คลังเก็บป้ายกำกับ: Retail

5 ประเด็นน่าสนใจ ภาพรวมอีคอมเมิร์ซโลกปี 2020 จีนจะแซงอเมริกา ขึ้นแท่นตลาดใหญ่สุดในโลก

สถานการณ์โควิดทำให้ธุรกิจอีคอมเมิร์ซทั่วโลกเติบโตขึ้นจริงหรือไม่ ?

ยอดขายอีคอมเมิร์ซในเอเชียแปซิฟิกสูงเป็นอันดับ 1 ของโลกด้วยส่วนแบ่ง 62.6% เพราะอิทธิพลของประเทศจีน ตามมาด้วยส่วนแบ่ง 19.1% ของอเมริกาเหนือ และ 12.7% ของยุโรปตะวันตกตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม จากรายงานของ Global Ecommerce 2020 Report คาดการณ์ว่าภาพรวมของตลาดอีคอมเมิร์ซในปี 2020 จะตกลงมาที่ 3.914 ล้านล้านดอลลาร์

5 ประเด็นที่น่าสนใจจาก Global Ecommerce 2020 Report 

Global Ecommerce 2020 Report รายงานภาพรวมตลาดอีคอมเมิร์ซของประเทศต่างๆ ทั่วโลกในปี 2020 รวมถึงแนวทางการปรับตัวในช่วงครึ่งปีหลัง

1. ประเทศจีนจะเป็นประเทศที่มีตลาดค้าปลีกใหญ่ที่สุดในโลก และจะแซงหน้าสหรัฐอเมริกาภายในปีนี้ เพราะอเมริกาใต้ได้รับผลกระทบอย่างมากจากสถานการณ์โควิด ทำให้สภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ดีอยู่แล้วซบเซาขึ้นอีก ส่วนจีนสามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจในส่วนนี้ได้รวดเร็วกว่า

2. ถึงแม้ว่ายอดขายของ Amazon แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่จะเติบโตขึ้นอย่างมากในช่วงโควิด  Amazon ก็ยังไม่สามารถบุกตลาดของประเทศแคนาดาได้เท่าที่ควรด้วยเวลาการจัดส่งสินค้าที่ช้า

Amazon

3. ช่วงสถานการณ์โควิดธุรกิจอีคอมเมิร์ซในสหรัฐอเมริกาและฝรั่งเศสมีแนวโน้มการเติบโตที่ดีขึ้น แต่หลังจากสถานการณ์โควิดผ่อนคลายลง ร้านค้าที่มีหน้าร้านก็ยังไม่ฟื้นตัวเท่าที่ควร เพราะผู้บริโภคมีความต้องการซื้อสินค้าน้อยลงอย่างมาก และหันไปจับจ่ายผ่านช่องทางออนไลน์แทน ซึ่งหลายๆ ร้านก็ปรับตัวตามไม่ทันจึงต้องกลับมาบริหารกระแสเงินสดและซัพพลายเชนอย่างจริงจัง

J.C. Penney (JCPenney) USA
ภาพจาก Shutterstock

4. ยอดขายโทรศัพท์มือถือในประเทศเยอรมันเติบโตรวดเร็วเป็นประวัติการณ์ และยอดขายอีคอมเมิร์ซกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศอังกฤษก็มาจากโทรศัพท์มือถือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมาร์ทโฟน อย่างไรก็ตาม ในประเทศอื่นๆ เช่นฝรั่งเศสก็ยังมียอดขายโทรศัพท์มือถือค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับยอดขายสินค้าอื่นๆ

โทรศัพท์มือถือสามารถสร้างความสุขให้เราได้ โดยไม่ต้องคิดึงเรื่องราคา ภาพจาก pixabay.com

5. การส่งสินค้าแบบเดลิเวอรี่ รวมถึงการสั่งซื้อและชำระค่าสินค้าผ่านทางออนไลน์แล้วไปรับสินค้าที่หน้าร้าน (click-and-collect) เติบโตอย่างมากในประเทศอังกฤษ อย่างไรก็ตาม ผู้ค้าปลีกหลายๆ รายก็ไม่สามารถรอดพ้นวิกฤตโควิดมาได้

Delivery service courier ringing the house doorbell with boxes in hands

ที่มา: Business Insider

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/global-ecommerce-2020-report/

ค้าปลีกไปไม่รอด Cecil McBee แบรนด์ดังญี่ปุ่นประกาศปิดทุกสาขาทั่วประเทศ

Cecil McBee

ปิดทุกสาขาหน้าร้าน ต้องลุยออนไลน์เต็มตัว

Cecil McBee แบรนด์แฟชั่นชื่อดังญี่ปุ่นประกาศปิดสาขาหน้าร้านทั้งหมดกว่า 43 แห่งทั่วประเทศญี่ปุ่น โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2021

นอกจากนั้น Japan Imagination ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Cecil McBee จะทำการปิดสาขาหน้าร้านอีกหลายแบรนด์ที่อยู่ภายใต้การดูแลกว่า 92 แห่ง รวมถึงปลดพนักงานกว่า 570 ราย

อย่างไรก็ตาม มรสุมของ Cecil McBee เกิดขึ้นมาตั้งแต่การรุกหนักของแบรนด์แฟชั่นค้าปลีกระดับโลกอย่าง H&M และ Forever 21 มาสักพักแล้ว เพียงแต่รอบนี้เมื่อเจอกับวิกฤตโควิดที่ต้องปิดหน้าร้านหลายเดือน รวมถึงมาตรการรับมือกับการระบาดของโควิดรอบสองในญี่ปุ่น ทำให้ทางแบรนด์ไม่สามารถประคับประคองธุรกิจที่มีหน้าร้านต่อไปได้

Cecil McBee จะเปลี่ยนช่องทางการขายไปอยู่บนออนไลน์ทั้งหมด

ที่มา – Nikkei Asian Review

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/cecil-mcbee-all-store-closure/

พฤติกรรมผู้บริโภคจีนยุคหลังโควิด ยังชอบของหรู แต่แบรนด์ต้องใช้ดิจิทัลมาดึงดูดมากขึ้น

จับตาพฤติกรรมผู้บริโภคชาวจีน หลังเศรษฐกิจจีนฟื้นตัวจากสถานการณ์โควิด

Photo: Shutterstock

Daniel Zipser ประธานฝ่ายผู้บริโภคและการค้าปลีกในประเทศจีนจาก McKinsey & Company เล่าว่า คนจีนกลับมาใช้จ่ายกันมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ในขณะเดียวกันแบรนด์ต่างๆ ก็หันมาทำโปรโมชันเพื่อดึงดูดลูกค้ากันเป็นจำนวนมาก 

ยังชอบของหรู แต่แบรนด์ต้องใช้นวัตกรรม-ดิจิทัลมาดึงดูด

Daniel Zipser เล่าว่า เมื่อสถานการณ์โควิดผ่อนคลายลงวัยรุ่นจีนก็เริ่มกลับมาใช้จ่ายกับสินค้าหรู พวกเขาจะมองหาสินค้าคุณภาพและแบรนด์พรีเมียมมากขึ้นซึ่งถือเป็นแนวโน้มที่ดี เพราะยอดขายของแบรนด์หรูทั่วโลกขึ้นอยู่กับคนจีนเป็นส่วนใหญ่ แบรนด์ใหญ่ๆ ที่มีสาขาทั่วโลกจึงหันไปโฟกัสกับสาขาในประเทศจีนมากขึ้น เพราะการล็อกดาวน์ทำให้คนจีนไม่สามารถเดินทางไปต่างประเทศได้ 

นอกจากนี้ เมื่อเลือกซื้อสินค้าคนจีนก็จะคำนึงถึงเรื่องสุขภาพและความปลอดภัยมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นสินค้าหมวดใดก็ตาม และที่สำคัญลูกค้าจะมองหาประสบการณ์การซื้อสินค้าแบบใหม่ๆ ซึ่งเชื่อมต่อระหว่างโลกออนไลน์และออฟไลน์ไว้ด้วยกัน (omnichannel) ซึ่งแม้ว่ากระแสนี้จะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้ายุคโควิด แต่ในยุคหลังโควิดผู้บริโภคชาวจีนต้องการจะมีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์ที่ใช้ดิจิทัลและนวัตกรรมสูงมากขึ้น เช่น วิธีการใหม่ๆ ในการซื้อของที่ไม่เหมือนเดิม เน้นการสร้างเสริมประสบการณ์ผ่านเทคโนโลยี เป็นต้น

ดังนั้น หลายๆ แบรนด์จึงต้องหันไปทำธุรกิจในออนไลน์มากขึ้นเพื่อปรับตัวเข้ากับสถานการณ์

Gucci

ชนชั้นกลางและคนรุ่นใหม่คือกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

ประเทศจีนเป็นประเทศแถวหน้าด้านนวัตกรรมดิจิทัล คนจีนจึงมีความรู้และพร้อมศึกษาเทคโนโลยีใหม่ๆ เสมอ เห็นได้ชัดว่าในช่วงโควิดคนจีนก็หันมาใช้การไลฟ์สตรีมขายสินค้ากันอย่างแพร่หลาย ซึ่งคนชนชั้นกลางคือตัวแปรสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีน เพราะในปีที่ผ่านมามีจำนวนครอบครัวชนชั้นกลางมากถึง 180 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศจีน นอกจากนี้ กลุ่มผู้บริโภคที่เป็นผู้สูงอายุก็หันมาซื้อสินค้าผ่านทางออนไลน์มากขึ้น

ก่อนเกิดสถานการณ์โควิด กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เกิดมาในสังคมดิจิทัลใช้จ่ายมากถึง 60% ของยอดการบริโภคทั้งประเทศ ทั้งๆ ที่มีจำนวนเพียง 25% ของประชากรจีนทั้งหมดเท่านั้น เพราะพวกเขามั่นใจในอนาคต และไม่ลังเลเมื่อจะใช้เงินไปกับอุปกรณ์เทคโนโลยีใหม่ๆ หรือเครื่องสำอางราคาสูงก็ตาม 

Viya

ที่มา: Alizila

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/chinese-consumer-behavior-post-covid/

แบรนด์หรูประสบปัญหา เมื่อ “นักศึกษาจีน” กลุ่มลูกค้ารายใหญ่ไม่สะดวกซื้ออีกต่อไป

เมื่อฐานลูกค้ารายใหญ่กำลังซื้อหดหายไป อนาคตของแบรนด์หรูจะเป็นอย่างไร

Gucci
Gucci Photo: Shutterstock

นักศึกษาจีนคือกลุ่มลูกค้ารายใหญ่ของแบรนด์หรู

กลุ่มนักศึกษาที่ไปเรียนต่อในต่างประเทศคือกลุ่มลูกค้ารายใหญ่ของแบรนด์หรู โดยเฉพาะนักศึกษาจีนที่มีจำนวนมากถึง 1.6 ล้านคนที่เรียนต่ออยู่ในหลายประเทศทั่วโลก

แต่เมื่อเจอกับสถานการณ์โควิด กลุ่มนักศึกษาจีนก็ไม่ค่อยออกมาใช้จ่าย เพราะการเรียนเปลี่ยนเป็นรูปแบบออนไลน์แทน ทำให้ห้างสรรพสินค้าและร้านค้าหรูในเมืองใหญ่ๆ เงียบเหงาไปมาก นอกจากนั้นยังรวมไปถึงพฤติกรรมของคนจีนรุ่นใหม่ที่ประหยัดมากขึ้นด้วย

ยิ่งไปกว่านั้น ถ้ามองภาพในสหรัฐอเมริกา หลังจากมีการประกาศว่า สหรัฐฯ อาจส่งนักศึกษาต่างชาติกลับประเทศ หากมหาวิทยาลัยปรับมาเรียนออนไลน์ นโยบายนี้ยิ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา เพราะหากนักศึกษาจีนซึ่งเป็นลูกค้ารายใหญ่ของหลายๆ แบรนด์หรูต้องเดินทางกลับประเทศ รายได้ของธุรกิจเหล่านี้ก็จะลดลงตามไปด้วย

ที่น่าสนใจคือ ไม่ใช่แค่ในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น เพราะร้านค้าหรูในเมืองอื่นๆ เช่น แวนคูเวอร์ เมลเบิร์น และบริสเบน ก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน เพราะเมื่อนักศึกษาจีนซึ่งเป็นลูกค้ารายใหญ่มีจำนวนลดลง ร้านค้าเหล่านี้จึงต้องเปลี่ยนเป้าหมายไปที่ลูกค้าท้องถิ่น และเริ่มบุกตลาดออนไลน์แทน 

อย่างไรก็ตาม ปัญหานี้อาจหมดไปในไม่ช้า เพราะหลายๆ มหาวิทยาลัยพยายามหาวิธีดึงนักศึกษาต่างชาติให้กลับมาเรียนที่ประเทศตนเองเหมือนเดิมหลังสถานการณ์โควิดผ่อนคลายลง 

ที่มา: scmp

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/luxury-brand-chinese-students-study-in-abroad/

Bed Bath & Beyond ค้าปลีกเครื่องใช้ฯ ยักษ์ใหญ่สหรัฐ เตรียมปิดหน้าร้าน 200 แห่งอีก 2 ปี

อวสานหน้าร้าน

Bed Bath & Beyond บริษัทค้าปลีกเครื่องใช้ในบ้านยักษ์ใหญ่สหรัฐฯ เตรียมปิดหน้าร้าน 200 แห่งในอีก 2 ปีข้างหน้า หลังจากไตรมาสที่ผ่านมาเจอโควิด-19 ถล่มจนยอดขายลดลงเกือบ 50% ขณะที่ยอดขายออนไลน์ในช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคมที่ผ่านมาเพิ่มสูงขึ้นกว่า 100% ลูกค้ามักซื้อสินค้าที่เกี่ยวกับการทำความสะอาดและสินค้าตกแต่งบ้าน

การปิดหน้าร้าน 200 แห่งจะช่วยรักษาต้นทุนได้มากถึง 250-350 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 7.8 พันล้านบาท – 1 หมื่นล้านบาท โดย CFO Gustavo Arnal ระบุว่า กำลังเปลี่ยน business model โดยใช้ดิจิทัลนำ

ภาพจาก Shutterstock

หลังจากที่ยอดขายลดลงราว 49% หรือประมาณ 1.31 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 4.1 หมื่นล้านบาท จากเดิมอยู่ที่ 2.57 พันล้านบาท หรือ 8.05 หมื่นล้านบาท นักวิเคราะห์คาดว่าตัวเลขการปันผลกำไรต่อหุ้นอยู่ที่ 1.22 เหรียญสหรัฐ หรือ 38.21 บาท มียอดขายลดลงที่ 1.39 พันล้านเหรียญสหรัฐหรือ 4.35 หมื่นล้านบาท

ขณะที่ยอดขายออนไลน์นั้นเพิ่มขึ้น 82% โดยในช่วงเมษายน-พฤษภาคม ยอดขายเพิ่มขึ้นกว่า 100% และยอดขายออนไลน์ถือเป็น 2 ใน 3 ของยอดขายทั้งหมดในไตรมาสแรก

ที่มา – CNBC, CBS NEWS

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/bed-bath-beyond-permanently-close-200-stores/

รวม 5 คำแนะนำสำหรับร้านค้าออฟไลน์และออนไลน์ ทำอย่างไรเมื่อลูกค้าไม่ชอบรอ?

ลูกค้ายุคนี้ชอบความรวดเร็วทันใจ หากไปซื้อของที่หน้าร้านก็ไม่อยากต่อคิวนาน หากทักแชทหรือโทรศัพท์ไปถามร้านก็อยากได้คำตอบเร็วๆ คำถามคือร้านค้าควรทำอย่างไรเพื่อให้ลูกค้ารู้สึกพอใจ

ภาพจาก Shutterstock

สำหรับร้านค้าออฟไลน์ (หน้าร้าน) เมื่อมีสถานการณ์โควิดทุกร้านก็ต้องปฎิบัติตามนโยบาย Social distancing เช่น จำกัดจำนวนคนเข้าร้านทำให้ในช่วงนี้เราเห็นภาพคนต่อแถวยาวรอคิวหน้าร้านกันเป็นปกติ ซึ่งวิธีช่วยบรรเทาปัญหานี้มี 3 วิธี

1. แจ้งให้ลูกค้าทราบว่าต้องใช้เวลารอเท่าไร

รู้ว่าต้องรอเป็นระยะเวลานานเท่าไร ดีกว่าไม่รู้ว่าต้องรอไปอีกนานแค่ไหน ลูกค้าจะรู้สึกพอใจมากขึ้นหากทราบว่าต้องรอนานแค่ไหน ดังนั้น พนักงานที่ร้านควรแจ้งระยะเวลาที่คาดว่าลูกค้าแต่ละคนต้องรอให้ทราบ ในทางกลับกันถ้าไม่แจ้งให้ลูกค้าทราบลูกค้าอาจจะรู้สึกไม่ดีกับร้านได้ วิธีการที่ง่ายที่สุด คือจัดให้มีพนักงานคอยดูแลลูกค้าบริเวณทางเข้าออกร้านเพื่อคอยอัพเดตเวลาและคิวกับลูกค้าเสมอ

2. แจ้งคิวผ่านเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน

หากทางร้านมีเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันเป็นของตนเองก็สามารถอัพเดตคิวและเวลารอของลูกค้าผ่านช่องทางดังกล่าวได้ ข้อดีของวิธีการนี้ คือลูกค้าไม่จำเป็นต้องเสียเวลาต่อแถว เพราะสามารถเช็คคิวแบบเรียลไทม์ผ่านทางออนไลน์แทน และเมื่อใกล้ถึงคิวของลูกค้าทางร้านก็ควรส่งแชทหรือโทรไปเตือนลูกค้าด้วยเช่นกัน 

3. เสนอทางเลือกในการรอต่อคิว ให้ลูกค้าเห็นภาพมากขึ้น 

การรอที่แย่ที่สุด คือการปล่อยให้ลูกค้าต้องมารอเพราะระบบจัดการของร้านที่ไม่ดีเอง ดังนั้น พนักงานหน้าร้านควรประสานงานกับทีมงานที่ดูแลระบบหลังบ้านเสมอ โดยเฉพาะกรณีที่ลูกค้าต้องการความช่วยเหลือจะได้สามารถช่วยได้ทันท่วงที เพราะบางครั้งพนักงานที่หน้าร้านเพียงคนเดียวก็อาจจะไม่สามารถรับมือกับปัญหาของลูกค้าได้ดีเท่ากับทีมประสานงานที่มีหลายคนช่วยกันคิด

ารรอต่อคิวแบบเห็นภาพ (Virtual Queuing) คือการรอที่ทำให้คนรอรู้ว่าจุดหมายการรออยู่ตรงไหน เช่น มีตารางคิวปรากฎให้เห็นบนจอภาพเหมือนตอนที่เราไปโรงพยาบาลและมีเลขคิวแสดงให้เห็นบนหน้าจอ เพื่อลูกค้าจะได้รู้ว่าเมื่อไรจะถึงคิวตัวเอง อีกตัวอย่างหนึ่งคือการส่งข้อความให้ลูกค้ารู้ ลูกค้าจะสามารถจัดการเวลาได้ เหมือนเวลาที่เรากดบัตรคิวเมื่อไปธนาคารพร้อมแจ้งเบอร์โทร ธนาคารจะส่งข้อความมาแจ้งว่าใกล้ถึงคิวแล้ว หรือจะใช้การแจ้งเวลาสำหรับการรอผ่านทีวี เช่น การรอรถไฟฟ้าขบวนต่อไปจะมาภายใน 4-5 นาทีก็ได้

ภาพจาก shutterstock

สำหรับร้านค้าออนไลน์ ปัจจุบันมีคนหันมาซื้อสินค้าทางออนไลน์กันเป็นจำนวนมาก หนึ่งในปัญหาที่ลูกค้าหลายๆ คนเจอ คือร้านตอบแชทหรือรับโทรศัพท์ช้า ทำให้ต้องรอนานจนหลายๆ ครั้งลูกค้ารอไม่ไหวจึงต้องเปลี่ยนใจไปซื้อร้านอื่น เพื่อไม่ให้ร้านค้าเสียโอกาสอีกลองทำอีก 2 วิธี ดังนี้

4. ทำข้อมูลสินค้าและภาพประกอบบนเว็บไซต์ให้ดี

เมื่อลูกค้าต้องการซื้อสินค้าทางออนไลน์แล้วเกิดคำถามหรือข้อสงสัยต่างๆ ลูกค้าก็มักจะทักแชทหรือโทรไปถามร้านค้า แต่หลายๆ ครั้งลูกค้าก็ต้องรอคำตอบนาน เพราะทางฝั่งร้านค้าก็ต้องคอยรับสาย หรือไล่ตอบคำถามของลูกค้าคนอื่นๆ เหมือนกัน หากต้องการแก้ปัญหานี้ ทางร้านควรปรับพื้นฐานของเว็บไซต์ให้ดี โดยใช้รูปประกอบสินค้าที่เห็นสินค้าครบทุกมุม และอธิบายข้อมูลสินค้าให้ละเอียดชัดเจน เพื่อช่วยลดคำถามและข้อสงสัยของลูกค้าได้

5. ทำ FAQs หรือคำถามที่พบบ่อย

ในกรณีที่ลูกค้าอยากทราบข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับร้าน สินค้าหรือบริการของเรา ให้เราลองทำ FAQs (Frequently Asked Questions) ขึ้นมา ข้อดีของการทำคำถามที่พบบ่อย คือจะช่วยลดจำนวนการโทรหรือทักเข้ามาสอบถามข้อมูลของลูกค้าได้ และสำหรับคนที่ค้าขายออนไลน์ หากเว็บไซต์มีปัญหา ลูกค้าก็สามารถเข้าใจและแก้ปัญหาบางส่วนได้ด้วยตัวเอง เพราะอ่าน FAQs มาแล้วนั่นเอง

ที่มา: Forbes

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/dealing-with-unhappy-customers/

[ลือ] Walmart+ บริการคู่แข่ง Amazon Prime เตรียมเปิดตัวเร็วๆ นี้ ปีละ 98 ดอลลาร์

บริการ Amazon Prime ที่จ่ายค่าสมาชิกรายปี แลกกับการส่งสินค้าเร็วพิเศษและสิทธิประโยชน์อื่นๆ ถือเป็นอาวุธสำคัญของ Amazon มาช้านาน

ล่าสุดมีข่าวลือว่า Walmart คู่แข่งรายใหญ่ในวงการค้าปลีก เตรียมออกบริการพรีเมียมแบบเดียวกันชื่อ Walmart+ ในเร็วๆ นี้ จากเดิมที่มีข่าวลือเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ แต่แผนต้องเลื่อนเพราะสถานการณ์ COVID-19

ข้อมูลของ Walmart+ ตอนนี้คือจ่ายปีละ 98 ดอลลาร์ (ตอนนี้ Prime ปีละ 119 ดอลลาร์) สิทธิประโยชน์ที่ได้คือการส่งเร็วแบบ same-day, การจองสล็อตส่งสินค้าด่วน, ส่วนลดค่าน้ำมันที่ปั๊มของ Walmart และดีลส่วนลดสินค้าอื่นๆ

ที่มา – Vox, ภาพจาก Walmart

No Description

from:https://www.blognone.com/node/117345

ไมโครซอฟท์ปิดร้าน Microsoft Store เกือบทุกสาขาทั่วโลก ย้ายไปขายออนไลน์แทน

ไมโครซอฟท์ประกาศปิดร้านค้าปลีก Microsoft Store เกือบทุกแห่งทั่วโลก ด้วยเหตุผลว่าปรับยุทธศาสตร์ค้าปลีกไปขายผ่านออนไลน์แทน

ร้านสาขาที่ไม่ถูกปิดมี 4 แห่งคือลอนดอน ซิดนีย์ นิวยอร์ก และในสำนักงานใหญ่เมือง Redmond แต่จะปรับรูปแบบเป็น Microsoft Experience Centers ที่เน้นให้บริการลูกค้าทั่วไปแทนการขายของ

ไมโครซอฟท์ระบุว่าการปิดร้านชั่วคราวจากปัญหา COVID-19 ทำให้โยกพนักงานในร้านค้าปลีกไปเป็นพนักงานด้านเทรนนิ่งลูกค้า SME และลูกค้าภาคการศึกษาอยู่ก่อนแล้ว หลังปิดร้านถาวร พนักงานกลุ่มนี้จะไม่ถูกปลดออกเลย แต่จะย้ายไปทำงานด้านเทรนนิ่งแทนอย่างถาวร

การตัดสินใจปิดร้านค้าปลีก Microsoft Store จะทำให้ไมโครซอฟท์มีค่าใช้จ่ายสำหรับปิดร้านประมาณ 450 ล้านดอลลาร์ (1.4 หมื่นล้านบาท) โดยรวมค่าตัดจำหน่ายทรัพย์สิน (write-off) และการด้อยค่าทรัพย์สิน (impairment) แล้ว

ที่มา – Microsoft

ภาพร้าน Microsoft Store สาขา Oxford Circus ที่ลอนดอน ซึ่งเป็นสาขาที่ไม่ถูกปิด – Microsoft

No Description

from:https://www.blognone.com/node/117179

สุดจะฝืน Macy’s ห้างเก่าแก่อายุมากกว่า 100 ปีในอเมริกา เตรียมปลดพนักงานกว่า 4,000 คน

Macy's
Macy’s Photo: Shutterstock

พิษโควิด พิษเศรษฐกิจ ค้าปลีกกระทบรุนแรง

Macy’s เชนห้างสรรพสินค้าของสหรัฐอเมริกาที่มีอายุกิจการกว่า 162 ปี ประกาศปลดพนักงานออกจากบริษัทราว 3% หรือคิดเป็นจำนวนกว่า 4,000 คน

Jeff Gennette ซีอีโอของ Macy’s ระบุว่า “วิกฤตโควิดส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อธุรกิจของเรา แม้ว่าหลายสาขาจะกลับมาเปิดให้บริการได้ แต่ด้วยยอดขายที่ตกต่ำลง เราจำเป็นต้องลดต้นทุนของบริษัท”

การปลดพนักงานของ Macy’s ในครั้งนี้คาดว่าจะลดต้นทุนของบริษัทได้มากถึง 630 ล้านดอลลาร์ต่อปี

ในไตรมาสแรกที่ผ่านมา นับเพียงเดือนกุมพาพันธ์ถึงพฤษภาคม Macy’s ขาดทุนในการดำเนินกิจการไปกว่า 969 ล้านดอลลาร์ ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่าน่าจะขาดทุนสูงถึง 1.1 พันล้านดอลลลาร์

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ Macy’s ได้ประกาศปิดสาขากว่า 125 แห่ง (Macy’s มีสาขาทั้งหมดในสหรัฐอเมริกากว่า 775 แห่ง) รวมถึงปรับกลยุทธ์ของในการทำธุรกิจใหม่ มุ่งเน้นไปที่ความคล่องตัว เน้นเปิดสาขาเล็กๆ และขายของท้องถิ่น

ที่มา – CNN

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/macys-lays-off/

ลุยทุกอุตสาหกรรม! ผู้เชี่ยวชาญฟันธง Amazon จะบุกตลาดสุขภาพเต็มตัวใน 5 ปีนับจากนี้

ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดจากมหาวิทยาลัยนิวยอร์กคาดการณ์ว่า Amazon จะเป็นผู้ให้บริการด้านสุขภาพที่เติบโตเร็วที่สุดภายใน ปี 2025

ภาพจาก Shutterstock

Scott Galloway อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก (NYU) เป็นที่รู้จักกันดีในแวดวงธุรกิจ เพราะเขาเคยทำนายไว้ว่า Amazon จะเข้าซื้อกิจการ Whole Foods Market เชนค้าปลีกที่ขายผลิตภัณฑ์ออร์แกนิคคุณภาพดี แล้วในปี 2017 ก็เป็นไปตามที่เขาคาดการณ์ไว้จริงๆ ตามมาด้วยปี 2018 ที่งานอีเวนท์ IGNITION จัดโดย Business Insider เขาก็ได้ทำนายไว้อีกว่า ภายในปี 2025 Amazon จะพัฒนาไปเป็นบริษัทผู้ให้บริการด้านสุขภาพที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก 

อาณาจักรของมหาเศรษฐี Jeff Bezos

Amazon เป็นที่รู้จักกันดีในนามอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ของโลก แต่รู้หรือไม่ว่าอาณาจักรของมหาเศรษฐีอย่างซีอีโอ Jeff Bezos ยังประกอบด้วยธุรกิจในอุตสาหกรรมอื่นๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Amazon Web Services (แพลตฟอร์มคลาวด์) , IMDB และ Box Office Mojo (เว็บให้บริการข้อมูลด้านภาพยนตร์) , Blue Origin (บริการเดินทางไปอวกาศ) , The Washington Post (สื่อสิ่งพิมพ์), Twitch (Live Streaming Video) และ Whole Foods Market (เชนค้าปลีกขายผลิตภัณฑ์ออร์แกนิค) ฯลฯ

ในช่วงโควิดที่ผ่านมา หุ้น Amazon ทำ New High ส่งผลให้ ซีอีโอ Jeff Bezos รวยขึ้นถึง 2 แสนล้านบาท เรียกได้ว่ากระแสเดลิเวอรี่มาแรงจริงๆ ในช่วงเวลานี้ และอีกเทรนด์หนึ่งที่คนให้ความสนใจไม่แพ้กันก็คือการรักษาสุขภาพ ทำให้ Scott Galloway คาดการณ์ว่าช่วงนี้เป็นโอกาสทองที่ Amazon จะบุกตลาดสุขภาพเต็มที่ 

Jeff Bezos
Jeff Bezos ภาพจาก Amazon

เมื่อ Amazon เดินหน้าบุกตลาดสุขภาพ

เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา Scott Galloway ให้สัมภาษณ์กับ Business Insider ว่าภายในปี 2025 Amazon ต้องหาทางเพิ่มมูลค่าหุ้นให้สูงขึ้นถึง 2 เท่าให้ได้ ซึ่งแน่นอนว่าการเข้าไปในอุตสาหกรรมสุขภาพก็เป็นทางเลือกที่ไม่เลว เพราะในปี 2018 อุตสากรรมนี้มีมูลค่าสูงถึง 3.6 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งนับได้ว่าเป็น 18% ของเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาเลยทีเดียว อาจารย์ประจำภาคการตลาดท่านนี้ยังแอบกระซิบอีกว่า Apple ก็คงจะเริ่มบุกตลาดสุขภาพเช่นเดียวกัน

ในปี 2018 Amazon ได้เข้าซื้อธุรกิจขายยาออนไลน์ของ PillPack และได้จับมือกับ JPMorgan Chase และ Berkshire Hathaway ก่อตั้งบริษัทที่ให้บริการด้านเทคโนโลยีสุขภาพ เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายให้กับพนักงานของ 3 บริษัทข้างต้นกว่า 1.2 ล้านคน 

ในช่วงสถานการณ์ไวรัสระบาดที่ผ่านมา Amazon ก็ได้ลงทุนครั้งใหญ่กว่า 1 พันล้านดอลลาร์ เพื่อ ผลิตเครื่องมือทดสอบโควิด 19 ให้แก่พนักงานกว่า 798,000 คน (ตัวเลขจำนวนพนักงานอัพเดทล่าสุดเมื่อเดือนธันวาคม ปี 2019 โดยในปัจจุบันอาจมีจำนวนสูงกว่านี้ เนื่องจาก Amazon ประกาศรับพนักงานใหม่ในช่วงวิกฤตโควิดไปแล้วไม่ต่ำกว่า 2 แสนราย) ซึ่งถือเป็นผลงานระดับประเทศเลยทีเดียว และทาง Amazon วางแผนว่าจะใช้เครื่องมือเหล่านี้ทดสอบกับพนักงานในคลังสินค้าเป็นประจำทุก 2 สัปดาห์

ที่มา : Business Insider

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/amazon-jeff-bezos-scott-galloway-health-care-technology/