คลังเก็บป้ายกำกับ: Retail

เพิ่มหุ่นยนต์ แต่คนไม่ตกงาน? Amazon บอก ตอนนี้มีหุ่นยนต์ทำงานในโกดังกว่า 200,000 ตัว

Warehouse
Photo: Shuttertsock

ใช้หุ่นยนต์ทำงานในโกดังมหาศาล แต่บอกว่า คนจะไม่ตกงาน?

Brad Porter รองประธานฝ่ายหุ่นยนต์ของ Amazon อีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ของฝั่งตะวันตก พูดในงานสัมมนา re:MARS ที่ลาสเวกัสเมื่อไม่นานนี้ ได้เปิดเผยว่า ปัจจุบัน Amazon ได้ใช้หุ่นยนต์เพื่อจัดการสินค้าในโกดังทั่วโลกกว่า 200,000 ตัว โดยตัวเลขของเมื่อช่วงต้นปี 2019 ที่ผ่านมา พบว่า หุ่นยนต์ที่ใช้ทำงานในคลังสินค้ากว่า 25 แห่งทั่วสหรัฐอเมริกา มีไม่ต่ำกว่า 100,000 ตัวแล้ว

แน่นอนว่า การนำเอาระบบอัตโนมัติหรือหุ่นยนต์เข้ามาใช้ในการจัดการคลังสินค้า ย่อมทำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นในการทำงาน แต่หนึ่งในข้อกังวลใหญ่คือ แล้วแรงงานมนุษย์จะตกงานหรือไม่?

  • Porter บอกแบบนี้ว่า การนำเอาหุ่นยนต์มาใช้ในโกดัง ไม่ได้ทำให้แรงงานมนุษย์ตกงานแต่อย่างใด เพราะหน้าที่ของหุ่นยนต์คือ “ช่วย” ให้แรงงานมนุษย์ทำงานได้ดีขึ้น
  • และที่สำคัญ Porter บอกด้วยว่า ในขณะที่ Amazon นำเอาหุ่นยนต์มาใช้กว่า 200,000 ตัวนั้น ทางบริษัทก็ได้จ้างพนักงานทั่วโลกเพิ่มมากถึง 300,000 คน

ลองดูคลิปนี้ หุ่นยนต์ในโกดังสินค้าของ Amazon

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่แค่ Amazon หรือยักษ์ใหญ่ออนไลน์ฝั่งตะวันตกเท่านั้นที่ใช้หุ่นยนต์ในคลังสินค้า เพราะ Alibaba ที่เป็นยักษ์ใหญ่ออนไลน์ฝั่งตะวันออกก็รุกหนักในการนำเอาหุ่นยนต์มาใช้เช่นกัน ลองดูคลิปนี้ของ Alibaba ที่นำเอาหุ่นยนต์มาใช้ในโกดัง ซึ่งเขาเรียกตัวเองว่าเป็นคลังสินค้าอัจฉริยะ

ที่มา – Techcrunch

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/amazon-robots-drive-company/

โฆษณา

เพิ่มหุ่นยนต์ แต่คนไม่ตกงาน? Amazon บอก ตอนนี้มีหุ่นยนต์ทำงานในโกดังกว่า 200,000 ตัวแล้ว

Warehouse
Photo: Shuttertsock

ใช้หุ่นยนต์ทำงานในโกดังมหาศาล แต่บอกว่า คนจะไม่ตกงาน?

Brad Porter รองประธานฝ่ายหุ่นยนต์ของ Amazon อีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ของฝั่งตะวันตก พูดในงานสัมมนา re:MARS ที่ลาสเวกัสเมื่อไม่นานนี้ ได้เปิดเผยว่า ปัจจุบัน Amazon ได้ใช้หุ่นยนต์เพื่อจัดการสินค้าในโกดังทั่วโลกกว่า 200,000 ตัว โดยตัวเลขของเมื่อช่วงต้นปี 2019 ที่ผ่านมา พบว่า หุ่นยนต์ที่ใช้ทำงานในคลังสินค้ากว่า 25 แห่งทั่วสหรัฐอเมริกา มีไม่ต่ำกว่า 100,000 ตัวแล้ว

แน่นอนว่า การนำเอาระบบอัตโนมัติหรือหุ่นยนต์เข้ามาใช้ในการจัดการคลังสินค้า ย่อมทำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นในการทำงาน แต่หนึ่งในข้อกังวลใหญ่คือ แล้วแรงงานมนุษย์จะตกงานหรือไม่?

  • Porter บอกแบบนี้ว่า การนำเอาหุ่นยนต์มาใช้ในโกดัง ไม่ได้ทำให้แรงงานมนุษย์ตกงานแต่อย่างใด เพราะหน้าที่ของหุ่นยนต์คือ “ช่วย” ให้แรงงานมนุษย์ทำงานได้ดีขึ้น
  • และที่สำคัญ Porter บอกด้วยว่า ในขณะที่ Amazon นำเอาหุ่นยนต์มาใช้กว่า 200,000 ตัวนั้น ทางบริษัทก็ได้จ้างพนักงานทั่วโลกเพิ่มมากถึง 300,000 คน

ลองดูคลิปนี้ หุ่นยนต์ในโกดังสินค้าของ Amazon

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่แค่ Amazon หรือยักษ์ใหญ่ออนไลน์ฝั่งตะวันตกเท่านั้นที่ใช้หุ่นยนต์ในคลังสินค้า เพราะ Alibaba ที่เป็นยักษ์ใหญ่ออนไลน์ฝั่งตะวันออกก็รุกหนักในการนำเอาหุ่นยนต์มาใช้เช่นกัน ลองดูคลิปนี้ของ Alibaba ที่นำเอาหุ่นยนต์มาใช้ในโกดัง ซึ่งเขาเรียกตัวเองว่าเป็นโกดังอัจฉริยะ (smart warehouse)

ที่มา – Techcrunch

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/amazon-robots-drive-warehouse/

4 ประเด็นใหญ่ ทำให้ค้าปลีกเมืองไทยส่อแวววิกฤติ

มองภาพรวมค้าปลีกในเมืองไทย กับปัจจัยที่ทำให้เกิดวิกฤติต่อเนื่อง เจอภัยคุมคามรอบด้าน ที่จริงแล้ววิกฤติกว่าต่างประเทศด้วยซ้ำไป แล้วผู้ประกอบการต้องปรับตัวอย่างไร?

โตต่ำกว่า GDP ก็ส่อแวววิกฤติแล้ว

จากสถานการณ์วงการค้าปลีกที่เกิดขึ้นทั่วโลกในตอนนี้ ต้องบอกว่าส่อแวววิกฤติกันในหลายๆ ประเทศ โดยเฉพาะโซนสหรัฐอเมริกา และยุโรปที่มีข่าวดราม่าถึงการปิดสาขายกใหญ่ ปรับลดพนักงาน หรือบางแห่งก็มีการแจ้งล้มละลาย

สิ่งต่างๆ เหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงตลาดค้าปลีกทั่วโลกที่มีการเปลี่ยนแปลง เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน จากเดิมมีเพียงแค่ปัจจัยเรื่อง “ช้อปออนไลน์” เข้ามา กลายเป็นว่าตอนนี้มีหลายปัจจัยรอบด้าน

ถ้าถามว่าสถานการณ์แบบนี้สะท้อนอะไรถึงตลาดประเทศไทยบ้าง ประเทศไทยจะเกิดวิกฤติอย่างในต่างประเทศหรือไม่ คนที่สามารถให้คำตอบที่ดีที่สุดก็คือ  “วรวุฒิ อุ่นใจ” ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย ที่จะมีฉายภาพรวมค้าปลีกในประเทศไทย พร้อมทั้งยืนยันว่าถึงขั้น “วิกฤติ” แล้ว

วรวุฒิ อุ่นใจ
วรวุฒิ อุ่นใจ ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย

ถ้ามองดูตลาดค้าปลีกไทยในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมามีการเติบโตที่ต่ำกว่าปกติมาโดยตลอด ข้อสังเกตอันดับแรกก็คือตลาดค้าปลีกมีการเติบโตต่ำกว่า GDP นั่นคือผิดปกติแล้ว ตลาดค้าปลีกควรเติบโตสูงกว่า GDP ราวๆ 1-1.5% ยกตัวอย่างถ้า GDP ประเทศเติบโต 4% ตลาดค้าปลีกต้องเติบโต 5%

แต่ในปี 2561 ที่ผ่านมา GDP เติบโตราว 4.0-4.2% แต่ภาคค้าปลีกมีการเติบโตเพียง 3.1% นั่นคือส่อแววไม่ปกติ และเข้าวิกฤติแล้ว

ถ้าถามว่าอะไรที่ทำให้ค้าปลีกเราเติบโตต่ำกว่าที่ควรจะเป็น วรวุฒิได้สรุปมา 4 ข้อด้วยกัน

4 ปัจจัยที่ทำให้ค้าปลีกไทยไม่เติบโต

  1. โครงสร้างภาษีที่ไม่ถูกต้อง

สมาคมผู้ค้าปลีกไทยได้ยื่นข้อเสนอแก่ทางภาครัฐเรื่องภาษีสินค้า Luxury มาเป็นเวลานานแล้ว เพราะมองว่าไทยเป็นเมืองท่องเที่ยว สามารถยกระดับเป็นประเทศช้อปปิ้งได้ สินค้า Luxury เป็นตัวแปรสำคัญ ในอดีตอาจจะมองว่าสินค้า Luxury เป็นสินค้าฟุ่มเฟือย ต้องคนมีฐานะถึงจะซื้อได้เท่านั้น แต่ตอนนี้ได้กลายเป็นสินค้าไลฟ์สไตล์ไปแล้ว หลายคนใช้สินค้าแบรนด์เนมเป็นเรื่องปกติ

แต่ประเทศไทยมีโครงสร้างภาษีของสินค้า Luxury 30-40% ทำให้สินค้ามีราคาแพงกว่าต่างประทเศ เสียโอกาสทั้งคนไทย และนักท่องเที่ยวที่มาช้อปปิ้ง กลายเป็นว่าคนไทยที่จะซื้อสินค้าแบรนด์เนมก็หนีไปซื้อต่างประเทศ นักท่องเที่ยวก็ไม่อยากซื้อที่ไทยอีกเพราะมีราคาแพง ทำให้ไทยสูญเสียรายได้จากการช้อปปิ้งในส่วนนี้เยอะ

lv
Photo : Shutterstock

การที่ไทยมีภาษี 30-40% ถือว่ามีภาษีที่มากกว่าประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศแล้ว ตอนนี้มาเลเซีย และกัมพูชาได้ปรับลดแล้ว ยังคงมีแต่ประเทศไทยที่ยังคงภาษีสูงๆ

การที่ตั้งภาษีสูงๆ นั้น ก็ไม่ได้ทำให้รัฐได้จัดเก็บภาษีได้สูงๆ เลย เพราะพอสินค้ามีราคาแพง คนไทยก็ไม่ยอมซื้อ ก็ทำให้เก็บภาษีได้น้อยอยู่ดี ซึ่งปัจจุบันคนไทยที่ไปช้อปปิ้งต่างประเทศมีการเติบโต 20% ทุกปี

“เงินตราไปจ่ายให้ต่างชาติ นักท่องเที่ยวที่เข้ามาก็ไม่ซื้อ”

  1. เปิดให้คนไทยช้อปปิ้ง Duty Free

ประเด็นเรื่องของร้าน Duty Free หรือร้านปลอดภาษีก็ยังคงเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อตลาดค้าปลีกโดยรวมอยู่ ปัญหาอยู่ที่ว่า ในประเทศไทยเปิดโอกาสให้คนไทยช้อปปิ้งใน Duty Free ได้ง่ายๆ

duty free1
Photo : Shutterstock

ซึ่งประเด็นนี้พบว่าในหลายๆ ประเทศได้เน้นไปที่ตลาดนักท่องเที่ยวเป็นหลัก แต่ในประเทศไทยเน้นทั้งตลาดคนไทยด้วย และนักท่องเที่ยวด้วย สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ “กลายเป็นว่าให้ Duty Free แข่งกับ Duty Paid” นั่นคือห้างค้าปลีกที่จ่ายภาษีทั้งหมดก็เสียเปรียบห้างที่ไม่ต้องเสียภาษี เป็นสิ่งที่ทำให้ค้าปลีกไม่โตเท่าที่ควร

“เรื่องนี้เป็นอะไรที่แปลก ทำให้โครงสร้างค้าปลีกมีปัญหา”

  1. ตลาดมืด Grey Market

หลายคนจะมองว่าผู้ประกอบการค้าปลีกกลัวผู้ประกอบการค้าปลีกออนไลน์ ซึ่งจริงๆ แล้วอาจจะได้รับผลกระทบบ้าง แต่นาทีนี้ถ้าไปถามผู้ประกอบการจริงๆ จะบอกว่าไม่ได้กลัวร้านค้าออนไลน์ แต่ที่น่ากลัวกว่าคือร้านค้าออนไลน์ที่หนีภาษี

ถ้าพูดให้เข้าใจง่ายๆ นั้น ร้านค้าออนไลน์ที่หนีภาษีก็คือพวก Grey Market หรือร้านพรีออเดอร์ในเว็บไซต์ โซเชียลมีเดียต่างๆ ร้านค้าพวกนี้ขายสินค้าโดยที่รับมาจากต่างประเทศโดยที่ไม่ได้เสียภาษีอย่างถูกต้อง

Photo : Shutterstock

แต่ทั้งหมดทั้งมวลนี้ก็เป็นผลพวงมาจากโครงสร้างภาษีสินค้า Luxury ที่สูงเกินไป จนทำให้คนไม่อยากซื้อสินค้าที่จ่ายภาษีถูกต้อง หันไปซื้อสินค้าใน Grey Market ที่มีราคาถูกกว่า ส่งผลกระทบต่อวงการค้าปลีก

  1. รัฐไม่คุมยักษ์ใหญ่ออนไลน์ต่างชาติ

ถ้าบอกว่าไม่กลัวผู้เล่นค้าปลีกออนไลน์เลยก็คงไม่ได้เสียทีเดียว จะเห็นว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้มียักษ์ใหญ่จากต่างประเทศเข้ามาบุกตลาดในประเทศไทยมากมาย และสิ่งที่ยักษ์ใหญ่ต่างชาติเข้ามาก็คือทำสงครามโปรโมชั่นลดราคา เป็นเกมในการเผาเงินกัน

ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่าทางรัฐไม่ได้มีจัดการกับเรื่องนี้เท่าที่ควร ถ้าย้อนกลับไปในอดีตถ้าเจอค้าปลีกขนาดยักษ์ใหญ่มีการขายสินค้าในราคาต่ำกว่าทุน ทางรัฐก็เข้าไปจัดการทันที เช่น ไปช่วยร้านโชว์ห่วย หรือร้านขายของชำ แต่พอเจอยักษ์ใหญ่จากต่างชาติเข้ามาขายสินค้าต่ำกว่าทุน รัฐก็เฉยๆ ไม่ได้มีมาตรการใดๆ

“แบรนด์เหล่านี้พอเข้ามาทำตลาดในไทย แต่ตั้งเซิร์ฟเวอร์ที่ต่างประเทศ ก็ไม่ได้เสียภาษีอย่างถูกต้องอีก”

ดูไม่วิกฤติ แต่จริงๆ วิกฤติกว่า

สำหรับคำถามที่หลายคนสงสัยว่า เห็นสถานการณ์วิกฤติของค้าปลีกในต่างประเทศแล้ว เมื่อเทียบกับประเทศไทยถือว่าเข้าขั้นวิกฤติแล้วหรือยัง

วรวุฒิบอกว่า พอค้าปลีกเราโตต่ำกว่า GDP ถือว่าวิกฤติแล้ว จริงๆ ไทยเจอวิกฤติหนักกว่าต่างประเทศเสียอีก ที่ต่างประเทศเจอภัยคุกคามจากช้อปออนไลน์อย่างเดียว แต่ไทยเจอภัยคุมคามหลายอย่างทั้งจากโครงสร้างภาษี, Duty Free, Grey Market และช้อปออนไลน์อีก

ถ้าให้ประเมินสถานการณ์ วรวุฒิก็ยังยังยืนยันว่า ในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมาก็พบว่าสัญญาณยังไม่ดีขึ้น ถ้าโครงสร้างภาษียังไม่เปลี่ยน เรื่อง Duty Free หรือการท่องเที่ยวที่ไม่เน้นเรื่องช้อปปิ้ง ยังมองไม่เห็นว่าจะมีปัจจัยอะไรที่ทำให้ค้าปลีกไทยโตในระดับปกติได้ เพราะมันบิดเบือนไปจากโครงสร้างปกติ

ถ้าถามว่าวิกฤติที่เกิดขึ้นในวงการค้าปลีกจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจอื่นๆ หรือไม่ ต้องตอบว่ากระทบแน่นอน เพราะภาคการค้าปลีกมีความสำคัญต่อประเทศเป็นอย่างยิ่ง โดยภาคการค้าปลีก-ค้าส่งมีสัดส่วน GDP ด้านการผลิต 16.1% เป็นอันดับ 2 รองลงมาจากภาคอุตสาหกรรม ทั้งนี้การขยายตัวของภาคค้าปลีกค้าส่งนำการพัฒนาสู่จังหวัดต่างๆ ทำให้เกิดการจ้างงานมากที่สุด คิดเป็น 16% ของการจ้างงานทั้งประเทศ

Photo : Shutterstock

โดยตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี ภาคค้าปลีกมีการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ยอดเม็ดเงินการลงทุนของกลุ่มค้าปลีกจากปี 2016-2018 อยู่ที่ประมาณ 130,200 ล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละประมาณ 43,400 ล้านบาท ซึ่งนับเป็นอัตราที่สูงมาก และสูงกว่าการก่อสร้าง BTS มูลค่า 123,300 ล้านบาท หรือการประมูลคลื่น 4G 900 MHz มูลค่า 76,000 ล้านบาทอีกด้วย

“เรียกได้ว่าค้าปลีกเป็นอุตสาหกรรมที่ใหญ่มาก ถ้ายังมีการเติบโตที่ต่ำอยู่ ผู้ประการหลายรายก็คงพิจารณาไปลงทุนต่างประเทศ ทำให้ประเทศเสียประโยชน์ การจ้างแรงงานก็เสียประโยชน์ รวมไปถึงทำให้ธุรกิจผู้ผลิตก็ไม่เติบโต เพราะเวลาจะจำหน่ายสินค้า และบริการก็ต้องผ่านธุรกิจค้าปลีก มันต่อเนื่องเป็นลูกโซ่”

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/4-thing-retail-crisis-thailand/

HomePro เอาด้วย งดแจกถุงพลาสติก 100% ทุกสาขา ดีเดย์ 1 ก.ค. นี้

HomePro เปิดแคมเปญ “No plastic Bags” งดแจกถุงพลาสติกแบบจริงจังทุกสาขาทั่วประเทศ เริ่ม 1 กรกฎาคม 2562 นี้ พร้อมแจกแต้มสะสม

Photo : Shutterstock

ยกระดับงดแจกถุงพลาสติก 100%

กลายเป็นปรากฎการณ์ที่ผู้เล่นค้าปลีกในไทยพร้อมใจกันมีนโยบายในการงดใช้ถุงพลาสติกกันถ้วนหน้า ล่าสุด HomePro ได้ประกาศร่วมขบวนนี้ด้วย ด้วยการงดแจกถุงพลาสติกแก่ลุกค้าแบบ 100% พร้อมกันทุกสาขาทั่วประเทศ ในแคมเปญ “No plastic Bags” พร้อมกระตุ้นให้ใช้ถุงผ้า

ก่อนหน้านี้ HomePro ได้ใช้นโยบายในโครงการงดแจกถุงในทุกวันที่ 4 ,14 และ 24 ของทุกเดือน พร้อมแจกแต้มโฮมการ์ดเฉลี่ยถึงเดือนละ 2.4 ล้านแต้ม หรือมีลูกค้าที่เลือกไม่รับถุงพลาสติกมากกว่า 10,000 คน/เดือน หากลูกค้าต้องการรับถุงพลาสติกจ่าย 1 บาทต่อ 1 ใบ ซึ่งได้รับผลตอบรับอย่างดี

สิริวรรณ เสริมชีพ ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายสื่อสารการตลาด บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน)  เปิดเผยว่า

ปัญหาสิ่งแวดล้อม ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกประเทศทั่วโลก หันมาใส่ใจมากขึ้น โดยเฉพาะขยะพลาสติกที่ย่อยสลายได้ยาก ประเทศไทยได้ชื่อว่า เป็นประเทศที่ปล่อยขยะพลาสติกลงทะเลมากที่สุดเป็นอันดับ 6 ของโลก ด้วยปริมาณขยะพลาสติกกว่า 2 ล้านตันต่อปี หรือประมาณ 2 แสนล้านใบ

จากสถานการณ์ดังกล่าว HomePro ในฐานะผู้นำธุรกิจศูนย์รวมวัสดุ และอุปกรณ์ตกแต่งบ้านมีความตระหนักถึงบทบาทในการช่วยบรรเทาปัญหาขยะ และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการรณรงค์งดแจกถุงพลาสติก และงดให้คะแนนโฮมการ์ด 100% พร้อมกันทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้บริโภคได้ตระหนักถึงสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เริ่มตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 62 นี้เป็นต้นไป ผ่านแคมเปญ  “No plastic Bags”

คาดลดการใช้ถุงพลาสติกมากกว่า 1.5 ล้านใบต่อปี

จากโครงการงดแจกถุงที่ผ่านมาได้เริ่มตั้งแต่เดือนกรกฏาคม ปี 2559 และงดแจกถุงต่อเนื่องในทุกวันที่ 4 ,14 และ 24 ของทุกเดือน หากลูกค้าสมาชิกโฮมการ์ดปฏิเสธการรับถุงพลาสติก จะได้รับคะแนนสะสม 10 คะแนนตั้งแต่บาทแรกที่ใช้จ่ายใน HomePro

โดยตั้งแต่ปี 2559 จนถึงปัจจุบัน สามารถลดการใช้ถุงได้กว่า 2 ล้านใบต่อปี และมอบแต้มโฮมการ์ดเฉลี่ยถึงเดือนละ 2.4 ล้านคะแนน หรือมีลูกค้าที่เลือกไม่รับถุงพลาสติกมากกว่า 10,000 คน/เดือน

สำหรับแคมเปญ  “No plastic Bags” ในครั้งนี้ คาดว่าจะลดการใช้ถุงพลาสติกได้ไม่ต่ำกว่า 1.5 ล้านใบต่อปี

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/homepro-ban-plastic-bag/

Gap เตรียมปิดอีก 30 สาขาในปีนี้ หลังรายได้พลาดเป้า

Gap ร้านค้าปลีกแฟชั่นมีแผนปิดสาขาอีก 30 แห่งในปีนี้ หลังรายได้ในช่วงไตรมาส 1 ไม่เข้าเป้า จึงต้องมีแผนในการปรับลดจำนวนสาขาลงไปอีก

Photo : Shutterstock

Gap ได้รายงานผลประกอบการในช่วงไตรมาส 1 ของปี 2019 มียอดขายสุทธิ 3,710 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 2% จาก 3,780 ล้านเหรียญสหรัฐเมื่อเทียบกับช่วงไตรมาส 1 ของปี 2018

ในส่วนของแบรนด์ในเครืออย่าง Old Navy มียอดขายจากสาขาเดิมทั่วโลกลดลง 1% ในขณะที่ปีก่อนเติบโต 3% ทางด้านของ Gap มียอดขายจากสาขาเดิมทั่วโลกลดลงถึง 10% เมื่อเทียบกับปีก่อนที่ลดลง 4% และ Banana Republic ยอดขายจากสาขาเดิมทั่วโลกลดลง 3% เมื่อเทียบกับปีก่อนที่มีการเติบโต 3%

จากผลประกอบการที่หดลงในช่วงที่ผ่านมานั้น ทำให้ Gap มีแผนที่จะปิดทำการสาขาประมาณ 30 แห่ง รวมทั้งมีการโฟกัสในการขยายสาขาแบรนด์ Old Navy, Athleta และ Gap ในประเทศจีนมากกว่า

ทั้งนี้ Gap คาดว่าจะมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ ในการสร้างอาคารสำนักงานใหญ่ใหม่ที่ลงทุนถึง 100 ล้านเหรียญสหรัฐ

โดยที่ปัจจุบัน Gap มีสาขารวมทั้งหมด 3,849 แห่งใน 44 ประเทศ ซึ่ง 3,335 แห่งนั้นเป็นการดำเนินกิจการโดยบริษัทเองทั้งหมด

Source

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/gap-to-close-net-30-stores-this-year/

ค้าปลีกยังวิกฤติ แต่แฟชั่นออนไลน์ Revolve Group เตรียม IPO ดันมูลค่า 1,200 ล้านเหรียญสหรัฐ

Revolve Group ค้าปลีกแฟชั่นออนไลน์ในสหรัฐอเมริกาเตรียม IPO ระดมทุนอีกกว่า 200 ล้านเหรียญสหรัฐ จะทำให้บริษัทมีมูลค่า 1,200 ล้านเหรียญสหรัฐ

Photo : Facebook REVOLVE

ในขณะที่ธุรกิจค้าปลีกในส่วนร้านค้าออฟไลน์ในสหรัฐอเมริกาส่อแวววิกฤติมาหลายปีแล้วแต่ดูเหมือนว่าธุรกิจค้าปลีกออนไลน์กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุด Revolve Group ร้านแฟชั่นออนไลน์ชื่อดังในสหรัฐอเมริกา เตรียมที่จะ IPO เข้าตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก หวังระดมทุนเพิ่ม 211.7 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยที่จะเสนอขายหุ้น 11.76 ล้านหุ้น ในราคาระหว่าง 16-18 เหรียญสหรัฐ  

Revolve Group ก่อตั้งเมื่อปี 2003 ในแคลิฟอร์เนีย โดย 2 ผู้ก่อนตั้ง  Michael Mente และ Mike Karanikolas วางจุดยืนเป็นค้าปลีกออนไลน์ที่จำหน่ายสินค้าแฟชั่นกว่า 500 แบรนด์

ได้ยื่นเอกสารรายงานผลกำไรในปี 2017 มูลค่า 5 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจาก 2 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2016 ในส่วนของยอดขายปี 2016 มีมูลค่า 312 ล้านเหรียญสหรัฐ และเติบโตขึ้นเป็น 399.6 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2017

ในปี 2018 ที่ผ่านมาบริษัทมีรายได้ 523 ล้านเหรียญสหรัฐ มีผู้เข้าชมเว็บไซต์ 7.3 ล้านคน/เดือน (ไม่ซ้ำคน) ในยอดการสั่งซื้อมียอดใช้จ่ายเฉลี่ย 304 เหรียญสหรัฐ/คน/ครั้ง

Photo : Facebok REVOLVE

การนำบริษัทเข้า IPO ในครั้งนี้ บริษัทหวังใช้เงินทุนเป็นเงินหมุนเวียนเพื่อรองรับการเติบโตในประเทศ และต่างประเทศ นอกจากนี้ยังหวังที่จะลงทุนในแบรนด์ต่างๆ ที่เป็นเจ้าของอยู่แล้วด้วย

ซึ่งหลังจากการพาบริษํทเข้า IPO จะทำให้มูลค่าของ Revolve Group เพิ่มขึ้นเป็น 1,200 ล้านเหรียญสหรัฐในทันที

เหตุการณ์นี้ทำให้เห็นว่า ตลาดค้าปลีกที่ได้รับความนิยมน้อยลงเรื่อยๆ พฤติกรรมผู้บริโภคไม่ได้ซื้อน้อยลง แต่หันมาซื้อช่องทางออนไลน์มากขึ้น ตลาดมีการเติบโตขึ้น มีผู้เล่นในตลาดมากขึ้นเช่นกัน

เพราะฉะนั้นผู้เล่นค้าปลีกดั้งเดิมต้องหาจุดยืนให้เจอ และปรับตัวให้ได้ เพื่อที่จะยังอยู่ในตลาดต่อไปอย่างแข็งแกร่ง

Source

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/fashion-online-revolve-groups-ipo/

Tesco Lotus ไม่น้อยหน้า ประกาศเลิกใช้แพ็คเกจจิ้งโฟมทุกชนิด เริ่ม 1 ก.ค. 62

Tesco Lotus ประกาศนโยบายเพื่อสิ่งแวดล้อม ยกเลิกการใช้แพ็คเกจจิ้งโฟมทุกชนิด ทุกสาขา ใช้ถาดเธอร์โมฟอร์มที่ทำจากพลาสติกรีไซเคิลได้ 100% ดีเดย์ 1 .. 62 นี้

Photo : Shutterstock

ยกเลิกใช้โฟม เป็นวัสดุรีไซเคิลทั้งหมด

เป็นทิศทางสำคัญของวงการค้าปลีกในประเทศไทยที่มีการตื่นตัวกับปัญหาสิ่งแวดล้อม ขยะพลาสติกมากขึ้น ตั้งแต่ต้นที่ผ่านมาได้เห็นผู้เล่นค้าปลีกหลายรายมีนโยบายลด หรืองดใช้ถุงพลาสติกมากขึ้น ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าธุรกิจค้าปลีกมีส่วนสำคัญในการสร้างขยะรายใหญ่รายหนึ่งเช่นกัน

อย่างที่เมื่อวันก่อนที่กลุ่มเซ็นทรัลได้ประกาศหักดิบ งดแจกถุงพลาสติกในทุกกลุ่มธุรกิจ เริ่ม 5 มิถุนายนที่จะถึงนี้ (อ่านเพิ่มเติม กลุ่มเซ็นทรัลหักดิบ! งดแจกถุงพลาสติกจริงจังทุกกลุ่มธุรกิจ ดีเดย์ 5 มิ.ย.นี้)

Tesco Lotus ที่เป็นหนึ่งในผู้เล่นค้าปลีกรายใหญ่ในไทย มีการเริ่มนโยบายเรื่องสิ่งแวดล้อมมาหลายปีแล้ว แต่เริ่มมาเพิ่มความเข้มขึ้นเมื่อปีที่แล้วเพราะคนไทยเริ่มตระหนักถึงปัญหานี้มากขึ้น

ถาดโฟม tesco lotus

ในปีนี้ได้ประกาศยกเลิกใช้บรรจุภัณฑ์ที่ทำจากโฟมทั้งหมด ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2562 เป็นต้นไป พร้อมเพิ่มความเข้มข้นนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมด้วยโครงการแบบครบวงจรและมุ่งสู่การสร้างระบบปิดของบรรจุภัณฑ์ (closed loop packaging system) ต้องการลดขยะบรรจุภัณฑ์ประเภทใช้ครั้งเดียว (single-use packaging) และขยะพลาสติก

สลิลลา สีหพันธุ์ ประธานกรรมการฝ่ายกิจการบรรษัท เทสโก้ โลตัส บอกว่า

ในฐานะผู้ประกอบการค้าปลีกที่มีร้านค้ากว่า 2,000 สาขาทั่วประเทศ มีความตระหนักดีถึงบทบาทของเราในการช่วยบรรเทาปัญหาขยะและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จะยกเลิกการใช้บรรจุภัณฑ์ใส่อาหารที่ทำจากโฟมทุกชนิดในทุกสาขา โดยเราได้เริ่มทยอยเปลี่ยนจากโฟมมาใช้วัสดุที่สามารถรีไซเคิลได้ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา และจะยกเลิกบรรจุภัณฑ์โฟมทุกรูปแบบได้ 100% ภายในวันที่ 1 กรกฎาคมนี้

ถาดเธอร์โมฟอร์ม

สิ่งที่ Tesco Lotus นำมาใช้แทนโฟมนั้น เรียกว่าถาดเธอร์โมฟอร์ม (Thermoform)” ขึ้นรูปจากวัสดุที่สามารถรีไซเคิลได้ 100% ถูกนำมาใช้แทนถาดพลาสติกและฟิล์มแบบเก่าสำหรับสินค้าประเภทเนื้อสัตว์ตัดแต่งและผลไม้พร้อมทาน

โดยถาดเธอร์โมฟอร์มทำมาจากพลาสติกที่สามารถรีไซเคิลได้ 100% แต่ใช้พลาสติกน้อยกว่าปกติ ช่วยลดใช้พลาสติกปีละกว่า 400 ตัน หรือเทียบเท่าขวดน้ำพลาสติกขนาด 600 มิลลิลิตรจำนวน 26.6 ล้านขวดเมื่อเทียบกับถาดพลาสติกแบบเก่าที่เคยใช้นอกจากนี้ถาดเธอร์โมฟอร์มยังมีความสะอาดถูกสุขอนามัยและช่วยคงความสดของสินค้าเป็นการช่วยลดขยะจากอาหารอีกทางหนึ่ง

green packaging tesco

อีกทั้งยังมี Green Corner จำหน่ายบรรจุภัณฑ์อาหารปลอดภัยที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แบรนด์เฟสท์ (Fest) จาก SCG ให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงบรรจุภัณฑ์ที่เป็นทางเลือก และเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้งานจากกล่องโฟมหรือบรรจุภัณฑ์ที่ทำจากวัสดุที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้ โดยมีจำหน่ายที่ Tesco Lotus ไฮเปอร์มาร์เก็ตทุกสาขาทั่วประเทศ

จากการที่ยกเลิกถาดโฟมทั้งหมดทุกสาขานั้น จะสามารถลดการใช้โฟมได้ถึง 51 ล้านตันต่อปี หรือ 11.24 ล้านถาดต่อปี

10 ปี ลดถุงพลาสติกไปแล้ว 180 ล้านใบ

Tesco Lotus เป็นแบรนด์แรกๆ ที่มีนโยบายเรื่องลดขยะพลาสติก ได้เริ่มรณรงค์การงดแจกถุงพลาสติกแก่ลูกค้ามาแล้วตั้งแต่ปี 2553 ใช้วิธีการสร้างแรงจูงใจ ที่ว่าถ้าลูกค้าปฏิเสธไม่รับถุงพลาสติก หรือนำถุงผ้ามาช้อปปิ้งเอง จะได้รับแต้มในคลับการ์ดเพิ่ม 20 แต้ม และได้มีการเพิ่มขึ้นจนในปัจจุบันเป็น 50 แต้ม

สลิลลา สีหพันธุ์ ประธานกรรมการฝ่ายกิจการบรรษัท เทสโก้ โลตัส
สลิลลา สีหพันธุ์ ประธานกรรมการฝ่ายกิจการบรรษัท เทสโก้ โลตัส

สลิลลา เล่าให้ฟังว่า จากที่ได้มีนโยบายนี้มา 10 ปีเริ่มเห็นพัฒนาการที่ดีขึ้น ในปีแรกๆ ลดจำนวนถุงพลาสติกได้น้อย เพราะลูกค้ายังไม่ค่อยเข้าใจ แต่เริ่มมาจริงจังเมื่อปีที่แล้วตอนมีข่าวเรื่องการตายของสัตว์ทะเล ห้างค้าปลีกเริ่มจับมือกับภาครัฐมีการงดแจกถุงพลาสติกทุกวันที่ 4 ของทุกเดือน สร้างการรับรู้มากขึ้น เริ่มมีเทรนด์การไม่รับถุงพลาสติกเพิ่มเป็นเท่าตัว

ซึ่งในวันที่ 4 ที่งดแจกถุงพลาสติก Tesco Lotus ได้นำถุงกระดาษมาใช้แทนสำหรับลูกค้าที่จำเป็นต้องใช้ถุง เป็นการนำกล่องกระดาษจากการส่งของมารีไซเคิล ด้วยการส่งไปให้ทาง SCG ผลิตมาทำถุงกระดาษต่อ

tesco scg

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา Tesco Lotus ได้ลดการใช้ถุงพลาสติกไปแล้ว 180 ล้านใบ มอบแต้มคลับการ์ดไปแล้วกว่า 5,690 ล้านแต้ม ในปีที่แล้วลดการใช้พลาสติกไปได้ 32 ล้านใบ และในปีนี้ช่วง 5 เดือนแรกสามารถลดการใช้ถุงพลาสติกไปแล้ว 10 ล้านใบ

ตอนนี้มันเป็นวิกฤตขยะ ถ้าปล่อยให้ทุกคนใช้แบบนี้ต่อไปประเทศจะอยู่ไม่ได้ ห้างค้าปลีกเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของลูกค้า มีส่วนสร้างขยะ กับบรรจุภัณฑ์ เราก็ต้องดูแลผลกระทบจากธุรกิจ ไม่อยากให้ประเทศไทยติดอันดับขยะมากที่สุดอันดับ 6 ของโลก ตอนนี้ต้องคิดให้ครบวงจร ทำร่วมกับหลายภาคส่วน คิดตั้งแต่การออกแบบภาชนะ ไปจนถึงปลายทางการนำกลับมาใช้ เป็น Closed Loop Economy ครบวงจร

นอกจากนี้ Tesco Lotus ยังมีสาขาที่ปลอดถุงพลาสติกจำนวน 5 สาขา ได้แก่ เทสโก้ โลตัส เอ็กซ์เพรส สาขานวมินทร์, สาขาแอมพาร์ค,  สาขาซอยมัณฑนา, สาขามหาวิทยาลัยขอนแก่น และเทสโก้ โลตัส ตลาด สาขาจามจุรีสแควร์ ส่วนใหญ่เป็นสาขาที่ใกล้มหาวิทยาลัย เพราะเด็กรุ่นใหม่จะเข้าใจปัญหานี้มากกว่า โดยจะมีขยายเพิ่ม 3 สาขาที่เกาะช้างในปีนี้

ส่วนของฟู้ดคอร์ทก็เริ่มมีการเปลี่ยนภาชนะด้วยเช่นกัน และกำลังพูดคุยกับร้านค้าเช่าภายใน Tesco Lotus ในการลดขยะพลาสติกต่อไป

ไทยยังไม่พร้อมมาตรการลงโทษด้วยการซื้อถุงพลาสติก

ส่วนประเด็นเรื่องถุงพลาสติกที่หลายคนมองว่าประทเศไทยน่าจะมีมาตรการเหมือนในต่างประเทศที่เป็นการจ่ายเงินเพื่อซื้อถุงพลาสติก หรือในทางเทคนิคจะเป็นมาตรการการลงโทษ นั่นเอง

Photo : Shutterstock

สลิลลามองว่า ประเทศไทยยังไม่เหมาะกับการใช้การลงโทษด้วยการจ่ายเงินเพิ่มเพื่อใช้ถุงพลาสติก ต้องเริ่มจากการให้รางวัลการแจกแต้มก่อน ต้องค่อยๆ สร้างการรับรู้สร้างพฤติกรรมใหม่

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญก็คือถ้าใช้การลงโทษด้วยการคิดเงินค่าถุงพลาสติก จะต้องมีหลายๆ ฝ่ายร่วมมือกัน หรือมีผู้เล่นค้าปลีกหลายรายพร้อมใจกันใช้ ถ้าทำอยู่เจ้าเดียวจะดูแปลกแยก หรืออาจจะต้องมีกฎหมายเข้ามาช่วย

อย่างที่ Tesco ในประเทศอังกฤษมีการตื่นตัวในเรื่องนี้มาก เพราะมีกฎหมายคิดเงินค่าถุงพลาสติก เพิ่งเริ่มเมื่อไม่กี่ปีมานี้ ส่วนในประเทศอื่นๆ ก็เริ่มมีกฎหมายนี้แล้วเช่นกันอย่างในประเทศมาเลเซีย

โดยที่ Tesco ทั่วโลกมีเป้าหมายว่าจะต้องลดปริมาณการใช้แพ็คเกจจิ้งให้ได้ครึ่งหนึ่งภายในปี 2025 ส่วนในประเทศไทยต้องค่อยเป็นค่อยไปเริ่มจากถุงพลาสติกถาดโฟมและเป้าหมายต่อไปคือกล่องกระดาษต้องการลดขยะมากขึ้น

สุดท้ายแล้วขอทิ้งท้ายด้วยตัวเลขจำนวนขยะในประเทศไทยที่มีมากถึง 27.82 ล้านตันต่อปี แสดงว่าคนไทยสร้างขยะเฉลี่ย 1.15 กิโลกรัมต่อคนต่อวัน ปัญหาขยะส่วนใหญ่มาจากพฤติกรรมการบริโภค โดยเฉพาะจากพลาสติกมีเฉลี่ยถุง 2 ล้านตัน แต่มีการนำกลับมาใช้เพียงแค่ 5 แสนตันเท่านั้น จึงกลายเป็นปัญหาขยะล้นโลกในตอนนี้

สรุป

เรียกว่าเริ่มมีนโยบายเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ สำหรับการลดขยะพลาสติก และแพ็คเกจจิ้งที่ใช้ครั้งเดียว ซึ่งโฟมก็เป็นอีกหนึ่งปัญหาใหญ่ของสิ่งแวดล้อม มีการย่อยสลายยาก การที่ Teso Lotus งดใช้ถามโฟมไปเลยนั้นก็เป็นกลยุทธ์ที่ดี แต่ความท้าทายก็ยังคงอยู่ที่การสร้างการรับรู้เรื่องการแยกขยะให้ลูกค้าด้วย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/tesco-lotus-ban-packaging-foam/