คลังเก็บป้ายกำกับ: PRODUCTS

[Guest Post] HPE GreenLake เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ภายในงาน HPE Discover 2021

ที่งาน HPE Discover 2021 เมื่อวันที่ 23-25  มิถุนายนที่ผ่านมา HPE GreenLake ได้มีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่มากมาย หนึ่งในนั้นคือ HPE GreenLake Lighthouse และ Project Aurora เพื่อเป็นการตอกย้ำวิสัยทัศน์และทิศทางของบริษัทที่จะเป็น Edge-to-Cloud Platform as-a-Service

HPE GreenLake ส่งมอบ Infrastructure ให้กับคุณในรูปแบบ services ซึ่งช่วยให้คุณพร้อมใช้งานตาม scale โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนด้วยเงินก้อนใหญ่ตั้งแต่เริ่มต้น เพราะอาจทำให้เสี่ยงต่อการเลือกในสิ่งที่เกินกว่าความต้องการจริงหรือต้องหาซื้ออุปกรณ์เพิ่มเติมอีกในภายหลังและมีระยะเวลาในการ Implement ที่แน่นอน  ยิ่งไปกว่านั้นเรายังสามารถส่งมอบได้ทั้งแบบ on premise หรือส่งไปยัง Data Center ที่คุณเชื่อมต่ออยู่ด้วยระยะเวลาเพียงไม่เกิน 14 วันเท่านั้น

เลือกระบบที่มีการทำงานอย่างเหมาะสมลงตัว ขยายขนาดได้ตามความต้องการและจัดการได้กับทุก workloads ด้วย General Purpose Compute จาก HPE GreenLake ซึ่งถูกสร้างขึ้นโดยใช้พื้นฐานเดิมของ rack-optimized HPE Proliant DL Servers, an Intel®-based server โซลูชั่นที่นำเสนอความสามารถในการปรับขนาดตามความต้องการโดยใช้ memory พื้นที่เพียงเล็กน้อยและสามารถตั้งค่าคอนฟิกซ์ให้ดูแลแม้ในสถานการณ์ critical applications และ  data on premises ที่ต้องให้ความสำคัญอย่างมาก  ยิ่งไปกว่านั้น HPE Financial Services จะช่วยคุณในการจัดการกับ assets เดิมที่คุณมีอยู่ให้เกิดประโยชน์ในรูปแบบที่คำนึงถึงความปลอดภัยและความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมเมื่อคุณเลือกไมเกรทแบบ pay-per-use model

และจุดเด่นของ HPE GreenLake Lighthouse และ Project Aurora มีดังนี้

 

HPE GreenLake Lighthouse

HPE GreenLake Lighthouse เป็นแพลตฟอร์มใหม่ด้วยประสบการณ์แบบ Cloud-native โดยองค์กรสามารถนำไปลงที่ใดก็ได้ไม่ว่าจะเป็น On-premise และ Cloud ใดๆก็ตาม ซึ่ง Light house platform จะช่วย deploy workload อย่างอัตโนมัติได้เพียงคลิกเดียว ไม่ว่าคุณจะรันงานจากที่ใดก็ตาม สิ่งที่ขับเคลื่อนอยู่ภายในก็คือโซลูชัน Ezmeral นั่นเอง

Project Aurora

ด้วย Project Aurora คุณสามารถทำ Zero Trust ได้ตั้งแต่ Edge จนถึงคลาวด์ ให้เป็นจริงขึ้นมาได้ ในการสร้างความมั่นคงปลอดภัยเช่นนั้น Project Aurora จะทำโดยการพิสูจน์และตรวจสอบ Integrity ตั้งแต่ระดับ Supply Chain ไปจนถึงชั้นแอปพลิเคชัน เริ่มตั้งแต่ระดับสายการผลิตโดยการคัดกรองและตรวจสอบกระบวนการผลิต ขั้นที่สองมีการออกแบบและผลิต Hardware พร้อมกับตรวจสอบมาตรฐานด้านความปลอดภัยอย่างเข้มข้น ภายในมี Trust Platform Module ที่สามารถการันตีความถูกต้องของฮาร์ดแวร์ Firmware และ OS 

 ในขั้นสุดท้ายที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต ความคุ้มครองระดับชั้น Platform และแอปพลิเคชัน ส่วนที่มาเติมเต็มคือซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส Secure Production Identity Framework for Everyone (SPIFEE) หรือ Specification ที่ว่าด้วยเรื่องของการรักษาความมั่นคงปลอดภัยให้ Dynamic และ Heterogeneous อีกส่วนประกอบก็คือ SPIFEE Runtime Environment ซึ่งเป็นการนำ SPIFEE ไปใช้งานให้เกิดขึ้นจริง 

ศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ Project Aurora (https://www.hpe.com/us/en/security/project-aurora.html)

 

from:https://www.techtalkthai.com/new-hpe-greenlake-features-at-hpe-discover-2021/

ยอดขาย Chromebook ไตรมาส 2 ปี 2021 เติบโต 75%

ตัวเลขรายงานยอดขาย Chromebook ของไตรมาสที่ 2 ปีนี้เติบโตสูงถึง 75% คิดเป็นยอดจำหน่ายกว่า 11.9 ล้านเครื่อง

Canalys ได้เปิดเผยตัวเลขยอดขายตลาด PC ล่าสุด พบว่ายอดขาย Chromebook มีการเติบโตค่อนข้างสูง โดยเพิ่มขึ้นกว่า 75% เทียบกับไตรมาสเดียวกันเมื่อปีที่แล้ว โดยผู้ผลิต Chromebook อันดับหนึ่งนั้นเป็น HP ที่มียอดขายกว่า 4.3 ล้านเครื่อง เติบโตกว่า 116% ตามมาด้วย Lenovo, Acer, Dell และ Samsung ที่มียอดขาย 2.6, 1.8, 1.1, และ 1 ล้านเครื่องตามลำดับ

สำหรับปัจจัยที่ส่งผลให้มีการเติบโตในครั้งนี้เนื่องมาจากวิกฤตการณ์โควิด-19 ที่ทำให้โรงเรียนในแถบอเมริกาและยุโรปนำ Chromebook เข้ามาใช้ในการเรียนออนไลน์มากขึ้น และมีแนวโน้มที่จะเติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ Google ยังเตรียมผลักดัน Chromebook เข้าสู่ตลาดธุรกิจขนาดเล็กอีกด้วย เห็นได้จากการเปิดตัว Google Workspace Tier แบบใหม่ และการออกโปรโมชันสำหรับ CloudReady License เพื่อนำ ChromeOS มาใช้กับ PC เก่า

ตลาดนี้เป็นที่น่าจับตามองอย่างมากเนื่องจากผู้ผลิตหลายรายเริ่มทยอยเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ออกมา เช่น Apple ที่เปิดตัว M1 Processor และ Microsoft ที่เปิดตัว Windows 11

ที่มา: https://www.zdnet.com/article/chromebooks-dominate-worldwide-pc-market-with-75-annual-growth/

from:https://www.techtalkthai.com/chromebook-q2-2021-growth-75-percent/

[Guest Post] เจาะเส้นทางการ Transform ขององค์กร เพื่อก้าวสู่การเป็น Data Driven Organization

ในยุคนี้ใคร ๆ ก็ต่างพูดกันว่า Data is a new oil จนเราต่างรู้สึกคุ้นชินกันไปแล้ว และเห็นถึงความสำคัญของ Data หรือข้อมูลในการขับเคลื่อนธุรกิจในโลกใหม่ที่กำลังดำเนินไปในยุคเทคโนโลยีกันไม่น้อย แต่อีกหนึ่งประกาศที่สำคัญ แม้ว่า Data จะเปรียบเป็นน้ำมันดิบก็จริง แต่หากไม่มีการกลั่นออกมาให้เป็นเชื้อเพลิงให้เราสามารถนำไปใช้งานต่อได้ ซึ่งก็เหมือนกัน การสกัดข้อมูลออกมาผ่านการวิเคราะห์แยกแยะ เพื่อให้ได้ Insight นำไปใช้ประโยชน์ในการดำเนินธุรกิจต่อนั้นก็ไม่มีค่าอะไรเช่นกัน 

Data มีความสำคัญต่อองค์กรมากแค่ไหน ถ้าหากองค์กรจะ Transform เพื่อก้าวสู่การเป็น  Data Driven Organization จะเริ่มต้นอย่างไร ต้องผ่านกระบวนการอะไรบ้าง ในบทความนี้ คุณกนกกมล เลาหบูรณะกิจ หัวหน้ากลุ่มฝ่ายขาย บริษัท ฟูจิตสึ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจไว้ดังนี้

คุณกนกกมล เลาหบูรณะกิจ หัวหน้ากลุ่มฝ่ายขาย บริษัท ฟูจิตสึ (ประเทศไทย) จำกัด

 

ทำไมองค์กรต้องให้ความสำคัญกับ Data ?

ในโลกธุรกิจ ก็ไม่ต่างอะไรกับการทำศึกสงครามที่มักจะมีสุภาษิตจีนที่ว่า รู้เขารู้เรารบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง ดังนั้น Data จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมาก ที่จะทำให้องค์กรได้รู้จักและเข้าใจตัวเองมากขึ้น นอกจากมุมภายในองค์กรแล้ว ยังทำให้องค์กรรู้จักลูกค้าของตัวเองได้ดีขึ้นอีกด้วย ซึ่งจะช่วยให้องค์กรสามารถเพิ่มประสบการณ์ที่ดีของลูกค้าได้อย่างตรงกลุ่มเป้าหมาย สามารถปรับปรุงบริการเพื่อรักษาฐานลูกค้าเดิมไว้ได้

นอกจากนี้ Data ทำให้องค์กรรู้จักตัวเองแล้ว ยังทำให้องค์กรสามารถรู้จักคู่แข่ง ด้วยการเข้าใจตลาดมากขึ้น นำไปสู่การคาดการณ์ยอดขาย และจับเทรนด์ของความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นได้ล่วงหน้าด้วย และที่สำคัญที่สุด คือ Data จะเป็นตัวช่วยให้เราสามารถตัดสินใจได้รวดเร็วขึ้น อีกทั้งองค์กรยังสามารถที่จะนำ Data มาเพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขัน (competitive edge) ได้อีกด้วย

ก่อนจะสร้าง Data Driven Organization องค์กรต้องมี Data Strategy

ก่อนที่จะไปถึงขั้นตอนของการ Transform องค์กรไปสู่การเป็น Data Driven Organization นั้นจะต้องการวางกลยุทธ์ข้อมูล (Data Strategy) ก่อน โดยเริ่มจากการทำความเข้าใจตัวเองอย่างถ่องแท้ด้วยการตอบคำถามให้ได้ว่า เราจะใช้ Data เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์อะไร ? หลังจากนั้นต้องหาคำตอบต่อไปอีกว่า  Data ที่เราได้มานั้นมาจากไหน เช่น จากคนในองค์กรที่ใส่ไปทุกวัน จาก ERP หรือจะเป็นข้อมูลทางการตลาดจากภายนอก

เมื่อได้ข้อมูลทั้งหมดมาแล้ว เราจะสกัดข้อมูลจากหลากหลายที่มาเหล่านั้นให้ออกมาเป็นข้อมูลเชิงลึก (Insight) หานัยยะสำคัญได้อย่างไร ซึ่งตรงนี้อาจจะต้องใช้การระดมสมอง ผ่านการคิดเชิงตรรกะ (Critical Thinking)

หลังจากที่ได้ผ่านกระบวนการข้างต้นแล้ว ขั้นตอนต่อมาของการวางกลยุทธ์ข้อมูล คือ การใช้เทคโนโลยี ซึ่งจะเป็นเครื่องมือที่จะเข้ามาช่วยในแง่ของการจัดเก็บ โดยส่วนใหญ่จะเป็นการจัดเก็บบน Cloud หลังจากนั้นก็จะนำไปสู่การชี้วัดความสามารถของข้อมูล (data competency) ที่ได้รวบรวมมา และสุดท้ายคือ การวางนโยบายหรือกระบวนการในการจัดการข้อมูล (data governance) ได้อย่างชัดเจน   

Data Driven Mindset หัวใจสำคัญของการสร้างความเปลี่ยนแปลง

เมื่อองค์กรมีการวางกลยุทธ์ข้อมูลได้อย่างชัดเจนแล้ว ความท้าทายที่เกิดขึ้นระหว่างการเปลี่ยนผ่านนั้น คงหนีไม่พ้นการทำให้ทั้งองค์กรสามารถมองเห็นภาพเดียวกันได้ ตั้งแต่ผู้บริหาร จนถึงพนักงานที่จะต้องมีแนวคิดและเป้าหมายเดียวกัน ซึ่งองค์กรจะสามารถก้าวสู่การเป็น Data Driven Organization ได้นั้น ทุกคนในองค์กรจะต้องมี Data Driven Mindset ผ่านการสร้างวัฒนธรรมองค์กร เพื่อให้ทุกคนเห็นความสำคัญของ Data ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในองค์กร

สำหรับองค์กรที่กำลังเปลี่ยนผ่าน แม้ว่า Data Driven Mindset  จะเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องปลูกฝังให้กับพนักงานทุกคน แต่อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การฝึกฝนให้เกิดการใช้งานจริง ซึ่งสามารถทำได้โดยอย่างแรกต้องเริ่มที่ผู้บริหาร ที่จะต้องเป็นผู้นำในการใช้ข้อมูล และต้องมีความเชื่อมั่นในข้อมูล เพื่อที่จะทำให้พนักงานมั่นใจไปด้วย ต่อมาในการฝึกฝนพนักงานนั้นจะต้องให้พวกเขารู้จักตั้งคำถาม เกิดอะไรขึ้น  จะสามารถแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร ซึ่งการตอบกลับมานั้นพนักงานใช้ข้อมูลเพื่อ Support ความคิดเห็นของตนเอง อาจจะเป็นการให้พวกเขานำ tools มาช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูล

“Data Driven Organization จะประสบความสำเร็จได้ ก็ต่อเมื่อทุกคนในองค์กรต้องลงเรือลำเดียวกัน เพราะความท้าทายหลักที่จะเปลี่ยน คือ วัฒนธรรมองค์กร ดังนั้นบางองค์กรที่ Fail หรือเกิดการต่อต้านระบบ เป็นเพราะว่า ทุกคนไม่เข้าใจการเปลี่ยนแปลงขององค์กร”

3 สิ่งที่ผู้บริหารควรทำ เมื่อทำ Data Transformation ไม่สัมฤทธิ์ผล

ข้อมูลจาก Harvard Business Review ได้ให้คำแนะนำไว้ 3 ประการ เมื่อองค์กรทำ  Data Transformation แล้วไม่สัมฤทธิ์ผล ดังนี้

Quick Win หรือกลยุทธ์ที่จะสร้างให้เกิด High Impact ดังนั้นถ้าจะสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นในองค์กร หรือจะสร้างให้เกิดโมเมนตัมที่จะก่อให้เกิด Data Driven Organization ต่อไปได้ องค์กรจะต้องหา quick win ให้เจอเพื่อที่จะสร้าง Impact ด้วยทุนที่ต่ำและเวลาอันสั้น เพราะปกติแล้วการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ก็ตาม มักจะสร้างผลกระทบกับหลายส่วน และต้องมีการลงทุนทั้งเงินและเวลา

ผู้บริหารจะต้องกลับมาพิจารณาซ้ำอีกครั้ง ถึงการจัดการ Data ขององค์กร  โดยเฉพาะเรื่องของการสื่อสาร (communication) ให้คนในองค์กรเชื่อว่า Data คือ สินทรัพย์ (Asset) ขององค์กร ต้องทำให้เกิดความเข้าใจร่วมกัน หรือ Common Goal ว่าองค์กรต้องการ Data ไปทำไมและได้ประโยชน์อะไร

ผู้บริหารต้องเชื่อมั่น อย่าใจร้อน และต้องระลึกเสมอว่า Data transformation เป็นกระบวนการที่ใช้เวลานาน เพราะการเปลี่ยนแปลงองค์กรเช่นนี้อาจจะไม่ได้ส่งผลในเวลาอันรวดเร็ว แต่เป็นการที่ทำไปเรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่อง แล้วจะค่อย ๆ เห็นผล โดยเฉพาะการเห็นว่าคนส่วนใหญ่ในองค์กรมีความเห็นและมองภาพไปในทิศทางเดียวกัน

กระบวนการทำ Data Analytics องค์กรเริ่มได้จากตรงไหน

ข้อมูล Data Analytics Pathway จากฟูจิตสึ ซึ่งเป็นผู้ให้บริการชั้นนำในด้านโซลูชันเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารระดับโลก ได้แบ่ง Data Analytics เป็น 2 ส่วนหลัก ๆ คือ ขั้นตอนของ Digitalization และนำมาเข้าสู่ขั้นตอนของ Data Analytics

Digitalization เป็น Transaction Based หรือ Reporting ซึ่งอยู่ในรูปแบบดิจิทัล หลายองค์กรยังมีการทำงานที่อยู่ใน Stage ที่เป็น Traditional ซึ่งยังมีการเก็บข้อมูลในรูปแบบกระดาษอยู่ก็มี ดังนั้นอาจจะต้องมีการปรับตั้งแต่ส่วนนี้ก่อน ที่จะมาเข้าสู่ ขั้นของ Data Analytics ได้

ต่อมาเมื่อองค์กรมีการเก็บข้อมูลที่เป็นแบบ Digitalization สู่ Data Analytics 5 steps ดังนี้

1 Visibility เป็นการทำให้องค์กรมองเห็น (Seeing) Data ที่มีอยู่ทั้งหมด เพื่อที่จะนำไปสู่การวิเคราะห์ข้อมูลแบบพื้นฐานได้ (Descriptive Analytics) เช่น  Standard Report หรือสร้าง Query ในการถามว่าเราต้องการจะรู้ข้อมูลอะไร ก็จะได้ข้อมูลจากตรงนั้น

Transparency เป็นขั้นของการทำความเข้าใจ (Understanding) Data เพื่อนำไปสู่การวิเคราะห์ข้อมูลในเชิงวินิจฉัย (Diagnostic Analytics) เช่น Statistical Analytics

สำหรับ  2 ขั้นตอนนี้จะเป็นการทำ Business Intelligence  ขององค์กรด้วยการนำข้อมูลต่าง ๆ ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันมาแสดงผลในรูปแบบของ Dashboard ซึ่งจะต้องมีการใช้  tools ที่เข้ามารองรับ เช่น Power BI

3 Predictive  เป็นขั้นของการเตรียมการ (Being Prepared) นำไปสู่การวิเคราะห์ข้อมูลในเชิงทำนาย (Predictive Analytics) ตรงนี้จะทำให้สามารถคาดการณ์ได้ว่าในธุรกิจของเราจะเกิดอะไรขึ้นในระยะต่อไป หรือเทรนด์ที่กำลังจะเกิดขึ้นเป็นอย่างไร

4 Adaptability  เป็นขั้นของการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับองค์กร (Self Optimizing) ผ่านการวิเคราะห์ด้วยคำแนะนำ (Prescriptive Analytics) เช่น การสามารถบอกได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นถ้าทำลองทำสิ่งนี้ หรือการบอกว่าอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดที่ควรทำ

5 Cognitive เป็นขั้นที่ทำให้องค์กรดำเนินไปด้วยระบบอัตโนมัติ (Automation) ผ่านการวิเคราะห์องค์ความรู้ (Cognitive Analytics) โดยการเรียนรู้จากเหตุและผล เลือกการกระทำและผลลัพธ์ออกมาได้อย่างถูกต้อง ซึ่งเป็นขั้นของการที่องค์กรใช้ปัญญาประดิษฐ์เข้ามาช่วย

สำหรับทั้ง 3 ขั้นตอนนี้จะเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลแบบ Advance ด้วยการใช้รูปแบบวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Science Model) และปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence)

ทั้งนี้ทั้งนั้นกระบวนการที่สำคัญในการเปลี่ยนผ่านองค์กรไปสู่ การเป็น  Data Driven Organization ก็คือ การทำ Data Analytics ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะต้องมีการประเมินศักยภาพด้าน Data ขององค์กรในเบื้องต้น เพื่อนำไปสู่ขั้นตอนที่เหมาะสม ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยในกระบวนการดังกล่าว ซึ่งปัจจุบันทาง Fujitsu สามารถที่จะ support องค์กรได้แบบ end-to-end  รวมถึง Data Analytics ได้ครบทั้ง 5 ขั้น โดย Fujitsu จะทำการวิเคราะห์ในเบื้องต้นเพื่อเลือกขั้นตอนที่เหมาะสมที่สุดให้กับองค์กร สามารถนำไปใช้ให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากที่สุด

อย่างไรก็ตามการทำ Data Driven Organization ให้ประสบความสำเร็จนั้นขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมองค์กร และ Data Driven Mindset ซึ่งการจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้นั้น ต้องมีการนำ Data มาใช้ โดยเกิดจากความร่วมมือของทุกคนในองค์กร และในการทำเรื่องใหม่ องค์กรก็ควรที่จะมีหน่วยงานเฉพาะที่จะเข้ามาดูแลกระบวนการและก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในองค์กรได้ในที่สุด

รวมถึงสามารถสัมผัสบริการ Digital Service อื่นๆ สามารถเรียนรู้เพิ่มเติมไปงานงานสัมมนาออนไลน์ FUJITSU New Normal Digital Service Expo ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 18 สิงหาคม 2564 ที่จะถึงนี้

สามารถคลิกลงทะเบียนได้ที่นี่

สำหรับองค์กรที่ Transform ขององค์กร สู่การเป็น Data Driven Organization สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

บริษัท ฟูจิตสึ (ประเทศไทย) จำกัด
อาคาร เอ็กเชน ทาวเวอร์ ชั้น 22-23|
เลขที่ 388 ถนนสุขุมวิท เขตคลองเตย กรุงเทพฯ 10110
โทร. + 66 (0) 2302 1500 แฟ็กซ์ + 66 (0) 2302 1555

http://th.fujitsu.com

from:https://www.techtalkthai.com/transform-to-data-driven-organization-by-fujitsu/

[Guest Post] ปกป้อง Desktop และ Server ของคุณจาก Cyber Attack ด้วย EPP & EDR จาก VMware Carbon Black

หลายคนอาจจะยังไม่คุ้นเคยกับ Concept Intrinsic Security ของ VMware ความจริงแล้ว Security อยู่ใน DNA ของ VMware มาตั้งแต่ vSphere เพราะเรื่อง Availability และ Virtualization ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้ Datacenter มีความแข็งแรงทนทาน และยากต่อการเจาะมากขึ้น อย่างไรก็ตาม VMware เพิ่งจะหันมามุ่งเน้นในเรื่องของ Intrinsic Security อย่างเต็มตัวเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี่เอง เมื่อมีการเข้าซื้อบริษัทด้าน Endpoint Security อย่าง Carbon Black และบริษัทอื่นๆในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ทำให้ภาพรวมของ IT Infrastructure ที่มี Built-it Security มีความชัดเจนยิ่งขึ้น โดยหัวใจหลักมาจาก Threat Intelligence Cloud ของ Carbon Black ที่เราได้นำมา integrate กับ product ที่มีอยู่เดิม ทำให้เกิดเป็น Security ในทุกๆด้านของ IT สำหรับบทความนี้จะเป็นหนึ่งในซีรี่ส์ที่จะมาอัพเดตข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับ Solution ด้าน Security ของ VMware โดยจะเริ่มที่หัวใจของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ซึ่งก็คือ Carbon Black นั่นเอง

           

Carbon Black เป็นผู้เล่นที่แข็งแกร่งในตลาด EPP (Endpoint Protection Platform)  รวมไปถึงเป็นผู้ริเริ่ม Solution ที่เรียกกันว่า EDR (Endpoint Detection & Response) อีกด้วย ในยุคปัจจุบันที่การโจมตีทางไซเบอร์มีความหลากหลายและซับซ้อนมากขึ้นทำให้ Antivirus แบบดั้งเดิมไม่เพียงพอต่อการป้องกัน Devices จาก Ransomware และ Zero-day attack อีกต่อไป Solution อย่าง Next-gen Antivirus (NGAV) ของ Carbon Black จึงเป็นสิ่งที่หลายๆองค์กรมองหา การใช้ Machine Learning เข้าช่วยในการตรวจจับพฤติกรรมที่เป็นภัย แทนที่จะมามองหา Signature นอกจากจะทำให้สามารถป้องกันการโจมตีรูปแบบใหม่ๆได้แล้ว ยังช่วยลดภาระทางทรัพยากรบนเครื่องอีกด้วย สิ่งเหล่านี้จะเป็นไปไม่ได้เลยหากไม่มี Threat Intelligence ขนาดใหญ่ รวมไปถึงการ Monitor Event ต่างๆอย่างต่อเนื่องด้วยความสามารถของ EDR ที่จะช่วยเพิ่มประโยชน์ในการหาต้นตอรวมไปถึงการตอบโต้กับความพยายามในการโจมตีที่เกิดขึ้น ความสามารถทั้งหมดนี้ได้ถูกรวมไว้ใน Single Agent และ Manage จาก Single Console กำจัดปัญหาเรื่อง Context ที่ไม่สมบูรณ์จากการขาด Integration ระหว่าง Solution ทั้งหมดนี้ทำให้ Carbon Black เป็น Solution ที่มีประสิทธิภาพเป็นอย่างมากในการป้องกันระบบ IT ทุกประเภทและดียิ่งขึ้นไปอีกบน Environment ของ VMware

 

สามารถเข้าไปดูข้อมูลโดยละเอียดของ Carbon Black ได้ที่

https://www.carbonblack.com/products/vmware-carbon-black-cloud-endpoint/

ทำไมถึงต้องเปลี่ยนจาก Traditional Antivirus เป็น NGAV

https://www.carbonblack.com/resources/modernize-endpoint-protection-and-leave-your-legacy-challenges-behind/

ทดลองใช้งานความสามารถต่างๆของ Carbon Black ได้ที่

https://labs.hol.vmware.com/HOL/catalogs/lab/8550

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-vmware-carbon-black/

[Guest Post] ซัมซุงเปิดตัวสมาชิกใหม่ Galaxy Tab S7 FE เอาใจแฟนๆ ด้วยหน้าจอใหญ่ไม่เหมือนใคร พร้อมปากกา S Pen ในกล่อง มอบประสบการณ์การใช้งานแบบ Multi-Tasking ทั้งเรียนและเล่นไม่มีสะดุด

ซัมซุงแนะนำ Galaxy Tab S7 FE แท็บเล็ตรุ่นใหม่ ที่รวมฟีเจอร์สุดโปรดของเหล่าแฟนๆ จากแท็บเล็ตรุ่นแฟลกชิปไว้ในเครื่องเดียว ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอขนาดใหญ่ถึง 12.4 นิ้ว ปากกา S Pen ในกล่องไม่ต้องซื้อเพิ่มและไม่ต้องชาร์จแบตเตอรีให้เสียเวลา พร้อมฟีเจอร์ Multi-Active Window เพื่อการใช้งานหลายหน้าต่างพร้อมกัน และฟีเจอร์ Multi instance เพื่อสร้าง Shortcut ให้สามารถทำงานพร้อมกันได้ถึงสามแอปพลิเคชันได้อย่างง่ายดาย มอบประสบการณ์ Multi-Tasking ทั้งเรียนและเล่นได้อย่างไหลลื่นไม่มีสะดุด

 

เพิ่มประสิทธิภาพ การเรียนออนไลน์กับ S Pen เพื่อชีวิต Multi-Tasking กว่าที่เคย

จะเรียนออนไลน์หรือทำโปรเจกต์ ไม่ว่าเอกสารจะเยอะแค่ไหน Galaxy Tab S7 FE ก็พร้อมทุกสถานการณ์ ด้วย S Pen ที่มาพร้อมตั้งแต่เปิดกล่อง และสุดยอดฟีเจอร์ใน Samsung Notes ที่ช่วยเปลี่ยนการจดด้วยลายมือให้กลายเป็นข้อความตัวพิมพ์ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษได้อย่างง่ายดายและเรียลไทม์ พร้อมจัดระเบียบบันทึกต่างๆ ด้วยแท็กอัตโนมัติ และการค้นหาอัจฉริยะเพื่อการใช้งานโน้ตที่ต้องการได้ทันที รวมถึงฟีเจอร์ Multi-Active Window เพื่อการใช้งานหลายหน้าต่างพร้อมกัน และฟีเจอร์ Multi instance เพื่อจับคู่แอปพลิเคชันและสร้าง Shortcut ให้สามารถทำงานพร้อมกันได้ถึงสามแอปพลิเคชันในหน้าจอเดียว ไม่ว่าจะท่องอินเทอร์เน็ต จดโน้ต หรือแม้แต่การรับชมวิดีโอสตรีมมิ่งก็สามารถทำได้ในเวลาเดียวกัน

พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานไปอีกขั้น ด้วยการเปลี่ยนให้ Galaxy Tab S7 FE เป็นคอมพิวเตอร์ส่วนตัวผ่าน Samsung DeX ที่ทำงานร่วมกับ Tab S7 FE Keyboard Cover[1] ทำให้การทำงานง่ายยิ่งขึ้น พร้อมการแชร์ไฟล์ผ่าน Quick Share ตลอดจนการคัดลอกและวางข้อความหรือรูปภาพจากสมาร์ทโฟนตระกูลกาแลคซี่สู่ Galaxy Tab S7 FE ได้อย่างไร้รอยต่อ

นอกจากนี้ Galaxy Tab S7 FE ยังมาพร้อมกับกล้องหน้าตำแหน่งตรงกลางจอความละเอียด 5 ล้านพิกเซล และระบบเสียงอันคมชัดจาก Dolby Atmos พร้อมไมโครโฟนสามตำแหน่ง ทำให้แท็บเล็ตรุ่นนี้เหมาะกับการ VDO Conference เพื่อการเรียนหรือทำงานออนไลน์เป็นอย่างยิ่ง

เต็มที่ทุกเรื่อง เล่นจัดเต็มทุกความบันเทิง ด้วยหน้าจอขนาดใหญ่ และแบตเตอรี่ความจุสูงสุดในตลาด

หมดเวลาเรียนก็ได้เวลาแห่งความสนุก เต็มอิ่มไปกับทุกคอนเทนต์ที่รับชม ด้วยหน้าจอขนาดใหญ่ 12.4 นิ้ว ที่ไม่เหมือนใคร พร้อมขอบจอบางเฉียบ มอบภาพที่ละเอียดคมชัดเต็มตา พร้อมใช้งานได้ยาวนานตลอดวันด้วยแบตเตอรี่ขนาด 10,090 mAh ที่ให้ผู้ใช้สามารถดูวิดีโอได้ต่อเนื่องถึง 13 ชั่วโมง[2] ได้แบบไม่สะดุด รวมถึงการรองรับระบบ Super-Fast Charging สูงสุด 45W

ทั้งนี้ ด้วย Galaxy Ecosystem เมื่อใช้งานผ่านหูฟัง Galaxy Buds Pro ผู้ใช้จะสามารถเชื่อมต่อกับแท็บเล็ตและสมาร์ทโฟนจากซัมซุงได้ง่ายดายและลื่นไหลยิ่งขึ้น โดยไม่ต้องอาศัยการตั้งค่าใดๆ[3] ยกตัวอย่างเช่น ขณะที่ดูซีรีส์บน Galaxy Tab S7 FE แต่มีสายเรียกเข้ามาที่สมาร์ทโฟนซัมซุงกาแลคซี่ ฟีเจอร์ Auto Switch จะทำหน้าที่ช่วยหยุดวิดีโอชั่วคราว แล้วสลับไปรับสายโทรศัพท์ผ่าน Galaxy Buds Pro ให้โดยอัตโนมัติ และเมื่อวางสาย ก็จะสลับกลับมาเล่นวิดีโอบนแท็บเล็ตได้อย่างต่อเนื่อง ไม่มีสะดุด

คุ้มค่ากับสิทธิพิเศษมากมายจากพาร์ทเนอร์ของ Galaxy Tab S7 FE

เติมแต่งจินตนาการพร้อมสร้างสรรค์ไอเดียใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นจริงได้ด้วยปากกา S Pen และแอปพลิเคชันเสริมจาก
พาร์ทเนอร์ สิทธิพิเศษเฉพาะผู้ใช้ Galaxy Tab S7 FE ไม่ว่าจะเป็น

  • ใช้งาน Clip Studio Paint แอปพลิเคชันวาดภาพระดับโปร ฟรี 6 เดือน
  • ใช้งาน Canva Pro แอปพลิเคชันออกแบบงานกราฟฟิกและสื่อต่างๆ ฟรี 30 วัน
  • ใช้งาน Noteshelf[4] แอปพลิเคชันเพิ่มประสิทธิภาพการจดโน้ต ฟรี
  • รับสิทธิ์ YouTube Premium[5] ดูวิดีโอแบบไม่มีโฆษณาคั่น ฟรี 4 เดือน
  • รับสิทธิ์ Galaxy Butler Silver[6] บริการช่วยเหลือหลังการขายแบบพิเศษสำหรับอุปกรณ์กาแลคซี่ อาทิ ฟรีบริการเครื่องสำรองหลังซ่อม ผู้ช่วยส่วนตัว 24 ชั่วโมง เป็นต้น

 

Galaxy Tab S7 FE มาพร้อมกับดีไซน์สุดพรีเมี่ยม ขนาดบางเบา พกพาง่าย มีให้เลือกด้วยกัน 4 สี ประกอบด้วย Mystic Green, Mystic Pink, Mystic Silver, และ Mystic Black โดย Galaxy Tab S7 FE LTE วางจำหน่ายในราคา 19,990 บาท สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.samsung.com/th/tablets/galaxy-tab-s/

[1] วางจำหน่ายหน่ายแยกในราคา 4,990 บาท

[2] อ้างอิงจากการทดสอบภายในของซัมซุง

[3] ฟีเจอร์นี้รองรับบนสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตจากซัมซุงที่มี One UI เวอร์ชัน 3.1 ขึ้นไป สามารถเลือกเปิดหรือปิดได้ผ่านการตั้งค่า Bluetooth® โดยดีไวซ์ที่รองรับต้องใช้บัญชีซัมซุงเดียวกัน ซึ่งฟังก์ชันที่รองรับอาจแตกต่างกันไปในแต่ละแอปพลิเคชัน

[4] Noteshelf ได้รับการติดตั้งล่วงหน้าบนอุปกรณ์เป็นตั้งต้น รองรับ 9 ภาษา: อังกฤษ, เกาหลี, ญี่ปุ่น, จีนดั้งเดิม, จีนตัวย่อ, เยอรมัน, อิตาลี, ฝรั่งเศส, และสเปน

[5] ลูกค้าต้องเปิดใช้งานเครื่องภายในวันที่ 5 มีนาคม 2565 โดยลงทะเบียนรับสิทธิผ่าน youtute.com/premium/samsung หรือ แอปพลิเคชัน Youtube ลูกค้าที่จะได้รับสิทธิต้องไม่เป็นสมาชิกบริการ Youtube Premium, Youtube Music Premium และ Google Play Music มาก่อน หรือเคยผ่านช่วงทดลองใช้งานบริการดังกล่าวมาแล้ว

[6] ได้รับสิทธิพิเศษ Galaxy Butler Silver (มูลค่า 3,900บ.) ได้คิวพิเศษซ่อมก่อนใคร, มีเครื่องสำรองระหว่างซ่อม และ ส่งเครื่องถึงบ้าน ไม่ต้องรอจองคิวซ่อมออนไลน์ผ่าน Samsung Members และ มีผู้ช่วยส่วนตัวตลอด 24ชม.

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-samsung-galaxy-tab-s7-fe/

F5 Webinar: ความปลอดภัยที่ควรคำนึงเมื่อต้องใช้งาน Modern Application

F5 ขอเรียนเชิญผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานด้าน IT เข้าร่วมการบรรยาย F5 Webinar เรื่อง “ความปลอดภัยที่ควรคำนึงเมื่อต้องใช้งาน Modern Application” พร้อมเรียนรู้ Case Study จากผู้ที่นำเอา Microservices ไปใช้งานจริง ในวันศุกร์ที่ 6 สิงหาคม 2021 เวลา 14:00 ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ฟรี

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: ความปลอดภัยที่ควรคำนึงเมื่อต้องใช้งาน Modern Application
ผู้บรรยาย: คุณวิภวัฒน์ อุปถัมภ์วิเชียร F5 Thailand System Engineer – Team Leader และคุณไกรภพ เป็งแก้ว
Solutions Engineer จาก F5
วันเวลา: วันศุกร์ที่ 6 สิงหาคม 2021 เวลา 14:00 – 15:30 น.
ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference
จำนวนผู้เข้าร่วมสูงสุด: 500 คน
ภาษา: ไทย
ลิงก์ลงทะเบียน: https://us06web.zoom.us/webinar/register/6816275407077/WN_ilfBeeVaRKixSJTPB7tB1w

ถ้าหากเอ่ยถึง Microservices คุณอาจจะคำนึงถึงเรื่องของการรักษาความมั่นคงปลอดภัยเป็นหลักที่เปรียบเสมือนปราการด่านหน้า ซึ่งเป็นปัญหาที่ทีมงาน Networks และ Security ต่างก็เป็นกังวล อีกทั้งยังเป็นสิ่งที่นักพัฒนาแอปพลิเคชันไม่ควรที่จะมองข้าม

อย่างไรก็ตาม สำหรับสภาพแวดล้อมของการพัฒนาแบบ Agile ในทุกวันนี้ ปัญหาที่เรากล่าวถึงอยู่นี้ก็ไม่ได้แตกต่างไปจากความเป็นจริงสักเท่าไหร่ ด้วยเพราะว่าในปี 2020 มีข้อมูลรั่วไหลมากกว่าร้อยละ 20 อันเนื่องมาจากข้อผิดพลาดของโค้ด และมากกว่าร้อยละ 40 ของการโจมตีผ่านแอปพลิเคชันบนเว็บ (ที่มา: Verizon’s 2020 Data Breach Investigations Report) และเมื่อคำนึงถึงข้อเท็จจริงที่ว่า Touch Points ที่เกิดขึ้นจากการสร้าง (Building) การนำไปใช้ (Deployment) การจัดการ (Managing) และการบำรุงรักษา (Maintaining) แอปพลิเคชันรุ่นใหม่มีอยู่มากมายเหลือเกิน ดังนั้นปัญหาที่ทุกคนจะต้องคำนึงถึงในตอนนี้ก็คือการรักษาความมั่นคงปลอดภัย

เข้าร่วม Webinar นี้เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับ

  • Case Study เรื่องการรักษาความมั่นคงปลอดภัยจากผู้ที่นำเอา Microservices ไปใช้งานจริง
  • สิ่งสำคัญที่ควรคำนึงถึงในการใช้งาน Microservices
  • ความท้าทายที่ผลักดันให้องค์กรต่างๆ ต้องเป็นผู้นำในเรื่องของ Modern Application และเคล็ดลับในการเอาชนะความท้าทายเหล่านั้น

from:https://www.techtalkthai.com/f5-webinar-security-considerations-in-modern-app-deployment/

IBM เผยความเสียหายจากเหตุการณ์ Data Breach แต่ละครั้งเฉลี่ยสูงขึ้นกว่าปีก่อนถึง 10%

IBM ได้ร่วมกับ Ponemon Institute จัดทำรายงานเรื่อง Data Breach ที่เกิดขึ้น โดยพบว่ามูลค่าความเสียหายของปีล่าสุดเพิ่มขึ้นกว่า 10% และสัมพันธ์กับเรื่องวิธีการทำงานที่เปลี่ยนไปจากโรคระบาด

Credit: ShutterStock.com

ข้อมูลจากรายงานชิ้นนี้รวบรวมขึ้นจากบริษัทกว่า 500 แห่ง ระหว่างเดือนพฤษภาคม 2020 ถึงมีนาคม 2021 โดยแต่ละเหตุการณ์ Data Breach อ้างอิงจากเหตุข้อมูลรั่วไหลตั้งแต่ 2,000 ถึง 101,000 รายการ นอกจากนี้ยังมีการแบ่งส่วนที่พูดถึง ‘Mega Breach’ หรือเหตุการณ์ที่มีการรั่วไหลของข้อมูลตั้งแต่ 1,000,000 รายการขึ้นไป ซึ่งมีบริษัทจำนวน 14 แห่งอยู่ในนี้

สิ่งที่กำหนดว่า Data Breach แต่ละครั้งมีความเสียหายเท่าไหร่อ้างอิงจากเรื่อง ค่าใช้จ่ายจากเรื่องของกฏหมายและข้อบังคับในอุตสาหกรรม ผลกระทบในแง่ของภาพลักษณ์ทางธุรกิจ การสูญเสียลูกค้า รวมถึงค่าใช้จ่ายทางเทคนิคที่เกิดขึ้นเพื่อควบคุมเหตุการณ์

ประเด็นต่างๆในรายงานสรุปได้ดังนี้

  • การประยุกต์ใช้งานเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนนโยบาย Work from home เพิ่มค่าใช้จ่ายและเวลาการจัดการเหตุการณ์ Data Breach สาเหตุเพราะความซับซ้อนและขอบเขตการใช้งานข้อมูล
  • ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อครั้งของเหตุการณ์ Data Breach ในปีนี้สูงขึ้นกว่าปีก่อนหน้าเกือบ 10% ที่เดิมอยู่ที่ 3.86 ล้านเหรียญสหรัฐฯ มาอยู่ที่ 4.24 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
  • กลุ่มธุรกิจ Healthcare มีความเสียหายเพิ่มขึ้นจากราว 7.13 ล้านเหรียญสหรัฐเป็น 9.23 ล้านเหรียญสหรัฐฯต่อครั้ง
  • กลุ่มธุรกิจพลังงานมีความเสียหายน้อยลงจาก 6.39 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เป็น 4.65 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
  • เวลาที่องค์กรใช้ในการค้นหาและจัดการเหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหลเพิ่มขึ้นกว่าปีก่อนราว 7 วันมาอยู่ที่ 287 วันต่อเหตุการณ์
  • มากกว่าครึ่งหนึ่งของเหตุการณ์ที่รวบรวมมา ล้วนกระทบกับข้อมูลส่วนบุคคลทั้งสิ้น (PII) ซึ่งมีมูลค่าความเสียหายประมาณ 161 เหรียญสหรัฐฯต่อหนึ่งรายการ
  • 8% ของเหตุการณ์ Data Breach เกี่ยวพันกับเรื่องของแรนซัมแวร์ และในลักษณะนี้มูลค่าความเสียหายต่อครั้งเฉลี่ยจะอยู่ที่ 4.62 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งสูงการโจมตีแบบมุ่งทำลายล้างเล็กน้อย

ผู้สนใจศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ https://www.ibm.com/downloads/cas/OJDVQGRY

ที่มา : https://www.securityweek.com/ibm-average-cost-data-breach-exceeds-42-million และ https://www.helpnetsecurity.com/2021/07/29/total-cost-data-breach/

from:https://www.techtalkthai.com/ibm-reports-cost-of-data-breach-increase-10-percents-from-last-year/

[Guest Post] หัวเว่ยรุกหน้าต่อเนื่องเปิดตัว HUAWEI MatePad 11 แท็บเล็ตรุ่นแรกจากหัวเว่ยที่หน้าจอรองรับอัตราการรีเฟรช 120 Hz ตัวช่วยของคนรุ่นใหม่เพื่อการทำงานที่ชาญฉลาดยิ่งขึ้น

พร้อมชูฟังก์ชันสุดล้ำ ผสานการทำงานร่วมกับสมาร์ทดีไวซ์ได้อย่างไร้ขีดจำกัด ตอบโจทย์อินไซต์ของคนเจนใหม่ได้อย่างลงตัว

 

หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป (ประเทศไทย) พร้อมลุยตลาดแท็บเล็ต ชิงส่วนแบ่งการตลาดที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วด้วยการเปิดตัวแท็บเล็ตใหม่ล่าสุดอย่าง HUAWEI MatePad 11 แท็บเล็ตรุ่นแรกของหัวเว่ยที่มาพร้อมอัตราการรีเฟรชหน้าจอแสดงผลสูงถึง 120 Hz มอบภาพที่ราบรื่นและตอบสนองได้ดียิ่งขึ้นกว่าที่เคย เสริมพลังการทำงานแบบมืออาชีพให้มากขึ้นด้วยฟังก์ชันการทำงานอันชาญฉลาด ปฏิวัติการทำงานร่วมกันระหว่างแท็บเล็ตและแล็ปท็อปได้อย่างไม่น่าเชื่อ พร้อมสร้างมาตรฐานใหม่ด้วยการเชื่อมต่อการทำงานร่วมกันแบบไร้สายระหว่างอุปกรณ์ตั้งแต่สมาร์ทโฟนไปจนถึงพีซี รวมถึงมาพร้อมอุปกรณ์เสริมอย่าง HUAWEI M-Pencil (2nd generation) ที่มอบประสบการณ์การวาดเขียนและขีดเขียนด้วยลายมือได้อย่างเป็นธรรมชาติ ตอบโจทย์คนเจนใหม่ที่ต้องสแตนด์บายทำงานในทุกสถานการณ์ และยิ่งเมื่อใช้กับ HUAWEI Smart Magnetic Keyboard คีย์บอร์ดพกพาสะดวก ระยะห่างระหว่างปุ่มกดใกล้เคียงกับคีย์บอร์ดบนคอมพิวเตอร์ PC และเมาส์บลูทูธ ก็ยิ่งช่วยยกระดับการสร้างสรรค์และผลิตงานให้ดียิ่งขึ้นไปพร้อมกับความสะดวกสบายแบบเหนือระดับด้วยประสบการณ์การใช้งานเหมือนคอมพิวเตอร์ PC โดย HUAWEI MatePad 11 มีให้เลือกด้วยกัน 2 สี คือ Matte Grey และ Isle Blue

นอกจากนี้ ภายในงานยังได้รับเกียรติจาก คุณแป้ง-นัยรัตน์ ธนไวทย์โกเศส หรือที่รู้จักในนาม zbing z. หนึ่งในเกมแคสเตอร์หญิงที่มาแรงในตอนนี้ ร่วมแชร์ประสบการณ์สุดล้ำ พร้อมโชว์ศักยภาพอันโดดเด่นของ HUAWEI MatePad 11 ที่เข้ามาเติมเต็มไลฟ์สไตล์ได้ครบทุกมิติทั้งเรื่องงานและความบันเทิงอย่างมืออาชีพ HUAWEI MatePad 11 วางจำหน่ายในราคาเริ่มต้นที่ 15,990 บาท พบกับโปรโมชันสุดคุ้ม ซื้อก่อนพิเศษกว่า รับฟรีทันทีของสมนาคุณมากมาย อาทิ HUAWEI Smart Magnetic Keyboard, HUAWEI Freelace Pro, HUAWEI Cloud, HUAWEI Video VIP, WPS VIP และ FilmoraGo HD VIP มูลค่ารวมสูงสุด 9,172 บาท เมื่อสั่งซื้อตั้งแต่วันที่ 29 กรกฎาคม 2564 – 15 สิงหาคม 2564 นี้ ผ่าน HUAWEI Store, HUAWEI Experience Store, ร้านค้าตัวแทนจำหน่ายที่ร่วมรายการ และร้านค้าอย่างเป็นทางการของหัวเว่ยบนแพลตฟอร์ม E-Commerce อย่าง JD Central, Lazada และ Shopee

 

ดื่มด่ำกับกราฟิกสมจริงที่ลื่นไหล ตอบสนองได้ดีในทุกรายละเอียดแบบไม่มีสะดุด

ด้วยอัตราการรีเฟรช 120 Hz ที่สูงกว่าแท็บเล็ตหลายรุ่นในตลาดทำให้ HUAWEI MatePad 11 รุ่นใหม่ล่าสุดมอบภาพที่ลื่นไหลอย่างไม่น่าเชื่อเมื่อแสดงเนื้อหาที่หลากหลาย สนุกได้ไม่มีกระตุกแม้วิดีโอและเกมจะมีอัตราเฟรมสูง เพลิดเพลินกับการเลื่อนดูหน้าเว็บและเอกสารต่างๆ ตลอดวันด้วยการประมวลลผลชั้นเลิศ เนื้อหาจะโหลดอย่างรวดเร็วเพราะมีอัตราการรีเฟรชหน้าจอที่สูงจนน่าประทับใจ นอกจากนี้ HUAWEI MatePad 11 ยังช่วยให้ป้อนข้อมูลด้วยลายมือที่ตอบสนองได้ดีผ่านอุปกรณ์เสริมอย่าง HUAWEI M-Pencil (2nd generation) ทั้งนี้ HUAWEI MatePad 11 มาพร้อมหน้าจอขอบบาง HUAWEI FullView Display ขนาด 10.95 นิ้ว ความละเอียด 2K มีอัตราส่วนภาพ 16:10  และอัตราส่วนหน้าจอต่อตัวเครื่อง 86% รองรับช่วงสี DCI-P3 ทำให้รูปภาพและวิดีโอที่ปรากฏบนหน้าจอดูสดใสอย่างประณีต นอกจากความสามารถในการสร้างสีสันที่น่าทึ่งแล้ว ยังได้รับการออกแบบมาเพื่อลดการปล่อยแสงสีฟ้าและการกะพริบของหน้าจอ ซึ่งเป็นสองปัจจัยหลักที่ทำให้ดวงตาเกิดอาการเมื่อยล้า โดยได้รับการรับรองคุณสมบัติดังกล่าวจาก TÜV Rheinland Low Blue Light (ฮาร์ดแวร์โซลูชัน) และใบรับรอง TÜV Rheinland Flicker Free อุ่นใจได้ว่าสายตาของคุณจะได้รับการปกป้อง แม้ผ่านการใช้งานแท็บเล็ตเป็นเวลาหลายชั่วโมง

 

เสริมความคล่องตัวในการปั้นงานเสมือนการใช้งานจากคอมพิวเตอร์ PC ด้วยอุปกรณ์เสริมอัจฉริยะ

อุปกรณ์เสริมที่จะมาช่วยเสริมศักยภาพการทำงานของ HUAWEI MatePad 11 ให้น่าประทับใจยิ่งขึ้น คือ HUAWEI M-Pencil (2nd generation) ปากกาสไตลัสของหัวเว่ยที่ได้รับการอัปเกรดเพื่อช่วยให้ผู้ใช้บันทึกแรงบันดาลใจได้ดียิ่งขึ้น โดยปลายปากกาเคลือบแพลตตินัมใหม่ มีความหน่วงต่ำพิเศษ 2ms. และรองรับความไวต่อแรงกด 4,096 ระดับ ได้รับแรงบันดาลในการออกแบบมาจากฝาหลังแบบใสของนาฬิกาสุดหรู ทำให้ปลายปากกาโปร่งใส ขณะที่พื้นผิวเป็นฝ้าเพื่อประสบการณ์การเขียนด้วยลายมืออย่างเป็นธรรมชาติให้การเขียนที่ตอบสนองนั้นสม่ำเสมอและสมจริง ทั้งยังรองรับคุณสมบัติที่ถูกพัฒนาขึ้นใหม่อย่างเช่น Free Script ที่สามารถแปลงเนื้อหาที่เขียนด้วยลายมือเป็นข้อความตัวพิมพ์ได้แบบเรียลไทม์ นอกจากนี้ยังรองรับการแตะสองครั้งเพื่อสลับระหว่างเครื่องมือปัจจุบันและยางลบ ช่วยปรับเปลี่ยนรูปทรงได้ทันใจ เขียนโต้ตอบได้แบบทันทีอีกด้วย และ HUAWEI Smart Magnetic Keyboard แป้นพิมพ์ขนาดมาตรฐาน มีระยะการกดระหว่างปุ่ม 1.3 มม. ไม่ต่างจากคีย์บอร์ดของ PC ทั่วไป พร้อมปุ่มลัดที่ช่วยให้ทำงานได้รวดเร็วขึ้น เมื่อใช้ทั้ง HUAWEI M-Pencil (2nd generation) และ HUAWEI Smart Magnetic Keyboard คู่กันผ่านฟีเจอร์ HUAWEI Share รับรองได้ว่าคุณจะได้พบกับคู่หูที่ลงตัวของ HUAWEI MatePad 11 ที่เข้ามายกระดับความอเนกประสงค์ขึ้นไปอีกขั้น มอบประสบการณ์การทำงานได้ไม่ต่างจากคอมพิวเตอร์ PC เลยทีเดียว

 

อัปเกรดฟังก์ชันใหม่ ตอบโจทย์การใช้งานแบบ Multi-Tasking ได้อย่างลงตัว

ยกระดับการทำงานด้วยตัวช่วยสำคัญของเหล่า Multi-tasker กับฟีเจอร์ HUAWEI Multi-screen Collaboration with laptop[1] เป็นการผสานการทำงานระหว่างแล็ปท็อปและแท็บเล็ตเข้าด้วยกัน มี 3 โหมดคือ Mirror Mode ควบคุมคำสั่งต่างๆ บนแล็ปท็อปผ่านแท็บเล็ตได้อย่างง่ายดาย เหมาะสำหรับสายอาร์ต งานดีไซน์ ช่วยแก้ไขงานได้สะดวกยกกำลังสอง Extend Mode ขยายจอแสดงผลสำหรับแล็ปท็อป เพิ่มพื้นที่สำหรับแสดงเนื้องานให้มากขึ้น และ Collaborate Mode เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างดีไวซ์ได้อย่างไร้สะดุดทั้งข้อมูล รูปภาพ วิดีโอ เพลง และไฟล์เอกสาร เพิ่มความยืดหยุ่น และความคล่องตัวยิ่งกว่าเดิม พร้อมเชื่อมต่อการทำงานกับสมาร์ทโฟนได้อย่างไร้รอยต่อ ตอกย้ำอีโคซิสเต็มของหัวเว่ยได้เป็นอย่างดี เพียงแค่ใช้ฟังก์ชัน HUAWEI Share[2] เท่านั้นก็สามารถดึงข้อมูลไปมาได้ทันใจ ขณะที่ฟีเจอร์ Multi-Window ให้ผู้ใช้งานเปิดหน้าต่างได้สูงสุดถึง 4 แอปฯ 4 หน้าจอ และเก็บหน้าต่างลอยในแท็บเมนูด้านข้างได้มากสุด 10 หน้าต่าง พร้อมชูฟีเจอร์ใหม่ Multiple WPS files on one screen ที่สามารถเปิดเอกสารได้จุใจถึง 50 ไฟล์ในเวลาเดียวกัน ลดระยะเวลาในการทำงานด้วยการเปิดไฟล์งานสองฉบับได้แบบสองหน้าจอ ส่วน App-Multiplier อัปเลเวลด้วยฟีเจอร์ใหม่ Window Lock ที่สามารถทำสองงานได้ในหนึ่งแอปฯ เช่น เขียนอีเมลในหน้าต่างหนึ่งไปพร้อมๆ กับแชทคุยกับกลุ่มเพื่อนในอีกหน้าต่างหนึ่ง หรือเทียบราคาสินค้าในแอปฯ ช้อปปิ้งออนไลน์ได้อย่างง่ายดาย โดยแอปพลิเคชันที่รองรับการใช้ App-Multiplier ได้แก่ Rabbit Rewards, Pantip, Lazada, JD Central, Line TV, BBTV CH7, Joox Music, WeChat, Bugaboo.TV, The 1 และ 3BB เป็นต้น ซึ่งแอปฯ เหล่านี้สามาถหาโหลดได้ที่ HUAWEI AppGallery  ศูนย์รวมแอปพลิเคชันยอดฮิตจากทั่วทุกมุมโลกมาไว้ที่เดียวไม่ว่าจะเพื่อการใช้งานด้านไหนบนแท็บเล็ตก็ครอบคลุมตั้งแต่เอนเตอร์เทนเมนต์เพราะมีทั้ง Line TV, VIU, WeTV, HUAWEI VDO และ Monomax ช้อปปิ้งออนไลน์ก็ไม่ขาดเพราะมีครบไม่ว่าจะ Shopee Lazada และ JD Central ด้านแอปฯ เพื่อการทำงานก็จัดเต็มเพราะมีทั้ง WPS, Noteshelf, HUAWEI Notepad, และ Thai Fast Dictionary ด้านสายตัดต่อ ดาว TikTok ก็ฟินสุดๆ ด้วย FilmoraGo HD จะตัดต่อวิดีโอแนวไหนก็เอาอยู่ หรือหากอยากอัปเดตข่าวสารก็ทำได้ผ่าน MThai และแชร์ข่าวสารอัปเดตให้เพื่อนๆ ไม่ตกเทรนด์ผ่านแชท Line และ Facebook Messenger ก็มีครบ

1 HUAWEI Multi-screen Collaboration with laptop ฟีเจอร์ที่ช่วยให้ผู้ใช้อุปกรณ์ของหัวเว่ย ผสานการทำงานระหว่างแท็บเล็ตกับแล็ปท็อป เพื่อใช้งานร่วมกันได้ทั้งแบบจอเสมือนหรือแบบจอแยก ทำให้สามารถเปิดโปรแกรมต่างๆ บนแล็ปท็อปผ่านการใช้งานบนแท็บเล็ตได้ ทั้งนี้ HUAWEI MatePad 11 สามารถเชื่อมต่อกับแล็ปท็อปของหัวเว่ยที่ติดตั้งซอฟต์แวร์ PC Manager เวอร์ชั่น 11.1.0+ ขึ้นไป

2 HUAWEI Share ฟีเจอร์ที่ช่วยให้ผู้ใช้อุปกรณ์ของหัวเว่ย สามารถส่งข้อมูล แชร์ไฟล์ ภาพหรือวิดีโอได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย โดยใช้บลูทูธตรวจพบอุปกรณ์ HUAWEI อื่นที่อยู่ใกล้เคียงและใช้ Wi-Fi Direct จากนั้นเชื่อมต่อกันผ่าน HUAWEI Share ทั้งนี้ HUAWEI MatePad 11 สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนรุ่นเรือธงของหัวเว่ยที่ใช้ระบบปฏิบัติการ EMUI 10.1 ขึ้นไป

AppGallery  ศูนย์รวมแอปพลิเคชันยอดฮิตจากทั่วทุกมุมโลกมาไว้ที่เดียวไม่ว่าจะเพื่อการใช้งานด้านไหนบนแท็บเล็ตก็ครอบคลุมตั้งแต่เอนเตอร์เทนเมนต์เพราะมีทั้ง Line TV, VIU, WeTV, HUAWEI VDO และ Monomax ช้อปปิ้งออนไลน์ก็ไม่ขาดเพราะมีครบไม่ว่าจะ Shopee Lazada และ JD Central ด้านแอปฯ เพื่อการทำงานก็จัดเต็มเพราะมีทั้ง WPS, Noteshelf, HUAWEI Notepad, และ Thai Fast Dictionary ด้านสายตัดต่อ ดาว TikTok ก็ฟินสุดๆ ด้วย FilmoraGo HD จะตัดต่อวิดีโอแนวไหนก็เอาอยู่ หรือหากอยากอัปเดตข่าวสารก็ทำได้ผ่าน MThai และแชร์ข่าวสารอัปเดตให้เพื่อนๆ ไม่ตกเทรนด์ผ่านแชท Line และ Facebook Messenger ก็มีครบ

 

ดีไซน์พรีเมียม เรียบหรู ให้ลุคคูลแบบมีสไตล์

นอกจากนี้ HUAWEI MatePad 11 ยังโดดเด่นด้วยดีไซน์สวยหรู คลาสสิก มีสไตล์ ผ่านการออกแบบให้บอดี้เครื่องมีความสมมาตร จับใช้งานถนัดคล่องตัวด้วยดีไซน์ตัวเครื่องแบบโค้งมน อีกทั้งกรอบหน้าจอยังแข็งแรงพร้อมลุยด้วยวัสดุแมกนีเซียมอลูมิเนียมอัลลอยด์ที่ช่วยป้องกันความเสียหายของหน้าจอได้ดีเยี่ยม โดยมาด้วย 2 สีให้เลือกตามสไตล์อย่างสียามค่ำคืน Matte Grey และสีเย็นสงบกับ Isle Blue พร้อมหมดห่วงเรื่องคุณภาพของเสียง เพราะ HUAWEI MatePad 11 มอบเสียงใสช่วยให้สื่อสารไม่มีพลาดระหว่างการประชุมงานออนไลน์ด้วยไมโครโฟนถึง 4 ตัว มีระบบตัดเสียงรบกวนขั้นสูงที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการควบคุมการทำงาน และระบบลำโพง 4 ตัวขนาดใหญ่ ส่งมอบเสียงอันทรงพลัง ให้เสียงที่เต็มอิ่มเน้นๆ ผ่านระบบเสียงที่ได้รับการออกแบบและปรับแต่งโดยวิศวกรผู้เชี่ยวชาญด้านเสียงจาก harman/kardon มั่นใจได้ว่าเสียงที่เปล่งออกมามีความเที่ยงตรงต่อแหล่งที่มาของเสียงแน่นอน อีกทั้งยังใช้งานแท็บเล็ตได้นานๆ เพราะมาด้วยแบตเตอรี่อึด ขนาดใหญ่ 7,250 mAh ซึ่งเมื่อบวกกับเทคโนโลยีการปรับอัตราเฟรม Frame Rate Adaptation ก็ยิ่งช่วยเซฟพลังงานยืดอายุการใช้งานแบตเตอรี่ให้ยาวนานยิ่งขึ้น พร้อมสำหรับการทำงานแบบ Non-stop ได้นานถึง 12 ชั่วโมง และมอบความบันเทิงเช้าจรดค่ำด้วยการเล่นวิดีโอ 1080p ต่อเนื่องนานถึง 12 ชั่วโมง หรือท่องเว็บติดต่อกันได้ยาวนานถึง 10 ชั่วโมง ก็ลุยกันได้ยาวๆ เลยแบบไม่มีอะไรมากั้น

 

พบข้อเสนอ และโปรโมชันสุดเอ็กซ์คลูซีพได้ก่อนใคร ไม่ต้องรอ!

 

HUAWEI MatePad 11 หน่วยความจำ 6GB + 128 GB (รุ่น WiFi) สี Matte Grey พร้อม HUAWEI M-Pencil (2nd generation)  บรรจุภายในกล่อง ในราคาเพียง 19,990 บาท โดยเมื่อซื้อตั้งแต่วันที่ 29 กรกฎาคม 2564 – 15 สิงหาคม 2564 ที่ HUAWEI Store, HUAWEI Experience Store, ร้านค้าตัวแทนจำหน่ายที่ร่วมรายการ และร้านค้าอย่างเป็นทางการของหัวเว่ยบนแพลตฟอร์ม E-Commerce อย่าง JD Central, Lazada และ Shopee รับทันทีของสมนาคุณ HUAWEI Smart Magnetic Keyboard, HUAWEI Freelace Pro, สิทธิพิเศษจากแอปฯ ต่างๆ ได้แก่ HUAWEI Cloud 1 เดือน (50GB), HUAWEI Video VIP 1 เดือน, WPS Office VIP 3 เดือน และ FilmoraGo HD VIP 3 เดือน มูลค่ารวม 9,172 บาท*

 

และ HUAWEI MatePad 11 หน่วยความจำ 6GB + 128 GB (รุ่น WiFi) สีใหม่อย่าง Isle Blue ราคาเพียง 15,990 บาทเท่านั้น และเมื่อซื้อตั้งแต่วันที่ 29 กรกฎาคม 2564 – 15 สิงหาคม 2564 ที่ HUAWEI Store, HUAWEI Experience Store, ร้านค้าตัวแทนจำหน่ายที่ร่วมรายการ และร้านค้าอย่างเป็นทางการของหัวเว่ยบนแพลตฟอร์ม E-Commerce อย่าง JD Central, Lazada และ Shopee รับทันทีของสมนาคุณ HUAWEI Smart Magnetic Keyboard พร้อมสิทธิพิเศษจากแอปฯ ต่างๆ ได้แก่ HUAWEI Cloud 1 เดือน (50GB), HUAWEI Video VIP 1 เดือน, WPS Office VIP 3 เดือน และ FilmoraGo HD VIP 3 เดือน มูลค่ารวม 6,173 บาท*

สามารถติดตามรายละเอียดโปรโมชันอื่นๆ ได้ทาง เฟซบุ๊กเพจ Huawei Mobile TH และติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ได้ที่ https://bit.ly/3xbvuXn หรือศึกษารายละเอียดเงื่อนไขโปรโมชันเพิ่มเติมที่นี่

*หมายเหตุ: เงื่อนไขเป็นไปตามที่กำหนด ขอสงวนสิทธิในการเปลี่ยนแปลงโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-huawei-matepad-11/

[Guest Post] Linksys อัพเกรดเราเตอร์ในตระกูล E-Series Dual-Band WiFi 6 รุ่นที่ขายดีที่สุดด้วยมาตราฐานเทคโนโลยี EasyMesh

เทคโนโลยี EasyMesh™ จะช่วยในการขยายพื้นที่ครอบคลุมสัญญาณ WiFi มากขึ้นได้โดยการเพิ่มโหนดมากขึ้นภายในบ้าน ซึ่ง Linksys ในแต่ละรุ่นไม่ว่าจะเป็น E5600, E7350, E8450 และ E9450 สามารถทำงานเชื่อมต่อกับรุ่นเดียวกันได้ เพื่อสร้างโครงข่ายการใช้งานแบบ Mesh 

 

ผู้นำระดับโลกด้านโซลูชั่น WiFi สำหรับบ้านและธุรกิจ ที่ล่าสุดได้เปิดตัว เราเตอร์ Linksys E5600, E7350, E8450 และ E9450 บนเทคโนโลยี EasyMesh™ ทำให้การถ่ายโอนข้อมูลเร็วขึ้น มีประสิทธิภาพในการเชื่อมต่อมากขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการการใช้งานของผู้บริโภคทั่วโลก

ซึ่ง Linksys ในตระกูล E-Series Dual-Band Routers ไม่ว่าจะเป็นรุ่น E5600 WiFi 5 พร้อมทั้งรุ่น E7350, E8450 และ E9450 WiFi 6 ได้การตอบรับที่ดีมากด้วยการอัพเกรดมาตรฐานเทคโนโลยี EasyMesh™ อีกระดับของเราเตอร์ที่มีการทำงานแบบ Mesh ทำให้การถ่ายโอนข้อมูลมีความเร็วขึ้น กำลังการส่งสัญญาณแรงขึ้น เสริมประสิทธิภาพการเชื่อมต่อแบบไม่สะดุด ตอบโจทย์ความต้องการสำหรับผู้ที่เริ่มต้นการใช้งานและกำลังมองหาเราเตอร์ในระบบ Mesh ที่รองรับ WiFi 6 เทคโนโลยี WiFi ล่าสุดในอุตสาหกรรรมที่มีอยู่ตอนนี้

เทคโนโลยี EasyMesh เป็นมาตรฐานใหม่ที่ Linksys ได้นำไปใช้ในเราเตอร์ตระกูล E-Series Dual-Band WiFi 6 Routers โดยได้มีการพัฒนาอัพเกรดเฟิร์มแวร์อย่างต่อเนื่อง

 

การทำงานของ EasyMesh ทำให้การเชื่อมต่อราบรื่นครอบคลุมตามพื้นที่

ด้วยมาตรฐานเทคโนโลยี EasyMesh คือการเชื่อมต่อสัญญาณโครงข่าย WiFi ให้สามารถทำงานได้อย่างครอบคลุมโดยการใช้อุปกรณ์เราเตอร์ที่เป็นมาตรฐานเดียวกันมาเชื่อมต่อหลายจุดภายในบ้าน ซึ่งเทคโนโลยี EasyMesh เป็นไปตามมาตรฐานทางเทคนิคที่กำหนดโดยข้อกำหนดทางเทคนิคของ WiFi Alliance Multi-AP ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันอยู่ทั่วโลก

ระบบการทำงานของ EasyMesh จะช่วยให้การติดตั้งเครือข่ายสัญญาณ WiFi ขนาดใหญ่สามารถติดตั้งในบ้านหรือสำนักงานได้ง่าย พร้อมการเชื่อมต่อสัญญาณกันอย่างไม่มีสะดุดจากห้องหนึ่งไปอีกห้องหนึ่งครอบคลุมทั่วทั้งพื้นที่ ซึ่งระบบนี้เป็นระบบที่แตกต่างจากการใช้งานตัวขยายสัญญาณ WiFi แบบเดิม ที่จะมีการสร้างชื่อ WiFi ของตัวเองขึ้นมา ทำให้ผู้ใช้ต้องเลือกเชื่อมต่อระหว่างเราเตอร์หลักและตัวขยายสัญญาณเอง

สิ่งที่ระบบ Mesh WiFi มีความแตกต่างจากเราเตอร์ปกติทั่วไปคือ จุดกระจายสัญญาณ WiFi จะถูกวางไว้ในแต่ละจุดภายในบ้านหรือสำนักงาน ซึ่งจะทำให้สามารถปล่อยสัญญาณได้ครอบคลุมพื้นที่ ขจัดปัญหาสัญญาณ WiFi อ่อนหรือจุดอับสัญญาณ

เทคโนโลยี Mesh WiFi จะสร้างโครงข่ายสัญญาณเดียวด้วยชื่อ WiFi เดียวกัน เมื่อผู้ใช้งานใช้งานอุปกรณ์ต่างๆ หรือเคลื่อนย้ายอุปกรณ์รับสัญญาณ เช่น สมาร์ทโฟน แล็บท้อป ไปยังจุดต่าง ๆ ภายในบ้าน สัญญาณก็จะถูกจับสัญญาณเชื่อมต่อไปยัง Mesh Router ที่อยู่ใกล้เคียงที่สุดโดยอัตโนมัติ ดังนั้นจะช่วยลดปัญหาการที่ต้องมาตั้งค่าการเชื่อมต่ออุปกรณ์กับสัญญาณ WiFi แต่ละจุดใหม่เอง ทุกครั้ง

 

Multi-AP

องค์ประกอบสำคัญในการสร้างโครงข่ายแบบ Multi-AP คือต้องประกอบไปด้วย การมีเราเตอร์ทำหน้าที่เป็นตัวควบคุมหลักหนึ่งตัว และอุปกรณ์ลูกข่ายอีกอย่างน้อยหนึ่งตัว ที่ช่วยจัดการขยายสัญญาณได้ โดยอุปกรณ์แต่ละตัวจะรองรับการใช้งานได้ทั้ง 2 รูปแบบ และสามารถเลือกรูปแบบการทำงานในขั้นตอนการติดตั้ง ในทางปฏิบัติแล้วมันคือรูปแบบของการส่งข้อมูลทุกอย่างผ่านเราเตอร์ตัวหลักหรือที่เรียกว่าเครือข่ายแบบต้นไม้ (Tree Topology)

 

อัพเกรดเฟิร์มแวร์

ปัจจุบันเราเตอร์รุ่น E Series ของ Linksys รองรับเทคโนโลยี EasyMesh แล้ว ผ่านการอัพเกรดเฟิร์มแวร์ หรือสามารถดาวโหลดเฟิร์มแวร์และคู่มือการติดตั้งได้แล้ววันนี้ที่เว็บไซต์ Linksys.com

E5600 : https://www.linksys.com/th/support-product?pid=01t2T000004qjPjQAI
E7350 : https://www.linksys.com/th/support-product?pid=01t2T000004qYS5QAM
E8450 : https://www.linksys.com/th/support-product?pid=01t2T000004rLf5QAE
E9450 : https://www.linksys.com/th/support-product?pid=01t2T000004rSMRQA2

คู่มือการติดตั้งสำหรับเราเตอร์ Linksys EasyMesh รุ่น E8450/E7350/E5600 >>> https://youtu.be/M8jGASb2v0k

 

เกี่ยวกับ Linksys

Linksys ได้เริ่มก่อตั้งบุกเบิกในธุรกิจการเชื่อมต่อไร้สายตั้งแต่ปี 1988 โดยมีพันธกิจในการเชื่อมต่อโลกและสร้างเทคโนโลยีไร้สายที่น่าเชื่อถือด้วยนวัตกรรมใหม่ที่สุดในโลก ซึ่ง Linksys เป็นแบรนด์เราเตอร์รายแรกที่ได้จัดส่งอุปกรณ์ไปกว่า 100 ล้านเครื่องทั่วโลก ทั้งนี้ Linksys เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกจากผลงานที่ได้รับรางวัลด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์แบบโครงข่ายเชื่อมต่อบ้านอัจฉริยะหรือธุรกิจ ด้วย WiFi ที่ปลอดภัยและเสถียร ซึ่งในปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ของ Linksys มีจำหน่ายในกว่า 60 ประเทศทั่วโลก ซึ่งในปี 2018 Linksys ได้รวมเข้ากับ Foxconn Interconnect Technology (FIT) เพื่อสนับสนุนประสิทธิภาพการทำงานให้ขยายไปสู่ระดับโลกมากขึ้น และในปี 2021 ได้ผสานความร่วมมือในการทำงานสอดคล้องกับ Fortinet ในการก้าวสู่ความเป็นผู้นำโซลูชั่นด้านความปลอดภัย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและการจัดการโครงข่ายในบ้านในยุคของการทำงานจากที่บ้าน

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-linksys-easymesh/

เริ่มต้นก้าวแรกสู่ Hybrid Cloud อย่างมั่นคงและคุ้มค่าด้วย Dell Hybrid Cloud Solution จาก NTT

ในช่วงปีที่ผ่านมานั้นก็ถือเป็นจังหวะที่หลาย ๆ องค์กรถือโอกาสอัปเกรดระบบ Data Center ของตนเองให้พร้อมรับกับยุคสมัยของ Hybrid Cloud และในวันนี้ NTT ก็ได้ร่วมกับ Dell Technologies นำ Dell Hybrid Cloud Solution มานำเสนอต่อธุรกิจองค์กรไทย เพื่อเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการก้าวสู่โลกของ Hybrid Cloud ได้อย่างรวดเร็ว ง่ายดาย มั่นใจได้ และคุ้มค่าต่อการลงทุนสูงสุด

ในบทความนี้เราจะพาทุกท่านไปร่วมเรียนรู้ถึงความสำคัญของ Hybrid Cloud และเจาะลึกกับ Dell Hybrid Cloud Solution พร้อมแนะนำบริการครบวงจรจาก NTT ที่จะทำให้ทุกท่านเริ่มต้นก้าวแรกสู่ยุคของ Hybrid Cloud กันได้อย่างมั่นใจครับ

Hybrid Cloud ต้องเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยให้ธุรกิจขับเคลื่อนได้เร็ว, IT ทำงานได้ง่าย และฝ่ายการเงินสามารถลงทุนได้คุ้มค่า

สิ่งที่ทำให้ Hybrid Cloud นั้นไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของเทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องกลยุทธ์ทางธุรกิจและ IT ขององค์กรนั้นก็คือคุณค่าที่จะเกิดขึ้นจากการใช้งาน Hybrid Cloud นั้นส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจโดยตรง

ด้วยความที่ในอนาคต การใช้เทคโนโลยีและการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ นั้นจะกลายเป็นสิ่งที่ธุรกิจใช้แข่งขันกันอย่างรุนแรงในแต่ละอุตสาหกรรม การวางระบบ IT Infrastructure ที่มีความยืดหยุ่นและคุ้มค่าต่อการลงทุนสูงสุดนั้นจะกลายเป็นรากฐานที่สำคัญ เพราะจะทำให้ธุรกิจองค์กรนั้นเกิดข้อได้เปรียบในการลองผิดลองถูกทางด้านเทคโนโลยีและการพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ ได้โดยที่มีต้นทุนไม่สูงมากนัก ในขณะที่การให้บริการเทคโนโลยีหรือการดูแลรักษาระบบใดๆ นั้นก็จะมีความยืดหยุ่น สามารถเลือกใช้สิ่งที่เหมาะสมและตอบโจทย์ที่สุดกับองค์กรได้อยู่เสมอ ไม่ต้องยึดติดกับเทคโนโลยีของผู้ผลิตเพียงรายใดรายหนึ่งอย่างในอดีตอีกต่อไป

นอกจากนี้ในภาพของกลยุทธ์ Hybrid Cloud นั้นก็ไม่ได้มีเพียงแต่การเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมเท่านั้น แต่การมีพันธมิตรที่เป็น Service Provider ซึ่งจะมาให้บริการทั้งในส่วนของระบบ Cloud ภายนอกองค์กร, การเชื่อมต่อเครือข่าย และบริการเชิงเทคนิคต่าง ๆ เองก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะในมุมขององค์กรนั้นการจะก้าวเข้าสู่โลกดิจิทัลได้อย่างเต็มตัวนั้นย่อมต้องอาศัยทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีจำนวนมากและทรัพยากรที่มีความยืดหยุ่น ซึ่งพันธมิตร Service Provider ที่ดีจะต้องสามารถเข้ามาเติมเต็มในประเด็นเหล่านี้ได้ด้วยเช่นกัน

ก้าวสู่ยุค Hybrid Cloud อย่างมั่นใจไปกับบริการ Managed Hybrid Infrastructure Service จาก NTT

NTT ในฐานะของผู้เชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยีระบบ IT สำหรับธุรกิจองค์กรและ Service Provider ชั้นนำระดับโลก ได้ออกแบบและให้บริการ Managed Services เพื่อให้ธุรกิจองค์กรทั่วโลกสามารถเริ่มต้นวางระบบ Hybrid Cloud ได้อย่างมั่นใจ ทั้งด้วยบริการ Global Data Center Interconnect ในการเชื่อมต่อระหว่างศูนย์ข้อมูลที่มีให้บริการกว่า 160 แห่งใน 20 ประเทศทั่วโลก, การออกแบบบสถาปัตยกรรมระบบเพื่อให้ธุรกิจองค์กรสามารถใช้บริการ Public Cloud ได้ครบทุกยี่ห้อ ไปจนถึงการออกแบบระบบเพื่อตอบสนองต่อการทำงานแบบ Work from Home โดยยังคงคำนึงถึงความมั่นคงปลอดภัยและประสบการณ์ในการทำงานที่ดี

NTT พร้อมเป็นพันธมิตรร่วมกับเหล่าธุรกิจองค์กรไทยที่ต้องการก้าวสู่โลกของ Hybrid Cloud ด้วยความเชี่ยวชาญและบริการครบวงจรดังนี้

  • บริการให้คำปรึกษาและดูแลรักษาระบบจากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน โดยทีมงาน NTT ในไทยและทั่วโลกที่พร้อมช่วยเหลือธุรกิจองค์กรทั้งด้าน Cloud, Data Center, Network, Security และการผสานรวมระบบต่างๆ สามารถให้บริการครอบคลุมได้ทั้งการออกแบบ, ขึ้นระบบ, ย้ายระบบ และดูแลรักษาอย่างครบวงจร ตอบโจทย์สำหรับธุรกิจที่ต้องการย้ายไปใช้งาน Hybrid Cloud ได้อย่างเต็มรูปแบบ
  • บริการ Managed Services ครบวงจร สำหรับธุรกิจที่ต้องการใช้บริการแบบ Managed Services ที่ครอบคลุมทั้งการใช้งานระบบและการบริการเชิงเทคนิค NTT ก็มีบริการ Managed Services ให้เลือกใช้งานได้ครบทุกภาคส่วน เพื่อให้ธุรกิจองค์กรไม่ต้องพะวงกับประเด็นด้านการดูแลรักษาเทคโนโลยีด้วยตนเองอีกต่อไป และมุ่งเน้นไปที่การเร่งสร้างความเติบโตให้กับธุรกิจได้อย่างเต็มที่
  • บริการครอบคลุม 121 ประเทศทั่วโลก ในฐานะของบริษัทชั้นนำระดับโลก NTT มีสาขากระจายอยู่ 121 ประเทศทั่วโลก พร้อมตอบโจทย์ธุรกิจข้ามชาติที่มีสาขากระจายอยู่หลายแห่ง และต้องการใช้งานบริการ Cloud ในหลายประเทศ
  • บริการด้าน Digital Transformation ไม่เพียงแต่ความเชี่ยวชาญด้านระบบ IT Infrastructure เท่านั้น แต่ NTT ยังมีทีมสำหรับทำ Digital Transformation อย่างครบวงจร ครอบคลุมอุตสาหกรรมการเงิน, โรงงาน, สาธารณสุข และภาครัฐ ที่จะช่วยให้โครงการในการทำ Digital Transformation ขององค์กรเป็นไปอย่างราบรื่น ประสบความสำเร็จ และลดความเสี่ยงของโครงการลงได้

จะเห็นได้ว่าไม่เพียงแต่การเป็นพันธมิตรเพื่อตอบโจทย์ Hybrid Cloud ได้เท่านั้น แต่ NTT ยังพร้อมที่จะเป็นผู้ร่วมสร้างสรรค์นวัตกรรมร่วมไปกับองค์กร เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันใหม่ๆ และขยายธุรกิจจากระดับประเทศสู่ระดับโลกได้อีกด้วย

Dell Hybrid Cloud Solution: เริ่มต้นระบบ Hybrid Cloud อย่างมั่นใจด้วย Dell EMC VxRail

เพื่อให้ธุรกิจองค์กรนั้นเริ่มต้นก้าวสู่โลกของ Hybrid Cloud ได้อย่างง่ายดาย Dell Technologies จึงได้พัฒนา Dell Hybrid Cloud Solution ขึ้นมาตอบโจทย์นี้โดยเฉพาะ โดยการประยุกต์นำเทคโนโลยี Dell EMC VxRail มาใช้เป็นหัวใจหลักของโซลูชันนี้

Dell EMC VxRail คือระบบ Hyperconverged Infrastructure หรือ HCI ที่ผสานเอาเทคโนโลยีฝั่งฮาร์ดแวร์จาก Dell Technologies พร้อมซอฟต์แวร์จาก VMware มาใช้งานรวมกัน และพัฒนาระบบริหารจัดการกลางเพิ่มเข้ามาเพื่อให้ธุรกิจองค์กรสามารถสร้าง Private Cloud ภายในองค์กรที่รองรับทั้ง Virtualization และ Container ได้ในตัว มีระบบ Backup ภายใน สามารถเพิ่มขยายได้อย่างยืดหยุ่นตามความต้องการ รวมถึงยังสามารถทำงานร่วมกับบริการ Cloud ชั้นนำต่างๆ ได้เพื่อต่อยอดไปสู่ภาพของ Hybrid Cloud ได้

จุดเด่นที่ทำให้โซลูชันของ Dell EMC VxRail สามารถตอบโจทย์ Hybrid Cloud ได้ดี มีดังต่อไปนี้

1. รองรับWorkload ได้หลากหลายด้วยรุ่นโมเดลที่เหมาะสำหรับงานแต่ละประเภท

โดยทั่วไปแล้วโซลูชัน HCI นั้นมักจะรองรับได้เฉพาะ Workload มาตรฐานทั่วๆ ไปที่ไม่หลากหลายมานัก ทำให้เมื่อหลายองค์กรต้องการใช้งาน Workload ที่มีความเฉพาะทางสูงเช่นระบบ Big Data Analytics หรือ AI นั้น ก็ทำให้ HCI อาจไม่ตอบโจทย์เท่าที่ควร

Credit: Dell Technologies

Dell Technologies ได้เข้าใจในจุดนี้ดีในฐานะของผู้นำโซลูชัน HCI ในระดับโลก จึงได้ทำการพัฒนาโซลูชัน Dell EMC VxRail ได้กลบจุดอ่อนนี้ด้วยการออกแบบฮาร์ดแวร์หลากหลายรุ่นสำหรับรองรับ Workload เฉพาะทางให้ได้มากที่สุด โดยปัจจุบันนี้ Dell EMC VxRail ก็มีให้เลือกใช้ด้วยกันมากถึง 6 รุ่นหลัก ๆ ด้วยกัน ได้แก่

Credit: Dell Technologies
  • E Series ระบบขนาด 1U สำหรับรองรับการใช้งานได้ทุกรูปแบบ และอัปเกรดได้อย่างยืดหยุ่น โดยเลือกใช้ได้ทั้ง CPU Intel Xeon Scalable และ AMD EPYC รวมถึงยังสามารถเสริม GPU NVIDIA T4 สำหรับรองรับงาน AI ได้ในตัว
  • P Series ระบบขนาด 2U ที่เน้นประสิทธิภาพของระบบที่สูง ด้วยการรองรับ CPU Intel Xeon Scalable สูงสุดถึง 4 Socket, รองรับ RAM สูงสุดถึง 6TB สามารถใช้ Intel Optane Persistent Memory และ Intel Optane NVMe Cache Drive ได้ สำหรับระบบ SAP HANA, AI และ Big Data Analytics โดยเฉพาะ
  • V Series ระบบขนาด 2U สำหรับรองรับ Virtual Desktop Infrastructure (VDI) โดยเฉพาะ และสามารถเสริม GPU NVIDIA Tesla และ Quadro เพื่อรองรับการใช้งาน 2D/3D Application ภายใน Virtual Desktop ได้
  • D Series ระบบขนาด 1U ที่มีขนาดเล็กและมีความทนทานสูง สำหรับใช้งานในพื้นที่ภายนอก Data Center หรือที่ Edge สำหรับการประมวลผลในสถานที่ต่างๆ บนระบบที่มีความมั่นคงทนทาน เช่น โรงงาน, ระบบโทรคมนาคม หรือห้างสรรพสินค้า
  • S Series ระบบขนาด 2U ที่ออกแบบมาให้มีความจุสำหรับจัดเก็บข้อมูลได้สูงสุดถึง 96TB สำหรับรองรับการจัดเก็บข้อมูลปริมาณมาก, ระบบแบ่งปันไฟล์ข้อมูล, ระบบวิเคราะห์ข้อมูล หรือการสำรองข้อมูลเป็นหลัก
  • G Series ระบบขนาด 2U ที่ภายในบรรจุ 4 Node สำหรับการใช้งานทั่วๆ ไปและประหยัดพื้นที่ติดตั้ง

ธุรกิจองค์กรสามารถเลือกใช้ Dell EMC VxRail หลากหลายรุ่นภายใน Data Center แห่งเดียวกันและบริหารจัดการร่วมกันจากศูนย์กลางได้ทั้งหมด ทำให้ง่ายต่อการเพิ่มขยายระบบให้เหมาะสมต่อ Workload และงบประมาณในแต่ละครั้ง ทำให้การเพิ่มขยายระบบ Hybrid Cloud ขององค์กรเป็นไปได้อย่างคุ้มค่าสูงสุดในทุก ๆ การลงทุนเสมอ

2. เชื่อมต่อCloud ได้ทันทีพร้อมก้าวสู่Hybrid Cloud ได้ในตัว

Dell EMC VxRail นี้สามารถทำงานร่วมกับบริการ VMware Cloud จากผู้ให้บริการได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น NTT เองที่เปิดให้บริการ VMware Cloud ที่ Data Center ภายในประเทศไทย ไปจนถึงบริการ VMware Cloud จากผู้ให้บริการ Public Cloud ชั้นนำอย่างเช่น AWS, Microsoft Azure หรือ Google Cloud Platform ก็ตาม

ทั้งนี้ภายใน Dell Hybrid Cloud Solution ก็ยังมีการเสริมระบบริหารจัดการกลางอย่าง APEX Cloud Services ที่จะช่วยให้องค์กรสามารถติดตามการใช้งาน Cloud และ Data Center ที่กระจัดกระจายกันอยู่หลายแห่งได้ รวมถึงยังช่วยตรวจสอบและบริหารจัดการค่าใช้จ่ายได้จากศูนย์กลาง ทำให้การใช้งานระบบ Hybrid Cloud นั้นสามารถบริหารจัดการได้อย่างเป็นระบบ

3. ช่วยองค์กรประหยัดค่าใช้จ่ายเลือกใช้ได้ตามความเหมาะสม

ประเด็นสำคัญที่ทำให้ธุรกิจองค์กรหลายแห่งเลือกทำ Hybrid Cloud ด้วยการใช้ Dell EMC VxRail นั้นก็คือความสามารถในการลดค่าใช้จ่ายในระยะยาว โดยจากการสำรวจการใช้งานจริงของลูกค้าที่ใช้ Dell EMC VxRail นั้นพบประเด็นที่น่าสนใจดังนี้

  • มี ROI ในระยะเวลา 5 ปีอยู่ที่ 452%
  • โดยเฉลี่ยแล้วการลงทุนใช้ Dell EMC VxRail นั้นจะมีค่าใช้จ่ายเทียบเท่ากับการใช้บริการ Public Cloud 10 เดือน ทำให้ระบบใดๆ ที่ใช้งานนานเกินกว่า 10 เดือนนั้น หากใช้งานบน Dell EMC VxRail ก็สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่า
  • สามารถลด Downtime อันเกิดจากเหตุไม่คาดฝันลงได้ถึง 92% ด้วยความสามารถในการทำ High Availability ภายในระบบ
  • ลดค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาระบบ IT ลงได้ถึง 72% และยังทำให้ฝ่าย IT ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นถึง 70% โดยหากประเมินถึงค่าใช้จ่ายในระยะเวลา 5 ปีแล้ว ก็สามารถประหยัดลงไปได้ถึง 51% เลยทีเดียว

ทั้งนี้เมื่อใช้งาน Dell EMC VxRail ในรูปแบบของ Hybrid Cloud แล้ว ก็จะยิ่งทำให้องค์กรมีทางเลือกในการลงทุนขึ้นระบบใดๆ ได้อย่างคล่องตัวและยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้นไปอีก เพราะสำหรับระบบที่ใช้งานเป็นระยะเวลาสั้น ๆ หรือระบบทดสอบใด ๆ นั้น ก็สามารถใช้งานบน Public Cloud ได้ทันที อีกทั้งยังสามารถเลือกใช้งานความสามารถที่มีเฉพาะบนบริการ Public Cloud อย่างเช่น AI, Machine Learning, Blockchain หรือ Database เฉพาะทางให้เหมาะสมกับงานที่ต้องการ และคุ้มค่ากว่าการลงทุนสร้างระบบที่ซับซ้อนระดับนั้นด้วยตนเองได้อีกด้วย

ดาวน์โหลด Whitepaper เพื่อเรียนรู้แนวโน้มและสถิติเกี่ยวกับ Hybrid Cloud ในองค์กรที่น่าสนใจ

สำหรับผู้ที่สนใจกลยุทธ์ด้าน Hybrid Cloud ซึ่งทาง Dell Technologies และ NTT ได้ร่วมมือกับ 451 Research จัดทำ Whitepaper ในประเด็น Hybrid Cloud Strategies are Shaping Enterprise IT Futures ขึ้นมาเพื่อให้ทุกท่านได้ดาวน์โหลดไปทำการศึกษาได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายที่ https://bit.ly/3rBPMIA

หากสนใจโซลูชันพร้อมบริการด้าน Hybrid Cloud หรือบริการ NTT Data Center หรือ NTT Data Center Interconnect ติดต่อ NTT ได้ที่ email : ap.th.ask@global.ntt หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://bit.ly/3rBPMIA

สามารถเยี่ยมชมเว็บไซต์ของ NTT ได้ที่ https://hello.global.ntt/

from:https://www.techtalkthai.com/first-step-to-hybrid-cloud-with-dell-hybrid-cloud-solution-by-ntt/