คลังเก็บป้ายกำกับ: Press_Release

[Guest Post] ฟูจิตสึเปิดตัวแบรนด์ธุรกิจใหม่ Fujitsu Uvance มุ่งแก้ปัญหาสังคม ด้วยนวัตกรรมดิจิทัลเพื่อสร้างโลกที่ยั่งยืน

โตเกียว, –  ฟูจิตสึได้เปิดตัวแบรนด์ธุรกิจระดับโลกใหม่ล่าสุด Fujitsu Uvance ซึ่งจะนำเสนอโซลูชั่นด้านทรานส์ฟอร์เมชั่นเพื่อสร้างโลกที่ยั่งยืน  Fujitsu Uvance จะใช้ประโยชน์จากความสามารถด้านเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญด้านการแก้ไขปัญหาของฟูจิตสึใน 7 ด้านที่สำคัญ เพื่อมอบคุณประโยชน์ที่เหนือกว่าให้แก่ลูกค้า ควบคู่ไปกับการดำเนินการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายสูงสุด นั่นคือ “การทำให้โลกมีความยั่งยืนมากขึ้นด้วยการสร้างความเชื่อมั่นต่อสังคมโดยอาศัยนวัตกรรม”

นายโทชิโร มิอุระ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟูจิตสึ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวย้ำว่า “เป้าหมายสำคัญของฟูจิตสึคือการตอกย้ำวิสัยทัศน์ที่มุ่งไปสู่อนาคตที่ยั่งยืน ด้วยความสามารถในการนำเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยมาทำงานสอดประสานกัน เพื่อช่วยสนับสนุนความสำเร็จของลูกค้า มีส่วนร่วมในการสร้างโลกที่ยั่งยืน ด้วยการผสานรวมเทคโนโลยีและบริการที่หลากหลายของฟูจิตสึเข้ากับเครือข่ายพาร์ทเนอร์ระดับสากลที่เติบโตอย่างไม่หยุดยั้ง ส่งผลให้ฟูจิตสึสามารถนำเสนอโซลูชันที่ตอบทุกโจทย์ความต้องการของลูกค้าในอุตสาหกรรมที่หลากหลายได้อย่างลงตัว”

คำว่า “Uvance” สื่อถึงแนวคิดของการทำให้ทุกสิ่ง (Universal) ก้าวไปข้างหน้า (Advance) ในทิศทางที่ยั่งยืน ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของฟูจิตสึใน “เป็นการสร้างความเป็นไปได้ใหม่ๆ ด้วยการเชื่อมโยงผู้คน เทคโนโลยี และแนวคิดต่างๆ เข้าด้วยกัน เพื่อสร้างโลกที่ยั่งยืนและเปิดโอกาสให้ทุกคนก้าวตามความฝันได้มากขึ้น”

Fujitsu Uvance จะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตให้กับธุรกิจหลักของฟูจิตสึ ซึ่งครอบคลุมโฟกัส 7 ด้านที่สำคัญ โดย 4 ด้านนั้นเกี่ยวข้องกับธุรกิจสำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมเฉพาะ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างโลกที่น่าอยู่และแก้ไขปัญหาสังคมที่ต้องเผชิญทั้งในปัจจุบันและอนาคต โฟกัส 4 ด้านที่ว่านี้ได้แก่ การผลิตที่ยั่งยืน (Sustainable Manufacturing), ประสบการณ์สำหรับผู้บริโภค (Consumer Experience), การใช้ชีวิตที่มีสุขภาพดี (Healthy Living) และสังคมที่เชื่อถือได้ (Trusted Society) ส่วนอีก 3 ด้านเพื่อที่เข้ามารองรับการดำเนินงานข้างต้นและทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มสำหรับการเก็บรวบรวมข้อมูล การผสานรวมแอพพลิเคชั่น และการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การปรับเปลี่ยนสู่ดิจิทัล (Digital Shifts), แอพพลิเคชั่นทางธุรกิจ (Business Applications) และระบบไอทีแบบไฮบริด (Hybrid IT)

ฟูจิตสึจะนำเสนอแนวทางการดำเนินงานของ Fujitsu Uvance ซึ่งมุ่งเน้นการขับเคลื่อนนวัตกรรมภายใต้วิสัยทัศน์ระดับโลกสำหรับการสร้างอนาคตที่ยั่งยืน

ภายในงาน “Fujitsu ActivateNow 2021” ซึ่งเป็นกิจกรรมระดับโลกที่จัดขึ้นผ่านระบบออนไลน์ในวันอังคารที่ 12 ตุลาคม นั้น จะมีสาส์นจากผู้บริหารของฟูจิตสึ วิทยากรรับเชิญ และลูกค้า เพื่อส่งมอบแนวคิดให้กับผู้เข้าร่วมรับฟัง

ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ความท้าทายที่เพิ่มขึ้นและทิศทางที่เปลี่ยนไปของประชากรโลกมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมาก ก่อให้เกิดโอกาสที่มากมาย รวมถึงปัญหาท้าทายที่ซับซ้อน จนทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมที่เพิ่มมากขึ้น ขณะที่ความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศนำไปสู่ภัยธรรมชาติที่รุนแรงอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ในช่วงปีที่ผ่านมาเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทั่วทุกมุมโลก ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวเผยให้เห็นถึงปัญหาความแตกแยกและความไม่เท่าเทียมกันที่เกิดขึ้นในประเทศต่างๆ ทั่วโลก จนนำไปสู่การตั้งคำถามเกี่ยวกับค่านิยมและรูปแบบการใช้ชีวิตของประชาชน รวมไปถึงปัญหาท้าทายใหม่ๆ ที่เราไม่คาดคิดมาก่อน ซึ่งนับเป็นภัยคุกคามต่ออนาคตของมนุษยชาติและโลก การแก้ไขปัญหาเหล่านี้จำเป็นที่จะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ขณะที่ผู้บริหารจำเป็นที่จะต้องฉีกกฎเกณฑ์เดิมๆ และกล้าที่จะก้าวเดินไปในทิศทางใหม่เพื่อมุ่งไปสู่อนาคตที่สดใส โดยใช้นวัตกรรมเป็นแสงนำทาง

ด้วยตระหนักถึงความสำคัญของช่วงเวลาที่เป็นจุดเปลี่ยนนี้ ฟูจิตสึจึงได้กำหนดวัตถุประสงค์ขึ้นใหม่ในปี 2563 โดยปรับใช้แนวทางใหม่ในการพลิกโฉมองค์กรไปสู่ธุรกิจที่มุ่งเน้นการพัฒนาอย่างยั่งยืนเพื่อทำให้โลกของน่าอยู่มากขึ้น ตลอดจนเพื่อรับมือกับปัญหาต่างๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปี 2573 ฟูจิตสึ ได้ระบุโฟกัส

หลัก 7 ด้านที่เป็นพื้นฐานสำหรับ Fujitsu Uvance  อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโฟกัสหลัก 7 ด้านของ Fujitsu Uvance  ตามภาพด้านล่างนี้  หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ Fujitsu Uvance Global

แผนการสำหรับอนาคต

เพื่อฉลองการเปิดตัวในครั้งนี้ ฟูจิตสึได้เปลี่ยนชื่ออาคาร “Fujitsu Kawasaki Tower” ในประเทศญี่ปุ่นเป็น “Fujitsu Uvance Kawasaki Tower” และใช้เป็นห้องปฏิบัติการที่จัดแสดงศักยภาพการใช้งานจริงของเทคโนโลยีต่างๆ เช่น ไบโอเมตริก การวิเคราะห์ภาพ ฯลฯ ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้จะมีบทบาทต่อฟูจิตสึในธุรกิจที่สำคัญ 7 ด้าน

นอกจากนี้ ฟูจิตสึเตรียมเปิดตัวโลโก้รูปโฉมใหม่ พร้อมกับการเริ่มต้นดำเนินงานของ Fujitsu Uvance ตรงกับลูกค้า โดยโลโก้ใหม่นี้สื่อถึงการพัฒนาเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องและการมีส่วนร่วมทำให้โลกมีความ

ยั่งยืนมากขึ้น โดยมีการจัดวางโลโก้เครื่องหมายอินฟินิตี้ (Infinity Mark) ไว้ที่ด้านหน้า พร้อมด้วยลายเส้นโค้งมนที่ลื่นไหลในรูปแบบไดนามิก แสดงถึงความมุ่งมั่นของฟูจิตสึในการเสริมสร้างพลังเพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงและยังสื่อความหมายถึงวงจรการพัฒนาที่ยั่งยืนซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ลูกค้า สังคม และโลกของเรา

ฟูจิตสึมุ่งมั่นดำเนินการตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน 

สหประชาชาติได้กำหนดเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals – SDGs) เมื่อปี 2558 โดยตั้งเป้าที่จะดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าวทั่วโลกภายในปี 2570 ขณะที่ฟูจิตสึมีจุดมุ่งหมายที่จะ “ทำให้โลกมีความยั่งยืนมากขึ้นด้วยการสร้างความเชื่อมั่นต่อสังคมโดยอาศัยนวัตกรรม” และนั่นคือคำมั่นสัญญาสำหรับการสร้างอนาคตที่ดีกว่าตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ

เกี่ยวกับฟูจิตสึ

ฟูจิตสึเป็นบริษัทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ชั้นนำของญี่ปุ่นที่นำเสนอผลิตภัณฑ์ โซลูชัน และบริการด้านเทคโนโลยีอย่างเต็มรูปแบบ พนักงานฟูจิตสึมีจำนวนประมาณ 126,000 คน สนับสนุนลูกค้าในกว่า 100 ประเทศ เราใช้ประสบการณ์และพลังของ ICT เพื่อกำหนดอนาคตของสังคมร่วมกับลูกค้าของเรา Fujitsu Limited (TSE:6702) รายงานรายรับรวม 3.6 ล้านล้านเยน (34 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) สำหรับปีงบการเงินสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2564 สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม, กรุณาเยี่ยมชมที่ http://www.fujitsu.com/th

 

from:https://www.techtalkthai.com/fujitsu-announces-new-brand-focus-on-sustainable-future-uvance/

‘ไอบีเอ็ม’ โชว์ล้ำเครื่องมือ AI ให้ข้อมูลอัจฉริยะเชิงลึกด้านสิ่งแวดล้อม ช่วยองค์กรตอบโจทย์ด้านความยั่งยืนและปัญหาสภาพภูมิอากาศ

กรุงเทพฯ​ ประเทศไทย – 12 ต.ค. 2564: วันนี้ ไอบีเอ็ม (NYSE:IBM) ได้ประกาศเปิดตัวชุดเครื่องมือที่ให้ข้อมูลอัจฉริยะเชิงลึกด้านสิ่งแวดล้อม ที่ใช้ความสามารพของ AI ในการช่วยให้องค์กรเตรียมพร้อมและตอบสนองต่อความเสี่ยงด้านอากาศและสภาพภูมิอากาศที่อาจดิสรัปท์ธุรกิจ พร้อมสามารถประเมินผลกระทบที่องค์กรสร้างขึ้นต่อโลกได้ง่ายขึ้น และลดความซับซ้อนในการปฏิบัติตามกฎข้อบังคับที่กำกับดูแลและการจัดทำรายงานที่เกี่ยวข้อง

TL;DR

  • IBM Environmental Intelligence Suite ผนึกข้อมูลด้านสภาพอากาศ สภาพภูมิอากาศ ข้อมูลการดำเนินงาน และประสิทธิภาพการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมไว้ในเครื่องมือเดียว
  • ช่วยองค์กรคาดการณ์และตอบสอนองต่อความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศอย่างน้ำท่วมและไฟป่า พร้อมให้มุมมองเชิงลึก เพิ่มความยืดหยุ่นฟื้นตัวได้เร็ว และการบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืน
  • ช่วยจัดการความเสี่ยงทางธุรกิจที่มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นได้มากที่สุดสามอันดับแรก สำหรับธุรกิจในทศวรรษหน้า ตามรายงานของ World Economic Forum

วันนี้หลายบริษัทกำลังเผชิญกับความเสียหายต่อทรัพย์สินอันเป็นผลมาจากปัจจัยด้านสภาพภูมิอากาศ การหยุดชะงักของซัพพลายเชนและการปฏิบัติงาน รวมถึงความคาดหวังที่เพิ่มขึ้นจากทั้งผู้บริโภคและนักลงทุน ที่กดดันให้องค์กรต้องให้ความสำคัญกับประเด็นสิ่งแวดล้อม รายงาน “Global Risks Report 2021” โดย World Economic Forum ระบุว่าสภาพอากาศอันรุนแรง ความล้มเหลวจากการรับมือกับปัญหาสภาพภูมิอากาศ และความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ คือความเสี่ยงสูงสุดสามอันดับแรกสำหรับธุรกิจในช่วง 10 ปีข้างหน้า วันนี้ธุรกิจต้องการมุมมองเชิงลึกด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อจัดการกับความท้าทายเหล่านี้ แต่วิธีการที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนั้นมีความยุ่งยากและซับซ้อน เนื่องจากเป็นการทำงานแบบแมนวลที่ใช้คนจำนวนมาก ต้องอาศัยคนที่มีทักษะด้านสภาพอากาศและวิทยาศาสตร์ข้อมูล รวมถึงต้องใช้พลังประมวลผลจากคอมพิวเตอร์

เครื่องมือ IBM Environmental Intelligence Suite ที่ประกาศในวันนี้ จะช่วยให้องค์กรสามารถปรับปรุงประสิทธิภาพและบริหารจัดการความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงกระบวนการดำเนินการที่รองรับอยู่ได้โดยอัตโนมัติ อาทิ การทำบัญชีและลดการใช้คาร์บอนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ชุดเครื่องมือดังกล่าวใช้ประโยชน์จากข้อมูลสภาพอากาศจากไอบีเอ็ม ซึ่งเป็นผู้ให้บริการพยากรณ์อากาศที่แม่นยำที่สุดในภาพรวม ร่วมกับข้อมูลการวิเคราะห์ภูมิสารสนเทศขั้นสูง และนวัตกรรมใหม่จากศูนย์วิจัยไอบีเอ็ม โดยนับเป็นครั้งแรกของการผสานศักยภาพของ AI ข้อมูลสภาพอากาศ ข้อมูลความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศเชิงลึก และความสามารถในการจัดทำบัญชีคาร์บอน เข้าด้วยกัน ช่วยให้องค์กรใช้ทรัพยากรในการบริหารจัดการข้อมูลที่ซับซ้อนเหล่านี้น้อยลง และมีเวลาในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเพื่อปรับปรุงการดำเนินการมากขึ้น

ชุดเครื่องมือ IBM Environmental Intelligence Suite เป็นโซลูชัน SaaS ที่ได้รับการออกแบบเพื่อช่วยให้องค์กรสามารถ

มอนิเตอร์สภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลง เช่น สภาพอากาศที่รุนแรง ไฟป่า น้ำท่วม และคุณภาพอากาศ พร้อมส่งการแจ้งเตือนเมื่อมีการตรวจพบ

คาดการณ์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อธุรกิจจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศและสภาพภูมิอากาศ โดยใช้การวิเคราะห์ความเสี่ยงสภาพภูมิอากาศ

ดึงข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการหยุดชะงักของการดำเนินงานที่อาจเกิดขึ้นได้ พร้อมจัดลำดับความสำคัญของเรื่องที่ต้องตอบสนอง

วัดผลและจัดทำรายงานเกี่ยวกับตัวชี้วัดด้านสิ่งแวดล้อมและการทำบัญชีคาร์บอน ซึ่งจะเป็นการลดภาระในการจัดทำรายงานสิ่งแวดล้อมของทีมจัดซื้อและทีมปฏิบัติการ

ชุดเครื่องมือดังกล่าวให้ข้อมูลเชิงลึกด้านสิ่งแวดล้อมผ่านทาง API แดชบอร์ด แผนที่ และการแจ้งเตือน ซึ่งจะช่วยให้บริษัทต่างๆ สามารถจัดการความท้าทายด้านการดำเนินงานได้ทันท่วงที พร้อมวางแผนและกลยุทธ์ในระยะยาวเพื่อรับมือ ตัวอย่างเช่น ผู้ค้าปลีกสามารถเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับการขนส่งสินค้าในจุดที่มีสภาพอากาศรุนแรงและประสบปัญหาเกี่ยวกับสินค้าคงคลัง หรือทราบถึงปัจจัยเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมสำหรับจุดที่ตั้งคลังสินค้าในอนาคต สำหรับบริษัทด้านพลังงานและสาธารณูปโภค เครื่องมือนี้จะช่วยให้องค์กรสามารถกำหนดได้แม่นยำยิ่งขึ้นว่าควรตัดแต่งต้นไม้ที่อยู่บริเวณรอบสายไฟในจุดไหน หรืออุปกรณ์สำคัญชิ้นใดที่มีแนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบจากไฟป่าอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เครื่องมือดังกล่าวยังสามารถช่วยให้ซูเปอร์มาร์เก็ตต่างๆ เห็นภาพมากขึ้นว่าระบบทำความเย็นกำลังมีส่วนทำให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนในภาพรวมอย่างไร ช่วยให้องค์กรสามารถปรับปรุงในเรื่องดังกล่าวได้

อนาคตของธุรกิจและสิ่งแวดล้อมมีความเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง เพราะไม่เพียงบริษัทต่างๆ จะต้องรับมือกับผลกระทบจากสภาพอากาศที่รุนแรงที่อาจมีต่อการดำเนินงาน แต่ยังต้องสามารถอธิบายต่อผู้ถือหุ้นและหน่วยงานที่กำกับดูแลได้ว่าการดำเนินงานของตนส่งผลกระทบต่อโลกอย่างไรนายคารีม ยูซุฟ กรรมการผู้จัดการ IBM AI Applications กล่าว “ไอบีเอ็มได้ผนึกพลังของ AI และ Hybrid Cloud เข้าด้วยกัน เพื่อให้มุมมองอัจฉริยะเชิงลึกด้านสิ่งแวดล้อมแก่ธุรกิจ ที่จะช่วยปรับปรุงการจัดทำรายงานด้านสิ่งแวดล้อม การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินการเพื่อลดการใช้ทรัพยากร และการวางแผนเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและฟื้นตัวได้เร็ว โดยเฉพาะในยามที่ต้องเผชิญกับความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ”

วันนี้หลายบริษัททั่วโลกได้เริ่มใช้งานเทคโนโลยีสภาพอากาศและ AI ซึ่งเป็นเทคโนโลยีหลักใน IBM Environmental Intelligence Suite แล้ว อาทิ BP Bunge Bioenergia ซึ่งเป็นบริษัทด้านเอธานอล พลังไฟฟ้าชีวภาพ และน้ำตาล ของบราซิล ที่ได้ใช้ข้อมูลสิ่งแวดล้อมและการวิเคราะห์ภูมิศาสตร์สารสนเทศเชิงลึก เพื่อช่วยให้เข้าใจการผลิตอ้อยและเพิ่มความแม่นยำในการคาดการณ์ตลาดในแง่ที่เกี่ยวกับการผลิตน้ำตาลทั่วโลก นอกจากนี้ Cajamar ซึ่งเป็นผู้นำด้านธุรกิจการเกษตร ก็ได้นำข้อมูลดังกล่าวเข้าช่วยชาวไร่สเปนในการเพิ่มผลผลิตและลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ผ่านเครื่องมือดิจิทัล Plataforma Tierra

เครื่องมือ IBM Environmental Intelligence Suite ยังได้ใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนด้วย AI จากศูนย์วิจัยไอบีเอ็ม เพื่อช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพอากาศและข้อมูลสามารถวิเคราะห์ชุดข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมที่มีขนาดใหญ่ได้ง่ายขึ้น พร้อมด้วยแบบจำลองความเสี่ยงด้านสภาพอากาศแบบใหม่ที่ช่วยให้บริษัทต่างๆ คาดการณ์ความเสี่ยงเรื่องไฟป่าและน้ำท่วมที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้ ชุดเครื่องมือดังกล่าวยังใช้เทคโนโลยีจากศูนย์วิจัยไอบีเอ็ม ที่ใช้ความสามารถของการประมวลผลภาษาธรรมชาติและออโตเมชัน เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถคาดการณ์ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอน พร้อมระบุได้ว่าควรปฏิบัติอย่างไรเพื่อลดการปล่อยก๊าซในระหว่างการดำเนินงานและการทำงานร่วมกับซัพพลายเออร์ต่างๆ

องค์กรยังสามารถใช้เครื่องมือ Environmental Intelligence Suite ร่วมกับซอฟต์แวร์อื่นๆ ของไอบีเอ็ม เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้งานปฏิบัติการทางธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็น IBM Maximo Application Suite เพื่อช่วยให้องค์กรปกป้องและเพิ่มอายุการใช้งานอุปกรณ์สำคัญๆ หรือ IBM Supply Chain Intelligence Suite เพื่อช่วยสร้างซัพพลายเชนที่ยั่งยืนและยืดหยุ่นฟื้นตัวได้ไวขึ้น

นอกจากนี้องค์กรยังสามารถได้รับประโยชน์จากความเชี่ยวชาญในมุมอุตสาหกรรมของ IBM Global Business Services เพื่อออกแบบ ติดตั้ง และเร่งเครื่องสู่การทรานส์ฟอร์มธุรกิจอย่างยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นกลยุทธ์ในการปรับรูปแบบการดำเนินงาน ซัพพลายเชน การบริหารจัดการการปล่อยมลพิษ หรือ ESG รวมถึงการจัดทำรายงานความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศโดยอาศัยเทคโนโลยีเข้ามาช่วย เพื่อให้องค์กรบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืน

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ IBM Environmental Intelligence Suite สามารถดูได้ที่ ibm.biz/environmental-intelligence และสำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการนำนวัตกรรมของไอบีเอ็มเข้าช่วยสร้างอนาคตที่ยั่งยืนและยืดหยุ่นฟื้นตัวไวยิ่งขึ้นให้กับองค์กรต่างๆ สามารถดูได้ที่ ibm.com/sustainability

from:https://www.techtalkthai.com/ibm-launches-environmental-intelligence-suite/

[Guest Post] AIS x OMRON ร่วมพลิกโฉม Industry 4.0 เดินหน้าสู่ภาคการผลิตอัจฉริยะ Smart Manufacturing เต็มรูปแบบ

จากบริบทของสถานการณ์ปัจจุบันที่สร้างผลกระทบโดยตรงต่อวงจรของธุรกิจทำให้ต้องเผชิญกับข้อจำกัดและความท้าทายมากมาย ตั้งแต่ภาคการผลิตไปจนถึงการขายและการให้บริการ แต่ในมุมของ AIS ก็ยังคงเดินหน้าตามแผนงานการนำศักยภาพ 5G ขยายสู่ภาคอุตสาหกรรม เดินหน้าฟื้นฟูประเทศในทุกมิติ

ล่าสุด AIS Business 5G ได้ลงนาม (MOU) ร่วมกับ บริษัท ออมรอน อีเลคทรอนิคส์ จำกัด หรือ ออมรอน (OMRON) ผู้นำด้าน Smart Manufacturing – Autonomous Mobile Robot เพื่อร่วมเป็นพันธมิตรในการนำ 5G และเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ายกระดับภาคการผลิตในอุตสาหกรรม ส่งโซลูชันที่พร้อมตอบโจทย์ภาคการผลิตอัจฉริยะ หรือ Smart Manufacturing ได้อย่างสมบูรณ์

นายธนพงษ์ อิทธิสกุลชัย หัวหน้าคณะผู้บริหาร กลุ่มลูกค้าองค์กร AIS Business กล่าวว่า “จากแผนงานของ AIS ที่มุ่งขยายศักยภาพ 5G เพื่อร่วมยกระดับภาคอุตสาหกรรมและภาคการผลิตนั้น เรายังคงเดินหน้าเชื่อมต่อการทำงานจากภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อให้ดิจิทัลเทคโนโลยีเข้าไปมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนการทำงานของภาคอุตสาหกรรมในทุกรูปแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำงานร่วมกับพันธมิตรที่จะนำมาซึ่งความแข็งแกร่งของทั้งสองฝ่าย สู่เป้าหมายที่จะร่วมทำให้ภาคอุตสาหกรรมและภาคการผลิตมีเทคโนโลยีเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อน โดยเฉพาะในช่วงระหว่างการแพร่ระบาดที่ต่างต้องปรับตัวให้มีความพร้อม 

Image credit: Omron

ครั้งนี้จึงนับว่าเป็นอีกความร่วมมือครั้งสำคัญของ AIS กับพันธมิตรที่มีความแข็งแกร่งด้านวิศวกรรมบนระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์อุตสาหกรรมเพื่อการผลิตอย่างออมรอน (OMRON) ที่ครั้งนี้เป็นการนำเทคโนโลยีการสื่อสาร ประยุกต์การเชื่อมต่อเทคโนโลยีการผลิต ผนวก Information Technology (IT) กับ Operation Technology (OT) อย่างไร้ขีดจำกัด และจะได้ร่วมกันสร้างโซลูชันใหม่ ยกระดับภาคการผลิตสู่การเป็น Smart Manufacturing อย่างสมบูรณ์ เพิ่มคุณภาพ ลดต้นทุนการผลิต บนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล AIS 5G ที่ออกแบบได้ตามความต้องการใช้งานในรูปแบบเครือข่ายเฉพาะ (Private Network) เพิ่มคุณสมบัติด้านความปลอดภัยของข้อมูล เพิ่มความเร็ว ลดความหน่วง (Latency) เพื่อการรองรับการทำงาน IoT ได้อย่างเต็มรูปแบบ”

คุณธนพงษ์ อิทธิสกุลชัย
หัวหน้าคณะผู้บริหาร กลุ่มลูกค้าองค์กร
AIS Business

คุณศิริวรรณ คูอัมพร
กรรมการผู้จัดการ
บริษัท ออมรอน อีเลคทรอนิคส์ จำกัด

โดยการลงนามความร่วมมือ (MOU) ครั้งนี้ระหว่าง AIS และออมรอน (OMRON) จะเปิดขีดความสามารถใหม่ที่ยั่งยืนให้กับผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมบนโครงสร้างพื้นฐาน 5G และดิจิทัลเทคโนโลยีที่ช่วยปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิต อาทิ ความสามารถในการผลิตสินค้าที่มีความหลากหลายและยืดหยุ่นต่อข้อกำหนด (Flexible Manufacturing) การลดต้นทุนการผลิตสินค้าจำนวนน้อย (Small Lot Size Production) การสอบย้อนกระบวนการผลิตในอุตสาหกรรม (Traceability) และระบบซ่อมบำรุงเชิงรุก (Predictive Maintenance) ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ด้วยโซลูชันบนโครงสร้างพื้นฐาน 5G Private Network ที่เพิ่มความปลอดภัยภายใต้การลงทุนที่เหมาะสม สามารถควบคุมต้นทุนได้ในขณะที่ยังคงความสามารถในการผลิต และการแข่งขัน หรือแม้แต่ในเรื่องของการจัดการวัตถุดิบให้ถูกต้อง รวมถึงการนำเทคโนโลยีควบคุมระยะไกลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ เพิ่มความแม่นยำ ลดเวลาสิ้นเปลืองการใช้แรงงานทำให้บุคลากรสามารถใช้เวลากับการทำงานด้านอื่นได้มากขึ้น ซึ่งทั้งหมดคือภาพของภาคการผลิตแบบอัจฉริยะ หรือ Smart Manufacturing

ทั้งนี้ จึงเกิดเป็นโซลูชันต้นแบบที่จะสร้างประโยชน์จากการนำศักยภาพของทั้งสองมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ

  • หุ่นยนต์รถลำเลียงอัจฉริยะ Autonomous Mobile Robot (AMR) อาศัยแผนที่ในการกำหนดเส้นทาง โดยไม่ต้องตีเส้น ซึ่งการสร้างแผนที่จะให้การทำงานรวดเร็ว ง่ายดาย ที่ตัวอุปกรณ์จะมีเซนเซอร์สแกนพื้นที่โดยรอบบริเวณแล้วนำข้อมูลที่ได้มาสร้างเป็นแผนที่ในการลำเลียงสิ่งของ บนเครือข่าย 5G Private Network 
  • สายการผลิตแบบยืดหยุ่น Layout-free Production Line การนำเสนอโซลูชันที่สามารถสร้างสายการผลิตแบบยืดหยุ่น โดยสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามความต้องการการผลิตและสภาพแวดล้อมของพื้นที่รวมถึงข้อจำกัดอื่น ๆ รองรับความต้องการของการจัดสายงานการผลิตที่หลากหลาย สามารถออกแบบให้เหมาะสม ปรับเปลี่ยนได้อย่างรวดเร็วตามรูปแบบการใช้งาน
  • การตรวจจับด้วย Sensors ด้วยอุปกรณ์หรือกล้องความละเอียดสูง เก็บข้อมูลที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิต เครื่องจักรในพื้นที่โรงงาน และนำไปประมวลผลด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อใช้คาดการณ์ความผิดปกติ เป็นข้อมูลในการตรวจสอบและแก้ไขก่อนเกิดปัญหาต่างๆ ได้ทันที   
Image credit: AIS

นางสาวศิริวรรณ คูอัมพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ออมรอน อีเลคทรอนิคส์ จำกัด กล่าวเสริมว่า “ออมรอน ในฐานะผู้นำด้านให้บริการด้านเทคโนโลยีด้านการผลิตทั้งสินค้า บริการ ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ ให้กับภาคอุตสาหกรรมมาอย่างยาวนาน ครอบคลุมกลุ่มลูกค้าทั้งยานยนต์ ผู้ผลิตชิ้นส่วน กลุ่มอีเลคทรอนิคส์-เครื่องใช้ไฟฟ้า กลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วน-เซมิคอนดัคเตอร์ ตลอดจนอาหาร เครื่องดื่ม เครื่องอุปโภค และยา ความร่วมมือกับ AIS ในครั้งนี้จึงเป็นอีกครั้งสำคัญของออมรอนที่จะเดินหน้ายกระดับเทคโนโลยีโซลูชัน ด้วยการเชื่อมต่อข้อมูลที่เร็วและเสถียรภายใต้การทำงานของ 5G ซึ่งข้อมูลจะถูกเชื่อมโยงอย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็นแง่พื้นที่หรือความครอบคลุมของสัญญาณ ความหลากหลายของอุปกรณ์ตั้งแต่เซนเซอร์จนถึงหุ่นยนต์ ทุกหน่วยการผลิตจะสามารถเชื่อมโยงกับระบบการจัดการได้ด้วยความปลอดภัยภายใต้ 5G Private Network เพื่อให้ตอบโจทย์การทำงานแบบ Industry 4.0 ซึ่งถือว่าเป็นแนวทางหลักของการขับเคลื่อนประเทศ ซึ่งเรามีความคาดหวังที่จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการทำให้โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลเทคโนโลยีในภาคส่วนของอุตสาหกรรมมีความแข็งแกร่งผ่านการใช้ศักยภาพของทั้ง 2 ฝ่าย โดยเฉพาะในส่วนของการผลิตที่เราจะเข้าไปเพิ่มขีดความสามารถยกระดับการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นนำพาลูกค้าก้าวไปสู่อนาคตด้วยเทคโนโลยี 5G”

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-ais-x-omron-smart-manufacturing/

[Guest Post] จีเอเบิล ประกาศกลยุทธ์ ‘Beyond Limits’

จีเอเบิล ประกาศกลยุทธ์ ‘Beyond Limits’ ก้าวข้ามทุกข้อจำกัด จัดทัพด้วยเทคโนโลยีชั้นนำ พลิกโฉมอุตสาหกรรม สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน 

 

คุณนาถ ลิ่วเจริญ ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัทจีเอเบิล (ขวา) และ ดร. ชัยยุทธ ชุณหะชา กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัทจีเอเบิล (ซ้าย) ผู้นำในการให้บริการเทคโนโลยีสารสนเทศและดิจิทัลโซลูชันอย่างครบวงจร ประกาศทิศทางและกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจปี 2564 ก้าวข้ามทุกข้อจำกัด ด้วยกลยุทธ์ ‘Beyond Limits’ ที่สร้างจุดเด่นและความแตกต่างในการให้บริการ ทั้ง 3 ด้าน 1. กลยุทธ์การพัฒนาสู่ System Integration Plus Plus (SI++) มุ่งเน้นการให้บริการวางรากฐานทางเทคโนโลยี และใช้ประโยชน์ เพื่อต่อยอดทางธุรกิจ  2.กลยุทธ์ Transformation As a Service (TAAS) การนำเสนอบริการด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นแบบครบวงจร (One Stop Service)  และ 3. กลยุทธ์ Own IP Platform การสร้างแพลตฟอร์มที่เป็นลิขสิทธิ์ของจีเอเบิล เพื่อสร้างความแตกต่างและเติบโตแบบก้าวกระโดด พร้อมเปิดตัวผลิตภัณฑ์แฟล็กชิพตัวใหม่  Blendata (เบลนเดต้า) และ InsightEra (อินไซท์เอรา) ซึ่งทั้งสองแพลตฟอร์มนี้ จะมาตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในเรื่องการจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ที่มีประสิทธิภาพ และวิเคราะห์ข้อมูลของลูกค้าในเชิงลึก

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-gable-beyond-limits/

[Guest Post] ISA ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (KMUTT) จัดฝึกอบรม และพัฒนาบุคลากรในสายงาน IT และผู้บริหารโครงการ

บริษัทอินเตอร์เนชชั่นแนล เซอร์วิสเซส  แอนด์ อลิแอนซ์ จำกัด หรือ International Services & Alliance Co., Ltd. (ISA) ร่วมกับศูนย์การศึกษาต่อเนื่อง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (CEC-KMUTT) ฝึกอบรม และจัดทำแผนการฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากร ให้กับหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ เอกชน และบุคคลทั่วไป เพื่อเสริมสร้างความรู้ ศักยภาพ และพัฒนาทักษะการบริหารจัดการด้านไอที (IT Services Management) และการบริหารโครงการ (Project Management) ทั้งในรูปแบบการบรรยาย (Classroom Training) และการอบรมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) โดยมุ่งเน้นให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมสามารถนำความรู้ ทักษะ ตามกรอบมาตรฐานสากล ไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในองค์กรได้จริง  

 

เพื่อตอบสนองความต้องการของหน่วยงาน และผู้เข้ารับการอบรม ศูนย์การศึกษาฯ และบริษัท ISA ได้ร่วมกันพัฒนาศักยภาพการจัดการอบรมในหลากหลายรูปแบบ ครอบคลุม และสอดคล้องกับความต้องการเฉพาะของหน่วยงาน สามารถพัฒนาหรือปรับปรุงหลักสูตรเพิ่มเติมตามความต้องการ นอกจากนี้ ยังสามารถเลือกสถานที่จัดอบรมตามความเหมาะสม ทั้งภายในศูนย์การศึกษาฯ และ สถานที่การจัดอบรมภายนอก รวมถึงการ อบรมรูปแบบ Online หรือ Virtual Classroom ที่มีความยืดหยุ่น ลดเวลาการเดินทาง และ ลดความเสี่ยงจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส Covid-19 ในปัจจุบัน

ระหว่างไตรมาส 2 – 3 นี้ การอบรมจะเน้นรูปแบบ Online ทั้งหลักสูตร IT Service Management (ITIL®), Project Lifecycle Management, Project Management for Procurement และ Project Management for Management และจะกลับมาดำเนินการฝึกอบรมแบบ Classroom อีกครั้งเมื่อสถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติ ทั้งนี้จะประชาสัมพันธ์ และเปิดรับสมัครทางช่องทางต่าง ๆ ต่อไป

นอกจากนี้ ศูนย์การศึกษาฯ และ บริษัท ISA มีแผนการจัดสัมมนา Online โดยไม่มีค่าใช้จ่าย (Free webinar) แก่ผู้สนใจ และจะประชาสัมพันธ์หัวข้อและรายละเอียดให้ทราบในเร็ว ๆ นี้

 

ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ

โทร. 6681 835 0317, 6681 834 2151, 662 691 3362

www.isalliances.net

https://www.facebook.com/ISAcademyTH/

 

เกี่ยวกับ ISA

บริษัทอินเตอร์เนชชั่นแนล เซอร์วิสเซส  แอนด์ อลิแอนซ์ จำกัด ก่อตั้งเมื่อปี 2547 ให้บริการที่ปรึกษาด้านการจัดการ ดำเนินงานโดยทีมงานคุณภาพ มีประสบการณ์สูง เน้นการนำทฤษฎีมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประสิทธิภาพ ก่อเกิดประโยชน์สูงสุดต่อลูกค้า อีกทั้งยังเป็นผู้ฝึกอบรม ที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ ให้ดำเนินการฝึกอบรมหลักสูตรมาตรฐานด้าน IT Service  Management, Project Management, Professional Skills นอกจากนี้บริษัทฯ มีหลักสูตรอื่น ๆ ที่พัฒนาหรือปรับปรุงเพิ่มเติม โดยออกแบบเนื้อหาให้ครอบคลุม และสอดคล้องกับความต้องการเฉพาะของหน่วยงาน

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-isa-and-cec-kmutt-training/

[Guest Post] เลอโนโว ประกาศแต่งตั้ง มร. อมาร์ บาร์บู ดำรงตำแหน่ง ผู้นำบริหารงานธุรกิจ เลอโนโว ประจำภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก

เลอโนโว ประกาศแต่งตั้ง มร. อมาร์ บาร์บู ขึ้นดำรงตำแหน่งควบคุมดูแลบริหารงาน เลอโนโว ในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก อันได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน ฮ่องกง อาเซียน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อินเดียและเอเชียใต้ ต่อจาก มร. เคน หว่อง ที่จะขึ้นดำรงตำแหน่ง ประธานกลุ่มธุรกิจ Solutions and Services Group สานต่อความมุ่งมั่นของเลอโนโวในการเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นองค์กรที่เน้นการบริการ (service-led) เพื่อสร้างโอกาสเติบโดแห่งอนาคต

มร. อมาร์ บาร์บู

 

ตั้งแต่ปี 2561 มร. อมาร์ เคยดำรงตำแหน่ง รองประธานและผู้นำด้านการปฏิบัติการณ์บริการ กลุ่มธุรกิจ Intelligent Devices Group และเคยเป็นรองประธานและ COO ของเลอโนโว ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกนานถึง 3 ปี นอกจากนี้ตั้งแต่ปี 2550 มร. อมาร์ ยังเคยดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ เลอโนโว ประจำอินเดียและเอเชียใต้ ก่อนหน้าร่วมงานกับเลอโนโว มร. อมาร์ได้ทำงานในตำแหน่งด้านเทคโนโลยีให้แก่บริษัทชั้นนำอย่าง HCL, Citibank และ intel

มร. อมาร์ จบการศึกษาในระดับปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ จากสถาบัน XLRI Jamshedpur และปริญญาตรี ด้านเทคโนโลยี จากสถาบัน PSG College of Technology มร. อมาร์จะดำรงตำแหน่งและบริหารงานเลอโนโว ภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก โดยประจำอยู่ที่เมืองมุมไบ อินเดีย

 

เกี่ยวกับ เลอโนโว

เลอโนโว (HKSE: 992) (ADR: LNVGY) มีมูลค่าธุรกิจ 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และเป็นหนึ่งในบริษัท Fortune 500 ที่มีพนักงานมากกว่า 63,000 คนใน 180 ประเทศและดินแดนทั่วโลก นอกเหนือจากเป้าหมายที่ชัดเจนในการสร้างอุปกรณ์อัจฉริยะเพื่อรองรับการเปลี่ยนถ่ายของเทคโนโลยียุคใหม่ ที่เกิดขึ้นทั่วโลกให้ได้อย่างครอบคลุม และมีประสิทธิภาพน่าเชื่อถือ รวมไปถึงตอบสนองต่อการใช้งานแบบยั่งยืนในสังคมยุคดิจิทัล เลอโนโวยังเป็นผู้นำในด้านการเปลี่ยนแปลงอัจฉริยะ ด้วยการดีไซน์ และสร้างสรรค์หนึ่งในกลุ่มผลิตภัณฑ์ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะที่สมบูรณ์ที่สุดในโลก เพื่อยกระดับประสบการณ์การใช้งาน และโอกาสในการพัฒนาให้กับลูกค้าทั่วโลก

ร่วมติดตามเราบน LinkedInFacebookTwitterYouTube, InstagramWeibo หรือเข้าไปเยี่ยมชมเว็บไซต์ที่ www.lenovo.com/th

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-lenovo-appoints-amar-babu-to-lead-asia-pacific-business/

[Guest Post] DGA เดินหน้าต่อเนื่องร่วมออกบูธนิทรรศการในโครงการหน่วยบำบัดทุกข์ บำรุงสุข สร้างรอยยิ้มให้ประชาชน จังหวัดลพบุรี ประจำปี พ.ศ. 2564

เร็วๆนี้ นายนิวัฒน์ รุ่งสาคร ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี เป็นประธานเปิดโครงการหน่วยบำบัดทุกข์ บำรุงสุข สร้างรอยยิ้ม ให้ประชาชน  ประจำปี พ.ศ. 2564 เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2564 ณ องค์การบริหารส่วนตำบลซับตะเคียน ต.ซับตะเคียน อ.ชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี 

ในการนี้สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) (สพร.) หรือ DGA โดย นางไอรดา  เหลืองวิไล รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล และ นายชรินทร์ ธีรจิตยางกูร ผู้อำนวยการฝ่ายขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัล เข้าร่วมในงานดังกล่าว เพื่อเปิดประสบการณ์ให้ประชาชนได้ร่วมทดลองใช้บริการดิจิทัลภาครัฐที่เข้าใจง่าย เข้าถึงง่าย อาทิ ตู้บริการอเนกประสงค์ภาครัฐ หรือ Government Smart Kiosk ช่องทางที่ประชาชนจะได้เข้าถึงข้อมูลบริการภาครัฐแบบครบวงจร ผ่านพื้นที่ให้บริการหน่วยงานของรัฐและพื้นที่สาธารณะ ลดภาระให้กับประชาชนชาวจังหวัดลพบุรี ด้วยบัตรประจำตัวประชาชนแบบอเนกประสงค์ (Smart Card) ที่มีระบบการรักษาความปลอดภัยสูง สามารถใช้บริการได้อย่างมั่นใจ สามารถตรวจสอบข้อมูลส่วนบุคคลและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เช่น สิทธิประกันสุขภาพ, สิทธิประกันสังคม, การตรวจสอบเงินสะสม (กรณีชราภาพ), เช็คเครดิตบูโรสรุปอย่างย่อ

 

นอกจากนี้ได้เพิ่มความสะดวกให้กับผู้กู้ยืม กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือ กยศ. สามารถสั่งพิมพ์ QR code เพื่อใช้สแกนชำระเงินผ่าน KTB Net Bank ได้ ง่าย สะดวก รวดเร็ว ปัจจุบันตู้บริการอเนกประสงค์ภาครัฐ หรือ Government Smart Kiosk มีบริการประชาชนทั้งหมด 119 จุดทั่วประเทศ สำหรับพี่น้องชาวลพบุรีสามารถใช้บริการได้ที่ โรงพยาบาลบ้านหมี่ ต.บ้านหมี่ อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี

นอกจากนั้นยังแนะนำให้ประชาชนรู้จัก แอปพลิเคชัน CITIZENinfo (ซิติเซ่นอินโฟ) ซึ่งเป็นแอปพลิเคชัน ที่พัฒนาขึ้นเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงจุดให้บริการภาครัฐ ทราบงานบริการ และจัดเตรียมเอกสารล่วงหน้าในการเข้าใช้บริการ ตลอดจนช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทาง และลดเวลาในการทำธุรกรรมกับหน่วยงานภาครัฐได้ ปัจจุบันแอปพลิเคชัน CITIZENinfo มีข้อมูลจุดให้บริการประชาชน และบริการของหน่วยงานภาครัฐมากกว่า 80,000 จุดบริการ โดยสามารถ ดาวน์โหลด ได้แล้วผ่าน App Store และ Google Play

 

 

นอกจากนี้ยังได้นำบริการ Biz Portal (บิซ พอร์ทัล) ศูนย์กลางบริการภาครัฐ เพื่อภาคธุรกิจ มิติใหม่ของการติดต่อราชการเพื่อเริ่มต้นธุรกิจแบบครบวงจรผ่านเว็บไซต์ bizportal.go.th เพื่ออำนวยความสะดวกในการยกระดับผู้ประกอบการให้สามารถดำเนินธุรกิจได้ง่าย และรวดเร็วมากขึ้น ง่ายครบ จบที่เดียว ไม่ต้องวิ่งไปติดต่อหลายหน่วยงาน

สำหรับ DGA ซึ่งถือว่าเป็นหน่วยงานในการกำกับดูแลของนายกรัฐมนตรี โดยนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายและมอบอำนาจให้รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายอนุชา นาคาศัย) เป็นผู้กำกับดูแล และมีภารกิจในการเป็นหน่วยงานกลางของระบบรัฐบาลดิจิทัล ทำหน้าที่ให้บริการส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานอื่นเกี่ยวกับการพัฒนารับบาลดิจิทัลให้สามารถนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เป็นเครื่องมือในการบริการงานภาครัฐและการจัดทำบริการสาธารณะ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและอำนวยความสะดวกในการให้บริการประชาชน   ทั้งนี้ประชาชนสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.dga.or.th

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-dga-government-smart-kiosk/

[Guest Post] ขอเชิญร่วมงาน Forrester x Insider : Cross-channel marketing programs with sky-high ROI วันอังคารที่ 23 มีนาคม นี้

Forrester x Insider ขอเชิญผู้ที่สนใจเข้าร่วมฟัง Free webinar  สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงาน Forrester x Insider: Cross-channel marketing programs with sky-high ROI วันอังคารที่ 23 มีนาคม เวลา 6 โมงเย็น เวลาประเทศไทย เพื่อร่วมรับฟังมุมมองและการแลกเปลี่ยนประสบการณ์จาก Rusty Warner, VP, Principal Analyst – Forrester และ Srikant Kotapalli, Director Product Straedgy & Marketing – Insider 

 

ห้ามพลาด! งานนี้เหมาะสำหรับ Marketing leader, Customer experience professional, Product manager และผู้ที่ดูแลเกี่ยวกับช่องทาง Cross-channel marketing programs เพื่อเรียนรู้เคล็ด(ไม่) ลับและวิธีการเพิ่ม ROI ให้กับแบรนด์ของคุณจากการทำ Marketing Campaign ด้วยเครื่องมือ MarTech ต่างๆ 

 

Key Takeaways

  • The building blocks of a cross-channel marketing program

  • Why some marketing programs succeed, and others fail 

  • How to measure cross-channel marketing program success

  • How to drive ROI and scale your efforts

 

*หมายเหตุ: งานบรรยายเป็นภาษาอังกฤษ ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ FB page

Global: https://www.facebook.com/useinsider 

FB page Insider Thailand: https://www.facebook.com/useinsiderthailandteam    

Linkedin: https://www.linkedin.com/company/useinsider/  

Website: https://useinsider.com/     

#ROI #CrossChannelMarketing #DigitalMarketing #CustomerExperience #MarketingStrategy #MarketingAnalytics #Personalisation #ROAS

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-forrester-x-insider-free-webinar-cross-channel-marketing-programs-with-sky-high-roi/

[Guest Post] ซัมซุงจับมือสมาคมคนตาบอดฯ หนุนผู้พิการทางสายตาเข้าสู่ยุคดิจิทัล ส่งต่อการบริการและสิทธิประโยชน์ พร้อมเปิดประตูความสะดวกแบบครบวงจร

ปัจจุบันอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยอำนวยความสะดวกสบายในการดำรงชีพของผู้คน ไม่ว่าจะเป็น สมาร์ทโฟนที่เป็นมากกว่าอุปกรณ์ที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารแต่เป็นสื่อกลางในการเชื่อมต่อกับสมาร์ทดีไวซ์ต่างๆ  หรือ เหล่าเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีล้ำสมัยซึ่งเข้ามาเติมเต็มประสบการณ์ยุคดิจิทัลให้ดียิ่งขึ้น โดยความเปลี่ยนแปลงนี้นับได้ว่าเป็นความท้าทายครั้งสำคัญของทุกคน ไม่เว้นแม้กระทั่งกลุ่มผู้พิการทางสายตาที่ต้องปรับตัวให้ทันโลกยุคใหม่ ด้วยเหตุนี้ บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด จึงร่วมมือกับสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในการนำเสนออีกหนึ่งทางเลือกในการเข้าถึงนวัตกรรมใหม่ๆ ที่มาพร้อมการบริการที่ครอบคลุมและสิทธิประโยชน์เหนือระดับให้แก่คนกลุ่มนี้ 

 

เมื่อผลิตภัณฑ์และการบริการยุคใหม่ต้องเข้าถึงคนทุกคน

จากข้อมูลของกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พบว่า ในปัจจุบันมีจำนวนผู้พิการทางสายตาในประเทศไทยมากกว่า 200,000 คน ซึ่งจากการที่บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด ได้ดำเนินงานร่วมกับหลากหลายหน่วยงานและองค์กรที่เกี่ยวเนื่องกับกลุ่มผู้พิการทางสายตามาอย่างยาวนาน ทำให้ได้สัมผัสและรับทราบข้อมูล ที่ว่าเทคโนโลยีมีความสำคัญกับบุคคลกลุ่มนี้เป็นอย่างมาก จากการเป็นตัวช่วยให้พวกเขาสามารถติดต่อสื่อสาร เข้าถึงแหล่งข้อมูลข่าวสารความรู้ รวมถึงเป็นสื่อกลางในหาเชื่อมพร้อมอำนวยความสะดวกสบายในชีวิตประจำวัน

 

 

นายชัชชัย วิจิตรจรรยา กรรมการบริหารสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “ซัมซุงคือหนึ่งในแบรนด์ที่เข้าใจกลุ่มผู้พิการทางสายตามากที่สุด ผ่านการออกแบบผลิตภัณฑ์และการบริการที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนกลุ่มนี้มาอย่างต่อเนื่อง ในปัจจุบันที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคดิจิทัล การมีผลิตภัณฑ์และการบริการที่ตอบโจทย์ทำให้พวกเรารู้สึกมั่นใจที่จะก้าวข้ามความเปลี่ยนแปลงนี้ไปพร้อมกับทุกคน กลุ่มผู้พิการทางสายตาต้องการอุปกรณ์ที่เข้ามาอำนวยสะดวกในการใช้ชีวิตในด้านต่างๆ ไม่ต่างจากคนทั่วไป และซัมซุงสามารถตอบโจทย์ในเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดีด้วยผลิตภัณฑ์และการบริการที่ครอบคลุมและครบวงจร”

นางสาวปารมี ทองเจริญ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดองค์กร บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จํากัด กล่าวว่า “ซัมซุงมุ่งมั่นที่จะสร้างอนาคตที่ยั่งยืนสำหรับทุกคนและตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่หลากหลาย โดยแนวคิดนี้ได้ถูกถ่ายทอดมาตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่อุปกรณ์ของซัมซุงไม่ว่าจะเป็น สมาร์ทโฟน สมาร์ททีวี หรือสมาร์ทดีไวซ์ จะมีฟีเจอร์ที่รองรับการใช้งานสำหรับกลุ่มผู้พิการทางสายตาอย่างครอบคลุม อาทิ แอปพลิเคชัน SeeColors App ที่ช่วยในการปรับสีและเติมเต็มสีที่หายไป เพื่อให้ผู้พิการทางสายตาได้รับชมภาพทางทีวีได้อย่างสมบูรณ์แบบ, การบรรยายผ่านเสียง (Audio Description), การสอนการใช้งานรีโมต (Learn TV Remote), ข้อมูลเสียง (Voice Guide) และทางลัดเข้าสู่โหมดตัวช่วยการเข้าถึง (Accessibility Shortcuts) เป็นต้น ซึ่งในวันนี้เราได้ร่วมมือกับสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทยเพื่อพัฒนาระบบที่จะส่งต่อผลิตภัณฑ์และการบริการที่จะช่วยเพิ่มความมั่นใจในการใช้ชีวิต รวมถึงยังช่วยให้กลุ่มผู้พิการทางสายตาได้เข้าถึงข้อมูลและการใช้งานต่างๆ เพื่อยกระดับความสะดวกสบาย เปิดประตูสู่การเรียนรู้ และเสริมสร้างโอกาสใหม่ๆ ในโลกยุคดิจิทัลที่เท่าเทียม”

 

จากความต้องการขั้นพื้นฐานสู่ความสะดวกสบายที่ครบวงจร

ในปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์และการบริการที่ตอบโจทย์เพียงความต้องการขั้นพื้นฐานอาจจะไม่เพียงพออีกต่อไป ผู้คนในปัจจุบันต่างก็มองหาสิ่งที่จะมาเติมเต็มประสบการณ์ยุคดิจิทัลในมิติต่างๆ  กลุ่มผู้พิการทางสายตาก็เช่นกัน พวกเขามองหาสิ่งที่มากกว่าการติดต่อสื่อสารขั้นพื้นฐาน แต่ยังมีความต้องการที่จะเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกที่มากขึ้น หรือแม้กระทั่งการเข้าถึงความบันเทิงที่หลากหลายมากกว่าเดิม

นายจอง ซุง ปาร์ค ผู้อำนวยการฝ่ายบริการลูกค้า กล่าวว่า  “ซัมซุงมีความเชื่อมั่นว่าเราสามารถเป็นส่วนสำคัญในการยกระดับชีวิตของคนทุกคน ความตั้งใจที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างคุณภาพชีวิตของคนทุกคนให้ดีขึ้นนี้จึงสะท้อนผ่านการออกแบบผลิตภัณฑ์และการบริการที่ครอบคลุมและใส่ใจในทุกรายละเอียดเพื่อที่จะมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้า โดยบริษัทได้เตรียมทีมงานคอลเซ็นเตอร์ที่ได้รับการอบรมมาเพื่อให้บริการกับผู้พิการทางสายตาโดยเฉพาะ เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และช่วยดำเนินขั้นตอนการสั่งซื้อตั้งแต่ต้นจนจบ รวมถึงการให้คำปรึกษาในด้านการบริการหลังการขาย ตั้งแต่ขั้นตอนการติดตั้ง การเรียนรู้การใช้งานเบื้องต้น ไปจนถึงการเข้าถึงโหมดตัวช่วยการเข้าถึง (Accessibility) ต่างๆ ที่จะช่วยทำให้ผู้พิการทางสายตาได้เข้าถึงการใช้งานอย่างสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มโอกาสให้คนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงการใช้งานเทคโนโลยีที่หลากหลายมากขึ้นในอนาคตข้างหน้า”

การที่เหล่าผู้พิการทางสายตาได้ทำลายกำแพงของความกลัวและก้าวเข้ามาสู่โลกดิจิทัล นับได้ว่าเป็นอีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของชีวิตที่เกิดจากความช่วยเหลือของเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เป็นมากกว่าอุปกรณ์ติดต่อสื่อสาร แต่ยังสามารถอำนวยความสะดวกสร้างความบันเทิง และส่งต่อประสบการณ์ชีวิตที่หลากหลายมากยิ่งขึ้นแก่พวกเขา บทบาทของผลิตภัณฑ์และการบริการจากซัมซุงในครั้งนี้จึงเป็นเสมือนการจับมือคนทุกคนเพื่อก้าวเข้าสู่โลกดิจิทัลที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ และเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อประสบการณ์ที่หลากหลายและครบวงจร ซัมซุงจึงมอบส่วนลดสุดพิเศษกว่า 20% แก่กลุ่มคนผู้พิการทางสายตาที่ถือบัตรประจำตัวคนพิการ โดยผู้ที่สนใจสามารถติดต่อเพื่อขอรายละเอียดสินค้า และทำการสั่งซื้อพร้อมรับส่วนลดพิเศษจากคอลเซ็นเตอร์ โทร.1282 หรือสามารถดูรายการสินค้าที่เข้าร่วมโปรโมชันได้ที่ https://shop.samsung.com/th/offer/blindcampaign ตั้งแต่วันนี้ – 30 เมษายน 2564

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-samsung-for-the-blinds/

[Gues Post] เอไอเอส ชำระเงินค่าใบอนุญาตคลื่นความถี่ 700 MHz จากการประมูล พร้อมนำคลื่น 5G สร้างประโยชน์เพื่อคนไทย คงความเป็นผู้นำที่มีคลื่นความถี่ครบและมากที่สุด

นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์  อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส ในฐานะผู้บริหาร บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด (เอดับบลิวเอ็น) ผู้ได้รับจัดสรรคลื่นความถี่ย่าน 700 MHz (733738 / 788793 MHz ) ในมูลค่ารวม 17,154 ล้านบาท เป็นตัวแทนชำระค่าคลื่นความถี่ย่าน 700 MHz งวดที่ 1 จำนวน 1,835,478,000.00 บาท (หนึ่งพันแปดร้อยสามสิบห้าล้านสี่แสนเจ็ดหมื่นแปดพันบาทถ้วน)  รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว โดยมี พลเอกสุกิจ ขมะสุนทร ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เป็นผู้รับมอบ เพื่อนำส่งเงินเป็นรายได้ของแผ่นดินต่อไป 

นายสมชัย กล่าวว่า “นอกจากคลื่นความถี่ 700 MHz ที่เอไอเอสได้รับการจัดสรรเมื่อปี 2562 และได้ชำระเงินค่าคลื่นความถี่นี้ไปแล้ว 1 งวด ในการประมูลคลื่น 5G เมื่อต้นปี 2563 ที่ผ่านมา เรายังมีความตั้งใจเป็นอย่างยิ่งในประมูลคลื่น 700 MHz เพิ่มเติม เพื่อนำมาให้บริการ 5G โดยเป็นคลื่น 5G แบบเต็ม Block ตามมาตรฐานเทคโนโลยี 5G ระดับโลก ซึ่งเป็นจำนวนที่จะนำมาใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และเพื่อให้คลื่นความถี่ที่เอไอเอสมี ครบทั้งย่านความถี่ต่ำ ย่านความถี่กลาง และย่านความถี่สูง ครอบคลุมการใช้งานทุกรูปแบบ ประกอบด้วย คลื่น 700 MHz จำนวน 30 MHz (2×15 MHz), คลื่น 2600 MHz จำนวน 100 MHz และคลื่น 26 GHz จำนวน 1200 MHz รวมเฉพาะคลื่นความถี่ที่จะนำมาให้บริการ 5G ทั้งหมดอยู่ที่ 1330 MHz และเมื่อรวมกับคลื่นความถี่เดิมที่มีจำนวนมากที่สุดอยู่แล้ว ส่งผลให้เอไอเอสยังคงยืนหยัด ในฐานะผู้นำอันดับ 1 ที่มีคลื่นความถี่ในการให้บริการ 3G,4G และ 5G มากที่สุดในอุตสาหกรรม รวม 1420 MHz(ไม่รวมคลื่นที่เกิดจากความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ) ที่จะนำมาสร้างประโยชน์ในการฟื้นฟูประเทศผ่านการร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมหลักต่างๆและลูกค้าทุกกลุ่มต่อไป”

 

from:https://www.techtalkthai.com/gues-post-ais-700-mhz-5g/