คลังเก็บป้ายกำกับ: Retail

5 ทิศทางวงการรีเทลปี 2019 การช้อปปิ้งจะไม่มีพรมแดนอีกต่อไป

เอ็นไวโร (ไทยแลนด์) เผย 5 ทิศทางของวงการรีเทล และการตลาด ในปี 2019 ที่นักการตลาดต้องปรับกลยุทธ์ และวิธีการสื่อสารกับผู้บริโภคใหม่ ตอนนี้การช้อปปิ้งสามารถเกิดได้ทุกที่ทุกเวลา

Photo : Shutterstock

สรินพร จิวานันต์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็นไวโร ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยว่า

จากข่าวในปี 2018 เกี่ยวกับการปิดตัวของร้านรวงในสหรัฐอเมริกาในโลกออฟไลน์  ประมาณ 8,828 ร้าน รวมถึงร้านดังๆ เช่น Macy, Gap, Toys R us, Walgreen, Best buy สร้างความตื่นตระหนกในวงการรีเทลเป็นอย่างมาก แต่ในโลกออนไลน์กลับมีการเปิดตัวร้านค้า เช่น Amazon Go, Amazon Book store เพื่อให้ผู้บริโภคที่ต้องการชมสินค้าจริงได้มีทางเลือก โดยในปี 2018 ที่มีการปิดตัวของร้านค้า 8,828 ร้าน กลับมีร้านที่เปิดใหม่ถึง 12,663 ร้าน 

ทิศทางที่ผันผวนของวงการตลาดและรีเทลแส่งผลต่อพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภค 5 เทรนด์หลัก  ดังนี้

1. Shadow shopping (not window shopping)

ไม่มี window shopping อีกต่อไป เมื่อก่อนนี้พฤติกรรมการ Window shopping คือดูแต่ไม่ซื้อเป็นเรื่องที่รีเทลและนักการตลาดทำอะไรไม่ได้เพราะไม่รู้ข้อมูลว่ามีการดูสินค้าหรือไม่จึงต้องปล่อยโอกาสการขายไปแต่ต่อจากนี้ไปรีเทลและนักการตลาดจะเป็นเหมือนเงาตามตัวผู้บริโภคที่จะรู้ทุกข้อมูลไม่เพียงแต่ข้อมูลการซื้อแต่รู้แม้กระทั่งว่าเราดูสินค้าอะไรอยู่

ทันทีที่รู้ว่าเราดูสินค้าอยู่ แต่ยังไม่ซื้อซักที รีเทลและนักการตลาดก็จะสามารถงัดกลยุทธ์มาใช้ได้ถูกเพื่อปิดการขายให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นการลดราคาเฉพาะบุคคล หรือการสรรหาสินค้าที่เราสนใจ และเหมาะกับเรา แม้กระทั่งการลงทุนเปิดร้านเพื่อให้เราได้ชม ทดลองสินค้า เพื่อปิดโอกาสการลังเลใจ

  • Amazon books พบว่ามีผู้บริโภคบางส่วนที่ดูหนังสือทางออนไลน์ แต่ยังไม่ตัดสินใจซื้อซักที เพราะอาจอยากดูรูปเล่ม เนื้อกระดาษ คำนำ เป็นต้น จึงเปิดร้านหนังสือเป็นทางเลือกให้ ผู้บริโภคกลุ่มนี้ ไม่ต้องลังเลใจอีกต่อไป เพราะสามารถเลือกชมหนังสือได้ที่ร้าน Amazon books และจะซื้อทางออนไลน์หรือออฟไลน์ก็ได้ ราคาเดียวกัน
  • อีคอมเมิร์ซ ยักษ์ใหญ่ JD.com จากเมืองจีนเองก็ประกาศเปิดร้านสะดวกซื้อ 1,000 สาขาต่อวัน เพื่อเป็นทางเลือกให้นักช้อปออนไลน์ได้เลือกชมสินค้าแบบไม่ต้องลังเล
  • แบรนด์เครื่องสำอางค์อย่าง Smashbox ก็ใช้เทคโนโลยี Eye tracking เพื่อจับสายตาผู้บริโภคว่าดูสินค้าอะไรนานเป็นพิเศษ เพื่อทำความเข้าใจความต้องการ และนำเสนอสินค้าที่ผู้บริโภคสนใจ แทนที่จะมีเฉดสีเป็นร้อยๆ ทำให้ผู้บริโภคเสียเวลาดู โดยไม่เจอสินค้าที่ต้องการเสียทีและอาจจะถอดใจ เลิกดู (Choice overload) และสุดท้ายไม่ซื้อ แต่ด้วยข้อมูล Eye tracking ทำให้ Smashbox รู้ว่าผู้บริโภครายนี้ สนใจสินค้าเฉดสีอะไร และนำเสนอเฉพาะ
    สิ่งที่ลูกค้าสนใจ  และมีโอกาสการขายเท่านั้นแบบเรียลไทม์ (Real-Time) ทำให้ลูกค้าตัดสินใจง่ายขึ้น และแน่นอน อัตราการซื้อของ Smashbox สูงขึ้นถึง 27%

จากนี้ไปรีเทลและนักการตลาดจะเน้นกลยุทธ์ที่จะ เปลี่ยนการดู (browse) มาเป็น การซื้อ (Buy) เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสการขายอีกต่อไป ส่งผลให้ผู้บริโภคเลิกพฤติกรรม window shop เพราะตัดสินใจได้ฉับพลัน

2. Sellrounding (sell+surrounding) ถูกที่ถูกเวลา

เตรียมตัวกันได้เลยว่าจากนี้ไป พื้นที่ขายไม่ได้จำกัดอยู่แค่ร้านค้าออนไลน์ หรือ ออฟไลน์เท่านั้น แต่พื้นที่รอบตัวผู้บริโภค สามารถเป็นพื้นที่ขายได้หมด ไม่ว่าจะเป็นป้ายรถเมล์ ตู้เสื้อผ้าในโรงแรม ห้องน้ำ สวนสาธารณะ รายการทีวี หาดทราย เป็นต้น ด้วยคอนเซปต์ “ถูกที่ถูกเวลา”

การเห็นคอนเทนเนอร์สโตร์ ขายเสื้อผ้า รองเท้า ของแบรนด์ดัง เช่น H&M, Adidas ตามสวนสาธารณะ  ชายหาด จะไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ แม้กระทั่ง คอนเทนเนอร์สโตร์ชื่อ BingoBox ของเมืองจีน ที่ทำขึ้นมาตามป้ายรถเมล์ ขายขนม เครื่องดื่ม ระหว่างรอรถเมล์ 

ระหว่างที่ดูแฟชั่นโชว์ รายการทีวี ถ้าเราชอบสินค้าชิ้นไหน เราสามารถสั่งซื้อได้เลยจากแอพพลิเคชั่น  รายการ LoveIsland ปฎิวัติวงการรีเทล โดยทำแอพพลิเคชั่นเปิดโอกาสให้ผู้ชม สามารถสั่งซื้อเสื้อผ้าที่ตัวละคร สวมใส่ได้เลย และแน่นอน ยอดขายของแบรนด์เสื้อผ้าสูงขึ้นกว่า 40%

Alibaba ไม่ปล่อยให้โอกาสการขายหลุดไปทุกทีที่มีโอกาส โดยการเปลี่ยนห้องน้ำผู้หญิงในห้างให้กลายเป็น Beauty lounge โดยใช้กระจก อัจริยะ แทนกระจกธรรมดา ซึ่งเราสามารถลองเครื่องสำอางค์ได้ และถ้าชอบ สามารถซื้อสินค้าผ่านแอพพลิเคชั่น หรือ vending machine ที่วางขายในห้องน้ำได้เลย

ทุกที่รอบตัวผู้บริโภค ล้วนเป็นพื้นที่ในการแสดงและขายสินค้าได้ การซื้อขายไม่จำกัดพื้นที่อีกต่อไป ส่งผลให้ผู้บริโภคซื้อง่ายขึ้น ซื้อมากขึ้น

3. Syntail (Synergistic R(E)tail ) ผสมพันธุ์การค้า

การผสมพันธุ์ของผู้ค้าต่างสายธุรกิจ เพื่อให้เข้าถึงผู้ซื้อในทุกๆ ขั้นตอน (Journey) และ ทุกช่องทาง (Touch point) ความร่วมมือกันของแบรนด์ต่างๆ เช่น 

  • Alibaba + Starbucks เพื่อเปิดโอกาสให้คนสั่ง Starbucks online ได้
  • Ikea + Task rabbit เพื่อขยายการบริการส่งและประกอบเฟอร์นิเจอร์ตามบ้าน
  • Martha Stewart + Marley Spoon Meal kits delivery service  โดย Martha Stewart เป็นผู้คิดสูตรอาหารและเครื่องปรุงอันหรูหราตามออร์เดอร์ ส่วน Marley Spoon  เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดส่งอาหารสดสำหรับปรุง
  • Alibaba + Intersport ทำให้ลูกค้ามีทางเลือกที่จะดู ลองสินค้า กีฬาได้ที่ร้านค้า (Physical store) ของ Intersport และสามารถซื้อผ่านแอพพลิเคชั่น TMall ของ Alibaba โดยสินค้าไปส่งได้ที่บ้านเลยไม่ต้องถือของพะรุงพะรังถ้าจะไปธุระที่อื่น

ธุรกิจที่ได้เปรียบ คือธุรกิจที่เข้าได้ทุกช่องทาง (Touch point) ของผู้บริโภค ไม่ใช่เฉพาะแค่ขบวนการซื้อขาย (Shopping journey) และแน่นอน ระบบการขนส่ง (Logistic) เป็นจิ๊กซอว์ตัวสำคัญ และการรวมตัวทำให้ผู้บริโภค ฉาบฉวยมากขึ้น เพราะแทบไม่ต้องคิด ต้องทำอะไร มีคนคิดแทนได้หมด 

4. Self control ช่วยตัวเอง

ผู้บริโภคทุกวันนี้ยอมที่จะแลกการบริการอันแสนสบายกับการไม่ต้องรอคิวอันแสนน่าเบื่อ  รีเทลและนักการตลาดจะปล่อยให้ผู้บริโภคควบคุมขบวนการซื้อด้วยตัวเอง และมีทางเลือกที่จะช้อป รับสินค้าแบบออนไลน์หรือออฟไลน์ก็ได้อย่างอิสระเสรี เช่น

  • Amazon Go หรือ Tao Café ที่ไม่มีพนักงานมาคอยบริการซึ่งผู้บริโภคสามารถช้อปตัดเงินอัตโนมัติเดินออกโดยไม่ต้องเข้าคิว
  • Walmart เปลี่ยนจากลานจอดรถเป็นพื้นที่รับสินค้า (Pick up area) เพิ่มทางเลือกให้ลูกค้าสั่งออนไลน์ และ มารับได้ที่ลานจอด ภายใน 5 นาที สำหรับคนที่ไม่มีรถ หรือ ซื้อของน้อยชิ้น Walmart ก็มีจุดรับสินค้า (Pick up) อัตโนมัติที่เราแค่สแกนบาร์โค้ดสินค้าก็จะโหลดลงมาที่จุดรับสินค้าทันที
  • Alibaba เองก็มีทางเลือกให้ลูกค้ามาเลือกช้อปสินค้าของสดที่ Hema supermarket โดยจะเอาสินค้ากลับบ้าน หรือ จะใช้บริการจัดส่ง (Delivery) ก็ได้

ต่อไปนี้รีเทลและนักการตลาด จะปล่อยให้ผู้บริโภคควบคุมขบวนการซื้อได้ด้วยตัวเอง ผู้บริโภคจะชินกับการช่วยตัวเองมากกว่าการรอรับบริการ

5. Sentimental data เชื่อฉัน

นอกจากจะชอบช่วยตัวเอง แล้วยังจะเชื่อตัวเองด้วย influencer จะเปลี่ยนจากคนที่มีชื่อเสียงเป็นตัวผู้บริโภคเอง เนื่องจากปัจจุบันความสามารถในการประมวลผลของ AI (สมองกล) สามารถเก็บข้อมูลผู้บริโภคได้โดยละเอียด และสามารถนำข้อมูลนั้นมาแนะนำสินค้าและบริการให้ผู้บริโภคได้อย่างโดนใจ 

เพราะข้อมูลจากผู้บริโภคเองเป็นข้อมูลที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดทำให้เกิดการซื้อที่ง่ายขึ้นซึ่งสมัยก่อนไม่มีข้อมูลที่ประมวลผลได้ละเอียดแม่นยำเท่าทุกวันนี้รีเทลและนักการตลาดบางบริษัทจึงพัฒนาไปถึงขั้นการจับอารมณ์ เช่น

  • Walmart เริ่มทดลองเทคโนโลยีการจับ Mood หรืออารมณ์การช้อปทำให้รู้ว่าผู้บริโภคชอบไม่ชอบอะไรและสามารถนำเสนอสินค้าได้ตรงประเด็นมากขึ้น
  • ที่สถานีรถไฟฟ้าบราซิลสามารถจับหน้าจาก Biometric technology ทำให้รู้ว่าคนรอรถไฟฟ้าเป็นเพศอะไรวัยอะไรเพื่อเลือกยิงโฆษณาให้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากที่สุดแทนที่จะฉายโฆษณาไปเรื่อยๆแบบไม่มีเป้าหมาย
  • Nike เองก็ทำแอพพลิเคชั่นการวิ่งเพื่อเก็บข้อมูลการวิ่งของผู้บริโภคเพื่อสุดท้ายแล้วสามารถนำข้อมูลของผู้บริโภคมาแนะนำสินค้าให้กับตัวผู้บริโภคเองว่ารองเท้ารุ่นไหนที่เหมาะกับสุขภาพและการใช้ชีวิตของผู้บริโภคมากที่สุดและแน่นอนข้อมูลที่เก็บมาจากตัวเราเองอย่างแม่นยำย่อมสร้างความน่าเชื่อถือให้ตัวเราเองอย่างปฎิเสธไม่ได้

ต่อจากนี้ไป รีเทลและนักการตลาดจะใช้ข้อมูลของผู้บริโภคเองเป็น Influencer มากกว่าจะใช้ ดารา หรือการยัดเยียดผ่านโฆษณา หรือสงครามราคาใดๆ และนี่คือการสร้าง Trust และ Brand loyalty รูปแบบใหม่ อย่างไรก็ดี อาจทำให้ผู้บริโภค แปลกแยก กับสังคมมากขึ้น เพราะเทคโนโลยีทำให้พึ่งพาและเชื่อตนเองได้มากขึ้นเรื่อยๆ

สรุป

พฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปเหล่านี้ ทำให้นักการตลาดต้องเปลี่ยนวิธีในการเข้าถึงผู้บริโภคในรูปแบบใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการนำข้อมูลเฉพาะตัวบุคคลของผู้บริโภค มาวิเคราะห์เพื่อนำเสนอสินค้าและบริการที่โดนใจ และตรงกับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ไม่ชอบรอ ชอบควบคุมกระบวนการซื้อด้วยตัวเอง และต้องมองให้หลุดกรอบของ ออนไลน์ออฟไลน์ พัฒนาความร่วมมือกับแบรนด์ต่างๆ เพื่อสร้างพันธมิตรที่ยั่งยืนสามารถเข้าถึงผู้บริโภคทุกที่ทุกเวลา

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/enviro-retail-trends-2019/

Advertisements

ไมโครซอฟท์จับมือร้านค้ารายใหญ่ทำดิจิทัลโซลูชั่น มีแววเป็นคู่แข่ง Amazon Go

ไมโครซอฟท์เผยได้ร่วมมือกับ Kroger ร้านค้าปลีกรายใหญ่ ทำดิจิทัลโซลชั่นสำหรับร้านค้าโดยเฉพาะ โดยใช้พลังจาก Microsoft Azure เตียมเปิดทดลองใช้งานในร้านค้าที่ Monroe ใน Ohio และ Redmond ใน Washington

ตัวอย่างเทคโนโลยีที่จะได้เห็นคือ ใช้ EDGE™ Shelf แทนการใช้ป้ายกระดาษบอกราคาและโปรโมชั่น โดยหน้าจกที่ชั้นวางจะให้ข้อมูลทั้งหมด รวมทั้งข้อมูลโภชนาการอาหารด้วย ทำงานเชื่อมต่อกับแอพ Scan, Bag, Go® ของ Kroger เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ให้ลูกค้าได้ ตัว EDGE™ Shelf ยังอาจเพิ่มรายได้โฆษณาให้ร้านค้าได้อีกช่องทางหนึ่งด้วย สามารถบอกสถานะสินค้าหมดได้เรียลไทม์ผ่านแอพ ทำให้ง่ายต่อการค้นหาสินค้า เช่นถ้าสินค้าหมด ลูกค้าจะได้รู้

เทคโนโลยียังช่วยลดเวลาการทำงานเวลาต้องตรวจสอบสต็อกสินค้า Microsoft Azure สามารถวิเคราะห์ข้อมูลจากวิดีโอ ดูว่าสินค้าชั่นไหนหมด พนักงานจะได้เติมสินค้าได้เร็ว

No Description

ที่มา – ไมโครซอฟท์

from:https://www.blognone.com/node/107418

Amazon เตรียมปั๊มสาขา Whole Foods Market ให้มากขึ้น เพื่อรองรับการจัดส่งสินค้าด่วนใน 2 ชั่วโมง

จิ๊กซอของการที่ Amazon เข้าซื้อกิจการซูเปอร์มาร์เก็ต Whole Foods เริ่มชัดเจนมากขึ้นอีก โดยล่าสุด The Wall Street Journal รายงาน Amazon เตรียมเพิ่มร้านสาขาของ Whole Foods เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ซึ่งไม่มี Whole Foods มาก่อน

เหตุผลก็คือ ร้าน Whole Foods จะช่วยเติมเต็มและเป็นโกดังสินค้าให้ Amazon สามารถเพิ่มบริการจัดส่งสินค้าภายใน 2 ชั่วโมง สำหรับสมาชิก Prime ได้ครอบคลุมพื้นที่มากขึ้นนั่นเอง

ปัจจุบัน Whole Foods มีสาขาในอเมริการาว 475 แห่ง ขณะที่บริการ Prime Now จัดส่งสินค้าใน 2 ชั่วโมงนั้น รองรับอยู่ 60 เมือง การขยายพื้นที่รองรับก็ช่วยให้ Amazon มีความสมเหตุสมผลมากขึ้นที่จะขึ้นค่าบริการสมาชิก Prime รายปีจาก 99 เป็น 116 ดอลลาร์

เรื่องนี้สะท้อนว่าขณะที่อีคอมเมิร์ซรุกขยายตัวมากขึ้น แต่ร้านค้าปลีกดั้งเดิมก็ยังเป็นส่วนสำคัญในบริการจัดส่งสินค้าเร่งด่วนได้นั่นเอง

ที่มา: BGR

alt="Whole Foods Market"

from:https://www.blognone.com/node/107272

ผลสำรวจนักช้อปในอเมริกา ซื้อของเว็บอื่นล่วงหน้า 2-3 สัปดาห์ เพราะกลัวส่งไม่ทัน แต่ถ้า Amazon ไม่กี่วันก็พอ

Rakuten Intelligence บริษัทสำรวจวิจัยตลาดอิสระของ Rakuten อีคอมเมิร์ซรายใหญ่ญี่ปุ่น เปิดเผยรายงานเกี่ยวกับพฤติกรรมผู้ซื้อสินค้าออนไลน์ในอเมริกาช่วงเทศกาลวันหยุดที่ผ่านมา พบว่าการจัดส่งได้รวดเร็วและตรงเวลา กลายเป็นปัจจัยสำคัญมากขึ้นสำหรับผู้ซื้อ

ข้อมูลพบว่าเว็บไซต์ค้าปลีกดั้งเดิมอย่าง Walmart หรือ Target ทราฟิกจะเพิ่มสูงสุดในวันที่ 10 ธันวาคม หรือประมาณ 2 สัปดาห์ก่อนวันคริสต์มาส ขณะที่ Amazon ทราฟิกสูงในวันที่ 18 ธันวาคม เนื่องจากผู้ซื้อเชื่อว่าสั่งของ Amazon ไม่กี่วัน ก็ยังได้สินค้าทันเทศกาลวันหยุด แต่ถ้าเป็นค้าปลีกรายอื่นต้องเผื่อเวลามากกว่านั้น

Amazon มีบริการเสริม โดยสมาชิกแบบ Prime จะฟรีค่าส่งและได้สินค้าภายใน 2 วัน และหากอยู่บางเมืองสามารถใช้บริการ Prime Now ที่ส่งสินค้าในไม่กี่ชั่วโมงได้ด้วย ปัจจุบัน Amazon มีศูนย์เติมสินค้า (fulfillment) อยู่ 110 แห่งทั่วอเมริกา

ถึงแม้กระบวนการจัดส่งสินค้าจะเป็นจุดแข็งที่ Amazon พัฒนามานาน แต่ค้าปลีกเดิมก็ยังมีข้อได้เปรียบอยู่ เพราะการมีร้านค้ากระจายทั่วประเทศจำนวนมาก ทำให้ร้านเหล่านี้ให้ข้อเสนอสั่งออนไลน์ แล้วมารับสินค้าที่ร้านได้ ซึ่ง Walmart ก็มีบริการอย่างแค่จอดรถแล้วพนักงานจะเดินมาส่งสินค้าให้ถึงที่ด้วย อย่างร้าน Best Buy ก็บอกว่ามากกว่า 40% ของยอดขายออนไลน์ เป็นการนัดรับสินค้าภายในร้าน

ที่มา: The New York Times

alt="Amazon"

from:https://www.blognone.com/node/107221

ห้างเซ็นทรัลพลิกโฉมแผนกโฮมสู่ Living House ยุคที่ผู้บริโภคซื้อของด้วย Emotional

ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลได้ทำการปรับโฉมแผนกโฮมคอนเซ็ปต์ใหม่สู่ Living House ประเดิมสาขาพระราม 3 แห่งแรก เป็นการปรับตัวให้ค้าปลีกไม่ใช่เป็นแค่ที่ช้อปปิ้ง แต่ต้องสร้างประสบการณ์ใหม่

ปรับแผนกโฮมด้วยคอนเซ็ปต์ Living House

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ได้เห็นการปรับตัวของวงการค้าปลีกอย่างมาก เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลง มีการช้อปออนไลน์มากขึ้น โจทย์ใหญ่ของค้าปลีกจึงต้องเร่งสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ออนไลน์ไม่สามารถมีได้

ห้างเซ็นทรัล เองก็ได้ทยอยปรับตัวอยู่ตลอดไม่ว่าจะเป็นการบุกออนไลน์หนักขึ้นหรือทำการรีโนเวทปรับปรุงสาขาให้ทันสมัยมีบริการใหม่ๆนวัตกรรมใหม่ๆให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคมากขึ้น

ก่อนหน้านี้ห้างเซ็นทรัลได้ทยอยรีโนเวท เพิ่มบริการในส่วนของบิวตี้ สปอร์ตเข้ามา (อ่านเพิ่ม Big Move “ห้างเซ็นทรัล” ปรับโฉมเสริมไลฟ์สไตล์ ไม่ได้แค่มาช้อปอย่างเดียว) และขยายผลไปสู่แผนกอื่นๆ มากขึ้น ล่าสุดได้ทำการปรับโฉมแผนกโฮม หรือของใช้ภายในบ้านภายใต้คอนเซ็ปต์ใหม่ Living House ประเดิมสาขาแรกที่เซ็นทรัลพระราม 3

สาขานี้จะเป็นสาขาต้นแบบก่อนที่จะไปสาขาอื่นๆ ในอนาคต มีการดีไซน์ในสไตล์ โมเดิร์น ลักชัวรี่ด้วยการใช้วัสดุจากไม้ และทองแดง ตั้งอยู่บนชั้น 6 มีพื้นที่ 4,200 ตารางเมตร

Living House แบ่งออกเป็น 3 โซนได้แก่

  • Round Centre เป็นโซนที่วางจำหน่ายสินค้าสำหรับคนรักบ้าน มีการจัดวางดิสเพลย์ใหม่ ทั้งรูปแบบ Functional หรือจัดวางตามประเภทสินค้าให้ง่ายต่อการเลือกซื้อ และจัดตาม Emotional หรือตามธีมต่างๆเพื่อเป็นไอเดียในการแต่งบ้าน

  • Dining Community เป็นโซนที่รวมร้านอาหารชื่อดังมาไว้ ได้แก่ ร้านไก่ย่างหนังกรอบป้าแก้ว, ร้านแสนยอด WOK, ร้านเดอะบิบิมบับ และร้าน Maillard Butcher & Steak 

  • New Service เป็นโซนบริการพิเศษเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ใหม่ๆ ได้แก่ Pillow Testing Room หรือห้องลองหมอน Cooking Studio สำหรับคนชอบทำอาหาร

เหตุผลที่ทางห้างเซ็นทรัลเลือกที่สาขาเซ็นทรัลพระราม 3 เป็นแห่งแรกในการนำร่องคอนเซ็ปต์นี้นั้นรุ่งนภา ศรีวิริยะเลิศกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริหารสินค้า บริษัท สรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัด เล่าว่า

ที่สาขาพระราม 3 มีแผนที่รีโนเวทตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว และได้ทยอยรีโนเวทหลายๆ แผนกมาเรื่อยๆ เป็นการง่ายต่อการรีโนเวท และสาขานี้เองก็เป็นสาขาที่สร้างรายได้ติด Top 5 ของห้างเซ็นทรัล จึงเลือกที่จะเป็นสาขาต้นแบบก่อนที่จะขยายไปสาขาอื่น

ห้างเซ็นทรัลวางแผนอยากรีโนเวทคอนเซ็ปต์ใหม่ไปยังทุกสาขาภายใน 3-5 ปีแต่ในปีหน้าจะทยอยรีโนเวทสาขาปิ่นเกล้า ชิดลม และลาดพร้าว

ต้องสร้างประสบการณ์ใหม่ ในยุคที่ Emotional นำ Functional

รุ่งนภาเสริมอีกว่าห้างเซ็นทรัลเริ่มมองมาสักพักแล้วว่าค้าปลีกจะทำแบบเดิมๆ ไม่ได้ ต้องให้ห้างสรรพสินค้ามีสีสันไม่ใช่แค่พื้นที่มาซื้อของ ต้องปรับโฉมให้เป็นร้านที่ต้องเข้ามาอัพเดตเทรนด์ใหม่ๆ ใช้ชีวิตสนุกๆ

อีกทั้งพฤติกรรมของผู้บริโภคในยุคนี้ที่เห็นได้ชัดคือ มีการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าด้วย Emotional มากขึ้น แทนที่ซื้อของด้วย Functional ถ้าสินค้าสวยโดนใจก็ดึงดูดให้ซื้อได้มากกว่าการซื้อของเพื่อความจำเป็น ทำให้กลยุทธ์การวางสินค้าก็เปลี่ยนไป ต้องมี Mood & Tone ในการจัดวางเพื่อกระตุ้นการซื้อมากขึ้นอีกทั้งยังเป็นจุดเด่นที่ออนไลน์ไม่มีด้วย

จากการที่พฤติกรรมผู้บริโภคมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด ทำให้ไม่ชอบอะไรที่เหมือนเดิม ผู้เล่นค้าปลีกต้องแอคทีฟมากขึ้น อยู่ที่เดิมไม่ได้ รุ่งนภาบอกว่าทำให้ห้างเซ็นทรัลมีการปรับเปลี่ยนถี่ขึ้น จากเดิมที่มีการปรับใหญ่ๆ ทุก 5-10 ปี ต้องมีการปรับย่อยๆ ทุก 3-5 ปี ต้องปรับตามเทรนด์แต่ละยุคสมัย และสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้แก่ผู้บริโภค

สรุป

นอกจากจะได้เห็นการรีโนเวทปรับโฉมภายนอกแล้ว การปรับคอนเทนต์ข้างในก็เป็นสิ่งที่ห้างเซ็นทรัลทำมาโดยตลอด เพื่อหวังดึงดูดผู้บริโภค สร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ที่หาจากที่อื่นไม่ได้ เชื่อว่าห้างเซ็นทรัลยังคงมีไม้เด็ดอะไรออกมาอยู่อย่างต่อเนื่องแน่นอน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/central-renovate-home-to-living-house/

Amazon ยกเลิกดีล Whole Foods กับสตาร์ทอัพรับฝากซื้อของชำ Instacart แล้ว

หลังจาก Amazon เข้าซื้อ Whole Foods ก็ทำให้ Instacart สตาร์ทอัพรับฝากซื้อของชำอยู่ในสถานะสับสน เนื่องจาก Instacart มีดีลกับ Whole Foods ทั้งหมด 5 ปี

ล่าสุด Instacart ประกาศอย่างเป็นทางการว่าดีลระหว่าง Instacart กับ Whole Foods นั้นได้ยกเลิกอย่างเป็นทางการแล้ว ซึ่งจะทำให้ Instacart จะนำพนักงานกลุ่มแรก 1,415 คนออกจากสาขา Whole Foods ทั้งหมด 76 แห่งภายในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า และทางบริษัทคาดว่าจะหางานให้พนักงานเหล่านี้ได้ในร้านค้าปลีกของพาร์ทเนอร์ Instacart ซึ่งอยู่ใกล้ ๆ ที่ทำงานเดิมได้ราว 75%

Instacart ระบุว่าการยกเลิกดีลกับ Whole Foods อาจมีผลกระทบกับรายได้ของบริษัทไม่ถึง 5% และอาจมีผลกับธุรกิจที่เก็บเงินค่าสมาชิกด้วย โดยปัจจุบันรายได้ของ Instacart มาจากคอมมิชชั่นจากผู้ค้าปลีก, โฆษณาออนไลน์, ค่าบริการส่งสินค้า และค่าสมาชิก และเนื่องจาก Instacart ได้ดีลกับผู้ค้าปลีกรายอื่นไว้แล้ว ไม่ว่าจะเป็น Kroger, Aldi, Sam’s Club และ Walmart Canada จึงทำให้การยกเลิกดีลกับ Whole Foods ไม่ได้มีผลกระทบต่อรายได้ของ Instacart มากนัก

Instacart ไม่ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับการยกเลิกดีลนี้ แต่ก็คาดกันว่า Amazon น่าจะจ่ายชดเชยให้จำนวนหนึ่ง

ที่มา – Recode

No Description
ภาพจาก Whole Foods

from:https://www.blognone.com/node/107027

Amazon Go เปิดสาขาขนาดกะทัดรัด เน้นใช้พื้นที่ว่างภายในอาคาร

หลังจาก Amazon ได้ทดลองเปิดร้านสะดวกซื้อแบบไม่ต้องมีพนักงานในชื่อว่า Amazon Go ไปแล้ว Amazon ก็เริ่มมีแผนจะขยายสาขาออกไปให้มากขึ้น ทั้งสาขาในสนามบิน หรือใช้เทคโนโลยีนี้กับพื้นที่ระดับซุปเปอร์มาร์เก็ต

ล่าสุดมีรายงานว่า Amazon ได้เริ่มเปิดสาขา Amazon Go ในอีกรูปแบบ เป็นสาขาขนาดกะทัดรัด มีขนาดเพียง 450 ตารางฟุตเท่านั้น โดยสาขาแบบใหม่สาขาแรกนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่สำนักงานของ Amazon ในเมือง Seattle และยังคงลักษณะของ Amazon Go เช่นเดิม คือผู้ใช้เพียงสแกนสมาร์ทโฟนและเดินเข้าร้าน หยิบของ และเดินออกไปได้เลย จากนั้น Amazon ก็จะหักเงินจากบัญชีที่ผูกไว้

สำหรับสาขาขนาดกะทัดรัดของ Amazon Go จะเน้นวางตามพื้นที่ว่างของอาคารต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นล็อบบี้ของสำนักงาน หรือโรงพยาบาล โดยจะเน้นขายสินค้าประเภทขนมหรืออาหารเร่งด่วน เพื่อใช้พื้นที่ว่างเปล่าในตัวอาคารให้เกิดประโยชน์ และ Amazon จะทำให้ร้านแบบนี้ติดตั้งง่าย ๆ ระดับที่สามารถขนชิ้นส่วนมาประกอบที่หน้างานได้เลย

ทั้งนี้ Amazon ยังไม่ได้ระบุเพิ่มเติมว่า Amazon Go ขนาดเล็กจะเปิดครั้งถัดไปที่ไหนและเมื่อไร

ที่มา – Reuters

No Description
ภาพจาก Amazon

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/106990