คลังเก็บป้ายกำกับ: PRODUCT_UPDATE

รีวิว : CHOETECH 2-in-1 Phone Holder และ Wireless Charger

จะบอกว่าผลิตภัณฑ์ตัวนี้ตอบโจทย์การใช้งานของคนยุคใหม่ได้อย่างดีเยี่ยม เพราะนอกจากะเป็นแท่นวางมือถือแล้วมันยังสามารถที่จะใช้ชาร์จไฟเข้าโทรศัพท์ได้โดยตรง (เป็น Wireless Charger)

แกะกล่อง
ผลิตภัณฑ์รุ่นนี้ชื่อว่า CHOETECH 2-in-1 Flexible Phone Holder with Fast Wireless Charger รุ่น T548-1S ตัวกล่องก็เป็นสีขาว จากรูปบนกล่องเห็นได้ว่าตัวก้านสามารถปรับได้โค้งงอตามที่เราต้องการ และมีขาจับยึด ที่สามารถยึดกับโต๊ะได้อย่างแน่นหนา

ตัวปากยึดจับนั้นแตกต่างกับแท่นชาร์จทั่วๆ ไป ตรงที่ใช้ลักษณะเกลียวหมุน (ไม่ใช่สปริงแบบง้างเหมือนของทั่วไป) ทำให้มีความหนาแน่นมากในการยึดจับกับโต๊ะ ยิ่งมีแผ่นกันลื่นติดมาให้ที่ปากยึดนั้น ทำให้ยิ่งแน่นเข้าไปอีกหลายเท่าตัว

มาดูในส่วนของด้านจับยึดกับโทรศัพท์กันบ้าง ต้องบอกว่าออกแบบมาได้เข้าใจกับการใช้งานโดยตรง สามารถปรับการใช้งานรองรับมือถือได้ขนาดตั้งแต่ 4.7 นิ้ว จนถึง 7 นิ้ว สามารถปรับหมุนได้ 360 องศา และมีรูระบายอากาศด้านหลัง

สามารถปล่อยไฟฟ้าได้สูงสุดถึง 10W ส่วนด้านข้างจะมีเชือกช่วยในการถ่างขาจับ (นับว่าเป็นการเข้าใจการใช้งานโดยแท้จริง)

 

ทดสอบการใช้งาน
หลังจากที่เราได้ทดสอบการใช้งานก็พบว่า CHOETECH T548-1S เป็นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้การชาร์จเป็นเรื่องที่ง่ายดาย อีกทั้งยังสะดวกต่อการดูหนังและฟังเพลงอีกด้วย เราไม่ต้องมานั่งเอามือจับและวางเอียงกับโต๊ะเหมือนเช่นเคย กล่าวโดยสรุปแล้วเป็นผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับคนยุคนี้เจนนี้จริงๆ

คลิป VDO การใช้งาน

สำหรับท่านใดที่สนใจผลิตภัณฑ์ของ Choetech เข้าไปที่ช้อปใน Lazada ได้ที่นี่

from:https://www.enterpriseitpro.net/choetech-flexible-phone-holder-with-fast-wireless/

พาโล อัลโต เน็ตเวิร์กส์ เปิดตัว Next-Generation SD-WAN

CloudGenix ION 1000 และ CloudGenix ION 9000 อุปกรณ์ขยายความปลอดภัยโซลูชั่นส์ CloudGenix SD-WAN จากพาโล อัลโต เน็ตเวิร์กส์ สำหรับสาขาขนาดเล็กหรือองค์กรใหญ่ที่ใช้เทคโนโลยีระดับ multi-gigabit ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Next-Generation SD-WAN โซลูชั่นแรกในอุตสาหกรรมที่เพิ่มประสิทธิภาพความปลอดภัยบนคลาวด์สำหรับองค์กรที่มีสาขาและการใช้งานเครือข่ายที่ไม่ซับซ้อน

Kumar Ramachandran รองประทานอาวุโส การจัดการผลิตภัณฑ์ไฟล์วอลล์ พาโล อัลโต เน็ตเวิร์กส์ กล่าวว่า “การใช้งานคลาวด์และมัลติคลาวด์มีมากขึ้น แอปจากผู้ใช้งาน อาทิ การประชุมผ่านวิดีโอ และโซลูชั่นส์ในสำนักงานนั้นอยู่บนคลาวด์มากขึ้นเรื่อยๆ Legacy WAN มีข้อจำกัดมากโดยเฉพาะเมื่อองค์กรต้องการย้ายขึ้นไปบนคลาวด์ First-generation SD-WAN ขาดแคลนอย่างมากในการย้ายโครงสร้างพื้นฐานและบริการ WAN ของสาขา ขณะที่องค์กรกำลังต้องการโซลูชั่นส์ SD-WAN อัตโนมัติ ที่ไม่ต้องพึ่งการปฏิบัติการแบบ manual อีกต่อไป

นอกจากนี้ องค์กรยังต้องการโมเดลคลาวด์ความปลอดภัยและบริการสาขาเพื่อลดต้นทุนในการขยายไปยังคลาวด์ CloudGenix SD-WAN คือ next-generation SD-WAN โซลูชั่นส์แรกของอุตสาหกรรมที่กำหนดด้วยแอปอัตโนมัติ และใช้งานบนคลาวด์ ด้วยประสิทธิภาพบนพื้นฐาน ML เราสามารถลดค่าดำเนินงานใน “วันที่ 2” ได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเมื่อไม่นานมานี้ลูกค้าให้ข้อมูลว่าสามารถลดค่าใช้จ่าย WAN ได้ถึง 82%”

ที่มา : ข่าวพีอาร์

from:https://www.enterpriseitpro.net/next-generation-sd-wan/

หัวเว่ย เทคโนโลยี่ ขอแนะนำ AirEngine 6760-X1 และ AirEngine 6760-X1E

บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด ขอแนะนำ AirEngine 6760-X1 และ AirEngine 6760-X1E แอคเซสพอยต์ความเร็วสูง Wi-Fi 6 มาตรฐาน IEEE 802.11ax สำหรับใช้ภายในอาคารรุ่นใหม่ล่าสุด ตอบโจทย์ความต้องการของยุคดิจิทัลทรานสฟอร์เมชั่น การันตีคุณภาพสัญญาณที่ครอบคลุมทุกพื้นที่แบบไร้จุดอับ เหมาะสำหรับติดตั้งในพื้นที่ที่มีผู้ใช้งานเป็นจำนวนมากและมีความซับซ้อนของพื้นที่ เช่น ห้างสรรพสินค้า สำนักงาน สนามกีฬา รวมถึงทางเดินในอาคาร

from:https://www.enterpriseitpro.net/airengine-6760-x1/

หัวเว่ย : Next Gen All-Flash ก้าวต่อไปสู่ยุคระบบจัดเก็บข้อมูลแบบออลแฟลช

William Brian Arthur นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง เขียนใน The Nature of Technology “ในโลกแห่งความเป็นจริง เทคโนโลยีมีการปรับเปลี่ยนอย่างสูง เนื่องจากเป็นสิ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไม่คงที่ ไม่สิ้นสุด และไม่สมบูรณ์แบบ” รวมถึงเทคโนโลยีการจัดเก็บข้อมูลก็ไม่มีข้อยกเว้น
โดยได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อประสิทธิภาพที่มากขึ้นสำหรับการตอบสนองรูปแบบธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและสิ่งเหล่านี้ทำให้หลายองค์กรมองหาสถาปัตยกรรมไอทีแบบใหม่ ที่นำพาทุกคนเข้าสู่ยุคระบบจัดเก็บข้อมูลแบบออลแฟลช
คำถาม : อะไรเป็นแรงผลักดันให้เกิดการพัฒนาระบบจัดเก็บข้อมูลแบบออลแฟลชอย่างรวดเร็ว?

ในปี 2558 Gartner ทำนายการถือกำเนิดของยุคระบบจัดเก็บข้อมูลแบบออลแฟลช ที่ซึ่ง Solid State Drive (SSD) จะมาแทนที่ Hard disk Drive (HDD) ในการจัดเก็บข้อมูลขององค์กร ซึ่งอันที่จริงแล้ว SSD ที่มีประสิทธิภาพสูงพร้อม All-Flash Array (AFAs) คาดว่าจะแทนที่ 50% ของระบบจัดเก็บข้อมูลแบบ HDD แบบเดิมในศูนย์ข้อมูลภายในปี 2563

ปริมาณมหาศาลของข้อมูลที่หลากหลายนั้นขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีใหม่ เช่น คลาวด์คอมพิวติ้ง (Cloud Computing) ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) Internet Of Thing (IoT) และ 5G ซึ่งหัวเว่ยประเมินว่าภายในปี 2568 ข้อมูลทั่วโลกจะมีปริมาณกว่า 180 ZB นั้นจะมีเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของข้อมูลที่ไม่มีโครงสร้าง (Unstructured Data) เช่น ข้อความ รูปภาพ ไฟล์เสียง และไฟล์วิดีโอ จะทำให้การประมวลผลข้อมูลมีความซับซ้อนและต้องการรูปแบบการจัดเก็บใหม่ ดังนั้นระบบจัดเก็บข้อมูลจะต้องจัดการกับสภาพแวดล้อมของการปรับใช้ เพื่อตอบสนองการใช้งานของแอปพลิเคชัน และข้อกำหนดด้านมูลค่าต่าง ๆ

เทคโนโลยี SSD กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็วด้วยระดับความจุที่เพิ่มขึ้นจากหลายร้อยกิกะไบต์ไปจนถึงหลายสิบ เทราไบต์ เทคโนโลยีและแอพพลิเคชั่นเชื่อมต่อเครือข่ายกำลังเริ่มใช้งาน SSD สำหรับพื้นที่จัดเก็บแบบ Block, File และ Object เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเทคโนโลยีการจัดเก็บข้อมูลรุ่นต่อไปที่ได้รับการแนะนำอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามตัวเปลี่ยนเกมที่แท้จริงคือระบบจัดเก็บข้อมูลแบบออลแฟลชและ SSD ซึ่งกำลังเข้าแทนที่อย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี SAS และ SATA ซึ่งมีอายุกว่าสองทศวรรษในตลาดระบบจัดเก็บข้อมูล

SSD ทำงานได้ดีเป็นพิเศษสามารถประมวลผล IOPS นับล้าน จึงทำให้เหมาะสำหรับอินเทอร์เน็ตที่ต้องการประสิทธิภาพ คลาวด์คอมพิวติ้ง และแอปพลิเคชันปัญญาประดิษฐ์ ข้อมูลการตลาดแสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมการเงินสร้างรายได้จาก AFA มากที่สุด โดยที่รัฐบาล การสื่อสารโทรคมนาคม และผู้ผลิตมีความพึงพอใจต่อ AFA มากขึ้น

คำถาม: ลูกค้าอุตสาหกรรมจะใช้ประโยชน์จากการท่วมของข้อมูลได้อย่างไร?

Big Data กำลังเปลี่ยนแปลงหลายอุตสาหกรรม ยกตัวอย่างเช่น ศูนย์ข้อมูลของธนาคาร มีลูกค้าจำนวนมากดำเนินการผ่านออนไลน์หรือผ่านมือถือ ซึ่งย่อมมีความต้องการให้ระบบธนาคารทำงานได้อยู่ตลอดเวลา การเกิดขึ้นของกิจกรรมด้านไอทีที่ให้บริการทางการเงินทำให้สถานการณ์ยุ่งยากขึ้น วิธีการเข้าถึงที่คาดเดาไม่ได้ และปริมาณบริการยังคงมีการทดสอบขีดจำกัดของระบบต่าง ๆ ปริมาณธุรกรรม ดังเช่น ในวันที่ 11 พฤศจิกายนหรือวันคนโสดเพิ่มขึ้นเป็นสิบเท่า โดยมีการประมวลผลธุรกรรมหลายสิบล้านครั้งทุกวินาที ซึ่งเป็นการเพิ่มปริมาณงานขนาดใหญ่ให้กับโครงสร้างพื้นฐาน

หัวเว่ยได้ดำเนินการช่วยเหลืออย่างแข็งขันในการให้องค์กรต่าง ๆ สามารถรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ ธนาคารที่ให้บริการลูกค้าหลายๆประเทศพบว่าลูกค้าไม่พอใจเนื่องจากโซลูชั่นดั้งเดิมไม่สามารถรับมือกับข้อมูลจำนวนมหาศาลได้ หัวเว่ยสามารถแก้ไขปัญหาให้ด้วยการเปลี่ยนระบบจัดเก็บข้อมูลดั้งเดิมด้วย OceanStor Dorado, AFAs เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ใช้จะได้รับประสบการณ์จากการใช้งานที่ราบรื่นตลอด 24 ชั่วโมงในทุกวัน ตัวอย่างถัดมา เช่น ผู้คนจำนวนมากยื่นแบบภาษีคืนและชำระเงินออนไลน์ทั่วโลก

ซึ่งเป็นการเพิ่มแรงกดดันมหาศาลต่อระบบการชำระเงิน หน่วยงานด้านภาษีของประเทศหนึ่งมีความกังวลเกี่ยวกับการหยุดชะงักที่อาจเกิดขึ้นและความปลอดภัยของข้อมูลหลังจากการเสนอบริการตลอด 24 ชั่วโมงใหม่ให้กับประชาชน ซึ่งรวมถึงการให้บริการ e-taxation และ e-invoice ในการนี้ระบบ OceanStor Dorado ขั้นสูงทั้งสองระบบได้รับการปรับใช้ให้กับระบบ gateway-free สำหรับ Metro Cluster เพื่อให้บริการที่ปลอดภัยและไม่ทำให้ยุ่งยากสำหรับผู้เสียภาษี

สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ มีการใช้งานหลักเรื่องการเปลี่ยนแปลงการผลิต การผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์เป็นกระบวนการที่น่าเบื่อหน่ายและห่วงโซ่การตลาดที่กว้างขวางครอบคลุมผู้ผลิตและตัวแทนจำหน่าย เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการไหลของข้อมูลหลายระดับและการจัดทำรายงานเป็นประจำ ปัญหาใด ๆ ระหว่างการผลิตรถยนต์ล่าช้า ยอดขายลด และในที่สุดก็ส่งผลกระทบต่อการแข่งขันขององค์กร ระบบ ERP แบบเก่าของผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำนั้นต้องใช้เวลาเจ็ดนาทีในการตอบคำถามการผลิตและการสั่งซื้อ และใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงในการรายงานยอดขายแบตเตอรี่รายเดือน ซึ่งในการนี้ Huawei AFA สามารถช่วยลดลดเวลาตอบสนองต่อข้อมูลเหล่านี้ลงให้เหลือเพียงหนึ่งในสามเท่านั้น

นี่เป็นเพียงตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า AFAs สามารถทำอะไรได้บ้าง ผู้เล่นในอุตสาหกรรมเลือก AFAs เพื่อประสิทธิภาพที่สูงขึ้น ต้นทุนที่ต่ำ ลง และความน่าเชื่อถือที่สูงขึ้น โดยมี หัวเว่ย เป็นผู้จัดจำหน่ายที่สามารถสนองตอบต่อความต้องการเหล่านี้

นวัตกรรมและความมุ่งมั่นทำให้ หัวเว่ย เป็นผู้ให้บริการ AFA ชั้นนำ

บริษัทเป็นผู้บุกเบิก AFA มานานนับตั้งแต่เปิดตัว SSD รุ่นแรกในปี 2548 ด้วยความเชี่ยวชาญ 15 ปี หัวเว่ยได้ กลายเป็นผู้จัดจำหน่ายระบบจัดเก็บข้อมูลชั้นนำที่มี SSD ตัวชิปควบคุมและระบบปฏิบัติการสำหรับระบบจัดเก็บข้อมูลแบบออลแฟลช

หัวเว่ย AFAs มีการพัฒนาแพลตฟอร์มชิป end-to-end ช่วยให้สามารถดำเนินการ vertical consolidation สำหรับการส่ง การประมวลผล ความสามารถในการคิดและเรียนรู้ การจัดเก็บและการจัดการ ชิปเหล่านี้รวมถึงชิปอินเตอร์เฟซมัลติโปรโตคอลอัจฉริยะ Hi1822, หน่วยประมวลผล Kunpeng 920, AI ชิป Ascend 310, ชิปควบคุม SSD Hi1812e และชิปจัดการ BMC Hi1710 จุดเด่น คือ ชิป Kunpeng 920 ซึ่งถือว่ามีประสิทธิภาพมากที่สุดและเมื่อรวมกับเทคโนโลยีแบบมัลติคอร์จึงมีประสิทธิภาพสูงเป็นสองเท่า

เทคโนโลยีชิปที่หัวเว่ยพัฒนาขึ้นมา 5 ตัวนี้ สามารถกำจัดปัญหาคอขวดที่เกิดจากการพัฒนาที่ไม่สมดุลของ CPU สื่อและเครือข่าย ซึ่งจะทำให้องค์กรต่าง ๆ สามารถรับมือกับการท่วมของข้อมูลที่เกิดใหม่ขึ้นเพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลขององค์กร

เรื่องราวความสำเร็จระดับโลกยืนยันความเชี่ยวชาญของ หัวเว่ย

ในปี 2562 รายงานของ IDC คาดการณ์การเจริญเติบโต 1.3% ปีต่อปี ในการจับจ่ายใช้สอยสำหรับระบบจัดเก็บข้อมูล OEM ภายนอกขององค์กรทั่วโลก โดยในไตรมาสที่สามการจับจ่ายใช้สอยสำหรับระบบจัดเก็บข้อมูลของหัวเว่ยมีมูลค่าเพิ่มขึ้นสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 60.1% การเติบโตอย่างรวดเร็วดังกล่าวได้รับแรงผลักดันจากการยอมรับของอุตสาหกรรมที่ยังไม่มีสัญญาณของการลดน้อยลง โดยมี AFAs เป็นสายผลิตภัณฑ์ที่เติบโตเร็วที่สุดของระบบจัดเก็บข้อมูลของหัวเว่ย

ในปี 2561 Magic Quadrant รายงานการวิจัยตลาดที่เผยแพร่โดย บริษัท ที่ปรึกษาด้านไอทีของ Gartner รายงานว่า Disk Arrays สำหรับ General-Purpose ของหัวเว่ยได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้นำในปีที่สามติดต่อ และต่อมาในปี 2062 Magic Quadrant โดย หัวเว่ย ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้นำในการปรับปรุงความสมบูรณ์ของกลยุทธ์และการดำเนินการ หัวเว่ยยังคงคิดค้นและช่วยให้องค์กรต่าง ๆ หันมาใช้การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลขององค์กรและระบบจัดเก็บข้อมูลแบบออลแฟลชเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในยุคของการกระหายข้อมูล

หัวเว่ยได้เปิดตัวโปรแกรม “Flash Only +” เพื่อให้ลูกค้าได้มีการใช้งานสเตอเรจอย่างเต็มที่กับประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุดของ AFAs ในราคาเท่ากันของระบบจัดเก็บข้อมูลแบบไฮบริดที่มีความจุเท่ากัน โปรแกรมดังกล่าวสามารถใช้ได้จนถึง 31 ธันวาคม 2563

from:https://www.enterpriseitpro.net/%e0%b9%87%e0%b8%b5huawei-next-gen-all-flash/

หัวเว่ย : Next Gen All-Flash ก้าวต่อไปสู่ยุคระบบจัดเก็บข้อมูลแบบออลแฟลช

William Brian Arthur นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง เขียนใน The Nature of Technology “ในโลกแห่งความเป็นจริง เทคโนโลยีมีการปรับเปลี่ยนอย่างสูง เนื่องจากเป็นสิ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไม่คงที่ ไม่สิ้นสุด และไม่สมบูรณ์แบบ” รวมถึงเทคโนโลยีการจัดเก็บข้อมูลก็ไม่มีข้อยกเว้น
โดยได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อประสิทธิภาพที่มากขึ้นสำหรับการตอบสนองรูปแบบธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและสิ่งเหล่านี้ทำให้หลายองค์กรมองหาสถาปัตยกรรมไอทีแบบใหม่ ที่นำพาทุกคนเข้าสู่ยุคระบบจัดเก็บข้อมูลแบบออลแฟลช
คำถาม : อะไรเป็นแรงผลักดันให้เกิดการพัฒนาระบบจัดเก็บข้อมูลแบบออลแฟลชอย่างรวดเร็ว?

ในปี 2558 Gartner ทำนายการถือกำเนิดของยุคระบบจัดเก็บข้อมูลแบบออลแฟลช ที่ซึ่ง Solid State Drive (SSD) จะมาแทนที่ Hard disk Drive (HDD) ในการจัดเก็บข้อมูลขององค์กร ซึ่งอันที่จริงแล้ว SSD ที่มีประสิทธิภาพสูงพร้อม All-Flash Array (AFAs) คาดว่าจะแทนที่ 50% ของระบบจัดเก็บข้อมูลแบบ HDD แบบเดิมในศูนย์ข้อมูลภายในปี 2563

ปริมาณมหาศาลของข้อมูลที่หลากหลายนั้นขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีใหม่ เช่น คลาวด์คอมพิวติ้ง (Cloud Computing) ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) Internet Of Thing (IoT) และ 5G ซึ่งหัวเว่ยประเมินว่าภายในปี 2568 ข้อมูลทั่วโลกจะมีปริมาณกว่า 180 ZB นั้นจะมีเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของข้อมูลที่ไม่มีโครงสร้าง (Unstructured Data) เช่น ข้อความ รูปภาพ ไฟล์เสียง และไฟล์วิดีโอ จะทำให้การประมวลผลข้อมูลมีความซับซ้อนและต้องการรูปแบบการจัดเก็บใหม่ ดังนั้นระบบจัดเก็บข้อมูลจะต้องจัดการกับสภาพแวดล้อมของการปรับใช้ เพื่อตอบสนองการใช้งานของแอปพลิเคชัน และข้อกำหนดด้านมูลค่าต่าง ๆ

เทคโนโลยี SSD กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็วด้วยระดับความจุที่เพิ่มขึ้นจากหลายร้อยกิกะไบต์ไปจนถึงหลายสิบ เทราไบต์ เทคโนโลยีและแอพพลิเคชั่นเชื่อมต่อเครือข่ายกำลังเริ่มใช้งาน SSD สำหรับพื้นที่จัดเก็บแบบ Block, File และ Object เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเทคโนโลยีการจัดเก็บข้อมูลรุ่นต่อไปที่ได้รับการแนะนำอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามตัวเปลี่ยนเกมที่แท้จริงคือระบบจัดเก็บข้อมูลแบบออลแฟลชและ SSD ซึ่งกำลังเข้าแทนที่อย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี SAS และ SATA ซึ่งมีอายุกว่าสองทศวรรษในตลาดระบบจัดเก็บข้อมูล

SSD ทำงานได้ดีเป็นพิเศษสามารถประมวลผล IOPS นับล้าน จึงทำให้เหมาะสำหรับอินเทอร์เน็ตที่ต้องการประสิทธิภาพ คลาวด์คอมพิวติ้ง และแอปพลิเคชันปัญญาประดิษฐ์ ข้อมูลการตลาดแสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมการเงินสร้างรายได้จาก AFA มากที่สุด โดยที่รัฐบาล การสื่อสารโทรคมนาคม และผู้ผลิตมีความพึงพอใจต่อ AFA มากขึ้น

คำถาม: ลูกค้าอุตสาหกรรมจะใช้ประโยชน์จากการท่วมของข้อมูลได้อย่างไร?

Big Data กำลังเปลี่ยนแปลงหลายอุตสาหกรรม ยกตัวอย่างเช่น ศูนย์ข้อมูลของธนาคาร มีลูกค้าจำนวนมากดำเนินการผ่านออนไลน์หรือผ่านมือถือ ซึ่งย่อมมีความต้องการให้ระบบธนาคารทำงานได้อยู่ตลอดเวลา การเกิดขึ้นของกิจกรรมด้านไอทีที่ให้บริการทางการเงินทำให้สถานการณ์ยุ่งยากขึ้น วิธีการเข้าถึงที่คาดเดาไม่ได้ และปริมาณบริการยังคงมีการทดสอบขีดจำกัดของระบบต่าง ๆ ปริมาณธุรกรรม ดังเช่น ในวันที่ 11 พฤศจิกายนหรือวันคนโสดเพิ่มขึ้นเป็นสิบเท่า โดยมีการประมวลผลธุรกรรมหลายสิบล้านครั้งทุกวินาที ซึ่งเป็นการเพิ่มปริมาณงานขนาดใหญ่ให้กับโครงสร้างพื้นฐาน

หัวเว่ยได้ดำเนินการช่วยเหลืออย่างแข็งขันในการให้องค์กรต่าง ๆ สามารถรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ ธนาคารที่ให้บริการลูกค้าหลายๆประเทศพบว่าลูกค้าไม่พอใจเนื่องจากโซลูชั่นดั้งเดิมไม่สามารถรับมือกับข้อมูลจำนวนมหาศาลได้ หัวเว่ยสามารถแก้ไขปัญหาให้ด้วยการเปลี่ยนระบบจัดเก็บข้อมูลดั้งเดิมด้วย OceanStor Dorado, AFAs เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ใช้จะได้รับประสบการณ์จากการใช้งานที่ราบรื่นตลอด 24 ชั่วโมงในทุกวัน ตัวอย่างถัดมา เช่น ผู้คนจำนวนมากยื่นแบบภาษีคืนและชำระเงินออนไลน์ทั่วโลก

ซึ่งเป็นการเพิ่มแรงกดดันมหาศาลต่อระบบการชำระเงิน หน่วยงานด้านภาษีของประเทศหนึ่งมีความกังวลเกี่ยวกับการหยุดชะงักที่อาจเกิดขึ้นและความปลอดภัยของข้อมูลหลังจากการเสนอบริการตลอด 24 ชั่วโมงใหม่ให้กับประชาชน ซึ่งรวมถึงการให้บริการ e-taxation และ e-invoice ในการนี้ระบบ OceanStor Dorado ขั้นสูงทั้งสองระบบได้รับการปรับใช้ให้กับระบบ gateway-free สำหรับ Metro Cluster เพื่อให้บริการที่ปลอดภัยและไม่ทำให้ยุ่งยากสำหรับผู้เสียภาษี

สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ มีการใช้งานหลักเรื่องการเปลี่ยนแปลงการผลิต การผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์เป็นกระบวนการที่น่าเบื่อหน่ายและห่วงโซ่การตลาดที่กว้างขวางครอบคลุมผู้ผลิตและตัวแทนจำหน่าย เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการไหลของข้อมูลหลายระดับและการจัดทำรายงานเป็นประจำ ปัญหาใด ๆ ระหว่างการผลิตรถยนต์ล่าช้า ยอดขายลด และในที่สุดก็ส่งผลกระทบต่อการแข่งขันขององค์กร ระบบ ERP แบบเก่าของผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำนั้นต้องใช้เวลาเจ็ดนาทีในการตอบคำถามการผลิตและการสั่งซื้อ และใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงในการรายงานยอดขายแบตเตอรี่รายเดือน ซึ่งในการนี้ Huawei AFA สามารถช่วยลดลดเวลาตอบสนองต่อข้อมูลเหล่านี้ลงให้เหลือเพียงหนึ่งในสามเท่านั้น

นี่เป็นเพียงตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า AFAs สามารถทำอะไรได้บ้าง ผู้เล่นในอุตสาหกรรมเลือก AFAs เพื่อประสิทธิภาพที่สูงขึ้น ต้นทุนที่ต่ำ ลง และความน่าเชื่อถือที่สูงขึ้น โดยมี หัวเว่ย เป็นผู้จัดจำหน่ายที่สามารถสนองตอบต่อความต้องการเหล่านี้

นวัตกรรมและความมุ่งมั่นทำให้ หัวเว่ย เป็นผู้ให้บริการ AFA ชั้นนำ

บริษัทเป็นผู้บุกเบิก AFA มานานนับตั้งแต่เปิดตัว SSD รุ่นแรกในปี 2548 ด้วยความเชี่ยวชาญ 15 ปี หัวเว่ยได้ กลายเป็นผู้จัดจำหน่ายระบบจัดเก็บข้อมูลชั้นนำที่มี SSD ตัวชิปควบคุมและระบบปฏิบัติการสำหรับระบบจัดเก็บข้อมูลแบบออลแฟลช

หัวเว่ย AFAs มีการพัฒนาแพลตฟอร์มชิป end-to-end ช่วยให้สามารถดำเนินการ vertical consolidation สำหรับการส่ง การประมวลผล ความสามารถในการคิดและเรียนรู้ การจัดเก็บและการจัดการ ชิปเหล่านี้รวมถึงชิปอินเตอร์เฟซมัลติโปรโตคอลอัจฉริยะ Hi1822, หน่วยประมวลผล Kunpeng 920, AI ชิป Ascend 310, ชิปควบคุม SSD Hi1812e และชิปจัดการ BMC Hi1710 จุดเด่น คือ ชิป Kunpeng 920 ซึ่งถือว่ามีประสิทธิภาพมากที่สุดและเมื่อรวมกับเทคโนโลยีแบบมัลติคอร์จึงมีประสิทธิภาพสูงเป็นสองเท่า

เทคโนโลยีชิปที่หัวเว่ยพัฒนาขึ้นมา 5 ตัวนี้ สามารถกำจัดปัญหาคอขวดที่เกิดจากการพัฒนาที่ไม่สมดุลของ CPU สื่อและเครือข่าย ซึ่งจะทำให้องค์กรต่าง ๆ สามารถรับมือกับการท่วมของข้อมูลที่เกิดใหม่ขึ้นเพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลขององค์กร

เรื่องราวความสำเร็จระดับโลกยืนยันความเชี่ยวชาญของ หัวเว่ย

ในปี 2562 รายงานของ IDC คาดการณ์การเจริญเติบโต 1.3% ปีต่อปี ในการจับจ่ายใช้สอยสำหรับระบบจัดเก็บข้อมูล OEM ภายนอกขององค์กรทั่วโลก โดยในไตรมาสที่สามการจับจ่ายใช้สอยสำหรับระบบจัดเก็บข้อมูลของหัวเว่ยมีมูลค่าเพิ่มขึ้นสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 60.1% การเติบโตอย่างรวดเร็วดังกล่าวได้รับแรงผลักดันจากการยอมรับของอุตสาหกรรมที่ยังไม่มีสัญญาณของการลดน้อยลง โดยมี AFAs เป็นสายผลิตภัณฑ์ที่เติบโตเร็วที่สุดของระบบจัดเก็บข้อมูลของหัวเว่ย

ในปี 2561 Magic Quadrant รายงานการวิจัยตลาดที่เผยแพร่โดย บริษัท ที่ปรึกษาด้านไอทีของ Gartner รายงานว่า Disk Arrays สำหรับ General-Purpose ของหัวเว่ยได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้นำในปีที่สามติดต่อ และต่อมาในปี 2062 Magic Quadrant โดย หัวเว่ย ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้นำในการปรับปรุงความสมบูรณ์ของกลยุทธ์และการดำเนินการ หัวเว่ยยังคงคิดค้นและช่วยให้องค์กรต่าง ๆ หันมาใช้การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลขององค์กรและระบบจัดเก็บข้อมูลแบบออลแฟลชเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในยุคของการกระหายข้อมูล

หัวเว่ยได้เปิดตัวโปรแกรม “Flash Only +” เพื่อให้ลูกค้าได้มีการใช้งานสเตอเรจอย่างเต็มที่กับประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุดของ AFAs ในราคาเท่ากันของระบบจัดเก็บข้อมูลแบบไฮบริดที่มีความจุเท่ากัน โปรแกรมดังกล่าวสามารถใช้ได้จนถึง 31 ธันวาคม 2563

from:https://www.enterpriseitpro.net/huawei-next-gen-all-flash/

Apple เตรียมชิ่ง Intel วางแผนหันมาใช้ CPU ของตัวเองภายในสิ้นปีนี้

เมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมานั้น ทางแอปเปิ้ลได้ประกาศว่า ตัวเองจะเปิดตัว Mac เครื่องแรกที่ใช้ซีพียูที่ทางแอปเปิ้ลดีไซน์เองภายในปลายปีนี้ ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นของการแทนที่ชิปของอินเทลในคอมพิวเตอร์แมค

ทั้งนี้ทางซีอีโอของแอปเปิ้ล Tim Cook กล่าวว่า การเปลี่ยนมาใช้ชิปของตัวเองที่เคยมีเสียงลือมายาวนานก่อนหน้านี้น่าจะทำได้อย่างสมบูรณ์ภายในสองปี ซึ่งจะเน้นย้ำการยกระดับประสิทธิภาพการทำงานเป็นหลัก และถือว่าวันที่ประกาศดังกล่าวเป็น “วันแห่งประวัติศาสตร์ของแมค” ด้วยการเปลี่ยนซีพียู แอปเปิ้ลเชื่อว่าจะทำให้เครื่องแมค “แข็งแกร่ง และมีความสามารถมากขึ้น”

โดยแอปเปิ้ลส่งสัญญาณว่าการตีตัวออกห่างจากอินเทลนี้จะทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป และยังมีแผนที่จะให้การสนับสนุนและออก macOS สำหรับเครื่องแมคที่ยังใช้ชิปอินเทลอยู่อีกหลายปีต่อจากนี้

พร้อมกันนี้ Tim Cook  ยังกล่าวในวิดีโอที่อัดไว้ล่วงหน้าสำหรับอีเวนต์แบบเวอร์ช่วลอย่าง Worldwide Developers Conference 2020 ว่า อันที่จริงก็ยังมีเครื่องแมครุ่นใหม่ที่ใช้ชิปอินเทลที่ยังรอเปิดตัวอยู่อีก

ที่มา : CRN

from:https://www.enterpriseitpro.net/apple-unveils-its-own-processors-for-macs/

หัวเว่ย Atlas 200 DK สร้างสภาพแวดล้อมการพัฒนา AI ได้ด้วยตัวเอง

หัวเว่ย มีการพัฒนาชิปเซ็ตเพื่อการพัฒนา AI โดยเฉพาะ ทุกวันนี้หลายธุรกิจได้นำ AI เข้าไปใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับธุรกิจทั้งในการพัฒนาด้านการผลิตสินค้าและการบริการให้มีความล้ำหน้ามากยิ่งขึ้น

ซึ่งชุดเครื่องมือที่จะเป็นตัวช่วยให้กับนักพัฒนา คือ Atlas 200 DK ตัวใหม่นี้ ที่จะช่วยให้นักพัฒนาแอปพลิเคชั่น AI ได้คุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมการพัฒนาโดยใช้โปรเซสเซอร์ Huawei Ascend 310 ซึ่งมาพร้อมกับโมดูลเร่งความเร็วอย่าง Atlas 200 สำหรับโปรเซสเซอร์ตัวนี้หัวเว่ยนำมาใช้สำหรับพัฒนา AI โดยเฉพาะ และอุปกรณ์นี้ยังมีพอร์ตภายนอกสำหรับนักพัฒนาเพื่อให้สามารถเข้าถึงและใช้ความสามารถในการประมวลผลที่ทรงพลังของโปรเซสเซอร์ Ascend 310 อีกด้วย

เนื่องจากโปรเซสเซอร์ Ascend สามารถใช้งานได้แบบ Full Stack ในทุกสถานการณ์ คุณจึงสามารถพัฒนาโปรแกรมต่างๆ ด้วยชุดเครื่องมือสำหรับนักพัฒนา AI Atlas 200 DK นอกจากนี้ยังสามารถนำไปติดตั้งบนอุปกรณ์อื่น เช่น Safe City, โดรน, หุ่นยนต์, เซิร์ฟเวอร์วิดีโอ และประตูอัจฉริยะ

Atlas 200 DK มีขนาดกะทัดรัด กว้าง 13 เซนติเมตร ยาว 9 เซนติเมตร และหนา 3 เซนติเมตร น้ำหนักประมาณ 200 กรัม อุปกรณ์นี้มีพอร์ตภายนอกให้นักพัฒนาเข้าถึงได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย โดยตัวอุปกรณ์มีช่องระบายความร้อน ด้านข้างมีปุ่มรีเซ็ต ขณะใช้งานจะมีไฟแสดงสถานการณ์ทำงานด้านข้าง นอกจากนี้ยังมีพอร์ตให้เชื่อมต่อ USB Type C และช่อง Micro SD Card เพื่อใช้ในการ boot system โดยรองรับความจุตั้งแต่ 8 กิกะไบต์(GB) ไปจนถึง 2 เทราไบต์ (TB) มาพร้อมช่องเชื่อมต่อเครือข่าย (Network Interface) ส่วนในการส่งข้อมูลสามารถเลือกได้ว่าจะส่งผ่านทางช่อง USB หรือทาง Network Interface

ที่มา : ข่าวพีอาร์

from:https://www.enterpriseitpro.net/huawei-atlas-200-dk/

Alienware Area-51m แล็ปท็อปใหม่ พร้อมประสิทธิภาพทรงพลัง

Alienware Area-51m สร้างขึ้นบนการออกแบบเชิงอุตสาหกรรมในชื่อ Legend มีความโดดเด่นอย่างชัดเจนในฐานะของเกมมิ่งแล็ปท็อปที่มากับเดสก์ท็อป-โพรเซสเซอร์ที่ให้ผู้เล่นสามารถอัพเกรด และ overclock ได้ พร้อมทั้งกราฟิค การ์ดเพื่อประสบการณ์การเล่นเกมที่ดีสุดสำหรับเกมเมอร์ผู้ไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ เราทุ่มเทอย่างเต็มที่เพื่อทำให้เกมมิ่งแล็ปท็อปตัวนี้ทรงพลังอย่างที่สุดด้วยความเร็วอันเปี่ยมประสิทธิภาพมากกว่าที่เคยด้วยโพรเซสเซอร์ 10th Gen Intel® Core™ S-series เครื่อง Area-51m ที่มากับฟีเจอร์ 10 คอร์ (ครั้งแรกบน Alienware แล็ปท็อป) 20 threads และความเร็วที่สูงถึง 5.3 พันล้านรอบต่อวินาที (GHz) ด้วย Thermal Velocity Boost เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิภาพของไดรฟ์ในระดับสูงสุด

เทคโนโลยีระบายความร้อน Alienware Cryo-Tech™ ใหม่ของเราเพิ่มการไหลเวียนของอากาศและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้กับตัวเครื่อง การออกแบบเชิงนวัตกรรมที่ล้ำสมัยนี้ยังรวมถึงแผงระบายอากาศแบบรังผึ้งใหม่เหนือแป้นพิมพ์ ไปจนถึงใบพัดพัดลมที่มีขนาดใหญ่ขึ้น และการระบายลมร้อนที่ดียิ่งขึ้น และนี่เป็นครั้งแรกที่เรานำเอาระบบ vapor chamber cooling พร้อมทั้ง HyperEfficient Voltage Regulation แบบ 12-phase บนการปรับแต่งค่าเพื่อช่วยรักษาระดับพลังงานเพื่อช่วงเวลาการเล่นเกมแบบมาราธอนโดยไม่มีการขัดจังหวะอย่างต่อเนื่อง

ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้ประสบการณ์การใช้งานบนหน้าจอขนาด 17 นิ้วที่ดีที่สุด Area-51m ซึ่งได้รับการอัพเกรดมากับจอละเอียดสูงด้วย FHD panel ที่มีอัตรา refresh rate ระดับสูง ที่พร้อมสำหรับกีฬาอีสปอร์ตที่ให้ภาพวิชวลที่น่าทึ่งและการโต้ตอบการเล่นเกมที่รวดเร็วเพื่อสยบคู่ต่อสู้ได้อย่างเด็ดขาด ผู้เล่นยังเล่นเกมได้อย่างมีสไตล์ด้วยคีย์บอร์ด Alienware ใหม่ที่มากับ key travel ขนาด 1.7mm เทคโนโลยี N-key roller และ per-key RGB LED ที่สามารถปรับแต่งได้เพื่อได้ประสบการณ์เล่นเกมในโลกใบใหม่ภายในโลกแห่งนี้ หากต้องการเข้าถึงข้อมูลและดูตัว Alienware Area-51m แล็ปท็อปใหม่อย่างใกล้ชิด เข้าชมได้ที่ Alienware Arena

ที่มา : ข่าวพีอาร์

from:https://www.enterpriseitpro.net/alienware-area-51m/

Dell EMC PowerOne : ระบบอินฟราสตรัคเจอร์แบบ Autonomous สำหรับยุคดิจิตอล

Dell EMC PowerOne เป็นการ integrated กันระหว่าง Compute, Storage, Network, VMware และ intelligent controller ถูกทดสอบการทำงานร่วมกันจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อสร้าง Autonomous Infrastructure โดยมุ่งเน้นไปที่ cloud outcomes มากกว่า การดูแล infrastructure (operates) แบบเดิมๆ ซึ่งจะไปลดการทำงานที่ซ้ำซ้อนที่ทำโดยคน เพื่อลดข้อผิดพลาด ลดเวลาในการให้บริการธุรกิจในยุคดิจิตอล โดยไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เชียวชาญ หรือ ต้องมีความสามารถในพัฒนาโปรแกรมเพื่อสร้าง automation

ความต้องการของธุรกิจยุคใหม่ที่มีมากขึ้น

DELL EMC PowerOne ถูกออกแบบมาเพื่อให้สามารถช่วยสนับสนุนธุรกิจขององค์กรยุคใหม่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ กล่าวคือ ธุรกิจยุคใหม่ต้องการระบบที่มีความเป็นอัตโนมัติและแม่นยำ ในขณระบบที่จะตอบโจทย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพจะต้องเป็นระบบที่ทำงานแบบอัตโนมัติและมีความพิเศษ รวมถึงสามารถตอบโจทย์ความต้องการอย่างเช่น

สามารถลดการทำงานได้อย่างมหาศาล : พบว่าความผิดพลาดส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากคน สำหรับงานที่เกิดขึ้นซ้ำและทำโดยคน นอกจากนี้ผู้ปฏิบัติงานก็มักต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญ เช่น การสร้าง VMware cluster ซึ่งต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญทั้ง computer, storage, network และ VMware ซึ่ง DELL EMC PowerOne สามารถตอบโจทย์เรื่องราวต่างๆ เหล่านี้ได้

ลดความเสี่ยงในการเซตระบบ : ภาระหนักในการเซ็ตอัพระบบขึ้นมาใช้งาน ก็คือการตรวจและทดสอบการทำงานร่วมกันระหว่างอุปกรณ์และซอฟแวร์ต่างๆ ปัจจุบันยังมีเพิ่มเรื่อง containers ซึ่งอินฟราสมัยใหม่จะต้องรองรับ เหล่านี้จะเห็นว่ามีความเสี่ยงสูงมากที่จะมีปัญหาในการทำงานร่วมกันเมื่อเริ่มรันธุรกิจ หากกระบวนการนี้ลูกค้าจะดำเนินการเองทั้งหมด ขณะที่ DELL EMC PowerOne นั้นได้ถูกจัดเตรียมมาตั้งแต่ขั้นตอนการผลิตเรียบร้อยแล้ว ผ่านการตรวจและทดสอบโดยผู้ชำนาญซึ่งมี certificated ในแต่ละเรื่อง ดังนั้นลูกค้าสามารถมั่นใจได้ว่าจะรันธุรกิจในยุคดิจิตอลได้อย่างราบรื่น

ประหยัดเวลา : ขั้นตอนการเซ็ตอัพระบบเมื่อเริ่มต้น ถือว่าใช้เวลามาก กว่าจะทำให้ระบบพร้อมใช้งาน PowerOne Contoroller, Launch Assist และ PowerOne API ช่วยลดเวลาการ deployment และเริ่มธุรกิจได้เร็วขึ้น

ประหยัดค่าใช้จ่าย : ด้วยวงจรการบริหารจัดการแบบครบถ้วน (lifecycle management), ความสามารถในการตรวจสอบระบบได้ตั้งแต่ต้นจนจบ(ene to end system monitoring) และกระบวนการต่างๆ ที่เพิ่มเติมได้อย่างอัตโนมัติ (automate expansion) ของ DELL EMC PowerOne นับเป็นการช่วยในเรื่องของการปฏิบัติการได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย ที่สำคัญมันช่วยให้คุณประหยัดค่าใช้จ่ายในแง่ของการบำรุงรักษาและขั้นตอนการอัพเกรดไปได้อย่างยาวนาน

สร้างอินฟราสตรัคเจอร์แบบอัตโนมัติได้อย่างง่ายดาย

การสร้างอินฟราสตรัคเจอร์แบบอัตโนมัติ นับเป็นประเด็นที่สร้างความท้าทาย ให้กับองค์กรเป็นอย่างมาก ซึ่งหากคุณต้องการเปลี่ยนแปลงระบบให้เป็นอัตโนมัติจำเป็นต้องมีซอฟต์แวร์หลายอย่างเข้ามาเกี่ยวข้อง รวมถึงต้องใช้เวลาและงบประมาณมากมายที่จะจัดการกับมัน แต่อย่างไรก็ตามระบบที่ยอดเยี่ยมอย่าง DELL EMC PowerOne เข้ามาทลายขีดจำกัดในการสร้างอินฟราสตรัคเจอร์แบบอัตโนมัติลงอย่างสิ้นเชิงด้วยวิธีการอย่างง่ายดาย

DELL EMC PowerOne เป็นระบบอินฟราสตรัจเจอร์แบบ 3-Tier มีระบบ Compute, Networking และ Storage ที่ให้ขุมพลังด้านประสิทธิภาพมากกว่าระบบที่ใช้เซิร์ฟเวอร์แบบมาตรฐานทั่วไป (ที่มีการลงซอฟต์แวร์ไฮเปอร์ไวเซอร์ และโพรวายด์ 3 โมดูลในข้างต้นลงไป) ซึ่ง DELL EMC PowerOne ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า สามารถลดการทำงานแบบแมนนวลลงได้ถึง 98% นอกจากนั้นแล้วมันยังให้ความยืดหยุ่นในการใช้งานของทรัพยากรต่างๆ ที่มีความแตกต่างและเป็นอิสระต่อกันได้ และที่สำคัญมันยังสามารถเป็น Cloud-Ready ที่ตอบโจทย์ในเรื่องของการทำงานในลักษณะคลาวด์คอมพิวติ้งได้ ตลอดจนถึงการให้บริการในแง่ของ Consumption Models เพื่อช่วยลดภาระด้านการเงินให้แก่องค์กรที่ต้องการใช้อีกด้วย

PowerOne คือสุดยอดเทคโนโลยีรวมกันในหนึ่งเดียว

Dell Technologies ตระหนักถึงความสำคัญของเทคโนโลยีที่จะส่งมอบให้แก่ผู้ใช้งานมาโดยตลอด ซึ่ง DELL EMC PowerOne ก็นับเป็นอีกหนึ่งโซลูชั่นที่รวมเอาสุดยอดความเป็นเทคโนโลยีต่างๆ มาไว้ด้วยกัน โดยเริ่มจาก

ระบบ Compute : ที่ได้เลือกใช้ตัว PowerEdge MX Compute เป็นตัวประมวลผลที่สามารถทำการโพรวิชั่นทรัพยากรได้อย่างไดนามิก รวมถึงสร้างระบบบริหารจัดการได้อย่างอัตโนมัติและมีประสิทธิภาพในการทำงานที่สูงมาก รวมถึงขยายโหนดได้อย่างเต็มขั้น

ระบบ Networking : Dell ได้ใช้เลือกใช้ระบบอย่าง PowerOne System Fabric ซึ่งมีประสิทธิภาพที่สูงมากในการจัดการโครงสร้างเครือข่ายทั้งระบบเป็นแบบอัตโนมัติ

ระบบ Storage : ด้วยขุมพลังจาก PowerMax Storage ที่มีประสิทธิภาพชั้นสูง มีความเป็นอัจฉริยะในแง่ของการปกป้องข้อมูลด้วยอัลกอริทึมต่างๆ และสามารจัดการทั้งในเรื่อง SAN ในแบบ Zero Touch ทำการสร้าง LUNs และ Volumes ของสตอเรจสำหรับใช้ใน Clusters ได้อย่างมีประสิทธิภาพถึงขีดสุด

ระบบ Virtualization : DELL EMC PowerOne เติมเต็มด้วยขุมพลังในการสร้างระบบเวอร์ชวลไลเซชั่นโดยใช้สถาปัตยกรรม VMware ทั้ง vSphere, NSF, ESXi, vCenter Server ทำให้ผู้ใช้งานไว้วางใจในเรื่องของประสิทธิภาพได้อย่างเต็มที่

วิธีการสร้างระบบอัตโนมัติของ DELL EMC PowerOne

DELL EMC PowerOne ช่วยเปลี่ยนให้องค์กรสู่โลกดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีความทันสมัย โดยนำเสนอการทำงานแบบอัตโนมัติ ผ่านวิธีการต่างๆ ที่น่าสนใจอันประกอบด้วย

Launch Assist : เป็นแนวทางที่สำคัญช่วยในการเริ่มต้นเซตอัพระบบตั้งแต่เริ่มแรกที่ต้องบอกว่าใช้เวลาสั้นมากไม่ว่าจะเป็นการปรับแต่ง VMware แพลตฟอร์ม การดีพลอยคลัสเตอร์ vSphere ที่ปรับแต่งให้ตรงกับเวิร์กโหลดที่เราต้องการ สามารถทำให้องค์กรนำไปใช้งานได้ทันที (On production) ที่ทำให้สามารถลดงานต่างๆ ที่เป็นแบบแมนนวลได้ 98% ผ่านขั้นตอนการทำงานแค่ 6 ขั้นตอนเท่านั้น

Lifecycle Assist : จัดการในด้านของการใช้เวลาและแรงงานในการจัดการงานต่างๆ ได้อย่างอัตโนมัติ รวมถึงการลดความเสียงต่างๆ ที่อาจเกิดจากการที่ต้องเมนเทรนระบบและสร้างความปลอดภัยให้แก่อินฟราสตรัคเจอร์ ช่วยให้คุณไปใส่ใจในการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ได้ดีขี้น

Expansion Assist : สร้างกระบวนการในการขยายคอมโพเนนท์ของระบบได้อย่างง่าย ทำให้คุณสามารถเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ได้อย่างรวดเร็วและไม่ต้องกังวลถึงความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น

บทสรุป

จากข้อมูลในข้างต้นจะเห็นได้ว่า DELL EMC PowerOne เป็น Converged Infrastructure แบบอัตโนมัติ ช่วยสร้างความง่ายให้แก่องค์กรในการวางแผนสร้างระบบดาต้าเซ็นเตอร์ยุคใหม่ มาพร้อมกับสุดยอดเทคโนโลยีของ Dell Technologies ต่างๆ มากมาย ครอบคลุมในส่วนขององค์ประกอบที่นำมารวมกัน ช่วยให้องค์กรลดการทำงานได้สูงถึง 98% ช่วยตอบโจทย์ของธุรกิจที่มองหาระบบที่ต้องการประหยัดเวลาในการทำงาน ประหยัดงบประมาณที่ต้องติดตั้ง จัดการ และมอนิเตอร์ระบบ รวมถึงลดความเสี่ยงของความเข้ากันได้ของระบบ เป็นต้น

สนใจรายละเอียดและข้อมูลเพิ่มเติมของผลิตภัณฑ์สามารถติดต่อได้ที่ Dell Technologies หรือ คุณวศิน โทร. 090 9490 823 email: admin@register-dellemc-th.com

from:https://www.enterpriseitpro.net/dell-emc-powerone-autonomous-infrastructure/

สัมผัสโลกผ่านประสบการณ์เสียงเหนือระดับกับ MOMENTUM TRUE WIRELESS 2

เซนไฮเซอร์ (Sennheiser) ประกาศเปิดตัวรุ่นที่ 2 ของหูฟังไร้สายระดับรางวัลตระกูล MOMENTUM True Wireless ที่สร้างสรรค์อย่างประณีตสำหรับคนรักเสียงตัวจริงโดยผู้เชี่ยวชาญด้านเสียงที่สร้างมาตรฐานใหม่สำหรับหูฟังไร้สายระดับพรีเมียม เพื่อมอบประสบการณ์การฟังและการสื่อสารที่ดีที่สุดสำหรับทุกสถานการณ์จากการพัฒนาด้านการตัดเสียงรบกวนแบบแอ็คทีฟ การออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์เพื่อความสบายขณะสวมใส่ แบตเตอรี่ที่พร้อมใช้งานต่อเนื่องนาน 7 ชั่วโมง และนานสูงสุด 28 ชั่วโมงหากชาร์จผ่านเคส พร้อมวางจำหน่ายในประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 7พฤษภาคม 2563 เป็นต้นไป

“MOMENTUM True Wireless 2 จะสร้างมาตรฐานใหม่ด้านการฟังแบบไร้สาย” นายคริส โลว์ รองประธานฝ่ายค้าปลีก เซนไฮเซอร์ เอเชีย กล่าว “หูฟังรุ่นใหม่นี้พัฒนาต่อยอดมาจากรุ่นที่แล้วซึ่งได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง เพื่อส่งมอบประสบการณ์เสียงเหนือระดับอันเป็นเอกลักษณ์ของเซนไฮเซอร์ ไม่ว่าจะเป็นฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวนแบบแอ็คทีฟ (Active Noise Cancellation) การออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ให้ดีที่สุด และอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ที่โดดเด่น” นายควน วี ฮง ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายผลิตภัณฑ์ เซนไฮเซอร์ เอเชีย กล่าวเสริม

from:https://www.enterpriseitpro.net/momentum-true-wireless-2/