คลังเก็บป้ายกำกับ: RESEARCH

Akamai รายงานการโจมตีทางไซเบอร์ที่เน้นไปเกมออนไลน์ มีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นมากในปีที่ผ่านมา

Akamai ผู้ให้บริการ CDN รายใหญ่ ออกรายงานว่าด้วยการโจมตีทางไซเบอร์ โดยเน้นไปที่บริการเกมออนไลน์ต่าง ๆ พบว่าการโจมตีในช่วง 12 เดือนตั้งแต่พฤษภาคม 2021 ถึงเมษายน 2022 เฉพาะส่วนที่เป็น Web Application มีจำนวนเพิ่มขึ้นถึง 167%

สาเหตุที่การโจมตีที่เน้นไปในกลุ่มเกมออนไลน์มีมากขึ้น เนื่องจากบริการเกมย้ายมารันบนคลาวด์มากขึ้น ทำให้เพิ่มจุดที่สามารถโจมตีได้ นอกจากนี้เม็ดเงินในอุตสาหกรรมเกมก็มีมากขึ้น ทำให้ดึงดูดให้คุ้มต่อการโจมตี

วิธีการโจมตีเฉพาะส่วน Web Application ที่มีจำนวนสูงได้แก่ Local File Inclusion (LFI), SQLi และ Cross-Site Scripting (XSS) โดยแต่ละวิธีก็มีเป้าหมายที่แตกต่างกัน ส่วนการโจมตีแบบ DDoS พบว่ามีจำนวนเพิ่มขึ้น 5% แต่บริการเกมทั้งหมดก็คิดเป็น 37% ของทราฟิกการโจมตีแบบ DDoS ทั้งหมด

Akamai ให้ข้อสรุปว่าในอนาคตธุรกิจเกมจะมุ่งไปทิศทางคลาวด์เกมมิ่งมากขึ้น ฉะนั้นการโจมตีทางไซเบอร์ย่อมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ผู้เล่นจึงต้องเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งานเช่นกัน

ที่มา: Akamai ผ่าน VentureBeat

No Description

from:https://www.blognone.com/node/129709

นักวิจัย KAIST สร้างหมึกเพนต์พิเศษ ใช้รอยเพนต์เป็นเซ็นเซอร์วัดค่าต่างๆ ของร่างกายได้

นักวิจัยจาก KAIST พัฒนาหมึกเพนต์ตัวแบบพิเศษที่มีคุณสมบัตินำไฟฟ้าและยึดเกาะผิวหนังร่างกายได้ดี โดยมันสามารถนำไปประยุกต์ใช้งานในการวาดลายเพื่อใช้เป็นเซ็นเซอร์ตรวจวัดคลื่นสัญญาณต่างๆ ของร่างกาย ทดแทนการใช้แผ่นวัสดุเซ็นเซอร์มาเกาะติดผิวหนัง

หมึกพิเศษนี้มีส่วนประกอบของโลหะเหลวที่มีแกลเลียม (Ga) เป็นองค์ประกอบพื้นฐาน ผสมกับอนุภาค carbon nanotube โดยหมึกดังกล่าวสามารถใช้งานด้วยการทาลงบนผิวหนังโดยตรงแล้วรอให้แห้งภายในไม่กี่วินาทีก็พร้อมใช้งาน

No Descriptionหมึกเพนต์จะแห้งและยึดเกาะผิวหนังได้อย่างรวดเร็ว โดยสามารถทาลงบนผิวหนังได้โดยตรง และสามารถเขียนเป็นลวดลายที่มีความละเอียดก็ได้

ศาสตราจารย์ Steve Park หนึ่งในทีมวิจัยได้สาธิตการทดสอบใช้งานหมึกเพนต์ตัวนี้ โดยเขาทาหมึกดังกล่าวลงบนผิวหนังแล้วเชื่อมต่อสายสัญญาณเข้ากับเครื่องมือวัด ก็สามารถวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจได้ โดยหมึกพิเศษนี้ยังใช้งานเพื่อเป็นเซ็นเซอร์สำหรับวัดค่าอื่นๆ อาทิ ปริมาณน้ำตาลกลูโคส, การทดสอบปริมาณแลคเตท

No Descriptionชั้นฟิล์มของหมึกเมื่อแห้งแล้วมีความคงทนและยืดหยุ่น ไม่หลุดล่อนแม้มีการขยับร่างกายจนผิวหนังเกิดรอยย่น สามารถประยุกต์ใช้งานเป็นเซ็นเซอร์เพื่อวัดสัญญาณต่างๆ ในร่างกายได้หลากหลาย

Park อธิบายว่าการพัฒนาหมึกพิเศษนี้ เป้าหมายหลักคือเพื่อใช้งานแทนแผ่นเซ็นเซอร์แบบแปะผิวหนัง ซึ่งจะช่วยให้ผู้รับการตรวจรู้สึกสะดวกสบายตัวยิ่งขึ้น โดยผู้ใช้สามารถเพนต์หมึกเป็นลวดลายต่างๆ เหมือนรอยสักก็ได้เช่นกันโดยไม่ทำให้ความสามารถในการนำไฟฟ้าของหมึกแย่ลง รอยเพนต์น้ำหมึกนี้สามารถเกาะติดบนผิวหนังได้ดี ไม่ลอกออกเมื่อเปียกน้ำและทนทานต่อการขัดถู แต่ยังสามารถล้างออกได้ด้วยน้ำสบู่

สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจากเอกสารงานวิจัยได้ที่นี่

ที่มา – Reuters, Ubergizmo

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/129692

นักวิจัยชี้ว่าเชื้อไข้ขี้แมวอาจทำให้มนุษย์ผู้ติดเชื้อมีเสน่ห์ทางเพศเพิ่มมากขึ้น

หนึ่งในโรคที่ทาสแมวรู้จักกันดีคือโรคไข้ขี้แมว หรือชื่ออย่างเป็นทางการคือโรค Toxoplasmosis เกิดจากการติดเชื้อโปรโตซัวที่มีชื่อว่า Toxoplasma gondii (T.gondii) ซึ่งนักวิจัยทำการทดลองและตั้งข้อสังเกตว่าเชื้อดังกล่าวอาจมีผลทำให้ร่างกายของผู้ติดเชื้อมีเสน่ห์ทางเพศเพิ่มมากขึ้น

โรค Toxoplasmosis นั้นพบได้มากได้แมวก็จริง แต่ความจริงแล้วสัตว์ฟันแทะและมนุษย์ก็สามารถเป็นโรคนี้เมื่อติดเชื้อ T.gondii ได้เช่นกัน สำหรับคนที่ติดเชื้อนี้บางคนอาจไม่แสดงอาการเจ็บป่วยใดๆ แต่บางรายอาจมีอาการต่อมน้ำเหลืองอักเสบ, ตัวร้อน, ปวดกล้ามเนื้อ, มีผื่น และที่สำคัญคือผู้ติดเชื้อบางรายมีพฤติกรรมและลักษณะนิสัยที่เปลี่ยนแปลงไป โดยผู้ติดเชื้อจะมีนิสัยที่ดื้อรั้น, ขี้อิจฉา, ขาดความมั่นใจ, ระมัดระวังเกินเหตุ, ติดสินใจช้า และมีความเจ้าระเบียบ

ก่อนหน้านี้มีงานวิจัยพบว่าเชื้อ T.gondii มีผลต่อพฤติกรรมต่อหนูเจ้าของร่างที่มันอาศัยอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการทำให้สัตว์เจ้าของร่างที่มันอาศัยอยู่รู้สึกถูกดึงดูดด้วยกลิ่นปัสสาวะของแมว ส่งผลให้หนูมีพฤติกรรมที่เสี่ยงจะโดนล่าเพิ่มสูงขึ้น โดยนักวิจัยสรุปว่าการที่เชื้อ T.gondii ทำให้หนูที่มันอาศัยอยู่มีแนวโน้มจะโดนล่าโดยแมวก็เพื่อเป็นการเพิ่มโอกาสที่มันจะได้ย้ายไปอาศัยอยู่ในร่างของแมวมากขึ้นนั่นเอง

นอกจากนี้ยังมีการศึกษาพบว่า T.gondii ยังส่งผลให้หนูตัวผู้ที่ติดเชื้อนี้มีเสน่ห์ดึงดูดหนูตัวเมียที่ปลอดเชื้อมากกว่าปกติ ซึ่งผลการศึกษาสรุปว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพราะเชื้อ T.gondii สร้างคุณลักษณะดังกล่าวเพื่อเพิ่มโอกาสในการขยายพันธุ์แพร่เชื้อไปสุ่หนูตัวอื่นๆ ผ่านการผสมพันธุ์ของหนู และด้วยเหตุนี้จึงทำให้ Javier Borráz-León นักวิจัยจาก University of Turku เกิดความสงสัยว่าเชื้อ T.gondii นี้อาจส่งผลให้เกิดคุณลักษณะแบบเดียวกันร่างกายคนที่ติดเชื้อด้วย

Borráz-León ได้ทำการวิจัยเพื่อหาคำตอบเกี่ยวกับเรื่อง โดยเริ่มจากการสัมภาษณ์เก็บข้อมูลจากผู้ติดเชื้อไข้ขี้แมวเปรียบเทียบกับผู้ไม่ติดเชื้อ โดยมุ่งเน้นเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับภาวะความดึงดูดทางเพศ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลโครงหน้า, ดัชนีมวลกาย รวมถึงจำนวนคู่นอน ซึ่งข้อมูลที่เขาสรุปมามีแนวโน้มดังนี้

  • ผู้ชายที่ติดเชื้อมีโครงหน้าที่สมมาตรมากกว่าผู้ไม่ติดเชื้อ
  • ผู้หญิงซึ่งติดเชื้อมีค่าเฉลี่ยดัชนีมวลกายและน้ำหนักตัวน้อยกว่าผู้ไม่ติดเชื้อ
  • ผู้หญิงซึ่งติดเชื้อมีแนวโน้มแสดงถึงโครงหน้าที่สมมาตรมากกว่าผู้ไม่ติดเชื้อ
  • ผู้หญิงซึ่งติดเชื้อรู้สึกว่าตนเองมีเสน่ห์ทางเพศสูง และมีคู่นอนที่ผ่านมาในอดีตมากกว่าผู้ไม่ติดเชื้อ

จากนั้น Borráz-León ได้ทำการทดลองขั้นต่อไปด้วยการสอบถามความเห็นของอาสาสมัครประมาณ 200 คน เพื่อให้ระบุความรู้สึกต่อภาพโครงหน้าของกลุ่มผู้ติดเชื้อไข้ขี้แมวเปรียบเทียบกับภาพของผู้ไม่ติดเชื้อ

Borráz-León ได้เตรียมแบบทดสอบขึ้นโดยใช้ภาพใบหน้าของคน 4 กลุ่ม ประกอบไปด้วย

  • ผู้หญิงที่ติดเชื้อ
  • ผู้หญิงที่ไม่ติดเชื้อ
  • ผู้ชายที่ติดเชื้อ
  • ผู้ชายที่ไม่ติดเชื้อ

โดยแต่ละกลุ่ม Borráz-León ใช้ภาพใบหน้า 10 ภาพมาซ้อนทับกันเพื่อสร้างภาพโครงหน้าแบบเฉลี่ยของคนในกลุ่มนั้นๆ และอีกเหตุผลหนึ่งเพื่ออำพรางตัวตนของเจ้าของภาพใบหน้า จากนั้นก็ใช้ภาพที่เตรียมไว้เหล่านี้ไปสอบถามอาสาสมัครให้ทำการเปรียบเทียบและเลือกภาพโครงหน้าที่พวกเขารู้สึกว่ามีความสวย/หล่อมากกว่า และให้เลือกภาพโครงหน้าคนที่พวกเขารู้สึกว่ามีสุขภาพแข็งแรงกว่า

No Descriptionภาพฝั่งซ้ายคือภาพโครงหน้าของกลุ่มผู้ติดเชื้อ เปรียบเทียบกับภาพโครงหน้าของกลุ่มผู้ไม่ติดเชื้อฝั่งขวา

ผลการเลือกของอาสาสมัครพบว่า ส่วนใหญ่รู้สึกว่าภาพของคนที่ติดเชื้อดูมีเสน่ห์ทางเพศมากกว่าและดูมีสุขภาพดีกว่าภาพของคนที่ไม่ติดเชื้อ อย่างไรก็ตามผลการทดสอบนี้ยังไม่อาจสรุปได้อย่างสมบูรณ์ว่าเชื้อ T.gondii มีผลทำให้ผู้ติดเชื้อมีเสน่ห์ทางเพศเพิ่มขึ้นและมีโครงหน้าที่ดูดีขึ้นจริง เนื่องจากยังมีองค์ประกอบอย่างอื่นที่พึงพิจารณาประกอบด้วยตามระเบียบวิจัย

ข้อสมมติฐานของ Borráz-León ที่ตั้งข้อสังเกตว่าเชื้อไข้ขี้แมวหรือเชื้อ T.gondii นี้ส่งผลให้คนที่ติดเชื้อมีเสน่ห์ทางเพศเพิ่มมากขึ้น อาจมองได้ว่ามีความสอดคล้องกับงานวิจัยอีก 2 ชิ้น ทั้งจากงานวิจัยโดย University in Prague และงานวิจัยโดย Charles University ที่สันนิษฐานว่าการติดเชื้อจากคนสู่คนอาจเกิดขึ้นได้ผ่านการมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งหากข้อสมมติฐานของงานวิจัยทั้งหมดนี้เป็นจริงสอดคล้องกันก็อาจสรุปได้ว่าเชื้อปรสิต T.gondii นี้ช่วยเพิ่มเสน่ห์ทางเพศให้กับเจ้าของร่างเพื่อเพิ่มโอกาสในการมีเพศสัมพันธุ์และทำให้มันขยายพันธุ์แพร่เชื้อไปสู่ร่างกายมนุษย์คนอื่นนั่นเอง

สามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับงานวิจัยของ Borráz-León ที่นี่

ที่มา – New Atlas

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/129658

นัก MIT วิจัยสร้างแผ่นสติ๊กเกอร์แปะผิวใช้เก็บภาพอัลตร้าซาวด์แบบต่อเนื่องนาน 48 ชั่วโมง

นักวิจัยจาก MIT ได้พัฒนาแผ่นสติ๊กเกอร์แปะผิวหนังเพื่อใช้สำหรับบันทึกภาพอัลตร้าซาวด์ของอวัยวะภายในร่างกายมนุษย์ได้ต่อเนื่องนาน 48 ชั่วโมง

แผ่นสติ๊กเกอร์ดังกล่าวถูกเรียกว่า BAUS (bioadhesive ultrasound) เป็นแผงรับภาพอัลตร้าซาวด์ขนาดเล็กใกล้เคียงกับสแตมป์ (ขนาด 2*3 เซนติเมตร) ในการใช้งานก็เพียงแค่แปะแผ่น BAUS ลงบนผิวหนังในตำแหน่งที่ต้องการบันทึกภาพอัลตร้าซาวด์ของอวัยวะที่อยู่ภายใน และทำการเชื่อมต่อแผ่น BAUS เข้ากับอุปกรณ์แปลงสัญญาณเพื่อการบันทึกและวิเคราะห์ผล

ตัวแผ่น BAUS สามารถบันทึกภาพอัลตร้าซาวด์ของหัวใจ, ปอด, หลอดเลือด, อวัยวะระบบทางเดินอาหาร รวมถึงกล้ามเนื้อ ทำให้มันสามารถประยุกต์ใช้งานได้หลากหลาย เป็นต้นว่า การบันทึกภาพเพื่อใช้วิเคราะห์ประเมินการทำงานของหัวใจและปอดในระหว่างการออกกำลัง หรือการทำงานของกล้ามเนื้อในระหว่างการฟื้นฟูร่างกายก็สามารถทำได้เช่นกัน

No Descriptionแผ่น BAUS (bioadhesive ultrasound)

No Descriptionตัวอย่างภาพอัลตร้าซาวด์จากการใช้แผ่น BAUS เพื่อดูภาพหัวใจ, ปอด, หลอดเลือด และกล้ามเนื้อ

ตัวแผ่น BAUS ประกอบไปด้วยแผงรับสัญญาณภาพอัลตร้าซาวด์ และแผ่นเกาะติดผิวหนังซึ่งทำมาจากพอลิเมอร์ที่มีความอ่อนตัวซึ่งบรรจุไฮโดรเจลไว้ด้านใน ทั้งนี้การคงสภาพไฮโดรเจลไว้ภายในมิให้ระเหยออกไปเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ภาพอัลตร้าซาวด์มีความชัดเจน หากไฮโดรเจลรั่วหรือระเหยออกไปก็จะทำให้ภาพอัลตร้าซาวด์ที่บันทึกได้มีคุณภาพด้อยลง

ตัวแผ่นเกาะติดที่ถูกออกแบบมาพิเศษนี้จะทำหน้าที่ยึดเกาะกับผิวหนังมนุษย์ด้วยความแนบแน่นแม้ในขณะที่มีการเคลื่อนไหวร่างกายของผู้ใช้ โดยในตอนนี้มันมีอายุการใช้งานราว 48 ชั่วโมงก่อนที่ความสามารถในการยึดเกาะผิวหนังจะเริ่มเสื่อมประสิทธิภาพ

No Descriptionผลการทดสอบประสิทธิภาพการยึดติดบนผิวหนังของแผ่น BAUS ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย

ทีมวิจัยได้ทดลองใช้งานแผ่น BAUS กับอาสาสมัครจำนวนหนึ่ง ซึ่งพบว่ามันสามารถทำงานได้ดีแม้ในขณะที่ผู้ร่วมทดสอบจะเคลื่อนไหวเปลี่ยนอิริยาบถนั่ง, ยืน, เดิน, วิ่ง หรือขี่จักรยาน

ในตอนนี้แผ่น BAUS ยังต้องทำงานโดยการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่นอยู่ตลอดเวลา แต่นักวิจัยตั้งเป้าที่จะปรับปรุงให้มันสามารถทำงานและเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่นได้แบบไร้สาย ซึ่งจะทำให้สามารถนำไปฝังเป็นส่วนหนึ่งของอุปกรณ์สวมใส่อื่นได้ด้วย หรืออาจทำให้สามารถจำหน่ายตามร้านยาให้ผู้คนสามารถหาซื้อไปใช้งานได้เองคล้ายพลาสเตอร์ปิดแผล

ผู้ที่สนใจสามารถดูข้อมูลงานวิจัยเพิ่มเติมได้ที่นี่

ที่มา – MIT News

from:https://www.blognone.com/node/129619

นักวิจัยพัฒนาวัสดุเคลือบผิวชนิดใหม่ที่ฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้เองโดยไม่ต้องใช้น้ำยาใดๆ

ทีมวิจัยจาก University of British Columbia (UBC) พัฒนาวัสดุเคลือบผิวชนิดใหม่ที่สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรีย Staphylococcus aureus ได้ 99.7% ภายในเวลา 1 ชั่วโมง โดยไม่ต้องใช้น้ำยาฆ่าเชื้อเข้าช่วย

วัสดุเคลือบผิวนี้มีส่วนประกอบของทองแดงและสังกะสี โดยคุณสมบัติพิเศษของมันคือผิวสัมผัสที่มีความขรุขระเล็กในระดับนาโนเมตร ซึ่งความขรุขระของพื้นผิวนี้เองที่จะไปเจาะทำลายผนังเซลล์ของเชื้อแบคทีเรียที่เกาะติดอยู่กับมัน ทำให้เชื้อแบคทีเรียเหล่านั้นตายไปเอง

การพัฒนาสารเคลือบผิววัตถุที่มีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อด้วยตัวของมันเองนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่เสียทีเดียว ในปัจจุบันสารเคลือบผิวที่ฆ่าเชื้อเองนั้นจะทำจากทองแดงล้วน ซึ่งมีประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย Staphylococcus aureus ได้เกือบหมดในเวลาราว 2 ชั่วโมง ซึ่งเมื่อเทียบกับผลงานวิจัยใหม่จาก UBC แล้ว สารเคลือบผิวแบบใหม่สามารถฆ่าเชื้อได้เร็วกว่า ซ้ำยังมีต้นทุนในการผลิตที่ต่ำกว่าการใช้ทองแดงล้วน

ในทางวิทยาแบคทีเรียแล้ว บรรดาแบคทีเรียนั้นถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ โดยจำแนกจากผลการทดสอบย้อมสีกรัม ซึ่งเป็นการย้อมสีเซลล์แบคทีเรีย กลุ่มของแบคทีเรียที่มีผนังเซลล์หนาจะย้อมสีติดเห็นได้เด่นชัดเรียกว่า Gram-positive ในขณะที่แบคทีเรียชนิดที่มีผนังเซลล์บางนั้นจะย้อมสีไม่ค่อยติดซึ่งจะถูกเรียกว่า Gram-negative โดยกลุ่มแรกนั้นจะตายช้ากว่าเมื่อมีการฆ่าเชื้อเนื่องจากมีผนังเซลล์ที่หนากว่านั่นเอง ดังนั้นการประเมินประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อของวัสดุหรือสารต่างๆ จึงมักพิจารณาจากผลในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียกลุ่ม Gram-positive เป็นสำคัญ

สำหรับเชื้อแบคทีเรีย Staphylococcus aureus นั้นก็เป็นหนึ่งในแบคทีเรียกลุ่ม Gram-positive เป็นเชื้อที่พบได้ทั่วไปตามผิวหนังของมนุษย์ แต่หากมีการปนเปื้อนกับอาหารก็อาจก่อให้เกิดปัญหาอาหารเป็นพิษได้ ที่สำคัญเชื้อแบคทีเรียตัวนี้คือหนึ่งในสาเหตุหลักที่ก่อให้เกิดอาการติดเชื้อในสถานพยาบาล

ทีมวิจัยมองเรื่องการประยุกต์ใช้สารเคลือบผิวชนิดใหม่นี้โดยเน้นไปที่การใช้งานกับวัตถุสิ่งของต่างๆ ในสถานพยาบาลเป็นสำคัญ โดย ดอกเตอร์ Amanda Clifford หัวหน้าทีมวิจัยของ UBC มองว่าการที่พื้นผิววัตถุสามารถฆ่าเชื้อได้เองจะช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดการติดเชื้อของผู้ป่วยลงได้มาก และผลดีสืบเนื่องที่ตามมาก็คือจะช่วยลดการใช้ยาปฏิชีวนะในการรักษาผู้ป่วยตามไปด้วย

ในตอนนี้ทีมวิจัยได้ยื่นขอจดทะเบียนสิทธิบัตรชั่วคราวแล้ว เป้าหมายต่อไปคือการพัฒนาต่อยอดงานวิจัยให้สารเคลือบผิวมีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อประเภทอื่นอย่างเช่น ไวรัส ให้ได้ด้วย และหวังว่าจะสามารถนำผลงานวิจัยเหล่านี้ไปใช้ในเชิงพาณิชย์ได้จริงในที่สุด

ที่มา – EurekAlert ผ่าน Interesting Engineering

No Description

from:https://www.blognone.com/node/129597

นักวิจัยเสนอให้แปะหมายเลขประจำตัวเม็ดยาทุกเม็ดด้วยการเคลือบน้ำตาลสี ป้องกันยาปลอม

William H. Grover จากภาควิชา Bioengineering มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียร์ เสนอ CandyCode แนวทางการแจกหมายเลขประจำตัวให้กับยาทุกเม็ดด้วสยการเคลือบน้ำตาลสีระหว่างการผลิต ทำให้ผู้ใช้สามารถสืบย้อนกลับไปได้ว่าเป็นยาที่ออกมาจากโรงงานจริงหรือไม่

แนวทางการใช้หมายเลขประจำสินค้าเพื่อสืบย้อนกลับไปถึงผู้ผลิตมีมานาน และหลายครั้งผู้ผลิตก็เปิดให้ตรวจสอบสินค้าว่าเป็นของจริงหรือไม่บนตัวกล่อง แต่แนวทางนี้ก็มีข้อจำกัดเพราะบางครั้งผู้ผลิตสินค้าปลอมจะใช้กล่องจริงที่ใช้แล้ว หรือในกรณียาบางครั้งผู้ซื้อได้รับยาจากร้านยาโดยไม่ได้รับกล่องจากผู้ผลิตโดยตรง ขณะที่ก่อนหน้านี้มีการเสนอให้พิมพ์ QR ลงบนยาทุกเม็ดมาก่อนแล้ว แต่ QR ที่พิมพ์ลงไปมีขนาดเล็กมากจนต้องใช้เครื่องมือพิเศษในการอ่าน

Grover เสนอแนวทางด้วยการเคลืบน้ำตาลสีที่เราเห็นกันในของหวาน โดยน้ำตาลสีเป็นลูกบอลกลมขนาด 1 มิลลิเมตร มี 8 สี ที่สำคัญคือราคาถูกมาก ต้นทุนค่าน้ำตาลในการเคลือบคิดเป็น 1 ดอลลาร์ ต่อเม็ดยา 29,000 เม็ด ในการทดลอง Grover ซื้อช็อกโกแล็ตที่เคลือบน้ำตาลสีอยู่แล้วมาทดสอบ โดยช็อกโกแล็ต 1 เม็ดมีน้ำตาลสีอยู่ในช่วง 72-108 เม็ด เขาแปลงภาพเม็ดน้ำตาลที่อยู่ติดกันในสีต่างๆ ให้กลายเป็นสตริง โดยแทนที่จะพยายามใช้สตริงเดียวแทนที่เม็ดยาทั้งเม็ด เขาตรวจจับกลุ่มน้ำตาลสีกลุ่มเล็กๆ แล้วแปลงเป็นสตริงสั้นๆ เม็ดยาหนึ่งเม็ดจะได้สตริงประมาณ 52.8 ชุด กระบวนการค้นหาข้อมูลยาจากฐานข้อมูล ใช้การค้นสตริงเหล่านี้แล้วหาเม็ดยาที่บันทึกไว้และมีสตริงตรงกันจำนวนมากพอ

ข้อจำกัดอย่างหนึ่งของน้ำตาลสีในท้องตลาดคือมันมีเพียง 8 สี และปริมาณน้ำตาลแต่ละสีก็ไม่เท่ากัน โดยสีขาวมีเกือบครึ่งหนึ่ง หากเป็นน้ำตาลสีที่ผลิตมาเฉพาะก็จะทำให้จำนวนสตริงที่ต้องเทียบเพื่อค้นหาข้อมูลหมายเลขเม็ดยาโดยไม่ชนกับเม็ดอื่นๆ มีจำนวนน้อยลง เช่น น้ำตาล 15 สี ที่โปรยลงบนเม็ดยารวมแสนล้านล้านเม็ด จะมีสริงซ้ำกันไม่เกิน 10 ชุด แต่หากเป็นน้ำตาลสีตามตลาดจะมีโอกาสซ้ำกันถึง 21 ชุด

ที่มา – Nature

No Description

from:https://www.blognone.com/node/129215

“แฟนด้อม” อีกหนึ่งกลยุทธ์การตลาดที่จะสร้างความรักในแบรนด์แบบยาวนาน

สถาบันวิจัยความเป็นอยู่ฮาคูโฮโด อาเซียน หรือฮิลล์ อาเซียน เผยผลการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคอาเซียน (ASEAN Sei-katsu-sha) ในหัวข้อ “เจาะลึกเรื่องแฟนด้อม: ฐานพลังคนกลุ่มใหม่ สู่การขับเคลื่อนสังคมอาเซียน” โดยได้วิเคราะห์ไลฟ์สไตล์ มุมมองความคิด และพฤติกรรมพร้อมตกผลึกออกมาเป็นแนวทางการต่อยอดทำการตลาดในปี 2565

จากผลวิจัยครั้งนี้ ฮิลล์ อาเซียน ได้ให้คำจำกัดความของ “แฟนด้อม” หมายถึง ผู้คนที่มีความหลงใหลชื่นชอบในตัวบุคคลหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นศิลปินไอดอล การ์ตูน กีฬา งานอดิเรกต่างๆ อีกทั้งยังหมายรวมถึง อาณาจักรหรือวัฒนธรรมของกลุ่มของคนคอเดียวกัน ที่มารวมตัวกันด้วยความชอบใดความชอบหนึ่ง ที่ในภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า “Oshi-katsu”

ปัจจุบันผู้คนในภูมิภาคนี้ มีการรวมตัวและกลายเป็นสมาชิกกลุ่มแฟนด้อมมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยหลายเหตุผล เช่น “มีเวลาอยู่บ้านมากขึ้น” ในช่วงโควิด-19 “มีช่องทางที่เอื้อต่อการแชร์ข้อมูลและเข้าถึงสิ่งที่พวกเขาชื่นชอบมากขึ้น” อันเนื่องมาจากความแพร่หลายของเครือข่ายสังคมออนไลน์ และเว็บไซต์ที่รวบรวมคลิปวิดีโอฟรีให้ทุกคนเข้าถึงได้ รวมถึง “มีวิธีในการแสดงออกถึงความชอบที่หลากหลายมากขึ้น” ช่วยให้คนกลุ่มนี้สามารถสร้างคอนเทนต์ในรูปแบบวิดีโอและภาพได้ด้วยตัวเอง งานวิจัยชิ้นนี้ยังชี้ให้เห็นอีกว่า กลุ่มคนเหล่านี้ไม่เพียงมีความหลงใหลในสิ่งที่พวกเขาชื่นชอบ แต่ยังใช้เวลาแบ่งปันความสุขนี้กับเพื่อนๆ เกิดเป็นพลังด้านบวกที่หล่อเลี้ยงอาณาจักรแฟนด้อมให้เติบโต และคอยช่วยเหลือดูแลซึ่งกันและกัน

แฟนด้อมคืออะไร?

ความหลงใหลหรือชื่นชมในสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือหลายสิ่ง ที่มีอิทธิพลเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของบุคคล ตลอดจนการมีปฏิสัมพันธ์ของกลุ่มคนที่มีความชื่นชอบในสิ่งเดียวกัน โดยความเปลี่ยนแปลงต่อวิถีชีวิตในที่นี้มีรูปแบบหลากหลาย ตั้งแต่วิธีการมีปฏิสัมพันธ์กันของผู้คนไปจนถึงการสร้างรายได้เสริมจากสิ่งที่รัก เป็นต้น

  • Fandom Sei-katsu-sha: สมาชิกแต่ละคนที่อยู่ในแฟนด้อม
  • Fandom Topic: หัวข้อความสนใจของกลุ่มแฟนด้อม หรือสิ่งที่พวกเขาหลงรักและชื่นชอบ
  • Fandom community: ชุมชนของเหล่าสมาชิกแฟนด้อม ซึ่งจะมีความแตกต่างกันไปในเรื่องของขนาดและลักษณะเฉพาะตัว บางกลุ่มอาจมีการรวมตัวกันอย่างชัดเจนในรูปแบบแฟนคลับ กลุ่มสมาคม บางกลุ่มอาจรวมตัวกันอย่างคลุมเครือ จนแม้แต่สมาชิกของแฟนด้อมยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตนอยู่ในกลุ่มนั้นๆ

ทั้งนี้ ฮิลล์ อาเซียน ได้ทำการสำรวจวิจัยเชิงปริมาณและสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างแฟนด้อมในชาติอาเซียน 6 ประเทศและญี่ปุ่น※1 โดยครอบคลุมเนื้อหาในเรื่องต่างๆ ประกอบด้วย แรงจูงใจที่ทำให้พวกเขามารวมกลุ่มกัน, กิจกรรมภายในกลุ่มแฟนด้อม, ประโยชน์ที่ได้รับจากการเข้าร่วมแฟนด้อม รวมไปถึงโครงสร้างและคุณค่าของชุมชนแฟนด้อม

สิ่งที่เหล่าสมาชิกแฟนด้อมในอาเซียนได้รับจากการรวมกลุ่มกัน ไม่ได้มีแค่ความสนุกสนานเพลิดเพลินหรือเป็นไปเพื่อคลายเครียดจากชีวิตประจำวันเท่านั้น แต่ยังเป็น “การเติมเต็มคุณค่าในตนเอง” ด้วยการแสวงหาแง่มุมใหม่ๆ ให้กับชีวิต ทำในสิ่งที่ใจปรารถนา และตอกย้ำถึงข้อดีของตนเอง นอกจากนี้ ฮิลล์ อาเซียน ยังพบอีกว่า แฟนด้อมมีความรู้สึกเชื่อมโยงผูกพันกัน เสมือนเป็น “คนในครอบครัว” โดยที่สมาชิกในชุมชนจะคอย “ช่วยเหลือซึ่งกันและกันอย่างบริสุทธิ์ใจ” โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน

นอกจากนั้นชุมชนแฟนด้อมยังเชื่อมั่นใน “พลังของแฟนคลับ” และรักที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในโลก ยิ่งไปว่านั้น สมาชิกแต่ละคนยังมีบทบาทของตัวเองในการส่งเสริมและพัฒนาแฟนด้อมที่ตนเองหลงรัก ทั้งนี้ ชุมชนของเหล่าแฟนด้อมในชาติอาเซียนมีลักษณะเสมือน “สังคมในอุดมคติ” หรือ “ยูโทเปีย” ที่สมาชิกทุกคนมีความเท่าเทียมกัน ปราศจากการแบ่งชนชั้น เป็นเหมือนฐานที่มั่นของทุกคน ในยุคปัจจุบันที่ชุมชนแฟนด้อมส่วนใหญ่อยู่ในโลกออนไลน์ การสื่อสารระหว่างกันเป็นไปอย่างเปิดกว้างและเสรี ปราศจากข้อจำกัดเรื่องอายุ เพศ เชื้อชาติ หรือสถานะสังคมอย่างแท้จริง

ในทางกลับกัน แรงจูงใจที่ทำให้ผู้คนเหล่านี้เข้าร่วมกลุ่มแฟนด้อมที่กล่าวมาข้างต้นนั้น ยังสะท้อนให้เห็นว่า พวกเขามีความหวังความปรารถนาที่ไม่อาจสมหวังหรือทำให้สำเร็จได้ในโลกแห่งความเป็นจริง อันเนื่องมาจากความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่มีแต่จะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 รวมไปถึงประเด็นทางสังคมมากมายที่ฝังรากลึกมานานในภูมิภาคอาเซียน เช่น ปัญหาการเมือง สิ่งแวดล้อม เพศ สิทธิมนุษยชน ที่คนธรรมดาทั่วไปไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยกำลังของตนเอง

ด้วยเหตุนี้ อาณาจักรแฟนด้อมในอาเซียนจึงเปรียบเสมือนยูโทเปียที่ทุกคนเสมอภาคกัน และเป็นโลกใบใหม่ที่มอบโอกาสทางเศรษฐกิจและการอยู่รอดให้แก่พวกเขาได้ โดยฮิลล์ อาเซียน ได้เรียกแฟนด้อมที่สามารถดึงดูดใจผู้บริโภคอาเซียนเช่นนี้ว่า “MATTER-VERSE” หรือ “จักรวาลแห่งคุณค่า” ซึ่งหมายถึง ชุมชนในอุดมคติที่ความปรารถนาในด้านต่างๆของทุกคนจะได้รับการเติมเต็ม

MATTER-VERSE” : ชุมชนในอุดมคติที่ซึ่ง “ความปรารถนา” ที่ยากจะสมหวังได้ในโลกแห่งความเป็นจริงของทุกคนจะได้รับการเติมเต็ม

การที่ผู้บริโภคอาเซียนเข้าร่วมกลุ่มแฟนด้อมด้วย “ความปรารถนา” นั้น ชี้ให้เห็นว่า ความหวังเหล่านี้มิอาจทำให้สำเร็จได้ในโลกแห่งความเป็นจริง เนื่องจากพวกเขาไม่มีกำลังเพียงพอที่จะเอาชนะปัญหาสังคมที่มีอยู่มากมายได้ด้วยตนเอง แฟนด้อมจึงกลายมาเป็น “ยูโทเปียหรือโลกใบใหม่ที่มอบโอกาสทางเศรษฐกิจและการอยู่รอด” ซึ่งจะช่วยทำให้ความปรารถนาในด้านต่างๆของเหล่าแฟนด้อมเป็นจริงได้

เมื่อสอบถามถึงกลุ่มแฟนด้อมที่ชื่นชอบมากที่สุดในตอนนี้ คำตอบที่พบมากที่สุด คือ ฟุตบอล ซีรี่ส์ ยูทูป กลุ่มศิลปินไอดอล K-POP ภาพยนตร์ไซไฟ และแบรนด์เทคโนโลยีต่างๆ ส่วนแฟนด้อม 3 อันดับแรก ที่ผู้คนในแถบอาเซียนคลั่งไคล้มากที่สุดในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 คือ “K-POP” “เกมส์” และ “การทำอาหาร” สำหรับผู้คนในชาติอาเซียนซึ่งปกติมักไม่เข้าครัวเองมากนัก การที่หัวข้อการทำอาหาร สามารถติดอันดับการสำรวจได้จึงเป็นเรื่องแปลกใหม่มาก ส่วนแฟนด้อมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับ “อาชีพเสริม” เช่น “การปลูกต้นไม้” เพื่อหารายได้จากงานอดิเรก ก็เป็นอีกกลุ่มที่พบในการสำรวจครั้งนี้เช่นกัน

สำหรับในประเทศญี่ปุ่นนั้น แฟนด้อม 3 อันดับแรกที่ได้รับความนิยมสูงสุด คือ “J-POP” “การ์ตูนมังงะ/แอนิเมชัน” และ “เกมส์” เมื่อเทียบกับชาติอาเซียนแล้วจะเห็นได้ว่ามีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน เนื่องจากญี่ปุ่นเป็นชาติที่มีการผลิตคอนเทนต์มหาศาลภายในประเทศ ขณะที่ประเทศอาเซียนจะได้รับอิทธิพลจากคอนเทนต์ต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่

วัตถุประสงค์ในการเข้าร่วมแฟนด้อม

เมื่อสอบถามถึงวัตถุประสงค์ในการเข้าร่วมแฟนด้อม คำตอบที่พบมีหลากหลาย ตั้งแต่เป็นเพราะต้องการความตื่นเต้นความสนุกสนานในชีวิต อยากคลายเครียดจากชีวิตประจำวัน หรือไม่ก็เพื่อฆ่าเวลา แต่สิ่งที่โดดเด่นที่สุดสำหรับชาติอาเซียนนั้น คือ ผู้คนจำนวนมากเข้าสู่โลกแห่งแฟนด้อม เพราะต้องการ “มีปฏิสัมพันธ์เชื่อมต่อกับผู้อื่น” ไม่ใช่แค่เพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลินส่วนตัว ซึ่งตรงกันข้ามกับแดนปลาดิบที่ผู้คนเข้าร่วมแฟนด้อมเพราะต้องการความสนุก บ้างก็เพื่อฆ่าเวลา หรือบรรเทาความเหงาเท่านั้น

รูปแบบกิจกรรมและแรงจูงใจในการมีส่วนร่วมกับแฟนด้อม

แฟนด้อมในอาเซียนส่วนใหญ่มีปฏิสัมพันธ์ภายในชุมชน ด้วยการแชร์ข้อมูลข่าวสารกับเพื่อนสมาชิกและเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ผ่านกลุ่มบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ ขณะที่แฟนด้อมในญี่ปุ่นนั้นจะให้ความสำคัญกับการเสพข่าวสารหรือคอนเทนต์ที่ตนเองสนใจมากกว่า เช่น ดูคลิปวิดิโอ กดติดตามบัญชีออฟฟิเชียลของสิ่งที่พวกเขาชื่นชอบ

เมื่อถามถึงแรงจูงใจในการเข้าร่วมกิจกรรมกับแฟนด้อม คำตอบที่พบมากเป็นอันดับ 1 ในกลุ่มแฟนด้อมในอาเซียน คือ “ต้องการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ” ซึ่งต่างจากแฟนด้อมชาวญี่ปุ่นที่ต้องการความสนุกสนานเพลิดเพลินมาเป็นอันดับ 1

และเมื่อถามถึงเหตุผลที่พวกเขายังคงเป็นแฟนพันธุ์แท้ของแฟนด้อมนั้นๆ คำตอบที่พบมากเป็นอันดับ 1 ในกลุ่มอาเซียน คือ “มีความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของแฟนด้อม” ในทางกลับกัน คำตอบที่ได้รับคะแนนสูงสุดในหมู่แฟนด้อมญี่ปุ่น คือ “เป็นช่องทางในการหาไอเดียหรือเรียนรู้ในสิ่งที่พวกเขาชื่นชอบ” สำหรับแฟนด้อมชาวญี่ปุ่น “ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของแฟนด้อม” นั้นไม่ใช่เหตุผลหลักที่ติดอันดับ TOP 10 เลยด้วยซ้ำ สะท้อนให้เห็นความแตกต่างที่ชัดเจนว่า ผู้คนในอาเซียนเข้าร่วมแฟนด้อม “เพื่อเชื่อมต่อกับผู้อื่น” ขณะที่ชาวญี่ปุ่นเข้าร่วมแฟนด้อม “เพื่อความบันเทิงและคลายเครียด” มากกว่า

จุดเด่นของชุมชนแฟนด้อมในอาเซียน

  1. “ความเท่าเทียม” (Equality): สำหรับพวกเขาแล้ว แฟนด้อมคือ ชุมชนในอุดมคติ (ยูโทเปีย) ที่ปราศจากการแบ่งแยกหรืออคติ แต่ละคนได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน เพราะทุกคนมีความเชื่อมโยงกันด้วยความชื่นชอบในสิ่งเดียวกัน
  2. “ความคิดสร้างสรรค์” (Creativity): พวกเขาสนุกที่ได้ใช้เวลาร่วมกัน ความคิดสร้างสรรค์เหล่านี้จะแสดงให้เห็นเวลาที่ทุกคนลงมือทำงานด้วยกัน เช่น วางแผนจัดงานอีเวนท์ ออกแบบผลิตสินค้าต่างๆ ฯลฯ
  3. “ความสัมพันธ์แบบครอบครัว” (Second Family): สำหรับพวกเขา แฟนด้อมเป็นเหมือนบ้านหลังที่สอง ที่ทุกคน “สนับสนุนกันอย่างบริสุทธิ์ใจ” และเชื่อใจกันเหมือนคนในครอบครัว พวกเขาให้คำปรึกษาและช่วยเหลือกันในทุกเรื่อง แม้จะเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับแฟนด้อมก็ตาม
  4. “พลังของแฟนคลับ” (Strength in Numbers): พวกเขาเชื่อมั่นในพลังแห่งความสามัคคี เมื่อร่วมมือกันทุกคนย่อมมีพลังที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลง และนำมาซึ่งประโยชน์แก่แฟนด้อมและสังคมโดยรวมได้

ปัจจัยหลัก 3 ประการที่ทำให้พวกเขากลายเป็นแฟนคลับของแบรนด์ คือ

  1. ผลิตภัณฑ์และบริการมีคุณภาพสูง ออกแบบมาอย่างดี
  2. มีคุณค่าด้านอารมณ์ความรู้สึกและให้ความสำคัญกับการกระทำ
  3. มีชุมชนแฟนคลับที่น่าดึงดูดใจ

“ความปรารถนาสำคัญ” 3 ประการ ที่ผู้คนในอาเซียนต้องการได้รับการเติมเต็มจากแฟนด้อม

  1. ได้รู้สึกมีตัวตนและมีคุณค่า
  2. ได้ทำให้สิ่งที่มีคุณค่าและเป็นประโยชน์กับตัวเอง
  3. ได้มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาต่างๆในสังคม

จากการวิจัยและเจาะลึกพฤติกรรมแฟนด้อม ฐานพลังคนกลุ่มใหม่ สู่การขับเคลื่อนสังคมอาเซียน ทำให้เราเห็นมุมมองต่างๆ ของกลุ่มแฟนด้อม เห็นถึงข้อดีของการเป็นแฟนคลับ หรืออยู่ในแฟนด้อมอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะช่วยทำให้คนคนนั้นมีสุขภาพจิตที่ดีขึ้น เช่น พึงพอใจในชีวิตของตัวเอง มีความสุข หรือเห็นคุณค่าในตนเอง รวมทั้งยังช่วยกระตุ้นให้เกิดจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น แฟนด้อมสามารถกลายเป็นระบบสนับสนุน ที่ดีได้ โดยเฉพาะเมื่อความชื่นชอบหลงใหลอยู่ในระดับที่ไม่มากจนเกินไป

from:https://www.thumbsup.in.th/fandom-hakuhodo-research?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=fandom-hakuhodo-research

Reskill – Upskill ทางรอดแรงงานไทยที่ยังพัฒนาไปไม่พร้อมกัน

การพัฒนาทักษะ (Reskilling-Upskilling) เป็นเรื่องสำคัญมากกว่าที่เคยสำหรับแรงงานทุกคน แรงงานไทยได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ COVID-19 ที่รุนแรง คนจำนวนมากสูญเสียรายได้และความมั่นคงของงานไป อีกทั้ง การฟื้นตัวจากผลกระทบเหล่านั้นก็น่าจะไม่ได้เกิดขึ้นรวดเร็วนักตามภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตช้าและยังมีปัจจัยลบรุมเร้าต่อเนื่อง โดยวิกฤตดังกล่าวได้ส่งผลรุนแรงเป็นพิเศษต่อกลุ่มแรงงานทักษะน้อย-รายได้น้อย

นอกจากนี้ ความต้องการแรงงานในอนาคตก็ยังมีแนวโน้มที่เปลี่ยนไปจากเดิม ทั้งจากภาคธุรกิจที่จะจ้างงานน้อยลง รวมถึงประเภทของงานที่มีแนวโน้มเปลี่ยนไปตามการพัฒนาของเทคโนโลยี สร้างแรงกดดันเพิ่มเติมต่อแรงงานจำนวนมากที่บอบช้ำมาจากวิกฤต ทางออกสำคัญในระยะข้างหน้าสำหรับแรงงานในสภาพแวดล้อมดังกล่าว คือ การเร่งพัฒนาทักษะ ทั้งการปรับทักษะ (Reskilling) สำหรับแรงงานที่ทักษะเดิมเริ่มมีความต้องการลดลงและอาจสูญหายจากการถูกทดแทนด้วยเทคโนโลยี และ การเพิ่มทักษะ (Upskilling) อันเป็นการต่อยอดทักษะเดิมให้สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้สูงขึ้น การพัฒนาทักษะจะช่วยให้แรงงานไทยสามารถฟื้นตัวได้จากภาวะวิกฤตเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญและสามารถรับมือได้กับโลกยุคปัจจุบันที่การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

ผลการสำรวจเกี่ยวกับทักษะและการทำงานของแรงงานปี 2021 ของ EIC (EIC Labor Survey 2021) พบว่า ประมาณครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสำรวจได้ทำการพัฒนาทักษะในช่วง COVID-19 ที่ผ่านมา แต่ไม่ใช่ทุกกลุ่มที่มีโอกาสเท่ากัน จากข้อมูลผลสำรวจ พบว่า 56% ของผู้ตอบแบบสอบถาม ได้ทำการพัฒนาทักษะในช่วงปีที่ผ่านมาไม่มากก็น้อย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการพัฒนาทักษะด้วยตนเอง โดยเหตุผลหลักในการพัฒนาทักษะคือเพื่อสนับสนุนงานที่ทำอยู่ในปัจจุบัน และต้องการเรียนรู้เพิ่มเติม โดยส่วนใหญ่ที่ได้ทำการพัฒนาทักษะมาแล้วนั้นเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อตนเองค่อนข้างมาก อย่างไรก็ตาม การเข้าถึงการพัฒนาทักษะของแรงงานแต่ละกลุ่มยังมีความไม่เท่าเทียมกันอยู่

โดยเฉพาะกลุ่มคนรายได้น้อยที่มีสัดส่วนของคนที่ได้พัฒนาทักษะน้อยกว่าคนรายได้สูงอย่างเห็นได้ชัด โดยกลุ่มผู้ตอบแบบสอบถามที่มีรายได้น้อยกว่า 1.5 หมื่นบาทต่อเดือน
มีสัดส่วนผู้ที่ได้ทำการพัฒนาทักษะในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาเพียง 40% ขณะที่กลุ่มผู้รายได้มากกว่านั้นจะมีสัดส่วนดังกล่าวที่สูงกว่า โดยกลุ่มคนที่เงินเดือนมากกว่า 1 แสนบาทมีสัดส่วนผู้ได้พัฒนาทักษะสูงสุดถึง 69%

นอกจากนี้ กลุ่มลูกจ้าง SMEs ก็เป็นอีกกลุ่มที่ได้รับโอกาสในการฝึกทักษะน้อยกว่ากลุ่มลูกจ้างบริษัทใหญ่หรือลูกจ้างภาครัฐอยู่มาก โดยมีเพียง 36% ของกลุ่มลูกจ้าง SMEs เท่านั้นที่ได้รับการพัฒนาทักษะผ่านคอร์สที่นายจ้างจัดให้ ขณะที่สำหรับกลุ่มลูกจ้างบริษัทเอกชนขนาดใหญ่และกลุ่มลูกจ้างภาครัฐ สัดส่วนดังกล่าวจะอยู่สูงถึงราว 69% ความไม่เท่าเทียมในแง่ของการได้รับการฝึกทักษะนี้ถือเป็นปัญหาสำคัญที่ภาครัฐอาจต้องมีมาตรการสนับสนุนสำหรับกลุ่มที่ขาดโอกาส เพราะคนกลุ่มนี้ก็มักจะเป็นกลุ่มเดียวกันกับที่ได้รับผลกระทบมากในช่วงวิกฤตที่ผ่านมา การขาดซึ่งโอกาสในการพัฒนาทักษะเพื่อปรับตัวจะยิ่งเป็นการซ้ำเติมปัญหาความเหลื่อมล้ำที่มีมากอยู่แล้ว

ในระยะข้างหน้า แรงงานไทยส่วนใหญ่มีความสนใจที่จะพัฒนาทักษะ โดยทักษะด้านการเงิน-การลงทุนเป็นทักษะที่คนไทยสนใจมากที่สุด ขณะที่ช่องทางออนไลน์เป็นทางเลือกอันดับหนึ่งสำหรับการเรียนรู้ของคนทุกช่วงวัย ข้อมูลผลสำรวจ พบว่า ผู้ตอบแบบสำรวจส่วนใหญ่ถึง 87% สนใจที่จะพัฒนาทักษะของตนเองในช่วง 1 ปีข้างหน้า สำหรับทักษะที่คนไทยสนใจมากเป็นอันดับหนึ่งคือทักษะด้านการเงิน-การลงทุน ตามมาด้วยภาษาต่างประเทศ และทักษะด้านการทำธุรกิจ

โดยทั้ง 3 ทั้งทักษะนี้ เป็น Top 3 ในทุกกลุ่มอายุ ขณะที่ทักษะด้านเทคโนโลยี เช่น การเขียนโปรแกรม วิเคราะห์ข้อมูล หรือสร้างแอปพลิเคชัน ที่คาดว่าจะเป็นที่ต้องการเพิ่มขึ้นมากในโลกยุคใหม่นั้นได้รับความนิยมอยู่ในระดับปานกลาง ในส่วนของช่องทางการพัฒนาทักษะ ผู้ตอบแบบสอบถามที่สนใจพัฒนาทักษะถึง 72% เลือกช่องทางออนไลน์ (เช่น คอร์สออนไลน์ Youtube หรือ แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่าง ๆ) เป็นทางเลือกอันดับหนึ่ง

พบว่าเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในทุกช่วงวัย รวมถึงกลุ่มผู้สูงอายุด้วย ในด้านความพร้อมในการลงทุนกับการพัฒนาทักษะนั้น ผู้ตอบแบบสอบถามที่สนใจพัฒนาทักษะถึง 45% มองว่าการพัฒนาทักษะนั้นจะไม่มีค่าใช้จ่าย ส่วนหนึ่งคาดว่ามาจากการที่คนส่วนใหญ่เลือกใช้ช่องทางออนไลน์ซึ่งมักไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยสัดส่วนคนที่พร้อมจะใช้จ่ายในระดับสูง (มากกว่า 20% ของรายได้ต่อเดือนขึ้นไป) มีไม่มากเพียง 4% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่สนใจพัฒนาทักษะทั้งหมด ระดับความสนใจและระดับการลงทุนในการพัฒนาทักษะของแต่ละคนจะแตกต่างกันไปตามทัศนคติต่องานและความสามารถของตนเอง

การวิเคราะห์ข้อมูลผลสำรวจพบว่าทัศนคติของแรงงาน เมื่อพิจารณาจากคำถามเกี่ยวกับความเพียงพอของความสามารถตนเอง (“ทักษะของคุณเพียงพอหรือไม่?”) และความมั่นคงของงานที่ทำอยู่ (“งานของคุณจะยังอยู่หรือไม่ในอีก 5 ปี?”) มักมีความแตกต่างที่นำไปสู่ความสนใจและพฤติกรรมการพัฒนาทักษะที่ต่างกัน โดยกลุ่มคนที่กังวลว่าตนเองมีความสามารถไม่เพียงพอและงานที่ทำอยู่ไม่มั่นคง มักมีความกระตือรือร้นในการพัฒนาทักษะมากกว่า โดยจะมีสัดส่วนของคนที่สนใจที่จะพัฒนาทักษะมากกว่า ยอมจ่ายเงินในการฝึกทักษะมากกว่า และยังพร้อมที่จะใช้เวลาในการพัฒนาทักษะมากกว่ากลุ่มอื่น ๆ อีกด้วย

ทั้งนี้จากการวิเคราะห์ในแง่มุมดังกล่าวมีข้อมูลที่น่าสังเกตคือ คนที่ตอบว่า “ไม่แน่ใจ” ในความสามารถตนเองหรือความมั่นคงของงาน จะเป็นกลุ่มที่แสดงความกระตือรือร้นในการพัฒนาทักษะน้อยที่สุด ซึ่งน้อยกว่าคนที่มั่นใจในงานและทักษะของตนเองด้วยซ้ำ ความแตกต่างจุดนี้บ่งชี้ถึงความสำคัญของการให้ข้อมูลและการสร้างการรับรู้ (awareness) เกี่ยวกับความสามารถในการแข่งขันของแรงงานแต่ละคน อันเป็นจุดตั้งต้นของแรงผลักดันให้เกิดความต้องการที่จะพัฒนาทักษะของตนเอง

EIC มองว่าการพัฒนาทักษะของแรงงานไทยเป็นเรื่องสำคัญต่ออนาคตของประเทศที่ต้องการการสนับสนุนอย่างรอบด้านและทั่วถึงอันประกอบไปด้วย 5 ด้านที่สำคัญ

(1) การให้ข้อมูลและคำแนะนำ

ทั้งในส่วนที่เกี่ยวกับความจำเป็นของการพัฒนาทักษะในทุกสาขาอาชีพตามกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก และการให้คำแนะนำที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล ซึ่งความรู้ความเข้าใจในความต้องการของตนเองและปัจจัยแวดล้อมเกี่ยวกับการทำงาน จะช่วยให้แรงงานเห็นแนวทางและเป้าหมายซึ่งถือเป็นจุดตั้งต้นที่สำคัญของการพัฒนาตนเอง

(2) การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต (lifelong learning)

อันเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับโลกยุคใหม่ที่การพัฒนาทักษะต้องเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยควรเป็นการสร้างแหล่งเรียนรู้และสภาพแวดล้อมสำหรับการเรียนรู้ที่เข้าถึงง่าย ต้นทุนต่ำ มีทางเลือกที่หลากหลาย เหมาะสำหรับคนทุกช่วงวัย โดยช่องทางออนไลน์ที่ไม่มีค่าใช้จ่ายซึ่งถือเป็นช่องทางที่คนไทยให้ความนิยมสูงสุดจากผลสำรวจ ถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือหลักที่จะช่วยตอบโจทย์ในข้อนี้ ขณะเดียวกัน การส่งเสริมการพัฒนาทักษะนั้นยังควรคำนึงถึง

(3) การสร้างประสบการณ์ที่ดี

จากผลสำรวจพบว่า มากกว่า 2 ใน 3 ของผู้เรียนยังต้องเผชิญอุปสรรคในการพัฒนาทักษะที่ผ่านมา การให้ความสำคัญกับประสบการณ์การเรียนรู้จึงน่าจะช่วยลดอุปสรรคไปพร้อม ๆ กับเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนให้แก่คนจำนวนไม่น้อย ผ่านการออกแบบรูปแบบการเรียนรู้ที่เน้นการสร้างประสบการณ์ที่ดีแก่ผู้เรียน นอกจากนี้ อีกองค์ประกอบที่สำคัญของการพัฒนาทักษะที่ประสบความสำเร็จ

(4) การให้การยอมรับกับการพัฒนาทักษะของแรงงาน

จากผลสำรวจพบว่าแรงงานมีการระบุถึงสิ่งที่ต้องการที่เกี่ยวข้องกับการยอมรับ เช่น ความต้องการใบประกาศนียบัตรรับรอง ความต้องการหลักสูตรที่ออกแบบจากภาคธุรกิจหรือองค์กรที่มีความน่าเชื่อถือ เป็นต้น การได้การยอมรับจากนายจ้างและสังคมจะช่วยให้ผลลัพธ์ของการพัฒนาทักษะถูกนำไปใช้งานจริง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งแรงงานและภาคธุรกิจ รวมถึงจะส่งผลดีต่อความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจในภาพรวม และสุดท้าย ที่สำคัญไม่แพ้กัน

(5) การสนับสนุนกลุ่มขาดโอกาส

ผลสำรวจได้แสดงให้เห็นแล้วว่าการพัฒนาทักษะในช่วงที่ผ่านมายังมีกลุ่มที่ขาดโอกาสอยู่ การสนับสนุนการพัฒนาทักษะในไทยอย่างทั่วถึงจึงจำเป็นต้องมีมาตรการช่วยเหลืออย่างเฉพาะเจาะจงแก่แรงงานที่ขาดโอกาสซึ่งมักเป็นกลุ่มที่ต้องการการพัฒนาทักษะมากที่สุด เพื่อให้แรงงานไทย
ทุกคนรอดจากวิกฤตและปรับตัวได้ไปพร้อมกัน

from:https://www.thumbsup.in.th/reskill-upskill-labor-in-thailand?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=reskill-upskill-labor-in-thailand

Google ขยายฟีเจอร์สีผิวเหมือนจริง Real Tone ไปทุกผลิตภัณฑ์ และ Open-Source งานวิจัย Monk Skin Tone

กูเกิลประกาศในงาน I/O 2022 ว่าจะขยายคุณสมบัติ Real Tone การปรับปรุงภาพถ่ายสีผิวบุคคลให้สมจริงที่สุด ที่เปิดตัวใน Pixel 6 เมื่อปีที่แล้ว ไปสู่ผลิตภัณฑ์อื่นของกูเกิลทั้งหมด

โครงการนี้กูเกิลพัฒนาร่วมกับ Dr. Ellis Monk จาก Harvard ที่ศึกษาข้อมูลรูปแบบสีผิวของบุคคลมากว่า 10 ปี จนได้สเกลสีผิวออกมา 10 เฉด เรียกว่า Monk Skin Tone (MST) ซึ่งกูเกิลพบว่าเหมาะสมในการใช้งานจริงมากกว่ามาตรฐานปัจจุบันที่แบ่งเป็น 6 ระดับหรือ Fitzpatrick Skin Type

ในเบื้องต้นกูเกิลจะนำ MST มาใช้กับ Google Photos โดยเพิ่มเป็นฟิลเตอร์ในการค้นหาและปรับปรุงภาพถ่าย มีผลในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า นอกจากนี้กูเกิลยังโอเพนซอร์สงานวิจัยแยกสีผิวแบบ MST เพื่อหวังให้เกิดการใช้งานที่แพร่หลายอีกด้วย

ที่มา: กูเกิล

alt="MST Skin Tone"

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/128437

MIT โชว์ลำโพงที่บางเหมือนกระดาษ ใช้ติดกำแพงห้องแทนลำโพงได้เลย

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย MIT โชว์นวัตกรรมลำโพงที่มีความบางเหมือนกระดาษ แต่สามารถปล่อยเสียงได้ดังไม่แตกต่างจากลำโพงทั่วไป

ตัวลำโพงกระดาษนี้ทำจากวัสดุที่เรียกว่า Piezoelectric พื้นผิวมีลักษณะเหมือนโดมขนาดเล็กๆ ทำหน้าที่คอยสั่นเมื่อได้รับกระแสไฟฟ้า และสั่นไหวอากาศที่อยู่ด้านบนโดมลักษณะเดียวกับการปล่อยเสียงของลำโพง

ตัวแผ่น Piezoelectric มีความหนาเพียง 8 ไมครอน และมีแผ่นฟิล์มพลาสติก PET ประกบหน้าหลัง โดยฟิล์มด้านหน้าจะมีรูเล็กๆ ให้โดมที่เป็นแหล่งกำเนิดเสียงสั่นไหวได้อิสระ ส่วนฟิล์มด้านหลังมีหน้าที่เป็นพื้นผิวป้องกันแผ่น Piezoelectric กับพื้นผิวอื้นๆ เช่นกำแพง

ตัวลำโพงนี้มีความหนารวมประมาณ 0.12 มม. สามารถสร้างเสียงที่มีความดัง 66 เดซิเบลล์ (การสนทนาทั่วไป) ได้ด้วยการจ่ายไฟแรงดัน 25 โวลต์ด้วยความถี่ 1 กิโลเฮิร์ตซ์ หรือ 86 เดซิเบลล์ (เสียงจราจรบนถนน) ด้วยความถี่ 10 กิโลเฮิร์ตซ์ ส่วนพลังงานที่ใช้ก็แค่ 100 มิลลิวัตต์ต่อขนาดลำโพง 1 ตารางเมตรเท่านั้น (เทียบกับลำโพงปกติที่ใช้ 1 วัตต์)

ที่มา – MIT

No Description

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/128322