คลังเก็บป้ายกำกับ: Press_Release

[Guest Post] Stars Microelectronics พลิกกลับมากำไรด้วยกลยุทธ์การบริหารต้นทุนอย่างชาญฉลาด กับการใช้ SAP จาก NTT DATA Business Solutions Thailand เพื่อวางรากฐานด้านการเงินอย่างมั่นคง

โจทย์สำคัญของธุรกิจโรงงานและการผลิตในไทยและทั่วโลกนั้นโดยมากมักจะหนีไม่พ้นเรื่องของการบริหารจัดการต้นทุน ที่หากทำได้อย่างประสบความสำเร็จแล้ว ก็จะสามารถพลิกสถานะของธุรกิจและสร้างผลกำไรเพิ่มขึ้นได้อย่างทันที ซึ่ง Stars Microelectronics นั้นก็เป็นอีกหนึ่งธุรกิจโรงงานอุปกรณ์และวงจรอิเล็กทรอนิกส์ของไทยที่สามารถพลิกธุรกิจให้กลับมามีกำไรได้ในระยะเวลาอันสั้น ด้วยการเปลี่ยนกลยุทธ์ด้านการบริหารต้นทุน

ในครั้งนี้ได้รับเกียรติพูดคุยกับคุณโชติศักดิ์ พรหมวาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บริษัท Stars Microelectronics (Thailand) PCL. ในการถ่ายทอดประสบการณ์ในการปรับกลยุทธ์ด้านการบริหารจัดการต้นทุนภายในบริษัทได้สำเร็จ พลิกธุรกิจให้กลับมามีกำไรได้ภายในเวลาเพียงปีเดียว พร้อมเล่าถึงวิสัยทัศน์ในการนำ SAP เพื่อวางระบบบริหารจัดการธุรกิจในแบบดิจิทัลให้ได้อย่างยั่งยืน 

Stars Microelectronics ผู้ให้บริการโซลูชันระบบอิเล็กทรอนิกส์และการผลิตประกอบ Semiconductor แบบครบวงจร

Stars Microelectronics (Thailand) PCL. หรือชื่อย่อในตลาดหลักทรัพย์ SMT เป็นธุรกิจผู้ให้บริการโซลูชันด้านการผลิตอุปกรณ์และวงจรอิเล็กทรอนิกส์แบบครบวงจร ที่มีบริการ Outsource ทางด้านการประกอบ และทดสอบ (OSAT) รวมถึงบริการด้านการผลิตวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (EMS) ซึ่งมีสาขาหลักอยู่ที่ประเทศไทย โดยมีอายุมานานกว่า 20 ปี

ความสามารถในการผลิตของ SMT นั้นครอบคลุมตั้งแต่การทำ Wafer Processing, IC Assembly, PCB Assembly และการประกอบรวมผสานระบบทั้งหมดให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ และมีศักยภาพในการออกแบบ, การผลิตจำนวนมาก และการกระจายสินค้า ไปจนถึงการบริการในส่วนของผลิตภัณฑ์ที่เข้าสู่สถานะ End-of-Life ได้แบบครบวงจร รองรับการให้บริการให้กับธุรกิจได้หลากหลายอุตสาหกรรม ซึ่งบริการที่ครบถ้วนครอบคลุมทุกความต้องการได้นี้เอง ก็ทำให้ SMT มีลูกค้าอยู่ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา, ยุโรป, จีน และญี่ปุ่น

แน่นอนว่าอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์นี้เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีขนาดใหญ่ทั่วโลก และยังคงมีแนวโน้มที่จะเติบโตได้อีกมาก ทาง SMT ในฐานะของธุรกิจสัญชาติไทยที่มีวิสัยทัศน์ด้านการเติบโตในตลาดระดับนานาชาติมาโดยตลอด จึงได้มีการพัฒนาบริการและทำการวิจัยค้นคว้าเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างไม่หยุดยั้ง เป็นอีกหนึ่งธุรกิจไทยที่น่าจับตามอง

ผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถศึกษาข้อมูลได้ที่ https://starsmicro.com/

เมื่อธุรกิจมีความซับซ้อนสูง การบริหารจัดการด้านการเงินและต้นทุนจึงเป็นหัวใจสำคัญ

ถึงแม้ในช่วงปี 2020 – 2021 ที่ผ่านมานี้จะเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากสำหรับธุรกิจในแทบทุกอุตสาหกรรมทั่วโลก และ SMT เองก็มองเห็นว่าบริษัทจะต้องมีการวางระบบใหม่นอกเหนือจากการ วางแผนด้านการบริหารจัดการที่ดี และปฏิบัติอย่างจริงจังภายในองค์กร โดยมุ่งเน้นไปที่เรื่องของการบริหารจัดการต้นทุนและการดำเนินงานภายใน ก็ทำให้ภายในปี 2020 เพียงปีเดียว ธุรกิจนั้นก็มีกำไรเพิ่มขึ้นถึง 300% ได้แม้มีการขยายตัวของลูกค้าใหม่ไม่มากนัก และในปี 2021 เอง SMT ก็ยังคงเติบโตต่อเนื่องและมีผลกำไรมากขึ้นอีก มากกว่า 150% เลยทีเดียว

คุณโชติศักดิ์ได้เผยถึงกุญแจสำคัญที่ทำให้ SMT พลิกกลับมาเติบโตได้อย่างรวดเร็ว ด้วยเคล็ดลับ 3 ประการ ดังนี้

  • เร่งเสริมคุณภาพในเชิงรายได้ของบริษัทให้ดี รายได้ต้องมาจากงานที่มีความมั่นคง มีผลกำไร และบริหารจัดการได้ดี
  • ต้องควบคุมต้นทุนและคุณภาพของวัตถุดิบให้ได้ แม้การผลิตจะมีความซับซ้อนที่สูง แต่ยิ่งการผลิตมีความซับซ้อนเท่าใด การบริหารต้นทุนก็ยิ่งสำคัญมากเท่านั้น
  • ต้องปรับปรุงให้มีพื้นฐานการบริหารงานที่ดี การดำเนินงานต้องมีความคุ้มค่า และเร่งปรับปรุงระบบพื้นฐานของธุรกิจให้ดีเพื่อให้ส่งผลต่อการดำเนินงานโดยรวม

การเร่งปรับปรุงเหล่านี้ถือว่าเป็นจังหวะที่ดีมากของ SMT เนื่องจากช่วงสองปีที่ผ่านมา เป็นช่วงขาขึ้นของอุตสาหกรรมพอดี ซึ่งถึงแม้ในวงการอิเล็กทรอนิกส์จะต้องเผชิญกับทั้งประเด็นด้าน Trade War ระหว่างประเทศมหาอำนาจตั้งแต่ก่อนช่วง COVID-19 แพร่ระบาด แต่เมื่อโรคระบาดมาก็ทำให้ตลาดเติบโตมากยิ่งขึ้น จากเดิมหลายธุรกิจที่ไม่เคยต้องใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ก็เริ่มหันมาลงทุนในส่วนนี้ แต่ประเด็นนี้เองก็เป็นดาบสองคมที่ทำให้เกิดภาวะ Supply Shortage ทั่วโลก ซึ่งก็เป็นอีกโจทย์ที่ SMT ต้องเผชิญและเอาชนะมาได้ด้วยการบริหารจัดการธุรกิจที่ดีนั่นเอง

คุณโชติศักดิ์ยังได้ยกตัวอย่างในการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ตั้งแต่การทำงานร่วมกับ Supplier หลายเจ้ามากขึ้นเพื่อให้บริษัทมีทางเลือกในการจัดซื้อวัตถุดิบในหลากหลายราคาและหลากหลายช่องทาง, การวางโมเดลในการคำนวณต้นทุนสำหรับการผลิตแต่ละรอบหรือแต่ละโครงการในหลายแง่มุม เพื่อให้สามารถประเมินความคุ้มค่าได้ครบถ้วนทุกมิติ, การรวบรวมข้อมูลด้านการเงินและการลงทุนในแต่ละการผลิตให้ได้อย่างครบถ้วน เพื่อให้การเก็บเงินในแต่ละโครงการมีความถูกต้องแม่นยำมากยิ่งขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้เองก็เป็นไปได้ทั้งด้วยแผนการบริหาร และการเลือกนำ Software บริหารจัดการธุรกิจที่ตอบโจทย์มาใช้

วางรากฐานครั้งสำคัญ ลงทุนครั้งใหญ่วางระบบ SAP เพื่อความยั่งยืน

ในปี 2020 ทาง SMT ยังมุ่งเน้นที่การปรับปรุงการบริหารจัดการเป็นหลัก และวางแผนที่จะนำระบบ Enterprise Resource Planning หรือ ERP เข้ามาใช้งานด้วย โดยมอง SAP เอาไว้ทั้งในฐานะของเครื่องมือที่เหล่าผู้บริหารคุ้นเคย, เป็นระบบที่มีชื่อเสียงในระดับโลก, มีนักพัฒนาระบบที่สามารถดูแลและปรับปรุงระบบได้มากกว่า ERP รายอื่นๆ และยังเป็นระบบที่ลูกค้าหรือคู่ค้าของ SMT หลายรายใช้งาน ทำให้การตั้งธงใช้ SAP นั้นนอกจากจะช่วยปรับปรุงการบริหารธุรกิจให้เป็นแบบดิจิทัลได้แล้ว ก็ยังมีโอกาสที่จะสามารถผสานระบบเข้ากับลูกค้าหรือคู่ค้าเพื่อทำการค้าขายแบบ Automation ร่วมกันได้อีกด้วย

เหตุนี้เอง ทำให้ในปี 2021 ทาง SMT ได้ลงทุนในระบบ SAP เป็นงบประมาณถึง 60% ของทรัพย์สินที่มีการลงทุนทั้งหมด และแทบจะไม่ได้มีการลงทุนในเครื่องจักรเลย เป็นการลงทุนเพื่อการปรับปรุงการบริหารธุรกิจสำหรับการเติบโตในอนาคตอย่างแท้จริง ซึ่งคุณโชติศักดิ์ก็ระบุว่าการลงทุนครั้งนี้ถือเป็นการลงทุนเชิงกลยุทธ์ที่มีความคุ้มค่าเป็นอย่างมาก เพราะการปรับปรุงระบบบริหารจัดการธุรกิจตั้งแต่ขั้นพื้นฐานนี้จะทำให้ธุรกิจได้เห็นข้อมูลต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น Capacity ของเครื่องจักร, การ Utilize ของการทำงานในส่วนต่างๆ, การวางแผนลงทุนในโรงงานแต่ละแห่ง, การปรับกลยุทธ์ในเชิงลูกค้า รวมถึงการบริหารจัดการต้นทุนและการเงินทั้งในภาพรวมและเชิงลึกของธุรกิจไปพร้อมๆ กัน

คุณโชติศักดิ์เผยว่าตั้งแต่เริ่มใช้ SAP มาเห็นผลกระทบในทางบวกต่อธุรกิจหลากหลายประเด็น เช่น

  • การรวบรวมข้อมูลด้านค่าใช้จ่ายในแต่ละโครงการได้อย่างครบถ้วน ทำให้สามารถมั่นใจได้ว่าทุกๆ การทำงานนั้นมีต้นทุนเท่าใด และมีผลกำไรเท่าไหร่ ช่วยให้ทุกๆ การขายและการผลิตเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • การเชื่อมต่อระบบ SAP ของ SMT เข้ากับ SAP ของลูกค้าและคู่ค้าผ่านทาง API ทำให้กระบวนการด้านการจัดซื้อและการขายเป็นไปแบบอัตโนมัติ โปร่งใส มีข้อมูลครบถ้วน โดยทาง SMT ได้ปรับระบบให้สามารถดึงราคาต้นทุนจากคู่ค้าแต่ละรายในชิ้นส่วนแต่ละชิ้นที่ต้องใช้ในการผลิตอย่างต่อเนื่องโดยอัตโนมัติ ส่งผลให้ทุกๆ การจัดซื้อเป็นไปได้อย่างรวดเร็วและคุ้มค่าสูงสุด
  • ในการพูดคุยกับลูกค้าแต่ละราย เมื่อต้องมีการปรับเปลี่ยนวัตถุดิบหรือรายละเอียดในการผลิต พนักงานภายในโรงงานก็จะมีข้อมูลอย่างครบถ้วนในการดำเนินงาน ในขณะที่ฝ่ายขายเองก็จะมีข้อมูลหลักฐานการทำงานทั้งหมดอย่างครบถ้วนในการพูดคุยกับลูกค้า ทำให้โดยรวมแล้วการทำงานเป็นไปได้อย่างถูกต้องโปร่งใสมากยิ่งขึ้น ได้รับความเชื่อมั่นในการทำงานร่วมกับลูกค้าจากนานาชาติมากยิ่งขึ้นในระยะยาว
  • การบริหารจัดการคลังสินค้าที่สามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถนำของที่มีอยู่ในคลังสินค้ามาใช้ผลิตในแต่ละโครงการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งตรงส่วนนี้ในอนาคตก็ยังสามารถปรับปรุงได้อีกมาก
  • การมองเห็นค่าใช้จ่ายและรายรับได้อย่างทันทีและแม่นยำ ทำให้ทางบริษัทสามารถปรับระบบบัญชีให้ดีขึ้นได้ โดยในอนาคตตั้งเป้าหมายว่าระบบบัญชีจะต้องมีความเป็นอัตโนมัติและใช้งานได้ง่ายดายยิ่งขึ้น

คุณโชติศักดิ์เชื่อว่าเมื่อมีการใช้งาน SAP ไปได้ระยะหนึ่งจนมีข้อมูลและกระบวนการที่ครบถ้วนแล้ว SMT ก็จะสามารถทำการรับรู้รายได้หรือการออก Financial Statement ได้รวดเร็วยิ่งขึ้นกว่าในอดีตเป็นอย่างมาก รวมถึงยังมีแผนที่จะพัฒนาระบบ Management Dashboard เพื่อให้ผู้บริหารมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการวางกลยุทธ์ต่างๆ ให้แม่นยำมากยิ่งขึ้นหลังจากนี้

เลือก  NTT DATA Business Solutions Thailand ร่วมเรียนรู้และพัฒนาแนวทางการบริหารจัดการธุรกิจโรงงานอิเล็กทรอนิกส์ในแบบดิจิทัล

แน่นอนว่าอีกโจทย์สำคัญในการเลือกใช้งาน SAP นั้นคือการหา SAP Implementer ที่ไว้วางใจได้มาร่วมงานกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ที่มีความซับซ้อนสูงอย่าง SMT ยิ่งต้องเลือกใช้ Implementer ที่มีประสบการณ์และพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนระบบให้สอดคล้องต่อความต้องการที่เฉพาะตัว ในขณะที่คนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เองก็มี Turn Over Rate ที่สูง ทำให้ Implementer ที่มาทำงานร่วมกันนี้ต้องช่วยบริหารจัดการในส่วนนี้ให้ได้ เพื่อให้โครงการสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี

ด้วยเหตุนี้ ทีมผู้บริหารของ SMT จึงได้ตัดสินใจเลือกใช้บริการนี้จาก NTT DATA Business Solutions Thailand  (เดิมชื่อ  ISS Consulting) ที่มีทีมงานมืออาชีพซึ่งเข้าใจในข้อจำกัดของ SMT เป็นอย่างดี โดยถึงแม้ในช่วงที่มีการพูดคุยแรกเริ่มกันนั้น ทาง  NTT DATA Business Solutions Thailand จะยังไม่มีประสบการณ์ในการวางระบบ SAP ให้กับธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์มาก่อนมากนัก แต่ด้วยการทำงานและการวางแผนที่ดี รวมถึงความพร้อมในการเรียนรู้ความต้องการของ SMT ที่จะพัฒนาระบบร่วมกัน ทำให้สุดท้ายแล้ว SMT ก็ตัดสินใจที่จะร่วมงานกับ NTT DATA Business Solutions Thailand

คุณโชติศักดิ์เผยว่าในระหว่างที่มีการร่วมงานกับทาง NTT DATA Business Solutions Thailand  นั้นมีการประสานงานและเข้ามาทำงานกันอย่างใกล้ชิดโดยตลอด มีการพูดคุยปรับเปลี่ยนแก้ไขระบบให้อย่างต่อเนื่อง โดยทีมผู้บริหารของ SMT นั้นก็ได้ลงมาร่วมในโครงการนี้ด้วยอย่างเต็มตัวเพื่อให้การตัดสินใจในส่วนต่างๆ เป็นไปได้อย่างรวดเร็ว โดยเมื่อระบบเริ่มมีการใช้งานจริงๆ ก็ยังมีการรับฟังเสียงจากผู้ใช้งานและปรับเปลี่ยนระบบให้สอดคล้องกับการทำงานไปด้วย ในขณะที่ทาง NTT DATA Business Solutions Thailand    เองก็คอยเป็นผู้ประสานให้ทั้งผู้บริหารและพนักงานมีส่วนร่วมในโครงการมากขึ้น และนำ Best Practice จาก SAP มาให้ความรู้และปรับใช้ให้เหมาะสมกับความต้องการภายใน SMT

เรียกได้ว่าถึงแม้โครงการนี้จะต้องมีการร่วมมือร่วมแรงและใช้เวลานาน ทั้งยังต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แต่ท้ายที่สุด ก็สามารถดำเนินโครงการนี้ให้เป็นไปตามเป้าหมายของ SMT ได้เป็นอย่างดี และระบบ SAP นี้ก็จะกลายเป็นรากฐานที่สำคัญต่อการเติบโตของ SMT หลังจากนี้

บริหารจัดการธุรกิจด้วย Software คือกลยุทธ์ที่สำคัญ แต่ผู้บริหารต้องพิจารณาในหลายประเด็น

คุณโชติศักดิ์ได้ทิ้งท้ายถึงบทเรียนสำหรับผู้บริหารในธุรกิจอื่นๆ ที่มีแผนจะลงทุนในระบบ ERP เอาไว้ว่า โครงการระบบ ERP นี้สำคัญตั้งแต่การเลือก Software ที่ต้องเลือกให้สัมพันธ์กับทิศทางของธุรกิจในอนาคต สามารถทำงานร่วมกับลูกค้าหรือคู่ค้าได้แบบอัตโนมัติ สามารถนำมาใช้งานได้โดยไม่เกินกำลังการลงทุนของธุรกิจ โดยต้องตั้งเป้าว่าท้ายที่สุดแล้วระบบจะช่วยให้ธุรกิจเติบโตต่อไปได้ ซึ่งก็ย่อมจะทำให้ระบบเองต้องเติบโตตามธุรกิจ และรวบรวมองค์ความรู้ในการดำเนินธุรกิจเอาไว้ในระบบให้มากที่สุด ลดการยึดติดกับบุคลากรคนใดคนหนึ่งให้น้อยลงไป

และแน่นอนว่าการลงทุนในระบบ ERP นี้ย่อมต้องกระทบกับพนักงานด้วย ซึ่งธุรกิจเองก็ต้องพยายามผลักดันให้พนักงานทำการส่งต่อความรู้เข้าสู่ระบบ เปลี่ยนวัฒนธรรมและมุมมองในการทำงานของพนักงาน เพื่อให้พนักงานทุกคนหันมาสู่การทำงานในรูปแบบใหม่ที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งทางที่ดีที่สุดก็คือการสื่อสารให้พนักงานเกิดความเข้าใจถึงข้อดีในการนำระบบ ERP มาใช้ และการวาง Workflow ที่เป็นมาตรฐานชัดเจนในการทำงาน ซึ่งจะส่งผลดีต่อทั้งธุรกิจที่ทำงานเป็นระบบมากขึ้น และพนักงานที่สามารถทำงานได้ถูกต้องแม่นยำพร้อมมีผลลัพธ์ในการทำงานที่ดีขึ้นไปด้วยในเวลาเดียวกัน

เกี่ยวกับ NTT DATA Business Solutions (Thailand) Ltd. เดิมชื่อ บริษัท ISS Consulting (Thailand) Ltd.

 

บริษัท NTT DATA Business Solutions  (Thailand) Ltd. ภายใต้กลุ่ม บริษัท NTT DATA ผู้ให้บริการระบบ SAP และ Data Center ระดับโลก และเป็นผู้นำทางด้าน Digital Transformation และเป็นสมาชิก SAP Global Partner ที่พร้อมคำปรึกษา และบริการด้านการออกแบบ พัฒนา ติดตั้งโซลูชัน SAP Solution และ IT Solution อื่น ๆ ให้กับลูกค้าในประเทศไทย เพื่อพัฒนาระบบบริหารการจัดการในองค์กรในทุกกลุ่มประเภทธุรกิจ

สำหรับธุรกิจที่ต้องการปรึกษาด้านโซลูชั่น SAP เพื่อพัฒนาระบบบริหารการจัดการในองค์กรให้ดีขึ้น NTT DATA Business Solutions Thailand  พร้อมให้คำปรึกษาในทุกกลุ่มประเภทธุรกิจ ติดต่อได้ที่ โทร 02 237 05553 หรือติดตาม ได้ที่ email: marketing-solutions-th@nttdata.com หรือ http://www.nttdata-solutions.com

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

วางรากฐานครั้งสำคัญ ลงทุนครั้งใหญ่วางระบบ SAP เพื่อความยั่งยืน

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-ntt-data-and-stars-microelectronics/

[Press Release] ซุปเปอร์แนป (ประเทศไทย) ลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าร่วมกับ ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ เพื่อขับเคลื่อนศูนย์ข้อมูลระดับไฮเปอร์สเกล

ซุปเปอร์แนป (ประเทศไทย) จะผลิตพลังงานของตนเอง และจะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในธุรกิจยุคดิจิทัล และนำพลังงานหมุนเวียนมาสู่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศไทย

คุณสุนิตา บ๊อตเซ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ซุปเปอร์แนป (ประเทศไทย)

เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของบริษัทในการช่วยรักษาโลก ลดภาวะโลกร้อน และภาวะเรือนกระจก โครงการนี้จะช่วย ซุปเปอร์แนป (ประเทศไทย) และลูกค้าของบริษัท ในการลดต้นทุนค่าไฟฟ้าได้อย่างมากตลอดอายุของระบบ พร้อมชดเชยการปล่อยการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ได้ถึง 18,250 ตัน

“ซุปเปอร์แนป (ประเทศไทย) เป็นศูนย์ข้อมูลไฮเปอร์สเกล เปิดดำเนินการในปี พ.ศ. 2560 ซึ่งถือเป็นผู้บุกเบิกศูนย์ข้อมูลของภูมิภาคนี้ นับแต่นั้นมาเทคโนโลยีชั้นนำของเราได้มอบความพร้อมใช้งานต่อเนื่อง 100% ให้กับลูกค้า คำมั่นสัญญาของเราในการจัดหาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า ได้แสดงให้เห็นอีกครั้งกับความคิดริเริ่มนี้ ซึ่งมุ่งสู่ประสิทธิภาพและความยั่งยืน ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ได้รับเลือกให้ติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ให้กับ ซุปเปอร์แนป (ประเทศไทย) เพราะมีความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมและความปลอดภัย รวมทั้งประสบการณ์ที่เชื่อถือได้ในการติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ เรามั่นใจในทักษะและความเป็นมืออาชีพของ ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์” คุณสุนิตา บ๊อตเซ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ซุปเปอร์แนป (ประเทศไทย) กล่าว

ซุปเปอร์แนป (ประเทศไทย) ได้ร่วมงานกับ ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ เพื่อดำเนินการติดตั้งแผงโซลาร์ฟาร์ม โดยโซลาร์ฟาร์มนี้จะสร้างขึ้นบนที่ดินของ ซุปเปอร์แนป (ประเทศไทย) บนพื้นที่ศูนย์ข้อมูลที่ตั้งอยู่ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) นอกเขตน้ำท่วมกรุงเทพฯ และใกล้กับสถานีเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างประเทศที่มีการเชื่อมโยงทั่วประเทศไทย

ดร.นิพนธ์ บุญเดชานันทน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน)

“ ซุปเปอร์แนป (ประเทศไทย) เป็นผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลได้รับการรับรองมาตรฐานในระดับ เทียร์   4 ด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ที่มีการขับเคลื่อนโดยความต้องการในเอเชียแปซิฟิกสำหรับศูนย์ข้อมูลที่สร้างขึ้นตามวัตถุประสงค์ซึ่งรับประกันประสิทธิภาพ ความพร้อมใช้งาน และการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ ทั้งนี้ต้องยอมรับว่า การเติบโตของข้อมูลและแอปพลิเคชั่นในระดับภูมิภาคมาจากความต้องการที่จะใกล้ชิดกับธุรกิจและผู้บริโภค เพื่อปรับปรุงประสบการณ์ของลูกค้าที่ใช้ คลาวด์  AI  IOT และ BIG Data ดังนั้น ซุปเปอร์แนป (ประเทศไทย) จึงเป็นศูนย์ข้อมูลที่ทันสมัยที่สุดในประเทศไทย และถือเป็นผู้นำในเอเชีย ซึ่งเป็นศูนย์ข้อมูลที่มีความสามารถในการให้บริการที่สูงกว่าศูนย์ข้อมูลทุกแห่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  ดังนั้นการที่บริษัทยักษ์ใหญ่ให้ WHAUP ติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ให้ยิ่งเป็นการการันตีศักยภาพและมาตรฐานการติดตั้งของ WHAUPมากยิ่งขึ้น”  ดร.นิพนธ์ บุญเดชานันทน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAUP กล่าว

สัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) รวมถึงงานวิศวกรรม การจัดซื้อจัดจ้าง และการก่อสร้าง (EPC) ตลอดจนระบบกักเก็บพลังงานเพื่อกักเก็บพลังงานส่วนเกิน และนำกลับมาใช้ใหม่เมื่อระบบพลังงานแสงอาทิตย์ไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้เพียงพอต่อความต้องการ นอกจากนี้ ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์จะรับผิดชอบการดำเนินงานและการบำรุงรักษาระบบเป็นเวลา 20 ปี โครงการมีกำหนดแล้วเสร็จในฤดูใบไม้ร่วงปีนี้ โดยจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างในต้นเดือนเมษายนนี้

ด้วยการเป็นศูนย์ข้อมูลโคโลเคชั่นและระบบคลาวด์แห่งแรกที่ใช้พลังงานหมุนเวียน ซุปเปอร์แนป (ประเทศไทย) จะมีส่วนช่วยในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของภูมิภาค สนับสนุนยุทธศาสตร์ระดับชาติในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตลอดจนลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของลูกค้า

เกี่ยวกับ ซุปเปอร์แนป (ประเทศไทย) :

ซุปเปอร์แนป (ประเทศไทย) เป็นศูนย์ข้อมูลไฮเปอร์สเกลมาตรฐานระดับ Tier IV แห่งแรกในประเทศไทย โดยเป็นการร่วมทุนระหว่างบริษัทชั้นนำของไทยและ Switch ผู้นำระดับโลกด้านระบบนิเวศและการออกแบบศูนย์ข้อมูล ได้รับการรับรองด้วยมาตรฐานระดับโลกสูงสุด และได้รับการยอมรับจากอุตสาหกรรมด้วยรางวัลมากมายจากเทคโนโลยีขั้นสูงและการรักษาความปลอดภัยเป็นเลิศ ซุปเปอร์แนป (ประเทศไทย) ให้บริการที่เหนือชั้น ปฏิบัติตามข้อกำหนด และมอบความอุ่นใจให้กับลูกค้า

ขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: www.supernap.co.th

เกี่ยวกับ ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ (WHAUP):

ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ เป็นผู้ให้บริการด้านสาธารณูปโภคและพลังงานชั้นนำของประเทศไทย ให้บริการโซลูชั่นครบวงจรสำหรับน้ำเพื่ออุตสาหกรรม การบำบัดน้ำเสีย พลังงานทั่วไป การจ่ายก๊าซธรรมชาติ พลังงานหมุนเวียน ได้แก่ การผลิตไฟฟ้าจากแผงโซลาร์เซลล์ที่ติดตั้งบนหลังคา และการเปลี่ยนของเสียเป็นพลังงาน และอื่นๆ

ขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: www.wha-up.com

ข้อมูลเพิ่มเติมหรือมีข้อสงสัย กรุณาติดต่อ:

ซุปเปอร์แนป (ประเทศไทย| แผนกการตลาดและการสื่อสาร
marketing@supernap.co.th | +66 33 125 100

from:https://www.techtalkthai.com/supernap-agreement-with-whaup-for-power-utility/

[Guest Post] Unreal Engine 5 พร้อมให้นักสร้างสรรค์เกมทั้งหลายดาวน์โหลดแล้ว!

การรอคอยอันยาวนานสิ้นสุดลงแล้ว – Epic Game มีความยินดีที่จะประกาศว่า Unreal Engine 5 พร้อมให้นักสร้างสรรค์เกมทั้งหลายดาวน์โหลดได้แล้วhttps://www.unrealengine.com/en-US/blog/unreal-engine-5-is-now-available

เวอร์ชั่นนี้ มีเป้าหมายที่จะส่งเสริมทีมงานสร้างสรรค์เกมทั้งขนาดใหญ่และเล็กให้ขยายขอบเขตความสามารถก้าวหน้าล้ำยุคไปให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทั้งในเรื่องการสร้างภาพเสมือนจริงและการโต้ตอบมีปฏิสัมพันธ์กันกับผู้เล่น UE5 จะช่วยให้นักพัฒนาเกมสามารถสร้างเนื้อหาและประสบการณ์ 3D แบบเรียลไทม์ที่ล้ำยุคอย่างอิสระเสรี มีความละเอียดเที่ยงตรง และความยืดหยุ่นที่มากกว่าที่เคย

ตัวอย่างที่แสดงพลังความสามารถของ UE5 ในเรื่องคุณสมบัติและเวิร์กโฟลว์ใหม่ๆ คือการพัฒนาเกม Fortnite และสร้างภาคสาธิตของ The Matrix Awakens: An Unreal Engine Experience

แม้ว่าคุณสมบัติใหม่ที่สำคัญบางอย่าง เช่น Lumen และ Nanite ยังไม่ได้รับการตรวจสอบอย่างรอบด้านสำหรับเวิร์กโฟลว์ที่ไม่ใช่เกม (นี่เป็นเป้าหมายต่อเนื่องสำหรับการเปิดตัวในอนาคต) ผู้สร้างสรรค์ทั้งหลายจะยังคงสามารถใช้เวิร์กโฟลว์ที่รองรับใน UE 4.27 ต่อไปก่อนได้ โดยที่ได้รับประโยชน์จาก Unreal Editor ที่ออกแบบใหม่ ประสิทธิภาพที่ดีขึ้น ชุดเครื่องมือแอนิเมชั่นที่เป็นมิตรกับศิลปินผู้สร้างสรรค์เกมมากขึ้น ชุดเครื่องมือสร้างและแก้ไขภาพเมซ (Mesh) ที่มีความสามารถมากขึ้น เครื่องมือการติดตามเส้นทางแสง (Path Tracing) ที่ปรับปรุงดีขึ้นมาก และคุณสมบัติอื่นๆ อีกหลายประการ

คุณลักษณะใหม่ๆ

การเรนเดอร์แบบเรียลไทม์ที่ล้ำยุค

Unreal Engine 5 ได้นำเสนอคุณสมบัติใหม่ๆ ที่ล้ำยุคสำหรับการเรนเดอร์ภาพโลกเสมือนจริงแบบเรียลไทม์โดยให้รายละเอียดที่มีความเที่ยงตรงสูงอย่างเหลือเชื่อ

อันดับแรกคือ Lumen—เป็นระบบการสร้างแสงเงาในเกม แบบ Global Illumination ที่มีความความสามารถเปลี่ยนแปลงแสงเงาได้อย่างมีพลวัตรสมบูรณ์ ช่วยให้นักพัฒนาเกมสามารถสร้างฉากที่สมจริง โดยที่แสงเงาโดยอ้อมจะถูกปรับตามการเปลี่ยนแปลงของแสงเงาโดยตรงหรือรูปทรงเรขาคณิต—เช่น การเปลี่ยนตามมุมของแสงอาทิตย์ตามเวลาของวัน เปลี่ยนตามแสงเงาจากการเปิดไฟฉายหรือแสงที่เข้ามาจากการเปิดประตูด้านนอก ด้วย Lumen นักพัฒนาไม่จำเป็นต้องสร้าง Lightmap UVs ไม่ต้องรอให้ lightmap ถูกเติมรายละเอียด (Bake) หรือวางภาพสะท้อนให้เสร็จ นักพัฒนาสามารถสร้างและแก้ไขแสงสีได้เลยใน Unreal Editor และดูแสงสีสุดท้ายแบบเดียวกันที่ผู้เล่นเกมจะได้เห็นในเกมหรือได้รับชมเมื่อทำงานบนแพลตฟอร์มเป้าหมาย

Nanite ซึ่งเป็นระบบเรขาคณิตไมโครโพลีกอนเสมือนจริง (Virtualized Micropolygon Geometry System) แบบใหม่ของ UE5 ช่วยให้การสร้างเกมและประสบการณ์ที่มีรายละเอียดทางเรขาคณิตจำนวนมหาศาลได้ โดยสามารถนำเข้าภาพต้นฉบับคุณภาพระดับฟิมพ์ภาพยนตร์โดยตรงที่ประกอบด้วยรูปหลายเหลี่ยมหลายล้านรูปทรง – ตั้งแต่ภาพกายวิภาคดิจิทัลโมเดลตัวละคร (Zbrush Sculpts) ไปจนถึงแปลงภาพถ่ายเป็นภาพดิจิทัล 3D (Photogrammetry Scans) เพื่อมาทำเป็นฉาก – และสามารถวางภาพเหล่านี้ได้นับล้านครั้ง ทั้งหมดทำได้ในขณะที่ยังรักษาอัตราเฟรมแบบ real-time และไม่มีการสูญเสียความละเอียดเที่ยงตรงของภาพที่สังเกตเห็นได้ชัดเลย

Virtual Shadow Maps (VSM) ได้รับการออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อให้ทำงานได้ดีกับ Lumen และ Nanite โดยให้เงาที่นุ่มนวลที่สมเหตุสมผลด้วยต้นทุนประสิทธิภาพที่สมเหตุสมผลและควบคุมได้ Nanite และ VSMs จะสตรีมและประมวลผลเฉพาะรายละเอียดที่สายตามนุษย์รับรู้ได้เท่านั้น โดยส่วนใหญ่ขจัดข้อจำกัดในเรื่อง poly count และ draw call และขจัดงานที่ต้องใช้เวลามาก เช่น การเติมรายละเอียดลงในแผนที่ปกติและการสร้าง LODs ด้วยตนเอง ช่วยให้นักพัฒนาเกมมีสมาธิกับการใช้ความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น

คอนโซลเกมรุ่นใหม่ๆ มาพร้อมกับความคาดหวังของผู้เล่นรุ่นใหม่ๆ ผู้เล่นต้องการอัตราเฟรมที่ 60 fps ขึ้นไปบนจอแสดงผลที่มีความละเอียดสูง ซึ่งทำให้ทรัพยากรในการเรนเดอร์ภาพมีภาระหนักมาก ด้วย Temporal Super Resolution (TSR) ซึ่งเป็นระบบอัพแซมปลิง (Upsampling System) คุณภาพสูงในตัวที่ไม่ขึ้นกับแพลตฟอร์ม เอ็นจิ้นสามารถแสดงผลที่ความละเอียดที่ต่ำกว่ามาก แต่มีความเที่ยงตรงของพิกเซลเอาต์พุตที่ใกล้เคียงกันกับเฟรมที่เรนเดอร์ที่ความละเอียดสูงกว่า ผลลัพธ์ที่ได้ คือประสิทธิภาพที่ดีขึ้น

ชุดเครื่องมือใหม่สำหรับสร้างเกมประเภท Open World
หนึ่งในเป้าหมายต่อเนื่องของ UE5 คือทำให้การสร้างเกมประเภท Open Worlds เร็วขึ้น ง่ายขึ้น และทำงานร่วมกันได้มากขึ้นสำหรับทีมทุกขนาด ด้วย Unreal Engine 5 ระบบ World Partition ใหม่จะเปลี่ยนระดับของการจัดการและสตรีม ด้วยการแบ่งโลกออกเป็นกริดโดยอัตโนมัติและทำสตรีมมิ่งเซลล์เฉพาะที่จำเป็น

สมาชิกในทีมยังสามารถทำงานบนพื้นที่เดียวกันของโลกเสมือนได้โดยไม่ต้องเหยียบเท้าของกันและกัน ด้วยระบบ One File Per Actor (OFPA) ใหม่ ด้วยเครื่องมือ Data Layers คุณยังสามารถสร้างรูปแบบต่างๆ ของโลกเดียวกันได้— เช่น เวอร์ชันกลางวันและกลางคืน หรือรูปทรงเรขาคณิตปกติและรูปทรงที่แตกหักแล้ว —เป็นเลเยอร์ที่ซ้อนอยู่ในพื้นที่เดียวกัน

และสุดท้าย คือการวางรากฐานสำหรับการสร้างโลกขนาดมหึมาใน UE5 โดยไม่ต้องอาศัยการปรับฐานหรือลูกเล่นอื่นๆ ด้วยการสนับสนุนเบื้องต้นจากเครื่องมือ Large World Coordinates (LWC) ซึ่งให้ค่าความแม่นยำเป็นสองเท่า

มีชุดเครื่องมือสร้างตัวละครและแอนิเมชั่นมาให้อยู่ในตัวแล้ว
ระบบเดิมที่ต้องการสลับไปมาอย่างต่อเนื่องด้วยการใช้ DCC package เพื่อปรับแต่งและทำซ้ำภาพเคลื่อนไหวแบบแอนิเมชั่นนั้นใช้เวลานาน น่าเบื่อหน่าย และไม่มีประสิทธิภาพ ด้วย Unreal Engine 5 นักพัฒนาสามารถสร้างภาพเคลื่อนไหวในบริบทใดๆ นำภาพเคลื่อนไหวแอนิเมชั่นที่มีอยู่มาใช้ซ้ำ และปรับภาพแอนิเมชั่นนั้นให้เหมาะสมกับสภาพการเล่นเกมภายใต้เงื่อนไข runtime ได้

สำหรับการสร้างภาพเคลื่อนไหวแอนิเมชั่น มีชุดเครื่องมือที่เป็นมิตรต่อนักพัฒนาชุดใหม่ที่ช่วยให้ทำงานโดยตรงใน Unreal Editor ได้โดยสะดวกง่ายดาย โดยมีคุณสมบัติใหม่ที่สำคัญคือความสามารถในการใส่โครงกระดูก (Rigs) ได้อย่างรวดเร็วและง่ายดายและแบ่งปันข้ามตัวละครหลายตัวด้วย Control Rig ที่ปรับปรุงและพร้อมสำหรับการผลิต จากนั้นทำให้เคลื่อนไหวใน Sequencer ซึ่งสามารถบันทึกและใช้ท่าทางด้วย Pose Browser ใหม่ และใช้ปุ่มแบบผสมผสานกับอันเดอร์ชูทหรือโอเวอร์ชูตโดยใช้ Tween Tool

เมื่อเวลามีความสำคัญ จะมัวทำซ้ำๆ อยู่ทำไม? ใน UE5 ชุดเครื่องมือกำหนดเป้าหมายใหม่ทั้งหมดช่วยให้นักพัฒนาใช้ซ้ำและเพิ่มแอนิเมชั่นที่มีอยู่ได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย ด้วย IK Retargeter สามารถถ่ายโอนภาพการเคลื่อนไหวแบบแอนิเมชั่นระหว่างตัวละครที่มีโครงกระดูกและสัดส่วนต่างกัน—แถมยังสามารถกำหนดเป้าหมายการเคลื่อนไหวแบบแอนิเมชั่นของมนุษย์ไปที่หมาป่าได้อีกด้วย ในขณะเดียวกัน IK Rig ทำให้นักพัฒนาเกมทำสิ่งต่าง ๆ ได้เช่น ปรับแอนิเมชั่นของตัวละครเสริมที่ไม่สำคัญ เช่น ทำให้ตัวละครที่เคลื่อนไหวมองที่เป้าหมายที่กำหนดไว้เสมอ

นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติใหม่จำนวนหนึ่งที่สามารถใช้เพื่อปรับการเคลื่อนไหวแบบแอนิเมชั่นขณะใช้งานจริงเพื่อชดเชยสถานการณ์การเล่นเกมที่แตกต่างกัน เช่น ความเร็วหรือภูมิประเทศที่แตกต่างกัน เพื่อความน่าเชื่อถือและความน่าประทับใจยิ่งขึ้น Motion Warping ช่วยให้นักพัฒนาเกมปรับการเคลื่อนไหวของตัวละครได้อย่างมีพลวัตร เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่แตกต่างกัน—เช่น กระโดดข้ามกำแพงที่มีความสูงต่างกัน—ด้วยการเคลื่อนไหวแอนิเมชั่นชุดเดียว ในขณะเดียวกัน ยังสามารถใช้ Distance Matching เพื่อควบคุมอัตราการเล่นของแอนิเมชั่น และ/หรือ Pose Warping เพื่อปรับท่าทางให้มีพลวัตรเพื่อให้เข้ากับการเคลื่อนไหวของตัวละครในเกมได้ดียิ่งขึ้น

สามารถทำงาน modeling, UV editing, and baking ใน Unreal Editor ได้เลย
แอนิเมชั่นไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่เดียวที่นักพัฒนาเกมจะต้องการใช้เวลาน้อยลงในการทำงานซ้ำซากด้วย DCC package โดย UE5 มีชุดเครื่องมือที่ขยายและปรับปรุงอย่างมากสำหรับการโมเดิลภาพเมซ (Mesh Modeling) การแก้ไข UV (UV editing) และการเติมรายละเอียดภาพ (Baking) ทั้งสามเครื่องมือนี้นำมารวมกันเพื่อสร้างเวิร์กโฟลว์อันทรงพลังที่ช่วยให้ศิลปินสามารถพัฒนาและปรับแต่งเนื้อหาได้ใน Unreal Editor เครื่องมือเหล่านี้มีประโยชน์อย่างยิ่งเมื่อทำงานกับ mesh ที่มีความหนาแน่นสูง เช่น ภาพที่ถูกสร้างขึ้นโดยใช้เครื่องมือแปลงภาพถ่ายเป็นภาพดิจิทัล 3D เช่น RealityCapture หรือโดย Kitbching Quixel Megascans

มีเครื่องมือใหม่ๆ และเครื่องมือเดิมที่ถูกปรับปรุงให้มีความสามารถมากมายสำหรับทำ Mesh ทั้ง Creation และ Edition ซึ่งเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดด การอัปเดตเหล่านี้—ซึ่งรวมถึงการปรับปรุงหลายอย่างในการสร้างแบบจำลองหลัก (Core Modelling) ภาพร่าง (Sculping) และการทำ Remeshing และ Simplification—ได้รับการสนับสนุนโดยความก้าวหน้าทางสถาปัตยกรรมที่สร้างกรอบงานสำหรับเครื่องมือในอนาคต

ที่สำคัญเท่าเทียมกัน UE5 ได้ปรับปรุงและขยายความสามารถชุดเครื่องมือ UV editing ค่อนข้างมาก โดย UV Editor มี หน้าจอใหม่รองรับการจัดการ UVs ในพื้นที่ 2 มิติ ได้แก่ การจัดวาง (laying out) การเลือก (selecting) การเปลี่ยนแปลง (transforming) และการตัด (cutting) และการต่อ (sewing) ; ส่วนการจัดการ UV channels มีการดู (viewing) คัดลอก (copying)  เพิ่ม (adding) และลบ (removing) ; แกะกล่องอัตโนมัติ (automatic unwrapping); และการแสดงตัวอย่าง (previewing) ในแบบ 3 มิติด้วยตัวตรวจสอบหรือพื้นผิวที่กำหนดเอง นอกจากนี้ยังมีการปรับปรุง Project UV และ Auto UV ให้ดีขึ้น

สุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด ชุดเครื่องมือทำ Baking และ Mesh Editing มีการเพิ่มความสามารถขึ้นมาก เครื่องมือ Baking ใหม่มีการปรับปรุงในการทำ Baking ได้ทั้งแบบปกติ แบบ AO และแบบ Vertex พร้อมการทำ Multisampling , Texture Filtering , UV layers และ N to 1 Baking ล้วนเป็นคุณสมบัติหลักของชุดเครื่องมือนี้ที่มีการอัปเดตในครั้งนี้เช่นกัน

ขยายความสามารถให้ Editor UI and Workflow
ได้เวลาแปลงโฉมแล้ว! Unreal Engine 5 มีรูปลักษณ์ที่ทันสมัย ​​เวิร์กโฟลว์ที่คล่องตัว และการใช้พื้นที่หน้าจอที่ปรับให้เหมาะสมที่สุด ทำให้ใช้งานง่ายขึ้น เร็วขึ้น และน่าใช้ยิ่งขึ้น

ด้วย Quixel Bridge ที่ผสานรวมอย่างสมบูรณ์แล้ว นักพัฒนาเกมสามารถเข้าถึง Megascans liberary ด้วยการลากแล้ววาง (drag-and-drop) โดยตรงได้เลย  โดยไม่ต้องมีขั้นตอนการดาวน์โหลดแยกต่างหาก ที่ Create menu ตัวใหม่จะมีตำแหน่งเดียวสำหรับการรับ Content และการสร้างและวาง Actors ด้วยเวิร์กโฟลว์แบบลากและวางที่ง่ายดายและสามารถเข้าถึง Actors ที่เพิ่งใช้ได้เพียงคลิกเดียว ทำให้เติมฉากของคุณได้เร็วและง่ายขึ้น

เพื่อเพิ่มพื้นที่ว่างสำหรับ Viewpoint Interactions ในขณะที่ยังคงรักษาเครื่องมือและ Content ไว้ใกล้ตัวเพื่อให้เรียกกลัยมาใช้ได้ง่ายๆ  UE5 ได้เพิ่มความสามารถในการเรียกและจัดเก็บ Content Browser อย่างง่ายดายผ่านปุ่มลัดหรือปุ่ม และเชื่อมต่อแท็บตัวแก้ไขกับแถบด้านข้างที่ยุบได้

นอกจากนี้ ยังมีการเข้าถึงคุณสมบัติที่คุณกำลังมองหาได้เร็วกว่าใน Details panel มีทั้งระบบโปรดที่เก็บเครื่องมือที่ใช้บ่อยไว้ที่ด้านบนสุดของแผง และแถบส่วนใหม่สำหรับการเข้าถึงกลุ่มที่เกี่ยวข้องด้วยการคลิกเพียงครั้งเดียวที่มีคุณสมบัติเกี่ยวข้องกัน

และสุดท้าย มีเวิร์กโฟลว์การทำงานที่เร็วและง่ายขึ้นสำหรับการสร้างโปรเจ็กต์ใหม่ๆ จากหน้าจอเดียว

เอ็นจิ้นการสร้างเสียงตามขั้นตอนอย่างสมบูรณ์
UE5 ได้เปิดตัววิธีการสร้างเสียงแบบใหม่ด้วยเครื่องมือ MetaSounds เป็นระบบประสิทธิภาพสูงที่มอบการควบคุมที่สมบูรณ์สำหรับการสร้าง audio DSP graph ของแหล่งกำเนิดเสียงในเกม ช่วยให้นักพัฒนาเกมจัดการได้ทุกด้านของการเรนเดอร์เสียงเพื่อขับสร้างสรรค์ประสบการณ์เสียงที่ล้ำยุคต่อไป

MetaSounds สามารถแปลงเสียงอนาล็อกให้เป็นดิจิทัลที่สามารถถูกควบคุมด้วยโปรแกรมและสร้างไปป์ไลน์การเรนเดอร์เสียงได้อย่างสมบูรณ์ ทำให้ปรับแต่งเสียงเป็นขั้นตอนสอดคล้องกับ Content ได้ใน Material Editor ที่สามารถนำเข้าไปสู่โปรแกรม shaders ได้ พร้อมทั้งมีความสามารถสร้างเนื้อหาที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลแบบไดนามิก (Dynamic Data-drive Assets) ความสามารถในการจับคู่พารามิเตอร์ของเกมกับการเล่นเสียง การปรับปรุงเวิร์กโฟลว์อย่างขนานใหญ่ และอื่นๆ

สร้างภาพพิกเซลสุดท้ายอันน่าทึ่ง
Path Tracer ที่เปิดตัวใน Unreal Engine 4.27 คือโหมดการเรนเดอร์แบบโปรเกรสซีฟที่ถูกเร่งด้วย DXR และมีความแม่นยำทางกายภาพสูง โดยไม่ต้องการการตั้งค่าเพิ่มเติมใดๆ สำหรับนักสร้างสรรค์ภาพนิ่ง (still imagery) หรือเนื้อหาเชิงเส้น (Linear content) ช่วยให้สร้างภาพคุณภาพการเรนเดอร์แบบออฟไลน์ได้จาก Unreal Engine โดยตรงและใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาที

Path Tracer ใน UE5 ยังมีความสามารถในด้านความเสถียร ประสิทธิภาพ และความสมบูรณ์ของคุณสมบัติที่จำเป็น รวมถึงรองรับการสร้างโมเดลของเส้นผม (hair primitives) และการปัดขนตา (eye shader) และการปรับปรุงในการสุ่มตัวอย่าง,สร้าง BRDF models, การเคลื่อนย้ายแสงเงา, รองรับรูปทรงเรขาคณิตและอื่นๆ

UE5 sample projects
เพื่อช่วยนักพัฒนาเกมสำรวจคุณสมบัติใหม่ทั้งหมดใน Unreal Engine 5 เราขอเสนอโครงการตัวอย่างฟรีสองโครงการให้คุณดาวน์โหลด

Lyra Starter Game
Lyra Starter Game เป็นโปรเจ็กต์การเล่นเกมตัวอย่างที่สร้างขึ้นควบคู่ไปกับการพัฒนา UE5 เพื่อใช้เป็นจุดเริ่มต้นที่ยอดเยี่ยมสำหรับการสร้างเกมใหม่ ตลอดจนเป็นแหล่งข้อมูลการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ เราวางแผนที่จะอัปเกรดโปรเจ็กต์ที่มีชีวิตนี้ต่อไปด้วยการเปิดตัวในอนาคตเพื่อสาธิตแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดและล่าสุดของ UE5

[ Download now ]

City Sample
The City Sample คือโครงการตัวอย่างที่ดาวน์โหลดได้ฟรี ซึ่งเผยให้เห็นว่าฉากในเมืองจาก The Matrix Awakens: An Unreal Engine Experience ว่าถูกสร้างขึ้นอย่างไร โปรเจ็กต์นี้ประกอบด้วยเมืองที่สมบูรณ์พร้อมด้วยอาคาร ยานพาหนะ และฝูงชนของตัวละคร MetaHuman สาธิตให้เห็นถึงวิธีที่เราใช้ระบบใหม่และที่ได้รับการปรับปรุงใน Unreal Engine 5 เพื่อสร้างสรรค์ประสบการณ์ นอกจากตัวอย่างที่สมบูรณ์แล้ว เนื้อหายังมีให้ในชุดแยกต่างหาก ดังนั้นคุณจึงสามารถดาวน์โหลดเฉพาะยานพาหนะได้ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีชุดเนื้อหาของบุคคลที่สามที่เกี่ยวข้องสามชุด

[ Download now ]

มี UE5-ready content อีกมากมาย
ถ้าสนใจต้องการ UE5-compatible content เพิ่มเติม โปรดไปที่ Unreal Marketplace ได้ตลอดเวลา นักสร้างสรรค์เกมชั้นนำมีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ทั้งแบบเสียเงินและฟรีหลายร้อยรายการ อย่าลืมตรวจสอบจากพวกเขา!

[ Visit Marketplace ]

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-unreal-engine-5/

HP เข้าซื้อกิจการ Poly มูลค่ากว่า 1,700 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

HP ผู้ผลิต และผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์ PC เดินหน้าขอซื้อคุณภาพด้านเสียงจาก Poly เพื่อขยายพอร์ตการนำเสนอโซลูชันให้มีความยืดหยุ่นเหมาะกับรูปแบบการดำเนินธุรกิจของลูกค้าในยุคดิจิทัลที่มีรูปแบบการทำงานแบบไฮบริด ซึ่งปัจจุบันมีพนักงานมากกว่า 75% ที่ลงทุนให้กับอุปกรณ์เพื่อรองรับการทำงานในรูปแบบใหม่ ปัจจุบันมีการทำงานอยู่ที่บ้านมากกว่า 90 ล้านหลัง/ห้อง และมีอยู่เพียงแค่ 10% เท่านั้น ที่มีห้องประชุมในรูปแบบ Video Conference ทำให้ HP คาดการณ์ว่าในอนาคตภายในปี 2567 โซลูชันห้องประชุมสำหรับองค์กรจะมีอัตราการเพิ่มขึ้นถึงสามเท่าตัว

Plantronics ชื่อเสียงโด่งดังจากการเป็นผู้ผลิตชุดหูฟังคุณภาพระดับ High End ปัจจุบันได้เปลี่ยนแบรนด์ใหม่มาเป็น Poly โดยที่มาของชื่อใหม่นี้ เกิดขึ้นหลังจาก Plantronics ได้เข้าซื้อกิจการ Polycom ผู้นำด้านโซลูชันระบบการประชุมทางไกลระดับองค์กรในรูปแบบ VDO Conference
 
ก่อนหน้าที่ HP จะรุกคืบเข้าซื้อกิจการ Poly ที่ถือว่ามีเสน่ห์และเนื้อหอมมากพอสมควร Poly เคยถูกตามจีบถึงขั้นมีการตั้งโต๊ะเจรจาสู่ขอจาก Logitech บริษัทสายเลือดสวิตเซอร์แลนด์ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์อุปกรณ์ต่อพ่วงคอมพิวเตอร์ที่ล้ำสมัยและอุตสาหกรรมชั้นนำ แต่ก็ยังไม่ทันได้สวมแหวนเกี่ยวก้อยกัน การเจรจาครั้งนั้นก็มีอันต้องล้มเหลวลง
 
HP ยื่นข้อเสนอมูลค่ากว่า 1,700 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และก็สามารถได้ครอบครองกิจการของ Poly จนสำเร็จ นอกจากนี้ยังจะมีมูลค่าธุรกรรมและหนี้สินรวมแล้วประมาณ 3,300 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ที่ HP จะต้องเข้ามาสะสาง ซึ่งข้อเสนอ 40 เหรียญสหรัฐฯ ต่อหุ้นของ HP มีราคาสูงกว่าราคาปิดตลาดล่าสุดของ Poly ถึงประมาณ 53%
 
ซึ่งเมื่อมาดูทิศทางบนหน้ากระดานตลาดหลักทรัพย์ ณ ช่วงเวลาที่มีการปิดดีลซื้อขายระหว่างสองบริษัทฯ ปรากฏว่าดัชนีหุ้นของฝั่ง HP ลดลงมา 1.4% แต่ฝั่งผู้ถูกซื้ออย่าง Poly ดัชนีหุ้นกลับพุ่งสวนทางขึ้นไปที่ 49%
 
HP มีความเชื่อมั่นว่าการซื้อกิจการครั้งนี้ จะ “เสริมความแข็งแกร่งให้กับโอกาสด้านอุตสาหกรรมในโซลูชันการทำงานแบบผสมผสาน เป็นการวางตำแหน่งบริษัทให้เติบโตและสร้างมูลค่าได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว” ซึ่งได้คาดการณ์ว่าร้อยละ 75 ของพนักงานภายในองค์กรต่างจะหันมาลงทุนทางด้านอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ใหม่เพื่อนำไปสนับสนุนงานในรูปแบบไฮบริดมากขึ้น
 
อย่างไรก็ตาม เมื่อมองย้อนเส้นทางการซื้อขายด้านโซลูชันการทำงานแบบไฮบริด HP มีการปูทางไว้ก่อนแล้ว โดยเมื่อสองปีก่อนหน้านี้ HP ได้เข้าซื้อกิจการ Teradici บริษัทซอฟแวร์และโปรโตคอล (PCoIP) สำหรับบีบอัดและขยายขนาดภาพและเสียง ที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงเทพมหานคร และแวนคูเวอร์ จึงไม่แปลกใจที่ HP จะมีโซลูชันการทำงานแบบไฮบริดที่แข็งแกร่งและพร้อมนำเสนอให้สู่ลูกค้าได้อย่างชัดเจนในอนาคต
 
Enrique Lores ประธานและซีอีโอของ HP ได้กล่าวว่า “การผสมผสานระหว่าง HP และ Poly ทำให้เกิดพอร์ตโฟลิโอชั้นนำด้านโซลูชันการทำงานแบบไฮบริดในตลาดขนาดใหญ่และกำลังเติบโต” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Poly จะถูกยกระดับเพื่อเสริมศักยภาพช่วยให้ HP สามารถเจาะพื้นที่ตลาดอุปกรณ์ต่อพ่วงที่มีมูลค่ากว่า 110,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และทาง HP มองว่าการซื้อขายครั้งนี้ จะเพิ่มการเติบโตด้านผลประกอบการของบริษัทฯ ให้มีรายได้รวมกว่า 500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ได้ภายในปี 2025
 

from:https://www.techtalkthai.com/hp-acquire-poly/

[Guest Post] เวสเทิร์น ดิจิตอล ชวนสำรองข้อมูลผ่านทิปส์แสนง่ายในวัน World Backup Day 2022

World Backup Day 2022 (วันสำรองข้อมูลโลก) ตรงกับวันที่ 31 มีนาคม เวียนมาอีกครั้งเพื่อย้ำเตือนให้ทุกคนเห็นความสำคัญของการสำรองข้อมูลและทำให้เป็นกิจวัตรประจำวัน วันนี้ก่อนวันเมษาหน้าโง่ (April Fool’s Day) หนึ่งวัน เพราะอยากให้เหตุการณ์ข้อมูลที่มีอยู่หายไปโดยที่ไม่ทันได้คาดคิด เพียงแค่ไม่เคยสนใจที่จะแบ็คอัพข้อมูลไว้เลย เป็นเพียงแค่เรื่องล้อกันเล่นขำๆ เท่านั้น

แน่นอนการที่เราทำงานหรือเรียนจากทางไกลเป็นเวลานาน ข้อมูลดิจิทัลบนคอมพิวเตอร์พีซี แล็ปท็อป แท็บเล็ต และสมาร์ทโฟนจะถูกสร้างขึ้นอย่างรวดเร็วและยิ่งเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นการสำรองข้อมูลจึงเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่ง นั้นก็เพราะอุปกรณ์เหล่านี้ไม่ได้เก็บเพียงแค่ภาพถ่ายและวิดีโอต่าง ๆ แต่ยังต้องเก็บไฟล์สำคัญอื่น ๆ เช่น เอกสารงานและไฟล์ที่เป็นความลับด้วยเช่นกัน และในโอกาสที่ World Backup Day มาถึง เวสเทิร์น ดิจิตอล ผู้นำด้านโซลูชันการจัดเก็บข้อมูล อยากชวนให้ทุกคนหันมาเห็นความสำคัญของการสำรองข้อมูลและหมั่นสำรองข้อมูลกันเป็นระยะๆ ผ่านด้วยทิปส์ดีๆ เหล่านี้
 
#1 ถ้าข้อมูลเยอะ แนะนำให้หาฮาร์ดดิสก์แบบพกพาสำหรับเพิ่มความจุไว้สักอัน
 
ปัจจุบันข้อมูลบนโลกดิจิทัลที่สร้างขึ้นมีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกวันและขนาดไฟล์ก็ใหญ่ขึ้น พื้นที่จัดเก็บข้อมูลที่มีอยู่อาจไม่เพียงพออีกต่อไป ทั้งนักเรียน นักศึกษา และคนทำงานต่างก็ต้องการพื้นที่จัดเก็บข้อมูลที่ใหญ่ขึ้นเพื่อจัดเก็บไฟล์มีเดียต่างๆ
 
หากต้องการพื้นที่ความจุเพิ่มเติมสำหรับจัดเก็บข้อมูล คุณสามารถเลือกใช้ WD My Passport ฮาร์ดดิสก์ (HDD) แบบพกพาได้ ไดรฟ์รุ่นนี้ผ่านการพิสูจน์แล้วว่าทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและเชื่อถือได้ สามารถใช้งานได้อย่างมั่นใจและใช้งานง่าย ขนาดกะทัดรัดเพียงแค่ฝ่ามือ ดีไซน์ทันสมัย ความจุที่ให้มาเพียงพอสำหรับจัดเก็บ ภาพถ่าย วิดีโอ เพลง และเอกสารอันมีค่าของคุณ ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีฟีเจอร์การดูแลรักษาข้อมูลดิจิตอลของคุณในฮาร์ดดิสก์ให้ปลอดภัยและเป็นความลับด้วยการเข้ารหัสผ่าน เรียกว่าจับคู่การทำงานได้อย่างลงตัวทีเดียว
 
#2 เน้นโอน-ถ่ายข้อมูลเร็ว พกพาง่าย แนะนำให้เปลี่ยนไปใช้ SSD แบบพกพา
 
หากคุณต้องเดินทางตลอดเวลาและการใช้เวลาไปกับสิ่งต่าง ๆ เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับคุณ WD My Passport SSD น่าจะเป็นอุปกรณ์คู่ใจที่โอน-ถ่ายข้อมูลได้เร็วเพียงพริบตาเดียว ทำให้คุณเข้าถึงไฟล์ดิจิทัลต่างๆ ได้ทุกที่ทุกเวลา พร้อมความจุที่มีให้เลือกสูงถึง 4TB และเป็นไดร์ฟแบบพกพาที่มีแข็งแรง ทนทาน ทนต่อแรงกระแทกและการสั่นสะเทือน รองรับการตกกระแทกได้ในระดับความสูง 1.98 เมตร
 
#3: พกแฟลชไดรฟ์ที่มีขั้วต่อแบบ 2-in-1 ที่ทำงานร่วมกับอุปกรณ์ประเภทต่างๆ ได้
 
SanDisk Ultra Dual Drive Luxe USB Type-C ใครก็ตามที่กำลังมองหา “สตอเรจ” สำหรับเก็บข้อมูลที่ใช้งานร่วมกับสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตที่มีพอร์ต USB Type-C™ และต้องเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่างๆ ที่เป็นพอร์ตแบบ Type-A ขอแนะนำแฟลชไดร์ฟแบบเมทัลดีไซน์ อย่าง SanDisk Ultra® Ultra Dual Drive Luxe USB Type-C  ที่จะปลดล็อคปัญหาเมมเต็ม คุณจะถ่ายภาพได้มากขึ้นและสามารถเข้าถึงไฟล์ ย้ายไฟล์ระหว่างสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต Mac และ USB Type-A ที่มี USB Type-C ได้อย่างง่ายดาย
 
SanDisk iXpand Flash Drive Luxe แฟลชไดรฟ์ 2-in-1 ที่ใช้งานได้กับทั้ง iPhone, iPad Pro, Mac, โทรศัพท์ Android™ และอุปกรณ์ต่างๆ ที่เป็นพอร์ตเชื่อมต่อ USB Type-C™ เพราะแฟลชไดร์ฟรุ่นนี้เป็นหัวเชื่อมต่อที่มีทั้ง lightning และ Type-C ดังนั้นคุณจึงมั่นใจได้ว่าจะเข้าถึงและย้ายไฟล์ระหว่างอุปกรณ์สองประเภทได้อย่างราบรื่น และยังสามารถบอกลาการส่งรูปภาพถึงตัวคุณเองผ่านอีเมลไปได้เลย โดยไม่ต้องเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต เพียงแค่เชื่อมต่อผ่านพอร์ต USB 3.0 ความเร็วสูงเท่านั้น คุณก็จะได้พื้นที่จัดเก็บรูปภาพ วิดีโอ และเกมที่เพิ่มมากขึ้นกว่าที่มีอยู่
คุณจะมีเวลาเหลือเฟือไปทำอย่างอื่นได้สบาย เพราะต่อไปนี้การสำรองข้อมูลดิจิทัลจะเป็นเรื่องที่แสนง่าย เพียงเชื่อมต่อไดร์ฟหรือแฟลชไดร์ฟเข้ากับอุปกรณ์ ติดตั้ง และแค่รอ จากนั้นฟีเจอร์สำรองข้อมูลจะเริ่มเก็บบันทึกเนื้อหาที่คุณสร้างขึ้นในทุกวัน เช่น รูปภาพ วิดีโอ และอื่นๆ อย่างอัตโนมัติ
 
คุณจะคิดได้ว่าการสำรองข้อมูลนั้นสำคัญแค่ไหน ก็ตอนที่ไฟล์สำคัญๆ รูปภาพ หรือ วิดีโอที่มีค่าได้สูญหายไปแล้ว ดังนั้นอย่าทำเป็นเล่นไป…รีบไปสำรองข้อมูลที่สำคัญไว้ตั้งแต่ตอนนี้เลยจะดีกว่า!

from:https://www.techtalkthai.com/western-digital-world-backup-day-2022/

[Guest Post] ระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์กลายเป็นวาระสำคัญในที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทขององค์กรในอาเซียน อันเป็นผลจากความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเพราะสถานการณ์โรคระบาดครั้งใหญ่

กรุงเทพฯ – 22 มีนาคม 2565 – พาโล อัลโต้ เน็ตเวิร์กส์ (NASDAQ: PANW) ผู้นำระดับโลกด้านระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ เปิดเผยงานวิจัยฉบับใหม่ที่พบว่า คณะกรรมการบริษัทของเหล่าผู้นำธุรกิจในอาเซียนให้ความสำคัญกับปัญหาด้านระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์อันเป็นผลสืบเนื่องจากความเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากสถานการณ์โควิด-19 โดยงานศึกษาวิจัยเรื่อง “สถานการณ์ระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ในอาเซียน” ได้สำรวจแนวทางการรับมือต่อความท้าทายด้านระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ในปี 2564 รวมทั้งมุมมองในอนาคตของปัญหานี้ และได้รับคำตอบจากตัวแทนภาคธุรกิจกว่า 500 คน ในประเทศสิงค์โปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และไทย

ดร ธัชพล โปษยานนท์, ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยและอินโดจีน ของพาโล อัลโต้ เน็ตเวิร์กส์

ธุรกิจให้ความสำคัญสูงสุดกับระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์

ในภาวะที่โรคระบาดยังไม่คลี่คลาย ระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ได้ขยับขึ้นมาเป็นวาระสำคัญของหลายธุรกิจในอาเซียน โดยส่วนใหญ่ (92%) เชื่อว่าปัจจุบันผู้นำธุรกิจให้ความสำคัญกับระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์อย่างมาก โดยเกือบ 3 ใน 4 (74%) ยังเชื่อว่าผู้บริหารระดับสูงของตนเองใส่ใจกับระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์เพิ่มมากขึ้น ดังเห็นได้จากเกือบครึ่งหนึ่ง (46%) มีการหารือด้านปัญหาระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ในระดับคณะกรรมการทุกไตรมาส และกว่า 38% มีการยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาพูดคุยกันทุกเดือน

นอกจากนี้ เหล่าผู้บริหารยังดำเนินมาตรการอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อเสริมประสิทธภาพระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ขององค์กร ดังเห็นได้จากการที่องค์กรต่างๆ กว่า 96% รายงานว่ามีทีมไอทีภายในที่ดูแลเรื่องการจัดการความเสี่ยงด้านไซเบอร์โดยเฉพาะ และกว่าสองในสาม (68%) ระบุว่ามีแผนที่จะเพิ่มงบประมาณด้านระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ในปี 2565 เนื่องจากต้องการนำระบบรักษาความปลอดภัยรุ่นใหม่ที่มีประสิทธิภาพมาใช้งาน (48%) มีความจำเป็นที่จะต้องจัดการกับช่องโหว่ในระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ (46%) และเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานในด้านดังกล่าว (44%) และกว่า 73% ขององค์กรต่างๆ ในไทยได้เพิ่มงบประมาณด้านระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ของปี 2565 ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในอาเซียน

โรคระบาดใหญ่ครั้งนี้เสมือนเป็นตัวเร่งที่ทำให้ผู้นำธุรกิจในอาเซียนตระหนักและให้ความสำคัญกับมาตรการป้องกันด้านระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ของตนเองมากขึ้น โดยหลายแห่งยอมรับว่าผลอันหนักหน่วงที่เกิดขึ้นกระทบต่อความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจของตนเอง และภายใต้การบริหารจัดการบุคลากรที่ทำงานจากทางไกลในสภาพแวดล้อมหลักที่เป็นระบบดิจิทัล ดังนั้นจึงต้องนำระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์เข้ามาผสานรวมในการดำเนินงานทุกด้านของธุรกิจ และถือเป็นส่วนหนึ่งของทุกการดำเนินงานในองค์กรเอียน ลิม ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายรักษาความปลอดภัยภาคสนามของ พาโล อัลโต้ เน็ตเวิร์กส์ กล่าว “ภัยคุกคามที่เกิดขึ้นใหม่โดยไม่คาดคิดยังคงสั่นคลอนธุรกิจทุกขนาดและทุกวงการอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ผู้นำด้านเทคโนโลยีและผู้นำธุรกิจจึงต้องจับมือร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อต่อสู้กับความท้าทายเหล่านี้อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

เทรนด์การทำงานจากทางไกลทำให้เกิดปัญหาใหม่ด้านระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์

ปัจจุบันถือเป็นเรื่องปกติที่พนักงานต้องการเข้าถึงระบบได้จากทางไกลไม่ว่าจะทำงานจากที่ใดก็ตาม แต่โครงสร้างระบบในหลายธุรกิจไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรองรับสถานการณ์เช่นนี้ ดังนั้นจึงไม่แปลกที่การทำงานลักษณะดังกล่าวได้ก่อให้เกิดปัญหาใหม่ๆ ด้านระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ตามมา

ผู้ตอบแบบสำรวจระบุว่า ในบรรดาปัญหาทั้งหมด เรื่องที่เกี่ยวข้องโดยตรงที่สุดก็คือ จำนวนธุรกรรมดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นกับซัพพลายเออร์หรือบุคคลภายนอก (54%) ความจำเป็นที่จะต้องจัดหาโซลูชันด้านระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้นเพื่อป้องกันภัยคุกคามไซเบอร์ (54%) และอุปกรณ์ IoT ที่ไม่มีการเฝ้าระวังหรือไม่ปลอดภัยซึ่งเชื่อมต่ออยู่กับเครือข่ายองค์กร (51%) ขณะที่มีการระบุว่าความเสี่ยงจากอุปกรณ์ส่วนตัวและเครือข่ายในบ้านที่เข้าถึงเครือข่ายองค์กรถือเป็นความกังวลสูงสุดประการหนึ่งขององค์กรในประเทศไทย (59%)

ในปี 2564 องค์กรส่วนใหญ่ในอาเซียน (94%) ยังพบกับการโจมตีที่เพิ่มขึ้น โดยเกือบหนึ่งในสี่ (24%) พบว่าเพิ่มขึ้น 50% และยังมีการโจมตีทางไซเบอร์ที่สร้างความเสียหายเพิ่มขึ้นด้วย

สถาบันการเงินตกเป็นเป้าหมายหลัก แต่เชื่อมั่นว่าเตรียมรับมือการโจมตีได้ดีที่สุด

จากการสำรวจกลุ่มธุรกิจทั้งหมด ธุรกิจบริการทางการเงิน (45%) และฟินเทค (42%) ยอมรับอย่างชัดเจนว่ามีความเสี่ยงต่อการโจมตีทางไซเบอร์สูงที่สุด และข้อที่เป็นกังวลมากที่สุดก็คือ การโจมตีด้วยมัลแวร์

อย่างไรก็ดี ธุรกิจทั้งสองกลุ่มมีความมั่นใจสูงสุดต่อมาตรการของตนเองในด้านระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ที่ช่วยปกป้องการโจมตีที่เกิดขึ้น ความมั่นใจดังกล่าวอาจมาจากความใส่ใจระดับสูงในด้านระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ ซึ่งพบในผู้นำธุรกิจบริการด้านการเงิน (79%) และฟินเทค (76%) มากกว่าค่าเฉลี่ย 74% และแบบสำรวจยังสะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่อยู่ในระดับค่อนข้างสูง (35%) ในกลุ่มองค์กรของประเทศไทย เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศในกลุ่มอาเซียนอื่นๆ โดยมองว่ามีความเสี่ยงต่ำสุดแม้จะมีจำนวนธุรกรรมดิจิทัลเพิ่มขึ้นก็ตาม

ยุทธศาสตร์การปรับตัวด้านระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์สำหรับโลกยุคหลังโควิด

โควิด-19 ทำให้การทำงานและกิจกรรมสันทนาการต่างๆ ย้ายขึ้นสู่แพลตฟอร์มออนไลน์มากขึ้น ดังนั้นองค์กรในอาเซียนต่างคาดการณ์ว่า หนึ่งในแนวโน้มด้านระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ที่ต้องเฝ้าระวังมากที่สุดในปี 2565 ก็คือ การโจมตีทางไซเบอร์ต่อความปลอดภัยส่วนบุคคล แต่ในอีกด้านหนึ่งองค์กรต่างๆ กลับเร่งเดินหน้าการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัล โดยเพิ่มการลงทุนในแอปพลิเคชันมือถือ (58%) เพิ่มบุคลากรที่ทำงานจากทางไกล (57%) และเพิ่มการลงทุนในอุปกรณ์อัจฉริยะต่างๆ (57%) ส่วนประเทศไทยนั้นถือเป็นอันดับสองในกลุ่มประเทศอาเซียนโดย 77% ของผู้นำองค์กรในไทยให้ความสำคัญกับมาตรการระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ยุคหลังโควิด ดังนั้น จึงเชื่อว่าจะเกิดความตระหนักในด้านระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์เพิ่มมากขึ้น

ผลจากโรคระบาดครั้งใหญ่ทำให้เทคโนโลยีดิจิทัลผสานรวมกับสถานที่ทำงานมากขึ้น ด้วยเหตุนี้ 9 ใน 10 (90%) ขององค์กรในอาเซียนจึงปรับปรุงกลยุทธ์ระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์เพื่อให้สามารถป้องกันการโจมตีที่เกิดขึ้น โดยแผนการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ในประเทศไทยยุคหลังโรคระบาดใหญ่ 5 อันดับแรกประกอบด้วย การใช้ระบบรักษาความปลอดภัยบนคลาวด์ (61%) การประสานงาน การรับมือ และระบบอัตโนมัติด้านการรักษาความปลอดภัย (56%) การปรับปรุงการตรวจจับภัยคุกคามและระบบ/แพลตฟอร์มที่เกี่ยวข้อง (53%) การใช้กลยุทธ์ระบบรักษาความปลอดภัย 5G (51%) และการปกป้อง IoT / OT (48%)

การจะมีส่วนร่วมในเส้นทางการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัลของไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น องค์กรจะต้องออกแบบและใช้กลยุทธ์ระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ที่เชื่อถือได้และมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นเรื่องดีที่ได้ทราบว่าองค์กรในไทยต่างมุ่งหน้าไปในทิศทางที่ถูกต้องเพื่อบรรลุเป้าหมายความปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติในอนาคตข้างหน้าได้อย่างปลอดภัย อย่างไรก็ดี องค์กรต่างๆ ยังต้องเดินหน้าอย่างต่อเนื่องเพื่อเตรียมการรับมือกับผลกระทบที่ไม่คาดคิด และลดความเสี่ยงด้วยมาตรการที่เหมาะสมดร. ธัชพล โปษยานนท์ ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยและอินโดจีน ของพาโล อัลโต้ เน็ตเวิร์กส์ กล่าว

แนวปฏิบัติที่ดีและข้อแนะนำบางประการสำหรับองค์กรต่างๆ เพื่อการรับมือกับภัยคุกคามระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ มีดังนี้

●     จัดทำการประเมินระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์เพื่อให้เข้าใจ ควบคุม และบรรเทาความเสี่ยงได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยให้องค์กรวางมาตรการรับมือได้ตามลำดับความสำคัญและสามารถกำหนดทรัพยากรที่จำเป็นต้องใช้เพื่อป้องกันการโจมตีที่ซับซ้อนได้อย่างเหมาะสม

●     ใช้กรอบการทำงานแบบ “ไม่วางใจทุกส่วน” (Zero Trust) เพื่อรับมือกับภัยคุกคามระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ในปัจจุบัน และออกแบบสถาปัตยกรรมบนแนวคิด “คาดว่าจะมีช่องโหว่” และใช้เทคโนโลยีเพื่อช่วยตรวจสอบความถูกต้องอย่างต่อเนื่องให้กับการติดต่อสื่อสารด้านดิจิทัล รวมถึงการเตรียมแผนรับมือเร่งด่วนเพื่อให้สามารถจัดการกับสัญญาณบอกเหตุช่องโหว่ได้อย่างรวดเร็ว

●     เลือกพันธมิตร ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ เพราะพันธมิตรระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ที่ดีจะช่วยมอบข่าวสารและความรู้ด้านภัยคุกคามล่าสุด และให้คำแนะนำที่ปฏิบัติได้จริงเกี่ยวกับวิธีการสร้างสถาปัตยกรรมที่สามารถรับมือและปรับตัวทางไซเบอร์ได้ในทุกสภาพแวดล้อมระบบ (เช่น ในองค์กร คลาวด์ และอุปกรณ์ส่วนปลาย)

หมายเหตุ

การสำรวจครั้งนี้ดำเนินการทางออนไลน์ในเดือนพฤศจิกายน 2564 ร่วมกับผู้มีอำนาจตัดสินใจด้านไอทีขององค์กรและผู้นำธุรกิจ รวมทั้งสิ้น 500 คน ในห้าอุตสาหกรรมหลักในอาเซียน ได้แก่ บริการด้านการเงิน รัฐบาล/องค์กรภาครัฐ โทรคมนาคม ธุรกิจค้าปลีก และฟินเทค โดยมีผู้ตอบแบบสอบถามประเทศละ 100 คน ทั้งจากสิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และไทย

เกี่ยวกับพาโล อัลโต เน็ตเวิร์กส์

พาโล อัลโต เน็ตเวิร์กส์ ผู้นำระดับโลกด้านระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ กำลังขับเคลื่อนอนาคตที่เน้นระบบคลาวด์ด้วยเทคโนโลยีที่เปลี่ยนวิธีการทำงานของผู้คนและองค์กร พันธกิจของเราคือการเป็นพันธมิตรด้านความปลอดภัยไซเบอร์สำหรับลูกค้าเพื่อปกป้องวิถีชีวิตดิจิทัล ช่วยจัดการกับความท้าทายด้านความปลอดภัยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกด้วยนวัตกรรมที่มีความทันสมัยที่สุดด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) การวิเคราะห์ ระบบอัตโนมัติ และการประสานงาน ด้วยการนำเสนอแพลตฟอร์มแบบองค์รวมและส่งเสริมระบบนิเวศของคู่ค้าที่กำลังเติบโต พาลา อัลโต้ เน็ตเวิร์กส์ เปรียบเสมือนแนวหน้าให้กับองค์กรหลายหมื่นแห่งในการปกป้องระบบคลาวด์ เครือข่าย และอุปกรณ์เคลื่อนที่ วิสัยทัศน์ของเราก็คือการเพิ่มความปลอดภัยให้ดียิ่งขึ้นในทุกๆ วัน โดยสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.paloaltonetworks.com

Palo Alto Networks และโลโก้ Palo Alto Networks เป็นเครื่องหมายการค้าของ Palo Alto Networks, Inc. ในสหรัฐอเมริกาและในขอบเขตอำนาจศาลแห่งอื่นๆ ทั่วโลก สำหรับเครื่องหมายการค้า ชื่อการค้า หรือเครื่องหมายบริการอื่นใดทั้งหมดที่ใช้หรือกล่าวถึง ณ ที่นี้ ถือเป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้าของรายการดังกล่าว

from:https://www.techtalkthai.com/palo-asean-cybersecurity-trends-2022-whats-next-in-post-covid/

[Guest Post] Veeam ช่วยให้ KBank ประหยัดเวลาได้ 900 ชั่วโมง ประหยัดค่าใช้จ่ายด้านไอทีกว่า 70,000 ดอลลาร์

กรุงเทพมหานคร 14 มีนาคม พ.ศ. 2565 : Veeam® Software ผู้นำด้านโซลูชันการสำรองข้อมูล การกู้คืน และการจัดการข้อมูลที่มีระบบปกป้องข้อมูลที่ทันสมัย ขอประกาศว่าปัจจุบันธนาคารกสิกรไทย (KBank) ซึ่งมีรายชื่ออยู่ใน Forbes Global 2000และเป็นธนาคารที่ใหญ่ที่สุดและประสบความสำเร็จมากที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย ได้แทนที่โซลูชันการสำรองข้อมูลแบบเดิมด้วย Veeam Availability Suite™ Veeam ดำเนินการปกป้องข้อมูลที่บริษัทเทคโนโลยีในเครือของธนาคาร กล่าวคือ กลุ่มเทคโนโลยีทางธุรกิจกสิกรไทย (KBTG) เพื่อสร้างธนาคารดิจิทัลแห่งอนาคตสำหรับลูกค้ากว่า 16.5 ล้านคน Veeam ยังรองรับข้อบังคับการปฏิบัติตามข้อกำหนดความเป็นส่วนตัวของข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย และช่วย KBank ประหยัดเวลาในงานธุรการ 900 ชั่วโมงในแต่ละเดือน และค่าใช้จ่ายด้านไอที 70,000 ดอลลาร์ในแต่ละปี

นายตะวัน จิตรถเวช Chief Technology Officer (CTO) กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป กล่าวว่า “การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลคือสิ่งสำคัญทางธุรกิจอันดับแรกสำหรับ KBank ข้อกำหนดที่สำคัญประการหนึ่งสำหรับการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลคือระบบปกป้องข้อมูลที่ทันสมัย แต่โซลูชันการสำรองข้อมูลแบบเดิมของธนาคารไม่สามารถทำได้ ในการสำรองข้อมูลเราจำเป็นต้องตรวจสอบด้วยตนเองทุกครั้งว่าสำเร็จหรือล้มเหลวและทำการสำรองข้อมูลที่ล้มเหลวอีกครั้ง การกู้คืนเป็นปัญหาอีกประการหนึ่ง ทำได้ยากและช้า ในบางกรณีเราอาจใช้เวลากู้คืนฐานข้อมูลเดียวมากกว่าสี่ชั่วโมง ซึ่งไม่ตรงตามข้อกำหนดทางธุรกิจหรือไม่รองรับข้อกำหนดที่บังคับ โซลูชันแบบเดิมที่มีความท้าทายเพิ่มขึ้น เนื่องจากเป็นระบบที่ใช้เอเจนต์ ดังนั้นผู้ดูแลระบบไอทีจึงใช้เวลาติดตั้ง บำรุงรักษา และแพทช์เอเจนต์ในแต่ละระบบและแอปพลิเคชันถึงสี่เดือน ระบบและแอปพลิเคชันทำงานทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง ดังนั้นผู้ดูแลระบบจึงต้องขอ downtime สำหรับแต่ละระบบและแอปพลิเคชัน การอัพเกรดเอเจนต์ประสานงานเป็นเรื่องยากและใช้เวลานาน”

“ระบบและแอปพลิเคชันเป็นหัวใจสำคัญในการดำเนินธุรกิจของ KBank ระบบข้อมูลลูกค้าจะช่วยให้พนักงานจัดการความสัมพันธ์กับลูกค้า ระบบประมวลผลการชำระเงินจะช่วยให้ลูกค้าชำระค่าบริการ และเครื่องมือข่าวกรองธุรกิจจะวิเคราะห์ข้อมูลที่ใช้ในการพัฒนาและปรับปรุงข้อเสนอทางดิจิทัล  การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลต้องมีระบบปกป้องข้อมูลที่ทันสมัย และ Veeam ไม่เพียงแต่ทำให้ระบบปกป้องข้อมูลทันสมัยเท่านั้น แต่ยังช่วยให้มั่นใจว่ามีการปกป้องข้อมูลอยู่เสมอและช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานเพราะเชื่อถือได้และใช้งานง่าย ความสมบูรณ์ของผลิตภัณฑ์ของ Veeam และความรับผิดชอบต่ออุตสาหกรรมนั้นน่าชื่นชม” นายตะวัน กล่าว

Veeam สำรองข้อมูล 2 PB ใน 1,800 VMs และ 120 physical machines ไปยัง Hewlett Packard Enterprise (HPE) StoreOnce ในระบบคลาวด์ในสถานที่ที่ปลอดภัย StoreOnce จำลองข้อมูลไปยังไซต์แยกต่างหากเพื่อปฏิบัติตามข้อบังคับและกู้คืนจากความเสียหาย (DR) เนื่องจาก Veeam ทำงานผสานรวมกับ HPE StoreOnce Catalyst การสำรองข้อมูลจึงรวดเร็วและเชื่อถือได้ และการกู้คืนใช้เวลาไม่กี่นาที ไม่ใช่หลายชั่วโมงเหมือนโซลูชันแบบเดิม

นายตะวัน จิตรถเวช Chief Technology Officer (CTO) กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป กล่าวเพิ่มเติมว่า Instant VM Recovery® และ Veeam Explorers™สำหรับ Oracle และ Microsoft SQL Server เป็นคุณลักษณะที่ผู้ดูแลระบบชื่นชอบ เพราะช่วยลดเวลาการกู้คืนได้ถึง 300% อีกสิ่งหนึ่งที่ชื่นชอบคือ Veeam DataLabs™ เพราะผู้ดูแลระบบสามารถสร้างสภาพแวดล้อมแบบแยกส่วนเพื่อตรวจสอบความสามารถในการกู้คืนข้อมูลสำรอง (SureBackup®) และแบบจำลอง (SureReplica) สำหรับการปฏิบัติตามข้อบังคับ ก่อนที่จะปรับใช้ Veeam การตรวจสอบความสามารถในการกู้คืนเพื่อปฏิบัติตามข้อกำหนดนั้นใช้เวลาหลายเดือน แต่ตอนนี้ใช้เวลาเพียงหนึ่งสัปดาห์  Veeam ได้ปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างมาก นอกจากนี้ยังช่วยเราแก้ไขประเด็นด้านไอทีในเชิงรุก Veeam ให้ทัศนวิสัยผ่านการตรวจสอบ การรายงาน และการวางแผนความจุ ทำให้เราสามารถปกป้องธุรกิจด้วยการแก้ไขเรื่องที่เป็นประเด็นก่อนที่จะพัฒนาเป็นปัญหา”


การปกป้องธุรกิจเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ดังนั้นผู้ดูแลระบบจึงใช้ Veeam Staged Restore เพื่อสแกนข้อมูลสำรองตรวจหามัลแวร์ก่อนที่จะกู้คืน KBank กำลังพิจารณา Veeam’s hardened Linux repository สำหรับการสำรองข้อมูลที่ไม่เปลี่ยนรูปเพื่อเพิ่มการป้องกันแรนซัมแวร์ และจะทดสอบ Veeam Continuous Data Protection (CDP) เพื่อปรับปรุงความยืดหยุ่นของภาระงานที่สำคัญ ทั้งยังสนใจความสามารถในการดูแลคอนเทนเนอร์ที่ Kasten ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีที่ Veeam Software เข้าซื้อกิจการ นำเสนอสำหรับการสำรองข้อมูลและ DR ของ Kubernetes “Veeam มีวิธีปรับปรุงประสิทธิภาพมากมายเพื่อประหยัดเวลาและยังช่วยประหยัดเงินด้วยการผสานรวมกับ HPE StoreOnce จะเพิ่มอัตราการขจัดข้อมูลซ้ำซ้อนของเราเป็น 4:1 ซึ่งช่วยประหยัดพื้นที่จัดเก็บข้อมูลสำรอง และ Veeam ยังช่วยประหยัดค่าลิขสิทธิ์รายปี


from:https://www.techtalkthai.com/veeam-partnership-kbank/

[Guest Post] AWS ประกาศแผนเตรียมเพิ่มบริการด้านโครงสร้างพื้นฐานระบบคลาวด์มายังประเทศไทยด้วย AWS Local Zone แห่งใหม่ในกรุงเทพมหานคร

AWS Local Zone ที่มีแผนเตรียมจะให้บริการนี้จะเพิ่มความเร็วในการเชื่อมต่อ (Latency) กับอุปกรณ์ Edge กับคลาวด์ให้เร็วขึ้นเหลือเพียงหลักหน่วยของมิลลิวินาที (single-digit millisecond)

AWS Local Zone ในกรุงเทพฯ ที่จะพร้อมใช้ในอีก 2 ปีข้างหน้า จะเป็นการเพิ่มเติมจาก AWS Local Zones ทั้ง 16 แห่งที่มีอยู่ทั่วสหรัฐอเมริกา และอีก 32 แห่ง ที่มีแผนจะเปิดตัวใน 25 ประเทศทั่วโลก ทำให้เข้าถึงผู้ใช้ปลายทางจำนวนหลายร้อยล้านคน

กรุงเทพฯ 2 มีนาคม 2565  – อะเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส (Amazon Web Services: AWS) บริษัทในเครือ Amazon.com, Inc. ประกาศแผนเตรียมเพิ่มบริการใหม่ที่มีชื่อว่า AWS Local Zone ในกรุงเทพฯ AWS Local Zone ดังกล่าวเป็นการต่อยอดบริการด้านการเชื่อมต่อของอุปกรณ์ Edge กับคลาวด์ ที่มีให้บริการในประเทศไทยก่อนหน้านี้ ซึ่งได้แก่ Amazon Cloudfront และ AWS Outposts AWS Local Zone แห่งใหม่ในกรุงเทพฯ เป็นส่วนหนึ่งของ AWS Local Zone ที่มีอยู่แล้ว 16 แห่งทั่วสหรัฐอเมริกาและอีก 32 แห่งที่วางแผนจะเปิดตัวใน 25 ประเทศทั่วโลกเริ่มในปี 2565 ซึ่งมอบประสิทธิภาพ latency ในหลักหน่วยของมิลลิวินาที (single-digit millisecond) ที่ Edge ของคลาวด์ให้กับผู้คนหลายร้อยล้านคนทั่วโลก

AWS Local Zones คือประเภทของการบริการด้านโครงสร้างพื้นฐานที่นำการประมวลผล จัดเก็บข้อมูล ดาต้าเบส และบริการอื่น ๆ ของ AWS ที่ประมวลผลบนคลาวด์มาไว้ใกล้กับต้นทางข้อมูลมากยิ่งขึ้น เพื่อให้บริการใกล้กับประชากร, ภาคอุตสาหกรรมและ ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศขนาดใหญ่ต่าง ๆ ซึ่งช่วยให้ลูกค้าสามารถติดตั้งใช้งานแอปพลิเคชันที่ต้องการความเร็วในการเชื่อมต่อจากผู้ใช้ปลายทางหรือศูนย์ข้อมูลแบบ on-premises ไปยังคลาวด์โดยมี latency (ความเร็วของการรับและส่งกลับของข้อมูลจากต้นทางไปยังปลายทาง) เพียงหลักหน่วยของมิลลิวินาที (single-digit millisecond) AWS Local Zones ช่วยให้ลูกค้าสามารถใช้บริการหลักของ AWS ได้ในพื้นที่ต่าง ๆ ในขณะที่ยังเชื่อมต่อกับงาน (workloads) ส่วนอื่นๆ ที่เรียกใช้อยู่ใน AWS Regions ได้อย่างราบรื่น โดยยังสามารถปรับขนาดตามความต้องการ คิดราคาตามการใช้งาน (pay-as-you-go) มีส่วนต่อประสานโปรแกรมประยุกต์ (application programming interfaces: API) และชุดเครื่องมือต่างๆบนคลาวด์ได้ หากต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ AWS Local Zones โปรดเข้าไปที่ aws.amazon.com/about-aws/global-infrastructure/localzones

ลูกค้าส่วนใหญ่ที่มีการใช้งานแอปพลิเคชันโดยเรียกใช้งานจาก AWS Regions ที่มีความต้องการในเรื่อง latency ที่จำเป็น อย่างไรก็ตาม สำหรับแอปพลิเคชันที่ต้องการ latency ที่ต่ำมาก ๆ โดยเฉพาะลูกค้าที่ต้องการให้โครงสร้างพื้นฐานของ AWS ใกล้กับผู้ใช้ปลายทางหรือศูนย์ข้อมูลแบบ on-premises ยิ่งขึ้นเพื่อรองรับประสบการณ์ที่ราบรื่น บริการ AWS Local Zones นี้จะช่วยให้ลูกค้าของ AWS ในประเทศไทย ที่สร้างแอปพลิเคชันต่าง ๆ เช่น การเล่นเกมแบบเรียลไทม์จากระยะไกล การสร้างคอนเทนต์สื่อและความบันเทิง การสตรีมถ่ายทอดสด การจำลองทางวิศวกรรม เทคโนโลยี Augmented Reality (AR) และ Virtual Reality (VR) การแปลผลแมชชีนเลิร์นนิง (Machine Learning: ML) ที่ Edge และอื่น ๆ อีกมากมาย สามารถมอบประสิทธิภาพความเร็วในหลักหน่วยของมิลลิวินาที (single-digit millisecond) แก่ผู้ใช้ปลายทางของพวกเขา AWS จัดการและให้บริการ Local Zones ซึ่งหมายความว่าลูกค้าในประเทศไทย ไม่จำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่ายและความพยายามในการจัดซื้อ ดำเนินการ ตลอดจนบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับแอปพลิเคชันที่มี latency ต่ำ นอกจากนี้ AWS Local Zones ยังช่วยให้ลูกค้าที่ต้องการเก็บข้อมูลอยู่ในประเทศไทย สามารถใช้งานแบบไฮบริดโดยเรียกใช้แอปพลิเคชันบางส่วนในศูนย์ข้อมูลแบบ on-premises และเชื่อมต่อกับคลาวด์ของ AWS ได้อย่างราบรื่น โดยมี latency ที่ต่ำมาก ๆ และยังสามารถใช้บริการ APIs และเครื่องมือของ AWSบนคลาวด์ ที่คุ้นเคยได้อย่างราบรื่น ลูกค้าสามารถเชื่อมต่อกับ AWS Local Zones ผ่านการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตหรือใช้ AWS Direct Connect ซึ่งเป็นบริการบนคลาวด์ที่เชื่อมระหว่างเครือข่ายขององค์กรถึง AWS โดยตรง เพื่อมอบประสิทธิภาพที่ทั้ง มั่นคงสม่ำเสมอ ปลอดภัย และมี ประสิทธิภาพของการได้รับ latency ที่ต่ำ โดยการเชื่อมโยงเส้นทางการรับส่งข้อมูลที่เป็นเครือข่าย AWS เฉพาะส่วนตัว (private network)

“เราทราบดีว่าการสร้างแอปพลิเคชันที่มี latency ต่ำมากเพื่อประสบการณ์ที่ราบรื่นของผู้ใช้งานมีความสำคัญในทุกธุรกิจและอุตสาหกรรม ดังนั้นเราจึงรู้สึกตื่นเต้นที่จะทำให้การเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์ Edge กับคลาวด์ เข้าไปใกล้ลูกค้าในประเทศไทยมากขึ้น เพื่อช่วยตอบสนองต่อความต้องการนี้” วัตสัน ถิรภัทรพงศ์ Country Manager ของ AWS ประจำประเทศไทย กล่าว “AWS Local Zones จะช่วยให้กับองค์กรภาครัฐและเอกชน สตาร์ทอัพที่เต็มไปด้วยนวัตกรรม และพันธมิตรของ AWS สามารถสร้างแอปพลิเคชันชั้นนำรุ่นใหม่ที่มี latency ต่ำให้กับผู้ใช้ปลายทาง โดยได้ประโยชน์จากการประหยัดต้นทุน ความสามารถในการปรับขนาด และความพร้อมใช้งานสูงที่ AWS Local Zone ใหม่นี้เป็นการขยายบริการต่อเนื่องของเราเพื่อสนับสนุนลูกค้าทุกประเภทและมุ่งมั่นที่จะเร่งสร้างนวัตกรรมในประเทศไทย”

Bitkub.com เป็นแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลชั้นนำของประเทศไทย ที่มีลูกค้ากว่า 1.7 ล้านราย ซึ่งใช้งานโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศทั้งหมดบน AWS เพื่อเพิ่มความสามารถในการปรับขนาด ความน่าเชื่อถือ การรักษาความปลอดภัย และประหยัดค่าใช้จ่าย “เรารู้สึกตื่นเต้นสำหรับการประกาศถึง AWS Local Zone ซึ่งจะทำให้บริการคลาวด์ได้ใกล้ชิดกับทีมนักพัฒนาและลูกค้าของเราในประเทศไทยมากยิ่งขึ้น” ภูวดล โพธิทอง ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีของ บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด กล่าว “การเข้าถึงบริการต่าง ๆ ที่มี latency ต่ำ และความสามารถในการเชื่อมต่อได้อย่างราบรื่นกับแอปพลิเคชันที่เหลือของเราที่ใช้งานอยู่ใน AWS Regions จะช่วยพัฒนาประสบการณ์ของลูกค้าและช่วยให้เราสามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ ได้รวดเร็วขึ้น”

ดร.วิชญ์ เนียรนาทตระกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เดลิเทค จำกัด (DailiTech) พันธมิตรที่ปรึกษาขั้นสูงของ AWS (AWS Advanced Consulting Partner) ที่ตั้งอยู่ในกรุงเทพ ซึ่งเริ่มธุรกิจบนระบบคลาวด์และทำงานร่วมกับ AWS มาตั้งแต่ปี 2557 กล่าวว่า “แผนการที่จะมี AWS Local Zone ในประเทศไทยนับเป็นอีกก้าวหนึ่งในความมุ่งมั่นของ AWS ในการช่วยให้ธุรกิจท้องถิ่นเข้าถึงโซลูชันคลาวด์ได้ทั้งแบบสาธารณะและไฮบริด AWS และ DailiTech ได้ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านปฏิบัติการให้กับลูกค้า อย่างเช่น ผู้ให้บริการพลังงานที่ยั่งยืน อย่างเช่น กลุ่มบริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) (Global Power Synergy Public Company Ltd.) เป็นต้น การขยายบริการเพื่อเชื่อมต่อระหว่าง Edge กับคลาวด์อย่างต่อเนื่องของ AWS ในประเทศไทยจะนำพาพลังความสามารถของระบบคลาวด์ เช่น Internet of Things (IoT) เข้ามาใกล้ชิดกับองค์กรต่าง ๆ ของไทยมากยิ่งขึ้น ทำให้เรามีโอกาสมากขึ้นที่จะเปลี่ยนแปลงและเพิ่มประสิทธิภาพให้กับลูกค้าด้านพลังงาน โทรคมนาคม ธนาคาร และการผลิตด้วยแอปพลิเคชันที่มี latency ต่ำมาก ๆ ในระบบคลาวด์”

บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (PTT Oil and Retail Business Public Company Limited: OR) เป็นบริษัท Flagship ของกลุ่ม ปตท. ที่ดำเนินธุรกิจน้ำมันและธุรกิจค้าปลีก “ในปี 2564 OR ได้เริ่มย้ายระบบ Loyalty Management System และ Bluecard ขึ้นมาอยู่บน AWS เนื่องจากบริษัทฯ มุ่งเน้นการวางมาตรฐานและการรักษาความปลอดภัย สิ่งนี้ช่วยให้ OR สามารถลดเวลาในการพัฒนาระบบงาน หรือ แอปพลิเคชันใหม่ ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการทางธุรกิจของเราที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป พร้อมกับความคล่องตัวที่เพิ่มมากยิ่งขึ้น” ไชยวุธ จาตุรงคกุล ผู้จัดการแผนกปฏิบัติการเทคโนโลยีสารสนเทศของ OR กล่าว “ด้วยการที่ AWS ประกาศการแผนการนำ AWS Local Zone มายังประเทศไทย เราสามารถเลือกย้ายระบบงานปัจจุบันของเราไปยังโครงสร้างพื้นฐานใหม่โดยไม่ต้องกังวลเรื่องของ latency ในขณะที่เชื่อมต่อกลับไปยังระบบอื่นๆ ของเราที่ยังคงอยู่ในศูนย์ข้อมูลของ OR ได้อย่างราบรื่น ช่วยให้เราสามารถปลดล็อกความซับซ้อน เร่งการโยกย้ายไปยังคลาวด์ และพัฒนาให้ทันสมัยได้บน AWS”

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการซื้อขายหลักทรัพย์และให้บริการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนควบคุมดูแลให้การซื้อขายหลักทรัพย์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นระเบียบ คล่องตัวและยุติธรรม “บริษัท เซ็ทเทรด ดอท คอม จำกัด บริษัทในกลุ่มตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ให้ความสำคัญในการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อให้บริการลูกค้าได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยใช้บริการคลาวด์ของ AWS ในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการประมวลผล การเก็บข้อมูล เพื่อรองรับ Settrade Streaming ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันซื้อขายหลักทรัพย์บนมือถือ ปัจจุบันมีฐานผู้ใช้บริการเติบโตอย่างต่อเนื่อง คิดเป็นกว่า 80% มาตั้งแต่ปี 2562 สำหรับบริการ AWS ถือว่าตอบโจทย์การใช้งานได้เป็นอย่างดี ด้วยต้นทุนที่เหมาะสม และมีความยืดหยุ่นต่อการใช้งาน” นายถิรพันธุ์ สรรพกิจ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานเทคโนโลยีสารสนเทศ ตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าว “เชื่อว่าแผนการเพิ่ม AWS Local Zone แห่งใหม่ในกรุงเทพฯ จะช่วยลดเรื่องของ latency ในการให้บริการและเพิ่มเสถียรภาพในการเชื่อมต่อ ทำให้ผู้ใช้บริการสามารถส่งข้อมูลส่งถึงกลุ่มลูกค้าได้อย่างรวดเร็วขึ้นด้วย”


เกี่ยวกับอะเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส

ตลอดระยะเวลา 15 ปี อะเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส (Amazon Web Services: AWS) เป็นบริการคลาวด์ที่ครอบคลุมและกว้างขวางที่สุดในโลก AWS ขยายการให้บริการอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับการทำงานบนคลาวด์ทุกรูปแบบ ซึ่งในปัจจุบันมีบริการอย่างเต็มรูปแบบกว่า 200 รายการ สำหรับการคำนวณ การจัดเก็บข้อมูล ฐานข้อมูล ระบบเครือข่าย การวิเคราะห์ การเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning: ML) และปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) อินเตอร์เน็ตในทุกสิ่ง (Internet of Things: IoT) โทรศัพท์มือถือ การรักษาความปลอดภัย ไฮบริด เทคโนโลยีโลกเสมือนจริง (Virtual reality: VR) และการรวมวัตถุเสมือนเข้ากับสภาพแวดล้อมจริง (Augmented reality: AR) สื่อและการพัฒนาแอปพลิเคชัน การใช้งาน และการจัดการจาก 84 Availability Zones (AZs) ใน 26 ภูมิภาค พร้อมประกาศแผนสำหรับ Availability Zones เพิ่มเติมอีก 24 แห่ง และอีกแปด AWS Regions ในออสเตรเลีย แคนาดา อินเดีย อิสราเอล นิวซีแลนด์ สเปน สวิตเซอร์แลนด์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ลูกค้ากว่าล้านรายรวมไปถึงสตาร์ทอัพที่เติบโตอย่างรวดเร็ว องค์กรขนาดใหญ่ และหน่วยงานภาครัฐ ต่างเชื่อมั่นใน AWS ในการขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานของพวกเขาให้มีความคล่องตัวมากขึ้นและมีต้นทุนที่น้อยลง หากต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ AWS สามารถเข้าไปที่ aws.amazon.com  

เกี่ยวกับอะเมซอน

อะเมซอน (Amazon) ตั้งมั่นอยู่บนหลักการ 4 ประการ ประกอบด้วย การเอาใจใส่ในลูกค้ามากกว่าการมุ่งเน้นการแข่งขันกับคู่แข่ง ความหลงใหลในการรังสรรค์นวัตกรรม ความมุ่งมั่นสู่ความเป็นเลิศด้านปฏิบัติการ และการตั้งอยู่บนการคิดแบบระยะยาว อะเมซอนมุ่งมั่นที่จะเป็นบริษัทที่ให้ความสำคัญกับลูกค้ามากที่สุดในโลก นายจ้างที่ดีที่สุดในโลก และสถานที่ทำงานที่ปลอดภัยที่สุดในโลก ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นคำวิจารณ์ของลูกค้า การสั่งซื้อของในคลิกเดียว (1-Click shopping) คำแนะนำเฉพาะบุคคล Prime, Fulfillment by Amazon, AWS, Kindle Direct Publishing, Kindle, Career Choice, แท็บเล็ต Fire, Fire TV, Amazon Echo, Alexa, เทคโนโลยี Just Walk Out, Amazon Studios และ The Climate Pledge ถือเป็นนวัตกรรมส่วนหนึ่งที่ริเริ่มโดยอะเมซอน สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเข้าไปดูได้ที่ amazon.com/about และติดตามข่าวสารได้จาก @AmazonNews

from:https://www.techtalkthai.com/aws-local-zone-in-krungthep-mahanakorn/

[Guest Post] ฟูจิตสึเปิดตัวแบรนด์ธุรกิจใหม่ Fujitsu Uvance มุ่งแก้ปัญหาสังคม ด้วยนวัตกรรมดิจิทัลเพื่อสร้างโลกที่ยั่งยืน

โตเกียว, –  ฟูจิตสึได้เปิดตัวแบรนด์ธุรกิจระดับโลกใหม่ล่าสุด Fujitsu Uvance ซึ่งจะนำเสนอโซลูชั่นด้านทรานส์ฟอร์เมชั่นเพื่อสร้างโลกที่ยั่งยืน  Fujitsu Uvance จะใช้ประโยชน์จากความสามารถด้านเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญด้านการแก้ไขปัญหาของฟูจิตสึใน 7 ด้านที่สำคัญ เพื่อมอบคุณประโยชน์ที่เหนือกว่าให้แก่ลูกค้า ควบคู่ไปกับการดำเนินการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายสูงสุด นั่นคือ “การทำให้โลกมีความยั่งยืนมากขึ้นด้วยการสร้างความเชื่อมั่นต่อสังคมโดยอาศัยนวัตกรรม”

นายโทชิโร มิอุระ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟูจิตสึ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวย้ำว่า “เป้าหมายสำคัญของฟูจิตสึคือการตอกย้ำวิสัยทัศน์ที่มุ่งไปสู่อนาคตที่ยั่งยืน ด้วยความสามารถในการนำเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยมาทำงานสอดประสานกัน เพื่อช่วยสนับสนุนความสำเร็จของลูกค้า มีส่วนร่วมในการสร้างโลกที่ยั่งยืน ด้วยการผสานรวมเทคโนโลยีและบริการที่หลากหลายของฟูจิตสึเข้ากับเครือข่ายพาร์ทเนอร์ระดับสากลที่เติบโตอย่างไม่หยุดยั้ง ส่งผลให้ฟูจิตสึสามารถนำเสนอโซลูชันที่ตอบทุกโจทย์ความต้องการของลูกค้าในอุตสาหกรรมที่หลากหลายได้อย่างลงตัว”

คำว่า “Uvance” สื่อถึงแนวคิดของการทำให้ทุกสิ่ง (Universal) ก้าวไปข้างหน้า (Advance) ในทิศทางที่ยั่งยืน ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของฟูจิตสึใน “เป็นการสร้างความเป็นไปได้ใหม่ๆ ด้วยการเชื่อมโยงผู้คน เทคโนโลยี และแนวคิดต่างๆ เข้าด้วยกัน เพื่อสร้างโลกที่ยั่งยืนและเปิดโอกาสให้ทุกคนก้าวตามความฝันได้มากขึ้น”

Fujitsu Uvance จะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตให้กับธุรกิจหลักของฟูจิตสึ ซึ่งครอบคลุมโฟกัส 7 ด้านที่สำคัญ โดย 4 ด้านนั้นเกี่ยวข้องกับธุรกิจสำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมเฉพาะ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างโลกที่น่าอยู่และแก้ไขปัญหาสังคมที่ต้องเผชิญทั้งในปัจจุบันและอนาคต โฟกัส 4 ด้านที่ว่านี้ได้แก่ การผลิตที่ยั่งยืน (Sustainable Manufacturing), ประสบการณ์สำหรับผู้บริโภค (Consumer Experience), การใช้ชีวิตที่มีสุขภาพดี (Healthy Living) และสังคมที่เชื่อถือได้ (Trusted Society) ส่วนอีก 3 ด้านเพื่อที่เข้ามารองรับการดำเนินงานข้างต้นและทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มสำหรับการเก็บรวบรวมข้อมูล การผสานรวมแอพพลิเคชั่น และการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การปรับเปลี่ยนสู่ดิจิทัล (Digital Shifts), แอพพลิเคชั่นทางธุรกิจ (Business Applications) และระบบไอทีแบบไฮบริด (Hybrid IT)

ฟูจิตสึจะนำเสนอแนวทางการดำเนินงานของ Fujitsu Uvance ซึ่งมุ่งเน้นการขับเคลื่อนนวัตกรรมภายใต้วิสัยทัศน์ระดับโลกสำหรับการสร้างอนาคตที่ยั่งยืน

ภายในงาน “Fujitsu ActivateNow 2021” ซึ่งเป็นกิจกรรมระดับโลกที่จัดขึ้นผ่านระบบออนไลน์ในวันอังคารที่ 12 ตุลาคม นั้น จะมีสาส์นจากผู้บริหารของฟูจิตสึ วิทยากรรับเชิญ และลูกค้า เพื่อส่งมอบแนวคิดให้กับผู้เข้าร่วมรับฟัง

ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ความท้าทายที่เพิ่มขึ้นและทิศทางที่เปลี่ยนไปของประชากรโลกมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมาก ก่อให้เกิดโอกาสที่มากมาย รวมถึงปัญหาท้าทายที่ซับซ้อน จนทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมที่เพิ่มมากขึ้น ขณะที่ความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศนำไปสู่ภัยธรรมชาติที่รุนแรงอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ในช่วงปีที่ผ่านมาเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทั่วทุกมุมโลก ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวเผยให้เห็นถึงปัญหาความแตกแยกและความไม่เท่าเทียมกันที่เกิดขึ้นในประเทศต่างๆ ทั่วโลก จนนำไปสู่การตั้งคำถามเกี่ยวกับค่านิยมและรูปแบบการใช้ชีวิตของประชาชน รวมไปถึงปัญหาท้าทายใหม่ๆ ที่เราไม่คาดคิดมาก่อน ซึ่งนับเป็นภัยคุกคามต่ออนาคตของมนุษยชาติและโลก การแก้ไขปัญหาเหล่านี้จำเป็นที่จะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ขณะที่ผู้บริหารจำเป็นที่จะต้องฉีกกฎเกณฑ์เดิมๆ และกล้าที่จะก้าวเดินไปในทิศทางใหม่เพื่อมุ่งไปสู่อนาคตที่สดใส โดยใช้นวัตกรรมเป็นแสงนำทาง

ด้วยตระหนักถึงความสำคัญของช่วงเวลาที่เป็นจุดเปลี่ยนนี้ ฟูจิตสึจึงได้กำหนดวัตถุประสงค์ขึ้นใหม่ในปี 2563 โดยปรับใช้แนวทางใหม่ในการพลิกโฉมองค์กรไปสู่ธุรกิจที่มุ่งเน้นการพัฒนาอย่างยั่งยืนเพื่อทำให้โลกของน่าอยู่มากขึ้น ตลอดจนเพื่อรับมือกับปัญหาต่างๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปี 2573 ฟูจิตสึ ได้ระบุโฟกัส

หลัก 7 ด้านที่เป็นพื้นฐานสำหรับ Fujitsu Uvance  อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโฟกัสหลัก 7 ด้านของ Fujitsu Uvance  ตามภาพด้านล่างนี้  หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ Fujitsu Uvance Global

แผนการสำหรับอนาคต

เพื่อฉลองการเปิดตัวในครั้งนี้ ฟูจิตสึได้เปลี่ยนชื่ออาคาร “Fujitsu Kawasaki Tower” ในประเทศญี่ปุ่นเป็น “Fujitsu Uvance Kawasaki Tower” และใช้เป็นห้องปฏิบัติการที่จัดแสดงศักยภาพการใช้งานจริงของเทคโนโลยีต่างๆ เช่น ไบโอเมตริก การวิเคราะห์ภาพ ฯลฯ ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้จะมีบทบาทต่อฟูจิตสึในธุรกิจที่สำคัญ 7 ด้าน

นอกจากนี้ ฟูจิตสึเตรียมเปิดตัวโลโก้รูปโฉมใหม่ พร้อมกับการเริ่มต้นดำเนินงานของ Fujitsu Uvance ตรงกับลูกค้า โดยโลโก้ใหม่นี้สื่อถึงการพัฒนาเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องและการมีส่วนร่วมทำให้โลกมีความ

ยั่งยืนมากขึ้น โดยมีการจัดวางโลโก้เครื่องหมายอินฟินิตี้ (Infinity Mark) ไว้ที่ด้านหน้า พร้อมด้วยลายเส้นโค้งมนที่ลื่นไหลในรูปแบบไดนามิก แสดงถึงความมุ่งมั่นของฟูจิตสึในการเสริมสร้างพลังเพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงและยังสื่อความหมายถึงวงจรการพัฒนาที่ยั่งยืนซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ลูกค้า สังคม และโลกของเรา

ฟูจิตสึมุ่งมั่นดำเนินการตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน 

สหประชาชาติได้กำหนดเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals – SDGs) เมื่อปี 2558 โดยตั้งเป้าที่จะดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าวทั่วโลกภายในปี 2570 ขณะที่ฟูจิตสึมีจุดมุ่งหมายที่จะ “ทำให้โลกมีความยั่งยืนมากขึ้นด้วยการสร้างความเชื่อมั่นต่อสังคมโดยอาศัยนวัตกรรม” และนั่นคือคำมั่นสัญญาสำหรับการสร้างอนาคตที่ดีกว่าตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ

เกี่ยวกับฟูจิตสึ

ฟูจิตสึเป็นบริษัทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ชั้นนำของญี่ปุ่นที่นำเสนอผลิตภัณฑ์ โซลูชัน และบริการด้านเทคโนโลยีอย่างเต็มรูปแบบ พนักงานฟูจิตสึมีจำนวนประมาณ 126,000 คน สนับสนุนลูกค้าในกว่า 100 ประเทศ เราใช้ประสบการณ์และพลังของ ICT เพื่อกำหนดอนาคตของสังคมร่วมกับลูกค้าของเรา Fujitsu Limited (TSE:6702) รายงานรายรับรวม 3.6 ล้านล้านเยน (34 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) สำหรับปีงบการเงินสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2564 สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม, กรุณาเยี่ยมชมที่ http://www.fujitsu.com/th

 

from:https://www.techtalkthai.com/fujitsu-announces-new-brand-focus-on-sustainable-future-uvance/

‘ไอบีเอ็ม’ โชว์ล้ำเครื่องมือ AI ให้ข้อมูลอัจฉริยะเชิงลึกด้านสิ่งแวดล้อม ช่วยองค์กรตอบโจทย์ด้านความยั่งยืนและปัญหาสภาพภูมิอากาศ

กรุงเทพฯ​ ประเทศไทย – 12 ต.ค. 2564: วันนี้ ไอบีเอ็ม (NYSE:IBM) ได้ประกาศเปิดตัวชุดเครื่องมือที่ให้ข้อมูลอัจฉริยะเชิงลึกด้านสิ่งแวดล้อม ที่ใช้ความสามารพของ AI ในการช่วยให้องค์กรเตรียมพร้อมและตอบสนองต่อความเสี่ยงด้านอากาศและสภาพภูมิอากาศที่อาจดิสรัปท์ธุรกิจ พร้อมสามารถประเมินผลกระทบที่องค์กรสร้างขึ้นต่อโลกได้ง่ายขึ้น และลดความซับซ้อนในการปฏิบัติตามกฎข้อบังคับที่กำกับดูแลและการจัดทำรายงานที่เกี่ยวข้อง

TL;DR

  • IBM Environmental Intelligence Suite ผนึกข้อมูลด้านสภาพอากาศ สภาพภูมิอากาศ ข้อมูลการดำเนินงาน และประสิทธิภาพการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมไว้ในเครื่องมือเดียว
  • ช่วยองค์กรคาดการณ์และตอบสอนองต่อความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศอย่างน้ำท่วมและไฟป่า พร้อมให้มุมมองเชิงลึก เพิ่มความยืดหยุ่นฟื้นตัวได้เร็ว และการบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืน
  • ช่วยจัดการความเสี่ยงทางธุรกิจที่มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นได้มากที่สุดสามอันดับแรก สำหรับธุรกิจในทศวรรษหน้า ตามรายงานของ World Economic Forum

วันนี้หลายบริษัทกำลังเผชิญกับความเสียหายต่อทรัพย์สินอันเป็นผลมาจากปัจจัยด้านสภาพภูมิอากาศ การหยุดชะงักของซัพพลายเชนและการปฏิบัติงาน รวมถึงความคาดหวังที่เพิ่มขึ้นจากทั้งผู้บริโภคและนักลงทุน ที่กดดันให้องค์กรต้องให้ความสำคัญกับประเด็นสิ่งแวดล้อม รายงาน “Global Risks Report 2021” โดย World Economic Forum ระบุว่าสภาพอากาศอันรุนแรง ความล้มเหลวจากการรับมือกับปัญหาสภาพภูมิอากาศ และความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ คือความเสี่ยงสูงสุดสามอันดับแรกสำหรับธุรกิจในช่วง 10 ปีข้างหน้า วันนี้ธุรกิจต้องการมุมมองเชิงลึกด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อจัดการกับความท้าทายเหล่านี้ แต่วิธีการที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนั้นมีความยุ่งยากและซับซ้อน เนื่องจากเป็นการทำงานแบบแมนวลที่ใช้คนจำนวนมาก ต้องอาศัยคนที่มีทักษะด้านสภาพอากาศและวิทยาศาสตร์ข้อมูล รวมถึงต้องใช้พลังประมวลผลจากคอมพิวเตอร์

เครื่องมือ IBM Environmental Intelligence Suite ที่ประกาศในวันนี้ จะช่วยให้องค์กรสามารถปรับปรุงประสิทธิภาพและบริหารจัดการความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงกระบวนการดำเนินการที่รองรับอยู่ได้โดยอัตโนมัติ อาทิ การทำบัญชีและลดการใช้คาร์บอนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ชุดเครื่องมือดังกล่าวใช้ประโยชน์จากข้อมูลสภาพอากาศจากไอบีเอ็ม ซึ่งเป็นผู้ให้บริการพยากรณ์อากาศที่แม่นยำที่สุดในภาพรวม ร่วมกับข้อมูลการวิเคราะห์ภูมิสารสนเทศขั้นสูง และนวัตกรรมใหม่จากศูนย์วิจัยไอบีเอ็ม โดยนับเป็นครั้งแรกของการผสานศักยภาพของ AI ข้อมูลสภาพอากาศ ข้อมูลความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศเชิงลึก และความสามารถในการจัดทำบัญชีคาร์บอน เข้าด้วยกัน ช่วยให้องค์กรใช้ทรัพยากรในการบริหารจัดการข้อมูลที่ซับซ้อนเหล่านี้น้อยลง และมีเวลาในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเพื่อปรับปรุงการดำเนินการมากขึ้น

ชุดเครื่องมือ IBM Environmental Intelligence Suite เป็นโซลูชัน SaaS ที่ได้รับการออกแบบเพื่อช่วยให้องค์กรสามารถ

มอนิเตอร์สภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลง เช่น สภาพอากาศที่รุนแรง ไฟป่า น้ำท่วม และคุณภาพอากาศ พร้อมส่งการแจ้งเตือนเมื่อมีการตรวจพบ

คาดการณ์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อธุรกิจจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศและสภาพภูมิอากาศ โดยใช้การวิเคราะห์ความเสี่ยงสภาพภูมิอากาศ

ดึงข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการหยุดชะงักของการดำเนินงานที่อาจเกิดขึ้นได้ พร้อมจัดลำดับความสำคัญของเรื่องที่ต้องตอบสนอง

วัดผลและจัดทำรายงานเกี่ยวกับตัวชี้วัดด้านสิ่งแวดล้อมและการทำบัญชีคาร์บอน ซึ่งจะเป็นการลดภาระในการจัดทำรายงานสิ่งแวดล้อมของทีมจัดซื้อและทีมปฏิบัติการ

ชุดเครื่องมือดังกล่าวให้ข้อมูลเชิงลึกด้านสิ่งแวดล้อมผ่านทาง API แดชบอร์ด แผนที่ และการแจ้งเตือน ซึ่งจะช่วยให้บริษัทต่างๆ สามารถจัดการความท้าทายด้านการดำเนินงานได้ทันท่วงที พร้อมวางแผนและกลยุทธ์ในระยะยาวเพื่อรับมือ ตัวอย่างเช่น ผู้ค้าปลีกสามารถเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับการขนส่งสินค้าในจุดที่มีสภาพอากาศรุนแรงและประสบปัญหาเกี่ยวกับสินค้าคงคลัง หรือทราบถึงปัจจัยเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมสำหรับจุดที่ตั้งคลังสินค้าในอนาคต สำหรับบริษัทด้านพลังงานและสาธารณูปโภค เครื่องมือนี้จะช่วยให้องค์กรสามารถกำหนดได้แม่นยำยิ่งขึ้นว่าควรตัดแต่งต้นไม้ที่อยู่บริเวณรอบสายไฟในจุดไหน หรืออุปกรณ์สำคัญชิ้นใดที่มีแนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบจากไฟป่าอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เครื่องมือดังกล่าวยังสามารถช่วยให้ซูเปอร์มาร์เก็ตต่างๆ เห็นภาพมากขึ้นว่าระบบทำความเย็นกำลังมีส่วนทำให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนในภาพรวมอย่างไร ช่วยให้องค์กรสามารถปรับปรุงในเรื่องดังกล่าวได้

อนาคตของธุรกิจและสิ่งแวดล้อมมีความเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง เพราะไม่เพียงบริษัทต่างๆ จะต้องรับมือกับผลกระทบจากสภาพอากาศที่รุนแรงที่อาจมีต่อการดำเนินงาน แต่ยังต้องสามารถอธิบายต่อผู้ถือหุ้นและหน่วยงานที่กำกับดูแลได้ว่าการดำเนินงานของตนส่งผลกระทบต่อโลกอย่างไรนายคารีม ยูซุฟ กรรมการผู้จัดการ IBM AI Applications กล่าว “ไอบีเอ็มได้ผนึกพลังของ AI และ Hybrid Cloud เข้าด้วยกัน เพื่อให้มุมมองอัจฉริยะเชิงลึกด้านสิ่งแวดล้อมแก่ธุรกิจ ที่จะช่วยปรับปรุงการจัดทำรายงานด้านสิ่งแวดล้อม การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินการเพื่อลดการใช้ทรัพยากร และการวางแผนเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและฟื้นตัวได้เร็ว โดยเฉพาะในยามที่ต้องเผชิญกับความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ”

วันนี้หลายบริษัททั่วโลกได้เริ่มใช้งานเทคโนโลยีสภาพอากาศและ AI ซึ่งเป็นเทคโนโลยีหลักใน IBM Environmental Intelligence Suite แล้ว อาทิ BP Bunge Bioenergia ซึ่งเป็นบริษัทด้านเอธานอล พลังไฟฟ้าชีวภาพ และน้ำตาล ของบราซิล ที่ได้ใช้ข้อมูลสิ่งแวดล้อมและการวิเคราะห์ภูมิศาสตร์สารสนเทศเชิงลึก เพื่อช่วยให้เข้าใจการผลิตอ้อยและเพิ่มความแม่นยำในการคาดการณ์ตลาดในแง่ที่เกี่ยวกับการผลิตน้ำตาลทั่วโลก นอกจากนี้ Cajamar ซึ่งเป็นผู้นำด้านธุรกิจการเกษตร ก็ได้นำข้อมูลดังกล่าวเข้าช่วยชาวไร่สเปนในการเพิ่มผลผลิตและลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ผ่านเครื่องมือดิจิทัล Plataforma Tierra

เครื่องมือ IBM Environmental Intelligence Suite ยังได้ใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนด้วย AI จากศูนย์วิจัยไอบีเอ็ม เพื่อช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพอากาศและข้อมูลสามารถวิเคราะห์ชุดข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมที่มีขนาดใหญ่ได้ง่ายขึ้น พร้อมด้วยแบบจำลองความเสี่ยงด้านสภาพอากาศแบบใหม่ที่ช่วยให้บริษัทต่างๆ คาดการณ์ความเสี่ยงเรื่องไฟป่าและน้ำท่วมที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้ ชุดเครื่องมือดังกล่าวยังใช้เทคโนโลยีจากศูนย์วิจัยไอบีเอ็ม ที่ใช้ความสามารถของการประมวลผลภาษาธรรมชาติและออโตเมชัน เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถคาดการณ์ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอน พร้อมระบุได้ว่าควรปฏิบัติอย่างไรเพื่อลดการปล่อยก๊าซในระหว่างการดำเนินงานและการทำงานร่วมกับซัพพลายเออร์ต่างๆ

องค์กรยังสามารถใช้เครื่องมือ Environmental Intelligence Suite ร่วมกับซอฟต์แวร์อื่นๆ ของไอบีเอ็ม เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้งานปฏิบัติการทางธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็น IBM Maximo Application Suite เพื่อช่วยให้องค์กรปกป้องและเพิ่มอายุการใช้งานอุปกรณ์สำคัญๆ หรือ IBM Supply Chain Intelligence Suite เพื่อช่วยสร้างซัพพลายเชนที่ยั่งยืนและยืดหยุ่นฟื้นตัวได้ไวขึ้น

นอกจากนี้องค์กรยังสามารถได้รับประโยชน์จากความเชี่ยวชาญในมุมอุตสาหกรรมของ IBM Global Business Services เพื่อออกแบบ ติดตั้ง และเร่งเครื่องสู่การทรานส์ฟอร์มธุรกิจอย่างยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นกลยุทธ์ในการปรับรูปแบบการดำเนินงาน ซัพพลายเชน การบริหารจัดการการปล่อยมลพิษ หรือ ESG รวมถึงการจัดทำรายงานความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศโดยอาศัยเทคโนโลยีเข้ามาช่วย เพื่อให้องค์กรบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืน

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ IBM Environmental Intelligence Suite สามารถดูได้ที่ ibm.biz/environmental-intelligence และสำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการนำนวัตกรรมของไอบีเอ็มเข้าช่วยสร้างอนาคตที่ยั่งยืนและยืดหยุ่นฟื้นตัวไวยิ่งขึ้นให้กับองค์กรต่างๆ สามารถดูได้ที่ ibm.com/sustainability

from:https://www.techtalkthai.com/ibm-launches-environmental-intelligence-suite/