คลังเก็บป้ายกำกับ: PRODUCTS

[Video Webinar] Secure Your Precious Data by Cisco Security & CSL

สำหรับผู้ที่ไม่ได้เข้าฟังการบรรยาย CSL Webinar เรื่อง “Secure Your Precious Data by Cisco Security” พร้อมเรียนรู้วิธีป้องกันและแนวทางปฏิบัติสำหรับองค์กรในการรับมือกับ Ransomware จากทาง Cisco ที่เพิ่งจัดไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หรือต้องการรับชมการบรรยายซ้ำอีกครั้ง สามารถเข้าชมวิดีโอบันทึกย้อนหลังได้ที่บทความนี้ครับ

ผู้บรรยาย: คุณกิตติคุณ กงแก้ว ICT Partner Management Specialist จาก CSL และคุณสุภาส จำปาทอง Presale Engineer – Cisco Security Specialist จาก Ingram Micro

ปัจจุบันองค์กรได้ปรับปรุงระบบ IT เพื่อให้พนักงานสามารถทำงานได้จากที่บ้าน แต่ยังเข้าถึงระบบ IT และแอปพลิเคชันขององค์กรได้ ทั้งจากอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ขององค์กรหรือ อุปกรณ์ส่วนตัว (BYOD) ที่ถูกนำมาใช้งานมากขึ้น ซึ่งผู้ดูแลระบบจะมั่นใจได้อย่างไรว่าระบบ IT ขององค์กรจะไม่โดนคุกคามจากภัยที่อาจแฝงตัวมากับอุปกรณ์ส่วนตัว หรือมาจากการใช้งานเครือข่ายจากการทำงานที่บ้านของพนักงาน

นอกจากนี้ ปัจจุบันภัยคุกคามทางไซเบอร์เองก็มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยมีความชาญฉลาดและซับซ้อนยิ่งขึ้น โดยมีเป้าหมายในการโจมตีที่ต่างกัน แต่โดยส่วนใหญ่แล้วข้อมูลคือทรัพย์สินที่มักโดนโจมตี อาจสูญหาย หรือเรียกค่าไถ่ ดังที่ปรากฏในข่าวไม่เว้นในแต่ละวัน ทั้งเหตุ Data Breaches และองค์กรถูก Ransomware โจมตี

CSL ขอเชิญท่านร่วมงาน Webinar ซึ่งจะนำเสนอโซลูชันด้าน Security ล่าสุดจาก Cisco และการประยุกต์นำมาใช้รับมือกับภัยคุกคามที่อาจมากับอีเมลหรือแฝงตัวอยู่บนเว็บไซต์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Ransomware, Malware และอื่นๆ เพื่อให้ท่านรักษาความมั่นคงปลอดภัยเครือข่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และรับมือกับภัยคุกคามที่เปลี่ยนอย่างต่อเนื่องในอนาคตได้

from:https://www.techtalkthai.com/video-webinar-secure-your-precious-data-by-cisco-security-and-csl/

[Video Webinar] Drive Business with Modernize IT Infrastructure by CSL

สำหรับผู้ที่ไม่ได้เข้าฟังการบรรยาย CSL Webinar เรื่อง “Drive Business with Modernize IT Infrastructure” ด้วยเทคโนโลยี Enterprise Cloud Platform จาก Nutanix ที่เพิ่งจัดไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หรือต้องการรับชมการบรรยายซ้ำอีกครั้ง สามารถเข้าชมวิดีโอบันทึกย้อนหลังได้ที่บทความนี้ครับ

ผู้บรรยาย: คุณวัชระ กิ่งแก้ว ICT Partner Management Specialist จาก CSL และคุณทวิพงศ์ อโนทัยสินทวี Country Manager จาก Nutanix

แน่นอนว่าสถานการณ์ Covid-19 ในช่วงที่ผ่านมา ได้ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจในวงกว้าง หลายองค์กรจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและสร้างโอกาสทำกำไรใหม่ๆ ในขณะเดียวกัน เทคโนโลยีก็มีความเปลี่ยนแปลงให้สอดคล้องกับการทำงานแบบ New Normal ทำให้องค์กรต้องติดตามและนำเทคโนโลยีเหล่านั้นมาปรับใช้กับระบบ IT ซึ่งเป็นหัวใจในการดำเนินธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ผู้ดูแลระบบจึงต้องสร้างสมดุลระหว่างการนำเทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุนระบบ IT ควบคู่ไปกับการลดต้นทุน เพราะการลงทุนล่วงหน้ามากๆ โดยใช้เวลายาวนานกับระบบ IT ใหม่ๆ เช่นในอดีต อาจไม่ตอบโจทย์ความคุ้มค่าอีกต่อไป

CSL ขอเชิญผู้ดูแลระบบเข้าร่วม Webinar เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับโซลูชัน Enterprise Cloud Platform ของ Nutanix ที่ช่วยให้ระบบ IT ขององค์กร ทำงานได้รวดเร็ว มีเสถียรภาพ คุ้มค่าต่อการลงทุน รองรับการใช้งานร่วมกับแอปพลิเคชันและนวัตกรรมใหม่ๆ อย่าง Cloud Native Apps และ Multicloud ได้ทันที ตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจขนาดเล็ก ไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่ในยุคดิจิทัลทั้งด้านความเร็วและพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูลแบบไม่จำกัด

from:https://www.techtalkthai.com/video-webinar-drive-business-with-modernize-it-infrastructure-by-csl/

ก้าวใหม่ของอุตสาหกรรมการผลิตในยุค New Normal และการก้าวไปสู่ Adaptive Manufacturing Enterprise โดยมี ERP เป็นปัจจัยสำคัญ

หลังจากที่อุตสาหกรรมการผลิตทั่วโลกเผชิญกับการหยุดชะงักอย่างไม่ทันตั้งตัว จากวิกฤต COVID-19 จะเห็นได้ว่าส่งผลกระทบไปยังอุตสาหกรรมต่างๆ ในแง่ที่ทำให้การผลิตเกิดการหยุดชะงัก การทำงานของคนในองค์กรกลายเป็นแบบ Work From Home ความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนไป ส่งผลให้ผู้ผลิตบางรายประสบปัญหาที่ต้องปิดตัวลง ด้วยเหตุผลแตกต่างกัน ในขณะที่บางแห่งกลับต้องเปิดทำการตลอด 24 ชั่วโมงเนื่องจากความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบโดยรวมต่อการวางแผนการผลิต

ในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนี้ความสำคัญของการผลิตแบบดิจิทัลได้เพิ่มขึ้นเนื่องจากผู้ผลิตต้องดิ้นรน ไม่เพียงเพื่อป้องการการหยุดชะงัก แต่เพื่อรักษาความต่อเนื่องทางธุรกิจ ให้ยังคงดำเนินต่อไปให้ได้อีกด้วย

การผลิตแบบดิจิทัลถือได้ว่าเป็นแนวทางแบบครบวงจรในการวางแผนการดำเนินการ การจัดการต้นทุน การเคลื่อนย้ายวัสดุและการควบคุมแบบเรียลไทม์ ช่วยให้ผู้ผลิตสามารถใช้ประโยชน์จากดิจิทัลและเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อสื่อสาร วิเคราะห์และใช้ข้อมูลแบบเรียลไทม์ได้ดีขึ้น เพื่อให้เป็นไปตามแผนกลยุทธ์ขององค์กร

ในขณะที่ผู้ผลิตต้องก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลนั้น ผู้ให้บริการ ERP หลายรายก็ยังต้องมีการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นการนำระบบ Robotic Process Automation (RPA), Machine learning, Digital twins และอื่น ๆ มาพัฒนา เพื่อให้ระบบมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และพร้อมตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนไปของลูกค้า ให้สามารถปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ เพื่อความได้เปรียบในการแข่งขัน

ปัจจัยของ Digital Manufacturing ที่จะช่วยให้การผลิตเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ถึงแม้ว่าเทรนด์ของ Digital transformation เกิดขึ้นมาค่อนข้างนาน แต่มันก็ยังคงส่งผลให้การผลิตในอุตสาหกรรมต้องมีการปรับตัวตาม และทำให้หลายบริษัทต้องมีการลงทุนทางด้านดิจิทัลเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากความสามารถของ Digital transformation นี้สามารถเพิ่มผลกำไรและความก้าวหน้าทางธุรกิจได้อย่างก้าวกระโดด จากเดิมที่ผู้ผลิตในอุตสาหกรรมอาศัยการคำนวณต้นทุนและการคาดการณ์ด้วยตนเอง แบบ Manual ทำให้เกิดความล่าช้าและข้อผิดพลาด การกำหนดและตรวจสอบตัวชี้วัด(KPI) ของกระบวนการผลิตอาจไม่แม่นยำนัก อย่างไรก็ดีด้วยการปรับใช้งานด้านดิจิทัลที่มากขึ้น บริษัทสามารถประเมินปัญหาด้านการผลิตและวัสดุได้อย่างรวดเร็ว ดูข้อมูล วิเคราะห์ได้แบบเรียลไทม์ นอกจากนี้ยังสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดีขึ้น และเพิ่มความโปร่งใสในการดำเนินการผลิตอีกด้วย

ตัวอย่างหนึ่งของบริษัทผู้ผลิตอย่าง Akebono ผู้ผลิตวัสดุยานยนต์และชุดเบรก ก็เป็นหนึ่งบริษัทที่ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่สามารถคาดการณ์หรือวางแผนการผลิตและตอบสนองลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว แต่ภายหลังจากการนำโซลูชั่น QAD Automation มาใช้สามารถช่วยให้การคาดการณ์ข้อมูลมีความน่าเชื่อถือและความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น อีกทั้งสามารถเติมเต็มการผลิตตามลำดับความสำคัญ และปรับปรุงความแม่นยำในกระบวนการทำงานอื่นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ระบบที่ใช้ในองค์กรแบบเดิมมักมีข้อจำกัดทางด้านความสามารถในการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัว รวมทั้งความกดดันจากสถานการณ์ภายนอก ก็จำเป็นต้องมีการประเมินกระบวนการภายในใหม่ เพื่อให้มั่นใจว่าพร้อมที่จะกลับเข้าสู่การผลิตอีกครั้ง รวมไปถึงโครงสร้างพื้นฐานของธุรกิจภายในด้วยเช่นกัน อย่างกลยุทธ์ที่จำเป็นต้องมีความยืดหยุ่นเพียงพอ  เมื่อใดที่ธุรกิจการผลิตมีกลยุทธ์และวิธีการ ในการปรับตัวที่ดี และสามารถเข้าถึงข้อมูล ที่ช่วยวิเคราะห์คาดการณ์ได้แบบเรียลไทม์ นั่นย่อมส่งผลถึงความได้เปรียบในการแข่งขัน ซึ่ง QAD เราเรียก บริษัทเหล่านี้ว่า “Adaptive Manufacturing Enterprises “

ดังนั้นมาดูกันว่าหากองค์กรต้องการก้าวไปเป็น Adaptive Manufacturing Enterprise หรือองค์กรผู้ผลิต ที่มีประสิทธิภาพสูงในการปรับตัวต้องมีคุณสมบัติใดบ้าง

คุณสมบัติ ประการ ของ Adaptive Manufacturing Enterprise

  1. ความชาญฉลาด (Intelligent) การจัดการข้อมูลมีความถูกต้องมากขึ้นและตรวจสอบได้แบบเรียลไทม์ สามารถช่วยให้องค์กรตัดสินใจอย่างเหมาะสมและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด
  2. นวัตกรรม (Innovation) การใช้ประโยชน์จากกระบวนการใหม่ๆ และเทคโนโลยีทางดิจิทัลมาเพื่อพัฒนาข้อมูลเชิงลึกทางธุรกิจ เพื่อความก้าวหน้าในประสิทธิภาพการผลิต
  3. ความรวดเร็ว ว่องไว (Agile) การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อมอนิเตอร์ประสิทธิภาพการผลิต เพิ่มคุณภาพ เพื่อทำให้การตัดสินใจรวดเร็วยิ่งขึ้น และพร้อมรับมือ แก้ปัญหาต่อสถาณการณ์เฉพาะหน้าอย่างทันท่วงที
1. ความชาญฉลาด (Intelligent)

เพื่อการปรับตัวอย่างมีประสิทธิภาพ ข้อมูลถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ผลิต การเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกแบบเรียลไทม์ สามารถช่วยให้องค์กรขับเคลื่อนและเชื่อมต่อกับลูกค้า ซัพพลายเออร์ และอุปกรณ์ได้อย่างทันท่วงที อีกทั้งเพิ่มประสิทธิภาพเชิงกลยุทธ์ให้เหนือคู่แข่งอีกด้วย

ผู้ผลิตหลายรายที่ประสบความสำเร็จ  ได้นำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ อย่างเช่น AI, Machine learning และ Internet of Things (IoT) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรวบรวมข้อมูล ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้สามารถช่วยให้ตัวชี้วัด (KPI) วัดผลได้ดีขึ้น ทั้งในด้านการผลิต ห่วงโซ่อุปทาน การเงิน และการดำเนินการอื่นๆ ตัวอย่างวิธีการนำข้อมูลมาใช้ในการตัดสินใจ เพื่อเพิ่มความได้เปรียบในการปรับตัว เช่น

  • ผู้ผลิตรายหนึ่งมีการเปลี่ยนกระบวนการทำงานแบบมือ (Manual) มาใช้ระบบการวิเคราะห์แบบใหม่ ที่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก รวมถึงมีการแจ้งเตือนเมื่อเกิดปัญหากับผลิตภัณฑ์หรือกระบวนการ  ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในการเรียกคืนผลิตภัณฑ์ที่มีค่าใช้จ่ายสูง
  • ผู้ผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์รายหนึ่ง ได้ปรับปรุงกระบวนการของระบบ เพื่อการตรวจสอบข้อมูลแบบเรียลไทม์กับซัพพลายเออร์ ส่งผลให้กระบวนการตรวจสอบมีระยะเวลาสั้นลง และคุณภาพการทำงานร่วมกับซัพพลายเออร์ดีขึ้น
2. นวัตกรรม (Innovation)

เพื่อการปรับตัวอย่างมีประสิทธิภาพ ธุรกิจการผลิตจำเป็นต้องคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ และสร้างสรรค์สิ่งใหม่โดยใช้เทคโนโลยีในการเก็บข้อมูลแบบเรียลไทม์ และใช้ข้อมูลเชิงลึกเหล่านั้นเพื่อพัฒนาประสบการณ์ของลูกค้า ผ่านการเชื่อมต่อด้วยเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้า และการใช้แอปพลิเคชั่นมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานพร้อมทั้งสามารถลดต้นทุนได้

ผู้ผลิตที่ให้ความสำคัญกับนวัตกรรมหลายราย เปลี่ยนมาใช้แอปพลิเคชั่นบน Cloud ที่ Low-code/no-code เพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อีกทั้งใช้การวิเคราะห์ประสิทธิภาพมาพัฒนาแนวคิดใหม่ๆ ให้เข้ากับธุรกิจอย่างรวดเร็ว

ตัวอย่าง: วิธีนำนวัตกรรมมาใช้ เพื่อความได้เปรียบในการปรับตัวทางธุรกิจ

  • ผู้ผลิตบางรายที่เคยสรุปผลรายงานผ่าน Spreadsheet ในรูปแบบกระดาษ เปลี่ยนมาใช้ฟังก์ชั่นการรายงานผ่านดิจิทัล ซึ่งช่วยลดเวลาในการทำงานมากขึ้น อีกทั้งทำให้สามารถกำหนดค่าใช้จ่ายได้แม่นยำยิ่งขึ้นอีกด้วย
  • แพลตฟอร์มการวางแผนอุปสงค์และซัพพลายเชนที่มีความทันสมัยและยืดหยุ่น ช่วยปรับปรุงการคาดการณ์ข้อมูล อีกทั้งลดต้นทุนด้านการดำเนินงาน โดยระบบเหล่านี้สามารถให้ผลตอบแทนจากการลงทุนแบบ 2 ต่อ 1 และช่วยลดสินค้าคงคลังได้อีกด้วย
  • ผู้ผลิตวัสดุบรรจุภัณฑ์รายหนึ่งได้พัฒนาการลดระยะเวลาการรอคอยสินค้าของลูกค้าและสร้างความน่าเชื่อถือในการจัดส่ง โดยเปลี่ยนไปใช้ระบบที่สามารถตรวจสอบข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่สามารถติดตามสินค้า ซึ่งกลยุทธ์นี้สามารถสร้างผลกำไรให้แก่ธุรกิจได้มากขึ้น
3. ความรวดเร็ว ว่องไว (Agile)

ผู้ผลิตต้องตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจทั้งภายในและภายนอกอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นด้านการวิเคราะห์ ขับเคลื่อนการดำเนินงาน รวมถึงความสามารถในการคำนวณตัวชี้วัด (KPI) เพื่อให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในด้านแรงงาน เครื่องจักร และกระบวนการได้อย่างต่อเนื่อง

องค์กรที่มีความว่องไว จะช่วยให้การจัดการการเปลี่ยนแปลงกระบวนการเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว และสามารถเพิ่มโปรแกรมต่างๆ ที่จำเป็นในองค์กรได้อย่างทันท่วงที นอกจากนี้ยังประหยัดทรัพยากรด้านเทคนิค การสนับสนุน และบริการอีกด้วยตัวอย่าง: ทำอย่างไรให้มีความคล่องตัวมากขึ้น เพื่อความได้เปรียบในการปรับตัว

  • ผู้ผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ระดับโลกได้ปรับเปลี่ยนและพัฒนาระบบเดิมทั้งหมด ให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น ระบบที่สามารถจัดเก็บข้อมูลผลิตภัณฑ์ได้หลายขนาดและหลายเวอร์ชั่น ในทุกสาขาทั่วโลก โซลูชั่นนี้ช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย รวมถึงลดข้อผิดพลาดจากการทำงานแบบมือ (Manual)
  • การย้ายระบบธุรกิจซึ่งเป็นสิ่งสำคัญขององค์กรไปยังระบบ Cloud ช่วยเพิ่มความคล่องตัวให้กับบริษัท ในการช่วยลดความเสี่ยงทางธุรกิจที่อาจเกิดขึ้น ช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพการจัดส่ง และลดสินค้าคงคลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ผู้ผลิตระดับโลกรายหนึ่งพิสูจน์แล้วว่าการสร้างมาตรฐานให้ระบบ ช่วยให้มีความยืดหยุ่นในการจัดการกับพนักงาน สามารถตอบสนองต่อความต้องการที่ผันผวนได้อย่างรวดเร็ว

เพื่อการเป็นองค์กรที่ปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปัจจัยสำคัญ

1. องค์กรต้องสามารถเชื่อมต่อและเข้าถึงการจัดการของซัพพลายเออร์ได้

สำหรับผู้ผลิตที่มีซัพพลายเออร์กระจายอยู่ทั่วโลก และกำลังทำงานร่วมกับคู่ค้าหลายราย จำเป็นต้องมีระบบที่สามารถติดตามกิจกรรมที่เกิดขึ้นระหว่างกันได้ ไม่ว่าจะเป็นยอดคำสั่งซื้อจากซัพพลายเออร์ การเปลี่ยนแปลงของข้อมูล การติดตามสถานะคำสั่งซื้อ เลขที่ติดตามพัสดุ และสถานะการจัดส่ง เป็นต้น

โดยโซลูชั่นที่เชื่อมต่อการสื่อสารแบบเรียลไทม์ระหว่างผู้ผลิตและซัพพลายเออร์นี้สามารถปรับปรุงการมองเห็นของซัพพลายเชน ซึ่งทำให้ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของอุปสงค์และอุปทานได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

2. องค์กรจะต้องสามารถเชื่อมโยงกับซัพพลายเชนได้

ผู้ผลิตหลายรายมีความท้าทายด้านห่วงโซ่อุปทาน เช่น ข้อจำกัดของการเข้าถึงการทำงานของห่วงโซ่อุปทาน คู่ค้าในห่วงโซ่อุปทานนั้น และความผิดพลาดของข้อมูลของการจัดส่ง รวมถึงอาจจัดส่งสินค้าไปผิดที่ ซึ่งการนำข้อมูลมาใช้เพื่อทำการตัดสินใจ ถือเป็นความชาญฉลาดในการดำเนินงานกับซัพพลายเชน นอกจากนี้การใช้ความสามารถในการคาดการณ์และการดำเนินการธุรกิจการผลิต สามารถติดตั้งการควบคุมกระบวนการแบบ end-to-end เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพของการเชื่อมโยงซัพพลายเชนโดยรวมได้ทันท่วงทีด้วยเหตุนี้ผู้ผลิตจึงสามารถทำลายข้อจำกัดกับคู่ค้าในห่วงโซ่อุปทาน และมีความสามารถปรับตัวในห่วงโซ่อุปทานได้อย่างคล่องตัว เพื่อการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพและตอบสนองอย่างรวดเร็วต่อการหยุดชะงักในห่วงโซ่อุปทาน

3. องค์กรต้องมีการจัดการกระบวนการในองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับการจัดการการหยุดชะงักและการเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น ผู้มีอำนาจตัดสินใจด้านการผลิตจำเป็นต้องเข้าถึงข้อมูลและการวิเคราะห์ทางการเงินแบบเรียลไทม์ โดยข้อมูลเหล่านั้นต้องมีความน่าเชื่อถือและกระบวนการการทำงานต้องมีความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาและการเปลี่ยนแปลงปัจจุบันโดยระบบธุรกิจที่มีการวางแผนที่ดีจะช่วยให้มั่นใจได้ว่า บริษัทกำลังทำงานจากข้อมูลทางการเงินและการบัญชีที่มีความน่าเชื่อถือ มั่นคง และสามารถปรับเปลี่ยนได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้โซลูชั่นแบบบูรณาการสามารถรองรับสกุลเงินต่างๆ ได้อย่างครอบคลุม มีมาตรฐานด้านภาษีและการบัญชีในระดับภูมิภาคและระดับท้องถิ่น ซึ่งทำให้ง่ายต่อการนำไปวิเคราะห์และใช้ประโยชน์ด้านอื่นๆ

4. องค์กรจะต้องมีการประยุกต์และปรับเปลี่ยนการผลิตให้เป็นแบบดิจิทัล

การผลิตดิจิทัลไม่ใช่แค่การรวบรวมข้อมูล แต่เป็นการใช้ข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยประมวลผลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินการผลิต การเข้าถึงข้อมูลในการผลิตแบบเรียลไทม์ ความแม่นยำของการประเมินสินค้าคงคลัง การมองเห็นภาพรวมของการผลิต และการใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ที่มีอยู่ เป็นต้นอย่างไรก็ดีผู้ผลิตที่มีประสิทธิภาพ จะมองหาเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยสนับสนุนในกระบวนการผลิตและตลอดการดำเนินงาน เพื่อใช้เชื่อมโยงการผลิตเข้ากับธุรกิจอื่นๆ อย่างชาญฉลาด อีกทั้งการประยุกต์เทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ เช่น AI, Machine learning, IoT และ Robotic process automation เพื่อช่วยปรับปรุงกระบวนการผลิตให้ทันสมัย นอกจากนี้การใช้เทคโนโลยียังช่วยให้ผู้ผลิตสามารถสื่อสาร วิเคราะห์ และแปรข้อมูล เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ด้านต้นทุนและคุณภาพได้ดียิ่งขึ้น

5. องค์กรจะต้องมีการจัดการลูกค้าอย่างสมบูรณ์แบบ

การจัดการลูกค้าถือเป็นประตูสู่ความสำเร็จ ทราบหรือไม่ว่า ลูกค้าของคุณ ประเมินบริษัทของคุณอย่างไร?

จะเห็นได้ว่า ลูกค้ามีความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วตลอดเวลา และบ่อยครั้งผู้ผลิตต้องการการมองเห็นกระบวนการทั้งหมดแบบเรียลไทม์ว่าลูกค้าได้รับประสบการณ์ (Customer experience) อย่างไร พอใจหรือไม่ และมีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับสินค้าและบริการ ตั้งแต่การกำหนดราคา ขั้นตอนการสั่งซื้อ ไปจนถึงสินค้าคงคลัง ซึ่งผู้ผลิตจะสามารถตอบสนองต่อลูกค้าได้มากขึ้น หากสามารถรวบรวมข้อมูลเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผู้ที่ปรับตัวได้เท่านั้นที่จะก้าวสู่ความสำเร็จ

กุญแจสู่ความสำเร็จของผู้ผลิต คือ การมีระบบธุรกิจที่มีประสิทธิภาพทั้งในด้านความชาญฉลาด (Intelligent) นวัตกรรม (Innovation) และความคล่องตัว (Agile) ซึ่งทั้ง 3 สิ่งนี้จะช่วยให้ธุรกิจการผลิตมีความยืดหยุ่นตามที่ต้องการ เราเรียกบริษัทเหล่านี้ว่า “Adaptive Manufacturing Enterprises”

ทั้งนี้ QAD ได้ทำการเปิดตัวเครื่องมือวิเคราะห์องค์กรด้วย Adaptive Manufacturing Enterprise Maturity Model Diagnostic ให้ผู้ผลิตสามารถนำไปวิเคราะห์ และประเมินองค์กร (คุณสามารถประเมินองค์กรผ่านลิงค์นี้ได้ฟรีhttps://www.qad.com/th-TH/adaptive-manufacturing-enterprise/diagnostic ง่ายๆ กับ 12 คำถาม เพื่อวัดระดับความสามารถในการรับรู้ และปรับตัวให้เข้ากับวิกฤตการหยุดชะงัก เพื่อพร้อมก้าวสู่การเป็นองค์กรที่สามารถปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยให้บริษัท สามารถระบุจุดแข็งและจุดอ่อนของธุรกิจ และวิธีการเพิ่มขีดความสามารถในการเติบโตท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยแบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน ที่ QAD เรียกว่า Adaptive Manufacturing Enterprise Maturity Model ได้แก่ 

  1. Disjointed Enterprise
  2. Functional Enterprise
  3. Effective Enterprise และ
  4. Adaptive Manufacturing Enterprise 

ซึ่งจะระบุคุณลักษณะเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับความสามารถขององค์กร เพื่อรับมือกับการหยุดชะงักอย่างทันท่วงที

ด้วยการเปลี่ยนแปลงที่มากขึ้น ความรวดเร็วในการตอบสนองคือทุกสิ่งทุกอย่าง ความสามารถในการรับรู้และคาดการณ์ล่วงหน้า มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ผลิตต้องรู้ให้ทัน การเปลี่ยนการหยุดชะงักให้เป็นข้อได้เปรียบในการแข่งขันเป็นสิ่งสำคัญ

ซึ่ง QAD ได้เปิดตัวเครื่องมือวิเคราะห์องค์กรนี้ ในงานสัมมนาออนไลน์ QAD Tomorrow Thought Stream ในรูปแบบ VDO Stream ไปเมื่อวันที่ 22 กันยายนที่ผ่านมาพร้อมกันทั่วโลก (ชมวิดีโอย้อนหลังได้ที่นี่ https://go.qad.com/AP-TH-FY21-WB-QAD-Tomorrow-th-TH_01-LP-TechTalkThai.html

ในงานมีการนำเสนอแอปพลิเคชั่นของ QAD ที่เกี่ยวข้อง ในการช่วยให้ผู้ผลิตมีความคล่องตัวในการปรับตัวต่อวิกฤตที่เกิดขึ้น การนำข้อมูลมาวิเคราะห์แบบเรียลไทม์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ การวางแผนทรัพยากรขององค์กร (ERP) การวางแผนอุปสงค์และซัพพลายเชน (DSCP) การดำเนินการด้านการค้าและการขนส่งทั่วโลก (GTTE) และระบบการจัดการคุณภาพขององค์กร (EQMS) ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้ผลิตกลายเป็นองค์กรที่สามารถปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ซึ่งมิสเตอร์แอนทอล ชิลตัล ซีอีโอ ของคิวเอดี ต้องการที่จะมุ่งเน้นเรื่องราวเกี่ยวกับการรับมือกับการหยุดชะงักที่ไม่คาดคิดในธุรกิจการผลิต รวมถึงความจำเป็นในเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ และการนำ Digital Transformation มาใช้ประโยชน์ เพื่อให้องค์กรกลายเป็น Adaptive Manufacturing Enterprise อย่างสมบูรณ์

สำหรับธุรกิจและอุตสาหกรรมการผลิตที่ต้องการเป็น “Adaptive Manufacturing Enterprises”หรือสนใจสอบถามเพิ่มเติมระบบ QAD Adaptive ERP สามารถติดต่อทีมงาน QAD ประเทศไทย ได้ที่โทร: 02-202-9369 / 02-202-9363 หรืออีเมล: si3@qad.com  ข้อมูลเพิ่มเติมhttp://www.qad.com/th-TH

เกี่ยวกับบริษัท QAD Inc. – Enabling the Adaptive Manufacturing Enterprise

QAD Inc. เป็นผู้นำในการให้บริการซอฟต์แวร์ Enterprise Resource Planning หรือ ERP บนระบบCloud สำหรับบริษัทผู้ผลิตระดับโลก ในขณะที่ผู้ผลิตทั่วโลกต้องเผชิญกับภาวะการหยุดชะงักที่เพิ่มขึ้นอันเนื่องมาจากนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและการเปลี่ยนแปลงของความต้องการของผู้บริโภค เพื่อความอยู่รอดและการเติบโตของผู้ผลิต ดังนั้นผู้ผลิตจะต้องสามารถคิดค้นและเปลี่ยนรูปแบบการทำธุรกิจได้อย่างทันท่วงที QAD เรียกบริษัทเหล่านี้ว่า “Adaptive Manufacturing Enterprises” ด้วยโซลูชั่นที่ QAD มี จะช่วยให้ลูกค้าในอุตสาหกรรมยานยนต์ (Automotive), อุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภค (Customer Products), อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม (Food & Beverage), อุตสาหกรรมสินค้าเทคโนโลยี (High-tech), อุตสาหกรรมหนัก (Industrial) และอุตสาหกรรมด้านอุปกรณ์การแพทย์ ชีวเวชศาสตร์ (Life Sciences) สามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ เพื่อความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างรวดเร็ว

ซอฟต์แวร์ QAD Adaptive ERP สนับสนุนการบริหารจัดการธุรกิจขององค์กรโดยรวม ทั้งดานการผลิต ซัพพลายเชน การเงิน การวิเคราะห์ข้อมูล กระบวนการบริหารจัดการธุรกิจ และการวางแผนทรัพยากรในองค์กร ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

บริษัท QAD ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2522 และ มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองซานตา บาบาร่า ในรัฐแคลิฟอเนียร์ ประเทศสหรัฐอเมริกา และมีสำนักงาน 29 แห่งทั่วโลก รวมทั้งสาขาในประเทศไทย ซึ่งก่อตั้งมากว่า 40 ปี บริษัท ผู้ผลิตกว่า 2,000 รายได้ปรับใช้โซลูชัน QAD รวมถึงการวางแผนทรัพยากรองค์กร (ERP) การวางแผนอุปสงค์และซัพพลายเชน (DSCP) การดำเนินการค้าและการขนส่งทั่วโลก (GTTE) และระบบการจัดการคุณภาพ (QMS) เพื่อกลายเป็น Adaptive Manufacturing Enterprise

เขียนโดย : ผู้เชี่ยวชาญจาก QAD Inc.

เรียบเรียงโดย : จีรชญา อัคนิพัชร , Marketing Communications Manager, South Asia : QAD (Thailand) Ltd.

from:https://www.techtalkthai.com/qad-new-normal-adaptive-manufacturing-enterprise-erp/

8 แนวทางรับมือ Ransomware เบื้องต้นที่ทุกธุรกิจองค์กรควรทำ พร้อมบริการจาก AIS Cyber Secure ช่วยปกป้องธุรกิจจากภัยคุกคาม

Ransomware นั้นได้กลายเป็นภัยคุกคามสามัญที่ทุกธุรกิจองค์กรต้องเผชิญในทุกวันนี้ ในขณะที่ความเสียหายที่เกิดขึ้นจาก Ransomware เองก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง การวางแผนเพื่อรับมือกับ Ransomware อย่างเป็นระบบนั้นจึงถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงให้กับธุรกิจองค์กรได้อย่างคุ้มค่า และในบทความนี้เราก็จะพาทุกท่านไปรู้จักกับแนวทางเบื้องต้นที่ทุกธุรกิจองค์กรควรทำ 8 ประการ ดังนี้ครับ

8 แนวทางรับมือ Ransomware เบื้องต้นอย่างยั่งยืนสำหรับธุรกิจองค์กร

เนื่องจาก Ransomware นี้เป็นภัยคุกคามที่ทุกหน่วยงานและองค์กรทั่วโลกต้องเผชิญ ทาง Cybersecurity and Infrastructure Security Agency หรือ CISA ของสหรัฐอเมริกาจึงได้ทำการเผยแพร่เอกสารแนวทางปฏิบัติเพื่อให้ธุรกิจองค์กรและหน่วยงานต่างๆ สามารถปกป้องตนเองจาก Ransomware เอาไว้ที่ https://us-cert.cisa.gov/Ransomware ซึ่งโดยเบื้องต้นแล้ว CISA ก็ได้ระบุ 8 แนวทางในการรับมือ Ransomware เบื้องต้นเอาไว้ดังนี้

  1. Backups หมั่นสำรองข้อมูล และจัดเก็บข้อมูลที่สำรองเอาไว้ในที่ปลอดภัยบนระบบเครือข่าย เพื่อไม่ให้ Ransomware เข้าถึงและทำลายข้อมูลที่สำรองเอาไว้ไปด้วย
  2. Risk Analysis วิเคราะห์ความเสียงทางด้าน Cybersecurity อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สามารถวางแผนรับมือกับความเสี่ยงใหม่ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง
  3. Staff Training ฝึกอบรมพนักงานภายในองค์กร เพื่อให้สามารถใช้งานเทคโนโลยีได้อย่างมั่นคงปลอดภัย และรับรู้ถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้เทคโนโลยีที่อาจคาดไม่ถึง
  4. Vulnerability Patching ตรวจสอบช่องโหว่ที่มีอยู่ภายในระบบ IT ที่ใช้งาน และทำการอัปเดตระบบเพื่ออุดช่องโหว่เหล่านั้นอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ
  5. Application Whitelisting ตรวจสอบให้ชัดเจนว่า Application ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานจริงๆ นั้นมีระบบใดบ้าง และทำการอนุญาตให้พนักงานสามารถใช้งานได้เฉพาะ Application ที่เกี่ยวข้องกับงานเท่านั้น เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการเข้าใช้งานระบบอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้อง
  6. Incident Response วางแผนตอบสนองหากเกิดการโจมตีขึ้นภายในธุรกิจองค์กร และมีการกำหนดบทบาทหน้าที่ชัดเจนเพื่อให้การดำเนินการเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว
  7. Business Continuity มีแผนการเพื่อกู้คืนระบบและกระบวนการทำงานของธุรกิจให้กลับมาดำเนินต่อได้อย่างรวดเร็วโดยมีข้อมูลครบถ้วนพร้อมใช้ทำงาน ลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจาก Downtime ของธุรกิจที่ยาวนานได้
  8. Penetration Testing ทดสอบเจาะระบบในเชิงรุกเพื่อค้นหาช่องโหว่หรือวิธีการที่เป็นไปได้ในการโจมตีระบบ IT ที่ธุรกิจองค์กรใช้งานอยู่ และทำการอุดช่องโหว่หรือป้องกันระบบ IT จากวิธีการโจมตีเหล่านั้น ลดความเสี่ยงจากการถูกโจมตีชั้นสูงได้

สำหรับธุรกิจองค์กรที่ได้ดำเนินตามแนวทางเหล่านี้อย่างครบถ้วนแล้ว ก็จะสามารถลดความเสี่ยงและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจาก Ransomware ลงไปได้มากทีเดียว เพราะนอกจากระบบจะถูกเจาะโจมตีเข้ามาได้ยากขึ้นแล้ว หากโชคร้ายการโจมตีเหล่านั้นประสบความสำเร็จขึ้นมา ก็ยังสามารถกู้คืนข้อมูลและระบบที่สำรองเอาไว้และทำงานต่อได้โดยเกิดความสูญเสียของข้อมูลเพียงเล็กน้อย ในขณะที่แผนการทำ Incident Response และ Business Continuity ที่ดีก็จะช่วยให้ธุรกิจกลับมาดำเนินต่อได้ในเวลาอันสั้น และค้นหาต้นตอที่ทำให้เกิดการโจมตีพบได้เร็วขึ้น เพิ่มความมั่นคงปลอดภัยให้กับธุรกิจมากยิ่งขึ้นในอนาคต

3 แนวทางปฏิบัติตัวเมื่อถูกโจมตีด้วย Ransomware

ถ้าหากธุรกิจถูกโจมตีด้วย Ransomware จนข้อมูลเสียหายไปนั้น ทาง CISA เองก็แนะนำ 3 สิ่งที่ต้องทำเมื่อเกิดเหตุดังกล่าวขึ้น ดังนี้

  1. ดำเนินตามแผน Incident Response และ Business Continuity ทันที เพื่อจำกัดวงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นจากการโจมตีและการหยุดชะงักของธุรกิจ โดยในยามทั่วไปที่ไม่ได้ถูกโจมตีนั้น ธุรกิจก็ควรซักซ้อมและปรับปรุงแผนเหล่านี้อย่างต่อเนื่องด้วย
  2. ติดต่อหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อรายงานเหตุการณ์การถูกโจมตี และขอความช่วยเหลือ
  3. ตัดสินใจให้ดีก่อนเลือกที่จะจ่ายเงินค่าไถ่เพื่อกู้ข้อมูลกลับคืนมา เพราะการจ่ายค่าไถ่นี้ไม่ได้รับประกันว่าจะได้ข้อมูลกลับคืนมาเสมอไป และหากช่องโหว่เดิมๆ ที่ถูกใช้ในการโจมตียังคงมีอยู่ ระบบก็ยังอาจถูกโจมตีซ้ำได้ในอนาคต อีกทั้งการจ่ายค่าไถ่นี้ยังเป็นการส่งเสริมให้ผู้โจมตีดำเนินการโจมตีต่อไปด้วยอีกทางหนึ่ง

ปกป้องระบบ IT จาก Ransomware ด้วยบริการครบวงจรจาก AIS Cyber Secure

AIS Cyber Secure ในฐานะของผู้เชี่ยวชาญด้าน Cybersecurity สำหรับธุรกิจองค์กร ก็มีบริการด้าน Cybersecurity ที่ครบวงจรพร้อมช่วยธุรกิจองค์กรปกป้องตนเองจาก Ransomware ตามคำแนะนำของ CISA ได้อย่างครบถ้วนทั้ง 8 ข้อด้วยเทคโนโลยี, กระบวนการ และทีมงานผู้เชี่ยวชาญ ได้แก่

  1. บริการ AIS Enterprise Object Storage สามารถรองรับการสำรองข้อมูล พร้อมความสามารถทำ Object Lock เพื่อช่วยป้องกันการถูกเข้ารหัสด้วย Ransomware มั่นใจได้ว่า ข้อมูลที่สำรองไว้จะสามารถกู้คืนได้อย่างปลอดภัย
  2. บริการ Security HealthChecking เป็นบริการที่รองรับการตรวจสอบความปลอดภัยภายในองค์กร เพื่อวิเคราะห์ความเสี่ยง และประเมินช่องโหว่ จากผู้เชี่ยวชาญในสาขา Cyber Security สามารถให้คำปรึกษาในการหาแนวทางป้องกันความปลอดภัยเชิงรุก เช่น การปิดช่องโหว่ (Patching) ก่อนถูกโจมตีโจมตีของ
  3. บริการ Security Awareness เพื่อสร้างความตระหนักรู้ ในแง่ความปลอดภัยไซเบอร์ให้บุคลากรในองค์กร สามารถจัดอบรม Cyber Security Awareness Training หรือ CSAT เพื่อให้ผู้บริหารและพนักงานขององค์กร มีความรู้ความเข้าใจด้าน Cybersecurity ที่ดีขึ้น พร้อมทั้งมีแนวทางปฏิบัติเพื่อให้สามารถใช้งานเทคโนโลยีได้อย่างปลอดภัย พร้อมเครื่องมือการสอบวัดความรู้ ไปจนถึงระบบ E-Learning เพื่อเสริมความเข้าใจ และยังสามารถทำการโจมตีจำลองไปยังพนักงานหรือผู้บริหารเพื่อให้เกิดการตระหนักถึงความจำเป็นด้าน Cybersecurity ในธุรกิจได้
  4. บริการ security monitoring เป็นบริการช่วยตรวจจับภัยคุกคามที่เกิดขึ้นภายในธุรกิจองค์กร แล้วทำการแจ้งเตือนและช่วยตอบสนองต่อภัยคุกคามนั้นๆ ได้ด้วยบริการ AIS Cyber Security Operations Center หรือ AIS CSOC ตลอด 24×7 มั่นใจได้ว่าจะมีทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่คอยช่วยดูแลและแจ้งเตือนปัญหาด้านความมั่นคงปลอดภัยพร้อมข้อมูลประกอบการตัดสินใจดำเนินการอย่างครบถ้วนอยู่เสมอ
  5. บริการ Penetration Testing เพื่อทดสอบเจาะช่องโหว่ของระบบ ครอบคลุมได้ทั้งสำหรับการทดสอบเจาะระบบ Web Application, Mobile Application ไปจนถึงระบบ Backend ที่หลากหลาย อีกทั้งยังมีบริการ Intelligent-led Penetration Testing ทดสอบสถานการณ์โจมตีจริงด้วยเทคนิคที่หลากหลาย เพื่อให้ธุรกิจองค์กรได้ซ้อมรับมือกับเหตุภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

นอกเหนือไปจากการช่วยปกป้องธุรกิจองค์กรจาก Ransomware แล้ว บริการของ AIS Cyber Secure เองก็ยังถูกนำไปปรับใช้เพื่อปกป้องธุรกิจองค์กรจากภัยคุกคามได้หลากหลายรูปแบบ ดังนั้นถ้าหากธุรกิจองค์กรของคุณมีความกังวลเรื่อง Risk, Security หรือประเด็นด้านการทำ Compliance ก็สามารถติดต่อทีมงาน AIS Cyber Secure เพื่อขอคำปรึกษาได้ทันที

สนใจติดต่อ AIS Cyber Secure ได้ทันที

สำหรับผู้ที่สนใจบริการของ AIS Cyber Secure สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://business.ais.co.th/solution/security.html หรือสอบถามข้อมูลทางอีเมล์ dp-ecs@ais.co.th  และเบอร์โทรศัพท์  063-225-3434 หรือติดต่อทีมงานของ AIS ที่ดูแลธุรกิจของคุณอยู่เพื่อประสานงานสำหรับการขอข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริการต่างๆ

from:https://www.techtalkthai.com/protect-businness-from-ransomware-with-ais-cyber-secure-services/

Microsoft เตือนพบการโจมตีช่องโหว่ Zerologon แล้ว ผู้ใช้งานควรอัปเดตด่วน

Zerologon เป็นช่องโหว่ร้ายแรงระดับ 10/10 ในโปรโตคอล Netlogon ซึ่งถูกแพตช์ตั้งแต่สิงหาคมที่ผ่านมา และหลังจากหน่วยงานสำคัญต่างระดมแจ้งเตือนถึงความอันตราย วันนี้ Microsoft เองก็ประกาศอย่างทางการแล้วว่าพบการโจมตีจริงแล้ว จึงเตือนกันมาให้ผู้ดูแลระบบสำรวจตัวเองกันอีกครั้งครับ

Credit: ShutterStock.com

Zerologon หรือ CVE-2020-1472 (ข่าวเก่าจาก TechTalkThai) เป็นช่องโหว่ร้ายแรงสูงสุดกับ Netlogon ที่ใช้พิสูจน์ตัวตนใน Domain Controller ซึ่งถ้าหากทำได้สำเร็จคนร้ายจะสามารถเข้ายึดเครื่อง Domain Controller ได้ ซึ่งทาง Microsoft ได้ออกแพตช์ (ยังไม่สมบูรณ์ 100%) มาในเดือนสิงหาคม 

ประเด็นคือกลางเดือนนี้มีการเปิดเผยรายละเอียดช่องโหว่จาก Secura BV หลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมงก็มีโค้ด PoC ผุดขึ้นมาหลายตัว ซึ่งผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายเตือนว่าการใช้งานนั้นไม่ได้ยากอะไร และกินเวลาไม่นาน 

ฝั่งหน่วยงานความมั่นคงของสหรัฐฯ หรือ DHS ได้ออกมาเตือนให้หน่วยงานในสังกัดอุดแพตช์นี้เป็นการใหญ่ใน 3 วันนับแต่ประกาศ ขนาดว่าหากไม่ทำก็ออกจากเครือข่ายรัฐบาลไปเลย ในขณะที่ CISA ยังเผยว่าซอฟต์แวร์ Samba File-sharing เองก็มีช่องโหว่ที่ต้องอัปเดตเหมือนกัน ส่วน Microsoft แม้จะประกาศพบการโจมตีแต่ไม่ได้ลงรายละเอียดเพียงแต่แจก Hash ของไฟล์ที่พบในการโจมตีไว้ อย่างไรก็ดีองค์กรใดที่มี Domain Controller ควรจะต้องแพตช์ได้แล้วครับ

ที่มา : https://www.zdnet.com/article/microsoft-says-it-detected-active-attacks-leveraging-zerologon-vulnerability/

from:https://www.techtalkthai.com/microsoft-found-zerologon-expliot-in-the-wild/

พบช่องโหว่บน Instagram สามารถใช้เข้ายึดบัญชีได้

Check Point ผู้เชี่ยวชาญด้าน Cybersecurity ได้ออกมาเปิดเผยช่องโหว่ในแอป Social Media อย่าง Instagram (IG) ซึ่งสามารถใช้โจมตีเพื่อเข้ายึดบัญชี โดยที่ผู้ใช้แทบไม่รู้ตัวเลย

Check Point ได้เผยช่องโหว่บนไลบรารีจาก 3rd party (พัฒนาโดยทีมงาน Mozilla) ของ IG ใช้งานที่ชื่อ Mozjpeg โดยทำหน้าที่บีบอัดภาพบนเว็บ ทั้งนี้ทีมงานได้ใช้ Fuzzer เพื่อตรวจสอบฟังก์ชัน decompression และช่องโหว่ที่นำไปสู่การเกิด Heap Buffer Overflow และเข้ายึดบัญชีได้

โดยเพียงแค่คนร้ายส่งรูปภาพอันตรายที่ประดิษฐ์ขึ้นแบบพิเศษไปหาเหยื่อและเหยื่อบันทึกเก็บไว้ในเครื่อง จากนั้นเพียงแค่เปิดแอป IG ก็จะนำไปสู่การใช้ช่องโหว่และให้สิทธิ์ผู้โจมตีเข้าถึงได้สมบูรณ์ผ่านทางไกล ทั้งนี้หากโจมตีสำเร็จคนร้ายจะสามารถควบคุมแอปพลิเคชันได้ เช่น อ่านข้อความในบัญชีนั้น ลบหรือโพสต์ เปลี่ยนแปลงโปรไฟล์ของบัญชี

อย่างไรก็ตาม Facebook ได้รับแจ้งนานแล้ว โดยช่องโหว่มีหมายเลขอ้างอิงคือ CVE-2020-1895 ซึ่ง Check Point ตั้งใจเปิดเผยช้าหน่อยเพื่อให้ทีมงานแก้ทัน แต่ว่าโปรเจ็คการสำรวจแอปก็ยังไม่จบเพราะทีมงานเชื่อว่าน่าจะมีช่องโหว่อื่นหรือในมุมอื่นที่เล่นได้อีก นอกจากนี้ยังฝากเตือนถึงโปรแกรมเมอร์ว่าเอาไลบรารีภายนอกมาใช้ก็ตรวจสอบความมั่นคงปลอดภัยกันด้วย

ที่มา : https://www.securityweek.com/instagram-remote-account-takeover-required-no-action-victim

from:https://www.techtalkthai.com/instagram-cve-2020-1895/

[Guest Post] คิวเอดี (QAD) จัดงานสัมมนาใหญ่ผ่านออนไลน์พร้อมกันทั่วโลก ผลักดันธุรกิจการผลิตรับมือกับการเปลี่ยนแปลงอย่างทันท่วงที และเปิดตัวเครื่องมือวิเคราะห์องค์กร Adaptive Manufacturing Diagnostic

QAD Inc. ผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ Cloud ERP สำหรับระบบบริหาร จัดการ ให้กับบริษัทผู้ผลิตระดับโลก จัดงานสัมมนาออนไลน์ภายใต้ชื่องาน QAD Tomorrow” ในรูปแบบ VDO Stream พร้อมกันทั่วโลก และเปิดตัววิสัยทัศน์ใหม่ของคิวเอดี (QAD) “Adaptive Manufacturing Enterprise” เพื่อสนับสนุนให้ธุรกิจการผลิต สามารถรับมือและประสบความสำเร็จท่ามกลางการหยุดชะงักที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงในสถานการณ์ต่างๆ นอกจากนี้ QAD ยังได้เปิดตัวเครื่องมือวิเคราะห์องค์กรด้วย Adaptive Manufacturing Enterprise Maturity Model Diagnostic ให้ผู้ผลิตทั่วโลกนำไปใช้ฟรี! เพื่อประเมินความสามารถขององค์กร ทั้งจุดแข็งจุดอ่อน ความท้าทาย และความสามารถในปรับตัวให้เข้ากับการหยุดชะงัก พร้อมก้าวสู่การเป็นองค์กรที่สามารถปรับตัว และเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การเตรียมความพร้อมรับมือกับสิ่งที่คาดไม่ถึงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต และพร้อมที่จะตอบสนองอย่างรวดเร็วนั้น มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการอยู่รอดในโลกปัจจุบัน ที่มีการแข่งขันและท้าทาย” มิสเตอร์แอนทอล ชิลตัล ซีอีโอของ QAD กล่าว “สถานการณ์ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ส่งผลกระทบไปทั่วโลก ซึ่งเน้นย้ำ ให้ธุรกิจต้องคำนึงถึงความจำเป็นที่จะต้องพร้อมเผชิญกับความท้าทาย และเมื่อใดที่ธุรกิจการผลิตมีกลยุทธ์และวิธีการ ในการปรับตัวที่ดี และสามารถเข้าถึงข้อมูล ที่ช่วยวิเคราะห์คาดการณ์ได้แบบเรียลไทม์ นั่นย่อมส่งผลถึงความได้เปรียบในการแข่งขัน ซึ่ง QAD เราเรียก บริษัทเหล่านี้ว่า Adaptive Manufacturing Enterprises

จากงานสัมมนาออนไลน์ QAD Tomorrow ที่ได้จัดขึ้นไปแล้วพร้อมกันทั่วโลก เมื่อวันที่ 22 กันยายน ที่ผ่านมา มุ่งเน้นไปที่ข้อมูลสำคัญ อย่างสาเหตุที่ทำให้กระบวนการผลิตเกิดการหยุดชะงักที่ไม่คาดคิด รวมทั้งวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ณ ขณะนี้ จะต้องทำอย่างไรถึงจะกู้วิกฤตในครั้งนี้ได้ด้วยการนำระบบดิจิทัล หรือ Digital Transformation มาใช้ประโยชน์  ซึ่งงานนี้ มิสเตอร์แอนทอล ชิลตัล ซีอีโอ(CEO), มิสเตอร์คาลเตอร์ ลอยน์ ซีเอ็มโอ (CMO), มิสเตอร์โทนี่ วินเทอร์ (CTO) ของ QAD และมิสเตอร์ไมเคิล เอ็กคาทร์ จาก สถาบัน Chasm Institute มาพูดคุย และให้ข้อมูลเกี่ยวกับแนวโน้มของเทคโนโลยีในปัจจุบันที่กำลังแทรกแซงอุตสาหกรรมทั่วโลก รวมถึงวิธีที่ผู้ผลิตต้องเตรียมพร้อมที่จะตอบสนองต่อการหยุดชะงักแบบก้าวกระโดดเพื่อความได้เปรียบในการแข่งขัน (ชมคลิปย้อนหลังได้ที่นี่ https://www.qad.com/th-TH/adaptive-manufacturing-enterprise/stream)

เป็นเรื่องที่น่ายินดีมากที่ได้เห็นผู้เข้าร่วมงานมากมาย จาก 7 ประเทศ ในเอเชียใต้ ให้ความสนใจลงทะเบียนร่วมงานสัมมนาในครั้งนี้ รวมทั้งผู้ผลิตในอุตสาหกรรมต่างๆ ในประเทศไทย กว่า 100 คน เข้ารวมงาน” มิสเตอร์ยาน บิซซิโพล กรรมการผู้จัดการ QAD ภาคพื้นเอเชียใต้ กล่าว “นั่นเป็นข้อพิสูจน์ว่า ธุรกิจการผลิตในเอเชียใต้ ตระหนักถึงความจำเป็นในการเพิ่มขีดความสามารถในการปรับตัวเพื่อรองรับเหตุการณ์ต่างๆ ที่ต้องทำให้ธุรกิจหยุดชะงัก ไม่ว่าจะเป็นด้านภัยพิบัติที่เกิดขึ้นกับธุรกิจทั่วโลก ภัยธรรมชาติ รวมไปถึงการแพร่ระบาดของ COVID-19 ซึ่งเราต้องการผลักดันให้ธุรกิจการผลิตและอุตสาหกรรมมีความรวดเร็ว คล่องตัว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น และผมมีความยินดีที่จะแบ่งปันเรื่องราวความสามารถของโซลูชั่นใน QAD ที่จะช่วยให้ผู้ผลิตประสบความสำเร็จ ในการเป็น The Adaptive Manufacturing Enterpriseได้

จากงานสัมมนา QAD Tomorrow ที่เปิดตัววิสัยทัศน์ Adaptive Manufacturing Enterprise โดยมิสเตอร์แอนทอล ได้กล่าวถึงเทคโนโลยีอย่าง Industry 4.0 และการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล (Digital Transformation) ที่มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถช่วยให้ผู้ผลิตปรับตัวและตอบสนองต่อการหยุดชะงักทั้งภายในและภายนอก รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงด้านความต้องการของลูกค้าและกฎระเบียบต่างๆของรัฐบาล

ในงานยังมีการนำเสนอแอปพลิเคชั่นของ QAD ที่เกี่ยวข้อง ในการช่วยให้ผู้ผลิตมีความคล่องตัวในการปรับตัวต่อวิกฤตที่เกิดขึ้น การนำข้อมูลมาวิเคราะห์แบบเรียลไทม์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ การวางแผนทรัพยากรขององค์กร (ERP) การวางแผนอุปสงค์และซัพพลายเชน (DSCP) การดำเนินการด้านการค้าและการขนส่งทั่วโลก (GTTE) และระบบการจัดการคุณภาพขององค์กร (EQMS) ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้ผลิตกลายเป็นองค์กรที่สามารถปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ (Adaptive Manufacturing Enterprise) อย่างไรก็ดีโซลูชั่นเหล่านี้สามารถปรับเปลี่ยน แก้ไข ขยายเวลาและปรับเปลี่ยนได้ หากองค์กรจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนกลยุทธ์ทางธุรกิจเพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงได้อย่างทันท่วงที

เครื่องมือประเมินประสิทธิภาพองค์กรโดยรวม (The Adaptive Manufacturing Enterprise Maturity Model Diagnostic)

ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว QAD ได้เปิดตัว Adaptive Manufacturing Enterprise Maturity Model Diagnostic ซึ่งเป็นเครื่องมือวิเคราะห์องค์กรให้ผู้ผลิตลองประเมินองค์กรได้ ฟรี (https://www.qad.com/th-TH/adaptive-manufacturing-enterprise/diagnostic)  เพื่อช่วยให้บริษัทต่างๆ สามารถระบุจุดแข็งและจุดอ่อนของธุรกิจ และวิธีการเพิ่มขีดความสามารถในการเติบโตท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยแบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน ที่ QAD เรียกว่า Adaptive Manufacturing Enterprise Maturity Model ได้แก่ 1.Disjointed Enterprise, 2. Functional Enterprise, 3. Effective Enterprise และ 4. Adaptive Manufacturing Enterprise ซึ่งจะระบุคุณลักษณะเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับความสามารถขององค์กร เพื่อรับมือกับการหยุดชะงักอย่างทันท่วงที

สำหรับรายงานประเมิน สามารถตอบคำถามผู้ผลิตได้ในเรื่องของ:

  1. องค์กรของคุณจะต้องทำอย่างไร เพื่อเตรียมรับมือและจัดการกับการหยุดชะงักที่เกิดขึ้น?
  2. องค์กรของคุณมีความคล่องตัวในการปรับเปลี่ยน เพื่อให้เข้ากับวิกฤตได้เพียงใด?
  3. องค์กรของคุณจะก้าวสู่การเป็น Adaptive Manufacturing Enterprise ได้อย่างไร?

 

สามารถรับชมงานสัมมนาออนไลน์ย้อนหลัง ได้ที่เว็บไซต์ https://www.qad.com/th-TH/adaptive-manufacturing-enterprise/stream

หรือสำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเป็นองค์กรที่สามารถปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยทำแบบวิเคราะห์ Adaptive Manufacturing Enterprise Maturity Model Diagnostic ได้ฟรีที่: https://www.qad.com/th-TH/adaptive-manufacturing-enterprise/diagnostic

 

เกี่ยวกับบริษัท QAD Inc. – Enabling the Adaptive Manufacturing Enterprise

QAD Inc. เป็นผู้นำในการให้บริการซอฟต์แวร์ Enterprise Resource Planning หรือ ERP บนระบบ Cloud สำหรับบริษัทผู้ผลิตระดับโลก ผู้ผลิตทั่วโลกต้องเผชิญกับการหยุดชะงักที่เพิ่มขึ้นซึ่งเกิดจากนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและการเปลี่ยนแปลงของความต้องการของผู้บริโภค เพื่อความอยู่รอดและการเติบโตของผู้ผลิต ดังนั้นผู้ผลิตจะต้องสามารถคิดค้นและปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจได้อย่างทันท่วงที QAD เรียก บริษัท เหล่านี้ว่า “Adaptive Manufacturing Enterprises” ด้วยโซลูชั่นที่ QAD มี จะช่วยให้ลูกค้าใน 6 อุตสาหกรรมที่ QAD มีความเชี่ยวชาญอย่าง อุตสาหกรรมยานยนต์ (Automotive) อุตสาหกรรมสินค้าอุปโภค บริโภค (Customer Products), อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม (Food & Beverage) อุตสาหกรรมสินค้าเทคโนโลยี (High-tech) อุตสาหกรรมหนัก อินดัสเทรียล (Industrial) และอุตสาหกรรมด้านอุปกรณ์การแพทย์ ชีวเวชศาสตร์ (Life Sciences) สามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ เพื่อความได้เปรียบในการแข่งขันในยุคนี้ได้อย่างรวดเร็ว

ซอฟต์แวร์ QAD Adaptive ERP สนับสนุนการบริหารจัดการธุรกิจขององค์กรโดยรวม ทั้ง ด้านการผลิต ซัพพลายเชน การเงิน การวิเคราะห์ข้อมูล กระบวนการบริหารจัดการธุรกิจ และการวางแผนทรัพยากรในองค์กร ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

บริษัท QAD ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2522 และ มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองซานตา บาบาร่า ในรัฐแคลิฟอเนียร์ ประเทศสหรัฐอเมริกา และมีสำนักงานทั่วโลกถึง 29 แห่ง รวมทั้งสาขาในประเทศไทย ซึ่งก่อตั้งมา กว่า 40 ปี บริษัท ผู้ผลิตกว่า 2,000 ราย ได้ปรับใช้โซลูชั่น QAD เพื่อการวางแผนทรัพยากรองค์กร (ERP) การวางแผนอุปสงค์และซัพพลายเชน (DSCP) การดำเนินการค้าและการขนส่งทั่วโลก (GTTE) และระบบการจัดการคุณภาพ (QMS) เพื่อมุ่งสู่เป็น Adaptive Manufacturing Enterprise

สำหรับธุรกิจและอุตสาหกรรมการผลิตในประเทศไทย ที่ต้องการสอบถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับโซลูชั่น QAD Adaptive ERP สามารถติดต่อทีมงาน QAD ประเทศไทย ได้ที่โทร: 02 202 9369 / 02 202 9363 หรืออีเมล์: si3@qad.com

ข้อมูลเพิ่มเติม www.qad.com/th-TH

QAD” เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของ QAD Inc. ผลิตภัณฑ์หรือชื่อ บริษัท อื่นทั้งหมดในที่นี้อาจเป็นเครื่องหมายการค้าของเจ้าของที่เกี่ยวข้อง

 

from:https://www.techtalkthai.com/qad-launch-adaptive-manufacturing-diagnostic/

Bitdefender Webinar: วิกฤต Ransomware!! ถึงเวลาเปลี่ยนแนวคิดใหม่แล้วหรือยัง?

Bitdefender ขอเชิญผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานด้าน IT Security เข้าฟังบรรยาย Bitdefender Webinar เรื่อง “วิกฤต Ransomware!! ถึงเวลาเปลี่ยนแนวคิดใหม่แล้วหรือยัง?” เพื่ออัปเดตแนวโน้มวิวัฒนาการล่าสุดของ Ransomware และแนวทางปฏิบัติในการรับมืออย่างถูกต้อง ในวันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม 2020 เวลา 10:30 ผ่าน Live Webinar

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: วิกฤต Ransomware!! ถึงเวลาเปลี่ยนแนวคิดใหม่แล้วหรือยัง?
ผู้บรรยาย: คุณสามารถ ศรีวิชัย Presales Manager – Bitdefender Indochina
วันเวลา: วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม 2020 เวลา 10:30 – 12:00 น.
ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference
จำนวนผู้เข้าร่วมสูงสุด: 500 คน
ภาษา: ไทย
ลิงค์ลงทะเบียน: https://zoom.us/webinar/register/WN_DIguDavfTrmsOdhh7aOENQ

มัลแวร์เรียกค่าไถ่หรือ Ransomware ยังคงเป็นหนึ่งในภัยคุกคามที่อันตรายที่สุด และมีผู้ตกเป็นเหยื่อเพิ่มขึ้นไม่เว้นในแต่ละวัน ถึงเวลาแล้วที่เราต้องกลับมาคิดทบทวนแนวทางการรับมือที่ถูกต้อง รวมถึงการนำเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาใช้ในการป้องกัน Ransomware

เข้าร่วม Bitdefender Webinar นี้เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับ

  • Ransomware คืออะไร
  • แนวทางในการป้องกันและรับมือกับ Ransomware อย่างถูกต้อง
  • แนวทางปฏิบัติที่องค์กรควรนำไปประยุกต์ใช้
  • โซลูชันของ Bitdefender ที่จะช่วยป้องกัน Ransomware ให้แก่องค์กร

กด Interested หรือ Going เพื่อติดตามอัปเดตและรับการแจ้งเตือนบน Facebook Event: https://www.facebook.com/events/662193037816870/

from:https://www.techtalkthai.com/bitdefender-webinar-ransomware-crisis/

[รีวิว] ASUS ExpertBook P1410CDA โน้ตบุ๊คทำงานรุ่นเล็กสุดคุ้มสำหรับธุรกิจจาก ASUS ที่ใช้ AMD Ryzen

กลับมาพบกันอีกครั้งกับการรีวิว Commercial Notebook หรือ Notebook สำหรับภาคธุรกิจของ ASUS ในตระกูล ASUS ExpertBook ครับ โดยในครั้งนี้เราได้รับเครื่องซีรีส์รุ่นเล็กสุดในตระกูลอย่าง ASUS ExpertBook P1410CDA มาลองรีวิวกันว่าถ้าธุรกิจแห่งหนึ่งๆ อยากจะซื้อ Notebook รุ่นเล็กราคาประหยัดแจกให้พนักงานใช้ทำงาน ASUS จะสามารถตอบโจทย์ได้อย่างไรบ้าง โดยจุดที่น่าสนใจก็คือเครื่องนี้เป็นเครื่องรุ่นทำงานเครื่องแรกจาก ASUS ซึ่งใช้ CPU AMD Ryzen ที่ส่งมาให้รีวิวเลย จะเป็นอย่างไรกันบ้างนั้น มารับชมกันได้เลยครับ

ASUS ExpertBook P1410CDA รุ่นเล็กประหยัดคุ้มค่าด้วย AMD ติดตั้ง Windows 10 ให้พร้อมใช้งานได้ทันที

แนวคิดของ ASUS ExpertBook P1410CDA ซึ่งเป็นรุ่นเล็กสุดสำหรับใช้ทำงานในธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางไปจนถึงธุรกิจองค์กรนี้ ก็คือประเด็นเรื่องของความคุ้มค่าในประสิทธิภาพที่เพียงพอต่อการทำงานเบื้องต้นได้ ดังนั้นในเครื่องรุ่นนี้จึงเน้นเฉพาะสิ่งที่จำเป็นพื้นฐานต่อการทำงาน และเลือกใช้หน่วยประมวลผล AMD Ryzen ที่ขึ้นชื่อเรื่องความคุ้มค่าเป็นหลักมาให้

ถึงแม้ว่าจะเป็นรุ่นเล็กสุด แต่สำหรับการใช้งานในภาคธุรกิจแล้ว การเปิดให้แต่ละธุรกิจสามารถปรับแต่งสเป็คของเครื่องได้ตามความเหมาะสมต่อการใช้งานนั้นก็ยังถือเป็นสิ่งจำเป็น และ ASUS ExpertBook P1410CDA ก็เปิดให้เลือกสเป็คได้หลากหลายดังนี้

Credit: ASUS
  • OS: Microsoft Windows 10 Pro หรือ Microsoft Windows 10 Home
  • CPU: AMD® Ryzen™ 7 3700U Processor, AMD® Ryzen™ 5 3500U Processor, AMD® Ryzen™ 3 3250U/3200U Processor, AMD® Athlon™ Gold 3050U Processor
  • RAM: 4GB – 16GB DDR4
  • Storage: รองรับ Dual HDD เลือกใช้งานได้ทั้ง 128GB/256GB/512GB PCIe Gen3 x2 SSD และ 500GB 5400RPM SATA
  • Graphics: AMD RadeonTM R3 Graphics 2GB VRAM
  • Display: 14″ (16:9) LED-backlit HD (1366×768) / FHD (1920×1200) / FHD IPS (1920×1200) 60Hz Anti-Glare
  • Wi-Fi: Wi-Fi 5 (802.11 ac) มาพร้อมกับ Bluetooth 4.2
  • Interface: 1 x COMBO audio jack, 1 x Type-C USB 3.0 (USB 3.1 Gen 1 / Gen 2), 1 x USB 3.0 port(s) Type A, 2 x USB 2.0 port(s) Type A, 1 x HDMI, 1 x Fingerprint reader (Optional)

จะเห็นได้ว่าสเป็คที่มีให้เลือกใช้ได้นี้ก็เพียงพอต่อการทำงานเอกสารเบื้องต้นภายในบริษัทหรือธุรกิจองค์กรแล้ว ส่วนสำหรับใครที่ห่วงว่าเครื่องรุ่นเล็กสุดนั้นอาจจะไม่สวย ตัว ASUS ExpertBook P1410CDA นี้ถือว่าสวยเรียบหรูเกินคาดกว่าความเป็นรุ่นเล็กไปพอตัวเลยทีเดียว ด้วยบอดี้สีดำแบบ Star Black กับสัมผัสลื่นสบายมือ และจอแบบ Nano Edge ที่ทำให้ขอบบางนั่นเอง

จุดเด่นหนึ่งที่ถูกชูขึ้นมาในเครื่องรุ่นนี้ นอกเหนือจากการใช้ AMD Ryzen เพื่อเพิ่มความคุ้มค่าแล้ว ก็คือการที่ ASUS นั้นเสริมความแข็งแรงทนทานมาให้อย่างเต็มที่เพื่อให้มั่นใจได้ว่าจะเกิด Downtime ในการทำงานน้อยที่สุด โดยทาง ASUS ได้เสริมความทนทานเข้ามา 3 ส่วนหลักๆ ได้แก่

  1. การป้องกัน Ear HDD ช่วยลดแรงกระแทกที่จะเกิดขึ้นกับ HDD ด้วยระบบตรวจจับการสั่นสะเทือนแบบเชิงรุกพร้อมแกนรองรับการสั่นสะเทือนถึง 3 แกน ลดโอกาสที่ HDD หรือข้อมูลใน HDD จะเสียหายลงไปได้ ดังนั้นถึงแม้จะเลือกใช้ HDD ในการทำงาน ก็ยังมั่นใจในความทนทานของข้อมูลได้
  2. เสริมโครงโลหะใต้แป้นพิมพ์เพื่อช่วยเพิ่มความแข็งแรงทนทานสำหรับคีย์บอร์ดและทัชแพด รวมถึงยังมีการเสริมความแข็งแรงให้กับข้อต่อบานพับเพิ่มเติม
  3. เสริมโครงบริเวณฝาปิดและมอนิเตอร์ ลดโอกาสการเกิดความเสียหายที่จะส่งผลมายังหน้าจอโดยตรงได้

สำหรับประกันที่มากับเครื่องนี้จะมีด้วยกัน 3 ส่วน ได้แก่ 3 Year Onsite Service บริการซ่อมถึงที่ 3 ปี, 3 Year Global Warranty รับประกัน 3 ปีทั่วโลก และ 1 Year Perfect Warranty รับประกันอุบัติเหตุในปีแรก เหมือนกับเครื่องรุ่นทำงานรุ่นอื่นๆ ของ ASUS ที่ต้องการให้การทำงานนั้นเป็นไปได้อย่างไหลลื่นไม่ติดขัด

สำหรับราคา เนื่องจากเครื่องรุ่นนี้สามารถเลือกสเป็คได้หลากหลายมาก ดังนั้นธุรกิจที่สนใจสั่งซื้อไปใช้งานจึงสามารถขอใบเสนอราคาได้จากตัวแทนจำหน่ายของ ASUS ได้ทันทีที่ https://www.asus.com/th/About_ASUS/commercial-shop/ โดยในลิงค์ดังกล่าวนี้จะรวม Contact ติดต่อสำหรับตัวแทนจำหน่ายในแต่ละภูมิภาคเอาไว้ ทำให้ง่ายต่อการค้นหาและสั่งซื้อครับ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสำหรับ ASUS ExpertBook P1410CDA สามารถศึกษาข้อมูลได้ที่ https://www.asus.com/th/Commercial-Laptops/ASUS-ExpertBook-P1410CDA/ ครับ

แกะกล่อง ลองใช้งานของจริง

สำหรับความประทับใจแรกที่แกะเครื่อง ASUS ExpertBook P1410CDA นี้ออกมาทดสอบก็คือความ Minimal ที่ให้ทุกอย่างมาครบพร้อมใช้งานได้ ไม่เยอะเกินไป และให้เฉพาะสิ่งที่จำเป็นมาจริงๆ ดูแล้วรู้ได้ทันทีว่าเหมาะสำหรับธุรกิจที่มองหาเครื่องเล็กๆ ราคาคุ้มค่าจำนวนมากไปใช้งานอย่างแน่นอน

อย่างที่ได้เล่าไปข้างต้น ตัวบอดี้ของเครื่องถือว่ายกระดับมาจากเครื่องรุ่นทำงานของปีก่อนหน้ามากๆ โดยถึงแม้จะเป็นเครื่องที่วางเอาไว้ให้เป็นเครื่องรุ่นเล็กสุด แต่ ASUS กลับเลือกออกแบบเครื่องด้วยวัสดุและสีที่ดูมีราคา ทำให้หากเทียบกับเครื่องอื่นๆ ในระดับราคาใกล้เคียงกันแล้ว ASUS ExpertBook P1410CDA ก็ถือว่าสวยโดดเด่นไม่น้อยเลย

หน้าจอขนาด 14 นิ้วเองก็ถือว่ากำลังดีสำหรับการใช้งาน และด้วยความเป็น Nano Edge ก็ทำให้ขนาดเครื่องโดยรวมไม่ใหญ่ และมีน้ำหนักเพียงแค่ 1.65 กิโลกรัม ในขณะที่คีย์บอร์ดและทัชแพดก็มีขนาดกำลังดีต่อการใช้งาน เรียกได้ว่า ASUS เลือกที่จะทำเครื่องขนาดนี้เพื่อให้ทุกอย่างออกมาพอดีกับการใช้งานจริงในราคาที่คุ้มค่าก็ว่าได้

แต่แน่นอน สำหรับเครื่องนี้หลายๆ คนคงสงสัยประเด็นเรื่องประสิทธิภาพเป็นหลักเพราะเป็นรุ่นที่ใช้ AMD Ryzen และเพื่อให้เห็นถึงประเด็นนี้กันชัดๆ ทาง ASUS จึงใส่ HDD มาให้เพื่อให้เห็นว่าแม้จะเป็นเครื่องที่ใช้ HDD แต่ประสิทธิภาพก็ยังดีพอที่จะใช้ทำงานจริงได้ โดยตัวเครื่องที่ได้มานี้จะใช้ CPU AMD Ryzen 7 3700U (4 CPU Core / 8 CPU Thread, 10 GPU Core, 2.3GHz) with Radeon Vega Mobile Gfx และติดตั้ง RAM มาให้ 8GB พร้อม HDD ความจุ 1TB

ในการเปิดเครื่องขึ้นมาครั้งแรกนั้น ก็ใช้เวลารอเครื่องบูทเสร็จซักพัก ไม่ถือว่านานหากเทียบกับเครื่องที่ใช้ HDD เป็นหลักสำหรับติดตั้งระบบปฏิบัติการ พอเครื่องเปิดขึ้นมาแล้วก็ใช้ทำงานได้ราบรื่นปกติดีไม่มีปัญหาอะไร

เนื่องจากเครื่องที่ติดตั้งมาให้จากโรงงานนั้นยังเป็นเครื่องรุ่นเก่า ดังนั้นเราจึงเริ่มต้นลองอัปเกรด Microsoft Internet Explorer ไปใช้ Microsoft Edge ซึ่งเป็น Web Browser ล่าสุดของ Microsoft ที่ประสิทธิภาพการทำงานสูงขึ้นกว่าเดิมเป็นอย่างมากมาใช้งาน ก็พบว่าทุกขั้นตอนก็ราบรื่นดีไม่มีปัญหาอะไร ส่วนการอัปเดต Patch Windows 10 ก็ปกติดี ไม่มีปัญหาเช่นกัน

จุดที่ทำให้เห็นชัดและแตกต่างมากว่าเครื่องนี้ใช้ AMD ก็คือการที่เครื่องนี้ติดตั้ง AMD Radeon Settings มาให้ ทำให้สามารถบริหารจัดการการตั้งค่าการแสดงผลบนหน้าจอได้ในเชิงลึก รวมถึงปรับโหมดการทำงานสำหรับการแสดงผลวิดีโอหรือการเล่นเกมโดยเฉพาะด้วยเช่นกัน ตอนทดสอบลองปรับดูเล่นๆ ก็เพลินดีครับ ตั้งค่าได้เยอะมากจริงๆ

พูดถึงเรื่องกราฟฟิกแล้ว CPU รุ่นนี้มาพร้อมกับ Integrated GPU อย่าง Radeon Vega Mobile Gfx ที่จะมาช่วยประมวลผลการแสดงผลภาพแยกออกมา โดยตอนเปิดไฟล์วิดีโอหรือการประมวลผล 3D การ์ดจอตัวนี้ก็จะช่วย CPU ประมวลผลแทน ดังนั้นการแสดงผลภาพ การดูภาพยนตร์ หรือการเปิดไฟล์ 3D เล็กๆ ทั่วๆ ไปเครื่องนี้ก็ยังสามารถใช้ได้อยู่ แต่อาจจะไม่ได้เร็วมากเท่ากับการ์ดจอใหญ่ๆ และเปิดไฟล์ 4K ที่ระดับ 60fps หรือไฟล์ 8K แล้วกระตุก ซึ่งก็เป็นปกติของเครื่องทำงานรุ่นที่ไม่ได้เน้นการ์ดจอ ตรงนี้จะต่างออกไปจากบางรุ่นที่มีการ์ดจอแถมมาให้ แต่การ์ดจอจะทำงานเฉพาะเวลาที่ประมวลผลเกี่ยวกับ 3D เท่านั้น ซึ่งถ้าเป็น Radeon Vega Mobile Gfx นี้ก็เรียกได้ว่าทำงานอยู่เรื่อยๆ ตลอดเวลาที่เราใช้งานเลยครับ

สำหรับแบตเตอรี่ที่ให้มานั้นก็ถือว่าไม่ได้ใหญ่มากนัก โดยเครื่องนี้จากการทดสอบสามารถใช้งานได้ประมาณ 5-6 ชั่วโมงจากการเปิดไฟล์วิดีโอผ่าน Browser ดังนั้นถ้าทำงานปกติหรือใช้งานเอกสารเป็นหลักก็น่าจะใช้ได้นานกว่านี้ครับ ส่วนความร้อนของเครื่องก็ถือว่าไม่สูง ใช้ทำงานบนตักได้สบายๆ แต่ว่าตรงบริเวณคีย์บอร์ดก็อาจอุ่นๆ บ้างตอนใช้งาน ไม่ได้ถึงกับร้อนครับ ใช้งานได้ปกติเลย

สิ่งหนึ่งที่ประทับใจมากๆ คือเรื่องการเชื่อมต่อที่ ASUS ExpertBook P1410CDA นี้แถมสาย HDMI-to-VGA มาให้เลย เรียกได้ว่าเข้าใจตลาดธุรกิจขนาดเล็กหรือธุรกิจองค์กรที่ต้องการเครื่องโน้ตบุ๊ครุ่นเล็กสำหรับทำงานเบื้องต้นมากๆ เพราะจอมอนิเตอร์ของหลายธุรกิจนั้นก็มักจะใช้รุ่นที่ราคาไม่สูง หรือยังใช้รุ่นเก่าเมื่อหลายปีก่อน รวมถึงโปรเจคเตอร์ในห้องประชุมที่ยังอาจเป็นรุ่นเก่า และใช้สาย VGA เป็นหลักในการเชื่อมต่อ ดังนั้นตัวเครื่องนี้ที่ต้องการออกแบบมาให้เรียบง่าย จึงใช้วิธีแถมสาย HDMI-to-VGA สายเล็กๆ มาให้แทนเลย ไม่ต้องลำบากไปซื้อสายละหลักร้อยหรืออาจจะหลักพันสำหรับบางยี่ห้อ

ส่วนพอร์ตต่างๆ ที่ต้องใช้ในการทำงานก็แถมมาให้ครบเช่นกันครับ และยังมีแถมเมาส์ USB มาให้ใช้งานได้เลยด้วย

ก่อนหน้านี้ผู้ทดสอบเองเคยทดลองใช้งาน ASUS ExpertBook รุ่นที่สูงกว่านี้อย่างเช่น P2, P3 หรือ B9 มาแล้ว ก็สัมผัสได้ถึงความแตกต่างที่ชัดเจนดังนี้

  • ASUS ExpertBook P1 เป็นรุ่นเริ่มต้น Minimal ที่สุด อัปเกรดสเป็คสูงสุดได้ขนาดเล็กที่สุด
  • ASUS ExpertBook P2, P3 ฮาร์ดแวร์มีออปชันหลากหลายกว่า P1 เลือกอัปเกรดสเป็คได้สูงขึ้นมาก และเริ่มใส่ความสามารถด้าน Security เพิ่มเข้ามา
  • ASUS ExpertBook B9 รุ่นสูงสุดที่ใส่ทุกนวัตกรรมลงไป เครื่องเบามากด้วยวัสดุที่ดีที่สุด และสเป็คเครื่องยังสูงมากระดับใช้ทำงานจริงจังได้เลย

ซึ่งสำหรับ ASUS ExpertBook P1410CDA นี้ผมมองว่าก็ออกแบบมาได้ตอบโจทย์ที่ ASUS ต้องการ คือเป็นรุ่นที่ราคาถูกคุ้มค่าที่สุดสำหรับธุรกิจขนาดเล็กไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่ ในขณะที่สเป็คยังคงสูงพอที่จะใช้ทำงานจริงได้ ส่วนตัวเครื่องก็ทำออกมาได้สวยงาม ไม่หนัก น่าใช้งาน ถึงแม้แบตเตอรี่จะไม่ทนทานมากนัก แต่สำหรับการใช้งานภายในออฟฟิศทั่วๆ ไปที่ใช้แบตเตอรี่แค่ตอนยกเครื่องไปห้องประชุม หรือไปพบลูกค้าเล็กน้อย ก็ถือว่าเพียงพอแล้วครับ

เลือกใช้ Windows 10 Pro หรือ Windows 10 Home?

แน่นอนว่าการในการซื้อ Notebook ซักเครื่องนั้น ค่า License ของ Windows ย่อมเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาอย่างแน่นอน และผู้ที่สนใจใช้งาน ASUS ExpertBook P1410CDA ที่เปิดให้เลือกใช้งานได้ทั้ง Windows 10 Pro และ Windows 10 Home นี้ก็ย่อมต้องเผชิญกับคำถามว่าจะเลือกใช้ Windows รุ่นใดดีอย่างแน่นอน

โดยเบื้องต้นแล้ว สำหรับผู้ใช้งานทั่วไปที่อาจใช้งานที่บ้านหรือใช้เรียนหรือใช้เล่นเกม Windows 10 Home ก็ถือว่าเป็นรุ่นที่ตอบโจทย์แล้วเพราะมีความสามารถพื้นฐานทั้งหมดให้ใช้งาน รวมถึงยังมีความสามารถด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยขั้นตอนมาให้ใช้ด้วย ในขณะที่สำหรับธุรกิจองค์กรเองนั้นก็มักเลือกใช้ Windows 10 Pro ด้วยประเด็นความสามารถด้านความมั่นคงปลอดภัยและการบริหารจัดการที่สูงกว่า รวมถึงการทำงานร่วมกับ Microsoft Azure หรือ Active Directory ด้วยเช่นกัน

อีกปัจจัยหนึ่งที่ถือว่าน่าสนใจมากนั้นก็คือเรื่องของการควบคุม Windows Update ที่ Windows 10 Pro นั้นเปิดให้จัดการในเชิงลึกได้มากกว่า และยังมีการใช้งานแบบ Kiosk Mode เพื่อใช้ในเชิงธุรกิจโดยเฉพาะเพิ่มเข้ามาให้ใช้งาน

สำหรับข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับ Windows 10 ทั้งสองรุ่น สามารถศึกษาข้อมูลได้ที่ https://www.microsoft.com/th-th/windows/compare-windows-10-home-vs-pro ครับ

สรุปข้อดีข้อเสีย

ข้อดี

  • น้ำหนักกำลังดี ไม่หนักจนลำบากในการพกพา และ Adapter ชาร์จไฟก็มีขนาดเล็ก ทำให้ไม่ต้องมีน้ำหนักเพิ่มในส่วนนี้
  • แม้จะติดตั้ง HDD มาให้ทดสอบ แต่เครื่องก็ยังใช้ทำงานได้จนไม่รู้สึกว่าหน่วง อาจเปิดหรือปิดเครื่องและแอปช้ากว่า SSD บ้าง แต่โดยรวมแล้วสามารถซื้อให้พนักงานใช้ทำงานได้
  • วัสดุผิวภายนอกดูดีและทนทานมาก
  • เลือกสเป็ค CPU, HDD/SSD ได้หลากหลาย ใส่แรมได้มากสุด 16GB เลือกความละเอียดจอที่ระดับ 1366×768 และ 1920×1080 ได้
  • แถมสาย HDMI-to-VGA มาให้เลยในกล่อง เหมาะกับออฟฟิศที่ยังใช้มอนิเตอร์หรือโปรเจคเตอร์รุ่นเก่าๆ ไม่ต้องเปลี่ยนของเดิม ใช้งานต่อได้เลย

ข้อเสีย

  • เปิดคลิปความละเอียด 4K หรือ 8K แล้วกระตุก แต่สำหรับงานเอกสารออฟฟิศทั่วๆ ไปก็ถือว่าไม่จำเป็น
  • ปุ่ม Power อยู่ใกล้ปุ่ม Backspace ถ้ายังไม่ชินกับคีย์บอร์ดอาจกดพลาดทำให้เครื่อง Sleep ได้
  • กล้องไม่มีฝาปิดเหมือนรุ่นที่ใหญ่กว่า แต่ก็เข้าใจได้ว่าเป็นรุ่นเล็กและต้องการลดความซับซ้อนในการผลิตและประกอบลง

ติดต่อทีมงาน ASUS ประเทศไทย

สำหรับผู้ที่สนใจสินค้าของ ASUS และต้องการข้อมูลรายละเอียดต่างๆ สามารถเข้าไปเยี่ยมชมรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ https://www.asus.com/th/commercial/

from:https://www.techtalkthai.com/asus-expertbook-p1410cda-commercial-notebook-with-amd-ryzen-review/

DCS เปิดคอร์สสอน RPA พื้นฐานด้วย UiPath หัดสร้าง Bot พร้อมใช้งานได้ใน 1 วัน (21 ต.ค. 2020)

DCS และ TechTalkThai ขอเชิญทุกท่านที่สนใจประยุกต์นำเทคโนโลยี Robotic Process Automation หรือ RPA ไปปรับใช้ในธุรกิจของตนเอง เข้าเรียนคอร์ส “UiPath Robotic Process Automation with Datapro Computer Systems” เพื่อเรียนรู้แนวคิดด้าน RPA ทั้งในเชิงทฤษฎี, สร้าง Bot ของตนเองในภาคปฏิบัติด้วยการใช้ระบบจาก UiPath พร้อมถ่ายทอดประสบการณ์การประยุกต์นำ Bot ไปใช้งานในภาคส่วนต่างๆ ของธุรกิจ และเปิดให้สอบถามหรือปรึกษาในประเด็นต่างๆ ได้อย่างอิสระ ในวันพุธที่ 21 ตุลาคม 2020 โดยมีรายละเอียด กำหนดการ และวิธีการสมัครเรียนดังนี้

แนวคิดของ RPA คือการนำพลังประมวลผลของระบบคอมพิวเตอร์ มาสร้างหุ่นยนต์หรือ Robot ขึ้นมาเพื่อให้ทำงานซ้ำๆ ที่มีรูปแบบตายตัว สำหรับให้ทำงานแทนมนุษย์ในการจัดการกับข้อมูลและการนำข้อมูลจาก Application หนึ่งไปประมวลผลและป้อนลงไปยังอีก Application หนึ่งนั่นเอง แนวทางนี้สามารถช่วยลดความผิดพลาดในการทำงานลงได้เป็นอย่างมาก อีกทั้งยังสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานด้วยความเร็วในการประมวลผลและจัดการกับข้อมูลที่สูงขึ้นได้ รวมถึง Robot เหล่านี้ยังทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์ ทำให้งานซ้ำๆ ที่ผิดพลาดไม่ได้ซึ่งเคยเป็นงานที่ไม่มีพนักงานคนไหนอยากทำ ตกเป็นงานของ Robot เหล่านี้ไปแทน และทำให้มนุษย์ซึ่งเป็นพนักงานนั้นมีเวลาไปทำงานในเชิงสร้างสรรค์ให้กับธุรกิจมากยิ่งขึ้น

โดยเนื้อหาที่จะฝึกอบรมในครั้งนี้ เกี่ยวข้องกับ Hyperautomation theme เพื่อให้ผู้เข้าอบรมเข้าใจถึงภาพรวมและแนวโน้มการทำ automation ในองค์กรไทย ผ่านการ demo software เกือบทั้ง suite ของ UiPath RPA ทั้งนี้เพื่อให้ทราบว่าการจะ scale automation ในองค์กรระดับต่างๆ ต้องอาศัยทรัพยากรอะไรบ้าง การจัดทีมงาน การเตรียมเครื่องมือที่ถูกต้องเหมาะสม เป็นต้น

นอกจากนี้ ผู้เข้าอบรมจะได้ทดลองสร้าง Robot ด้วยตนเอง เพื่อนำไปประยุกต์ใช้กับองค์กรของท่าน ทั้งนี้ ผู้บรรยายจะนำเสนอความรู้จากประสบการณ์ที่ได้ปฏิบัติจริง โดยอาจเล่าผ่านประสบการณ์ที่พบเจอในแง่ของความซับซ้อนในการทำและความคุ้มค่าในการพัฒนา รวมไปถึงความคุ้มค่าในทางการลงทุนทำ Automation อีกด้วย

UiPath Robotic Process Automation with Datapro Computer Systems (ครั้งที่ 3)

วัน-เวลา: วันพุธที่ 21 ตุลาคม 2020 เวลา  9:00 – 16:30
สถานที่: Victor Club FYI Center อาคาร 1 ชั้น 2 (BTS ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์, มีที่จอดรถ)
ราคา: ราคาเต็ม 4,200 บาท ลดเหลือ 2,800 บาท เท่านั้น
สมัครเรียนhttps://www.eventpop.me/e/9796/uipath-rpa-dcs-3

*ผู้เรียนต้องนำคอมพิวเตอร์ของตัวเองมาเข้าร่วม Workshop

 

Hardware Requirement

https://docs.uipath.com/studio/docs/hardware-requirements

  • CPU Dual Core 1.8 GHz 64-Bit
  • RAM 4 GB
  • แนะนำให้ท่านนำเมาส์มาด้วยเนื่องจาก Workshop จะใช้เม้าส์คลิกเป็นหลัก

Software Requirement

https://docs.uipath.com/studio/docs/software-requirements

  • ระบบปฏิบัติการ Microsoft Windows 7 ขึ้นไปเท่านั้น
  • โปรแกรม Microsoft Excel
  • ติดตั้ง Internet Explorer 8 หรือรุ่นที่ใหม่กว่า
  • ติดตั้ง Google Chrome รุ่น 64 หรือใหม่กว่า
  • ติดตั้ง .NET Framework รุ่น 6.1 หรือใหม่กว่า

**ท่านที่ใช้ Mac แนะนำให้ลงโปรแกรม Parallels เพื่อติดตั้งระบบปฏิบัติการ Microsoft Windows

Course Outline

9:00 – 9:30 ลงทะเบียน, รับประทานอาหารว่าง
9:30 – 10:30 Intro to RPA กับ UiPath

  • Intro to RPA, UiPath แนะนำ Robotic Process Automation การประยุกต์ใช้งานจริงในภาคธุรกิจแขนงต่างๆ
  • แนวคิดในการนำเอา RPA มาใช้ควรคำนึงถึงเรื่องใดบ้าง
  • แนวคิดการทำ COE ในองค์กรเพื่อจะเริ่มต้นโครงการ RPA และ
  • แนะนำผลิตภัณฑ์ UiPath ทั้งหมด
  • Workshop สั้นๆ ไปด้วยกันกับกระบวนการคัดสรรว่า process ไหนควรเร่งทำก่อนหรือหลัง ด้วยเครื่องมือ UiPath Connect Enterprise

10:30 – 12:00 ติดตั้งและรู้จักตัวเครื่องมือพัฒนา UiPath Studio (Prepare & Build your 1st Robot)

  • UiPath CE Installation & Initial Process
  • Sample Business Process Flow
  • Hands-on: Build 1st Robot

12:00 – 13:00 พักรับประทานอาหารกลางวัน
13:00 – 15:30

  • Intro to UiPath Studio ทำความรู้จักเพิ่มเติมกับเครื่องมือสำหรับพัฒนา Process Flow, Plug-in Library ต่างๆ และ UiPath Orchestrator
  • Hands-on: Getting to know UiPath Studio and Build 2nd Business Flow, Deploy Robot (Attended, Unattended), and Testing
  • Hands-on: ทดลองสร้าง Process Flow จำลองการบันทึกข้อมูลโดยใช้ Input จาก Excel ลงใน Windows Application และเก็บ Transaction ID มาบันทึกลง Excel
  • Hands-on: ทดลองสร้าง Process Flow จำลองการบันทึกข้อมูลโดยใช้ Input จาก Excel ลงใน Web Application และเมื่อทำเสร็จสิ้นทุก Transaction แล้วให้ทำการเก็บข้อมูลทั้งหมดของหน้าเว็บลง Excel (โดยการใช้ Scraping Data)

*สำหรับผู้เข้าร่วม Workshop หากทำ Process ด้านบนเสร็จเร็วจะมี Advanced Workshop ให้ทำต่อ : RPA Challenge โดยการใช้ Anchor Base  

 

from:https://www.techtalkthai.com/dcs-rpa-uipath-course-3/