คลังเก็บป้ายกำกับ: Press_Release

[PR] Silver Peak ทุ่มทุนโปรแกรม Partner Edge ระดับโลก เร่งผนึกกำลังคู่ค้า เสริมความคล่องตัวทางธุรกิจ พร้อมชิงลูกค้ารายใหม่

เปิดตัวโปรแกรมเครือข่ายผู้จัดจำหน่าย พร้อมสิทธิประโยชน์ เครื่องมือและทรัพยากรใหม่ๆ ที่รองรับการขยายระบบ ช่วยกำหนดแนวทางที่ชัดเจนเพื่อสร้างความสำเร็จแก่คู่ค้าในตลาด SD-WAN ที่กำลังขยายตัว

ซิลเวอร์ พีค® ผู้นำด้าน SD-WAN ระดับโลกที่มุ่งมั่นพลิกโฉมการทำงานของระบบคลาวด์ด้วยข่ายงานบริเวณกว้างที่ขับเคลื่อนด้วยตนเอง (self-driving wide area network) ประกาศในวันนี้ถึงการยกระดับขนานใหญ่สำหรับ โปรแกรม Partner Edgeทั่วโลกของบริษัท นอกจากการเตรียมความพร้อมให้ทีมผู้บริหารช่องทางการจัดจำหน่ายที่มีประสบการณ์เพื่อนำพาองค์กรให้ก้าวไปข้างหน้าแล้ว ซิลเวอร์ พีค ยังมีการลงทุนเชิงกลยุทธ์ เพื่อสร้างโปรแกรมคู่ค้า SD-WAN ที่ครอบคลุมและแข็งแกร่งที่สุดในอุตสาหกรรม รวมถึงส่งเสริมให้คู่ค้าเดินไปสู่โอกาสทางธุรกิจและการเติบโตในตลาดที่มีอัตราการเติบโตสูง ซึ่ง IDC บริษัทด้านการวิเคราะห์อุตสาหกรรมได้ประมาณการณ์ไว้ว่าจะมีมูลค่าสูงกว่า 8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2021

โปรแกรมอันทันสมัยเสริมความแข็งแกร่งแก่คู่ค้า

หลังผ่านการตรวจสอบโดยละเอียดแล้ว ซิลเวอร์ พีค ได้ปรับปรุงโปรแกรม Partner Edge ให้มีความสามารถในการคาดการณ์ได้ดียิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการมอบสิทธิประโยชน์และข้อเสนอที่จะทำให้คู่ค้าได้รับความคุ้มค่าอย่างง่ายดายยิ่งขึ้น โดยมีเจตนาเพื่อเปลี่ยนไปสู่การให้ความสำคัญกับคู่ค้าเป็นอันดับแรกด้วยการนำเสนอโปรแกรมที่ชัดเจนและตรงตามความต้องการเพื่อสร้างมูลค่าแก่คู่ค้าได้มากที่สุด โปรแกรมใหม่นี้จะประกอบไปด้วย

  • เกณฑ์การจัดกลุ่มคู่ค้าใหม่: โปรแกรมพื้นฐานนี้จะมอบแนวทางที่ชัดเจนในการทำความเข้าใจถึงเกณฑ์ที่จำเป็นในการแบ่งคู่ค้าเป็นระดับซิลเวอร์ โกลด์ และแพลตินัม คู่ค้าจะมีความเข้าใจอย่างชัดเจนถึงคุณสมบัติที่ต้องการในแต่ละระดับ รวมถึงวัตถุประสงค์ในการสร้างรายได้ทันทีและวัตถุประสงค์ของการฝึกอบรม ด้วยโมเดลที่สามารถคาดการณ์ได้มากยิ่งขึ้น คู่ค้าจึงสามารถดำเนินการลงทุน SD-WAN ได้อย่างรัดกุม นำไปสู่การสร้างผลตอบแทนแก่คู่ค้าได้โดยตรง ทำให้คู่ค้ามองเห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างการลงทุนและการเติบโตด้านรายได้ ส่วนต่างและความสามารถในการทำกำไรโดยตรง
  • ตัวเร่งการเติบโตสำหรับคู่ค้า: โปรแกรมใหม่ที่จัดทำขึ้นเพื่อคู่ค้าระดับโกลด์และแพลตินัมนี้ มอบสิทธิประโยชน์มากมายจากซิลเวอร์ พีค โดยมีจุดมุ่งหมายเพียงหนึ่งเดียวคือ เพื่อมอบผลตอบแทนแก่คู่ค้าที่มุ่งสร้างการเติบโตในการจำหน่ายแพลตฟอร์ม Unity EdgeConnect™ SD-WAN edge โดยจะมีการกำหนดสิทธิประโยชน์ที่เป็นแรงจูงใจทุกๆ 6 เดือน และมอบให้ในช่วง 6-12 เดือน คู่ค้าจึงสามารถวางแผนล่วงหน้า ควบคู่ไปกับการแสวงหาช่องทางใหม่ๆ ในการเพิ่มรายได้ โปรแกรมนี้ให้ผลตอบแทนหลากหลายระดับ รวมถึงระดับการเป็นคู่ค้า การจัดจำหน่ายและผลตอบแทนแก่ทีมเทคนิค โดยคู่ค้าจะรับรู้ส่วนต่างกำไรของบริษัทตนเองได้โดยตรง เมื่อโยกย้ายลูกค้าจากส่วนต่างกำไรที่หดตัวเนื่องจากการพึ่งพาฮาร์ดแวร์ไปสู่ข้อเสนอที่กำหนดโดยซอฟต์แวร์ซึ่งมีส่วนต่างกำไรที่สูงขึ้น
  • ข้อดีของโปรแกรม: โปรแกรมใหม่ที่จัดทำขึ้นเพื่อคู่ค้าระดับโกลด์และแพลตินัมนี้ ช่วยให้ทีมขายภายในและภาคสนามของซิลเวอร์ พีค ส่งต่อรายชื่อลูกค้าปัจจุบันไปยังคู่ค้าได้โดยตรงในลักษณะของการผสานความร่วมมืออย่างแข็งขัน การให้คู่ค้ามีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นจะช่วยส่งเสริมแนวทางการทำงานเป็นทีมที่วัดผลได้และมีเป้าหมายชัดเจนสำหรับลูกค้า และช่วยให้คาดการณ์ถึงกระบวนการขายได้ดียิ่งขึ้น ช่วยย่นระยะเวลาในการสร้างรายได้แก่คู่ค้า

โปรแกรมคู่ค้าและทรัพยากรที่ผ่านการปรับโฉมใหม่ของซิลเวอร์ พีค ออกมาในช่วงเวลาที่เหมาะสม เนื่องจากองค์กรต่างๆ อยู่ในช่วงเร่งนำระบบคลาวด์มาใช้ พวกเขาจึงหันมาประเมินถึงความต้องการด้านเครือข่ายกันอีกครั้ง เพื่อเปลี่ยนไปสู่ระบบ SD-WAN” Tom Cahill รองประธานฝ่ายบริหารผลิตภัณฑ์และคู่ค้า บริษัท CDW กล่าวแพลตฟอร์ม Unity EdgeConnect SD-WAN edge ของซิลเวอร์ พีค เป็นองค์ประกอบที่เสริมทัพผลิตภัณฑ์และบริการของ CDW ได้อย่างน่าพึงพอใจ

ผมรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้เป็นคู่ค้ากับซิลเวอร์ พีค เพราะทางบริษัทได้ทุ่มทุนให้กับโปรแกรมคู่ค้า เนื่องจากองค์กรต่างๆ อยู่ในช่วงเร่งนำระบบคลาวด์มาใช้และหันมาประเมินถึงความต้องการด้านเครือข่ายกันใหม่ เพื่อเปลี่ยนไปสู่ระบบ SD-WAN” Jim Johnson ผู้บริหารระดับสูงฝ่ายเทคนิคของ Align กล่าว  ผลตอบแทนจากโปรแกรม ทรัพยากรและเครื่องมือใหม่ๆเป็นสิ่งที่ช่วยสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงของลูกค้าเราให้ก้าวไปสู่รูปแบบเครือข่ายที่ให้ความสำคัญกับธุรกิจเป็นหลัก เพื่อที่จะเผยศักยภาพในการพลิกโฉมสู่ระบบคลาวด์อย่างเต็มรูปแบบ

ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับโปรแกรมเร่งสมรรถนะของคู่ค้า

ซิลเวอร์ พีค เข้าใจว่า การจะสร้างความสำเร็จในตลาด SD-WAN ได้นั้น คู่ค้าจะต้องลงทุนด้านทรัพยากรและการฝึกอบรม และเพื่อผลักดันให้คู่ค้าไปสู่ความสำเร็จด้านผลตอบแทนทางการเงินสูงสุดในตลาดที่มีการแข่งขันสูงนี้ ซิลเวอร์ พีค จึงได้เปิดตัวสิทธิประโยชน์ใหม่ๆ สองรูปแบบที่จะมีผลสำหรับคู่ค้าระดับโกลด์และแพลตินัมโดยทันที

  • สิทธิประโยชน์สำหรับลูกค้ารายใหม่: เป็นสิทธิประโยชน์ด้านส่วนต่างกำไรที่เพิ่มขึ้นถึง 10% ซึ่งจะจ่ายให้กับคู่ค้าที่มีโอกาสปิดการขายแพลตฟอร์ม EdgeConnect SD-WAN edge ตัวใหม่ สิทธิประโยชน์นี้ไม่เพียงแต่รวมถึงการสั่งซื้อครั้งแรกเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงการทำธุรกิจต่อเนื่องกับลูกค้ารายนั้นๆ เป็นเวลา 12 เดือนนับจากการขายครั้งแรก
  • สิทธิประโยชน์ตั้งต้นที่รวดเร็ว: เป็นสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมอีก 2% ซึ่งจะจ่ายทุกครั้งที่จำหน่าย EdgeConnect รุ่นใหม่ให้กับลูกค้า สิทธิประโยชน์นี้จะเพิ่มเติมจาก 10% ของสิทธิประโยชน์จากการได้ลูกค้ารายใหม่ และเปิดโอกาสให้คู่ค้าได้รับสิทธิประโยชน์จากส่วนต่างกำไร 12% เมื่อลูกค้าใหม่มีการใช้งานระบบ

โปรแกรมเครือข่ายผู้จัดจำหน่าย Partner Edge สิทธิประโยชน์ รวมถึงเครื่องมือและทรัพยากรที่ส่งเสริมการใช้งานโปรแกรมใหม่นี้ของซิลเวอร์ พีค จะช่วยให้เราทุ่มเทกำลังในการเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์กับซิลเวอร์ พีคได้เต็มที่ยิ่งขึ้น Jason Evans ผู้อำนวยการฝ่ายดิสรัพทีฟเทคโนโลยี Wavenetกล่าว เรามั่นใจว่าโปรแกรมและทรัพยากรใหม่ๆ เหล่านี้จะช่วยให้ทีม  Wavenet สามารถนำเสนอแพลตฟอร์ม EdgeConnect SD-WAN edge ชั้นนำในตลาดของซิลเวอร์ พีคแก่ลูกค้าชั้นยอดได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในบรรดาลูกค้าที่เติบโตอย่างรวดเร็วและน่าทึ่งของเรา

เครื่องมือและทรัพยากรเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานชั้นนำในอุตสาหกรรม

เพื่อสนับสนุนและเสริมความแข็งแกร่งให้กับคู่ค้าอย่างเต็มรูปแบบ ซิลเวอร์ พีค จึงได้ลงทุนเพิ่มเครื่องมือและทรัพยากรระดับแนวหน้าเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงาน โดยซิลเวอร์ พีค กำลังดำเนินการอัพเดทที่สำคัญดังต่อไปนี้

  • ศูนย์ส่งเสริมประสบการณ์การใช้งานด้านเทคโนโลยีของซิลเวอร์ พีค: ซิลเวอร์ พีคจะมอบช่องทางการเข้าถึงโดยตรงไปยังแพลตฟอร์มออนไลน์ที่เป็นเอกลักษณ์ของตนแก่คู่ค้าระดับแพลตินัม เพื่อช่วยให้คู่ค้าสร้างต้นแบบ ทดสอบและสาธิตคุณสมบัติและความสามารถด้านเทคนิคที่ล้ำหน้าในแพลตฟอร์ม EdgeConnect SD-WAN edge ได้อย่างรวดเร็ว จึงช่วยลดเวลาในการพิจารณาตัดสินใจซื้อของลูกค้า
  • การฝึกอบรมที่ปรับปรุงใหม่: ซิลเวอร์ พีคได้ปรับปรุงเนื้อหาการฝึกอบรม และหลักสูตรทั้งหมดใหม่เพื่อถ่ายทอดข้อมูลเกี่ยวกับนวัตกรรมล่าสุดในแพลตฟอร์ม EdgeConnect ช่วยให้คู่ค้าก้าวทันกระแสการเปลี่ยนแปลงด้านความเชี่ยวชาญทางเทคโนโลยี ทั้งนี้ ซิลเวอร์ พีค ได้จัดทำโปรแกรมการฝึกอบรมใหม่ๆ โดยคำนึงถึงคู่ค้าที่มีธุรกิจรัดตัว โดยอาศัยวิดีโอและแนวทางการเรียนรู้ด้วยตนเองแบบแยกเป็นส่วนๆ เพื่ออำนวยความสะดวกในการใช้งาน โปรแกรมการฝึกอบรมและการรับรองคุณสมบัติทั้งหมดนี้พร้อมให้บริการแก่คู่ค้าทั้งในแบบเรียนรู้ด้วยตนเองและแบบมีผู้ฝึกสอนโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย
  • คู่ค้าด้านการติดตั้งใช้งานที่ได้รับอนุญาต: โปรแกรมคู่ค้า ADP ที่เปิดตัวไปเมื่อเดือนสิงหาคม 2018 มอบเส้นทางสู่การเป็นผู้ให้บริการหลังการขายที่ได้รับการรับรองจากซิลเวอร์ พีคแก่คู่ค้า และมอบข้อเสนอด้านการติดตั้งใช้งานและบริการด้านการบริหารจัดการที่สมบูรณ์แบบครบวงจรในแพลตฟอร์ม EdgeConnect SD-WAN edge แก่ลูกค้า
  • ทรัพยากรเครือข่ายผู้จัดจำหน่าย: ซิลเวอร์ พีค ยังคงเดินหน้าลงทุนเพื่อดึงดูดและคัดเลือกผู้มีความสามารถระดับสุดยอดในอุตสาหกรรม เพื่อเป็นผู้นำองค์กรในด้านเครือข่ายการจัดจำหน่าย นอกจากนี้ ซิลเวอร์ พีค ยังมีการลงทุนสร้างทีมการตลาดภาคสนามขึ้นมาใหม่ เพื่อทำงานอย่างใกล้ชิดกับคู่ค้าในการพัฒนาแผนการตลาดแบบบูรณาการเพื่อดึงเอาศักยภาพในการลงทุนโดยรวมของบริษัทมาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่การตลาด

เรากำลังเร่งก้าวไปสู่การเป็นบริษัทที่ให้ความสำคัญกับเครือข่ายผู้จัดจำหน่ายเป็นหลัก และการประกาศในวันนี้จะช่วยตอกย้ำความมุ่งมั่นของเราที่มีต่อคู่ค้าเพื่อผลักดันให้พวกเขาสร้างการเติบโตแก่ธุรกิจไปพร้อมกับซิลเวอร์ พีค ตลอดจนสร้างมูลค่าทางการเงินให้กับตลาด SD-WAN” Michael O’Brien รองประธานฝ่ายช่องทางการจัดจำหน่ายทั่วโลก ซิลเวอร์ พีค กล่าวด้วยการร่วมมือกับคู่ค้า ซิลเวอร์ พีคจะช่วยให้องค์กรเป็นอิสระจากการจำยอมและข้อจำกัดที่เกิดจากการใช้ WAN แบบเดิม พร้อมเสริมความแข็งแกร่งให้คู่ค้าในการปรับเปลี่ยนมาใช้รูปแบบเครือข่ายที่ให้ความสำคัญกับธุรกิจเป็นหลัก ด้วยแพลตฟอร์ม EdgeConnect SD-WAN edge ที่จะเผยศักยภาพในการพลิกโฉมสู่ระบบคลาวด์อย่างเต็มรูปแบบ

from:https://www.techtalkthai.com/silver-peak-doubles-down-on-global-partner-edge-program/

Advertisements

[PR]หัวเว่ยเปิดตัวระบบการประชุมทางไกล CloudLink รุ่นใหม่ ในงาน Connecting Time & Space, Changing the Future

กรุงเทพฯ/ 23 พฤศจิกายน 2561 – ในงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ Connecting Time & Space, Changing the Future หัวเว่ยเปิดตัว CloudLink ระบบการประชุมทางไกลเทเลเพรสเซนส์รุ่นใหม่ (Telepresence) ประกอบด้วยผลิตภัณฑ์ CloudLink Board และ CloudLink Box พร้อมขับเคลื่อนการประสานการทำงานและการสื่อสารในองค์กรสู่ยุคอัจฉริยะ ในงานยังได้รับเกียรติจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พันธมิตรรายสำคัญในประเทศไทย ร่วมแชร์ประสบการณ์สุดประทับใจจากการใช้งานโซลูชันการสื่อสารองค์กรของหัวเว่ย

มร. ต๋ง อู่ รองประธานบริหาร Enterprise Cloud ของ Huawei

ในยุคดิจิทัล นวัตกรรมจะช่วยขับเคลื่อนองค์กรให้พัฒนาก้าวรุดหน้า โดยมีความร่วมมือและการสื่อสารเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่นำไปสู่ความสำเร็จทางธุรกิจ มร. ต๋ง อู่ รองประธานบริหาร ฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์สื่อสารคลาวด์ระดับองค์กร และฝ่ายขายโซลูชั่น กลุ่มธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรส์ ของหัวเว่ย กล่าวว่า “หัวเว่ยได้พัฒนาโซลูชันการสื่อสารสำหรับองค์กร CloudLink รุ่นใหม่นี้ขึ้นมา เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถสร้างระบบสำนักงานอัจฉริยะ ระบบการทำงานแบบอัจฉริยะ และพัฒนาโซลูชั่นในกลุ่มอุตสาหกรรม เรามุ่งหวังที่จะได้ทำงานร่วมกับพันธมิตรต่างๆ เพื่อช่วยทรานสฟอร์มรูปแบบการประสานงานและการสื่อสารขององค์กร รองรับอุตสาหกรรมที่หลากหลายและสร้างอนาคตรูปแบบใหม่

อันที่จริง เรามีการใช้งานที่ประสบความสำเร็จมากมายในประเทศไทย ตัวอย่างเช่น การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) องค์กรด้านพลังงานไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ได้มีการติดตั้งใช้งานระบบการประชุมทางไกลผ่านวิดีโอของหัวเว่ยไปแล้วกว่า 200 ชุดใน 74 จังหวัดทั่วประเทศ รองรับพนักงานกว่า 30,000 คน และเราจะทำงานร่วมกันต่อไปเพื่อเร่งกระบวนการเปลี่ยนผ่านองค์กรสู่ระบบดิจิทัลให้รวดเร็วยิ่งขึ้น” มร. ต๋ง กล่าวเสริม

  • ระบบสำนักงานอัจฉริยะ (Digital office space) : การให้บริการเครื่องมือดิจิทัลด้านการสื่อสารและการทำงานร่วมกันสำหรับองค์กร เพื่อสร้างพื้นที่สำนักงานออนไลน์ตามความต้องการที่แตกต่างกัน และตอบโจทย์ความต้องการของสำนักงานในทุกรูปแบบ
  • ระบบการทำงานแบบอัจฉริยะ (Intelligent Working Methods) : จัดหานวัตกรรมบริการสำหรับองค์กร อาทิ การประชุมอัจฉริยะ (Intelligent Conference) ศูนย์กลางการติดต่อเชิงอัจฉริยะ (Intelligent Contact Center) และผู้ช่วยสำนักงานอัจฉริยะ (Intelligent Office Assistant) เพื่อสร้างประสบการณ์ที่เน้นการทำงานและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นให้กับพนักงาน
  • การพัฒนาโซลูชั่นในกลุ่มอุตสาหกรรม ทำงานร่วมกับพันธมิตรเพื่อรังสรรค์โซลูชั่นสำหรับอุตสาหกรรมกว่า 40 โซลูชั่น บนสถาปัตยกรรม Platform + Ecosystem อาทิ ด้านการดูแลสุขภาพ การศึกษา ภาครัฐ การขนส่ง และการเงิน
CloudLink Board และ CloudLink Box

วิวัฒนาการด้านดิจิทัลที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการประชุมผ่านวิดีโอในรูปแบบเดิมๆ ไปสู่การประชุมทางไกลเสมือนที่มีการโต้ตอบกัน สำหรับยุคแห่งการทำงานร่วมกัน 3.0 หรือ Collaboration 3.0 หัวเว่ยได้เปิดตัวกลุ่มผลิตภัณฑ์การประชุมทางไกลเทเลเพรสเซนส์รุ่นใหม่ CloudLink ที่เน้นการประสานงานร่วมกัน เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และความละเอียดระดับ Ultra-HD ทำให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพมากขึ้นและตอบสนองความต้องการใหม่ ๆ ของอุตสาหกรรมต่างๆ ได้อย่างดีเยี่ยม

  • CloudLink Board: อุปกรณ์ปลายทางสำหรับการประชุมผ่านวิดีโออัจฉริยะแบบ All-in-one รุ่นใหม่ ที่รวมคุณสมบัติด้านการประชุมผ่านวิดีโอ การทำงานร่วมกันแบบอินเตอร์แอคทีฟ และฟังก์ชั่นการแชร์ข้อมูลระยะไกล เพื่อมอบประสบการณ์การประชุมอัจฉริยะ พร้อมการสั่งการด้วยเสียง ระบบติดตามอัจฉริยะ และการจดจำใบหน้า
  • CloudLink Box: อุปกรณ์ปลายทางที่เชื่อมต่อการประชุมผ่านวิดีโอแบบ Ultra-HD แยกภาพและเสียง (Split-Type) รุ่นใหม่ ด้วยคุณสมบัติในการประมวลผลภาพและเสียงระดับสุดยอดแบบ Dual 4K/P30 และพอร์ทสำหรับภาพและเสียงแบบต่างๆ ทำให้ CloudLink Box สามารถทำงานร่วมกับอุปกรณ์ CloudLink Touch เพื่อช่วยให้การจัดประชุมเป็นไปอย่างง่ายดายและสะดวกสบาย

CloudLink คือโซลูชันแบบครบวงจรสำหรับการสื่อสารและการประสานงานร่วมกันระดับองค์กรที่หัวเว่ยได้พัฒนาขึ้นมาให้สามารถรองรับสถานการณ์ทุกรูปแบบ สามารถทำงานผ่านการเชื่อมต่ออัจฉริยะ รองรับการทำงานร่วมกันระหว่างอุปกรณ์และคลาวด์ มีความเปิดกว้างและผสมผสาน ระบบการสื่อสารระดับองค์กรของหัวเว่ยจะนำเครื่องมือใหม่ๆ ที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลมาสู่องค์กรต่างๆ ทั่วโลก พัฒนาให้เกิดความก้าวหน้ายิ่งขึ้น เพื่อบรรลุวิสัยทัศน์ของหัวเว่ยในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลไปสู่ทุกคน ทุกบ้าน และทุกองค์กร เพื่อสร้างโลกอัจฉริยะที่เชื่อมโยงถึงกันอย่างเต็มรูปแบบ

เกี่ยวกับหัวเว่ย

หัวเว่ย ผู้นำด้านโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารและสมาร์ทดีไวซ์ ด้วยโซลูชั่นที่ผสมผสานในสี่กลุ่มหลัก คือ เครือข่ายโทรคมนาคม, ไอที, สมาร์ทดีไวซ์ และบริการคลาวด์ บริษัทมีความมุ่งมั่นที่จะนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาสู่การใช้งานทุกระดับเพื่อทุกผู้คน ทุกครัวเรือน และทุกองค์กร เพื่อขับเคลื่อนโลกอัจฉริยะที่เชื่อมโยงถึงกันอย่างเต็มรูปแบบ ผลิตภัณฑ์ โซลูชั่นและบริการที่ครบวงจรของหัวเว่ยเปี่ยมด้วยศักยภาพด้านการแข่งขันและเชื่อถือได้ จากการทำงานร่วมกับพันธมิตรในระบบนิเวศแบบเปิด หัวเว่ยสามารถสร้างมูลค่าระยะยาวให้กับลูกค้า เสริมสมรรถนะของผู้คน ช่วยให้การใช้ชีวิตที่บ้านมีความสะดวกสบาย และสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดนวัตกรรมในองค์กรทุกรูปแบบและทุกขนาด นวัตกรรมของหัวเว่ยเน้นตอบสนองตามความต้องการของลูกค้า เราทุ่มงบประมาณจำนวนมหาศาลในด้านการวิจัย เน้นค้นหานวัตกรรมด้านเทคนิคใหม่ ๆ ที่จะช่วยขับเคลื่อนโลกของเราให้ก้าวไปข้างหน้า เรามีพนักงานกว่า 180,000 คน ดำเนินธุรกิจในกว่า 170 ประเทศทั่วโลก หัวเว่ยก่อตั้งขึ้นในปี 2530 และเป็นบริษัทเอกชนที่มีพนักงานเป็นผู้ถือหุ้นทั้งหมด อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของหัวเว่ย ได้ที่ http://www.huawei.com

ติดตามเราได้ที่

http://www.linkedin.com/company/Huawei

http://www.twitter.com/Huawei

http://www.facebook.com/HuaweiTechThailand

http://www.google.com/+Huawei

http://www.youtube.com/Huawei

 

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม โปรดติดต่อ

คุณวันดี เลิศสุพงศ์กิจ ศูนย์ข้อมูลข่าวสารหัวเว่ย

โทร. 093 896 6465 หรือ 081 838 4001

อีเมล: wandeel@francomasia.com หรือ pr@francomasia.com

from:https://www.techtalkthai.com/pr-huawei-releases-cloudlink-board-and-box/

รีวิว Cloud HM: บริการ Cloud VPS ไทยสำหรับ Developer และธุรกิจ แรงด้วย NVMe All Flash Storage

ปี 2018 นี้นับเป็นปีที่ตลาดผู้ให้บริการ Cloud ไทยตื่นตัวกันเป็นอย่างมาก มีบริการใหม่ๆ ออกมานำเสนอกันอย่างหลากหลายทีเดียว ซึ่งหนึ่งในบริการ Cloud ไทยที่ทีมงาน TechTalkThai มีโอกาสได้เข้าไปทดสอบในครั้งนี้ก็คือ DevOps Cloud by Cloud HM ที่มาพร้อมกับจุดเด่นด้านความเร็วและความแรงด้วยการใช้ NVMe All Flash SSD ให้บริการทั้ง VM และ Container แถมยังทำ Auto-Scale ได้ในตัวด้วย ซึ่งคิดว่าตอนนี้น่าจะเป็นผู้ให้บริการเจ้าเดียวในไทยที่มี Feature นี้

 

DevOps Cloud by Cloud HM: บริการ Cloud ไทย ความสามารถหลากหลายในราคาคุ้มค่า

 

Credit: CloudHM

 

ก่อนจะรู้จักกับ DevOps Cloud by Cloud HM นั้น ต้องเกริ่นก่อนว่าอันที่จริงแล้ว Cloud HM เป็นผู้ให้บริการ Cloud ในไทยที่เปิดให้บริการมาได้หลายปีแล้ว โดยมี UIH เป็นผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง ซึ่ง Cloud HM นี้ก็มีบริการ Cloud ที่หลากหลาย เปลี่ยนเทคโนโลยีเบื้องหลังให้ตอบโจทย์ต่อความต้องการของภาค Developer และธุรกิจมาโดยตลอด

บริการ DevOps Cloud by Cloud HM นี้เป็นบริการ Cloud แบบ Infrastructure-as-a-Service (IaaS) รุ่นล่าสุดที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์เหล่า Developer และธุรกิจองค์กรในปัจจุบันที่จะต้องรองรับทั้ง Traditional Application ซึ่งยังคงใช้สถาปัตยกรรมการออกแบบระบบ Backend แบบเดิมๆ ควบคู่ไปกับ Cloud Native Application ที่ต้องการใช้งาน Container เพื่อลดปริมาณทรัพยากรของระบบ และง่ายต่อการเพิ่มขยายระบบหรือมีการเปลี่ยนแปลงใดๆ รวมถึงจัดการระบบได้ด้วย Script เป็นหลัก ทำให้เกิดความผิดพลาดในการทำงานน้อยลง ดังนั้น DevOps Cloud by Cloud HM จึงรองรับทั้งความสามารถในการให้บริการ Virtual Machine (VM), Container, Load Balancer และ Auto-Scale ได้ในตัวเพื่อตอบโจทย์เหล่านี้ให้ได้อย่างครอบคลุม ทำให้ Developer และธุรกิจองค์กรไม่ต้องเช่าใช้ Cloud หลากหลายแห่งเพื่อรองรับสถาปัตยกรรมของ Application ที่แตกต่างกัน ใช้เพียง DevOps Cloud by Cloud HM ก็สามารถรองรับทุกความต้องการได้ทันที

ผู้ที่สนใจบริการ DevOps Cloud by Cloud HM สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.cloudhm.co.th/products/devops-cloud/ หรือศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับบริการ Cloud อื่นๆ ทั้งหมดของ Cloud HM ได้ที่ https://www.cloudhm.co.th ครับ

ทีมงาน Cloud HM ได้ให้ Account มาทดสอบการใช้งาน DevOps Cloud by Cloud HM แก่ทาง TechTalkThai มา ทางทีมงานเราจึงได้ทำการทดสอบการใช้งาน และขอเล่าถึงประเด็นต่าง ๆ ที่น่าสนใจเกี่ยวกับ DevOps Cloud by Cloud HM ดังนี้ครับ

 

เริ่มต้นใช้งาน หน้าจอเข้าใจง่ายมาก

เริ่มต้นตามสไตล์ TechTalkThai ที่ทำการรีวิวบริการ Cloud กันโดยไม่อ่านคู่มือ เพื่อให้ได้รับรู้ถึงประสบการณ์การใช้งานจริงว่าระบบนั้นใช้งานได้ง่ายหรือยากแค่ไหน เราก็จะมาเริ่มต้นจากการสร้าง VM และ Container กันก่อนเลยครับ

 

 

หลังจากที่ทำการ Login หน้าลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว เราก็จะสามารถเข้าสู่หน้า Dashboard สำหรับบริการจัดการ Cloud ของเราได้เองเลย

 

 

ในหน้า Dashboard นั้นจะเห็นเมนูต่างๆ ดังนี้

  • Appliances สำหรับสร้างและบริหารจัดการ VM, Container และ Load Balancer ภายในระบบของเรา
  • Components สำหรับจัดการส่วนประกอบอื่นๆ ที่จำเป็น ได้แก่ DNS และการจัดการ Template สำหรับใช้สร้าง VM และจัดการ ISO ที่อัปโหลดขึ้นไปได้
  • Stats รวมสถิติการใช้งานบริการ Cloud โดยสามารถดูปริมาณการใช้งาน VM, Container และ Disk IOPS ได้
  • Users สำหรับใช้บริหารจัดการผู้ใช้งานภายในระบบ และจัดการกับ API Key ได้
  • Plans สำหรับจัดการเรื่องการจ่ายค่าบริการเช่าใช้ Cloud
  • Logs สำหรับติดตามกิจกรรมที่เกิดขึ้น เช่น การสร้าง แก้ไข หรือลบ VM/Container ที่เกิดขึ้นในระบบ เป็นต้น

 

มาลองสร้าง VM กันเลย รอ 2 นาทีก็ใช้งานได้แล้ว

สำหรับการสร้าง VM นั้นก็สามารถทำได้ง่ายมาก เพียงแค่คลิกไปที่ปุ่ม Virtual Servers จากนั้นก็กด Create Virtual Server จากนั้นระบบก็จะให้เราเลือกระบบปฏิบัติการที่ต้องการ, รุ่นที่ต้องการใช้ และ Template ตั้งต้นสำหรับ Virtual Hardware Configuration จากนั้นก็สามารถทำการตั้งชื่อเครื่องได้เลย

 

 

เมื่อตั้งชื่อเครื่องเสร็จแล้ว ระบบก็จะให้เราทำการปรับแต่ง Virtual Hardware Configuration อีกครั้งหนึ่ง โดยเราสามารถเลือก RAM (สูงสุด 100 GB), CPU Core (สูงสุด 30 Core), Primary Disk Size (สูงสุดตามที่ 1 TB), Swap Disk Size (สูงสุด 1 TB) (โดยทีมงาน Cloud HM ได้แจ้งว่าหากต้องการ Resource สูงสุดที่มากกว่านี้สามารถ Request ได้) และกำหนดค่าต่างๆ ทางด้าน Network เช่นการเชื่อมต่อกับ Internet ภายนอก และความเร็วสูงสุดในการเชื่อมต่อ (สูงสุด 1Gbps หรือไม่จำกัดเลยก็ได้) ซึ่งการที่เราสามารถเลือก Configuration ได้ละเอียดขนาดนี้ถือเป็นเรื่องที่ดีและประหยัดเมื่อเทียบกับผู้ให้บริการรายอื่นเพราะหากเราต้องการเพิ่มแค่ RAM 1 GB เราก็สามารถทำได้ ไม่ต้องขยับ Size VM ไปอีก Size เหมือนผู้ให้บริการรายอื่นๆ ทำให้เราต้องซื้อ Resource อื่นๆที่เราไม่ต้องการเพิ่มด้วย

ค่าใช้จ่ายของบริการต่อชั่วโมงนั้นจะแสดงให้เราเห็นทันทีหลังจากปรับแต่งการตั้งค่าเหล่านี้ โดยจะแบ่งเป็นค่าใช้จ่ายทั้งในกรณีที่เปิดใช้งานเครื่อง และปิดการใช้งาน (ราคาปิดจะถูกกว่าเนื่องจากคิดแค่ SSD ไม่คิด CPU และ RAM) ทำให้เราสามารถประเมินค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ทันที

จากนั้นเมื่อกดยืนยัน ระบบก็จะส่งเราไปยังหน้าแสดงผลการสร้าง VM แบบ Real-time ให้เราเห็นได้เลยว่ากำลังทำถึงขั้นตอนไหนอยู่ รอซัก 2 นาที VM ขนาดเล็กสุดก็พร้อมใช้งานแล้วครับ (ไม่กล้ากดสร้างเครื่องใหญ่สุด เกรงใจครับ)

 

 

เมื่อเครื่องเปิดเรียบร้อยแล้ว เราก็สามารถต่อเข้า Console ได้ง่ายๆ ด้วยการคลิกที่ปุ่ม Console ครับ และหากต้องการดูสถิติการใช้งานหรือเปลี่ยนแปลงการตั้งค่าใดๆ เช่น การตั้งค่าด้าน Network, Firewall, Backup ก็สามารถทำได้จากหน้าจอนี้เช่นกัน

 

 

ลองสร้าง Container ขึ้นมาใช้งานกันดูบ้าง รอ 1 นาทีก็พอ

สำหรับการสร้าง Container นั้นจะต่างออกไปเล็กน้อย โดยเราจะต้องเข้าไปที่ Container Servers แล้วเลือก Create Container จากนั้นก็ทำการตั้งชื่อเครื่องและเลือกขนาดของ CPU, RAM, Disk ได้ทันที ไม่ต้องมีการเลือกระบบปฏิบัติการเพราะระบบจะทำการใช้ CoreOS ให้เราโดยอัตโนมัติ จากนั้นเราจะพบกับหน้าที่ไม่เคยเจอในการสร้าง VM ก็คือหน้า Cloud-Config ครับ

 

 

หน้านี้จะเปิดให้เราทำการ Copy/Paste หรืออัปโหลดไฟล์ YAML เพื่อกำหนดการทำงานของ Container นี้ได้ ก็เรียกได้ว่าเป็นไปตามแนวคิดมาตรฐานของระบบ Container นั่นเองครับ

หลังจากกด Confirm การสร้าง Container เสร็จแล้วนั้น เราก็รอประมาณ 1 นาที เพียงเท่านี้ Container ที่สร้างก็จะพร้อมให้ใช้งานได้แล้วครับ ส่วนตัว YAML นั้นก็สามารถแก้ไขได้ตามต้องการ และทำการ Restart เครื่องเพื่อเปลี่ยนการตั้งค่าได้ทันทีครับ

 

 

Container เหล่านี้สามารถถูกบริหารจัดการได้ผ่านทั้ง Kubernetes และ Docker รวมถึงยังมีการเปิด API ให้เชื่อมต่อเข้ามาบริหารจัดการแบบอัตโนมัติจากภายนอกได้ด้วย

 

แรงกว่าด้วย NVMe All Flash Storage แต่ราคาเทียบเท่ากับบริการ Cloud รายอื่นๆ

ทั้งนี้ความเร็วของการสร้างและใช้งาน VM/Container ภายใน DevOps Cloud by Cloud HM นี้ก็เกิดขึ้นจากการที่ทางทีมงาน Cloud HM เลือกใช้ NVMe All Flash Storage เป็นอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลหลักของบริการ Cloud นี้ ทำให้ความเร็วในการเขียนอ่านข้อมูลสูงมาก ดังนั้นการอ่าน ISO, การติดตั้งระบบปฏิบัติการ และการบูทแต่ละ VM หรือ Container นั้นจึงมีความเร็วสูงเป็นอย่างมากนั่นเอง ซึ่งจะเห็นได้จากการกำหนดค่าด้าน Storage ไม่ว่าจะเป็นในขั้นตอนการสร้าง VM หรือ Container ก็ตามที่จะมีแต่ NVMe SSD ขึ้นมาให้เลือกเท่านั้น

อย่างไรก็ดี ค่าใช้จ่ายในการใช้ DevOps Cloud by Cloud HM นั้นไม่ได้สูงมากกว่าผู้ให้บริการรายอื่นแต่อย่างใด โดยหากคิดจากเครื่อง Container ขนาด 1 CPU, 512 MB RAM, 6GB NVMe SSD แล้ว ค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงก็อยู่ที่ 0.37848 บาท ต่อ ชม. เท่านั้น หรือหากคิดเป็นรายเดือนก็ประมาณ 272.5 บาทเท่านั้นเอง ส่วนสเป็คอื่นๆ ก็สามารถลองเลือกการตั้งค่าเพื่อดูราคาก่อนสร้างได้ทั้งหมด ทำให้มีความยืดหยุ่นค่อนข้างสูงทีเดียว

 

มี Load Balancer ให้ใช้ รองรับ Auto-Scale ได้

อีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจมากก็คือการที่ DevOps Cloud by Cloud HM นี้มี Load Balancer ให้เราเลือกสร้างขึ้นมาใช้งานได้ในตัว ซึ่งจะมีการทำงานได้ 2 แบบ ได้แก่

  • Load Balancer Cluster สร้าง Load Balancer Node ขึ้นมากระจาย Traffic แบบ Round Robin ระหว่างเครื่องในกลุ่มที่กำหนดเอง
  • Auto-Scaling Cluster สร้าง Cluster ที่สามารถทำการ Scale-Out ตาม Template ที่กำหนดเอาไว้ เพื่อรับปริมาณ Workload ที่เพิ่มขึ้นได้โดยอัตโนมัติ และ Scale-In เมื่อปริมาณ Workload ลดลง โดยสามารถกำหนดเงื่อนไขต่างๆ เองได้ทั้งหมด

ทั้งสองความสามารถนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้งานได้ตามความต้องการของทั้ง Traditional Application และ Cloud Native Application อย่างเต็มตัว เป็นทางเลือกที่น่าสนใจไม่น้อยสำหรับผู้ที่ต้องการพัฒนา Digital Product แต่ไม่ต้องการใช้ Cloud ในต่างประเทศ

 

แต่ละ VM ก็สามารถทำ Auto Scale ได้ในตัว

นอกจากนี้ DevOps Cloud by Cloud HM ก็ยังมีความสามารถในการทำ Auto-Scale อีกรูปแบบหนึ่งในระดับของ VM ด้วย โดยในระหว่างที่ทำการสร้าง VM ขึ้นมา เราสามารถกำหนดให้เครื่องนั้นๆ ทำการ Auto-Scale ได้ด้วยตนเอง ซึ่งจะเป็นการทำงานแบบ Scale-Up ด้วยการเพิ่มทรัพยากรเข้าไปในเครื่องเท่านั้น

ความสามารถนี้รองรับได้ทั้งการทำ Scale-Up และ Scale-Down ดังนั้นต่อให้เป็น Application ในสถาปัตยกรรมแบบเดิมๆ ที่ไม่ได้ใช้ Container เข้ามาช่วย ก็ยังสามารถทำการเพิ่มลดขนาดได้โดยอัตโนมัติอยู่ ซึ่งก็สามารถใช้วิธีการลงหลายๆ เครื่องและใช้ Load Balancer เข้าช่วยเพื่อลด Downtime ในระหว่าง Scale ระบบได้

 

ใช้ Data Center ที่ได้รับมาตรฐานจากผู้ให้บริการ 2 ราย มั่นใจได้ในความมั่นคงทนทาน

Cloud Data Center ของ Cloud HM นี้ตั้งอยู่ใน Data Center ของ UIH และ TCCT ซึ่งต่างก็ได้รับมาตรฐาน ISO 27001 ด้วยกันทั้งคู่ ทำให้ในการใช้งานนั้นเหล่าธุรกิจองค์กรสามารถมั่นใจได้ว่า แม้ว่าจะเกิดปัญหากับผู้ให้บริการรายใด ผู้ให้บริการอีกรายก็จะยังคงสามารถให้บริการต่อเนื่องต่อไปได้ เพราะโอกาสที่ผู้ให้บริการ 2 รายซึ่งไม่ได้ข้องเกี่ยวกันนี้จะมีปัญหาพร้อมๆ กันนั้นเกิดขึ้นได้ยากมาก โดยทาง Cloud HM นั้นรับประกัน SLA อยู่ที่ 99.9%

 

รองรับการจ่ายเงินได้หลากหลาย ใช้งานง่าย เหมาะกับ Developer และธุรกิจไทย

อีกจุดหนึ่งที่ Cloud HM ทำการพัฒนาขึ้นมาเพื่อตอบรับต่อความต้องการของ Developer และธุรกิจไทยในการใช้ Cloud ก็คือประเด็นในการจ่ายเงิน ซึ่งผู้ให้บริการ Cloud จากต่างชาตินั้นมักจะรับบัตรเครดิตเป็นหลักทำให้มีปัญหากับกระบวนการการจ่ายเงินของ Developer และภาคธุรกิจได้ ทาง Cloud HM จึงได้พัฒนาให้ระบบรองรับการชำระเงินได้จากทั้ง Visa, Mastercard, Paypal, Bitcoin และ Internet Banking เพื่อเป็นทางเลือกให้หลากหลายยิ่งขึ้นกว่าเดิม

 

ทดลองใช้งาน DevOps Cloud by Cloud HM ได้ทันที

ตอนนี้ Cloud HM จัดโปรโมชั่นพิเศษเครดิตคูณ 2 เติมเครดิตเท่าไหร่ได้เพิ่มเท่านั้น โดยสำหรับผู้ที่สนใจต้องการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม หรือต้องการทดสอบการใช้งานบริการของ Cloud HM สามารถติดต่อได้ที่โทร (0)2-315-7504 หรืออีเมล์ sales@cloudhm.co.th หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ของ Cloud HM ได้ที่ https://www.cloudhm.co.th

from:https://www.techtalkthai.com/cloud-hm-devops-cloud-review/

[PR] เอเอ็มดีขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์เดสก์ท็อปโปรเซสเซอร์ 2nd Generation Ryzen™ Threadripper™ มอบพลังประมวลผลขั้นสุดยอด ราคาเริ่มต้น 23,900 บาท

กรุงเทพฯ, ประเทศไทย — 30 ตุลาคม 2561 — เอเอ็มดี (NASDAQ: AMD) เปิดตัวโปรเซสเซอร์ 2nd Gen AMD Ryzen Threadripper เพิ่มเติมอีก 2 รุ่น ได้แก่ รุ่น 2970WX ซึ่งประกอบด้วย 24 คอร์ และ 48 เธรด และ Ryzen Threadripper 2920X ซึ่งประกอบด้วย 12 คอร์ และ 24 เธรด โปรเซสเซอร์ Ryzen Threadripper ซีรี่ส์ WX มีจำนวนคอร์ที่เหนือกว่า ออกแบบเป็นพิเศษสำหรับโปรซูเมอร์ที่ต้องการพลังประมวลผลระดับสุดยอดสำหรับเวิร์กโหลดที่หนักหน่วงที่สุด ส่วน Ryzen Threadripper ซีรี่ส์ X มอบสมรรถนะที่สูงมากสำหรับผู้ใช้งานระดับสูง เกมเมอร์ และสตรีมเมอร์ พร้อมประสบการณ์การเล่นเกมที่ราบรื่นและสวยงาม ด้วยความเร็วสัญญาณนาฬิกาแบบพื้นฐานและแบบบูสต์ของโปรเซสเซอร์ที่สูงกว่าเจนเนอเรชั่นก่อนหน้า

credit : AMD

ซาอิด มอชเคลานี รองประธานอาวุโสและผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายระบบประมวลผลไคลเอ็นต์ของเอเอ็มดี กล่าวว่า “การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่เกิดขึ้นในตลาดเดสก์ท็อประดับไฮเอนด์ (HEDT) และตลาดพีซีโดยรวมเป็นผลมาจากความเป็นผู้นำและนวัตกรรมของเอเอ็มดี และตระกูลโปรเซสเซอร์ AMD Ryzen Threadripper คือองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้เกิดความตื่นตัวทั่วโลก  เราพยายามที่จะขยายตลาด HEDT เพื่อให้เข้าถึงได้มากขึ้นสำหรับเกมเมอร์และผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์หลากหลายกลุ่ม ด้วยการนำเสนอโปรเซสเซอร์ Threadripper สองรุ่นใหม่ในระดับราคาเริ่มต้นเพียง 649 ดอลลาร์*”

ขุมพลังสำหรับการเล่นเกมและการสร้างสรรค์คอนเทนต์

โปรเซสเซอร์ Ryzen Threadripper 2970WX รุ่น 24 คอร์/48 เธรด และโปรเซสเซอร์ Ryzen Threadripper 2920X รุ่น 12 คอร์/24 เธรด มอบประสิทธิภาพการประมวลผลแบบมัลติเธรดที่เหนือชั้น เร็วกว่าถึง 39% และ 55% เมื่อเทียบกับ Core i9-7960X และ Core i7-7820X ตามลำดับ นอกจากนี้ Ryzen Threadripper 2920X ยังรองรับการเล่นเกม 4K ควบคู่ไปกับการแปลงวิดีโอ 4K30 ที่ 40,000 กิโลบิตต่อวินาที (Kbps) ดังนั้นเกมเมอร์จึงสามารถสตรีมการเล่นเกมของตนเองได้อย่างราบรื่น ไม่มีสะดุด

สำหรับผู้สร้างคอนเทนต์ โปรเซสเซอร์ทั้งรุ่น 2970WX และ 2920X มอบประสิทธิภาพที่เร็วกว่าถึง 32% สำหรับการทำ Ray-tracing และเข้ารหัสได้เร็วกว่า 60% เมื่อเทียบกับ Core i9-7960X และ Core i7-7820X ตามลำดับ

ฟีเจอร์ใหม่ๆ และชุดบันเดิลสำหรับโปรโมชั่นพิเศษ

ฟีเจอร์ใหม่ที่ออกแบบเป็นพิเศษสำหรับโปรเซสเซอร์ Ryzen Threadripper WX ได้แก่ ซอฟต์แวร์ Dynamic Local Mode (DLM) ซึ่งปรับปรุงประสิทธิภาพของแอพพลิเคชั่น โดยทำให้เธรดที่มีความต้องการสูงสุดส่งผ่านข้อมูลไปยังคอร์ประมวลผลและหน่วยความจำภายในได้อย่างเต็มที่  ฟีเจอร์นี้ถูกกำหนดค่าโดยอัตโนมัติด้วยการดาวน์โหลด AMD Ryzen™ Master บนคอมพิวเตอร์ที่ขับเคลื่อนด้วย Ryzen Threadripper 2990WX หรือ 2970WX * โดยที่ผู้ใช้ไม่ต้องป้อนค่าใดๆ Dynamic Local Mode จะทำหน้าที่:

  • ตรวจวัดเวลาการใช้ซีพียูสำหรับเธรดที่ใช้งานอยู่
  • จัดอันดับเธรดที่ใช้งานอยู่จากความต้องการมากที่สุดไปหาน้อยที่สุด
  • โยกย้ายเธรดที่มีความต้องการสูงสุดไปยังคอร์ประมวลผลที่สามารถเข้าใช้หน่วยความจำภายในเครื่องโดยอัตโนมัติ
  • เร่งความเร็วให้กับโปรแกรมที่ใช้เธรดเพียงเล็กน้อยและมีความไวต่อการหน่วงเวลา โดยไม่ส่งผลกระทบต่องานแบบมัลติเธรดที่หนักหน่วง

เมื่อเปิดใช้งาน Dynamic Local Mode จะมอบประสิทธิภาพเพิ่มเติมโดยเฉลี่ย 15 เปอร์เซ็นต์ สำหรับโปรเซสเซอร์ Ryzen Threadripper WX Series ในบางแอพพลิเคชั่น เช่น เบนช์มาร์ก SPECwpc™ และเกม PUBG™, Far Cry® 5 และ Alien: Isolation™ นอกจากนี้ เอเอ็มดียังมีแผนที่จะเปิดให้ใช้งานฟีเจอร์นี้สำหรับผู้ใช้กลุ่มอื่นๆ อย่างกว้างขวางมากขึ้น โดยจะรวม Dynamic Local Mode เป็นแพ็คเกจมาตรฐานในอัพเดตครั้งต่อไปสำหรับไดรเวอร์ชิปเซ็ตของเอเอ็มดี

โปรเซสเซอร์ 2nd Gen Ryzen Threadripper ทุกรุ่นสามารถใช้กับเมนบอร์ดรุ่นใหม่ๆ รวมถึงแพลตฟอร์ม X399 ที่มีอยู่ เพียงแค่อัพเดต BIOS เท่านั้น โดยเมนบอร์ดที่รองรับมีวางจำหน่ายแล้วจากผู้ผลิตเมนบอร์ดชั้นนำ เช่น ASRock, ASUS, Gigabyte และ MSI และในช่วงเทศกาลปลายปี 2561 ผู้ผลิตเมนบอร์ดเหล่านี้ยังนำเสนอชุดบันเดิลพิเศษราคาเริ่มต้น 199 ดอลลาร์ เมื่อซื้อคู่กับซีพียู Ryzen Threadripper สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับชุดบันเดิลดังกล่าว โปรดดูที่เว็บไซต์ของผู้ผลิตเมนบอร์ด

กลุ่มผลิตภัณฑ์เดสก์ท็อปโปรเซสเซอร์ 2nd Generation AMD Ryzen Threadripper และการวางจำหน่าย

 

MODEL CORES/
THREADS
BOOST/ BASE FREQUENCY (GHZ) Total Cache (MB) TDP (WATTS) PCIe® Gen 3.0 LANES
(processor / platform)
ราคา (บาท) AVAILABILITY
AMD Ryzen™ Threadripper™ 2990WX 32/64 4.2/3.0 80 250W 64 / 72 69,900 Aug. 13, 2018
AMD Ryzen™ Threadripper™ 2970WX 24/48 4.2/3.0 76 250W 64 / 72 48,900 Oct. 29, 2018
AMD Ryzen™ Threadripper™ 2950X 16/32 4.4/3.5 40 180W 64 / 72 33,900 Aug. 31, 2018
AMD Ryzen™ Threadripper™ 2920X 12/24 4.3/3.5 38 180W 64 / 72 23,900 Oct. 29, 2018

ทั้งรุ่น Ryzen Threadripper 2970WX แบบ 24 คอร์/48 เธรด และรุ่น 2920X แบบ 12 คอร์/24 เธรด มีวางจำหน่ายแล้ววันนี้จากผู้ค้าปลีกทั่วโลก และพาร์ทเนอร์หลายรายทั่วโลกได้วางจำหน่ายคอมพิวเตอร์ที่ใช้ซีพียูดังกล่าว โดยสามารถดูรายชื่อพาร์ทเนอร์ ผู้ค้าปลีก และข้อมูลการเปิดตัวได้ที่ https://www.amd.com/en/where-to-buy/threadripper-systems

ระบบ Alienware Area-51 Threadripper Edition ขับเคลื่อนด้วยโปรเซสเซอร์ 2nd Gen Ryzen Threadripper Edition โดย Alienware Area-51 รุ่นใหม่นี้มาพร้อมกับดีไซน์ที่สวยล้ำ ประกอบด้วยซีพียู Ryzen Threadripper 2950X รุ่น 16 คอร์ และ Ryzen Threadripper 2920X รุ่น 12 คอร์ นอกจากนี้ Alienware จะขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ Area 51 R7 ให้ครอบคลุม Ryzen Threadripper 1900X รุ่น 8 คอร์อีกด้วย

แฟรงค์ อาซอร์ รองประธานและผู้จัดการทั่วไปของ Alienware, G Series และ XPS กล่าวว่า “เราจะยังคงสานต่อความร่วมมือกับเอเอ็มดี ด้วยการรวมซีพียู 2nd Gen Ryzen Threadripper ไว้ในเครื่อง Alienware Area-51 รุ่น 12 และ 16 คอร์ ซึ่งเป็นเดสก์ท็อปเรือธงของ Alienware ออกแบบเป็นพิเศษเพื่อประสิทธิภาพการเล่นเกมขั้นสุดยอด พร้อมความสามารถในการทำงานแบบเมก้าทาสกิ้ง ด้วยการต่อยอดความสำเร็จของ AMD Threadripper edition ซีพียู 2nd Gen Ryzen Threadripper จะช่วยให้ผู้ใช้ของเราสามารถเล่นเกม สตรีม และสร้างคอนเทนต์ด้วยประสิทธิภาพและคุณภาพที่เหนือชั้นภายใต้แบรนด์ Alienware”

ข้อมูลเพิ่มเติม

เกี่ยวกับ AMD

เป็นเวลากว่า 45 ปีที่ AMD ขับเคลื่อนให้เกิดนวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพสูงทั้งในส่วนของการประมวลผลกราฟิก และเทคโนโลยีเวอร์ชวลไลเซชั่นต่างๆ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญสำหรับวงการเกม เป็นแพลตฟอร์มระดับมืออาชีพ และเป็นศูนย์กลางข้อมูล ผู้บริโภคหลายร้อยล้านคน องค์กรธุรกิจชั้นนำที่จัดอยู่ในกลุ่ม Fortune 500 และหน่วยงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ทั่วโลก ต่างใช้เทคโนโลยีของ AMD เพื่อการพัฒนาศักยภาพด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การใช้ชีวิต การทำงาน และความบันเทิง พนักงานของ AMD ทุกคนทั่วโลกล้วนมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่จะก้าวข้ามขอบเขตของข้อจำกัดทั้งหลาย ท่านสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ AMD (NASDAQ: AMD) และกระบวนการสร้างสรรค์ต่างๆ ที่เราทำในปัจจุบันและที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตได้ที่เว็บไซต์ website, blog, Facebook และ Twitter

from:https://www.techtalkthai.com/amd-2nd-generation-ryzen-threadripper/

[PR] โซลูชั่น Enterprise Cloud OS Hyperconvergence ของนูทานิคซ์ รองรับการใช้งานร่วมกับ SAP HANA®

กรุงเทพฯ ประเทศไทย – 11 ตุลาคม 2561 — นูทานิคซ์ (Nutanix) (NASDAQ: NTNX) ผู้นำด้านระบบคลาวด์คอมพิวติ้งสำหรับองค์กร เปิดเผยว่า AHV ไฮเปอร์ไวเซอร์ และโครงสร้างพื้นฐานไฮเปอร์คอนเวอร์จ Hyperconverged Infrastructure (HCI) บนแพลตฟอร์ม Enterprise Cloud OS มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่เอสเอพี (SAP) กำหนดไว้ในการทำงานร่วมกับ SAP HANA® บนโปรดักชั่นซึ่งจะช่วยให้องค์กรที่ใช้โซลูชั่นของเอสเอพีได้รับประโยชน์จากความสะดวกในการใช้งานและความคล่องตัวของเทคโนโลยี HCI ระดับชั้นนำ เพื่อสร้างสถาปัตยกรรมไอทีที่ทันสมัยให้กับแพลตฟอร์มฐานข้อมูลบนหน่วยความจำของเอสเอพี

เอสเอพีให้การรับรองแพลตฟอร์ม Nutanix Enterprise Cloud OS พร้อมด้วยเวอร์ชวลไลเซชั่น AHV ที่ใช้งานร่วมกับ SAP HANA โดยเป็นส่วนหนึ่งของโครงการรับรอง HCI ของเอสเอพี  ทั้งนี้ SAP HANA เพิ่มความเร็วในการประมวลผลข้อมูลในการรายงาน การวิเคราะห์ข้อมูล และการคำนวณได้อย่างเหนือชั้น ขณะที่นูทานิคซ์นำเสนอประสิทธิภาพและการปรับขนาดที่ยืดหยุ่น ซึ่งจำเป็นในการใช้งานระบบ SAP HANA ภายในองค์กรอย่างเหมาะสม รวมทั้งเพิ่มความสะดวกในการบำรุงรักษาสภาพแวดล้อมของเอสเอพีอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีความเร็วในการรับส่งข้อมูลที่เหนือกว่า และลดความล่าช้าของการเข้าถึงข้อมูล ทั้งยังปรับปรุงความพร้อมใช้งานในช่วงเวลาที่มีการใช้งานฐานข้อมูลอย่างหนักหน่วง

นายซูนิล พอตติ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์และการพัฒนาของนูทานิคซ์ กล่าวว่า “เรารู้สึกยินดีกับความสำเร็จในครั้งนี้ ขณะที่ลูกค้าเปลี่ยนย้ายเวิร์กโหลดภายในองค์กรไปสู่แพลตฟอร์มของนูทานิคซ์เพิ่มมากขึ้น การรับรองการใช้งานร่วมกันดังกล่าวจะช่วยให้ลูกค้าสามารถใช้แพลตฟอร์มเดียวกับเวิร์กโหลดทั้งหมด การรับรองการใช้งานสำหรับ SAP HANA จะช่วยให้ลูกค้าของเรามีทางเลือกด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัยเพิ่มขึ้น โดยองค์กรต่างๆ จะสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีของนูทานิคซ์และเอสเอพี เพื่อขับเคลื่อนบริการฐานข้อมูล การประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูล การพัฒนาแอป และอื่นๆ ด้วยประสิทธิภาพที่แน่นอนและความสามารถในการปรับขนาดที่ชัดเจน ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์แก่องค์กรอย่างเป็นรูปธรรม

องค์กรที่ใช้โซลูชั่นของเอสเอพีจะสามารถใช้แพลตฟอร์ม Nutanix Enterprise Cloud OS ในสภาพแวดล้อมการใช้งานจริงและสภาพแวดล้อมการทดสอบ เพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการกำหนดค่า เพิ่มความสะดวกในการจัดการและปรับขนาดโครงสร้างพื้นฐานไอที ซึ่งจะช่วยให้ได้รับประโยชน์จาก SAP HANA และแอปพลิเคชั่นอื่นๆ ของเอสเอพีภายในเวลาอันรวดเร็ว

ความพร้อมใช้งาน

ซอฟต์แวร์ Nutanix Enterprise Cloud OS ผ่านการรับรองสำหรับการใช้งานร่วมกับระบบที่ใช้ SAP NetWeaver® รวมถึงแอปพลิเคชั่นเซิร์ฟเวอร์ SAP S/4HANA® และสามารถใช้ในสภาพแวดล้อมการใช้งานจริงเพื่อปรับเพิ่มขนาดฐานข้อมูล SAP HANA

ข้อมูลเพิ่มเติม

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการรันระบบของเอสเอพีบนซอฟต์แวร์ Nutanix Enterprise Cloud OS กรุณาดูที่เว็บเพจข้อมูลของเอสเอพี, เว็บเพจผลิตภัณฑ์ของนูทานิคซ์ หรืออ่านบล็อกของนูทานิคซ์ และหากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม กรุณาติดต่อนูทานิคซ์ที่ sap@nutanix.com

เกี่ยวกับนูทานิคซ์

นูทานิคซ์เป็นหนึ่งในผู้นำระดับโลกด้านซอฟต์แวร์ระบบคลาวด์และโซลูชั่นโครงสร้างพื้นฐานแบบไฮเปอร์คอนเวิร์จ ช่วยให้ฝ่ายไอทีไม่ต้องกังวลเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน และสามารถมุ่งเน้นกับความสำคัญบนแอปพลิเคชั่นและบริการที่เป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจ บริษัททั่วโลกใช้ซอฟต์แวร์ Enterprise Cloud OS ของนูทานิคซ์ เพื่อให้บริหารจัดการแอปพลิเคชั่นได้ในคลิกเดียวและสามารถโยกย้ายไปมาได้ทั้งพับลิคคลาวด์ ไพรเวทคลาวด์ และดิสทริบิวเต็ดเอจด์คลาวด์ ดังนั้นจึงสามารถใช้แอปพลิเคชั่นได้ทุกขนาดและทุกรูปแบบด้วยต้นทุนรวมที่ลดลงอย่างมาก ส่งผลให้องค์กรสามารถให้บริการสภาพแวดล้อมไอทีประสิทธิภาพสูงตามความต้องการได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้ดูแลการทำงานของแอปพลิเชั่นต่างๆ สัมผัสประสบการณ์เสมือนคลาวด์อย่างแท้จริง ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.nutanix.com หรือติดตามเราได้ที่ทวิตเตอร์ @nutanix

from:https://www.techtalkthai.com/pr-solution-enterprise-cloud-os-hyperconvergence-for-sap-hana/

รีวิว Brother MFC-T910DW ปริ้นเตอร์อิงค์เจ็ทมัลติฟังก์ชันระบบรีฟิลแท็งก์ (Refill Tank System) สำหรับธุรกิจ พร้อม Software ตอบโจทย์การทำงาน

ปริ้นเตอร์นั้นถือเป็นหัวใจสำคัญในการทำงานของหลายๆ แผนกในแทบทุกธุรกิจทุกวันนี้ แต่ด้วยการมาของเทคโนโลยีสมัยใหม่ ที่ทำให้ธุรกิจองค์กรนั้นสามารถลดการใช้งานกระดาษลงไปได้เป็นอย่างมาก ก็ทำให้เราไม่ค่อยเห็นการลงทุนซื้อ ปริ้นเตอร์ประจำแผนกกันแล้ว แต่จะกลายเป็นการซื้อปริ้นเตอร์ดีๆ ที่มีความสามารถหลากหลาย รองรับการใช้งานของหลายแผนกร่วมกันได้ผ่านระบบเครือข่าย และยังต้องทนทาน ประหยัด ดูแลรักษาง่าย ในบทความนี้เราจะมาเล่าถึงสิ่งที่ควรพิจารณาก่อนเลือกซื้อปริ้นเตอร์ไปใช้ในการทำงาน และการรีวิวปริ้นเตอร์ Brother MFC-T910DW ซึ่งเป็น Multi-Function ปริ้นเตอร์สำหรับธุรกิจที่ใช้ระบบ Refill Tank System กันดังนี้ครับ

 

ประเด็นที่ควรพิจารณาสำหรับการเลือกปริ้นเตอร์ไปใช้งานในปัจจุบัน

หลังจากที่ได้นำประสบการณ์ของตนเองมารวมเข้ากับการศึกษาเทคโนโลยีปริ้นเตอร์ในปัจจุบัน และการพูดคุยกับผู้มีประสบการณ์หลายๆ ท่านแล้ว เราก็ขอสรุปปัจจัยที่ธุรกิจควรพิจารณาในการเลือกซื้อปริ้นเตอร์ไปใช้งานประจำออฟฟิศกันดังนี้ครับ

 

1. สามารถรองรับงานพิมพ์ความละเอียดได้สูง สีคมชัด ไม่เพี้ยน

เนื่องจากแนวโน้มของการยุบรวมปริ้นเตอร์ของหลายๆ แผนกเข้ามาเป็นปริ้นเตอร์ที่ใช้ร่วมกันระหว่างแผนกแทน ดังนั้นปริ้นเตอร์นี้ก็ควรจะต้องรองรับการพิมพ์เอกสารได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งเอกสารการเงิน, บัญชี, เอกสารการประชุม ไปจนถึงงานของฝ่ายออกแบบและการตลาด เพื่อตรวจชิ้นงานหรือนำไปใช้จริงในกิจกรรมต่างๆ เป็นหน้าเป็นตาให้กับธุรกิจ ดังนั้นคุณภาพของงานพิมพ์จึงถือว่าสำคัญมาก ต่างจากเมื่อก่อนที่เรามักจะซื้อปริ้นเตอร์ขาวดำให้กับบางแผนกใช้ และซื้อปริ้นเตอร์สีดีๆ ให้แผนกออกแบบและการตลาดใช้เท่านั้น

 

2. การจัดการกระดาษง่าย แก้ปัญหาเรื่องกระดาษติดตอนพิมพ์ได้ง่าย

เมื่อปริ้นเตอร์เครื่องเดียวต้องมีการใช้งานร่วมกันหลายแผนก การรองรับกระดาษได้หลากหลายชนิดโดยไม่ต้องเสียเวลามาเปลี่ยนมาตั้งค่าใหม่ทุกครั้งก็เป็นอีกความสามารถที่มักถูกมองข้ามไปเวลาเลือกซื้อปริ้นเตอร์ดังนั้นการเลือกปริ้นเตอร์ให้มีถาดใส่กระดาษหลายช่อง และมีช่องแยกสำหรับการพิมพ์เอกสารทีละแผ่นเดียวง่ายๆ นั้นก็จะทำให้การทำงานสะดวกและคล่องตัวขึ้นเป็นอย่างมาก

ในขณะเดียวกัน การพบปัญหากระดาษติดระหว่างพิมพ์เองก็ถือเป็นเรื่องน่าหงุดหงิดไม่น้อยในชีวิตการทำงาน ดังนั้นการเลือกปริ้นเตอร์ให้ดีและไม่ต้องเจอกับปัญหาเรื่องกระดาษติดนี้ก็ถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้คุณภาพชีวิตการทำงานของพนักงานดีขึ้น ไม่ต้องเสียเวลากับสิ่งที่ไม่สร้างคุณค่าให้กับธุรกิจ

 

3. ตอบรับต่อการทำงานในปัจจุบัน ด้วยการสั่งพิมพ์เอกสารผ่านโทรศัพท์มือถือได้โดยตรง

ปัจจุบันสมาร์ทโฟนได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานจริงไปแล้วสำหรับพนักงานหลายๆ แผนก โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายขายและการตลาดที่ต้องมีการติดต่อสื่อสารทั้งภายในและภายนอกองค์กรอยู่ตลอด อีกทั้งยังต้องรับส่งเอกสารมากมาย จัดการพิมพ์และเซ็นเอกสารหลายฉบับในแต่ละวัน

ความสามารถในการสั่งพิมพ์เอกสารได้จากสมาร์ทโฟนทั้งระบบปฏิบัติการ iOS และ Android ให้ได้จึงกลายเป็นความสามารถที่จำเป็นไปแล้วสำหรับปริ้นเตอร์ในทุกวันนี้ เพราะการสื่อสารและรับส่งเอกสารต่างๆ ผ่านทางอีเมลหรือแชทบนสมาร์ทโฟนได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตการทำงานในทุกๆ วัน ดังนั้นการพิมพ์เอกสารจากสมาร์ทโฟนได้เลยก็จะทำให้พนักงานไม่ต้องเสียเวลาส่งเอกสารมายังเครื่องคอมพิวเตอร์ก่อนพิมพ์ ทำให้การทำงานคล่องตัวขึ้นเป็นอย่างมาก

 

4. อุปกรณ์รูปทรงสวยงาม เข้ากับออฟฟิศได้ เติมหมึกได้ง่าย ไม่เลอะเทอะวุ่นวาย

การรักษาบรรยากาศภาพรวมพื้นที่การทำงานให้สวยงามอยู่ตลอดก็ส่งผลดีต่อความรู้สึกคนทำงานไม่น้อย ดังนั้นหากจะเลือกซื้อปริ้นเตอร์ที่จะต้องวางอยู่กลางออฟฟิศให้ทุกคนใช้งานร่วมกันและเดินมาหยิบเอกสารที่ตนเองสั่งพิมพ์หรือมาสแกนเอกสารได้ง่ายๆ นั้นก็ควรจะต้องเลือกเครื่องที่ดูดีเสียหน่อย เพื่อสร้างบรรยากาศในการทำงานที่ดีนั่นเอง

และอีกประเด็นหนึ่งที่ต้องคิดให้ดีก็คือ การเติมหมึกควรจะต้องทำได้ง่าย ให้พนักงานคนใดก็สามารถช่วยกันเติมหมึกได้ เพื่อให้การทำงานไม่สะดุดติดขัด และทุกคนไม่รู้สึกว่าปริ้นเตอร์นั้นเป็นอุปกรณ์ที่สร้างภาระให้กับตนเอง แต่เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการทำงานซึ่งทุกคนต้องร่วมกันรับผิดชอบ

 

ภาพรวมของเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ทมัลติฟังก์ชัน Brother รุ่น MFC-T910DW

 

 

เนื่องจากทางทีมงาน Brother ส่งเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ทมัลติฟังก์ชันรุ่น MFC-T910DW ราคา 9,490 บาทมาให้ทีมงาน TechTalkThai ทำการรีวิวทดลองใช้งานจริงกัน ทางทีมงานจึงไปทำการศึกษาความสามารถต่างๆ เบื้องต้นของอุปกรณ์รุ่นนี้ก่อนเพื่อให้เข้าใจความสามารถเบื้องต้น ก่อนจะลงมือรีวิวการใช้งานจริงกันครับ

เครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ทมัลติฟังก์ชันรุ่น MFC-T910DW นี้เป็นระบบ Refill Tank System หรือเรียกง่ายๆ ว่าเป็นปริ้นเตอร์ที่สามารถเติมหมึกได้แบบระบบรีฟิลแท็งก์ซึ่งมาพร้อมกับความสามารถแบบมัลติฟังก์ชันที่ครอบคลุมทั้งการพิมพ์, การสแกน, การรับส่งแฟกซ์ และการถ่ายเอกสารได้ในหนึ่งเดียว ซึ่งทาง Brother นั้นได้ชูจุดเด่นหลักๆ ด้วยกัน 7 ประการสำหรับปริ้นเตอร์ตระกูลนี้ดังนี้

  • ความคมชัด ด้วยการรองรับความละเอียด 1,200 x 6,000 dpi จากหมึก Dye Ink ทั้งหมด 4 สี ทำให้สามารถพิมพ์เอกสารได้ทุกรูปแบบ รวมถึงงานออกแบบและเอกสารการตลาดต่างๆ ที่ต้องการความสวยงามและความคมชัดเป็นพิเศษ
  • การมีถาดกระดาษที่หลากหลาย ทั้งถาดกระดาษมาตรฐาน, ถาดป้อนกระดาษอัตโนมัติ และช่องใส่กระดาษด้วยมือ สามารถแยกประเภทกระดาษได้ง่าย รองรับการพิมพ์ได้ตามความต้องการที่แตกต่างกันของการใช้งานในแต่ละแผนก
  • ประหยัดและเติมหมึกง่ายมาก ด้วยการใช้ระบบรีฟิลแท็งก์ที่ติดตั้งมาในตัวเครื่อง พร้อมหมึกสี 1 เซทและหมึกดำ 2 ขวด
  • พิมพ์ได้อย่างรวดเร็วที่อัตราพิมพ์สี 23 แผ่น/นาที และพิมพ์ขาวดำ 27 แผ่น/นาที (Fast Mode) เหมาะสำหรับการพิมพ์เอกสารจำนวนมากๆ เช่น เอกสารการประชุม หรือการยื่นงานราชการ
  • มี Mobile Application อาทิ Brother iPrint & Scan สามารถสั่งพิมพ์จากโทรศัพท์มือถือได้โดยตรง รองรับทั้ง iOS และ Android สะดวกกับการทำงานด้วยอุปกรณ์พกพาในปัจจุบัน
  • มีหน้าจอ LCD ขนาด 1.8 นิ้ว สำหรับตั้งค่าต่างๆ และแสดงปัญหาที่เกิดขึ้น ทำให้สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างง่ายดายและไม่สับสน
  • ออกแบบมาให้ใช้งานและดูแลรักษาง่าย ตั้งแต่การเติมหมึกได้ที่ฝาหน้าของเครื่องแบบง่ายดาย ช่องเติมหมึกที่ถูกออกแบบมาเป็นแบบใส ทำให้เห็นปริมาณน้ำหมึกได้ชัดเจน และช่องใส่หมึกนั้นอยู่ในตัวเครื่องเลย ทำให้ไม่กินพื้นที่ในการติดตั้งใช้งาน และยังดูสวยงาม

สำหรับด้านล่างนี้เป็นคลิปแนะนำผลิตภัณฑ์จากทาง Brother โดยตรงครับ ลองคลิกศึกษาภาพรวมของผลิตภัณฑ์กันได้ครับ

 

 

ผู้ที่สนใจสามารถตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมจากทาง Brother ได้โดยตรงที่ http://www.brother.co.th/th-TH/contents/refilltankprinterA4 ครับ ราคาเครื่องที่แสดงในหน้าเว็บจะอยู่ที่ 9,490 บาทครับ และก็จะมีรุ่นที่เป็น Ink Tank รุ่นอื่นๆ ที่เล็กลงไปให้เป็นทางเลือกตามความต้องการในการใช้งาน

 

เริ่มต้นใช้งานจริงกันเลย

ตามสไตล์ของ TechTalkThai เราก็จะมาเริ่มรีวิวการใช้งานจริง โดยไม่พึ่งพาคู่มือมากนัก เพื่อดูว่าตัวผลิตภัณฑ์เองนั้นใช้งานยากง่ายแค่ไหน ซึ่งอันนี้นอกจากดูคู่มือคร่าวๆ ว่าถาดกระดาษอะไรอยู่ตรงไหนบ้างแล้วก็แทบไม่ได้อ่านคู่มืออะไรอีกเลย ก็ใช้งานได้แทบทุกฟังก์ชันสำคัญๆ หมดแล้วครับ ถือว่าความง่ายในการใช้งานนั้นเข้าขั้นง่ายทีเดียว

สำหรับส่วนที่ไม่ได้ทำการทดสอบคือการเติมหมึกด้วยตัวเองนะครับ แต่ก็เปิดตัวฝาถังออกมาดูแล้วก็คิดว่าตอนจังหวะเติมจริงน่าจะไม่ยากมาก แค่เอาตัวหมึกมาแกะซีลออก ซึ่งช่องเติมหมึกถูกออกแบบให้สามารถเติมได้ด้วยการเอียงขวดหมึกเพียง 45 องศาก็สามารถเติมได้ ทำให้การเติมหมึกง่ายไม่หกเลอะเทอะ ดังนั้นจึงทำเพียงแค่การเอียงขวดหมึก 45 องศาแล้วก็เทหมึกลงไป เท่านั้นก็เรียบร้อยครับ

ทั้งนี้ตอนเปิดขึ้นมาครั้งแรกก่อนทดสอบ ตัวอุปกรณ์เนื่องจากน่าจะเคยถูกติดตั้งใช้งานมาก่อนหน้าแล้ว ก็จะขึ้นหน้าจอว่า Cleaning เพื่อจัดการตัวเครื่องและหัวพิมพ์ให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานก่อนครับ ขั้นตอนนี้จะกินเวลาอยู่บ้าง แต่หลังจากจบขั้นตอนนี้ไปก็ใช้งานได้ราบรื่นดีไม่มีปัญหาครับ

 

 

ขั้นแรกเชื่อมต่อปริ้นเตอร์เข้ากับ Wi-Fi กันก่อน

ในการทดสอบครั้งนี้เราจะลองเชื่อมต่อตัวปริ้นเตอร์เข้ากับ Wi-Fi เพื่อให้ไม่ต้องทำการเดินสายกันให้วุ่นวายครับ พอเสียบปลั๊กตัวปริ้นเตอร์ กดเปิดเรียบร้อยแล้ว ก็สามารถทำการตั้งค่า Wi-Fi ผ่านจอ LCD หน้าเครื่องได้ทันที ซึ่งก็ถือว่าง่ายพอสมควรในการติดตั้ง ไม่ได้มีอะไรซับซ้อน โดยนอกจากการเชื่อมต่อ Wi-Fi ตามปกติแล้วก็ยังรองรับการเชื่อมต่อผ่าน LAN, Wi-Fi Direct ได้ แถมยังใช้ WPS ได้อีกด้วย และตัวเครื่องเองก็รองรับ IPv6 เรียบร้อยแล้ว

ในขั้นตอนนี้ตัวเครื่อง Windows 10 ที่ใช้งานก็จะมองเห็นปริ้นเตอร์เรียบร้อย พร้อมสั่งพิมพ์งานได้แล้วครับโดยยังไม่ต้องลง Driver ใดๆ เลย

 

 

อัปเดตเฟิร์มแวร์ง่ายๆ ไม่มีปัญหา

พอเชื่อมต่อ Wi-Fi ได้ปุ๊บ ตัวปริ้นเตอร์ก็แจ้งทันทีว่ามี Software เวอร์ชันใหม่มาให้อัปเดต ซึ่งการหมั่นอัปเดต Firmware ของปริ้นเตอร์อยู่เสมอนี้ก็ถือเป็นอีกหนึ่งงานสำคัญของแผนก IT เนื่องจากปริ้นเตอร์ถือเป็นอุปกรณ์ที่สามารถตกเป็นเป้าของการโจมตีและภัยคุกคามต่างๆ ได้โดยง่ายด้วยการเจาะช่องโหว่ต่างๆ บนตัวอุปกรณ์ การอัปเดตเพื่ออุดช่องโหว่เหล่านี้อย่างสม่ำเสมอก็พอจะช่วยลดความเสี่ยงตรงนี้ลงไปได้บ้าง เราก็เลยตัดสินใจว่าจะลองอัปเดต Firmware กันดูครับว่ายากง่ายแค่ไหน

 

 

พอทดสอบจริงก็พบว่าการอัปเดตทำได้ง่ายมากครับ กดคำสั่งตามหน้าจอ LCD ไปเรื่อยๆ ขอแค่เน็ตไม่ขาดระหว่างอัปเดตก็พอ รอไม่นานซัก 5-10 นาทีการอัปเดตก็เสร็จลุล่วงเรียบร้อย ใช้งานต่อได้ทันทีครับ ไม่ต้องใช้ความรู้เทคนิคอะไรมากมาย แค่อ่านภาษาอังกฤษให้เข้าใจแล้วก็ทำตามขั้นตอนไปก็พอ

 

พิมพ์เอกสารแรกกันก่อน

ในขั้นตอนเท่านี้เราสามารถเริ่มพิมพ์เอกสารกันได้แล้วครับ โดยใน Windows 10 จะเป็นตัว Brother MFC-T910DW ขึ้นมาเป็นอีกอุปกรณ์หนึ่งให้ใช้พิมพ์งานได้เลย ดังนั้นเอกสารต่างๆ จากพวก Microsoft Office ก็จะสามารถใช้พิมพ์ได้เรียบร้อย ออกมาเป็น 4 สีสวยงามตามปกติ อันนี้ทดสอบให้ไว้เผื่อใครจะพกพาไปใช้พิมพ์เอกสารตามงานสัมมนาต่างๆ จะได้รู้ว่าถ้าจะพิมพ์งานทั่วๆ ไป ก็ไม่ต้องลง Driver บน Windows 10 ก็ได้ครับ

 

 

ก่อนลง Driver จะมีสิ่งที่ทำไม่ได้คือการพิมพ์เอกสาร 2 หน้านะครับ ดังนั้นถ้าจะพิมพ์งาน 2 หน้าก็ต้องใช้ Driver ด้วย

 

ลง Driver เพื่อให้พิมพ์เอกสารสองหน้าได้

ขั้นตอนถัดมาเราก็จะลง Driver กันแล้ว โดยตัว Driver สามารถ Google จากชื่อรุ่นก็หาเจอได้ง่ายๆ เลย โดยลิงค์จะส่งเราไปที่ http://support.brother.com/g/b/downloadtop.aspx?c=as_ot&lang=en&prod=mfct910dw_all ครับ เราก็ต้องเลือกว่าจะใช้ระบบปฏิบัติการอะไร โดยทาง Brother รองรับทั้ง Windows 7/8/8.1/10, Windows Server 2008/2012/2016, macOS, Linux, iOS, Android, Windows Phone ครบถ้วนใช้งานได้

 

 

สำหรับ Windows 10 ที่ทดสอบ Driver ใหญ่ประมาณ 419MB ครับ ถือว่าใหญ่อยู่พอสมควรเลย ก็ต้องใช้เวลาโหลดกันหน่อย พอโหลดเสร็จก็ติดตั้งไปตามปกติ ไม่ได้มีอะไรซับซ้อนหรือต้องตั้งค่าเป็นพิเศษครับ หลังจากนั้นก็จะพิมพ์เอกสาร 2 หน้าได้แล้วครับ พร้อมมีเครื่องมือใหม่ๆ มาให้เล่นเพื่อเพิ่มความสะดวกในการทำงานได้

 

 

สแกนเอกสารเป็นไฟล์ ส่งเข้าคอมหรือ USB ก็ได้

อันนี้เป็นหนึ่งในความสามารถที่ค่อนข้างประทับใจ คือการสแกนเอกสารของ Brother นี้เราสามารถเลือกได้ครับว่าสแกนเสร็จแล้วจะบันทึกไฟล์ในนามสกุลไหน และจัดเก็บเอาไว้ที่ไหน ซึ่งนามสกุลของไฟล์ก็เลือกได้ว่าจะเป็นไฟล์ภาพ หรือจะทำเป็นไฟล์ PDF และยังสามารถสแกนเอกสารหลายๆ หน้ารวมเป็น PDF ไฟล์เดียวได้เลย ไม่ต้องไปเสียเวลาต่อไฟล์เอง หรือจะส่งเข้า OCR เพื่อแปลงตัวหนังสือในเอกสารออกมาเป็นไฟล์ Text ก็ได้ แต่เท่าที่ทดสอบนั้นใช้ได้เฉพาะภาษาอังกฤษนะครับ ภาษาไทยใช้ไม่ได้

ส่วนการเลือกปลายทางในการจัดเก็บไฟล์ที่สแกนมานั้น เราสามารถเลือกได้เองเลยว่าจะเก็บลงเครื่องคอมพิวเตอร์, จะส่งเป็นอีเมล หรือจะเสียบ USB Thumb Drive ไปที่ตัวปริ้นเตอร์แล้วเซฟงานที่สแกนลง USB นั้นเลย ก็ถือว่าสะดวกดีครับ

 

Brother iPrint & Scan: สร้าง Workflow เองได้ เพิ่มความสะดวกในการใช้งาน

สำหรับหัวข้อนี้ถือเป็นความสามารถที่ชอบที่สุดครับ คือหลังจากลง Driver มาแล้วเราจะได้ใช้งาน Brother iPrint & Scan ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรา เพื่อให้การจัดการการพิมพ์และการสแกนเอกสารนั้นง่ายขึ้นอีกระดับ โดย Brother เปิดให้เราสร้าง Workflow เบื้องต้นใช้งานเองได้โดยอัตโนมัติผ่านโปรแกรมนี้ เช่น สร้างปุ่มลัดขึ้นมาสำหรับการสั่งสแกนเอกสารแล้วนำไปจัดเก็บในโฟลเดอร์ที่ระบุเอาไว้ ทำให้เราสามารถเลือกได้ตั้งแต่ก่อนสแกนเอกสารเลยว่าอันนี้งานเกี่ยวกับอะไร จะไปลงที่โฟลเดอร์ไหน หรือไปลงใน File Sharing บน NAS Storage ทำให้ประหยัดเวลาการทำงานไปได้อีกขั้น คือไม่ต้องไปเปิดโฟลเดอร์แล้วย้ายไฟล์เอง ลดความผิดพลาดในการทำงานลงไปได้ด้วยครับ หรือจะเลือกใช้การส่งเป็นอีเมล์ก็ได้เช่นกัน

อีกกรณีหนึ่งที่ชอบคือการที่เราสามารถสร้าง Workflow เองได้ว่า สแกนไฟล์เสร็จแล้วจะเซฟเป็นนามสกุลอะไรแล้วนำไปเปิดในโปรแกรมไหนต่อ เช่น เปิดใน Adobe Photoshop หรือ Adobe Illustrator เพื่อแต่งภาพหรือปรับสีต่อทันที เป็นต้น

 

ขั้นตอนแรก เปิด Brother iPrint & Scan ขึ้นมาก่อน แล้วคลิกปุ่ม Create Workflow ด้านขวาบนครับ

 

จากนั้นก็เลือกได้ว่าจะตั้งค่าการสแกนเอกสารอย่างไร และส่งไปที่ Application หรือโฟลเดอร์ไหน

 

สร้างเสร็จก็จะได้ปุ่มสำหรับ Workflow นั้นๆ ขึ้นมาครับ พร้อมใช้งานได้เลย

 

ด้วยความยืดหยุ่นตรงนี้เองก็ทำให้เราพอจะสามารถสร้าง Workflow เพื่อให้การจัดการเอกสารที่สแกนของเรานั้นง่ายขึ้น เช่น หากจะทำการสแกนใบเสร็จเพื่อส่งเบิกเงิน ก็สามารถสร้าง Workflow ส่งอีเมลไปยังแผนกที่เกี่ยวข้อง หรือส่งเข้าอีเมลเราเองเพื่อทำการ Forward ต่อพร้อมแนบเอกสารใบเบิกเงินต่อได้เลย หรือหากต้องการสแกนเอกสารเพื่อนำไปแปะลายเซ็น Digital ก็สามารถส่งไปเปิดใน Application ต่างๆ ได้ หรือหากเป็นนามบัตรก็สแกนแล้วส่งไปเข้า OCR ตัวอื่นๆ ที่อ่านภาษาไทยได้ เป็นต้นครับ ก็จะเหมาะกับออฟฟิศที่เป็นแบบ Paperless มากทีเดียว

ตรงส่วนนี้คิดว่าหากจะนำไปใช้งานให้ได้ประโยชน์ในองค์กรจริงๆ ก็มี 2 ทางเลือก คือการที่ IT เรียนรู้ความสามารถตรงนี้และไปพูดคุยกับผู้ใช้งานว่าอยากได้อะไรบ้าง แล้วทำการตั้งค่าให้ หรือการสอนผู้ใช้งานให้สามารถสร้าง Workflow ขึ้นมาเองได้ ซึ่งจริงๆ ก็ไม่ได้ยากเกินความสามารถของคนทั่วไปครับ

 

สรุปข้อดีข้อเสียสั้นๆ ของ Brother MFC-T910DW เครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ทมัลติฟังก์ชัน

โดยสรุปหลังทดสอบแล้ว เราสามารถสรุปข้อดีข้อเสียสั้นๆ ของ Brother MFC-T910DW กันได้ดังนี้ครับ

 

ข้อดี

  • หน้าตาดูค่อนข้างสวย ติดตั้งใช้งานในองค์กรได้โดยไม่ทำลายบรรยากาศโดยรวม
  • ติดตั้งใช้งานง่ายมาก อัปเดต Firmware ก็ไม่มีปัญหาอะไร
  • เติมหมึกง่าย ดูแลรักษาง่าย ออกแบบเรื่องช่องเติมหมึกและวิธีการเติมมาได้ดีพอสมควร
  • สร้าง Workflow เบื้องต้นเองได้ ทุ่นเวลาในการทำงานได้ดีทีเดียวถ้าหัดใช้งานให้เป็น
  • หา Resource ในเน็ตได้หมด จัดการแทบทุกอย่างด้วยตัวเองได้

 

ข้อเสีย

  • ตัว Driver ใหญ่พอสมควร อาจต้องเผื่อพื้นที่ไว้หน่อยเวลาจะใช้กับพวกเครื่องคอมพิวเตอร์เล็กๆ อย่าง Notebook เล็กๆ หรือ All-in-One PC ตัวเล็กๆ
  • ตอนสั่งพิมพ์เครื่องมีแรงเหวี่ยงอยู่พอตัว ต้องวางบนโต๊ะที่มั่นคงมีน้ำหนักหน่อย

 

ตรวจสอบปริ้นเตอร์รุ่นต่างๆ ของ Brother ได้ทันที

สำหรับผู้ที่สนใจในผลิตภัณฑ์ด้านปริ้นเตอร์ของ Brother ทั้งสำหรับการใช้งานในธุรกิจขนาดเล็กไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่ สามารถตรวจสอบรุ่นต่างๆ ของผลิตภัณฑ์ได้ที่ http://www.brother.co.th/th หรือโทร 02-665-7777 เพื่อติดต่อ Brother Contact Center

from:https://www.techtalkthai.com/brother-mfc-t910dw-review/

แนะนำ Dell Precision 5530 Mobile Workstation สำหรับคนทำงานวิศวกรรมและกราฟฟิกโดยเฉพาะ

สำหรับเหล่าวิศวกรหรือนักออกแบบมืออาชีพนั้น เครื่องคอมพิวเตอร์พกพาที่มีประสิทธิภาพสูงเพียงพอสำหรับงานในแต่ละวันนั้นถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำงานที่คุ้มค่าต่อการลงทุน และในบทความนี้เราก็จะพาทุกท่านไปรู้จักกับ Dell Precision 5530 Mobile Workstation ซึ่งใช้ทั้ง Intel Xeon และ NVIDIA Quadro ในการประมวลผลร่วมกันแล้ว ก็ยังมีน้ำหนักเพียงแค่ไม่ถึง 2 กิโลกรัมเท่านั้น ถือว่าเบามากสำหรับเครื่องที่มีสเป็คในระดับนี้

 

Mobile Workstation ต่างอย่างไรจาก Notebook ทำงาน?

ก่อนจะไปทำความรู้จักกับ Dell Precision 5530 เรามาเริ่มต้นทำความรู้จักกันก่อนครับว่า Mobile Workstation นั้นต่างอย่างไรจาก Notebook ทั่วๆ ไป

โดยทั่วไปนั้นเรามักจะได้ยินว่า Mobile Workstation คือ Notebook รุ่นสำหรับทำงานโดยเฉพาะ ซึ่งประโยคนี้ก็ถือว่าถูกต้องอยู่ส่วนหนึ่ง ซึ่งหากจะกล่าวกันโดยรวมแล้ว Mobile Workstation นั้นจะมีความแตกต่างจาก Notebook ที่เราใช้ทำงานกันทั่วๆ ไปดังนี้

  • Mobile Workstation นี้มักจะมีการนำเทคโนโลยีล่าสุดหรือเทคโนโลยีที่เหนือชั้นไปกว่าที่ใช้งานในอุปกรณ์ PC หรือ Notebook สำหรับทำงานทั่วๆ ไปเป็นอย่างมาก เช่น การนำ CPU รุ่นสำหรับ Server มาใช้เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงขึ้น, การนำการ์ด GPU รุ่นสำหรับทำงานโดยเฉพาะอย่าง NVIDIA Quadro มาใช้ เป็นต้น
  • ระบบของ Mobile Workstation มักจะถูกออกแบบมาสำหรับใช้ในการทำงานเป็นหลัก ดังนั้นหากจะนำมาใช้เพื่อความบันเทิงอย่างเช่นการเล่นเกมนั้น ก็อาจไม่คุ้มค่าต่อการลงทุนนัก
  • โดยมากแล้ว Mobile Workstation นั้นมักจะผ่านการทดสอบร่วมกับเหล่าผู้ผลิต Software สำหรับใช้ในการทำงาน ว่า Hardware นั้นสามารถทำงานร่วมกับ Software ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ภาคธุรกิจสามารถตัดสินใจลงทุนใช้งานได้อย่างสบายใจ
  • Mobile Workstation มักถูกออกแบบมาให้รองรับการอัปเกรดเสริม Hardware เพื่อรองรับงานที่ต้องใช้ทรัพยากรสูงได้

ด้วยเหตุเหล่านี้เอง Dell จึงได้แยกสายผลิตภัณฑ์ของ Mobile Workstation ออกมาเป็นกลุ่ม Dell Precision Mobile Workstation แยกขาดจาก Dell Latitude ซึ่งเป็นเครื่องสำหรับใช้ในการทำงานทั่วๆ ไปเป็นหลัก เพราะแนวคิดในการออกแบบระบบนั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงนั่นเอง

 

 

Dell Precision 5530 Mobile Workstation: คอมพิวเตอร์พกพาประสิทธิภาพสูง พร้อมการ์ดจอ NVIDIA Quadro รุ่นสำหรับใช้ทำงานโดยเฉพาะ

 

Credit: Dell

 

Dell Precision 5530 Mobile Workstation นี้เป็น Mobile Workstation รุ่นที่ถือว่าเบาและบางที่สุด โดยมีหน้าจอ InfinityEdge ที่มาพร้อมกับ 4K PremierColor ขนาดใหญ่ถึง 15.6 นิ้ว ออกแบบมาให้ติดตั้ง Hardware ประมวลผลประสิทธิภาพสูงพร้อมเทคโนโลยีล่าสุด เพื่อให้การทำงานที่ต้องการพลังประมวลผลสูงสำหรับงานทางด้านวิศวกรรมและการออกแบบกราฟฟิกหรือวิดีโอนั้นเป็นไปได้อย่างลื่นไหลสูงสุดในตัว

ด้วยการใช้งานหน่วยประมวลผล 8th Gen Intel® Core™ และ Xeon® 6-core รวมถึงยังรองรับ Intel®Core™ i9 ได้ ก็ทำให้การประมวลผลทั่วไปนั้นมีประสิทธิภาพสูง ในขณะที่สามารถติดตั้ง NVIDIA Quadro P1000 และ P2000 ได้ ก็ทำให้ Dell Precision 5530 Mobile Workstation รองรับการทำงานได้อย่างต่อเนื่อง 24 ชั่วโมงโดยไม่ต้องห่วงเรื่องของความร้อน และไม่ต้องห่วงว่า GPU จะพัง งานด้าน Simulation หรือการ Render นั้นจึงสามารถทำได้อย่างต่อเนื่องยาวนาน

สำหรับ RAM สูงสุดนั้นก็สามารถติดตั้งได้ถึง 32GB พร้อมรองรับ NVME PCIe SSD ภายในที่ความจุสูงถึง 2TB หรือจะเลือกติดตั้ง HDD ความจุรวมกัน 4TB ก็ได้ตามต้องการ ก็ทำให้การจัดเก็บและประมวลผลไฟล์ขนาดใหญ่นั้นสามารถเกิดขึ้นได้บน Mobile Workstation เครื่องนี้

หนึ่งเทคโนโลยีใหม่ที่ถูกใส่เข้ามาใน Dell Precision 5530 Mobile Workstation ก็คือ Intel Optane ที่จะช่วยให้การเข้าถึงไฟล์งานหรือ Application ขนาดใหญ่นั้นเป็นไปได้อย่างรวดเร็วกว่าเดิม ทำให้การตอบสนองของการเรียกใช้งานสิ่งต่างๆ ภายใน Mobile Workstation เร็วขึ้นถึง 2 เท่า

ในแง่ของความทนทานนั้น Dell Precision 5530 Mobile Workstation นี้ได้รับมาตรฐาน MIL-STD 810G ซึ่งเป็นมาตรฐานความทนทานของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่ใช้ในระดับการทหาร ทำให้มั่นใจได้ว่าการพกพา Mobile Workstation เครื่องนี้ไปทำงานภายนอกอาคาร, ภายในโรงงาน หรือออกกองถ่ายภาพยนตร์นั้นจะไม่ทำให้เครื่องเสียหายอย่างง่ายๆ แน่นอน

ส่วนพอร์ตที่ให้มากับ Dell Precision 5530 Mobile Workstation นั้น มีดังนี้

  1. Memory card reader
  2. USB 3.1 Gen 1 port
  3. Battery-status button
  4. Security lock
  5. Power adapter port
  6. USB 3.1 Gen 1 port
  7. HDMI 2.0
  8. Thunderbolt 3
  9. Headphone jack

ก็เรียกได้ว่าให้พอร์ตมาค่อนข้างครบ พร้อมใช้งานได้หลากหลายวัตถุประสงค์ทีเดียว

 

น้ำหนักเริ่มต้นเพียง 1.78 กิโลกรัม เทียบเท่า Notebook ทั่วไป

 

Credit: Dell

 

จุดเด่นที่ถือว่าน่าสนใจมากของ Dell Precision 5530 Mobile Workstation นี้ก็คือน้ำหนักที่เริ่มต้นเพียงแค่ 1.78 กิโลกรัมเท่านั้น ซึ่งหากเทียบกับ Notebook ทำงานทั่วๆ ไปในน้ำหนักที่เท่ากันนี้ ก็อาจได้จอที่เล็กกว่าและประสิทธิภาพในระดับที่ต่ำกว่ามากทีเดียว

ด้วยเหตุนี้ Dell Precision 5530 Mobile Workstation จึงสามารถพกพานำไปทำงานนอกสถานที่ก็ได้ หรือจะใช้งานเป็นเครื่องภายในโต๊ะทำงานหลัก และเลือกที่จะพกพาออกไปใช้งานภายนอกเป็นครั้งคราวก็ได้เช่นกัน

 

ทำ Performance Tuning โดยอัตโนมัติด้วย Dell Precision Optimizer โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

 

Dell Precision Optimizer Credit: Dell

 

Dell Precision Optimizer คือ Software ที่แถมมาให้กับ Dell Precision ทุกรุ่นอยู่แล้ว โดย Dell Precision Optimizer นี้จะเป็น Software ที่มีการจัดเก็บ Profile สำหรับทำ Performance Tuning ให้กับ Dell Precision เพื่อรองรับการทำงานร่วมกับ Application ต่างๆ ให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดโดยอัตโนมัติ ดังนั้นไม่ว่าเราจะเปลี่ยนไปใช้งาน Application ใดๆ บน Dell Precision ก็ตาม ระบบ Dell Precision Optimizer ก็จะปรับการทำงานของอุปกรณ์ให้รองรับต่อ Application ที่ใช้งานอยู่ ณ เวลานั้นๆ โดยอัตโนมัติให้เอง อีกทั้งยังมีระบบ Automated System Update เพื่อลดภาระด้านการดูแลรักษา, มีระบบ Analytics สำหรับวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้นในการใช้งาน และสามารถบริหารจัดการแบบศูนย์กลางผ่าน SCCM ได้อีกด้วย

ส่วนธุรกิจที่มีการใช้งาน Application เฉพาะทางที่ Dell Precision Optimizer ยังไม่รู้จักมาก่อน หรือมีรูปแบบการใช้งานเฉพาะตัวสูงมากนั้น ทาง Dell เองก็มี Dell Precision Optimizer รุ่น Premium ซึ่งจะมาพร้อมกับระบบ Machine Learning สำหรับเรียนรู้รูปแบบการใช้งานทรัพยากรต่างๆ ในเครื่องและทำการปรับแต่งระบบให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยอัตโนมัติ ลดภาะด้านการทำ Performance Tuning ให้กับเหล่า Application เฉพาะทางเหล่านี้ลงไปได้เป็นอย่างมาก

 

รองรับงานวิศวกรรมและงานกราฟฟิก พร้อมพกพาไปทำงานได้ทุกที่ทุกเวลา

 

จัดสเป็คเองได้ เลือกออปชันเสริมได้มากมาย ตอบทุกโจทย์ความต้องการในการทำงาน

Dell นั้นเปิดให้เหล่าธุรกิจองค์กรที่ต้องการใช้งาน Dell Precision 5530 Mobile Workstation สามารถเลือกจัดสเป็คของเครื่องเพื่อให้เหมาะสมต่อความต้องการในการใช้งานได้เอง เช่น

  • สามารถเลือกหน่วยประมวลผล Intel Core i5, i7, i9 และ Xeon E-2176M ได้ตามต้องการ
  • สามารถเลือกใช้การ์ดจอ Intel HD Graphcis, NVIDIA Quadro P1000 w/4GB GDDR5 หรือ NVIDIA Quadro P2000 w/4GB GDDR5 ได้
  • ติดตั้ง RAM ได้สูงสุด 32GB DDR4-2666MHz
  • ติดตั้ง HDD ได้สูงสุด 4TB
  • ติดตั้ง NVMe PCIe SSD ได้สูงสุด 2TB + HDD 2TB
  • รองรับการติดตั้ง Intel Optane Memory 32GB PCIe NVMe SSD เพื่อเร่งความเร็วการเข้าถึงข้อมูลได้อีกระดับ

นอกจากการเลือกสเป็คภายในตัวเครื่องแล้ว Dell เองก็ยังมี Accessory อื่นๆ ที่น่าสนใจสำหรับช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำงานหรือตอบโจทย์การทำงานในรูปแบบต่างๆ ได้อีกมากมาย ดังนี้

  • Dell Business Thunberbolt Dock เชื่อมต่อ Dell Precision เข้ากับจอแสดงผลและอุปกรณ์ต่อพ่วงอื่นๆ สำหรับทำงานบนโต๊ะทำงานได้อย่างสะดวก
  • Dell 27 UltraSharp Monitor with PremierColor หน้าจอขนาด 27 นิ้วที่แสดงผลสำหรับงานกราฟฟิกมืออาชีพโดยเฉพาะ ด้วย Color Depth ระดับ 1,070 ล้านสี มากกว่าจอทั่วๆ ไปถึง 64 เท่า
  • Dell USB-C Mobile Adapter DA300 สำหรับเชื่อมต่อ Dell Precision เข้ากับอุปกรณ์ใดๆ ก็ได้ถึง 6 รูปแบบ จากการเชื่อมต่อผ่าน USB-C เพียงช่องเดียว
  • Dell Portable Thunderbolt 3 SSD อุปกรณ์ 1TB SSD สำหรับพกพาข้อมูลที่สามารถเชื่อมต่อได้ด้วยความเร็วสูงถึง 2.8GB/s
  • Dell Canvas หน้าจอแสดงผลที่รองรับการทำงานร่วมกับการสัมผัส, การใช้ปากกา และ Totem เพื่อรองรับงานด้าน Creative โดยเฉพาะ

 

ใช้ทำงานได้อย่างมั่นใจด้วย Windows 10 Pro ทำงานร่วมกับโซลูชันต่างๆ ภายในองค์กรได้ทันที

 

 

Dell Precision 5530 Mobile Workstation สำหรับใช้ในการทำงานนี้จะมาพร้อมกับ Windows 10 Pro หรือ Windows 10 Pro for Workstation เพื่อรองรับการใช้งาน Hardware ประมวลผลและความสามารถของระบบปฏิบัติการที่แตกต่างกันได้ โดย Windows 10 Pro นี้ก็มีจุดเด่นด้านความสามารถในการทำงานร่วมกับ Microsoft Active Directory ได้, มีความสามารถในการสำรองข้อมูล ไปจนถึงมีความสามารถด้าน Security ที่เหนือกว่า พร้อมใช้ในการทำงานได้ทันที

 

รับประกันทั่วไทย แก้ไขปัญหา 24×7 จาก Dell

หนึ่งในชื่อเสียงของ Dell ที่ทำให้ได้รับความไว้วางใจจากภาคธุรกิจและหน่วยงานทั่วไทยนั้น ก็คือคุณภาพในการรับประกันสินค้าที่ครอบคลุมทั่วประเทศไทย พร้อมให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง 7 วัน ซึ่ง Dell Precision 5530 Mobile Workstation รุ่นนี้เองก็ได้รับประกันในรูปแบบเดียวกันนี้ด้วย ทำให้ครอบคลุมต่องานของทั้งเหล่าวิศวกรและนักออกแบบทั่วไทย ไม่ว่าจะทำงานอยู่ในจังหวัดไหน หรือต้องเดินทางไปทำงานต่างถิ่นบ่อยๆ ก็ตาม

 

สั่งซื้อสินค้าได้จากตัวแทนจำหน่าย Dell ทั่วไทย

สำหรับผู้ที่สนใจ Dell Precision 5530 Mobile Workstation สามารถขอใบเสนอราคาหรือสั่งซื้อสินค้าได้กับตัวแทนจำหน่าย Dell ที่ท่านรู้จักได้ทันที รวมถึงสามารถเข้าไปทำการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.dell.com/th/business/p/precision-15-5530-laptop/pd

from:https://www.techtalkthai.com/dell-precision-5530-mobile-workstation/