คลังเก็บป้ายกำกับ: Press_Release

[Guest Post] “อว.” จุดพลุเปิดตัวโครงการ “AI for All” มุ่งสร้างองค์ความรู้ด้าน AI ปูพรมผ่าน 5 โครงการสำคัญ เจาะทุกกลุ่มเป้าหมาย

“อว.” บูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วน จุดพลุเปิดตัวโครงการ “AI for All” เน้นสร้างองค์ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ AI แก่ประชาชน พร้อมส่งเสริมให้นำ AI มาประยุกต์ใช้ต่อยอดในสาขาวิชาชีพต่างๆ รวมไปถึงชุมชนและสังคม ผ่าน 5 โครงการสำคัญ เร่งเตรียมกำลังคนพร้อมรับกับยุคของ AI อย่างเต็มรูปแบบในอนาคต

ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับ สำนักงานสภานโนบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) จัดงานแถลงข่าวเปิดตัว โครงการ “AI for All  โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ ให้ประชาชนและผู้ที่เกี่ยวข้องได้เห็นถึงความสำคัญของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังเข้ามามีบทบาทมากขึ้นและส่งเสริมให้มีการพัฒนาศักยภาพของกำลังคนในประเทศให้สามารถนำเอาเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์ไปประยุกต์ใช้ได้

 

โดยภายใต้โครงการ AI For ALL ได้แบ่งการดำเนินงานออกเป็น 5 โครงการสำคัญ ได้แก่

  • โครงการ AI ไทยสามารถ เป็นโครงการที่สร้างกระแสความสนใจ ความรู้ และความเข้าใจเรื่องปัญญาประดิษฐ์เบื้องต้น สำหรับประชาชนทั่วไปที่ไม่รู้จักหรือยังไม่เข้าใจ ดำเนินการโดย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
  • โครงการ AI@School เป็นโครงการพัฒนาศักยภาพเยาวชนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ให้มีความรู้และความเข้าใจพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ข้อมูลและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ดำเนินการโดย ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ
  • โครงการ Super AI Engineer เป็นโครงการพัฒนานวัตกร/วิศวกร/นักวิจัย/วิสาหกิจเริ่มต้น ด้านปัญญาประดิษฐ์ เพื่อป้อนเข้าสู่ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม ดำเนินการโดย สมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย และสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • โครงการ AI/ROBOTICS FOR ALL เป็นโครงการเพื่อพัฒนานวัตกร/นักวิจัย/วิศวกร/วิสาหกิจเริ่มต้น ให้เกิดความตระหนัก และมีความรู้ความสามารถด้านปัญญาประดิษฐ์ ดำเนินการโดย สถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
  • โครงการ SMART Agricultural Robot Contest 2020 เป็นโครงการส่งเสริมให้นิสิต/นักศึกษาพัฒนาสิ่งประดิษฐ์ที่ใช้เทคโนโลยีหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์เพื่อแก้ปัญหาจากภาคการเกษตร และต่อยอดผลงานเข้าสู่เชิงพาณิชย์ต่อไป ดำเนินการโดย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และสมาคมวิชาการหุ่นยนต์แห่งประเทศไทย

 

 “ปัจจุบันทุกภาคส่วนให้ความสำคัญกับการนำเอาปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI มาใช้ เพื่อเสริมศักยภาพในการทำงานภายในองค์กร จนเรียกได้ว่า AI ได้กลายมาเป็นผู้ช่วยคนสำคัญ แต่ก็ต้องยอมรับว่า เมื่อ AI เริ่มเข้ามามีบทบาทต่อการใช้ชีวิตในแง่ของปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และหุ่นยนต์ ทำให้หลายฝ่ายกังวลว่าจะมีผลกระทบต่อการจ้างงานในอนาคต ดังนั้นประเทศไทยจึงต้องเตรียมพร้อมทุกด้าน โดยในส่วนของภาครัฐเองได้มีการบูรณาการร่วมกันกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ในการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ AI แก่ประชาชน ผ่านโครงการ AI For All ซึ่ง จะมีการดำเนินการใน 5 โครงการสำคัญ ที่มุ่งส่งเสริมให้เกิดการนำ AI มาประยุกต์ใช้ในสาขาวิชาชีพต่าง ๆ รวมไปถึงชุมชนและสังคม  เป็นการเตรียมกำลังคนให้พร้อมรับกับยุคของ AI อย่างเต็มรูปแบบในอนาคต” ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ กล่าว

 

 

อย่างไรก็ดี ภายในงานแถลงข่าว ยังมีการจัดเสวนาในหัวข้อ “การประยุกต์ใช้ AI ในชีวิตประจำวัน” โดยแขกรับเชิญพิเศษ “ซี-ฉัตรปวีณ์ ตรีชัชวาลวงศ์”  “ป้อม-ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ”  และ “คัตโตะ-อารมณ์ โพธิ์หาญรัตนกุล” มาร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่อง AI ในมุมต่าง ๆ ที่น่าสนใจอีกด้วย

 

from:https://www.techtalkthai.com/ai-for-all/

[Guest Post] เอ็น-สแควร์ อีคอมเมิร์ซ ระดมทุนในรอบ Series A Funding ตั้งเป้ายอดขาย 2 พันล้านบาท เดินหน้าเป็นผู้นำตลาดอีคอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เอ็น-สแควร์ อีคอมเมิร์ซ กรุ๊ป ผู้จัดจำหน่ายและผู้ให้บริการอีคอมเมิร์ซครบวงจร เติบโตอย่างมั่นคงและสร้างกำไรต่อเนื่องด้วยรายได้รวมในประเทศไทย 1,192 ล้านบาทในปี 2562 ตั้งแต่เริ่มธุรกิจเมื่อปี 2559 มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี 125% (CAGR) เอ็น-สแควร์เป็นเจ้าของ direct-to consumer แบรนด์ออนไลน์ชั้นนำ และเป็นผู้จัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการให้แก่ 130 แบรนด์ใน 6 ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คาดการณ์รายได้เพิ่ม 2 เท่าภายในสิ้นปีนี้ ล่าสุด รับเงินลงทุนในรอบ Series A Funding จากนักลงทุนสถาบันชั้นนำ เพื่อเสริมแกร่งประสิทธิภาพของระบบและเทคโนโลยี รวมทั้ง ขยายธุรกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นายนัฐพล บุญภินนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็น-สแควร์ อีคอมเมิร์ซ จำกัด

 

นายนัฐพล บุญภินนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็น-สแควร์ อีคอมเมิร์ซ จำกัด กล่าวว่า “ปี 63 เป็นปีที่ท้าทายและในขณะเดียวกันก็เต็มไปด้วยโอกาสสำหรับธุรกิจออนไลน์ สำหรับโอกาสในเชิงบวก เรามองเห็นพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วในด้านการซื้อของออนไลน์ทั่วไป เราเห็นว่าพฤติกรรมของผู้บริโภคได้เปลี่ยนไป เพราะจากข้อมูลของเราพบว่าเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้วค่าเฉลี่ยมูลค่าต่อการซื้อ 1 ครั้งเพิ่มขึ้น 23% จาก 669 บาทเป็น 826 บาท นอกจากนี้ ลูกค้ายังซื้อสินค้าจำนวนมากขึ้นต่อครั้ง และมีความถี่ในการซื้อมากขึ้นอีกด้วย ทั้งนี้ สินค้าที่ขายดีทางออฟไลน์อย่างสินค้าอุปโภคบริโภค (Groceries and FMCG) ถือเป็นกลุ่มสินค้าที่ผู้คนสั่งซื้อออนไลน์มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และมีการเติบโตที่แข็งแกร่งหากเทียบกับสินค้าประเภทอื่นๆ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วและซื้อสินค้าทางออนไลน์มากขึ้นสำหรับความต้องการและความจำเป็นในชีวิตประจำวัน อีกทั้งยังมีความต้องการมากขึ้นในด้านความรวดเร็ว การบริการที่ดี และค่าส่งราคาถูก จนทำให้ตลาดอี-คอมเมิร์ซ รวมไปถึง supply chain ทั้งหมดขยายตัวอย่างรวดเร็วในปีนี้”

 

“ทั้งนี้ ข้อมูลจาก Statista ระบุว่ามูลค่าตลาดของอี-คอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถูกคาดการณ์ว่าจะเติบโตมากกว่า 402% จากปี 2562 – 2568 ซึ่งเราก็ได้รับโอกาสจากการเติบโตนี้ เห็นได้จากประเทศ มาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และเวียดนามที่เราเข้าไปดำเนินธุรกิจ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ประเทศฟิลิปปินส์ปีนี้เรามีรายได้เติบโตถึง 782% ส่วนมาเลเซียมีรายได้เติบโต 300% เมื่อเทียบกับไตรมาส 1-3 ของปี 2562 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฟิลิปปินส์ที่เราพบความท้าทายอย่างมากในช่วงล็อกดาวน์โควิด-19 การขนส่งจำกัดเพียงแค่อาหารและสิ่งจำเป็นเท่านั้น แต่เราก็สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ด้วยการพลิกสถานการณ์มาขายอาหารแช่แข็งและไอศกรีมในลาซาด้าและช้อปปี้

ในปีนี้ เราขายสินค้าแบรนด์ของเราคือ HomeHuk และ XtivePro ไปยังลูกค้ามากกว่า 1 ล้านรายผ่านทางช่องทางออนไลน์เพียงช่องทางเดียว เรามองเห็นโอกาสในการเติบโตของ direct-to consumer (D2C) แบรนด์ในภูมิภาคนี้ เราวางแผนลงทุนสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องให้กับทั้ง 2 แบรนด์นี้ให้เป็น D2C แบรนด์อันดับหนึ่งสำหรับกลุ่มสินค้าเครื่องใช้ภายในบ้านและสินค้ากีฬาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และจะเดินหน้าเพิ่มกลุ่มสินค้า รวมทั้งขยายฐานสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยคาดการณ์ว่าจะมีรายได้มากกว่า 1 พันล้านบาทในการขายสินค้า 2 แบรนด์นี้ภายในปี 63” นัฐพลกล่าว  

“สำหรับเงินลงทุนในรอบ Series A Funding ได้รับจากบริษัท เคเคพี แคปปิตอล จำกัด (มหาชน), กองทรัสต์เพื่อกิจการเงินร่วมลงทุนสำหรับธุรกิจเอสเอ็มอีก้าวไกลไปด้วยกัน 2 โดยมี Siam Alpha Equity (SAE) เป็นที่ปรึกษาการลงทุน (Trust Advisor), เครือจันวาณิชย์, AHMP และ ECG-Research ซึ่งนอกจากการนำไปลงทุนเพื่อเสริมแกร่งทางด้านเทคโนโลยีและขยายธุรกิจแล้ว เราจะยังเฟ้นหาทีมงานและผู้บริหารที่แข็งแกร่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเติบโตไปพร้อมๆ กัน รวมทั้ง สร้างวัฒนธรรมองค์กรให้เป็นบริษัทสตาร์ทอัพขนาดใหญ่ที่มีความทันสมัยและเต็มไปด้วยคนรุ่นใหม่ ที่พร้อมพัฒนาขีดความสามารถไปพร้อมกับเรา และสร้างสรรค์โซลูชั่นและเซอร์วิสที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อให้ตรงตามต้องการของพาร์ทเนอร์, แพล็ตฟอร์ม และลูกค้าของเรา รวมทั้ง ยังคงมองหาโอกาสใหม่ๆ ในการลงทุนเชิงกลยุทธ์ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเราอีกด้วย” นัฐพลกล่าวทิ้งท้าย

ปกรณ์ เกษมธนกุล กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายลงทุน บริษัท เคเคพี แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) บริษัทในกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร กล่าวว่า “จุดแข็งของเอ็น-สแควร์ อีคอมเมิร์ซ อยู่ที่ทีมงานที่มีศักยภาพประกอบกับพัฒนาการที่ได้ดำเนินมาอย่างไม่หยุดยั้ง จึงเชื่อแน่ว่าเอ็น-สแควร์ อีคอมเมิร์ซ จะเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่สำคัญในธุรกิจออนไลน์ของภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ต่อไป เคเคพี แคปปิตอล มีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสผลักดันการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของเอ็น-สแควร์ อีคอมเมิร์ซ ไปอีกระดับหนึ่ง”

อัคพันธุ์ อมาตยกุล กรรมการผู้จัดการ Siam Alpha Equity (SAE) กล่าวว่า “เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมสนับสนุนบริษัทสตาร์ทอัพไทยที่มีการเติบโตที่แข็งแกร่ง มีระบบการบริหารจัดการที่ดีและมีบุคลากรที่มีความสามารถ เราเชื่อว่าตลาด e-commerce ในประเทศไทยนั้นยังมีศักยภาพที่จะเติบโตได้อีกมาก เช่นเดียวกันกับบริษัท เอ็น-สแควร์ อีคอมเมิร์ซ ซึ่ง SAE พร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งที่คอยสนับสนุนและผลักดันให้บริษัทเติบโตต่อไปอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน”

 

เกี่ยวกับ เอ็น-สแควร์ อีคอมเมิร์ซ กรุ๊ป

เอ็น-สแควร์ อีคอมเมิร์ซ กรุ๊ป เป็นผู้จัดจำหน่ายและผู้ให้บริการอีคอมเมิร์ซครบวงจร ให้บริการบริหารช่องทางและกลยุทธ์ โดยให้บริการคลังสินค้า, การบริการลูกค้า, การวิเคราะห์ และโซลูชั่นการตลาดออนไลน์ ให้แก่แบรนด์ต่างๆ กว่า 130 แบรนด์ ได้แก่ ประเทศไทย 77 แบรนด์, ฟิลิปปินส์ 26 แบรนด์, มาเลเซีย 21 แบรนด์ ที่เหลือคือ เวียดนาม, อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ จัดจำหน่ายแบรนด์ชั้นนำ อาทิ ทีฟาล์ว (Tefal), ลอรีอัล (L’Oréal), หัวเหว่ย (Huawei) และเอชพี (Hewlett-Packard) ฯลฯ นอกจากนี้ ยังเป็นเจ้าของแบรนด์สินค้าไทย โฮมฮัก (HomeHuk) แบรนด์ผู้นำด้านสินค้าเครื่องใช้ภายในบ้านออนไลน์อันดับ 1 ในประเทศไทย และ เอ็กซ์ทีฟโปร (XtivePro) แบรนด์สินค้ากีฬาชั้นนำของประเทศไทย โดยจัดจำหน่ายและบริหารช่องทางการขายสินค้าต่างๆ ผ่านแพล็ตฟอร์ม E-Marketplace อย่าง Shopee, Lazada และ JD Central ช่องทาง Social Commerce อย่าง Facebook และ Line รวมทั้ง ช่องทางเว็บไซต์ของแบรนด์นั้นๆ (brand.com) เอ็น-สแควร์เติบโตก้าวกระโดดมาตลอด 4 ปี ตั้งแต่ก่อตั้ง และยังคงมีกำไรอย่างต่อเนื่อง

 

 

 

from:https://www.techtalkthai.com/n-squared-e-commerce-series-a-funding/

[Guest Post] หัวเว่ย และแอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น ลงนามบันทึกข้อตกลง จับมือร่วมพัฒนาอีโคซิสเต็มเพื่อขับเคลื่อนแพลตฟอร์ม “สมาร์ทลีฟวิ่ง” แบบครบวงจร

บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ให้บริการระบบโครงสร้างพื้นฐานและโซลูชันไอซีทีชั้นนำ ลงนามในบันทึกข้อตกลงร่วมกับ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของไทยที่มุ่งเน้นตอบสนองไลฟ์สไตล์แบบครบวงจร เพื่อความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนความเชี่ยวชาญ และมองหาความเป็นไปได้ในการพัฒนาอีโคซิสเต็มสำหรับสมาร์ทลีฟวิ่งและอาคารอัจฉริยะต้นแบบ ที่จะถูกนำมาใช้งานจริงในโครงการอสังหาริมทรัพย์ของ AWC เพื่อแสวงหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ และริเริ่มโครงการด้านอาคารอัจฉริยะ (Smart Building), การบริหารจัดการสินทรัพย์อัจฉริยะ (Smart Asset Management), ธุรกิจโรงแรมและการค้าปลีกอัจฉริยะ (Smart Hospitality and Retail), สมาร์ทแคมปัสและสมาร์ทลีฟวิ่ง (Smart Campus and Living) รวมไปถึงการเชื่อมต่อเชิงอัจฉริยะ (Intelligent Connectivity) ต่าง ๆ ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้ในการเสริมสร้างศักยภาพให้กับธุรกิจเพื่อสร้างสรรค์อนาคตที่ดีกว่าอย่างยั่งยืน

 

นายอาเบล เติ้ง (กลางขวา) ประธานกรรมการบริหาร หัวเว่ย ประเทศไทย และนางวัลลภา ไตรโสรัส (กลางซ้าย) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในระหว่างพิธีลงนามบันทึกข้อตกลง

 

ภายใต้บันทึกข้อตกลงนี้ AWC และหัวเว่ยจะร่วมกันแลกเปลี่ยนความเชี่ยวชาญ และมองหาความเป็นไปได้ในการพัฒนาและศึกษานวัตกรรมที่จะช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิตของผู้คน รวมถึงยกระดับวงการอสังหาริมทรัพย์ไทยให้ดียิ่งขึ้นในอนาคต อาทิ โซลูชันที่ขับเคลื่อนโดยเทคโนโลยี 5G, เทคโนโลยีแอคเซสพอยท์ Wi-Fi 6 ความเร็วระดับอัลตร้าไฮสปีด, โมดูล IoT, อุปกรณ์เชื่อมต่ออัจฉริยะ, พื้นที่เก็บข้อมูลในคลาวด์ เป็นต้น ด้วยโครงสร้างพื้นฐานไอซีทีที่มีความยืดหยุ่นและเชื่อถือได้จากหัวเว่ย จะช่วยเร่งกระบวนการทรานสฟอร์มด้านดิจิทัลของโครงการในกลุ่มธุรกิจโรงแรมและบริการ และกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ ทั้งศูนย์การค้า สถานที่ท่องเที่ยวแนวไลฟ์สไตล์ และอาคารสำนักงานของ AWC เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้มาใช้บริการ

AWC มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาศักยภาพด้านต่าง ๆ ผ่านกลยุทธ์ที่ไม่เคยหยุดนิ่ง และสร้างคุณค่าที่เหนือระดับให้แก่ลูกค้า ตลอดจนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์โดยรวม โดยภายใต้ความร่วมมือแลกเปลี่ยนความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี พร้อมทั้งสมาร์ทดีไวซ์และโซลูชันชั้นนำระดับเวิร์ลคลาสของหัวเว่ย จะช่วยให้ AWC สามารถพัฒนาโครงสร้างดิจิทัลได้อย่างมั่นใจ พร้อมคงความผู้นำในธุรกิจท่ามกลางยุคดิจิทัลที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

“การผนึกกำลังกับ AWC ในวันนี้นับเป็นความสำเร็จก้าวสำคัญของหัวเว่ย ประเทศไทย” นายอาเบล เติ้ง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวในระหว่างพิธีลงนามบันทึกข้อตกลง “ที่หัวเว่ย เราเดินหน้าเสาะหากลยุทธ์ที่จะช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของภาครัฐและเอกชนของประเทศไทย บริษัทมีเป้าหมายแน่วแน่ในการช่วยปูทางสู่การพัฒนาด้านดิจิทัลของไทยในอนาคต เรามั่นใจว่าการสนับสนุนด้านเทคโนโลยีและการแบ่งปันองค์ความรู้ด้านไอซีทีที่เรามอบให้แก่ AWC จะช่วยเสริมศักยภาพให้โรงแรม ธุรกิจค้าปลีก และอาคารสำนักงาน รวมไปถึงโครงการมิกซ์ยูสรูปแบบต่าง ๆ ของ AWC พร้อมช่วยขับเคลื่อนการดำเนินธุรกิจในแบบสมาร์ทที่มีประสิทธิภาพสูงสุด” นายอาเบล กล่าวเสริม

“AWC มีความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์นวัตกรรมเสริมความก้าวหน้าให้กับอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ไทย ด้วยการมุ่งมั่นในการศึกษา แสวงหา และนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้ในการพัฒนาโครงการคุณภาพใหม่ ๆ อย่างไม่หยุดยั้ง เรามีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับหัวเว่ย พันธมิตรเชิงกลยุทธ์ของเรา ในการเดินหน้าพันธกิจการมุ่งสร้างสรรค์อนาคตที่ดีกว่า ด้วยความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนความเชี่ยวชาญด้านนวัตกรรม และมองหาความเป็นไปได้ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านไอซีทีที่แข็งแกร่งร่วมกัน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจ สอดคล้องกับความต้องการและไลฟ์สไตล์ของผู้คน ในโลกยุคดิจิทัล” นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าว

 

 

 

from:https://www.techtalkthai.com/huawei-signs-mou-awc/

[Guest Post] Zoho ประกาศความร่วมมือกับ Tata Consultancy Services

Zoho ร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ TCS เพื่อจัดหาโซลูชันทางธุรกิจแบบครบวงจรให้กับองค์กรขนาดใหญ่ระดับโลกและบริษัทระดับกลาง

 

วันนี้ Zoho บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ Tata Consultancy Services (TCS) เพื่อมอบโซลูชันการจัดการลูกค้าสัมพันธ์ การจัดการบริการไอที และอีคอมเมิร์ซที่เหนือกว่าเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นกับธุระกิจขนาดใหญ่ ในการร่วมมือกันในครั้งนี้ได้รวบรวมความกว้างและความลึกของกลุ่มผลิตภัณฑ์ของ Zoho ด้วยประสบการณ์ที่ยาวนานหลายทศวรรษของ TCS และความเชี่ยวชาญด้านโดเมนในการให้คำปรึกษาที่นำเทคโนโลยีและบริการบูรณาการธุรกิจ Zoho และ TCS จะร่วมกันขับเคลื่อนการเติบโตขององค์กรทั่วโลกผ่านระบบปรับเทคโนโลยีที่สอดคล้องกับเป้าหมายทางธุรกิจให้มีความแข็งแรงมากขึ้น มีความโปร่งใสในโซลูชันต่างๆ มากขึ้น และมีประสิทธิภาพในการดำเนินงานที่ดีมากขึ้นกว่าเดิม

TCS เป็นที่ปรึกษาและผู้รวบรวมระบบที่ได้รับความไว้วางใจจากธุรกิจระดับองค์กร ด้วยเครือข่ายลูกค้าที่หลากหลาย TCS ยังช่วยให้ลูกค้าได้ปรับปรุงประสบการณ์ผ่านความสามารถในกลยุทธ์ที่เรียกว่า CX หรือออกแบบ ข้อมูลเชิงลึกของลูกค้า การเปลี่ยนแปลงทางการตลาด การขายและบริการ การรวมโมเดลข้อมูลที่เป็นหนึ่งเดียวของ Zoho และความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคและอุตสาหกรรมของ TCS องค์กรต่างๆจะได้รับผลประโยชน์จากความสามารถที่รวดเร็วขึ้น ไร้รอยต่อ และนวัตกรรมเพื่อยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า กลุ่มแอปพลิเคชันมากกว่า 45 แอปพลิเคชันของ Zoho สร้างขึ้นจากกลุ่มเทคโนโลยีเดียวเพื่อให้บริการต่างๆรวมถึง AI การค้นหาแบบรวมเป็นหนึ่งเดียว การวิเคราะห์ที่มีประสิทธิภาพ และอื่น ๆ อีกมากมาย ได้รับช่วงต่อมาจากแอปพลิเคชันทั้งหมดทำให้ธุรกิจมีมูลค่าที่เหนือชั้นในขณะที่แก้ปัญหาการเชื่อมต่อที่ซับซ้อน

ในฐานะที่เป็นจุดเริ่มต้น องค์กรต่างๆสามารถใช้แพลตฟอร์มจัดการและบริการลูกค้าแบบไร้รอยต่อของ Zoho CRM Plus ซึ่งแพลตฟอร์มนี้ได้รวบรวมทีมที่ติดต่อกับลูกค้าทั้งหมดไว้ในอินเทอร์เฟซเดียว และมอบข้อมูลที่อัจฉริยะแบบครบวงจร แบบเวลาจริง (Real-time) และตามบริบท แพลตฟอร์มที่สร้างมาตรฐานแบบใหม่สำหรับการมีส่วนร่วมของลูกค้าทุกช่องทาง การรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลและการดำเนินการที่กำหนด โดยใช้ประโยชน์จากการวิเคราะห์ที่มีประสิทธิภาพของ Zoho และเครื่องมือ AI

“TCS มีแนวทางการดำเนินธุรกิจในการให้คำปรึกษาและการเปลี่ยนแปลงช่วยเหลือองค์กร ซึ่งเป็นแนวคิดเดียวกับทางบริษัท Zoho ที่ใช้วิธีการเสนอแพลตฟอร์มแบบเชื่อมต่อกันในแนวตั้งของแอปพลิเคชันและบริการทางธุรกิจชั้นนำ” Sridhar Vembu ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของ Zoho Corporation กล่าว “เรามั่นใจว่าด้วยการเข้าถึงและอิทธิพลของ TCS ในตลาดทั้ง 46 ประเทศ และองค์กรจำนวนมากทั่วโลกจะได้สัมผัสกับประโยชน์ของกลุ่มเทคโนโลยีล้อันำลึกของ Zoho และแอปพลิเคชันที่มีชื่อเสียงระดับโลก”

“องค์กรขนาดใหญ่ต่างๆกำลังใช้ชุดผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดสำหรับฟังก์ชันการบริการลูกค้าเนื่องจากได้ให้พลังด้านดิจิทัลและความยืดหยุ่นที่จำเป็นในการสร้างประสบการณ์ที่เหมาะสมกับลูกค้า ในเวลาที่เหมาะสม” Aarti Devi Global Head – Customer Experience Management, Enterprise Application Services ที่ TCS กล่าว “เรายินดีที่ได้ร่วมมือกับ Zoho ในการช่วยเหลือลูกค้าของพวกเขาในการแสวงหานวัตกรรมใหม่ ๆ และโอกาสในการเติบโต”

Zoho ในการร่วมเป็นพันธมิตรกับ TCS จะช่วยให้องค์กรระดับโลกได้รับโอกาสใหม่ในการสร้างรายได้เพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานและขับเคลื่อนความสำเร็จทางธุรกิจได้จากทุกที่ไม่ว่าจะจากระยะไกล ในสำนักงานหรือทั้งสองแบบ

 

เกี่ยวกับ Tata Consultancy Services Ltd (TCS)

Tata Consultancy Services เป็นองค์กรบริการด้านไอที ที่ให้คำปรึกษาและโซลูชันทางธุรกิจที่ร่วมมือกับธุรกิจขนาดใหญ่หลายแห่งทั่วโลกและบริษัทยังพัฒนาและเปลี่ยนแปลงตลอด 50 ปีที่ผ่านมา

TCS นำเสนอผลงานทางธุรกิจเทคโนโลยีและวิศวกรรม บริการโซลูชันที่ถูกนำโดยให้คำปรึกษา ขับเคลื่อนด้วยความรู้ ความเข้าใจ สิ่งนี้ส่งมอบผ่านรูปแบบการจัดส่ง Location Independent Agile™ ที่เป็นเอกลักษณ์ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นมาตรฐานของความเป็นเลิศในการพัฒนาซอฟต์แวร์

TCS เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มบริษัทเครือ Tata ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจข้ามชาติที่ใหญ่ที่สุดของอินเดีย TCS มีที่ปรึกษา ที่ได้รับการฝึกอบรมที่ดีที่สุดในโลกกว่า 453,000 คนใน 46 ประเทศ บริษัทมีรายได้รวม 22,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปีงบประมาณสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2020 และจดทะเบียนใน BSE (เดิมชื่อ Bombay Stock Exchange) และ NSE (National Stock Exchange) ในอินเดีย จุดยืนเชิงรุกของ TCS เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลงานที่ได้รับรางวัลร่วมกับชุมชนทั่วโลกทำให้เป็นที่หนึ่งในดัชนีด้านความยั่งยืนชั้นนำเช่น Dow Jones Sustainability Index (DJSI), MSCI Global Sustainability Index และ FTSE4Good Emerging Index สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดเยี่ยมชมเราได้ที่ www.tcs.com

 

เกี่ยวกับ Zoho

ด้วยแอพมากกว่า 45 ตัว ในเกือบทุกประเภทธุรกิจที่สำคัญรวมถึงการขายการตลาดการสนับสนุนลูกค้าการบัญชีและการดำเนินงานด้านหลังรวมถึงเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและการทำงานร่วมกัน Zoho Corporation เป็นหนึ่งในบริษัทซอฟต์แวร์ที่มีผลงานมากที่สุดในโลก

Zoho เป็นบริษัทเอกชนและสร้างผลกำไรให้กับพนักงานมากกว่า 8,000 คน Zoho มีสำนักงานใหญ่ในเมืองออสตินรัฐเท็กซัสและมีสำนักงานใหญ่ระหว่างประเทศในเมืองเจนไนประเทศอินเดีย สำนักงานเพิ่มเติมอยู่ในสหรัฐอเมริกา อินเดีย ญี่ปุ่น จีน เม็กซิโก ออสเตรเลีย เนเธอร์แลนด์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และสิงคโปร์

Zoho เคารพความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้และไม่มีรูปแบบรายได้จากโฆษณาในทุกส่วนของธุรกิจรวมถึงผลิตภัณฑ์ฟรี ผู้ใช้มากกว่า 60ล้านคนทั่วโลกในบริษัทหลายแสนแห่งพึ่งพา Zoho ทุกวันเพื่อดำเนินธุรกิจรวมถึง Zoho เอง สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาเยี่ยมชม www.zoho.com

 

from:https://www.techtalkthai.com/zoho-tata-consultancy-services/

ISS Consulting ลงนามความร่วมมือจัดทำหลักสูตรเสริมทักษะตอบโจทย์ EEC กับมหาวิทยาลัยราชภัฏนคริทร์ ให้กับสถานประกอบการในพื้นที่เขต EEC

เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2563 ที่ผ่านมา คุณวิศิษฐ์ วิระยากรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ISS Consulting (Thailand) Ltd.  ในฐานะที่ปรึกษาในการวางระบบซอฟแวร์ ERP ให้กับองค์กรชั้นนำมามากกว่า 20 ปี  ร่วมลงนามกับทางมหาวิทยาลัยราชภัฏนคริทร์และสถานประกอบการในพื้นที่เขต EEC จัดทำหลักสูตรเสริมทักษะให้กับผู้บริหาร, ผู้จัดการ, หัวหน้างาน รวมถึงกำลังแรงงานในสถานประกอบการ เพื่อผลักดันเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกหรือ Eastern Economic Corridor (EEC) สร้างความเข้มแข็งและพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันให้สูงขึ้น

การเร่งเสริมทักษะทางด้านดิจิทัลถือเป็นสิ่งจำเป็นต่อการแข่งขันทางด้านธุรกิจและเศรษฐกิจเป็นอย่างยิ่งในอนาคต โดยเฉพาะในการผลักดัน EEC ให้ประสบความสำเร็จนั้น การพัฒนาทักษะของบุคลากรในประเทศไทยให้มีความพร้อมต่อการเปิดรับการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาประยุกต์ใช้ และบริหารจัดการบนเทคโนโลยีดิจิทัลจึงเป็นขั้นตอนที่สำคัญ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนในไทยและทั่วโลกในการมาลงทุนขยายธุรกิจในเขต EEC มุ่งสู่การสนับสนุนอุตสาหกรรมเป้าหมายให้เติบโตถึง 10s Curve (10 อุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่ออนาคต)

ภายใต้โครงการนี้ มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ได้มุ่งเน้นด้านการพัฒนาทักษะทางด้านดิจิทัล และปูพื้นฐานให้บุคลากรมีความเข้าใจการทำงานในทุกภาคส่วนขององค์กร ซึ่งจะเน้นในด้านการบริหารทางด้านอุตสาหกรรมแบบดิจิทัล การบริหารจัดการสำนักงานและการบัญชีดิจิทัล ซึ่งได้เชิญวิทยากรจากบริษัทระดับโลกที่มีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับ Digital Transformation ของซอฟแวร์ SAP ได้แก่บริษัท ISS consulting (Thailand) Ltd. มาเป็นผู้ให้ความรู้และฝึกอบรมในโครงการครั้งนี้

โดยเนื้อหาจะครอบคลุม ในเรื่องต่าง ๆ ตั้งแต่ การเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคดิจิตัล (Digital Transformation, ความสำคัญของระบบการบริหารจัดการทรัพยากรองค์กรรวมยุคใหม่ (Intelligent Enterprise Resource Planning), การจัดการห่วงโซ่คุณค่าและห่วงโซ่อุปทาน (Value Chain and Supply Chain Management), ระบบการบริหารจัดการบุคลากรยุคใหม่ (HR transformation leveraging SuccessFactors), ประสบการณ์ลูกค้ากับการบริหารจัดการระบบลูกค้าสัมพันธ์ (Customer Experience with Customer Relationship Management), การจัดการคลังข้อมูลอัจฉริยะ (Business Intelligence Management) รวมถึง นวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่ออนาคต (New Innovation for the Future)

โดย บริษัท ISS Consulting ได้รับผิดชอบจำนวน 3 หลักสูตร ดังต่อไปนี้

  • หลักสูตรดิจิทัล
  • หลักสูตรบัญชีสมัยใหม่
  • หลักสูตรเลขานุการและการพัฒนาสำนักงานดิจิทัล

สำหรับหลักสูตรการอาหารและโรงแรมได้รับความร่วมมือจากโรงแรมในเครือไมเนอร์ มีโรงแรมทั่วโลก 502 แห่ง ได้แก่ โรงแรม Avani resort พัทยา สนับสนุนสถานที่และบุคลากรของโรงแรมเป็นผู้ฝึกอบรมทั้งทฤษฎีและภาคปฏิบัติ  เพื่อยกระดับเข้าสู่มาตรฐานสากลกับโรงแรมในเครือระดับโลกตามแนวนโยบายของ EEC สร้างบุคลากรมืออาชีพที่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพใน EEC รวมทั้งสามารถทำงานในโรงแรมแบบ New Normal ที่คำนึงถึงประเด็นด้าน Food Safety และ Green Hotel เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม

แต่ละหลักสูตรจะรองรับผู้เรียน 360 คน ครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี,ระยอง, ฉะเชิงเทรา รวมทั้งสิ้น 1,440 คน ซึ่งการอบรมทั้งหมดนี้จะจัดขึ้นตั้งแต่เดือนกรกฎาคมเป็นต้นไป และผู้ที่สนใจเข้าร่วมอบรมสามารถเข้าร่วมได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

หลักสูตรดิจิทัล, หลักสูตรบัญชีสมัยใหม่ และ หลักสูตรเลขานุการและการพัฒนาสำนักงานดิจิทัล

สามารถตรวจสอบกำหนดการและทำการลงทะเบียนได้ทันทีที่ https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfPHzsEQrT83PjFt1fnwLUYowVMoPS-484siBzSoehM0jDHHQ/viewform 

หลักสูตรอาหารและการโรงแรม 

สามารถตรวจสอบกำหนดการและทำการลงทะเบียนได้ทันทีที่ https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSeSBtifmeyWvfifz-Skfg81rPfkGOv8naDsCbg_HMBSAi4OzA/viewform 

ด้านคุณวิศิษฐ์ วิระยากรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ISS Consulting (Thailand) Ltd. กล่าวว่า ในฐานะบริษัทที่ปรึกษาด้านการจัดการเทคโนโลยีและการขับเคลื่อนนวัตกรรมทางธุรกิจ มีความยินดีในการเข้าร่วมเป็นหนึ่งในโครงการฯ นี้ เนื่องจากจะได้นำองค์ความรู้ทางด้านเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพ ทักษะให้กับบุคลากร เพื่อนำไปต่อยอดในสายงานและธุรกิจที่กำลังจะเติบโตโดยเฉพาะในพื้นที่เขตพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

เกี่ยวกับ ISS Consulting (Thailand) Ltd.

ISS Consulting (Thailand) Ltd. เป็นพาร์ทเนอร์กับ SAP ในระดับ Platinum และ SAP Global Partner ที่สามารถให้บริการด้านการออกแบบ พัฒนา และติดตั้งโซลูชั่นของ SAP อย่างครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นระบบ ERP สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก/กลาง/ใหญ่ ในหลากหลายอุตสาหกรรมมาเป็นเวลากว่า 20 ปี โดยมีความเชี่ยวชาญในเทคโนโลยีของ SAP ครอบคลุมทั้ง SAP S/4HANA, SAP Business One, SAP Business ByDesign, C/4HANA, HRM, SAP SuccessFactors, ARIBA, SAP Concur, iRPA, SAP Analytic on Cloud, Data Warehouse, SAP Cloud Platform, SAP IBP,SAP EWM, SAP Transportation Management, SAP BPC, SAP Model Company, E-Tax Invoice & E-Receipt เป็นต้น

จากความสำเร็จด้งกล่าวทำให้ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมานี้ ISS Consulting (Thailand) ได้รับรางวัลระดับ Asia Pacific / Japan และรางวัล Best SAP Partner ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังได้เป็น Platinum Partner ของ SAP มาต่อเนื่องมากกว่า 10 ปี ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ถือเป็นผลลัพธ์ของความพยายามที่ทีมงาน ISS Consulting ได้ทำร่วมกันมานั่นเอง

โดยปัจจุบันนี้มีลูกค้าธุรกิจและองค์กรทั่วประเทศไทยรวมมากกว่า 250 ราย พร้อมให้บริการทั่วประเทศไทยโดยทีมงานกว่า 270 คน

ISS Consulting (Thailand) Ltd. สามารถให้บริการโซลูชั่นของ SAP ได้อย่างหลากหลายครบวงจรที่นอกเหนือจาก ERP เพื่อตอบโจทย์ของธุรกิจองค์กรในมิติใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็น CRM, HRM, Budgeting and Consolidation, Analytic, Integration, Procurement, Concur, ระบบ Robotic Process Automation, Transportation Management, Extended Warehouse Management, Time and Expense Management, SAP Model Company และอื่นๆ อีกมากมายเข้ามาเติมเต็มความต้องการของธุรกิจไทย ให้การทำ Digital Transformation เป็นไปได้อย่างราบรื่นยิ่งขึ้น

นอกจากนั้นแล้วในปีนี้ ISS Consulting (Thailand) Ltd.  เป็นบริษัทในกลุ่ม NTT DATA และ itelligence ซึ่งเป็นผู้ให้บริการระบบ SAP และ Data Center ระดับโลก ทำให้บริษัท มีความสามารถในการนำเสนอ SAP Solution และ IT Solution อื่น ๆ ให้กับลูกค้าในประเทศไทยในขอบเขตที่กว้างยิ่งขึ้นและครบวงจรมากยิ่งขึ้น ทางด้าน SAP Partner นั้น ISS Consulting (Thailand) Ltd.  ยังได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกในกลุ่ม SAP Global Partner ทำให้บริษัทมีศักยภาพมากขึ้นในการนำเสนอ SAPโซลูชั่นธุรกิจระดับโลก

ผู้ที่ต้องการปรึกษาเกี่ยวกับเรื่อง SAP เพื่อพัฒนาระบบบริหารการจัดการในองค์กรให้ดีขึ้น ISS Consulting พร้อมให้คำปรึกษาในทุกกลุ่มประเภทธุรกิจเยี่ยมชมเว็บไซต์ของ ISS Consulting (Thailand) ได้ที่ http://www.issconsulting.co.th/ หรือโทร 02 237 0553

from:https://www.techtalkthai.com/pr-iss-consulting-mou-eec-digital-transformation-traning-with-sap/

ISS Consulting จับมือ SAP Concur เปิดตัวเป็นผู้ให้บริการโซลูชั่นการบริหารจัดการการเดินทางและค่าใช้จ่ายพนักงานในองค์กรรายเดียวในประเทศไทยแล้ววันนี้

ISS Consulting ประกาศเป็นพาร์ทเนอร์รายแรกในประเทศไทยกับ SAP Concur และเป็นรายเดียวที่ให้บริการให้คำปรึกษาและติดตั้งโซลูชั่นบริหารจัดการการเดินทางและค่าใช้จ่ายของพนักงานในองค์กร ซึ่งจะช่วยธุรกิจจัดการขั้นตอนการวางแผนการเดินทางและรายจ่ายของพนักงานอย่างเป็นระบบ ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มความเร็วในกระบวนการทำงานด้วยขั้นตอนแบบดิจิตอล

จากประสบการณ์การให้คำปรึกษาและติดตั้งระบบ  Enterprise Resource Planning (ERP) ให้กับองค์กรชั้นนำมากกว่า 200 องค์กรตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมานั้น  ทำให้ ISS Consulting  เติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งในเรื่องความเชื่อมั่นในด้านการบริการติดตั้งระบบ และความเชื่อใจในเรื่องการบริการหลังการติดตั้ง รวมถึงการพัฒนาศักยภาพของพนักงานให้เรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อพร้อมบริการในยุค Innovation จึงทำให้ ISS Consulting ยังคงรักษามาตรฐานระดับ SAP  Platinum Partner  ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของ SAP มาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน 

เรามีความเชี่ยวชาญใน SAP แบบครบวงจร กับโซลูชั่นเฉพาะทาง ทั้ง On-premise และ On-Cloud และในปีนี้ ISS Consulting ได้ยกระดับการให้บริการโซลูชั่น SAP ไปอีกขั้น ด้วยการจับมือเป็นพาร์ทเนอร์กับ SAP Concur ในการเป็นผู้ให้บริการโซลูชันดังกล่าวเพียงรายเดียวในประเทศไทย

คุณวิศิษฐ์ วิระยากรณ์
กรรมการผู้จัดการบริษัทไอเอสเอสคอลซัลติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด

“เรากำลังร่วมมือกับ SAP Concur เพราะโซลูชั่นนี้ให้การจัดการค่าใช้จ่ายและการออกใบแจ้งหนี้ที่ดีที่สุดเพื่อประหยัดเวลาและความยุ่งยากเพิ่มประสิทธิภาพและเร่งการชำระเงินคืนเพื่อความพึงพอใจและพนักงานที่มีประสิทธิผลมาก”คุณวิศิษฐ์ วิระยากรณ์ Managing Director ของ ISS Consulting (Thailand) Ltd. กล่าว

ด้านคุณ Laura Houldsworth ผู้เป็น Managing Director ของ SAP Concur Southeast Asia ก็ได้กล่าวเสริมว่าการร่วมมือในครั้งนี้นั้น เป็นการต่อยอดมาจากการร่วมเป็นพาร์ทเนอร์ระหว่าง ISS Consulting ที่ต่อเนื่องยาวนานมามากกว่า 20 ปี และคุณ Houldsworth มั่นใจว่า ISS Consulting จะสามารถช่วยธุรกิจไทยเปลี่ยนแปลงการดำเนินการเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายและขยายฐานลูกค้าของ SAP Concur ได้เป็นอย่างดี

จากการร่วมเป็นพาร์ทเนอร์ของ ISS Consulting และ SAP Concur ในครั้งนี้ ส่งผลให้ ISS Consulting กลายเป็นผู้ให้บริการโซลูชั่น SAP Concur รายแรก และรายเดียว ในประเทศไทย

เกี่ยวกับโซลูชั่น

 

SAP Concur เป็นโซลูชั่นชั้นนำของโลกที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อการจัดการค่าใช้จ่ายของพนักงานในองค์กร ได้แก่ การเดินทาง และใบเสร็จรอเบิกจ่ายแบบครบวงจร โซลูชั่นนี้จะเข้ามาข่วยธุรกิจจัดการกับรายจ่ายและการเบิกอย่างเป็นระบบ ทำให้ง่ายและมีประสิทธิภาพกับทั้งผู้ที่ต้องเดินทางและทำการเบิก รวมถึงผู้ที่คอยจัดการเงื่อนไข ค่าใช้จ่าย และอนุมัติการใช้จ่าย ได้แก่ HR หรือ Accounting และผู้อนุมัติ

SAP Concur จะเข้ามาช่วยจัดการตั้งแต่ขั้นตอนแรกของการเดินทาง คือการจองตั๋วเครื่องบินหรือรถไฟ รวมถึงการจองที่พัก และเมื่อเริ่มเดินทาง ก็จะช่วยในการบันทึกใบเสร็จและรายจ่ายผ่านแอปพลิเคชั่นบนโทรศัพท์มือถือ ซึ่งข้อมูลที่ถูกบันทึกก็จะถูกส่งตรงไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อผ่านขั้นตอนการตรวจสอบและอนุมัติโดยอัตโนมัติ ช่วยลดระยะเวลาในการดำเนินการอนุมัติและเบิก ปรับทุกอย่างเข้าสู่ระบบดิจิทัลที่ตรวจสอบย้อนหลังได้


มากไปกว่านั้น การทำธุรกรรมทั้งหมดในระบบ SAP Concur นั้นจะถูกกำหนดด้วยนโยบายการใช้จ่ายที่ธุรกิจได้ออกแบบไว้ อีกทั้งยังมีระบบการวิเคราะห์ข้อมูลการทำธุรกรรมด้วยเทคโนโลยี เช่น AI ที่จะช่วยสรุปการใช้จ่ายของธุรกิจ และตรวจสอบว่าจุดใดที่ยังคงสามารถปรับแก้ให้การใช้จ่ายเป็นไปตามกลยุทธ์ทางการเงินขององค์กรมากยิ่งขึ้น

ISS Consulting มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาเข้าร่วมเป็นพาร์ทเนอร์กับ SAP Concur ในครั้งนี้ เพราะเราเข้าใจเป็นอย่างดีถึงความสำคัญของการจัดการค่าใช้จ่ายและการเดินทาง ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ธุรกิจส่วนใหญ่กระทำกันเป็นประจำ แต่ยังไม่มีระบบจัดการที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพนัก หากธุรกิจสามารถแปลงขั้นตอนดังกล่าวให้ง่ายและรวดเร็ว ISS Consulting เชื่อว่าจะช่วยเพิ่มความพึงพอใจให้กับสมาชิกภายในองค์กรทั้งฝ่ายที่ต้องเดินทาง และฝ่ายที่คอยจัดการอยู่ข้างหลัง

ท่านใดที่สนใจศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับ SAP Concur สามารถเข้าไปได้ที่เว็บไซต์ https://www.issconsulting.co.th/sap-concur/ หรือติดต่อมาพูดคุยกับทีมงานของ ISS Consulting ได้โดยตรง ตามช่องทางการติดต่อดังต่อไปนี้ 

ติดตามข่าวสารด้านเทคโนโลยีจาก SAP และระบบ ERP ได้ทาง Facebook Fan Page ISS Consultingที่  https://www.facebook.com/ISSConsultingthailand/
• ติดต่อทีมงาน ISS Consulting เพื่อนำเสนอระบบ SAP หรือปรึกษาปัญหาด้าน SAP ที่ 02 237 0553 และ marketing_th@issconsulting.net

 

ที่มา https://www.concur.com/en-us/partners/search?name=iss+consulting&type_id=All&country=All&state=All&fbclid=IwAR1mHpvqs5s4nE5YHPHipf1wHWlI9qcUcZX7mvu26lJMXgUszVmU0HJ19C0

 

from:https://www.techtalkthai.com/iss-consulting-sap-concur-partnership-thailand/

[Guest Post] ผลการศึกษาไอบีเอ็มชี้ ผู้บริโภคอาจเสี่ยงต่อการถูกโจมตีโดยสแปม COVID-19

กรุงเทพฯ ประเทศไทย – 14 พฤษภาคม 2563: ไอบีเอ็มเปิดเผยผลการศึกษา พบจำนวนสแปมที่เกี่ยวกับ COVID-19 เพิ่มขึ้นกว่า 6,000% นับตั้งแต่ที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ออกมาประกาศยกระดับการแพร่ระบาดของ COVID-19 ให้เป็นภาวะการระบาดใหญ่ทั่วโลกในวันที่ 11 มีนาคม โดยอาชญากรไซเบอร์นำประเด็นที่ผู้คนกำลังกังวลทุกรูปแบบมาใช้ในการล่อลวง ผ่านอีเมลฟิชชิงที่ปลอมเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่หน่วยงานส่งเสริมรัฐวิสาหกิจรายย่อยของภาครัฐ องค์การอนามัยโลก ไปจนถึงหน่วยงานที่มอบเงินเยียวยา

การศึกษาเรื่องความตระหนักรู้เกี่ยวกับ COVID-19 ของผู้บริโภคและธุรกิจขนาดเล็ก โดยไอบีเอ็ม ซิเคียวริตี้ และมอร์นิงคอนซัลต์ มีวัตถุประสงค์เพื่อทำความเข้าใจถึงการอาศัยสถานการณ์วิกฤติจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ในการพยายามหลอกลวงประชาชน โดยเบื้องต้นเป็นการสำรวจในประเทศสหรัฐอเมริกา และพบบทเรียนสำคัญที่น่าจะช่วยให้ประเทศไทยและประเทศอื่นๆ เฝ้าระวังมากขึ้น ดังนี้

  • อีเมลเกี่ยวกับการตรวจสอบเงินเยียวยาและการตรวจ COVID-19 เป็นเหยื่อล่อที่หลอกให้คนเข้าไปคลิกได้มากที่สุด โดยมากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสำรวจจะคลิกลิงก์หรือเปิดเอกสารแนบในอีเมลที่เกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้มีสิทธิ์ได้รับเงินเยียวยา ส่วนสถานที่ให้บริการตรวจ COVID-19 ที่อยู่ใกล้เคียงเป็นหัวข้อที่ล่อลวงให้ผู้ตอบแบบสำรวจเข้าไปคลิกได้มากที่สุดเป็นอันดับสอง
  • เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กมีความสับสนเพิ่มขึ้น โดยมีเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กเพียงร้อยละ 14 เท่านั้นที่มีความรู้เป็นอย่างดีเกี่ยวกับกระบวนการในการเข้าถึงโปรแกรมสินเชื่อเพื่อช่วยเหลือธุรกิจขนาดเล็กของภาครัฐ ทั้งๆ ที่เจ้าหน้าที่ได้ออกมาให้คำแนะนำอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ อาชญากรไซเบอร์ได้วางแผนการโจมตีมาเป็นอย่างดีและพร้อมสับเปลี่ยนกลวิธีในการหลอกล่อเหยื่ออยู่ตลอดเวลา โดย IBM X-Force พบว่ามากกว่า 50% ของสแปมที่เกี่ยวกับ COVID-19 ที่ตรวจพบนับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดใหญ่ไปทั่วโลก ถูกส่งออกไปในช่วง 2 สัปดาห์แรกของเดือนเมษายน ซึ่งประจวบเหมาะกับการเปิดโปรแกรมสินเชื่อเพื่อช่วยเหลือธุรกิจขนาดเล็กของรัฐบาลสหรัฐฯ และเป็นช่วงที่มีการมอบเงินเยียวยาพอดี

เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กคือจุดศูนย์กลางของสแปมเมอร์และเป้าหมายของสแกมเมอร์

IBM X-Force พบข้อมูลข่าวสารที่เป็นสแปมซึ่งปลอมเป็นหน่วยงานส่งเสริมรัฐวิสาหกิจรายย่อยของภาครัฐ โดยให้คำมั่นสัญญากับผู้รับอีเมลว่าจะได้รับเงินเยียวยาจากรัฐบาล อีเมลที่ประสงค์ร้ายจะหลอกล่อให้เป้าหมายเปิดแอพพลิเคชันปลอมที่แนบมา ซึ่งจะทำให้อุปกรณ์ติดมัลแวร์และเปิดช่องให้อาชญากรไซเบอร์สามารถเก็บข้อมูลส่วนบุคคลหรือแม้กระทั่งควบคุมอุปกรณ์ของเหยื่อ

การศึกษายังเผยให้เห็นว่าเกือบ 40% ของเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กเชื่อว่าพวกเขาตกเป็นเป้าหมายของอีเมลสแปม COVID-19 และเมื่อผนวกกับความไม่มั่นใจในความพร้อมของกองทุนช่วยเหลือและวิธีการจัดสรรเงินทุน จึงยิ่งเกิดความสับสน ซึ่งกลายเป็นการสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับอาชญากรไซเบอร์

เงินและกองทุนเยียวยากลับกลายเป็นเครื่องมือชั้นดีของอาชญากรไซเบอร์

รายงานยังแสดงให้เห็นว่าชาวอเมริกัน 22 ล้านคนที่ว่างงานหรือถูกสั่งพักงานอันเป็นผลมาจากการแพร่ระบาดใหญ่ทั่วโลกของ COVID-19 ตกเป็นเป้าหมายที่เสี่ยงต่อการถูกโจมตี โดยมีอีเมลสแปมจำนวนมากที่มักมีโลโก้ที่ดูสมจริง ส่งมาหลอกว่าเป็นธนาคารและเสนอความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบ แจ้งให้ผู้รับอีเมลตรวจสอบยืนยันความเป็นเจ้าของบัญชีเพื่อรับเงินเยียวยา หรือแจ้งเตือนการโอนเงินเยียวยา เป็นต้น และยังมีเว็บไซต์ปลอมที่หลอกให้เหยื่อใส่ข้อมูลประจำตัวสำหรับเข้าสู่ระบบอีกด้วย

มากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสำรวจได้เปิดเข้าไปดูอีเมลเหล่านี้ และ 64% ของผู้ที่เพิ่งว่างงานยังเป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มที่จะเข้าไปเปิดดูอีเมลที่เกี่ยวข้องกับคุณสมบัติของผู้มีสิทธิ์ได้รับเงินเยียวยามากที่สุด

การศึกษาครั้งนี้ตอกย้ำให้เห็นว่าอาชญากรไซเบอร์ยังคงใช้ประโยชน์จากสถานการณ์ที่ผู้คนรู้สึกไม่มั่นคงในชีวิต และพยายามแสวงหาวิธีการใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องเพื่อหาผลประโยชน์จากกลุ่มเป้าหมายในยามที่คนเหล่านี้ขาดความระมัดระวังนายกิตติพงษ์ อัศวพิชยนต์รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจคลาวด์และซอฟต์แวร์ค็อกนิทิฟ บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด กล่าว “ไอบีเอ็มหวังว่าข้อมูลที่ได้จากการศึกษา รวมถึงข้อแนะนำเพื่อลดความเสี่ยงในการตกเป็นเหยื่อของผู้ประสงค์ร้ายเหล่านี้ จะเป็นแนวทางที่ช่วยย้ำเตือนการไซเบอร์ได้ดียิ่งขึ้น

วิธีการสังเกตและปกป้องตนเองจากสแปม

  • เลือกใช้แหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ โดยเมื่อต้องการหาข้อมูล ควรเข้าไปที่เว็บไซต์ขององค์กรนั้นๆ โดยตรง แทนการคลิกที่ลิงก์ที่พาไปยังเว็บไซต์เหล่านั้น
  • อย่าเปิดเอกสารแนบที่ไม่รู้ที่มาที่ไป หรือเอกสารแนบที่ส่งมาจากแหล่งที่ไม่รู้จัก
  • ระมัดระวังสแกมที่เกี่ยวข้องกับ COVID-19 อยู่เสมอ อย่าเปิดดูอีเมลหรือข้อความที่ไม่รู้ที่มาที่ไป ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับกองทุนเยียวยาสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก โครงการปล่อยสินเชื่อเพื่อช่วยการจ้างงานและรักษาสภาพคล่อง กองทุนช่วยเหลือผู้ว่างงาน ซึ่งโดยทั่วไป อีเมลเหล่านี้จะพยายามให้เราแชร์ข้อมูลส่วนบุคคล โดยใช้หน้าลงชื่อเข้าสู่ระบบปลอมเพื่อขโมยข้อมูลประจำตัวของบัญชี หรือหลอกล่อให้เปิดเอกสารแนบที่ประสงค์ร้าย
  • ระวังคำพูดหลอกลวง รวมถึงการใช้คำแปลกๆ การสะกดคำแปลกๆ และการพิมพ์ผิดในอีเมลซึ่งมีเนื้อหาให้ลงมือทำอย่างเร่งด่วนหรือทำให้เกิดความหวาดกลัว
  • อัพเดตแพตช์ของโปรแกรมอยู่เสมอ โดยเกือบร้อยละ 90 ของช่องโหว่ที่สแปมเมอร์ใช้ในปี 2562 ก็คือช่องโหว่ที่เคยมีการประกาศให้ทราบแล้ว ดังนั้น การอัพเดตซอฟต์แวร์และตรวจสอบให้แน่ใจว่าโปรแกรมป้องกันไวรัสมีความอัพเดตอยู่เสมอ จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง
  • ใช้การยืนยันตัวตนแบบหลายขั้นตอน (Multifactor Authentication) กับทุกสิ่งทุกอย่างที่สามารถเข้าถึงได้จากระยะไกล ตัวอย่างเช่น การตั้งค่ายืนยันตัวตนแบบหลายปัจจัยของบัญชีธนาคาร จะทำให้อาชญากรไซเบอร์ไม่สามารถเข้าสู่ระบบได้หากไม่มีการยืนยันตัวตนโดยตรงจากเจ้าของบัญชี

สามารถดาวน์โหลดรายงานฉบับเต็มได้ที่ http://ibm.biz/Covid19AwarenessStudy

from:https://www.techtalkthai.com/ibm-reports-consumer-are-being-risk-from-covid-19-spam/

ปลดปล่อยพลังที่แท้จริงไปกับเมนบอร์ด MSI 400 Series

(ไทเป, ไต้หวัน) MSI ในฐานะผู้นำในการผลิตเมนบอร์ดระดับโลก ภูมิใจที่จะเปิดตัวเมนบอร์ด Intel 400 series สำหรับทำงานร่วมกับหน่วยประมวลผลประสิทธิภาพสูง Intel 10th gen Core processors ใน Socket 1200 ที่มีคอร์ประมวลผลสูงสุดถึง 10 คอร์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของทั้ง CPU และหน่วยความจำ โดยมีทั้งซีรี่ส์ MEG, MPG และ MAG เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดทุกกลุ่ม ตั้งแต่เกมเมอร์ระดับเริ่มต้นไปจนถึงระดับโปรเกมเมอร์

จุดเด่นของ Intel 400 Series
เพื่อที่จะทำงานร่วมกับ Intel 10th gen processors ได้อย่างราบรื่น เมนบอร์ด MSI 400 series จึงได้ออกแบบและใช้เทคโนโลยีใหม่ที่พัฒนาขึ้น โดยปรับปรุงระบบระบายความร้อนใหม่ทั้งเพื่อให้ควบคุมความร้อนได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะรุ่นที่ใช้ชิปเซ็ต Z490 ทุกรุ่นที่มาพร้อมฟีเจอร์ M.2 Shield Frozr นอกจากนี้เมนบอร์ด MSI Z490 ทุกรุ่นยังได้รับการพัฒนาเรื่องการระบายความร้อนและประสิทธิภาพในการ Overclock ด้วยการเพิ่มชั้น PCB จากเดิม 6 ชั้น เพิ่มเป็น 10 ชั้น โดยจำนวนชั้น PCB ที่เพิ่มขึ้นจะช่วยเพิ่มความเสถียรและประสิทธิภาพให้กับวงจรไฟฟ้ารวมถึงการเพิ่ม 2.5G Ethernet LAN และ Wi-Fi 6 AX เพื่อการรับส่งข้อมูลไร้สายได้อย่างรวดเร็ว ตอบสนองทุกความต้องการของชีวิตออนไลน์ ยิ่งไปกว่านั้น เมนบอร์ด 400 series ทุกรุ่นรองรับไฟ RGB LED ด้วยฟีเจอร์ใหม่ EZ LED Control สำหรับควบคุมการ เปิด/ปิด ไฟ LED ได้อย่างง่ายดาย ไม่เพียงแค่ปรับปรุงเรื่องประสิทธิภาพเท่านั้น เมนบอร์ดเกมมิ่ง MSI 400 series ยังมี การติดตั้งแผ่น I/O shielding ที่ออกแบบมาเพื่อใช้ร่วมกับระบบระบายความร้อนของ MSI อีกด้วย

MEG SERIES
สินค้าในกลุ่มเรือธง MEG ซีรี่ส์ ถูกสร้างมาโดยใช้เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด มีระบบระบายความร้อนที่ดีที่สุด และมีฟีเจอร์ล้ำยุคที่ช่วยให้เมนบอร์ดกลุ่มนี้มีประสิทธิภาพสูงสุด

ระบบระบายความร้อนที่พัฒนาขึ้น
เมนบอร์ด MEG ซีรี่ส์ มาพร้อมระบบระบายความร้อนที่พัฒนาขึ้น : Frozr Heatsink Design พร้อมพัดลมแบบ double ball bearings, เทคโนโลยี Zero Frozr และแผ่น I/O shielding ที่ระบายความร้อนได้ดี MEG Z490 GODLIKE นั้นมีระบบระบายความร้อนที่ยิ่งกว่าทรงพลัง ทั้ง Stacked Fin Array, heat-pipe และ MOSFET Baseplate ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการ overclocking ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

สล็อต M.2 ทั้ง 3 สล็อตนั้นได้รับการติดตั้ง M.2 Shield Frozr โดยเมนบอร์ด MEG Z490 GODLIKE มีระบบระบายความร้อน M.2 แบบ double side M.2 thermal solution ที่จดสิทธิบัตรเฉพาะสำหรับ MSI เท่านั้น เพื่อให้แน่ใจว่าความร้อนจะไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป

Mirrored Power Arrangement
เมื่อเทียบกับเมนบอร์ดรุ่นอื่นๆ เมนบอร์ดในซีรี่ส์ MEG ได้มีการติดตั้งระบบ Mirrored Power Arrangement ที่ใช้ ISL Phases controllers เพื่อเพิ่มเฟสเป็น 2 เท่า 16x 90A Smart Power Stage Design พร้อมทั้ง 16x Titanium Choke III ทำให้มั่นใจได้ถึงความเสถียรในการจ่ายไฟให้กับ 10th Gen Intel Core Processors

ฟีเจอร์พิเศษเฉพาะสำหรับเมนบอร์ด MEG ซีรี่ส์
MEG Z490 GODLIKE และ MEG Z490 ACE จะมีการติดตั้ง Chest Plate แผ่นโลหะสำหรับป้องกันไม่ให้เมนบอร์ดบิดงอในขณะกำลังติดตั้งเมนบอร์ด

ระบบ Audio Boots HD ที่ใช้ชิปประมวลผลเสียง ALC 1220 ทำงานร่วมกับ ESS Audio DAC และภาคขยายเสียงสำหรับหูฟังเพื่อช่วยถ่ายทอดคุณภาพเสียงระดับมืออาชีพ

MEG Z490 GODLIKE ยังมีฟีเจอร์เฉพาะตัวที่ล้ำหน้าอย่าง Dynamic Dashboard II ที่ได้รับการอัพเกรดขึ้นมาใช้จอ OLED สีสันสดใสสำหรับการปรับตั้งค่าต่างๆ 10G Super LAN และพอร์ตเชื่อมต่อแบบ Thunderbolt 3 เพื่อการรับส่งข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังมี M.2 XPANDER-Z GEN 4S ที่มาพร้อมกับ Smart Fan Function

MPG SERIES
สำหรับเกมเมอร์ที่ให้ความสำคัญสูงสุดกับประสิทธิภาพ เมนบอร์ดในซีรี่ส์ MPG ยังคงเป็นตัวเลือกแรกๆที่ครองใจเกมเมอร์มาอย่างยาวนาน ด้วยภาพลักษณ์และสัมผัสที่บ่งบอกตัวตนของคุณได้ดีที่สุด เมนบอร์ดในซีรี่ส์ MPG ทุกรุ่นได้รับการติดตั้งไฟ Mystic Light LED ที่สามารถแสดงสีสันได้ถึง 16.8 ล้านสี มีเอฟเฟคให้เลือกมาถึง 29 แบบ สามารถควบคุมได้ง่ายเพียงปลายนิ้วด้วย MSI’s exclusive Dragon Center

Premium Duet Rail Power Solution ช่วยเพิ่มความเสถียรให้การจ่ายไฟสำหรับ CPU ที่มีคอร์จำนวนมาก มีการปรับปรุงระบบระบายความร้อนใหดีขึ้น โดย MPG Z490 GAMING CARBON WIFI จะมี chipset heatsink และ heat-pipe ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น รุ่น MPG Z490 GAMING EDGE WIFI และ MPG Z490M GAMING EDGE WIFI จะได้รับการติดตั้ง Aluminum Cover เพื่อช่วยระบายความร้อน ส่วนรุ่น MPG Z490 GAMING PLUS ได้รับการติดตั้งระบบระบายความร้อนแบบ Extended Heatsink Design ทำให้เมนบอร์ดทุกรุ่นสามารถจัดการความร้อนได้เป็นอย่างดี

ทุกวันนี้ การรับ-ส่งข้อมูลไร้สายด้วยระบบเครือข่าย Internet และ Intranet จะยิ่งเพิ่มความสำคัญสำหรับเกมเมอร์มากขึ้นเรื่อยๆ เราจึงติดตั้ง 2.5G LAN พร้อมทั้ง LAN Manager และ Wi-Fi 6 AX ที่เป็นเทคโนโลยีการเชื่อมต่อที่ทันสมัยที่สุด Lightning USB 20G สำหรับ MPG Z490 GAMING CARBON WIFI และ MPG Z490 GAMING EDGE WIFI มีการใช้ ASMedia 3241 controller chip เพื่อการเชื่อมต่อด้วย Type-C connector ที่รับ-ส่งข้อมูลได้รวดเร็วถึง 20Gbps

MAG SERIES
ด้วยความดุดันในแบบยุทโธปกรณ์และภาพลักษณ์ที่เข้มแข็ง MAG เป็นซีรี่ส์ที่เน้นประสิทธิภาพ พร้อมฟังก์ชันที่จำเป็นเพื่อตอบสนองความต้องการของเกมเมอร์ MAG Z490 TOMAHAWK มาพร้อม Aluminum Cover และ MAG B460 TOMAHAWK ได้รับการติดตั้ง Extended Heatsink Design เพื่อการระบายความร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ สล็อต M.2 ทั้งหมดได้รับการติดตั้ง M.2 Shield Frozr เพื่อจัดการปัญหาความร้อน ภาคจ่ายไฟแบบ 12+1+1 Duet Rail Power System พร้อมทั้ง Digital PWM ที่ช่วยการจ่ายไฟเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

MAG Z490 TOMAHAWK ได้รับการติดตั้ง Dual LAN ที่ประกอบด้วย 2.5G LAN และ Gigabit LAN เพื่อช่วยลดภาระของ CPU เพิ่มความเสถียรของระบบเน็ตเวิร์คในระยะยาว

MSI ยังได้วางจำหน่ายเมนบอร์ด MAG ที่ใช้ชิปเซ็ต B460 ประกอบไปด้วย TOMAHAWK, MORTAR และ BAZOOKA โดยเมนบอร์ดทุกรุ่นมีภาคจ่ายไฟแบบ 12+1+1 Duet Rail Power System เพื่อการจ่ายไฟที่เสถียรและมีประสิทธิภาพสำหรับเกมเมอร์

PRO SERIES
PRO series ออกแบบมาสำหรับการทำงานโดยเฉพาะ Z490-A Pro มีจุดเด่นที่ความเสถียรและงานประกอบคุณภาพสูง ตอบโจทย์การทำงานระดับมืออาชีพ มีการติดตั้ง Extended Heatsink Design, M.2 Shield Frozr, Digital PWM พร้อมทั้ง 12 Duet Rail Power System เพื่อการทำงานได้อย่างราบลื่น มีการอัพเกรดระบบเครือข่ายขึ้นไปเป็น 2.5G LAN สำหรับทำงานบนระบบเน็ตเวิร์คได้อย่างรวดเร็ว

สามารถดูข้อมูลเมนบอร์ด MSI เพิ่มเติมได้ที่ https://www.msi.com/Landing/intel-z490-motherboard


from:http://feedproxy.google.com/~r/zolkorn/~3/WIiKn81-yjE/

[Guest Post] บริษัท พาโล อัลโต เน็ตเวิร์ค เผยคาดการณ์ความมั่งคงปลอดภัย ปี 2563

เควิน โอ แลรีย์ (Kevin O’Leary) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายความปลอดภัยระบบสารสนเทศ (Chief Security Officer) และ ที่ปรึกษาด้านความปลอดภัยระบบสารสนเทศ ประจำเอเชียแปซิฟิก และคงศักดิ์ ก่อตระกูล ผู้จัดการวิศวกรระบบ ประเทศไทยและภูมิภาคอินโดไชน่า บริษัท พาโล อัลโต เน็ตเวิร์ค เผยคาดการณ์ความปลอดภัย ปี 2563

Credit: Palo Alto Networks

ปัญหาของ 4G วันนี้กำลังดำเนินไปสู่ 5G

จากข้อมูลของ การ์ทเนอร์ ในปี 2563 รายได้โครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายไร้สาย 5G ทั่วโลกจะสูงถึง 4.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 89% จากรายได้ ปี 2562 จำนวน 2.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ตอนนี้มีการเริ่มใช้ 5G กันอย่างกว้างขวางมีการเริ่ม บริการทดลองใช้ 5G รุ่นแรกในออสเตรเลีย สิงคโปร์ และเกาหลีใต้ ตัวอย่างเช่น สิงคโปร์ ได้เริ่มทำการทดลองเล่นเกม บนคลาวด์ พาหนะขับเคลื่อนอัตโนมัติ นิคมอัจฉริยะ และอุตสาหกรรมอาหาร และเครื่องดื่ม เมื่อการติดตั้งสมบูรณ์ เครือข่าย 5G จะมีศักยภาพในการปลดล็อคความเป็นอิสระที่ส่งผลกระทบต่อ เศรษฐกิจโดยรวมจากภาคการขนส่งและซัพพลายเชน ไปจนถึงการผลิตระดับสูง

ก่อนจะเริ่มพิจารณาการใช้ 5G เครือข่าย 4G ในปัจจุบันยังคงมีช่องโหว่มากมายจากการถูกการโจมตี ตั้งแต่สแปม ไปจนถึง การดักฟัง มัลแวร์ การปลอมแปลง IP การขโมยข้อมูลและบริการ การโจมตีแบบ DDoS และตัวแปรอื่น ๆ อีกมากมาย ถือเป็นความท้าทายอย่างมากสำหรับผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือที่ต้องต่อสู้กับช่องโหว่ด้านความปลอดภัย ซึ่งไม่เพียงเกิดจาก การเชื่อมโยงกับผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือรายอื่น (MNO) แต่รวมถึงมาตรฐานความปลอดภัยที่แตกต่างกันของอุปกรณ์ที่ใช้ เทคโนโลยี LTE ด้วยเช่นกัน

ปัญหาดังกล่าวเกิดจากของพฤติกรรมที่ไม่ปลอดภัยของผู้ใช้งานนับล้านรายและความอ่อนแอด้านความปลอดภัยของแอพพลิ เคชั่นและบริการของบุคคลที่สามจำนวนมาก และจะดำเนินไป สู่ 5G อย่างไร้ข้อสงสัย หากวันนี้ปัญหาดังกล่าวไม่ได้รับการ หยิบยกมาพิจารณา

คาดการณ์: 4G จะยังคงมีความสำคัญต่อส่วนใหญ่ของภูมิภาคเอเชีย

โครงการด้านโครงสร้างพื้นฐาน 5G ที่ใหญ่ที่สุดจะเริ่มดำเนินการต่อเนื่องไปอีก 10 ปีข้างหน้าและจะเห็นความสำเร็จ จากการทดลองเพียงเล็กน้อย ขณะที่ 5G จะยังคงพัฒนาควบคู่ไปพร้อมกับเครือข่าย 4G ยุคของ 5G นั้นจะยังคงไม่มี ความชัดเจน บางประเทศในภูมิภาคเอเชียเพิ่งจะเริ่มใช้ 4G ดังนั้น จึงจะใช้เวลาพอสมควรกว่าที่เครือข่าย 5G จะถูกนำมาใช้ กันอย่างแพร่หลาย GSMA คาดการณ์ว่า ในปี 2568 เครือข่าย 4G ยังคงเป็นเครือข่ายหลัก องผู้ใช้โทรศัพท์มือถือในเอเชีย คิดเป็น 68% ของจำนวนผู้ใช้มือถือทั่วโลก พื้นที่ชนบทหลายแห่งยังคงใช้เทคโนโลยี LTE ด้วยเหตุผลเพียงเพราะ 4G มีสัญญาณ ที่ยาวกว่าคลื่น mmWave ของ 5G

หากความเสี่ยงด้านความปลอดภัยที่มีอยู่ไม่ได้รับการจัดการและถูกปล่อยให้ดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต บนมือถือ (mobile ISPs) อาจเป็นจุดแรกที่จะเกิดความล้มเหลวเมื่อเกิดการโจมตีทางไซเบอร์ รวมทั้งช่องโหว่ต่าง ๆ เช่น ระบบ IoT ที่ไม่ปลอดภัย และสามารถสร้างความเสียหายเป็นทวีคูณได้เมื่อถูกใช้ภายใต้เครือข่าย 5G หากไม่ได้รับความสนใจตั้งแต่ การใช้ 4G ปัจจุบัน จึงจำเป็นต้องคิดค้นวิธีใหม่ๆ ในการรักษาความปลอดภัยบนโลกไซเบอร์ รวมถึงการป้องกันเพื่อ ความปลอดภัย การเพิ่มระดับความปลอดภัยอัตโนมัติ การสร้างผลลัพธ์ด้านความปลอดภัยตามบริบท และการรวมฟังก์ชั่น ความปลอดภัยกับช่องทางการเชื่อมต่อ API เราคาดการณ์ว่า เครือข่าย 4G จะยังคงเป็นเป้าหมายการโจมตีของพวกแฮกเกอร์ และ 5G ก็จะเป็นเป้าหมายต่อไปในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

ปัญหาการขาดแคลนคนเก่งไม่ใช่ในแบบคุณคิด

มีการกล่าวกันมากว่าทั่วโลกกำลังประสบปัญหาขาดแคลนคนที่มีความสามารถในด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์และปัญหาช่องว่างทางทักษะที่สำคัญ งานวิจัยล่าสุดของ (ISC)² 2018 Cybersecurity Workforce Study พบว่าภูมิภาคเอเชีย ยังขาดบุคคลากรที่มีทักษะถึง 2.14 ล้านคน ทำให้ภูมิภาคนี้มีแนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบที่เลวร้ายที่สุด

ปัญหาการขาดแคลนนี้อาจเกิดจากความคลาดเคลื่อนระหว่างความคาดหวังและความต้องการที่แท้จริง ลักษณะงานบางอย่าง ระบุคุณสมบัติและรูปแบบงานที่กว้างเกินไป และอาจไม่สามารถจ้างผู้จัดการเพื่อมาเติมเต็มช่องว่างดังกล่าว จำนวนบุคลากร ที่ขาดแคลนสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่แท้จริงของอุตสาหกรรมได้อย่างแม่นยำหรือไม่?

คาดการณ์: ตลาดต้องการคนที่มีความสงสัยใคร่รู้และเป็นนักแก้ปัญหา

ความต้องการบุคลากรด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์จะยังคงมีมากกว่าอุปทาน จนกว่าจะเกิดความคิดเปลี่ยนแปลงแนวคิด พื้นฐาน มี 2 วิธีในการจัดการกับความท้าทายนี้ : คือการนำระบบอัตโนมัติมาใช้และการมองหาความสามารถอื่นๆแทน

ระบบอัตโนมัติจะเป็นองค์ประกอบสำคัญในอนาคตของความปลอดภัยทางไซเบอร์เพราะสามารถทำได้ทุกอย่างและไม่ต้องพึ่งพาการทำงานของมนุษย์ ด้วยเหตุนี้ บุคลากรจำเป็นต้องมีทักษะที่เครื่องจักรไม่สามารถทำงานแทนได้และมุ่งเน้นไปที่งาน ที่มีลำดับ สูงกว่า เช่น การแก้ปัญหาการสื่อสารและการประสานงาน สิ่งนี้จะช่วยตรวจสอบโครงสร้างศูนย์ปฏิบัติการ ความปลอดภัย (SOC) ในปัจจุบันและเพื่อให้เกิดเปลี่ยนแปลงที่สอดคล้องในด้านลักษณะอาชีพที่เป็นที่ต้องการเพื่อให้สามารถ กำหนดและเติมเต็มช่องว่างของงานอย่างถูกต้อง บริษัท และผู้จัดหางานควรต้องหยุดค้นหายูนิคอร์น (ไม่มีอยู่จริง!) และเริ่มมองหาทักษะอื่นๆ ที่เหมาะสม

ปี 2563 คุณสมบัติด้าน EQ จะถูกนำมาพิจารณา มากกว่า  IQ เพื่อค้นหาคนที่มีความสงสัยใคร่รู้และมีทักษะการแก้ปัญหา ไม่ว่าจะเป็นวิศวกร นักวิเคราะห์ หรือแม้แต่ผู้เชี่ยวชาญในการสื่อสาร องค์กรมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องลงทุน เพื่อยกระดับทักษะและเพิ่มทักษะข้ามสายงานจากแหล่งที่ถูกมองข้ามและพัฒนาคนที่มีความสามารถเหล่านี้ให้เป็นบุคลากรที่ต้องการ หมวดหมู่แรงงานใน NICE Framework นั้นมีประโยชน์และเป็นจุดเริ่มต้นเพื่อให้องค์กร ได้กำหนดทักษะและปิดช่องว่างด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ได้อย่างถูกต้อง

IOT จะกลายเป็นความเสี่ยงของทุกคน

ภูมิภาคเอเชียจะเป็นผู้นำของโลกในการใช้จ่ายด้าน IoT ในปี 2019 คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 36.9% ของการใช้จ่ายทั่วโลก อ้างอิงข้อมูลจาก IDC ทุกวันนี้ ความปลอดภัยยังมีความสำคัญเป็นรองในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ในปี 2563 อุปกรณ์ที่เชื่อมต่อ บางอย่างยังคงถูกส่งออกโดยไม่มีวิธีการอัพเดตซอฟต์แวร์และแพตช์รักษาความปลอดภัย ทำให้เกิดช่องโหว่ในการถูกโจมตี ได้อย่างง่ายดาย ในปี 2563 ปัญหานี้จะทวีความรุนแรงมากขึ้นจากภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นกับความปลอดภัยของ IoT เช่น การโจมตีจาก DDoS

เราเคยเห็นการโจมตีเหล่านี้มาแล้ว ทั้งการโจมตีของ Mirai botnet ผ่านอุปกรณ์เชื่อมต่อที่ไม่ปลอดภัยนั้นสามารถทำลาย แพลตฟอร์มที่เป็นที่นิยมระดับโลก สายพันธุ์มัลแวร์ Mirai ได้สร้างช่องโหว่เพิ่มอีก 8 ช่องโหว่ จาก 18 ช่องโหว่ในปัจจุบัน โดยมีเป้าหมายไปที่อุปกรณ์ต่างๆ ตั้งแต่ระบบการนำเสนอแบบไร้สายไปจนถึงกล่องรับสัญญาณ SD-WAN และแม้แต่ ตัวควบคุมสมาร์ทโฮม ส่งผลคุกคามไปยังองค์กรและบ้านที่เชื่อมต่อ ผลิตภัณฑ์ IoT ที่เข้ามาในตลาดจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ จะถูกคุกคามทางไซเบอร์อย่างเงียบๆ และบ่อยครั้งนั้นซ่อนตัวอยู่ใต้พื้นผิว จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อมีคนเหยียบย่างเข้าไป ในเหมืองระเบิดเหล่านี้?

คาดการณ์:  กริ่งไร้สายของคุณอาจจะเปิดรับอะไรที่นอกเหนือจากแขกของคุณก็ได้

ในปี 2563 เราจะเห็นวิวัฒนาการของความปลอดภัย IoT ได้ในสองส่วนที่สำคัญ คือส่วนบุคคลและอุตสาหกรรม IoT ตั้งแต่การเชื่อมต่อกล้องของกริ่งประตูไปที่ระบบลำโพงไร้สาย เราจะเห็นโหมดการโจมตีผ่านแอพพลิเคชั่นที่ไม่ปลอดภัย หรือการล็อคอินที่อ่อนแอ ภัยคุกคามนี้มีความซับซ้อนยิ่งขึ้นจากเทคโนโลยี Deepfake ที่เข้าถึงได้ซึ่งสามารถก่อให้เกิด ภัยคุกคามต่ออุปกรณ์ที่เชื่อมต่อด้วยเสียงหรือไบโอเมตริกซ์ การเลียนแบบสิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นตัวบ่งชี้ทางชีวภาพที่แข็งแกร่งที่สุดเพื่อเข้าถึงและควบคุมระบบเชื่อมต่อจะมีผลกระทบนอก เหนือไปจากบ้านของบุคคลและไปยังสภาพแวดล้อมขององค์กร

สำหรับองค์กรธุรกิจ หนึ่งภาคส่วนที่เราคาดว่าจะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือภาคการผลิตซึ่งเป็นเสาหลักของเศรษฐกิจ ในเอเชียหลายแห่ง ผู้ผลิตกำลังมองหาการปรับใช้เซ็นเซอร์ อุปกรณ์สวมใส่ และระบบอัตโนมัติเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โลจิสติกส์ และการจัดการพนักงานผ่านการรวบรวมข้อมูลและการวิเคราะห์ องค์กรจะต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าอุปกรณ์ที่ เชื่อมต่อเหล่านี้สามารถใช้ประโยชน์จากฟีเจอร์อัตโนมัติ เช่น การตรวจสอบการแสดงผล (Built in Diagnostics) การตรวจสอบ ช่องโหว่อย่างต่อเนื่อง และการวิเคราะห์ขั้นสูงเพื่อให้รู้เท่าทันภัยคุกคาม

อุปกรณ์เชื่อมต่อจะต้องได้รับการดัดแปลงและปรับปรุงอย่างต่อเนื่องเพื่อความปลอดภัย มีแนวโน้มว่ารัฐบาลทั่วโลกรวมถึง ในภูมิภาคเอเชีย จะออกคำแนะนำหรือข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของอุปกรณ์ IoT และกลุ่มมาตรฐานอุตสาหกรรม ยังคงพยายามอย่างต่อเนื่องในการพัฒนามาตรฐานความปลอดภัยของอุปกรณ์ IoT เช่นร่างมาตรฐาน ISO/IEC 27037 standard แนวโน้มทั้งสองนี้มีผลต่อการใช้อุปกรณ์ IoT ในระดับหนึ่ง เรายังคาดหวังว่าจะมีการให้ความสำคัญในการให้ความรู้ กับประชาชนในการใช้อุปกรณ์เชื่อมต่อดังกล่าวที่กำลังได้รับความนิยมขึ้นอย่างรวดเร็ว

ข้อมูลส่วนบุคคลเริ่มไม่ชัดเจน

การสำรวจของ Internet Society ในปี 2561  เกี่ยวกับปัญหานโยบายในภูมิภาคเอเชีย พบว่า 70% ของผู้ตอบแบบสอบถาม ต้องการให้มีการควบคุมการเก็บและการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของพวกเขามากขึ้น อย่างไรก็ตาม คนส่วนใหญ่ไม่พิจารณา ให้รอบคอบในการแลกข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อผลประโยชน์ระยะสั้น เช่น แอพพลิเคชั่นที่ได้รับความนิยม เกมบนมือถือ หรือการแข่งขันออนไลน์ พฤติกรรมดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการขาดความตระหนักในเรื่องความปลอดภัยทางไซเบอร์ ในตลาดเกิดใหม่บางแห่งและความพึงพอใจในการรับรู้ข้อมูลของผู้อื่นเช่น สิงคโปร์ น่าเสียดายที่ความเป็นส่วนตัวของข้อมูล เป็นปัญหาที่ไม่เพียงจะเกี่ยวกับการขาดความตะหนักเกี่ยวกับข้อมูลที่ถูกรวบรวม แต่ยังขาดความชัดเจนว่าข้อมูลดังกล่าว ถูกนำไปใช้อย่างไร ผู้คนไม่ทราบว่าเลยว่าพวกเขาไม่รู้อะไร

เพื่อตอกย้ำปัญหาที่เพิ่มขึ้นและปกป้องข้อมูลพลเมือง กฎระเบียบกำลังถูกสร้างการขึ้นมาจากกฎหมายความเป็นส่วนตัว ของข้อมูลในพื้นที่ที่เข้มงวดยิ่งขึ้น บางประเทศรวมถึงประเทศไทยได้ผ่านกฎหมายใหม่เพื่อควบคุมการปกป้องข้อมูลกดดัน ให้ธุรกิจต่างๆให้ความสำคัญกับข้อมูลที่เก็บรวบรวมมากขึ้น รวมถึงวิธีการแบ่งปันและใช้งานข้อมูลดังกล่าว ในขณะที่ ยังมีความพยายามบางอย่าง – เช่นการปรับปรุงกฎหมายความเป็นส่วนตัวของญี่ปุ่นตามร่างกฎหมาย GDPR ของสหภาพยุโรป ถือเป็นสิ่งสำคัญที่องค์กรจะต้องคำนึงถึงวุฒิภาวะและความแตกต่างของแต่ละพื้นที่

คาดการณ์:  กฎหมายความเป็นส่วนตัวของข้อมูลมีมากขึ้นและความขัดแย้งอำนาจอธิปไตยของข้อมูล

เราคาดว่าเอเชียจะมีกฎหมายความเป็นส่วนตัวของข้อมูลมากขึ้น ทั้งอินโดนีเซียและอินเดียกำลังดำเนินงานเกี่ยวกับ ร่างพระราชบัญญัติการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แม้ว่าช่วงเวลาการบังคับใช้กฎหมายยังไม่ชัดเจนก็ตาม เอเชียยังมีข้อเรียกร้องที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับข้อมูลที่อยู่อาศัยในประเทศต้นทางที่ทำให้เกิดความกังวลถึงความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย ร่างล่าสุดของข้อบังคับของรัฐบาลอินโดนีเซียฉบับที่ 71 ในปี 2562 จะบังคับให้หน่วยงานของรัฐต้องจัดการ ประมวลผลและจัดเก็บข้อมูลภายในอินโดนีเซีย (ตามการแปลอย่างไม่เป็นทางการ) เราคาดว่าข้อเสนอด้านกฎระเบียบ ที่เพิ่มขึ้นที่ควบคุมหรือจำกัดการเคลื่อนย้ายของข้อมูลข้ามพรมแดนโดยเฉพาะข้อมูลภาครัฐ เป็นไปได้ว่า บริษัทต่างๆ อาจต้อง การสร้างศูนย์ข้อมูลในพื้นที่เพิ่มขึ้นเพื่อรองรับลูกค้าในตลาดให้ดียิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญในการสร้างศูนย์ข้อมูลในพื้นที่ไม่แสดงให้เห็นว่าข้อมูลมีความปลอดภัยมากขึ้น ผู้ใช้ปลายทาง ที่เป็นบุคคลหรือองค์กร แต่ละรายมีการเชื่อมโยงและมีความเสี่ยงต่อเหตุการณ์ในระดับโลกมากขึ้น เนื่องจากการคุกคาม ทางไซเบอร์นั้นไม่มีพรมแดน ธุรกิจยังคงมีความรับผิดชอบในการนำกลยุทธ์ความปลอดภัยทางไซเบอร์ ที่ครอบคลุม ไปสนับสนุนการดำเนินงานและข้อมูลระหว่างเครือข่าย จุดสิ้นสุด และคลาวด์ เพื่อการจัดการที่มีประสิทธิภาพ บริษัท จะต้องประเมินคุณค่าของข้อมูลที่รวบรวมและควบคุมการเข้าถึงข้อมูลอย่างเป็นประจำ

เราคาดการณ์ว่าองค์กรต่างๆจะต้องให้ความสำคัญกับการเคลื่อนของข้อมูลในภูมิภาคที่มีการเชื่อมต่อระหว่างอย่างมา เช่น ภูมิภาคอาเซียน แม้จะมีความพยายามในการสร้างวิธีการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลที่สอดคล้องกลมกลืนในระดับภูมิภาค เช่น กฎความเป็นส่วนตัวของ  APEC Cross-Border Privacy Rules ซึ่งไม่มีความกลมกลืนที่แท้จริง ในการสร้างกรอบการทำงานที่ดีที่สุดในภูมิภาคนั้นจำเป็นต้องมีการร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างภาคเอกชนและภาครัฐในการ ประเมินว่ามีการระบุและกำหนดช่องโหว่อย่างไรในการเผชิญกับภัยคุกคามที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

อนาคตของ คลาวด์ มาถึงแล้ว อย่าหลงทางไปกับความวุ่นวาย

แนวคิดและระดับการใช้คลาวด์ในระดับภูมิภาคยังคงสับสนและซับซ้อน ในขณะเหตุผลการโยกย้ายไปยังระบบคลาวด์ แต่ยังมีความรอบคอบในการวางข้อมูลที่สำคัญในระบบคลาวด์ ยิ่งเพิ่มความซับซ้อนมากขึ้น เนื่องจากมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ ประโยชน์ของภาพและกายภาพ

การคาดการณ์ในการใช้ระบบคลาวด์นั้นมีอนาคตที่สดใส องค์กรต่างๆ ต่างมีความคิดว่าแต่ละระบบคลาวด์นั้น มีความเฉพาะตัว สำหรับประธานฝ่ายสารสนเทศ (CIO) ในเอเชียจะทำให้องค์กรเติบโตและมีความเข้าใจที่ชัดเจนว่า การย้ายไปยังคลาวด์นั้นเป็นกลยุทธ์ของการเปลี่ยนแปลทางดิจิทัล เราได้เริ่มเห็นรัฐบาลในประเทศอาเซียนก้าวไปสู่ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ด้วย ทั้งเอเจนซี่ในสิงคโปร์ ไทย และมาเลเซียได้ประกาศลงทุนในคลาวด์สาธารณะ ขณะที่อินโดนีเซีย คาดหวังว่าจะเป็นศูนย์กลางข้อมูลขนาดใหญ่แห่งถัดไปของเอเชีย

คาดการณ์: ความสับสนที่มากขึ้นเกี่ยวกับ configuration

ธุรกิจจำนวนมากกำลังใช้ประโยชน์จากคอนเทนเนอร์ (เช่นการทำ virtualisation ของระบบปฏิบัติการ) เพื่อประสิทธิ ภาพความสม่ำเสมอ และต้นทุนที่ต่ำลง อย่างไรก็ตามอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากคอนเทนเนอร์ที่เปิดเผยและตั้งค่าผิดพลาด ไม่นานก็จะเผยให้เห็นถึงความเสียหาย การใช้นโยบายเครือข่ายหรือไฟร์วอลล์ ที่เหมาะสม หรือทั้งสองอย่างสามารถป้องกัน ข้อมูลภายในไม่ให้ถูกเปิดเผยต่ออินเทอร์เน็ตสาธารณะ นอกจากนี้ การลงทุนในเครื่องมือรักษาความปลอดภัย บนระบบคลาวด์ สามารถแจ้งเตือนองค์กรถึงความเสี่ยงภายในโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ปัจจุบัน

การใช้ความปลอดภัยบนคลาวด์มีความท้าทายด้วยตัวของมันเช่นกัน การศึกษาความปลอดภัยระบบคลาวด์ ของเอเชีย แปซิฟิกของ Ovum โดย พาโล อัลโต เน็ตเวิร์กส์ พบว่า 80% ขององค์กรขนาดใหญ่มองว่าการรักษาความปลอดภัย และความเป็นส่วนตัวเป็นเรื่องท้าทายที่สำคัญในการใช้ระบบคลาวด์ การค้นพบที่สำคัญ ได้แก่:

70% ขององค์กรขนาดใหญ่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีความเชื่อมั่นที่ผิดในเรื่องความปลอดภัยของระบบคลาวด์ว่า การให้ความเชื่อมั่นในความปลอดภัยกับผู้ให้บริการคลาวด์เพียงอย่างเดียวนั้นเพียงพอแล้ว

– องค์กรขนาดใหญ่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีเครื่องมือรักษาความปลอดภัยมากมาย ทำให้การรักษาความปลอดภัย แยกส่วนไม่เป็นหนึ่งเดียวกัน และเพิ่มความซับซ้อนในการจัดการความปลอดภัยในระบบคลาวด์โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อบริษัท ต่างๆดำเนินงานในสภาพแวดล้อมคลาวด์ที่หลากหลาย

– มีความต้องการใช้ระบบอัตโนมัติ เนื่องจากองค์กรขนาดใหญ่ไม่มีเวลาและทรัพยากรเพียงพอที่จะตรวจสอบความปลอดภัย และการฝึกอบรมเกี่ยวกับคลาวด์ในปี 2563 จะเห็น บริษัท จำนวนมากหันมาใช้แนวทาง DevSecOps ซึ่งรวมทั้งกระบวนการรักษาความปลอดภัยและ เครื่องมือเข้ากับวงจรการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ซึ่งจะเป็นหนทางในการรวมระบบคลาวด์และคอนเทนเนอร์ได้อย่างสำเร็จ

from:https://www.techtalkthai.com/pala-alto-networks-security-predictions-for-2020/

[PR] 3 เทคโนโลยียกระดับอุตสาหกรรมค้าปลีกพร้อมสร้างประสบการณ์ลูกค้า โดยอะโดบี

ภายในปี 2565 อุตสาหกรรมค้าปลีกจะเป็นหนึ่งในห้าอุตสาหกรรมที่เติบโตรวดเร็วที่สุดทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และมีความเป็นไปได้อย่างมากว่าไอโอที (IoT) จะกลายมาเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะถูกนำมาใช้ขับเคลื่อนธุรกิจของผู้ค้าปลีกทั่วโลก อย่างไรก็ดีสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้ค้าปลีกคือ การสรรหากลยุทธ์มาสร้างความน่าสนใจดึงดูดสายตาลูกค้าพร้อมกับรักษาฐานลูกค้าในเวลาที่ตลาดมีการแข่งขันสูงเช่นทุกวันนี้

โดยรายงาน ความสามารถในการเป็นผู้นำดิจิทัลในอุตสาหกรรมค้าปลีก จากอะโดบี ได้เผยให้เห็นประเด็นสำคัญเกี่ยวกับ การลงทุนด้านเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสบการณ์ให้แก่ลูกค้าหน้าร้าน ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมากในประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ โดยเริ่มจากการเปลี่ยนดีไซน์ร้านค้า ปรับพื้นที่ให้บริการเพื่อรองรับประสบการณ์ช้อปปิ้งให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า

เช่นเดียวกันกับรายงานอีกชิ้นจากอะโดบี หัวข้อ เทรนด์ดิจิทัลสำหรับอุตสาหกรรมค้าปลีก ที่ระบุว่า เพื่อจัดการปัญหาที่ผู้บริโภคพบเจอเวลาที่ไปช้อปปิ้ง ผู้ค้าปลีกจำเป็นต้องยกระดับประสบการณ์ลูกค้าให้ตรงตามความต้องการ โดยมีผู้ค้าปลีกในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกได้นำ IoT มาใช้เพื่อบริหารจัดการช่องทางการให้บริการต่างๆ ตั้งแต่ จุดรับชำระค้าสินค้าและบริการ การศึกษาพฤติกรรมการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและลักษณะของผู้บริโภค

โดยอะโดบีได้เผยเทรนด์การนำ IoT เข้ามาใช้ดำเนินธุรกิจค้าปลีกในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกไว้ดังนี้

การต่อยอดประสบการณ์ลูกค้าด้วยเทคโนโลยีบีคอน (Beacon) และการทำตลาดให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย

Beacon คืออุปกรณ์บลูทูธขนาดเล็กที่ทำหน้าที่ระบุตำแหน่งและส่งข้อมูลแจ้งเตือนไปยังสมาร์ทโฟน เปิดตัวครั้งแรกโดยแอปเปิลในปี 2556 ซึ่งปัจจุบัน ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในเอเชียแปซิฟิก

โดยรายงานจาก Graphical Research ประจำปี 2561 ได้คาดการณ์มูลค่าการเติบโตของเทคโนโลยี Beacon ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ว่าอาจมีมูลค่าถึง 9 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2567 และจะเติบโตมากกว่า 100% ต่อปี ซึ่งปัจจัยหลักมาจากจำนวนการใช้งานโมบายล์ดีไวซ์ของประชากรในภูมิภาคที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ปีที่ผ่านมา Dan Murphy ร้านค้าปลีกสุราชื่อดังของประเทศออสเตรเลีย ได้ทดลองใช้เทคโนโลยี Beacon ในร้านที่ตั้งอยู่ในเมืองโกลด์โคสต์ โดยร้านค้าดังกล่าวได้รับการออกแบบเฉพาะเพื่อให้รองรับการทำงานของเทคโนโลยีดังกล่าว เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ลูกค้า ประหยัดเวลา และมอบประสบการณ์ซื้อสินค้าแบบครบวงจร โดย แอพพลิเคชั่นของ Dan Murphy จะช่วยให้ลูกค้าสามารถสั้งซื้อออนไลน์และได้รับการแจ้งเตือนเมื่อคำสั่งซื้อได้รับการยืนยันและสินค้าพร้อมส่ง นอกจากนั้นลูกค้าสามารถใช้แอพฯ แจ้งเตือนล่วงหน้าไปยังร้านค้าในวันที่จะไปรับของ หรือ กรณีที่ลูกค้าออนไลน์ตำแหน่งที่อยู่ปัจจุบันและอยู่ในรัศมี 400 เมตรของตำแหน่งร้านค้า แอพฯ จะค้นหาตำแหน่งอัตโนมัติและส่งแจ้งเตือนไปยังพนักงานให้เตรียมสินค้าให้พร้อมเนื่องจากลูกค้ากำลังเดินทางเข้ามารับสินค้าแล้ว

ขณะนี้บริการดังกล่าวได้ถูกนำไปให้บริการในร้านค้าเพิ่มเติมอีก 4 แห่งทั่วประเทศออสเตรเลีย

เทคโนโลยี RFID เพิ่มความสะดวกสบายในการชำระสินค้า

เมื่อปีที่แล้ว Panasonic ร่วมกับ Trial Company เปิดตัวโซลูชั่นชำระเงินอัตโนมัติด้วยเทคโนโลยี RFID เป็นรายแรกของอุตสาหกรรมค้าปลีกที่เปิดให้ลูกค้าในประเทศญี่ปุ่นสามารถชำระค่าสินค้าได้เพียงเดินผ่านจุดชำระเงิน โดย Trial ได้นำเทคโนโลยี RFID มาฝังบนแท็กเพื่อระบุรหัสสินค้าซึ่งระบบดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการคลังสินค้าและจุดรับชำระเงินหน้าร้าน

ในร้านทดลอง “Trial Lab” ได้นำฉลากอัจฉริยะที่ติดแท็ก RFID มาใช้แทนบาร์โค้ด UPC แท็ก RFID เป็นบาร์โค้ดอัจฉริยะที่สามารถเชื่อมต่อข้อมูลกับระบบเครือข่ายเพื่อติดตามสินค้าทุกชิ้นที่ใส่ไว้ในรถเข็นทำให้ลูกค้าสามารถชำระเงินอัตโนมัติเพียงเดินผ่านจุดรับชำระเงิน

จะเห็นได้ว่า ความพยายามในการพัฒนาเทคโนโลยี IoT อย่างต่อเนื่อง จะทำให้ร้านค้าอัจฉริยะสามารถเกิดขึ้นจริงได้ในอนาคตอันใกล้ ร้านค้าอัจฉริยะจะรวมเทคโนโลยี RFID การจดจำใบหน้าและการจดจำรูปภาพเพื่อบันทึกและติดตามประวัติการใช้บริการร้านค้า กล้องที่ติดตั้งทั่วร้านค้าจะบันทึกอากัปกิริยาของลูกค้าและแผนที่เพื่อแสดงความถี่ของจุดที่ลูกค้าซื้อสินค้าประจำและความต้องการซื้อสินค้าของลูกค้าในแต่ละพื้นที่ไว้ ซึ่งเทคโนโลยีต่างๆ เหล่านี้จะช่วยให้การจัดการสินค้าในสโตร์ การแสดงผลสินค้าคงคลัง และการบริหารจัดการสินค้าหน้าร้าน ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

JD.com ร้านค้าอีคอมเมิร์ซของจีนเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่เปิดตัวร้านสะดวกซื้ออัจฉริยะแห่งแรกในกรุงปักกิ่งในเดือนตุลาคม 2560 ซึ่งปัจจุบัน มีร้านค้าลักษณะดังกล่าวเปิดดำเนินการกว่า 20 แห่งทั่วประเทศจีน และขณะนี้มีร้านค้าอัจฉริยะหนึ่งร้านที่เปิดให้บริการที่ประเทศอินโดนีเซีย

ระบบ ERP เชื่อมต่อออนไลน์และออฟไลน์ได้อย่างราบรื่น

สำหรับผู้ค้าปลีกสินค้าไลฟ์สไตล์และเครื่องใช้ไฟฟ้าสัญชาติอินเดีย Tata CLiQ ที่นำระบบ ERP มาใช้การทำงานของระบบออนไลน์และออฟไลน์ของร้านค้า นับเป็นกลยุทธ์ออมนิชาแนลที่ดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ระบบ ERP เป็นระบบการจัดการและวางแผนการใช้ทรัพยากรต่างๆ ขององค์กรที่ทำงานบนคลาวด์ซึ่งจะรวมเอาขั้นตอนการดำเนินธุรกิจขององค์กรไว้ และสามารถบริหารจัดการได้แบบเรียลไทม์ มีให้บริการทั้งในรูปแบบของซอฟต์แวร์และโซลูชั่น

Niranjan Sane หัวหน้าฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ของ Tata CLiQ กล่าวว่า การบริหารจัดการสินค้าในสโตร์คือหนึ่งในความท้าทายของร้านค้าปลีก พร้อมกับยกตัวอย่าง การเพิ่มประสบการณ์ช้อปปิ้งที่ยอดเยี่ยมแก่ลูกค้าด้วยระบบ ERP เช่น เพิ่มความสะดวกสบายในการเรียกดูสินค้าออนไลน์/ไปดูที่หน้าร้าน หรือ ซื้อสินค้าผ่านออนไลน์แต่เลือกรับสินค้าหน้าร้าน และกำหนดให้ระบบจัดส่งสินค้าจากร้านค้าที่ใกล้ที่สุด โดยโซลูชั่นที่ดังกล่าวจะรองรับการเชื่อมต่อระบบ ERP และ POS ของร้านค้า สามารถบันทึกและแสดงผลข้อมูลแบบเรียลไทม์ได้ นอกจากนี้การติดแท็กให้กับสินค้าเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้การค้นหาสินค้าจากสโตร์และส่งข้อมูลไปยังระบบ POS ทำได้สะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น โดยการนำ IoT มาใช้จะช่วยลดความยุ่งยากในการติดตามสินค้าในสโตร์ แม้จะค้นหาสินค้าเพียงแค่ชิ้นเดียวก็สามารถทำได้

จากที่กล่าวมาข้างต้น แทบไม่ต้องสงสัยเลยว่า ทำไมผู้ค้าปลีกจึงควรให้ความสนใจกับการนำ IoT มาต่อยอดธุรกิจ เพราะอนาคต IoT จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการดำเนินธุรกิจพร้อมกับพลิกโฉมอุตสาหกรรมค้าปลีกในเวลาเดียวกัน

เกี่ยวกับอะโดบี

อะโดบีเปลี่ยนโลกผ่านประสบการณ์ด้านดิจิทัล
รายละเอียดเพิ่มเติม www.adobe.com/sea

ติดตามอะโดบีผ่านเฟสบุ๊กที่ https://www.facebook.com/AdobeSEA/

from:https://www.techtalkthai.com/3-iot-trends-for-retailers-by-adobe/