คลังเก็บป้ายกำกับ: Press_Release

[Guest Post] เอไอเอส ภูมิใจ เป็นเทเลคอมหนึ่งเดียวของไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก ด้านความสำเร็จในนวัตกรรมและการบริหารจัดการองค์ความรู้ในองค์กร จัดอันดับโดย Global MIKE Award 2020

นางสาวกานติมา เลอเลิศยุติธรรม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านทรัพยากรบุคคล บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส กล่าวว่า “จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดตั้งแต่ ปี 2563 จนถึงปัจจุบันนำมาซึ่งวิถีชีวิตปกติใหม่ที่อยู่บนความไม่แน่นอน ส่งผลทำให้ “คน” และ “องค์กร” ต้องตื่นรู้และปรับตัว พร้อมยกระดับขีดความสามารถให้พร้อมรับมือกับผลกระทบดังกล่าวอยู่ตลอดเวลา”

นางสาวกานติมา เลอเลิศยุติธรรม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านทรัพยากรบุคคล บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส

 

“6 ปีที่ผ่านมา เมื่อเอไอเอสประกาศวิสัยทัศน์สู่การเป็น Digital Life Service Provider สิ่งที่เราให้ความสำคัญสูงสุดคือ การสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เน้นปลูกจิตสำนึกถึงการนำนวัตกรรมมาใช้ทั้งในแง่ของการปรับรูปแบบการทำงานและวิธีคิดของพนักงาน รวมถึงการบริหารจัดการองค์ความรู้ที่จะถ่ายทอดซึ่งกันและกันผ่าน Digital Platform ก่อให้เกิดขีดความสามารถรูปแบบใหม่ที่ตอบสนองโลกในยุค Digitalization นำไปสู่ผลงานที่จับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนในท้ายที่สุด”

โดยนางสาวกานติมา กล่าวเพิ่มเติมว่า “ตัวอย่างผลงานจากวิสัยทัศน์ดังกล่าว อาทิ การบริหารจัดการองค์ความรู้ หรือ  Knowledge Management ผ่าน Digital Platform ในชื่อ LearnDi ที่เป็นศูนย์กลางการถ่ายทอดองค์ความรู้และขับเคลื่อน Innovation Culture ภายในองค์กร, การเปิดเวทีให้พนักงานได้นำเสนอ New Business ที่ใช้เทคโนโลยีมาแก้ Pain point ในลักษณะของ Internal Start Up ในชื่อ โครงการ InnoJUMP ซึ่งสามารถนำไอเดียไปสู่การสร้างธุรกิจได้จริง อาทิ โครงการรถโรงเรียนอัจฉริยะ – School Van Clever, โครงการ Academy For Thais ภารกิจคิดเผื่อเพื่อคนไทย ที่ส่งต่อแนวคิดและองค์ความรู้ไปสู่คนไทยให้พร้อมรับมือกับความท้าทายในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงจากกระแส Digital Transformation ผ่านเวทีสัมนาและ Digital Platform รวมถึง “โครงการเรียนรู้จากเคยล้ม” ที่ส่งเสริมให้พนักงานใช้บทเรียนจากความผิดพลาดเป็นการเรียนรู้สู่ความสำเร็จ เป็นต้น โดยทั้งหมดนี้นอกจากจะทำให้เกิด Economic Value แล้ว ยังก่อให้เกิดการขับเคลื่อนวัฒนธรรมองค์กรในลักษณะของ Innovation Organization อย่างชัดเจนอีกด้วย”  

จึงเป็นที่มาของการได้รับรางวัลอันทรงเกียรติระดับชาติและระดับโลก “Thailand  Mike Award 2020” และ “Global Mike Award 2020” ของเอไอเอส ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีของไทยที่สนับสนุนให้เกิดการสร้างองค์กรแห่งนวัตกรรมและการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ถือเป็นความภาคภูมิใจและเป็นบทพิสูจน์ว่าเอไอเอสเป็นองค์กรที่อยู่ในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล และไม่หยุดยั้งในการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลเข้ามายกระดับการบริหารจัดการองค์กร พร้อมสร้างคุณค่าในด้านธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับรางวัล MIKE Award มีเกณฑ์ในการพิจารณาตัดสิน 2 หมวด 8 มิติย่อย ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ ดังนี้

หมวดที่ 1 หลักเกณฑ์การพิจารณาด้านความยั่งยืน อาทิ องค์กรต้องพร้อมเปิดโอกาสให้พนักงานได้เพิ่มพูนความรู้ใหม่ๆอยู่เสมอ เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลง องค์กรสามารถกำหนดกลยุทธ์ในการรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ได้ดี องค์กรต้องมีวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแรง องค์กรมีความพร้อมที่จะพัฒนาสินค้าและบริการอยู่เสมอ รวมทั้งพร้อมเปิดโอกาสให้พนักงานได้มีความคิดสร้างสรรค์

หมวดที่ 2 หลักเกณฑ์การพิจารณาด้านนวัตกรรม ประกอบด้วย ต้องพัฒนาสินค้าและบริการ หรือสร้างธุรกิจใหม่อยู่เสมอ มีผลประกอบการ รายได้ และยอดขายดี สามารถชี้วัดความพึงพอใจของลูกค้าได้ มีรางวัลแห่งความภูมิใจและประกาศเกียรติคุณการันตี  เป็นต้น

สำหรับกรรมการตัดสิน ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ 2 กลุ่ม ได้แก่

  1. ผู้บริหารขององค์กรที่ได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในรายชื่อบริษัทขนาดใหญ่ 500 แห่งทั่วโลกจากนิตยสารฟอร์จูน 500 (Fortune 500)
  2. ผู้เชี่ยวชาญด้าน KM การเรียนรู้ ทุนทางปัญญา องค์กรแห่งการเรียนรู้ และนวัตกรรม ทั่วทุกมุมโลก

“ถือเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งของชาวเอไอเอสที่องค์กรระดับโลกให้ความสำคัญกับนวัตกรรมและการบริหารจัดการองค์ความรู้ โดยที่ผ่านมา นอกจากการพัฒนาบุคลากรภายในองค์กรแล้ว เอไอเอสยังเน้นการส่งต่อองค์ความรู้และขีดความสามารถให้แก่คนไทยควบคู่กันไปอย่างต่อเนื่อง ภายใต้แนวคิด “ภารกิจคิดเผื่อ” เพราะเชื่อว่า องค์ความรู้ เป็นอาวุธสำคัญที่จะยกระดับและขีดความสามารถของคนไทยให้พร้อมต่อการนำพาประเทศเดินหน้าได้อย่างแข็งแกร่งต่อไป”

 

เกี่ยวกับผู้จัดงานประกวดรางวัล Thailand MIKE Award และ  Global Mike Award

สถาบันที่ปรึกษาด้านการจัดการความรู้และนวัตกรรม (IKI SEA)  เป็นสถาบันความเป็นเลิศด้านการบริหารจัดการ ในลักษณะองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรของมหาวิทยาลัยกรุงเทพ สถาบัน (IKI SEA) เป็นแหล่งการวิจัยทางธุรกิจได้รวมเอา วิชาการและวิทยาการสมัยใหม่เข้ามาผสานกับ ประสบการณ์ทางธุรกิจที่มีเครือข่ายนานาชาติทั่วโลก เพื่อให้คำ ปรึกษาและช่วยเหลือองค์กรทางธุรกิจให้พัฒนาปรับปรุงตนเองอย่างมีประสิทธิภาพและปฏิบัติได้จริง ด้วยบุคลากรที่มีประสบการณ์ด้านนวัตกรรมและจัดการความรู้ในแวดวงธุรกิจสาขาต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศเพื่อ เสริมสร้างการแลกเปลี่ยนและพันธมิตรธุรกิจในเวทีนานาชาติได้อย่างมั่นคงและสอดรับกับการเปลี่ยนแปลงแปลง

เกี่ยวกับ AIS

บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS ผู้นำด้าน Digital Life Service Provider อันดับ 1 ที่มีคลื่นความถี่ในการให้บริการมากที่สุดรวม 1450 MHz และมีจำนวนผู้ใช้งานมากที่สุดกว่า 41.4 ล้านเลขหมาย (ณ ธันวาคม 2563) พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยเทคโนโลยี 5G ที่ครบ 77 จังหวัดแล้วเป็นรายแรกผ่าน 3 สายธุรกิจ ได้แก่ โทรศัพท์เคลื่อนที่, อินเทอร์เน็ตบ้านความเร็วสูงภายใต้แบรนด์ AIS Fibre และบริการดิจิทัล 5 ด้าน ได้แก่ วิดีโอ คลาวด์ ดิจิทัลเพย์เมนท์ อินเทอร์เน็ตในทุกสิ่ง (IoT) และบริการร่วมกับพาร์ทเนอร์ ตลอดจนขยายสู่กลุ่มธุรกิจใหม่ อาทิ  AIS eSports, AIS Insurance ทั้งหมดนี้ เพื่อสนับสนุนความแข็งแกร่งด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ ขยายขีดความสามารถของภาคอุตสาหกรรม และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยไปพร้อมกัน

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-ais-global-mike-award-2020/

[Guest Post] งานสัปดาห์พลังงาน (Energy Week) ครั้งแรกในเอเชียแปซิฟิคกับผู้บรรยายระดับโลก

  • งานสัมมนาออนไลน์ในหัวข้อ “Shaping the Energy of Tomorrow” เจาะลึกเกี่ยวกับธุรกิจพลังงานในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค
  • นอกจากผู้นำระดับสูงในกลุ่มธุรกิจพลังงานทั้งในภูมิภาคและระดับโลกที่จะมาร่วมอภิปรายแล้ว ยังมีผู้เข้าร่วมนับพันคนจากหลายหลายประเทศในภูมิภาค
  • พันธมิตรที่ร่วมสนับสนุนการจัดงานสัมมนานี้ได้แก่ German Chambers of Commerce Abroad, Asia-Pacific Hydrogen Association, Global Manufacturing and Industrialization Summit, Masdar และบริษัทซีเมนส์ กาเมซ่า
  • ประเด็นต่างๆ ที่จะสนทนาและอภิปรายกัน ได้แก่ พลังงานยั่งยื่น กระบวนการในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (digitalization) การลดมลภาวะ และความมั่นคงของธุรกิจพลังงาน

 

ในวันที่ 9 และ 10 มีนาคมนี้ ทั้งผู้นำระดับสูงในกลุ่มธุรกิจพลังงานทั้งในภูมิภาคและระดับโลก และลูกค้านับพันคนตั้งตารอที่จะเข้าร่วมงานสัมมนาออนไลน์ Asia Pacific Enery Week ซึ่งจะจัดขึ้นเป็นครั้งแรกโดยบริษัท ซีเมนส์ เอนเนอร์ยี่ (Siemens Energy) และพันธมิตร ในหัวข้อ “Shaping the Energy of Tomorrow” โดยต้องการมุ่งเน้นไปในเรื่องของแผนการรองรับการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจพลังงานที่ก่อให้เกิดทั้งอุปสรรคและโอกาส เนื่องจากในปัจจุบันทุกภาคส่วนให้ความสำคัญต่อการผลิตพลังงานให้เพียงพอต่อความต้องการ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องพยายามลดมลภาวะคาร์บอนเพื่อลดการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (climate change)

ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคเป็นภูมิภาคที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก ซึ่งเห็นได้จากการเติบโตของเมืองและประชากร รวมถึงความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างเป็นนัยสำคัญ มีการประเมินว่าความต้องการพลังงานของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคจะเพิ่มขึ้นถึง 80 เปอร์เซนต์ จาก 12,327TWh ในพ.ศ. 2561 เป็น 22,245TWh ในพ.ศ. 2583 ด้วยผลกระทบระยะยาวจากไวรัสโคโรน่า (COVID-19) และการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงในระบบการผลิตพลังงานตั้งแต่รากฐานเร็วยิ่งขึ้น ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคเป็นใช้พลังงานมากกว่าครึ่งหนึ่งของพลังงานโลกทั้งหมด แต่ยังมีประชากรจำนวน 1 ใน 10 ที่ยังไม่มีพลังงานพื้นฐานใช้ งานสัมมนาครั้งนี้จึงเป็นโอกาสดีที่จะส่งเสริมให้กลุ่มธุรกิจพลังงานได้มารวมตัวและร่วมมือกันเพื่อที่พลังงานอนาคตที่ทุกคนเข้าถึงได้ เชื่อถือได้ ยั่งยืนทันสมัยตามเป้าหมายความพัฒนาที่ยั่งยืนข้อที่ 7 ของสหประชาชาติ

พันธมิตรที่ร่วมมือกับเราในการจัดงานสัมมนานี้ได้แก่ the German Chambers of Commerce Abroad (AHK);  the Asia-Pacific Hydrogen Association;  the Global Manufacturing and Industrialization Summit (GMIS); Masdar – บริษัทชั้นนำระดับโลกในด้านพลังงานทดแทนและการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทลงทุนมูบาดาลา (Mubadala) ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐบาลอาบู ดาบี และบรัษัทซีเมนส์ กาเมซ่า ผู้เข้าร่วมงานจะได้รับชมและมีส่วนร่วมในการอภิปรายที่ครอบคลุมหัวข้อหลากหลายจากผู้ทรงเกียรติที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากลไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรี ผู้บริหาร และผู้นำจากกลุ่มธุรกิจพลังงานและการเงิน รวมถึงคณะกรรมการและผู้บริหารระดับสูง

ของบริษัทซีเมนส์ เอนเนอร์ยี่ โดยผู้บรรยายที่ได้ตกลงเข้าร่วมงานมีทั้งรัฐมนตรีจากประเทศเยอรมนี ออสเตรเลีย และอินโดนีเซีย และผู้บริหารระดับสูงจากกลุ่มบริษัทอดานี (Adani Group), บริษัทบีกริม (B. Grimm), GENCO, IRENA, JGC Corp., Korea Gas Corp. Research Institute, NTPC, SembCorp และ SP Power Grid.

หัวข้อการอภิปรายทั้ง 7 หัวข้อนั้น ครอบคลุมประเด็นต่างๆ เช่น การลงทุนในโครงการสร้างพลังงานที่ยังยืน การนำพลังงานทางเลือกเข้าสู่ระบบสายส่งไฟฟ้า การนำกระบวนการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (digitalization) มาปรับใช้ การลดสารประกอบไฮโดรคาร์บอน และใช้ไฮโดรเจนที่สะอาดในอุตสาหกรรม จากสถิติปัจจุบัน ประมาณ 1 ใน 6 ของการผลิตพลังงานโลกมาจากเทคโนโลยีของซีเมนส์ เอนเนอร์ยี่ ทำให้บริษัทเล็งเห็นความสำคัญและถือเป็นความรับผิดชอบที่จะต้องช่วยผลักดันอนาคตของกลุ่มธุรกิจพลังงานให้มุ่งเป้าหมายไปที่ความยั่งยืน นวัตกรรม และการลดมลภาวะคาร์บอนเพื่อผลประโยชน์ของสังคมส่วนรวม

“การเติบโตของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคที่คาดว่าจะทำให้ความต้องการพลังงานเพิ่มขึ้นถึง 80% ภายในพ.ศ. 2583 นั้น ทำให้เราต้องหาสมดุลในการผลิตพลังงานเพื่อรองรับความต้องการพลังงานนี้ในขณะที่ปกป้องโลกของเราด้วย การที่เราจะไปถึงกระบวนการผลิตพลังงานที่ยั่งยืนและเข้าถึงได้ เราต้องร่วมมือกัน งานสัมมนา Energy Week นี้จะเป็นเวทีที่ยอดเยี่ยมที่จะนำพากลุ่มธุรกิจพลังงานมาหารือกันเพื่อจะได้สร้างกรอบในการพัฒนาระบบพลังงานเพื่อคนรุ่นต่อไป” นายไบรอัน เบิร์น Senior Vice President, Siemens Energy Asia Pacific Hub กล่าว

“จากการเติบโตทางเศรษฐกิจ และความตั้งใจที่จะก้าวไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนที่แต่ละประเทศในภูมิภาคนี้ ทำให้เราเล็งเห็นศักยภาพในการเติบโตของธุรกิจพลังงานทางเลือก งานสัมมนา “Shaping the Energy of Tomorrow” นี้จะเป็นเวทีที่เหมาะมากที่จะสร้างกรอบสำหรับการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานของภูมิภาคไปสู่พลังงานสะอาด ซึ่งตรงกับเป้าหมายของ Masdar ที่ต้องการส่งมอบโซลูชั่นสำหรับพลังงานทดแทนให้ประเทศต่างๆ ทั่วโลก” นายโมฮัมเมด จามีล อัล รามาฮี CEO ของบริษัท Masdar กล่าว

“กลุ่มหอการค้าเยอรมันในทวีปเอเชียแปซิฟิค เป็นตัวแทนของสมาชิกกว่า 13,000 รายในภูมิภาค เรามีส่วนร่วมในการผลักดันกิจกรรมที่สนับสนุนการค้าระหว่างประเทศ ตามกรอบการทำงานของ German Energy Solutions Initiative โดยทำงานร่วมกับกระทรวงเศรษฐกิจและพลังงานของประเทศเยอรมนีซึ่งเป็นผู้สนับสนุนเงินลงทุน ในฐานะหอการค้าเราไม่ได้แค่ช่วยในการเชื่อมต่อสมาชิกของเรากับเครือข่ายของเราเท่านั้น แต่เรายังสนับสนุนโครงการต่างๆ ที่เกี่ยวของกับพลังงานทางเลือก โซลูชั่นสำหรับพลังงานที่เชื่อถือได้ smart grids และเทคโนโลยีการเก็บพลังงาน โดยมีเป้าหมายชัดเจนคือกลุ่มธุรกิจ SME” ดร. โรลันด์ ไวน์ โฆษกของ AHK ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคกล่าว

“ความต้องการที่จะลดมลภาวะคาร์บอนเพื่อลดการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศนั้นเป็นสิ่งที่ทั้งในระดับประเทศและระดับองค์กรเห็นตรงกันอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เทคโนโลยีพลังงานทางเลือกากบริษัท ซีเมนส์ กาเมซ่านั้น นอกจากจะช่วยปกป้องสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังช่วยฟื้นฟูโลกของเราจากผลกระทบของไวรัสโคโรน่า (COVID-19) อีกด้วย ในฐานะบริษัทที่มีการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์จากการดำเนินธุรกิจ (carbon-neutral company) เราได้รับแรงผลักดันจากการเจาะตลาดของพลังงานสะอาดทั่วโลก และผลประโยชน์ที่ลูกค้า ประชาชนที่เสียภาษี และสังคมในภาพรวมได้รับจากพลังงานสะอาด” นายมาร์ค เบคเกอร์ CEO กลุ่มธุรกิจ Offshore บริษัทซีเมนส์ กาเมซ่า กล่าว

ลงทะเบียนเข้าร่วมงานหรือดูข้อมูลเพิ่มเติมที่นี่

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-siemens-energy-shaping-the-energy-of-tomorrow/

[Guest Post] อินเตอร์ฟาร์มา จับมือ หัวเว่ย ดึงเทคโนโลยีด้านไอที บุกตลาดสุขภาพเต็มสูบ

อินเตอร์ฟาร์มา จับมือ หัวเว่ย ดึงเทคโนโลยีด้านไอที บุกตลาดสุขภาพเต็มรูปแบบ มอบประสบการณ์สุดล้ำเจาะกลุ่มคนรักสุขภาพ 

บริษัท อินเตอร์ ฟาร์มา จํากัด (มหาชน) นําโดย ดร.ตฤณวรรธน์ ธนิตนิธิพันธ์ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมด้วย มร.เกวิน เฉิง ผู้อํานวยการ บริษัท หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ ป (ประเทศไทย) จับมือนําเอาเทคโนโลยีด้านไอที อย่าง นาฬิกา HUAWEI Band 4 และเครื่องชั่งน้ำหนักบลูทูธ HUAWEI Scale 3 มาไว้ในโปรแกรมใหม่ล่าสุดจากอินเตอร์ฟาร์มา PROBAC FIT SERIES เพื่อเดินหน้าบุกตลาดสุขภาพอย่างเต็มรูปแบบ เจาะกลุ่มคนรักสุขภาพทั้งผู้หญิงผู้ชาย โดยสามารถสัมผัสประสบการณ์ในการใช้เทคโนโลยีสุดล้ำผ่าน 2 โปรแกรม คือ 1.VIP PROBAC FIT SERIES และ 2. IP PROBAC FIT SERIES 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-interpharma-huawei-probac-fit-series/

[Guest Post] สยาม วาลิดัส แคปปิตอล (Siam Validus Capital) ได้รับใบอนุญาตให้เป็นผู้ให้บริการระบบคราวด์ฟันดิงในประเทศไทย

  • สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้อนุมัติใบอนุญาตการเป็นผู้ให้บริการระบบคราวด์ฟันดิงในประเทศไทย ให้กับ บริษัท สยาม วาลิดัส แคปปิตอล จำกัด ซึ่งเป็นครั้งแรกที่บริษัทฟินเทคจากต่างประเทศได้รับใบอนุญาตดังกล่าว นับตั้งแต่การประกาศกฎเกณฑ์การให้บริการระบบคราวด์ฟันดิงใน พ.ศ. 2562
  • บริษัท สยาม วาลิดัส แคปปิตอล จำกัด นับเป็นธุรกิจคราวด์ฟันดิงประเทศที่ 4 ในอาเซียน ของกลุ่มบริษัท Validus ตอกย้ำพันธกิจในการเพิ่มโอกาสทางการเข้าถึงบริการทางการเงินให้กับธุรกิจ SMEs ทั่วภูมิภาคอาเซียน
  • นับตั้งแต่เปิดตัวในปี พ.ศ. 2559 Validus โดยบริษัทลูกและบริษัทร่วมทุนในประเทศสิงคโปร์ (Validus), เวียดนาม (Validus Vietnam) และอินโดนิเซีย (Batumbu) ได้ช่วยสนับสนุนให้ผู้ประกอบการ SMEs ได้รับเงินกู้ผ่านแพลทฟอร์มคราวด์ฟันดิงไปแล้วกว่า 700 ล้านเหรียญสิงคโปร์

 

บริษัท สยาม วาลิดัส  แคปปิตอล จำกัด ผู้ให้บริการแพลทฟอร์มคราวด์ฟันดิง สำหรับธุรกิจ SMEs  เป็นบริษัทจากต่างชาติรายแรกที่ได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) ในให้บริการระบบคราวด์ฟันดิง ในประเทศไทย สำหรับการระดมทุนในรูปแบบหุ้นกู้ เพื่อธุรกิจเอสเอ็มอีในประเทศไทย

ภายใต้ใบอนุญาตนี้ บริษัท สยาม วาลิดัส แคปปิตอล จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง Validus กลุ่มบริษัทฟินเทคชั้นนำของภูมิภาคอาเซียน และบริษัท เอสซีจี ดิสทริบิวชั่น จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำด้านธุรกิจจัดจำหน่ายในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน จะให้การสนับสนุนธุรกิจ SMEs ในการระดมทุนผ่านรูปแบบคราวด์ฟันดิงเพื่อขยายธุรกิจและเงินทุนหมุนเวียน เพื่อเสริมความแข็งแกร่งและการเติบโตของธุรกิจควบคู่กับเศรษฐกิจของประเทศไทย

ใบอนุญาตประกอบกิจการนี้ เป็นไปตามนโยบายและกฎข้อบังคับของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สอดคล้องกับแนวทางของ ก.ล.ต. ในการเพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของผู้ประกอบการ SMEs โดย มร. วิคัส นาฮาทา ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มบริษัท Validus  และกรรมการบริหาร กล่าวว่า “ใบอนุญาตนี้ถือเป็นก้าวที่สำคัญของเรา ในการขับเคลื่อนอนาคตทางการเงินให้กับธุรกิจ SMEs ในประเทศไทย ขอขอบคุณ ก.ล.ต. ที่ช่วยสนับสนุน ทำให้เราได้มีโอกาสนำความรู้ความชำนาญ รวมถึงกรอบการทำงานที่เราใช้ในระดับภูมิภาคอาเซียน มาปรับใช้กับการดำเนินงานในประเทศไทย”

ธุรกิจ SMEs เป็นส่วนสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยคิดเป็นร้อยละ 95 ของธุรกิจทั้งหมด และยังมีอัตราการจ้างงานคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 80 ของทั้งประเทศ อย่างไรก็ตาม ธุรกิจ SMEs มีความสามารถในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพียง 1,289 พันล้านบาท หรือคิดเป็นเพียงร้อยละ 10 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) เท่านั้น

นางวรีมน นิยมไทย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยาม วาลิดัส  แคปปิตอล จำกัด กล่าวว่าธุรกิจ SMEs ในประเทศไทย ส่วนใหญ่จะมีข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน และมีปัญหาการขาดสภาพคล่อง 

“การเพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SMEs เป็นสิ่งจำเป็นและมีความสำคัญที่จะส่งผลกับทั้งการเติบโตของธุรกิจของ SMEs เอง รวมทั้งเศรษฐกิจของประเทศ เราจึงร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจของเรา เพื่อให้การสนับสนุนคู่ค้าขององค์กร โดย สยาม วาลิดัส  แคปปิตอล จะใช้ความสามารถด้านการบริหารข้อมูลและเทคโนโลยีเข้ามาช่วย เรามั่นใจว่าทั้งหมดนี้จะทำให้เราเข้าใจถึงความต้องการด้านการเงินและสภาพคล่องของผู้ประกอบการ SMEs และให้การสนับสนุนได้ตรงจุดอย่างแน่นอน”

นางสาวอิสสรีย์ โรจนสุกาญจน ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาองค์กร บริษัท สยาม วาลิดัส  แคปปิตอล จำกัด กล่าวว่า “นวัตกรรมทางการเงิน มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อผู้ประกอบการ SMEs ไทยในเวลานี้  ซึ่งเป็นช่วงเวลาวิกฤตที่เรากำลังเผชิญกับสถานการณ์โรคระบาดในปัจจุบัน”

สยาม วาลิดัส  แคปปิตอล  จะนำเทคโนโลยีการวิเคราะห์และระบบคะแนนความน่าเชื่อถือ (Credit Scoring) มาปรับใช้ และยังออกแบบกลไกเฉพาะสำหรับผู้ประกอบการ SMEs ในประเทศไทยด้วย โดยกลุ่มบริษัท Validus ได้รับรางวัลสูงสุดในสาขา Singapore Financial Institution จากงาน Monetary Authority of Singapore Fintech Awards 2020 ซึ่งจัดโดย Monetary Authority of Singapore (MAS) 

นับตั้งแต่เปิดตัวใน พ.ศ. 2558 กลุ่มบริษัท Validus ประสบความสำเร็จในการช่วยผู้ประกอบการ SMEs ให้ได้รับเงินกู้ด้วยระบบคราวด์ฟันดิง ไปแล้วทั้งสิ้นกว่า 700 ล้านเหรียญสิงคโปร์ ในประเทศสิงคโปร์ เวียดนาม และอินโดนีเซีย โดยกลุ่มบริษัท Validus มีผู้ถือหุ้นเป็น Venture Capital ชั้นนำ อาทิ AddVentures by SCG, FMO, Vertex Ventures Southeast Asia and India และ Vertex Growth Fund และมีการระดมทุนไปแล้วประมาณ 50 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ 

 

เกี่ยวกับ Validus

Validus ก่อตั้งในปี 2558 โดยมีพันธกิจในการเพิ่มโอกาสทางการเข้าถึงบริการทางการเงินให้กับธุรกิจ SMEs ในปัจจุบัน Validus เป็นแพลตฟอร์มที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งมีดำเนินงานในประเทศสิงคโปร์ อินโดนีเซีย และเวียดนาม Validus เป็นบริษัทฟินเทคที่ได้รับรางวัลจากการนำเทคโนโลยีการวิเคราะห์ข้อมูลและระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันให้ SMEs ที่ขาดโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสามารถระดมทุนจากนักลงทุนรายใหญ่และนักลงทุนสถาบัน Validus ได้รับอนุญาตจากธนาคารกลางสิงคโปร์ (Monetary Authority of Singapore) และได้ลงทะเบียนกับ Financial Services Supervisory Authority (OJK) ในเดือนเมษายน 2562 สำหรับการดำเนินธุรกิจในอินโดนีเซียภายใต้ชื่อ Batumbu ท่านสามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.validus.sg

 

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-siam-validus-capital/

[Guest Post] อินทัชเผยวิสัยทัศน์การเติบโตของธุรกิจดิจิทัลในอนาคต และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับบริษัทในกลุ่ม

บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ อินทัชประกาศโครงการ Venture Builder เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของการลงทุนในธุรกิจร่วมทุน (Venture Capital) และการสร้างธุรกิจใหม่ (New Business) กับสตาร์ทอัพที่เกี่ยวข้องกับ 5G และ Emerging Technology รวมทั้งการลงทุนผ่านกองทุนเวนเจอร์แคปปิตอล (Venture Capital Fund) เพื่อนำมาต่อยอดบริการต่างๆ ให้กับธุรกิจของกลุ่มอินทัชที่จะสร้างการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืนในอนาคต

ดร.ณรงค์พนธ์ บุญทรงไพศาล ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ ส่วนงานบริษัทร่วมทุนและพัฒนาธุรกิจ และหัวหน้าโครงการบริษัทร่วมทุนอินเว้นท์ บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน)

 

ดร.ณรงค์พนธ์ บุญทรงไพศาล ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ ส่วนงานบริษัทร่วมทุนและพัฒนาธุรกิจ และหัวหน้าโครงการบริษัทร่วมทุนอินเว้นท์ บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด 19 ในปีที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วน รวมทั้งสตาร์ทอัพในหลายๆ ธุรกิจ ทำให้เกิดการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ แต่ขณะเดียวกันก็เป็นตัวเร่งในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาดำเนินธุรกิจเร็วขึ้น เช่น ธุรกิจเดลิเวอรี่ ธุรกิจเทคโนโลยีสุขภาพ ธุรกิจไซเบอร์ซีเคียวริตี้ เนื่องมาจากผู้บริโภคมีไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตเป็นดิจิทัล และเทคโนโลยี 5G เข้ามามีบทบาทต่อชีวิตผู้คนมากขึ้น เราจึงเห็นว่าเป็นโอกาสที่ดีในการเริ่มโครงการ Venture Builder การลงทุนผ่านกองทุนเวนเจอร์แคปปิตอล (Venture Capital Fund) ที่เกี่ยวข้องกับ 5G และ Emerging Technology ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตในอนาคต นอกจากนี้ ในส่วนของ Corporate Venture Capital ภายใต้โครงการอินเว้นท์ (InVent) ยังคงเฟ้นหาสตาร์ทอัพที่มีคุณภาพสำหรับการลงทุนทั้งในไทยและต่างประเทศ รวมถึงการลงทุนผ่าน JV/M&A เพื่อสร้างธุรกิจใหม่ๆ อีกด้วย”

การเติบโตของมูลค่าพอร์ตการลงทุนภายใต้โครงการอินเว้นท์ (InVent) และการสร้างคุณค่าให้กับสตาร์ทอัพที่ลงทุน

            ในปีที่ผ่านมา อินทัชได้ลงทุนในสตาร์ทอัพผ่านโครงการอินเว้นท์ (InVent) เพิ่ม 6 บริษัท โดยใช้เงินลงทุนทั้งสิ้น 252 ล้านบาท ประกอบด้วย สตาร์ทอัพด้านฟินเทค (FinTech) ได้แก่ บริษัท เพียร์ พาวเวอร์ จำกัด (PeerPower) ผู้พัฒนาแพลตฟอร์มระดมทุนหุ้นกู้คราวด์ฟันดิง, บริษัท ชมชอบกรุ๊ป จำกัด (ChomChob) สตาร์ทอัพไทยที่ให้บริการแพลตฟอร์มรวมคะแนนบัตรเครดิตและแบรนด์พันธมิตรต่างๆ เพื่อแลกเป็นสินค้าและบริการ และบริษัท แอกซินัน พีทีอี ลิมิตเต็ด (Axinan) สตาร์ทอัพสิงคโปร์ที่ให้บริการเทคโนโลยีประกันภัยสมัยใหม่ สตาร์ทอัพด้านเอ็นเตอร์ไพรส์โซลูชัน (Enterprise Solution) ได้แก่ บริษัท ดาต้าฟาร์ม จำกัด (Datafarm) สตาร์ทอัพไทยที่ให้บริการทดลองเจาะระบบ (Penetration Testing) และบริการตรวจสอบเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT Audit) แก่ลูกค้าองค์กร, บริษัท สวิฟท์ ไดนามิคส์ จำกัด (Swift Dynamics) ให้บริการซอฟท์แวร์และคำปรึกษาด้านการก่อสร้างและซ่อมบำรุง โดยมีจุดเด่นที่นำเอาเทคโนโลยี IoT เข้ามาผสานเพื่อให้อุปกรณ์ที่เชื่อมต่อทั้งหมดอยู่บนระบบคลาวด์ สตาร์ทอัพด้านดิจิทัลมีเดีย (Digital Media) ได้แก่ บริษัท พาโรนีม (Paronym) สตาร์ทอัพญี่ปุ่นที่ให้บริการวิดีโอเทคโนโลยีโต้ตอบอัตโนมัติ (Interactive video)

โดยในเดือนมกราคมที่ผ่านมาได้ลงทุนในบริษัท โคนิเคิล จำกัด (Conicle) ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มการเรียนรู้สำหรับบุคลากรในองค์กรซึ่งเป็น สตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีการศึกษา (EdTech) อีกด้วย

 

ตลอดระยะเวลา 9 ปีที่ผ่านมา อินทัชลงทุนในสตาร์ทอัพทั้งหมด 26 ราย มีมูลค่าพอร์ตการลงทุนกว่า 1,300 ล้านบาท เติบโตขึ้น 26% จากปี 2019  ซึ่งมาจากการลงทุนใหม่ และการขายหุ้นที่ลงทุน (Exit) ในบริษัท วงใน มีเดีย จำกัด และ บริษัท โซเชี่ยล เนชั่น ปัจจุบันอินทัชได้ทำการ Exit แล้วทั้งหมด 7 สตาร์ทอัพ ซึ่งได้รับผลตอบแทนทั้งหมดคิดเป็น IRR เฉลี่ย 29% โดยในปี 2564 อินทัชมีเป้าหมายลงทุนในสตาร์ทอัพที่เกี่ยวเนื่องกับ 5G เช่น เทคโนโลยีด้านการศึกษา (EdTech) เทคโนโลยีด้านสุขภาพ (HealthTech) เทคโนโลยีด้านการเงิน (FinTech) และ Emerging Technology อื่นๆ เป็นต้น

            ดร.ณรงค์พนธ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “อินทัชให้ความสำคัญกับการสร้างมูลค่าให้กับ InVent Portfolio ใน 3 ด้าน คือ

  1. Business Development & Strategic Value ส่งเสริมธุรกิจสตาร์ทอัพในการสร้างและเชื่อมโยงเครือข่ายให้เติบโตอย่างยั่งยืนจากการร่วมมือระหว่างบริษัทในเครืออินทัช และพันธมิตร ช่วยให้เข้าถึงตลาดใหม่ ช่องทางการขายใหม่ กลุ่มลูกค้าใหม่ หรือนวัตกรรมใหม่ๆ
  2. Nurturing พัฒนาศักยภาพของสตาร์ทอัพด้วยความรู้และผู้เชี่ยวชาญ และช่วยเหลือในด้านต่างๆ เช่น กฎหมาย การเงิน บัญชี และการบริหารจัดการต่างๆ
  3. Knowledge Sharing จัดงานพบปะทางธุรกิจ และแลกเปลี่ยนความรู้จากหลากหลายมิติ เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ

 

 

เสริมการลงทุนผ่าน Venture Builder และการลงทุนผ่านกองทุนเวนเจอร์แคปปิตอล (Venture Capital Fund)

ในปี 2564 อินทัชเสริมการลงทุนผ่าน Venture Builder และการลงทุนผ่านกองทุนเวนเจอร์แคปปิตอล (Venture Capital Fund) เพื่อเสริมสร้างให้เกิดธุรกิจใหม่ และสนับสนุนการเติบโตของบริษัทในกลุ่ม

  • Venture Builder ภายใต้โครงการ InVent Builder ช่วยสร้างและพัฒนาธุรกิจใหม่ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น (Early Stage) ที่ใช้เทคโนโลยีและบริการที่เกี่ยวข้องกับ 5G จนขยายการเติบโตได้อย่างยั่งยืน อินทัชจึงเห็นโอกาสในการทำ Venture Builder Program เพื่อสร้างระบบนิเวศสตาร์ทอัพของไทยให้แข็งแรงมากขึ้น ให้สตาร์ทอัพเติบโตได้อย่างมีคุณภาพ ช่วยสร้างธุรกิจใหม่ๆ โดยในปีนี้ได้ทำ Venture Builder ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีด้านสุขภาพ (HealthTech) เพราะเชื่อว่าเทคโนโลยี 5G จะช่วยยกระดับคุณภาพการให้บริการ ก่อให้เกิดนวัตกรรมทาง Healthcare ใหม่ๆ ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาได้ดียิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ทีมที่ได้รับคัดเลือกเข้าโครงการ Venture Builder จะได้รับการสนับสนุนผ่านกระบวนการที่ช่วยให้ไอเดียธุรกิจเป็นจริงได้ โดยได้รับคำแนะนำจาก Mentor อย่างเข้มข้น พร้อมเงินทุนสนับสนุนรายเดือน การเข้าถึงตลาดและโอกาสในการพบพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ และมีโอกาสในการเป็นเจ้าของธุรกิจร่วมกับอินทัชอีกด้วย สตาร์ทอัพที่สนใจสามารถสมัครได้ที่  www.inventvc.com/inventbuilder  

  • กองทุนเวนเจอร์แคปปิตอล (Venture Capital Fund) เพื่อขยายโอกาสการลงทุนที่ครอบคลุมในหลายภูมิภาค มุ่งหา deal flow ที่มีคุณภาพด้วยความเชี่ยวชาญจากผู้จัดตั้งกองทุนชั้นนำจากต่างประเทศ เกิดการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีและความร่วมมือทางธุรกิจที่จะช่วยให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อนำมาสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ สอดคล้องกับเทคโนโลยี 5G และตอบโจทย์ทางธุรกิจ สามารถต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์หรือบริการต่างๆ ให้กับบริษัทในกลุ่มอินทัช โดยปีนี้ลงทุนในกองทุนอิสราเอลเป็นกองทุนแรก

“ผมมองว่า การลงทุนของอินทัชจะเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุน และสร้างการเติบโตให้กับระบบนิเวศของสตาร์ทอัพ ได้มีโอกาสคิดค้น และพัฒนานวัตกรรมที่ใช้เทคโนโลยี 5G มาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการของบริษัทในกลุ่มอินทัช เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต และตอบโจทย์การใช้งานของคนในยุคดิจิทัล ตลอดจนช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตไปพร้อมๆ กัน” ดร.ณรงค์พนธ์ กล่าวสรุป  

 

 

เกี่ยวกับอินทัช

บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ อินทัช เป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ชั้นนำของประเทศไทย ลงทุนในธุรกิจโทรคมนาคม สื่อ และเทคโนโลยี เพื่อเชื่อมโยงความต้องการของคนไทยเข้ากับเทคโนโลยีที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น  ด้วยการบริหารงานอย่างมืออาชีพ ตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี มีความรับผิดชอบต่อสังคม รวมถึงสร้างมูลค่าและการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่มอย่างเป็นธรรม ผลจากความมุ่งมั่นพัฒนาทำให้อินทัช ได้รับรางวัลและการรับรองต่างๆ มากมาย อาทิ รางวัล “บริษัทยอดเยี่ยมแห่งปี ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย” และ “บริษัทยอดเยี่ยมแห่งปี กลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยี” จากงาน Money & Banking Awards 2020 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 รางวัลเกียรติยศบริษัทที่มีมูลค่าแบรนด์องค์กรสูงสุด ในหมวดธุรกิจเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร จากงาน “Thailand’s Top Corporate Brands Value 2020” ติดต่อกันเป็นปีที่ 4 รางวัลบริษัทจดทะเบียนด้านผลการดำเนินงานยอดเยี่ยม (Best Company Performance Awards) ในกลุ่มที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดสูงกว่า 100,000 ล้านบาท และรางวัลหุ้นยั่งยืน หรือ Thailand Sustainability Investment (THSI) ติดต่อกันเป็นปีที่ 6 (ปี 2015-2020) จัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รางวัลรายงานความยั่งยืน ปี 2563 และประกาศนียบัตร ESG 100 ปี 2020 จากสถาบันไทยพัฒน์ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 ปัจจุบันการลงทุนของอินทัช ประกอบด้วย ธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคมไร้สาย ดำเนินงานภายใต้บริษัท แอดวานซ์  อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) ธุรกิจดาวเทียมและธุรกิจต่างประเทศ ดำเนินงานภายใต้บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) รวมไปถึงธุรกิจอื่นๆ อาทิ ไฮ ช็อปปิ้ง และโครงการ อินเว้นท์ (InVent) เป็นต้น ผู้สนใจสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

 www.intouchcompany.com     www.facebook.com/intouchcompany

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-intouch-venture-builder/

[Guest Post] AIS ควง MSIG สตาร์ทเครื่อง “ประกันขับดี” นวัตกรรมประกันรถยนต์ยุคใหม่ คิดเบี้ยรายวัน จ่ายเบี้ยรายเดือน ยกระดับมาตรฐาน InsurTech เต็มรูปแบบ โปรเจคแรก จากโครงการ คปภ. Insurance Regulatory Sandbox คุ้มครองครบทั้งประกันชั้น 1 และ 2+

AIS โดย AIS Insurance Service ในฐานะผู้นำด้าน Digital Service ที่เน้นการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมายกระดับอุตสาหกรรมประกันภัย ผนึกกำลัง กับ MSIG ผู้นำธุรกิจประกันภัยและบริการด้านการเงินระดับโลก ภายใต้การสนับสนุนจาก สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือ คปภ. เปิดตัว “ประกันขับดี”  ประกันภัยรถยนต์ที่ใช้ InsurTech เต็มรูปแบบครั้งแรกในประเทศไทย


  • ประกันขับดี” จาก MSIG และ AIS Insurance Service ถือเป็นการประกันภัยรถยนต์ที่มีการคำนวณเบี้ยประกันภัยจากพฤติกรรมการขับขี่ที่แท้จริงโดยใช้นวัตกรรมจาก IoT และเทคโนโลยีการสื่อสารเจ้าแรกในประเทศไทย ซึ่งได้รับการอนุมัติจากสำนักงาน คปภ. ให้เข้าร่วมโครงการทดสอบที่นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาสนับสนุนการให้บริการสำหรับธุรกิจประกันภัย (Insurance Regulatory Sandbox) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
  • “ประกันขับดี” เป็นแผนประกันภัยรถยนต์ที่มีความสมเหตุสมผล จ่ายเมื่อขับ หากไม่ได้ขับก็ไม่ต้องจ่าย คิดค่าเบี้ยประกันตามพฤติกรรมการใช้งานของผู้ขับขี่รถยนต์จริงๆ สอดคล้องกับสถิติการขับขี่ในประเทศไทย ซึ่งพบว่า ผู้ขับขี่รถที่ไม่เกิดอุบัติเหตุเลยมีอยู่ถึง 60% กลายเป็นผู้ขับขี่ที่มีประวัติดี แต่ต้องจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยเท่าๆ กับคนอื่นๆ
  • “ประกันขับดี” เป็นประกันรถยนต์ที่คำนวณเบี้ยประกันภัยจากตัวแปรต่างๆ ที่ทันสมัยที่สุด โดยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลจาก Big Data โดยมีอุปกรณ์ MSIG Car Informatics หรือ OBD II (On-Board Diagnostic) เป็นอุปกรณ์ขนาดเล็กใช้ติดรถ สามารถเก็บค่าตัวแปรและค่าพฤติกรรมการขับรถในเชิงลึก และละเอียดกว่า Telematics ที่เก็บเฉพาะค่าระยะทางหรือชั่วโมง

OBD II จะเก็บข้อมูลเพื่อส่งคำนวณเบี้ยประกันภัยจากพฤติกรรมการขับขี่อย่างมีประสิทธิภาพและถูกต้องแม่นยำตามการใช้งานจริง ด้วยแนวคิด “ขับไม่เหมือนกัน ทำไมต้องจ่ายเท่ากัน” โดยคำนวณผ่าน 5 ตัวแปรหลัก ได้แก่ ระยะทาง / ความเร็ว / ระยะเวลาการขับขี่ / ช่วงเวลาการขับขี่ และพื้นที่การขับขี่ ซึ่งช่วยประหยัดค่าเบี้ยประกันสูงสุดถึง 50% พร้อมบริการดูแลลูกค้าตลอด 24 ชั่วโมง


          ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.)
กล่าวว่า “บทบาทของสำนักงาน คปภ. ที่สำคัญ คือ การส่งเสริมธุรกิจประกันภัยให้นำเอานวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาปรับปรุงให้เกิดประสิทธิภาพในการดำเนินงานและการให้บริการประชาชน รวมถึงส่งเสริมให้ประเทศไทยพัฒนาเป็น InsurTech Hub ซึ่งสอดคล้องกับแผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 4 โดยมุ่งหวังในการยกระดับการกำกับดูแลและส่งเสริมการพัฒนาสภาพแวดล้อมให้มีความเหมาะสม ทันสมัย และเป็นไปตามมาตรฐานสากล จึงมีความยินดีที่มีการเปิดตัว “ประกันขับดี”
ซึ่งสำนักงาน คปภ. ได้อนุมัติให้เข้าร่วมในโครงการทดสอบนวัตกรรมเทคโนโลยีด้านประกันภัย หรือ Insurance Regulatory Sandbox โดยเป็นการร่วมมือระหว่างภาคเอกชนที่มีความเชี่ยวชาญและมีศักยภาพ เพื่อเป็นการหลอมรวมและเพิ่มขีดความสามารถของเทคโนโลยีในการสร้างดิจิทัลแพลตฟอร์ม จึงหวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค โดยเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์การใช้งานของผู้ขับขี่รถยนต์ในยุคปัจจุบัน ซึ่งมีความยืดหยุ่น และมีการคิดเบี้ยประกันภัยตามการขับขี่จริง โดยสามารถซื้อง่ายและจ่ายสะดวก สอดรับกับพฤติกรรมการขับขี่ ช่วยให้เกิดวินัยในการขับขี่ที่ดี และมีส่วนลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนอีกด้วย”

            ด้านนายรัฐพล กิติศักดิ์ไชยกุล กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เอ็ม เอส ไอ จี ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงความร่วมมือในครั้งนี้ว่า “ตลอดปี 2563 ที่ผ่านมา สถานการณ์ COVID-19 ส่งผลให้ธุรกิจประกันต้องค้นหาโซลูชันที่สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคยุค New Normal แนวคิดของประกันขับดีเกิดขึ้นในช่วง Lockdown ที่คนไทยทั้งประเทศต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตและการทำงานใหม่ จากการเดินทางไปออฟฟิศมาเป็น Work from Home จึงขับรถน้อยลง ไม่ได้ออกเดินทางไกลข้ามจังหวัด และปัจจุบัน คนขับรถแล้วจอดเพื่อต่อรถไฟฟ้าและรถไฟใต้ดินมากขึ้น จึงเป็นที่มาของแนวคิดที่เราอยากจะพัฒนาแผนประกันภัยรถยนต์ที่มีเบี้ยประกันภัยสมเหตุสมผล จ่ายเมื่อขับและหากไม่ได้ขับก็ไม่ต้องจ่าย เป็นไปตามพฤติกรรมการใช้งานของผู้ขับขี่รถยนต์จริงๆ ตาม concept ที่ว่า “ขับไม่เหมือนกัน ทำไมต้องจ่ายเท่ากัน เราใช้เวลาพัฒนาประกันขับดีอยู่กว่า 6 เดือนและพบว่าต้องใช้อุปกรณ์ OBD II หรือ MSIG Car Informatics และซิมการ์ดทำงานร่วมกัน ดังนั้น จะต้องเป็นบริษัทที่สัญญาณที่ครอบคลุมทั่วประเทศมากที่สุด จะเป็นบริษัทอื่นไม่ได้เลยนอกจาก AIS โดย MSIG Car Informatics จะเก็บพฤติกรรมการใช้รถจาก 5 ตัวแปรหลัก ได้แก่ ระยะทาง / ความเร็ว / ระยะเวลาการขับขี่ / ช่วงเวลาการขับขี่ และพื้นที่การขับขี่ ประกันขับดีจะมีค่าเบี้ยประกันพื้นฐานรายปี โดยประกันรถยนต์ชั้น 1 เริ่มต้นที่ 6,499 บาท ประกันรถยนต์ 2+ ราคา 3,299 บาท ทุกทุนประกันภัยและรถทุกรุ่น หลังจากนั้นจะคิดค่าเบี้ยประกันตามการขับขี่ ซึ่งเบี้ยประกันจะถูกคำนวณเป็นรายวัน แต่ละวันก็จะไม่เท่ากัน แต่ละคนก็จะไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับ 5 แฟคเตอร์ และเราจะรวบจากเบี้ยรายวันเพื่อคิดค่าเบี้ยประกันเป็นรายเดือน สามารถตรวจสอบเบี้ยได้เลยจากแอปพลิเคชันประกันขับดี การชำระเบี้ยจะตัดจากบัตรเครดิตที่ผูกไว้ตั้งแต่ลงทะเบียน นอกจากนี้ ประกันขับดียังถือเป็นนวัตกรรมใหม่ของประกันภัยรถยนต์ที่ใช้รูปแบบ Parametric ต้องเข้า  Insurance Regulatory Sandbox เพื่อทดสอบนวัตกรรม ซึ่ง MSIG เห็นว่าโครงการนี้จะเป็นประโยชน์ในการพัฒนาอุตสาหกรรมประกันภัยรถยนต์ต่อผู้เอาประกันภัยหรือผู้บริโภคในอนาคต จึงได้นำเสนอและทางสำนักงาน คปภ. ก็ได้อนุมัติให้เข้าโครงการเรียบร้อยแล้ว”

          นายอลิสแตร์ เดวิด จอห์นสตั้น กรรมการผู้จัดการหน่วยธุรกิจพัฒนาธุรกิจใหม่ เอไอเอส กล่าวเสริมถึงความร่วมมือครั้งนี้ว่า “นอกจาก AIS Insurance Service จะทำหน้าที่เป็นตัวกลาง คัดสรรบริการประกันภัยที่ดีที่สุดจากพาร์ทเนอร์เพื่อส่งมอบให้แก่ลูกค้าแล้ว เรายังนำจุดแข็งจากการเป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล ที่มีเครือข่ายครอบคลุมสูงสุด พร้อมคลื่นความถี่ที่มากที่สุด รวมไปถึง Digital Platform ที่ช่วยพลิกโฉมยกระดับให้บริการประกันภัย และสร้างความแตกต่างไปอีกขั้นจากเทคโนโลยีดิจิทัล โดยครั้งนี้ได้ร่วมพัฒนาอุปกรณ์ MSIG Car Informatics ที่ฝังอุปกรณ์ IoT ให้สามารถส่งสัญญาณผ่านโครงข่ายของเอไอเอส และประมวลผลเข้าสู่ระบบ Cloud ของ MSIG ได้อย่างแม่นยำ
มีเสถียรภาพ ตรงตามพฤติกรรมการใช้งานจริงของลูกค้าแบบ Real Time  อีกทั้งยังได้สนับสนุนช่องทางการชำระค่าบริการรายเดือนผ่านระบบ Digital Payment Gateway ที่ช่วยอำนวยสะดวกและมีความปลอดภัยสูงสุด โดยถือเป็นต้นแบบของ InsurTech ครั้งแรกเพื่อลูกค้า ที่เราภาคภูมิใจอย่างยิ่ง”

 

 

“ประกันขับดี” พร้อมให้บริการแล้ววันนี้ โดยลูกค้าที่สนใจสามารถศึกษาและสมัครแผน “ประกันขับดี” ได้หลากหลายช่องทาง อาทิ  

  • “ขับดี Service Center by MSIG” โทร. 065-924-1175
  • เว็บไซต์ www.ais.co.th/insurance
  • แอปพลิเคชัน ประกันขับดี

**********************************************

เกี่ยวกับ โครงการทดสอบนวัตกรรมที่นำเทคโนโลยีมาสนับสนุนการให้บริการสำหรับธุรกิจประกันภัย (Insurance Regulatory Sandbox) หรือ IRS

วัตถุประสงค์เพื่อให้ภาคธุรกิจประกันภัย (บริษัทประกันภัย นายหน้าประกันภัย หรือ Tech Firms) สามารถทดสอบนวัตกรรม โดยการให้บริการแก่ผู้บริโภคจริง ภายในสภาพแวดล้อมและการให้บริการที่จำกัด ภายใต้กรอบหลักเกณฑ์การกำกับดูแลที่ยืดหยุ่นตามความจำเป็น ซึ่งได้มีการดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่อง และเพื่อให้การกำกับดูแลและส่งเสริมพัฒนาสภาพแวดล้อม (ecosystem) มีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น

สำนักงาน คปภ. ได้มีการปรับปรุงแนวทางการเข้าร่วมโครงการทดสอบนวัตกรรมให้มีความยืดหยุ่น และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบธุรกิจ ทั้ง Fintech Firms และ Tech Firms สามารถเข้ามาทำการทดสอบใน Insurance Regulatory Sandbox ได้มากยิ่งขึ้น รวมถึงสนับสนุนให้บริษัทมี Sandbox ของตนเอง (Own Sandbox) โดยยังคงมีกระบวนการคุ้มครองผู้บริโภคที่เหมาะสมและเป็นการลดความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ และสำนักงาน คปภ. ได้ยกระดับประกาศเกี่ยวกับ Insurance Regulatory Sandbox เพื่อลดขั้นตอน และเพิ่มความยืดหยุ่นในการพิจารณาคัดเลือกผู้เข้าร่วมทดสอบ โดยล่าสุด สำนักงาน คปภ. โดยกลุ่มส่งเสริมเทคโนโลยีการประกันภัย จึงพิจารณาแนวทางการขับเคลื่อนโครงการ IRS เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้สนใจ โดยได้ดำเนินการจัดทำระบบตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สนใจเข้าร่วมโครงการ IRS ซึ่งเป็นระบบ Self Service เพื่อใช้ในการตรวจสอบคุณสมบัติของโครงการและสามารถทราบผลการตรวจสอบคุณสมบัติเบื้องต้นว่าเข้าเกณฑ์หรือไม่ และสามารถยื่นหลักฐานใบสมัครเข้าโครงการผ่านระบบออนไลน์ได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว 


เกี่ยวกับ เอ็ม เอส ไอ จี ประกันภัย
 

เอ็ม เอส ไอ จี ประกันภัย เป็นบริษัทประกันวินาศภัยต่างชาติชั้นนำในประเทศไทย เป็นสมาชิกของกลุ่มบริษัทประกันภัย เอ็มเอส แอนด์ เอดี (MS&AD Insurance Group) ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มบริษัทประกันภัยที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย เอ็ม เอส ไอ จี เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านรับประกันภัยรายบุคคลและประกันภัยรายบรรษัทสำหรับลูกค้าชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยได้รับรางวัลองค์กรดีเด่นแห่งปี สาขาบริการประกันวินาศภัยและทำคุณประโยชน์ต่อสังคม ประจำปี 2563 จากโครงการ หนึ่งล้านกล้าความดีตอบแทนคุณแผ่นดิน มูลนิธิเพื่อสังคมไทย ปัจจุบัน เอ็ม เอส ไอ จี ประกันภัย มีพนักงานกว่า 800 คน ทั้งในสำนักงานใหญ่และสาขาย่อยใน 18 จังหวัด เพื่อให้บริการลูกค้าทั่วประเทศๆ ได้อย่างทั่วถึง 

 

เกี่ยวกับ AIS 

บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS ผู้นำด้าน Digital Life Service Provider อันดับ 1 ที่มีคลื่นความถี่ในการให้บริการมากที่สุดรวม 1420 MHz และมีจำนวนผู้ใช้งานมากที่สุดกว่า 41.4 ล้านเลขหมาย (ณ ธันวาคม 2563) พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยเทคโนโลยี 5G ที่ครบ 77 จังหวัดแล้วเป็นรายแรกผ่าน 3 สายธุรกิจ ได้แก่ โทรศัพท์เคลื่อนที่, อินเทอร์เน็ตบ้านความเร็วสูงภายใต้แบรนด์ AIS Fibre และบริการดิจิทัล 5 ด้าน ได้แก่ วิดีโอ คลาวด์ ดิจิทัลเพย์เมนท์ อินเทอร์เน็ตในทุกสิ่ง (IoT) และบริการร่วมกับพาร์ทเนอร์ ตลอดจนขยายสู่กลุ่มธุรกิจใหม่ อาทิ  AIS eSports, AIS Insurance ทั้งหมดนี้ เพื่อสนับสนุนความแข็งแกร่งด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ ขยายขีดความสามารถของภาคอุตสาหกรรม และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยไปพร้อมกัน   

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-ais-insurance-service-msig/

Hitachi Vantara ประกาศเพิ่มบริการใหม่ รองรับความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลขององค์กรขนาดกลาง

ฮิตาชิ แวนทารา (Hitachi Vantara) บริษัทด้านโครงสร้างพื้นฐานและโซลูชันดิจิทัลในเครือบริษัท ฮิตาชิ จำกัด (TSE: 6501) ประกาศขยายไลน์ E-Series ของชุดผลิตภัณฑ์ NVMe all-flash สมรรถนะสูง และตัวเสริมในตระกูล HNAS ของโซลูชัน NAS โดยมุ่งเจาะกลุ่มลูกค้าองค์กรขนาดกลาง นอกจากนี้บริษัทยังเปิดตัวโครงการริเริ่มใหม่ เพื่อให้พาร์ทเนอร์ในแชนแนลสามารถช่วยลูกค้าองค์กรขนาดกลางเร่งเข้าสู่ยุคใหม่ของแพลตฟอร์มและระบบนิเวศธุรกิจดิจิทัล

ปัจจุบันปริมาณข้อมูลขยายตัวเร็วขึ้นเกือบสองเท่าของงบประมาณด้าน IT (19% Y/Y เทียบกับ 10% Y/Y) [1] ทำให้ปัญหาหลัก ๆ เป็นเรื่องของการจัดเก็บข้อมูลและทำให้ข้อมูลเข้าถึงได้สำหรับลูกค้าและแอปพลิเคชันของพวกเขา โดยลูกค้าขนาดกลางที่มีจำนวนพนักงานและทรัพยากร IT น้อยกว่า ต่างต้องการโซลูชันที่เชื่อถือได้ เพื่อลดต้นทุนการจัดเก็บและเพิ่มประสิทธิภาพ ซึ่งโซลูชันของฮิตาชิ แวนทารา รองรับความต้องการที่สำคัญที่สุดของผู้ซื้อในตลาดระดับกลาง ด้วยคุณสมบัติโดดเด่นในแง่ของคุณประโยชน์และราคาสำหรับลูกค้าและพาร์ทเนอร์

“บริษัทที่มีขนาดเหมือนเราต่างต้องการโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งเหมือน ๆ กับองค์กรใหญ่ ที่มีศักยภาพรองรับดีมานด์ข้อมูลที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว” Robert Koppelstetter จากโรงพยาบาล Ludwig-Maximilians-University (LMU) ในเมืองมิวนิก ประเทศเยอรมนี กล่าว “การที่ฮิตาชิ แวนทารา ขยับเข้าเซกเมนต์ของเราหมายความว่า เราไม่จำเป็นต้องปรับลดความต้องการด้านความน่าเชื่อถือและประสิทธิภาพในขณะที่เดินหน้าสร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ล้ำสมัย เพื่อขับเคลื่อนโอกาสที่มีอยู่และโอกาสใหม่ ๆ สำหรับองค์กรของเรา”

“ฮิตาชิ แวนทารา เป็นมาตรฐานทองคำสำหรับการจัดเก็บข้อมูลสมรรถนะสูงมานานแล้ว แต่ปัจจุบันเราได้ยกระดับมาตรฐานสำหรับการจัดเก็บข้อมูลของตลาดระดับกลางด้วยเช่นกัน” Joe Ong รองประธานและผู้จัดการทั่วไปประจำภูมิภาคอาเซียนของฮิตาชิ แวนทารา กล่าว “เรากำลังนำขีดความสามารถระดับแถวหน้าของอุตสาหกรรมและซอฟต์แวร์อัจฉริยะที่สร้างความสำเร็จให้ VSP 5000 มาแล้ว ลงสู่ตลาดผลิตภัณฑ์สำหรับตลาดระดับกลางของเราอย่าง E-series ใหม่ ด้วยจุดเด่นด้านราคาและการใช้งานง่าย โดยบริการ as-a-Service ใหม่ของเรานี้ จะช่วยลดภาระในการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐาน ดังนั้นลูกค้าจะสามารถโฟกัสกับสิ่งที่สำคัญที่สุด นั่นคือการบริหารธุรกิจของพวกเขา”

“ฮิตาชิ แวนทารา และพาร์ทเนอร์ของเรา ต่างตื่นเต้นในการขยายบริการระดับองค์กรอันทรงพลังใหม่ ๆ เหล่านี้แก่องค์กรขนาดกลาง เพื่อช่วยให้พวกเขาเร่งกระบวนการยกระดับธุรกิจ และบรรลุเป้าหมายด้านธุรกิจของพวกเขา ซึ่งทั้งหมดอยู่ในราคาที่น่าดึงดูด” Varghese Mathew หัวหน้าฝ่ายพาร์ทเนอร์และพันธมิตรประจำภูมิภาคอาเซียนของฮิตาชิ แวนทารา กล่าว

บริการใหม่เพื่อรองรับตลาดระดับกลาง

ฮิตาชิ แวนทารา มอบทางเลือกและราคาที่เอื้อมถึง โดยขอนำเสนอ 2 บริการใหม่ เพื่อยกระดับตัวเองในฐานะผู้ให้บริการผลิตภัณฑ์ระดับกลางในดวงใจของลูกค้า

  • บริษัทกำลังขยายไลน์ Hitachi Virtual Storage Platform E Series ด้วยการเพิ่ม NVMe all-flash ระดับกลางรุ่นใหม่อย่าง VSP E590 และ E790 ซึ่งจะนำฟีเจอร์ระดับองค์กรและคุณประโยชน์ต่าง ๆ มาสู่มือลูกค้าทุกขนาด ซึ่งธุรกิจของพวกเขาไปไกลเกินกว่าที่โครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่จะรองรับได้ และมองหาการสนับสนุนสำหรับกระบวนการทางธุรกิจสมัยใหม่อย่าง DevOps
    • E Series รุ่นใหม่มาพร้อมความสามารถในการบริหารจัดการที่ชาญฉลาด ออกแบบให้ E Series เรียบง่ายขึ้นในทุกแง่มุม ไม่ว่าจะเป็นการติดตั้งที่รวดเร็ว ไปจนถึงการจัดเตรียมอัตโนมัติ และการจัดการประสิทธิภาพแบบอัจฉริยะ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญลำดับต้น ๆ ของทีม IT ที่มีขนาดเล็กกว่า และสำหรับลูกค้าที่คิดใหญ่และกำลังมองหาข้อมูลการวิเคราะห์ที่ครบวงจร รวมถึงการจัดการขั้นตอนการทำงาน และระบบอัตโนมัติแล้ว ระบบ VSP E Series ยังสามารถใช้กับซอฟต์แวร์บริหารจัดการระดับองค์กรที่ทันสมัยของฮิตาชิอย่าง Hitachi Ops Center ได้ด้วย
    • VSP E590 และ E790 คือแพลตฟอร์ม 2U ที่มาพร้อมกับสมรรถนะอันเหนือชั้นและความเรียบง่ายที่มากกว่าเดิม ด้วยความสามารถในการปกป้องข้อมูลและการจัดการข้อมูลซ้ำแบบบูรณาการ เพื่อปกป้องข้อมูลและทำให้การจัดการข้อมูลวันต่อวันเป็นเรื่องง่ายขึ้น
    • ใช้ประโยชน์จากระบบปฏิบัติการ SVOS RF เหมือนกับ VSP 5000 Series เพื่อรับประกันการลดข้อมูลและประสิทธิภาพ
      • มอบประสิทธิภาพและความจุในระดับย่อส่วน ด้วยราคาระดับย่อมเยา
      • Advanced Data Reduction (ADR) ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ในพอร์ต Hitachi VSP E Series ทำหน้าที่เพิ่มประสิทธิภาพความจุ เพื่อให้ลูกค้าระดับกลางใช้ประโยชน์จากพื้นที่ที่จำกัดได้อย่างเต็มที่
  • ฮิตาชิ แวนทารา ยังเปิดตัวตระกูล HNAS 5000 ซึ่งเป็นโซลูชันจัดเก็บข้อมูลที่ใช้ง่ายและมีประสิทธิภาพ เพื่อรองรับปริมาณงานจากองค์กรแบบกระจายและดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งจะเปิดทางให้ลูกค้ารวบรวมข้อมูลไฟล์บนโครงสร้างพื้นฐานฮิตาชิ แวนทารา ที่พวกเขาไว้ใจอยู่แล้ว ตามคุณสมบัติดังนี้
    • เพิ่มผลิตผลของโครงสร้างพื้นฐานการจัดเก็บข้อมูลที่ใช้ร่วมกัน ลูกค้าสามารถเพิ่มไฟล์ไปยังระบบ VSP ใดก็ได้ โดยเป็นโซลูชันครบวงจรที่รวบรวมปริมาณงานที่หลากหลาย
    • ลดค่าใช้จ่ายโดยการถ่ายข้อมูลไฟล์ออก ซึ่งประเมินตามกฎเกณฑ์และนโยบายต่าง ๆ ไปยังเป้าหมายระยะไกลทุกประเภท ซึ่งรวมถึงคลาวด์สาธารณะ

ความเร็วและคุณประโยชน์สำหรับพาร์ทเนอร์

ฮิตาชิ แวนทารา มีเป้าหมายเพื่อเจาะเซกเมนต์ตลาดระดับกลางอันกว้างขวางให้เข้มข้นยิ่งขึ้น ด้วยชุดผลิตภัณฑ์ VSP E Series ที่พร้อมตอบโจทย์ทุกความต้องการ สิ่งนี้จะทำให้ระบบนิเวศพาร์ทเนอร์ของบริษัทมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะพาร์ทเนอร์ช่วยเพิ่มสเกล เสาะหาโอกาส ยกระดับการเข้าถึง และส่งมอบโซลูชันที่จะช่วยจัดการปัญหาต่าง ๆ ของลูกค้า

เพื่อให้แน่ใจว่าพาร์ทเนอร์ที่ลงทะเบียนพร้อมที่จะรุกวงการนี้ด้วยบริการใหม่ ๆ เหล่านี้ ฮิตาชิ แวนทารา จึงขอนำเสนอเครื่องมือและทรัพยากรต่าง ๆ ได้แก่

  • เครื่องมือกำหนดราคาแบบไดนามิกที่ช่วยลดความซับซ้อนและเพิ่มความเร็วในกระบวนการทำข้อตกลง ผ่านแนวทางการกำหนดราคาและขั้นตอนการอนุมัติดีลอัตโนมัติ
  • Hitachi Guru เครื่องมือแนะนำสำหรับการจัดเก็บข้อมูลระดับกลาง
  • สิ่งจูงใจที่หลากหลาย และสะสมได้
  • ทำให้การฝึกอบรม แซนด์บ็อกซ์ และแล็บออนไลน์สะดวกสบายขึ้น เพื่อเพิ่มองค์ความรู้ให้กับพาร์ทเนอร์ และเร่งโอกาสทำยอดขาย
  • ทรัพยากรแคมเปญทางการตลาดที่พร้อมใช้ ปรับแต่งได้ และใช้งานง่ายใน Partner Marketing Hub ของเรา

“บริษัทขนาดกลางไม่เหมือนกับองค์กรขนาดใหญ่ เพราะไม่มีพนักงาน IT จำนวนมาก หรือไม่มีงบประมาณด้าน IT หลักหลายล้านดอลลาร์” Enrico Signoretti นักวิเคราะห์จาก GigaOm Research กล่าว “บริษัทขนาดกลางมักสับสนในการหาโซลูชันที่พึ่งพาได้ เพื่อลดค่าใช้จ่ายด้าน IT โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องต้นทุนด้านการจัดเก็บข้อมูล การเพิ่มไลน์ E-Series ของฮิตาชิ แวนทารา ในชุดผลิตภัณฑ์ NVMe all-flash สมรรถนะสูง และ Virtual Storage as a Service ใหม่ ที่มุ่งจัดการปริมาณงานที่สำคัญสำหรับธุรกิจของลูกค้าขนาดกลาง น่าจะเป็นความก้าวหน้าที่ตลาดมองหา”

คำรับรองจากพาร์ทเนอร์ สำหรับโซลูชันตลาดระดับกลางของฮิตาชิ แวนทารา

เอเชียแปซิฟิก

“โซลูชัน VSP E590 และ E790 ใหม่จากฮิตาชิ แวนทารา ทำให้ลูกค้าเข้าถึงฟีเจอร์และประโยชน์ระดับองค์กรอันเป็นที่ต้องการ ด้วยราคาที่น่าดึงดูดสำหรับตลาดระดับกลาง ช่วยให้ลูกค้ากลุ่มใหม่บรรลุพลังแห่งข้อมูลของตัวเอง” 
— Jung Gyu Yang ซีอีโอ Hyosung Information Systems กล่าว

“ฮิตาชิ แวนทารา เป็นมาตรฐานทองคำในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การประกาศในวันนี้ได้เปิดประตูให้ลูกค้าในตลาดใหม่เข้าถึงโซลูชันระดับโลกเหล่านี้ได้มากขึ้น”
— Summer Xia ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายพันธมิตรของ Ronglian Group Ltd. กล่าว

ยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกา

“การขยาย VSP E Series จากฮิตาชิ แวนทารา ประกอบกับ EverFlex ช่วยให้เรามอบโซลูชันที่มีประสิทธิภาพสูง โดยที่สามารถทำนายและกำหนดราคาด้วยความโปร่งใสได้ อีกทั้งเปิดทางให้เรามอบคุณค่าที่โดดเด่นแก่ลูกค้า และช่วยพวกเขาเร่งกระบวนการยกระดับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล”
— Thomas Kleinkuhnen ผู้อำนวยการฝ่ายโครงสร้างพื้นฐานองค์กร Tech Data GmbH & Co. OHG กล่าว

“ปัจจุบันลูกค้าเผชิญความท้าทายมากกว่าครั้งไหน ๆ ในการทำน้อยให้ได้มาก ซึ่งโซลูชันใหม่อย่าง Hitachi VSP E590 และ E790 ช่วยให้องค์กรขนาดกลางใช้ประโยชน์จากโซลูชันระดับองค์กรที่มีประสิทธิภาพ ปรับขนาดได้ และยืดหยุ่นโดยที่ไม่ต้องสูญเสียอะไร”
— Paweł Pastor ผู้อำนวยการหน่วยธุรกิจขั้นสูง แห่ง TechData Poland กล่าว

ทวีปอเมริกา

“ก่อนหน้านี้ลูกค้าจำนวนมาก โดยเฉพาะในตลาดขนาดกลาง รู้สึกว่าการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการยกระดับธุรกิจเป็นเรื่องไกลเกินเอื้อม ถ้าไม่เป็นเพราะต้นทุนก็เป็นเพราะความซับซ้อน แต่ด้วยบริการใหม่ ๆ จากฮิตาชิ แวนทารา เราสามารถช่วยพวกเขาให้ได้ประโยชน์จากการยกระดับธุรกิจ โดยไม่บั่นทอนผลกระทบทางธุรกิจในโลกจริง”
— Rich Naber รองประธานฝ่ายที่ปรึกษาโซลูชันจาก Storage IT Solutions กล่าว

“การรองรับอนาคตนั้นเป็นเรื่องสำคัญสำหรับลูกค้า โดยคุณสมบัติที่ใช้งานง่ายใน Hitachi VSP E Series ช่วยให้ลูกค้าของเรามีข้อได้เปรียบจากอินเตอร์เฟซใหม่ที่ใช้งานง่าย พร้อมเส้นทางในตัวที่นำไปสู่การจัดการแบบรวมศูนย์หากมีความจำเป็นเมื่อเวลาผ่านไป”
— Alan Rogers ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี Stoneworks กล่าว

[1] 451 Research, VotE Storage, Transformation 2020

เกี่ยวกับ ฮิตาชิ แวนทารา

ฮิตาชิ แวนทารา (Hitachi Vantara) เป็นบริษัทในเครือ ฮิตาชิ จำกัด ที่ตั้งมาเพื่อพาลูกค้าก้าวข้ามจากปัจจุบันสู่สิ่งต่อไปในอนาคตด้วยการแก้ปัญหาความท้าทายด้านดิจิทัลต่าง ๆ เราทำงานร่วมกับลูกค้าแต่ละรายโดยอาศัยความสามารถทางเทคโนโลยีดิจิทัลที่ไม่มีใครเทียบมาผสานเข้ากับข้อมูลและแอปพลิเคชันของพวกเขา เพื่อสร้างประโยชน์ทั้งทางธุรกิจและต่อสังคม ปัจจุบันมีบริษัทในทำเนียบ Fortune 100 มากกว่า 80% ไว้ใจให้ฮิตาชิ แวนทารา เข้าไปช่วยพัฒนาช่องทางหารายได้ ปลดล็อกข้อได้เปรียบด้านการแข่งขัน ลดต้นทุน ยกระดับประสบการณ์ลูกค้า ตลอดจนช่วยส่งมอบคุณค่าทางสังคมและสิ่งแวดล้อม ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเราได้ที่ www.hitachivantara.com

from:https://www.techtalkthai.com/hitachi-vantara-announces-new-offerings-to-support-data-infrastructure-needs-of-midsized-enterprises/

[Guest Post] เอปิค เกมส์ (Epic Games) แนะนำให้อุตสาหกรรมการออกแบบสถาปัตยกรรมของไทยใช้ Real-Time Technology

โดย Quentin Staes-Polet, ผู้จัดการทั่วไปแห่งภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกและอินเดียของ Epic Games

Quentin Staes-Polet, ผู้จัดการทั่วไปแห่งภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกและอินเดียของ Epic Games

 

การออกแบบสถาปัตยกรรมถือเป็นงานของมืออาชีพที่ผสมผสานความคิดสร้างสรรค์ ความแม่นยำและการทำงานร่วมกันค่อนข้างสูง

แต่ทุกวันนี้งานนี้กลับมีความยุ่งยากซับซ้อนมากขึ้น เนื่องจากการเดินทางและการประชุมแบบตัวต่อตัวต้องถูกจำกัด ยิ่งไปกว่านั้นกำหนดเวลาในการทำงานดูเหมือนจะสั้นลงเรื่อย ๆ เนื่องจากสถาปนิกและวิศวกรถูกคาดหวังให้ทำงานได้เร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย

ปัญหาความยากลำบากนี้ที่สถาปนิกต้องเผชิญส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคเช่นกัน อุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ของไทยประสบกับความไม่แน่นอนมากขึ้นกว่าเดิมด้วยความเชื่อมั่นของผู้ซื้อต่อสภาวะเศรษฐกิจที่ลดลงในปัจจุบันและมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม ในช่วงเวลาเช่นนี้ตัวช่วยใหม่ที่ทำให้ผู้ซื้อสามารถชมและสัมผัสพื้นที่ในรูปแบบ 3 มิติที่สมจริงนั้นมีประโยชน์อย่างแน่นอน – โดยช่วยเพิ่มความมั่นใจให้แก่ผู้ซื้อทั้งที่อยู่ในประเทศและต่างประเทศมากขึ้น

ทั่วโลกพบว่า วิธีการที่ผู้คนกับเทคโนโลยีปรับตัวให้เข้ากับการทำงานในช่วงที่เกิดโรคระบาดได้เปิดโอกาสใหม่ ๆ ขึ้นมากมายและสร้างการเปลี่ยนแปลงพื้นฐานในการดำเนินธุรกิจการออกแบบสถาปัตยกรรมและอสังหาริมทรัพย์ ขณะนี้ถึงเวลาแล้วที่คนไทยจะต้องนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้สำหรับอุตสาหกรรมในประเทศเพื่อผลักดันให้เกิดการฟื้นตัวโดยเร็วที่สุด

 

ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเรียลไทม์ตั้งแต่เริ่มต้นออกแบบ

อาคารระฟ้าสูงตระหง่านที่เราเห็นรอบตัวเราในกรุงเทพมหานคร แต่ละอาคารไม่ได้เป็นผลมาจากวิชั่นของคน ๆ เดียว แต่เกิดจากความเชี่ยวชาญและความเข้าใจของคนหลายกลุ่มที่ทำงานร่วมกันทำการแปลงออกมาเป็นอาคารทางกายภาพอันหนึ่งอันเดียวกัน บ่อยครั้งที่กระบวนการทำงานร่วมกันนี้เป็นไปอย่างยากลำบากเนื่องจากความเห็นที่ต่างกันทำให้งานที่ออกมาไม่เป็นไปตามระยะเวลาและงบประมาณที่กำหนด – อันเนื่องจากสถาปนิก วิศวกรและผู้ก่อสร้างถูกขับเคลื่อนด้วยมุมมองในการทำงานที่แตกต่างกัน ต่อแต่นี้ไปทุกฝ่ายจะสามารถทำงานและมองเห็นไปพร้อม ๆ กันได้ในทุก ๆ รายละเอียดของโครงการ ทำการปรับปรุงแก้ไขและตรวจสอบให้สอดคล้องกันได้ในทันที

ตามข้อเท็จจริงจากการวิจัยพบว่ากระบวนการและระบบการทำงานร่วมกัน (หรือถ้าขาด) เป็นหนึ่งในความเจ็บปวดที่สำคัญที่สถาปนิก วิศวกร ศิลปินและผู้รับเหมาก่อสร้างต้องเผชิญโดยมีเพียง 6% เท่านั้นที่พึ่งพอใจกับระบบการทำงานร่วมกันในอุตสาหกรรมการออกแบบสถาปัตยกรรมและอุตสาหกรรมการก่อสร้างที่เป็นอยู่ ปัญหานี้กลายเป็นเรื่องที่ท้าทายยิ่งขึ้นเนื่องจากปัจจุบันผู้เชี่ยวชาญไม่สามารถพบปะกันได้แบบตัวต่อตัว

นี่คือจุดที่เทคโนโลยีขั้นสูงสามารถเข้ามาช่วยได้ ตัวอย่างหนึ่งคือเทคโนโลยีการเรนเดอร์ภาพแบบเรียลไทม์ (Real-Time Rendering technology) ซึ่งสามารถช่วยทำให้ภาพในวิชั่นนั้นถูกจำลองออกมาให้เห็นอย่างสมบูรณ์แบบได้ก่อนที่กระบวนการสร้างจริงจะเริ่มขึ้น สิ่งที่น่าสนใจคือการใช้เทคโนโลยีดังกล่าวในงานออกแบบสถาปัตยกรรมมีอยู่แค่เพียงในระดับที่ส่วนใหญ่ยอมรับว่ามีไว้ใช้บ้างก็ดีแต่ไม่จำเป็นถึงขั้นคอขาดบาดตายและถูกมองว่าเป็นเพียงวิธีการนำเสนองานให้ลูกค้าดูเท่านั้น

อย่างไรก็ตามสำหรับบริษัทที่กำลังต้องการจะปลดล็อกพลังของตน เทคโนโลยีแบบเรียลไทม์สามารถเปิดโอกาสใหม่ ๆ ให้มากมายและสร้างการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานในการดำเนินงานการออกแบบสถาปัตยกรรม

การใช้เทคโนโลยีแบบเรียลไทม์สามารถเริ่มต้นได้ตั้งแต่เริ่มวงจรชีวิตการทำงานออกแบบสถาปัตยกรรม เมื่อทีมงานพยายามถ่ายทอดแนวคิดในการออกแบบอาคารที่ยิ่งใหญ่ให้แก่ลูกค้าได้ชมโดยการสร้างภาพเสมือน

 

ตัวอย่างเช่น การปฏิบัติงานด้านการออกแบบสถาปัตยกรรมของบริษัทในประเทศอังกฤษชื่อ Allford Hall Monaghan Morris (AHMM) ได้ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีแบบเรียลไทม์เพื่อทดสอบตัวเลือกภาพร่างรูปทรงอาคารที่สมบูรณ์ในแบบต่าง ๆ  (Massing options) แต่ละภาพสำหรับโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ล่าสุดของพวกเขาในทำเลใจกลางเมืองที่มีมูลค่าสูงมาก สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงในทำเลที่ตั้งหลักนี้คือต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่ารูปแบบอาคารที่จะเลือกมาก่อสร้างสุดท้ายแล้วเหมาะสมเข้ากันได้กับบริบทของภูมิทัศน์ที่มีอยู่รายรอบอย่างกลมกลืน รวมถึงข้อควรพิจารณาต่าง ๆ เช่นปัญหาการจราจรติดขัด Massing เป็นสิ่งสำคัญในการทดสอบความสมบูรณ์ของภาพเสมือนจากการออกแบบ นอกเหนือจากการส่งผลกระทบต่อสิ่งต่าง ๆ เช่นผนังและฐานราก การใช้การเรนเดอร์ภาพแบบเรียลไทม์ทำให้การทำงานร่วมกันระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายทำได้รวดเร็วและราบรื่นขึ้น เมื่อแผนการออกแบบและแผนการดำเนินงานหลักถูกเปลี่ยนไป ภาพเสมือนจะถูกอัปเดตภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงทำให้บริษัทมีไฟล์ทำงานไฟล์เดียวที่ถูกออกแบบล่าสุดอยู่เสมอ

จินตนาการใหม่ถึงกระบวนการทำงานร่วมกันในการออกแบบสถาปัตยกรรม

เนื่องจากปัจจุบันมีโครงการขนาดใหญ่จำนวนมากขึ้นที่ต้องทำงานร่วมกันในแบบข้ามพรมแดนประเทศ แนวทางการปฏิบัติงานด้านการออกแบบสถาปัตยกรรมจึงจำเป็นต้องสามารถเปลี่ยนแปลงได้แบบเรียลไทม์โดยไม่ต้องเสียเวลาไปกับรอบการตรวจสอบภายหลาย ๆ รอบที่เสียเวลามาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกหลังการแพร่ระบาดที่การเดินทางข้ามประเทศยังคงทำได้อย่างจำกัด

 

ดังนั้นเทคโนโลยีแบบเรียลไทม์สามารถเข้ามาช่วยให้ผู้ใช้หลาย ๆ คนทำการแก้ไขและทำเซสชันการตรวจสอบได้จากระยะไกล ทีมงานสามารถแบ่งปันงานการออกแบบกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย เพื่อตรวจสอบและทบทวนข้อเสนอแนะร่วมกัน สิ่งนี้ช่วยให้แผนกต่าง ๆ สามารถทำงานร่วมกันและทำการเปลี่ยนแปลงได้อย่างตรงจุดช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการสร้างสรรค์และเร่งเวลาออกสู่ตลาด

การใช้ซอฟต์แวร์สร้างภาพเสมือน (Visualization Software) ที่มีความสามารถในการจัดการชุดข้อมูลขนาดใหญ่ได้แบบเรียลไทม์ ยังสามารถช่วยในการปรับและขยายขนาดได้ในการวางผังเมืองอัจฉริยะ การก่อสร้างเมืองและโครงสร้างพื้นฐานรวมถึงแม้กระทั่งการเมืองสร้างเมืองฝาแฝดที่เป็นดิจิทัล (Digital Twins) ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญอันดับต้น ๆ ประการหนึ่งของการขับเคลื่อนตามนโยบาย Thailand 4.0 ในปัจจุบันของประเทศไทย เทคโนโลยีเหล่านี้ได้ถูกนำมาใช้เพื่อสร้างเมืองเสมือนแบบ 3 มิติให้แก่เมืองเฮลซิงกิ ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศฟินแลนด์ได้สำเร็จมาแล้ว

 

เพิ่มประสิทธิภาพการตลาดแบบเรียลไทม์

ผลกระทบของเทคโนโลยีแบบเรียลไทม์ในอุตสาหกรรมการออกแบบสถาปัตยกรรมยังขยายไปถึงแอปพลิเคชันการสร้างภาพเสมือนให้ลูกค้าชมอีกด้วย ตัวอย่างเช่นในปัจจุบันนี้เป็นเรื่องยากสำหรับผู้ซื้อบ้านทั้งในและต่างประเทศที่จะเดินทางมายังสถานที่พวกเขาตั้งใจจะซื้อ พวกเขามักจะกังวลในการซื้อบ้านที่ยังไม่ได้สร้างสำเร็จออกมาจากแบบและจำเป็นต้องใช้จินตนาการเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับพื้นที่ การสร้างภาพน่าประทับใจโดยศิลปินโชว์ภาพแนวระนาบและภาพ 2 มิติสามารถช่วยได้ แต่อาจไม่เป็นประโยชน์มากเท่าที่ควรสำหรับตัวแทนและนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงนักออกแบบการตกแต่งภายในในการสร้างความมั่นใจให้กับผู้ซื้อได้เพียงพอ

 

เทคโนโลยีเรียลไทม์สามารถช่วยทำให้ผู้ซื้อบ้านไม่ต้องคาดเดาอีกต่อไป ผู้ซื้อบ้านสามารถชมภาพเสมือนของการตกแต่งภายใน ภาพแผนผังเฉพาะแต่ละชั้นและสัมผัสรับรู้ถึงบรรยากาศของพื้นที่ในช่วงเวลาต่าง ๆ ของวันในรูปแบบ 3 มิติ เพื่อให้ได้รับประสบการณ์ที่สมบูรณ์แบบและสมจริงยิ่งขึ้น อีกทั้งยังสามารถใช้ชุด VR Headset เพื่อช่วยสร้างสรรค์ประสบการณ์ให้ลูกค้าได้สัมผัสกับพื้นที่ก่อนที่จะชำระเงินดาวน์ สำหรับอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์นั้นหมายถึงการลดเวลาในการหาลูกค้าใหม่ ๆ ลงไปได้มากและเพิ่มความสามารถในการจัดแสดงอุปกรณ์เครื่องเรือนและการตกแต่งภายในที่แตกต่างกันได้อย่างง่ายดายตามความต้องการของลูกค้า

ในอุตสาหกรรมการออกแบบสถาปัตยกรรมและอสังหาริมทรัพย์นั้น สิ่งที่อาจเปลี่ยนใจให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อหรือไม่ซื้อนั้นแฝงอยู่ในเรื่องของรายละเอีย

เทคโนโลยีการแสดงภาพแบบเรียลไทม์ช่วยให้ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมมีความแม่นยำสูงอย่างเหนือชั้น – ช่วยให้พวกเขาทำซ้ำภาพที่สร้างสรรค์ในวิชั่นของพวกเขาออกมาเป็นบ้านและอาคารที่เป็นจริงทางกายภาพอย่างสมบูรณ์ – โดยไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับการตกหล่นผิดพลาดในเรื่องคุณลักษณะต่าง ๆ ที่นำเสนอลูกค้าหรือความผิดพลาดที่ก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างแพงภายหลัง ในขณะเดียวกันกลับช่วยสนับสนุนให้ธุรกิจมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่ดียิ่งขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่สอดคล้องกับความเป็นจริงและจำเป็นที่สุดในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน เป็นหนทางแห่งการปฏิวัติวิธีการทำงานที่ช่วยให้อุตสาหกรรมสามารถดำรงอยู่ได้เมื่อต้องประสบกับสิ่งที่คาดไม่ถึงต่าง ๆ ในอนาคต

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-epic-games-real-time-technology/

[Guest Post] ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ควบ 2 รางวัล ในการนำพาอุตสาหกรรมมุ่งหน้าไปสู่นวัตกรรมเพื่อสร้างความยืดหยุ่นในการปฏิบัติงาน

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค(Schneider Electric) พิสูจน์สถานภาพและความยืนยงในการเป็นผู้นำตลาดด้วยสายโซลูชันและผลิตภัณฑ์ที่กว้างขวางครอบคลุมถึงเครือข่ายระดับโลกและระบบโครงสร้างที่แข็งแกร่ง 

 

เมื่อเร็วๆ นี้ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ผู้นำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันในการจัดการพลังงานและระบบออโตเมชัน ได้รับรางวัลผู้จำหน่ายระบบโครงสร้างสำคัญด้านพลังงานในเอเชียแปซิฟิกแห่งปี 2020 (2020 Asia-Pacific Critical Power Infrastructure Vendor of the Year) ควบรางวัลบริษัท UPS ในเอเชียแปซิฟิกแห่งปี 2020 (2020 Asia Pacific UPS Company of the Year) ที่มอบโดย Frost & Sullivan ทั้งนี้ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้ชนะเลิศรางวัลในสาขาดังกล่าวมาโดยต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2012 และยังคงเสริมความแข็งแกร่งต่อไปอีกด้วยการเป็นผู้นำตลาดระดับโลกในเรื่องของโซลูชันดาต้าเซ็นเตอร์

ในการชนะเลิศรางวัลจาก Frost & Sullivan เมื่อเร็วๆ นี้ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้รับเกียรติยศจากการพัฒนาสองสายผลิตภัณฑ์ นั่นคือ Galaxy ที่มุ่งเน้นที่ความน่าเชื่อถือของพลังงานกับเรื่องประสิทธิภาพด้านพลังงาน และ Easy UPS ที่พรั่งพร้อมไปด้วยคุณค่าและฟีเจอร์ที่มุ่งเน้นการใช้งานของลูกค้าเป็นหลัก ทั้งนี้ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้มีการออกนวัตกรรมสำคัญอีกหลายอย่างสำหรับทั้งสองสายผลิตภัณฑ์ในปี 2019 โดย Galazy V-Series (VX, VM, VS) UPS เป็นโหมดปฏิบัติการแบบ ECOnversion ซึ่งให้ประสิทธิภาพด้านพลังงานสูงถึง 99 เปอร์เซ็นต์ อย่างที่ไม่มีใครเทียบได้  โดยหนึ่งในประโยชน์หลักคืออินเวอร์เตอร์ ที่สามารถรองรับโหลดได้อย่างไร้รอยต่อในกรณีที่ระบบ utility bypass ล้มเหลว นอกจากนี้ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ยังช่วยเพิ่มอายุการใช้งานให้กับระบบ UPS ถึงสามเท่าของอายุการใช้งานที่คาดการณ์ในส่วนทางเลือกที่เป็นแบตเตอรี่ VRLA ดังนั้นจึงช่วยลดค่าใช้จ่ายสุทธิในการเป็นเจ้าของได้สูงถึง 30-50 เปอร์เซ็นต์

“ลูกค้าของเราเป็นแรงบันดาลใจให้เราในทุกวัน ในการสร้างนวัตกรรมและเพิ่มศักยภาพให้กับทุกคนในการทำสิ่งต่างๆ ได้มากขึ้นโดยใช้ทรัพยากรน้อยลง เรารู้สึกเป็นเกียรติที่ได้รับการยกย่องจากทั่วโลกในความมุ่งมั่นพยายามของเราในเรื่องของประสิทธิภาพ ความยั่งยืน ความสามารถในการเชื่อมต่อ และความปลอดภัย  โดยในการบรรลุการเติบโตอย่างยั่งยืนท่ามกลางการแข่งขันดุเดือดในตลาด เรามุ่งเน้นที่คุณภาพ และการสร้างความมั่นใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงการมองการณ์ไกลเพื่อสร้างความสำเร็จในยุคหลังการแพร่ระบาด” เบอนัวต์ ดูบาร์เลอ รองประธานอาวุโส ภาคพื้นเอเชียตะวันออกและญี่ปุ่น ชไนเดอร์ อิเล็คทริค กล่าว “ความยืดหยุ่นในการดำเนินงานและความพยายามในการเปลี่ยนระบบสู่ดิจิทัล ได้กลายเป็นแรงผลักให้เกิดวาระการประชุมขององค์กรเกี่ยวกับสถานการณ์ในปัจจุบัน ด้วยสถานภาพที่มั่นคงของเราในเรื่องเหล่านี้ เรามีความพร้อม รวมถึงกระตือรือร้นและมุ่งมั่นที่จะสร้างการเดินทางในเรื่องเหล่านี้ให้กับทั้งลูกค้าและคู่ค้าของเราในการก้าวสู่เน็กซ์นอร์มัล (Next Normal)” เบอร์นัวต์ กล่าวเสริม

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้รับรางวัลการสืบสานเรื่องของนวัตกรรม

การเข้าใจถึงความจำเป็นในการสร้างความคล่องตัวตั้งแต่แรกเริ่ม ทำให้ชไนเดอร์ อิเล็คทริค สามารถคาดการณ์พร้อมทั้งตอบโจทย์ข้อเรียกร้องในการผลักดันสู่การทำให้กระบวนการต่างๆ เป็นระบบดิจิทัล ผ่านโซลูชันที่ก้าวล้ำกว่าใคร ทั้งในเรื่องของ IT และ OT และเพื่อให้มั่นใจว่าชีวิตจะดำเนินต่อไปได้อย่างต่อเนื่องในโลกดิจิทัล ทั้งนี้ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค จึงเป็นพันธมิตรกับผู้วางระบบ IT และ OT ต่างๆ รวมถึงผู้ใช้ที่ต้องการนำระบบที่ให้ความยืดหยุ่น เชื่อมต่อถึงกัน สามารถปรับเปลี่ยนการทำงานได้ ให้ความยั่งยืน มีประสิทธิภาพ และผสานการทำงานร่วมกับระบบอื่นๆ อีกทั้งให้ความน่าเชื่อถือ ผลลัพธ์ก็คือ สิ่งเหล่านี้ถูกสะท้อนอยู่ในความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ในการสร้างนวัตกรรมพร้อมทั้งยืนหยัดที่จะมอบโซลูชันที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้ามาตลอด

ในการรักษาสถานภาพการเป็นผู้นำตลาดระดับโลก ชไนเดอร์ อิเล็คทริคได้มอบบริการด้านการดูแลวงจรการใช้งานผลิตภัณฑ์ (lifecycle services) ที่มากกว่าเรื่องของโซลูชันระบบพลังงานและระบบทำความเย็น นอกจากนี้ยังช่วยสร้างความมั่นใจเรื่องการวางแผนได้อย่างเหมาะสม ทั้งการติดตั้ง และการดำเนินการในการมอบโซลูชันสำหรับบริการอื่นๆ ที่จำเป็น รวมถึงให้ความยืดหยุ่น และความสามารถในการปรับระบบให้ตรงต่อความต้องการใช้งานเฉพาะ หรือcustomisation ได้อย่างไม่มีใครเทียบจึงช่วยให้เจ้าของดาต้าเซ็นเตอร์ สามารถตอบสนองต่อความท้าทายของตลาดได้อย่างรวดเร็ว

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับชไนเดอร์ อิเล็คทริค และผลิตภัณฑ์นวัตกรรมล่าสุด สามารถเข้าไปดูเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ทางการของชไนเดอร์ อิเล็คทริค และที่ https://www.se.com/my/en/

 

เกี่ยวกับชไนเดอร์ อิเล็คทริค

เป้าหมายของ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค คือการช่วยให้ทุกคนใช้พลังงานและทรัพยากรได้เกิดประโยชน์สูงสุด เชื่อมโยงความก้าวหน้าและความยั่งยืนเพื่อประโยชน์ของทุกคน เราเรียกสิ่งนี้ว่า Life Is On

ภารกิจของเราคือการเป็นพันธมิตรด้านดิจิทัลกับคุณ เพื่อสร้างประสิทธิภาพและความยั่งยืน

เราขับเคลื่อนการปฏิรูปสู่ดิจิทัล ด้วยการผสานรวมเทคโนโลยีชั้นนำของโลกด้านพลังงานและกระบวนการจัดการ เข้ากับผลิตภัณฑ์ตั้งแต่จุดเชื่อมต่อปลายทางไปยังคลาวด์ ระบบควบคุม รวมถึงซอฟต์แวร์และการบริการครอบคลุมตลอดวงจรชีวิตการทำงานทั้งหมด เพื่อสร้างศักยภาพในการบริหารจัดการองค์กรแบบบูรณาการ ทั้งสำหรับบ้าน อาคาร ดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรม

เราคือบริษัทระดับโลกที่มีการดำเนินงานในระดับท้องถิ่นมากที่สุด เราสนับสนุนมาตรฐานระบบเปิดและระบบนิเวศของคู่ค้าที่มีความมุ่งมั่นแรงกล้าในการทำตามวัตถุประสงค์อย่างมีเป้าหมายร่วมกัน และคุณค่าในการรวมกันเป็นหนึ่งเดียวพร้อมขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยกัน

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-schneider-eletric-clinches-double-industry/

[Guest Post]Red Hat ซื้อกิจการ StackRox ผู้นำด้านการรักษาความปลอดภัย Kubernetes

Red Hat ใช้ StackRox เสริมจุดแข็งช่วยให้ลูกค้าสร้าง และใช้งานแอปพลิเคชั่นได้อย่างปลอดภัยยิ่งขึ้นบนโอเพ่นไฮบริดคลาวด์ 

 

เร้ดแฮท อิงค์ ผู้นำระดับโลกด้านโอเพ่นซอร์สโซลูชั่น ประกาศซื้อกิจการของ StackRox บริษัทผู้นำและผู้รังสรรค์นวัตกรรมคอนเทนเนอร์ และการรักษาความปลอดภัยสำหรับ
แพลตฟอร์ม Kubernetes-native โดยการนำศักยภาพอันทรงพลังของ StackRox บนแพลตฟอร์มการรักษาความปลอดภัยแบบ Kubernetes-native ให้สามารถใช้งานร่วมกับ Red Hat OpenShift ซึ่งเป็นแพลตฟอร์ม Kubernetes ชั้นนำระดับองค์กรได้ ทั้งนี้ เร้ดแฮทจะยังคงมุ่งมั่นนำเสนอแพลตฟอร์มหนึ่งเดียว เพื่อช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถสร้าง นำไปใช้งาน และใช้งานแอปพลิเคชั่นเกือบทุกประเภทได้อย่างปลอดภัยบนไฮบริดคลาวด์ทั้งระบบ

Kubernetes หนึ่งในโปรเจ็คโอเพ่นซอร์สที่เติบโตเร็วที่สุด ที่เป็นรากฐานของแอปพลิเคชั่นแบบคลาวด์เนทีฟ ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการปรับเปลี่ยนสู่ระบบดิจิทัลที่เกิดขึ้นกับทุกอุตสาหกรรม  ถึงแม้จะมีการนำคอนเทนเนอร์และ Kubernetes มาใช้ในการกระบวนการผลิตเพิ่มขึ้น แต่ความท้าทายต่าง ๆ ก็ยังคงมีอยู่  จากรายงานของ Gartner ระบุว่า “การใช้คอนเทนเนอร์สำหรับการผลิตในองค์กรยังมีข้อจำกัดด้วยข้อกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัย การตรวจสอบ การบริหารจัดการข้อมูล และระบบเน็ตเวิร์ก”[1]

เพื่อช่วยบรรเทาความกังวลเหล่านี้ องค์กรต่าง ๆ จึงจำเป็นต้องใช้โซลูชั่นที่วางรากฐานอันปลอดภัยสำหรับรองรับเวิร์กโหลดสมัยใหม่

ความปลอดภัยของคอนเทนเนอร์คือความปลอดภัยของ Linux  สำหรับเร้ดแฮทที่เป็นผู้นำด้านการรักษาความปลอดภัยของโซลูชั่นโอเพ่นซอร์สระดับองค์กรมาอย่างยาวนาน เริ่มต้นจาก Red Hat Enterprise Linux และการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อกำหนดมาตรฐานใหม่เพื่อทำให้สภาพแวดล้อมแบบคลาวด์เนทีฟปลอดภัย  ด้วยพื้นฐานดังกล่าวข้างต้น OpenShift จึงใช้วิธีการแบบ layered approach มาใช้กับระบบรักษาความปลอดภัยของคอนเทนเนอร์ ที่เริ่มต้นตั้งแต่การสร้าง การนำไปใช้งาน และการใช้งานคอนเทนเนอร์
ในแอปพลิเคชั่นทางธุรกิจที่มีความสำคัญมาก

เร้ดแฮทซื้อ StackRox ในครั้งนี้จะขยายความเป็นผู้นำด้านความปลอดภัยให้มากยิ่งขึ้นด้วยการเพิ่ม ความสามารถที่เสริมเข้ามาของ StackRox  ทำให้การรักษาความปลอดภัยแบบบูรณาการทั่วทั้งระบบโอเพ่นไฮบริดคลาวด์มีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น พร้อมความเรียบง่ายและความเสถียรที่ดียิ่งขึ้น  StackRox จะช่วยให้เร้ดแฮทมุ่งเน้นไปที่การปรับเปลี่ยนวิธีรักษาความปลอดภัยของเวิร์กโหลดแบบคลาวด์เนทีฟ โดยขยายและปรับแต่งการควบคุมของ Kubernetes ตลอดจนโยกย้ายการรักษาความปลอดภัยที่เหลืออยู่
ไปไว้ในขั้นตอนการทำ CI/CD และการสร้างคอนเทนเนอร์ มอบโซลูชั่นที่ทำงานสอดประสานกันเพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับระบบไอทีทั้งหมดครบทั้งวงจรการทำงาน

StackRox ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2557 โดยมีเป้าหมายเพื่อนำเสนอการรักษาความปลอดภัยระดับองค์กร และได้มีการพัฒนาตลอดสองปีที่ผ่านมา โดยมุ่งเน้นไปที่การรักษาความปลอดภัยของ Kubernetes  StackRox สร้างความแตกต่างด้วยการเป็นแพลตฟอร์มรักษาความปลอดภัยแบบ Kubernetes-native ซึ่งต่างจากแพลตฟอร์มรักษาความปลอดภัยแบบคอนเทนเนอร์รุ่นแรกที่มักจะใช้คอนเทนเนอร์เป็นศูนย์กลาง  ด้วยเหตุนี้จึงทำให้องค์กรสามารถควบคุมและบังคับใช้นโยบายต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น โดยใช้วิธีการแบบเดียวกันกับ Kubernetes ในการปรับขนาดแอปพลิเคชั่นโดยยังคงการรักษาความปลอดภัยที่จำเป็นไว้ได้ในเวลาเดียวกัน

ซอฟต์แวร์ของ StackRox ทำให้สามารถมองเห็น Kubernetes clusters ได้ทั้งหมด โดยปรับใช้ส่วนเสริมต่าง ๆ ได้โดยตรงเพื่อการบังคับใช้ และการรวบรวมข้อมูลเชิงลึกภายในโครงสร้างพื้นฐานของ Kubernetes cluster ช่วยลดเวลาและความพยายามที่จำเป็นต้องใช้ในการรักษาความปลอดภัย และปรับปรุงการวิเคราะห์ความปลอดภัย รวมถึงการตรวจสอบและการแก้ไขระบบที่ใช้จัดการนโยบายของ StackRox ประกอบด้วย ตัวควบคุมที่ติดตั้งไว้ภายในหลายร้อยรายการ เพื่อบังคับใช้ให้เกิดแนวปฏิบัติด้านความปลอดภัยที่ดีที่สุด และเป็นไปตามมาตรฐานอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น CIS Benchmarks (Center for Internet Security) และ NIST (National Institute of Standards and Technology) และการจัดการการกำหนดค่าทั้งคอนเทนเนอร์กับ Kubernetes และการรักษาความปลอดภัยของคอนเทนเนอร์แบบรันไทม์

นอกจากจะรองรับ Red Hat OpenShift แล้ว StackRox ยังรองรับแพลตฟอร์ม Kubernetes อีกหลากหลาย รวมถึง Amazon Elastic Kubernetes Service (EKS), Microsoft Azure Kubernetes Service (AKS) และ Google Kubernetes Engine (GKE) 

นอกจากนี้ StackRox ยังช่วยลดความซับซ้อนของ DevSecOps และช่วยให้สภาพแวดล้อมคลาวด์เนทีฟมีความปลอดภัยมากขึ้น ด้วยการผนวกรวมโดยตรงเข้ากับการส่งแอปพลิเคชั่น และฐานข้อมูลกลางที่มีอยู่ของลูกค้า และการสแกนภาพและเครื่องมือ CI/CD  เมื่อเดือนตุลาคม 2563 StackRox เปิดตัว KubeLinter ซึ่งเป็นโปรเจ็คโอเพ่นซอร์สที่ใช้วิเคราะห์ไฟล์ Kubernetes YAML และ Helm charts เพื่อการกำหนดค่าที่ถูกต้อง โดยมุ่งเน้นที่ความพร้อมในการผลิต และตรวจสอบความปลอดภัยก่อนหน้าขั้นตอนของการพัฒนา

เพื่อให้สอดคล้องกับธรรมเนียมปฏิบัติแบบโอเพ่นซอร์สของเร้ดแฮท  เร้ดแฮทจึงวางแผนที่จะเปิดเผย source code ของเทคโนโลยีของ StackRox หลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการซื้อกิจการแล้ว  โดยเร้ดแฮทจะยังคงให้การสนับสนุนชุมชน KubeLinter รวมทั้งชุมชนใหม่อื่น ๆ ต่อไป ทั้งนี้เนื่องจากเร้ดแฮททำงานเพื่อมอบ StackRox แบบโอเพ่นซอร์ส (ให้กับผู้ใช้งาน)

การซื้อกิจการคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในไตรมาสแรกของปี 2564 ภายใต้เงื่อนไขการปิดบัญชีตามเงื่อนไข
ที่กำหนด

 

คำกล่าวสนับสนุน

นายพอล คอร์เมียร์ ประธานและหัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารของเร้ดแฮท

“การรักษาความปลอดภัยเวิร์กโหลดและโครงสร้างพื้นฐานของ Kubernetes ไม่สามารถทำได้แบบทีละส่วน  ความปลอดภัยจะต้องเป็นส่วนหนึ่งที่ผนวกรวมอยู่ในการปรับใช้ทุกครั้ง ไม่ใช่มาเพิ่มเติมในภายหลัง เร้ดแฮทเพิ่มความสามารถแบบ Kubernetes-native ของ StackRox ให้กับโครงสร้างความปลอดภัยแบบตามลำดับขั้นของ OpenShift ซึ่งจะช่วยส่งเสริมภารกิจของเรา ในการนำเสนอนวัตกรรมแบบเปิดที่
พร้อมใช้งานให้กับทุกองค์กรในระบบไฮบริดคลาวด์ตามการใช้งานด้านไอที”

 

คามาล ชาห์ หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารของ StackRox

“เรายินดีมากที่ได้ร่วมงานกับเร้ดแฮท เป็นการจับคู่กันระหว่างแพลตฟอร์มรักษาความปลอดภัยแบบ Kubernetes-native รายแรกของอุตสาหกรรม กับแพลตฟอร์ม Kubernetes ชั้นนำสำหรับไฮบริดคลาวด์มัลติคลาวด์และการใช้งาน edge  การร่วมมือกันในครั้งนี้เป็นการรับรองที่ยิ่งใหญ่ถึงแนวทางใหม่ของเรา
ในการรักษาความปลอดภัยของคอนเทนเนอร์และ Kubernetes  เร้ดแฮทเป็นพันธมิตรที่เยี่ยมยอด ช่วยเร่งวิสัยทัศน์ของเราในการช่วยให้องค์กรต่าง ๆ สามารถสร้างและใช้งานคลาวด์เนทีฟแอปพลิเคชั่นได้อย่างปลอดภัยในทุกสถานที่”

 

ติดต่อเร้ดแฮท

 

เกี่ยวกับเร้ดแฮท

เร้ดแฮท คือผู้ให้บริการชั้นนำด้านซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สโซลูชั่นสำหรับองค์กร โดยใช้พลังของสังคมโอเพ่นซอร์ส เพื่อนำเสนอเทคโนโลยี Linux, hybrid cloud, container และ Kubernetes ที่เชื่อถือได้และมีประสิทธิภาพสูง เร้ดแฮท ให้การสนับสนุนลูกค้าในการผสานรวมแอปพลิเคชันใหม่และที่ใช้อยู่เดิม ในการพัฒนาแอปพลิเคชันแบบ cloud-native เพื่อยกระดับระบบปฏิบัติการชั้นนำของภาคอุตสาหกรรม รวมถึงบริหารจัดการสภาพแวดล้อมที่ซับซ้อนให้เป็นระบบอัตโนมัติและปลอดภัย ด้วยการบริการด้านการสนับสนุน อบรม และให้คำปรึกษาที่ได้รับความเชื่อถือและการยอมรับด้วยรางวัลมากมาย เร้ดแฮท จึงได้รับการไว้วางใจในการเป็นที่ปรึกษาแก่บริษัทในเครือ Fortune 500 ด้วยบทบาทของ เร้ดแฮท ในการเป็นพันธมิตรต่อผู้ให้บริการคลาวด์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการผนวกรวมระบบ ผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน ลูกค้า และชุมชนโอเพ่นซอร์ส เร้ดแฮท จะสามารถสนับสนุนและผลักดันองค์กร เพื่อพร้อมรับกับโลกดิจิทัลแห่งอนาคต

[1] Gartner, Best Practices for Running Containers and Kubernetes in Production, 4 August 2020

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-red-hat-stackrox/