คลังเก็บป้ายกำกับ: Retail

ฉายภาพมุมมองค้าปลีกในไทย กับ “ฐิติรัตน์ เจริญยิ่งวัฒนา” ปรับตัวอย่างไรให้อยู่รอด

พูดคุยกับ “ฐิติรัตน์ เจริญยิ่งวัฒนา” กูรุแห่งวงการค้าปลีกในไทย ท่ะมาฉายภาพรวมอุตสาหกรรม และให้คำนำแก่ผู้ประกอบการว่าจะต้องทรานส์ฟอร์มตัวเองอย่างไรในยุคนี้

มองธุรกิจค้าปลีกแบบ 3 มิติ

แม้ธุรกิจค้าปลีกในไทยจะได้รับผลกระทบจากเทคโนโลยีไปบ้าง แต่ก็ยังคงมีการเติบโตได้อยู่ เพราะคนไทยยังคงมีพฤติกรรมออกไปช้อปปิ้ง ผู้ประกอบได้มีการปรับตัว เพิ่มกิมมิกใหม่ๆ ให้ศูนย์การค้ามากขึ้นเช่นกัน

แต่ทิศทางในวงการค้าปลีกต่อไปจะเป็นอย่างไร ผู้ประกอบการจะปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่ Brand Inside ได้มาพูดคุยกัน “ฐิติรัตน์ เจริญยิ่งวัฒนา” กรรมการผู้จัดการ บริษัท รีเทล แพสชั่น จำกัด ได้มองทิศทางของวงการค้าปลีก และการทรานส์ฟอร์มในอนาคต

ฐิติรัตน์เป็นกูรูด้านค้าปลีกคนหนึ่งที่มีประสบการณ์ด้านนี้มาอย่างยาวนาน ชอบช้อปปิ้งเป็นชีวิตจิตใจ และได้เป็นที่ปรึกษาเรื่องกลยุทธ์แก่ผู้ประกอบการค้าปลีกรายใหญ่ระดับประเทศ

จนได้เปิด บริษัท รีเทล แพสชั่น จำกัด หรือ Retail Passion ตอนนี้ได้เข้าสู่ปีที่ 5 แล้ว เป็นที่ปรึกษาทั้งเรื่องกลยุทธ์ การตลาด การจัดการระบบต่างๆ เชี่ยวชาญด้านปลีกเป็นพิเศษ แต่ในช่วงหลังได้เพิ่มบริการอื่นๆ เข้ามาเพื่อให้ครอบคลุมหลายอุตสาหกรรม มีจุดเด่นเรื่องความเข้าใจผู้บริโภค การปรับเเปลี่ยน ให้ลูกค้าอยู่รอดในยุคปัจจุบัน

ฐิติรัตน์เริ่มต้นจากการมองภาพรวมตลาดค้าปลีกที่ตอนนี้สปอร์ตไลท์ฉายไปที่ออนไลน์เยอะมีมูลค่าสัดส่วน 5% จากตลาดค้าปลีกทั้งหมด เติบโตเฉลี่ย 15-16%

ถ้าถามว่าแล้วตลาดค้าปลีกในโลกออฟไลน์มีการเติบโตหรือไม่ จริงๆ ก็ยังมีการเติบโต แต่ต้องปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัย เข้ากับพฤติกรรมผู้บริโภค มอง 3 มิติ

  1. สินค้า

ต้องเป็น 3D ก็คือ Differentiation ต้องแตกต่างจากคนอื่น คนไทยมีจุดอ่อนที่ชอบทำอะไรที่ฮิตตามๆ กันก็ไม่ต่างจากคู่แข่ง ข้อเสียคือขายแล้วไม่ได้ราคา Distinct ตัวเองเก่งเรื่องอะไร ถ้าทำหม้อแกงเหมือนๆ กัน ต้องดูว่าเก่งเรื่องรสชาติ แพ็คเกจจิ้ง ดึงจุดเด่นออกมา ทำให้คนจำเราได้ เป็นเหตุผลที่ทำให้คนมาหาเรา Demand ต้องรู้ว่ากลุ่มเป้าหมายกลักคือใคร ปัญหาของค้าปลีกคือจะขายทุกคนบนโลก ต้องขายแฟนพันธ์แท้ รู้จักดีมานด์ของแฟนพันธุ์แท้ก่อน ต้องทำ 3D ให้กลมกล่อม ถ้าผู้ประกอบการหาเจอ ทำธุรกิจอย่างไรก็รอด ปกติพลาด ไม่รู้จักลูกค้า ไม่รู้ว่าตัวเองเด่นเรื่องอะไร

และจะขายแต่โปรดักส์ไม่ได้ ต้องมีบริการด้วย ส่งง่ายขึ้น กินง่ายขึ้น คือการขายประสบการณ์ ถามว่าทำไมคนต้องมาซื้อหน้าร้าน ต้องมีประสบการณ์อำนวยความสะดวก ประสบการณ์ คือการติดต่อ การพูดคุย ความสัมผัส ความรู้สึก มันใหญ่กว่าบริการ ทำยังไงให้สะดวกขึ้น ปรับวิธีการส่ง ลูกค้ายอมจ่ายมากขึ้นเพื่อได้ความสะดวก

Photo : Shutterstock
  1. การปรับระบบการทำงาน

ปัญหาที่พบบ่อยในผู้ประกอบการรีเทลในไทยคือทำงานหลังบ้านไม่ค่อยเป็น หลายๆ เจ้าทำเหมือนกันคือจ้างคนอื่นมาทำ จะเห็นว่าร้านค้าในยุคนี้มีหน้าตาเหมือนๆ กันหมด สินค้าเหมือนๆ กันหมด

การทำธุรกิจที่ดีต้องมีระบบที่ดี ต้องมีระบบจัดส่ง มีพาร์ทเนอร์ การจ่ายเงิน คิวอาร์โค้ด ยุคนี้อาจจะเน้นเพย์เมนต์เยอะหน่อย เพราะเข้าสู่ยุคสังคมไร้เงินสด ถ้าไม่มีระบบเอื้ออำนวยลูกค้าก็ไม่สะดวก ถ้าจ่ายเงินยากลูกค้าก็ไม่เอา และหลายคนใช้เครดิต ระบบโลจิสติกส์ที่ลูกค้าต้องการได้เดี๋ยวนี้ ถ้าไม่อำนวยความสะดวกโอกาสการขายก็ลดลง ยุคนี้ลูกค้ารอไม่เป็น ขี้เกียจออกจากบ้าน ต้องเพิ่มยอดขายด้วยการจัดส่ง และการจ่ายเงิน

  1. ผันตัวเองเป็นผู้เชี่ยวชาญ

และสุดท้ายคือผู้ประกอบการต้องหาความรู้เพิ่มเติม ในยุคโซเชียลมีเดียมีการหาข้อมูลง่าย ถ้ารู้งูๆ ปลาๆ จะคุยกับลูกค้าไม่ได้ ต้องผันตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญในสินค้า และบริการของตัวเอง ต้องรู้เรื่องนี้ดีที่สุด ต้องเปลี่ยนจากแม่ค้าเป็น Expert ให้คำแนะนำลูกค้าได้ ต้องมีทีมที่ดี หรือต้องมีเครือข่าย มีพาร์ทเนอร์ ยุคนี้ทำอะไรคนเดียวไม่ได้แล้ว ต้องรู้ว่าอ่อนอะไร จะหาความร่วมมือจากที่ไหน ต้องมีการปรับตัวทันต่อการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่ว่าติดกับความสำเร็จเก่าๆ ต้องมีความยืดหยุ่น ความสามารถในการปรับตัว

Photo : Shutterstock

คนไทยมีความคิดสร้างสรรค์ แต่จัดการระบบไม่ดี

จากประสบการณ์ที่ได้อยู่ในวงการค้าปลีกมานาน ฐิติรัตน์วิเคราะห์จุดอ่อน และจุดแข็งของวงการค้าปลีกในไทยไว้ว่า จุดแข็ง คือ คนไทยมีความคิดสร้างสรรค์ในตัว แต่ไม่ค่อยนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ เห็นใครทำแล้วสำเร็จก็ทำตามๆ กัน แต่ไม่ค่อยเอาไอเดียดีๆ มาทำจริงๆ มีความเป็นอาร์ตในตัวสูง อยากให้มาประยุกต์ในการทำการค้า พัฒนาบริการ ในเรื่องประสบการณ์ต้องเน้นเรื่องบริการ

ตอนนี้ผู้ประกอบการจะยึดติดกับ “ยิ้มสยาม” ไม่ได้แล้ว ต้องขึ้นอยู่กับบริการ ไม่ใช่แค่ยิ้มสวย พูดเพราะ เน้นพูดจาอ่อนหวานไม่ได้แล้ว ต้องมีบริการ เรียนรู้ความต้องการลูกค้าอยู่เสมอ

ส่วนจุดอ่อนก็คือ เรื่องระบบการจัดการไม่ดี หลายคนทำบัญชีไม่ดี ขายไปเงินหมุนไปเรื่อยๆ แค่เศรษฐกิจถอยนิดหน่อยก็บ่น เพราะไม่รู้ระบบการเงินที่แท้จริง ระบบแรกที่ต้องจัดการ คือ เรื่องบัญชี จากนั้นก้มาทำเรื่องคน สต็อกสินค้า ผู้ประกอบการทั้งรายใหญ่ และรายย่อยต้องทำการจัดการเหล่านี้ บางคนไม่ค่อยลงทุนมองว่าเป็นค่าใช้จ่าย แต่ที่จริงแล้วคือการบริหารให้แข็งแรง

“ฐิติรัตน์ เจริญยิ่งวัฒนา” กรรมการผู้จัดการ บริษัท รีเทล แพสชั่น จำกัด

อีกอย่างหนึ่งก็คือ เรื่องการพัฒนาตัวเอง คนไทยบางคนถ้าประสบความสำเร็จก็จะติดกับความสำเร็จเดิมๆ ถ้าไม่สำเร็จก็กลัว ไม่กล้าเสี่ยง เพราะพื้นฐานคนไทยเป็นคนรักสบาย

“แนะนำให้เสี่ยงโดยมีขอบเขต บริหารจัดการความเสี่ยงได้ เช่น ถ้าทำสินค้าทดลองทำไม่ต้องเยอะ ทำไปเก็บข้อมูลไป ดีกว่ากล้าๆ กลัวๆ คนไทยไม่มี Learning Curve ต้องลองเรียนรู้ปรับเรื่อยๆ เข้ากับคอนเซ็ปต์ Start up ต้องควบคุมความเสี่ยง ไม่ต้องทำใหญ่ แต่ลองทำเลย เรียนรู้และปรับตัวอยู่ตลอด ถ้าล้มก็ล้มเร็ว เรียนรู้เร็ว”

ความท้าทาย : ทรานส์ฟอร์มให้ได้ในยุค 4.0

Retail Passion ได้ให้คำปรึกษาวงการรีเทลตั้งแต่สเกลใหญ่ๆ ไปจนถึงรายย่อย ทำให้เห็นภาพรวมของผู้ประกอบการว่าเป็นอย่างไร ถ้าเป็นผู้ประกอบการระดับท้องถิ่นจะรู้ตัวเองว่ามีปัญหาอะไร ต้องเปลี่ยนแปลงอะไร แต่สิ่งที่เจอหลักๆ คือ ไม่มีทีมงานที่ลงมือทำได้เพียงพอ ลูกน้องไม่พร้อม มีทั้งรูปแบบของร้านค้าส่ง ตลาด ร้านอาหาร ดีลเลอร์รถ ส่วนใหญ่จะขาดทีมงาน และยังไม่มีศักยภาพเพียงพอ ต้องพัฒนาทีมงานด้วย

ส่วนผู้ประกอบการรายใหญ่ๆ ระดับประเทศเจอเรื่องการแข่งขันสูง การปรับตัว ปรับองค์กร พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงเร็ว ถ้าถามว่าในระดับสเกลใหญ่จะเริ่มปรับตรงไหนก่อนดี ฐิติรัตน์บอกว่าในมุมมองของที่ปรึกษาจะให้เริ่มจากปรับที่การเข้าใจลูกค้าก่อน ต้องถามว่าเข้าใจลูกค้าของคุณแค่ไหน ต้องรู้ว่าลูกค้าปัจจุบันจริงๆ คือใคร

แต่ก่อนวงการค้าปลีกยังยึดติดกับ Demographic อยู่ แต่ตอนนี้ต้องยึดกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค Demographic ไม่บ่งบอกพฤติกรรม ต้องมาคุยก่อนว่าพฤติกรรมเป็นอะไร คาดหวังอะไร ขายใคร ความต้องการ ความคาดหวังคืออะไร Pain Point คืออะไร และจากนั้นจะมาดูว่าทรานส์ฟอร์มยังไง

การทรานส์ฟอร์มส่วนใหญ่จะเริ่มต้นจากการปรับหลังบ้าน ปรับคอนเซ็ปต์ให้ทันสมัย มีหลายเคสที่เคลียร์คอนเซ็ปต์ บางเคสก็มีปรับเรื่องการตลาด แล้วแต่โจทย์แตกต่างกันออกไป ต้องเคลียร์กลุ่มเป้าหมาย ต้องเคลียร์จุดเด่น เพราะเป็นพื้นฐานของธุรกิจ

“การทรานส์ฟอร์มเริ่มเห็นเมื่อ 7-8 ปีที่แล้ว เป็นช่วงที่เปิดห้างเมกาบางนา ตอนนั้นเป็นยุคบุกเบิกห้าง ทางยุโรปเริ่มบอกแล้ว เขาแบ่งลูกค้าเป็น Persona สนว่ามีลุคมีไลฟ์สไตล์ยังไง แต่ละคนจะมีกิจกรมต่างกัน เดินห้าง ช้อปปิ้ง ทำธุระ ทานอาหาร ได้เริ่มทำตั้งแต่ปี 2555 

จากนั้นก็เริ่มมาทำที่เอ็มโพเรียม สยามพารากอน เริ่มรู้จักไลฟ์สไตล์ เข้าใจลูกค้า เน้นการเจาะเป็นเซ็กเมนต์ ไม่ได้แบ่งเป็น Demographic อีกต่อไป เพราะมีเรื่องการตัดสินใจ การจูงใจ จิตวิทยา วิธีการเรื่องราคาที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับกลุ่มเป้าหมาย”

ฐิติรัตน์ได้ทิ้งท้ายให้คำแนะนำแก่ผู้ประกอบการค้าปลีกในไทยไม่ว่าจะร้ายเล็ก หรือรายใหญ่ อยากให้เปลี่ยนตัวเองกลายเป็น Expert เป็นผู้ช่วยเหลือลูกค้ามากกว่าเป็นแม่ค้า ต้องมีความรู้จริง รู้ลึก ไม่ใช่แค่รับของมาขาย ต้องเข้าใจ ต้องมีสตอรี่ ตอนนี้ไม่ช่ยุคเอาข้าวมาแลกเกลือ คนอยากรู้ว่าของมาจากไหน ต้องมีข้อมูล ช่วยแก้ปัญหาให้เขา

ย้อนกลับมาดูว่าวันนี้ธุรกิจช่วยแก้ปัญหาอะไรให้ลูกค้าได้บ้าง รู้ว่ามี Pain Point อะไร จริงๆ ไอเดียธุรกิจมีเยอะมาก ต้องรู้ว่าจะขายใคร ต้องรู้ว่าแก้ปัญหาอะไรให้ลูกค้า สินค้าจะเฉพาะกลุ่มมากขึ้น ต้องหาให้เจอว่าลูกค้าอยากได้อะไรแล้วพัฒนาให้ลูกค้า จึงจะได้เงินลูกค้า

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/interview-thitirat-retail-passion/

โฆษณา

5 เทรนด์ที่น่าสนใจของอุตสาหกรรม Retail ในปี 2019

รายงาน Future of Retail (FoR) ฉบับล่าสุด ได้ทำการสำรวจผู้บริโภครวม 1,200 คนและผู้บริหารธุรกิจค้าปลีก 400 คนจาก US, UK และออสเตรเลีย พบพฤติกรรมและแนวโน้มทางด้านการช็อปปิ้งที่น่าสนใจ ดังนี้

Credit: ShutterStock.com

1. Voice Assistant เข้ามามีบทบาทในชีวิตเรามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเล่นเพลง การควบคุมระบบไฟและอุณหภูมิในบ้าน การบอกเส้นทาง แต่ผู้บริโภคส่วนใหญ่ (95%) กลับไม่ต้องการใช้ Voice Assistant ในการช็อปปิ้งมากนัก

2. 79% ของผู้บริหารธุรกิจค้าปลีกกลับเชื่อว่า Chatbot ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า แต่ 2 ใน 3 ของผู้บริโภคกลับไม่เห็นด้วย และคิดว่าทำให้ประสบการณ์ในการช็อปปิ้งแย่ลง

3. 97% ของผู้บริโภคเห็นตรงกันว่าการไปช็อปปิ้งที่ร้านยังเป็นสิ่งจำเป็น และ 70% ระบุว่าร้านค้าที่ดึงดูดคนมากที่สุดคือร้านค้าที่สามารถเข้าไปซื้อของได้ง่ายและรวดเร็ว

4. Just Walk Out (Amazon Go) เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนสำหรับร้านค้ายุคใหม่ โดยการใช้ Sensors, Beacons, Location-based Services, IoT และ AI ทำให้ลูกค้าสามารถเดินเข้ามาหยิบของออกจากร้านได้ทันที ซึ่งระบบเหล่านี้จะทำการตรวจสอบและคิดเงินผ่านบัญชี Amazon โดยอัตโนมัติ

5. 98% ของผู้บริหารธุรกิจค้าปลีกเชื่อว่า การมี AR, VR และ AI ทำให้มีคนเข้าร้านมายิ่งขึ้น แต่มีผู้บริโภคเพียง 14% ที่ระบุว่าเทคโนโลยีดังกล่าวมีผลต่อการตัดสินใจในการเลือกซื้อของ อย่างไรก็ตาม VR/AI ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการช็อปปิ้งแบบดิจิทัล ก่อนที่จะมาสู่การเข้าร้านเพื่อซื้อของจริง

ผู้ที่สนใจสามารถอ่านสรุปเนื้อหาของรายงาน Future of Retail ได้ที่ https://www.cisco.com/c/en/us/solutions/industries/retail/retail-trends-2019.html
ที่มา: Cisco Thailand User Group

from:https://www.techtalkthai.com/5-retial-trends-in-2019/

CEO คนใหม่ของ Walmart Japan กล่าวว่า “กิจการในประเทศญี่ปุ่น ไม่ได้มีไว้ขาย”

หลังจากที่ Brand Inside เคยได้เสนอข่าวที่ว่า Walmart สนใจที่จะขายธุรกิจในประเทศญี่ปุ่นอย่าง Seiyu ออกไปนั้น ล่าสุดผู้บริหารของ Walmart Japan ได้กล่าวว่า Seiyu ไม่ได้มีไว้ขาย

วอลมาร์ทซึ่งเป็นเจ้าของกิจการเซยูในประเทศญี่ปุ่น – ภาพจาก Shutterstock

CEO คนใหม่ของ Walmart Japan ซึ่งเป็นเจ้าของกิจการค้าปลีกในประเทศญี่ปุ่นอย่าง ซูเปอร์มาร์เก็ต Seiyu ได้กล่าว บริษัทจะไม่มีทางที่จะขายกิจการ Seiyu อย่างเด็ดขาด ปิดประตูข่าวลือในปีก่อนหน้านี้ที่ว่าทาง Walmart นั้นมีความคิดที่อยากจะขายกิจการในประเทศญี่ปุ่นออกไป

Lionel Desclee ซึ่งเป็น CEO คนใหม่ของ Walmart Japan กล่าวกับสื่อในประเทศญี่ปุ่นครั้งแรกว่า “ผมเองได้รับตำแหน่งนี้ไม่ได้มาเพื่อที่จะขายกิจการในประเทศญี่ปุ่น (Seiyu) อย่างแน่นอน” ก่อนหน้าที่จะมารับงานที่ประเทศญี่ปุ่นนั้น เจ้าตัวเป็นผู้บริหารในกิจการค้าปลีกอาหารในทวีปยุโรปอย่าง Delhaize Group

Seiyu ก่อตั้งในปี 1956 โดย Seibu Group และขยายกิจการมาเรื่อยๆ จนมาพบกับจุดจบเนื่องจากหนี้ของบริษัทที่สูงและปัญหาอื่นๆ ในช่วงยุค 1990 แถมยังเป็นช่วงที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจญี่ปุ่นด้วย ก่อนที่ Walmart จะเริ่มลงทุนในปี 2002 และเป็นกิจการของ Walmart เต็มรูปแบบในปี 2008

ผู้ที่สนใจซื้อกิจการของ Seiyu ก่อนหน้านี้มี Don Quijote ที่ประกาศว่าสนใจที่จะซื้อกิจการของ Seiyu แต่ขึ้นอยู่กับว่า Walmart จะขายกิจการจริงๆ หรือไม่ โดยนักวิเคราะห์ประเมินว่ากิจการของ Seiyu มีมูลค่าประมาณ 3-5 แสนล้านเยน

ที่มาReuters, Channel News Asia

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/new-ceo-walmart-japan-said-seiyu-not-for-sale/

กางแผน “สยามพิวรรธน์” แค่ศูนย์การค้ามันเล็กไป ต้องเล่นใหญ่เป็นโครงการเมือง!

สยามพิวรรธน์ เปิดแผนลงทุน 5 ปี ควักกระเป๋า 70,000 ล้าน ลงทุนโปรเจ็คต์ยักษ์ เมินศูนย์การค้าเล็กๆ โฟกัสแต่โครงการใหญ่ๆ ระดับโครงการเมือง มอง ICONSIAM เป็นโมเดลหลัก

ชฎาทิพ จูตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด

ICONSIAM โมเดล จะเล่นเล็กไม่ได้อีกต่อไป

หลังจากที่เปิดตัวบิ๊กโปรเจ็คต์ริมแม่น้ำเจ้าพระยาย่าง ICONSIAM ไปเมื่อปลายปีก่อน ดูเหมือนสยามพิวรรธน์เจ้าของโครงการดูจะติดใจกับการพัฒนาโครงการใหญ่เข้าแล้ว เท่ากับว่าตอนนี้สยามพิวรรธน์มี 4 โครงการในเครือ ได้แก่ สยามพารากอน, สยามดิสคัฟเวอรี่, สยามเซ็นเตอร์ และ ICONSIAM

ICONSIAM เป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาในตลาดค้าปลีกในไทยช่วงปีที่ผ่านมาได้อย่างดี ค้าปลีกยุคใหม่ไม่ได้มีแค่ศูนย์การค้า แต่ต้องเป็นโครงการมิกซ์ยูสรวมที่อยู่อาศัย โรงแรม อาคารสำนักงาน

ซึ่งสยามพิวรรธน์เรียกโมเดลนี้ว่าเป็นโครงการเมือง ที่ไปสร้างศูนย์การค้าพร้อมกับสร้างเมืองที่นั่น ทำให้แผนในการลงทุนต่อไปของสยามพิวรรธน์จะไม่ใช่แค่สร้างศูนย์การค้าให้คนมาเช่าพื้นที่เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่จะสร้างเป็นโครงการใหญ่ที่เป็นโครงการเมืองทั้งหมด ไม่เน้นปริมาณ แต่เน้นขนาด

Photo : Shutterstock

ชฎาทิพ จูตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด บอกว่า

ในโครงการต่อๆ ไปจะไม่ทำแค่ศูนย์การค้า หรือโครงการเล็กๆ อีกต่อไปแล้ว แต่ความหมายก็คือไม่ใช่แค่สร้างศูนย์การค้าขึ้นมาแล้วให้คนมาเช่าห้อง แต่ต้องสร้างประสบการณ์เป็น Retail Destination ทำโครงการเมืองเหมือน ICONSIAM มีที่อยู่อาศัย ศูนย์การค้า มีสิ่งอำนวยความสะดวกพร้อม จะไม่ทำไซส์เล็กให้เหนื่อยแล้ว

ควัก 70,000 ล้าน ผุด 2 โครงการใหญ่

โครงการเมืองของสยามพิวรรธน์ จะต้องทำโครงการใหญ่ๆ ในขนาด 50 ไร่ขึ้นไป เน้นโลเคชั่นในกรุงเทพฯ อยู่ อาจจะร่วมลงทุนกับต่างประเทศ และมีบริษัทต่างชาติติดต่อให้ไปลงทุนที่ประเทศเพื่อนบ้านเช่นกัน

โดยที่ใน 5 ปีข้างหน้านี้ได้วางงบลงทุนรวม 70,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่ 80-90% เป็นการพัฒนาโครงการใหญ่ 2 โครงการ ส่วนที่เหลือมีการลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ ในค้าปลีก จะเอาอีก 2 แบรนด์เข้ามาใหม่รวมถึงมองหาอาคารสำนักงานในการเข้าลงทุนและธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างโลจิสติกส์ดิจิทัลนวัตกรรมอาจจะได้เห็นดีลการร่วมทุนในอนาคต

Photo : Shutterstock

โดยเมื่อปี 2561 สยามพิวรรธน์ได้ประกาศการลงทุนร่วมกับพันธมิตรระดับโลกไซม่อน พร็อพเพอร์ตี้ กรุ๊ป บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ด้านค้าปลีกจากอเมริกา มีกำหนดการที่จะเปิด Luxury Premium Outlets แห่งแรกในประเทศไทยในปลายปีนี้ ในชื่อ Siam Premium Outlet พื้นที่ 150 ไร่ ย่านลาดกระบัง และขยายเพิ่มไปนอกกรุงเทพฯ อีก 2 แห่ง

ในส่วนธุรกิจค้าปลีก มีการหาแบรนด์ใหม่ๆ เข้ามา ในปีที่แล้วได้นำทาคาชิมายะห้างสรรพสินค้าจากประเทศญี่ปุ่น เปิดสาขาแรกในประเทศไทยที่ ICONSIAM รวมถึงการร่วมทุนกับบริษัท iStyle Inc. บริษัทค้าปลีกและเจ้าของเว็บไซต์รีวิวและจัดอันดับผลิตภัณฑ์ความงามจากญี่ปุ่น เพื่อเปิดร้าน @cosme store แห่งแรกในประเทศไทย การขยายธุรกิจแฟรนไชส์ เช่น ลอฟท์ ที่ปัจจุบันมีอยู่ถึง 5 สาขา ร้าน ALAND แฟชั่นชื่อดังจากเกาหลี รวมถึงการสร้างร้าน ICONCRAFT 

Photo : Shutterstock

โดยในปีนี้ สยามพิวรรธน์มีแผนที่จะขยายไลน์ธุรกิจค้าปลีกให้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น ทั้งการขยายธุรกิจค้าปลีกในรูปแบบแฟรนไชส์ การร่วมทุนกับบริษัทค้าปลีกชั้นนำจากต่างประเทศเพื่อเปิดตัวแบรนด์สินค้าไลฟ์สไตล์อีก 2 แบรนด์

แผน 5 ปี รายได้ต้องโตหนึ่งเท่าตัว

ปัจจุบันสยามพิวรรธน์มีทรัพย์สินรวม 45,000 ล้านบาท มีรายได้ในปี 2561 รวม 25,500 ล้านบาท เติบโต 23% ตั้งเป้าปีนี้เติบโต 12-15% แต่ในส่วนของ ICONSIAM ตั้งเป้าโต 42%

ชฎาทิพมองว่าหลังจากปีนี้ที่ ICONSIAM ได้เปิดตัวให้บริการเต็มปี รับรู้รายได้ได้เต็มปี ทำให้มีรายได้ที่เติบโตขึ้น ใน 5 ปีตั้งเป้ารายได้ต้องเติบโต 1-1.5 เท่า

สำหรับทราฟิกการใช้บริการของ 3 ศูนย์การค้า สยามพารากอน, สยามดิฟคัฟเวอรี่ และสยามเซ็นเตอร์รวม 200,000-250,000 คน/;yo ส่วนใหญ่เป็นคนไทย 65-70%

ส่วน ICONSIAM มีทราฟิกเป็นไปตามเป้าหมายที่ 120,000-150,000 คน/วัน 80% เป็นคนไทย

สรุป

การที่สยามพิวรรธน์เบนเข็มมาทำแต่โครการใหญ่ๆ เพราะมองเห็นโมเดลความสำเร็จจากการเปิดตัว ICONSIAM ว่าได้รับการตอบรับค่อนข้างดี แต่ก็ต้องดูต่อไปว่าคนไทยจะตอบรับกับโครงการแบบนี้มากน้อยแค่ไหน ยิ่งเน้นทำเลในกรุงเทพที่มีศูนย์การค้าล้นเมืองแล้ว สยามพิวรรธน์จะต้องใช้กลยุทธ์อะไรในการสร้างความแตกต่าง

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/siam-piwat-road-map-big-project/

สยามพิวรรธน์ เตรียม 7 หมื่นล้านย้ำชัดอีก 5 ปีจะเป็นผู้นำเศรษฐกิจสร้างสรรค์มากกว่าแค่ห้างสรรพสินค้า

ยังคงประกาศชัดว่า ต่อจากนี้ไปอีก 5 ปี จะมองหาพื้นที่ที่เหมาะสมกับการทำธุรกิจด้วยความสร้างสรรค์ไม่ใช่เน้นขยายจำนวนห้างให้มีปริมาณมากแบบรายอื่น แต่งบ 70,000 ล้านในอีก 5 ปี จะแบ่งใช้อย่างเหมาะสมที่สุด

Thumbsup ได้เข้าร่วมงานแถลงข่าว “สยามพิวรรธน์ ประกาศจุดยืน ผู้นำแห่งเศรษฐกิจสร้างสรรค์(Creative Economy) พัฒนาความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมที่ล้ำสมัย นำไทยยิ่งใหญ่บนเวทีโลก” ณ สยามเคมปินสกี้ โดยมีผู้บริหารใหญ่อย่าง นางชฎาทิพ จูตระกูลประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด ได้นำเสนอข้อมูลและประกาศกลยุทธ์อย่างน่าสนใจ

สยามพิวรรธน์ ในวันนี้ก้าวข้ามการแข่งขันในประเทศ สู่การเป็นผู้นำแห่งเศรษฐกิจสร้างสรรค์(Creative Economy) ที่จะผนึกกำลังคนไทยทุกระดับ ชูความสามารถ และต่อยอดความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม เพื่อนำเสนอประสบการณ์ที่แปลกใหม่เป็นคนแรก และสร้างมหาปรากฎการณ์ที่ไม่เคยมีมาก่อน นำพาเกียรติยศและการยอมรับบนเวทีโลกมาสู่คนไทย และประเทศไทย

โดยวางแผนกลยุทธ์ใหม่ที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนธุรกิจ และกำหนดทิศทางการลงทุน ที่จะเน้นไปที่การสร้างโอกาสทางธุรกิจร่วมกับคนไทยทั้งประเทศ และพันธมิตรชั้นนำในต่างประเทศ พร้อมเปิดตัวนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เหนือชั้นเพื่อขับเคลื่อนกลยุทธ์ทางการตลาดแบบครบวงจร โดยตั้งเป้าว่าในอีก 5 ปีข้างหน้ารายได้กลุ่มธุรกิจ จะโตขึ้นอีก 1 – 1.5 เท่า

กลยุทธ์ 5 ปีนับจากวันนี้

ต่อจากนี้ สิ่งที่สยามพิวรรธน์จะทำในอีก 5 ปีข้างหน้าคือ มีโครงการขนาดใหญ่ที่มีรูปแบบและคอนเซปต์ที่แปลกใหม่เหนือความคาดหมาย เพื่อให้ห้างสรรพสินค้าไม่ใช่แค่การเช่าพื้นที่หรือขายสินค้า แต่จะต้องขายเอกลักษณ์ความเป็นไทยที่ทัดเทียมกับระดับโลก รวมทั้งมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยเทียบกับต่างชาติได้ เหมือนอย่างที่ “One Siam” สามารถครองใจความเป็นที่หนึ่งในใจของลูกค้าและเป็นสถานที่ยอดนิยมระดับโลก

เมื่อปี 2561 สยามพิวรรธน์ประกาศการลงทุนร่วมกับพันธมิตรระดับโลก ไซม่อน พร็อพเพอร์ตี้ กรุ๊ป บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ด้านค้าปลีกอันดับหนึ่งของโลกจากอเมริกา มีกำหนดการที่จะเปิด Luxury Premium Outlets แห่งแรกในประเทศไทยในธันวาคมปีนี้ และขยายเพิ่มไปนอกกรุงเทพฯ อีก 2 แห่ง

ในขณะเดียวกัน สยามพิวรรธน์ได้รับการติดต่อจากหลายๆ บริษัทที่มีชื่อเสียงในประเทศต่างๆ  ซึ่งมีความประสงค์จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทยและด้วยแนวทางการดำเนินธุรกิจที่เป็นกลางจึงจะทำให้สยามพิวรรธน์สามารถจับมือกับทุกพันธมิตรเพื่อพัฒนาโครงการเมืองขนาดใหญ่ซึ่งปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการศึกษาโดยได้มองหาทำเลทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด คาดว่าจะชัดเจนในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้

โดยในปีนี้ สยามพิวรรธน์มีแผนที่จะขยายไลน์ธุรกิจค้าปลีกให้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น ทั้งการขยายธุรกิจค้าปลีกในรูปแบบแฟรนไชส์ การร่วมทุนกับบริษัทค้าปลีกชั้นนำจากต่างประเทศเพื่อเปิดตัวแบรนด์สินค้าไลฟ์สไตล์อีก 2 แบรนด์

นอกจากนี้ จะมุ่งเน้นการให้ความสนับสนุนดีไซน์เนอร์ไทยและผู้ประกอบการ SME ไทยให้พัฒนาบน platform การจัดจำหน่ายสินค้าที่สยามพิวรรธน์บริหารอย่างครบวงจร เพื่อให้ผู้ประกอบการรายย่อยๆ ที่มีต้นทุนต่ำ ได้ใช้ประโยชน์จากศูนย์กลางข้อมูลของสยามพิวรรธน์เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตัวเองได้อย่างต่อเนื่อง

ลงทุนธุรกิจใหม่

บริษัทฯ ได้ตั้งเป้าในการขยายธุรกิจภายใต้บริษัทลูกอีก 4 – 5 บริษัทใหญ่ อาทิ การจัดตั้งบริษัท สยามอัลไลแอนซ์ แมเนจเม้นท์ จำกัด ต่อยอดความเชี่ยวชาญจากการบริหาร Royal Paragon Hall เพื่อรับบริหารจัดการศูนย์การประชุมและศูนย์แสดงนิทรรศการใหม่ๆ อาทิ TRUE ICON HALL และลงทุนในการสร้างศูนย์ประชุมสำหรับการจัดงานต่างๆ รวมถึงการการจัดแสดงคอนเสิร์ตในทำเลใหม่

การเดินหน้าให้บริการกิจกรรมส่งเสริมทางการตลาดอย่างครบวงจรของบริษัท ซูพรีโม่ จำกัด ที่สร้างประสบการณ์ระดับโลกเหนือความคาดหมายมาแล้วมากมาย อาทิ การจัดงาน Amazing Thailand Countdown ที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาเมื่อปลายปีที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ยังมีธุรกิจให้คำปรึกษาและบริการเกี่ยวกับการจัดการอาคารของบริษัท สยามโปรเฟสชั่นแนล แมเนจเม้นท์ จำกัด ซึ่งได้ให้บริการแก่บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มาแล้วหลายราย ซึ่งบริษัทในเครือเหล่านี้ จะเดินหน้าให้บริการทางธุรกิจแก่ผู้ประกอบการอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง

ลงทุนด้านเทคโนโลยี

การทำงานที่คำนึงถึงความต้องการและความสนใจของลูกค้าเป็นหลัก (Customer Centric) สยามพิวรรธน์ มีความมุ่งมั่นที่จะนำนวัตกรรม และเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่สุดมาพัฒนาระบบการทำงาน

ตั้งแต่การศึกษาความต้องการของลูกค้า ตลอดจนการออกแบบการสร้างประสบการณ์ (customer journey) การให้บริการและการส่งเสริมการขายให้ตรงความต้องการของลูกค้าในแต่ละบุคคลมากที่สุด

ในปีนี้ สยามพิวรรธน์จะเปิดตัวระบบสารสนเทศทางการตลาด (Marketing Intelligence System) ที่ได้พัฒนามานานกว่า 5 ปีด้วยงบประมาณ 500 ล้านบาท พร้อมใช้อย่างเต็มรูปแบบแล้วในปีนี้

โดย อาจารย์สรรค์ชัย เตียวประเสริฐกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ ของกลุ่มสยามพิวรรธน์ และผศ.ดร.พีรพล เวทีกูล อาจารย์ประจำ ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาขับเคลื่อนกลยุทธ์การตลาดให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด

สำหรับการพัฒนาระบบครั้งนี้ สยามพิวรรธน์ ได้ใช้ฐานข้อมูลขนาดใหญ่จาก 4 ศูนย์การค้าที่เป็นเจ้าของ ซึ่งมีจำนวนผู้มาเยือนสูงที่สุด ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประเทศไทย มาวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคเพื่อให้ตอบรับความต้องการของลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น

ทั้งยังได้ปรับระบบโครงสร้างนวัตกรรมเทคโนโลยี  (IT Infrastructure) และการบริหารจัดการข้อมูล (Data Management) ทั้งหมด โดยระบบจะแบ่งเป็น 2 ส่วน    

(1.) ในส่วน Front-end สยามพิวรรธน์ได้มีการทำ Location awareness และ Member awareness ผ่านระบบ Mobile Application รวม ศูนย์ข้อมูลการตลาดโดยทำ Web Centralization และพัฒนา Electronic Digital Marketing (EDM) เพื่อเข้าถึงลูกค้าผ่านทางช่องทางบนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคต่างๆได้ดียิ่งขึ้น

(2.) ในส่วน Back-end สยามพิวรรธน์ได้พัฒนาระบบ Data Infrastructure เพื่อเก็บข้อมูลพฤติกรรมของลูกค้าในหลายมิติ และใช้ Advanced data analytics ในการวิเคราะห์และทำความเข้าใจพฤติกรรมและความต้องการของลูกค้าแต่ละบุคคล เพื่อนำไปต่อยอดทำกิจกรรมส่งเสริมการตลาดได้ตรงใจลูกค้าและได้ผลตอบแทนมากที่สุด

นอกจากนี้ สยามพิวรรธน์จะขยายช่องทางค้าปลีกไปยังตลาดออนไลน์ ผ่านทางอีคอมเมิร์ซ และ เอสคอมเมิร์ซ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่ไม่สามารถมาถึงสถานที่ของเราได้

โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกค้าต่างจังหวัดและต่างประเทศ เกิดความสะดวกสบาย ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของลูกค้าในปัจจุบัน

ผลักดันคนให้แข็งแรง

นอกจากนี้ โครงการสยามพิวรรธน์ อคาเดมี (Siam Piwat Academy) ซึ่งคือหลักสูตรการบริหารจัดการ ที่นำองค์ความรู้ในการบริหารศูนย์การค้าและการค้าปลีกของสยามพิวรรธน์ที่สั่งสมมากว่า 60  ปีมาถ่ายทอดให้กับสังคม

โดยใน 3 ปีที่ผ่านมา สยามพิวรรธน์ได้ทำงานร่วมกับสถาบันชั้นนำของประเทศไทย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในการสอนเกี่ยวกับ Sustainable Shopping Mall Management ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดี 

และมีการขยายความร่วมมือไปยังสถาบันชั้นนำอื่นๆ อาทิ สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ ในปีต่อไปนี้สยามพิวรรธน์จะเฟ้นหาคนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพ มีความชำนาญที่หลากหลาย (Multi Skills) ที่สามารถเข้าใจความต้องการของลูกค้า และเข้าใจไลฟ์สไตล์ของคนยุคดิจิตอล 

นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนที่จะปรับโครงการสร้างองค์กรด้วยการสร้าง Center of Excellence หรือ การสร้างหน่วยงานกลางที่รวมเอาบุคลากรผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ในสาขาต่างๆ ขึ้นเป็นหน่วยงานส่วนกลางเพื่อกำกับดูแล และให้การสนับสนุนบริษัทลูกในเครือทั้งหมด

รวมทั้งยังมีแผนการปรับกระบวนการทำงานโดยนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้มีผลิตภาพมากขึ้น อาทิ การใช้ Chatbot, Robotic, AI ทำให้องค์กรมีความคล่องตัว (Agile organization)  สามารถปรับตัวได้เร็วตอบสนองความต้องการและการเปลี่ยนแปลงของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว

“การนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาช่วยชี้วัดความสามารถของคน จะทำให้พนักงานทำงานได้แบบ Multitasking รวมทั้งสร้างโอกาสต่อยอดในการทำงานสำหรับอนาคตด้วย”

โดยหลายปีที่ผ่านมามีการจ้างงานกว่า 200,000 ตำแหน่งและมีพนักงานทั้งหมดรวมกันกว่า 2,500 คน

โอกาสของประเทศไทยหลังเลือกตั้ง

แน่นอนว่าการเลือกตั้งในวันที่ 24 มีนาคมนี้จะโอกาสของประเทศ ซึ่งประเทศไทยถือว่าเป็นประเทศที่กำลังร้อนแรงและอยู่ในประเทศที่มีโอกาสพัฒนาสูง รวมทั้งสามารถกระจายโอกาสออกไปสู่พื้นที่ต่างๆ ได้ เพราะไทยมี quality of living ที่ดี

นอกจากนี้ ต้นทุนในการอยู่อาศัยยังต่ำกว่าประเทศอื่นๆ หากหลังการเลือกตั้งประเทศสงบเรียบร้อย ก็น่าจะช่วยให้ต่างชาติมั่นใจ และกล้าเข้ามาลงทุนได้มากขึ้น รวมทั้งหากมีมาตรการเรื่อง tax planning ชัดเจน ไทยก็ยิ่งมีโอกาสโตสูง ต้องรอดูโอกาสที่จะพลิกฟื้นประเทศใน 3 ปีนี้เท่านั้น

คุณชฏาทิพ ยังกล่าวติดตลกด้วยว่า ไม่ว่าจะเลือกใครมาเป็นรัฐบาล ก็ขอให้เลือกคนที่จะช่วยให้ประเทศร่มเย็น เป็นสุข รู้จักฉกฉวยโอกาสจากอาเซียนในการเป็นผู้นำ เพราะไทยมีทั้งเศรษฐกิจและทรัพยากรที่ดีมาก คณะรัฐบาลใหม่จะต้องออกกฏหมายที่ทันสมัย ดึงดูดให้ต่างประเทศอยากเข้ามาลงทุนและทำให้พวกเขาอยากย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่

ไทยเป็นประเทศที่ miracle มาก มีเหตุการณ์หลายอย่างเกิดขึ้น แต่เราสามารถก้าวผ่านจุดนั้นมาไกลกว่านั้นเยอะ อาจเพราะผู้ประกอบการและภาคเอกชน สู้ไม่ถอย ลงทุนไม่หยุด ถือว่าเรามีฐานที่ดี มีเอกชนเป็นฐานการลงทุน มีเกษตรกรรมเป็นฐานด้านทรัพยกร

หากคนที่เข้ามาเป็นผู้นำประเทศ สามารถปรับใช้โอกาสและสร้างความเท่าเทียมได้ ส่วนตัวอยากให้เป็นรัฐบาลที่ชนะใจคนทั้งโลก สร้างความเชื่อมั่นและใช้เป็นศูนย์กลางร่วมกับประเทศอื่นๆ ซึ่งไม่ยาก เพราะเราเป็นจุดมุ่งหมายอยู่แล้ว ต้องสร้างdestination ให้คนอยากมาอยู่

รายได้ยังเป็นไปตามเป้า

ทางด้านภาพรวมการเข้ามาใช้งาน Iconsiam ยังคงเป็นไปตามเป้าคือเฉลี่ยคือ 1.2-1.5 แสนคน/วัน ถือว่าเป็นย่านกลุ่มคนที่มีศักยภาพ เพราะ 80% ของคนที่เข้ามาใช้บริการเป็นคนไทย ทั้งยังสร้างยอดขายที่ดี จากนั้นค่อยเป็นคนกลุ่มพื้นที่อื่นๆ ซึ่งไม่ใช่ว่าคนไทยไม่มีเงิน เพราะพวกเขายังมาใช้สอย และสร้างยอดขายให้ร้านค้าเพิ่มขึ้น 50% เลย โดยส่วนใหญ่เป็นลูกค้าหน้าใหม่ทั้งสิ้น

ด้านภาพรวมลูกค้าของทุกห้าง 70% ยังเป็นคนไทย แม้ว่าช่วงตุลาคมยอดคนจะลดลงแต่ภาพรวมทั้งปียังถือว่าสูงมาก

ทางด้านของเงินทุนที่จะใช้งานในตลอด 5 ปีนั้น มีมูลค่า 70,000 ล้านบาท กว่า 80% เป็นเรื่องของการพัฒนาโครงการ ตามมาด้วยการขยายแฟรนไชส์ 40-50 ล้านบาท ส่วนธุรกิจใหม่ๆ ที่จะเข้าไปลงทุนอยู่ที่หลักพันล้านบาทรวมทั้งยังประกาศจุดยืนที่ชัดเจนว่าจะไม่ทำ duty free

ในมุมของผลประกอบการของสยามพิวรรธน์นั้น ในปี 2018 โตขึ้นกว่าปี 2017 ถึง 23% มูลค่า 25,500 ล้านบาท คาดว่าในปี 2019 จะเติบโตเพิ่มขึ้นอีก 12-15% ส่วนไอคอนสยาม เพิ่งเปิดใหม่ยังไม่ได้นับรวมเม็ดเงินลงในกลุ่มแต่ก็คาดว่าในปี 2019 นี้จะทำรายได้เพิ่มขึ้น 42% และคาดว่ารายได้รวมทั้งกรุ๊ปในอีก 5 ปีข้างหน้าจะมีรายได้เพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวหรือแตะ 50,000 ล้านบาทได้ไม่ยาก

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2019/03/siampiwat-strategy-5-years/

ล่มสลายต่อเนื่อง ผ่านไปเพียง 2 เดือน ค้าปลีกระดับโลกประกาศปิดสาขาแล้วกว่า 4,810 แห่ง

การปิดหน้าร้านในวงการค้าปลีกกลายเป็นหนึ่งในข่าวปกติไปแล้ว ตัวเลขล่าสุดของ 2 เดือนแรกในปีนี้ที่มีประกาศแผนปิดสาขาแล้วสูงถึง 4,810 แห่ง

ห้างสรรพสินค้า Photo: Shutterstock
ห้างสรรพสินค้า Photo: Shutterstock

หน้าร้านค้าปลีกล่มสลายต่อเนื่อง ทยอยปิดกันเรื่อยๆ

ในช่วงเดือนแรกๆ ของปี 2019 มีแบรนด์ค้าปลีกจำนวนไม่น้อยที่ได้ประกาศแผนปิดสาขาแล้ว ตัวอย่างเช่น Gap และ J.C. Penny แม้กระทั่ง Victoria’s Secret ที่ประกาศแผนปิดหลายสาขาในปีนี้ เพราะมียอดขายลดลง หรืออย่าง Tesla ที่ได้ประกาศปิดหน้าร้านจำนวนมาก เพื่อลดต้นทุน แล้วหันมาขายรถยนต์ไฟฟ้าผ่านออนไลน์แบบ 100%

  • งานวิจัยของ Coresight Research ระบุว่า จนถึงวันนี้ผ่านมา 2 เดือน มีแบรนด์ค้าปลีกทั้งหมดที่ประกาศแผนปิดสาขาในปี 2019 สูงถึง 4,810 แห่ง (ตัวเลขนี้คือจำนวนสาขาที่ปิด ไม่ใช่จำนวนแบรนด์)

ที่น่าสนใจคือ กระแสการปิดหน้าร้านในวงการค้าปลีก ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะแบรนด์ค้าปลีกทั่วไปเท่านั้น ยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซอย่าง Amazon ซึ่งเติบโตจากออนไลน์ และกระโดดลงมาเล่นในตลาดออฟไลน์ ก็ได้ประกาศปิดสาขาขนาดเล็ก หรือ pop-up store ที่ตั้งในห้างสรรพสินค้าเช่นกัน โดยจะเริ่มทยอยปิดตั้งแต่เดือนเมษายนนี้เป็นต้นไป

อย่างไรก็ตาม Marie Driscoll กรรมการผู้จัดการด้านแฟชั่นและสินค้าหรูของ Coresight Research บอกว่า แม้จะเกิดการทยอยปิดสาขาจำนวนมากของแบรนด์ค้าปลีก “แต่นี่คือการทำให้จำนวนสาขาสมเหตุสมผลมากขึ้น”

การทยอยปิดสาขาของหลายแบรนด์ระดับโลกเป็นสิ่งที่ไม่ได้เกิดความคาดหมายแต่อย่างใด เนื่องจากคำถามสำคัญคือ สาขานั้นตั้งอยู่ที่ไหน เพราะหากตั้งอยู่ในพื้นที่เกรดเอ มีลูกค้าและยอดขายจำนวนมาก การปิดสาขาไม่ใช่คำตอบอย่างแน่นอน ดังนั้นแล้วภาพใหญ่ของการทยอยปิดสาขาของแบรนด์ค้าปลีกต่างๆ คือการทำให้จำนวนสาขาของแบรนด์เกิดความสมเหตุสมผลและประสิทธิภาพมากขึ้นนั่นเอง

ที่มา – CNBC

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/coresight-research-retail-store-closures-2019/

Sam’s Club เปิดตัวเทคโนโลยีสแกนสินค้าก่อนจ่ายเงินแบบใหม่ ไม่ต้องพลิกหาบาร์โค้ด

Sam’s Club ร้านค้าปลีกระบบสมาชิกในเครือ Walmart ประกาศผลงานจากศูนย์ทดสอบ Sam’s Club Now ที่ได้รับการจดสิทธิบัตรแล้ว โดยจะนำมาใช้ต่อยอดในระบบตรวจสอบและชำระค่าสินค้า

วิธีการก็คือลูกค้าสามารถใช้กล้องในแอปสแกนตัวสินค้า แล้วระบบจะเรียกข้อมูลราคาสินค้าขึ้นมาได้เลย โดยไม่ต้องพยายามสแกนบาร์โค้ดแบบในวิธีการปัจจุบัน ซึ่งเทคโนโลยีที่ใช้มีทั้ง Computer Vision และ Machine Learning

ในการทดสอบสถานการณ์จำลองเมื่อสินค้าอยู่ใต้รถเข็น แบบบาร์โค้ดเดิมนั้นใช้เวลาราว 9 วินาที ขณะที่วิธีการสแกนแบบใหม่ใช้เวลาเพียง 3 วินาที เท่านั้น ช่วยให้ทุกขั้นตอนรวดเร็วขึ้นและดีกับทุกฝ่าย (ดูตัวอย่างจากที่มา)

ที่มา: Sam’s Club

alt="Sam’s Club"

alt="Comparison"

from:https://www.blognone.com/node/108473