swift X R5 GTX1650 Review 17
Acer Swift X R5 GTX1650 Review 16
Acer Swift X R5 GTX1650 Review 2

การทดสอบประสิทธิภาพหน้าจอที่เป็นโน๊ตบุ๊คที่ใช้หน้าจอพาเนล IPS ทางทีมงานเลยถือโอกาสทดสอบหน้าจอแบบละเอียดๆ ด้วยเครื่องมือที่เป็นทั้งซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์อย่าง Spyder5Elite โดยให้ขอบเขตความกว้างของสีสันเทียบเท่ากับมาตรฐาน sRGB ที่ 90% และ AdobeRGB ที่ 68% เรียกได้ว่าให้ประสิทธิภาพเรื่องของสีสันอยู่ในระดับมาตรฐานที่ดีกว่า Acer Swift 3 แน่นอน

เหมาะกับผู้ที่ใช้งานด้านตกแต่งภาพ หรือทำ Art Work ที่ต้องการความเที่ยงตรงของสีเป็นหลัก แต่ถ้าเป็นงานที่ไม่จริงจังมากก็พอได้อยู่ ความสว่างหน้าจอสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 250 cd/m2 ซึ่งจัดได้อยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างดีเลยทีเดียว เอาไปทำงานข้างนอกสบายๆ

s1 3
s2 3
s3 3

ต่อกันที่วัดความสว่างของหน้าจอตามตำแหน่งต่างๆ โดยแบ่งเป็น 9 ช่องที่จะเห็นได้ว่าช่องกลางแถมบนมีค่า 0% ก็คือแสดงความสว่างได้เต็มที่ แต่สำหรับช่องหลายๆ ช่องที่ลดลงไปที่ระดับ 5% อีกทั้งมีค่าความคลาดสี Delta-E ที่เฉลี่ยแล้วต่ำกว่า 2 ปิดท้ายด้วยคะแนนรวม 4.0 คะแนนถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีกว่า มาตราฐานทั่วไป เหมาะสำหรับคนเอามาดูหนังฟังเพลง เล่นเกม หรือทำงานกราฟิกก็พอได้เลย

s4 1

ในส่วนของลำโพงที่ติดตั้งมาเป็นแบบสเตอริโอแบบ 2 x 2W มาพร้อมระบบเสียง DTS + Acer TrueHarmony โดยเป็นลำโพงขนาดเล็กอยู่ทางด้านล่างฝั่งผู้ใช้มุมซ้ายและขวาของตัวเครื่องอัดลงพื้นให้สะท้อนขึ้น จากการทดสอบลำโพงพบว่าเสียงที่ออกมาค่อนข้างดีน่าประทับใจ แยกรายละเอียดได้ในระดับหนึ่ง ถือได้ว่ามีเสียงที่ดังชัดเจน โดยเน้นไปโทนกลางเป็นหลักตามสไลต์ลำโพงจากโน๊ตบุ๊คทั่วไป นอกจากนี้ยังมีเสียงที่ค่อนข้างดังกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไปอีกด้วย

Acer Swift X R5 GTX1650 Review 45
Acer Swift X R5 GTX1650 Review 9
Acer Swift X R5 GTX1650 Review 46

Connector / Thin And Weight

พอร์ตการเชื่อมต่อตัวเครื่องจัดว่าเป็นโน๊ตบุ๊คที่มีความครบครันพอตัว แม้ว่าจะเป็นเครื่องที่มีการออกแบบมาให้เป็นเครื่องที่มีขนาดความบางและน้ำหนักเบา แต่เรื่องพอร์ตการเชื่อมต่อต่างๆ นั้น ก็มีมาให้มากพอทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น USB 3.2 Type-A จำนวน 2 พอร์ต และ HDMI พร้อมช่องต่อหูฟังขนาดมาตรฐาน ที่สำคัญยังให้พอร์ตอย่าง USB 3.2 Type-C ที่เป็น USB 3.2 โอนถ่ายข้อมูล / DisplayPort ต่อหน้าจอภายนอก / PD รองรับการชาร์จไฟในตัว โดยรวมแล้วต้องบอกว่าเหนือชั้นกว่าโน๊ตบุ๊คในกลุ่มราคาเดียวกันทีเดียว

Acer Swift X R5 GTX1650 Review 35

ขนาดของตัวเครื่องและสายชาร์จ เมื่อเทียบกับขนาดของโน๊ตบุ๊คหน้าจอ 14″ ทั่วไปถือได้ว่ามีมิติที่พอๆ กัน ส่วนน้ำหนักตัวเครื่องเปล่านั้น อยู่ที่ 1.39 กิโลกรัมเท่านั้น (แต่ก็ถือว่าหนักกว่าหลายๆ รุ่นใน Swift Series) และเมื่อรวมกับตัวอแดปเตอร์ไซส์เล็กเข้าไปด้วย รองรับการจ่ายไฟที่ 90Watt  ก็จะมีน้ำหนักอยู่ที่ 1.8 กิโลกรัม จัดว่าพอพกพาได้สะดวกสบายอยู่ อย่างไรก็ตามอแดปเตอร์ยังเป็นหัวแบบกลมปกติ ทั้งๆ ที่ถ้าได้มาตรฐาน USB-C จะดีมากๆ (แต่เราจะหาซื้อมาเพิ่มเพื่อใช้งานก็ได้นะครับ)

Acer Swift X R5 GTX1650 Review 55

Acer Swift X R5 GTX1650 Review 36
Acer Swift X R5 GTX1650 Review 33
Acer Swift X R5 GTX1650 Review 54

Inside / Upgrade

การแกะเครื่องเพื่ออัพเกรด Acer Swift X นั้นสามารถทำได้ง่าย โดยเฉพาะในส่วนของแรมและฮาร์ดดิสก์เพียงแค่ไขน็อตทุกตัวรอบฝาล่างออก (สามารถเจาะทะลุสติ๊กเกอร์ Acer ได้เลย ไม่ต้องกังวลว่าประกันจะหลุด) จากนั้นใช้บัตรแข็งค่อยๆ รูดถอดออกที่ละส่วน จากด้านหลังมาด้านหน้าทีละข้าง งานประกอบการจัดวางตำแหน่งดูแล้วเรียบง่าย โดยอาศัยพัดลม 1 ตัว ดูดลมเย็นจากใต้ตัวเครื่องจากนั้นถ่ายเทความร้อนออกไปให้โดนฮีทไปป์แบบ 2 เส้น พร้อมฟินสีดำทางด้านหลังของตัวเครื่อง ที่ซ่อนช่องระบายความร้อนไว้อย่างเรียบเนียน

Acer Swift X R5 GTX1650 Review 49

ซึ่งหน่วยคสามจำแรมเป็นแบบฝั่งเมนบอร์ดมาเลย โดยติดตั้งขนาด 8GB LPDDR4x Dual Channel (4GB x 2) แบบฝังบอร์ด ส่วน SSD M.2 NVMe PCIe ติดมาแล้วที่ 512GB และข้างๆ มีสล็อตว่างอยู่ โดยมีการติดตั้งเหนือแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ ส่วนอื่นๆ ก็ประกอบฮาร์ดแวร์อื่นๆ ถือว่ามีงานประกอบที่เรียบร้อยเป็นอย่างดี อีกทั้งยังดูแล้วในอนาคตยังทำความสะอาดได้ง่ายด้วย โดยรวมแล้วการแกะตัวเครื่อง Acer Swift X เพื่ออัพเกรด SSD อีก 1 ตัวทันที หรือซ่อมแซมก็สามารถทำได้สะดวกทีเดียว

Acer Swift X R5 GTX1650 Review 50
Acer Swift X R5 GTX1650 Review 52
Acer Swift X R5 GTX1650 Review 51

Performance / Software

Acer Swift X รุ่นที่นำมารีวิวเป็นตัวขายจริง ได้สเปกเป็นชิปประมวลผล AMD Ryzen 5 5500U ที่แรงกว่า AMD Ryzen 4000U และ H รุ่นก่อนหน้าแบบก้าวกระโดด ด้วยสถาปัตยกรรม Zen 2 มาพร้อมกับเทคโนโลยีการผลิตที่ 7 nm ความเร็ว 2.10 –  4.00 GHz แบบ 6 Core/ 12 Thread ร้อนน้อยกว่า ได้ L3 Cache ที่ 8MB มีค่าอัตราการใช้พลังงานสูงสุด (TDP) ที่ 25W

ที่ต้องบอกว่าสร้างมาตรฐานประสิทธิภาพที่มากกว่าชิปประมวลผลรุ่นก่อนๆ แรงเพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไปมากๆ หรือถ้างานที่ต้องประมวลผลจริงจังก็รองรับได้อย่างสบายๆ ส่วนแรมได้ขนาด 8GB แบบออนบอร์ด เป็นมาตรฐาน LPDDR4x Bus 4266MHz ตามเทคโนโลยีของ AMD Ryzen 5000U ที่เหนือชั้นกว่า พร้อมให้ที่เก็บข้อมูล SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB ที่สามารถขับเคลื่อนระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home แบบไร้กังวล

c1 2.   c2 2

กราฟิกการ์ดเป็นแบบออนบอร์ดอย่าง AMD Radeon 7 มีความเร็วในการทำงานที่ 1800MHz มาตรฐานแรม DDR4 ขนาด 512MB ให้พลังในการประมวลผลที่ดีในระดับหนึ่ง อย่างในเรื่องของกราฟิก 2 มิตินั้นก็รองรับได้อย่างสบายๆ หรือถ้าเป็น 3 มิติ ก็ต้องบอกว่ารองรับการทำงานได้ในระดับเบื้องต้นเท่านั้น แต่เอาเข้าจริงๆ ก็สนับสนุนการเล่นเกมได้ในระดับนึงเหมือนกัน ซึ่งโดดเด่นจริงๆ จะเป็นเรื่องของการประหยัดพลังงานเมื่อใช้งานเบาๆ

โดยมีการ์ดจอแยกตัวแรงคุ้มค่าอย่าง NVIDIA GeForce GTX 1650 ได้แรมการ์ดจอจะเป็น 4GB GDDR6 แทนที่รุ่นก่อนที่เป็น 4GB GDDR5 เน้นใช้งานกับโน๊ตบุ๊คที่ใช้งานหลากหลายหรือ Gaming Notebook ราคาคุ้มค่าแต่ก็ยังแรงลื่นพอตัว เพราะเน้นประหยัดพลังงานและปลดปล่อยความร้อนที่น้อยกว่า และแม้ไม่มีฟีเจอร์อย่างที่ใน RTX Series มี แต่ก็ตอบสนองในส่วนของการทำงานที่เกี่ยวข้องกับ 3 มิติ หรือเกมที่กินทรัพยากรได้เป็นอย่างดีทีเดียว

g1 2.   g2 2

สำหรับโปรแกรมทดสอบ CINEBENCH ที่เน้นในเรื่องของพลังชิปประมวลผล AMD Ryzen 5 5500U คะแนนก็อยู่ในระดับสูงสุดๆ ที่น่าประทับใจสมกับเป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด เปรียบเทียบกับชิปประมวลผล AMD Ryzen 4000U ก็ทำได้ดีกว่าแบบชัดเจนทีเดียว รวมไปถึงตัวการ์ดจอเองก็มีประสิทธิภาพสูงเช่นเดิม เรียกได้ว่าตอบโจทย์ในส่วนของงานประมวลผลหนักๆ ได้อย่างสบายๆ รวดเร็วทันใจแบบสุดๆ สมกับเป็นชิปประมวลผลตัวบนในรุ่นใช้งานเต็มกำลัง และการ์ดจอระดับบน ที่เน้นการทำงานเป็นหลัก

cine15 2.   cine20 2

ตัวเก็บข้อมูลของเครื่องที่เลือกใช้ SSD ของแบรนด์ Hynix ก็ทำผลทดสอบเป็นที่น่าพอใจบนขนาดความจุ 512GB แบบ M.2 NVMe PCIe 3 ระดับสูง แน่นอนว่าเร็วกว่า SSD M.2 SATA 3 แบบทั่วไป ยิ่งเมื่อนำไปใช้เทียบกับฮาร์ดดิสก์แบบจานหมุนแล้วละก็จะเห็นถึงประสิทธิภาพทั้งในด้านการทดสอบและในด้านการใช้งานจริงที่แตกต่างกันอย่างเห็นเห็นได้ชัด เรียกได้ว่าเปิดอะไรปุ๊บก็ติดปั๊บ ที่ต้องบอกว่าความเร็วระดับการอ่านที่ราวๆ 3588 MB/s และเขียนที่ 3058 MB/s เป็นระดับความเร็วในการเขียนอ่านทำงานโดยรวมที่น่าประทับใจมากๆ 

ssd 2

การทดสอบประสิทธิภาพกับโปรแกรม PCMark 10 Advance ซึ่งสามารถทำคะแนนการทดสอบรวมได้มากถึง 5,231 คะแนน ถือได้ว่าในส่วนของการใช้งานทั่วไปโดยรวมนั้นสอบผ่านแบบสบายๆ ทั้งในส่วนของการเล่นเว็บไซต์ งานเอกสาร งานตกแต่งรูปภาพ รวมถึงงานตัดต่อวิดีโอ  จากการที่เป็นโน๊ตบุ๊คใช้ชิปประมวลผล AMD Ryzen 5 5500U ที่แม้ไม่ใช่ H Series แต่ก็ยังแรงมากๆ ทำให้มีคะแนนพุ่งกว่าโน๊ตบุ๊คในสเปกใกล้เคียงกันกับ Gaming Notebook หลายๆ รุ่นเมื่อปีก่อนๆ เลยทีเดียว

pc10 2

สำหรับคะแนนและเฟรมเรมในการเล่นเกมจากการทดสอบด้วยโปรแกรม 3D Mark จากทาง Futuremark ที่พัฒนาและคิดค้นจากบริษัท AMD, Intel, Microsoft, NVIDIA ในส่วนของ Time Spy ทำออกมาน่าสนใจมากๆ ด้วยคะแนนรวม 2,987 และประมวลผลคาดการณ์เกม Apex Legends ปรับสุด Full HD ได้ 55+ FPS เน้นเรื่อง DirectX 12 เป็นตัวช่วยขับเคลื่อนเพื่อมาเสริมข้อบกพร่องทางด้านการทำงานต่างๆ ของการ์ดจอเป็นหลัก ซึ่งผลทดสอบนั้นจะดูว่าแต่ละการ์ดจอนั้นสามารถทำงานเข้าขากับ DirectX 12 ได้ดีขนาดไหน

3dmark 2

ทดสอบเกมสเปก Ryzen 5 5500U + GeForce GTX 1650 + RAM 8GB + SSD 512GB ได้คะแนนและเฟรมเรมในการเล่นเกมทำออกมาน่าสนใจมากๆ โดยเฉลี่ยของเฟรมเรท (FPS) จากทั้ง 7 เกมออนไลน์ เกมที่ได้ทดสอบมีค่าเฟรมเรทเฉลี่ยค่อนข้างลื่นไหล น่าประทับใจทีเดียว เมื่อเทียบกับโน๊ตบุ๊คในราคาใกล้ๆ กัน เรียกได้ว่าดีกว่า Gaming Notebook หลายๆ รุ่นที่ใช้เป็น H Series เลยก็ว่าได้ ซึ่งตรงนี้ก็สามารถชี้วัดความสามารถในการเล่นเกมที่กราฟิกละเอียดๆ และภาพสวยๆ ได้ลื่นไหลเป็นอย่างดีเลย 

ทดสอบเกมกินทรัพยากรพอตัวอย่าง RE 3 Remark / GTA V / FarCry 5 / BF V ก็สามารถเล่นได้ดีที่ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล โดยกราฟิกปรับระดับสูงสุดทั้งหมด ตามภาพด้านบน ที่ต้องบอกว่าภาพก็สวยจนน่าประทับใจ เทียบชั้นกับ Gaming Notebook ได้เลย เรียกได้ว่าเหลือๆ กับการตอบสนองความต้องการเล่นเกมได้น่าประทับใจในงบนี้ ซึ่งถ้าอยากให้เฟรมเรทลื่นไหลกว่านี้ก็สามารถเลือกปรับกราฟิกระดับกลางๆ ก็ได้ ทั้งนี้เราเลือก Cooling Mode ได้ ในการปรับ Silent mode / Normal mode / Performance mode ด้วยการกดปุ่ม Fn+F

Acer Swift X R5 GTX1650 Review 12

เกมออนไลน์อย่าง PUBG / Overwatch / DOTA 2 ก็จัดการทดสอบแบบปรับสุดหมดให้ด้วยเช่นกัน โดยทั้งนี้การตั้งค่าความละเอียดของภาพก็อยู่ที่ 1920 x 1080 พิกเซล ซึ่งเป็นความละเอียดที่จะสามารถเล่นให้ลื่นได้ สำหรับรายละเอียดภาพอื่นๆ ก็เรียกได้ว่าเปิดทุกอัน  ผลที่ได้ออกมาก็คือสามารถเรนเดอร์ได้อย่างไหลลื่นในระดับเฟรมเรทที่สูงสุด แม้กระทั่งฉากนัวๆ กันก็สบายๆ ค่าเฟรมเรทอยู่ที่ราวๆ 40 – 60 – 90 ขึ้นไปตลอด ซึ่งสรุปโดยรวมแล้ว ก็ถือว่าเล่นลื่นไหลจริงๆ และเชื่อว่าถ้าได้แรมเป็น 16GB น่าจะดีกว่านี้แน่นอน

game test 1

สำหรับ Acer Notebook รุ่นนี้ไม่ได้มีซอฟต์แวร์ปรับแต่งอย่าง NitroSense ที่จะช่วยใช้ CoolBoots เร่งรอบพัดลมให้สุดๆ แต่ก็ยังมีในส่วนของซอต์ฟแวร์ที่จะเป็นตัวช่วยในการใช้งานของเราอีกด้วยอย่าง Acer Care Center (เปิดเครื่องมาเจอเลย) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสเปกภายใน

หรือเช็คสถานะการทำงานส่วนต่างๆ ของเครื่อง รวมไปถึงยังสามารถ ตรวจเช็คสถานะเครื่องกับข้อมูลแคชต่างๆ ก็ทำการลบทิ้งได้ตรงนี้เลย หรือเช็คอัพเดทซอฟ์ตแวร์และไดร์เวอร์ต่างๆ ของเครื่องก็สามารถทำผ่านตรงนี้ได้เช่นกัน ที่สำคัญถ้าใครต้องการ Backup หรือ Recovery ข้อมูลภายในก็จัดการได้เลย

care

Battery / Heat / Noise

แบตเตอรี่ของ Acer Swift X เป็นแบบฝังไว้ในเครื่องเหมือนกับโน๊ตบุ๊คหลายรุ่น ที่ความจุ 4000 mAh โดยสามารถทำงานต่อเนื่องยาวนานได้ราวๆ 12:58 ชั่วโมงต่อเนื่องในการใช้งานเล่นอินเตอร์เน็ตดู Youtube และคาดว่าจะระยะเวลาการใช้งานแบตเตอรี่จะเปลี่ยนแปลงตามการใช้งานของแต่ละคน โดยอาจจะขึ้นอยู่กับหลายๆ ตัวแปร โดดเด่นด้วยฟีเจอร์ Fast Charge สามารถชาร์จได้รวดเร็วด้วยการชาร์จเพียง 30 นาที ก็สามารถใช้งานได้ถึง 4 ชั่วโมง (จากแบต 0%) 

batt 2

อุณหภูมิปกติของเครื่องจะอยู่ที่ 40 – 50 – 60 องศาเซลเซียส แต่พอรีดประสิทธิภาพเต็มที่จะเห็น CPU จะร้อนที่สุด 94 องศาเซลเซียส ส่วน GPU ร้อนที่สุดอยู่ที่ 86 องศาเซลเซียส เวลาเล่นเกมต่อเนื่องนานๆ รวมไปถึงการประมวลผลหนักๆ เช่นเการเรนเดอร์วีดีโอ นับว่าความร้อนของ Acer Swift X เครื่องนี้ค่อนข้างเย็น ซึ่งใช้งานเอาจริงๆ ก็ไม่ได้กระทบกับการใช้งาน หรือทำให้เครื่องค้างหรือหน่วงแต่อย่างใด เทียบชุดระบายความร้อนแล้ว นับว่าสามารถจัดการระบบระบายความร้อนออกมาอย่างน่าประทับใจ

temp3

Conclusion / Award

Acer Swift X ก็ถือว่าเป็นโน๊ตบุ๊คสายทำงานพกพา แต่ได้สเปกแรงเล่นเกมได้ลื่นไหล ในราคาไม่แพงที่คุ้มค่ามากๆ ด้วยการติดตั้งชิปประมวลผล AMD Ryzen 5000 สถาปัตยกรรม 7 นาโมตร อย่าง Zen 2 ที่ดีกว่ารุ่นก่อนหน้าไปอีกระดับ พร้อมการ์ดจอแยก NVIDIA GeForce GTX 1650 แรมก็เป็นมาตรฐาน LPDDR4x Bus 4266MHz ขนาด 8GB การเข้าถึงข้อมูลได้ไวด้วยที่เก็บข้อมูลแบบ SSD M.2 NVMe PCIe ความเร็วสูงที่ความจุ 512GB ทำให้ความลื่นไหลทั้งระบบ และสามารถใส่ SSD M.2 ได้อีก 1 ตัวทันทีด้วย

Acer Swift X R5 GTX1650 Review 19

ในเรื่องของฟีเจอร์อื่นๆ ได้ระบบเสียงของ Acer TrueHarmony ที่ปรับแต่งมาดี รวมถึงยังได้ติดตั้งพอร์ตการใช้งานครบครัน ซึ่งก็มีพอร์ต USB 3.2 แบบ Full Function และรองรับการเชื่อมต่อไร้สายมาตรฐาน Wi-Fi 6 AX อยู่ด้วย โดยมีความเบาที่ 1.39 กิโลกรัม แน่นอนว่าตอบโจทย์สำหรับการพกพาในระดับหนึ่ง ซึ่งบอกได้เลยว่ากรณีที่เราจะซื้อโน๊ตบุ๊คบางเบา ที่ได้สเปกแรงลื่นขนาดนี้และได้ฟีเจอร์ครบเครื่องแบบนี้ ราคาต้องหลายหมื่นบาทแน่นอน แต่ Acer Swift X ที่ขายอยู่ในตอนนี้ทำราคาได้ดีมากๆ

Acer Swift X R5 GTX1650 Review 60

Acer Swift X รวมๆ แล้วก็ยังให้ประสบกาณ์ใช้งานก็ยังเยี่ยมยอดเหมาะกับคนทำงานสาย Content Creator หรือคนทำงานพนักงานออฟฟิศหรือนักเรียนนักศึกษาที่ต้องการโน๊ตบุ๊ค ที่เน้นใช้งานทั่วไปลื่นไหลใช้งานยาวๆ ทั้งจากสเปก ประสิทธิภาพ และหน้าจอที่ดีขึ้น เล่นเกมได้ลื่น ที่แม้อาจจะไม่เบาสุดเท่ากับ Swift 3 / Swift 5 ที่เป็นรุ่นพี่กว่า แต่ก็ได้ราคาไม่เกิน 30,000 บาท ถือว่าให้ฟีเจอร์มามากกว่าด้วย และอนาคตอาจจะมีสเปก Ryzen 7 5700 ที่ได้แรม 16GB มาด้วย ในราคา 30,000 บาทต้นๆ ก็เป็นไปได้

Acer Swift X R5 GTX1650 Review 30

Award

โดยในครั้งนี้จะเป็นการเปรียบเทียบการให้รางวัลกับเครื่องในกลุ่มของโน๊ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 14 นิ้วด้วยกัน ซึ่ง Acer Swift X ก็ได้รางวัลต่างๆ ดังนี้

Best Design

นับได้ว่าเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของ Acer Swift รุ่นนี้คือ เรื่องของดีไซน์การออกแบบมที่ไม่เหมือนใคร กับสีสันทูโทน Safari Gold รวมถึงมีเอกลักษณ์โดดเด่นเฉพาะตัว ด้วยการที่ตัวเครื่องมีความบางและน้ำหนักเบาเป็นพิเศษ ที่เชื่อได้เลยว่าทาง Acer ได้ใส่ใจในส่วนของรายละเอียดนี้เป็นอย่างมาก ประกอบกับวัสดุหลักในการผลิตยังใช้เป็นอลูมิเนียมที่ให้ในเรื่องของความแข็งแรงทนทาน และยังบ่องบอกได้ถึงความสวยงามหรูหราอีกด้วย ฉะนั้นในเรื่องของรางวัล Best Design ทำให้ได้ไปอย่างไม่ยากเย็น

NBS award 7 Design  

Best Value

ถึงแม้ Acer Swift รุ่นนี้จะไม่ใช่ Gaming Notebook ที่มีสเปคที่ดีที่สุด แต่ถือว่าเป็นโน๊ตบุ๊คสายทำงานราคา 27,990 บาท ที่คุ้มค่าที่สุดรุ่นหนึ่ง ได้ประกัน 3 ปี On-site Service ที่มาพร้อมสเปกใหม่อย่าง AMD Ryzen 5 5500U การ์ดจอแยก NVIDIA GeForce GTX 1650 ซึ่งแรงสุดๆ รวมถึงมีแรม 8GB และฮาร์ดดิสก์แบบ SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB มีสแกนลายนิ้วมือ ที่สำคัญคือได้โปรแกรม Office Home & Student 2019 มาใช้งานฟรีๆ ด้วย พร้อมดีไซน์แบบฉบับโน๊ตบุ๊คบางเบา เราจึงมอบรางวัล Best Value ไปให้เลย

award new value

Best Performance

Acer Swift รุ่นนี้มีสเปคที่ครบครันและทรงพลังที่สุดรุ่นนึง ทั้งชิบประมวลผลและการ์ดจอแยกแบบ Gaming ที่ทรงพลังมาก พร้อมหน่วยความจำแรมและ SSD ความเร็วสูง รองรับการอัพเกรดได้ ให้การเข้าถึงข้อมูลได้รวดเร็วสูงรองรับการทำงานต่างๆ พร้อมๆ กันได้หลายๆ งาน รวมถึงเล่นเกมได้อย่างลื่นไหล รวมไปถึงหน้าจอ IPS เกรดสูง ที่ความละเอียด Full HD พิกเซล แสดงผลภาพดีมาก ทั้งทำงานหรือเล่นเกมก็สมบูรณ์แบบ รองรับการทำงานต่างๆ พร้อมๆ กันได้ เรียกได้ว่าเป็นโน๊ตบุ๊คหน้าจอ 14″ ที่แรงลื่นที่สุดในรุ่นหนึ่งในราคาไม่แพง

award new performance

from:https://notebookspec.com/web/592603-review-acer-swift-x-ryzen-5500u-gtx1650

รีวิว Mi 11 Ultra กล้องดี สเปกแรง มีจอเล็กให้เซลฟี่ด้านหลัง แต่ตัวเครื่องหนักอึ้ง

หลังจากผู้เขียนรีวิว Xiaomi Mi 11 ที่ไม่ค่อยมีอะไรใหม่ไปเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ล่าสุด Xiaomi ก็ได้ออก Mi 11 Ultra เรือธงรุ่นจัดเต็ม ที่ใส่ฟีเจอร์มาเหมือนพยายามลบคำสบประมาทที่ว่าไม่มีอะไรใหม่ เพราะนอกจากกล้องหลัก 50MP, กล้องซูม periscope 5x, กล้องอัลตร้าไวด์มุมมอง 128 องศา ที่ปัจจุบันครองอันดับ 1 ด้านกล้องถ่ายภาพมือถือบน DxoMark แล้ว ยังใส่หน้าจอเล็กด้านหลังเพิ่มเอาไว้ข้างกล้องอีกด้วย

จอด้านหลังนี้เป็นจอขนาด 1.1 นิ้ว ความละเอียด 126×294 พิกเซล เป็นจอแบบเดียวกับ Mi Smart Band 5 ทำหน้าที่เป็นจอแสดงนาฬิกากับสถานะอื่นๆ ได้ เวลาที่วางเครื่องคว่ำหน้า และยังเป็นจอเสริมสำหรับใช้กล้องหลังถ่ายภาพเซลฟี่ได้

ภายใน Mi Ultra 11 มาพร้อมชิปเรือธง Snapdragon 888 เช่นเดียวกันกับ Mi 11 และให้แบตเตอรี่มาใหญ่ถึง 5,000 mAh แบบจุใจ ส่วนในด้านแรมหน่วยความจำ เครื่องที่ผู้เขียนรีวิวจะเป็นรุ่นแรม 12GB หน่วยความจำภายในประเภท UFS 3.1 ความจุ 256GB และเป็นตัวเครื่องสีดำ

No Description

ปัจจุบัน Mi 11 Ultra วางจำหน่ายในไทยแล้ว เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคมที่ผ่านมา ในราคา 33,990 บาท (Mi 11 ธรรมดา 27,999 บาท) แต่มีจำนวนจำกัดแค่ 100 เครื่องเท่านั้น และยังไม่แน่ว่าจะมีมาเพิ่มในอนาคตหรือไม่

แกะกล่อง

Mi 11 Ultra มาในกล่องสีดำเรียบหรู สวนทางเทรนด์เรือธงด้วยการแถมที่ชาร์จชาร์จเร็ว 67W แบบ GaN มาให้เช่นเคยพร้อมสาย USB-C to USB-C ที่สามารถชาร์จแบตเตอรี่ 5000 mAh ของ Mi 11 Ultra ได้ 89% ภายใน 30 นาที และชาร์จเต็มภายใน 37 นาทีเท่านั้น

No DescriptionNo Description

ตัวเครื่อง และรูปลักษณ์ภายนอก

หน้าจอ OLED ขนาด 6.81 นิ้ว ความละเอียด WQHD+ (1440 x 3200 พิกเซล) อัตรารีเฟรชสูงสุด 120Hz มีระบบ adaptive refresh rate ปรับลดเหลือ 90Hz, 60Hz และ 30Hz ได้ตามคอนเทนต์ สีสันสดใส สว่างเตะตามาก เพราะมีความสว่างสูงสุดที่ 900nits และ 1700nits ในโหมด HDR ที่รองรับทั้ง Dolby Vision และ HDR10+ รวมถึงรองรับการแสกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอแบบออปติคัล และด้านหน้าครอบด้วยกระจก Gorilla Glass Victus

No Description

ขอบจอด้านบนและล่างบางมาก ขอบจอด้านข้างเป็นแบบโค้ง แต่โค้งไม่มากนัก ไม่เป็นอุปสรรคต่อการใช้งาน หรือทำให้เกิดการสัมผัสโดยไม่ตั้งใจ กล้องหน้าเป็นแบบเจาะรู อยู่มุมบนซ้ายของหน้าจอ ไม่ทำให้รู้สึกเกะกะ

สิ่งที่ทำให้ติดขัดในการใช้งานพอสมควรน่าจะเป็นโมดูลกล้องด้านหลังที่ยื่นออกมาจากตัวเครื่องมากพอสมควร และมีขนาดใหญ่มาก รวมถึงมีน้ำหนัก 234 กรัม ซึ่งเมื่อเทียบกับ iPhone 12 Pro น้ำหนัก 190 กรัมที่ผู้เขียนรู้สึกว่าหนักแล้ว ก็ยังหนักมากกว่าถึง 44 กรัมเลยทีเดียว แถมน้ำหนักส่วนมากก็อยู่ที่ครึ่งบนของตัวเครื่อง (น่าจะมาจากโมดูลกล้องและจอด้านหลัง) ทำให้เวลาถือ รู้สึกเกะกะมือ และเหมือนศูนย์ถ่วงเอียงไปด้านบนพอสมควร

No DescriptionNo Description

ด้านซ้ายของตัวเครื่องไม่มีปุ่มใดๆ ด้านขวามีปุ่มเพิ่ม-ลด เสียง และปุ่มพาวเวอร์ ด้านบนล่างเป็นลำโพงที่จูนเสียงโดย harman/kardon ให้เสียงที่ดังสะใจ ไม่แตกแม้เปิดสุด แต่เสียงเบสก็ไม่หนานัก ออกไปทางโทนใสๆ พุ่งๆ มากกว่า แต่ก็ดูวิดีโอที่มีเสียงคนพูดบน Youtube หรือซีรีส์ Netflix ได้สบาย พอร์ตชารร์จ USB-C และช่องใส่ซิมจะอยู่ด้านล่างของตัวเครื่อง น่าเสียดายที่ไม่รองรับ microSD card แต่ความจุเริ่มต้น 256GB ก็น่าจะพอแบบเหลือเฟือ

No DescriptionNo DescriptionNo DescriptionNo Description

ประสิทธิภาพและประสบการณ์การใช้งาน

Mi 11 Ultra มาพร้อม MiUI 12.0.1 รันครอบอยู่บน Android 11 ซึ่ง UI ของ Xiaomi ยุคหลังๆ แทบจะไม่มี bloatware เกะกะติดมาด้วยแล้ว และโฆษณาก็น้อยลงมากจนกลายเป็น UI ของฝั่ง Android ที่สะอาดสะอ้านใช้งานได้อีกเจ้า ภาพด้านล่างเป็นตัวอย่างแอปที่ติดตั้งมาให้ในเครื่องทั้งหมด และข้อมูลตัวเครื่องจากหน้า About กับแอป Geekbench 5

No DescriptionNo Description

การทดสอบบน Geekbench 5 ชิป Snapdragon 888 ทำคะแนนได้ Single Core ได้ 1,125 คะแนน และ Multi Core ได้ 3,623 คะแนน สูงกว่า Mi 11 รุ่นธรรมดาที่ผู้เขียนรีวิวไปพอสมควร ซึ่งได้คะแนน 900 และ 3047 คะแนน พอสมควร อาจเป็นเพราะแรมที่เพิ่มมาเป็น 12GB และปัจจัยอื่นเช่น การระบายความร้อน ความเร็วหน่วยความจำ

No Description

กล้องถ่ายภาพ

กล้องหลังหลักที่มีขนาดใหญ่ เพราะใช้เซ็นเซอร์ภาพ ISOCELL GN2 ของ Samsung ที่มีขนาด 1/1.12 นิ้ว ความละเอียดอยู่ที่ 50MP รูรับแสง f/2.0 กล้องรองสองกล้องเป็นกล้องอัลตร้าไวด์ 48MP f/4.1 และกล้องซูม periscope 48MP f/2.2 ซูมได้ 5x ไฮบริดซูมสูงสุด 120x ส่วนกล้องหน้าเป็นแบบเจาะรู 20 MP, f/2.2 ไม่มีอะไรพิเศษ มีโหมด Beauty ติดมาเช่นเคย

No Description

ตัวอย่างภาพถ่าย

No Descriptionภาพจากกล้องหลัก

No Descriptionภาพจากกล้องหลัง เมื่อเปิด Night Mode

No Descriptionภาพจากกล้องอัลตร้าไวด์

No Descriptionภาพจากเลนส์เทเล ซูม 5x

สำหรับกล้องซูม 5x ภาพยังชัดเจน แต่เมื่อลองนำมาทดสอบซูมแบบไฮบริด 120x ภาพค่อนข้างแตกเป็นวุ้น และถ่ายภาพยากพอสมควร เพราะสั่นนิดเดียวภาพก็หลุดไปจากจุดที่อยากถ่ายแล้ว หลังจากนั้นผู้เขียนจึงลดการซูมลงมาเรื่อยๆ และพบว่าการซูมที่ 50x น่าจะเป็นระดับการซูมสูงสุดที่ภาพยังใช้งานได้จริง นอกจากนี้ในการทดสอบถ่ายภาพ ผู้เขียนพบว่าบริเวณโมดูลกล้องอุ่นขึ้นอย่างรู้สึกได้ การประมวลผลภาพน่าจะใช้ประสิทธิภาพเครื่องหนักพอสมควร

No Descriptionภาพจากกล้องหลัก ก่อนทดสอบการซูมยอดเสาในกรอบสีแดง

No Descriptionซูม 120x

No Descriptionซูม 50x

No Descriptionตัวอย่างภาพจากกล้องหน้า

การใช้งานหน้าจอเล็กด้านหลัง

สำหรับการใช้หน้าจอเล็กด้านหลังเพื่อถ่ายภาพเซลฟี่ Mi 11 Ultra จะไม่ได้ตั้งค่าเปิดการใช้งานฟีเจอร์นี้มาจากโรงงาน ผู้ใช้จะต้องเข้าไปเปิดเองในการตั้งค่าตอนถ่ายภาพ ซึ่งผู้เขียนพบว่าหากพยายามถ่ายเซลฟี่โดยยืดสุดแขน จอพรีวิวนี้จะเลิกเกินกว่าจะมองเห็นไปหน่อย

No DescriptionNo DescriptionNo Description

ส่วนการใช้งานเพื่อบอกสถานะ หรือแสดงภาพอื่นๆ แทนจอ Always On Display สามารถเข้าไปตั้งค่าได้ที่ Rear Display Theme โดยจะสามารถแสดงข้อความ นาฬิกา สถานะแบตเตอรี่ แสดงว่ามี notifications ค้างอยู่หรือไม่ หรือจะใช้รูปตัวเองก็ได้ วิธีเปิดดูคือแตะที่ส่วนจอด้านหลังแบบสองครั้งติดกันแบบดับเบิ้ลแทป

No Description

สรุป

Mi 11 Ultra ยังสมกับชื่อรุ่น Ultra ของ Xiaomi อยู่ ด้วยกล้องที่ใส่มาแบบจัดเต็ม และหน้าจอด้านหลัง ที่ล้ำกว่า Mi 11 ธรรมดา รวมถึงมือถือรุ่นอื่นๆ แต่พอมาจับใช้งานจริงแล้ว ประโยชน์ที่ได้มาเช่นการถ่ายภาพที่ดีขึ้น หรือจอพรีวิวด้านหลัง อาจไม่คุ้มกับโมดูลกล้องที่ใหญ่เทอะทะ และน้ำหนักที่มากขึ้น ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการใช้งานเป็นเวลานาน

Mi 11 Ultra มีวางจำหน่ายแค่ 100 เครื่องเท่านั้น ซึ่งยังไม่แน่ชัดว่าเป็นการลองตลาด เพื่อเตรียมนำมาจำหน่ายเพิ่ม หรือต้องการให้เป็นแบบจำนวนจำกัดจริงๆ แต่ในราคา 33,990 บาท ผู้เขียนมองว่าข้อเสียของตัวเครื่อง อาจจะมีเยอะเกินไปสำหรับผู้ใช้งานทั่วไป แต่จะเหมาะมากกับผู้ที่ต้องการใช้งานเป็นมือถือเครื่องที่สอง สำหรับใช้แทนกล้องถ่ายภาพ หรือผู้ที่ต้องการฟีเจอร์ที่จัดเต็มที่สุดของ Xiaomi เท่านั้น

from:https://www.blognone.com/node/122545

รีวิว MSI Summit E13 Flip EVO สเปก i7-1185G7 ที่สุด 2-in-1 Notebook ระดับโปร แพลตฟอร์ม Intel EVO แรงลื่นล้ำ

MSI Summit E13 Flip EVO เป็นโน๊ตบุ๊ครุ่นใหม่สาย Business ระดับมืออาชีพ หน้าจอ 15.6″ ตัวแรงลื่น โดยมาพร้อมกับประสิทธิภาพและฟีเจอร์ใหม่ๆ อีกมากมาย ใช้เป็นชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 Tiger Lake รุ่นล่าสุดอย่าง Core i7-1185G7 ที่แรงที่สุดในตลาด ผสานการทำงานร่วมกับการ์ดจอตัวแรง NVIDIA GeForce GTX 1650 Ti Max-Q เพื่องาน 3 มิติ

พร้อมสเปกอื่นๆ ก็จัดเต็มทั้งแรมขนาด 16GB และ SSD M.2 NVMe PCIe ที่ความจุ 512GB ส่งให้มีประสิทธิภาพในการทำงานที่ทรงพลังอย่างที่สุด อีกทั้งได้การเชื่อมต่อที่ดีและใหม่ที่สุดอย่าง Thunderbolt 4 และ Wi-Fi 6 AX / Bluetooth 5.1 สนับสนุนทั้งทำงานพื้นฐานหรือจริงจังที่เหนือชั้นกว่าโน๊ตบุ๊คบางเบารุ่นอื่นๆ ในดีไซน์ที่แตกต่างอย่างชัดเจน 

MSI Summit E13 Flip EVO

สำหรับ MSI Summit E13 Flip EVO ได้หน้าจอแสดงผลรองรับการทัชสกรีน มาตรฐานความละเอียด Full HD พร้อมด้วย ความทนทานระดับ Military Grade รวมถึงมีฟังก์ชั่นพิเศษอย่าง TPM 2.0 (Trusted Platform Module) เสริมความปลอดภัยและมีมาตรการป้องกันให้กับข้อมูลสำคัญในธุรกิจ สมกับเป็น Commercial Notebook ได้เติมเต็มประสบการณ์ในด้านการทำงานระบบองค์กร  อีกทั้งได้ฟีเจอร์อื่นๆ ที่ครบครันตามสไตล์ของ MSI ที่จัดเต็ม ไม่เกรงใจใคร ในราคา 59,900 บาท 

VDO Review

NBS Verdict

การมาของ MSI Summit E13 Flip EVO ซึ่งเป็นหนึ่งในที่สุดของ Business Notebook ส่งเสริมบุคลิกในการเป็นผู้นำ รูปแบบการใช้งานเป็น 2-in-1 Notebook ซึ่งมีปากกาสไตลัสในตัว พร้อมประสิทธิภาพสูงจาก MSI มาพร้อมชิปประมวลผลสเปก Intel Core I Gen 11 สถาปัตยกรรม Tiger Lake รุ่นล่าสุด ได้ AI ช่วยทำงานในตัว พร้อมสุดยอดชิปกราฟิกออนชิปอย่าง Intel Iris Xe Graphics ที่บรรจุไปด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ มากมายล้ำหน้า

ซึ่งจัดว่าเป็นการ์ดจอออนชิปสำหรับแสดงผลในตัวหน่วยประมวลผลที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่เคยมีมา อีกทั้งได้ในส่วนของน้ำหนักเบาและดีไซน์ที่บาง แบตเตอรี่ที่ใช้งานได้ยาวนานกว่า 20 ชั่วโมงตามที่ทาง MSI เคลมเอาไว้ พร้อมมาตรฐาน Thunderbolt 4 / USB-C ชาร์จไฟได้สะดวกสบาย ตอบโจทย์ด้านการพกพาที่สะดวกสบายกว่าเดิม โดยต่อยอดมาจาก Modern Series / Prestige Series นั่นเอง

MSI Summit E13 Flip EVO

โน๊ตบุ๊ค MSI Summit Series ที่เป็นกลุ่มสายงานธุรกิจของ MSI ทั้งหมดนั้น ได้รับการออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน เพื่อตอบโจทย์ความคาดหวังอันอยู่ในระดับสูงของกลุ่มผู้ใช้งานทางธุรกิจและระดับองค์กร แน่นอนว่ามาพร้อมกับการขจัดปัญหาต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในระหว่างการใช้งาน มาพร้อมมาตรฐานความทนทานระดับ Military Grade รวมถึงมีฟังก์ชั่นพิเศษอย่าง TPM 2.0 เสริมความปลอดภัยและมีมาตรการป้องกันให้กับข้อมูลสำคัญในธุรกิจ พร้อมระบบสแกนใบหน้าเพื่อการเข้าใช้งานรวดเร็ว

อีกทั้งรุ่นนี้ยังได้เห็นการปรับดีไซน์ของโลโก้ใหม่ที่ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันและเต็มไปด้วยความหมายอันลึกซึ้ง โดยคำนึงถึงหลัก “จำนวน Fibonacci” และยังมีหลัก “สัดส่วนทองคำ” ที่ 16:1.168 เพื่อแสดงถึงวิสัยทัศน์ MSI ในการผลิตสินค้าที่มาพร้อมประสิทธิภาพที่สูงที่สุดในการใช้งาน เหมาะกับคนที่งบถึงเงินถึงและต้องการประสบการณ์ใช้งานที่ดีกว่าโน๊ตบุ๊คสเปกทั่วไป ได้การใช้งานระดับมืออาชีพอย่างที่ MSI ไม่เคยมีมาก่อน

MSI Summit E13 Flip EVO

ข้อดี MSI Summit E13 Flip EVO

  • ดีไซน์การออกแบบสวยงามถูกใจ งานประกอบแน่นวัสดุดี แนวเรียบหรู ดูจริงจัง น่าเชื่อถือ
  • ตัวเครื่องบางเฉียบ เล็กกระชับกว่าเดิม โดยมีน้ำหนักเพียง 1.3 กิโลกรัมเท่านั้น
  • สเปคแรงด้วย Core i7-1185G7 ที่เป็น Core i Gen 11 U Series ที่ยาวนานที่สุด 
  • ได้แรมมาเลยขนาด 16GB พร้อม SSD M.2 NVMe PCIe 512GB ความเร็วสูง
  • หน้าจอแสดงผลขอบจอบางเฉียบขนาด 13.4″ Full HD + แสดงผลได้อย่างสวยงาม
  • พับหน้าจอได้ 360 องศา ใช้งานได้หลากหลายโหมด พร้อมมีปากกาสไตลัสขีดเขียน 4,096 ระดับ
  • ฟีเจอร์พิเศษ Flip-n-Share ช่วยกลับหน้าจอไปฝั่งตรงข้ามได้ ด้วยปุ่ม F12
  • มี Windows 10 Home ใช้งานได้ทันที และซอฟต์แวร์ MSI Center ใช้งานได้ดี
  • แบตเตอรี่ตามที่ MSI เคลมว่าใช้งานได้ยาวนาน 20 ชั่วโมง ถือว่าทำได้ดีมากๆ
  • คีย์บอร์ดใช้งานได้ดีเยี่ยม มีไฟส่องสว่างใช้งานได้จริง ดูแล้วสวยงามลงตัว
  • ทั้งการแสกนนิ้ว Fingerprint  และสแกนหน้าด้วย IR Camera เพื่อความสะดวกและปลอดภัย
  • ติดตั้งสวิตช์สำหรับล็อค Webcam เพื่อการใช้งานที่ง่ายอย่างที่สุดในการใช้งาน VDO Call 
  • MSI Noise Reduction Cam เพิ่มความคมชัดในขณะเปิดกล้องเว็บแคมเพื่อทำ VDO Call
  • มีฟังก์ชั่นพิเศษอย่าง TPM 2.0 เสริมความปลอดภัยและมีมาตรการป้องกันให้กับข้อมูลสำคัญ
  • ตัวเครื่องทนทานระดับ MIL-STD 810G ทำให้มั่นใจได้เลยว่าตัวเครื่องจะมีความแข็งแรง
  • ให้พอร์ต Thunderbolt 4 มา 2 พอร์ต รองรับการชาร์จไฟ ต่อหน้าจอ 4K / 8K หรือโอนถ่ายข้อมูล
  • อแดปเตอร์มีขนาดที่เล็กและเบา พอร์ตเป็น USB-C PD ชาร์จมือถือก็ได้

ข้อสังเกต MSI Summit E13 Flip EVO

  • เครื่องเดโมที่นำมาทดสอบแบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานเพียง 6:30 นาที
  • ความร้อนของชิปประมวผลค่อนข้างสูงเวลาทำงานหนักๆ มีผลต่อการใช้งานเล็กน้อย

Specification

MSI Summit E13 Flip EVO แบ่งออกเป็น 2 สเปก เป็นโน๊ตบุ๊คที่มีความโดดเด่นในสายการทำงาน มาพร้อมกับชิปประมวลผล Intel Core i5-1135G7 / Core i7-1185G7 รสถาปัตยกรรม Tiger Lake ที่ 10 นาโนเมตร SuperFin ทำงานแบบ 4 คอร์ 8 เธร์ด พร้อมมี AI ในตัว ช่วยประมวลผลการทำงานบางโปรแกรม ให้ความแรงที่ทรงพลังเทียบเท่า Core i Gen 10H ได้การ์ดจอรุ่แรม 16GB / 32GB LPDDR4X Bus 4266MHz พร้อม SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB / 1TB 

MSI Summit E13 Flip EVO

สเปกหน้าจอขนาด 13.4″ สัดส่วน 16:10 ความละเอียด 1920 x 1200 พิกเซล Full HD + พื้นผิวเป็นประจก รองรับการทัชสกรีน 10 จุดพร้อมๆ กัน ซึ่งให้ประสบการณ์การใช้งานที่ประทับใจ โดยการใช้หน้า Desktop ปกติที่ตัวหนังสือหรือปุ่มต่างๆ มีความเรียบเนียนตาทำให้ใช้งานได้สะดวก  รองรับใช้การดูภาพ ดูวิดีโอ และเล่นเกมก็ทำได้อย่างเป็นอย่างดี ส่วนบานพับเป็น 2 แกน ก็แข็งแรงกว่ารุ่นก่อนๆ พร้อมกางได้ถึง 360 องศา ทำให้นำเสนองานได้อย่างเต็มที่และง่ายขึ้นกว่าเดิม

สเปกตอบโจทย์การใช้งานแบบสุดๆ แทบไม่ต้องอัพเกรดอะไรเลย ที่สำคัญยังเป็นมาตรฐานการเชื่อมต่อไร้สายก็ครบครันด้วย Wi-Fi 6E AX (ดีกว่า Wi-Fi 6 ปกติ ในเรื่องของความสเถียร) และ Bluetooth 5.1 ส่วนพอร์ตการเชื่อมต่อก็มีทุกรูปแบบรวมไปถึงได้ Thunderbolt 4 จำนวน 2 พอร์ต เป็นมาตรฐานอีกด้วย พร้อมซอฟต์แวร์ MSI Center ช่วยปรับแต่งการทำงาน ได้การรับประกัน 2 ปี ตามมาตรฐานของ MSI (ในชุดบันเดิลให้กระเป๋า MSI อย่างดี และ MSI Pen มาให้ด้วย)

MSI Summit E13 Flip Evo A11MT-057TH ราคา 46,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i5-1135G7 (4C/8T : 2.40 – 4.20GHz)
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics
  • RAM : 16GB LPDDR4x Bus 4266 MHz 
  • DISPLAY: 13.4″ IPS Full HD+ Touch Screen
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 512GB
  • OS : Windows 10 Home (64 Bit)
  • Warranty : 2 Years

Hardware / Design

สำหรับ MSI Summit E13 Flip EVO ถือว่าเป็น 2-in-1 Notebook ประสิทธิภาพสูงเน้นภาพลักษณ์ให้ความรู้สึกแบบคนทำงานตัวจริง แต่บางเบาพกพาสะดวก ด้วยขนาดหน้าจอ 13.4″ รุ่นล่าสุดอีกรุ่นหนึ่งที่ครบเครื่อง ขอบจอบางเฉียบ ถูกพัฒนาแยกออกมาจากสาย Content Creator อย่างซีรีส์ Modern / Prestige / Creator แต่ก็ยังได้ในเรื่องของการดีไซน์ที่เน้นความบางและเบาที่มากกว่าพวก Commercial Notebook แบบเดิมๆ 

MSI Summit E13 Flip EVO

โดยยังรักษาความเป็นโน๊ตบุ๊คสายทำงานมืออาชีพได้อย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยน้ำหนักเพียง 1.3 กิโลกรัม ทำให้ถือมือเดียวได้สบายๆ การออกแบบให้ความรู้สึกที่ภูมิฐานให้ความพรีเมียมด้วยวัสดุอลูมิเนียมสีดำด้าน ที่ผ่านกระบวนการขึ้นรูป CNC ตลอดทั้งตัวเครื่อง พร้อมตัดขอบเพชรสีทองเพิ่มความหรูหรา อีกทั้งเสริมความเฉียบคมที่ขอบตัวเครื่องด้านหลังมีการตัดมุมด้วย ให้ความแตกต่างจากโน้ตบุ๊ตทั่วไปชัดเจน 

MSI Summit E13 Flip EVO

โดยฝาหลังและดีไซน์ทั้งหมดมีการเลือกใช้ให้มีความเข้ากันอย่างที่สุด กับพื้นผิวส่วนของฝาหลังและตัวเครื่องเป็นลักษณะแบบด้าน พร้อมกับใช้สี Ink Black ที่เป็นสีดำด้าน กับตัวเครื่องด้านนอกและสีเทากับตัวเครื่องด้านใน พร้อมตกแต่งรายละเอียดด้วยสีทองแซมตลอดทั้งตัวเครื่อง ตั้งแต่โลโก้ (แบบใหม่ปี 2021) ขอบตัวเครื่อง ทัชแพด แกนบานพับ (ในต่างประเทศจะมีสี Pure White เป็นตัวเลือกด้วย)

ซึ่งดูแล้วเป็นการเปลี่ยนจากรูปแบบเดิมๆ ที่โน๊ตบุ๊คสายทำงานมืออาชีพต้องดูดำๆ ดีไซน์โบราณ ให้กลายเป็นโน๊ตบุ๊คที่ดูแล้วทันสมัยแต่ให้ความน่าเชื่อถือ ที่สำคัญไม่พูดไม่ได้เลยกับขอบหน้าจอที่บางลงอย่างเห็นได้ชัด ส่วนความบางตัวเครื่องอยู่ที่ 14.9 มิลลิเมตรเท่านั้น ถือว่า MSI นำเสนอโน๊ตบุ๊คที่ทั้งเบามากๆ แถมยังบางสุดๆ โดยมีการติดตั้ง Micro SD Card Reader แบบซ่อนกับตัวเครื่อง และสวิตช์สำหรับล็อค Webcam ส่วนอีกฝั่งเป็นเก็บปากกาได้ง่ายๆ ด้วยแม้เหล็กด้านข้างตัวเครื่อง

MSI Summit E13 Flip EVO

ส่วนปุ่มเปิดปิดเครื่องจะอยู่มุมขวาบนของชุดคีย์บอร์ด พร้อมบริเวณบานพับก็เป็นช่องระบายความร้อน ถูกซ่อนเอาไว้อย่างเรียบเนียน  ด้านฐานล่างตัวเครื่องมียางรองกระจายไปทั่วช่วยยกตัวเครื่องให้สูงขึ้น ช่วยส่งมวลลมเย็นถูกดูดเข้าช่องลมขนาดใหญ่ได้มากขึ้นส่งผลให้มีประสิทธิภาพในการระบายความร้อนที่ดี ซึ่งเป็นเรื่องที่ทาง MSI ใส่ใจเป็นพิเศษอยู่แล้วไม่แพ้ฝั่ง Gaming Notebook เลย ที่แม้ราคาอาจจะสูงกว่าพวก Gaming Notebook แต่ได้น้ำหนักที่เบาและตัวเครื่องที่ดูหรูหราและเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยมาแทน

MSI Summit E13 Filp EVO Review 26
MSI Summit E13 Filp EVO Review 21
MSI Summit E13 Filp EVO Review 22
MSI Summit E13 Filp EVO Review 17
MSI Summit E13 Filp EVO Review 18
MSI Summit E13 Filp EVO Review 49

Keyboard / Touchpad

คีย์บอร์ดของ MSI Summit E13 Flip EVO เห็นแล้วต้องบอกว่าแตกต่างจากโน๊ตบุ๊คเล่นเกมรุ่นอื่นๆ ของทาง MSI แบบสิ้นเชิง ทั้งอารมณ์การตอบสนองของแป้นพิมพ์ มีระยะกดที่ 1.5 มิลลิเมตร ด้วยการที่รูปแบบปุ่มมีขนาดที่ใหญ่โตกว่าคีย์บอร์ด MSI แบบเดิมๆ ที่สำคัญด้วยไฟ LED สีขาวสวยงาม

พร้อมขอบโปร่งแสงเข้ากับตัวปุ่มสีดำเป็นอย่างดี ดูแล้วสะอาดตา พรีเมียมสุดๆ แน่นอนว่าไม่มีชุด Numpad อยู่แล้ว จากการที่ตัวเครื่องมีมิติที่ลงตัวนั่นเอง จากการใช้งานจริงถือว่าปุ่มเด้งรับกับนิ้วดีมากๆ รวมไปถึงมี Hotkey แถวบน พร้อมมีปุ่มเรียก MSI Center ใช้งานสะดวกด้วย

MSI Summit E13 Flip EVO

ทัชแพดมีขนาดใหญ่และกว้างเป็นพิเศษเมื่อเทียบกับขนาดสัดส่วนของตัวเครื่อง ลักษณะเป็นผืนผ้ายาวดูเป็นเนื้อแบบกระจก ซึ่งมีตัวปุ่มคลิกเป็นแบบชิ้นเดียวกับทัชแพด ให้สัมผัสที่ลื่นติดมือมากๆ โดยมีการตัดขอบด้านบนดูโค้งมน เข้ากับตัวเครื่องสวยงามลงตัว

นอกเหนือจากนี้ยังมีฟีเจอร์อย่างสแกนลายนิ้วมือ Fingerprint ไว้ให้ใช้งานร่วมกับ Windows Hello เพื่อที่จะเข้าใช้งานตัวเครื่องเพื่อความปลอดภัยแบบไม่ต้องใส่รหัสไปมาทุกครั้งอีกด้วย ส่วนการใช้งานก็ตอบสนองได้รวดเร็วไม่แพ้มือถือในปัจจุบันเลยล่ะ

MSI Summit E13 Filp EVO Review 11
MSI Summit E13 Filp EVO Review 13
MSI Summit E13 Filp EVO Review 14

Screen / Speaker

MSI Summit E13 Flip EVO ได้ติดตั้งหน้าจอขนาด 13.4″ พื้นผิวกระจก ทัชสกรีนได้ทั้งนิ้วมือและปากกา ความละเอียด 1920 x 1200 พิกเซล Full HD + ได้พาเนล IPS คุณภาพสูงกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไป ซึ่งให้ประสบการณ์การใช้งานที่ดีเยี่ยม ทั้งเรื่องสีสันและมุมมองที่กว้างพิเศษ โดยการใช้หน้า Desktop ปกติที่ตัวหนังสือหรือปุ่มต่างๆ มีความเรียบเนียนตาทำให้ใช้งานได้สะดวก เรียกได้ว่ากำลังพอดีทีเดียว เรื่องสีสันสดใส ตอนสนองการทำงานของเราได้เป็นอย่างดี เมื่อใช้การดูภาพ ดูวิดีโอ และเล่นเกม 

MSI Summit E13 Flip EVO

ขอบจอจะเป็นพลาสติกสีดำบางฉียบ ซึ่งให้พื้นที่แสดงผลทั้งหมดกว่า 90% เลยทีเดียว แต่ก็ยังสามารถติดตั้งกล้องเว็บแคม HD พร้อมไมโครโฟนแบบคู่ไว้ที่ขอบจอด้านบน ส่วนบานพับก็แข็งแรงกว่ารุ่นก่อนๆ พร้อมกางได้ถึง 360 องศา ตามสไตล์ของ 2-in-1 Notebook นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ Flip-n-Share ช่วยกลับหน้าจอไปฝั่งตรงข้ามได้ ด้วยปุ่ม F12 ช่วยให้การนำเสนองานกับคนที่นั่งตรงข้ามกันง่ายยิ่งขึ้นด้วย อย่างไรก็ตามตรงระวังเล็กน้อย เพราะขอบหน้าจอด้านหลังจะสัมผัสกับพื้นได้

MSI Summit E13 Filp EVO Review 5
MSI Summit E13 Filp EVO Review 6
MSI Summit E13 Filp EVO Review 8

โดยให้ขอบเขตความกว้างของสีสันเทียบเท่ากับมาตรฐาน sRGB ที่ 91% และค่า AdobeRGB อยู่ที่ 70% เรียกได้ว่าให้ประสิทธิภาพเรื่องของสีสันอยู่ในระดับที่ดีมากๆ เหมาะกับงานระดับมืออาชีพแบบสุดๆ ความสว่างหน้าจอสูงสุดอยู่ที่เกือบๆ 300 cd/m2 ซึ่งจัดได้ว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานความสว่างของหน้าจอที่ดีกว่าในโน๊ตบุ๊คราคาระดับนี้ คือเพียงพอต่อการใช้งานทั่วๆ ไปแน่นอน หรือถ้าจะเอาไปทำภาพกราฟิกหรือตกแต่งภาพที่เน้นมืออาชีพมากๆ ก็ควรคาลิเบรตเสียก่อน

s1 2
s2 2
s3 2

ต่อกันที่วัดความสว่างของหน้าจอตามตำแหน่งต่างๆ โดยแบ่งเป็น 9 ช่อง เทียบจากช่องกลางที่ปกติแล้วจะให้ความสว่างที่มากที่สุด ที่จะเห็นได้ว่าช่องกลางและมุมซ้ายบนป็น 0% ก็คือแสดงความสว่างได้เต็มที่ไม่มีผิดเพี้ยน แต่สำหรับช่องกมุมขวาล่างจะมีแสงสว่างที่ลดลงไปที่ 13% ในการทดสอบก็เพื่อให้เราใช้งานอย่างระมัดระวังสำหรับคนที่บังเอิญจำเป็นต้องใช้งานภาพถ่าย หรืองานกราฟิกอื่นๆ ปิดท้ายด้วยคะแนน 4.0 ถือว่าน่าประทับใจ

ลำโพงยังจัดวางมาในตำแหน่งส่วนของขอบตัวเครื่องด้านหน้าในส่วนด้านใต้เครื่อง แบบขนาด 2W x 2 คุณภาพเสียงเบสให้แน่นลึกยิ่งกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไป เพราะชุดลำโพงข้างในขยับได้เมื่อต้องการเสียงทุ่ม สำหรับคุณภาพเสียงการใช้งานต่าง ๆ สามารถทำออกมาได้ดี น่าประทับใจให้เสียงที่ดังพอตัว เพียงพอต่อการใช้งานทั่วไปแน่นอน ส่วนช่องต่อหูฟัง 3.5 มิลลิเมตรจะรองรับระบบเสียง Hi-Res Audio ด้วย

MSI Summit E13 Filp EVO Review 31
MSI Summit E13 Filp EVO Review 30
MSI Summit E13 Filp EVO Review 32

Connector / Thin And Weight

MSI Summit E13 Flip EVO จัดว่าเป็นโน๊ตบุ๊คสายทำงานบางเบาหน้าจอ 13.4″ ซึ่งมีไซส์และมิติโดยรวมเล็กกระทัดรัดกว่าปกติ ที่มีพอร์ตเชื่อมต่อที่ครบครัน ไม่ว่าจะเป็น 2 x Thunderbolt 4 / 1 x USB 3.2 Type-A / Micro SD Card Reader แบบซ่อนกับตัวเครื่อง ซึ่งไว้อ่านการ์ดต่างๆ หรือเพิ่มความจุของตัวเครื่อง และ Mic-in/Headphone-out ให้ความครบเครื่องมากกว่าโน๊ตบุ๊คหน้าจอขนาดเล็กทั่วไป

โดดเด่นด้วย Thunderbolt ถึง 2 พอร์ตด้วยกัน รองรับการชาร์จไฟด้วย เพราะอแดปเตอร์ก็เป็น USB-C แล้ว และรองรับ Power Bank ที่เป็น PD (Power Delivery) ด้วย อีกทั้งมีเชื่อมต่อไร้สาย Bluetooth 5.2 และ Wi-Fi 6E AX ที่ดีเยี่ยมในเรื่องของสัญญาณที่สเถียร พร้อมใช้งานที่เหนือชั้นกว่ามาตรฐานโน๊ตบุ๊ครุ่นใหม่สเปก Intel Core i Gen 11 Tiger Lake ในปี 2021 (โน๊ตบุ๊คส่วนมากจะเป็น Wi-Fi 6 AX ปกติ)

MSI Summit E13 Flip EVO

ส่วนของการพกพาก็ถือว่าทำได้เยี่ยมยอดเมื่อเทียบกับสเปก ด้วยน้ำหนักตัวเครื่องเพียง 1.7 กิโลกรัมเท่านั้น ดีกว่าตามมาตรฐานของโน๊ตบุ๊คค่ายอื่นๆ ที่ใช้สเปกนี้มาก ที่สำคัญอแดปเตอร์จ่ายไฟที่ 90 Watt นั้น มีขนาดที่เล็กและเบากว่าปกติ ทำให้การพกพาไปใช้งานนอกสถานที่ เป็นเรื่องที่ง่ายและสะดวกมากๆ น้ำหนักโดยรวมแล้วไม่เกิน 2 กิโลกรัมแน่นอน นับว่าเป็นอีกหนึ่งโน๊ตบุ๊คสายทำงานจริงจังที่เหมาะสมกับงานระดับองค์กรที่เน้นพกพาพมากเลยทีเดียว 

MSI Summit E13 Filp EVO Review 36
MSI Summit E13 Filp EVO Review 37
MSI Summit E13 Filp EVO Review 47

Multi-Mode / Pen 

MSI Summit E13 Flip EVO ตอบสนองได้อย่างหลากหลายจากการที่เป็น 2-in-1 Notebook ที่ถูกออกแบบมาเป็นอย่างดี ด้วยการพับใช้งานถึง 4 รูปแบบด้วยกันไม่ว่าจะเป็น Notebook / Stand / Tent / Tablet ที่ทีมงานของเรานั้นนำไปใช้งานอะไรบ้าง และรูปลักษณ์เมื่อเปลี่ยนไปใช้โหมดต่างๆ นั้น ไว้ใจได้เลยเรื่องความทนทาน เพราะมีการออกแบบบานพับใหม่ที่สามารถเปิดปิดหรือปรับระดับได้อย่างลื่นไหลได้เหมือนใหม่ทุกครั้ง ทนทานต่อการสึกหรอแน่นอน ใช้ได้สบายใจหายห่วง

MSI Summit E13 Flip EVO

สำหรับปากกาสไตลัส MSI Pen รุ่นล่าสุด เบา 13.5. กรัม รองรับชาร์จไฟผ่านทาง USB-C ทำให้เราสะดวกยิ่งขึ้น พัฒนาจากรุ่นก่อนๆ ที่ต้องใช้ถ่าน AAAA โดยปากกาสไตลัสนี้ได้ร่วมกับ Wacom ในการผลิต มาพร้อมกับความสามารถในการใช้งานร่วมกับการ Presentation โดยมีปุ่มบนตัวสไตลัสจำนวน 3 ปุ่มทางด้านข้างและทางด้านบน และที่สำคัญสไตลัสนี้ยังรองรับระดับแรงกดได้มากถึง 4,096 ระดับเลยทีเดียว เสมือนใช้งานเป็นปากกาหรือดินสอจริงๆ ได้ เรียกได้ว่าจะลืมการใช้กระดาษแบบเดิมๆ ไปเลย

MSI Summit E13 Flip EVO

Notebook Mode เป็นรูปแบบธรรมดาทั่วไปเหมือนกับโน๊ตบุ๊คส่วนมาก เน้นสำหรับการใช้งานทั่วไป เล่นอินเตอร์เน็ต รวมไปถึงงานเอกสารต่างๆ ที่จำเป็นต้องใช้คีย์บอร์ดและทัชแพดในการควบคุมเหมือนโน๊ตบุ๊คปกติ เชื่อได้ว่าเป็นโหมดหลักของการใช้งานโน๊ตบุ๊คแบบ 2-in-1 แน่นอน

Stand Mode เน้นใช้งานที่ระบบจอสัมผัสของตัวเครื่องอย่างเดียวและวางไว้บนพื้นที่ราบ โดยรูปแบบการใช้งานนี้จะเน้นไปทางการใช้งานแอพพลิเคชั่นของ Windows เอง หรือเน้นไปทางการดู Youtube หรือชมภาพยนตร์เป็นหลัก พร้อมรองรับการทำงานแบบมัลติทัชได้พร้อมกันมากสุดที่ 10 จุดพร้อมกัน

MSI Summit E13 Filp EVO Review 44
MSI Summit E13 Filp EVO Review 45
MSI Summit E13 Filp EVO Review 46

Tent Mode ค่อนข้างจะคล้ายกับ Stand Mode ก่อนหน้านี้ แต่จะอยู่ในรูปทรงตั้งเครื่องเอาไว้เป็นลักษณะสามเหลี่ยม ใช้ในการวิวดูข้อมูลการแสดงผลหน้าจอเป็นหลัก อีกทั้งยังสามารถจับพาดหรือเกาะกับสิ่งของรอบๆ ได้ รวมไปถึงวางบนโซฟาหรือที่นอนได้อย่างลงตัว 

Tablet Mode ด้วยการพับหน้าจอกลับแบบ 360 องศา จนฝาหลังและฐานใต้เครื่องมาติดกัน เราก็จะได้แท็บเล็ตที่มาพร้อมระบบปฏิบัติการ Windows ซึ่งเรามีความคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เหมาะสำหรับการเอาไว้เล่นเกมหรือดู E-Book อย่างที่แท็บเล็ตอื่นๆ ทั่วไปในตลาดสามารถทำได้

MSI Summit E13 Filp EVO Review 50
MSI Summit E13 Filp EVO Review 54
MSI Summit E13 Filp EVO Review 58

บอกได้เลยว่าสำหรับใครที่กำลังมองหา 2-in-1 Notebook ซักตัวที่พกพาสะดวกและอยากได้ความพรีเมียมไฮเอนด์ มีความสามารถครบครันทั้งในเรื่องของการทำงานทั่วไปหรือแท็บเล็ตที่ทำงานร่วมกับโปรแกรมบน Windows 10 Home ได้อย่างลื่นไหล ส่วนตัวปากกาสไตลัสได้เทคโนโลยี MPP 2.0 ทำให้ MSI Pen เป็นปากกาที่มีความเสถียรที่สุดในการจดบันทึก แบตเตอรี่ใช้งานได้ต่อเนื่อง 65 ชั่วโมง และมีสถานะพลังงานบอกทุกครั้งที่ใช้งานด้วย โดยเก็บปากกาได้ง่ายๆ ด้วยแม้เหล็กด้านข้างตัวเครื่อง

Performance / Software

สเปกเครื่องเดโมนี้เป็นฮาร์ดแวร์เครื่องทดสอบ เมื่อตรวจสอบข้อมูลของชิปประมวลผลด้วยโปรแกรม CPU-Z ก็พบว่าข้อมูลขึ้นมาครบถ้วนเลย โดยเลือกใช้ชิป Intel Core i7-1185G7 ที่มี 4 คอร์ 8 เธรดสำหรับการประมวลผล ความเร็วที่ 3.0 – 4.80 GHz มีค่า TDP ในการปลดปล่อยความร้อนสูงสุดแค่ 12W – 28W เท่านั้น ซึ่งจัดว่าต่ำมากสำหรับชิป Core i7 ในโน๊ตบุ๊ค ทำให้ตัวเครื่องโดยรวมไม่ร้อนจนเกินไป ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากการใช้สถาปัตยกรรมการผลิตที่ระดับ 10 นาโนเมตร อย่าง Tiger Lake เทคโนโลยีสุดล้ำ SuperFin

ที่ต้องบอกว่าสร้างมาตรฐานประสิทธิภาพที่มากกว่าชิปประมวลผลรุ่นก่อนๆ แรงเพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไปมากๆ หรือถ้างานที่ต้องประมวลผลจริงจังก็รองรับได้อย่างสบายๆ ส่วนแรมได้ขนาด 16GB แบบ 4 x 2GB เป็นมาตรฐาน LPDDR4X Bus 4266 MHz แบบออนบอร์ด ตามเทคโนโลยีของ Intel Core i Gen 11  พร้อมให้ที่เก็บข้อมูล SSD M.2 NVMe PCIe ความเร็วสูง ที่สามารถขับเคลื่อนระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home แบบลื่นไหลอย่างที่สุด ในทุกๆ การทำงาน

  c1 1.   c2 1

การ์ดจอเป็นแบบออนบอร์ดรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง Intel Iris Xe Graphics ที่ให้พลังในการประมวลผลที่ดีในระดับที่ก้าวกระโดดกว่ารุ่นก่อนๆ อย่างในเรื่องของกราฟิก 2 มิตินั้นก็รองรับได้อย่างสบายๆ หรือถ้าเป็น 3  มิติก็ต้องบอกว่ารองรับการทำงานได้ในระดับเบื้องต้นหรือระดับสูง รองรับการทำงานกับหน้าจอความละเอียดสูงอย่าง 4K / 8K ได้แบบไม่มีปัญหา เหมาะสำหรับคนที่ต้องการเพิ่มพลังการสร้างสรรค์คอนเทนต์ มองหาความบันเทิง หรือการเล่นเกมเปี่ยมอรรถรส  ประสิทธิภาพที่เรียกได้ว่าใกล้เคียงกับการ์ดจอแยกเลยทีเดียว ซึ่งสามารถเล่นเกม 3 มิติ พอได้บ้าง เดี๋ยวไปดูผลทดสอบกันอีกที

g1 1.   g2 1

สำหรับโปรแกรมทดสอบ CINEBENCH ที่เน้นในเรื่องของพลังชิปประมวลผล คะแนนก็อยู่ในระดับสูงสุดๆ ที่น่าประทับใจ เปรียบเทียบกับชิปประมวลผลที่เป็นรุ่นแรงอย่าง Core i7 รุ่นก่อนๆ ก็จัดว่ามีคะแนนใกล้เคียงกัน รวมไปถึงตัวกราฟิกการ์ดเองก็มีประสิทธิภาพสูงพอตัวอยู่แล้ว เรียกได้ว่าตอบโจทย์ในส่วนของงานประมวลผลหนักๆ ได้อย่างสบายๆ รวดเร็วทันใจแบบสุดๆ สมกับเป็นชิปประมวลผลตัวบนตระกูล U ของ Intel Core i Gen 11 ในรุ่นใช้งานเต็มกำลัง และการ์ดจอออนชิปรุ่นใหม่ที่แรงเทียบเท่าการ์ดจอแยก และมี AI ในตัว ที่เน้นการทำงานประมวลผลเป็นหลัก

cine15 1.   cine20 1

ตัวเก็บข้อมูลของเครื่องที่เลือกใช้ SSD ก็ทำคะแนนออกมาได้อย่างรวดเร็วเป็นที่น่าพอใจบนขนาดความจุ 512GB แบบ M.2 NVMe PCIe ระดับสูงสุดๆ แน่นอนว่าเร็วกว่า SSD M.2 แบบทั่วไป ยิ่งเมื่อนำไปใช้เทียบกับฮาร์ดดิสก์แบบจานหมุนแล้วละก็จะเห็นถึงประสิทธิภาพทั้งในด้านการทดสอบและในด้านการใช้งานจริงที่แตกต่างกันอย่างเห็นเห็นได้ชัด เรียกได้ว่าเปิดอะไรปุ๊บก็ติดปั๊บ ที่ต้องบอกว่าความเร็วระดับการอ่านที่ราวๆ 1972 MB/s และเขียนที่ 972 MB/s เป็นระดับความเร็วในการเขียนอ่านทำงานโดยรวมแล้ว นับว่าน้อยกว่าที่ควรจะเป็น คาดว่าเป็นเครื่องเดโม

ssd 1

การทดสอบประสิทธิภาพกับโปรแกรม PCMark 10 Advance ซึ่งสามารถทำคะแนนการทดสอบรวมได้มากถึง 3641 คะแนน ถือได้ว่าในส่วนของการใช้งานทั่วไปโดยรวมนั้นสอบผ่านแบบสบายๆ ทั้งในส่วนของการเล่นเว็บไซต์ งานเอกสาร งานตกแต่งรูปภาพ รวมถึงงานตัดต่อวิดีโอ และจากการที่เป็นโน๊ตบุ๊คสายทำงานมืออาชีพ ใช้ชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 อย่าง i7-1185G7 มีการ์ดจอออนบอร์ดตัวแรงอย่าง Iris Xe Graphics พร้อม AI เทคโนโลยี 10 นาโนเมตร SuperFin ทำให้มีคะแนนพุ่งกว่าโน๊ตบุ๊คในสเปกใกล้เคียงกันกับ Notebook สเปก Gaming ทีเดียว 

pc10 1

สำหรับคะแนนและเฟรมเรมในการเล่นเกมจากการทดสอบด้วยโปรแกรม 3D Mark จากทาง Futuremark ที่พัฒนาและคิดค้นจากบริษัท AMD, Intel, Microsoft, NVIDIA ในส่วนของ Time Spy ทำออกมาน่าสนใจมากๆ ด้วยคะแนนรวม 1845 และประมวลผลคาดการณ์เกม Apex Legends ปรับสุด Full HD ได้ 50+ FPS เน้นเรื่อง DirectX 12 เป็นตัวช่วยขับเคลื่อนเพื่อมาเสริมข้อบกพร่องทางด้านการทำงานต่างๆ ของการ์ดจอเป็นหลัก ซึ่งผลทดสอบนั้นจะดูว่าแต่ละการ์ดจอนั้นสามารถทำงานเข้าขากับ DirectX 12 ได้ดีขนาดไหน ซึ่งต้องยอมรับว่าทั้ง PCMark 10 / 3D Mark ได้คะแนนน้อยกว่าที่ควรจะเป็น 

3dmark 1

ที่สำคัญยังมีซอฟต์แวร์ MSI Center for Business & Productivity ซึ่งปรับมาจาก Creator Center อีกที เป็นโปรแกรมสำเร็จรูปที่ออกแบบและพัฒนาโดย MSI ซึ่งคล้ายกับ Dragon Center เป็นโปรแกรมที่เป็นจุดเด่นของ Gaming MSI ก็ถูกมาปรับใช้ด้วย จุดเด่นคือใช้งานง่ายและสามารถช่วยเหลือ และ จัดการการปรับแต่งตั้งค่า MSI Notebook ได้อย่างลงตัว ถือว่าเป็นอีกหนึ่งไฮไลน์ของทาง MSI ก็ว่าได้ ซึ่งแบ่งเป็นหมวดหมู่ต่างๆ เพื่อให้ง่ายต่อการใช้งาน โดยหน้าเมนูมีอาทิเช่น Creator Mode / System Monitoring / System Tuner Battery Master / Tools & Help

msi

Battery / Heat / Noise

แบตเตอรี่ที่ติดตั้งมาให้ใน MSI Summit E13 Flip EVO เครื่องนี้เป็นแบบฝังตามปกติ ส่วนของการทดสอบระยะเวลาใช้งานของแบตเตอรี่โดยตั้งค่าความสว่างหน้าจอและเสียงให้ระดับกลางๆ แล้วเล่นเว็บสลับกับดู Youtube แล้ว โปรแกรม BatteryMon แจ้งระยะเวลาใช้งานต่อเนื่องในเงื่อนไขดังกล่าวราวๆ 6:30 ชั่วโมง โดยส่วนตัวก็ถือว่าใช้ได้นานมาก ​จากการที่น้ำหนักเบาตัวเครื่องบาง พกพาอแดปเตอร์ไปอีกตัวก็พอไหวอยู่ พร้อมความสามารถ PD ที่ชาร์จไฟกลับเข้าไป 15 นาที เครื่องก็สามารถใช้งานได้ยาวนาน 2 ชั่งโมงแล้ว

batt 1

สำหรับอุณหภูมิทดสอบด้วยโปรแกรม Hardware Monitor ยังไม่สามารถตรวจสอบในส่วนของชิปประมวลผลได้ แต่จากการทดสอบเมื่อใช้งานแบบปกติจะอยู่ที่ประมาณ 40 – 60 องศาเซลเซียส ภายในห้องปรับอากาศอุณหภูมิประมาณ 26 องศาเซลเซียส จากนั้นทำการทดสอบเบิร์นให้เครื่องทำงาน 100% ด้วยการเล่นเกมกราฟิก 3 มิติ เพื่อให้เห็นถึงระบบระบายความร้อนและเสียงรบกวนที่จะเกิดขึ้นเมื่อพัดลมหมุนรอบจัด ประสิทธิภาพโดยรวมยังลื่นไหลอยู่  ซึ่งชิปประมวลผลร้อนสุดๆ ที่ 100 องศาเซลเซียส นับว่าค่อนข้างสูง แต่ก็ไม่เกินไปกว่านี้แน่นอน เพราะระบบยังคงควบคุมอยู่ โดยจะเป็นการลดความเร็วลงไป 

temp 1

Conclusion / Award

MSI ได้มีความตั้งใจในการนำเสนอโน้คบุ๊คสายทำงานมืออาชีพออกมาใหม่เรื่อยๆ จากการที่ปกติเราจะเห็นแต่สาย Gaming หรือ Content Creator ถึงเวลาที่ MSI จะต้องขยายผลิตภัณฑ์ตระกูล Summit ซีรีส์ใหม่ สเปกชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 Tiger Lake พร้อมนำมาประยุกต์เข้ากับสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ และตัวเองถนัด เรียกได้ว่าปรับใช้ได้อย่างลงตัวทีเดียวพร้อมเสริมเรื่องความปลอดภัยระดับฮาร์ดแวร์เพื่องานองค์กร ที่เราหาไม่ได้ในโน้ตบุ๊ครุ่นทั่วไปแน่นอน อย่าง TPM 2.0 เป็นต้น 

MSI Summit E13 Flip EVO จัดว่าเป็น 2-in-1 Notebook สเปก Intel Core i Gen 11 ที่ทรงพลังที่สุดในตลาดตอนนี้ เพราะเลือกใช้เป็น Core i7-1185G7 เหมาะสำหรับมืออาชีพแบบเน้นใช้งานธุรกิจ ให้ภาพลักษณ์ที่ดูจริงจัง และที่ต้องการความปลอดภัยและน่าเชื่อถือ ด้วยหน้าจอ 13.4″  เกรดสูงและทัชสกรีนได้ ดีไซน์ภายนอกมีจุดเด่นเรื่องความบางเบา และมีประสิทธิภาพเยี่ยม ทำให้มันกลายมาเป็นโน้ตบุ๊คที่มีขนาดกระทัดรัด 

MSI Summit E13 Flip EVO

ดีไซน์ภายนอกสีดำให้ความจริงจังพร้อมแซมสีทอง เพื่อให้มีความเรียบหรูมากขึ้น และมาพร้อมกับไฟคีย์บอร์ดสีดำ ทัชแพดก็มีขนาดที่ใหญ่โต มีที่สแกนลายนิ้วมือด้วย โดยที่วัสดุตัวเครื่องจะทำมาจากอลูมิเนียม และมีน้ำหนักเพียง 1.3 กิโลกรัม เบามากเมื่อเทียบกับความแรง บางเฉียบที่ 1.49 มิลลิเมตร พกพกไปไหนมาไหนได้สะดวกสุดๆ แน่นอน อีกทั้งตัวเครื่องยังแข็งแรงทนทานต่อทุกๆ การใช้งานด้วย 

โดยเฉพาะในแง่ของการดีไซน์มีเอกลักษณ์พร้อมความทันสมัย ต่างจากรุ่นอื่นๆ ของ MSI ชัดเจน สเปกภายในและฟีเจอร์จัดว่าเน้นความสเถียร์ภาพเป็นหลัก ยังไงใครต้องการโน๊ตบุ๊คพกพาเน้นทำงานที่เน้นองค์กรแบบมืออาชีพ หรือต้องการหน้าทัชสกรีนมีปากกาตอบโจทย์ได้ดีทีเดียว เหมาะมากๆ กับคนทำงานที่ต้องการโน้ตบุ๊คที่ครบเครื่องทั้งประสิทธิภาพ พร้อมภาพลักษณ์และฟีเจอร์ด้านความปลอดภัย 

MSI Summit E13 Flip EVO

ในส่วนของหน้าจอก็จัดได้ว่าเป็นหน้าจอโน๊ตบุ๊คที่ดีที่สุดรุ่นนึง ด้วยค่าขอบเขตสี sRGB ที่ 91% และค่า AdobeRGB อยู่ที่ 70% เรียกได้ว่าให้ประสิทธิภาพเรื่องของสีสันอยู่ในระดับที่ดีมากๆ เหมาะกับงานระดับมืออาชีพแบบสุดๆ พร้อมทั้งตัวเครื่องยังมี Wi-Fi 6E AW และพอร์ต Thunderbolt 4 จำนวน 2 พอร์ต ซึ่งเป็น USB-C ที่ต้องบอกว่าเป็นการเชื่อมต่อที่ดีที่สุดแล้ว อย่างไรก็ตามแบตเตอรี่จากการใช้งานจริงๆ ทดสอบได้เพียง 6:30 ชั่วโมงเท่านั้น นับได้ว่าน้อยกว่าที่ทาง  MSI เคลมไว้ คาดว่าน่าจะเป็นเพราะเครื่องเดโม รวมไปถึงสเปกเองก็ไม่ตรงกับสเปกขายจริงนะครับ ไว้มีโอกาสรีวิวเครื่องจริงอาจจะมีการรีวิวอีกที 

MSI Summit E13 Flip EVO

Award

โดยในครั้งนี้จะเป็นการเปรียบเทียบการให้รางวัลกับเครื่องในกลุ่มของโน๊ตบุ๊ค 2-in-1 ขนาดหน้าจอ 13.4″ ด้วยกัน ซึ่ง MSI Summit E13 Flip EVO ก็ได้รางวัลต่างๆ ดังนี้

Best Performance

ชิปประมวลผลเป็น Inte Core i5-1135G7 / Core i7-1185G7  ทำงานแบบ 4 คอร์ 8 เธร์ด ประสิทธิภาพแรงด้วย AI สุดล้ำช่วยทำงาน พร้อมการ์ดจอออนชิป Intel Iris Xe Graphics แรงเหลือเฟือในการใช้งานทั่วไป มีที่เก็บข้อมูลรองรับการติดตั้ง SSD แบบ M.2 NVMe PCIe โดยตามสเปกได้ติดตั้งมาแล้วที่ 512GB / 1TBในส่วนของแรมเองมีมาให้ 16GB / 32GB แน่นอนทั้งตัวเครื่องนั้นแทบไม่ต้องอัพเกรดอะไร ลื่นไหลที่สุดอย่างไร้กังวล รองรับการทำงานต่างๆ พร้อมๆ กันได้หลายๆ งาน รวมถึงเล่นเกมได้อย่างลื่นไหล

award new performance

Best Mobility

ส่วนของความสามารถในการพกพาของ MSI Summit E13 Flip EVO อยู่ในระดับที่ดีกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไปชัดเจน ทั้งในความบางเฉียบและน้ำหนักเบาเพียง 1.3 กิโลกรัม ที่ทำให้สามารถหิ้วไปไหนมาไหนได้อย่างสะดวก แถมอแดปเตอร์ก็เบาและเล็กกว่าปกติมากๆ ถือว่ามีการพัฒนาไปในทุกส่วน รวมแล้วหนักแค่ 1.5 กิโลกรัมนิดๆ เท่านั้น โดยสามารถพับฝาจอลงแล้วเก็บเครื่องได้ทันที พกพาสะดวก เหมาะมากๆ กับคนที่ทำงานนอกสถานที่บ่อยๆ อีกทั้งแบตสามารถใช้งานได้ยาวนาน 20 ชั่วโมง (ตามที่ MSI เคลมไว้) พอร์ตการชาร์จก็ยังเป็นมาตรฐาน USB-C ที่สะดวกต่อทุกอุปกรณ์

NBS award 4 Mobility

Best Design

เรื่องของรูปร่างหน้าตาก็เป็นหนึ่งในจุดเด่นที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์ของ MSI ซึ่งจุดเด่นในข้อนี้ก็เห็นได้ชัดเจนใน MSI Summit E13 Flip EVO ที่มีดีไซน์ของตัวเครื่องสวยงามโฉบเฉี่ยวในมิติที่เล็กกระชับลงกว่าเดิม ขอบจอบางเฉียบ แต่มีการออกแบบอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ออกแนวพรีเมียมและเรียบหรูมากยิ่งขึ้นพร้อมกับใช้สีดำด้าน Ink Black กับตัวเครื่องด้านในตลอดทั้งตัวเครื่อง การออกแบบให้ความรู้สึกที่น่าเชื่อถือ จริงจัง พรีเมียมด้วยวัสดุอลูมิเนียมตลอดทั้งตัวเครื่อง พร้อมแซมด้วยสีทองตลอดทั้งตัวเครื่อง ได้ความแข็งแรงทนทาน เชื่อได้ว่าหลายๆ คนส่วนมากต้องชื่นชอบอย่างแน่นอน

NBS award 7 Design

 

 

from:https://notebookspec.com/web/592358-review-msi-summit-e13-flip-evo-i71185g7

รีวิว Lenovo YOGA Slim 7i Pro สเปก Core i Gen 11 + GeForce MX450 จอ IPS 2.2K เบา 1.3 โล เริ่ม 34,990 บาท ประกัน 3 ปี On-site

Lenovo YOGA Slim 7i Pro รุ่นใหม่สเปกชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 Tiger Lake มี AI ช่วยประมวลผลในตัว จัดว่าเป็นส่วนหนึ่งของแพลตฟอร์ม Intel EVO ที่การันตีในส่วนของประสิทธิภาพการทำงานโดยรวม การตอบสนอง การเชื่อมต่อ แบตเตอรี่ ที่ดีที่สุด มาพร้อมดีไซน์บางเฉียบ เพิ่มความคล่องตัวในทุกการใช้งานบนระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home

เติมเต็มศักยภาพการทำงานให้ธุรกิจสู่ยุคแห่งอนาคต โดย Lenovo YOGA Slim 7i Pro เป็นโน๊ตบุ๊คหน้าจอขนาด 14″ พาเนล IPS ความละเอียด 2.2K ที่มีความบางเฉียบเน้นพกพาสะดวก เบาเพียง 1.3 กิโลกรัม บางที่ 14.9 มิลลิเมตรรองรับทั้งการทำงานระดับมืออาชีพ รวมไปถึงความบันเทิงอย่างเต็มรูปแบบในเครื่องเดียวกัน เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งโน๊ตบุ๊คที่น่าสนใจที่สุดของทาง Lenovo 

Lenovo YOGA Slim 7i Pro

Lenovo YOGA Slim 7i Pro รุ่นใหม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงจากรุ่นก่อนหน้าในส่วนฝาหลังที่ดูแล้วมีความทันสมัย เน้นออกแบบให้ตรงต่อรูปแบบการใช้งานของธุรกิจ SMB / SME ซึ่งให้ความสำคัญไม่เพียงเฉพาะดีไซน์ที่สวยงามพร้อมฟีเจอร์ที่เหนือชั้นกว่าในราคาที่เข้าถึงได้ พร้อมมีบริการหลังการขายและการรับประกันที่ดีเยี่ยม

สำหรับสเปกภายในเป็นชิปประมวลผล Core i5-1135G7 / Core i7-1165G7 เทคโนโลยี 10 นาโนเมตร SuperFin ผสานการทำงานร่วมกับการ์ดจอออนชิป Iris Xe Graphic ที่รอบรับการทำงานหรือด้วย NVIDIA GeForce MX450 ที่เล่นเกม 3 มิติได้ลื่นไหล มาพร้อมกับแรมขนาด 16GB LPDDR4X และ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB/1TB สนนราคาที่ 34,990 / 39,990 บาทเท่านั้นเอง 

VDO Review

Coming Soon

NBS Verdict

Lenovo YOGA Slim 7i Pro เป็นโน๊ตบุ๊คสายพกพาบางเบาอีกรุ่นที่ทำออกมาได้อย่างลงตัวด้วยราคา 34,990 – 39,990 บาท จัดว่าไม่สูงจนเกินไปถ้าเทียบกับสิ่งที่ได้รับ พร้อมการันตีด้วยแพลตฟอร์ม Intel EVO ที่ทรงพลัง ให้ประสบการณ์ใช้งานที่ยอดเยี่ยม ทั้งในด้านของความกะทัดรัดของตัวเครื่อง ที่มีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับโน๊ตบุ๊คยุคก่อนๆ น้ำหนักเบาตัวเครื่องบาง

อีกทั้งการใช้งานคีย์บอร์ดก็น่าประทับใจ นับได้ว่าเป็นจุดเด่นของ Lenovo ที่ทำมาได้ดีโดยตลอด ถอดแบบมาจาก ThinkBook ที่เป็นสายทำงานมืออาชีพยุคใหม่ซึ่งดูเป็นแฝดพี่แฝดน้อง ส่วนเรื่องดีไซน์การออกแบบที่ทันสมัยสวยงามเหมาะกับไลฟสไตล์วัยรุ่นก็ทำมาได้อย่างลงตัวสวยงาม พร้อมวัสดุและงานประกอบคุณภาพสูงตามมาตรฐาน Lenovo ที่ทุกคนให้การยอมรับ 

Lenovo YOGA Slim 7i Pro

นอกจากนี้ Lenovo YOGA Slim 7i Pro ยังมาพร้อมฟีเจอร์ Thunderbolt 4 และ Wii-Fi 6 AX ซึ่งเป็นการเชื่อมต่อที่ดีที่สุด และยังมี IR Camera ระบบแสกนหน้าเพื่อ Login ผ่านทาง Windows Hello ระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home ที่ใช้งานได้ทันที ไม่ต้องกรอกรหัสผ่านเพื่อความปลอดภัยทุกครั้ง ที่สำคัญคือการที่ได้โปรแกรม Office Home & Student 2019 ใช้งาน Word / Excel / Power Point  ติดเครื่องยาวๆ ด้วย ถูกใจคนทำงานเอกสาร ไม่ต้องไปเสียเงินซื้อแยกมาเพิ่มแต่อย่างใด

เรียกได้ว่าเป็นโน๊ตบุ๊คหน้าจอ 14″ สายทำงานตัวจริงพร้อมความบันเทิงแบบจัดเต็มอีกหนึ่งรุ่น ที่น่าซื้อมาใช้งานอย่างแท้จริง รวมไปถึงการบริการหลังการขายที่ยอมเยี่ยมอย่างการรับประกัน 3 ปี On-site Service ซ่อมฟรีถึงบ้านด้วย อย่างไรก็ตามความร้อนเมื่อทำงานหนักๆ อาจจะสูงหน่อย เพราะว่าสเปกแรง แต่อยู่ในเกณฑ์ที่รับได้ รวมไปถึงแบตเตอรี่อาจจะใช้งานได้ยาวนานน้อยไปหน่อยที่เกือบๆ 14 ชั่วโมง จากที่เคลมไว้ 18 ชั่วโมงเท่านั้นเอง 

Lenovo YOGA Slim 7i Pro Review 46

จุดเด่น Lenovo YOGA Slim 7i Pro

  • มีดีไซน์ที่สวยงามเป็นเอกลักษณ์ตามสไตล์ YOGA  มีความหรูหรา พรีเมียม
  • วัสดุทำจากอลูมิเนียมอัลลอยด์ตลอดทั้งตัวเครื่องที่มีความแข็งแรง งานประกอบดูแน่นหนา
  • น้ำหนักเบา ขอบจอบาง พกพาสะดวกเหมาะสำหรับคนที่ชอบนำไปใช้งานนอกสถานที่บ่อยๆ
  • ชิปประมวลผลประสิทธิภาพแรงจาก Intel Core i Gen 11ใช้งานลื่นไหล ทั้งทำงานและบันเทิง
  • ได้สเปกหน่วยความจำแรม 16GB LPDDR4X พร้อม SSD M.2 NVMe PCIe ความเร็วสูงสุด
  • หน้าจอความละเอียด 2440 x 1400 พิกเซล พาเนล IPS สีสันสวยงาม มีฟีเจอร์ Dolby Vision
  • มาพร้อมการสแกนใบหน้า IR Camera ใช้งานผ่านทาง Windows Hello
  • Intelligent Cooling ที่ปรับพลังงานให้เหมาะสมโดยอัตโนมัติ หรือเลือกเองได้
  • แบตเตอรี่สามารถใช้งานได้ยาวนานกว่าเกือบ 14 ชั่วโมง 
  • รองรับ Rapid Charge  ที่สามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้ถึง 80% ภายใน 1 ชั่วโมง
  • ลำโพง HARMAN ทำงานร่วมกับเทคโนโลยี Dolby Atmos ให้เสียงที่ดีมาก
  • มีระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home ติดตั้งมาให้ทันที
  • ฟรีโปรแกรม Office Home & Student 2019 ใช้งาน Word / Excel / Power Point 
  • ซอฟต์แวร์ Lenovo Vantage ใช้งานได้จริง
  • ประกัน 3 ปี On-site Service ซ่อมฟรีถึงบ้าน และมีบริการอื่นๆ 

ข้อสังเกต Lenovo YOGA Slim 7i Pro

  • ไม่มีมีอแดปเตอร์แปลงเป็นพอร์ตอื่นๆ มาให้ในบันเดิลด้วย
  • ความร้อนค่อนข้างสูงเวลาใช้งานหนักๆ แต่ไม่มีผลต่อการใช้งานอะไร
  • แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานก็จริง แต่ก็ยังน้อยกว่าที่เคลมไว้ที่ 18 ชั่วโมง

Specification

โดย Lenovo YOGA Slim 7i Pro ที่เราได้รับมารีวิวในครั้งนี้ จะเป็นรุ่นราคา 39,990 บาท มาพร้อมชิปประมวลผล Intel Core i7-1165G7 ทำงานแบบ 4 คอร์ 8 เธรด ความเร็ว 2.80 GHz สามารถเร่งความเร็วสูงสุดได้เป็น 4.70 GHz พร้อมมี AI ในตัวช่วยทำงานบางโปรแกรม การ์ดจอออนบอร์ด Intel Iris Xe Graphics สำหรับการใช้งานทั่วไปรวมไปถึงงาน 3 มิติ ซึ่งนับว่าเป็นการ์ดจอออนชิปที่ดีที่สุด 

Lenovo YOGA Slim 7i Pro

พร้อมกันนั้นยังได้การ์ดจอแยก NVIDIA GeForce MX450 (2GB GDDR6) ที่แรงเทียบเคียงตระกูล GTX 10 Series เลยทีเดียว ทำงานร่วมกับหน่วยความจำแรมขนาด 16GB LPDDR4X Bus 4266MHz แบบ Quad Channel ส่วนพื้นที่เก็บข้อมูลก็ใช้เป็น SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 1TB ทำให้สเปคโดยรวมนั้นลงตัวมาก ๆ สำหรับการใช้งานพื้นฐาน เล่นอินเตอร์เน็ตเว็บไซต์ ทำเอกสาร ดูหนัง ฟังเพลง หรืองานมืออาชีพสำหรับภาพธุรกิจ เน้นพกพาไปใช้งานนอกสถานที่

อีกส่วนที่น่าสนใจก็คือหน้าจอขนาด 14″ ความละเอียดระดับ WQXGA (2240 x 1400) อัตราส่วน 16:10 ซึ่งมีความละเอียดที่มากกว่าสัดส่วนที่มากกว่าจอทั่วๆ ไป ขอบจอบางเฉียบ พาเนลจอแบบ IPS ที่ให้มุมมองกว้างถึง 178 องศา ซึ่งจัดว่าเป็นสเปคจอที่เหมาะสำหรับการใช้งานแทบทุกรูปแบบ มาพร้อม Windows 10 Home และติดตั้งโปรแกรม Office Home & Student 2019 ให้เราใช้งาน Word / Excel / Power Point ได้ทันที และซอฟต์แวร์จากทาง Lenovo Vantage ที่ช่วยในการจัดการปรับแต่ง

Lenovo YOGA Slim 7i Pro

พอร์ตเชื่อมต่อก็มาพร้อมพอร์ตจำเป็นค่อนข้างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น USB 3.2 Type-A ที่เป็นมาตรฐาน จำนวน 1 พอร์ต ที่สำคัญได้พอร์ตชาร์จไฟเป็นมาตรฐาน Thunderbolt 4 จำนวน 2 พอร์ต ส่วนช่องเสียบหูฟัง 3.5 ม.ม. ยังมีมาให้ การเชื่อมต่อไร้สายจะเป็นมาตรฐาน Wi-Fi 6 AX (2×2) และ Bluetooth 5.0 นอกจากนี้ยังมี IR Camera สำหรับใช้งานร่วมกับฟังก์ชัน Windows Hello เพื่อล็อกอินโดยใช้การสแกนนิ้วอีกด้วย  สำหรับประกันเป็น 3 ปี On-site Service ซ่อมฟรีถึงบ้านตามมาตรฐาน Lenovo

Lenovo Yoga slim 7i Pro-82FX001KTA ราคา 34,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i5-1135G7 (4C/8T : 2.4 – 4.2GHz)
  • GPU : Iris Xe Graphics + GeForce MX450
  • RAM : 16GB LPDDR4X 4266 MHz
  • DISPLAY: 14″ IPS 2.2K 2240×1400
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 512GB
  • OS : Windows 10 Home (64 Bit)
  • Software : Office Home & Student 2019
  • Warranty : 3 Year On- site Service

Lenovo Yoga slim 7i Pro-82FX001LTA ราคา 39,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i7-1165G7 (4C/8T : 2.8 – 4.7GHz)
  • GPU : Iris Xe Graphics + GeForce MX450
  • RAM : 16GB LPDDR4X 4266 MHz
  • DISPLAY: 14″ IPS 2.2K 2240×1400
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 1TB
  • OS : Windows 10 Home (64 Bit)
  • Software : Office Home & Student 2019
  • Warranty : 3 Year On- site Service

Hardware / Design

ดีไซน์การออกแบบโดยรวมของ Lenovo YOGA Slim 7i Pro นั้นจะดูเล็กกว่าโน๊ตบุ๊คหน้าจอ 14″ แบบสมัยก่อนอยู่พอสมควร เนื่องด้วยขอบจอที่บางกว่าปกติ ทำให้ตัวเครื่องดูเล็ก กะทัดรัด เหมาะกับการพกพา พร้อมได้หน้าจอความละเอียดสูง ที่มากกว่า Full HD ส่งผลให้ Lenovo Notebook รุ่นนี้เป็นอีกหนึ่งอพลตฟอร์ม Intel EVO ที่น่าใช้งานสุดๆ ด้วยน้ำหนักเพียง 1.3 กิโลกรัม กับความบางของตัวเครื่องเพียง 14.9 มิลลิเมตรเท่านั้น สำหรับหน้าจอสามารถกางได้เกือบๆ 180 องศาเลยทีเดียว

Lenovo YOGA Slim 7i Pro

ด้วยดีไซน์ออกมาได้ขอบหน้าจอบางแบบเพียง 5 ม.ม. ส่วนของตัวเครื่องทั้งหมดจะใช้เป็นอลูมิเนียมเป็นส่วนประกอบ ทำให้ได้ข้อดีมาก็คือทั้งความแข็งแรงและน้ำหนักที่เบา พร้อมสีสันสีเงิน Slate Grey ส่งผลให้ภาพลักษณ์โดยรวมของตัวเครื่องดูหรูหราให้อารมณ์พรีเมียมสุดๆ พร้อมให้ลุคทันสมัยแต่แฝงไว้ด้วยความเรียบหรูเป็นทางการ ภายในติดตั้งด้วยวัสดุและเทคโนโลยีที่ให้ความปลอดภัยและประสิทธิภาพการใช้งานระดับมืออาชีพตัวจริงที่พกพาได้บางเบาอย่างตระกูล YOGA 

Lenovo YOGA Slim 7i Pro Review 8

ตัวเครื่องมีการออกแบบโดยรวมให้ดูทันสมัยและเรียบง่าย โลโก้ Lenovo จะมีอยู่ 2 จุดเท่านั้น คือ มุมบนฝาหลังด้านซ้าย ส่วนฝาหลังจะโดดเด่นด้วยการทำพื้นที่แบบ 2 โซน พร้อมโลโก้ YOGA ที่มุมซ้ายบนตามมาด้วยการใส่รายละเอียดในการทำให้ตัวเครื่องมีลักษณะงานประกอบทั้งหมดแทบจะเป็นชิ้นเดียวกัน แบบ Unibody ส่งให้เวลาที่เราจับถือหรือใช้งานจะรู้สึกว่าแน่นหนา ซึ่งจากการใช้งานจริงพื้นผิวบางนี้เป็บรอยนิ้วมือค่อนข้างยาก ฉะนั้นหายห่วงเรื่องความสะอาดได้เลย หรือถ้าจะเช็ดก็ง่ายดาย 

Lenovo YOGA Slim 7i Pro Review 40

นอกเหนือจากนี้ Lenovo Notebook รุ่นนี้ยังมีการออกแบบภายในโดยใช้พัดลมระบายความร้อนแบบ 2 ตัวแบบ Gaming Notebook ในการท่ายเทความร้อนออกไปจากช่องทางใต้หน้าจอ โดยดูดลมเย็นจากใต้ตัวเครื่องพร้อมทั้งช่องคีย์บอร์ด ทำให้การทำงานแบบเต็มประสิทธิภาพก็ยังถ่ายเทความร้อนได้อย่างรวดเร็วน่าประทับใจ ในการใช้งานไปแทบจะไม่รู้สึกถึงความร้อนภายใน ส่วนใต้ตัวเครื่องก็มาพร้อมงานประกอบเรียบร้อยมาตรฐานโน๊ตบุ๊ค Lenovo ระดับสูง เรียกได้ว่าเป็นการต่อยอดจากรุ่นก่อนหน้าในหลายๆ ส่วนด้วย 

Lenovo YOGA Slim 7i Pro Review 43
Lenovo YOGA Slim 7i Pro Review 38
Lenovo YOGA Slim 7i Pro Review 53
Lenovo YOGA Slim 7i Pro Review 18
Lenovo YOGA Slim 7i Pro Review 25
Lenovo YOGA Slim 7i Pro Review 61
Lenovo YOGA Slim 7i Pro Review 37
Lenovo YOGA Slim 7i Pro Review 35
Lenovo YOGA Slim 7i Pro Review 45

Keyboard / Touchpad

คีย์บอร์ดนั้นตัวปุ่มเป็นสีเดียวกับตัวเครื่องพร้อมตัวอักษรโปร่งแสง มีการออกแบบมาให้ปุ่มมีความโค้งรับกับนิ้วมือได้พอดีสไตล์ Lenovo ทำให้สามารถพิมพ์ได้ง่ายขึ้น กับมาตรฐานคีย์บอร์ด 4 แถวขนาด Full Size อีกทั้งด้านการใช้งานในการพิมพ์ ก็ยังเด้งตอบสนองได้เป็นอย่างดีทั้งขนาดแป้นพิมพ์ที่รับกันนิ้วและช่องว่างระหว่างแป้นที่ทำให้มีความแม่นยำในการกดในส่วนของไฟ LED Backlit ก็สามารถใช้งานได้ดีทีเดียว ส่วนปุ่มเปิดเครื่องจะไปอยู่ที่ขอบตัวเครื่องทางขวาพร้อมไฟส่องสว่างแสดงสถานะ

Lenovo YOGA Slim 7i Pro Review 19

ทัชแพดมีขนาดที่ค่อนข้างใหญ่เมื่อเทียบกับขนาดตัวเครื่อง ส่วนดีไซน์นั้นก็ใช้เป็นแบบไม่มีปุ่มแยกออกมาเช่นเดียวกับโน๊ตบุ๊คปัจจุบันหลายๆ รุ่น การใช้งานจัดได้ว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจ ที่สำคัญยังมรในส่วนของฟีเจอร์ Intelligent Cooling ที่ปรับพลังงานให้เหมาะสมโดยอัตโนมัติ หรือเราจะกดเลือกโหมดเองก็ได้ผ่านทางปุ่ม Fn + Q ประกอบไปด้วย Quiet, Balance และ Performance ตามการใช้งานของเรา ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่มีใน Lenovo Notebook เกือบทุกรุ่นด้วย 

Lenovo YOGA Slim 7i Pro Review 21
Lenovo YOGA Slim 7i Pro Review 24
Lenovo YOGA Slim 7i Pro Review 23

Screen / Speaker

หน้าจอของ Lenovo YOGA Slim 7i Pro เป็นแบบด้านขนาด 14″ ความละเอียด WQXGA ที่ 2240 x 1400 พิกเซล พาเนล IPS ที่ให้มุมมองกว้างถึง 178 องศา ที่ให้ภาพคมชัด สวยงามทุกมุมมอง เมื่อประกอบกับขอบจอที่บางเฉียบ กว่า 97% เป็นหน้าจอแสดงผล ล้ำหน้าด้วยเทคโนโลยีที่สมจริงอย่าง Dolby Vision และเทคโนโลยีภาพไดนามิกสูง (HDR) ที่เข้ามาช่วยเพิ่มความคมชัดและแสดงเม็ดสีแม่นยำ พร้อมรายละเอียดที่สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น ทำให้การทำงานต่างๆ เปิดหน้าเว็บ การชมภาพยนตร์ ซีรีส์ รวมถึงการเล่นเกมดูเต็มอารมณ์มากยิ่งขึ้น ส่วนขอบจอด้านบนจะเป็นตำแหน่งของกล้องหน้าและไมโครโฟน 2 ตัวที่ซ่อนเอาไว้อย่างเรียบเนียน พร้อมระบบ 

Lenovo YOGA Slim 7i Pro Review 10

อีกทั้งใส่ยางขอบจอมาตลอดแนวของจอเลย ต่างจากโน๊ตบุ๊คอื่นๆ ที่มักจะติดตั้งมาเป็นจุดๆ ในบางตำแหน่งเท่านั้น ซึ่งยางนี้จะมีประโยชน์ก็ในการซับแรงกระแทกที่เกิดในเวลาที่จอพับอยู่ได้ และที่ถึงแม้ขอบจอจะบางแต่ก็ยังติดตั้งกล้องเว็บแคมไปอยู่บริเวณขอบจอด้านบนของหน้าจอได้ นอกเหนือจากนี้ยังมีฟีเจอร์อย่างสแกนใบหน้า IR Camera ไว้ให้ใช้งานร่วมกับ Windows Hello เพื่อที่จะเข้าใช้งานตัวเครื่องเพื่อความปลอดภัยแบบไม่ต้องใส่รหัสไปมาทุกครั้งอีกด้วย

Lenovo YOGA Slim 7i Pro Review 17
Lenovo YOGA Slim 7i Pro Review 13
Lenovo YOGA Slim 7i Pro Review 12

ให้ขอบเขตความกว้างของสีสันเทียบเท่ากับมาตรฐาน sRGB ที่ 92% และ AdobeRGB ที่ 71% เรียกได้ว่าให้ประสิทธิภาพเรื่องของสีสันอยู่ในระดับที่น่าประทับใจมาก ความสว่างหน้าจอสูงสุดอยู่ที่เกือบๆ 300 cd/m2 ซึ่งจัดได้ว่าอยู่ในเกณฑ์ดีกว่ามาตรฐานความสว่างของหน้าจอในโน๊ตบุ๊คทั่วไป คือ พอสู้แสงกลางแจ้งได้สบายๆ เหมาะกับการใช้งานนอกสถานที่ รวมไปถึงการทำงานภาพกราฟิกหรือตกแต่งภาพที่เน้นมืออาชีพมากๆ ก็ทำได้ดีเช่นกัน ยิ่งได้เรื่องความละเอียดหน้าจอที่สูงกว่า Full HD ด้วย ยิ่งตอบโจทย์ได้ยอดเยี่ยม

s4 1

ต่อกันที่วัดความสว่างของหน้าจอตามตำแหน่งต่างๆ โดยแบ่งเป็น 9 ช่อง เทียบจากช่องกลางที่ปกติแล้วจะให้ความสว่างที่มากที่สุด ที่จะเห็นได้ว่าช่องมุมกลางและขวาบนของจอเป็น 0% ก็คือแสดงความสว่างได้เต็มที่ที่สุด แต่สำหรับงช่องกลางและซ้ายแถวล่างจะมีแสงสว่างที่ลดลง 15%ในการทดสอบก็เพื่อให้เราใช้งานอย่างระมัดระวังสำหรับคนที่บังเอิญจำเป็นต้องใช้งานภาพถ่าย หรืองานกราฟิกอื่นๆ ปิดท้ายด้วยคะแนน 4.0 เมื่อทดสอบด้านการแสดงผลต่างๆ ทั้งหมดแล้ว พร้อมค่าการคลาดสี (Delta-E) ที่เฉลี่ยต่ำกว่า 2 อีกด้ว 

s1 10
s2 10
s3 10

ด้านของลำโพงสเตอรีโอใช้เป็นแบรนด์คุณภาพอย่าง HARMAN ทำงานแบบ 2W x 2 พร้อมมีเทคโนโลยี Dolby Atmos ให้เสียงที่ดีมาก พร้อมปรับแต่งได้ โดยถูกติดตั้งบริเวณด้านล่างซ้ายขวาขอบตัวเครื่อง ในเรื่องของความดังของเสียงเรียกว่าทำออกมาได้อย่างน่าประทับใจทีเดียว ส่วนในเรื่องคุณภาพเสียงนั้น ถือว่าดีกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไปแบบรู้สึกได้ ซึ่งเพียงพอกับการใช้งานดูหนังฟังเพลงแบบสบายๆ แล้ว ส่วนใครจะเอาไปต่อกับหูฟังหรือลำโพงเพิ่ม ก็สามารถทำได้หากว่าต้องการคุณภาพเสียงที่ดีมากยิ่งขึ้นไปอีก

Lenovo YOGA Slim 7i Pro Review 55
Lenovo YOGA Slim 7i Pro Review 54
Lenovo YOGA Slim 7i Pro Review 56

Connector / Thin And Weight

พอร์ตการเชื่อมต่อตัวเครื่อง Lenovo YOGA Slim 7i Pro นี้จัดว่าเป็นโน๊ตบุ๊คบางเบาที่มีการกระชับพื้นที่มากๆ แต่ยังมีพอร์ตการเชื่อมต่อที่ครบครันอยู่ ไม่ว่าจะเป็น USB 3.2 Type-A จำนวน 1 พอร์ต (รองรับการชาร์จไฟไปยังอุปกรณ์อื่น) พร้อมช่องต่อหูฟังขนาดมาตรฐาน 3.5 มิลลิเมตร ที่ติดตั้งอยู่ทางด้านขวา โดดเด่นด้วยติดตั้งพอร์ต Thunderbolt 4 จำนวน 2 พอร์ต ที่เป็น Full Function ที่ประกอบไปด้วย USB 3.2 / DisplayPort / PD รองรับการชาร์จไฟในตัวอีกด้วย ซึ่งถ้าจะต่ออุปกณ์เพิ่มอย่าง HDMI / LAN ก็ต้องมีอุปกรณ์เสริมอย่าง USB-C Hub กันอีกที   

Lenovo YOGA Slim 7i Pro Review 48

ขนาดของตัวเครื่องและสายชาร์จ เมื่อเทียบกับขนาดของโน๊ตบุ๊ค 14″ ทั่วไปถือได้ว่ามีมิติที่เล็กกว่าพอสมควร ส่วนน้ำหนักตัวเครื่องเปล่านั้น อยู่ที่ 1.3 กิโลกรัม และเมื่อรวมกับตัวอะแดปเตอร์เข้าไปด้วย ก็จะมีหนักราวๆ 1.5 กิโลกรัมเท่านั้น ซึ่งตัวอะแดปเตอร์เองก็ถือว่าจ่ายไฟได้มากกว่าปกติเพราะเป็นขนาด 95W จากการที่รุ่นนี้มีการ์ดจอแยก ซึ่งรวมๆ แล้วก็จัดว่ามีน้ำหนักที่มีความเบามากๆ เลย แน่นอนว่าตอบสนองในเรื่องของการพกพาไปนอกสถานที่ได้อย่างเต็มรูปแบบ สมกับเป็นโน๊ตบุ๊คเน้นประสิทธิภาพในยุคปัจจุบันทีเดียว

Lenovo YOGA Slim 7i Pro Review 50
Lenovo YOGA Slim 7i Pro Review 47
Lenovo YOGA Slim 7i Pro Review 70

Inside / Upgrade

การแกะฝาล่างของเครื่องนั้นสามารถทำได้ง่ายมากๆ จากการที่ฝาหลังเป็นโลหะทำให้ค่อนข้างแข็งแต่ยืดหยุ่นพอสมควร เอาจริงๆ คือขอแค่มีไขควงแบบหัวดาวขนาดพอดี ก็สามารถไขได้แล้ว ซึ่งหลังจากถอดน็อตทุกตัวเสร็จหมดแล้ว เราสามารถใช้มือค่อยๆ แกะออกที่ละส่วนได้เลย แต่ก็ต้องทำแบบใจเย็น ซึ่งเมื่อเปิดถึงภายในเครื่องแล้วจะเห็นการวางรูปแบบของฮาร์ดแวร์เครื่องนี้ทำได้ดูดีสมกับเป็นโน๊ตบุ๊คระดับมืออาชีพ มีความดูดีเรียบร้อยกับงานประกอบภายนอกเลย นับว่าเป็นอีกมาตรฐานของ Lenovo ที่ทำได้ยอดเยี่ยมมาโดยตลอด

Lenovo YOGA Slim 7i Pro Review 72

เรื่องระบายความร้อนตัวเครื่องมีพัดลม 2 ตัวเหมือนกับ Gaming Notebook พร้อมด้วย Heat Pipe จำนวน 2 เส้น วางพาดชิปประมวลผลและการ์ดจอ โดยลมร้อนเป่าออกทางด้านหลังของตัวเครื่อง นอกจากนั้นแรมที่ติดตั้งมาขนาด 16GB จะเป็นแบบฝังบอร์ด ทำให้ไม่สามารถอัพเกรดได้ภายหลังตามสไตล์โน๊ตบุ๊คบางเบา โดยจะเห็นถึง SSD M.2 NVMe PCIe จำนวน 1 สล็อตซึ่งก็ติดตั้งมาแล้ว ความจุ 1TB นอกจากนั้นเรายังเห็นถึงแบตเตอรี่ที่มีขนาดใหญ่ จัดว่าเป็นครึ่งหนึ่งของพื้นที่ตัวเครื่องเลยทีเดียว 

Lenovo YOGA Slim 7i Pro Review 73
Lenovo YOGA Slim 7i Pro Review 74
Lenovo YOGA Slim 7i Pro Review 75

Performance / Software  

Lenovo YOGA Slim 7i Pro สเปก Core i Gen 11 เมื่อตรวจสอบข้อมูลของชิปประมวลผลด้วยโปรแกรม CPU-Z ก็พบว่าข้อมูลขึ้นมาครบถ้วนเลยครับ โดยเลือกใช้ชิป Intel Core i7-1165G7 ที่มี 4 คอร์ 8 เธรดสำหรับการประมวลผล ความเร็วที่ 2.70 – 4.80 GHz มีค่า TDP ในการปลดปล่อยความร้อนสูงสุดแค่ 12W – 28W เท่านั้น ซึ่งจัดว่าต่ำมากสำหรับชิป Core i7 ในโน๊ตบุ๊ค ทำให้ตัวเครื่องโดยรวมไม่ร้อนจนเกินไป ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากการใช้สถาปัตยกรรมการผลิตที่ระดับ 10 นาโนเมตร อย่าง Tiger Lake เทคโนโลยีสุดล้ำ SuperFin

ที่ต้องบอกว่าสร้างมาตรฐานประสิทธิภาพที่มากกว่าชิปประมวลผลรุ่นก่อนๆ แรงเพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไปมากๆ หรือถ้างานที่ต้องประมวลผลจริงจังก็รองรับได้อย่างสบายๆ ส่วนแรมได้ขนาด 16GB LPDDR4X Bus 4266MHz ทำงานแบบ  Quad Channel ฝังเมนบอร์ดทำให้ไม่สามารถอัพเกรดได้ พร้อมให้ที่เก็บข้อมูล SSD M.2 NVMe PCIe ความเร็วสูงสุด ที่สามารถขับเคลื่อนระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home แบบลื่นไหลอย่างที่สุด ในทุกๆ การทำงาน แบบไร้อาการคอขวดเลยทีเดียว 

c1 9.   c2 9

การ์ดจอเป็นแบบออนบอร์ดรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง Intel Iris Xe Graphics ที่ให้พลังในการประมวลผลที่ดีในระดับที่ก้าวกระโดดกว่ารุ่นก่อนๆ อย่างในเรื่องของกราฟิก 2 มิตินั้นก็รองรับได้อย่างสบายๆ หรือถ้าเป็น 3  มิติก็ต้องบอกว่ารองรับการทำงานได้ในระดับเบื้องต้นหรือระดับสูง รองรับการทำงานกับหน้าจอความละเอียดสูงอย่าง 4K / 8K ได้แบบไม่มีปัญหา กรณีที่เราเชื่อมต่อหน้าจอภายนอก

เหมาะสำหรับคนที่ต้องการเพิ่มพลังการสร้างสรรค์คอนเทนต์ มองหาความบันเทิง หรือการเล่นเกมเปี่ยมอรรถรส  ประสิทธิภาพที่เรียกได้ว่าดีที่สุดในกลุ่มของการ์ดจออนชิปด้วยกัน อีกทั้งยังมีการ์ดจอแยก NVIDIA GeForce MX450 (2GB GDDR6) มาร่วมทำงานในส่วนของที่ทรัพยากรมากกว่า ที่ต้องบอกว่าประสิทธิภาพใกล้เคียงกับการ์ดจอ Gaming ระดับเริ่มต้นเลยทีเดียว 

g1 9.   g2 9

สำหรับโปรแกรมทดสอบ CINEBENCH R15 / R20 ที่เน้นในเรื่องของพลังชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 คะแนนก็อยู่ในระดับสูงสุดๆ ที่น่าประทับใจสมกับเป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด เปรียบเทียบกับชิปประมวลผลรุ่นก่อนๆ ก็ทำได้ดีกว่าแบบชัดเจนทีเดียว รวมไปถึงตัวการ์ดจอเองก็มีประสิทธิภาพสูงเช่นเดิม เรียกได้ว่าตอบโจทย์ในส่วนของงานประมวลผลหนักๆ ได้อย่างสบายๆ รวดเร็วทันใจแบบสุดๆ สมกับเป็นชิปประมวลผลตัวบนในรุ่นใช้งานเต็มกำลัง และการ์ดจอระดับบน ที่เน้นการทำงานเป็นหลัก

cine15 7.   cine20 7

ตัวเก็บข้อมูลของเครื่องที่เลือกใช้ SSD ก็ทำคะแนนออกมาได้อย่างรวดเร็วเป็นที่น่าพอใจบนขนาดความจุ 1TB แบบ M.2 NVMe PCIe Gen 4 ระดับความเร็วสูงสุดในตลาด แน่นอนว่าเร็วกว่า SSD M.2 SATA 3 หรือ SSD M.2 NVMe PCIe แบบทั่วไป ในด้านการใช้งานจริงที่แตกต่างกันอย่างเห็นเห็นได้ชัด เรียกได้ว่าเปิดอะไรปุ๊บก็ติดปั๊บ ที่ต้องบอกว่าความเร็วระดับการอ่านที่ราวๆ 3168 MB/s และเขียนที่ 3096 MB/s เป็นระดับความเร็วในการเขียนอ่านทำงานโดยรวมที่น่าประทับใจ จัดว่าเป็น SSD M.2 NVMe ระดับบนอย่างแท้จริง

ssd2

การทดสอบประสิทธิภาพกับโปรแกรม PCMark 10 Advance ซึ่งสามารถทำคะแนนการทดสอบรวมได้มากถึง 5,541 คะแนน ถือได้ว่าในส่วนของการใช้งานทั่วไปโดยรวมนั้นสอบผ่านแบบสบายๆ ทั้งในส่วนของการเล่นเว็บไซต์ งานเอกสาร งานตกแต่งรูปภาพ รวมถึงงานตัดต่อวิดีโอ  จากการที่เป็นโน๊ตบุ๊คใช้ชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 อย่าง i7-1165G7  ที่มีการ์ดจอออนบอร์ดตัวแรงอย่าง Iris Xe Graphics + MX450 พร้อม AI เทคโนโลยี 10 นาโนเมตร SuperFin ทำให้มีคะแนนพุ่งกว่าโน๊ตบุ๊คในสเปกใกล้เคียงกันกับ Gaming Notebook หลายๆ รุ่นเลยทีเดียว

pc10 10

สำหรับคะแนนและเฟรมเรมในการเล่นเกมจากการทดสอบด้วยโปรแกรม 3D Mark จากทาง Futuremark ที่พัฒนาและคิดค้นจากบริษัท AMD, Intel, Microsoft, NVIDIA ในส่วนของ Time Spy ทำออกมาน่าสนใจมากๆ ด้วยคะแนนรวม 2,602 และประมวลผลคาดการณ์เกม Apex Legends ปรับสุด Full HD ได้ 50+ FPS เน้นเรื่อง DirectX 12 เป็นตัวช่วยขับเคลื่อนเพื่อมาเสริมข้อบกพร่องทางด้านการทำงานต่างๆ ของการ์ดจอเป็นหลัก ซึ่งผลทดสอบนั้นจะดูว่าแต่ละการ์ดจอนั้นสามารถทำงานเข้าขากับ DirectX 12 ได้ดีขนาดไหน3dmark 1

สำหรับคะแนนและเฟรมเรมในการเล่นเกมทำออกมาน่าสนใจมากๆ โดยเฉลี่ยของเฟรมเรท (FPS) จากทั้ง 7 เกมที่ได้ทดสอบมีค่าเฟรมเรทเฉลี่ยที่ดีทีเดียว เพราะเราปรับทุกเกมกราฟิกสุดทั้งหมด ประกอบไปด้วย Resident Evil 3 Remake / Battlefield V / FarCry 5 ที่เป็นเกมออฟไลน์ที่กินทรัพยกร รวมไปถึงเกมออนไลน์ยอดนิยมอย่าง PUBG / DOTA 2 / Overwatch ซึ่งตรงนี้ก็สามารถชี้วัดความสามารถในการเล่นเกมที่กราฟิกละเอียดๆ และภาพสวยๆ ได้ลื่นไหลเป็นอย่างดีเลย

ทดสอบเกมกินทรัพยากรพอตัวอย่าง RE 3 / BF V / FarCry 5 ก็สามารถเล่นได้ดีที่ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล ที่ต้องบอกว่าเฟรมเรทที่ออกมานั้น แม้จะไม่ลื่นไหลมากแต่ก็พอเล่นเกม แต่ถ้าให้ดีปรับกลางๆ ลงไปก็ทได้ เว้นแต่ในส่วนของ RE 3 เราปรับกราฟิกในเกมเป็น MAX ที่ใช้แรมการ์ดจอไปกว่า 12GB ซึ่งเกินกว่าตัวการ์ดจอที่ 2GB ต้องบอกว่าเฟรมต่ำมากเล่นไม่ได้เลย

ต่อกันที่เกมออนไลน์อย่าง PUBG / Overwatch / DOTA 2 ก็จัดการทดสอบแบบปรับสุดหมดให้ด้วยเช่นกัน โดยทั้งนี้การตั้งค่าความละเอียดของภาพก็อยู่ที่ 1920 x 1080 พิกเซล ซึ่งเป็นความละเอียดที่จะสามารถเล่นให้ลื่นได้อยู่ในเกณฑ์ที่รับได้ สำหรับรายละเอียดภาพอื่นๆ ก็เรียกได้ว่าเปิดทุกอัน  ผลที่ได้ออกมาก็คือสามารถเรนเดอร์ได้อย่างไหลลื่นในระดับเฟรมเรทน่าพอใจ อย่างไรก็ตามอยากให้ลื่นกว่านี้ปรับลงมาที่กราฟิกกลางๆ ต่ำๆ ก็ได้ 

game test 2 1

ที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือ Lenovo Vantage ก็เรียกได้ว่าเป็นซอฟแวร์ที่มีประโยชน์มาก ช่วยให้ผู้ใช้สามารถจัดการและควบคุมในหลายๆ ส่วนของเครื่องได้ เรียกได้ว่าค่อนข้างละเอียดมากทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นอัพเดทไดร์เวอร์ล่าสุด การเปิดปิดอุปกรณ์ต่างๆ ภายในเครื่อง ตั้งค่าทัชแพด การเชื่อมต่อไร้สาย แบตเตอรี่ กล้องเว็บแคม ระบบเสียง และ IR Camera ที่ต้องบอกว่าซอฟต์แวร์ต่างๆ นั้นไม่ได้ติดตั้งมาให้หนักเครื่องเปล่าๆ แต่สามารถใช้งานได้จริง และใช้งานได้ดีอีกด้วย

van

Battery / Heat / Noise

แบตเตอรี่เป็นแบบฝังไว้ในเครื่องเหมือนกับโน๊ตบุ๊คหลายๆ รุ่นในปัจจุบัน ตัวแบตเตอรี่มีขนาด ประมาณ 5,000 mAh สามารถทำงานต่อเนื่องยาวนานเกือบๆ 14 ชั่วโมงต่อเนื่องในการใช้งานแบบดู YouTube ผ่าน Wi-Fi ถือได้ว่าเป็น Intel EVO อีกรุ่นหนึ่งเลยที่มีแบตเตอรี่ที่ใช้ได้ยาวนานในการใช้งานจริงก็ถือว่าน่าประทับใจแล้ว พกพาไปใช้งานนอกสถานที่ทั้งวันได้เลย ที่สำคัญมีเทคโนโลยีรองรับระบบชาร์จเร็ว (Rapid Charge) ที่สามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้ถึง 80% ภายในระยะเวลา 1 ชั่วโมง ด้วยอแดปเตอร์ขนาด 95Watt

batt3 1

ผลการตรวจสอบอุณหภูมิขณะเครื่องทำงานปกติ มีเปิดโปรแกรมทำงานอยู่ด้วยบางส่วน โดยทดสอบเมื่ออยู่ในห้องแอร์อุณหภูมิประมาณ 26 องศาเซลเซียส พบว่าความร้อนของ CPU จะอยู่ในช่วง 40 –  50 องศา ซึ่งจัดว่าอยู่ในระดับปกติของโน๊ตบุ๊คบางเบาที่ใช้ชิป Core i7 ส่วนถ้าเป็นอุณหภูมิหลังจากทดสอบงานประมวลผลหนักๆ แล้ว จะเห็นว่าอุณหภูมิสูงสุดของ CPU นั้นไปสูงสุดที่ 100 องศาเซลเซียส  และ GPU อยู่ที่ 85 องศาเซลเซียส ซึ่งความร้อนที่แผ่ออกมานั้นก็ไม่ได้รบกวนการทำงานแต่อย่างใด รวมไปถึงถ้าไม่ใช้งานหนัก ตัวเครื่องเองก็ระบายความร้อนออกไปได้อย่างรวดเร็วดี

temp2 4

Conclusion / Award

เรียกได้ว่ามีความน่าสนใจจริงๆ สำหรับโน๊ตบุ๊คอีกหนึ่งรุ่นที่ทุกๆ คนให้ความสนใจอย่าง Lenovo YOGA Slim 7i Pro ที่เป็นรุ่นระดับสูง ที่เป็นรุ่นรองในส่วนของ Lenovo YOGA Slim 9i เท่านั้น คือได้ความหรูหราที่น้อยได้ แต่ได้สเปกที่แรงยิ่งกว่า มาพร้อมความสมบูรณ์แบบพร้อมเปลี่ยนเป็นซีรีส์เป็น YOGA ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของดีไซน์การออกแบบ ภาพลักษณ์ วัสดุ งานประกอบ รวมไปถึงสเปคประสิทธิภาพและประสบการณ์ใช้งาน สมกับเป็นหนึ่งใน Intel EVO ของ Lenovo ที่ทุกคนต่างให้ความนิยม ที่สำคัญคือความเชื่อใจในระดับการทำงานมืออาชีพ

Lenovo YOGA Slim 7i Pro

ซึ่งประสิทธิภาพการทำงานของ Lenovo YOGA Slim 7i Pro ก็ยังครบครันทั้งแง่ของชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 ทั้ง i5 / i7 ที่แรงลื่นด้วย AI และการ์ดจอออนชิปที่ดีที่สุด ทำงานร่วมสเปกอื่นๆ ที่เป็นระดับบน แสดงผลผ่านหน้าจอ 14″ คุณภาพสูงพาเนล IPS ความละเอียด 2240 x 1400 พิกเซล มาพร้อมเทคโนโลยีที่สมจริงอย่าง Dolby Vision และเทคโนโลยีภาพไดนามิกสูง (HDR) ที่เข้ามาช่วยเพิ่มความคมชัดและแสดงเม็ดสีแม่นยำ พร้อมรายละเอียดที่สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น ที่ทำให้โน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ตอบโจทย์ทั้งการทำงานจริงจัง หรือการใช้งานเพื่อความบันเทิง ตอบโจทย์ได้หมด

Lenovo YOGA Slim 7i Pro

กับราคา 34,990 – 39,990 บาท ถือว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ชูเรื่องของนวัตกรรมของทาง Lenovo ในกลุ่มของ Notebook สายทำงานที่คุ้มค่าอีกหนึ่งรุ่น พร้อมกันนั้นยังได้ในส่วนของแพลตฟอร์ม Intel EVO ที่ตอกย้ำเรื่องของประสิทธิภาพโดยรวมในทุกๆ ด้าน ซึ่งส่วนตัวเองก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีที่ได้สัมผัสและรีวิวโน๊ตบุ๊คแบบนี้เหมือนกัน ซึ่งเมื่อเทียบกับโน๊ตบุ๊ครุ่นราคาใกล้เคียงกันกับหน้าจอ 14″ ที่บางเบาพอๆ กัน จะเห็นได้ว่า Lenovo YOGA Slim 7i Pro เป็นรุ่นที่น่าซื้อมากกว่าจริงๆ ยังไงไว้ลองคิดเป็นตัวเลือกแรกๆ ดูนะครับ

Lenovo YOGA Slim 7i Pro

Award

โดยในครั้งนี้จะเป็นการเปรียบเทียบการให้รางวัลกับโน๊ตบุ๊คในกลุ่มเครื่องบางเบา ขนาดหน้าจอ 13.3″ ซึ่ง Lenovo YOGA Slim 7i Pro ได้รับรางวัลต่างๆ ดังนี้

Best Design

ดีไซน์โดยรวมของ Lenovo YOGA Slim 7i Pro มีความโดดเด่นเรื่องความพรีเมียม รวมถึงหน้าจอขอบบางแบบบางพิเศษ ที่ทำให้สามารถใช้งานจอขนาด 14″ ภายในตัวเครื่องที่มีขนาดเล็กกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไปที่ใช้จอขนาดเดียวกัน อีกทั้งความบางเบาคือจุดเด่น ด้วยตัวเครื่องที่มีขนาดเล็กกระทัดรัดมากๆ บางแค่ 15.9 มิลลิเมตร เบาเพียง 1.3 กิโลกรัม ทำให้เป็นโน๊ตบุ๊คที่เหมาะมาก ๆ สำหรับการพกพาไปใช้งานนอกสถานที่ และนอกจากความบางเบา ยังมีความแข็งแกร่งอีกด้วย จากการใช้วัสดุอลูมิเนียมตลอดทั้งตัวเครื่อง

NBS award 7 Design

Best Mobility

ปัจจัยสำคัญของด้าน Mobility ก็คือขนาดที่กะทัดรัด พร้อมตัวเครื่องที่มีความแข็งแรงทนทาน แบตเตอรี่ที่ใช้งานได้นาน และการเชื่อมต่อแบบไร้สายที่ครอบคลุม ซึ่ง Lenovo YOGA Slim 7i Pro ตอบโจทย์ทั้งสามด้านได้อย่างครบถ้วนครับ กับตัวเครื่องบางเบา และการเชื่อมต่อแบบไร้สายที่รองรับทั้ง Wi-Fi 6 AX (2×2) รวมถึง Bluetooth 5 ส่วนแบตเตอรี่ก็ใช้งานได้ยาวนานเกือบ 14 ชั่วโมง แทบไม่ต้องพกอแดปเตอร์กันเลยทีเดียว หรือจะชาร์จไฟกลับก็สามารถทำได้รวดเร็ว และรองรับ USB PD ด้วย 

NBS award 4 Mobility 

Best Performance

Lenovo YOGA Slim 7i Pro มีสเปคที่ครบครันและทรงพลังที่สุดรุ่นนึง ทั้งชิบประมวลผล Intel Core i Gen 11 Tiger Lake การ์ดจอออนชิป Intel Iris Xe Graphics + MX450 ที่ทรงพลังมาก พร้อมแรมตัวเครื่องที่ให้มา 16GB และ SSD M.2 ความเร็วสูงสุด ความจุ 512GB / 1TB และให้การเข้าถึงข้อมูลได้รวดเร็วสูงรองรับการทำงานต่างๆ พร้อมๆ กันได้หลายๆ งาน รวมถึงเล่นเกมได้อย่างลื่นไหล รวมไปถึงหน้าจอ IPS เกรดสูง ที่ความละเอียด 2240 x 1400 พิกเซล แสดงผลภาพดีมาก ทั้งทำงานหรือเล่นเกมก็สมบูรณ์แบบ รองรับการทำงานต่างๆ พร้อมๆ กันได้

award new performance

 

from:https://notebookspec.com/web/591089-review-lenovo-yoga-slim-7i-pro-i7-mx450

รีวิว Acer Nitro 5 สเปก Ryzen 5 5600H + rTX 3060 แรม 16GB + SSD 512GB จอ 15.6″ IPS 144Hz ราคา 36,990 บาท ประกัน 3 ปี On-Site

Acer Nitro 5 รุ่นใหม่ในปี 2021 สเปก AMD Ryzen 5000H หรือ Acer Nitro 5 AN515-45 ตัวท็อปในตอนนี้ ได้การ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX 30 Series เป็นหนึ่งใน Gaming Notebook หน้าจอ 15.6″ ราคาคุ้มค่าต่อสเปกกับช่วงราคา 3x,xxx บาท ได้รับความนิยมไม่แพ้รุ่นอื่นๆ ทั้งจากสเปกที่แรงลื่นกว่ารุ่นก่อน อีกทั้งยังมีฟีเจอร์ที่จัดเต็ม อาทิ คีย์บอร์ดไฟ RGB และอื่นๆ ซึ่งแม้ว่าดีไซน์หลักๆ จะไม่แตกต่างจาก Acer Nitro 5 ก่อนหน้าเท่าไร ในราคาที่ 36,990 บาท ได้ประกัน 3 ปี On-site Serive ที่ดีเยี่ยม หรือส่งศูนย์ซ่อมด่วน 3 ชั่วโมง

Acer Nitro 5

สำหรับ Acer Nitro 5 รุ่นที่ได้รีวิวนี้เป็นรุ่นที่ดีที่สุดของ Acer โดยเป็นชิปประมวลผล Ryzen 5 5600H ทำงานร่วมกับการ์ดจอ GeForce RTX 3060 (6GB GDDR6) ที่แรงลื่นกว่าเดิมแน่นอน ในส่วนของแรมจัดเต็มมาให้เลยที่ 16GB DDR4 Bus 3200MHz แบบ 8GB จำนวน 2 แถว ส่วนที่เก็บข้อมูลให้มามาตรฐาน SSD M.2 NCMe PCIe ความจุ 512GB หน้าจอเป็นพาเนล IPS เกรดสูง sRGB 92% รองรับ Refresh Rate ที่ 144Hz ให้ความลื่นไหลทั้งการเล่นเกมหรือทำงาน แน่นอนว่าได้ Windows 10 Homeใช้งานได้ทันที โดยความร้อนที่เกิดขึ้นถือว่าน้อยมากๆ เมื่อเทียบกับรุ่นอื่นๆ  

VDO Review

Coming Soon

NBS Verdict

การมาของ Acer Nitro 5 ปี 2021สเปก Ryzen 5000H หรือ Acer Nitro 5 AN515-45 เทียบกับ Acer Nitro 5 AN515-44 ที่สเปกเป็น Ryzen 4000H นับได้ว่ามีความคล้ายกันเกือบทั้งหมด หลักๆ แล้วแตกต่างกันที่สเปกภายในเท่านั้น ซึ่งทำให้ผู้ซื้ออย่างเราๆ มีตัวเลือกใหม่เพิ่มขึ้น (Ryzen 4000H ยังมีขายอยู่) โดยเป็นโน๊ตบุ๊คเล่นเกมราคาคุ้มค่ารุ่นล่าสุดของทาง Acer ทำให้เป็น Gaming Notebook ที่ได้สเปก Ryzen 5000H ที่ถูกที่สุดในตลาด ณ ตอนนี้ด้วย  

ซึ่งเหมาะกันคนที่ต้องการ Gaming Notebook ที่ได้สเปกใหม่ โดดเด่นด้วยประสิทธิภาพสูง จากชิปประมวลผล Ryzen 5 5600H แม้จับคู่มากับการ์ดจอตัวอย่าง NVIDIA GeForce RTX 3060 (6GB GDDR6) ตัวใหม่ตัวแรง Max-P พร้อมได้แรมขนาด 16GB แบบ DDR4 Bus 3200MHz พร้อม SSD มาตรฐาน M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB มีระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home ใช้งานได้ทันที ให้ความแรงลื่นในการทำงานและเล่นเกม  ที่น่าประทับใจกว่า Acer Nitro 5 รุ่นก่อนๆ ที่เคยมีมาแน่นอน

Acer Nitro 5

ฟีเจอร์อื่นๆ ก็ยังครบเครื่องแต่ก็เหมือนเดิม ด้วยไฟคีย์บอร์ด RGB แบบ 4 โซน คล้ายกับที่เคยมีมาในรุ่นพี่อย่าง Predator Series ปรับแต่งได้อิสระประมาณนึง และได้การตอบสนองของปุ่มแบบทันทีด้วยระยะการกด 1.6 มม. เสริมอารมณ์ในการเป็น Gaming Notebook ไปอีกระดับ ลำโพงของตัวเครื่องใช้เป็นแบบสเตอริโอ โดยมีระบบเสียง DTS:X Ultra ให้เสียงจะชัดเจนและสามารถจำลองระบบเสียงรอบทิศทาง 3 มิติได้

รวมไปถึงมีเทคโนโลยี Acer CoolBoost และช่องระบายความร้อนแบบจัดเต็ม 4 ช่องทาง แบ่งเป็นทางด้านหลัง 2 ช่อง และซ้ายขวาอย่างละ 1 ช่อง จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและระบายความร้อนด้วยพัดลมคู่ ซึ่งดีเยี่ยมกว่ารุ่นก่อนหน้าเช่นกัน พร้อมการอัพเกรดอินเตอร์เน็ตไร้สายเป็น Wi-Fi 6 AX ที่มีเทคโนโลยี 2×2 MU-MIMO ที่ดีกว่า และ LAN RJ45 ก็เป็น Killer Ethernet E2600 โดยมีซอฟต์แวร์ Killer Control Center 2.0 ตรงนี้เหนือชั้นกว่ารุ่นอื่นๆ ชัดเจนทีเดียว

Acer Nitro 5

สำหรับคนไหนสนใจ Gaming Notebook ขนาดหน้าจอ 15.6″ ได้ดีไซน์เก่า ที่มีการปรับเปลี่ยนเล็กน้อย ส่วนของลายฝาหลังและเส้นสีแดงที่ทัชแพดหายไป ให้ดูแตกต่าง พร้อมคงโฉบเฉียว มีการแซมสีแดงให้ดูโดดเด่นเหมือนเดิม การเชื่อมต่อต่างๆ ก็ครบครันกว่าหลายๆ รุ่น พร้อมเน้นให้ประสิทธิภาพความแรงที่สดใหม่เหนือชั้นล่ะก็ Acer Nitro 5 รุ่นนี้ สเปก Ryzen 5000H น่าจะตอบโจทย์ได้ดีที่สุดรุ่นหนึ่งทีเดียว

จากราคาและสเปกคุ้มๆ ได้หน้าจอเทพๆ ทั้งลื่นไหลและค่าขอบเขตสีที่ดีมากๆ รวมไปถึงการทดสอบใช้งานจริงต้องบอกว่าแบตเตอรี่ใช้งานได้ประมาณ 5 ชั่วโมง ซึ่งถือว่าน้อยไปหน่อย คาดว่าจะความจุแบตที่น้อย ในส่วนนี้ก็ถือว่าทำได้ดีกว่ามาตรฐานของ Gaming Notebook รุ่นอื่นๆ พอตัว อย่างไรก็ตามสิ่งหนึ่งที่ต้องรู้คือ สิ่งที่อัพเกรดจากรุ่นก่อนหน้าคือได้หน้าจอ IPS ที่เกรดดีกว่าเดิม มีค่า sRGB 92% นั่นเอง 

ข้อดี Acer Nitro 5

  • ดีไซน์การออกแบบสวยงามให้ความ Gaming ตามสไตล์ Nitro 5 งานประกอบแน่นหนา
  • การแกะอัพเกรดทำได้ง่ายกว่าเดิม รองรับ SSD M.2 สองสล็อต และ HDD/SSD 2.5″ อีก 1 ช่อง
  • สเปคประสิทธิภาพสูงจากชิปประมวลผล AMD Ryzen 5000H รุ่นใหม่ล่าสุด 
  • พร้อมได้การ์ดจอแยกตัวใหม่ตัวแรง NVIDIA GeForce RTX3060 Max-P (6GB GDDR6)
  • ได้แรมขนาด 16GB DDR4 Bus 3200MHz และ SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB มาเลย
  • มีโปรแกรม Nitrosense + CoolBoots ปรับรอบพัดลมติดตั้งมาให้ในเครื่องเลย
  • จัดการความร้อนทำได้ดีเยี่ยม เย็นทั้ง CPU / GPU เมื่อใช้งานหนักๆ
  • หน้าจอพาเนล IPS เกรดคุณภาพสูงกว่ารุ่นก่อน พร้อมรองรับ Refresh Rate ที่ 144Hz
  • พอร์ตเชื่อมต่อครบครันทั้ง USB 3.2 Type-A, USB 3.2 Type-C, HDMI
  • LAN  RJ45รองรับ Killer Ethernet E2600 ช่วยลด Ping เวลาเล่นเกมออนไลน์
  • Wi-Fi 6 AX มีเทคโนโลยี 2×2 MU-MIMO ดีกว่าแบบเดิมๆ
  • คีย์บอร์ดมีไฟ RGB แบบ 4 โซน สามารถปรับแต่งเพิ่มเติมได้
  • แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนาน 5 ชั่วโมง
  • มาพร้อมกับการรับประกัน 3 ปี แบบ On-site Service ซ่อมฟรีถึงบ้าน
  • ตัวเครื่องมาพร้อมกับ Windows 10 Home และซอฟต์แวร์ Acer Care Center

ข้อสังเกต Acer Nitro 5

  • ดีไซน์หลักๆ ยังคล้ายเดิม มีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยเท่านั้น 
  • ยังไม่มี SD(XC/HC) Card reader มาให้ในตัวเช่นเดิม
  • เสียงพัดลมค่อนข้างดังถ้าสั่งให้ทำงาน 100% 

Specification

สเปกภายในของ Acer Nitro 5 สเปก AMD Ryzen 5000H ตอนนี้มี 3 สเปก ซึ่งรุ่นที่เราได้มารีวิวเป็น Ryzen 5 5600H พร้อมกับประสิทธิภาพความแรงจากเทคโนโลยีการผลิต 7 นาโนเมตร สถาปัตยกรรม Zen 3 โค้ดเนม Cezanne สุดล้ำหน้า ที่ส่งผลให้มีความแรงที่มากกว่าขึ้น ความร้อนที่น้อยลง แบตเตอรี่ยาวนาน ที่กับคู่มากับการ์ดจอตัวแรงอย่าง NVIDIA GeForce RTX 3060 (6GB GDDR6)  ส่วนแรมได้มาตรฐานเป็นขนาด 16GB แบบ DDR4 Bus 3200MHz มีที่เก็บข้อมูลเป็น SSD มาตรฐาน M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB (รองรับการอัพเกรด SSD M.2 / HDD 2.5″ SATA3 ภายหลัง) พร้อมระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home แท้ใช้งานได้ทันที

หน้าจอขนาด 15.6″ แบบ Screen-to-Body เป็น 80% ด้วยขอบจอบางเพียง 7.02 มิลลิเมตร บนความละเอียด Full HD (1920×1080 พิกเซล) ที่เลือกใช้ พาเนล IPS ให้มุมมองที่คมชัด สีสันสวยสดงดงามสมจริง Refresh Rate ที่ 144Hz แบบ 3ms ให้การแสดงผลได้ลื่นไหลกว่ารุ่น 60Hz โดยพื้นผิวจอเป็นแบบจอด้าน Anti-Glare ช่วยลดแสงสะท้อนเวลาเรานำโน๊ตบุ๊คไปทำงานข้างนอก เหมาะกับการใช้งานทั่วไปหรือการเล่นเกม ดูหนังก็ทำได้ย่อมทำได้อย่างน่าประทับใจ ลำโพงของตัวเครื่องใช้เป็นแบบสเตอริโอ โดยมีระบบเสียง DTS:X Ultra

Acer Nitro 5

มีพอร์ตเชื่อมต่อที่ครบครันอีกรุ่นเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น 3 x USB 3.2 Type-A (1 พอร์ตเป็นแบบชาร์จเจอร์ด้วย), 1 x USB 3.2 Type-C, 1, HDMI 2.0, RJ45 (Gigabit Ethernet) พร้อมด้วยความสามารถ Killer Ethernet E2600 เพื่อการเล่นเกมออนไลน์ที่ลื่นไหล และ Mic-in/Headphone-out แบบ Combo การเชื่อมต่อไร้สายอย่างรองรับทั้ง Bluetooth 5.0 และอินเตอร์เน็ตไร้สายอย่าง Wi-Fi 6 AX ที่มีเทคโนโลยี 2×2 MU-MIMO เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่อพ่วงทั้งหมดด้วยพอร์ตที่ครบครัน โดยมีซอฟต์แวร์ Killer Control Center 2.0 คอยควบคุมด้วย

Acer Nitro 5 AN515-45-R0ZA/T00A ราคา 28,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : AMD Ryzen 5 5600H (6C/12T : 3.30 – 4.20 GHz)
  • GPU : NVIDIA GeForce GTX 1650 (4GB GDDR6)
  • RAM : 8GB DDR4 3200 MHz (8GB x 1)
  • DISPLAY: 15.6″ IPS Full HD 144Hz
  • STORAGE : SSD PCIe Gen3 NVMe 512GB
  • OS : Windows 10 Home
  • Warranty : 3 Years On-site Service

Acer Nitro 5 AN515-45-R5X5 ราคา 30,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : AMD Ryzen 7 5800H (8C/16T : 3.20 – 4.40 GHz)
  • GPU : NVIDIA GeForce GTX 1650 (4GB GDDR6)
  • RAM : 8GB DDR4 3200 MHz (8GB x 1)
  • DISPLAY: 15.6″ IPS Full HD 144Hz
  • STORAGE : SSD PCIe Gen3 NVMe 512GB
  • OS : Windows 10 Home
  • Warranty : 3 Years On-site Service

Acer Nitro 5 AN515-45-R31 ราคา 36,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : AMD Ryzen 7 5800H (8C/16T : 3.20 – 4.40 GHz)
  • GPU : NVIDIA GeForce RTX 3060 (6GB GDDR6)
  • RAM : 16GB DDR4 3200 MHz (8GB x 2)
  • DISPLAY: 15.6″ IPS Full HD 144Hz
  • STORAGE : SSD PCIe Gen3 NVMe 512GB
  • OS : Windows 10 Home
  • Warranty : 3 Years On-site Service

Hardware / Design

การดีไซน์ออกแบบ Acer Nitro 5 ปี 2021 สเปกชิปประมวลผล AMD Ryzen 5000H หรือ Acer Nitro 5 AN515-45 รูปลักษณ์ภายนอกคล้ายกับ Acer Nitro 5 AN515-44 ที่เป็นสเปก Ryzen 4000H รุ่นก่อน โดยวัสดุของตัวเครื่องทั้งหมดจะเป็นพลาสติกเกรดดี ส่งผลให้ตัวเครื่องมีความบางเบาตามมาตรฐาน รวมไปถึงการพกพาก็สะดวกยิ่งขึ้น อย่าง Acer Nitro 5 หน้าจอ 15.6″ พาเนล IPS ขอบจอบางเพียง 7.02 มิลลิเมตร พื้นที่สัดส่วนกว่า 80% ทำให้มีขนาดเครื่องกระทัดรัด

ซึ่งมีน้ำหนักตัวเครื่องตามสเปกอยู่ที่ 2.2 กิโลกรัม แต่ชั่งจริงๆ ได้ 2.08 กิโลกรัม จัดว่าเป็นมาตรฐานของ Gaming Notebook ที่เบาในขนาดหน้าจอนี้โดยได้เป็นหน้าจอ Refresh Rate ที่ 144Hz ทั้งสีสันและลื่นไหลจัดว่าดีเยี่ยม เหมาะกับการใช้งานทั่วไปหรือการเล่นเกม ดูหนังก็ทำได้ย่อมทำได้อย่างน่าประทับใจไม่มีปัญหา อย่างไรก็ตามภายนอกเปลี่ยนไปเล็กน้อยในส่วนของฝาหลังที่เป็นลายใหม่ รวมถึงเส้นแดงรอบกรอบทัชแพดจะหายไป ก็จัดว่ามีความต่างจากรุ่นก่อนหน้าแบบสังเกตได้

Acer Nitro 5 R5600H GTX1650 Review 63

สำหรับสีสันก็ยังคงเอกลักษณ์สีดำ Shale Black แซมด้วยสีแดง แต่เพิ่มความโดดเด่นและสวยงาม ที่ต้องว่า Acer Nitro 5 ฝาหลังจะมีลักษณะลวดลายผิวไม่เรียบลักษณะคล้ายโลหะบลัชปัดเสี้ยนบางส่วนบริเวณด้านข้างซ้ายและขวา ฝาบนจะโลโก้คำว่า Acer สีดำมันวาวเล็กน้อย ผิวฝาบนพื้นผิวเป็นพลาสติกมีสีดำด้านให้สัมผัสดีมีคุณภาพสูง พร้อมขอบตัวเครื่องหลังเป็นสีแดงแทนที่สีดำเหมือนรุ่นก่อนๆ รวมไปถึงขอบตัวเครื่องบริเวณฝาพับ จะเป็นสีดำพร้อมกับมีคำว่า Nitro สีแดงติดตั้งเอาไว้ โดยสามารถกางหน้าจอได้มากกว่า 145 องศาทีเดียว

ตัวเครื่องด้านในของ Acer Nitro 5 ยังให้ดีไซน์คล้ายรุ่นก่อน ที่มีการติดตั้งปุ่ม Power ไว้มุมขวาบนสุดของชุดคีย์บอร์ด รวมไปถึงยังมีการติดตั้งปุ่ม NitroSense ไว้เหนือแป้นตัวเลขด้วย กดใช้งานได้สะดวกดี แต่ก็โดดเด่นกว่าด้วยที่คีย์บอร์ดนั้นเป็นไฟ RGB แบบแบ่งเป็น 4 โซน พร้อมกับใช้ขอบของปุ่มคีย์บอร์ดเป็นสีขาวทั้งหมด ซึ่งยอมรับเลยว่ามีความสวยงามลงตัวเข้ากับตัวเครื่องเป็นอย่างดี เพราะเวลาที่เราปรับไฟ แสงไฟจะเข้ากับขอบสีขาวมากกว่าหลายๆ รุ่นที่เป็นปุ่มสีดำทั้งหมด 

Acer Nitro 5 R5600H GTX1650 Review 5

นอกจากนั้นก็เป็นสติกเกอร์ต่างๆ ติดเอาไว้ไม่ว่าจะเป็น ชิปประมวลผล AMD Ryzen 5000H และการ์ดจอ NVIDIA GeForce GTX รวมไปถึงมีการบอกถึงบริการซ่อมด่วนใน 3 ชั่วโมงตามสไตล์ของ Acer อีกด้วย อีกทั้งยังมีการแจกแจงถึงฟีเจอร์ต่างๆ ที่น่าสนใจ อาทิเช่น Dual SSD M.2 + One HDD Slot / ขอบจอบาง / Network Optimize / NitroSense + CoolBoost /  HDMI Port / ระบบเสียง DTS:X เป็นต้น

ฝาล่างของตัวเครื่องใช้วัสดุเป็นพลาสติกเกรดดี พื้นผิวเป็นแบบสากๆ ทำให้หยิบจำแล้วไม่ลื่นไหล พร้อมยางรองตัวเครื่องขนาดใหญ่ 4 จุดด้วยกัน ซึ่งมีความมั่นคงดี ซึ่งเมื่อมองไปที่ช่องด้านล่างก็จะพบกับช่องดูดลมเย็นขนาดใหญ่พร้อมกับพัดลม 2 ตัว ที่กรณีที่เราเปิดเครื่องก็จะเห็นไฟสี RGB จากคีย์บอร์ดติดอยู่ด้วย ดูแล้วก็สวยงามไปอีกแบบ อีกทั้งเราจะเห็นในส่วนของสติ๊กเกอร์ปิดน็อตที่เราสามารถเจาะทะลุได้ 

Acer Nitro 5 R5600H GTX1650 Review 19

สำหรับเทคโนโลยี Acer CoolBoost และช่องระบายความร้อนแบบจัดเต็ม 4 ช่องทาง แบ่งเป็นทางด้านหลัง 2 ช่อง และซ้ายขวาอย่างละ 1 ช่อง จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและระบายความร้อนด้วยพัดลมคู่ เมื่อมีการใช้งานที่หนักหน่วง CoolBoost จะเพิ่มความเร็วพัดลมมากขึ้น 10% และการระบายความร้อน CPU/GPU มากขึ้น 9% เมื่อเทียบกับโหมดอัตโนมัติ  พร้อมจัดการระบบของเราแบบเรียลไทม์ด้วยซอฟต์แวร์ NitroSense ซึ่งครอบคลุมถึงอุณหภูมิ ความเร็วพัดลมและอีกมากมาย ในส่วนนี้ก็ถือว่ายังคงมาตรฐานเดิมๆ ที่ดีเยี่ยม

Acer Nitro 5 R5600H GTX1650 Review 28
Acer Nitro 5 R5600H GTX1650 Review 10
Acer Nitro 5 R5600H GTX1650 Review 57
Acer Nitro 5 R5600H GTX1650 Review 43
Acer Nitro 5 R5600H GTX1650 Review 46
Acer Nitro 5 R5600H GTX1650 Review 42
Acer Nitro 5 R5600H GTX1650 Review 4
Acer Nitro 5 R5600H GTX1650 Review 5
Acer Nitro 5 R5600H GTX1650 Review 3

Keyboard / Touchpad

Acer Nitro 5 ปี 2021 สเปก Ryzen 5000H ติดตั้งคีย์บอร์ดแบบ Full Size มาให้ผู้ใช้งานได้ใช้กันได้อย่างสบายๆ พร้อมกับการตอบสนองของปุ่มแบบทันทีด้วยระยะการกด 1.6 มม. ติดตั้งปุ่มแป้นคีย์ตัวเลข (Numpad) โดยตัวปุ่มจะเป็นสีดำ มีฟอนต์เป็นสีขาว รวมไปถึงแป้นปุ่มตรงตัวอักษร WASD และปุ่มทิศทาง รวมถึงปุ่ม NitroSense จะมีขอบเป็นไฮไลน์เด่นออกมา นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับไฟ RGB แบบ 4 โซน ดูแล้วเป็น Gaming Notebook สวยงาม เอามาเล่นตอนกลางคืนสบายๆ อีกทั้งเรื่องการกดการสัมผัสบนคีย์บอร์ดที่ปุ่มมีความติดมือ ดีกว่าโน๊ตบุ๊คธรรมดาทั่วไปแน่นอน จะเอาไปเล่นเกมหรือทำงานก็ตอบสนองได้ดีเยี่ยม

Acer Nitro 5 R5600H RTX3060 12

ในส่วนทัชแพดนั้นจะมีขนาดกลางๆ ไม่เล็กไม่ใหญ่จนเกินไป ดีไซน์มีลักษณะขอบแดงรอบๆ ออกแบบปุ่มมาเป็นแบบชิ้นเดียวซ่อนปุ่มตามสมัยนิยมทั้งคลิกซ้ายคลิกขวา โดยมีการตัดขอบเส้นสีแดงออก จากการที่รุ่นก่อนๆ เคยมี เน้นความเรียบง่ายขึ้นเล็กน้อย ให้ความลื่นไหลในการใช้งานเป็นอย่างดี ซึ่งตัวทัชแพดจะวางตัวไปทางด้านซ้ายของเครื่องเล็กน้อยไม่ได้อยู่ตรงกลางหน้าจอเป๊ะๆ โดยรวมก็สามารถใช้งานได้ดีไม่ปัญหาแต่อย่างใด

Acer Nitro 5 R5600H GTX1650 Review 16
Acer Nitro 5 R5600H GTX1650 Review 17
Acer Nitro 5 R5600H GTX1650 Review 22

Screen / Speaker

Acer Nitro 5 ปี 2021 สเปก Ryzen 5000H มาพร้อมหน้าจอขนาด 15.6″ แบบ Screen-to-Body เป็น 80% ด้วยขอบจอบางเพียง 7.02 มิลลิเมตร บนความละเอียด Full HD (1920×1080 พิกเซล) ที่เลือกใช้ พาเนล IPS เกรดสูง ดีกว่ารุ่นก่อนที่เป็น Ryzen 4000H ให้มุมมองที่คมชัด สีสันสวยสดงดงามสมจริง ซึ่งเป็น Refresh Rate ที่ 144Hz ให้แสดงผลได้ลื่นไหลกว่ารุ่น 60Hz

Acer Nitro 5 R5600H GTX1650 Review 6

โดยพื้นผิวจอเป็นแบบจอด้าน Anti-Glare ช่วยลดแสงสะท้อนเวลาเรานำโน๊ตบุ๊คไปทำงานข้างนอก ซึ่งดูรวมๆ แล้วทั้งสีสันและความคมชัดจัดว่าใช้ได้เลยทีเดียว เหมาะกับการใช้งานทั่วไปหรือการเล่นเกม ดูหนังก็ทำได้ย่อมทำได้อย่างน่าประทับใจไม่มีปัญหา พร้อมติดตั้ง Webcam และไมโครโฟนแบบคู่ได้ปกติ

Acer Nitro 5 R5600H GTX1650 Review 7
Acer Nitro 5 R5600H GTX1650 Review 8
Acer Nitro 5 R5600H GTX1650 Review 9

การทดสอบประสิทธิภาพหน้าจอของ Acer Nitro 5 รุ่นนี้ แม้จะดูจากสเปกก็มีความคล้ายกับสเปก Ryzen 4000H แต่ทางทีมงานก็ต้องทดสอบหน้าจอแบบละเอียดๆ เพื่อดูว่าสามารถแสดงสีสันได้เหมือนกันไหม ด้วยเครื่องมือที่เป็นทั้งซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์อย่าง Spyder5Elite โดยให้ขอบเขตความกว้างของสีสันเทียบเท่ากับมาตรฐาน sRGB ที่ 92% และ Adobe RGB ที่ 68% ดูจากที่เส้นสีของหน้าจอ

โดยบอกตามตรงว่าให้ขอบเขตสีที่ดีกว่าสเปก Ryzen 4000H รุ่นก่อน เรียกได้ว่าให้ประสิทธิภาพเรื่องของสีสันนั้นดีมากกว่าเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ครุ่นอื่นๆ ซึ่งมีความเที่ยงตรงของสีสูง ส่วนความสว่างหน้าจอสูงสุดอยู่ที่เกือบๆ 250 cd/m2 ซึ่งจัดได้ว่าค่อนข้างสว่างเพียงๆ ต่อทุกๆ การทำงาน ทำให้เมื่อคาลิเบตหน้าจอแล้วสามารถไปทำงานภาพกราฟิกหรือตกแต่งภาพที่เน้นความเที่ยงตรงได้โอเคเลยทีเดียว

ต่อกันที่วัดความสว่างของหน้าจอตามตำแหน่งต่างๆ โดยแบ่งเป็น 9 ช่อง เทียบจากช่องกลางที่ปกติแล้วจะให้ความสว่างที่มากที่สุด ที่จะเห็นได้ว่าช่องตรงกลางแถวบนมีค่า 0% ก็คือแสดงความสว่างได้เต็มที่ แต่สำหรับช่องซ้ายแถวล่าง จะมีแสงสว่างลดลงไปที่ 10% ในการทดสอบก็เพื่อให้เราใช้งานอย่างระมัดระวังสำหรับคนที่บังเอิญจำเป็นต้องใช้งานภาพถ่าย หรืองานกราฟิกอื่นๆ ปิดท้ายด้วยคะแนน 4.0 เมื่อทดสอบด้านการแสดงผลต่างๆ ทั้งหมดแล้ว ผ่านทางอุปกรณ์ Spyder5Elite

ส่วนทางด้านลำโพงของ Acer Nitro 5 นั้นจะมีด้วยกัน 2W x 2 ทำงานแบบสเตอริโอ โดยจะอยู่ทางด้านล่างมุมซ้ายและขวาของเครื่องอย่างละตัว ลำโพงนั้นจะมีการวางตำแหน่งในลักษณะเฉียงลงไปยังพื้นเพื่อที่จะให้เสียงได้สัมผัสกับพื้นแล้วสะท้อนขึ้นมาก ซึ่งคุณภาพเสียงการใช้งานต่างๆ นอกจากนี้ยังได้ระบบเสียงเป็น Acer Trueharmony และ DTS:X Ultra เพิ่มประสิทธิภาพเสียงในทุกย่านเสียง พร้อมจำลองเสียง 3 มิติได้ เพื่อรองรับความบันเทิง ไม่ว่าจะเป็นเล่นเกม หรือดูหนังฟังเพลง ก็สามารถทำออกมาได้ดีเช่นเดิม

Acer Nitro 5 R5600H GTX1650 Review 31
Acer Nitro 5 R5600H GTX1650 Review 30
Acer Nitro 5 R5600H GTX1650 Review 32

Connector / Thin And Weight

Acer Nitro 5 ปี 2021 จัดว่าเป็น Gaming Notebook ขนาดหน้าจอ 15.6″ ที่มีพอร์ตเชื่อมต่อที่ครบครันอีกรุ่นเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น 3 x USB 3.2 Type-A (1 พอร์ตเป็นแบบชาร์จเจอร์ด้วย), 1 x USB 3.2 Type-C, 1, HDMI 2.0, RJ45 (Gigabit Ethernet) พร้อมด้วยความสามารถ Killer Ethernet E2600 เพื่อการเล่นเกมออนไลน์ที่ลื่นไหล  โดยมีซอฟต์แวร์ Killer Control Center 2.0 คอยควบคุมด้วย ซึ่งนับว่ามีความโดดเด่นที่มากกว่ารุ่นอื่นๆ ในตลาด

Acer Nitro 5 R5600H GTX1650 Review 53

นอกจากนี้ยังมีในส่วนของช่องมาตรฐานด้านเสียงอย่าง Mic-in/Headphone-out 3.5 มิลลิเมตร แบบ Combo เรียกได้ว่าพอเพียงกับการใช้งานทั่วไปอย่างแน่นอน ทั้งในการโอนถ่ายไฟล์หรือเชื่อมต่ออุปกรณ์เทียบกับรุ่นก่อนก็ถือว่าดีกว่าหลายด้าน ส่วนพอร์ตชาร์จไฟอแดปเตอร์ติดตั้งไว้ที่ด้านนหลังเช่นเดิม อย่างไรก็ตามยังคงรูปแบบการเชื่อมต่อเดิมๆ ไว้ โดยที่ไม่ได้มีการปรับปรุงใดๆ ในส่วนนี้เลย 

Acer Nitro 5 R5600H GTX1650 Review 56

การเชื่อมต่อไร้สายอย่างรองรับทั้ง Bluetooth 5.0 และอินเตอร์เน็ตไร้สายอย่าง Wi-Fi 6 AX ที่มีเทคโนโลยี 2×2 MU-MIMO เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่อพ่วงทั้งหมดด้วยพอร์ตที่ครบครัน ทางด้านการพกพา Acer Nitro 5 ทำได้น่าพอใจในระดับที่ใกล้เคียงกับรุ่นเดิม จากการที่มีน้ำหนักตัวเครื่องที่ 2.08 กิโลกรัม และเมื่อรวมกับอแดปเตอร์สายชาร์จเข้าไปด้วยแล้วก็จะมีน้ำหนักอยู่ที่ประมาณ 2.5 กิโลกรัม นับได้ว่าพอพกพาสะดวกอยู่เวลาใช้งานนอกสถานที่ได้บ้าง

Acer Nitro 5 R5600H GTX1650 Review 51
Acer Nitro 5 R5600H GTX1650 Review 48
Acer Nitro 5 R5600H GTX1650 Review 59

Inside / Upgrade

การแกะเครื่องเพื่ออัพเกรด Acer Nitro 5 ปี 2021 สเปก Ryzen 5000H หรือ Acer Nitro 5 AN515-45 นั้นสามารถทำได้ง่ายเช่นเดิม เพียงแค่ไขน็อตทุกตัวรอบฝาล่างออก จากนั้นใช้บัตรแข็งค่อยๆ รูดถอดออกที่ละส่วน จากด้านหลังมาด้านหน้าทีละข้าง โดยควรทำอย่างระมัดระวัง แล้วค่อยๆ แงะฝาขึ้นมาอีกที งานประกอบการจัดวางตำแหน่งคล้ายกับรุ่นเดิมมีฮีท์ไปป์ 3 เส้นพร้อมลักษณะชิ้นโลหะขนาดใหญ่พาดผ่าน CPU และ GPU โดยมีพัดลมสองแยกอิสระจากกัน ช่องระบายความร้อนแบบ 4 ทิศทางที่ดีกว่ารุ่นก่อนๆ แน่นอน

*** ใช้ภาพเดียวกับสเปก Ryzen 5 5600H / GTX 1650 / RAM 8GB / SSD 512 ราคา 28,990 บาท

Acer Nitro 5 R5600H GTX1650 Review 64

แรมสามารถติดตั้งได้ 2 แถว โดยติดตั้ง 16GB DDR4 Bus 3200MHz มาแล้ว 8GB x 2 แถว โดยรองรับสูงสุดที่ 32GB ส่วน SSD M.2 NVMe PCIe รองรับการติดตั้ง 2 สล็อตด้วยกัน โดยใส่มาแล้ว 1 ตัวที่ 512GB พร้อมมีการติดตั้งซิลิโคนที่แผงฝาล่างให้ด้วย แน่นอนว่ารองรับการใส่ SSD M.2 เป็น 2 ตัวพร้อมๆ กัน แล้วตั้งเป็น Raid ได้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพได้ ส่วนอื่นๆ ก็จะเป็นช่องใส่ HDD หรือ SSD แบบ 2.5″ ที่สามารถอัพเกรดได้เช่นกัน อย่างไรก็ตามการแกะฝาล่างนั้นไม่ทำให้หลุดประกัน แต่บริษัทจะไม่รับผิดชอบหากแกะเองแล้วเกิดความเสียหาย

Acer Nitro 5 R5600H GTX1650 Review 65
Acer Nitro 5 R5600H GTX1650 Review 66
Acer Nitro 5 R5600H GTX1650 Review 67
Acer Nitro 5 R5600H GTX1650 Review 68
Acer Nitro 5 R5600H GTX1650 Review 69
Acer Nitro 5 R5600H GTX1650 Review 70

Performance / Software

Acer Nitro 5 เครื่องที่นำมาทดสอบ ได้สเปกเป็นชิปประมวลผล AMD Ryzen 5 5600H ที่แรงกว่า AMD Ryzen 5 4600H รุ่นก่อนหน้าแน่นอน ด้วยสถาปัตยกรรม Zen 3 โค้ดเนม Cezanne มาพร้อมกับเทคโนโลยีการผลิตที่ 7 nm ความเร็ว 3.30 – 4.20 GHz แบบ 6 Core/ 12 Thread ร้อนน้อยกว่า ได้ L3 Cache ที่ 16MB มีค่าอัตราการใช้พลังงานสูงสุด (TDP) ที่ 45W ที่ต้องบอกว่าสร้างมาตรฐานประสิทธิภาพที่มากกว่าชิปประมวลผลรุ่นก่อนๆ มากยิ่งขึ้นไปอีก แรงเพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไปมากๆ หรือถ้างานที่ต้องประมวลผลจริงจังรวมไปถึงเล่นเกมเป็นหลัก ก็รองรับได้อย่างสบายๆ

สำหรับ AMD Ryzen 5000H แรงเพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไปมากๆ หรือถ้างานที่ต้องประมวลผลจริงจังรวมไปถึงเล่นเกมเป็นหลัก ก็รองรับได้อย่างสบายๆ เรียกได้ว่าแรงกว่าชิปประมวลผลที่เป็น AMD Ryzen 4000H ส่วนแรมได้ขนาด 16GB จำนวน แบบ 8GB x 2 แถว (Dual Channel) มาตรฐาน DDR4 Bus 3200 MHz โดยถ้าจะอัพเกรดก็ใส่เพิ่มได้เลยอีก 1 แถว พร้อมให้ SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB ซึ่งมีช่องว่างใส่ SSD M.2 NVMe อีก 1 ตัวไว้อัพเกรดภายหลังได้ รวมถึง HDD 2.5″ SATA 3 อีก 1 ช่อง ที่สามารถขับเคลื่อนระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home ลิขสิทธิ์ที่มีมาให้แบบสบายๆ

c1.   c2

ผสานกับการ์ดจอออนบอร์ดรุ่นใหม่อย่าง AMD Radeon 7 มีความเร็วในการทำงานที่ 1800MHz มาตรฐานแรม DDR4 ขนาด 512MB ให้พลังในการประมวลผลที่ดีในระดับหนึ่ง อย่างในเรื่องของกราฟิก 2 มิตินั้นก็รองรับได้อย่างสบายๆ หรือถ้าเป็น 3 มิติ ก็ต้องบอกว่ารองรับการทำงานได้ในระดับเบื้องต้นเท่านั้น แต่เอาเข้าจริงๆ ก็สนับสนุนการเล่นเกมได้ในระดับนึงเหมือนกัน ซึ่งโดดเด่นจริงๆ จะเป็นเรื่องของการประหยัดพลังงานเมื่อใช้งานเบาๆ

อีกทั้งยังมีการ์ดจอแยกรุ่นใหม่ล่าสุดตัวแรงอย่าง NVIDIA GeForce RTX 3060 Max-P (6GB GDDR6) สถาปัตยกรรม Ampere โดยเป็น RTX เจนที่ 2 ที่ต้องบอกว่าแรงกว่ารุ่นก่อนหน้าที่เทียบเคียงอย่าง GeForce RTX 2070 (8GB GDDR6) ซึ่งไม่ใช่แค่แรงแต่ยังร้อนน้อยกว่า เน้นใช้งานกับ Gaming Notebook ทุกประเภท ทั้งตัวหนาหนักและบางเบา รองรับ Ray Tracing ช่วยเพิ่มคุณภาพการแสดงแสงเงาให้แม้แต่เกมระดับ AAA ก็ยังสามารถปรับกราฟิกได้ถึง Ultra ให้ภาพสวยงาม ไหลลื่น สมจริงกว่าที่เคยมีมา เรียกได้ยิ่งตอบสนองในส่วนของการทำงานที่เกี่ยวข้องกับ 3 มิติ หรือเกมที่กินทรัพยากรได้เป็นอย่างดีทีเดียว

g1.   g2

สำหรับโปรแกรมทดสอบ CINEBENCH 15 / 20 ที่เน้นในเรื่องของพลังชิปประมวลผล AMD Ryzen 5 5600H คะแนนก็อยู่ในระดับสูงสุดๆ ที่น่าประทับใจสมกับเป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด เปรียบเทียบกับชิปประมวลผล AMD Ryzen 7 4800H ก็ทำได้ดีเทียบเคียงทีเดียว รวมไปถึงตัวการ์ดจอเองก็มีประสิทธิภาพสูงประมาณนึงเช่นเดิม เรียกได้ว่าตอบโจทย์ในส่วนของงานประมวลผลหนักๆ ได้อย่างสบายๆ รวดเร็วทันใจแบบสุดๆ สมกับเป็นชิปประมวลผลตัวบนในรุ่นใช้งานเต็มกำลังที่เน้นการทำงานหนักๆ เป็นหลัก

cine15.   cine20

ตัวเก็บข้อมูลของเครื่องที่เลือกใช้ SSD ที่กลายเป็นมาตรฐานของ Gaming Notebook ไปแล้ว ทำคะแนนออกมาได้อย่างรวดเร็วเป็นที่น่าพอใจบนขนาดความจุ 512GB แบบ M.2 NVMe PCIe ยิ่งเมื่อนำไปใช้เทียบกับฮาร์ดดิสก์แบบจานหมุนแล้วละก็จะเห็นถึงประสิทธิภาพทั้งในด้านการทดสอบและในด้านการใช้งานจริงที่แตกต่างกันอย่างเห็นเห็นได้ชัด เรียกได้ว่าเปิดอะไรปุ๊บก็ติดปั๊บ ที่ต้องบอกว่าความเร็วระดับการอ่านที่ราวๆ 2425 MB/s และเขียนที่ 1806 MB/s ที่เร็วกว่ารุ่นก่อนๆ แต่ก็ถือว่าดีกว่ามาตรฐาน SATA 3 แบบเดิมๆ แล้ว

ssd

การทดสอบประสิทธิภาพกับโปรแกรม PCMark 10 Advance ซึ่งสามารถทำคะแนนการทดสอบรวมได้มากถึง 6356 คะแนน ถือได้ว่าในส่วนของการใช้งานทั่วไปโดยรวมนั้นสอบผ่านแบบสบายๆ ทั้งในส่วนของการเล่นเว็บไซต์ งานเอกสาร งานตกแต่งรูปภาพ รวมถึงงานตัดต่อวิดีโอ และจากการที่เป็น Gaming Notebook สเปกใหม่ล่าสุดจากชิปประมวลผล AMD Ryzen 5 5600H มีการ์ดจอแยกระดับ Gaming เริ่มต้นอย่าง GeForce RTX 3060 ทำให้มีคะแนนพุ่งกว่าโน๊ตบุ๊คปีก่อนๆ มากพอตัว อีกทั้งสเปกใช้แรมไป 16GB  ก็ผลในการทดสอบด้วย

pc10

สำหรับคะแนนและเฟรมเรมในการเล่นเกมจากการทดสอบด้วยโปรแกรม 3D Mark จากทาง Futuremark ที่พัฒนาและคิดค้นจากบริษัท AMD, Intel, Microsoft, NVIDIA ในส่วนของ Time Spy ทำออกมาน่าสนใจมากๆ ด้วยคะแนนรวม 7079 และประมวลผลคาดการณ์เกม Apex Legends ปรับสุด Full HD ได้ 120+ FPS เน้นเรื่อง DirectX 12 เป็นตัวช่วยขับเคลื่อนเพื่อมาเสริมข้อบกพร่องทางด้านการทำงานต่างๆ ของการ์ดจอเป็นหลัก ซึ่งผลทดสอบนั้นจะดูว่าแต่ละการ์ดจอนั้นสามารถทำงานเข้าขากับ DirectX 12 ได้ดีขนาดไหน 

3dmark

สำหรับคะแนนและเฟรมเรมในการเล่นเกมทำออกมาน่าสนใจมากๆ โดยเฉลี่ยของเฟรมเรท (FPS) จากทั้ง 7 เกมที่ได้ทดสอบมีค่าเฟรมเรทเฉลี่ยมากกว่า 90 – 180 FPS ขึ้นไปแทบทุกเกม ประกอบไปด้วย Resident Evil 3 Remake / Battlefield V / FarCry 5 / GTA V ที่เป็นเกมออฟไลน์ที่กินทรัพยากร รวมไปถึงเกมออนไลน์ยอดนิยมอย่าง PUBG / DOTA 2 / Overwatch ซึ่งตรงนี้ก็สามารถชี้วัดความสามารถในการเล่นเกมที่กราฟิกละเอียดๆ และภาพสวยๆ ได้ลื่นไหลเป็นอย่างดีเลย

ทดสอบเกมกินทรัพยากรพอตัวอย่าง RE 3 / BF V / GTA V / FarCry 5 ก็สามารถเล่นได้ดีที่ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล โดยกราฟิกปรับระดับสูงสุดทั้งหมด !!! จากกราฟตามภาพ ที่ต้องบอกว่าเฟรมเรทที่ออกมานั้นมีความลื่นไหลพอตัว ซึ่งถ้าอยากให้เฟรมเรทลื่นไหลกว่านี้ก็สามารถเลือกปรับกราฟิกระดับกลางๆ ก็ได้ โดยในส่วนของ RE 3 ซึ่งเป็นเกมออกใหม่ล่าสุด เราปรับกราฟิกในเกมเป็น MAX ที่ใช้แรมการ์ดจอไปกว่า 12GB ซึ่งเกินกว่าตัวการ์ดจอที่ 6GB แต่ก็ยังทำเฟรมเรทได้ลื่นไหลน่าประทับใจอยู่

game test

ต่อกันที่เกมออนไลน์อย่าง PUBG / Overwatch / DOTA 2 ก็จัดการทดสอบแบบปรับสุดหมดให้ด้วยเช่นกัน โดยทั้งนี้การตั้งค่าความละเอียดของภาพก็อยู่ที่ 1920 x 1080 พิกเซล ซึ่งเป็นความละเอียดที่จะสามารถเล่นให้ลื่นได้ สำหรับรายละเอียดภาพอื่นๆ ก็เรียกได้ว่าเปิดทุกอัน ในฉากตะลุมบอนกันก็ไม่มีอาการช้าหรือหน่วงเลย  ซึ่งสรุปโดยรวมแล้ว ก็ถือว่าเล่นได้สบายๆ อยู่ ทั้ง 7 เกมที่เราได้ทำการทดสอบไป ยิ่งถ้าเทียบกับ Gaming Notebook สเปกก่อนหน้าในส่วนของ AMD Ryzen 4000H แน่นอน

และด้วยพาเนล IPS แบบ 144Hz ทำให้เกมมีความลื่นไหลกับฉากที่เคลื่อนไหวเร็วๆ เวลาที่เราปรับให้ปล่อยเฟรมเรทสูงๆ แบบสุดๆ หมดปัญหาภาพฉีก หรือภาพกระตุกไปเลย แต่นั่นก็ต้องอยู่กับตัวเกมด้วยว่าขับเฟรมเรทได้แค่ไหน ถ้าเกมกินสเปกหนักๆ อาจไม่เห็นผลมากนักกับความลื่นไหล หรือเอาจริงๆ สำหรับเกมสไตล์ MOBA แค่ 60 FPS นิ่งๆ ก็เอาอยู่ หรือถ้าอยากให้วิ่ง 144Hz ก็จะปรับกราฟิกของเกมลงมาต่ำๆ หน่อย

Nitro1

โดยมาพร้อมกับซอฟแวร์ยูทิลิตี้ NitroSense ที่ทำให้เราสามารถปรับค่าต่างๆ ในตัวเครื่องได้อย่างง่ายดายไม่ว่า CoolBoots เร่งรอบพัดลมให้สุดที่ 4000 – 5000 รอบทั้ง 2 ตัว ที่ใช้ระบายความร้อน CPU/GPU เมื่อต้องใช้งานหนักๆ รวมไปถึงการปรับโหมดการใช้งาน เช่นประหยัดพลังงานใช้แบตเตอรี่ก็ต้องเป็น Power Saver และสุดท้ายกับการดูสถานะการทำงานของตัวเครื่องก็มีทั้ง อุณหภูมิ รอบพัดลม กันแบบเวลาจริงเลยล่ะ เรียกได้ว่า Acer ใส่ใจใน NitroSense เพื่อให้เราใช้งานได้งานและใช้งานได้จริงทีเดียว

acercare

นอกจากนี้ก็ยังมีในส่วนของซอฟต์แวร์ที่จะเป็นตัวช่วยในการใช้งานของเราอีกด้วยอย่าง Acer Care Center (เปิดเครื่องมาเจอเลย) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสเปกภายใน หรือเช็คสถานะการทำงานส่วนต่างๆ ของเครื่อง รวมไปถึงยังสามารถ ตรวจเช็คสถานะเครื่องกับข้อมูลแคชต่างๆ ก็ทำการลบทิ้งได้ตรงนี้เลย หรือเช็คอัพเดทซอฟ์ตแวร์และไดร์เวอร์ต่างๆ ของเครื่องก็สามารถทำผ่านตรงนี้ได้เช่นกัน ที่สำคัญถ้าใครต้องการ Backup หรือ Recovery ข้อมูลภายในก็จัดการได้เลย

Battery / Heat / Noise

แบตเตอรี่ที่ติดตั้งมาให้ในเครื่องนี้เป็นแบบฝังตามปกติ ความจุ 3750mAh ส่วนของการทดสอบระยะเวลาใช้งานของแบตเตอรี่โดยตั้งค่าความสว่างหน้าจอและเสียงให้ระดับต่ำ แล้วเล่นเว็บสลับกับดู Youtube พร้อมเปิดโปรแกรม BatteryMon แจ้งระยะเวลาใช้งานต่อเนื่องในเงื่อนไขดังกล่าวราวๆ 4:57 ชั่วโมงโดยประมาณ เรียกได้ว่าน่าประทับใจทีเดียวกับการที่ Gaming Notebook จอ 15.6″ ใช้งานแบตเตอรี่ได้นานระดับนี้

batt

ส่วนเรื่องอุณหภูมิในการใช้งานนั้น ในส่วนของ Hardware Monitor รองรับสเปกใหม่ Ryzen 5000H แล้ว ทำให้สามารถตรวจสอบได้ถึงข้อมูลของ CPU / GPU ทันที เมื่อใช้งานแบบปกติชิปประมวลผลจะอยู่ที่ประมาณ 40 – 60 องศาเซลเซีย ภายในห้องปรับอากาศอุณหภูมิประมาณ 25 – 27 องศาเซลเซียส จากนั้นทำการทดสอบเบิร์นให้เครื่องทำงาน 100% ด้วยการเล่นเกมกราฟิก 3 มิติ แต่จากการที่เป็นเครื่องเดโม ระบบ CoolBoots เพื่อให้พัดลมทำงาน 100% นั้นไม่สามารถทำงานได้ 

temp

ที่ดูจากภาพแล้วจะเห็นได้ว่าอุณหภูมิสูงสุดของชิปประมวลผล CPU อยู่ที่ 77 องศาเซลเซียส นับว่าอยู่ในเกณฑ์เย็นอย่างน่าประทับใจเมื่อเทียบกับ Gaming Notebook สเปกใกล้เคียงนี้ ส่วนการ์ดจอถือว่าเย็นทีเดียวโดยร้อนสุดเพียง 64 องศาเซลเซียสเท่านั้น โดยรวมแล้วมีการจัดการอุณหภูมิได้เป็นอย่างดี แม้ในส่วนของ CoolBoots ไม่ได้ทำงาน คาดว่าเครื่องขายจริง ต้องมีการใช้ได้ เพื่อที่เราจะได้ปรับแต่งตามการใช้งานแน่นอน

Conclusion / Award

ประทับใจมากๆ สำหรับการมาของ Gaming Notebook สเปก AMD Ryzen 5000H ปี 2021 รุ่นใหม่ล่าสุด อย่าง Acer Nitro 5 AN515-44 ที่นอกจากได้ดีไซน์ใหม่ๆ ในกลิ่นอายเดิมแล้ว คือได้สเปกชิปประมวลผล Ryzen 5 5600H และการ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX 3060 ด้วยสเปกที่แรงลื่นกว่าเดิม พร้อมแรมขนาด 16GB DDR4 Bus 3200MHz และ SSD M.2 NVMe PCIe 512GB ส่งผลให้ประสบการณ์ใช้งานโดยรวมประทับใจตั้งแต่ครั้งแรกที่เปิดเครื่องในเรื่องความรวดเร็วและการตอบสนองต่างๆ ที่สำคัญคือได้คีย์บอร์ดไฟ RGB แบบ 4 โซน ที่สามารถปรับแต่งได้ ตามสไตล์ของ Nitro 5

Acer Nitro 5 R5600H GTX1650 Review 37

โดดเด่นด้วยการรองรับอัพเกรดใส่ SSD M.2 NVMe อีกจำนวน 1 ช่อง (ใส่ไปแล้ว 512GB 1 ช่อง) และ HDD/SSD 2.5″ SATA 3 จำนวน 1 ช่อง เพิ่มได้ภายหลัง พร้อมกับ LAN เป็น Killer Ethernet E2600 ทำให้เมื่อต่อสาย RJ45 ก็จะช่วยการเล่นเกมที่ลื่นไหลได้ ส่วนการเชื่อมต่อไร้สายก็เป็นมาตรฐาน Wi-Fi 6 AX ที่ดีกว่า มีเทคโนโลยี 2×2 MU-MIMO เหนือชั้นกว่า Gaming Notebook ทั่วไปที่ไม่มีตรงนี้ อย่างที่ Gaming Notebook รุ่นราคาใกล้เคียงกันทำไม่ได้ ในเรื่องของการเชื่อมต่อก็ครบครันกว่าเดิมด้วย USB 3.2 Type-C จำนวน 3 ช่อง  พร้อมงานประกอบก็แน่นอนไว้ใจได้ การถอดอัพเกรดก็ง่ายเหมือนเดิม เชื่อได้ว่าเพื่อนๆ น่าจะถูกใจกันไม่น้อย

Acer Nitro 5 R5600H GTX1650 Review 58

สำหรับการระบายความร้อนก็นับว่าทำได้ดีกว่ารุ่นๆ คือ ชิปประมวลผลไม่ร้อนเกิน 77 องศาเซลเซียสเลย จากการที่ทาง Acer ออกแบบมาได้ดีขึ้น รวมถึงชิปประมวลผล AMD Ryzen 5000H ก็ให้ความแรงที่เพียงพอ เทียบแล้วดีกว่า Ryzen 4000H รุ่นก่อน ฉะนั้นถ้าดูจากผลทดสอบอุณหภูมิก็นับว่าทำได้ดีตามเกณฑ์มากๆ แล้ว ส่วนการ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX 3060 ก็เป็น Max-P ไม่ใช่ Max-Q แต่ก็ได้ความร้อนต่ำมากๆ ต่อความแรงที่น่าประทับใจ ซึ่งรองรับการเล่นเกมได้อย่างลื่นไหลไม่มีสะดุด อย่างไรก็ตามได้แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานที่ 5 ชั่วโมง ซึ่งอาจจะน้อยไปหน่อยถ้าเทียบกับรุ่นอื่นๆ ในสเปกที่ใกล้เคียงกัน เทียบกับค่าตัวแล้วอยู่ในช่วงราคามากกว่า 35,000 บาท ก็อาจจะดูสูงไปหน่อย    

Acer Nitro 5 R5600H RTX3060 8

Award

โดยในครั้งนี้จะเป็นการเปรียบเทียบการให้รางวัลกับเครื่องในกลุ่มของโน๊ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 15.6 นิ้วด้วยกัน ซึ่ง Acer Nitro 5 AN515-45 ก็ได้รางวัลต่างๆ ดังนี้

Best Design

เรื่องของรูปร่างหน้าตาก็เป็นหนึ่งในจุดเด่นที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์ของ Acer Nitro 5 AN515-45 โน๊ตบุ๊คเล่นเกมสายคุ้มค่ามาตั้งแต่ไหนแต่ไร ซึ่งจุดเด่นในข้อนี้ก็เห็นได้ชัดเจนใน Acer Nitro 5 รุ่นใหม่ สเปก AMD Ryzen 5000H  ที่มีดีไซน์ของตัวเครื่องสวยงามโฉบเฉี่ยวเป็นเอกลักษณ์ตามสไตล์ของ Nitro 5 Series  ที่ได้รับการปรับปรุงในมีความลงตัวมากยิ่งขึ้นไปอีก ดูแล้วน่าจะโดนใจคนรุ่นใหม่ที่ชอบเล่นเกม ที่สำคัญคือขอบจอบาง น้ำหนักเบาแค่ 2.08 กิโลกรัมเท่านั้น พร้อมระบบระบายความร้อนที่ดีเยี่ยมจากทาง Acer ที่คิดมาเป็นอย่างดีแล้ว อีกทั้งได้คีย์บอร์ดไฟ RGB แบบ 4 โซน ที่สามารถปรับแต่งได้

NBS award 7 Design

Best Performance

Acer Nitro 5 AN515-45 สเปกชิปประมวลผลเป็น AMD Ryzen 5000H อย่าง Ryzen 5 5600H ที่มาพร้อมกับประสิทธิภาพ ที่ส่งผลให้มีความแรงที่มากกว่าขึ้น ความร้อนที่น้อยลง แบตเตอรี่ยาวนานกว่า  พร้อมการ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX 3060 Max-P ที่แรงลื่นรองรับทุกๆ การทำงานหรือเล่นเกม มีที่เก็บข้อมูลรองรับการติดตั้ง SSD แบบ M.2 NVMe และรองรับฮาร์ดดิสก์ 2.5″ มาตรฐาน  SATA 3 อีก 1 สล็อต โดยตามสเปกได้ติดตั้งมาแล้วที่ 512GB ในส่วนของแรมเองมีมาให้ 16GB แบบ DDR4 Bus 3200 MHz ได้หน้าจอ IPS 144Hz  ลื่นไหลที่สุดอย่างไร้กังวล รองรับการทำงานต่างๆ พร้อมๆ กันได้หลายๆ งาน รวมถึงเล่นเกมได้อย่างลื่นไหล

award new performance

Best Gaming

Acer Nitro 5 จัดว่าเป็น AMD Notebook สเปก Ryzen 5000H ที่ราคาเหมาะสม 36,990 บาท กับขนาดหน้าจอ 15.6″ ที่ได้ 144Hz ที่ได้ sRGB 92% เรียกได้ว่าสมการรอคอยการมาของ Gaming Notebook อีกหนึ่งรุ่นที่ทุกคนให้ความสนใจ จากสเปกที่ดี ราคาคุ้มค่า  ซึ่งในตอนนี้มีเพียงสเปกเดียวเท่านั้น แต่คาดว่าอนาคตทาง Acer จะส่งรุ่นใหม่มาเรื่อยๆ ได้การ์ดจอ RTX 30 Series พร้อมได้ฟีเจอร์ Gaming ทั้งคีย์บอร์ด RGB และ Nitrosense สำหรับ Gaming Notebook หน้าจอ 15.6″ ที่มีประสิทธิภาพสูงและฟีเจอร์เพียบแบบนี้ในราคา 36,990 บาท ได้ประกัน 3 ปี On-site Serive

 award new Gaming

 

from:https://notebookspec.com/web/592153-review-acer-nitro-5-ryzen-5600h-rtx3060

รีวิว HUAWEI MateBook 14 สเปก Core i5-1135G7 + Iris Xe + RAM 16GB + SSD 512GB จอทัช 2K IPS 3:2 ราคา 34,990 บาท

HUAWEI MateBook 14 ถือว่าเป็นโน๊ตบุ๊คหน้าจอ 14″ ฟีเจอร์ล้ำรุ่นล่าสุดปี 2021 ที่ทาง HUAWEI ประเทศไทยได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการ ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการนำเสนอ MateBook มาหลากหลายรุ่นแล้ว ที่เป็นพร้อมท้าชนกับรรดาเจ้าตลาดแบรนด์ต่างๆ แน่นอนว่าสำหรับผู้บริโภคอย่างเราๆ ก็จะมีตัวเลือกที่มากขึ้น กับการที่ได้สเปกใหม่ๆ โดดเด่นด้วยการใช้งานร่วมกับมือถือ HUAWEI

ด้วยประสิทธิภาพชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 Tiger Lake ตัวแรงมี AI ช่วยทำงาน อย่าง Core i5-1135G7 ได้การ์ดจอออนชิปที่ดีที่สุด Iris Xe Graphics อีกได้จัดเต็มแรมมาขนาด 16GB พร้อมด้วยที่เก็บข้อมูล SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB แน่นอนว่ารองรับการทำงานได้เหนือชั้นกว่าโน๊ตบุ๊คที่เป็นรุ่นใกล้เคียงกัน ได้ประกันเป็น 2 ปี ตามมาตรฐานของ HUAWEI

HUAWEI MateBook 14

โดย HUAWEI MateBook 14 มีความโดดเด่นด้วยดีไซน์การออกแบบที่ดูสวยงามพรีเมียม ซึ่งเป็นหน้าจอขนาด 14″ รองรับความละเอียดที่ระดับ 2160 x 1440 พิกเซล ที่มีอัตราส่วน 3:2 น้ำหนักเบาที่ 1.49 กิโลกรัม มีความบางเพียง 15.9 มิลลิเมตร ราคา 34,990 บาท เหนือชั้นกว่าที่ได้หน้าจอเป็นทัชสกรีนด้วย ที่สำคัญสำหรับคนที่ใช้มือถือ Huawei ยังมีฟีเจอร์ HUAWEI Share ไว้ใช้งานโอนไฟล์ไปมา และแชร์จอมือถือไปยังหน้าจอโน๊ตบุ๊คได้อีกด้วย

VDO Review

NBS Verdict

HUAWEI MateBook 14 อีกหนึ่ง Intel Notebook ปี 2021 จากแบรนด์ HUAWEI ประสิทธิภาพทรงพลังด้วยชิปประมวลผล Core i Gen 11 สถาปัตยกรรม Tiger Lake เทคโนโลยีการผลิต 10 นาโนเมตร SuperFin ที่มี AI ช่วยทำงานในบางโปรแกรมอย่างที่ไม่มีในรุ่นก่อนๆ ได้การ์ดจอออนชิปที่ดีที่สุด Iris Xe Graphics รองรับทั้งงาน 2 มิติ 3 มิติ  โดยบางเพียง 15.9 มิลลิเมตร และเบาที่ 1.49 กิโลกรัม

ทำงานร่วมกับพัดลมระบายความร้อน 2 ตัว Shark Fin แบบคู่ ช่องระบายความร้อน 2 ทาง เรียกได้ว่าเป็นอีกครั้งของตลาดโน๊ตบุ๊คประเทศไทยเลยก็ว่าได้ นั่นหมายถึงความจริงจังเข้าไปอีกกับการที่นำเสนอ HUAWEI MateBook อีก 1 รุ่นที่แตกต่างไม่เหมือนใครทั้งตัวสเปกและฟีเจอร์ต่างๆ จากหลายปีที่ผ่านมาเราจะเห็นแต่การนำเสนอผลิตภัณฑ์สายมือถือหรืออุปกรณ์อื่นๆ 

HUAWEI MateBook 14

เรียกได้ว่าเป็นการต่อยอดมาจาก MateBook รุ่นก่อนๆ ที่แตกต่างไม่เหมือนใครทั้งตัวสเปกและฟีเจอร์ต่างๆ จากหลายปีที่ผ่านมาเราจะเห็นแต่การนำเสนอผลิตภัณฑ์สายมือถือหรืออุปกรณ์อื่นๆ หน้าจอขอบบางเฉียบ FullView Display 14″ พาเนล IPS เกรดสูง สัดส่วน 3:2 ความละเอียด 2160 x 1440 พิกเซล ทัชสกรีนได้ เหมาะสำหรับการทำงานที่เกี่ยวข้องกับงานพื้นฐาน เช่นเอกสาร เล่นอินเตอร์เน็ต ดูหนังฟังเพลง รวมไปถึงสายงาน Content Creator ต่างๆ น่าจะชื่นชอบกัน

ในส่วนของรายละเอียดอื่นๆ อย่างสเปกฮาร์ดแวร์ภายในก็ได้เป็นหน่วยความจำแรมขนาด 16GB DDR4 Bus 3200MHz และ SSD M.2 ความจุ 512GB ก็จัดได้ว่าทรงประสิทธิภาพต่อใช้งานพื้นฐานหรือหนักๆ ได้ลื่นไหลแน่นอนกว่ารุ่นโน๊ตบุ๊คแบรนด์อื่นๆ ที่ช่วงราคาใกล้เคียงกันแน่นอน รวมไปถึงมีฟีเจอร์พิเศษอย่างที่ Intel Notebook อื่นๆ เค้ามีกัน อย่างแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้ยาวนาน (ความร้อนอาจจะสูงหน่อย แต่อยู่ในเกณฑ์รับได้) 

HUAWEI MateBook 14

เชื่อว่าแฟนๆ HUAWEI น่าจะสนใจกันอยู่ไม่น้อย เหมาะกับคนที่ใช้งานมือถือ HUAWEI อยู่แล้ว เพื่อใช้งานทั่วไปร่วมกันผ่านทาง HUAWEI Share 3.0 ช่วยเรื่องของแชร์ไฟล์และแชร์หน้าจอได้อย่างเต็มรูปแบบ ในส่วนของรายละเอียดอื่นๆ ก็มีจุดเด่นที่น่าใช้งานมากๆ อย่างไรก็ตามน่าเสียดายในส่วนของพอร์ต USB-C ที่ติดตั้งให้มานั้นยังไม่ได้เป็นมาตรฐาน Thunderbolt 4 ที่ดีที่สุด และแรมไม่สามารถเพิ่มได้แล้ว

ซึ่งนอกจาก HUAWEI Share 3.0 แล้ว ยังได้พอร์ตชาร์จไฟและอแดปเตอร์ 65W SuperCharge ก็ให้มาเป็น USB-C ที่สะดวกสบาย ตัวเครื่องพรีเมียมวัสดุดีเยี่ยม งานประกอบแน่นๆ มีระบบสแกนลายนิ้วมือ และกล้องเว็บแคมแบบซ่อน รวมไปถึงมีรุ่นอื่นๆ อย่าง HUAWEI MateBook D14 / D15 ให้ลือกซื้อด้วย อันนี้เพื่อนๆ ก็ต้องลองเลือกตามลักษณะความต้องการหรือการใช้งานจริงๆ ของแต่ละคนกันไป 

ข้อดี HUAWEI MateBook 14

  • ตัวเครื่องออกแบบสวยงามและหรูหรา พื้นผิวเป็นรอยนิ้วมือยาก ผ่านการชุบอโนไดซ์
  • แข็งแรงทนทานสวยงาม ด้วยงานประกอบอลูมิเนียมแบบ Unibody ผ่านกระบวนการ CNC
  • ขอบจอบางเฉียบ ตัวเครื่องบางเบา เพียง 1.49 กิโลกรัม บาง 15.9 มิลลิเมตร
  • ชิปประมวลผลเป็น Intel Core i Gen 11 ประสิทธิภาพทรงพลัง มี AI ในตัว
  • ได้แรมขนาด 16GB DD4 Bus 3200MHz ที่ใช้งานได้ทันที เพียงพอต่อทุกๆ การใช้งาน
  • มาพร้อมที่เก็บข้อมูล SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB ที่แรงลื่นพอตัว
  • หน้าจอมีความละเอียดสูงระดับ 2K ที่ 2160 x 1440 พิกเซล พาเนล IPS เกรดสูง (R7 ทัชสกรีนได้)
  • กล้องเว็บแคมแบบ Pop Up (Recessed Camera) ซ่อนเอาไว้ระหว่างปุ่ม F6 – F7 ดูแปลกตา
  • มีพอร์ต USB 3.2 Type-C ที่รองรับการชาร์จไฟเข้าตัวเครื่อง ทำให้สะดวกเวลาใช้ร่วมกับอุปกรณ์อื่นๆ 
  • แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนาน 12 ชั่วโมง รองรับการชาร์จไฟด้วย USB PD
  • อแดปเตอร์ 65W ชาร์จทาง USB-C มีขนาดเล็ก นำไปใช้กับมือถือหรืออุปกรณ์อื่นๆ ได้หมด
  • ติดตั้งระบบสแกนลายนิ้วมือ Fingerprint ที่ช่วยในเรื่องของความสะดวกและปลอดภัย
  • ซอฟต์แวร์ PC Manager / Huawei Share ใช้งานได้ดีเยียมมากๆ ทั้งแชร์ไฟล์และหน้าจอ

ข้อสังเกต HUAWEI MateBook 14

  • ไม่สามารถอัพเกรดแรมได้ เพราะของเดิมเป็นแบบฝังบอร์ดมา
  • ส่วนเชื่อมต่อกับมือถือรองรับเฉพาะแบรนด์ Huawei เท่านั้น
  • แม้ระบบระบายความร้อนจะดีแล้ว แต่ยังอาจจะสูงหน่อย แต่อยู่ในเกณฑ์ที่รับได้ 
  • แม้ชิปประมวลผลจะแรงมากๆ แต่ก็ไม่ได้เหมาะกับเล่นเกมหนักๆ เพราะไม่มีการ์ดจอแยก

Specification

สเปกภายในของตัว Huawei MateBook 14 ปี 2021 รุ่นที่จำหน่ายในไทยจะมี 1 สเปกในตอนนี้ ประสิทธิภาพด้วยอย่างการใช้ชิปประมวลผล Intel Core i5-1135G7 ราคา 30,900 บาท ที่เป็นชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 สถาปัตยกรรม Tiger Lake มาพร้อมกับเทคโนโลยีการผลิตที่ 11 nm SuperFin ที่แรงขึ้นมากพร้อมด้วย AI ช่วยทำงานบางอย่างในตัว เพิ่มเติมด้วยแบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนาน การ์ดจอเป็นออนชิปรุ่นใหม่ที่ดีขึ้นมากอย่าง Intel Iris Xe Graphics  ได้แรม 8GB LPDDR4X Bus 4266 MHz แบบฝังบอร์ด และ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB 

HUAWEI MateBook 14

ส่วนแรมก็ติดตั้งมาให้ขนาด 16GB DDR4 Bus 3200MHz ซึ่งพอเพียงกับการใช้งานพื้นฐานหรืองานหนักๆ แน่นอน สำหรับที่เก็บข้อมูลเป็นความเร็วสูงแบบ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB  มาพร้อมขนาดหน้าจอ 14″ ขอบหน้าจอบางเฉียบทั้ง 4 ด้านแบบ FullView Display ความละเอียด 2160 x 1440 พิกเซล พาเนลคุณภาพสูง IPS ให้สีสันที่สวยสมจริง มุมมองกว้าง ขอบเขตสี sRGB ใกล้เคียง 100%

ที่สำคัญยังเป็นมาตรฐานการเชื่อมต่อ Wi-Fi 6 AX (2×2) และ Bluetooth 5.0 รวมถึงติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home แท้ ที่สำคัญมีการติดตั้งช่วยให้เราเปิดเครื่องและล็อกอินเข้าใช้งานได้ทันที ทั้งปลอดภัย รวดเร็ว และใช้งานง่าย มาพร้อมการรับประกัน 2 ปี ตามมาตรฐานของ Huawei 

HUAWEI MateBook 14

โดย HUAWEI MateBook 14 ราคาอยู่ที่ 34,990 บาท พร้อมจัดโปรโมชั่นสั่งจองตั้งแต่วันนี้ รับฟรีของแถมสุดพิเศษ HUAWEI Display และ กระเป๋าเป้ HUAWEI มูลค่ารวมกว่า 5,989 บาท ที่ Huawei Experience Store และ Huawei Online Store ที่ https://shop.huawei.com/th และร้านค้าตัวแทนจำหน่ายที่ร่วมรายการ ตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน – 7 พฤษภาคม 2564 นี้ 

นอกจากนี้ยังมี HUAWEI MateBook D14 และ HUAWEI MateBook D15 โน๊ตบุ๊คที่มาพร้อมขุมพลังใหม่ ประสิทธิภาพที่ตอบโจทย์ในทุกไลฟ์สไตล์ และดีไซน์สุดโดดเด่น กับสเปก Intel Core i Gen 11 และ Intel Core i Gen 10 โดยมีราคาเริ่มต้นที่ 23,990 บาทเท่านั้น พร้อมได้ของแถมอาทิ MediaPad T8 และ กระเป๋าเป้ HUAWEI มูลค่ารวมกว่า 4,380 บาทด้วย

HUAWEI MateBook 14 ราคา 34,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i5-1135G7 (4C/8T : 2.4 – 4.2GHz)
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics
  • RAM : 16GB DDR4 Bud 3200 MHz
  • DISPLAY: 14″ IPS 2K 2160 x 1440 พิกเซ
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 512GB
  • OS : Windows 10 Home (64 Bit)
  • Warranty : 2 Year

Hardware / Design

รื่องการออกแบบดีไซน์ของ HUAWEI MateBook 14 โดดเด่นด้วยหน้าจอมีขอบบางสุดๆ ทั้ง 4 ด้าน จากเทคโนโลยี  FullView Display คิดเป็นพื้นที่ 90% ของสัดส่วนหน้าจอทั้งหมด ที่เป็นขนาดหน้าจอขนาด 14″ สัดส่วนแบบ 3:2 ที่ความละเอียด 2160 x 1440 พิกเซล (2K) ส่วนการใช้งาน Windows Hello จะเป็นการสแกนนิ้วมือที่ปุ่ม Power มุมขวาบนเลย

ตัวเครื่องถูกออกแบบมาให้พกพาสะดวก มีความบางเพียง 15.9 มิลลิเมตรเท่านั้น น้ำหนักก็เบามากๆ เพียง 1.49 กิโลกรัม ผลิตขึ้นอย่างพิถีพิถันด้วยการใช้เพชรเจียระไนในแต่ละมุมเพื่อส่งมอบงานออกแบบระดับพรีเมียมที่ล้ำสมัย ให้ความลงตัวแตกต่างจากโน๊ตบุ๊คสายบางเบาในตลาดทั้งหมดเมื่อเทียบกับแบรนด์อื่นๆ 

HUAWEI MateBook 14

แน่นอนว่าวัสดุตัวเครื่อง HUAWEI MateBook 14 เลือกใช้เป็นอลูมิเมียมอัลลอยด์ ซึ่งมีงานประกอบที่ยอดเยี่ยม ทนทานแน่นหนา ที่สำคัญยังเป็นแบบ Unibody นั่นก็คือแทบจะไร้รอยต่อ ประกอบด้วยกันเพียง 3 ชิ้นเท่านั้น ก็คือ ฝาหลัง ตัวเครื่องด้านใน และฝาล่างเท่านั้น ทั้งจากที่ดูด้วยตาเปล่าและการสัมผัส จากขั้นตอนขั้นรูปด้วยเครื่องจักร CNC

พร้อมพื้นผิวเป็นแบบลื่นไหลเรียบสุดๆ ด้วยวิธีการอโนไดซ์หลายขั้นตอน ทำให้ได้สัมผัสความเนียนอย่างที่สุด และเป็นรอยนิ้วมือได้ยากกว่าปกติ ที่สำคัญตัวเครื่องรอบๆ ได้มีการทำตัดขอบแบบ Daimond Cut บอกได้ถึงงานดีไซน์ที่ยกให้เป็นระดับโน๊ตบุ๊คพรีเมียมอย่างแต่มาในราคาที่แสนจะคุ้มค่า เมื่อเทียบกับรูปลักษณ์ สเปกภายใน และฟีเจอร์ต่างๆ ที่ได้

HUAWEI MateBook 14

พร้อมกันนั้นยังแตกแต่งด้วยการเลือกที่จะติตตั้งไมโครโฟน 4 ตัวด้วยกันบริเวณขอบตัวเครื่องด้านหน้า ตัวเครื่องโดดเด่นด้วยสีสัน Space Grey (สเปซเกรย์) ​หรือสีเทาด้าน ยิ่งเพิ่มความหรูหราเข้าไปอีก อีกทั้งฝาหลังเองก็มีแต่โลโก้ Huawei เท่านั้น คาดว่าคนที่ชอบความน้อยแต่มากต้องถูกใจกันแน่นอน

ส่วนภายในใต้หน้าจอด้านก็จะพบกับโลโก้ Huawei ที่เป็นตัวอักษรเท่านั้นเอง เรียกได้ว่ามีความเรียบหรูตามสไตล์ของ Huawei ไม่ต่างจากมือถือเรือธงระดับอย่าง Huawei P40 Pro เลยล่ะ ยิ่งใช้คู่กันยิ่งดูลงตัวเข้าไปอีก ซึ่งในรีวิวนี้เราก็ใช้ Huawei P40 Pro ในการร่วมทดสอบใช้งาน Huawei Share 3.0 ด้วย

HUAWEI MateBook 14

มิติโดยรวมของตัวเครื่องมีความเล็กกระทัดรัดพอๆ กับโน๊ตบุ๊คที่มีหน้าจอ 14″ รุ่นอื่นๆ เรียกได้ว่าตอบสนองในการพกพาไปใช้งานนอกสถานที่ได้อย่างเต็มรูปแบบ มีความโดดเด่นกว่าโน๊ตบุ๊คเจ้าตลาดหลายๆ รุ่น โดยสามารถกางหน้าจอได้กว้างสุดที่ประมาณ 145 องศา

สำหรับช่องระบายความร้อนถูกซ่อนอยู่ใต้หน้าจอบริเวณบานพับ โดยเป็นการใช้งานพัดลมระบาย 2 ตัว Shark Fin 2.0 ที่ออกแบบมาใหม่ ช่วยนำพาความร้อนชิปประมวลผลให้เย็นลงได้อย่างรวดเร็วและเงียบกว่าที่เคย ซึ่งการใช้งานโดยรวมถือว่าเอาอยู่ ที่มีช่องดูดลมเย็นด้านล่างตัวเครื่องทำหน้าที่ร่วมกันเป็นอย่างดี 

Huawei MateBook 14 Core i Gen 11 Review 32
Huawei MateBook 14 Core i Gen 11 Review 30
Huawei MateBook 14 Core i Gen 11 Review 39
Huawei MateBook 14 Core i Gen 11 Review 50
Huawei MateBook 14 Core i Gen 11 Review 62
Huawei MateBook 14 Core i Gen 11 Review 64

Keyboard / Touchpad

คีย์บอร์ดที่ติดตั้งมาให้เป็นแบบ Chiclet Keyboard สีดำตัดกับตัวเครื่อง ซึ่งมาพร้อมไฟ Backlit สีขาวให้ความรู้สึกหรูหรา ซึ่งระยะเว้นระหว่างปุ่มพิมพ์ทำออกมาได้พอดีไม่ชิดกันมากเกินไปและระยะยุบตัวของปุ่มพิมพ์นั้นค่อนข้างดี พิมพ์ได้ดีมากๆ ผิวสัมผัสของปุ่มแต่ละปุ่มนั้นให้ความรู้สึกที่ติดนิ้ว ที่สำคัญคือมาพร้อมแป้นคีย์บอร์ดภาษาไทย ส่วนปุ่มเปิดเครื่องจะอยู่มุมขวาบน พร้อมปุ่มสแกนลายนิ้วมือในตัวเดียว ส่งผลให้ทั้งง่ายและรวดเร็วพร้อมดีไซน์เป็นหนึ่งเดียวกัน

HUAWEI MateBook 14

ทัชแพดมีขนาดใหญ่มากเมื่อเทียบกับตัวเครื่อง ตัวปุ่มคลิกเป็นแบบชิ้นเดียวกับทัชแพด ผิวมีลักษณะเป็นกระจก ส่วนปุ่มคลิกทั้งซ้ายขวาก็อาจจะมีความแข็งพอดีๆ การใช้งานโดยจัดได้ว่าอยู่ในระดับที่ดี ให้สัมผัสที่ลื่นไหล ตอบสนองการทำงานได้ทันใจ อีกทั้งในการเชื่อมต่อกับมือถือ HUAWEI ก็สามารถแต่ตรงทัชแพดได้ด้วย ใช้งานแบบมัลติทัชร่วมกับ Windows 10 Home ได้ลื่นไหลไม่มีสะดุด เรียกได้ว่าไม่จำเป็นต้องมีเมาส์มาต่อเพิ่มเลยก็ว่าได้

Huawei MateBook 14 Core i Gen 11 Review 29
Huawei MateBook 14 Core i Gen 11 Review 25
Huawei MateBook 14 Core i Gen 11 Review 31

Screen / Speaker

Huawei MateBook 14 ได้ติดตั้งหน้าจอขนาด 14″ มีขอบที่บางที่สุดรุ่นหนึ่งในตลาด กว่า 90% เป็นพื้นที่แสดงผล ได้ความละเอียด 2160 x 1440 พิกเซล  พร้อมรองรับการทัชกรีนได้ด้วยนิ้ว 10 นิ้วพร้อมๆ กัน โดยให้ความเรียบเนียนตากว่าความละเอียด Full HD อย่างเห็นได้ชัด สัดส่วนแปลกตาที่ 3:2 แต่ได้พื้นที่การใช้งานที่มากกว่า ซึ่งน้อยโน๊ตบุ๊คนักที่จะใส่สัดส่วนหน้าจอแบบนี้

และด้วยพาเนลระดับ IPS เกรดสูงให้มุมมองกว้างถึง 178 องศาทั้งแนวตั้งและแนวนอน สีสันสวยงาม โดยเป็นแบบกระจกที่มีความสดใสกว่าจอแบบด้าน แต่มีข้อสังเกตก็คือแสงสะท้อนเล็กน้อย ต้องปรับดีๆ ให้เรื่องของมุมมองและองศาของจอเวลานำไปใช้งานนอกสถานที่ที่มีแสงเยอะๆ

Huawei MateBook 14 Core i Gen 11 Review 27

ซึ่งให้ประสบการณ์การใช้งานที่น่าประทับใจมาก เรียกได้ว่าเป็นโน๊ตบุ๊คจอ 14″ ที่ไม่เหมือนใคร ทั้งเรื่องของสัดสวนและความละเอียด ให้สีที่สวยที่สุด สมจริงที่สุด พร้อมความเรียบเนียนตาแบบหาได้ยาก แน่นอนว่าจากการที่เป็น FullView Display ด้วยเหตุนี้ทำให้ไม่มีพื้นที่ติดตั้งกล้องเว็บแคมแบบเดิมๆ ส่งผลให้ต้องย้ายไปไว้ที่ระหว่างปุ่ม F6 – F7 แทน แบบ Pop Up ที่ความละเอียด 1 ล้านพิกเซล มุมมองใช้จริงๆ ถือว่าใช้ได้อยู่ ไม่ได้เสยจนใช้งานลำบาก

Huawei MateBook 14 Core i Gen 11 Review 118
Huawei MateBook 14 Core i Gen 11 Review 117
Huawei MateBook 14 Core i Gen 11 Review 141

ขอบเขตความกว้างของสีสันเทียบเท่ากับมาตรฐาน sRGB ที่ 92% และ AdobeRGB ที่ 70% เรียกได้ว่าให้ประสิทธิภาพเรื่องของสีสันระดับพอใช้ทั่วไป เช่นเอาไปทำงานเอกสารหรือดูหนังฟังเพลง ความสว่างหน้าจอสูงสุดอยู่ที่เกือบๆ 300 cd/m2 ซึ่งจัดได้ว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานความสว่างของหน้าจอในโน๊ตบุ๊คราคาระดับนี้ คือเพียงพอต่อการใช้งานพื้นฐาน แต่ถ้าจะเอาไปทำภาพกราฟิกระดับมืออาชีพหรือตกแต่งภาพที่เน้นความเที่ยงตรงแล้วอันนี้ก็ถือใช้งานได้สบายๆ หายห่วงเลย

s1 9
s2 9
s3 9

ต่อกันที่วัดความสว่างของหน้าจอตามตำแหน่งต่างๆ โดยแบ่งเป็น 9 ช่อง เทียบจากช่องกลางที่ปกติแล้วจะให้ความสว่างที่มากที่สุด ที่จะเห็นได้ว่าช่องขวากลางเป็น 0% ก็คือแสดงความสว่างได้เต็มที่ แต่สำหรับช่องแถวล่างตรงกลาง รวมไปถึงช่องซ้ายกลางทั้งหมดจะมีแสงสว่างที่ลดลงไปที่ระดับ 13% ในการทดสอบก็เพื่อให้เราใช้งานอย่างระมัดระวังสำหรับคนที่บังเอิญจำเป็นต้องใช้งานภาพถ่าย หรืองานกราฟิกอื่นๆ ปิดท้ายด้วยคะแนน 4.0 เมื่อทดสอบด้านการแสดงผลต่างๆ ทั้งหมดแล้ว ผ่านทางอุปกรณ์ Spyder5Elite

ในส่วนของลำโพงติดตั้งมาเป็นแบบ 2 ตัว พร้อมระบบเสียง Surround-sound effect โดยลำโพง 2 ตัวติดตั้งไว้ทางด้านล่างฝั่งผู้ใช้มุมซ้ายและขวาของตัวเครื่องอัดลงพื้นให้สะท้อนขึ้น จากการทดสอบลำโพงพบว่าเสียงที่ออกมาค่อนข้างดีน่าประทับใจ แยกรายละเอียดได้ในระดับหนึ่ง ถือได้ว่ามีเสียงที่ดังชัดเจน โดยเน้นไปโทนกลางเป็นหลักตามสไลต์ลำโพงจากโน๊ตบุ๊คทั่วไป พร้อมความสามารถจำลองมิติทิศทางของเสียงดีกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไปแบบรู้สึกได้

Huawei MateBook 14 Core i Gen 11 Review 49
Huawei MateBook 14 Core i Gen 11 Review 46
Huawei MateBook 14 Core i Gen 11 Review 48

Connector / Thin And Weight

พอร์ตการเชื่อมต่อตัวเครื่องจัดว่าเป็นโน๊ตบุ๊คที่มีความครบครับตามมาตรฐาน เมื่อเทียบกับขนาดตัวเครื่อง แม้ว่าจะเป็นเครื่องที่มีการออกแบบมาให้เป็นเครื่องที่มีขนาดความบางและน้ำหนักเบาแต่เรื่องพอร์ตการเชื่อมต่อต่างๆ นั้น ก็มีมาให้มากพอทีเดียวไม่ว่าจะเป็น USB 3.2 Type-A จำนวน 2 พอร์ต และช่องต่อหูฟังกับไมค์ขนาดแบบคอมโบขนาดมาตรฐาน 3.5 มิลลิเมตร รวมไปถึงมี USB 3.2 Type-C อีก 1 พอร์ต ที่รองรับการชาร์จไฟผ่านทางอแดปเตอร์ในตัวเดียว 

Huawei MateBook 14 Core i Gen 11 Review 40

นอกจากนี้ยังมีส่วนของพอร์ต HDMI ไว้เชื่อมต่อหน้าจอภายนอกอย่างมอนิเตอร์หรือว่าสมาร์ททีวี ซึ่งสำหรับการใช้งานพื้นฐานเพียงพอแน่นอน  ขนาดของตัวเครื่องและสายชาร์จที่เป็น USB-C ที่จ่ายไฟสูงสุด 65Watt เมื่อเทียบกับขนาดของโน๊ตบุ๊ค 14″ นิ้วทั่วไปถือได้ว่ามีมิติที่เล็กกว่าพอสมควร ขนาดมิติโดยรวมอยู่ที่ 307.5 x 223.8 x 15.9 มิลลิเมตร ส่วนน้ำหนักตัวเครื่องเปล่านั้น อยู่ที่ 1.49 กิโลกรัม

Huawei MateBook 14 Core i Gen 11 Review 159

และเมื่อรวมกับตัวอะแดปเตอร์เข้าไปด้วย ก็จะมีน้ำหนักราวๆ 1.7 กิโลกรัมเท่านั้น ก็จัดว่ามีน้ำหนักเบามาก ซึ่งแน่นอนว่าตอบสนองในเรื่องของการพกพาไปนอกสถานที่ได้อย่างเต็มรูปแบบ รวมไปถึงโดดเด่นด้วยสายชาร์จเป็น USB-C to USB-C ทำให้เรานำไปชาร์จมือถือหรือ Gadget ที่เป็น USB-C ทั้งหมดในอะแดปเตอร์เดียว ตรงนี้ต้องยอมรับว่าเหนือชั่นกว่าโน๊ตบุ๊ครุ่นอื่นๆ ในตลาดช่วงราคาที่ใกล้ๆ กัน

Huawei MateBook 14 Core i Gen 11 Review 41
Huawei MateBook 14 Core i Gen 11 Review 44
Huawei MateBook 14 Core i Gen 11 Review 154

Inside / Upgrade

การแกะเครื่องสามารถทำได้ไม่ยากแต่ก็ไม่ง่ายเสียทีเดียว เพราะงานประกอบค่อนข้างแน่นหนา ต้องใช้ฝีมือและทักษะประมาณนึง ซึ่งหลังจากถอดน็อตทุกตัวเสร็จหมดแล้ว (น๊อตหัวแบบดาว) ต้องใช้บัตรแข็งค่อยๆ รูดถอดออกที่ละส่วน จากหลังมาหน้า ควรทำอย่างใจเย็น และขอบฝาด้านล่างตรงแกนฝาพับค่อนข้างคมระวังบาดนิ้วมือกันด้วย

โดยเมื่อแกะออกมาแล้วก็จะเห็นฮาร์ดแวร์หลายๆ อย่างชัดเจนตามรูปเลย เห็นได้ว่ามีความเรียบร้อยเป็นอย่างดี ในส่วนที่สามารถทำการอัพเกรดได้จะมีเพียง SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB ที่ติดตั้งมาให้แล้วเท่านั้น ถ้าอยากจะอัพเกรดเพื่อความจุ ก็ต้องถอดของเดิมก่อน ส่วนแรมดูจากภาพแล้วคาดว่าเป็นแบบฝังบอร์ดมาเลย ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนหรืออัพเกรดใดๆ ได้ 

Huawei MateBook 14 Core i Gen 11 Review 162

แต่จริงๆ แล้ว 16GB น่าจะเพียงพอแล้วกับการใช้งานทุกๆ อย่างที่สัมพันธ์กับสเปกอื่นๆ สำหรับเรื่องการจัดการความร้อนตัวเครื่องมี Heat Pipe จำนวน 2 เส้น วางพาดยาวไล่ผ่านชิปประมวลผล ส่วนพัดลมเครื่องนี้ก็มีมาให้ 2 ตัว เป่าลมร้อนออก 2 ช่องทางผ่านบานพับ เรียกได้ว่าเหนือชั้นกว่าโน๊ตบุ๊คดีไซน์บางเบาหน้าจอ 14″ บางเบาทั่วไป จากการที่ชิปประมวลผลแรงลื่นกว่า ที่ดูแล้วน่าจะเพียงพอต่อการระบายความร้อนแล้ว

Huawei MateBook 14 Core i Gen 11 Review 163
Huawei MateBook 14 Core i Gen 11 Review 164
Huawei MateBook 14 Core i Gen 11 Review 165

Performance / Software

เมื่อตรวจสอบข้อมูลของชิปประมวลผลด้วยโปรแกรม CPU-Z ก็พบว่าข้อมูลขึ้นมาครบถ้วนเลยครับ โดยเลือกใช้ชิป Intel Core i5-1135G7 ที่มี 4 คอร์ 8 เธรดสำหรับการประมวลผล ความเร็วที่ 2.40 – 4.20 GHz มีค่า TDP ในการปลดปล่อยความร้อนสูงสุดแค่ 12W – 28W เท่านั้น ซึ่งจัดว่าต่ำมากสำหรับชิป Core i5 ในโน๊ตบุ๊ค ทำให้ตัวเครื่องโดยรวมไม่ร้อนจนเกินไป ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากการใช้สถาปัตยกรรมการผลิตที่ระดับ 10 นาโนเมตร อย่าง Tiger Lake เทคโนโลยีสุดล้ำ SuperFin

ที่ต้องบอกว่าสร้างมาตรฐานประสิทธิภาพที่มากกว่าชิปประมวลผลรุ่นก่อนๆ แรงเพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไปมากๆ หรือถ้างานที่ต้องประมวลผลจริงจังก็รองรับได้อย่างสบายๆ ส่วนแรมได้ขนาด 16GB แบบฝังบอร์ด (Dual Channel) เป็นมาตรฐาน DDR4 Bus 3200 MHz ตามเทคโนโลยีของ Intel Core i Gen 11 ที่ผ่านการปรับแต่งให้เหนือชั้น  พร้อมให้ที่เก็บข้อมูล SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB ที่สามารถขับเคลื่อนระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home แบบลื่นไหลอย่างที่สุด ในทุกๆ การทำงาน

c1 8.   c2 8

การ์ดจอเป็นแบบออนบอร์ดรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง Intel Iris Xe Graphics ที่ให้พลังในการประมวลผลที่ดีในระดับที่ก้าวกระโดดกว่ารุ่นก่อนๆ อย่างในเรื่องของกราฟิก 2 มิตินั้นก็รองรับได้อย่างสบายๆ หรือถ้าเป็น 3  มิติก็ต้องบอกว่ารองรับการทำงานได้ในระดับเบื้องต้นหรือระดับสูง รองรับการทำงานกับหน้าจอความละเอียดสูงอย่าง 4K / 8K ได้แบบไม่มีปัญหา เหมาะสำหรับคนที่ต้องการเพิ่มพลังการสร้างสรรค์คอนเทนต์ มองหาความบันเทิง หรือการเล่นเกมเปี่ยมอรรถรส  ประสิทธิภาพที่เรียกได้ว่าใกล้เคียงกับการ์ดจอแยกเลยทีเดียว ซึ่งสามารถเล่นเกม 3 มิติ พอได้บ้าง เดี๋ยวไปดูผลทดสอบกันอีกที

g1 8.   g2 8

สำหรับโปรแกรมทดสอบ CINEBENCH 15 / 20 ที่เน้นในเรื่องของพลังชิปประมวลผล คะแนนก็อยู่ในระดับที่น่าพอใจ เปรียบเทียบกับชิปประมวลผลที่เป็นรหัส U รุ่นก่อนหน้าแล้ว ก็ทำได้ดีกว่าเล็กน้อย รวมไปถึงตัวการ์ดจอเองก็มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เรียกได้ว่าตอบโจทย์ในส่วนของงานประมวลผลหนักๆ ได้อย่างสบายๆ ไม่น่าเป็นห่วงนัก รวมไปถึงตัวการ์ดจอเองก็มีประสิทธิภาพสูงเช่นเดิม เรียกได้ว่าตอบโจทย์ในส่วนของงานประมวลผลหนักๆ ได้อย่างสบายๆ รวดเร็วทันใจแบบสุดๆ สมกับเป็นชิปประมวลผลตัวบนในรุ่นใช้งานเต็มกำลัง และการ์ดจอที่อัพเกรดใหม่ที่เน้นการทำงาน 3 มิติที่ดียิ่งขึ้น

cine15 6.   cine20 6

ตัวเก็บข้อมูลของเครื่องที่เลือกใช้ SSD ความเร็วสูงจาก WD ก็ทำผลทดสอบเป็นที่น่าพอใจบนขนาดความจุ 512GB แบบ M.2 NVMe PCIe ระดับสูง แน่นอนว่าเร็วกว่า SSD M.2 SATA 3 แบบทั่วไป ยิ่งเมื่อนำไปใช้เทียบกับฮาร์ดดิสก์แบบจานหมุนแล้วละก็จะเห็นถึงประสิทธิภาพทั้งในด้านการทดสอบและในด้านการใช้งานจริงที่แตกต่างกันอย่างเห็นเห็นได้ชัด เรียกได้ว่าเปิดอะไรปุ๊บก็ติดปั๊บ ที่ต้องบอกว่าความเร็วระดับการอ่านที่ราวๆ 3401 MB/s และเขียนที่ 2702 MB/s เป็นระดับความเร็วในการเขียนอ่านทำงานโดยรวมที่น่าประทับใจมากๆ

ssd 9

การทดสอบประสิทธิภาพกับโปรแกรม PCMark 10 Advance ซึ่งสามารถทำคะแนนการทดสอบรวมได้มากถึง 4,613 คะแนน (ใกล้เคียง Gaming Notebook ยิ่งขึ้นไปอีก) ถือได้ว่าในส่วนของการใช้งานทั่วไปโดยรวมนั้นสอบผ่านแบบสบายๆ ทั้งในส่วนของการเล่นเว็บไซต์ งานเอกสาร งานตกแต่งรูปภาพ ส่วนถ้าเอาไปใช้งานหนักๆ เช่นงานประมวลผล ตัดต่อวีดีโอ โปรเซสไฟล์ภาพความละเอียดสูง รวมไปถึงเล่นเกม 3 มิติ ซึ่งก็พอได้ แต่คงตอบสนองได้ไม่เท่าพวก Gaming Notebook หรือโน๊ตบุ๊คแรงๆ ที่ใช้ Core i ตระกูล H และการ์ดจอ GTX

pc10 9

ทดสอบเกมได้คะแนนและเฟรมเรมในการเล่นเกมทำออกมาน่าสนใจมากๆ โดยเฉลี่ยของเฟรมเรท (FPS) จากทั้ง 3 เกมออนไลน์ บนความละเอียด Full HD เกมที่ได้ทดสอบมีค่าเฟรมเรทเฉลี่ยค่อนข้างลื่นไหล น่าประทับใจทีเดียว เมื่อเทียบกับโน๊ตบุ๊คที่ไม่ได้เน้นเล่นเกมมาก ซึ่งตรงนี้ก็สามารถชี้วัดความสามารถในการเล่นเกมที่กราฟิกละเอียดๆ และภาพสวยๆ ได้ลื่นไหลเป็นอย่างดีเลย จากการที่สเปกภายในเป็นชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 ที่มีการ์ดจอออนชิป Intel Iris Xe Graphics ที่ดีที่สุดในตลาดนั่นเอง 

สำหรับเกมออนไลน์อย่าง DOTA 2 ก็จัดการทดสอบแบบปรับสุดหมด ซึ่งเป็นความละเอียดที่จะสามารถเล่นให้ลื่นได้ สำหรับรายละเอียดภาพอื่นๆ ก็เรียกได้ว่าเปิดทุกอัน  ผลที่ได้ออกมาก็คือสามารถเรนเดอร์ได้อย่างไหลลื่นในระดับเฟรมเรทที่เฉลี่ยที่ 35 แต่ฉากตะลุมบอนกันก็เฟรมเรทลดลงไปที่ 25 (อยากลื่นกว่านี้ก็ปรับกลางๆ ได้) และในส่วนของเกม Overwatch ที่ปรับ Low ทดสอบแล้วจะมีเฟรมเรทเฉลี่ยอยู่ที่ 55 ซึ่งต่ำสุดอยู่ที่ 35 รวมไปถึงเกมกินสเปกอย่าง PUBG เฟรมเรทก็ทำออกมาได้ลื่นไหลกว่าที่คาดไว้พอตัว

game test 8

อีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจของ MateBook ทุกๆ รุ่นก็คือมาพร้อมซอฟต์แวร์บันเดิลอย่าง PC Manager โดยเป็นโปรแกรมซอฟต์แวร์ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้เราดูแลคอมพิวเตอร์ได้อย่างเหมาะสม ป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น และช่วยแก้ปัญหาได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว โปรแกรมนี้ยังระบุข้อมูลที่สำคัญสำหรับแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งนั่นหมายรวมไปถึงการอัพเดทไดร์เวอร์ต่างๆ และ Windows ด้วย จัดได้ว่าดีและใช้งานได้จริง รวมไปถึงการเชื่อมต่อกับมือถือเพื่อนโอนไฟล์ไปมาก็อยู่ในส่วนนี้ด้วย แต่ก็รองรับเฉพาะมือถือ HUAWEI เท่านั้น (ในตอนนี้)

huawei

การแชร์ไฟล์แบบอัจฉริยะด้วย HUAWEI Share ส่งวิดีโอและรูปภาพจากสมาร์ทโฟนเข้า PC รวมไปถึง Screen Mirror โดยเชื่อมต่อผ่าน NFC / Wi-Fi Direct ด้วยการแตะเพียงครั้งเดียว ซึ่งต้องยอมรับเลยว่าง่ายมากๆ มาพร้อมความสามารถในกาอัพโหลดรูปภาพ 500 รูป ใน 1 นาที และวิดีโอขนาด 1 GB ใน 35 วินาที ถ้ารูปของเรามีข้อความ MateBook จะแยกข้อความออกมาจากรูปเพื่อให้คุณแก้ไขได้ง่ายๆ ส่วนการ Screen Mirror ก็ช่วยให้เราไม่ต้องจับมือถือไปมา แต่สามารถสั่งการผ่านทางโน๊ตบุ๊คได้เลย เช่นตอบ Line หรือเปิดแอปพลิเคชั่นในมือถือเป็นต้น

Huawei MateBook 14 Core i Gen 11 Review 68

ซึ่งคุณสมบัตินี้รองรับเฉพาะสมาร์ทโฟน HUAWEI ที่มีคุณสมบัติ NFC ร่วมกับระบบปฏิบัติการ EMUI เวอร์ชั่นใหม ในการีวิวครั้งนี้เราใช้ HUAWEI P40 Pro ทำงานร่วมกับ HUAWEI MateBook 14 ถือได้ว่าน่าประทับใจทีเดียว เรียกได้ว่าคนที่ใช้มือถือ HUAWEI อยู่แล้ว จะซื้อโน๊ตบุ๊คใหม่ซักเครื่องไว้เน้นใช้งานทั่วไป ก็ต้องโดนใจกับฟีเจอร์นี้แบบจังๆ ตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้นเยอะทีเดียว ส่วนการใช้งานก็ไม่ต้องเป็นห่วง ทาง HUAWEI ได้เตรียมคู่มือแบบวีดีโอไว้แล้ว 

Huawei MateBook 14 Core i Gen 11 Review 74
Huawei MateBook 14 Core i Gen 11 Review 73
Huawei MateBook 14 Core i Gen 11 Review 76

Battery / Heat / Noise

แบตเตอรี่เป็นแบบฝังไว้ในเครื่องเหมือนกับโน๊ตบุ๊คปีปัจจุบัน ตัวแบตเตอรี่มีขนาดประมาณ 5000 mAh ทำงานต่อเนื่องยาวนานได้ราวๆ 12 ชั่วโมงต่อเนื่องในการใช้งานแบบปกติ (ดูภาพยนตร์และเล่นอินเตอร์เน็ต) ด้วยการทดสอบปรับเป็น Power Saver Mode แล้วดู Youtube ยาวๆ ซึ่งคาดว่าจะทำได้นานยิ่งกว่านั้นปรับเปลี่ยนตามการใช้งานของแต่ละคน ว่าเปิดโปรแกรมอะไร อย่างถ้าใช้ Microsoft Edge ก็จะใช้งานได้ยาวนานกว่า Chrome นั่นเอง

batt 5

อุณหภูมิภายในของชิปประมวลผลมีความร้อนสูงสุดคือ 96 องศาเซลเซียส จากการเล่นเกมและประมวลผลงานต่อเนื่อง ซึ่งถ้าใช้งานทั่วไปจะอยู่ที่ 40 – 50 องศาเซลเซียสโดยประมาณ ด้วยการทดสอบให้ห้องแอร์ปรับอากาศที่ 25 องศาเซลเซียส เรียกได้ว่าระบบระบายความร้อนของเครื่องนี้มีอุณหภูมิที่ไม่ถึงกับเย็นมาก เพราะจากการที่ตัวเครื่องเน้นความบาง อย่างไรก็ตามไม่ได้ส่งผลให้ตัวเครื่องเสียหายหรือมีปัญหาหน่วงหรือกระตุกแต่อย่างใด เรียกได้ว่าเป็น Intel Notebook รุ่นใหม่ที่จัดการความร้อนได้น่าพอใจเมื่อเทียบกับประสิทธิภาพที่ได้

hwm

โดยการใช้งานปกติทั่วไปสามารถจัดการระบบระบายความร้อนออกมาอย่างน่าประทับใจ ซึ่งนั่นน่าจะเป็นเพราะชุดระบายความร้อนและการจัดการจาก Huawei ที่ดีกับมาตรฐานตัวเครื่องที่บางเบาทำให้การใช้งานจริงๆ ยาวนานต่อเนื่องอย่าง เล่นเน็ต พิมพ์งาน ดูหนังฟังเพลง โดยตัวเครื่องมีความรู้สึกว่าร้อนอยู่บ้างเวลาใช้งานหนักๆ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เราต้องกังวลมากนัก เพราะเวลาใช้งานจริงๆ เราคงไม่ได้เอาไปเล่นเกมหรือประมวลผลงานหนักๆ ต่อเนื่องยาวนานอยู่แล้ว จากการที่เป็นโน๊ตบุ๊คพกพาบางเบา ไม่ใช่ Gaming Notebook 

Conclusion / Award

HUAWEI MateBook 14 เป็นโน๊ตบุ๊คหน้าจอ 14″ สเปก Intel Core i Gen 11 ที่เน้นเรื่องประสิทธิภาพความแรงมากๆ อีกทั้งยังได้ความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับราคาพร้อมฟีเจอร์ ใช้ชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11  ส่วนสเปกอื่นๆ อย่างแรมและที่เก็บข้อมูลก็จัดเต็ม หน้าจอก็ถือว่ายอดเยี่ยมยิ่งกว่า พร้อมด้วยฟีเจอร์มากมายแบบที่หาได้ยากในรุ่นอื่นๆ อาทิ ที่ จอ 2K อะแดปเตอร์ชาร์จ  หรือ HUAWEI Share จัดว่าน่าสนใจไม่น้อย รวมถึงเมื่อรวมกับของแถมมูลค่ากว่า 5,898 บาท ยิ่งเพิ่มความน่าสนใจไปอีก

Huawei MateBook 14 Core i Gen 11 Review 99

โดยมีช่องเชื่อมต่อครบครันทั้ง USB 3.2 Type-A, USB 3.2 Type-C, ช่องต่อหูฟัง 3.5 มม., พอร์ต HDMI ซึ่ง USB-C ที่ชาร์จไฟผ่านทางอแดปเตอร์มาให้ด้วย  แน่นอนว่ารองรับการชาร์จไฟไปยังอุปกรณ์อื่นๆ อย่างมือถือ Huawei เองได้ด้วย ที่สำคัญยังได้ การใช้งาน Windows Hello จะเป็นการสแกนนิ้วมือ Fingerprint ซึ่งเป็นปุ่ม Power ในปุ่มเดียว ที่เปิดปุ๊มสแกนปั๊บในครั้งเดียว โดดเด่นกว่าโน๊ตบุ๊คหลายๆ รุ่นทีเดียว ตรงนี้ก็ยอมรับว่าทำได้ดีประทับใจมากๆ ยิ่งถ้าใครใช้มือถือ HUAWEI อยู่แล้ว น่าจะถูกใจกับฟีเจอร์ HUAWEI Share อย่างที่สุดอีกด้วย 

Huawei MateBook 14 Core i Gen 11 Review 103

โดยให้ประสิทธิภาพการทำงานที่พอใช้งานทั่วๆ ไป หรือจะใช้งานหนักๆ อย่างประมวลผลไฟล์ รวมถึงตัดต่อวีดีโอจริงๆ ก็ทำได้เยี่ยม กับความบางและน้ำหนักที่เหมาะแก่การพกพาไปใช้งานนอกสถานที่มากๆ รวมไปถึงยังประหยัดพลังงาน ส่งผลให้ปล่อยความร้อนออกมาน้อยมาก แบตเตอรี่ก็ยาวนานที่ประมาณ 12 ชั่วโมงกว่า เหมาะมากๆ สำหรับคนที่ต้องการมองหาโน๊ตบุ๊คไว้ใช้งานนอกบ้าน กับราคา 34,990 บาท แม้ต้องยอมรับว่า HUAWEI ไม่ใช่แบรนด์โน๊ตบุ๊คที่มีส่วนแบ่งในไทยเยอะ แต่มาในทิศทางนี้สำหรับคนที่ไม่ติดแบรนด์เดิมๆ ก็น่าซื้อมาใช้งานกัน 

Huawei MateBook 14 Core i Gen 11 Review 90

Award

โดยในครั้งนี้จะเป็นการเปรียบเทียบการให้รางวัลกับเครื่องในกลุ่มของโน้ต บุ๊คขนาดหน้าจอ 14″ ด้วยกัน ซึ่ง HUAWEI MateBook 14 ก็ได้รางวัลต่างๆ ดังนี้

Best Design

ในกลุ่มโน๊ตบุ๊คที่รองรับการทำงานรอบด้านและมาพร้อมหน้าจอ 14″ ที่ให้วัสดุอลูมิเนียมอัลลอยด์ พร้อมกับบวนการ CNC และอโนไดซ์หลายขั้นตอน อีกทั้งมีดีไซน์ที่ทันสมัยสุดๆ แน่นอนว่าทำได้น่าประทับใจเสมอมาสำหรับ HUAWEI MateBook รุ่นนี้ทำมาจากวัสดุโลหะตลอดทั้งตัวเครื่อง พร้อมพื้นผิวแบบเรียบเนียน งานประกอบก็มีความเรียบร้อยแบบสุดๆ แถมยังบางเบาพกพาง่ายกว่าเดิมมาก ด้วยน้ำหนักเพียง 1.49 กิโลกรัม และด้วยความบางของตัวเครื่องเพียงที่ 15.9 ม.ม. จากแบตเตอรี่ที่นำไปไว้ในตัวเครื่อง

NBS award 7 Design

Best Performance

ประสิทธิภาพโดยรวมของ AHUAWEI MateBook รุ่นนี้ถือว่าเป็นโน๊ตบุ๊คสายทำงานและความบันเทิงกับราคา 34,990 บาท ที่มาพร้อมสเปกใหม่อย่าง Intel Core i Gen 11 การ์ดจอออนชิปอย่าง Intel Iris Xe Graphics ซึ่งแรงกว่ารุ่นก่อนที่มีการ์ดจอแยกเสียอีก รวมถึงมีแรม 16GB และที่เก็บข้อมูลแบบ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB มีสแกนลายนิ้วมือ โดยแบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานกว่า 12 ชั่วโมงก็ถือว่าใช้งานได้มากแล้ว ชาร์จผ่านอะแดปเตอร์ USB PD ที่จ่ายไฟ 65W ที่ชาร์จไฟได้หลายอุปกรณ์

award new performance 

 

from:https://notebookspec.com/web/590825-review-huawei-matebook-14-2021-i5-1135g

รีวิวที่ชาร์จไร้สาย Moshi Lounge Q ดีไซน์สวย รองรับอุปกรณ์หลายขนาด จ่ายไฟสูงสุด 15W

สมาร์ตโฟนรุ่นใหม่ ๆ ก็รองรับการชาร์จแบบไร้สายกันมากขึ้น […] More

from:https://www.iphonemod.net/moshi-lounge-q-wireless-chargning-stand-15w-review.html

รีวิว OPPO A54 ราคาน้องเล็ก 5,699 บาท จอใหญ่ 6.51 นิ้ว ความจุขนาดใหญ่ 128GB แบตใหญ่ 5,000 mAh!! สนุกได้ทั้งวัน

ปีนี้ OPPO ปล่อยสมาร์ทโฟน A Series มาชุดใหญ่ให้ผู้ใช้ได้เลือกหลายระดับ ตั้งแต่ OPPO A94, OPPO A74 5G, OPPO A74 และรุ่นน้องเล็ก OPPO A54 เปิดมาในราคาสบายๆ 5,699 บาท

OPPO A54 อาจจะเรียกว่าเป็นรุ่นเล็กที่เปิดตัวมาในช่วงนี้ แต่จุดเด่นแต่ละอย่างของรุ่นไม่มีอะไรเล็กเลย ^^ แบตเตอรี่ความจุขนาดใหญ่ หน่วยความจำขนาดใหญ่ และหน้าจอขนาดใหญ่ 6.51 นิ้ว มาในสีสันที่สดใสเป็นพิเศษเลยครับ

แบตเตอรี่ขนาด 5,000mAh มาพร้อมระบบชาร์จไว 18W Fast Charge แบตให้มาเยอะมากครับ โดยเฉพาะกับเครื่องที่ไม่ได้ใช้หน่วยประมวลผลกินไฟมากมายอะไรนัก ใช้งานได้ข้ามวันสบายๆ เลย ถ้าคนใช้น้อยก็ยิ่งอยู่ได้นาน จากที่ผมทดสอบสามารถใช้งานได้ข้ามวันสำหรับการทำงานตามปกติ และถ้าใช้งานหนัก เปิดหน้าจอต่อเนื่อง จะใช้แบตประมาณ 12% ต่อชั่วโมงเท่านั้นเอง ถือว่าอยู่ได้นานมาก เหมาะกับคนที่ชอบสมาร์ทโฟนแบตเตอรี่อึดๆ อยู่กับเราได้ตลอดทั้งวัน

รองรับระบบชาร์จไว 18W Fast Charge ผ่านพอร์ท USB Type C สามารถชาร์จไฟกลับเข้าแบตขนาดใหญ่ๆ ของเครื่องได้เฉลี่ยนาทีละ 1% กว่าๆ เสียบชาร์จไว้ 30 นาทีได้แบตเตอรี่กลับมาประมาณเกือบ 40% ครับ

มีการใส่ระบบการจัดสรรพลังงานมาให้อีกเยอะครับรุ่นนี้ เพื่อให้เครื่องมีประสิทธิภาพในการยืดอายุการใช้งานระหว่างวัน รวมถึงอายุของตัวแบตเตอรี่ในระยะยาวด้วย

ปกติแบตเตอรี่ของ OPPO A54 ก็สามารถใช้งานได้ยาวมากอยู่แล้ว แต่ก็ยังมีการใส่ระบบ Super Power Saving หรือโหมดประหยัดพลังงานขั้นสูง แต่ผมจะเรียกว่าโหมดประหยัดแบตเตอรี่ระดับฉุกเฉิน ^^ เพราะมันเป็นโหมดที่เครื่องจะลดปรับความเร็วของสัญญาณนาฬิกา CPU และแสงของหน้าจอ รวมทั้งอนุญาตให้เราใช้งานได้แค่เพียงแอพพลิเคชั่นที่เราเจาะจงเพียงเท่านั้นอีกด้วย


ในโหมดนี้แม้จะเหลือแบตเตอรี่เพียง 20% ก็สามารถใช้งานได้ไปอีกนานกว่า 12 ชั่วโมง และแม้จะเหลือ 5% ก็จะสามารถแชทผ่านแอพได้นานกว่า 80 นาที หรือโทรสนทนาได้นาน 90 นาทีเลยทีเดียวครับ

ในระยะเวลากลางคืนที่เรานอน จะมีการเพิ่มประสิทธิภาพการสแตนด์บายทำให้ OPPO A54 จะใช้แบตเตอรี่เพียงเล็กน้อยมากๆ ในเวลาข้ามคืน ไม่ถึง 2% ทำให้เสียพลังงานไปน้อยมากถ้าเรานำเครื่องติดตัวไปหรือคืนไหนที่เราไม่ได้เสียบชาร์จแบตเตอรี่ไว้ครับ

 

และระบบชาร์จตอนกลางคืนที่ออกแบบมาเพื่อให้ถนอมอายุแบตเตอรี่ไม่ให้เสื่อม โดยระบบชาร์จจะทำการชาร์จแบตไปไว้ที่ 80% และจะหยุดชาร์จไว้ก่อนเป็นการพักประจุไฟให้อยู่ในสถานะเหมาะสม และจะเริ่มต้นชาร์จอีกครั้งให้ถึง 100% ก่อนที่เราจะตื่นนอนพอดีครับ และติดตั้งเซ็นเซอร์จับอุณหภูมิฝาด้านหลังของเครื่องในขณะชาร์จ และคอยปรับกระแสไฟไม่ให้เครื่องมีอุณหภูมิสูงเกินไปเพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งานให้มากขึ้น ในขณะเสียบชาร์จทิ้งไว้ ไม่เกิดความร้อนสะสมใดๆ เลยครับ

OPPO A54 เป็นสมาร์ทโฟนสเปคไม่สูงมากนักครับ เน้นใช้งานทั่วไปและเล่นเกมทั่วไปรวมถึงมินิเกมได้ ใช้หน่วยประมวลผล Helio P35 ให้ RAM 4GB และหน่วยความจำภายในให้มาใหญ่ครับ 128 GB พร้อมเพิ่ม Micro SD Card ได้อีก 256GB หน่วยความจำเพียงพอต่อการติดตั้งแอพใช้งานได้เต็มที่

รองรับ Wi-Fi ทั้ง 2.4 และ 5.0 รองรับ 2 ซิมการ์ดแบบสามสล็อต รองรับการเชื่อมต่อ 4G Dual Standby

ทดสอบเล่นเกม PUBG เล่นได้ครับ ไม่ถึงกับลื่นไหล 100% แบบเครื่องรุ่นใหญ่ แต่เข้าใช้งานเล่นได้ไม่ติดขัด

ให้หน้าจอแสดงผลมาใหญ่ครับ เป็นจอแบบ Punch-hole display เจาะรูวางกล้องหน้าความละเอียด 16 ล้านพิกเซล ขนาด 6.51 นิ้ว ความละเอียด HD+1600×720 พิกเซล ขอบจอไม่ใหญ่ครับ คิดสัดส่วนหน้าจอกับพื้นที่ด้านหน้าตัวเครื่องคือ 89.2% มากับระบบ AI Smart Backlighting ที่จะคอยปรับแสงให้เหมาะสมทั้งกลางวันและกลางคืน เพื่อถนอมสายตาแต่ยังคงสีสันที่ถูกต้องให้เราได้มากที่สุด

แบตขนาดใหญ่ หน้าจอขนาดใหญ่ แต่ดีไซน์ตัวเครื่องบางแค่ 8.4 มม. การออกแบบเครื่องไม่ธรรมดาเหมือนรุ่นเล็กอื่นๆ ฝาหลังเครื่องโค้ง 3 มิติ ผลิตมาในมาตรฐานกันน้้าระดับ IPX4 กันน้ำสาดกระเซ็นหรือละอองฝน มากับสีสันโดดเด่นมากๆ แบบ Starry Blue ที่เห็นในรีวิวนี้ เป็นสีไล่เฉดโทนน้ำเงิน ชุบด้วยการใช้ไฟฟ้าเคลือบผิวคล้ายกระจก สะท้อนแสงตามเฉดสีรุ้งจากผิวด้านใน และอีกหนึ่งสี Crystal Black สีดำเงาประกายอีกหนึ่งสีครับ

ให้ที่สแกนลายนิ้วมือด้านข้างเครื่องเป็นทั้งปุ่มพาวเวอร์และที่สแกนนิ้ว รองรับการสแกนใบหน้าด้วยกล้องหน้าด้วยเช่นกัน สแกนได้ไวและรวดเร็วทั้งสองระบบครับ ทดสอบใช้งานไม่มีปัญหา

ด้านหลังวางชุดกล้องแบบเมทริกซ์ ล้อมกรอบสีเหมือนตัวเครื่อง เป็นกล้อง AI สามกล้อง ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล กล้อง Macro 2 ล้านพิกเซล และกล้องสำหรับถ่ายภาพ Bokeh 2 ล้านพิกเซล

อุปกรณ์ภายในกล่องมีสายชาร์จ และที่ชาร์จ 18W Fast Charge และเคสใสซิลิโคน

การใช้งานภายใน OPPO A54

รันด้วยระบบ Android 10 ครอบทับด้วย ColorOS 7.2 มีบริการพร้อมให้ผู้ใช้ในการดาวน์โหลดแอพ เกม และธีมมาใช้งานได้จากในสโตร์





มีระบบช่วยเหลือผู้ใช้ใส่มาให้ และระบบด้านความปลอดภัย มีระบบสำรองข้อมูลเพื่อความปลอดภัย HeyTap Cloud เป็นพื้นที่ OPPO ให้ใช้งานได้ฟรี 5GB สำหรับการสำรองข้อมูลรายชื่อติดต่อ, บุ๊คมาร์คเบราว์เซอร์, รหัส WiFi หรือไฟล์อะไรก็ตามที่เราต้องการสำรองไว้บนออนไลน์ เพื่อที่จะเรียกกลับมาใช้งานได้แม้สมาร์ทโฟนของเราเสียหรือสูญหายและสามารถซื้อพื้นที่เพิ่มได้เป็นรายเดือน



มีระบบแบ่งแอพทำงานสองแอพพร้อมกัน ระบบซ่อนแอพพลิเคชั่น, ซ่อนไฟล์ และสร้างพื้นที่ส่วนบุคคลที่ล็อคด้วยรหัสพิเศษ



โหมดการเล่นเกม Game Space ยังคงมี ปรับทรัพยากรเครื่องให้พร้อมสำหรับการเล่นเกมได้เต็มที่ โดยจะมีโหมด E-Sport ที่จะปิดกั้นการแจ้งเตือนและการติดต่อที่เข้ามารบกวนในขณะเราเล่นเกมได้ทั้งหมด




กล้องถ่ายภาพ

กล้องหน้าความละเอียด 16 ล้านพิกเซล มากับซอฟท์แวร์กล้องหน้าที่ปรับแต่งใบหน้าด้วย  AI Beautification ปรับความงามใบหน้าให้เนียนไปกับแสงโดยรอบ และปรับความเนียนและโทนสีผิว

สามารถถ่ายภาพเซลฟี่โบเก้ละลายหลัง พร้อมการแต่งภาพด้วยฟิลเตอร์สีในหลากหลายอารมณ์ใส่เข้ามาให้ครับ






กล้องหลังใช้กล้องหลักความละเอียด 13 ล้านพิกเซล กล้อง Macro 2 ล้านพิกเซลสำหรับการถ่ายภาพระยะใกล้ 4 เซนติเมตร และกล้องสำหรับถ่ายภาพละลายหลัง Bokeh 2 ล้านพิกเซลในโหมดถ่ายภาพบุคคล

ตัวกล้องซูมภาพได้สูงสุดแบบดิจิทัล 5x มีระบบ AI Scene Recognition ที่สามารถระบุสิ่งที่จะถ่ายได้ 23 ฉากโดยอัตโนมัติ จับซีนและปรับแต่งสีสันให้สดใสมากขึ้นด้วย Dazzle Color แต่ยังคงความเป็นธรรมชาติให้สีไม่เลอะเกินไป รองรับ HDR สำหรับการถ่ายภาพย้อนแสง ทั้งหมดทำงานได้อย่างอัตโนมัติเมื่อตรวจพบสภาพแสงและสิ่งที่กำลังจะถ่าย






โหมดถ่ายภาพบุคคลละลายหลังก็ยังมีคุณภาพใช้ได้ครับ สภาพแสงดีๆ ถ่ายภาพออกมาได้คมไม่ต้องห่วงครับ นำติดตัวไปถ่ายภาพท่องเที่ยวได้สำหรับกล้องรุ่นนี้



และ OPPO ใส่โหมด Ultra Night Mode การถ่ายภาพกลางคืนให้กับรุ่นนี้มาใช้งานกันด้วย เล่นกับแสงไฟในตอนกลางคืนได้โดยไม่ต้องใช้ขาตั้งกล้อง




ตัวอย่างภาพถ่าย









สรุปท้ายรีวิว

จัดเต็มเรื่องของระยะเวลาการใช้งานแบตเตอรี่ ให้แบตใหญ่ 5000 mAh ชาร์จไว 18W Fast Charge หน้าจอ Punch-hole display ขนาดใหญ่ 6.51 นิ้ว และหน่วยความจำขนาดใหญ่ 128GB สำหรับการจัดเก็บข้อมูลและภาพถ่าย กล้องถ่ายภาพคุณภาพใช้งานได้ดีทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง

ตัวเครื่องสวยงามตามสไตล์การออกแบบของ OPPO สีสันสดใส ขนาดเครื่องบาง คุณภาพงานประกอบกันน้ำ IPX4 และผ่านการทดสอบมากมายในขั้นตอนการผลิต ใส่ใจงานผลิตแม้แต่เครื่องระดับราคาไม่แพงครับ

ข่าว: รีวิว OPPO A54 ราคาน้องเล็ก 5,699 บาท จอใหญ่ 6.51 นิ้ว ความจุขนาดใหญ่ 128GB แบตใหญ่ 5,000 mAh!! สนุกได้ทั้งวัน มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.
from:https://www.appdisqus.com/oppo-a54-review/