คลังเก็บป้ายกำกับ: RED_HAT

Red Hat เตรียมใส่รันไทม์คอนเทนเนอร์ใหม่ crun เล็กเร็วกว่า runc ทดสอบใน RHEL 8.3

ทีมวิศวกร Red Hat เขียนบล็อคอธิบายถึง crun รันไทม์ใหม่ที่ Giuseppe Scrivano วิศวกรของ Red Hat เขียนขึ้นช่วงวันหยุดปีใหม่ขึ้นปี 2019 โดยเขียนขึ้นด้วยภาษา C ทั้งหมดขณะที่ runc นั้นเขียนด้วยภาษา Go โดย Giuseppe ต้องการทดสอบฟีเจอร์ใหม่ๆ ในรันไทม์ของคอนเทนเนอร์ จนตอนนี้ใน RHEL 8.3 ที่กำลังออก ตัว crun ก็จะใส่เข้ามาด้วยในสถานะ Technology Preview

runc เป็นตัวรันคอนเทนเนอร์อ้างอิงสเปกของ Open Container Initiative หลังจากความบาดหมางระหว่าง Docker และ CoreOS สงบลง แต่การทำตามสเปกเป็นหลักก็ทำให้ไม่มีฟีเจอร์ทดสอบใหม่ๆ

crun เขียนด้วย C ทั้งหมดทำให้ไบนารีมีขนาดเล็กมากเพียง 300kB หรือ 1 ใน 50 ของ runc และการสร้างคอนเทนเนอร์ก็เร็วเท่าตัว โดยกินแรม 1 ใน 4 เท่านั้น พร้อมกับรองรับฟีเจอร์ใหม่ๆ เช่น ใช้ cgroup v2 ในเคอร์เนล (ที่ฝั่งเคอร์เนลพัฒนามาตั้งแต่ปี 2015) ดึง stdout/stderr ลงไฟล์ได้โดยตรง และใช้ systemcall ใหม่ๆ ของลินุกซ์ได้ครบ (เพราะเป็นภาษา C)

ที่มา – Red Hat

No Description

ภาพโดย ThomasWolter

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/117793

Red Hat เปิดตัวโครงการสอบ Certificate ออนไลน์

สถานการณ์โลกระบาดในปัจจุบันนั้นทำให้หลายสิ่งย้ายมาอยู่บนโลกออนไลน์มากขึ้น โดยล่าสุดก็ถึงคิวของการสอบ Certificate ออนไลน์ของวิชาชีพ IT โดย Red Hat เริ่มเปิดให้สอบใบประกาศนียบัตร 4 รายการในรูปแบบออนไลน์แล้ว

โครงการสอบใบประกาศนียบัตรของ Red Hat เป็นโครงการที่ดำเนินมายาวนานกว่า 20 ปี มีวัตถุประสงค์เพื่อรับรองทักษะด้านไอทีผ่านการทดสอบจากการปฏิบัติจริง และในปีนี้ พวกเขาก็เริ่มเปิดให้สอบใบประกาศนียบัตรที่ได้รับความนิยมสูงสุดในรูปแบบออนไลน์แล้ว ได้แก่

  • Red Hat Certified System Administrator (RHCSA) exam – ทดสอบความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับ System Administration
  • Red Hat Certified Engineer (RHCE) exam – ทดสอบความรู้เกี่ยวกับการจัดการระบบและดำเนินการอื่นๆด้วย Red Hat Ansible Engine
  • Red Hat Certified Specialist in OpenShift Administration exam – ทดสอบทักษะการใช้งาน ปรับแต่ง และจัดการแอปพลิเคชันบนคลาวด์ด้วย Red Hat OpenShift Container Platform
  • Red Hat Certified Specialist in OpenShift Application Development exam – ทดสอบความสามารถในการ Deploy แอปพลิเคชันที่มีอยู่ด้วย Red Hat OpenShift

โดยในการเปิดให้สอบแบบ Remote ในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการปรับรูปแบบเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์โรคระบาดแล้ว Red Hat ยังเชื่อว่าจะเป็นการขยายโอกาสให้กับบุคลากรด้าน IT ที่ไม่สามารถเข้าสอบแบบออฟไลน์แบบเก่าด้วย

หากท่านใดสนใจศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสอบ Certificate ผ่านช่องทางออนไลน์ สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ https://www.redhat.com/en/blog/red-hat-certification-remote-exams-now-available


ที่มา: https://www.redhat.com/en/about/press-releases/red-hat-launches-remote-certification-exams

from:https://www.techtalkthai.com/red-hat-launch-online-certification-exam/

[แจ้งเตือน] แพตช์ GRUB2 ของ Red Hat ทำ RHEL 8.2 บูตไม่ขึ้น อย่าเพิ่งลงแพตช์

เมื่อวานนี้หลังทางบริษัท Eclypsium ได้เปิดเผยช่องโหว่ของ GRUB2 ออกมาผู้ผลิตระบบปฎิบัติการก็ออกแพตช์กันตามนัดหมาาย แต่ปรากฎว่าผู้ใช้ RHEL 8.2 จำนวนหนึ่งกลับพบว่าแพตช์ทำให้เครื่องบูตไม่ขึ้น

ผู้ใช้จำนวนหนึ่งระบุว่าทางออกคือปิด Secure Boot ไปก่อน สำหรับผู้ใช้บางส่วนระบุว่าต้อง downgrade แพ็กเกจ shim-x64 และ grub2

ระหว่างนี้ใครใช้ RHEL 8.2 ควรระวังการแพตช์แพ็กเกจที่เกี่ยวข้อง หากติดตั้งไปแล้วและพบปัญหาให้ติดต่อซัพพอร์ตของทาง Red Hat

ที่มา – Red Hat

No Description

ภาพกระบวนการตรวจสอบโค้ดก่อนบูตจาก Eclypsium

from:https://www.blognone.com/node/117722

Red Hat Webinar: มีอะไรใหม่ใน Red Hat OpenShift 4.4?

TechTalkThai ขอเรียนเชิญ IT Manager, DevOps Engineer, Software Engineer, และผู้ที่สนใจทุกท่าน เข้าร่วมฟัง Red Hat Webinar ในหัวข้อเรื่อง “มีอะไรใหม่ใน Red Hat OpenShift 4.4? โดย Red Hat” เพื่อทำความรู้จักกับความสามารถใหม่ๆ ใน Red Hat OpenShift 4.4 ที่จะช่วยให้ทีม Software Developer, DevOps Engineer และ System Engineer สามารถพัฒนา Cloud-Native Application ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ในวันพฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม 2020 เวลา 13.30 – 15.00 น. โดยมีกำหนดการและวิธีการลงทะเบียนดังนี้

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: มีอะไรใหม่ใน Red Hat OpenShift 4.4? โดย Red Hat

ผู้บรรยาย: คุณวรวิทย์ เลิศกิติพงศ์พันธ์, Senior Solutions Architect Thailand, Red Hat

วันเวลา: วันพฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม 2020 เวลา 13.30 – 15.00 น.

ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference

ภาษา: ไทย

ท่ามกลางเนื้อหาที่น่าสนใจในงาน Virtual Red Hat Summit ในสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ หนึ่งในประกาศจาก Red Hat นั้นก็คือการเปิดตัว OpenShift 4.4 ที่มีการปรับปรุงในหลายประเด็น พร้อมความสามารถใหม่ๆ ที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อผู้ดูแลระบบและทีมพัฒนา

สำหรับประเด็นบางส่วนที่น่าสนใจในการเปิดตัว OpenShift 4.4 มีดังนี้:

  • อัปเดตส่วนประกอบหลักๆ ซึ่งรวมถึง Kubernetes 1.17 และ HAproxy 2.0
  • etcd Operator ถูกปรับปรุงให้ติดตั้งได้เร็วขึ้นและปรับวิธีการทำ Disaster Recovery
  • รองรับการทำ Full-Stack Automation (IPI) สำหรับ Red Hat Virtualization (RHV) แล้ว
  • สามารถทำงานร่วมกับบริการ Cost Management เพื่อให้สามารถติดตามประเด็นที่เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายภายใน OpenShift ได้
  • Helm 3 เข้าสู่สถานะ Generally Available และสามารถทำงานร่วมกับคอนโซลของ OpenShift ให้สามารถติดตามและบริหารจัดการ Helm Charts ได้ดีขึ้น
  • ประกาศ Generally Available สำหรับ OpenShift Serverless
  • OpenShift Pipelines เข้าสู่สถานะ Tech Preview

การปรับปรุงเหล่านี้และส่วนอื่นๆ ที่ไม่ได้กล่าวถึงใน OpenShift 4.4 ได้แสดงให้เห็นว่า OpenShift ยังคงเป็นระบบที่เชื่อมนักพัฒนาและผู้ดูแลระบบเข้าด้วยกันในการติดตั้งใช้งานและบริหารจัดการแอปพลิเคชันภายใน Container ถ้าหากมีลูกค้าท่านใดที่สนใจระบบที่จะช่วยขับเคลื่อนนวัตกรรมได้ OpenShift คือคำตอบแรกของคุณ!

ใน Webinar นี้ เราจะนำเสนอและสาธิตความสามารถใหม่ๆ ใน OpenShift 4.4 ให้คุณได้รับชม

การเข้าร่วมฟัง Webinar ครั้งนี้จะนำเสนอเป็นภาษาไทยโดยทีมงาน Red Hat ที่พร้อมตอบทุกคำถามที่เกี่ยวข้อง

ลงทะเบียนเข้าร่วม Webinar ได้ฟรี

ผู้ที่สนใจสามารถกรอกแบบฟอร์มเพื่อเข้าร่วม Webinar ในหัวข้อนี้ได้ฟรีๆ ทันทีที่ https://events.redhat.com/profile/form/index.cfm?PKformID=0x195834abcd&sc_cid=7013a000002gnurAAA โดยทีมงานขอความกรุณากรอกข้อมูลชื่อบริษัทด้วยชื่อเต็มของหน่วยงานหรือองค์กร เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในการจัดการกับข้อมูลการลงทะเบียน

from:https://www.techtalkthai.com/red-hat-webinar-whats-new-in-red-hat-openshift-4-4/

สรุป Red Hat Webinar: การทำ Cloud Native CI/CD Pipeline ด้วย Tekton และ OpenShift

เมื่อ Cloud-Native Application กลายเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจ การจัดการให้กระบวนการพัฒนาและส่งมอบ Application เหล่านี้จึงกลายเป็นโจทย์สำคัญ และ Red Hat ก็ได้ออกมาเล่าถึงแนวทางการทำ Cloud-Native CI/CD สำหรับการพัฒนาซอฟต์แวร์ในยุคใหม่ด้วยโซลูชัน Red Hat OpenShift Pipelines ที่ใช้ Tekton เป็นหัวใจสำคัญในงาน Webinar ที่ผ่านมา ซึ่งทางทีมงาน TechTalkThai ก็ขอนำสรุปเนื้อหาเบื้องต้นเอาไว้ดังนี้ครับ

Cloud-Native Development Tooling เมื่อเครื่องมือในการทำ CI/CD ต้องเปลี่ยนไปในยุค Cloud-Native

เมื่อ Container และ Kubernetes ได้เข้ามามีบทบาทและเปลี่ยนโลกของการพัฒนา Software ไปอย่างสิ้นเชิง ก็ทำให้เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนา Software เปลี่ยนแปลงตามไปด้วย และแน่นอนว่าการทำ Continuous Integration / Continuous Delivery หรือ CI/CD ต้องเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย ซึ่งในมุมของนักพัฒนานั้นก็อาจจะมีทั้งคนที่ชอบการเปลี่ยนแปลงเพราะจะได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และคนที่ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงเพราะทำให้ตนเองมีเวลาไปเขียนโค้ดได้น้อยลง

อย่างไรก็ดี นักพัฒนาทุกคนนั้นต่างก็มีความคาดหวังในประเด็นเหล่านี้

  • สามารถเลือกเครื่องมือที่ตนเองถนัดในการทำงานได้

  • สามารถใช้บริการ Cloud ใดๆ ก็ได้ และ Deploy ระบบลงไปยัง Cloud ที่ตนเองต้องการได้

  • สามารถใช้งานและบริหารจัดการ Kubernetes ได้ง่ายๆ

  • สามารถย้ายระบบไปยัง Cloud หรือ Data Center ที่ตนเองต้องการได้โดยไม่ต้องแก้ไขอะไรมากนัก

ด้วยเหตุนี้ Technology Stack ของเครื่องมือจาก Red Hat สำหรับ Cloud-Native Development จึงถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์เหล่านี้เป็นหลัก

กลยุทธ์ด้าน CI/CD ของ Red Hat

ในมุมของ Red Hat นั้น Cloud-Native CI/CD จะต้องรองรับทั้ง Container, Serverless และ DevOps ได้อย่างครบถ้วน ทำให้สามารถรองรับการ Deploy ระบบได้อย่างยืดหยุ่น ง่ายต่อการดูแลรักษา และง่ายต่อการพัฒนาระบบ Cloud-Native Application โดยระบบต้องรองรับการทำงานได้บนหลาย Cloud และหลาย Platform เพื่อให้สอดคล้องกับเครื่องมือที่ใช้ทั้งในการพัฒนา, การทดสอบ และการทำ Production รวมถึงยังสามารถใช้งานได้แบบกระจายตัวในหลายระบบ และสามารถแบ่ง Environment ในการทำงานได้

จุดต่างที่ชัดเจนระหว่าง CI/CD แบบเดิมกับ Cloud-Native CI/CD นั้น ก็คือการที่ระบบ CI/CD แบบเดิมจะรองรับสถาปัตยกรรมระบบแบบ Monolithic เป็นหลัก เน้นการควบคุมจากศูนย์กลางเพียงแห่งเดียว และรองรับระบบ Environment ในการทำงานแบบเดียว ในขณะที่ Cloud-Native CI/CD นั้นจะรองรับระบบแบบ Container/Serverless ในสถาปัตยกรรมแบบ Microservices/Distributed เป็นหลัก และรองรับการพัฒนาระบบร่วมกันเป็นทีม โดยอ้างอิงการเชื่อมต่อกับ Kubernetes เป็นหลัก ซึ่งเครื่องมือสำหรับรองรับ Cloud-Native CI/CD ของ Red Hat นี้ก็คือ Tekton นั่นเอง

รู้จักกับ Tekton

Tekton คือโครงการ Open Source สำหรับระบบ Framework ที่ใช้ในการสร้าง Cloud-Native CI/CD Pipeline ได้อย่างรวดเร็ว และสามารถทำงานได้บน Cloud ที่หลากหลายหรือระบบแบบ hybrid ได้ โดยดการใช้ Custom Resources Definition (CRD) ภายใน Kubernetes ก็ทำให้ Tekton สามารถใช้ Control Plane ของ Kubernetes ในการจัดการกับ Pipeline ทั้งหมดได้ และยังสามารถเชื่อมต่อกับเครื่องมือทางด้าน CI/CD อย่างเช่น Jenkins, Jenkins X, Skaffold หรือ Knative ได้

Tekton นี้เป็นโครงการหนึ่งภายใต้ Continuous Delivery Foundation (CDF) ที่มีสามาชิกมากกว่า 25 รายในการผลักดันโครงการด้าน CI/CD ซึ่ง Tekton เองก็ได้รับการสนับสนุนจากบริษัท IT ชั้นนำทั่วโลกหลายแห่ง

สำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Tekton สามารถศึกษาข้อมูลได้ที่ https://github.com/tektoncd

รู้จักกับ OpenShift Pipelines

OpenShift Pipelines คือโซลูชันการทำ CI/CD ในรูปแบบของ Kubernetes โดยมี Tekton เป็นเทคโนโลยีหลัก โดยมีการพัฒนาระบบให้สามารถเชื่อมต่อ Tekton เข้ากับ OpenShift และเครื่องมือต่างๆ ของ Red Hat เอาไว้เป็นอย่างดี โดยการทำ CI/CD ในแต่ละขั้นตอนของ Pipeline นั้นจะเกิดขึ้นภายในระบบ Container ของตนเองแยกขาดจากกัน ทำให้สามารถเพิ่มขยายระบบในแต่ละส่วนอย่างอิสระได้

สำหรับสถาปัตยกรรมของ OpenShift Pipelines จะประกอบด้วยส่วนประกอบหลัก 3 อย่าง ได้แก่ 1) Kubernetes ซึ่งก็คือ OpenShift ที่มาพร้อมกับเครื่องมือต่างๆ ของ Red Hat, 2) CI/CD Core ก็คือ Tekton Core พร้อมส่วนประกอบย่อยคือ Operator, Extensions, Integrations และ Tasks และ 3) Developer Tools คือเครื่องมือสำหรับให้นักพัฒนาใช้ทำงานได้อย่างง่ายดายตามความถนัดของตน โดยมีให้เลือกใช้งานได้ทั้ง Dev Console, Tekton CLI, CodeReady Workspace และ Visual Studio Code

ทั้งนี้ Red Hat เองก็มีเอกสารที่อธิบายการทำงานของ OpenShift Pipelines ให้ผู้ที่สนใจนำไปศึกษากันได้เบื้องต้นที่ https://docs.openshift.com/container-platform/4.5/pipelines/understanding-openshift-pipelines.html 

เจาะลึกกับ Tekton พร้อมดู Demo ได้ใน Webinar ย้อนหลัง

ใน Webinar นี้เนื้อหาเต็มมีความยาวและยังมีการ Demo โซลูชันของ Tekton ในการใช้งานจริงและการทำงานร่วมกับ Red Hat OpenShift ให้เราได้รับชมกันด้วย ดังนั้นถ้าหากท่านใดสนใจก็สามารถรับชม Webinar ย้อนหลังโดยคุณนัทที จิรัฐติวงศ์วิบูล, Solutions Architect – Platform, Thailand, Red Hat กันได้ที่ https://redhat.lookbookhq.com/c/awupxkdxg2q?x=C_gAczเลยนะครับ

from:https://www.techtalkthai.com/red-hat-webinar-cloud-native-ci-cd-tekton-openshift-pipelines/

[Guest Post] ถอดรหัสสู่ความสำเร็จของการเป็นธนาคารดิจิทัล

“ถอดรหัสสู่ความสำเร็จของการเป็นธนาคารดิจิทัล”  โดย อาร์วิน สวามี ผู้อำนวยการฝ่ายอุตสาหกรรมบริการทางการเงินประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก, เร้ดแฮท 

 

นายจิม ไวท์เฮิร์สต์ ประธานบริษัทไอบีเอ็ม กล่าวว่า “เราอยู่ในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ ต้องขอบคุณเทคโนโลยีที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงรอบตัวเรายังคงดำเนินไปด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้จะยอมรับกันว่าลักษณะการดำเนินงานของธนาคารในเอเชียแปซิฟิกในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงช้า แต่ปัจจัยที่จะสามารถปรับโฉมให้กับธนาคารได้อย่างก้าวกระโดดกลับเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว”

หนึ่งในปัจจัยดังกล่าวคือการที่หน่วยงานที่กำกับดูแลออกใบอนุญาตต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับธนาคารดิจิทัลในภูมิภาคนี้ เช่นเมื่อปีที่ผ่านมาธนาคารกลางฮ่องกงออกใบอนุญาต virtual banking license 8 ใบ ผู้ที่ได้รับใบอนุญาต เช่น Ant SME Services (Hong Kong) Limited, Ping An OneConnect Company Limited, Tencent’s Infinium Limited, และ Insight Fintech HK Limited[1] ของ Xiaomi  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละประเทศ    ใบอนุญาตดังกล่าวอาจจะยินยอมผู้ได้รับใบอนุญาตที่ไม่ได้อยู่ในธุรกิจธนาคารมาก่อน (non-banking) สามารถดำเนินกิจกรรมบางชนิดได้เหมือนธนาคาร เช่น การรับเงินฝากจากลูกค้ารายย่อย และการให้สินเชื่อให้กับธุรกิจต่าง ๆ การที่บริษัทเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องมีสาขาที่ตั้ง จึงเรียกกันว่าเป็น online-only, virtual banking หรือ neo-bank ตัวอย่างของ virtual banking ในภูมิภาคนี้ที่เปิดทำการแล้ว ได้แก่ WeBank ของ TenCent ในประเทศจีน[2] และ Kakao Bank ในประเทศเกาหลีใต้

ผู้เล่นรายใหม่เหล่านี้และฟินเทคทั้งหลายทำให้ความคาดหวังของลูกค้าต่อบริการต่าง ๆ ของธนาคาร เพิ่มขึ้น ผลการวิจัยล่าสุดของ Forrester พบว่า 77% ของลูกค้าธนาคารในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกชอบที่จะติดต่อกับผู้ให้บริการทางการเงินของตนบนช่องทางดิจิทัลต่าง ๆ มากกว่า โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่มีการใช้งานอุปกรณ์โมบายสูงมาก เช่น ประเทศจีน อินเดีย อินโดนีเซีย และไทย เกือบ 3/4 ยังเชื่อด้วยว่าพวกเขาควรจะสามารถทำธุรกรรมทางการเงินใด ๆ ให้สำเร็จได้บนอุปกรณ์พกพาเคลื่อนที่

ในขณะที่ธนาคารในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่เป็นเจ้าตลาดมาแต่เดิมกำลังมองหาวิธีจัดการกับการเปลี่ยนแปลง ที่กล่าวมาข้างต้น พวกเขายังจำเป็นต้องให้ความสนใจกับโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีของตน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยสนับสนุนและทำให้รูปแบบทางธุรกิจต่าง ๆ ของธนาคารทำงานได้อย่างราบรื่น ทั้งนี้เพราะโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีจะต้องเป็นส่วนที่ดูแลจัดการกับธุรกรรมที่ต้องมีการประมวลผลมาก ๆ เช่นการซื้อขายหุ้น พันธบัตร การแลกเปลี่ยนเงินตราหรือตราสารอนุพันธ์ หรือทำการอนุญาตให้ลูกค้ารายย่อยทำการซื้อขายผ่านแอปพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟนได้

 

ลดความซับซ้อนของไอที เพื่อขับเคลื่อนผลลัพธ์ทางธุรกิจให้ดีขึ้น

ระบบไอทีหลักต่าง ๆ ที่ธนาคารใช้อยู่ในปัจจุบันมักขาดความยืดหยุ่น มีค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาสูง และยากที่จะผสานหรือบูรณาการร่วมกับช่องทางต่าง ๆ ที่ลูกค้าใช้อยู่  ในขณะที่  การบูรณาการการทำงานเข้าด้วยกันเป็นสิ่งจำเป็น แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะสามารถสร้างเทคโนโลยีแพลตฟอร์มที่ยืดหยุ่น ที่จะทำให้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานลดลง สามารถปรับตัวให้รับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว และทำให้ลูกค้าเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้นได้ เพื่อก้าวข้ามความท้าทายเหล่านี้ ธนาคารต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจึงกำลังปรับเปลี่ยนสถาปัตยกรรมไอทีดั้งเดิมที่มีขนาดใหญ่เทอะทะและไม่ยืดหยุ่น ให้เป็นสถาปัตยกรรมที่เปิดกว้างมากขึ้น ที่จะสามารถตอบสนองความต้องการทางธุรกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาได้อย่างคล่องตัว ทั้งนี้สถาปัตยกรรมดังกล่าวจะช่วยให้ธนาคารมีความสามารถดังนี้

  • เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานด้วยการปรับปรุงกระบวนการต่าง ๆ ให้มีความคล่องตัวมากขึ้นข้อมูลของลูกค้าเพียงหนึ่งรายการ อาจเกี่ยวข้องกับธุรกรรมทางการเงินหลายรายการ ดังนั้นระบบของธนาคารที่ทำงานผ่านช่องทางการเชื่อมต่อ (Application Programming Interface: APIs)  จะช่วยให้ธนาคารสามารถให้บริการกิจกรรมหลายอย่าง ที่เกิดจากข้อมูลชุดเดียวดังกล่าวของลูกค้าได้ดีขึ้น ธนาคารยังสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้ดียิ่งขึ้น ด้วยการใช้เครื่องมือที่ช่วยประสานการทำงานของ API ซึ่งจะช่วยในการเชื่อมต่อระหว่าง APIs ภายนอกกับ APIs และระบบบันทึกข้อมูลต่าง ๆ ที่อยู่ภายในธนาคาร เครื่องมือนี้จะทำการแปลงคำขอต่าง ๆ ที่ API ได้รับมาและส่งตรงไปยังระบบหรือกระบวนการปลายทางที่เหมาะสมกับคำขอนั้น ๆ ภายในสภาพแวดล้อมไอทีของธนาคาร และช่วยให้การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่ระบบหลังบ้านไม่กระทบต่อบริการต่าง ๆ ที่มีลูกค้าเข้ามามีส่วนร่วมอยู่ด้วย

นอกจากนี้ธนาคารยังสามารถใช้ประโยชน์จากไมโครเซอร์วิส เปิดใช้ฟังก์ชันส่วนบุคคลต่าง ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกในการใช้บริการใหม่ และอัปเดตบริการต่าง ๆ ที่มีอยู่เดิม สถาปัตยกรรมแบบไมโครเซอร์วิสจะช่วยให้ธนาคารผสานรวมบริการของตนเข้ากับแพลตฟอร์มต่าง ๆ ของพันธมิตรของธนาคารและทำงานร่วมกัน เพื่อนำเสนอบริการที่หลากหลายให้กับลูกค้าได้มากขึ้น ไมโครเซอร์วิสสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ มีการสนับสนุนที่ยืดหยุ่น และรักษาระดับการให้บริการผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของธนาคารได้ ด้วยการกำจัดจุดบกพร่องที่จะทำให้ระบบทั้งระบบเสียหาย (single points of failure) ในกระบวนการทำงานตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนถึงจุดสิ้นสุด  การจะใช้ประโยชน์จากไมโครเซอร์วิส ให้ได้เต็มประสิทธิภาพธนาคารควรใช้ควบคู่กับคอนเทนเนอร์ ซึ่งจะช่วยให้สามารถส่งผ่านและเคลื่อนย้ายระบบการตัดสินใจต่าง ๆ ไปได้ทั่วสภาพแวดล้อมไฮบริดคลาวด์

  • ส่งมอบประสบการณ์ที่ดีให้ลูกค้าอย่างต่อเนื่องและคงไว้ซึ่งมาตรฐานแม้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงในธุรกิจ

การให้บริการของธนาคารแต่แรกเริ่มเป็นรูปแบบสำนักงานสาขา และต่อมาได้มีการนำระบบคอลเซ็นเตอร์เข้ามาให้บริการ และต่อมาคือการให้บริการทางดิจิทัล การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ทำให้ต้องมีการปรับปรุงสถาปัตยกรรมทางไอที เพื่อที่ระบบไอทีสามารถให้การสนับสนุนรูปแบบทางธุรกิจใหม่ ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ  อย่างไรก็ตาม อาจมีกรณีที่สถาปนิกด้านไอทีไม่ได้ทำการผสานรวมการปรับปรุงด้านไอที หรือช่องทางใหม่ที่ทำอยู่เข้ากับระบบการทำงานที่มีอยู่เดิม ซึ่งจะทำให้ข้อมูลถูกเก็บและใช้แยกกันเป็นส่วน ๆ 

จากกรณีดังกล่าวข้างต้นจะเห็นได้ว่ามาตรฐานต่าง ๆ ซึ่งอาจสำคัญมากต่อกระบวนการดำเนินงานที่อยู่บนระบบหลังบ้านสามารถช่วยได้ โดยสามารถเป็นรากฐานให้กับบลูพริ้นท์ของระบบที่เป็นรูปแบบเดียวกัน ซึ่งสามารถรวบรวมข้อมูลลูกค้าได้อย่างละเอียดและสอดคล้องกันมากขึ้น และสามารถนำไปรวมเข้ากับธุรกรรมและช่องทางต่าง ๆ ของธนาคารได้ง่ายขึ้น  ลักษณะของธุรกิจธนาคารไม่เอื้อให้สามารถปิดระบบเพื่อติดตั้งหรือปรับระบบใหม่ได้ง่ายหรือบ่อยครั้ง การใช้มาตรฐานที่สอดคล้องกันทั่วทั้งระบบช่วยให้การปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานทำได้ง่ายขึ้น โดยที่ระบบจะยังสามารถทำงานและรักษาระดับการให้บริการลูกค้าได้ตามที่กำหนดไว้   การใช้ API และการนำไปใช้ซ้ำผ่าน shared catalogs  จะช่วยให้การดำเนินงานเป็นไปตามมาตรฐานและช่วยเร่งการให้บริการได้

  • สนับสนุนความคล่องตัวทางธุรกิจผ่านการให้บริการอย่างต่อเนื่อง
    การเปลี่ยนแปลงเป็นความท้าทายสิ่งเดียวที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ธนาคารจึงจำเป็นต้องมีความสามารถในการพัฒนาและปรับเปลี่ยนตรรกะในการให้บริการ กฎเกณฑ์ทางธุรกิจ และรูปแบบการคาดการณ์ได้อย่างรวดเร็ว เพื่อปรับตัวให้ทันต่อความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อปรับตัวให้สามารถปฏิบัติตามกฎระเบียบที่ออกมาใหม่ ๆ และรับมือกับการแข่งขันรูปแบบใหม่ที่เกิดขึ้นให้ได้  สถาปัตยกรรมไมโครเซอร์วิสที่ทันสมัยจะช่วยให้ธนาคารมีความคล่องตัวเช่นที่กล่าวมานี้ได้ โดยช่วยให้ธนาคารบูรณาการการทำงานอย่างต่อเนื่องและให้บริการได้อย่างต่อเนื่อง (CI/CD) ซึ่งจะทำให้สามารถสร้าง ใช้งาน และบริหารจัดการแอปพลิเคชันต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว

 

เทคโนโลยีโอเพ่นซอร์สจะเป็นกุญแจสำคัญในการเปลี่ยนผ่านระบบหลังบ้าน

ธนาคารหลายแห่งกำลังเริ่มกระบวนการปรับเปลี่ยนเพื่อความทันสมัยด้วยการทำให้ไอทีเป็นเรื่องง่ายและใช้ประโยชน์จากโซลูชันโอเพ่นซอร์ส เพื่อรองรับแอปพลิเคชันต่าง ๆ ที่ลูกค้ามีส่วนร่วม และมอบประสบการณ์ที่สร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้า  รายงาน The 2020 State of Enterprise Open Source: A Red Hat Report ระบุว่า 93% ของผู้นำด้านไอทีจากอุตสาหกรรมบริการทางการเงินทั่วโลก กล่าวว่า เอ็นเตอร์ไพรส์โอเพ่นซอร์สมีความสำคัญต่อองค์กรของพวกเขา ทั้งยังจัดให้การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีให้ทันสมัยว่าเป็นหนึ่งในสามตัวอย่างด้านเทคโนโลยี  ผู้ตอบแบบสำรวจระบุถึงเหตุผลสำคัญที่สุดในการใช้เอ็นเตอร์ไพรส์โอเพ่นซอร์สว่า ช่วยให้ธนาคารสามารถเข้าถึงและได้ใช้งานนวัตกรรมล่าสุดต่าง ๆ และบรรลุเป้าหมายการรักษาความปลอดภัยที่สูงขึ้น

ธนาคารกสิกรไทย (KBank)[3] เป็นธนาคารหนึ่งที่ได้รับประโยชน์จากเอ็นเตอร์ไพรส์โอเพ่นซอร์ส โดยธนาคารได้มอบหมายให้บริษัท กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป (KBTG) ซึ่งเป็นบริษัทที่ดูแลด้านเทคโนโลยีให้กับธนาคารทำการอัปเดตและเพิ่มประสิทธิภาพโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีของธนาคาร เพื่อให้แน่ใจว่าแอปพลิเคชันโมบายแบงก์กิ้งของธนาคารจะมีคุณสมบัติที่หลากหลาย ใช้งานง่าย และไว้วางใจได้แม้เมื่อจำนวนผู้ใช้งานมากขึ้น KBTG ทำงานที่ได้รับมอบหมายนี้ด้วยการใช้โซลูชันโอเพ่นซอร์สของเร้ดแฮทซึ่งประกอบด้วย Red Hat Enterprise Linux, Enterprise Red Hat JBoss Enterprise Application Platform (JBoss EAP), Red Hat AMQ และ Red Hat OpenShift Container Platform 

การใช้เทคโนโลยีนี้ของ DevOps ควบคู่กับวิธีการต่าง ๆ ที่คล่องตัว ช่วยให้ KBTG ประสบความสำเร็จด้านความเร็วและการปรับขยายการทำงานตามความต้องการของ KBank โดยปัจจุบันสามารถรองรับการทำธุรกรรมได้ถึง 5,000 รายการต่อวินาที  สถาปัตยกรรมไอทีที่ทันสมัยและเป็นระบบเปิดยังช่วยให้ KBank เชื่อมต่อกับระบบของพันธมิตรทางธุรกิจได้อย่างง่ายดาย เพื่อให้บริการฟีเจอร์ต่าง ๆ บนแอปพลิเคชันโมบายแบ้งกิ้งของธนาคารได้มากขึ้น และมอบสภาพแวดล้อมการใช้แอปพลิเคชันที่ให้การตอบสนองอย่างดีและเชื่อถือได้ ซึ่งช่วยลดเวลาในการพัฒนาแอปพลิเคชันจากหนึ่งเดือนเหลือเพียงสองสัปดาห์

ในภาพรวม การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่กำลังพลิกโฉมอุตสาหกรรมบริการทางการเงิน ช่วยให้ธนาคารในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีโอกาสได้ใช้เทคโนโลยีที่สามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงาน และเพื่อตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงนี้ ธนาคารในภูมิภาคนี้จึงนำดิจิทัลโซลูชันมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับเจ้าหน้าที่ของธนาคารที่ต้องดูแลลูกค้าทั้งในส่วนการให้บริการด้านหน้าและระบบหลังบ้าน อย่างไรก็ตามประสบการณ์ของการให้บริการลูกค้าด้านหน้า เป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ ของกระบวนการทั้งหมดเท่าน้้น บริการของธนาคารส่วนใหญ่เกิดขึ้นที่ระบบหลังบ้านซึ่งมักใช้บุคคลเป็นผู้ดูแล (manual touchpoints) ทำงานโดยตรงกับลูกค้าน้อยมาก การมีแพลตฟอร์มดิจิทัลแบงก์กิ้งที่ทำงานบนเอ็นเตอร์ไพรส์โอเพ่นซอร์ส ทำให้ระบบไอทีของธนาคารเป็นเรื่องง่าย และขจัดอุปสรรคเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมกับลูกค้าและทีมงานหลังบ้านของธนาคารลงได้ ธนาคารจะสามารถมอบประสบการณ์ที่คล่องตัวและราบรื่นตรงตามความคาดหวังให้กับลูกค้าได้ด้วยแพลตฟอร์มที่มีความเสถียรแต่ยืดหยุ่นสูงที่สามารถปรับขนาดและปรับเปลี่ยนได้ตามต้องการ  ดังนั้นการถอดรหัสสู่ความสำเร็จในการเป็นธนาคารดิจิทัลได้สำเร็จจะช่วยให้สามารถแข่งขันกับผู้เล่นหน้าใหม่ในอุตสาหกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

[1] Virtual Banks In Hong Kong Are Set To Rekindle The Retail Banking Experience Forrester blogs, September 20, 2019 https://go.forrester.com/blogs/virtual-banks-in-hong-kong-set-to-rekindle-the-retail-banking-experience/

[2] Asia Pacific Financial Consumers’ Digital Coming Of Age Is Here — Is Your Firm Ready?, Forrester blogs, August 7, 2019 https://go.forrester.com/blogs/webank-is-driving-financial-inclusion-at-scale-in-china/

[3] https://www.redhat.com/cms/managed-files/rh-kbtg-case-study-f18667-202001-en_0.pdf

 

from:https://www.techtalkthai.com/redhat-cracking-the-code/

Adobe จับมือ IBM นำ CMS รันบน OpenShift, บุกตลาดลูกค้าสายการเงินของ IBM

IBM และ Red Hat ประกาศความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับ Adobe โดยแบ่งออกเป็น 3 เรื่องดังนี้

  • Adobe Experience Manager ซอฟต์แวร์จัดการคอนเทนต์ (CMS) ของ Adobe จะสามารถรันบน Red Hat OpenShift ได้ เพื่อให้ทำงานบนคลาวด์ได้หลากหลายประเภท
  • Adobe จะกลายมาเป็นพาร์ทเนอร์ของ IBM Cloud for Financial Services บริการคลาวด์ของ IBM ที่ออกแบบมาสำหรับภาคการเงินโดยเฉพาะ (ข่าวเก่า) โดย IBM จะนำเสนอ Adobe Experience Manager ให้กับลูกค้าในภาคการเงินใช้ด้วย
  • IBM iX ทีมดีไซเนอร์ของ IBM ที่รับงานออกแบบ UX/UI ให้ลูกค้า (ข่าวเก่า) เดิมทีใช้งาน Adobe XD สำหรับออกแบบอยู่แล้ว จะขยายผลไปยังผลิตภัณฑ์อื่นของ Adobe ทั้ง Creative Cloud, Experience Cloud, Document Cloud

ที่มา – IBM

No Description

from:https://www.blognone.com/node/117601

[Guest Post] Adobe, IBM และ Red Hat ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ เพื่อพลิกโฉมการสร้างประสบการณ์ให้แก่ลูกค้า

Adobe, IBM และ Red Hat ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ เพื่อพลิกโฉมการสร้างประสบการณ์ให้แก่ลูกค้า เน้นโฟกัสเบื้องต้นที่กลุ่มอุตสาหกรรมที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลที่กำลังใช้ไฮบริดคลาวด์ 

 

ซานฟรานซิสโก อาร์มองค์ และราลี นอร์ทแคโรไลนา – 21 กรกฎาคม 2563: วันนี้ อะโดบี (Nasdaq: ADBE) ไอบีเอ็ม (NYSE: IBM) และเร้ดแฮท ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์เพื่อเร่งขับเคลื่อนดิจิทัลทรานสฟอร์เมชันและเสริมศักยภาพระบบความปลอดภัยของข้อมูลองค์กรแบบเรียลไทม์ โดยเน้นโฟกัสที่กลุ่มอุตสาหกรรมที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล ภายใต้เป้าหมายในการช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถส่งมอบประสบการณ์เฉพาะบุคคลตลอดเส้นทางผู้บริโภค (customer journey) ช่วยมัดใจและเพิ่มความซื่อสัตย์ต่อแบรนด์ รวมถึงเพิ่มความสามารถในการทำกำไรขององค์กร

ในขณะที่องค์กรต่างๆ เดินหน้าสู่ดิจิทัลทรานสฟอร์เมชันและย้ายเวิร์คโหลดหลักขึ้นคลาวด์ ผู้บริหารต่างต้องเผชิญกับการปรับบทบาทของตนเองใหม่เพื่อให้ตอบรับกับความต้องการของลูกค้า โดยมีเรื่องระบบความปลอดภัยเป็นด่านหน้าและหัวใจสำคัญ การมุ่งเน้นการตลาดบนพื้นฐานของข้อมูล (data-driven marketing) ทำให้ผู้บริหารสูงสุดสายการตลาดและดิจิทัล โดยเฉพาะกลุ่มที่ทำงานในอุตสาหกรรมที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลอย่างธนาคารและการดูแลสุขภาพ มีความเกี่ยวข้องกับข้อมูลสำคัญขององค์กรและลูกค้า และทำให้การปกป้องข้อมูลในขณะที่ส่งมอบประสบการณ์ที่มีความหมายแก่ลูกค้ากลายเป็นเรื่องสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด

ความร่วมมือครั้งนี้จะมุ่งเน้นในด้านต่างๆ ดังนี้

  • การส่งมอบการทำงานอย่างยืดหยุ่นผ่านไฮบริดคลาวด์: อะโดบี ไอบีเอ็ม และเร้ดแฮท มองถึงการช่วยให้แบรนด์ต่างๆ สามารถบริหารจัดการ รวมถึงส่งมอบคอนเทนต์และแอสเซทต่างๆ ผ่านสภาพแวดล้อมไฮบริดคลาวด์แบบใดก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นคลาวด์สาธารณะหรือดาต้าเซ็นเตอร์แบบ on-premise โดยการ certify และนำ Adobe Experience Manager 6.5 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Adobe Experience Cloud ไปรันบนแพลตฟอร์มโอเพนซอร์สคอนเทนเนอร์ชั้นนำสำหรับองค์กร Red Hat OpenShift ซึ่งจะทำให้ลูกค้าของไอบีเอ็มสามารถเลือกใช้โฮสต์ เข้าถึง หรือใช้ประโยชน์จากข้อมูลได้อย่างยืดหยุ่น ตามรูปแบบสภาพแวดล้อมของระบบที่ต้องการ
  • อะโดบีสำหรับบริการด้านการเงิน: อะโดบีได้เข้าร่วมอีโคซิสเต็มพันธมิตรของไอบีเอ็มในฐานะพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ โดยจะเปิดให้บริการโซลูชัน CX ต่างๆ บน IBM Cloud for Financial Services ให้ผู้ใช้สามารถใช้งาน Adobe Experience Manager เพื่อสร้างประสบการณ์เฉพาะบุคคลแก่ลูกค้าได้ โดยมั่นใจว่าเป็นไปตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัยและกฎระเบียบข้อบังคับต่างๆ
  • อะโดบีและไอบีเอ็ม เซอร์วิสเซส: IBM iX ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านการออกแบบธุรกิจของไอบีเอ็ม เซอร์วิสเซส จะขยายบริการสู่แอพพลิเคชันองค์กรหลักๆ ของอะโดบี พร้อมด้วยบริการซัพพอร์ทที่ครอบคลุมทั้ง Adobe Creative Cloud, Adobe Experience Cloud และ Adobe Document Cloud เพื่อช่วยสนับสนุนให้แบรนด์ระดับโลกสามารถนำข้อมูลมาออกแบบ ใช้งาน และต่อยอดประสบการณ์เฉพาะบุคคลแก่ลูกค้า เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ลูกค้าในทุกการเข้าถึง

“วันนี้องค์กรต่างเดินหน้ามัดใจลูกค้าผ่านช่องทางดิจิทัลอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน” อนิล จักรวาร์ธี รองประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ ดิจิทัลเอ็กซ์พีเรียนซ์ อะโดบี กล่าว “เรารู้สึกตื่นเต้นที่ได้จับมือกับไอบีเอ็มและเร้ดแฮท เพื่อช่วยให้องค์กรที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลสามารถเดินหน้าใช้ประโยชน์จากข้อมูลลูกค้าแบบเรียบไทม์ ในการส่งมอบประสบการณ์ผ่านทุกช่องทางดิจิทัลได้อย่างปลอดภัย โดยรองรับการขยายการใช้งานและเป็นไปตามกฎข้อบังคับที่กำกับดูแลอยู่”

“ความเป็นจริงคือวันนี้ ธุรกิจในทุกอุตสาหกรรมต่างกำลังอยู่ในโลกที่เน้นการสร้างประสบการณ์ และสามารถสร้างคุณค่าได้มหาศาลจากข้อมูลหากมีเทคโนโลยีที่ยืดหยุ่นและน่าเชื่อถือรองรับ” บริดเจ็ท แวน คราลินเก็น รองประธานอาวุโสของไอบีเอ็ม​ โกลบอล มาร์เก็ต กล่าว “ความร่วมมือครั้งนี้โฟกัสบนหลักการเหล่านี้ คือเพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้าในการใช้ข้อมูลในการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ภายใต้การผนึกความเชี่ยวชาญด้านมาร์เก็ตติ้งของอะโดบี ความรู้เชิงลึกในอุตสาหกรรมต่างๆ ของไอบีเอ็ม และนวัตกรรมแบบโอเพนของเร้ดแฮท”

“การจะแข่งขันในเศรษฐกิจดิจิทัลได้ จำเป็นต้องอาศัยความสามารถในการส่งมอบนวัตกรรมต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว” อัสเชช บาดานี รองประธานอาวุโส ธุรกิจคลาวด์แพลตฟอร์มของเร้ดแฮท กล่าว “ความร่วมมือระหว่างอะโดบี ไอบีเอ็ม และเร้ดแฮทในครั้งนี้ จะช่วยให้องค์กรสามารถส่งมอบประสบการณ์ดิจิทัลเหนือระดับได้อย่างยืดหยุ่นและรวดเร็วในทุกสภาพแวดล้อมไฮบริดคลาวด์ ไม่ว่าจะเป็นดาต้าเซ็นเตอร์แบบ on-premise หรือคลาวด์สาธารณะ”

ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ ไอบีเอ็มยังได้แต่งตั้งอะโดบีเป็น “พันธมิตรระดับโลกด้านการสร้างประสบการณ์” และจะเริ่มมีการนำ Adobe Experience Cloud และแอพพลิเคชันองค์กรต่างๆ เข้าพลิกโฉมส่วนงานการตลาดภายในของไอบีเอ็มด้วยต่อไป

from:https://www.techtalkthai.com/adobe-ibm-red-hat-announce-strategic-partnership/

OKD เวอร์ชัน 4 เข้าสู่สถานะ GA แล้ว เปลี่ยน OS ที่ใช้รันเป็น Fedora CoreOS ตาม OpenShift

OKD Working Group ประกาศว่าตอนนี้ OKD4 ซึ่งเป็น OpenShift Container Platform (OCP) เจเนอเรชั่นที่ 4 เวอร์ชันคอมมูนิตี้ได้เข้าสู่สถานะ GA อย่างเป็นทางการแล้ว

จุดสำคัญของ OKD4 จะเปลี่ยนไปในลักษณะเดียวกับ OCP4 คือตัว OS ที่ใช้เป็นฐานในการรันแพลตฟอร์มจะใช้ Fedora CoreOS หรือ FCOS ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการ Linux ที่ออกแบบมาเพื่อการรันคอนเทนเนอร์ (Fedora CoreOS เป็นเวอร์ชันคอมมูนิตี้ของ Red Hat Enterprise Linux CoreOS) รวมถึงรองรับระบบ Operator ที่ใช้สำหรับ maintain resource ภายใต้คลัสเตอร์

นอกจากนี้ ด้วยแนวทาง Universal Base Image ที่ Red Hat เปิดตัวมาเมื่อปีที่แล้ว จะส่งผลต่อการพัฒนาระหว่าง OKD กับ OCP อย่างชัดเจน จากเดิมที่เป็น upstream-downstream เปลี่ยนมาเป็น sibling distribution คืออิมเมจที่สร้างมาสำหรับ RHEL7 สามารถใช้ทั้ง OKD และ OCP โดยไม่จำเป็นต้อง rebuild อีกต่อไป

ที่มา – OpenShift Blog

No Description
ภาพจาก OpenShift

from:https://www.blognone.com/node/117511

[Guest Post] บริษัทในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกให้ความสำคัญกับ การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรและการปรับเทคโนโลยีให้ทันสมัย เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลให้เร็วขึ้น

 95% ของบริษัทในเอเชียแปซิฟิกให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล
และจัดให้เป็นเรื่องสำคัญระดับสูงในแผนการดำเนินธุรกิจของตน

บริษัท เร้ดแฮท อิงค์ (Red Hat, Inc) ผู้นำระดับโลกด้านโอเพ่นซอร์สโซลูชัน ประกาศผลการศึกษาที่จัดทำโดย Harvard Business Review Analytic Services ในนามของเร้ดแฮท เกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านและเส้นทางการใช้นวัตกรรมของธุรกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) เปรียบเทียบกับความเป็นไปในระดับโลก  การศึกษาภายใต้หัวข้อ “ความเข้าใจต่อความสำเร็จในการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลในเอเชียแปซิฟิก” นี้ ได้ทำการสำรวจผู้บริหารธุรกิจจำนวน 143 คน จากอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในภูมิภาคนี้ ซึ่งรวมถึงภาคบริการด้านการเงิน ไอที และภาคการผลิต

ผลการศึกษาระบุว่า บริษัทในเอเชียได้จัดให้การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลเป็นกลยุทธ์ที่จำเป็นกลยุทธ์หนึ่ง ที่ไม่เพียงสร้างการเติบโตเท่านั้น แต่เพื่อความอยู่รอดขององค์กรด้วย  ความแตกต่างของประสิทธิภาพในการเปลี่ยนผ่านของธุรกิจในภูมิภาคนี้ได้แปรเปลี่ยนเป็นประโยชน์ทางธุรกิจที่สำคัญให้กับบริษัทในภูมิภาค เช่น ช่วยให้บริษัทส่งผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ๆ ออกสู่ตลาดได้เร็วกว่าธุรกิจประเภทเดียวกันในภูมิภาคอื่นทั่วโลก

ไฮไลต์สำคัญของรายงาน

  • ผู้บริหารใน APAC 95% กล่าวว่าการปรับเปลี่ยนสู่ดิจิทัลตลอดช่วงระยะเวลา 18 เดือนที่ผ่านมาทวีความสำคัญมากขึ้น
  • ผู้นำธุรกิจใน APAC 80% ได้จัดอันดับให้การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กร มีความสำคัญเท่าเทียมกับการปรับเทคโนโลยีให้ทันสมัยเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล
  • ผู้บริหารใน APAC 40% สามารถพัฒนาและเปิดตัวแอปพลิเคชั่นใหม่ ๆ ออกสู่ตลาดได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเมื่อเทียบกับผู้บริหารทั่วโลกแล้วมีเพียง 23% เท่านั้นที่ทำได้เช่นนี้

ผู้บริหารใน APAC เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรเป็นหนึ่งในสามรากฐานของการปรับเปลี่ยนให้ทันสมัยที่จะต้องทำไปพร้อม ๆ กับเรื่องเทคโนโลยีและกระบวนการทางธุรกิจ ซึ่งจะสร้างแรงผลักดันที่สำคัญต่อความสำเร็จในการเปลี่ยนผ่าน  ผู้ตอบแบบสำรวจได้กล่าวถึงวัฒนธรรมองค์กรของบริษัทในปัจจุบันว่าประกอบด้วยปัจจัยต่าง ๆ เช่น การทำงานร่วมกัน (44%) การเปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมโดยไม่มีการกีดกัน (42%) ความสามารถในการปรับตัว (41%) และความโปร่งใสในการทำงาน (40%)

นอกจากนี้ผลการศึกษายังระบุว่า บริษัทต่าง ๆ ที่ต้องการประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลนั้น จะต้องสนับสนุนความคิดริเริ่มด้านการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กร พร้อมกับความพยายามในการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน และสถาปัตยกรรมแอปพลิเคชันให้ทันสมัย  ซึ่งเมื่อรวมความคิดริเริ่มทั้งสองประการนี้ไว้ด้วยกันจะช่วยให้บริษัทใน APAC กระทำสิ่งต่าง ๆ ได้ดังนี้

  • ผู้ตอบแบบสอบถาม 75% เห็นว่าการใช้วิธีการในการให้บริการแบบบูรณาการอย่างต่อเนื่องเป็นเรื่องสำคัญ
  • พัฒนาและช่วยให้เปิดตัวแอปพลิเคชั่นใหม่ ๆ ออกสู่ตลาดได้อย่างรวดเร็ว (40%)
  • ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว (39%)
  • อัปเดตระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ (39%)
  • ควบคุมค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาได้ (39%)

ผู้บริหารใน APAC มีแนวความคิดที่ชัดเจนเกี่ยวกับสิ่งที่จะต้องลงทุนในอีก 12 ถึง 18 เดือนข้างหน้า เพื่อรักษาความต่อเนื่องในการปรับเปลี่ยนสู่ดิจิทัล พวกเขาวางแผนที่จะลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ machine learning (40%) รวมถึงเพิ่มการลงทุนด้านแอปพลิเคชั่นธุรกิจที่ทำงานบนคลาวด์ 8% และด้านเครื่องมือระบบอัตโนมัติสำหรับกระบวนการทางธุรกิจ 6%

 วิธีการสำรวจและผู้ตอบแบบสอบถาม

งานวิจัยนี้ดำเนินการโดยได้รับมอบหมายจากเร้ดแฮท และเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาระดับโลกที่ชื่อว่า “Rethinking Digital” โดย Harvard Business Review (HBR) Analytic Services ได้ทำการสำรวจจากผู้อ่าน HBR จำนวนทั้งหมด 690 คน (ผู้อ่านนิตยสาร/จดหมายข่าว ลูกค้า ผู้ใช้งาน HBR.org) ซึ่งมาจากเอเชียแปซิฟิก 143 คน  ผู้ตอบแบบสอบถามอยู่ในตำแหน่งที่หลากหลายหน้าที่ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ  ซึ่งรวมถึงการผลิต บริการด้านการเงิน เทคโนโลยี และบริการให้คำปรึกษา

คำกล่าวสนับสนุน

เซจีฟ บาห์ล รองประธานและหัวหน้าฝ่ายบริการประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เร้ดแฮท

“ปัจจุบันนี้ธุรกิจหลายแห่งถูกกดดันให้ส่งมอบผลิตภัณฑ์และสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าอย่างรวดเร็วและเปี่ยมประสิทธิภาพ บริษัทต่าง ๆ ในเอเชียแปซิฟิกเป็นตัวอย่างที่ดีในการขับเคลื่อนการปรับเปลี่ยนสู่ดิจิทัล โดยใช้เทคโนโลยีสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กร ซึ่งช่วยให้พวกเขายอมรับหลักการของโอเพ่นซอร์ส เช่น การทำงานร่วมกัน การเปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมโดยไม่มีการกีดกัน และความโปร่งใสในการทำงาน การรวมหลักการเหล่านี้เข้ากับเครื่องมือโอเพ่นซอร์ส ทำให้พวกเขาสามารถดัดแปลงวิธีการทำงาน เพื่อเร่งสร้างนวัตกรรมและรักษาความสามารถในการแข่งขันไว้ได้” 

แอนโธนี วัตสัน หัวหน้าทีมดูแลโดเมนส์องค์กร ANZ Bank

“การปรับเปลี่ยนไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเฉพาะช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง แล้วหลังจากนั้นก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรอีก  หลักการของเราคือการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ DNA ในองค์กรเราอย่างแท้จริง และก็เป็นขององค์กรอื่น ๆ ทั่วทั้งภูมิภาคเช่นกัน  เราคาดหวังให้ทั่วทั้งองค์กรมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

บริษัทของเรากำลังใช้เทคโนโลยีในการปรับปรุงการดำเนินงานให้ทันสมัย เพื่อให้บริการที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้เทคโนโลยียังช่วยให้เรารวบรวมคำติชมของลูกค้า มาปรับปรุงผลิตภัณฑ์ด้านการเงินใหม่ ๆ ให้ดีขึ้นได้อีกด้วย”

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม

เกี่ยวกับเร้ดแฮท

เร้ดแฮท คือผู้ให้บริการชั้นนำด้านซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สโซลูชันสำหรับองค์กร โดยใช้พลังของสังคมโอเพ่นซอร์ส เพื่อนำเสนอเทคโนโลยี Linux, hybrid cloud, container และ Kubernetes ที่เชื่อถือได้และมีประสิทธิภาพสูง เร้ดแฮท ให้การสนับสนุนลูกค้าในการผสานรวมแอปพลิเคชันใหม่และที่ใช้อยู่เดิม ในการพัฒนาแอปพลิเคชันแบบ cloud-native เพื่อยกระดับระบบปฏิบัติการชั้นนำของภาคอุตสาหกรรม รวมถึงบริหารจัดการสภาพแวดล้อมที่ซับซ้อนให้เป็นระบบอัตโนมัติและปลอดภัย ด้วยการบริการด้านการสนับสนุน อบรม และให้คำปรึกษาที่ได้รับความเชื่อถือและการยอมรับด้วยรางวัลมากมาย เร้ดแฮท จึงได้รับการไว้วางใจในการเป็นที่ปรึกษาแก่บริษัทในเครือ Fortune 500 ด้วยบทบาทของ เร้ดแฮท ในการเป็นพันธมิตรต่อผู้ให้บริการคลาวด์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการผนวกรวมระบบ ผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน ลูกค้า และชุมชนโอเพ่นซอร์ส เร้ดแฮท จะสามารถสนับสนุนและผลักดันองค์กร เพื่อพร้อมรับกับโลกดิจิทัลแห่งอนาคต

 

 

 

from:https://www.techtalkthai.com/redhat-report-harvard-business-review-analytic-services/