คลังเก็บป้ายกำกับ: REGULATOR

ออก พ.ร.บ.ใหม่ดัน ETDA เป็นหน่วยงานกำกับดูแล “ธุรกิจบริการด้านธุรกรรมดิจิทัล” เต็มตัว

ออกกฎหมายใหม่รับสงกรานต์… เมื่อ พ.ร.บ. 2 ฉบับใหม่ เพิ่มอำนาจให้ “สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน)” หรือ ETDA กลายมาเป็นหน่วยงานทำหน้าที่กำกับดูแล (Regulator) ธุรกิจบริการด้านธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์แบบเต็มตัว หากใครไม่ขึ้นทะเบียนหรือขอใบรับอนุญาต มีสิทธิ์ถูกปรับเงินหรือติดคุก!

เมื่อวันที่ 14 เมษายนที่ผ่านมา เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ 2 พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ออกมา ได้แก่ พ.ร.บ.สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2562 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2562

ความน่าสนใจของกฎหมาย 2 ฉบับที่ออกมา คือ การปรับให้องค์กรอย่าง “สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน)” หรือ ETDA กลายมาเป็น “สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์” ที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่องค์กรมหาชนอีกต่อไป

การเปลี่ยนแปลงจาก พ.ร.บ.ETDA ฉบับใหม่

ETDA ภายใต้ พ.ร.บ. ใหม่ที่ออกมานี้ จะมีลักษณะคล้ายกับหน่วยงานที่ทำงานด้านกำกับดูแล (Regulator) อย่างเช่น กสทช. ที่เน้นกำกับดูแลกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม แต่ ETDA จะมีอำนาจดูแลด้านการทำธุรกิจบริการอิเล็กทรอนิกส์หรือดิจิทัล (Electronic Transaction) มากขึ้น เช่น

  • กำหนดมาตรฐานด้านต่าง ๆ เพื่อรองรับธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ เช่น Digital ID ในฐานะ Regulator
  • ทำ Recommendation ด้านมาตรฐาน ในฐานะ Rugulator
  • การกำกับดูแลผู้ให้บริการออกใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์
  • การให้บริการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล

นอกจากนี้ ETDA ยังระบุว่าจะทำหน้าที่เป็นผู้ทำหน้าที่ส่งเสริมการใช้นวัตกรรม (Innovation) สำหรับการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในการบริหารและการให้บริการของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน

โดยจะศึกษาเทคโนโลยีดิจิทัลใหม่ๆ รวมถึงพัฒนาข้อเสนอแนะที่สำคัญ แนวทางการใช้งานเทคโนโลยีใหม่ และพัฒนาระบบต้นแบบพร้อมสนามทดสอบสำหรับทดลองการใช้งาน (Prototype and Sandbox) อีกด้วย

แน่นอนว่า พ.ร.บ. ETDA มีการระบุให้สรรหากรรมการดำรงตำแหน่งใหม่ทั้งหมด โดยให้ ‘ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์’ รัฐมนตรีกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) รักษาการไปเป็นการชั่วคราว แทนที่ ‘สุรางคณา วายุภาพ’ ผู้อำนวยการ ETDA คนเดิม

การเปลี่ยนแปลงจาก พ.ร.บ.ธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (ฉบับที่ 3)

พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2562 ที่ออกมานี้เป็นการปรับปรุงกฎหมายมาจาก พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ฉบับที่ 1) พ.ศ.2544 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2551

หากดูการแก้ไขข้อกฎหมายที่น่าสนใจ จะพบว่ามีการเพิ่มอำนาจให้ ETDA ดำเนินการต่อธุรกิจบริการด้านธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ได้มากขึ้น

  • ถ้าต้องมีการยื่นเอกสารมาแสดงกับราชการ แล้วมีเอกสารนั้นเป็นแบบอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถเข้าถึงได้และไม่มีความเปลี่ยนแปลง ก็ถือว่าข้อความนั้นเป็นหนังสือที่สามารถใช้งานได้ (มาตรา 8)
  • ธุรกิจบริการด้านธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ต้องมีการแจ้งให้ทราบ ขึ้นทะเบียน หรือได้รับใบอนุญาตก่อน เพื่อความมั่นคงทางการเงินและพาณิชย์ เพิ่มความน่าเชื่อถือของระบบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ หรือป้องกันความเสียหายต่อสาธารณชน (มาตรา 32)
  • หากไม่มีการกำหนดให้หน่วยงานของรัฐใดเป็นผู้รับผิดชอบการควบคุมดูแล ก็มอบอำนาจให้ ETDA เป็นผู้รับผิดชอบในการควบคุมดูแลการประกอบธุรกิจบริการเกี่ยวกับธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์อีกด้วย (มาตรา 32)
  • ถ้าประกอบธุรกิจบริการเกี่ยวกับธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยไม่ได้รับ
    ใบอนุญาต มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา 44/1)
  • ถ้าประกอบธุรกิจบริการเกี่ยวกับธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยไม่ขึ้นทะเบียน มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 3 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา 45)
  • ถ้าธุรกิจที่ต้องขึ้นทะเบียนนั้นไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด สามารถถูก ETDA ปรับได้สูงสุดถึง 1 ล้านบาท ส่วนธุรกิจใดต้องขอรับใบอนุญาต นั้นไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด สามารถถูกปรับได้สูงสุดถึง 2 ล้านบาท ซึ่ง ETDA มีอำนาจสั่งให้ธุรกิจนั้นๆ แก้ไขการดำเนินการให้ถูกต้องได้เช่นกัน (มาตรา 33/1 และมาตรา 34)

รวมถึงมีการระบุถึง “คณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์” ที่ติดตามการทำงานเรื่อง ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ตามมาตรา 36) ให้เป็นดังนี้

  • คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 8 คน ที่เกี่ยวข้องกับด้านการเงิน, การพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์, นิติศาสตร์, วิทยาการคอมพิวเตอร์, วิทยาศาสตร์หรือวิศวกรรมศาสตร์, สังคมศาสตร์ และด้านอื่นๆ
  • ให้ปลัดกระทรวง DE เป็นรองประธานกรรมการ
  • เลือกผู้ทรงคุณวุฒิ 1 ใน 8 คนมาเป็นประธานคณะกรรมการ

ส่วนคณะกรรมการฯ ที่มีอยู่เดิม ให้อยู่ดำรงตำแหน่งไปก่อน จนกว่าจะสรรหาใหม่ได้

สรุป

แน่นอนว่าทั้ง “สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์” ร่างใหม่ของ ETDA ในฐานะ Regulator และ “คณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์” ยังอยู่ภายใต้กระทรวง DE เหมือนเดิม

โดยกฎหมายทั้ง 2 ฉบับที่เรากล่าวไปข้างต้น มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 15 เมษายน 2562 เป็นต้นไป

น่าจับตาว่าการดำเนินของ ETDA ในฐานะผู้กำกับดูแลธุรกิจบริการด้านธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์หลังจากนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป และหากมีรายละเอียดอื่นๆ ที่น่าสนใจ เราจะมารายงานให้ทราบกันต่อไป

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2019/04/new-laws-change-etda-to-regulator-of-electronic-transactions/

โฆษณา

กรณีศึกษาจากต่างประเทศ เมื่อโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยเข้าตลาดหลักทรัพย์ แล้วเป็นไงบ้าง?

การที่สถานศึกษาจากต่างประเทศเข้าตลาดหลักทรัพย์หรือระดมทุนในวิธีต่างๆ สุดท้ายแล้วเป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องกรณีศึกษาหลังจากสถานศึกษาแห่งหนึ่งในประเทศไทยกำลังจะเข้าตลาด

ภาพจาก Pixabay

นักลงทุนไทยบางส่วนกำลังอาจตื่นเต้นที่มีหุ้นสถานศึกษาแห่งหนึ่งกำลังจะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แต่ก็มีบางส่วนที่ไม่เห็นด้วยเพราะมองว่าอาจทำให้โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยอาจเน้นทำกำไรมากเกินไป และสถานศึกษาที่กำลังจะเข้าตลาดฯ เป็นรายแรกนั้นอาจทำให้สถานศึกษารายอื่นๆ เข้ามาระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ต่อไปได้

Brand Inside เลยขอเสนอกรณีศึกษาจากต่างประเทศกรณีสถานศึกษาเข้าตลาดหลักทรัพย์ หรือการระดมทุนที่น่าสนใจ หรือแม้แต่การกำกับดูแลของรัฐบาลแต่ละประเทศทำอย่างไรคร่าวๆ สำหรับคนที่สนใจหุ้นหรือสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา

ในไทยไม่ใช่รายแรกแน่นอน

ถึงแม้ว่าสถานศึกษาแห่งหนึ่งที่กำลังจะเข้าตลาดจะเป็นรายแรกในการเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยก็จริง แต่จริงๆ แล้วไทยเรามีสถานศึกษาเอกชนที่เป็นเหมือนบริษัทลูกบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ NASDAQ ซึ่งสถานศึกษานั้นคือมหาวิทยาลัย Stamford ที่หัวหินซึ่งเป็นหนึ่งสถานศึกษาในกลุ่ม Laureate International Universities ซึ่งมีมหาวิทยาลัยมากถึง 60 แห่ง กระจายทั่วโลกกว่า 250 แห่ง โรงเรียนแพทย์อีก 23 แห่ง

แล้วมีอะไรที่ระดมทุนได้บ้าง

สถานศึกษาในต่างประเทศมักจะนิยมใช้วิธีระดมทุนอยู่ 2 ทาง

  1. นำสถานศึกษาเข้าจดทะเบียน (IPO) ในตลาดหลักทรัพย์ในประเทศต่างๆ เพื่อที่จะระดมทุน
  2. การนำอาคารของสถานศึกษามาออกเป็นกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ หรือ REIT 

ซึ่งแล้วแต่ว่าเจ้าของสถานศึกษาแห่งนั้นๆ จะใช้วิธีใดในการระดมทุน

ต้องมองย้อนกลับไปว่าปัญหาของสถานศึกษาที่อยากเข้าระดมทุนอย่างหนึ่งคือปัญหาของหนี้ โดยเฉพาะจากการสร้างอาคารรวมไปถึงสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้อง หรือบางกรณีเช่นกอง REIT ในต่างประเทศลงทุนร่วมสร้างสถานศึกษาใหม่ไปเลยก็มี อย่างเช่นในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือว่าการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับไม่ว่าจะเป็น REIT ที่ลงทุนในหอพักนักศึกษา ซึ่งได้รับความนิยมในต่างประเทศ เช่น ยุโรป หรือสหรัฐอเมริกา อย่างมาก

1 ในการลงทุนของ Emirates REIT คือการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่เกี่ยวกับการศึกษาในดูไบ – ภาพจาก Emirates REIT

ในต่างประเทศมีหุ้นที่ลงทุนแนวนี้อะไรบ้าง

สำหรับหุ้นหมวดการศึกษาในต่างประเทศถือว่าเป็นอีกกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับความนิยมไม่น้อยจากนักลงทุน เนื่องจากนักลงทุนมองว่ากลุ่มอุตสาหกรรมนี้จะเติบโตเนื่องจากประชากรควรที่จะได้รับการศึกษาที่สูงขึ้นและดีขึ้น และยิ่งตลาดในเอเชียอย่างจีนแล้วนักลงทุนยิ่งสนใจมาก Brand Inside ยกตัวอย่างหุ้นมาให้เห็นคร่าวๆ

โรงเรียนอนุบาล / โรงเรียน

  • RYB Education ในประเทศจีน
  • Bright Horizons Family Solutions ในสหรัฐอเมริกา
  • Evolve Education Group ในประเทศนิวซีแลนด์
  • Bright Scholar Educational Holdings อยู่ในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ แต่กิจการอยู่ในจีน
  • OneSmart อยู่ในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ แต่กิจการอยู่ในจีน

มหาวิทยาลัย (มีอีกเยอะมากๆ)

  • Laureate Education ที่ได้กล่าวไปข้างต้น
  • Adtalem Global Education อยู่ในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ
  • Apollo Education Group อยู่ในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ
  • National American University Holdings อยู่ในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ

ไม่เว้นแม้แต่บริษัทที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาอย่าง Pearson ซึ่งเป็นผู้ผลิตตำราหนังสือที่ใหญ่ที่สุดในโลกก็เป็นบริษัทจำกัดมหาชนที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ลอนดอนเช่นกัน หรือหุ้นที่เน้นการติวออนไลน์ชื่อดังในประเทศจีนที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์อย่าง TAL Education ก็ถือว่าอยู่ในหมวดนี้ด้วย

ภาพจาก Pixabay

อย่าคิดว่าจะดี

ไม่ใช่ว่าหุ้นในกลุ่มนี้เข้าตลาดทุกตัวจะมีกำไรแล้วทำให้หุ้นขึ้นแบบสวยงามเหมือน Growth Stock เพราะว่าหุ้นกลุ่มนี้ปัจจัยหนึ่งที่สำคัญคือ “การกำกับดูแลจากรัฐบาล” ที่มองว่าสถาบันการศึกษาเหล่านี้เข้าตลาดหลักทรัพย์แล้วเอารัดเอาเปรียบนักเรียนหรือผู้ปกครองมากเกินไปหรือไม่

ในสหรัฐอเมริกาหุ้นในกลุ่มการศึกษาหลายตัวนั้นไม่ได้ Outperform ตลาดด้วยซ้ำ บางรายขาดทุนก็มี ยกตัวอย่างเช่น Laureate Education ที่เป็นเจ้าของ Stamford International University ในประเทศไทย โดยผลตอบแทน 1 ปี ไม่ถึง 10% ด้วยซ้ำ ซึ่งไม่ได้การันตีว่าหุ้นกลุ่มการศึกษาจะดีทุกตัว

กรณีจากประเทศจีน “รถผ้าป่าคว่ำ”

กรณีล่าสุดที่น่าสนใจจากประเทศจีนคือ โรงเรียนอนุบาลเข้าตลาดหลักทรัพย์แล้วมีกำไรท่วมท้นมาก ซึ่งส่วนใหญ่สถาบันการศึกษาเหล่านี้เข้าตลาดหลักทรัพย์ในสหรัฐเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ล่าสุดเมื่อไม่กี่อาทิตย์ที่ผ่านมา มีคำสั่งฟ้าผ่ามาจากประธานาธิบดีจีนที่เริ่มเข้มงวดกับเหล่าโรงเรียนอนุบาลในประเทศจีนมากขึ้นหลังจากที่ผู้ปกครองเริ่มบ่นว่าราคาค่าเทอมเริ่มแพงมากเกินไป ซึ่งท้ายที่สุดราคาหุ้นเหล่านี้ตกลงมาหนัก บางหุ้นตกลงมา 40-50% อย่างต่ำๆ 

นอกจากนี้ในจีนยังมีกรณีที่กองทัพปลดแอกประชาชนได้ดำเนินกิจการโรงเรียนอนุบาล ประธานาธิบดีจีนก็สั่งการให้เลิกยุ่งกับกิจการอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับกองทัพด้วย เนื่องจากปัญหาคอรัปชั่น รวมไปถึงเรื่องอื่นๆ

ประเด็นที่อยากจะเน้นย้ำอีกรอบคือสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการกำกับดูแลที่ดีจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ซึ่งหุ้นเหล่านี้ค่อนข้าง Sensitive กับปัจจัยเหล่านี้มาก

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/analysis-case-study-when-university-or-schools-goes-to-public/

CEO ของ DBS แนะนำให้หน่วยงานกำกับดูแลเข้มงวดกับ FinTech มากขึ้น

CEO ของ DBS ธนาคารใหญ่อันดับ 1 ของสิงคโปร์ได้กล่าวถึงหน่วยงานกำกับดูแลควรที่จะเข้มงวดกับ FinTech มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรุกคืบเข้ามาของ Ant Financial รวมไปถึง WeChat Pay ว่าควรจะอยู่ในมาตรฐานการกำกับดูแลแบบเดียวกับธนาคาร

ภาพจาก Shutterstock

Piyush Gupta ซึ่งเป็น CEO ของธนาคาร DBS ได้ให้สัมภาษณ์กับ Bloomberg ว่าหน่วยงานกำกับดูแลควรที่จะเริ่มเข้มงวดกับ FinTech มากขึ้น โดยเฉพาะ FinTech ที่มาจากผู้ให้บริการที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน ที่กำลังรุกคืบเข้ามาไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการจ่ายเงิน หรือการโอนเงิน ฯลฯ

โดยเขายกตัวอย่างถึง Ant Financial ว่าให้บริการเหมือนกับธนาคาร โดยมีการระดมฝากเงิน และนำเงินเหล่านั้นไปให้กู้เหมือนกับธนาคาร ซึ่งเขามองว่าถ้าอย่างงั้นแล้วก็ควรจะมีการกำกับดูแลเหมือนกับธนาคาร

ความเสี่ยงของ DBS ในอดีตคือคู่แข่งธนาคารจากยุโรปและสหรัฐอเมริกา ที่เตรียมมาตั้งสาขาในอาเซียน แต่ปัจจุบัน คู่แข่งกลับมาจากบริษัทไอทีจากจีน ไม่ว่าจะเป็น Ant Financial รวมไปถึง Tencent ซึ่งกลายเป็นคู่แข่งสำคัญที่กำลังลงมาในอุตสาหกรรมการเงิน ทำให้ DBS ก็ต้องปรับเปลี่ยนมาเป็นดิจิทัลแบงกิ้งเต็มตัว เพื่อรับมือกับคู่แข่งเหล่านี้

นอกจากนี้ตัวเขายังมองถึงเรื่องเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงิน ว่าการที่มีผู้เล่นที่อยู่นอกการกำกับดูแลเหล่านี้ เมื่อเข้ามายังอุตสาหกรรมที่มีการกำกับดูแลแล้ว จะมีผลดีต่ออุตสาหกรรมโดยรวมหรือไม่

ที่มาBloomberg

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/dbs-ceo-says-about-regulators-scrutiny-fintech/

จีนเปิดตัวแพลตฟอร์มให้บริการข้อมูลเครดิตกับผู้ให้บริการกู้ยืมเงินออนไลน์ภายในประเทศ

หน่วยงานกำกับดูแลด้านการเงินออนไลน์ของจีน ได้เปิดตัวแพลตฟอร์มเพื่อให้ข้อมูลเครดิตของลูกค้ากับเว็บไซต์ที่ให้บริการปล่อยกู้ออนไลน์ในประเทศ โดยแพลตฟอร์มนี้จะให้ข้อมูลเครดิตของลูกค้าในลักษณะเดียวกับธนาคารพาณิชย์, หน่วยงานกำกับดูแลทางการเงิน และบริการเอเจนซี่อื่น ๆ

แพลตฟอร์มนี้สร้างโดยบริษัทใหม่ซึ่งมีทุนจดทะเบียน 1 พันล้านหยวน โดยมี The National Internet Finance Association of China (NIFA) เป็นผู้ถือหุ้น 36% ของบริษัทโดย NIFA จะลงทุนในบริษัทนี้ไม่เกิน 360 ล้านหยวนในอีก 5 ปีข้างหน้า และแพลตฟอร์มดังกล่าวเปิดตัวพร้อมกับพาร์ทเนอร์ที่ให้บริการข้อมูลเครดิตอีก 8 แห่ง

จุดประสงค์ของการสร้างแพลตฟอร์มให้บริการข้อมูลของผู้ใช้กับบริการออนไลน์นี้ เนื่องมาจากปัจจุบันจีนมียอดการเติบโตของบริการให้กู้ยืมเงินออนไลน์จำนวนสูงมาก ๆ จนทำให้รัฐบาลต้องมาลดความร้อนแรงโดยกำกับเว็บไซต์เหล่านี้ และการสร้างแพลตฟอร์มออนไลน์ก็เพื่อให้เป็นพื้นที่แชร์ข้อมูลของผู้กู้ยืม ทำให้การโกงเอกสารเพื่อใช้ในการกู้ยืมเงินนั้นทำได้ยากกว่าเดิม

ก่อนหน้านี้ NIFA ก็ได้เตือนให้สถาบันการเงินที่ไม่ได้รับการรับรองจากรัฐบาล หยุดให้การกู้ยืมไปแล้ว ซึ่งเป็นหนึ่งในวิธีการลดความร้อนแรงของรัฐบาลจีนเพื่อป้องกันความเสี่ยงทางด้านการเงินที่จะเกิดขึ้นจากสถาบันการเงินเล็ก ๆ ซึ่งไม่มีการกำกับดูแลอย่างจริงจังเหล่านี้

ที่มา – Reuters

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/china-open-credit-rating-platform-for-internet-micro-loan/

กลุ่มธนาคารสหรัฐฯ แสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยให้บริษัทค้าปลีกหรือไอทีขอใบอนุญาตธนาคาร

ท่ามกลางความเติบโตของบริษัทไอที รวมถึงบริษัทในแวดวงอุตสาหกรรมอื่นๆ ทำให้บริษัทเหล่านี้เริ่มสนใจและรุกเข้ามายังอุตสาหกรรมการเงินมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ล่าสุดก็เริ่มมีแรงต้านจากฝั่งธนาคารบ้างแล้ว โดยกลุ่มธนาคารขนาดเล็กของสหรัฐฯ ประกาศไม่เห็นด้วย และต้องการแบนบริษัทในกลุ่มค้าปลีกเช่น Walmart หรือบริษัทไอทีอย่าง Amazon ในการขออนุญาตเป็นธนาคารเต็มรูปแบบ

Keith Noreika ผู้กำกับดูแลด้านการธนาคารของสหรัฐฯ ได้รับข้อเรียกร้องจากเหล่ากลุ่มธนาคารเกี่ยวกับการทบทวนการกำกับในปัจจุบัน โดย Comptroller of the Currency (OCC) หรือหน่วยงานผู้ตรวจสอบด้านการเงินได้ยื่นข้อเสนอในการสัมมนาธนาคารที่นิวยอร์ก

Paul Merski จาก Independent Community Bankers of America กล่าวว่า การรวมธนาคารและการพาณิชย์เข้าด้วยกันถือเป็นไอเดียที่แย่เกิดขึ้นมาอีกเหมือนกับฝันร้าย เราตัดสินใจอย่างแน่วแน่แล้วที่จะไม่ยอมรับการรวมกันของธนาคารและการพาณิชย์

การรวมธนาคารและกิจกรรมทางการพาณิชย์เข้าด้วยกันนั้นแต่เดิมเป็นสิ่งที่ไม่สามารถทำได้ในสหรัฐฯ เนื่องจากความกังวลว่าเงินฝากของผู้ใช้จะถูกนำไปใช้ในด้านการอุดหนุนธุรกิจที่ไม่ใช่ธนาคารของบริษัท แต่ในขณะที่ทุกวันนี้บริษัทเทคโนโลยีเริ่มก้าวเข้ามาทำฟีเจอร์ต่าง ๆ เกี่ยวกับเรื่องธนาคาร จึงทำให้เหล่าธนาคารเริ่มเกิดความกังวล

Tim Sloanภาพจากเว็บไซต์ https://newsroom.wf.com/images

อย่างไรก็ดี ในฝั่ง Wells Fargo โดยซีอีโอ Tim Sloan กล่าวว่า เขาไม่เห็นว่าเหล่าบริษัทไอทีจะตั้งตัวเป็นภัยคุกคามต่อธนาคารอย่างเช่น Apple โดยพื้นฐานแล้วไม่ต้องการเป็นธนาคาร ส่วน Amazon ก็ไม่อยากจะเป็นธนาคารเช่นกัน พวกเขาเพียงแค่ต้องการให้บริการทางการเงินเพื่อช่วยเหลือลูกค้าเท่านั้น

ปัจจุบัน บริษัทที่ไม่ใช่ธนาคารแต่สนใจทำงานด้านการเงินบ้างแล้วก็มี Apple ที่พัฒนาระบบ Apple Pay Cash หรือ Amazon ที่พัฒนาระบบให้สินเชื่อสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก และ Facebook ที่พัฒนาระบบโอนเงินระหว่างลูกค้า (แต่จากคำกล่าวของโฆษกยืนยันว่า Facebook ไม่มีธุรกิจธนาคารอยู่ในโร้ดแมปของบริษัท)

นอกจากนี้ ก่อนหน้า Walmart ร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ก็เคยทำแผนธนาคารขึ้นมาแต่ก็ต้องพับไปตั้งแต่ปี 2007 หลังจากโดนกลุ่มธนาคาร, นักกฎหมาย และเหล่าองค์กรตรวจสอบต่อต้าน และทางบริษัทยืนยันว่ายังไม่มีแผนนำธุรกิจธนาคารกลับขึ้นมาพิจารณาอีกครั้ง แต่ทางบริษัทก็ยังมีบริการด้านการเงินบางอย่าง เช่น โอนเงิน, จ่ายบิล หรือบัตรเครดิต/เดบิตแบบจ่ายเงินก่อน

ส่วนฝั่งบริษัทไอทีที่ทำด้านการเงินมาก่อนอย่าง Square ก่อนหน้านี้ก็ได้[ขอใบอนุญาตประกอบกิจการธนาคาร](https://brandinside.asia/square-fill-application-for-banking-license/)เป็นประเภท Industrial Loan Company หรือ ILC ซึ่ง Sarah Friar ซีเอฟโอของ Square กล่าวว่าการได้ใบอนุญาตจะช่วยให้เราสามารถทำงานร่วมกับผู้มีอำนาจควบคุมด้านนี้ได้ ดังนั้นถือเป็นเรื่องดีที่จะได้ฟังคำวิจารณ์จากเหล่า OCC

ที่มา – Reuters

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/us-banks-vow-not-allow-retailer-or-it-company-to-operate-banking/

จีนปรับกฎการขึ้นทะเบียนยาใหม่ ลดขั้นตอนการอนุมัติ และทำให้กระบวนการเร็วขึ้น

จีนเตรียมปรับระบบอนุมัติยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์ใหม่ เพื่อให้ระบบรวดเร็วขึ้น พร้อมรองรับการรักษาโรคในยุคใหม่และเป็นการขยายตลาดของจีนซึ่งปัจจุบันเป็นอันดับสองของโลกในด้านตลาดยา ซึ่งผู้ที่ได้ประโยชน์ก็จะมีทั้งนักนวัตกรรมในประเทศ รวมถึงบริษัทผลิตยาในต่างประเทศที่สามารถขยายตลาดได้ง่ายขึ้น

ภาพประกอบจาก Pixabay ภายใต้สัญญา CC0 Creative Commons

สำนักข่าว Xinhua ของจีนได้รายงานข้อมูลจากคำแถลงของคณะรัฐมนตรีของจีนว่า กฎใหม่นี้ จะเปิดให้ข้อมูลจากการทดลองทางการแพทย์จากต่างประเทศสามารถส่งมาเพื่อรับการขึ้นทะเบียนกับจีนได้ เพื่อลดความล่าช้าในการอนุมัติยาแบบใหม่ และเลิกกฎการบังคับทดสอบยากับผู้ป่วยชาวจีนให้กับบริษัทยาต่างชาติ

ยารักษาโรคนั้นกำลังเป็นที่ต้องการมากในจีน เนื่องจากอายุของประชากรที่มากขึ้น และอัตราการเกิดโรคอย่างเช่นมะเร็งและเบาหวานที่สูงขึ้น การอนุมัติยาอย่างรวดเร็วจะช่วยให้บริษัทอย่าง Pfizer, AstraZeneca และ GlaxoSmithKline สามารถขยายตลาดยามาสู่จีนได้ โดยในปี 2016 นั้น จากข้อมูลของ QuintilesIMS พบว่าจีนมีมูลค่าการจ่ายซื้อยาอยู่ที่ 116,700 ล้านดอลลาร์ในปี 2016 ซึ่งถือว่าเป็นตลาดใหญ่อันดับสองของโลกรองจากสหรัฐฯ

หลังจากการออกข่าวนี้ หุ้นผู้ผลิตยาในจีนก็พุ่งขึ้นทันที อย่างเช่น Jiangsu Hengriui Medicine ปรับตัวขึ้น 6.5% และ Shanghai Fosun Pharmaceutical Group ปรับตัวขึ้น 6.1%

ที่มา – Bloomberg

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/chinese-new-pharmacy-regulation-process/

สำรวจเพื่อนบ้าน กฎหมายโรงเบียร์ขนาดเล็กและการหมักเบียร์ในบ้านของสิงคโปร์

ขณะที่บ้านเราการทำโรงเบียร์ขนาดเล็กหรือ microbrewery ยังเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ด้วยข้อจำกัดทั้งทุนจดทะเบียนและปริมาณการผลิตต่อปีทำให้โรงเบียร์ที่จะทำให้ถูกต้องได้เป็นเรืองลำบาก และต้องหาทางออกด้วยการใช้โรงงานร่วมกันอย่างโรงเบียร์มิตรสัมพันธ์ แต่เพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์นั้นถ้าใครได้มีโอกาสเดินทางไปบ้างจะพบว่ามีโรงเบียร์ขนาดเล็กตั้งอยู่ตามจุดต่างๆ อย่างหลากหลาย

ห้องอาหาร LeVeL 33 ย่าน Marina Bay เป็นอีกร้านอาหารที่มีโรงเบียร์ในร้าน

สิงคโปร์นั้นแยกใบอนุญาตขายสุราออกจากใบอนุญาตในการผลิต โดยก่อนปี 2004 เป็นต้นมา ใบอนุญาตผลิตมีชนิดเดียว โดยมีค่าใบอนุญาตปีละ 43,200 ดอลลาร์สิงคโปร์หรือประมาณหนึ่งล้านบาท โดยไม่ได้ระบุปริมาณที่ต้องผลิตแต่อย่างใด แม้กฎหมายจะยืดหยุดกว่าไทยที่ไม่ได้กำหนดปริมาณการผลิต แต่ค่าใบอนุญาตที่แพงเช่นนี้ก็ยังทำให้ผู้ผลิตรายเล็กแบกรับภาระอย่างหนักอยู่ดี

เว็บ Homebrew Co-Op ขายอุปกรณ์ผลิตเบียร์ในสิงคโปร์

ในปี 2004 รัฐบาลสิงคโปร์กลับเริ่มผ่อนปรนการผลิตเบียร์ขนาดเล็กโดยอนุญาตให้ประชาชนทั่วไปสามารถผลิตเบียร์เพื่อดื่มในบ้านเองได้ แต่ยังต้องขอใบอนุญาตล่วงหน้า ทำให้เริ่มมีธุรกิจการค้าอุปกรณ์ผลิตเบียร์ในบ้านกันเองบ้าง จนกระทั่งปี 2008 รัฐบาลก็ยกเลิกการขอใบอนุญาตไปทั้งหมดทำให้การผลิตเบียร์เพื่อดื่มเองในบ้านไม่เกินเดือนละ 30 ลิตรสามารถทำได้ทันที

ถึงตอนนี้กลุ่มผู้ผลิตเบียร์รายย่อยในสิงคโปร์ก็ยังคงแสดงความไม่พอใจที่โรงเบียร์ขนาดเล็กถูกเก็บค่าธรรมเนียมเท่ากับโรงเบียร์ขนาดใหญ่ที่อาจจะมีกำลังผลิตถึงปีละ 120 ล้านลิตร ขณะที่โรงเบียร์ขนาดเล็กเหล่านี้โดยทั่วไปผลิตเบียร์ปีละไม่เกิน 5 แสนลิตรเท่านั้น

ในปี 2012 รัฐบาลสิงคโปร์ยอมฟังเสียงเรียกร้องเหล่านี้ และจัดกลุ่มผู้ผลิตรายเล็กที่ผลิตเบียร์น้อยกว่า 1.8 ล้านลิตรต่อปี แล้วลดค่าธรรมเนียมใบอนุญาตเหลือเพียง 8,400 ดอลลาร์สิงคโปร์หรือประมาณสองแสนบาท

คู่มือการเปิดโรงเบียร์ขนาดเล็กในสิงคโปร์

จนตอนนี้มีโรงเบียร์ขนาดเล็กเหล่านี้ทั่วเกาะสิงคโปร์แล้ว 22 แห่ง แม้ว่าจะไม่มีตัวเลขชัดเจนว่าตัวเลขเพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงใด แต่ช่วงปลายปี 2016 รัฐบาลก็ออกคู่มือการเปิดโรงเบียร์ขนาดเล็กในสิงคโปร์ แนะนำตั้งแต่การขออนุญาต การจดทะเบียนธุรกิจ การขออนุญาตอื่นๆ (ความปลอดภัยอาคาร, ใบอนุญาตการขายสุรา ฯลฯ) และการจ่ายภาษีต่างๆ ไว้ในเล่มเดียว

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/singapore-microbrewery-regulation/