คลังเก็บป้ายกำกับ: PRODUCTS

AWS เปิดตัว EC2 Bare Metal Instance ใหม่ 5 รายการ

AWS ได้ประกาศเปิดตัว Amazon EC2 Bare Metal Instance ใหม่ด้วยกันถึง 5 รายการ โดยใช้ Intel Xeon Scalable Processor ทั้งหมดเพื่อตอบโจทย์ความต้องการทั้ง Virtualization และ Non-Virtualized ดังต่อไปนี้

Credit: AWS
  • m5.metal มี Compute, Memory, Network สมดุลกันเพื่อรองรับ Workload ได้อย่างหลากหลาย
  • r5.metal มี Memory เยอะเป็นพิเศษ สำหรับรงอรับ Application ที่ต้องการหน่วยความจำมหาศาลอย่างเช่น Database, In-Memory Cache, In-Memory Database, Real-time Big Data Analytics
  • m5d.metal และ r5d.metal เหมือนสองรุ่นข้างต้น แต่มี Local Storage แบบ NVMe SSD ความจุสูงสุดถึง 3.6TB
  • z1d.metal มีทั้ง Compute และ Memory ที่สูง เหมาะกับงานประมวลผลประสิทธิภาพสูงอย่างเช่น ระบบ Electronic Design Automation (EDA), Gaming และระบบ Relational Database ที่มีค่าลิขสิทธิ์การใช้งานต่อ Core ที่สูง

ทั้ง 5 Instance นี้เปิดให้ใช้งานแล้วในหลากหลาย Region รวมถึง Singapore ด้วย

ที่มา: https://aws.amazon.com/about-aws/whats-new/2019/02/introducing-five-new-amazon-ec2-bare-metal-instances/

from:https://www.techtalkthai.com/5-new-amazon-ec2-bare-metal-instances-are-annoucned/

โฆษณา

Dave Hitz หนึ่งในผู้ก่อตั้ง NetApp ประกาศลาออกจาก NetApp มุ่งสู่เป้าหมายใหม่นอกวงการ IT

Dave Hitz หรือ David Hitz หนึ่งในผู้ก่อตั้งของ NetApp ร่วมกับ James Lau ได้ประกาศลาออกจาก NetApp แล้วอย่างเป็นทางการ โดยเขาได้เขียน Blog สุดท้ายในการทำงานของเขาที่ NetApp ในฐานะของ Executive Vice President ถึงมุมมองที่เขามีต่อ NetApp ในปัจจุบันว่าเปรียบเสมือนลูกของตนเอง และเป้าหมายของเขาหลังจากนี้ที่อยู่นอกวงการ IT

Dave Hitz Credit: NetApp

ภายใต้การร่วมก่อตั้งของสองผู้ก่อตั้ง NetApp ได้ถือกำเนิดขึ้นมาเมื่อปี 1992 ด้วยเป้าหมายที่จะทำให้การใช้งาน NFS นั้นกลายเป็นเรื่องที่ง่ายดาย กลายมาเป็นผู้สร้างตลาด Network Attached Storage หรือ NAS และจวบจนปัจจุบัน NetApp ก็ได้เติบโตในฐานะของผู้พัฒนาเทคโนโลยี Data Fabrics ที่ทำให้เหล่าธุรกิจองค์กรสามารถบริหารจัดการข้อมูลของตนบน Multi-Cloud และ On-Premises ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมด้วยเทคโนโลยีและโซลูชันต่างๆ มากมาย

Dave Hitz ระบุว่าตัวเขาเองนั้นมอง NetApp เป็นเสมือนลูกของเขา แต่ความสัมพันธ์นี้ก็เหมือนความสัมพันธ์ในครอบครัวทั่วๆ ไป คือเขาภูมิใจเป็นอย่างมากในลูกคนนี้ แต่เขาเองก็ไม่ได้ต้องการที่จะอยู่ดูแลลูกของเขาทุกวัน ทำให้หลังจากนี้ตัวเขาเองจะยุติบทบาทการทำงานของตนเองใน NetApp และรับหน้าที่เป็น Founder Emeritus ที่จะไม่รับเงินเดือน แต่ยังคงมี Email Address ของตนเองภายใน NetApp และยังสามารถเข้าไปพูดคุย ทักทาย ทานอาหาร หรือออกกำลังกายในบริษัทได้ โดยถึงแม้เขาจะไม่ได้ทำงานใดๆ ในบริษัทแล้วก็ตาม แต่เขาก็จะเซ็นต์สัญญา Non-Disclosure Agreement หรือ NDA เพื่อให้พนักงานของ NetApp สามารถพูดคุยประเด็นต่างๆ กับเขาได้อย่างสบายใจโดยไม่ต้องกังวลว่าข้อมูลความลับทางธุรกิจจะรั่วไหล

Dave Hitz ยังได้เล่าถึงโครงการต่างๆ ที่เขาได้ทำในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้นอกเหนือจากงานใน NetApp ซึ่งถึงแม้จะมีหลากหลายโครงการ แต่ 3 โครงการเด่นๆ ที่เขาอยากจะเล่าถึงนั้นได้แก่

  • โครงการของ Hitz Foundation ที่นำเทคโนโลยี LIDAR ไปทำการสแกนป่า Guatemalan Jungle จนค้นพบสิ่งก่อสร้างของชนเผ่า Mayan มากกว่า 60,000 รายการ และได้รู้ว่าก่อนหน้านั้นมีประชากรในยุค Pre-Columbian อาศัยอยู่ในพื้นที่มากถึง 10 – 15 ล้านคน มากกว่าที่เคยทราบกันมาก่อนหน้า ซึ่งโครงการนี้เกิดขึ้นเพราะตัวเขาเองนั้นชื่นชมในอารยธรรมโบราณอยู่แล้ว
  • การเข้าไปมีบทบาทในการผลักดันกระบวนการทางกฎหมายเป็นเวลานานถึง 6 ปี เพื่อเปลี่ยนแปลงให้โรงเรียน Deep Springs College ที่เป็นโรงเรียนชายล้วนต่อเนื่องมาถึง 100 ปีนั้นเปิดรับนักเรียนหญิงด้วย ซึ่งการผลักดันครั้งนี้ก็ประสบความสำเร็จในปี 2018 ที่ผ่านมา
  • โครงการ Play On! ที่แปลบทละครของ Shakespeare ให้กลายเป็นบทละครแบบภาษาอังกฤษร่วมสมัย ซึ่งโครงการนี้ดำเนินไปจนมีบทละครประมาณ 10 บทแล้ว แต่เป้าหมายของเขานั้นคือต้องการแปลบทละครเหล่านี้ทั้งหมด 39 บทให้เรียบร้อย

อันที่จริงแล้ว Dave Hitz ก็ระบุว่าเขานั้นยังไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจนหลังจากนี้ แต่เขาคาดว่าจะสานต่อโครงการเดิมๆ ที่เขาทำอยู่ต่อไปก่อน แต่การที่เขากล้าก้าวออกจากบทบาทสำคัญใน NetApp นี้ เขาเองก็มั่นใจเป็นอย่างดีว่าทิศทางและการเติบโตของ NetApp หลังจากนี้จะเป็นไปอย่างราบรื่นและมีอนาคตที่ดี

สุดท้ายเขาได้ทิ้งท้ายด้วยการขอบคุณลูกค้า, พาร์ทเนอร์ และพนักงานทุกคนที่ทำให้ NetApp มาถึงจุดนี้ ซึ่งเป็นบริษัทที่เขาภาคภูมิใจและมั่นใจว่าจะยังคงเติบโตต่อไปในอนาคต

ที่มา: https://blog.netapp.com/dave-hitz-retiring-from-netapp/

from:https://www.techtalkthai.com/dave-hitz-retired-from-netapp/

เปิดตัว Huawei Tiangang ชิปหลักสำหรับ 5G Base Station รองรับทั้งย่าน C band, 3.5G และ 2.6G

Huawei ได้ออกมาประกาศเปิดตัว Core Chip สำหรับ 5G Base Station รุ่นแรกของโลกภายใต้ชื่อ Huawei Tiangang เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของระบบโครงข่าย 5G ที่ปัจจุบัน Huawei ได้ชนะสัญญามาแล้วกว่า 30 โครงการ และติดตั้ง 5G Base Station ไปแล้วกว่า 25,000 แห่งทั่วโลก

Credit: Huawei

ชิปดังกล่าวนี้จะรองรับเทคโนโลยี 5G ได้ครอบคลุมทุกมาตรฐานและทุกย่านความถี่ ทั้ง C band, 3.5G และ 2.6G เพื่อให้ผู้ให้บริการโครงข่ายนั้นเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับตนเองที่สุดได้เสมอ, บริหารจัดการและดูแลรักษาในระยะยาวได้อย่างง่ายดายยิ่งขึ้น และทำให้เปิดรับต่อนวัตกรรมใหม่ๆ ในอนาคตได้ง่ายขึ้นด้วย

ชิปนี้ถูกออกแบบมาภายใต้แนวคิด Highly Integrated ทำให้สามารถสนับสนุนการทำ Active Power Amplifier (PA) และ Passive Antenna Array ได้ภายในเสา Antenna ขนาดเล็ก โดยมีพลังประมวลผลสูงกว่าชิปรุ่นก่อนหน้าถึง 2.5 เท่า, ใช้อัลกอริธึมและเทคโนโลยีการทำ Beamforming ล่าสุด ทำให้สามารถควบคุมช่องสัญญาณได้มากถึง 64 Channel อีกทั้งยังรองรับการให้บริการ 200MHz High Spectral Bandwidth เพื่อตอบโจทย์ต่อระบบโครงข่ายในอนาคตได้ด้วย

Huawei Tiangang นี้ทำให้การออกแบบ Active Antenna Unit มีขนาดเล็กลงได้ถึง 50% และเบาลงได้ 23% อีกทั้งยังทำให้การติดตั้ง 5G Base Station นั้นใช้เวลาน้อยลงกว่าการติดตั้ง 4G Base Station ได้ถึงครึ่งหนึ่ง

อีกจุดหนึ่งที่ทำให้โซลูชัน 5G ของ Huawei น่าสนใจก็คือการออกแบบ Base Station Unit ให้เป็นแบบ Unified Modular Design ทำให้ผู้ให้บริการโครงข่ายสามารถเลือกใช้งานโมดูลที่ตอบโจทย์ความต้องการแตกต่างกันไปได้ และยังเพิ่มเติมหรืออัปเกรด 5G Base Station ในอนาคตได้ง่ายขึ้นด้วย

ที่มา: https://www.huawei.com/en/press-events/news/2019/1/huawei-first-5g-base-station-core-chip-5g

from:https://www.techtalkthai.com/huawei-tiangang-5g-base-station-core-chip-is-announced/

Palo Alto Networks เปิดตัว PAN-OS 9.0 พร้อม Hardware ใหม่, ทำ DNS Security ได้แล้ว

Palo-Alto Networks ได้ออกมาประกาศเปิดตัว PAN-OS 9.0 รุ่นล่าสุด ที่มาพร้อมกับความสามารถและเครื่องมือใหม่ๆ กว่า 60 รายการ รวมถึงยังมีการเปิดตัว Hardware ใหม่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปกป้องระบบเครือข่ายให้มีความมั่นคงปลอดภัยสูงขึ้นด้วย ซึ่งโดยรวมแล้วมีประเด็นเด่นๆ ที่น่าสนใจดังนี้

Credit: Palo Alto Networks
  • มีบริการใหม่ DNS Security Service ที่ใช้ Machine Learning ในการวิเคราะห์ Domain ต่างๆ และยับยั้งการเข้าถึง Domain ต้องสงสัย ป้องกันการโจมตีที่อาจเกิดขึ้นได้
  • มี Network Processing Card ใหม่สำหรับ PA-7000 Series ตรวจจับภัยคุกคามได้ด้วยความเร็วสูงกว่ารุ่นที่ใกล้เคียงที่สุดของคู่แข่งถึง 2 เท่า และถอดรหัสข้อมูลได้เร็วกว่าเดิม 3 เท่า
  • เพิ่มความสามารถ Policy Optimizer ช่วยปรับปรุง Firewall Rule ที่ตั้งเอาไว้ให้รัดกุมยิ่งขึ้นและง่ายต่อการบริหารจัดการมากขึ้น
  • VM Series สามารถติดตั้งใช้งานบน Oracle Cloud, Alibaba Cloud, Cisco Enterprise Network Compute System (ENCS) และ Nutanix ได้แล้ว
  • ปรับปรุงประสิทธิภาพ Firewall Throughput บน AWS และ Azure ให้สูงขึ้นกว่าเดิม 2.5 เท่า และรองรับการทำ Auto-Scaling ได้ ทำให้ตอบโจทย์การตรวจสอบ Traffic ปริมาณมหาศาลบน Cloud ได้ดีขึ้น
  • เปิดตัว K-2 Series ระบบ 5G-Ready Next-Generation Firewall

สำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับ PAN-OS 9.0 ได้ที่ https://www.paloaltonetworks.com/products/new/new-panos9-0 และ K-2 Series ได้ที่ https://www.paloaltonetworks.com/products/secure-the-network/next-generation-firewall/k2-series.html

ที่มา: https://www.paloaltonetworks.com/company/press/2019/palo-alto-networks-introduces-fastest-ever-next-generation-firewall-and-integrated-cloud-based-dns-security-service-to-stop-attacks

from:https://www.techtalkthai.com/palo-alto-networks-pan-os-9-0-is-annoucned/

Super Bowl 53 ทำลายสถิติ ใช้ Wi-Fi สูงถึง 24TB ต่อวัน ช่วงพีคใช้เครือข่าย 13.06Gbps

การแข่ง Super Bowl 53 ที่สนามกีฬา Atlanta Mercedes-Benz Stadium ได้ทำลายสถิติการใช้ Wi-Fi สูงสุดต่อวัน ด้วยปริมาณ Traffic ที่สูงถึง 24.05TB เลยทีเดียว ซึ่งปริมาณการใช้ Wi-Fi ในครั้งนี้ได้แซงหน้า Super Bowl 52 เมื่อปีที่แล้วที่มีการใช้งาน Wi-Fi ในวันเดียวอยู่ที่ 16.31TB ไปเกือบ 50% โดยใน Super Bowl 53 ครั้งนี้มีสถิติการใช้งาน Wi-Fi ที่น่าสนใจดังนี้

Credit: Atlanta Mercedes-Benz Stadium
  • ปริมาณ Traffic รวมกันทั้งวันอยู่ที่ 24.05TB โดย 9.99TB เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนการแข่งขันจะเริ่มต้น และ 11.11TB เกิดขึ้นในระหว่างการแข่งขันและการพักครึ่ง ส่วนหลังเกมจบนั้นมี Traffic อยู่ที่ 2.95TB
  • ความเร็วในช่วงพีคสุดอยู่ที่ 13.06Gbps
  • มีจำนวน Unique User อยู่ที่ 48,845 คน นับเป็น 69% ของผู้ชมทั้งหมด
  • จำนวน Concurrent User สูงสุดอยู่ที่ 30,605 คน อยู่ในช่วงพักครึ่งเวลา
  • ปริมาณ Traffic ที่ใช้ผ่าน Wi-Fi ต่อผู้ใช้งานอยู่ที่ 492.3MB
  • Social Networking ที่ถูกใช้งานมากที่สุดได้แก่ Facebook, Instagram, Twitter, Snapchat และ Bitmoji ตามลำดับ
  • Streaming Application ที่ถูกใช้งานมากที่สุดได้แก่ iTunes, YouTube, Airplay, Spotify และ Netflix ตามลำดับ
  • Application ด้านกีฬาที่ถูกใช้งานมากที่สุดได้แก่ ESPN, NFL, Super Bowl LIII Fan Mobile Pass, CBS Sports และ Bleacher Report ตามลำดับ

สนามแห่งนี้ใช้ Wireless Access Point จาก HPE Aruba เป็นจำนวนกว่า 1,800 ชุด ติดตั้งอยู่บริเวณใต้เก้าอี้ที่นั่งของผู้ชมโดยเชื่อมต่อ Antenna ออกมาภายนอก และใช้ระบบ Wi-Fi Analytics จาก Extreme Networks เพื่อทำการวิเคราะห์ปริมาณการใช้งาน

สาเหตุที่ทำให้ปริมาณการใช้งาน Wi-Fi เติบโตเป็นอย่างมากในครั้งนี้ ก็เกิดขึ้นจากการที่ Verizon ได้เข้ามาสนับสนุน NFL ในครั้งนี้จนมี SSID เป็นของตนเอง และเปิดใช้ความสามารถ Autoconnect in Play ทำให้ลูกค้าของ Verizon ทั้งหมดภายในสนามกีฬาสามารถเชื่อมต่อมาใช้ Wi-Fi นี้ได้โดยอัตโนมัติหากเปิด Wi-Fi อยู่ ซึ่งก็ช่วยลดภาระให้กับระบบเครือข่ายของโทรศัพท์ลงไปได้มากทีเดียว

การออกแบบระบบ Wi-Fi เพื่อรองรับผู้ใช้งานจำนวนมหาศาลที่นั่งอยู่ในพื้นที่เปิดร่วมกัน และมีความหนาแน่นของผู้ใช้งานสูงนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยการออกแบบระบบ Wi-Fi ให้เหมาะสมต่อสถานที่ กรณีนี้จึงถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจมาโดยตลอดในวงการ Network ทั่วโลก

ที่มา: https://www.mobilesportsreport.com/2019/02/super-bowl-53-smashes-wi-fi-record-with-24-tb-of-traffic-at-mercedes-benz-stadium/

from:https://www.techtalkthai.com/super-bowl-53-won-wi-fi-usage-record/

Ubuntu ออก Patch อุดช่องโหว่ยกระดับสิทธิ์ผู้โจมตีเป็น Root กระทบทั้ง Server และ Desktop

Canonical ได้ออกอัปเดตอุดช่องโหว่บน Ubuntu ที่ทำให้ผู้โจมตีหรือ Malware สามารถยกระดับสิทธิ์ของตนเองขึ้นมาเป็น Root ได้ ซึ่งช่องโหว่ดังกล่าวนี้ปรากฎอยู่บนทั้ง Ubuntu รุ่น Desktop และ Server

Credit: Canonical

ช่องโหว่นี้ได้รับรหัส CVE-2019-7304 โดยส่งผลกระทบต่อ Ubuntu ทุกรุ่นก่อนรุ่น 19.04 ซึ่งเป็นช่องโหว่ที่เกิดจากบั๊กภายใน Snapd API ที่สามารถเจาะได้จากภายในระบบ Local เท่านั้น ไม่สามารถโจมตีจากระยะไกลได้ ทำให้ผู้ใช้งานไม่ว่าจะมีสิทธิ์ในระดับใดก็สามารถอาศัยช่องโหว่ดังกล่าวเพื่อยกระดับสิทธิ์ตนเองขึ้นเป็น Root ได้ทั้งหมด

Chris Moberly ผู้ค้นพบช่องโหว่นี้ได้รายงานช่องโหว่ไปยังทีม Canonical และพัฒนา Script สำหรับทดสอบช่องโหว่เผยแพร่อยู่ที่ https://launchpadlibrarian.net/408286756/dirty_sock.py

ปัจจุบัน Canonical ได้ออกอัปเดตมาอุดช่องโหว่นี้เรียบร้อยแล้ว และตัว Snapd เองก็ได้รับอัปเดตแก้ไขปัญหานี้ไปแล้วในรุ่น 2.37.1 ดังนั้นผู้ใช้งาน Ubuntu ก็สามารถทำการอัปเดตระบบตามปกติเพื่อความปลอดภัยได้เลยครับ

ที่มา: https://www.theregister.co.uk/2019/02/14/snapd_priv_escalation_bug/

from:https://www.techtalkthai.com/ubuntu-releases-patch-to-fix-privilege-escalation-issue/

พบมัลแวร์ .exe พุ่งเป้าผู้ใช้ macOS โดยเฉพาะ

ได้ยินถูกแล้วครับ มัลแวร์ Windows EXE สามารถแพร่กระจายไปยังอุปกรณ์ macOS ได้ด้วยเช่นกัน Trend Micro ผู้ให้บริการโซลูชันด้านความมั่นคงปลอดภัยแบบครบวงจร ได้ออกมาแจ้งเตือนถึงวิธีที่แฮ็กเกอร์ใช้บายพาสระบบป้องกันของ macOS โดยลอบส่งไฟล์มัลแวร์ EXE ที่ปกติจะใช้รันบน Windows เข้าไปรันบน macOS แทน พบมีผู้เสียหายจากการโจมตีดังกล่าวในหลายประเทศทั่วโลกแล้ว

Credit: ShutterStock.com

ทีมนักวิจัยจาก Trend Micro พบมัลแวร์นามสกุล .dmg หลายตัวอย่างที่แสร้งปลอมเป็น Installer ของซอฟต์แวร์ยอดนิยมแพร่กระจายผ่านทางเว็บไซต์ Torrent ซึ่งภายในมัลแวร์จะมีไฟล์ EXE ที่ถูกคอมไพล์โดย Mono Framework อยู่ ส่งผลให้สามารถรันไฟล์ EXE ข้ามแพลตฟอร์มรวมไปถึง macOS ได้

โดยปกติแล้ว การรันไฟล์ EXE บน macOS จะเกิด Error ขึ้น ทำให้กลไกการป้องกันบน macOS เช่น Gatekeeper ไม่สนใจที่จะสแกนไฟล์ดังกล่าว แฮ็กเกอร์จึงใช้ช่องโหว่ตรรกะตรงจุดนี้ในการสร้างไฟล์ EXE ที่รันบน macOS ได้ขึ้นมาแทนเพื่อบายพาสระบบป้องกัน

จากการตรวจสอบ Installer ปลอม พบว่าไฟล์ดังกล่าวจะทำการติดตั้งแอปพลิเคชัน Little Snitch Firewall พร้อมกับ Payload นามสกุล .exe ที่ถูกคอมไพล์โดยใช้ Mono โดย Payload นี้ถูกออกแบบมาสำหรับรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับระบบของเป้าหมายแล้วส่งกลับมายัง C&C Server ของแฮ็กเกอร์ นอกจากนี้ หลังจากติดตั้งแล้ว มัลแวร์ .exe จะทำการดาวน์โหลด Adware มาติดตั้งบนเครื่องของเหยื่ออีกด้วย ซึ่ง Adware บางตัวก็มาในรูปของ Adobe Flash Player ปลอมเช่นกัน

Trend Micro ยังระบุอีกว่า จนถึงตอนนี้ยังไม่พบ “รูปแบบการโจมตีที่เฉพาะเจาะจง” ที่เกี่ยวข้องกับมัลแวร์ดังกล่าว แต่มัลแวร์นี้ก็ได้แพร่ระบาดไปยังหลายประเทศทั่วโลกแล้ว ไม่ว่าจะเป็น สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย อาร์เมเนีย ลักเซมเบิร์ก แอฟริกาใต้ และสหรัฐฯ ที่น่าสนใจคือไฟล์มัลแวร์ EXE นี้กลับไม่สามารถรันบน Windows ได้ นั่นหมายความว่ามัลแวร์นี้ถูกออกแบบมาเพื่อพุ่งเป้าผู้ใช้ macOS โดยเฉพาะ

รายละเอียดเชิงเทคนิค: https://blog.trendmicro.com/trendlabs-security-intelligence/windows-app-runs-on-mac-downloads-info-stealer-and-adware/

ที่มา: https://thehackernews.com/2019/02/macos-windows-exe-malware.html

from:https://www.techtalkthai.com/exe-malware-targets-macos-users/