คลังเก็บป้ายกำกับ: PRODUCTS

สรุปรายงาน Cisco Visual Networking Index ระหว่างปี 2017 – 2022

Cisco ออกรายงาน Cisco Visual Networking Index (VNI) พยากรณ์แนวโน้มทางด้าน IP Traffic ระหว่างปี 2017 – 2022 คาด 60% ของประชากรโลกจะใช้อินเทอร์เน็ต ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2017 ถึง 45% ในขณะที่ผู้ใช้แต่ละคนจะสร้างทราฟฟิกบนอินเทอร์เน็ตมากถึง 85 GB ต่อเดือน

แนวโน้มและการคาดการณ์ที่น่าสนใจ ได้แก่

  • IP Traffic ทั่วโลกจะแตะ 4.8 ZB ต่อปีภายในปี 2022 เพิ่มขึ้นจากปี 2017 ประมาณ 3 เท่า
  • จำนวนอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับเครือข่าย IP จะมีมากกว่าจำนวนประชากรโลกถึง 3 เท่าภายในปี 2022 (1 คนจะมีอุปกรณ์โดยเฉลี่ย 3.6 เครื่อง)
  • การเชื่อมต่อแบบ M2M จะมีปริมาณเกินครึ่งของการเชื่อมต่อทั้งหมดภายในปี 2022
  • ทราฟฟิกจากสมาร์ตโฟนจะเพิ่มขึ้นจาก 18% ในปี 2017 ไปเป็น 44% ในปี 2022 แซงหน้าทราฟฟิกจาก PC
  • ทราฟฟิกจาก Wireless และอุปกรณ์พกพาจะมีปริมาณ 71% ของทราฟฟิกทั้งหมดภายในปี 2022
  • ทราฟฟิกข้อมูลจากอุปกรณ์พกพาจะเพิ่มขึ้น 7 เท่าระหว่างปี 2017 ถึงปี 2022 เช่นเดียวกับทราฟฟิกจาก Internet Video Surveillance ในขณะที่ ทราฟฟิกจากอุปกรณ์​ VR และ AR จะเพิ่มขึ้นถึง 12 เท่า
  • ความเร็วของเครือข่ายบรอดแบนต์จะเพิ่มขึ้น 2 เท่าภายในปี 2022
  • Wi-Fi จะมีความเร็วโดยเฉลี่ยที่ 54 Mbps ภายในปี 2022 เพิ่มจากปี 2017 ที่มีความเร็วเฉลี่ย 24 Mbps ประมาณ 2 เท่า
  • CDN จะถือทราฟฟิกอินเทอร์เน็ตราว 72% ภายใน 2022 เพิ่มจากปี 2017 ประมาณ 16%
  • ประมาณ 12% ของทราฟฟิกจากอุปกรณ์พกพาจะมาจากการเชื่อมต่อผ่านทาง 5G
  • IP Traffic ในภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาจะมีอัตราการเติบโตสูงสุด ตามมาด้วยภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

ผู้ที่สนใจสามารถอ่านแนวโน้มและการคาดการณ์ฉบับเต็มได้ที่: https://www.cisco.com/c/en/us/solutions/collateral/service-provider/visual-networking-index-vni/white-paper-c11-741490.html

Infographic: https://www.cisco.com/c/en/us/solutions/service-provider/vni-network-traffic-forecast/vni-forecast-info.html

from:https://www.techtalkthai.com/cisco-visual-networking-index-2017-2022/

Advertisements

Nutanix เปิดตัว 3 บริการ Cloud บน Nutanix Xi รองรับ IoT, DevOps/SRE และ DR

Nutanix ได้ออกมาประกาศเปิดตัว 3 บริการ Cloud ใหม่บน Nutanix Xi ตอบโจทย์การทำ IoT, DevOps/SRE และ Disaster Recovery (DR) ดังนี้

 

บริการแรกคือ Nutanix Xi IoT ซึ่งเป็นระบบ Intelligent Edge Platform ที่รองรับการทำ Real-time Analysis ได้ด้วยโซลูชันแบบ Software-Defined ทั้งหมด เพื่อนำความสามารถในการทำ Compute, Machine Learning และ Intelligence ไปสู่ IoT Edge Device และสามารถส่งข้อมูลขึ้นไปยังผู้ให้บริการ Cloud ชั้นนำอย่าง Azure, AWS, GCP ได้อย่างมั่นคงปลอดภัย พร้อมทั้งบริหารจัดการระบบ IoT ทั้งหมดได้จากศูนย์กลาง https://www.nutanix.com/iot

Credit: Nutanix

 

ถัดมาคือ Nutanix Xi Epoch ระบบ Monitoring สำหรับ Cloud-Native Application ตอบโจทย์การทำ DevOps และ Site Reliability Engineering (SRE) โดยเฉพาะ โดยสามาถรตรวจสอบการทำงาสของ Application, Service และ Dependency ต่างๆ พร้อมข้อมูลประกอบสำหรับตรวจสอบแก้ไขปัญหา และติดตาม Service Level Objective (SLO) กับ Service Level Indicator (SLI) ได้ https://www.nutanix.com/products/epoch/

Credit: Nutanix

 

สุดท้ายคือ Nutanix Xi Leap โซลูชันการทำ DR สำหรับผู้ที่ใช้งาน Nutanix อยู่เดิม ให้สามารถทำ DR สำหรับ VM ต่างๆ ได้โดยไม่ต้องติดตั้งอะไรเพิ่มเติม เพียงแค่ตั้งค่าและกำหนดการทำ Automation ในการ Recover ระบบคืนเท่านั้น

Credit: Nutanix

 

ที่มา: https://www.nutanix.com/press-releases/2018/11/28/nutanix-xi-iot-brings-intelligence-edge/, https://www.nutanix.com/2018/11/28/introducing-xi-epoch-nutanix/, https://www.nutanix.com/2018/11/28/xi-leap-first-no-install-dr/

from:https://www.techtalkthai.com/3-new-cloud-services-are-available-on-nutanix-xi-for-iot-devops-sre-and-dr/

คอมพิวเตอร์ยูเนี่ยน นำเสนอซอฟต์แวร์ที่เพิ่มความถูกต้องแม่นยำ และลดระยะเวลาสำหรับงานที่ต้องทำซ้ำ ๆ ด้วย IBM Robotic Process Automation

เบื่อไหมกับงานที่ต้องทำซ้ำๆเป็นประจำทุกวัน  และยังเป็นงานที่ต้องการความถูกต้องแม่นยำ จะดีกว่าไหมถ้าในองค์กรเราสามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ด้วย  ซอฟต์แวร์ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการทำงานในรูปแบบอัตโนมัติโดยหุ่นยนต์ หรือที่เรียกว่า “Robotic Process Automation” (RPA)

IBM RPA เป็นระบบซอฟต์แวร์อัตโนมัติที่มีความสามารถในการจัดการกับงานประเภทที่ต้องทำซ้ำ ๆ เช่นการทำงานในแผนกบัญชีอย่างใบเสนอราคา ใบขอเสนอซื้อ ใบกำกับสินค้า การตรวจสอบบันทึก ใบแจ้งหนี้ ใบรับสินค้า และใบชำระเงินเป็นต้น RPA สามารถทำขั้นตอนเหล่านี้ให้กลายเป็นกระบวนการทำงานอัตโนมัติ ด้วยการใช้งานที่ไม่ซับซ้อนของ RPA องค์กรสามารถนำมาปรับใช้กับหน่วยงานได้อย่างรวดเร็วและเรียบง่าย เหมาะกับทุกองค์กรที่ต้องการเริ่มต้นการปรับรูปแบบการทำงานเพื่อระบบที่เป็นอัตโนมัติ ทำให้พนักงานมีเวลาในการพัฒนางานส่วนอื่นได้มากขึ้น

 

 

ในสภาวะปัจจุบัน องค์กรต่าง ๆ เริ่มหันกลับมามองการพัฒนาระบบภายนองค์กรกันมากขึ้นโดยมี

การจับมือกันระหว่าง IBM และผู้นำตลาดในการทำ RPA อย่าง Automation Anywhere ก่อให้เกิดโซลูชั่นครบวงจรที่รองรับการทำระบบอัตโนมัติในจำนวนมหาศาลรวมไปถึงการบริหารจัดการกระบวนการธุรกิจด้วย IBM Business Process Manager(BPM)

  • Automation Anywhere RPA – ออกแบบมาสำหรับผู้ใช้งานเพื่อความสะดวกในการบันทึกขั้นตอนการทำงานเสมือนพนักงานดำเนินเอกสารเองโดยมี RPA เป็นตัวจัดการซึ่งไม่จำเป็นต้องมีการพัฒนาระบบหรือเขียนโค้ดใดๆ
  • IBM Business Process Manager Express Solution – เป็นส่วนบริหารจัดการและมอนิเตอร์การทำงานของ RPA เพื่อทำ workflow optimization และทำการจัดการกับข้อผิดพลาดที่ดียิ่งขึ้น

 

 

การใช้โซลูชั่นร่วมกันระหว่าง IBM Business Process Management(BPM) และ Robotic Process Automation(RPA) สามารถลดค่าใช้จ่ายในธนาคารแห่งหนึ่งในยุโรปถึง 30 เปอร์เซ็นต์

จากเดิมที่ธนาคารมีหน้าจอแสดงผลให้ลูกค้าโดยใช้ IBM BPM ในการทำระบบอัตโนมัติ ธนาคารต้องการเปลี่ยนให้ระบบบริการส่วนอื่น ๆ ที่ยังต้องใช้มนุษย์ในการดำเนินงานให้เป็นระบบอัตโนมัติทั้งหมด เพื่อให้ระบบบริการเหล่านั้นไม่ถูกจำกัดเฉพาะแค่เวลาทำการ ด้วยการนำ IBM RPA เข้ามาใช้งาน ธนาคารสามารถขยายเวลาทำการในการใช้งานระบบบริการต่าง ๆเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างเหมาะสม เช่นการเปิดบัญชีธนาคาร การขออนุมัติเงินกู้หรือการให้สินเชื่อ นอกจากจะเพิ่มความประทับใจให้กับลูกค้าที่เข้ามาใช้งานระบบของธนาคารและยังสามารถยังลดค่าใช้จ่ายได้ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ จากที่ต้องจ่ายกับระบบเดิม ๆ

สุดท้ายนี้ คงจะปฏิเสธกันไม่ได้ว่าองค์กรต่าง ๆ กำลังพยายามปฏิรูปธุรกิจด้วยการนำเทคโนโลยีใหม่ๆมาประยุกต์ใช้กับธุรกิจ เพื่อปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานให้ต่างจากเดิม พวกเขากำลังมองหาโอกาศในการขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตเร็วขึ้นโดยการเพิ่มศักยภาพในการขยายการผลิด การนำ IBM RPA ที่เป็นระบบจัดการกระบวนการแบบอัตโนมัติเข้ามาในระบบถือว่าเป็นการเริ่มต้นกระบวนการเปลี่ยนถ่ายธุรกิจสู่ดิจิตัล สู่นโยบาย “ไทยแลนด์ 4.0” ต่อไปในอนาคตองค์กรต่าง ๆ ในประเทศไทยจะปฏิรูปธุรกิจตัวเองสู่รูปแบบดิจิตัลมากขึ้น เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันของตลาด

 

ติดต่อสอบถามได้ที่ บริษัท คอมพิวเตอร์ยูเนี่ยน จำกัด โทร 02 311 6881 หรือ email : cu_mkt@cu.co.th

เขียนบทความโดย วริศ ศศิเศรษฐ์  System Engineer บริษัท คอมพิวเตอร์ยูเนี่ยน จำกัด

from:https://www.techtalkthai.com/computer-union-ibm-robotic-process-automation-rpa-solution/

สรุปงานสัมมนา DTCi Technology Day with SOTI เปลี่ยน Mobile Device ให้เป็นหัวใจของธุรกิจอย่างมั่นใจ

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2018 ที่ผ่านมา ทาง DTCi ได้จัดงานสัมมนา DTCi Technology Day with SOTI เพื่ออัปเดตถึงแนวโน้มการนำอุปกรณ์ Mobile Device ไปใช้งานภายใน Workflow ของธุรกิจต่างๆ ในหลายอุตสาหกรรม และทำให้โซลูชั่น Enterprise Mobility Management ได้ถูกนำไปประยุกต์ใช้อย่างน่าสนใจหลากหลายรูปแบบ ทีมงาน TechTalkThai มีโอกาสได้ไปเข้าร่วมสัมมนาในครั้งนี้ จึงขอนำเนื้อหามาสรุปให้ทุกท่านได้อ่านกันเป็นแนวทางดังนี้ครับ

 

Credit: DTCi

 

การนำ Mobile Device ไปใช้งานใน Workflow ของธุรกิจเติบโตขึ้นอย่างมาก อุปกรณ์ Android สำหรับการทำงานมียอดจำหน่ายเกือบถึง 300 ล้านอุปกรณ์ในแต่ละปี

เมื่อก่อนเวลาเราพูดถึงการนำ Mobile Device ไปใช้ในการทำงาน เรามักนึกถึงกรณีของการนำไปใช้ทดแทนอุปกรณ์อย่าง PC หรือ Notebook กันเป็นหลักเพื่อให้เกิดการติดต่อสื่อสารและเข้าถึง Application ทางธุรกิจต่างๆ ได้อย่างสะดวกและง่ายดายจากทุกที่ทุกเวลา แต่ปัจจุบันอุปกรณ์ Mobile Device เองเริ่มกลายเป็นหัวใจที่สำคัญของธุรกิจที่ถูกนำไปใช้งานกันอย่างจริงจังใน Workflow มากขึ้น ในฐานะระบบ Interface สำหรับใช้งานเฉพาะทางในอุตสาหกรรมต่างๆ

ตัวอย่างเช่น ในการควบคุมและตรวจสอบสายการผลิต อุปกรณ์ Mobile Device หรือ Handheld ที่มีความทนทานสูงก็เริ่มถูกนำไปใช้งานกันมากขึ้น, ระบบ Point of Sales เองก็เริ่มเปลี่ยนจากการพัฒนา Hardware แบบ Proprietary มาใช้ Mobile Device แทน, ตู้ Kiosk ต่างๆ ก็เปลี่ยนมาใช้ Mobile Device เป็นหลัก เป็นต้น

อุปกรณ์เหล่านี้มักถูกจำกัดความสามารถในการใช้งานหรือควบคุมการใช้งานและการเข้าถึงข้อมูลอย่างเข้มข้นเพื่อตอบโจทย์ประเด็นด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัย และป้องกันไม่ให้ผู้ใช้งานนำอุปกรณ์เหล่านี้ไปใช้งานผิดไปจากวัตถุประสงค์ของธุรกิจ ส่วนในด้านของการเลือกใช้ระบบปฎิบัติการนั้นองค์กรส่วนมากมักเลือกใช้ระบบปฎิบัติการที่เป็นที่แพร่หลายในการทำงานเพราะจะทำให้การพัฒนาระบบ Application หรือ Software ต่างๆ ที่เข้ามาใช้ภายใน Workflow นั้นเป็นไปได้อย่างง่ายดายยิ่งขึ้น

Android และ iOS นั้นก็เป็นสองระบบปฏิบัติการยอดนิยมสำหรับการนำมาทำงานเหล่านี้ แต่ด้วยราคาที่ถูกกว่าและอุปกรณ์ที่มีความหลากหลาย รวมถึงยังมีความสามารถในการปรับแต่งได้อย่างอิสระมากกว่า ก็ทำให้ Android ได้รับความนิยมสูงเป็นอย่างมาก ซึ่งในแต่ละปีที่มีการจำหน่าย Mobile Device สำหรับธุรกิจ Android ก็มีสัดส่วนมากถึง 75% และก็มีแนวโน้มที่จะเติบโตต่อเนื่องไปอีกในอนาคต

แนวโน้มนี้ก็ถือว่าน่าจับตามองไม่น้อยเพราะนี่คือการเติบโตที่ชัดเจนอย่างหนึ่งของความพยายามในการทำ Digital Transformation ของธุรกิจต่างๆ ที่ต้องการเปลี่ยนจากการนำอุปกรณ์เฉพาะทางที่ไม่สามารถแก้ไขมาใช้เพื่อเพิ่มความสะดวกในการทำงานในอดีต มาสู่การใช้ Mobile Device ที่มีความชาญฉลาดสูงยิ่งขึ้นและพร้อมจะรองรับต่อการเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อก้าวไปสู่การเป็น Digital Business ของเหล่าธุรกิจทั่วโลกนั่นเอง

อย่างไรก็ดี ด้วยความสำคัญของ Mobile Device ที่มีต่อธุรกิจในหลากหลายอุตสาหกรรมนี้ ประเด็นด้านการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานและการดูแลรักษา ไปจนถึงการรักษาความมั่นคงปลอดภัยก็ยิ่งทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้น และนั่นเองที่ทำให้ DTCi ตัดสินใจผลักดันโซลูชั่นของ SOTI อย่างเต็มตัว และพร้อมจะเติบโตไปด้วยกันในประเทศไทย

 

รู้จักกับ SOTI โซลูชั่นระบบ EMM ที่ครอบคลุมทั้งการจัดการ Mobile Device, Android, iOS, Windows, Linux และ IoT ในหนึ่งเดียว

 

Credit: DTCi

 

หากใครเคยมองหาโซลูชั่นระบบ Mobile Device Management (MDM) หรือ Enterprise Mobility Management (EMM) นั้นก็คงจะเคยได้ยินชื่อของ SOTI กันมาอยู่บ้าง เพราะ SOTI เป็นหนึ่งในผู้ผลิตชั้นนำของโซลูชั่นเหล่านี้ และมีจุดเด่นที่ถูกพัฒนาขึ้นมาให้เหนือกว่าคู่แข่งเพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่เฉพาะทางของธุรกิจหลากหลายประการ

ปัจจุบัน SOTI มีลูกค้าใช้งานอยู่ทั่วโลกกว่า 17,000 องค์กรใน 176 ประเทศทั่วโลก โดยมี Partner มากกว่า 2,000 ราย และยังทำงานใกล้ชิดกับผู้ผลิตอุปกรณ์ Android มากกว่า 170 บริษัท ทำให้โซลูชั่นของ SOTI สามารถทำงานร่วมกับอุปกรณ์ Android ได้หลากหลายค่าย ไม่เพียงแต่ Android สำหรับใช้งานเป็น Smartphone หรือ Tablet เท่านั้น แต่ยังรวมถึง Android ที่ถูกพัฒนามาใช้งานเป็น Handheld, POS, Kiosk และ IoT Device อีกด้วย

 

Credit: DTCi

 

โซลูชั่นของ SOTI นี้ครอบคลุมการจัดการอุปกรณ์ได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น iOS, Android, Windows, Windows CE, Linux, macOS, Zebra Printer และอื่นๆ โดยในการควบคุมอุปกรณ์แต่ละประเภทนั้นก็จะมีความสามารถที่แตกต่างกันออกไปตามแต่ว่าเทคโนโลยีของอุปกรณ์นั้นๆ จะเอื้อให้เข้าไปบริหารจัดการได้มากน้อยเพียงใด นอกจากนี้ SOTI ยังสามารถเลือกได้ว่าจะติดตั้งใช้งานแบบ On-Premises ภายในองค์กร หรือใช้งานผ่าน Cloud ซึ่งธุรกิจองค์กรต่างๆ สามารถเลือกใช้งานได้ตามความเหมาะสม

โดยสรุปแล้ว ความสามารถของ SOTI มีดังต่อไปนี้

  • สามารถบริหารจัดการอุปกรณ์ Mobile Device, PC, Notebook, IoT ทั้งหมดได้ในหน้า Console เดียว ซึ่งในส่วนของ Android จะมี Built-in Antivirus มาให้ใช้งานด้วย
  • สามารถควบคุมการใช้งานอุปกรณ์ Mobile Device ให้มีรูปแบบการใช้งานตามที่ต้องการได้ เช่น การทำหน้าที่เป็น Kiosk เพียงอย่างเดียว ไม่สามารถใช้งานระบบอื่นๆ ได้
  • มีระบบ Remote เพื่อให้ผู้ดูแลระบบสามารถเข้าถึงอุปกรณ์ของผู้ใช้งานและช่วยเหลือแก้ไขปัญหา ลด Downtime ที่อาจเกิดขึ้นในธุรกิจได้
  • มีระบบติดตามการใช้งานอุปกรณ์ต่างๆ และ Dashboard ควบคุมการทำ Compliance สำหรับอุปกรณ์จำนวนมากได้อย่างง่ายดาย
  • สามารถทำ Package Deployment ได้อย่างรวดเร็ว ทำให้สามารถติดตั้ง Application ได้ง่ายจากระยไกลโดยไม่กระทบต่อการใช้งาน
  • สามารถควบคุมสิทธิการงาน Mobile Device เช่น จำกัดพื้นที่ห้ามใช้กล้อง จำกัดการใช้งานอินเตอร์เน็ตด้วย Web filtering
  • มีระบบสำหรับการพัฒนา Mobile Application ได้แบบ Drag & Drop ไม่ต้องเขียนโค้ดใดๆ ทำให้รองรับการนำไปใช้งานใน Workflow ต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย

 

Credit: DTCi

 

การนำไปใช้งานจริงนั้นก็มีกรณีหลากหลาย ซึ่งทีมงานของ DTCi และ SOTI ได้นำเสนอตัวอย่างการใช้งานที่น่าสนใจดังนี้

  • การควบคุม Mobile Device สำหรับเจ้าหน้าที่สายการบินที่ต้องให้บริการลูกค้าภายในสนามบิน โดยเน้นเรื่องของการควบคุมอุปกรณ์ให้สามารถทำงานได้เพียงแค่ Application ของธุรกิจเท่านั้น และเปิดให้อุปกรณ์ชิ้นหนึ่งๆ สามารถใช้งานได้โดยพนักงานหลายคน ซึ่ง SOTI จะช่วยให้ผู้ดูแลระบบ IT สามารถให้การสนับสนุนแก้ไขปัญหาจากระยะไกลได้ รองรับต่อเจ้าหน้าที่จำนวนมากที่ทำงานกระจายกันอยู่ในสนามบินหลายแห่ง ทำให้ลดเวลาการทำงานของผู้ดูแลระบบ
  • การพัฒนา Mobile Application เพื่อนำมาใช้ในธุรกิจ Logistics ทำให้มี Mobile Application สำหรับติดตามข้อมูลการส่งสินค้าต่างๆ ที่สามารถแก้ไขได้อย่างง่ายดาย ในขณะที่หากเจ้าหน้าที่คนไหนมีปัญหากับการใช้งานอุปกรณ์ แผนก IT ก็สามารถเข้าไปช่วยเหลือได้ทันที
  • การจัดการควบคุมให้อุปกรณ์ Tablet ทำงานแบบ Kiosk เพื่อนำไปใช้ในธุรกิจโรงแรม ให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงข้อมูลและบริการต่างๆ ของโรงแรมได้ผ่าน Tablet เดียว ในขณะที่ลูกค้าไม่สามารถนำ Tablet ไปใช้งานเพื่อวัตถุประสงค์อื่นได้ และทางโรงแรมเองก็สามารถนำเสนอบริการใหม่ๆ ได้อย่างง่ายดายผ่านการพัฒนา Web Application ด้วย HTML5 และนำมาเชื่อมต่อ
  • การแยกส่วน Application สำหรับการทำงานออกจากระบบอื่นๆ บน Mobile Device ที่พนักงานนำมาใช้ทำงานเองแบบ Bring Your Own Device (BYOD) ซึ่งเป็นที่นิยมในธุรกิจส่วนที่เป็นการขายและการตลาด เนื่องจากพนักงานมักไม่ได้เข้าออฟฟิศและสะดวกจะทำงานบนอุปกรณ์พกพาของตนเองเป็นหลัก โดยรองรับการ Onboard ได้หลากหลายวิธีการทำให้ง่ายต่อการใช้งานจริง และผู้ดูแลระบบไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งานได้ แต่ยังคงควบคุมการใช้งาน Application และการเข้าถึงข้อมูลในส่วนธุรกิจได้อยู่

ในงานสัมมนาครั้งนี้ยังมีการพูดถึงกรณีศึกษาอื่นๆ อีกมากมาย ทำให้เห็นได้ชัดเจนว่าเทรนด์ของการนำอุปกรณ์ Mobile Device ไปใช้งานในธุรกิจอย่างจริงจังนั้นกำลังเกิดขึ้นเรื่อยๆ และ SOTI เองก็มีความยืดหยุ่นมากพอที่จะตอบรับต่อความต้องการเหล่านี้ทั้งหมดได้อย่างครบถ้วน

 

SOTI ONE รวม 6 โซลูชั่นด้านการจัดการอุปกรณ์เข้าไว้ด้วยกัน

 

Credit: DTCi

 

สำหรับโซลูชั่นเด่นของ SOTI นั้นก็คือ SOTI ONE ที่เป็นโซลูชั่นใหญ่รวมความสามารถอีก 6 ประการหลักๆ เข้าด้วยกัน ดังนี้

1. SOTI MOBICONTROL

โซลูชั่นเด่นของ SOTI สำหรับใช้บริหารจัดการอุปกรณ์ iOS, Android, Windows, Windows CE, Linux, macOS, Zebra Printer และอื่นๆ ได้จากส่วนกลาง พร้อมทั้งมีระบบการบริหารจัดการเพื่อแยกข้อมูลของธุรกิจออกมาจากการใช้งานส่วนตัว เช่น Email, App, Content Management และ File Sharing ไปจนถึงการสั่งลบข้อมูลหรือระบบได้จากระยะไกล สำหรับปกป้องข้อมูลของธุรกิจบนอุปกรณ์ที่สูญหายหรือถูกขโมยไปได้

2. SOTI ASSIST 

โซลูชั่น Mobility Help Desk สำหรับช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถร้องขอความช่วยเหลือแก้ไขปัญหาจากผู้ดูแลระบบ IT ได้ผ่านการเปิด Ticket, การ Chat และเปิดให้ผู้ดูแลระบบทำการ Remote เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาได้ทันทีผ่านหน้า Console

3. SOTI SNAP

โซลูชั่นสำหรับการพัฒนา Mobile Application ได้แบบ Drag & Drop ไม่ต้องอาศัย Software Developer ซึ่ง Application นี้สามารถใช้งานได้บนทั้ง iOS และ Android บนหน้าจอหลากหลายขนาดแบบ Responsive อีกทั้งยังสามารถทำการ Integrate เข้ากับ SOTI ONE Platform, Zapier, Webhook, REST API, Office 365 และ Google Drive ได้ด้วย รวมถึงยังสามารถใช้งานแบบ Offline ได้

4. SOTI CENTRAL

ระบบ Portal สำหรับให้ลูกค้าและพาร์ทเนอร์ของ SOTI เข้าไปทำการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์รวมถึงช่วยกันแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ในแบบชุมชน

5. SOTI INSIGHT (Road Map 2019)

ระบบ Business Intelligence (BI) สำหรับวิเคราะห์ข้อมูลการใช้งาน Device, App, User, Sensor และข้อมูลอื่นๆ ที่ได้ทำการรวบรวมเอาไว้ในระบบ และนำ Machine Learning มาใช้ตรวจสอบเหตุการณ์ผิดปกติหรือทำนายปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ ช่วยให้การตัดสินใจทำงานต่างๆ และการดูแลแก้ไขปัญหาในระบบเป็นไปได้อย่างแม่นยำมากยิ่งขึ้นด้วยข้อมูล Big Data

6. SOTI CONNECT (Road Map 2019)

โซลูชั่น IoT Gateway สำหรับรวบรวม, วิเคราะห์ และส่งต่อข้อมูลจากอุปกรณ์ IoT ที่เชื่อมต่อเข้ามาด้วยโปรโตคอลหลากหลายเช่น LWM2M, MQTT หรือ LoRa และยังมี SDK สำหรับเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่นๆ ที่ไม่ได้รองรับมาตรฐานเหล่านี้ พร้อมมีหน้าจอสำหรับสร้าง Automation Workflow ด้วยตัวเองเพื่อให้ IoT Gateway ส่งคำสั่งไปยังอุปกรณ์ IoT เพื่อควบคุมการทำงานได้ทันทีหากได้รับข้อมูลซึ่งตรงตามเงื่อนไขที่กำหนด โดยไม่ต้องเขียนโปรแกรมเองแต่อย่างใด

 

ติดต่อทีมงาน DTCi ได้ทันที

สำหรับผู้ที่สนใจในโซลูชั่นของ SOTI และต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมหรือใบเสนอราคา สามารถติดต่อทีมงาน DTCi พันธมิตรของ SOTI อย่างเป็นทางการในประเทศไทยได้ทันทีที่  DTC Internetworking Co., Ltd.  [บริษัท ดีทีซี อินเตอร์เน็ทเวิร์คกิ้ง จำกัด] 123/3 ถ.นนทรี แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ 10120, เบอร์ติดต่อ 02-294-6776 ต่อ 221, Email: Sales.soti@dtci.co.th, Website: http://www.dtci.co.th

from:https://www.techtalkthai.com/dtci-technology-day-with-soti-seminar-summary/

รวมคลิปย้อนหลังงาน Microsoft Future Now

สำหรับใครที่พลาดงาน Future Now ของ Microsoft ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายนที่ผ่านมาก็ไม่เป็นไรนะครับเพราะวันนี้เราได้รวบรวมเอาคลิปวีดีโอย้อนหลังมาให้ผู้สนใจดูกันเต็มๆ อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งประกอบไปด้วยช่วง Keynote เปิดงานโดย คุณ​ Dhanawat Suthumpun, Managing Director ของ​ Microsoft Thailand รวมไปถึงบูธของทาง Microsoft และพาร์ทเนอร์ที่นำเทคโนโลยีไปใช้ต่อยอดด้วย

Future of AI : Building your AI capabilities โดย​ คุณ​ Dhanawat Suthumpun, Managing Director ของ​ Microsoft Thailand

Modern Workplace Security

Business Analytics by Power BI

Smart Workplace

VR Simulation ในงานขับรถตัดอ้อยสำหรับเกษตรกรรม

แนะนำนวัตกรรมโดรน​ และ​ AI​ จาก​ สมาคมอากาศยานไร้คนขับแห่งประเทศไทย​ 



from:https://www.techtalkthai.com/rerun-microsoft-future-now-clips/

ไอบีเอ็มเปิดตัว IBM Cognos Analytics 11.1 BI โฉมใหม่ ผสานพลัง AI เปลี่ยนทุกข้อมูลให้เป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาดยิ่งขึ้นในราคาเบาๆ

IBM Cognos Analytics 11.1 เป็น BI โฉมใหม่ สวยล้ำ ฉลาดเลิศ ผสานพลัง AI เผยข้อมูลเชิงลึกที่ซ่อนอยู่ why พร้อมตัวช่วย AI ขั้นเทพ เปลี่ยนทุกข้อมูลให้เป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาดยิ่งขึ้นในราคาเบาๆ ทั้งแบบ cloud และ on premise เหมาะกับทุกขนาดธุรกิจไม่ว่าเล็กหรือใหญ่

 

Credit: IBM

 

Smart Data Discovery and AI Assistant

ความต้องการของผู้ใช้งานไม่ได้มีเพียงเรื่อง Simple Visualization อีกต่อไปแล้ว ไอบีเอ็มจึงนำ Augmented Intelligence: AI มาช่วยในการเตรียมข้อมูลวิเคราะห์ นำเสนอข้อมูลด้วยภาพ และหาคำตอบจากข้อมูลได้แบบอัตโนมัติ ซึ่งจะช่วยให้ business users ทำงานได้ง่ายยิ่งขึ้น

  • นำเสนอข้อมูลที่ชาญฉลาดด้วย AI Assistant – Ask Cognos!
  • แนะนำ Visualization ที่เหมาะสมต่อการวิเคราะห์ข้อมูลตามที่ผู้ใช้ถามด้วย natural language
  • แสดงข้อเท็จจริงที่น่าสนใจที่ซ่อนอยู่ในข้อมูลเช่นตัวแปรขับเคลื่อน (Drivers) ที่สำคัญจาก Data fields ที่กำลังสนใจ
  • สร้าง Dashboard และ Storytelling อย่างมั่นใจด้วยข้อมูล Insight ที่ระบบแนะนำให้

 

Make Your Data Work for You

เปลี่ยนการเข้าถึงข้อมูลให้ง่ายขึ้นผ่านการใช้ความสามารถของ Data Module เพื่อการ Cleansing และ Shaping ข้อมูลให้พร้อมนำไปวิเคราะห์อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

  • ระบบเตรียมข้อมูลโดยอัตโนมัติ ผู้ใช้งานเพียงอัพโหลดข้อมูลขึ้นไปในระบบ หลังจากนั้นสามารถนำข้อมูลไปวิเคราะห์ได้ทันที
  • ระบบมี Auto Join ซึ่งช่วยลดระยะเวลาในการทำงาน
  • Auto Aggregation โดยเฉพาะการทำ Relative Dates เช่น MTD QTD และ YTD ให้โดยอัตโนมัติ
  • Shaping data ด้วยการสร้าง field ข้อมูลใหม่การสร้าง Custom group/view และการเรียกข้อมูลด้วย Custom SQL ผ่าน Graphic User Interface โดยที่ไม่ต้องมีการ Coding ด้วยภาษาใดๆ
  • สร้างการ Drill up/down อย่างง่ายดายเพียงไม่กี่คลิก

 

Trusted Analytics Foundation

ระบบในการวิเคราะห์ข้อมูลที่ทุกคนสามารถเชื่อถือได้ในการเข้าถึง การเผยแพร่ และการสร้างเนื้อหาข้อมูล โดยที่ระบุการเข้าถึงเครื่องมือและความปลอดภัยของข้อมูลเพียงครั้งเดียว แล้วสามารถใช้ได้ทั่วทั้งระบบรวมถึง Capabilities ที่สามารถตอบโจทย์ในการเข้าถึงข้อมูลของคนทั้งองค์กรโดยไม่ต้องอาศัยความยุ่งยาก

  • สร้าง Security Filters เพื่อกำหนดสิทธิ์ให้ผู้ใช้ข้อมูลเข้าถึงเฉพาะส่วนที่ต้องการให้เข้าถึง ซึ่งเป็นการทำการ Define เพียงครั้งเดียวแต่มีผลทั้งระบบ ไม่ว่าจะดูบนอุปกรณ์ใดก็ตาม ทั้งที่ผ่าน Dashboard Report หรือ Storytelling
  • ความสามารถในการ Share เนื้อหาผ่าน e-mail หรืออื่นๆ ด้วยการ Bursting Scheduling หรือผ่าน Slack
  • การจัดการในส่วน Administration ของระบบสามารถทำได้อย่างง่ายดาย
  • ความสามารถที่สำคัญอื่นๆ เช่น Multitenancy User management และ Logging

 

สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่คุณอี่ โทร 02-619-1260

from:https://www.techtalkthai.com/ibm-cognos-analytics-11-1-new-bi-with-integrated-ai-is-announced/

เปิดตัว AWS Outposts นำ AWS มาใช้ใน Data Center ขององค์กรได้แล้ว ตอบโจทย์ Hybrid Cloud

ในงาน AWS re:Invent 2018 ทาง AWS ได้ออกมาประกาศถึงโซลูชันใหม่ AWS Outposts ที่จะนำบริการต่างๆ ของ AWS ไปใช้งานได้ภายในองค์กรแบบ On-Premises บน Hardware แบบเดียวกับที่ใช้ใน Cloud ของ AWS และมีทีมงานของ AWS คอยช่วยดูแลแบบ Fully Managed

 

Credit: AWS

 

AWS Outposts นี้จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักๆ ด้วยกัน ได้แก่ VMware Cloud on AWS Outposts ที่จะใช้ Control Plane และ API ของ VMware ในการบริหารจัดการเป็นหลัก และ AWS Outposts ที่ใช้ Control Plane และ API ของ AWS ในการบริหารจัดการโดยตรง

โซลูชันนี้ถูกออกแบบมาเพื่อตอบรับต่อการทำ Hybrid Cloud โดยเฉพาะ โดยผู้ใช้งานสามารถเลือกสเป็คของ Hardware ที่ต้องการได้ ซึ่งสามารถเลือกเป็นเครื่องเดียว หลายเครื่อง หรือเลือกเป็น Rack เลยก็ได้, เลือกระบบบริหารจัดการที่ต้องการได้ และเลือกใช้เฉพาะบริการที่ตนเองต้องการได้ โดยสามารถเพิ่มขยายระบบในภายหลังได้ ทำให้ง่ายต่อการลงทุนเริ่มต้นใช้งาน

ก็ถือเป็นก้าวที่น่าสนใจไม่น้อยทีเดียวสำหรับการก้าวสู่ Data Center ขององค์กรต่างๆ ซึ่งก็เป็นคำถามที่หลายองค์กรเองก็อยากได้คำตอบมานานแล้ว

ผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถศึกษาข้อมูลได้ที่ https://aws.amazon.com/outposts/ ครับ

 

ที่มา: https://aws.amazon.com/outposts/

from:https://www.techtalkthai.com/aws-outposts-using-aws-services-on-premises/