คลังเก็บป้ายกำกับ: PR_News

ผู้ใช้โซเชียลไม่นิยมเก็บข้อมูลการเงินบนออนไลน์

หากคุณหวั่นใจทุกครั้งที่ต้องกรอกข้อมูลเครดิตการ์ด หรือข้อมูลการเงินลงในเว็บไซต์ช้อปปิ้งหรือในแอปชำระเงิน คุณไม่ใช่คนเดียวแน่นอน อย่างน้อยตามข้อมูลการสำรวจเรื่อง “Making Sense of Our Place in the Digital Reputation Economy” โดยแคสเปอร์สกี้ บริษัทด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์และความเป็นส่วนตัวทางดิจิทัลระดับโลก พบว่าข้อมูลส่วนบุคคลบางประเภทนั้น ถือเป็นของศักดิ์สิทธิ์อย่างยิ่งสำหรับผู้ใช้โซเชียลมีเดียในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และโดยมากมักเลือกไม่แชร์หรือเก็บทางออนไลน์

ผู้เข้าร่วมการสำรวจส่วนมาก (76%) จากทั้งหมด 861 คนในภูมิภาคนี้ยืนยันความตั้งใจที่จะเก็บข้อมูลที่เกี่ยวกับเรื่องเงินๆ ทองๆ เช่น รายละเอียดบัตรเดบิต บัตรเครดิต ให้ห่างจากอินเทอร์เน็ตเป็นอันดับหนึ่ง

อัตราส่วนของกลุ่มคนที่เลือกที่จะไม่เก็บข้อมูลการเงินทางออนไลน์ มีอัตราสูงที่สุดในกลุ่ม Baby Boomers (85%) ตามด้วย Gen X (81%) และมิลเลนเนียล (75%) ในขณะที่เจเนเรชั่นที่เด็กที่สุด Gen Z นั้นเพียง 68%

ไม่ใช่เรื่องแปลก จากงานวิจัยหลายชิ้นต่างระบุถึงประชากรรุ่นใหม่ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ว่าเป็นตัวหลักสำคัญในการขับเคลื่อนไปสู่ระบบการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ รวมไปถึงประชากรจำนวนมากในภูมิภาคที่ยังเข้าไม่ถึงบริการการเงิน หรือยังไม่ได้โอกาสใช้บริการการเงิน และอัตราการใช้งานอุปกรณ์โมบายที่เป็นที่นิยม รวมทั้งการผลักดันจากภาครัฐให้ใช้ระบบการชำระเงินแบบดิจิทัล

ประชากรในภูมิภาคนี้ที่ใช้แพลตฟอร์มโซเชียลเน็ตเวิร์กยังไม่นิยมที่จะแสดงข้อมูลที่ระบุตัวตน (personally identifiable information หรือ PII) คิดเป็น 69% ไม่นิยมแสดงข้อมูลเกี่ยวกับญาติสนิทคนใกล้ตัว 64% ข้อมูลเกี่ยวกับจุดที่อยู่ 54% และข้อมูลเกี่ยวกับการงาน 47%

และเมื่อพูดถึงกลุ่มที่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียต้องการปกปิดข้อมูลให้พ้นสายตา ก็เกือบจะเป็นเสียงเดียวกันทั้งหมดว่าคงจะน่ากังวลเอามากๆ หากข้อมูลเหล่านี้จะเป็นเป้าสายตาหรือถูกผู้ร้ายไซเบอร์โจรกรรมไปได้ง่ายๆ (73%) และคนแปลกหน้าสุ่มๆ ทั่วไปทางออนไลน์ (61%)

นายคริส คอนเนลล์ กรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก แคสเปอร์สกี้ กล่าวว่า “วิกฤตด้านสุขภาพเร่งผลักดันการปรับเปลี่ยนสู่สังคมไร้เงินสดของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างรวดเร็ว ตีคู่ไปกันกับการปรับเปลี่ยนจากออฟไลน์สู่ออนไลน์ของกิจกรรมส่วนมากในภูมิภาคตั้งแต่ปีที่แล้ว จริงแล้วก็เป็นที่น่ายินดีว่ายูสเซอร์ที่นี่ตอนนี้ก็คิดไตร่ตรองถี่ถ้วนเกี่ยวกับข้อมูลที่แชร์หรือไม่แชร์ทางออนไลน์ ส่วนมากตระหนักถึงความสำคัญของข้อมูลที่ไม่ควรตกอยู่ในมือของผู้ร้ายไซเบอร์หรือคนแปลกหน้าทางออนไลน์ แต่อย่างไรก็ตาม การตระหนักรู้ก็ไม่เท่ากับการลงมือทำ”

ผู้เข้าร่วมการสำรวจส่วนมาก (71%) ใช้รหัสผ่านเพื่อป้องกันแล็ปท็อปหรือโทรศัพท์มือถือ มีผู้ใช้เพียง 5 ใน 10 คน (54%) ที่ตรวจเช็คและเปลี่ยนค่าความเป็นส่วนตัวบนอุปกรณ์ที่ใช้งาน แอป หรือบริการที่ใช้ และผู้ใช้เพียง 4 ใน 10 คน (47%) ที่เลี่ยงการใช้ซอฟต์แวร์หรือแอปพลิเคชั่นที่ไม่ถูกกฎหมาย

การสำรวจเดียวกันนี้ ดำเนินการไปเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2563 ยังได้เผยด้วยว่าเพียงครึ่งของผู้ตอบแบบสอบถาม (53%) ในภูมิภาคนี้ได้ติดตั้งซอฟต์แวร์ความปลอดภัยทางอินเทอร์เน็ตบนอุปกรณ์ที่ใช้อยู่

“ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นภูมิภาคในเอเชียแปซิฟิกที่มีการใช้อินเทอร์เน็ตที่เติบโตเร็วที่สุด เราจะเห็นได้ว่านี่เป็นจุดเริ่มต้นการเดินทางสายดิจิทัลของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เข้าใจได้ว่าบางคนอาจจะยังกลัวและไม่แน่ใจเมื่อใช้บริการต่างๆ เช่น ชำระเงินแบบดิจิทัล เพราะว่ายังถือว่าใหม่อยู่มาก และย่อมมีความเสี่ยง และนี่คือความสำคัญของการที่เราต้องแปรความตระหนักรู้สู่การกระทำ” นายคริสกล่าวเสริม

ผู้เชี่ยวชาญจากแคสเปอร์สกี้แนะนำขั้นตอนต่างๆ เพื่อความปลอดภัยของข้อมูลทางการเงินและข้อมูลอ่อนไหวส่วนตัวต่างๆ ทางช่องทางออนไลน์ ดังต่อไปนี้

ระวังสิ่งที่คุณแชร์ทางโซเชียลมีเดีย

การโพสต์ข้อมูลต่างๆ มากมายเกินไปบนโซเชียลมีเดียเท่ากับเปิดช่องทางให้อาชญากรไซเบอร์ปะติดปะต่อข้อมูลเกี่ยวกับตัวคุณได้ เพื่อเป็นการเพิ่มความเป็นส่วนตัวทางออนไลน์ เป็นความคิดที่ดีที่จะทำดังต่อไปนี้

  • หลีกเลี่ยงการป่าวประกาศความเคลื่อนไหวต่างๆ ของคุณ เช่น แผนการท่องเที่ยว เพราะผู้คนก็จะรู้ว่าคุณไม่อยู่บ้านในช่วงเวลาดังกล่าว
  • หลีกเลี่ยงการเปิดเผยข้อมูลมากเกินไป เช่น วันเกิด หรือสถานที่ทำงานลงไว้ใน About Us หรือ เซ็คชั่นข้อมูลส่วนตัวในโปรไฟล์โซเชียลมีเดีย เลี่ยงการโพสต์ที่อยู่ที่บ้าน หรือเบอร์โทรศัพท์ลงไว้ตามฟอรั่มสาธารณะต่างๆ
  • ตรวจสอบการตั้งค่าบนโซเชียลมีเดียว่าใส่ข้อมูลโลเคชั่นลงตามโพสต์ต่างๆ ของตัวเองหรือไม่ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น แนะนำให้ยกเลิกค่านั้นไปเสีย เพราะไม่มีความจำเป็นที่คุณจะต้องแชร์โลเคชั่นให้คนทั้งโลกร่วมรับรู้
  • หลีกเลี่ยงการเล่นตอบคำถามทายใจต่างๆ ตามโซเชียลมีเดีย โดยมากมักเป็นคำถาม เช่น สัตว์เลี้ยงที่ชื่นชอบ หรือโรงเรียนเก่า คำถามประเภทเดียวกับที่ใช้สำหรับการตั้งค่าความปลอดภัย ดังนั้นคำตอบเหล่านี้ก็อาจจะเป็นการเปิดช่องให้แฮ็คกกอร์เจาะบัญชีออนไลน์ของเราได้
  • ระวังพวกของแจกและเกมแข่งขัน บางอย่างก็ถูกต้อง หลายๆ งานก็เป็นงานปลอมตัวมา หากคุณส่งต่อๆ กันไป ก็อาจจะเป็นการช่วยแพร่กระจายมัลแวร์หรือล่อให้คนหลงกลให้ข้อมูลส่วนตัวได้ง่ายๆ

เพิ่มการป้องกันความปลอดภัยให้แก่ โมบายดีไวซ์ของคุณ

  • รหัสที่คุณใช้เข้าโทรศัพท์ของคุณนั้นต้องเป็นรหัสที่ไม่สามารถเดาได้ง่าย และต้องดาวน์โหลดแอปและเกมจากแอปสโตร์ก็เป็นอีกข้อที่พึงกระทำเป็นพื้นฐาน
  • ห้ามเจลเบรคหรือรูทโทรศัพท์ เพราะจะเปิดทางให้แฮ็กเกอร์เข้ามาโอเวอร์ไรท์ค่าเซ็ตติ้งเพื่อลงมัลแวร์นั่นเอง
  • พิจารณาติดตั้งแอปที่เปิดให้คุณสามารถลบข้อมูลทั้งหมดบนโทรศัพท์ได้จากระยะไกล กรณีที่โทรศัพท์ถูกขโมยหรือสูญหาย ก็จะสามารถลบทิ้งได้ง่ายๆ
  • ตั้งค่าการอัพเดทต่างๆ ของซอฟต์แวร์ที่ใช้งานอยู่เสมอ และต้องระวังเมื่อจะคลิกลิ้งก์ออนไลน์ใดๆ แบบเดียวกับที่คุณต้องระวังเมื่อใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณ
  • ใช้ทั้งโซลูชั่นเพื่อความปลอดภัยและขั้นตอนการป้องกันความปลอดภัยที่เหมาะสมไปพร้อมๆ กันจะช่วยลดภัยคุกคามและป้องกันข้อมูลของคุณให้ปลอดภัยได้ทางออนไลน์
  • ใช้โซลูชั่นเพื่อความปลอดภัยที่วางใจได้เพื่อการป้องกันที่ครบถ้วนพ้นภัยคุกคามทุกประเภท เช่น Kaspersky Security Cloud และ Kaspersky Internet Security ควบคู่ไปกับการใช้ Kaspersky Password Manager เพื่อเก็บข้อมูลดิจิทัลที่มีค่าของคุณ ซึ่งสามารถช่วยแก้ปัญหาเกี่ยวกับการเก็บข้อมูลส่วนตัวให้ได้ปลอดภัย

from:https://www.thumbsup.in.th/social-no-finance-online?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=social-no-finance-online

FWD ประกันชีวิต เปิดตัว “Celebrate living”  สื่อสารตัวตนและหัวใจหลักของแบรนด์

เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต (FWD insurance) ส่งแบรนด์แคมเปญ “Celebrate living” สื่อสารตัวตนและหัวใจหลักของแบรนด์ที่สนับสนุนให้ทุกคนได้ใช้ชีวิตในแบบที่ชอบ โดยไม่ต้องห่วง เรื่องกังวลใจทั้งหลาย ทิ้งไว้ให้ FWD ประกันชีวิต ช่วยดูแล เน้นแผนการสื่อสารการตลาดที่เข้าไปนั่งในใจคนไทยได้อย่างแท้จริง ในยุค New Normal ครั้งแรกของวงการประกัน นำกลยุทธ์ Musicumentary (Music + Documentary)  ที่เล่าเรื่องในรูปแบบ documentary ผ่านการใช้เพลง ‘Celebrate living’ ในการสื่อสาร ตอกย้ำการจดจำแบรนด์ เน้นใช้สื่อ 360 องศา ครบทุกแพลตฟอร์ม หวังเจาะลูกค้าทุกกลุ่มเป้าหมาย

คุณเดวิด โครูนิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “FWD ประกันชีวิต มีวิสัยทัศน์ที่จะเปลี่ยนมุมมองที่ผู้คนมีต่อการประกันชีวิต โดยต้องการส่งมอบประสบการณ์ด้านประกันที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้า ด้วยแนวทางการทำงานที่อยู่ในแบรนด์ core values ของเรา คือ มุ่งมั่น (Committed), เปิดเผย (Open), มีนวัตกรรมที่ล้ำสมัย (Innovative), การทำงานเชิงรุก (Proactive) และใส่ใจลูกค้า (Caring)  ซึ่งในปีนี้เราได้เปิดตัวแบรนด์แคมเปญภายใต้ชื่อว่า “Celebrate living” โดยเป็นครั้งสำคัญของ FWD ประกันชีวิตที่ได้ทำการสื่อสารแบรนด์ให้สอดคล้องกับตลาดของผู้บริโภคผ่านวิธีการเล่าเรื่องที่แตกต่าง  ซึ่งเรามีจุดมุ่งหมายที่อยากจะเป็นแบรนด์ที่เข้าไปนั่งในใจของคนไทยทั่วประเทศ”

คุณปวริศา ชุมวิกรานต์ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานภาพลักษณ์และสื่อสารองค์กร บริษัท เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “แบรนด์แคมเปญนี้ เราได้ทำวิจัยทางการตลาดทั้งแบบเชิงคุณภาพและปริมาณกับกลุ่มตัวอย่าง อายุระหว่าง 25 – 50 ปีทั่วประเทศไทย ว่าในยุค New Normal นี้ อะไรเป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตมีความสุข หรือแม้แต่มุมมองที่พวกเขามีต่อประกันชีวิตเป็นอย่างไร เพื่อที่เราจะได้เข้าใจคนไทยในยุคนี้ได้อย่างแท้จริง ผลของการวิจัยพบว่าสิ่งที่ทำให้คนในยุคนี้มีความสุขและเดินหน้าต่อไปได้ เป็นความสุขเล็กๆ รอบตัวที่เรียกว่า Micro moments ซึ่งเป็นความสุขจากสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำได้ทุกวัน นอกจากนี้ ผลวิจัยที่ได้ยังช่วยตอกย้ำอีกด้วยว่าเสียงเพลงยังคงเป็นหนึ่งในสื่อ Entertainment ที่ผู้บริโภคชอบและเข้าถึงคนได้ง่าย  ดังนั้นเราจึงได้นำเพลงมาเป็นสื่อกลางในการสื่อสารแบรนด์แคมเปญในครั้งนี้”

“จากข้อมูลที่เราได้ เราจึงนำมาพัฒนาเป็นแบรนด์แคมเปญแรกของปีนี้ โดยนำเสนอเรื่องราวของแบรนด์ด้วยวิธีการใหม่ ที่ยังไม่เคยมีใครทำในตลาดประกัน คือ  กลยุทธ์ Musicumentary ( Music + Documentary ) มาสร้างเป็นภาพยนตร์โฆษณาที่เล่าเรื่องในรูปแบบ Documentary เรามีการเชื่อมโยง Celebrate living ความสุขเล็กๆ น้อยๆ Micro moments กับ Musicumentary โดยเรานำคนจริงๆ เอา Micro moments จากผู้บริโภคตัวจริง เราไม่มีการ casting นักแสดง เพราะปัจจุบันคนอยากเห็นเรื่องราว การนำเสนอที่ใกล้เคียงกับชีวิตจริงของพวกเขา มาสร้างเป็น Musicumentary เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวความสุข ผ่านความชอบที่หลากหลายและแตกต่างกัน อาทิ สายกิน สายเที่ยว สายรักสุขภาพ เป็นต้น ผสมผสานกับการใช้บทเพลง ‘Celebrate living’ เพื่อสร้างความสนใจร่วมของคนไทย และเป็นตัวเชื่อมต่อระหว่างคนดูกับภาพยนตร์โฆษณาให้ใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้น

สำหรับกลยุทธ์การสื่อสารทางการตลาดของแบรนด์แคมเปญนี้ ให้ความสำคัญทั้งสื่อออฟไลน์และออนไลน์ทุกช่องทางแบบ 360 องศา ทั้งสื่อโทรทัศน์, วิทยุ, Out of Home, รวมถึงป้ายโฆษณาดิจิทัล ครอบคลุมทั้งกรุงเทพฯ และหัวเมืองต่างจังหวัด รวมถึงสื่อโซเชียลมีเดีย และ Entertainment platform  เพื่อให้มั่นใจว่าเราสื่อสารไปถึงกลุ่มเป้าหมายครบทุกกลุ่ม ทั้งนี้ เรานำกลยุทธ์โฆษณาแบบใหม่มาใช้ คือ เทคโนโลยี GEO Fencing ซึ่งได้เลือกป้ายโฆษณาดิจิทัลใน Strategic location กว่า 31 จุดทั่วกรุงเทพฯ แบ่งตามความสนใจของคน เพื่อส่ง Online ads ที่ตรงกับความสนใจของกลุ่มเป้าหมายนั้น เป็นเหมือนการเชื่อมต่อผู้คนด้วยไลฟ์สไตล์จากออฟไลน์ไปสู่ออนไลน์ และเรายังได้เชื่อมโยงการสื่อสารทางวิทยุ Digital radio และสื่อโซเชียลมีเดีย ผ่านการ Engagement activity ในส่วนของสื่อออนไลน์ได้สื่อสารผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียต่างๆ ทั้ง Facebook, YouTube รวมถึงการโฆษณาบน Entertainment platform อย่าง LINE TV และ Viu เพื่อสร้างการรับรู้และจดจำแบรนด์มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญต่อการสื่อสารผ่าน KOL และ Influencer เพื่อร่วมกันถ่ายทอดมุมมองความชอบในรูปแบบที่แตกต่างกัน ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Celebrate living” ให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

“เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าภาพยนตร์โฆษณา Musicumentary ที่เราตั้งใจทำขึ้นนี้ จะส่งต่อพลังบวกและ inspire ให้ทุกคนได้ Celebrate living มีความสุขกับ Micro moments ในทุกๆ วัน และเชื่อว่าแบรนด์แคมเปญนี้จะเป็นอีกก้าวสำคัญที่ทำให้ FWD ประกันชีวิต ใกล้ก้าวเข้าสู่การเป็นบริษัทประกันที่จะเปลี่ยนมุมมองที่ผู้คนมีต่อการประกันชีวิต” คุณปวริศา กล่าวปิดท้าย

from:https://www.thumbsup.in.th/fwd-open-campaign-celebrate-living?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=fwd-open-campaign-celebrate-living

AIS จับมือ 5 ฟู้ดเดลิเวอรี่ช่วยให้ร้านอาหารรอดได้ในยุคโควิด

ท่ามกลางสถานการณ์โควิดระลอกใหม่ที่จำนวนผู้ติดเชื้อยังน่ากังวล สิ่งที่คนไทยจะมีส่วนร่วมรับมือกับสถานการณ์นี้ได้คือ การอยู่บ้าน เพื่อลดการติดต่อสัมผัสแพร่เชื้อ  ดังนั้น 1 ในความต้องการที่จำเป็นระหว่างการอยู่บ้าน คือ เมนูอาหารที่หลากหลาย ในราคาที่คุ้มค่า จากร้านค้าที่เชื่อถือได้ นี่จึงเป็นที่มาของความร่วมมือระหว่าง AIS กับผู้นำบริการฟู้ดเดลิเวอรี่ทั้ง 5 ราย คือ  Grab, foodpanda, LINE MAN Wongnai, Gojek และ Robinhood 

นางบุษยา สถิรพิพัฒน์กุล ผู้บริหารหน่วยงานธุรกิจดูแลลูกค้าและสิทธิประโยชน์ AIS กล่าวว่า เพื่อให้ลูกค้าอิ่มอร่อยอยู่ที่บ้าน AIS จึงมอบสิทธิพิเศษจากเมนูอร่อยให้แก่ลูกค้า เมื่อสั่งอาหารจาก ทั้ง 5 ราย ที่มีร้านค้าที่ร่วมรายการกว่า 300,000 ร้านค้าทั่วประเทศ เพียงใช้  AIS Points แลกรับส่วนลดสูงสุด 60 บาท โดยลูกค้าสามารถแลกรับสิทธิ์ได้ง่ายๆ ผ่าน Application myAIS ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

“สำหรับแคมเปญ “ผนึกกำลังกิน ฟินอยู่บ้าน กับ เอไอเอส พอยท์ ถือเป็นเพียงรายเดียวที่ร่วมมือกับฟู้ดเดลิเวรี่ทั้ง 5 แบรนด์ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการอำนวยความสะดวกระหว่างอยู่บ้านของคนไทยท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาด และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น คือ ได้ร่วมสนับสนุน ช่วยเหลือ เป็นกำลังใจให้ผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหารทุกกลุ่มที่อาจไม่สามารถเปิดให้เข้าไปนั่งกินในร้านได้ รวมไปถึงพนักงานส่งอาหาร หรือ ไรเดอร์ของฟู้ดเดลิเวรี่แต่ละแบรนด์ ที่เสมือนหนึ่งฮีโร่ที่ส่งอาหารอร่อยหลากหลายเมนู ให้คนไทยอยู่บ้านได้อย่างปลอดภัย

นอกจาก เอไอเอส จะสนับสนุนให้คนอยู่บ้านแล้ว แต่ก็ยังสามารถ Stay Connect กับญาติพี่น้อง เพื่อน หรือคนที่รัก ได้ง่ายๆอีกด้วย เพียงสั่ง Food Delivery มาส่งที่บ้าน แล้ว VDO Call ทานข้าวด้วยกัน พูดคุยกัน นับเป็นวิถี New Normal ที่ช่วยให้อยู่บ้านไม่มีเหงา แถมอิ่มฟินยิ่งขึ้นด้วยการใช้ AIS Points แลกส่วนลดค่าอาหารได้สูงสุดถึง 60 บาท ผ่านทาง myAIS ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนมีส่วนทำให้ระบบเศรษฐกิจไทยยังสามารถเดินหน้าต่อได้ท่ามกลางช่วงเวลายากลำบาก

นางสาวจันต์สุดา ธนานิตยะอุดม ผู้อํานวยการฝ่ายการตลาดและพันธมิตรทางธุรกิจ แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า ด้วยสถานการณ์ที่การแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอก 3 ที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ ส่งผลให้บริการฟู้ดเดลิเวอร์รี่มีแน้วโน้มเป็นที่ต้องการมากยิ่งขึ้นในกลุ่มผู้บริโภคที่กักตัวและรักษาระยะห่างทางสังคม ซึ่งแกร็บ ประเทศไทย ในฐานะแพลตฟอร์มผู้ให้บริการรับ-ส่งอาหารผ่านบริการแกร็บฟู้ด (GrabFood) มีความมุ่งมั่นที่อยากช่วยสนับสนุนประเทศไทยให้ก้าวต่อข้างหน้า พาร์ทเนอร์คนขับและร้านค้ายังคงมีรายได้

ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดฯ ซึ่งสอดคล้องไปกับพันธกิจหลักของแกร็บอย่าง “GrabForGood” หรือ แกร็บ…เพื่อชีวิตที่ดีกว่า ในยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในสังคมไทย ผ่านการใช้เทคโนโลยีในการช่วยสร้างรายได้ โดยความร่วมมือกับ AIS 5G ในครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งโครงการที่ไม่เพียงแต่ช่วยเหลือพาร์ทเนอร์คนขับและร้านค้าแต่ยังช่วยสนับสนุนและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในการเข้าถึงบริการรับ-ส่งอาหาร

นายพีรพล สง่าเมือง ผู้อำนวยการฝ่ายพาณิชย์ ฟู้ดแพนด้า ประเทศไทย กล่าวว่า foodpanda เล็งเห็นความสำคัญของความร่วมมือกับเอไอเอส ในการมอบสิทธิพิเศษให้กับลูกค้า เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสังคมไร้เงินสด และลดสัมผัส สนองตอบทุกภาคส่วนในการช่วยลดความเสี่ยงการติดโควิด และกระตุ้นให้ลูกค้าได้อยู่บ้าน  และด้วยพื้นที่ให้บริการส่งอาหาร และของกินของใช้ ที่ครอบคลุมมากถึง 77 จังหวัดทั่วไทย ในราคาค่าส่งประหยัด จึงเป็นส่วนสำคัญให้คนไทยได้เข้าถึงบริการ และสิทธิพิเศษที่ครอบคลุมทั่วประเทศ

นายวุฒิชัย น้ำใจประเสริฐ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ LINE MAN Wongnai กล่าวว่า “ความร่วมมือกับ AIS 5G ในครั้งนี้เป็นการเสริมแกร่งวิสัยทัศน์สู่การเป็น Ecommerce Platform for Services ของ LINE MAN Wongnai ที่เป็นแพลตฟอร์มที่รวบรวมบริการมากมายสำหรับลูกค้าคนพิเศษที่ชอบการสั่งเดลิเวอรีด้วยตัวเลือกร้านอาหารมากที่สุดกว่า 300,000 ร้านตั้งแต่ร้านสตรีทฟู้ดไปจนถึงร้านหรู และยังมีแคมเปญพิเศษเฉพาะลูกค้า AIS 5G ซึ่งจะทำให้ลูกค้า AIS 5G จะได้สัมผัสประสบการณ์กับมื้อพิเศษผ่าน LINE MAN แล้ว ยังได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมอื่นๆ อีกมากมายด้วย”

นางสาว เมธิณี โรจนปัญญากุล ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์พาร์ทเนอร์ชิพ Gojek Thailand กล่าวว่า “Gojek ยินดีที่ได้ขยายความร่วมมือกับพันธมิตรในธุรกิจชั้นนำ ของ AIS ในการขับเคลื่อนอีโคซิสเต็มและช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้บริการในช่วงเวลาเช่นนี้ และพร้อมส่งมอบมื้ออร่อยให้ผู้ใช้บริการทุกคนอย่างปลอดภัยในช่วงสถานการณ์ที่ต้องเว้นระยะห่างผ่านบริการแบบ contactless delivery และการจ่ายเงินแบบออนไลน์ โดยความร่วมมือครั้งนี้ผู้ใช้บริการจะได้รับสิทธิพิเศษสำหรับบริการ GoFood นอกจากนั้นตลอดเดือนพฤษภาคมนี้ ภายในแอป Gojek เองยังมีส่วนลดสูงสุดถึง 50% และสิทธิพิเศษอื่นอีกมากมายเพื่อความคุ้มค่าที่มากยิ่งขึ้นสำหรับลูกค้าทุกท่านอีกด้วย”

นายธนา เธียรอัจฉริยะ ประธานกรรมการ บริษัท เพอร์เพิล เวนเจอร์ส จำกัด ผู้พัฒนาและให้บริการ โรบินฮู้ด” แพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีสัญชาติไทย กล่าวว่า “จากสถานการณ์โควิด-19 ระลอก 3 ที่กำลังทวีความเข้มข้น โรบินฮู้ดขอยืนหยัดในการเป็นตัวกลางสนับสนุนร้านอาหารด้วยการยึดมั่นในหลักการของแพลตฟอร์มที่ไม่เก็บค่า GP แม้แต่บาทเดียว และเรามีนโยบายที่จะไม่เก็บตลอดไป เพื่อมุ่งช่วยลดต้นทุนในการทำธุรกิจ และสร้างรายได้ที่เป็นธรรมให้กับร้านค้า โดยร้านค้าจะได้รับเงินจากการขายภายใน 1 ชั่วโมง ซึ่งช่วยให้ร้านค้ามีเงินหมุนเวียนในการพยุงธุรกิจต่อไปได้ นอกจากนี้ยังช่วยสร้างงานสร้างรายได้ให้กับไรเดอร์ท่ามกลางการว่างงานที่ดีดตัวสูงขึ้น โดยเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าความร่วมมือกับ  เอไอเอส เพื่อมอบส่วนลดให้กับลูกค้าในครั้งนี้ จะช่วยสร้างความสุขเล็ก ๆ ให้ลูกค้าได้อิ่มอร่อยอย่างปลอดภัย โดยไม่จำเป็นต้องเสี่ยงในการเดินทางออกนอกบ้านเพื่อร่วมกันป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19”

นางบุษยา กล่าวในตอนท้ายว่า “นอกจากความร่วมมือในแคมเปญ ผนึกกำลังกิน ฟินอยู่บ้าน กับ เอไอเอสพอยท์ ที่เป็นแคมเปญที่จัดขึ้นตลอดปี 2564 แล้ว  AIS 5G ยังร่วมกับ ซูเปอร์ฟู้ดเดลิเวอรี่ทั้ง  5 ราย สนับสนุนเงินให้แก่โครงการ “เรื่องเล่าแบ่งปัน” ของช่อง 3 และแนะนำร้านอาหารที่เป็นพาร์ทเนอร์ของ Food Delivery ทั้ง 5 ราย เพื่อร่วมเป็นหนึ่งในแพล็ตฟอร์มน้ำใจ ช่วยเหลือฉุกเฉินทั้งผู้เดือดร้อนในชุมชน และร้านอาหารที่ได้รับผลกระทบ อันจะเป็นสะพานบุญ เชื่อมต่อ ช่วยเหลือ สามประสาน ระหว่างชุมชน ร้านค้า ให้สามารถรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้อย่างทันท่วงทีในช่วงวิกฤตนี้ โดยต้องขอขอบคุณและชื่นชมพาร์ทเนอร์ที่มาร่วมเป็นพลังที่แข็งแกร่งจากภาคเอกชนในการร่วมกันฟื้นฟูประเทศไทยไปด้วยกันจากวันนี้เป็นต้นไป”

from:https://www.thumbsup.in.th/ais-food-delivery-covid?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=ais-food-delivery-covid

“Mr. Corman” ซีรีส์แนวคอมเมดี้ สร้างสรรค์ กำกับ และนำแสดงโดย Joseph Gordon-Levitt จะฉายพร้อมกันทั่วโลกในวันศุกร์ที่ 6 สิงหาคมนี้ บน Apple TV+

ซีรีส์แนวคอมเมดี้จาก Apple สร้างสรรค์ กำกับ และนำแสดงโด […] More

from:https://www.iphonemod.net/mr-corman-is-coming-on-apple-tv-pr-cover.html

DoubleDeep ปล่อยซิงเกิ้ล “Bitcoin(ฝันใหม่)” พร้อมแจก 3 Bitcoin มูลค่ากว่า 5.3 ล้านบาท ฟรี! แบบไม่ต้องลุ้น

DoubleDeep วงร็อคฝีมือจัดจ้านปล่อยซิงเกิ้ลใหม่ล่าสุด “Bitcoin(ฝันใหม่)” ในคอนเซ็ปต์ “วงร็อคเพื่อนรักนักเทรด” เพื่อให้กำลังใจคนที่มีความฝัน และต้องการที่จะทำมันให้สำเร็จ

พร้อมปล่อยแคมแปญแจก Bitcoin ให้กับทุกคนที่มีความฝัน จำนวนถึง 3 Bitcoin มูลค่าปัจจุบันรวมกว่า 5,300,000 บาท โดยมีกติกาง่ายๆ ที่ให้ทุกคนสามารถร่วมกันแบ่ง 3 Bitcoin ฟรี! แบบไม่ต้องลุ้น

เพียงบอกเล่าความฝันของคุณใต้ Comment เพลง Bitcoin(ฝันใหม่) บน YouTube ค่าย Great Begins แล้วกดแชร์ YouTube เพลง ไปที่หน้า Facebook ของคุณ โดยตั้งโพสต์เป็น Public จากนั้น Capture ภาพ Comment บน YouTube และภาพการแชร์ Facebook มา Upload ได้ที่ www.acmetraderist.com/doubledeepevent พร้อมใส่หมายเลข BTC Wallet Address (*เงื่อนไขเป็นไปตามที่กำหนด)

ร่วมรับ Bitcoin ฟรีๆ กันได้แล้วตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 7 มิถุนายน 2021 จากนั้นรอรับ Bitcoin กันได้เลยฟรีๆ ในวันที่ 23 มิถุนายน 2021 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Line OA @acmetraderist

รับชมมิวสิควิดีโอ “Bitcoin(ฝันใหม่)”

ติดตามความเคลื่อนไหวของวง DoubleDeep ได้ที่

Facebook : https://web.facebook.com/DoubledeepBand

Instagram: DoubleDeep_Official

from:https://www.thumbsup.in.th/doubledeep-single-bitcoin?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=doubledeep-single-bitcoin

“Schmigadoon!” ซีรีส์ Apple Original แนวมิวสิคัลคอมเมดี้ จะฉายพร้อมกันทั่วโลกในวันที่ 16 กรกฎาคมบน Apple TV+

“Schmigadoon!” ซีรีส์แนวมิวสิคัลคอมเมดี้ ผล […] More

from:https://www.iphonemod.net/schmigadoon-on-apple-tv-soon-pr.html

Apple TV+ ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล BAFTA TV Award เป็นครั้งแรกจาก Little America, Tiny World และ Earth at Night in Color

3 ซีรีส์จาก Apple TV อย่าง “Little America” […] More

from:https://www.iphonemod.net/apple-tv-bafta-tv-award-pr.html

ซีพี จับมือมูลนิธิดวงประทีป เพิ่มจุดฉีดวัคซีนและเสบียงช่วยเหลือชาวชุมชนคลองเตย

ซีอีโอ ซีพี ช่วยครูประทีป อุ้มชุมชนคลองเตย ฝ่าวิกฤตโควิด-19 ระลอก3 พร้อมแสดงความมั่นใจโลตัสพระราม 4 จุด พร้อมให้บริการฉีดวัคซีนชุมชนคลองเตย เริ่มบ่ายวันนี้ สนับสนุนเสบียงอาหาร-น้ำดื่ม ช่วยเหลือชาวบ้านชุมชนคลองเตยเร่งด่วน

คุณศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า หลังทราบมติ ศบค. และได้รับการประสานจากรองนายกรัฐมนตรี ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่ต้องเร่งฉีดวัคซีนโควิดให้ประชาชนในพื้นที่คลองเตยจำนวนกว่า 9 หมื่นคนเป็นการเร่งด่วนเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสี่ยงที่จะแพร่ระบาดในวงกว้าง โดยได้ประสานขอใช้พื้นที่โลตัส สาขาพระราม 4 เป็นจุดฉีดวัคซีน โดยตนได้สั่งการทีมงานลงพื้นที่เร่งด่วนเพื่อดำเนินภารกิจนับถอยหลัง 18 ชั่วโมงเพื่อจัดพื้นที่และอำนวยความสะดวกบริเวณโลตัสพระราม 4 ให้เป็นสถานที่จัดฉีดวัคซีนได้ในเวลาบ่ายโมงวันนี้

ซึ่งขณะนี้ได้ระดมสรรพกำลังบริษัทในเครือเตรียมความพร้อมทุกอย่างทั้งหมดแล้วให้ทันสถานการณ์เร่งด่วนนี้ โดยแบ่งจุดการคัดครองเป็นฐานตั้งแต่จุดลงทะเบียน จุดวัดความดันโลหิต สอบถามประวัติและโรคประจำตัว จุดฉีดวัคซีน และจุดพักสังเกตอาการหลังฉีด ขณะที่กลุ่มทรูได้นำทีมสื่อสารเข้าไปอำนวยความสะดวก ซีพีเอฟเข้าไปเตรียมพร้อมอาหารและน้ำดื่ม ทั้งนี้จะมีการประเมินสถานการณ์รายวัน หากการฉีดวัคซีนยังเร็วไม่พอจะมีการขยายพื้นที่ ขณะเดียวกันจะบริหารจัดการไม่ให้กระทบกับผู้เข้ามาใช้บริการซื้อสินค้าภายในโลตัสพระราม 4 เช่นกัน

ทั้งนี้ ซีพีในฐานะภาคเอกชนพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยสนับสนุนและช่วยเหลือชุมชนคลองเตยที่มีประชาชนอยู่ 9 หมื่นราย โดยมั่นใจว่าจะสามารถฉีดวัคซีนได้ครบ 100% ตามนโยบายรัฐบาลและกรุงเทพมหานคร ที่เตรียมการฉีดวัคซีนให้ได้ในหลักพันคนขึ้นไปต่อวัน คาดว่าจะใช้เวลาระยะหนึ่ง ซึ่งมั่นใจว่าหากทุกอย่างเป็นไปตามมาตรการที่วางแผนไว้จะใช้เวลาฉีดวัคซีนประชาชนในชุมชนคลองเตยไม่ต่ำกว่า 3 สัปดาห์

อย่างไรก็ตาม เครือซีพียังได้รับการประสานจากครูประทีปถึงสถานการณ์ที่ชาวบ้านในชุมชนมีความยากลำบากในการดำรงชีวิตประจำวัน ไม่สามารถออกไปประกอบอาชีพในวิถีชีวิตปกติได้ โดยเครือซีพีได้เข้าไปสนับสนุนชาวชุมชนคลองเตยกว่า 200 ครัวเรือนในการมอบอาหาร พร้อมเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น รวมทั้งแมคโครได้ร่วมส่งมอบถุงแยกขยะระหว่างผู้ป่วย และผู้กักตัวเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อโรค โดยทุกความช่วยเหลือเริ่มดีเดย์ตั้งแต่วันที่ 5 พฤษภาคมนี้ และจะพิจารณาการช่วยเหลือเพิ่มเติมต่อไป โดยประเมินเป็นรายสัปดาห์

นอกจากนี้ ยังได้นำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาร่วมอำนวยความสะดวกด้านระบบสาธารณสุขให้กับประชาชนในชุมชนคลองเตย โดยนำแพลทฟอร์ม True HEALTH และแพลทฟอร์มชีวี ซึ่งเป็นระบบออนไลน์ที่จะมีแพทย์และแพทย์อาสาช่วยให้คำปรึกษา แนะนำ ติดตามและช่วยประสานกรณีผู้ป่วยมีอาการหนัก คู่ขนานไปกับการดำเนินงานของกรุงเทพมหานคร รวมทั้งได้นำกล่องอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงไปมอบให้เพื่อเชื่อมต่อกับทรูวิชั่น ให้ผู้ที่กักตัวได้รับชมคอนเทนต์เพื่อคลายความเครียดและความวิตกกังวล ด้วยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเครือซีพีจะได้มีส่วนร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่กับทุกภาคส่วนและคนไทยเพื่อสู้โควิด-19 ไปด้วยกัน

“เครือซีพีพร้อมช่วยเหลือเต็มที่ เพราะสถานการณ์ขณะนี้ถือว่าลำบากที่สุด ซึ่งกรณีภารกิจกู้วิกฤตที่ชุมชนคลองเตย ถือเป็นตัวอย่างแสดงให้เห็นถึงความร่วมมืออย่างจริงจังระหว่างภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคมอย่างมูลนิธิดวงประทีป และเราต้องทำเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องจนคนไทยทั้งประเทศได้รับการฉีดวัคซีนทั่วถึง ซึ่งกรณีชุมชนคลองเตยทางภาครัฐตัดสินใจอย่างรวดเร็วในการเข้าถึงและจัดพื้นที่ภายใน 18 ชั่วโมงเพื่อให้มีความพร้อมในการฉีดวัคซีน เมื่อภาครัฐแอคชั่นอย่างรวดเร็วและเอกชนดำเนินการอยางรวดเร็วตามเท่าที่จะทำได้ ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี ผมขอขอบคุณทั้งครูประทีป รองนายกรัฐมนตรี ผู้ว่าฯกทม. ที่เดินหน้าเรื่องนี้อย่างรวดเร็ว เป็นกรณีศึกษาความร่วมมือทั้ง 3 ฝ่าย ที่พวกเราช่วยกัน ตลอดจนสื่อมวลชนทุกคน ทั้งหมดสะท้อนให้เห็นความร่วมมือสามัคคีทุกภาคส่วน ซึ่งผมเชื่อว่าประเทศไทยเราจะเอาอยู่และการฟื้นฟูประเทศและเศรษฐกิจประเทศจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน”

นางประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิดวงประทีป กล่าวว่า จากสถานการณ์มีผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในเขตคลองเตย ขณะนี้การแพร่เชื้อเป็นไปอย่างก้าวกระโดดมาก จนถึงขณะนี้พบผู้ติดเชื้อกว่า 300 ราย โดยขณะนี้มีความพยายามเข้ามาช่วยเหลือทั้งในส่วนของกทม. สำนักงานเขตคลองเตย กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งกลุ่มคนผู้สูงวัยและเด็กได้รับกระทบและอยู่ในสภาวะยากลำบาก การได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ และเอกชน จะเป็นกำลังใจให้คนในพื้นที่ ต้องขอบคุณเครือเจริญโภคภัณฑ์ที่ได้เข้ามาช่วยสนับสนุนอาหารให้คนในชุมชนคลองเตยที่มีกว่า 200 ครัวเรือน และการเปิดพื้นที่จุดฉีควัคซีนที่โลตัส สาขาพระราม4 รวมถึงการช่วยสนับสนุนการสื่อสาร ทั้งสัญญาณอินเทอร์เน็ต และการสนับสนุนแอปพลิเคชันทรู เฮลท์ รวมทั้งการให้ความบันเทิง สร้างความผ่อนคลาย ลดความเครียดในชุมชนด้วยการติดตั้งทรูวิชั่นส์ นาวในชุมชน ซึ่งจะเป็นกำลังใจให้คนชุมชนได้ยืนหยัดมีพลังในการสู้ชีวิตต่อไป

“ขอขอบคุณทุกภาคส่วน และเครือซีพี ที่ได้เข้ามาช่วยสนับสนุนในช่วงเวลาที่ประเทศเกิดวิกฤตโรคระบาดในครั้งนี้ ซึ่งสามารถช่วยเหลือได้ตรงจุด ในขณะนี้คนในชุมชนคลองเตยตื่นตัวอย่างมากที่จะได้รับการฉีดวัคซีน โดยอยากจะให้กลุ่มคนที่ได้รับความเสี่ยงสูง ทั้งผู้นำชุมชนและอาสาสมัครในพื้นที่ ได้รับการฉีดวัคซีนโดยเร็ว เพราะเป็นบุคลากรที่ได้เสียสละปกป้องชุมชน ขอเป็นกำลังใจให้ทุกภาคส่วน และขอให้สังคมเห็นใจและเป็นกำลังให้คนในพื้นที่เขตคลองเตยให้ก้าวผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปให้ได้”

from:https://www.thumbsup.in.th/cp-vaccine-klongtoey?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cp-vaccine-klongtoey

MSI ทำยอดขายจอมอนิเตอร์เกมทะลุ 3 ล้านเครื่องใน 3 ปี

MSI  ทำยอดขายจอมอนิเตอร์เกมทะลุ 3 ล้านเครื่องใน 3 ปี  MSI ผู้ผลิตอุปกรณ์เกมมิ่งฮาร์ดแวร์ชั้นนำของโลก เผยความสำเร็จหลังบรรลุเป้าหมายสำคัญ ด้วยการทำยอดขายหน้าจอทะลุ 3 ล้านเครื่อง แม้ว่าบริษัทได้เริ่มเข้าสู่ตลาดเครื่อง PC ฮาร์ดแวร์ เพื่อมอบประสบการณ์ด้านภาพระดับสูงสุด และได้รับความไว้วางใจจากเหล่าเกมเมอร์มาเป็นเวลาหลายปี แต่ว่าบริษัทได้ก้าวเข้าสู่โลกเทคโนโลยีจอแสดงผลอย่างจริงจัง ด้วยการเปิดตัวหน้าจอเกมมิ่งตัวแรกเมื่อปี 2016 ที่ผ่านมาเท่านั้น 

เส้นทางความสำเร็จของ MSI: การค้นหาที่ยิ่งใหญ่เพื่อความเป็นเลิศ

การมอบประสบการณ์การเล่นเกมระดับสุดยอด ถือเป็นเป้าหมายหลักสำคัญในการขับเคลื่อน MSI ให้พยายามไขว่คว้าและไล่ล่าความสมบูรณ์แบบอย่างไม่สิ้นสุด โดย MSI เริ่มต้นด้วยการเปิดตัวเกมมิ่งมอนิเตอร์ MSI Optix G27C ในเดือนพฤศจิกายนปี 2016

จากนั้นมา MSI ได้สร้างสรรค์สิ่งใหม่ให้แก่วงการหน้าจอเกมมิ่งอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการเปิดตัวเกมมิ่งมอนิเตอร์รุ่นแรกสุดของโลกที่ใช้ ‘Gaming OSD APP’ และ SteelSeries GameSense – Optix MPG27CQ/MPG27C ในเดือนมกราคม 2018 และต่อมาในปี 2019 เดือนมกราคม ได้เปิดตัวเกมมิ่งมอนิเตอร์ระบบ AI รุ่นแรกสุดของโลกที่มี Smart RGB และ Smart Camera – Optix MPG341CQR และได้รางวัลจาก Samsung: แบรนด์เกมมิ่งมอนิเตอร์ที่เติบโตเร็วที่สุด ในเดือนพฤษภาคม อีกทั้งยังสามารถบรรลุยอดขายหน้าจอถึง 1 ล้านเครื่องในเดือนพฤศจิกายน 2019 หลังจากนั้น ในเดือนมกราคม 2020 MSI ยังได้รับรางวัลนวัตกรรม CES 2020: เกมมิ่งมอนิเตอร์รุ่นแรกสุดของโลกที่มีระบบ HMI พร้อมแผงไฟ OLED แถวที่สอง รวมถึงมีการเปิดตัว เกมมิ่งมอนิเตอร์ IPS และจอเกมมิ่ง 360Hz G-Sync สำหรับการแข่ง Esports และการเปิดตัวเกมมิ่งมอนิเตอร์ระบบ AI จอโค้ง 1000R รุ่นแรกสุดของโลก – MSI ARTYMIS Series เมื่อเดือนตุลาคม 2020 และเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา บริษัทสามารถบรรลุยอดขายหน้าจอถึง 3 ล้านเครื่อง

นายแอนดี เซียง ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท ไมโคร สตาร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (MSI) เปิดเผยว่า “นับแต่นั้นมา MSI ก็เดินหน้ายึดถือคำมั่นสัญญาต่อคุณภาพ เพื่อส่งมอบคุณค่า ให้แก่เหล่าเกมเมอร์มาอย่างต่อเนื่อง ตลอดหลายปีที่ผ่านมา MSI ได้ศึกษาความชอบของเหล่าเกมเมอร์ และมุ่งมั่นออกแบบจอแสดงผลที่ดีที่สุดในตลาด และในวันนี้ ความทุ่มเทของ MSI ก็ได้รับการยอมรับ โดย MSI มีอัตราการเติบโตเปรียบเทียบกับปีก่อน สูงถึง 114% ซึ่งอัตราดังกล่าวได้สูงเกินกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดอย่างมาก และยังสูงที่สุดในกลุ่มแบรนด์เกมมิ่งมอนิเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดห้าลำดับแรก*” (*ที่มา: Trendforce)

  “MSI จึงมีความภูมิใจที่จะประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญในครั้งนี้ จากการสร้างยอดขายของหน้าจอเกมมิ่งมอนิเตอร์ได้ถึง 3 ล้านเครื่องภายในเวลาเพียง 3 ปี! ในฐานะที่เราเป็นผู้เล่นหน้าใหม่ในด้านเทคโนโลยีหน้าจอแสดงผล ความสำเร็จนี้จึงถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งสำหรับบริษัท ที่ได้ทุ่มเทเวลาและความพยายามอย่างมากในการทำความเข้าใจสิ่งที่เหล่าเกมเมอร์ต้องการจากเกมมิ่งมอนิเตอร์”

ผลิตภัณฑ์รุ่นพิเศษเพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสสุดพิเศษ: จอมอนิเตอร์ MSI Optix รุ่น Limited Edition

  ในโอกาสครั้งประวัติศาสตร์นี้ MSI ขอขอบคุณวิศวกรและทีมงานทุกคน หุ้นส่วนทุกราย และแน่นอนที่สุดเหล่าเกมเมอร์ทั้งหลายที่มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการทำให้ความสำเร็จนี้เกิดขึ้น และเพื่อยกระดับโอกาสการเฉลิมฉลองนี้ไปอีกขั้น MSI จึงจัดทำจอเกมมิ่งมอนิเตอร์ MSI Optix MAG274QRF-QD รุ่นพิเศษที่มีมีรูปลักษณ์สีแดงล้วนและจะเป็นจอมอนิเตอร์ลำดับที่ #3,000,001 ถึง 3,000,015 ของ MSI โดยหน้าจอเกมมิ่งมอนิเตอร์ Optix MAG274QRF-QD รุ่น Limited Edition นี้จะยังคงมีรายละเอียดของสเปคและฟีเจอร์แบบเดียวกับที่นิยมในหมู่เกมเมอร์ เพียงแต่โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์สีแดงเพื่อเป็นที่ระลึกในโอกาสนี้เท่านั้น! 

สำหรับหน้าจอ MSI Optix MAG274 QRF-QD เป็นหน้าจอที่ออกแบบมาเพื่อคอเกมโดยเฉพาะ ตัวจอมาพร้อมพาแนล IPS สามารถรับส่งภาพได้เร็วกว่า IPS ทั่วไปถึง 4 เท่าแต่ยังคงคุณภาพของภาพได้เหมือนเดิม ให้มุมมองกว้าง 178 องศา ขณะที่ความละเอียดคมชัดระดับ WQHD (2560 x 1440) รองรับ NVIDIA G-Sync Compatible ทำให้ภาพลื่นไหลกว่าที่เคย สามารถเลือกตั้งค่าหน้าจอผ่านปุ่มบนหน้าจอหรือผ่านโปรแกรม MSI Gaming OSD App ได้ ที่สำคัญยังมีการเพิ่มฟีเจอร์ Night Vision ที่จะสร้างความได้เปรียบในเกมการเล่นในที่มืด และมีระบบ Quantum Dot ทำให้ขอบเขตสีกว้าง สีของภาพจึงสวยงามไม่ผิดเพี้ยนที่ Adobe 99% และ DCI-P3 97% ช่วยให้ผู้เล่นได้สัมผัสสุดยอดประสบการณ์การเล่นเกมตามคุณภาพที่นักพัฒนาเกมต้องการ

“แน่นอนว่า การบรรลุยอดขาย 3 ล้านเครื่องถือเป็นความสำเร็จที่สำคัญ แต่ก็ถือเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของ MSI ในการเสริมเทคโนโลยีจอแสดงผลที่ดีที่สุดให้กับเกมเมอร์ทุกคนบนโลก ซึ่งทางทีม MSI ให้คำมั่นที่จะรับฟังความคิดเห็นของเหล่าเกมเมอร์ทุกคนเพื่อพิสูจน์ยืนยันว่า MSI จะออกแบบจอแสดงผลที่ล้ำหน้าและมีคุณภาพระดับสูงสุดเช่นเดียวกันในปีต่อ ๆ ไป และทั้งหมดนี้คือก้าวต่อไปของ MSI!” นายแอนดี กล่าวทิ้งท้าย 

ข่าว: MSI ทำยอดขายจอมอนิเตอร์เกมทะลุ 3 ล้านเครื่องใน 3 ปี มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.
from:https://www.appdisqus.com/msi-has-surpassed-3-million-gaming-monitor-sales-in-3-years/

Gojek มุ่งเป็นแพลตฟอร์ม แบบ Zero Emissions, Zero Waste & Zero Barriers ในปี 2030

Gojek (โกเจ็ก) แพลตฟอร์มชั้นนำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่นำเสนอหลากหลายบริการแบบออนดีมานด์และบริการเพย์เมนต์ ประกาศเป้าหมายที่จะก้าวเป็นแพลตฟอร์มแบบ Zero Emissions, Zero Waste and Zero Barriers ภายในปี 2030 ผ่านการจัดทำรายงานความยั่งยืนประจำปีฉบับแรก ซึ่งเผยรายละเอียดเกี่ยวกับความคืบหน้าและการนำแนวคิดการดำเนินธุรกิจยั่งยืนทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการดำเนินธุรกิจอย่างมีธรรมาภิบาล (Environmental, Social, and Governance: ESG) ไปปรับใช้ ถือเป็นอีกหนึ่งภารกิจของบริษัทที่จะสร้างผลกระทบเชิงบวกและคุณค่าให้แก่ผู้คนและโลกอย่างยั่งยืน

เพื่อเอื้อประโยชน์สูงสุดแก่ทุกภาคส่วนในอีโค่ซิสเต็มของบริษัทและเพื่อเน้นย้ำและสร้างการรับรู้ถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมและสังคม การดำเนินงานของ Gojek จึงให้ความสำคัญกับทั้งสามด้านเป็นหลัก คือ

1) ความยั่งยืนทางด้านสิ่งแวดล้อม (ผ่านแคมเปญ GoGreener) เพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมายหลัก คือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (Zero Emissions) และการสร้างขยะเป็นศูนย์ (Zero Waste) 

2) ความก้าวหน้าทางสังคมและเศรษฐกิจ (ผ่านแคมเปญ GoForward) 

3) ความเท่าเทียมและการมีส่วนร่วมของทุกคน (ผ่านแคมเปญ GoTogether) เพื่อความสำเร็จของเป้าหมายด้านการแบ่งแยกทางสังคมเป็นศูนย์ (Zero Barriers)

รายงานความยั่งยืนของ Gojek ถือเป็นฉบับแรกที่จัดทำขึ้นโดยบริษัทอินเตอร์เน็ตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล[1] โดยข้อมูลที่เปิดเผยและเอกสารต่างๆ ที่ใช้ ได้รับการรับรองจากบริษัท PricewaterhouseCoopers (PwC) อินโดนีเซีย[2] ทั้งนี้ Gojek  เป็นผู้นำของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในภูมิภาคด้านการนำแนวคิดความยั่งยืนมาใช้ในการประกอบธุรกิจ และยังยินดีเปิดเผยผลการดำเนินงานในด้านความยั่งยืนทั้งหมดอย่างโปร่งใส

เควิน อลูวี, ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม ของ Gojek กล่าวว่า  “Gojek เองเป็นองค์กรที่ให้ความสำคัญในการสร้างสมดุลระหว่างการสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมและการเติบโตของธุรกิจมาโดยตลอด ความมุ่งมั่นนี้อยู่ในดีเอ็นเอของเราและเป็นเหตุผลที่หลายๆ คนเลือกมาทำงานที่นี่ เมื่อธุรกิจเราเติบโตขึ้น จึงยิ่งจำเป็นมากขึ้นในการพัฒนาวิธีที่จะวัดผลและพัฒนาด้านความรับผิดชอบต่อสังคม  และสร้างมาตรฐานในฐานะผู้นำอย่างต่อเนื่องในการแก้ไขปัญหาที่สำคัญต่อทั้งเราและสังคมโดยรวม และนี่คือเหตุผลที่เราขยายสเกลการดำเนินงานในด้านความยั่งยืน เพื่อให้มั่นใจว่าปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมเป็นหัวใจหลักขององค์กรเรา Gojek หวังว่าเราจะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงอันยั่งยืนแก่สังคม พาร์ทเนอร์ และโลกใบนี้ที่เราอาศัยอยู่ และสามารถนำเราไปสู่เป้าหมายได้สำเร็จลุล่วงในระยะยาว”

อันเดร โซลิสต์โย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม ของ Gojek กล่าวเพิ่มว่า “ภาคเอกชนมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องเริ่มลงมือแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมซึ่งกำลังบ่อนทำลายโลกและชุมชนของเราในขณะนี้ Gojek เองยังคงเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในเรื่องของขนาดธุรกิจและความแข็งแกร่ง โดยมีผู้ใช้แพลตฟอร์มของเราเป็นล้านๆ คนในทุกวัน การแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างยั่งยืนจึงถือเป็นความรับผิดชอบของพวกเรา การยึดหลักแนวคิดการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนที่ได้มาตรฐานในอุตสาหกรรมนี้ จะช่วยให้เราสามารถดำเนินธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นในทุกส่วนของอีโค่ซิสเต็ม และยังเป็นแนวทางให้บริษัทอื่นๆ ในภูมิภาคสามารถปฏิบัติตามด้วย ปัญหาเหล่านี้เริ่มมีความสำคัญมากขึ้นกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจเรา เราจึงตั้งใจที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงที่มากกว่าสิ่งที่ทุกคนคาดหวังจากเรา เพื่อประโยชน์ของประเทศอินโดนีเซีย ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และทั่วโลก”

Gojek ได้เริ่มเดินหน้าทำเป้าหมายให้เป็นจริงในหลายส่วน และจะมีการประเมินผลและเปิดเผยข้อมูลในด้านความยั่งยืนในทุกปี

GoGreener
●       จัดทำรายงานบัญชีก๊าซเรือนกระจกสำหรับสโคปที่ 1, 2 และ 3[3] ด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และบัญชีการจัดการขยะในทุกปี โดยจะเริ่มในปี 2021

●       เพิ่มฟีเจอร์ GoGreener ในแอป ซึ่งเป็นฟีเจอร์การชดเชยคาร์บอนประเภท B2C ครั้งแรกของโลกในแวดวงธุรกิจ Ride-Hailing

●       ศึกษาความเป็นไปได้และจัดทำโครงการนำร่องในการใช้ยานพาหนะไฟฟ้า (EV) โดยมีแผนจะเปลี่ยนไปใช้ยานพาหนะไฟฟ้า 100% ในปี 2030

●       เปิดบริการ GoTransit เพื่อผสานการเดินทางต่อแรก (first mile) และต่อสุดท้าย (last mile) เข้ากับการขนส่งมวลชน

●       ร่วมมือกับคณะกรรมการอำนวยการของ National Plastic Action Partnership (NPAPs) อินโดนีเซีย ซึ่งอยู่ภายใต้การจัดการของ Global Plastic Action Partnership (GPAP)

●       โปรแกรมเก็บค่าช้อนส้อมเพิ่ม (Paid Cutlery) ช่วยลดการเกิดขยะพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวไปมากกว่า 13 ตัน (ตั้งแต่สิงหาคม 2013) และได้รวบรวมขยะพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวมากกว่า 6.3 ตันไปรีไซเคิลผ่านโครงการนำร่องในปี 2019 โดยมีแผนจะดำเนินโครงกานำร่องอีกจำนวนมากในปี 2021

GoForward
●       ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายประจำวันของพาร์ทเนอร์คนขับกว่า 530,000 ราย ผ่านโปรแกรมสิทธิประโยชน์สำหรับพาร์ทเนอร์คนขับ (Swadaya)

●       เพิ่มช่องทางหารายได้ให้แก่พาร์เนอร์คนขับผ่านการร่วมมือกับ PromoGo และการเปิดตัว GoCek[4]

●       เปิดตัว GoFood Partners Community โดยมีพาร์ทเนอร์ร้านค้ามากกว่า 54,000 ร้านเข้าร่วม เพื่อช่วยขยายธุรกิจและพัฒนาทักษะการทำธุรกิจดิจิทัลขนาดย่อมและขนาดย่อย

GoTogether
●       ร่วมลงนามในสัญญายอมรับหลักการเสริมพลังสตรี (Women Empowerment Principles) ของ UN เพื่อเสริมสร้างความเสมอภาคทางเพศ โดยการจัดสปีคกิ้งอีเว้นท์ที่มีผู้อภิปรายทั้งชายและหญิง

●       ก่อตั้งกลุ่มสำหรับพนักงานหญิงเพื่อช่วยส่งเสริมนโยบายและโปรแกรมพัฒนาความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการมีส่วนร่วมของทุกเพศสภาพ

●       ดำเนินการและสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อจัดตั้ง Employee Resource Groups[5]

รายงานฉบับนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ Gojek ในการสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ และเพื่อแสดงความรับผิดชอบได้ดียิ่งขึ้น ทางบริษัทได้จัดตั้งสภาที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน (Sustainability Advisory Council) ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายองค์กร ได้แก่ องค์การเพื่อสตรีแห่งประชาชาติ (UN Women) ศูนย์พลังงานอาเซียน (ASEAN Centre of Energy) มหาวิทยาลัย University of Indonesia และอีกมากมาย

ทานาห์ ซัลลิแวน ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาความยั่งยืนของ Gojek กล่าวว่า “ด้วยความที่มีเวลาไม่ถึง 10 ปีในการจะบรรลุเป้าหมาย SDGs เราจึงต้องเริ่มตั้งแต่ตอนนี้  การนำหลักการทางวิทยาศาสตร์มาใช้ พร้อมกับการยึดมาตรฐานและการรับรองคุณภาพสากล รวมถึงการใช้กลยุทธ์การดำเนินงานที่ขับเคลื่อน

ด้วยดาต้า ทำให้เราสามารถมั่นใจว่าแผนการของเรานั้นแข็งแกร่ง สอดคล้องต่อความต้องการ และสร้างผลกระทบได้มากที่สุด เราเองทราบดีว่าเป้าหมายนี้ไม่อาจทำให้สำเร็จได้ด้วยตัวคนเดียว เราจึงจะสร้างเน็ตเวิร์คของพาร์ทเนอร์ที่มีแนวคิดเดียวกับเราเพื่อเร่งการพัฒนา โดยอาศัยนวัตกรรม ความเชี่ยวชาญ และความสามารถของทุกฝ่ายให้เป็นประโยชน์”

Dr. Allinnettes Adigue หัวหน้าฝ่าย ASEAN Regional Hub แห่ง GRI กล่าวว่า  “การพัฒนาความยั่งยืนขององค์กรส่งผลดีต่อทั้งผู้คน โลก และประโยชน์ของบริษัทในระยะยาว เพราะว่าในความเป็นจริงไม่มีใครสามารถประกอบธุรกิจได้บนดาวเคราะห์ที่ตายแล้ว ดังนั้นคำถามที่ว่าบริษัทควรจัดทำรายงานความยั่งยืนหรือไม่นั้นจึงไม่จำเป็นอีกต่อไป รายงานความยั่งยืนเป็นทางออกในระยะยาวอย่างแน่นอน แต่ปัญหาก็คือรายงานพวกนั้นถูกต้อง ตรงประเด็น และสื่อสารอย่างชัดเจนแค่ไหนถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคมที่มีความจำเป็นต่อทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในวงกว้าง ไม่ใช่แค่เพียงแค่บางกลุ่มเท่านั้น

“มาตรฐาน GRI ซึ่งเป็นกรอบการรายงานที่ได้รับการนำมาใช้มากที่สุดในโลก ไม่ใช่เป็นเพียงแผนการรายงานเท่านั้น แต่เป็นแนวทางปฏิบัติให้แก่องค์กรต่างๆ ทั่วโลกในการใช้บรรทัดฐานเดียวกันเพื่อตั้งเป้าหมายด้านความยั่งยืน ไปจนถึงการประมาณ วิเคราะห์ และรายงานความคืบหน้า ซึ่งจะช่วยพัฒนาผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนของพวกเขาอย่างต่อเนื่อง โดยมาตรฐาน GRI นี้จะช่วยให้บริษัทเลือกโฟกัสแต่ประเด็นสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบด้านความยั่งยืนที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ผ่านการนำเสนอข้อมูลเชิงปริมาณ การประเมินผลเชิงบรรยาย และระบบแบบ Indicator-Based”

 

สนับสนุนความเป็นอยู่ของคนในสังคมในช่วง COVID-19

Gojek ได้ให้ความช่วยเหลือแก่ทุกคนในระบบอีโค่ซิสเต็มเพื่อลดผลกระทบจาก COVID-19 ผ่านการสร้างความมั่นใจในด้านความปลอดภัยและสุขภาพของทุกฝ่าย การคิดค้นโปรดักส์และบริการใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการต่างๆ และการเพิ่มช่องทางหารายได้ให้แก่พาร์ทเนอร์ร้านค้าและพาร์ทเนอร์คนขับ  อีกทั้งในปี 2020 Gojek ได้ก่อตั้งมูลนิธิ Anak Bangsa Bisa (YABB) เพื่อช่วยสนับสนุนพาร์ทเนอร์ของบริษัทและคนที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 โดยได้รับเงินบริจาคถึง 1 แสนล้านรูเปียห์ (ราว  216 ล้านบาท)จากผู้บริหารระดับสูงและพนักงาน  และอีก 2 หมื่นล้านรูเปียห์ (ราว 43 ล้านบาท) จากโครงการบริจาคเพื่อการกุศลของบริษัทและโปรแกรมบริจาคอื่นๆ[6]

นอกจากนี้ Gojek ยังให้การสนับสนุนผู้บริโภคและชุมชนโดยใช้ประโยชน์จากเครือข่ายขนาดใหญ่ของบริษัท ในการอัพเดทข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับแนวทางด้านสาธารณสุขและความปลอดภัย รวมไปถึงเปิดตัวฟีเจอร์และโปรแกรมต่างๆ อีกมากมาย เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของ COVID-19 และให้กำลังใจบุคลากรแนวหน้า

from:https://www.thumbsup.in.th/gojek-for-zero-emissions?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=gojek-for-zero-emissions