คลังเก็บป้ายกำกับ: PRODUCTS

กลุ่มผู้ใช้งานทดสอบพบว่านำ Windows 10 ARM รันบนชิป M1 ของ Apple แรงกว่า Surface Pro X

มีผู้ใช้งานได้ลองนำ Windows 10 สำหรับ ARM ไปรันบน M1 Macs หรือชิป ARM ของ Apple ซึ่งผลปรากฎว่าดันมีประสิทธิภาพดีกว่า Surface Pro X เสียอีก

ชิป M1 จาก Apple เพิ่งถูกเปิดตัวและใช้งานจริงเมื่อไม่นานนี้กับ Mac mini, MacBook Air และ MacBook Pro 13 อย่างไรก็ดีในฝั่งของผู้ใช้งานก็จะมีการจับไปทดลองทำอะไรใหม่อยู่เรื่อยๆ ซึ่งกลายเป็นว่านักพัฒนารายหนึ่งที่ชื่อ Alexander Graf ได้ลองนำ Windows 10 ARM ไปใช้งานบนอุปกรณ์ Apple ที่ใช้ชิป M1 ผ่านซอฟต์แวร์ QEMU Virtualization และนำผลอันน่าประหลาดใจมาแชร์กัน

หลังจากนั้นก็มีผู้ใช้รายอื่นทำตาม โดยผลลัพธ์เป็นไปในทางเดียวกันอันอ้างได้ว่า Windows 10 ARM บนอุปกรณ์ Apple ชิป M1 ทำงานได้แรงกว่าบนอุปกรณ์ Surface Pro X ของตัวเองเสียอีก คงเป็นเรื่องขำขันสำหรับผู้ใช้งานทั่วไป แต่ทีมงานเบื้องหลัง Microsoft คงต้องแปลกใจแน่

ผู้สนใจสามารถติดตามสถิติจากผู้ทดสอบได้ตามด้านล่างครับ ส่วนหากอยากทดลองศึกษาจากวีดีโอได้ทันที 

ที่มา : https://www.bleepingcomputer.com/news/microsoft/windows-10-arm-runs-faster-on-m1-macs-than-on-a-surface-pro-x/

from:https://www.techtalkthai.com/windows-10-arm-suprisingly-works-faster-on-m1-apple-than-surface-pro-x/

[Guest Post] Sangfor ประกาศความเป็นผู้นำในการให้บริการ IT Infrastructure ที่ครบครัน สำหรับลูกค้ากลุ่มโรงพยาบาล

Sangfor Technologies ประเทศไทย ปัจจุบันให้บริการลูกค้าในกลุ่มโรงพยาบาลหลากหลายแห่ง จากประสบการณ์ในการให้บริการในหลายๆภูมิภาคทั่ว Asia และ Europe ทำให้วันนี้ Sangfor มั่นใจว่า IT Solution ที่นำเสนอให้กับกลุ่มลูกค้าโรงพยาบาลมีความเหมาะสมตอบโจทย์ความต้องการในหลายๆด้าน และการให้บริการหลังการขายที่ดีเยี่ยม

เนื่องด้วย Digital Transformation เขามามีบทบาทในการให้บริการแก่บุคลากรทางการแพทย์และคนไข้ที่เข้ามาใช้บริการของทางโรงพยาบาล ทำให้ IT จำเป็นที่จะต้องสามารถตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของบริการที่ให้กับทางลูกค้า ซึ่งในปัจจุบันแอพพลิเคชั่นที่ให้บริการ เช่น ระบบ HIS, EMR, PACS, LIS ต่างๆล้วนเป็น Core Service ในการให้บริการเชื่อมโยงข้อมูลการรักษาคนไข้ จึงจำเป็นที่จะต้องมีระบบที่สามารถให้บริการได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพสูง เพื่อให้บริการกับคนไข้ที่เข้ามารับบริการจำนวนมากในเวลาเดียวกันได้ ด้วยโซลูชั่น Sangfor Hyper-converged หรือ HCI ทำให้การใช้งานแอพพลิเคชั่นดังกล่าวสามารถใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและมีเสถียรภาพสูงเมื่อเทียบกับโซลูชั่น Data Center แบบเดิม และด้วยโซลูชั่นที่ครอบคลุม ยังมีบริการสำรองข้อมูลทั้งแบบ Local Backup และ DR Site สำหรับ Data Center ช่วยให้การบริหารจัดการด้านความต่อเนื่องในการให้บริการ (Business Continuity) เป็นไปอย่างรวดเร็วและง่ายดาย ช่วยลดปัญหา downtime ของระบบสำคัญภายในโรงพยาบาลได้เป็นอย่างดี

อีกส่วนหนึ่งที่ทางบริษัท Sangfor ให้ความสำคัญในปัจจุบัน เนื่องด้วยภัยคุกคามทาง Cyber Security ในยุคนี้มีรูปแบบการโจมตีที่เฉพาะเจาะจง (Targeted Attacks) จึงทำให้ผู้บริหารด้าน Cyber Security ต้องเล็งเห็นถึงความสำคัญเพื่อป้องกันและปกป้องภัยคุมคามเหล่านี้ ซึ่งข้อมูลของคนไข้ (PHI) หรือข้อมูลส่วนบุคคล (PII) ต่าง ๆ ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของข้อมูลที่เราต้องรักษาเอาไว้เป็นสำคัญ ทั่วโลกจึงได้มีกฎหมายต่าง ๆ ออกมารองรับเพื่อกำหนดกฎเกณฑ์ในรักษาข้อมูลเหล่านี้ เช่น HIPAA, HITECH, GDPR และ PDPA หรือ พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งทาง Sangfor เป็นผู้เชี่ยวชาญในด้าน Cyber Security Protection จึงเข้ามาช่วยปกป้องข้อมูลสำคัญต่าง ๆ ภายใน Data Center ได้อย่างครอบคลุม ตั้งแต่การตรวจสอบหาช่องโหว่ด้านความปลอดภัย (Security Assessment) การทำงานร่วมกับระบบ Cloud Threat Intelligence และ Artificial Intelligence เพื่อตรวจจับ Unknow Threat ต่าง ๆ รวมทั้งเป็นผู้ให้บริการทั้งด้าน Incident Response Service (IR) ให้บริการจากทีมงานผู้เชี่ยวชาญ หากเกิดปัญหาขึ้นจะได้สามารถแก้ไขได้อย่างทันท่วงที

ด้วยประสบการณ์ในการให้บริการด้าน IT Infrastructure มาอย่างยาวนานตลอดเวลาที่ผ่านมา ผู้เชี่ยวชาญของเรายังได้เล็งเห็นถึงการเข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้งานจากเครื่องคอมพิวเตอร์ ทั้ง Desktop / PC ซึ่งมีจำนวนมาก และยากต่อการควบคุมการรั่วไหลของข้อมูล (Data Leakage) สู่ภายนอกโรงพยาบาล ด้วยโซลูชั่น Virtual Desktop Infrastructure หรือ VDI ทำให้การบริหารจัดการดังกล่าวเป็นเรื่องง่าย และยังช่วยลด IT Operation Cost ที่เกิดขึ้นในการซ่อมแซมและแก้ไขปัญหา PC แบบเดิมๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในด้านการให้บริการอินเทอร์เน็ตกับบุคคลาการและคนไข้ที่เข้ามารับบริการ ยังมีโซลูชั่น Internet Access Management เพื่อให้บริการกับผู้ใช้หลากหลายประเภท โดยรองรับทั้งการทำ Self-Register, QR Code, Social Media Authentication และ RESTful API สำหรับ Integrate เข้ากับระบบฐานข้อมูลต่าง ๆ ภายในโรงพยาบาลได้อย่างง่ายดาย

สนใจให้ Sangfor นำเสนอบริการและให้คำปรึกษา สามารถติดต่อได้ที่ช่องทางต่าง ๆ ดังนี้

Facebook : https://www.facebook.com/SangforThailand

Email : thailand@sangfor.com

โทรศัพท์ : 02-2517700

from:https://www.techtalkthai.com/sangfor-the-leader-of-it-infrastructure-for-healthcare-sector/

[Guest Post] SIS SAP Business One & Thoughtspot

ปัจจุบันการดำเนินธุรกิจ มีข้อมูลเกิดขึ้นจำนวนมาก อีกทั้งมีหลายธุรกิจ แสดงให้เห็นถึงการนำข้อมูลมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการทำตลาด ทั้งที่อยู่ในระบบ ERP , Website หรือ Logistics เป็นต้น ซึ่งตามปกติจะมีรูปแบบการนำข้อมูลไปใช้งานด้วยการเขียนรายงาน ซึ่งต้องใช้ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการเขียนรายงาน รวมถึงโปรแกรมที่ใช้งาน

ในส่วนของ SAP Business One เป็นระบบ ERP ที่ได้รับความนิยมและเป็นที่ยอมรับในประเทศไทย สามารถสร้าง Report และ Analytics จากในระบบเพื่อใช้งาน ทั้งในส่วน Monitoring, Reporting & Operations, Analysis & Exploration ใน SAP Business One Version HANA และ SAP Business One Version SQL

MONITORING ทาง SAP Business One Version HANA จะมี Pervasive Analytics ที่สามารถสร้าง Dashboard แบบ Real Time ในการแสดงผลส่วนต่าง ๆ ที่สนใจ

REPORT & OPERATIONS ที่ทาง SAP Business One ใช้ในการสร้างรายงานโดย SAP Crystal Repot ซึ่งรองรับทั้ง HANA และ SQL

EXCEL REPORT AND INTERACTIVE ANALYSIS DESIGNER ใช้นำข้อมูลไปใช้หรือวิเคราะห์ต่อบน MS Excel

สามารถนำข้อมูลไปแสดงผลหรือทำรายงานต่อได้

Thoughtspot AI Powered BI Platform

สำหรับลูกค้าที่ใช้ SAP Business One หรือ โปรแกรมอื่นๆ ต้องการใช้ Tools Analytic ในการวิเคราะห์ข้อมูล ทางทีมขอนำเสนอ Thoughtspot ซึ่งเป็นเครื่องมือในการใช้วิเคราะห์ข้อมูลด้วย AI ซึ่งเป็น Analytics และ Business Intelligence ที่อยู่ในกลุ่ม Leaders ของ Gartner มาแล้ว 2 ปีติดต่อกัน (2019,2020)

Thoughtspot เป็น BI Tools ที่ใช้การค้นหาข้อมูล ด้วยภาษาพื้นฐานทั่วๆ ไป โดยพิมพ์สิ่งที่ต้องการค้นหาลงในช่อง เสมือนเราทำการค้นหาสิ่งที่ต้องการใน Google โดยไม่ต้องให้ผู้มีความรู้ทำการเขียน Code หรือ เขียนโปรแกรมต่างๆ ในการสร้างรายงาน โดยราคาจะคิดตามปริมาณข้อมูล ไม่จำกัดผู้ใช้งาน ระบบจะสร้างชุดคำสั่ง, ตารางข้อมูล, แผนภูมิภาพ ให้อัตโนมัติจากคำถามและข้อมูลทางธุรกิจของผู้ใช้งาน ทั้งนี้ยังมีความยืดหยุ่นในการเลือกใช้แผนภูมิภาพ และ การคำนวณเพิ่มเติมได้

การเชื่อมต่อ

Thoughtspot รองรับการเชื่อมต่อกับแหล่งข้อมูลได้หลากหลาย ทั้ง SQL Server, Excel, CSV, SAP HANA โดยเชื่อมต่อด้วยมาตรฐาน ODBC / JDBC และ API ของ Thoughtspot รวมถึงการเชื่อมต่อ Software อื่นๆได้

การแสดงผลภาพ และ การสร้างชุดคำสั่ง

การใช้งานจากคำค้นหา ตัวอย่างเป็นการเชื่อมต่อข้อมูลจาก SAP Business One

การแสดงผลแผนภูมิภาพ สามารถเลือกได้หลากหลายตามความเหมาะสมในการใช้งาน

โดยสามารถสร้าง Dashboards ในการ Monitoring ข้อมูล ต่างๆที่สนใจได้ รวมถึงการ Drill down ในส่วนข้อมูลที่สนใจได้

รวมถึงการ Drill down ในส่วนข้อมูลเฉพาะส่วนที่สนใจ

ในส่วนของ Thoughtspot มีระบบ AI ที่ช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลและแนะนำรายงานที่น่าสนใจแก่ผู้ใช้งาน

ในส่วนของ Thoughtspot รองรับการทำงานบน Web Browser ทั้ง Chrome , Firefox , Microsoft Edge ฯลฯ  สำหรับผู้สนใจสนใจในผลิตภัณฑ์ SAP Business One หรือ Thoughtspot สามารถติดต่อได้ที่ sap@sisthai.com หรือ https://www.siscloudservices.com/th/our-services/erp-on-cloud/sap-business-one

from:https://www.techtalkthai.com/sis-introduces-sap-business-one-and-thoughtspot-analytics/

Lenovo Webinar: Update Lenovo Solutions for SAP

Lenovo ขอเชิญธุรกิจองค์กรที่กำลังใช้หรือสนใจที่ใช้ SAP เข้าฟังบรรยาย Lenovo Webinar เรื่อง “Update Lenovo Solutions for SAP” เพื่ออัปเดตข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และโซลูชันสุดล้ำจาก Lenovo และ SAP ที่จะช่วยให้สามารถขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความสำเร็จได้อย่างต่อเนื่อง ในวันอังคารที่ 8 ธันวาคม 2020 เวลา 14:00 น. ผ่าน Live Webinar ฟรี

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: Update Lenovo Solutions for SAP
ผู้บรรยาย: Keerati Sirevrojn, Enterprise Specialist, Lenovo Data Center Group Thailand
วันเวลา: วันอังคารที่ 8 ธันวาคม 2020 เวลา 14:00 – 15:30 น.
ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference
จำนวนผู้เข้าร่วมสูงสุด: 500 คน
ภาษา: ไทย
ลิงค์ลงทะเบียน: https://zoom.us/webinar/register/WN_kNQxk9HXQPOjJGnfaMNVZw

ด้วยความร่วมมืออย่างดีเยี่ยมระหว่าง Lenovo และ SAP ในการพัฒนาสินค้าและบริการให้มีประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น รวมถึงเสถียรภาพของอุปกรณ์ที่ทำงานร่วมกับแอปพลิเคชันของ SAP ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ทำให้ Lenovo ได้ทำการวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างสรรค์และนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อให้รองรับกับความต้องการที่ขยายตัวของภาคธุรกิจที่กำลังใช้หรือสนใจที่จะใช้งานแอปพลิเคชันของ SAP พร้อมได้รับการการันตีประสิทธิภาพด้วยการทำ Benchmark ระดับ World Record สำหรับ SAP Application เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้งานที่เลือกใช้ Solution จาก Lenovo

กด Interested หรือ Going เพื่อติดตามอัปเดตและรับการแจ้งเตือนบน Facebook Event: https://www.facebook.com/events/789559821597657/

from:https://www.techtalkthai.com/lenovo-webinar-update-lenovo-solutions-for-sap/

[Guest Post] ผลสำรวจพบว่า ไฮบริดคลาวด์ ขึ้นแท่นเป็นระบบคลาวด์ที่ตอบโจทย์ความต้องการทางธุรกิจท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19

นูทานิคซ์  (NASDAQ: NTNX) ผู้นำด้านไฮบริดคลาวด์คอมพิวติ้ง เผยผลสำรวจทั่วโลกและรายงานดัชนีการใช้คลาวด์ระดับองค์กร (Enterprise Cloud Index: ECI) ที่ทำการสำรวจติดต่อกันเป็นปีที่ 3 โดยทำการประเมินความก้าวหน้าในการใช้งานไพรเวท ไฮบริด และพับลิคคลาวด์ขององค์กรต่าง ๆ และในปีนี้ได้สอบถามผู้ตอบแบบสำรวจเกี่ยวกับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่มีต่อการตัดสินใจและการวางกลยุทธ์ด้านไอทีขององค์กรทั้งในปัจจุบันและอนาคต ผลที่ได้จากการสำรวจที่สำคัญประการหนึ่งคือ 86% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่า ไฮบริดคลาวด์ยังคงเป็นรูปแบบโครงสร้างพื้นฐานไอทีชั้นนำที่เหมาะสมต่อการใช้งาน และผู้ตอบแบบสอบถามที่กำลังใช้งานแบบไฮบริดคลาวด์ มีแนวโน้มที่จะวางแผนมุ่งเน้นการใช้งานเชิงกลยุทธ์และขับเคลื่อนให้เกิดผลกระทบเชิงบวกต่อธุรกิจ

 

การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้โฟกัสด้านไอทีขององค์กรเปลี่ยนไปเป็นการให้การสนับสนุนพนักงานที่ต้องทำงานจากระยะไกล และช่วยให้พนักงานที่กระจายอยู่ตามพื้นที่ต่าง ๆ เข้าใช้งานโครงสร้างพื้นฐานไอทีได้แทบจะทันทีที่จำเป็นต้องใช้งาน ซึ่งเป็นการกระตุ้นให้องค์กรก้าวหน้ามากขึ้นจากการใช้งานคลาวด์ที่มากขึ้น  ผู้ตอบแบบสอบถามจำนวนมากที่ใช้ไฮบริดคลาวด์ยังระบุว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดในครั้งนี้ ทำให้พวกเขามีแนวโน้มที่จะนำเสนอวิธีการจัดระบบการทำงานที่ยืดหยุ่นมากขึ้น จัดทำแผนงานด้านความต่อเนื่องของการดำเนินธุรกิจให้แข็งแกร่งขึ้น ลดความซับซ้อนในการดำเนินงานต่าง ๆ และเพิ่มการใช้งานการประชุมผ่านระบบดิจิทัลมากขึ้น

 

 

เกือบ 76% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่า การแพร่ระบาดครั้งนี้ ทำให้พวกเขาให้ความสนใจใช้ไอทีในเชิงกลยุทธ์มากขึ้น และเกือบครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสอบถาม (46%) กล่าวว่าการแพร่ระบาดนี้ทำให้มีการลงทุนด้านไฮบริดคลาวด์เพิ่มขึ้น ซึ่งรวมถึงการลงทุนในพับลิคและไพรเวทคลาวด์ด้วยเช่นกัน นอกจากนี้เพื่อให้ตอบสนองความต้องการของธุรกิจต่าง ๆ ทำให้การพึ่งพาการใช้มัลติเพิล พับลิคคลาวด์เพิ่มมากขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อน ๆ  จากรายงานแสดงว่าในจำนวนองค์กรที่ใช้พับลิคคลาวด์อยู่แล้วนั้น 63% ของผู้ตอบแบบสอบถามใช้พับลิคคลาวด์หรือมัลติคลาวด์จำนวนสองระบบหรือมากกว่านั้น และผู้ตอบแบบสอบถามยังคาดว่าตัวเลขการใช้งานในลักษณะนี้จะเพิ่มขึ้นถึง 71% ในอีก 12 เดือนข้างหน้า

 

 

ผลสำรวจสำคัญอื่น ๆ จากรายงานปีนี้

  • องค์กรต่าง ๆ ดำเนินการตามขั้นตอนสำคัญเพื่อเดินสู่เป้าหมายในการใช้รูปแบบการทำงานด้านไอทีที่เหมาะสมที่สุด: ผู้ตอบแบบสอบถามทั่วโลกรายงานถึงขั้นตอนสำคัญแรกเริ่มสู่ความสำเร็จในการใช้ไฮบริดคลาวด์ ซึ่งรวมถึงการใช้โครงสร้างพื้นฐานแบบไฮเปอร์คอนเวิร์จในดาต้าเซ็นเตอร์ และกระบวนการยกเลิกการใช้ดาต้าเซ็นเตอร์ที่ไม่ได้เป็นระบบคลาวด์เพื่อใช้ไพรเวทและพับลิคคลาวด์  ทีมไอทีทั่วโลกกำลังวางแผนเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานอย่างจริงจัง โดยได้คาดการณ์ว่าการใช้ไฮบริดคลาวด์โดยเฉลี่ยจะเพิ่มขึ้นมากกว่า 37 จุดตลอดช่วงเวลาห้าปีต่อจากนี้ และจะมีดาต้าเซ็นเตอร์ที่ไม่ได้ใช้คลาวด์ลดลง 15 จุด  ผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่า เกือบ 26% ของโครงสร้างพื้นฐานที่โดดเด่นและใช้บ่อยกว่าประเภทอื่น คือการใช้งานแบบผสมผสานกันระหว่างไพรเวทคลาวด์ พับลิคคลาวด์ และดาต้าเซ็นเตอร์แบบดั้งเดิม ซึ่งดูเหมือนเป็นสัญญาณของการเริ่มต้นใช้ไฮบริดคลาวด์

 

 

  • แม้จะผ่านช่วงวิกฤตของโควิดมาแล้ว แต่ผลสำรวจพบว่าบริษัทต่าง ๆ ยังคงวางแผนเรื่องการทำงานจากระยะไกลอย่างต่อเนื่อง: ข้อมูลเปรียบเทียบต่อไปนี้แสดงให้เห็นว่ายังจะมีพนักงานทำงานจากบ้านเป็นจำนวนมาก
  • ผลสำรวจปี 2562 ซึ่งเป็นช่วงก่อนเกิดโควิด-19 พบว่าองค์กรที่ตอบแบบสอบถาม 27% ตอบว่าพนักงานขององค์กรเข้าทำงานที่สำนักงานทั้งหมดโดยไม่มีพนักงานทำงานจากที่บ้าน
  • แต่ผลสำรวจปี 2563 พบว่ามีเพียง 7% ของผู้ตอบแบบสอบถามเท่านั้นที่ยังคงตอบเช่นนี้ (ตัวเลขร่วงลงมา 20 จุดจากผลสำรวจของปี 2562) จากการที่มีการทำงานจากระยะไกลมากขึ้น เนื่องมาจากการระบาดของโควิด-19
  • ผู้ตอบแบบสอบถามคาดว่าภายในปี 2565 การทำงานจากระยะไกลจะลดลงจากปี 2563 โดยคาดว่าจะมีบริษัทเฉลี่ย 13% ไม่มีพนักงานทำงานจากที่บ้าน อย่างไรก็ตามตัวเลขก็ยังอยู่ในอัตราที่น้อยกว่าก่อนเกิดโควิด-19

ผลสำรวจยังมีข้อมูลที่สอดคล้องกันว่าสิ่งที่องค์กรให้ความสำคัญเป็นลำดับต้น ๆ ในอีก 12 ถึง 18 เดือนต่อจากนี้ คือ การเพิ่มประสิทธิภาพให้กับโครงสร้างพื้นฐานด้านไอที (50%) และเพิ่มความสามารถให้พนักงานสามารถทำงานจากบ้านได้อย่างมีประสิทธิภาพ (47%) 

  • ผลลัพธ์ทางธุรกิจเชิงกลยุทธ์ เป็นปัจจัยขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในวันนี้ ไม่ใช่สภาพเศรษฐกิจ:  ผู้ตอบแบบสอบถามกล่าวว่า แรงจูงใจหลัก ๆ ในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานไอที คือการควบคุมทรัพยากรไอทีได้อย่างเต็มที่ (58%) ความยืดหยุ่นที่สามารถตอบสนองความต้องการทางธุรกิจที่ไม่หยุดนิ่ง (55%) และการเพิ่มประสิทธิภาพในการสนับสนุนลูกค้าและพนักงานได้จากระยะไกล (46%)  และในทางกลับกันมีเพียง 27% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่ระบุว่าการลดค่าใช้จ่ายเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง

 

 

  • นักการศึกษาเผชิญความท้าทายและความต้องการที่มีลักษณะเฉพาะ ที่เกี่ยวเนื่องกับโควิด-19:  ผู้ตอบแบบสอบถามที่อยู่ในภาคการศึกษาจำนวนมากกล่าวว่า “ความมั่นใจว่าบุคลากรที่ทำงานจากระยะไกลมีฮาร์ดแวร์ที่เพียงพอ” เป็นความท้าทายที่สำคัญมากกว่าเรื่องอื่น ในขณะที่ 47% กล่าวว่า “ช่องทางการสื่อสารที่เพียงพอและเหมาะสมระหว่างพนักงาน ลูกค้า และ ผู้ใช้บริการ” เป็นความท้าทายที่อยู่ในลำดับต้น ๆ ทั้งนี้ผลสำรวจพบว่าภาคการศึกษากำลังก้าวตามขั้นตอนที่ถูกต้องสู่การเปลี่ยนแปลง โดยมีการใช้ไพรเวทคลาวด์ในระดับสูง และผู้ตอบแบบสอบถาม 29% ระบุว่า พวกเขากำลังใช้ไพรเวทคลาวด์เพียงระบบเดียว (สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 22%)

นางเวนดี้ เอ็ม. ไฟเฟอร์ หัวหน้าผู้บริหารฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศของนูทานิคซ์ กล่าวว่า “เมื่อเดือน มกราคมที่ผ่านมา บริษัทหลายแห่งยังพิจารณาว่าเทคโนโลยีเป็นเพียงหนึ่งในฟังก์ชั่นพื้นฐานของธุรกิจที่มีหน้าที่ทำให้กระบวนการต่าง ๆ ขององค์กรดำเนินไปได้  แต่ในวันนี้ความหมายของเทคโนโลยีเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เทคโนโลยีกลายเป็นกลยุทธ์ที่ซับซ้อน สามารถสร้างหรือทำลายความมั่นคงและความอยู่รอดของบริษัทในระยะยาวได้ โควิด-19 เป็นตัวเร่งให้เราก้าวเข้าสู่โลกใหม่ของการใช้ไอทีเชิงกลยุทธ์ และได้ยกระดับของความสำคัญของไอทีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ  ผลสำรวจดัชนีการใช้คลาวด์สำหรับองค์กร (Enterprise Cloud Index – ECI) ในปีนี้ ได้สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นจริงใหม่ที่เกิดขึ้นนี้อย่างชัดเจน โดยมีไฮบริดคลาวด์เป็นหัวหอกและจะยังคงความสำคัญอย่างต่อเนื่อง จากการที่เราต่างหาแนวทางในการใช้ระบบที่ติดตั้งในองค์กร และระบบเวอร์ชวลผสมผสานกันไป และเปลี่ยนรูปแบบการทำธุรกิจโดยไม่พึ่งพาระบบใดระบบเดียวหรือแนวทางใดแนวทางเดียวอีกต่อไป”

แวนสัน บอร์น ทำการสำรวจนี้ในนามของนูทานิคซ์เป็นปีที่สามติดต่อกัน โดยทำการสอบถามผู้มีอำนาจตัดสินใจด้านไอทีจำนวน 3,400 คนทั่วโลก เกี่ยวกับการใช้งานแอปพลิเคชั่นทางธุรกิจขององค์กรในปัจจุบันว่าใช้อยู่บนระบบใด วางแผนจะใช้งานกับระบบใดในอนาคต ความท้าทายในการใช้คลาวด์ และการริเริ่มใช้คลาวด์เมื่อเทียบกับโครงการ และลำดับความสำคัญด้านไอทีอื่น ๆ  ผู้ตอบแบบสอบถามอยู่ในอุตสาหกรรมหลายประเภท องค์กรหลากหลายขนาดในภูมิภาคอเมริกา, ยุโรป, ตะวันออกกลาง, แอฟริกา, เอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น

ท่านสามารถดาวน์โหลดรายงานดัชนีการใช้คลาวด์สำหรับองค์กรฉบับเต็มของนูทานิคซ์ได้ที่นี่

 

 

 

 

 

 

from:https://www.techtalkthai.com/nutanix-hybrid-cloud-2/

[Guest Post] เริ่มต้นธุรกิจอย่างมืออาชีพด้วย AI กับ Computer Union

เริ่มต้นการเป็นมืออาชีพในการดำเนินธุรกิจอย่างชาญฉลาด ด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ให้มาเป็นผู้ช่วยที่ไว้วางใจได้ มีความถูกต้องแม่นยำสูง ลดความผิดพลาด และพร้อมจะเรียนรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพการทำงานให้ดีขึ้นอยู่เสมอ ตอบสนองการดำเนินธุรกิจแบบก้าวกระโดด

AI Solution ที่เราพูดถึงนี้คือ IBM Maximo Visual Inspection ชุดซอฟต์แวร์   AI ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลรูปภาพ และ วีดีโอ ได้อย่างแม่นยำ ง่ายดาย โดยไม่ต้องทำ Coding หรือ Programing หลักการทำงานของ AI ผู้ใช้งานเพียงป้อนข้อมูลรูปภาพ หรือวีดีโอ ให้ระบบ AI ได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ เพื่อนำไปประยุกต์ให้สอดคล้องกับการใช้งานของภาคธุรกิจอย่างหลากหลายได้ด้วยตนเอง เช่น อุตสาหกรรมการผลิต ธุรกิจทางการแพทย์ หรือการตรวจจับการเคลื่อนไหวที่ต้องสงสัยต่างๆ ในระบบรักษาความปลอดภัยในองค์กรก็ได้เช่นกัน

ยกตัวอย่างเช่น ในอุตสาหกรรมการผลิต การควบคุมคุณภาพสินค้าให้ได้มาตรฐานเป็นสิ่งสำคัญ เพราะมีผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือ ภาพลักษณ์องค์กร การนำ AI มาช่วยในการตรวจสอบคุณภาพสินค้าเพื่อลดความผิดพลาดในกระบวนการผลิต โดยการสร้างแบบจำลองปัญญาประดิษฐ์ ทำงานร่วมกับกล้องจับภาพเคลื่อนไหว และแสดงผลความผิดปกติแบบ Real Time ก่อนจะถูกส่งไปยังส่วนการผลิตอื่น ๆ หรือไปถึงมือผู้บริโภค เพราะกระบวนการผลิตที่ดีจะช่วยลดต้นทุน และเพิ่มผลประกอบการด้วยเช่นกัน

ในธุรกิจทางการแพทย์ ที่ต้องการความถูกต้องแม่นยำอย่างสูง ระบบสามารถวิเคราะห์รูปภาพจากฟิลม์เอ็กเรย์ ตรวจจับหาความผิดปกติในภาพ เปรียบเทียบจากกรณีการเจ็บป่วยต่างๆ ที่ระบบได้พัฒนาและเรียนรู้ เสมือนกับแพทย์มีผู้ช่วยอันชาญฉลาด ช่วยในการวินิฉัยอาการ ที่ใช้ประกอบการตัดสินใจในการรักษาผู้ป่วย นอกจากความแม่นยำที่จะมีมากขึ้นในการรักษาแล้ว ความรวดเร็วก็ถือเป็นปัจจัยที่สำคัญในการทำงานอีกด้วย เพราะทุกนาทีมีค่าต่อชีวิตเสมอ

อีกหนึ่งตัวอย่างของ AI Solution ที่จะนำเสนอ คือทุกองค์กรควรตระหนักถึงระบบรักษาความปลอดภัย AI สามารถวิเคราะห์พฤติกรรมจากภาพเคลื่อนไหวด้วยวีดีโอวงจรปิด ทำให้เห็นถึงลักษณะ ท่าทาง ใบหน้า ของบุคคลที่เข้ามาใช้บริการ เข้ามาทำงาน ติดต่อธุรกิจ หรือเข้าใช้ในเขตพื้นที่ต้องห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต ระบบ AI จะแจ้งเตือนให้ท่านได้ทราบถึงความเคลื่อนไหว หรือพฤติกรรมอันน่าสงสัยนั้นเป็นต้น

เพื่อตอบสนองการทำงานของ AI Solution ได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้นจะต้องอาศัยความสามารถของเครื่อง IBM Power Server และ IBM Storage ที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้ใช้งานกับ AI โดยเฉพาะ ซึ่งมีขุมพลังทั้ง CPU และ GPU ในการประมวลผลทางด้าน AI ให้มีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูง

จากตัวอย่างข้างต้นจะเห็นถึงประโยชน์ในการนำ AI solution มาใช้ในภาคธุรกิจต่าง ๆ หากวันนี้ธุรกิจของท่านพร้อมที่จะก้าวสู่โลกการทำงานยุคใหม่ และเห็นถึงช่องทางในการนำเอาระบบ AI มาประยุกต์ใช้เพื่อเสริมศักยภาพ เรา Computer Union มีผู้เชี่ยวชาญพร้อมเป็นผู้ช่วย และให้บริการท่านให้ก้าวสู่ ธุรกิจ ดิจิตัลอย่างมั่นใจ

VDO AI :

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท คอมพิวเตอร์ยูเนี่ยน จำกัด

โทร 02 311 6881# 7151 , 7156 หรือ email : cu_mkt@cu.co.th

from:https://www.techtalkthai.com/opertate-your-business-like-a-professional-with-ai-by-computer-union/

[Guest Post] จับตาอนาคตยุคดิจิทัลกับการต่อกรภัยคุกคามไซเบอร์

เผลอแป๊บเดียวเราก็อยู่กับความไม่แน่นอนของวิกฤตโควิด-19 มาเกือบครบปีแล้ว ซึ่งทั้งปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีดิจิทัลนับว่ามีบทบาทสำคัญในการเสริมประสิทธิภาพการทำงานและสร้างโอกาสทางการตลาดบนฐานวิถีธุรกิจใหม่ผ่านการเชื่อมต่อออนไลน์ แต่ในทางกลับกัน เราก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงภัยคุกคามไซเบอร์ที่มุ่งทำลายระบบไอที ข้อมูลขององค์กรและลูกค้าจนส่งผลเสียหายต่อธุรกิจ ดังนั้น การมองหาเทคโนโลยีที่ปรับเปลี่ยนได้คล่องตัวแบบอไจล์ (Agile) จะช่วยให้องค์กรสามารถรับมือรูปแบบการทำงานใหม่ ภัยคุกคามรูปแบบต่าง ๆ รวมถึงความต้องการของลูกค้าที่มาพร้อมความคาดหวังในการคุ้มครองข้อมูลส่วนตัวมากขึ้น  

เมื่อแรนซัมแวร์ล็อคเป้าองค์กรธุรกิจ

การเปิดเผยภัยคุกคามครึ่งปีแรกของปี 2563 โดย เทรนด์ไมโคร พบว่าการคุกคามหนักสุดเกิดจาก แรนซัมแวร์ (Ransomware) หรือ มัลแวร์เรียกค่าไถ่ ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 68 สายพันธุ์ และพบช่องโหว่ถึง 786 ช่องโหว่ โดยพฤติกรรมของแรมซัมแวร์ คือ เจาะช่องโหว่เพื่อป่วนระบบจัดการไอพีแอดเดรสและรหัสผ่าน หรือ สร้างพฤติกรรมเคลื่อนไหวแปลก ๆ  (Lateral Movement) ขณะที่ภัยคุกคามบนคลาวด์มีถึง 8.8 ล้านครั้ง ส่วนใหญ่แฝงมากับอีเมลปลอม (Phishing E-mail) อีเมลลวงทางธุรกิจ (Business E-mail Compromise -BEC) เพื่อหวังผลบางอย่าง เช่น ปลอมอีเมลเพื่อสมัครงาน ล่อลวงให้โอนเงินไปบัญชีปลอม การหลอกด้วยเว็บไซต์ปลอม (Phishing Web) ซึ่งมีชื่อยูอาร์แอลใกล้เคียงเว็บไซต์จริงจนผู้ใช้ไม่ทันสังเกต หรือ การดาวน์โหลดเครื่องมือต่าง ๆ บนออนไลน์ที่มีทั้งจริงและปลอมสำหรับทำงานจากบ้าน เช่น วิดีโอ คอนเฟอเรนซ์ ซึ่งถ้าโชคร้ายเป็นของปลอมอาจเกิดการดักฟังหรือเจาะข้อมูลขณะประชุมออนไลน์ได้

ถึงแม้ผู้ใช้เริ่มรู้ทันกับแรนซัมแวร์ที่มากับอีเมลลวงจนการก่อกวนลดลงแต่ยังพบแรนซัมแวร์ตัวใหม่เพิ่มขึ้น อาทิ ColdLock ซึ่งโจมตีฐานข้อมูลและอีเมลเซิร์ฟเวอร์ขององค์กร Nefilim เน้นเจาะไฟล์ข้อมูลของเหยื่อไปขายต่อ Maze ที่คอยเจาะช่องโหว่บนวีพีเอ็น ไฟร์วอลล์  หรือแฝงการเข้ารหัสข้อมูลผ่านเครื่องเดสก์ท็อประยะไกล (Remote Desktop) หรือจากการใช้งานบลูทูธ ไอโอเอส หรือแอนดรอยด์ผ่านอุปกรณ์โมไบล์เพื่อขโมยชื่อบัญชีและรหัสผ่านไปขายในเว็บมืด หรือแก้ชื่อบัญชีและรหัสผ่านจนเจ้าของตัวจริงไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลของตัวเอง ทำให้เรียกเงินค่าไถ่ได้ถึงสองต่อ VoidCrypt ที่เน้นเจาะระบบโรงพยาบาลโดยเฉพาะ ซึ่งจะเห็นว่าแรนซัมแวร์ตัวใหม่ ๆ มุ่งทำลายเป้าหมายที่เจาะจงมากขึ้น (Target Breach) ซึ่งคือองค์กรธุรกิจ เพราะได้ราคาค่าไถ่ที่งามกว่าการหว่านแรนซัมแวร์ไปทั่ว บางกรณีสามารถเพิ่มจำนวนค่าไถ่ได้มากถึง 62.5% วิธีแก้เกมคือ หลีกเลี่ยงอีเมลที่น่าสงสัย หมั่นอัปเดตซอฟต์แวร์ความปลอดภัยให้กับเซิร์ฟเวอร์หลัก เครื่องลูกข่าย เมลเซิร์ฟเวอร์ และเมลเกตเวย์ กำหนดพื้นที่แซนด์บ็อกซ์ (Sandbox) ไว้ล้อมกรอบเว็บหรืออีเมลลักษณะแปลก ๆ เพื่อลดผลกระทบให้อยู่ในวงจำกัด หรือใช้แมชชีนเลิร์นนิ่งมาช่วยตรวจจับก็จะช่วยสร้างแนวป้องกันด่านหน้าให้กับภัยคุกคามได้อย่างมีประสิทธิภาพ

HPE Cohesity คือนิยามใหม่ของการจัดการข้อมูล พร้อมเพรียงด้วยการใช้งานที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นงานสำรองข้อมูล Scale-Out NAS S3 Storage และการทำงานแบบ Multi-Cloud นอกจากนั้นยังออกแบบมาเพื่อใช้ในการป้องกันภัยคุกคามจากแรนซัมแวร์ได้อย่างดีเยี่ยมด้วย

หากจะให้แบ่งแยกความสำคัญของการป้องกันแรนซัมแวร์ เราอาจต้องนึกถึงผลิตภัณฑ์ที่จัดการด้าน Security เพื่อให้แน่ใจได้ว่าจะไม่มีใครสามารถพังกำแพงด้านความปลอดภัยลงมาได้ แต่มีคำถามที่อยากให้ลองคิดตาม ดังนี้

1.       ถ้ากำแพงพังลงมา แล้ว Hacker เข้ามาได้ เรามีแนวทางในการรับมือหรือไม่

2.       หากเราโดน Ransomware Attack เราจะรู้ตัวไหมว่าโดน

3.       หากโดนแรนซัมแวร์ เราจะกู้คืนได้หรือไม่

คำถามเหล่านี้คือแนวทางในการปฏิบัติเพื่อรองรับภัยคุกคาม “ปราการด่านสุดท้าย” หรือที่เราได้ยินคุ้นหูว่า Last line of defense

HPE Cohesity ไม่ใช่โซลูชันที่ออกแบบมาเพื่อรักษาความปลอดภัยดังเช่น Firewall IPS/IDS หรือ การทำงานของพวก Anti-Virus แต่โซลูชันของ HPE Cohesity นั้นจะทำให้ผู้ใช้มั่นใจได้ว่าหากเกิดสิ่งที่ไม่คาดคิดขึ้น องค์กรจะสามารถเรียกข้อมูลส่วนที่โดนทำลายได้อย่างง่ายดายและปลอดภัย

หากลองตอบคำถามข้างต้นทีละข้อโดยใช้ข้อมูล 3 องค์ประกอบหลักดังต่อไปนี้ ก็จะสามารถหาข้อสรุปได้ว่าองค์กรของท่านปลอดภัยหรือไม่

1. แนวทางการรับมือและการป้องกัน (Prevent): ป้องกันในระดับ File System หรือ Immutable file system คือการป้องกันไม่ให้แรนซัมแวร์สามารถเข้ารหัส File Sharing หรือ ข้อมูลที่ทำการสำรองข้อมูลไว้

2. ตรวจได้และรู้ตัว หากเกิดภัยคุกคาม (Detect): สามารถตรวจสอบความผิดปกติด้วยระบบ Machine Learning เช่น ความเปลี่ยนแปลงของการใช้งานรายวัน และสามารถตรวจสอบรูปแบบการใช้งานที่ผิดปกติที่อยู่ในประวัติการใช้งานของผู้ใช้ทั่วโลก

3. การตอบโต้อย่างรวดเร็ว (Respond):

  • a. ระบบที่แข็งแรงและไม่เป็น Silo สามารถรองรับการขยายตัวได้แบบไม่มีที่สิ้นสุด (Unlimited Files System) ทำให้มั่นใจได้ว่าไม่มีข้อจำกัดในการสำรองข้อมูลทุกกรณี
  • b. สามารถค้นหาข้อมูลที่สำรองไว้ในระบบไฟล์ แม้ว่าจะสำรองข้อมูลทั้งเครื่อง ทั้ง VM ก็จะสามารถค้นหาและกู้คืนระดับไฟล์ได้อย่างง่ายดาย
  • c. กู้คืนข้อมูลกลับคืนมาทั้ง Volume VM หรือไฟล์ได้เพียงเสี้ยววินาที

หากตอบคำถามเหล่านี้ได้ทุกข้อ ก็มั่นใจได้ว่าข้อมูลปลอดภัยจากภัยคุกคามได้เป็นอย่างดี แต่ถ้าไม่ได้ HPE มีโซลูชันที่ตอบโจทย์ได้ทั้ง 3 ข้อ Prevent / Detect / Response ครบจบทั้งโซลูชันที่เดียวใน HPE Cohesity

รวมศูนย์ข้อมูล-แบ็คอัพด้วยสูตร 3-2-1

สิ่งหนึ่งที่องค์กรต้องเผชิญจากการใช้แอปพลิเคชันหรืองานบริการผ่านเครือข่ายในองค์กรหรือออนไลน์คือ ข้อมูลที่กระจายไปทั่ว (Data Fragmentation) ทั้งใน Data center ตามสาขาห่างไกล หรือบนคลาวด์สาธารณะ ซึ่งยากต่อการควบคุมและเสี่ยงเพิ่มช่องโหว่การโจมตี แนวทางแก้ไขที่ทำได้ เช่น

การรวบรวมข้อมูลเข้าสู่ศูนย์กลางโดยมี Web Scale File System เป็นตัวช่วยเก็บรวบรวมไฟล์ข้อมูลต่าง ๆ ขึ้นสู่ที่เก็บข้อมูลกลาง หรือ Data Lake บนคลาวด์สาธารณะ ซึ่งเพิ่มขนาดได้ไม่จำกัดและกำกับดูแลจากจุดเดียว สามารถทดสอบปรับปรุงข้อมูล (Test/Dev) โดยมีกระบวนการ Data Masking มาปรับเปลี่ยนหน้าตาข้อมูลเพื่อจำกัดการมองเห็นเท่าที่จำเป็นเพื่อเพิ่มความปลอดภัยก่อนใช้งาน และที่ขาดไม่ได้คือ ระบบแบ็คอัพข้อมูลตามหลัก 3-2-1 ซึ่งหมายถึงการแบ็คอัพข้อมูลเป็น 3 ชุด ชุดต้นฉบับ 1 ชุด และสำเนา 2 ชุด ที่ควรแบ็คอัพไว้บนอุปกรณ์จัดเก็บต่างชนิดกัน และแยกเก็บสำเนา 1 ชุดไปไว้ในอีกสถานที่หนึ่งนั่นเอง

ลดเสี่ยงเรื่องเชื่อมต่อด้วยเครือข่ายคลาวด์

เพราะระบบเครือข่ายและความปลอดภัยส่วนใหญ่ยังติดตั้งอุปกรณ์แบบกล่อง (Box) และแยกกันทำงานเป็นส่วน ๆ แบบไซโล (Silo) แต่แนวคิดนี้กำลังถูกแทนที่ด้วยเครือข่ายคลาวด์ (Cloud Networking) เพื่อให้เกิดการจัดการเครือข่ายและการเชื่อมต่อแบบรวมศูนย์ (Unified Communication) ผ่านบริการคลาวด์ ลดความเสี่ยงจากการจัดการอุปกรณ์เครือข่ายหลายตัว และมีซอฟต์แวร์กำกับการใช้งาน (Software Defined Network) ซึ่งสามารถเพิ่ม ลด กำหนดความเร็ว-ช้าในการเชื่อมต่อให้เหมาะกับอุปกรณ์และลักษณะงานโดยเฉพาะเมื่อมีการเชื่อมต่อไอโอทีเพิ่มขึ้น สามารถติดตามแก้ไขปัญหาให้กลับมาใช้งานเหมือนเดิมได้รวดเร็ว นอกจากนี้ ต้องตอบโจทย์เรื่อง Zero Trust บนหลักการไม่ให้ความเชื่อถือกับทุกการเชื่อมต่อ ที่เริ่มถูกพูดถึงมากขึ้นอันเป็นผลจากแรนซัมแวร์ที่เล่นงานไปทุกภาคอุตสาหกรรม โดยการใช้งานระบบเครือข่ายต้องกำหนดนโยบายความปลอดภัย มีการระบุตัวตน (Authentication) และตัวอุปกรณ์ที่นำมาเชื่อมต่ออย่างชัดเจน

คอนเทนเนอร์ คลื่นลูกใหม่ในวงพัฒนาแอปพลิเคชัน

ทุกวันนี้ แอปพลิเคชัน งานบริการ และข้อมูล ไม่จำเป็นต้องอยู่ใน Data center เสมอไป เห็นได้จากการเติบโตของแพลตฟอร์มบนคลาวด์ หรือ Edge Computing ที่มุ่งนำการบริการและประมวลผลไปใกล้ผู้ใช้งานให้มากที่สุดเพื่อตอบสนองความต้องการได้รวดเร็ว แอปพลิเคชันหรือแพลตฟอร์มบริการทำนองนี้มักจะพัฒนาขึ้นโดยเทคโนโลยีคอนเทนเนอร์ (Container) เพื่อให้มีขนาดเล็ก กินทรัพยากรไอทีน้อย และปรับเปลี่ยนโยกย้ายเร็ว ทำให้องค์กรสามารถตัดตอนการพัฒนาแอปพลิเคชันใหม่ ๆ หรือปรับปรุงระบบงานเดิมให้กะทัดรัดและส่งต่อขึ้นสู่คลาวด์หรือ Edge โดยใช้เวลาไม่นาน และรวมถึงเทคโนโลยี Data Fabric ซึ่งช่วยให้องค์กรมองเห็นข้อมูลที่กระจัดกระจายให้เสมือนเป็นข้อมูลผืนเดียวกันในลักษณะ Data Virtualization สามารถเพิ่มประสิทธิภาพของแอปพลิเคชันที่ส่งขึ้นไปใช้งานบนคลาวด์ หรือ Virtual Machine ได้โดยไม่เสียเวลาทำซ้ำข้อมูลก่อนนำไปใช้ และยังสามารถเข้าถึงข้อมูลชุดเดิมได้อย่างปลอดภัย

การวิเคราะห์ข้อมูลภายใต้หลักการ PDPA

เดิมการจัดการข้อมูลจะเน้นไปที่การทำความสะอาดข้อมูล การออกรายงานเพื่อให้เห็นมุมมองธุรกิจ แต่ไม่ได้ลงลึกถึงระดับการวิเคราะห์ที่ไปสู่การคาดการณ์อนาคต แต่ในยุคดิจิทัลซึ่งมีแอปพลิเคชันและแพลตฟอร์มเกิดใหม่บนคลาวด์เพื่อรองรับการใช้งานส่วนบุคคลมากขึ้น จนเกิดข้อมูล Big Data ที่เป็นประโยชน์เชิงธุรกิจ การนำเทคโนโลยี AI มาใช้สร้างรูปแบบการวิเคราะห์ข้อมูลจึงเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์บริการที่สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภค รวมทั้งมี AR และ VR มาช่วยสร้างสรรค์ประสบการณ์ที่น่าจดจำและเข้าถึงไลฟ์สไตล์ของลูกค้าเป้าหมายได้มากขึ้นเสียจนบางทีเจ้าของข้อมูลเริ่มตั้งคำถามถึงการละเมิดความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งองค์กรก็ต้องเร่งพัฒนาระบบกำกับการใช้งานข้อมูลเหล่านั้นด้วยความโปร่งใส และสอดคล้องกับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ PDPA เพื่อสร้างความเชื่อมั่นทางดิจิทัล (Digital Trust) ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลที่จัดเก็บและใช้งานในศูนย์ข้อมูลขององค์กร บนคลาวด์ หรือโซเชียลมีเดียก็ตาม

แพลตฟอร์มการจัดการข้อมูลลูกค้าบนคลาวด์ (Customer Data Cloud) นับเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยจัดการข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้าซึ่งกระจายใช้งานตามจุดต่าง ๆ ให้ได้รับการคุ้มครองตาม PDPA ซึ่งครอบคลุมทั้งการจัดเก็บ แก้ไข นำไปใช้ ส่งต่อให้บุคคลที่สาม และลบข้อมูลได้โดยเจ้าของข้อมูลหรือผู้ได้รับอนุญาต การจัดระเบียบข้อมูลประวัติลูกค้าแต่ละราย (Single Customer Profile) ควบคู่กับ กระบวนการจัดทำคำยินยอมให้ใช้ข้อมูล (Consent Management) ที่มีประสิทธิภาพและได้รับความเชื่อถือเพื่อที่องค์กรจะสามารถนำข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องไปใช้ประกอบธุรกิจ หรือเพิ่มความสามารถในการแข่งขันเพื่อยกระดับความพึงพอใจของลูกค้าโดยไม่ละเมิดกฎหมายในท้ายที่สุด

สอบถามรายละเอียดข้อมูลผลิตภัณฑ์ HPE Cohesity เพิ่มเติมติดต่อ

เบอร์โทรศัพท์ 02 353 8600 ต่อ 3210

e-mail : yitmkt@yipintsoi.com

#HPE

#Cohesity

#YIPINTSOI

from:https://www.techtalkthai.com/data-protection-in-digital-era-with-hpe-cohesity-by-yip-in-tsoi/

Microsoft กำลังซุ่มทำ ‘Android Subsystem for Windows 10’

มีรายงานว่า Microsoft กำลังทำโปรเจ็คใหม่ที่จะช่วยให้แอปพลิเคชันบน Android สามารถเข้ามารันบน Windows 10 ได้เหมือนกับที่เคยทำบน Linux มาแล้ว

Android OS มีสัดส่วนตลาดกว่า 70% ทีเดียว ดังนั้นไม่น่าแปลกใจที่ Microsoft จะสนใจเข้ามารุกในตลาดนี้ ด้วยเหตุนี้เองจึงจัดตั้งโปรเจ็คพิเศษหรือ Latte ขึ้นมาเพื่อทำสิ่งคล้ายๆ กับที่ทำ Subsystem for Linux (WSL) โดยจะมีการทำ Virtualize ให้การรันแอปพลิเคชันบน Android ใน Windows 10 ได้โดยตรง แทนที่จะแค่ Streaming แอปจากโทรศัพท์เหมือนที่เคยเผยมาก่อนหน้า

ดังนั้นในอนาคตนักพัฒนาอาจจะทำการเผยแพร่แอปพลิเคชันของตนได้ผ่านทาง Microsoft Store ซึ่งปัจจุบันทีมงานกำลังหาทางที่จะช่วยให้นักพัฒนาย้ายแอปมาทำงานบน Windows 10 โดยไม่ต้องแก้ไขโค้ดอยู่ นอกจากนี้อีกประเด็นคือเรื่องของกราฟฟิคที่บน WSL2 ได้แก้ไขด้วยการใช้ Wayland display server เข้ามาช่วยให้รันกราฟฟิคบน Windows 10 ดังนั้นในฝั่งของ Android ก็คงจะเห็นภาพในเร็วๆนี้

ที่มา : https://www.bleepingcomputer.com/news/microsoft/microsoft-is-working-on-an-android-subsystem-for-windows-10/

from:https://www.techtalkthai.com/microsoft-is-building-android-subsystem-for-windows-10/

ทำงานแบบ Remote Work ให้ปลอดภัย เริ่มต้นด้วย Zero trust วันนี้

สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิทบีบให้ทุกองค์กรเปลี่ยนรูปแบบการทำงานไปจากเดิม ไม่พ้นแม้แต่บริษัทยักษ์ใหญ่อย่างไมโครซอฟท์เช่นกัน อย่างไรก็ดีไมโครซอฟท์ได้มีการประยุกต์ใช้คอนเซปต์ Zero Trust มาหลายปีแล้ว จึงพร้อมรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างมั่นใจ ในขณะที่องค์กรส่วนใหญ่ตระหนักดีแล้วว่าการทำงานรูปแบบใหม่นี้ อาจจะทำให้องค์กรมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ยังไม่ทราบว่าจะเริ่มต้นป้องกันตัวเองได้อย่างไร วันนี้เรามีสาระดีๆจากไมโครซอฟท์ที่มาเล่าถึงประสบการณ์ตรงว่า ผ่านการปฏิวัติองค์กรสู่ Zero Trust ได้อย่างไรมาเล่าให้ฟังกันครับ

Zero Trust คืออะไร?

Zero Trust เป็นคอนเซปต์หนึ่งในด้าน Cybersecurity ที่เกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อน โดยตั้งอยู่บนหลักการสามข้อคือ

  • Verify Explicitly – จะไม่มีการอนุญาตให้เข้าใช้งานโดยไม่ตรวจสอบ ด้วยเหตุนี้เองทุกการเข้าใช้งานที่วิ่งเข้ามาจะถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้น โดยมีกลไกการพิสูจน์ตัวตนและกำหนดสิทธิ์การใช้งานโดยพิจารณาจากบริบทต่างๆเช่น ตัวตนของผู้เรียกใช้งาน (Identity) พิกัดที่เข้ามาขอใช้งาน บริการหรือ Workload ที่ขอใช้งาน สถานะของอุปกรณ์ที่เข้ามาใช้งาน และความผิดปกติในการร้องขอ
  • Least Privilege – หลังจากได้อนุญาตเข้าใช้งานแล้วจะต้องมีการจัดสิทธิ์ระดับต่ำที่สุดที่จำเป็น ทั้งในแง่ของเวลาและทรัพยากรที่เข้าถึงได้ ซึ่งในฝั่งของการป้องกันหากมี Policy ที่อ้างอิงความเสี่ยงของการกระทำและการปกป้องข้อมูลที่ดี ก็จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้แก่ข้อมูลและการทำงานได้อย่างมีนัยสำคัญ
  • Assume Breach – ตั้งสมมติฐานไว้ก่อนว่ามีโอกาสเสมอที่องค์กรจะพบกับภัยคุกคาม ดังนั้นต้องมีการจำกัดไม่ให้การโจมตีกระจายตัวออกไป โดยการแบ่งระดับการเข้าถึงโดย ระดับเน็ตเวิร์ค ระดับ User ระดับ Device และระดับ App รวมถึงต้องตรวจสอบว่าทุกเซสชัน โดยใช้พวก AI ในการเข้ามาช่วยตรวจสอบภัยคุกคามและยกระดับการป้องกัน 

เราสามารถเห็นได้ว่าการเข้าถึงระบบจะถูกใส่เงื่อนไขหลายๆ ตัวแปร ทั้งจากอุปกรณ์ ผู้ใช้งาน และเน็ตเวิร์ค เพื่อที่จะลดความเสี่ยงของการเข้าระบบ ไม่ว่าจะเป็น SaaS, IaaS, PaaS, On-premises หรือ Cloud รูปแบบต่างๆ

หัวใจสำคัญที่จะให้พนักงานทำงานจากทุกที่ได้อย่างปลอดภัย

ถึงแม้ว่าสถานการณ์จะเริ่มกลับมาสู่สภาวะปกติแล้ว ลักษณะการทำงานนับแต่นี้ไปจะถูกเปลี่ยนไปในรูปแบบที่เรียกว่า Hybrid Model ดังนั้นการ Implement Zero trust จึงเป็นการทำให้องค์กรมั่นใจได้ว่าพนักงานสามารถเข้าถึงระบบและ resource ได้จากทุกที่อย่างปลอดภัย การเข้าสู่ระบบในแบบของ Zero Trust เราจะต้องมีการทำ authentication และมี policy ที่รองรับสำหรับผู้ใช้งานที่จะเข้าสู่ระบบ พร้อม กับ การ enroll อุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อทำการ manage อุปกรณ์นั้น ๆ สำหรับระบบที่อยู่บน on premise เราสามารถทำ VPN tunnel เพื่อให้ user สามารถเข้าถึงระบบได้เช่นกัน

โดยได้แบ่งกระบวนการออกเป็น 4 หัวข้อดังนี้

1.) ปรับแอปพลิเคชันสู่โมเดล Internet-first

การ implement zero trust สิ่งสำคัญคือการเข้าถึงระบบด้วยการใช้ Internet connection ซึ่งรูปแบบการทำงาน Hybrid work ถ้าพนักงานทำงานจากนอกออฟฟิศ หนีไม่พ้นที่จะต้องใช้ internet ในการเข้าระบบ โดยพื้นฐานของการทำ Zero Trust ก็คือจะใช้วิธีการยืนยันตัวตนแบบใหม่ ตั้งแต่การตรวจสอบการ sign in หากระบบไม่มั่นใจ ระบบจะใช้ตัวแปรอื่นเพื่อให้ทำการยืนยันตัวตนอีกครั้ง หรือการยืนยันตัวตนแบบ Multi-factor authentication (MFA) รวมไปถึงต้องมีการ enroll อุปกรณ์ เพื่อให้แน่ใจว่า IT security policies และ compliance ครอบคลุมเพียงพอ ถ้าไม่มีการป้องกันดังที่กล่าวข้างต้นนี้อย่างเพียงพอ การใช้ Internet connection เพื่อให้พนักงานทำงานจากบ้าน หรือจากที่ไหนก็จะได้จะทำได้ยาก เพราะจะมีความเสี่ยงกับการโดนโจมตีได้

2.) ควบคุมความปลอดภัยในการเข้าถึงด้วย Conditional Access 

เมื่อเข้าถึงระบบโดยใช้ Internet เราจะต้องควบคุมการเข้าระบบโดยใช้เงื่อนไขจากหลายๆ ตัวแปรได้แก่รายละเอียดของผู้ใช้งาน อุปกรณ์, ตำแหน่งที่ login ในการประเมินความเสี่ยงจากข้อมูลเหล่านี้ จากนั้นระบบจะทำการตัดสินใจว่าจะอนุญาตให้เข้าถึงระบบหรือไม่ ถ้าระบบไม่มั่นใจ ระบบการใช้วิธีการที่เรียกว่าการทำ Multi-factor authentication (MFA) หรือการยืนยันตัวตนด้วยตัวแปรอื่น นอกจากนี้องค์กรยังต้องทำการบริหารจัดการอุปกรณ์ให้อยู่ใน policy ขององค์กร เพื่อให้การเข้าถึงระบบมีความปลอดภัยขั้นสูงสุด

3.) เริ่มต้นกับแอปพลิเคชันที่สำคัญกับองค์กร

แม้ว่ามีความพร้อมทางเทคโนโลยีแล้ว แต่การให้ฟันธงว่าจุดเริ่มต้นควรจะเป็นอย่างไรก็ไม่ง่าย ซึ่งสิ่งที่ควรทำก็คือการประเมินก่อนว่าแอปพลิเคชันใดเหมาะสมที่สุด ซึ่งคำตอบนั้นก็คือแอปพลิเคชัน ที่มีการใช้ authentication แบบ Modern Authentication เช่น SAML หรือ SaaS อย่าง Microsoft 365

4.) การจัดการกับ On-premise หรือ ที่เรียกว่า Legacy Application

อีกหนึ่งความกังวลขององค์กรทั้งหลายก็คือ Traditional Application หรือแอปพลิเคชันบน On-premise ซึ่งไม่สามารถย้ายไปบนคลาวด์ ทางไมโครซอฟท์มี Azure Application Proxy หรือฟีเจอร์หนึ่งของ Azure ที่ช่วยทำเป็น Proxy ของแอปพลิเคชันให้ผู้ใช้งานจากภายนอกองค์กรสามารถเข้าถึงทรัพยากรเหล่านั้นได้ผ่าน URL ภายนอกหรือหน้า Portal ของแอปพลิเคชันปกติ นอกจากนี้ยังสามารถรองรับการทำ SSO กับ Remote Desktop, SharePoint, Teams, Tableau และอื่นๆ 

โดยส่วนประกอบของ Application Proxy มี 3 ส่วนคือ 1. Application Proxy Service ใน Azure AD ที่รันอยู่บนคลาวด์ 2. Agent หรือ Proxy Connector ไปติดตั้งลงที่ Windows Server ภายในองค์กร ด้วยเหตุนี้เองจึงเป็นการผสานการทำงานระหว่างภายนอกและภายใน ให้แมประหว่างการเชื่อมต่อมายังบริการบน On-premises ได้ โดยที่ไม่ต้องไปแก้ไขที่แอปพลิเคชันแต่ยังได้รับการพิสูจน์ตัวตนและประสบการณ์เช่นเดียวกับแอปที่ย้ายไปบนคลาวด์นั่นเอง

เตรียมตัวให้พร้อมตั้งแต่วันนี้เพื่อความปลอดภัยในวันข้างหน้า

ไม่มีใครทราบว่าแนวโน้มการทำงานจากทุกที่นั้นจะเป็นอย่างไรต่อไป แต่ ณ วันนี้เมื่อปัจจัยต่างๆ ผลักดันให้เกิดรูปแบบการทำงานที่เป็น Hybrid Work ขึ้นมาแล้ว สิ่งที่บริษัททำได้ก็คือการปรับตัว และเปลี่ยนตัวเองให้สามารถรับกับการเปลี่ยนแปลงนี้  โดยเริ่มต้นง่ายๆ จากการใช้โซลูชัน Conditional Access หรือ MFA เสียก่อน เนื่องจากระบบการพิสูจน์ตัวตนที่แข็งแกร่งเท่านั้นถึงจะต่อยอดเป็นรากฐานที่มั่นคงของ Zero-trust 

ในลำดับถัดไปคือการทำ Enrollment อุปกรณ์เพื่อที่จะสามารถควบคุมและแยกแยะได้ว่า มีอุปกรณ์ใดอยู่ภายใต้การควบคุมบ้างและจะวางแผนการบังคับใช้มาตรการป้องกันอย่างไร ท้ายที่สุดการสร้างวัฒนธรรมองค์กรก็เป็นปัจจัยสำคัญ เพราะองค์กรและพนักงานต้องยอมรับแนวคิดก่อนว่าจะต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานในรูปแบบใหม่ หรือที่เรียกว่า New Normal

ติดตามเพิ่มเติมได้ที่ : 

from:https://www.techtalkthai.com/secure-your-remote-work-with-microsoft-zero-trust/

เผย 3 เทคโนโลยีสำคัญ เบื้องหลังวัน 11.11 ของ Alibaba ในปี 2020

เมื่อวันคนโสดหรือ 11.11 ในปี 2020 ที่ผ่านมา ถือเป็นการทำลายสถิติครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่งของ Alibaba ทั้งในเชิงของการขายสินค้า และการออกแบบระบบ IT Infrastructure เบื้องหลังบน Alibaba Cloud เพื่อให้สามารถรองรับธุรกรรมปริมาณมหาศาลและแคมเปญการตลาดเพื่อเร่งยอดขายได้ ด้วยตัวเลขสถิติที่น่าสนใจดังนี้

Credit: Alibaba
  • มียอดขาย 74,000 ล้านเหรียญหรือราวๆ 2.22 ล้านล้านบาทในเวลา 11 วัน โดยมีประมาณ 250,000 ที่เข้าร่วมแคมเปญในครั้งนี้
  • เกิดการซื้อขายสินค้าสูงสุดถึง 583,000 ครั้งต่อวินาที
  • Cainiao Network ต้องประมวลผลด้านการจัดส่งสินค้ามากถึง 2,320 ล้านครั้งในช่วงเวลา 11 วัน
  • Livestreaming กลายเป็นช่องทางสำคัญที่ทำให้เกิดการขาย โดยมีมากกว่า 30 Livestreaming บน Taobao Live ที่สามารถสร้างรายได้มากกว่า 459 ล้านบาทต่อการ Live

แน่นอนว่าการรองรับการซื้อขายปริมาณมากขนาดนี้ให้ ระบบ IT Infrastructure ที่อยู่เบื้องหลังนั้นก็ย่อมต้องทรงพลังเพียงพอ และ Alibaba ได้ออกมาเผยกับ Bloomberg ถึง 3 เทคโนโลยีหลักที่ถูกใช้งานใน Alibaba Cloud เพื่อให้วัน 11.11 ครั้งล่าสุดนี้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ได้แก่

1 Next Generation Data Center ระบายความร้อนด้วยของเหลวเพื่อความคุ้มค่า

ระบบ Data Center ของ Alibaba Cloud เพื่อรองรับ 11.11 ในครั้งนี้ ใช้ระบบ Liquid-Cooled Server จำนวนหลายหมื่นเครื่องภายใน Data Center จำนวน 5 แห่งที่กระจายอยู่ทั่วประเทศจีน ทำให้นอกจากปริมาณยอดขายที่สูงแล้ว Alibaba ก็ยังคงออกแบบระบบให้เป็นมิตรต่อธรรมชาติมากที่สุดกว่าที่เคย

การระบายความร้อนด้วยของเหลวนี้ทำให้สามารถลดปริมาณการใช้พลังงานได้มากถึง 70% เนื่องจากระบบไม่ต้องสูญเสียพลังงานไปกับระบบพัดลมภายใน Server, ระบบแอร์ภายใน Data Center และระบบระบายความร้อนในรูปแบบอื่นๆ อีกมากมาย

ในขณะเดียวกัน Alibaba ก็ใช้ AI ในการตรวจสอบดูแลรักษาระบบภายใน Data Center เหล่านี้ เพื่อตรวจหา Hard Disk ที่อาจทำงานผิดพลาดและแก้ไขปัญหาโดยอัตโนมัติให้ระบบโดยรวมทำงานได้ต่อเนื่องไม่ทำให้สูญเสียโอกาสการขาย ช่วยลดภาระของเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลระบบได้เป็นอย่างดี

2 Cloud Native Solution ขยายระบบได้ถึง 1 ล้าน Container ใน 1 ชั่วโมง

ในวัน 11.11 ครั้งนี้ Alibaba Cloud มีการใช้งาน Container อย่างเต็มตัวด้วยการใช้สถาปัตยกรรม Alibaba Cloud X-Dragon และบริการ Alibaba Container Service for Kubernetes (ACK) ที่สามารถ Scale Up ระบบได้ถึงระดับ 1 ล้าน Container ภายในเวลาเพียง 1 ชั่วโมงในช่วงที่มีการซื้อขายมากที่สุดระหว่างแคมเปญ

ทั้งนี้ระบบทั้งหมดก็ต้องทำการประมวลผลแบบ Real-time ดังนั้น Alibaba จึงต้องทำการวิเคราะห์ข้อมูลปริมาณกว่า 1.7 Exabyte ต่อวันด้วยการใช้บริการ Data Warehouse AnalyticDB ที่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้รวดเร็วถึงระดับมิลลิวินาที และใช้ PolarDB ของ Alibaba เองเพื่อรองรับธุรกรรมจำนวนมากกว่า 100 ล้านรายการสำหรับ China Post

ความรวดเร็วในการประมวลผลนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยร้านค้าใน Alibaba ให้ทำการค้าขายได้ดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังช่วยให้ Logistics Partner ประหยัดค่าใช้จ่ายได้ด้วย อย่างเช่น STO Express ที่ลดค่าใช้จ่ายด้าน IT ลงไปได้ถึง 30% และการลดเวลาที่ใช้ในการ Synchronize ข้อมูลกับ Cainiao จากเดิมที่เคยใช้ 1 ชั่วโมงนั้นลดเหลือเพียง 3 นาที ทำให้ประสบการณ์ของลูกค้าที่จับจ่ายในแคมเปญนี้กว่า 800 ล้านคนดีขึ้นไปด้วย

3 Livestreaming ที่เสริมนวัตกรรมเพื่อเร่งสร้างยอดขาย

มีผู้ชม Livestreaming มากกว่า 524 ล้านคนในช่วง 11.11 ที่ผ่านมา โดยมีการ Stream หลายหมื่นครั้งเกิดขึ้นบน Taobao Live ซึ่ง Alibaba ก็มีการใช้เทคโนโลยี Real-Time Streaming (RTS) ของตนเองที่ช่วยลด Latency ให้เหลือเพียงไม่ถึง 1 วินาทีเท่านั้น น้อยกว่าค่าเฉลี่ยของวงการถึง 75%

อีกเทคโนโลยีที่มีบทบาทมากก็คือ Real-Time Language Translation ที่นำ AI แปลภาษาบน AliExpress มาใช้กับ Livestreaming ด้วย ทำให้ไม่ว่าสินค้าแบรนด์ใดจากประเทศไหนก็สามารถทำการขายของผ่าน Livestreaming ได้ทั้งหมด โดยมีร้านค้ากว่า 70% เลือกใช้ความสามารถนี้สำหรับแปลภาษาจีนไปเป็นอังกฤษ, รัสเซีย, สเปน และฝรั่งเศส และมีผู้ชมกว่า 8 ล้านรายที่รับชมเนื้อหาจาก 9,000 คลิปบน AliExpress

รับชมรายละเอียดฉบับเต็มและภาพเคลื่อนไหวจาก Bloomberg ร่วมกับ Alibaba Cloud ได้ที่ https://sponsored.bloomberg.com/news/sponsors/features/alibaba-cloud/the-pulse-of-digitalization/?adv=30613&prx_t=6xkGA7f5IAYikPA โดยเนื้อหาดังกล่าวนี้ยังเป็นเพียง Episode 1 เท่านั้น และในอนาคตจะยังมี Episode อื่นๆ ออกมาเพิ่มเติมอีก

ผู้ที่สนใจ Alibaba Cloud สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.alibabacloud.com/campaign/singles-day-double-11-2020

from:https://www.techtalkthai.com/3-innovative-technologies-behind-11-11-at-alibaba-2020/