คลังเก็บป้ายกำกับ: PRODUCTS

VMware เผยแผนเข้าซื้อทีม True Visibility Suite จาก Blue Medora เสริมทัพระบบ Self-Driving ใน VMware vRealize Operations

VMware ได้ออกมาเผยถึงแผนการเข้าซื้อ True Visibility Suite Business Unit จาก Blue Medora เพื่อนำทีมงานและเทคโนโลยีมาสเริมให้กับ VMware vRealize Operations สำหรับเติมเต็มภาพของการทำ Self-Driving Operations ในการดูแลรักษาระบบ Data Center และ Cloud

Credit: Blue Medora

หลังจากที่ก่อนหน้านี้ VMware เผยถึงแผนการเข้าซื้อกิจการของ Datrium เพื่อเสริมบริการ DRaaS แล้ว ในครั้งนี้ VMware ก็ได้เตรียมเสริมทัพให้กับ VMware vRealize Operations ด้วยการเข้าซื้อ Business Unit หนึ่งของ Blue Medora เพื่อนำทีมพัฒนาและเทคโนโลยี True Visibility Suite มาเสริมในผลิตภัณฑ์ของตนเอง โดยความสามารถที่โดดเด่นของเทคโนโลยี True Visibility Suite มีดังนี้

  • สามารถตรวจสอบและวิเคราะห์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในระบบ Data Center และ Hybrid Cloud ได้ โดยมีหน้า Dashboard สำหรับสรุปข้อมูลทั้งหมดที่เกิดขึ้น
  • สามารถค้นหา Application และ Infrastructure ที่ใช้งานอยู่ได้โดยอัตโนมัติอย่างยืดหยุ่น
  • มีข้อมูล Metrics Data สำหรับช่วยในการวิเคราะห์และต่อยอดไปสู่การทำ Automation ได้ในตัว

ก่อนหน้านี้ VMware ได้เป็นพันธมิตรกับ Blue Medora มาเป็นเวลาหลายปี และ VMware เองก็ยังได้เป็น Reseller ให้กับผลิตภัณฑ์ของ Blue Medora ด้วย โดยการผสานรวมเทคโนโลยีระหว่าง VMware และ Blue Medora นี้ก็ได้ช่วยให้โซลูชันโดยรวมนั้นมีความสามารถด้านการทำ Automation ที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น ตอบรับกลยุทธ์ด้าน Self-Driving Operations ได้ดียิ่งขึ้น จนมีลูกค้าองค์กรมากกว่า 400 แห่ง และในที่สุดความสัมพันธ์นี้ก็ได้นำมาสู่การเข้าซื้อกิจการในครั้งนี้

มูลค่าการเข้าซื้อกิจการครั้งนี้ยังไม่เป็นที่เเปิดเผย ผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ True Visibility Suite สามารถศึกษาข้อมูลได้ที่ https://bluemedora.com/products/vmware-vrealize-true-visibility/

ที่มา: https://www.storagereview.com/news/vmware-to-acquire-true-visibility-suite-team

from:https://www.techtalkthai.com/vmware-to-acquire-true-visibility-suite-business-unit-from-blue-medora/

4 ความสามารถเด่นที่ควรรู้จักใน HPE SimpliVity 4.0

เมื่อ Hyper-Converged Infrastructure หรือ HCI นั้น HPE SimpliVity ได้รับความนิยมมากขึ้นอย่างต่อเนื่องในตลาดธุรกิจองค์กร การพัฒนาเทคโนโลยีต่อยอดนั้นก็เกิดขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง และเมื่อต้นปีที่ผ่านมานี้เอง HPE ก็ได้ทำการเปิดตัว HPE SimpliVity 4.0 ซึ่งเป็น Major Upgrade ครั้งใหญ่ที่ได้เพิ่มความสามารถที่น่าสนใจเข้ามาหลากหลายประการ ดังนี้

Credit: HPE

1. บริหารจัดการจากศูนย์กลางได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ใน HPE SimpliVity 4.0 นี้ได้มีการเปิดตัว Management Virtual Appliance (MVA) สำหรับใช้เป็นตัวกลางในการสื่อสารเพื่อบริหารจัดการระบบทั้งหมดจากศูนย์กลาง เพื่อลดความซับซ้อนในการสื่อสารระหว่าง Node และง่ายต่อการเพิ่มขยายระบบ โดย MVA นี้จะถูกติดตั้งมาตั้งแต่ตอนเริ่ม Initial ระบบเป็นครั้งแรกมาให้เลย โดยสำหรับการติดตั้งที่มีจำนวน Node น้อยกว่า 10 Node นั้น MVA จะเป็นเพียงแค่ Optional แต่สำหรับการติดตั้งระบบที่ใหญ่เกินกว่านั้น MVA จะถูกบังคับให้ติดตั้งใช้งาน ซึ่งในธุรกิจที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด ที่ต้องการเพิ่ม Resource เพื่อตอบรับในการเติบโตยังก้าวกระโดด

การใช้ MVA นี้จะช่วยให้ภาพรวมของ Cluster สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นเนื่องจากระบบสามารถลดปริมาณทราฟฟิกที่ต้องใช้ในการสื่อสารระหว่างกันในการบริหารจัดการลงไปได้นั่นเอง

2. รองรับการทำ Role-based Access Control แบ่งสิทธิ์การบริหารจัดการได้ดีขึ้น

จากความสามารถในการทำ All-in-One HCI Appliance นั้นทาง HPE SimpliVity ได้ผนวกความสามารถในเรื่องของการทำ Backup Software ได้ถูกติดตั้งอยู่ในระดับ Kernel ของ HPE SimpliVity ทำให้การ Backup นั้นลดเวลา และลดค่าใช้จ่ายสำหรับ 3rd Party Software และการทำการ Backup นั้นได้มีการแยก Role ในการเข้าถึงเพื่อให้องค์กรสามารถแบ่งสิทธิ์ในการบริหารการจัดการได้เป็นอย่างดี ซึ่ง

ใน HPE SimpliVity 4.0 นี้มีการนำเสนอ Role เพิ่มเติมด้วยกัน 2 ส่วน ได้แก่

SimpliVity Administrator โดยผู้ที่มีสิทธิ์เป็น VMware Administrator Role นั้นจะได้รับสิทธิ์ของ SimpliVity Administrator Role ไปด้วยโดยอัตโนมัติ ทำให้สามารถลดขั้นตอนการกำหนดสิทธิ์ลงไปได้มากทีเดียวสำหรับระบบขนาดใหญ่
SimpliVity Backup User สำหรับจัดการงานที่เกี่ยวกับการสำรองและกู้คืนระบบเป็นหลัก โดยสามารถทำ Backup, Restore และ Backup Search ได้เท่านั้น

3. ติดตั้งใช้งานได้อย่างยืดหยุ่นยิ่งขึ้น

เดิมทีนั้นการใช้งาน HPE SimpliVity Federations จะต้องมีการติดตั้ง Arbiter เพื่อให้ระบบทำงานได้สมบูรณ์ แต่สำหรับ HPE SimpliVity 4.0 นี้ การติดตั้ง Arbiter จะจำเป็นก็ต่อเมื่อมีการติดตั้งระบบแบบ 2+0 หรือทำ Stretch Cluster เท่านั้น ทำให้ในภาพรวมแล้วระบบสามารถออกแบบได้อย่างยืดหยุ่นมากขึ้น และการติดตั้ง Arbiter ในบางกรณีก็อาจช่วยให้ระบบมีความมั่นคงทนทานสูงขึ้นด้วย ซึ่งทำให้การใช้งานของ HPE SimpliVity นั้นสสามารถออกแบบได้อย่างมีความสะดวกในการใช้งานได้เป็นอย่างดี

4. รองรับการสำรองข้อมูลร่วมกับ HPE StoreOnce

HPE SimpliVity 4.0 นั้นมีฟีเจอร์สำหรับการทำการสำรองข้อมูลนั้น ก็ยังตอบสนองกับตามมาตรฐานของการ Backup ที่ดี ด้วย กฏ 3-2-1 (3 ชุด ข้อมูล , 2 อุปกรณ์ในการจัดเก็บ , 1 Data Offsite) ซึ่งทำให้สามารถทำการสำรองข้อมูลของ VM ไปยัง HPE StoreOnce ได้แล้ว ทำให้ธุรกิจองค์กรสามารถใช้พื้นที่บนระบบของ HPE SimpliVity ได้อย่างคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น และรองรับการสำรองข้อมูลได้หลายระดับมากขึ้นด้วย ซึ่งทาง HPE SimpliVity ก็ได้เพิ่มสิ่งนี้เพื่อตอบสนองกับธุรกิจที่ กังวลในปัญหาในเรื่องความเสี่ยงของ Virtus หรือ Ransomeware ได้เป็นอย่างดีด้วยค่าใช้จ่ายที่ประหยัด

ยังมีความสามารถอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกมากมาย

นอกจากนี้แล้วในความสามารถที่ปรับปรุงเพิ่มเติมขึ้นมานั้นทาง HPE SimpliVity ได้เพิ่มความสามารถเพื่อตอบสนองกับการดำเนินธุรกิจเป็นอย่างมากเช่น

  • Rancher on HPE SimpliVity : เพื่อการรองรับเทคโนโลยีของ Microservice (Containers) ได้ออกเอกสารการติดตั้งและใช้งานบนเทคโนโลยีของ Rancher ที่ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มสำหรับองค์กรที่กำลังเริ่มปรับตัวเข้าสู่การพัฒนาของ Container Service ได้เป็นอย่างดี (https://hewlettpackard.github.io/Rancher-on-SimpliVity/MVI1/summary.html)
  • HPE SimpliVity File (Ctera) : รองรับการทำเรื่องของ NAS และ Collaboration ของข้อมูลเพื่อให้บริษัทสามารถรวมศูนย์กลางของข้อมูลเพื่อรองรับ การ Share Data ภายในองค์กร และ นอกองค์กร ซึ่งรองรับมาตรฐาน DLP or GDPR ที่เหมาะสมในปัจจุบัน
  • RapidDR 3.1 : ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการทำ DR Orchestrator ที่ตอบโจทยเรื่องการรองรับแผน Business Continutity Plan (BCP) ซึ่งซอฟต์แวร์ของทาง HPE SimpliVity นั้นมีค่าใช่จ่ายที่คุ้มค่ากว่าซอฟต์แวร์ชนิดอื่นในตลาดด้วยกัน

นอกจาก 4 ความสามารถข้างต้น ใน HPE SimpliVity 4.0 เองนี้ก็ยังมีความสามารถใหม่ๆ อีกมากมาย ตั้งแต่การปรับปรุงการอัปเกรดและการติดตั้งให้ดียิ่งขึ้น, การปรับปรุง CLI ให้แสดงผลข้อมูลได้ดีขึ้น, การปรับปรุง UI ให้สามารถตรวจสอบสถานะการสำรองข้อมูลได้ ไปจนถึงการออกหน้า UI ใหม่สำหรับ RapidDR 3.1 โดยเฉพาะ

สนใจโซลูชันของ HPE ติดต่อ Metro Connect

สำหรับผู้ที่สนใจโซลูชันใดๆของ HPE สามารถติดต่อทีมงาน Metro Connect เพื่อขอรายละเอียดเพิ่มเติม, ทดสอบระบบ หรือขอใบเสนอราคาได้ทันทีที่แผนกการตลาด อีเมล์ anutrwan@metroconnect.co.th หรือโทรติดต่อ 02-089-4508

from:https://www.techtalkthai.com/hpe-simplivity-4-0-with-4-new-features-by-metro-connect/

เชิญร่วมงาน Oracle Cloud Day Online – Asia

Oracle ขอเชิญเหล่าผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานด้าน IT เข้าร่วมงานสัมมนาออนไลน์ Oracle Cloud Day Online – Asia เพื่ออัปเดตเทรนด์ทางด้าน Data และ Cloud Technology ล่าสุด รวมไปถึง Best Practices และกรณีศึกษาที่เกี่ยวข้องกับ Data Management, Business Transformation และ AI & Analytics ตลอดวันพุธที่ 22 กรกฎาคม 2020 ตั้งแต่ 9:00 น. เป็นต้นไป ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ฟรี

รายละเอียดงานสัมมนา

ชื่องาน: Oracle Cloud Day Online – Asia
Track: Developer Playground
วัน: วันพุธที่ 22 กรกฎาคม 2020
เวลา: 9:00 – 18:00 น.
ช่องทางการบรรยาย: Online Conference
รายละเอียด: https://www.oracle.com/ph/cloudday/

Oracle Cloud Day Online – Asia เป็นงานสัมมนาออนไลน์ของ Oracle ที่จัดขึ้นในภูมิภาคเอเชีย (รวมประเทศไทย) มีวัตถุประสงค์เพื่ออัปเดตเทคโนโลยีและแนวทางปฏิบัติทางด้าน Data Management, Application Modernization และ AI & Analytics ล่าสุดในยุค Cloud Transformation จุดประกายให้ผู้เข้าร่วมงานสามารถเพิ่มมูลค่าให้แก่ข้อมูลที่มีอยู่และพลิกโฉมธุรกิจของตนให้ทันสมัย โดยภายในงานจะแบ่งเนื้อหาออกเป็น 4 Tracks ครอบคลุมทั้งเชิงธุรกิจและเชิงเทคนิค รวมไปถึงมีการแชร์กรณีศึกษาที่น่าสนใจ, Demo และ Hands-on Lab ที่ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้

from:https://www.techtalkthai.com/oracle-cloud-day-online-asia-2020/

จัดการอุปกรณ์ BYOD อย่างมั่นคงปลอดภัยและง่ายดาย ด้วย CommScope Ruckus Cloud Wi-Fi และ Cloudpath

ทุกวันนี้ผู้ดูแลระบบเครือข่ายของธุรกิจองค์กรต่างต้องเผชิญกับอุปกรณ์ที่ผู้ใช้งานนำมาใช้เองหรือที่เรียกว่า Bring Your Own Device (BYOD) กันอย่างมากมาย ซึ่งโจทย์สำคัญที่ฝ่าย IT ต้องตอบให้ได้นั้นก็คือจะจัดการกับอุปกรณ์เหล่านี้อย่างไรให้มั่นคงปลอดภัยโดยที่ผู้ดูแลระบบเครือข่ายไม่ต้องเสียเวลามากนัก และหนึ่งในคำตอบที่น่าสนใจนั้นก็คือการใช้ CommScope Ruckus Cloud Wi-Fi ร่วมกับ Cloudpath นั่นเอง

Credit: CommScope Ruckus

การจัดการกับอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายไร้สายที่ดี ควรมีหลักคิดอย่างไร?

ทุกวันนี้อุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับเครือข่ายไร้สายของธุรกิจองค์กรนั้นไม่ได้มีเพียงแค่อุปกรณ์ของผู้ใช้งานอีกต่อไป แต่ยังรวมถึงอุปกรณ์ Internet of Things หรือ IoT อีกด้วย ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้ก็มักไม่ได้ถูกจำกัดเพียงแค่การเชื่อมต่อผ่าน Wi-Fi เท่านั้น แต่ยังอาจเชื่อมต่อผ่านเทคโนโลยีอื่นๆ เช่น Zigbee หรือ BLE ก็ได้เช่นกัน ดังนั้นการ On-Board อุปกรณ์ที่จะทำการเชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายไร้สายของเรานี้ จึงควรออกแบบให้มีความครอบคลุมถึงอุปกรณ์ IoT เหล่านี้ด้วย

Credit: CommScope Ruckus

นอกจากนี้ขั้นตอนในการ On-Board เองก็สำคัญ ด้วยจำนวนอุปกรณ์ที่นับวันจะยิ่งมีมากขึ้นเรื่อยๆ หากขั้นตอนมีความซับซ้อนงานเหล่านี้ก็จะกลายเป็นงานยากและไม่มีใครอยากทำ ดังนั้นการออกแบบขั้นตอนให้มีความง่ายดายและเป็นอัตโนมัติให้มากที่สุดก็จะช่วยตอบโจทย์นี้ได้ดี เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถจัดการเรื่องความมั่นคงปลอดภัยได้ด้วยตนเอง โดยที่ผู้ดูแลระบบไม่ต้องเสียเวลาลงไปจัดการมากนัก

หลังจากขั้นตอนของการ On-Board แล้ว ผู้ดูแลระบบก็ควรจะสามารถตรวจสอบการเชื่อมต่อและใช้งานระบบเครือข่ายของแต่ละอุปกรณ์ได้ รวมถึงทำการยกเลิกสิทธิ์เหล่านี้ได้เมื่อผู้ใช้งานลาออกหรือเมื่อเลิกใช้อุปกรณ์นั้นๆ ในขณะที่การปรับแต่งสิทธิ์การใช้งานเครือข่ายให้ได้อย่างต่อเนื่องเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เปลี่ยนไปนั้นก็สำคัญ อีกทั้งหากเมื่อธุรกิจองค์กรเติบโตต่อไป ระบบก็ควรจะต้องรองรับจำนวนผู้ใช้งานและอุปกรณ์ที่เพิ่มขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง

CommScope Ruckus Cloud Wi-Fi และ CommScope Ruckus Cloudpath: จัดการรองรับอุปกรณ์ของผู้ใช้งานได้อย่างอัตโนมัติไร้ขีดจำกัด

เพื่อตอบโจทย์ต่อแนวโน้มด้านระบบเครือข่ายที่จะต้องมีอุปกรณ์มากขึ้นเรื่อยๆ มาทำการเชื่อมต่อใช้งาน หนึ่งในแนวทางที่ CommScope Ruckus เสนอนั้นก็คือการใช้ Cloud Wi-Fi เป็นหัวใจหลักในการควบคุมและบริหารจัดการเครือข่าย พร้อมเทคโนโลยี Machine Learning ที่จะช่วยให้การดูแลรักษาระบบเครือข่ายกลายเป็นเรื่องที่ง่ายดายยิ่งกว่าเดิม

Credit: CommScope Ruckus

CommScope Ruckus Cloud Wi-Fi เป็นบริการ Wireless LAN Management-as-a-Service ที่สามารถทำงานร่วมกับ Cloudpath Subscription ซึ่งเป็นโซลูชัน Secure On-Boarding ได้ และมีคุณสมบัติดังนี้

  • สามารถจัดการสร้าง 802.1X Certificate เพื่อให้ผู้ใช้งานใช้ในการยืนยันตัวตนแทนรหัสผ่านได้
  • สามารถบริหารจัดการฐานข้อมูลผู้ใช้งานในเครือข่ายได้
  • สามารถบริหารจัดการ Guest Networking ได้
  • มี Workflow ให้ผู้ใช้งานทำการ On-Board อุปกรณ์ต่างๆ ด้วยตนเองได้
Credit: CommScope Ruckus

การใช้ CommScope Ruckus Cloudpath คู่กับ CommScope Ruckus Cloud Wi-Fi นี้ จะทำให้การบริหารจัดการ Access Point, User และ Device เกิดขึ้นได้จากศูนย์กลางทั้งหมด และสามารถรองรับอุปกรณ์หรือผู้ใช้งานจำนวนมากได้โดยไม่ต้องกังวลด้านการลงทุนเพิ่มในส่วนของ Hardware ภายใน Data Center อีกทั้งยังสามารถจัดการอุปกรณ์ของผู้ใช้งานทั่วไป และอุปกรณ์ IoT ได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย

เทคโนโลยีเหล่านี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับ Wi-Fi มาตรฐานใดๆ ก็ได้ ดังนั้นในธุรกิจองค์กรที่อาจยังมีการใช้งานทั้ง Wi-Fi 5 และ Wi-Fi 6 ก็สามารถใช้โซลูชันเดียวกันจัดการ Wi-Fi ทั้งหมดในองค์กรร่วมกันได้

ผู้ที่สนใจโซลูชัน CommScope Ruckus Cloud Wi-Fi สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.commscope.com/product-type/enterprise-networking/control-management/cloud-managed/ และสำหรับผู้ที่สนใจโซลูชัน CommScope Ruckus Cloudpath สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.commscope.com/product-type/enterprise-networking/network-access-policy/network-access/

สนใจ Ruckus ติดต่อทีมงาน CommScope ได้ทันที

Credit: CommScope Ruckus

สำหรับผู้ที่สนใจโซลูชันของ Ruckus สามารถติดต่อทีมงาน CommScope ได้ทันทีที่ Email Pongwut.assaneewuttikorn@Commscope.com หรือโทร 08-66097719

from:https://www.techtalkthai.com/securely-manage-byod-and-iot-devices-in-the-network-with-commscope-ruckus-cloud-wi-fi-and-cloudpath/

CSL Webinar: Fast and Simple Hybrid Cloud Deployment

CSL ขอเรียนเชิญผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานด้าน IT เข้าฟัง CSL Webinar เรื่อง “Fast and Simple Hybrid Cloud Deployment” พร้อมเจาะลึกคุณสมบัติ VMware Cloud Foundation on VxRail ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการทำงานของ On-premise Cloud หรือ Data Center ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และลดค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการ ในวันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม 2020 เวลา 14:00 น. ผ่าน Live Webinar ฟรี

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: Fast and Simple Hybrid Cloud Deployment
ผู้บรรยาย: Watchara Kingkaew, ICT Partner Management Specialist, CSL และ Suwat Saelim, Senior Systems Engineer, Dell Technologies
วันเวลา: วันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม 2020 เวลา 14:00 – 15:30 น.
ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference
จำนวนผู้เข้าร่วมสูงสุด: 500 คน
ภาษา: ไทย
ลิงค์ลงทะเบียน: https://zoom.us/webinar/register/WN_ADsFL2LCSyywDXlsWuFqMQ

หลังเกิดเหตุ COVID-19 แพร่ระบาดไปทั่วโลก ทำให้หลายๆ องค์กรถูกบังคับให้ต้องพลิกโฉมการดำเนินธุรกิจอย่างปฏิเสธไม่ได้ แน่นอนว่าระบบ IT ถือเป็นหัวใจหลักที่ช่วยให้องค์กรสามารถ Transform ระบบต่างๆ ให้สอดรับกับวิถีชีวิตใหม่ (New Normal) ที่ต้องทำงานได้แบบ Work Anywhere จากเดิมที่บางบริษัทมี Data Center หรือ On-premiese Cloud ซึ่งติดตั้งระบบต่างๆ ไว้ที่ออฟฟิส อาจต้องปรับให้มีการนำบางระบบไปวางไว้ที่ Local Cloud หรือ Public Cloud แทน เพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่องภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว

ภายใน Webinar นี้ท่านจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับโซลูชัน On-premises Cloud by CSL ที่ร่วมมือกับ Dell Technologies พร้อมเจาะลึกคุณสมบัติของ VMware Cloud Foundation on VxRail ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการทำงานของ On-premises Cloud ให้มีความง่ายและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ลดค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการ Data Center ทั้งยังสามารถปกป้องข้อมูลสำคัญของธุรกิจไม่ให้รั่วไหลสู่ภายนอกได้ นอกจากนี้ สำหรับองค์กรหรือบริษัทที่ต้องการใช้ประโยชน์จากบริการต่างๆ บน Public Cloud สามารถเข้าใช้งานได้ง่าย รวดเร็ว และไม่ต้องเรียนรู้ทักษะเพิ่ม

Webinar นี้เหมาะสำหรับองค์กรที่กำลังจะเปลี่ยนอุปกรณ์ Servers และ Storage เป็นรุ่นใหม่ องค์กรที่กำลังเริ่มต้นใช้ Public Cloud หรือกำลังใช้งานอยู่

กด Interested หรือ Going เพื่อติดตามอัปเดตและรับการแจ้งเตือนบน Facebook Event: https://www.facebook.com/events/3085429588178637/

from:https://www.techtalkthai.com/csl-webinar-fast-and-simple-hybrid-cloud-deployment/

[Guest Post] เกาะเทรนด์ New Normal ทีซีซีเทคจับมือพันธมิตร ผลิต open talk รายการไอทีวาไรตี้ ผ่าน collaborations tools

OPEN -TEC เทคโนโลยีแพลตฟอร์ม ภายใต้การดูแลของกลุ่มบริษัท ทีซีซี เทคโนโลยี มีการปรับกลยุทธ์ของ community ให้เข้ากับเทรนด์ New Normal ที่ยังคงให้ความสำคัญต่อการเว้นระยะห่าง โดยการหยิบเอา collaboration tools มาช่วยสร้างคอนเทนต์ดีๆ ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี ด้วยการจับมือกับพันธมิตรทั้งในประเทศและระดับภูมิภาค ผลิตรายการไอทีวาไรตี้ภายใต้ชื่อ open talk ที่รวบรวมเหล่า IT expert และผู้นำเทรนด์ดิจิทัลในอุตสาหกรรมต่างๆ มาร่วมแชร์มุมมอง ประสบการณ์ และเทคนิคการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอย่างไรให้เกิด “คุณค่า” ที่จับต้องได้

โดย open talk – Episode แรก ทางรายการได้รับเกียรติจากนายไมเคิล อะราเน็ตตา รองประธานบริหาร ไอดีซี ไฟแนนเชียล อินไซต์ (IDC Financial Insights) บุคคลสำคัญแห่งวงการวิจัยด้านฟินเทคระดับเอเชีย แปซิฟิก มาพูดคุยถึงผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโคโรนา หรือ COVID-19 ในอุตสาหกรรมด้านการเงินการธนาคารและประกัน (BFSI) และเจาะลึกถึงเทรนด์เทคโนโลยี แนวทางการจัดการต่อความท้าทายที่กำลังเผชิญอยู่ รวมถึงวิธีการจัดลำดับความสำคัญในการบริหารความเสี่ยงอย่างไรให้ธุรกิจสามารถเดินหน้าต่อไปได้ ฯลฯ มาร่วมรับฟังความรู้และความเห็น ตลอดจนร่วมส่งกำลังใจให้กับสถาบันการเงิน ผู้ประกอบธุรกิจทางการเงิน รวมถึงผู้ประกอบธุรกิจการค้าทั้งการค้าภายในและการค้าต่างประเทศ ให้สามารถผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปได้สำเร็จ รับชมได้แล้วตามลิงค์รายการด้านล่าง

#HIGHLIGHTS

  • Impact of COVID-19 situation on BFSI market (นาทีที่ 03:09 – 06:57)
  • Buzz word during COVID -19 (นาทีที่ 07:01 – 09:57)
  • The critical technologies for BFSI after COVID-19 (นาทีที่ 10:02 – 12:50)
  • The trends and sentiment of investment in these technologies (นาทีที่ 13:04 – 14:27)

สามารถรับชมเรื่องราวและกิจกรรมอื่นๆ ที่น่าสนใจ ของ open talk ตามช่องทางเหล่านี้

  • www.open-tec.com
  • พร้อมติดตามและเป็นกำลังใจได้ที่ OPEN-TEC Facebook Fan page อย่าลืมกดถูกใจ (Like) กดติดตาม (Follow) กดเห็นโพสต์ก่อน (See First) และ Subscribe ในทุกช่องทางเพื่อรับอัปเดตใน Episode ใหม่ๆ ได้ทันที

หากมีคำแนะนำ สามารถทิ้งข้อความได้ทั้งในเพจ หรือในลิ้งค์อีเมล์ล open-tec@tcc-technology.com

ทางรายการยินดีรับฟังทุกคำแนะนำ

#Financial #BFSI #Technology #Cloud #Security #riskmanagement #newnormal #creditscoring #MarketTrend #Data #dataanalytics #IDC #MichaelAraneta #TCCtech #Waleeporn Sayasit #opentalk #OPENTEC

from:https://www.techtalkthai.com/tcc-technology-open-tec-open-talk-ep-01/

Aruba Webinar: The Secret of Unified Infrastructure by Aruba ESP 14 ก.ค. 2020 10.00

HPE Aruba และ Simplify IT ขอเรียนเชิญ IT Manager, Network Engineer, IT Admin และทุกท่านที่สนใจ เข้าร่วมฟัง Webinar ในหัวข้อเรื่อง “The Secret of Unified Infrastructure by Aruba ESP” เพราะองค์กรต้องประสบกับปัญหาที่โครงสร้างระบบเครือข่ายทำงานแยกเป็นส่วนๆ มานาน ไม่ว่าจะเป็นในแง่การบริหารจัดการที่ยาก ต้องใช้บุคคลากรที่มีความเชี่ยวชาญหลายคน หาต้นเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้นได้ช้า และ ไม่สามารถรองรับควาามต้องการของธุรกิจใหม่ๆได้ Aruba ขอแนะนำโครงสร้างระบบเครือข่ายแบบใหม่ “Unified Infrastructure” หนี่งใน Aruba Edge Service Platform ที่จะทำให้ระบบโครงข่ายของคุณเป็นหนี่งเดียวกันทั้งแบบมีสาย ไร้สาย สาขา และ ดาต้าเซ็นเตอร์ มาดูว่า Aruba Unified Infrastructure จะรองรับการเติบโตของธุรกิจคุณได้อย่างไร

ร่วม webinar กับเราในวันอังคารที่ 14 กรกฏาคม 2563 เวลา 10.00 – 11.00 น.

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: The Secret of Unified Infrastructure by Aruba ESP
วันเวลา: วันอังคารที่ 14 กรกฏาคม 2563 เวลา 10.00 – 11.00 น.
ผู้บรรยาย: คุณอนุสิทธิ์ รัชดาเลิศณรงค์ HPE Aruba และ Simplify IT
ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference
จำนวนผู้เข้าร่วมสูงสุด: 1,000 คน
ภาษา: ไทย

องค์กรต้องประสบกับปัญหาที่โครงสร้างระบบเครือข่ายทำงานแยกเป็นส่วนๆ มานาน ไม่ว่าจะเป็นในแง่การบริหารจัดการที่ยาก ต้องใช้บุคคลากรที่มีความเชี่ยวชาญหลายคน หาต้นเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้นได้ช้า และ ไม่สามารถรองรับควาามต้องการของธุรกิจใหม่ๆ ได้ Aruba ขอแนะนำโครงสร้างระบบเครือข่ายแบบใหม่ “Unified Infrastructure” หนี่งใน Aruba Edge Service Platform ที่จะทำให้ระบบโครงข่ายของคุณเป็นหนี่งเดียวกันทั้งแบบมีสาย ไร้สาย สาขา และ Data Center มาดูว่า Aruba Unified Infrastructure จะรองรับการเติบโตของธุรกิจคุณได้อย่างไร

  1. Aruba Central – ระบบบริหารจัดการแบบ Cloud-Native
  2. เครือข่ายองค์กรแบบ Aruba : Connectivity – Policy – Cloud Service
  3. Aruba SD-Branch : เครือข่ายสาขาที่เป็นหนึ่งเดียวกันกับส่วนกลาง
  4. อุปกรณ์ในโครงสร้าง Unified Infrastructure
    • Aruba CX Switch
    • WiFi 6 Access Point
    • Branch Gateway

มาทำความรู้จัก Unified Infrastructure by Aruba ESP ด้วยกัน โดยการเข้าร่วมรับฟัง Webinar ซึ่งนำเสนอเป็นภาษาไทยโดยทีมงาน HPE Aruba และ Simplify IT ที่พร้อมจะตอบทุกคำถามและข้อสงสัย

ลงทะเบียนเข้าร่วม Webinar ได้ฟรี

ผู้ที่สนใจสามารถกรอกแบบฟอร์มเพื่อเข้าร่วม Webinar ในหัวข้อนี้ได้ฟรี!! ที่ https://arubanetworks.zoom.us/webinar/register/9015922043796/WN_PDFr5il7T7K2Mbhb3x0sEQ โดยทีมงานขอความกรุณากรอกข้อมูลชื่อบริษัทด้วยชื่อเต็มของหน่วยงานหรือองค์กร เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในการจัดการกับข้อมูลการลงทะเบียน

from:https://www.techtalkthai.com/aruba-webinar-the-secret-of-unified-infrastructure-by-aruba-esp/

Microsoft Defender ATP Web Content Filtering เปิดให้ใช้งานได้ฟรีแล้วสำหรับลูกค้าองค์กร

ความสามารถของ Microsoft Defender Advanced Threat Protection (ATP) Web Content Filtering นั้นจะกลายเป็นความสามารถที่ลูกค้ากลุ่มธุรกิจองค์กรสามารถใช้งานได้ฟรีโดยไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายใดๆ เพิ่มเติม

Credit: Microsoft

ความสามารถ Web Content Filtering นี้จะช่วยให้ผู้ดูแลระบบสามารถกำหนดนโยบายในการเข้าถึง Website ต่างๆ ของผู้ใช้งานภายในองค์กรได้จากศูนย์กลาง รวมถึงยังสามารถเลือกกำหนดนโยบายตามประเภทของเนื้อหาได้ โดยวิธีการ Block ผู้ใช้งานไม่ให้เข้าถึงเนื้อหาเหล่านั้น จะใช้ Network Protection สำหรับ Chrome และ Firefox และจะใช้ SmartScreen สำหรับ Edge

สำหรับการควบคุมผู้ใช้งาน สามารถเลือกบังคับใช้งานได้ไม่ว่าผู้ใช้งานจะเชื่อมต่อใช้งานจากภายในหรือภายนอกองค์กร, สามารถแบ่งกลุ่มของผู้ใช้งานและอุปกรณ์เพื่อบังคับใช้ Policy ที่เหมาะสมให้แตกต่างกันไปได้ และยังมีระบบ Report เพื่อให้ทราบถึงแนวโน้มและพฤติกรรมของผู้ใช้งานได้อีกด้วย

ทั้งนี้ความสามารถดังกล่าวนี้ถูกเปิดตัวมาแบบ Public Preview ในช่วงปลายเดือนมกราคม 2020 ที่ผ่านมา และทาง Microsoft ก็ตัดสินใจว่าความสามารถนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของ Microsoft Defender ATP ที่ผู้ใช้งานสามารถใช้งานได้เลยโดยไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายด้านลิขสิทธิ์ใดๆ เพิ่มเติม

สำหรับการใช้งาน สามารถเปิดเข้าไปที่ Microsoft Defender Security Central > Settings > General > Advanced Features เพื่อเปิดใช้งานความสามารถนี้ได้ทันที

การประกาศนี้ถือว่าน่าสนใจไม่น้อย เพราะที่ผ่านมา Microsoft เองก็มีการพัฒนา Microsoft Defender ATP มาอย่างต่อเนื่อง เพิ่มเติมความสามารถใหม่ๆ เข้ามาโดยตลอด อีกทั้ง Microsoft เองก็ได้เริ่มนำ Microsoft Defender ATP ไปสู่ระบบปฏิบัติการอื่นๆ เช่น Linux และ Android ด้วยแล้ว

ที่มา: https://www.bleepingcomputer.com/news/security/microsoft-defender-atp-web-content-filtering-is-now-free/

from:https://www.techtalkthai.com/microsoft-defender-atp-web-content-filtering-will-be-free-for-enterprise-users/

NetONE Webinar: Rapidly Secure Your Workforce for the New Normal 16 ก.ค. 2020 10.00

NetONE ร่วมกับ Cisco ขอเชิญท่านร่วมงานสัมมนาออนไลน์เพื่ออัพเดท Cisco Security Solution ซึ่งจะติดตามป้องกันให้กับคนในองค์กรของทุกท่าน ปลอดภัยจากภัยคุกคามในยุค New Normal ที่ทุกคนสามารถทำงานได้ทุกที่ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน (Work Secure from Anywhere, Any Devices.)

มาร่วมเพิ่มประสิทธิภาพในด้านการป้องกันระบบเครือข่ายและลดความซับซ้อนด้านการบริหารจัดการด้วย NetONE MSSP พร้อมทั้งร่วมตอบคำถามเพื่อลุ้นรับรางวัลอีกมากมาย

Webinar: Rapidly Secure Your Workforce for the New Normal

Date & Time: Thu 16 July 2020 at 10:00 a.m – 12:00 p.m.

Agenda

10:00 Opening by NetONE โดย คุณสุรพงษ์ ปวีณอภิชาต – President, NetONE NetworkSolution
10:10 Simplify Cyber Protection by NetONE MSSP โดย คุณจารุ สถิตานุชิต – Senior Network Engineer
11:00 Enhance your endpoint detection and response with Cisco SecureX โดย คุณพีรวัธน์ กิตติวัชราพงษ์ – Technical Solutions Architect, Cisco SecureX
11:30 Q&A
11:45 ร่วมกิจกรรมลุ้นรับรางวัลจากการตอบแบบสอบถาม **

** ขอสงวนสิทธิ์ผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมจับรางวัล หูฟัง XIAOMI TRUE WIRELESS EARBUDS BASIC BLACK สำหรับผู้ที่ลงทะเบียนออนไลน์ล่วงหน้า และ Log in เข้าร่วมงาน 50 ท่านแรก และอยู่ร่วมฟังสัมมนาจนจบงาน แล้วกรอกแบบสอบถามออนไลน์เรียบร้อย ต้องเป็นลูกค้าผู้ใช้งาน (End user) และลงทะเบียนเข้าร่วมงานด้วย email ขององค์กรเท่านั้น

from:https://www.techtalkthai.com/netone-webinar-rapidly-secure-your-workforce-for-the-new-normal/

เผย Red Hat Enterprise Linux ถูกใช้เป็น OS สำหรับ Supercomputer ที่เร็วที่สุด 3 อันดับแรกของโลก

Red Hat ได้ออกมาเผยถึงการที่ระบบ Supercomputer ที่เร็วที่สุดในโลก 3 ระบบแรกล้วนเลือกใช้ Red Hat Enterprise Linux หรือ RHEL เป็นระบบปฏิบัติการ รวมถึงยังมีระบบอื่นๆ อีกมากใน TOP500 และ Green500 ที่เลือกใช้ RHEL ด้วยเช่นกัน โดยใน 10 ระบบ Supercomputer ที่เร็วที่สุดในโลกนั้นก็มีการใช้ RHEL ด้วยกันถึง 4 ระบบ ได้แก่ Fugaku อันดับ 1, Summit อันดับ 2, Sierra อันดับ 3 และ Marconi-100 อันดับ 9

Credit: Red Hat

ส่วนใน Green500 ที่เป็นการจัดอันดับด้านความคุ้มค่าในการใช้พลังงาน RHEL ก็ได้กลายเป็นระบบปฏิบัติการสำหรับ 6 ระบบใน 10 อันดับแรก ได้แก่ A64FX Prototype อันดับ 4 ซึ่งเป็นระบบทดสอบสำหรับ Fugaku, AIMOS อันดับ 5, Satori อันดับ 7, Summit อันดับ 8, Fugaku อันดับ 9 และ Marconi-100 อันดับ 10

สาเหตุที่ระบบ Supercomputer ชั้นนำเลือกใช้ RHEL นั้น ก็เป็นเพราะประเด็นด้านการทดสอบและรองรับความเข้ากันได้ของระบบระหว่าง Software กับ Hardware ที่ต้องมีความเข้มข้นมากเป็นพิเศษเพื่อให้ระบบสามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ตัวอย่างเช่น Fugaku ที่ใช้หน่วยประมวลผล Arm เป็นหลัก และ Sierra, Summit, Marconi-100 ที่ใช้ IBM POWER9 คู่กับ NVIDIA GPU เป็นต้น ทำให้การนำ RHEL ไปใช้งานนั้นเป็นไปได้อย่างมั่นใจ และทำให้ทีมผู้ใช้งานระบบ Supercomputer สามารถมุ่งเน้นไปที่การทำงานในเชิงวิทยาศาสตร์เป็นหลักได้

นอกจากนี้ RHEL เองก็ยังรองรับการประมวลผลภายในระบบ Supercomputer ได้หลากหลายรูปแบบ รวมถึงยังมีการผสานเทคโนโลยีอย่าง Linux Container เข้าไปด้วย เช่น การทำงานร่วมกับโครงการ Supercomputing Containers และยังมีการผลักดันโครงการอื่นๆ เช่น Podman, Skopeo และ Buildah เพื่อช่วยให้การนำ Container มาใช้ในระบบ Supercomputer เป็นไปได้อย่างราบรื่นและตอบโจทย์มากยิ่งขึ้น

ที่มา: https://www.redhat.com/en/about/press-releases/red-hat-powers-future-supercomputing-red-hat-enterprise-linux

from:https://www.techtalkthai.com/red-hat-enterprise-linux-powered-top-supercomputers/