คลังเก็บป้ายกำกับ: PR_News

AIS ACADEMY for THAIs เดินหน้าต่อเนื่อง สนับสนุนองค์ความรู้ให้คนไทย จัดงานสัมมนาใหญ่อีกครั้ง โดยวิทยากรชั้นนำระดับโลก

ในยุคที่โลกถูก Disrupt จาก Digital เกมการแข่งขันที่เปลี่ยนไป เทคโนโลยี ยังเป็นตัวแปรสำคัญ ที่มีส่วนชี้วัดความพึงพอใจของกลุ่มลูกค้า และวัดผลความสำเร็จในโลกธุรกิจยุคปัจจุบัน เอไอเอส สนับสนุนองค์ความรู้ให้คนไทยและสังคมไทย เพื่อสร้างความพร้อมในการรับมือกับโลกยุคดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกครั้ง ผ่านงานสัมมนา “AIS ACADEMY for THAIs: Intelligent Nation Series” ขึ้น ภายในงาน พบกับวิทยากรทั้งภายในและต่างประเทศ ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ตรงที่ก้าวผ่าน ช่วง Digital Disrupt พร้อมเผยเคล็ดลับมุมมองความคิด จนสามารถพลิกเกมชิงความได้เปรียบให้องค์กรเดินหน้าได้อย่างมั่นคงและประสบความสำเร็จ

· Mr.Mitch Lowe, Co-Founder Executive จาก Netflix เจ้าของ Platform ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก จนมียอด Subscribers เติบโตมากที่สุดในรอบปีที่ผ่านมา กว่า 190 ประเทศทั่วโลก โดยผู้ร่วมก่อตั้ง Netflix ที่จะมาเล่าให้ฟังถึงหัวใจของการดำเนินธุรกิจท่ามกลางการแข่งขันบนโลกยุคดิจิทัล ที่ทำให้ Netflix สามารถครองใจกลุ่มผู้ชมทั่วโลกได้อย่างรวดเร็ว

· คุณปฐมา จันทรักษ์ รองประธานด้านการขยายธุรกิจในกลุ่มประเทศอินโดจีน และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไอบีเอ็ม กับการแลกเปลี่ยนมุมคิด “ความท้าทายด้านเทคโนโลยีต่อ Digital Disruption”

· คุณชนิตร ชาญชัยณรงค์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส กลุ่มเซ็นทรัลกรุ๊ป, ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) และคุณมารุต ชุ่มขุนทด CEO & Founder Class Café จะมาเปิดเผยเคล็ดลับ “เดินธุรกิจอย่างไรเมื่อโลกไร้พรมแดน”

“AIS ACADEMY for THAIs: Intelligent Nation Series” จะจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562 ตั้งแต่เวลา 12.00 – 16.00 น. ณ รอยัล พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน โดยเปิดให้ผู้สนใจจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ สถาบันการศึกษา ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไปเข้าร่วมรับฟังได้ฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่ http://m.ais.co.th/academyforthais ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

พร้อมกันนี้ ขอเชิญประชาชนคนไทยเข้าร่วมชมนิทรรศการ AIS Digital Intelligent Nation 2019 พบกับเทคโนโลยีดิจิทัลหลากหลายรูปแบบ บนเครือข่ายอัจฉริยะ, IoT, Cloud, VR, Robotic, AI ที่จะช่วยเปิดมุมมองและประสบการณ์ใหม่ในการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีแห่งโลกอนาคต ไม่ว่าจะเป็น การแสดงนวัตกรรมเครือข่ายที่ทรงประสิทธิภาพเร็ว แรง ระดับกิกะบิต พร้อมโชว์เคสเทคโนโลยี 5G ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์กับอุตสาหกรรมต่างๆ และไฮไลต์เด่นที่พลาดไม่ได้ กับ รถยนต์ไร้คนขับที่สร้างขึ้นโดยคนไทย ตื่นตากับทีม AIS ROBOT หุ่นยนต์สมองกล ที่จะมาโชว์ขีดความสามารถการทำงานเป็นผู้ช่วยมนุษย์ได้อย่างน่าทึ่ง รวมถึงโซนจัดแสดงดิจิทัลโซลูชันและ IoT ที่เกิดขึ้นได้จริงแล้วในประเทศไทย เพื่อเสริมศักยภาพให้ธุรกิจองค์กรในยุคดิจิทัล อาทิ Smart City, Smart Hospital, Smart Airport, Smart Industrial และจัดเต็มกับโซน E-sport ที่พร้อมมอบความสนุกมันส์สะใจให้กับสาวกเกมเมอร์ชาวไทย รับกระแสอีสปอร์ต เทรนด์กีฬาระดับโลกที่มาแรงที่สุด

from:http://www.flashfly.net/wp/239730

Advertisements

ตามคำเรียกร้อง !!! Vivo หั่นราคาสมาร์ทโฟน 3 รุ่นยอดฮิต Vivo V11i, Y95 และ Y91i  ลงมีผลแล้ววันนี้

จากที่มีกระแสถึง Vivo V11i, Y95, Y91i  วันนี้ Vivo จึงจัดราคาสุดพิเศษให้คุณเป็นเจ้าของได้ง่ายขึ้น         มาเริ่มจากรุ่น  Vivo V11i ที่เปิดประสบการณ์การมองเห็นแบบเต็มจอ ด้วยดีไซน์ แบบ Halo FullView™ Display อัตราส่วนจอแสดงผล 19.9 พร้อมดีไซน์ตัวเครื่องแบบกระจก3D  V11i มาพร้อมกับกล้องหลังความละเอียดสูงถึง 16 ล้านพิกเซล กล้องหน้าความละเอียด 5ล้านพิกเซล ให้ทุกภาพถ่ายมีความคมชัด สวยงาม จับภาพโฟกัสได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ สร้างแรงบันดาลใจที่เต็มเปี่ยมให้แก่คุณ

และยังให้คุณเพอร์เฟคได้ทุกการเซลฟี่ ด้วยระบบเซ็นเซอร์กล้องหน้า ที่ให้ความละเอียดสูงถึง 25 ล้านพิกเซล มาพร้อมกับเทคโนโลยีปรับแต่งแสงแบบ 3D ช่วยให้ทุกการเซลฟี่ของคุณดูสวยสง่า มีออร่าเปล่งประกายทุกความเจิดจรัส ทำให้คุณและเพื่อนๆ เพลิดเพลินไปกับการถ่ายเซลฟี่ที่สวยสดใส คมชัดทุกมุมมอง

V11i เต็มเปี่ยมประสิทธิภาพด้วย Octa-core AI Processor 2.0GHz RAM 4GB และ Rom 128GB ระบบปฎิบัติการ Android 8.1 พร้อมเทคโนโลยี Jovi AI เต็มที่ทุกความเร็ว อัดแน่นเต็มทุกประสิทธิภาพ ให้คุณเปิดใช้งานแอปพลิเคชันพร้อมกันหลายๆ  อย่างได้อย่างลื่นไหล และคุณยังสามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้เร็วกว่า V11i มาพร้อมแบตเตอรี่ขนาด 3315 mAh เต็มที่ทุกความจุด้วยขนาดใหญ่กว่าที่เคยมี ด้วยชิปเซ็ตเทคโนโลยี Vivo เปลี่ยนทุกประสบการณ์ในการชาร์จเร็ว ให้คุณบอกลาที่ชาร์จแบตสำรอง จากราคาเดิม 9,999 บาท เหลือเพียง 8,999 บาทเท่านั้น

มาต่อกันรุ่นที่สอง กับ Vivo Y95  ที่มีหน้าจอ Halo FullView™ Display 6.22 นิ้ว มีอัตราส่วนหน้าจอที่สูงถึง 88.6% โดยออกแบบให้กล้องหน้าอยู่ในตำแหน่งวงแหวนตรงกลางด้านบนของหน้าจอ ช่วยให้รอยบากมีขนาดที่เล็กลง สวยงาม และยังเพิ่มพื้นที่ให้กับหน้าจออีกด้วย  โดยฝาหลังของ Y95 ได้ใช้เทคโนโลยีพิเศษในการเคลือบผิวของฝาหลังให้มีความมันวาวพรีเมี่ยมมากยิ่งขึ้น มาพร้อมสีสันที่เป็นการประสานกันระหว่างสีดำที่ดูลึกลับกับสีน้ำเงินที่มีความเป็นประกายเข้าด้วยกัน โดยสีของตัวเครื่องจะแตกต่างกันออกไปเมื่อมองจากมุมที่ต่างกัน  กล้องหน้าในรุ่น Y95 มีความละเอียดสูงถึง 20 ล้านพิกเซล เก็บรายละเอียดอย่างครบถ้วน มาพร้อมโหมด AI Face Beauty ที่จะทำการวิเคราะห์เพศ อายุ สีผิว สภาพผิว สภาพแสงขณะถ่าย และทำการปรับแต่งภาพให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคลโดยอัตโนมัติ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่สวยงามเหมาะสมกับตัวบุคคลมากที่สุด  Y95 มาพร้อมกล้องหลังคู่สุดคมชัดความละเอียด 13+2 ล้านพิกเซล ภาพในโหมดหน้าชัดหลังเบลอจะดูดียิ่งกว่าเดิมราวกับถ่ายด้วยมืออาชีพ นอกจากนี้ยังสามารถจำแนกสถานการณ์ได้ถึง 140 หมวดหมู่ และทำการปรับแต่งให้อัตโนมัติเพื่อภาพที่ได้ออกมาสมบูรณ์แบบที่สุดในทุกสถานการณ์ ด้วยแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ 4030mAh และระบบจัดการพลังงานภายในเครื่อง ช่วยให้คุณสามารถใช้งานอย่างต่อเนื่องได้ยาวนานโดยไม่ต้องกังวลอีกต่อไป  Y95 มาพร้อม Ram 4GB ที่ทำงานร่วมกับ CPU Snapdragon Octa-core ขนาด 12nm คุณสามารถใช้งานหลายๆ แอพพลิเคชันพร้อมกันได้อย่างไหลลื่น และยังมี Rom 64GB ให้คุณจัดเก็บข้อมูลต่างๆได้อย่างอิสระ  AI Game Mode ได้มีการพัฒนาความสามารถให้มากยิ่งขึ้น นอกจากสามารถป้องกันการแจ้งเตือนต่างๆ ขณะเล่นเกม รับสายสนทนาพื้นหลัง รวมถึงแป้นพิมพ์ขนาดเล็กแล้ว ยังได้ออกแบบให้คุณเรียกใช้งานได้ง่ายมากยิ่งขึ้นเพียงปัดจากด้านข้างของจอ เรียกแถบควบคุมเพื่อเปิดหรือปิดฟังก์ชัน และเพิ่มฟังก์ชันใหม่ ในขณะที่คุณต้องวางมือจากเกมที่เล่นอยู่ ระบบจะทำการปิดหน้าจอให้อัตโนมัติโดยที่เกมจะยังคงเล่นอยู่เบื้องหลัง เพื่อรอคุณกลับมาเล่นต่อโดยไม่จำเป็นต้องเข้าเกมใหม่ จากราคาเดิม 7,499 บาท เหลือเพียง 6,999 บาทเท่านั้น 

และน้องเล็กรุ่นสุดท้ายกับ Vivo Y91i มาพร้อมหน้าจอที่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน Halo FullView™ Display ขนาด 6.22 นิ้ว พื้นที่หน้าจอสูงถึง 88.6% ไม่เพียงเท่านั้น ยังได้มีการออกแบบท่าทางการใช้งานบนหน้าจอ ให้ง่ายมากยิ่งขึ้น ทำให้ Y91i นั้นตอบโจทย์ทั้งในเรื่องความสวยงาม และความสะดวกในการใช้งาน               Vivo Y91i ได้ใช้เทคโนโลยีพิเศษในการเคลือบผิวของฝาหลังให้มีความแวววาว หรูหรามากยิ่งขึ้น และด้วยเฉดสีที่มีการไล่ระดับของสีดำ และ น้ำเงินบนตัวเครื่องที่ออกแบบให้มีความโค้งมนแบบ 3D ช่วยให้ตัวเครื่องนั้น       ทั้งสวยงาม โดดเด่น และง่ายต่อการพกพา กล้องหลังคู่สุดคมชัด ความละเอียด 13+2 ล้านพิกเซล พร้อมเทคโนโลยีอัจฉริยะ ช่วยให้สามารถถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอได้ราวกับมืออาชีพ พื้นหลังเบลออย่างเป็นธรรมชาติ แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ 4030mAh และระบบจัดการพลังงานภายในเครื่อง ช่วยให้คุณสามารถใช้งานอย่างต่อเนื่องได้ยาวนานโดยไม่ต้องกังวลอีกต่อไป  Y91i มาพร้อมกับการสแกนลายนิ้วมือ ช่วยให้คุณสามารถปลดล็อกได้อย่างรวดเร็ว และการสแกนใบหน้าเพื่อความปลอดภัยขั้นสูงสุด จากราคาเดิม 9,999 บาท เหลือเพียง 8,999 บาทเท่านั้น  จากราคาเดิม 4,999 บาท เหลือเพียง 4,799 บาทเท่านั้น 

ทั้งหมดนี้ไม่ว่าจะ Vivo V11i จากราคาเดิม 9,999 บาท เหลือเพียง 8,999 บาท Vivo Y95 จากราคาเดิม 7,499 บาท เหลือเพียง 6,999 บาท  Vivo Y91i จากราคาเดิม 4,999 บาท เหลือเพียง 4,799 บาทเท่านั้น  โดยจะเริ่มปรับราคาตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หากท่านใดที่สนใจสามารถจับจองเป็นเจ้าของได้ที่ตัวแทนจัดจำหน่ายสมาร์ทโฟนชั้นนำทั่วประเทศ   ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ ทาง  http://www.vivo.co.th

from:http://www.flashfly.net/wp/239722

ฉลองตรุษจีน Realme 2 Pro 4+64GB เปิดหน้าร้านพร้อมราคาพิเศษ 5,990 บาท กลับมาอีกครั้งผ่านทาง Lazada

เป็นเวลากว่าสามเดือนแล้วที่ Realme ได้เข้ามาบุกตลาดไทย พร้อมยอดขายถล่มทลายสร้างสถิติในทุกช่องทางการวางจำหน่าย และเมื่อไม่นานมานี้เพิ่งได้ประกาศว่ามีจำนวนผู้ใข้ทั่วโลกมากถึง 4 ล้านคนแล้ว นับว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก และล่าสุด Realmeได้มีหน้าร้านเป็นของตัวเองเพื่อจำหน่าย Realme 4+64GB ผ่านทางลาซาด้าแล้ว ข้อดีคือจะทำให้สามารถติดตามข่าวสารของทางRealme ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น รวมไปถึงหาผลิตภัณฑ์ของ Realme ได้ง่ายยิ่งขึ้นอีกด้วย

และเพื่อเป็นการฉลองเทศกาลตรุษจีน นอกจากจะเปิดหน้าร้านในช่องทางของลาซาด้าแล้ว Realme 4+64GB ยังกลับมาพร้อมกับราคาพิเศษ 5,990 บาทอีกครั้ง (จากราคาปกติ 6,590 บาท) ในวันที่ 22-24 มกราคม 2562

อย่างที่หลายๆคนทราบกันเป็นอย่างดีว่า Realme 2 Pro 4+64GB ที่จำหน่ายผ่านทางลาซาด้ามีด้วยกันสองสี คือ สีฟ้า (Ice Lake) และสีดำ(Black sea)  และมีจุดเด่นมากมายตามสโลแกน “Max Power, Max Style ที่สุดแห่งพลัง ที่สุดของสไตล์” ไม่ว่าจะเป็น

ขุมพลังชิปเซ็ต Snapdragon 660 AIE  เล่นเกมสบาย ใช้งานลื่นไหลหายห่วง

จอกว้าง 6.นิ้วแบบ FHD+ พร้อมรอยบากหยดน้ำ ช่วยให้ดูวีดีโอได้อย่างเต็มตา เล่นเกมได้จุใจ

กล้องหลังคู่ 16+ล้านพิกเซล ให้ภาพถ่ายหน้าชัดหลังเบลอสวยงามอย่างมีสไตล์

กล้องหน้า 16 ล้านพิกเซลพร้อม AI Beauty ให้ภาพเซลฟี่สวยงามตามแบบฉบับบุคคล

แบตเตอรี่ความจุ 3500 mAh พร้อมระบบ AI Power Master ช่วยจัดสรรพลังงาน และลดการใข้พลังงานที่ไม่จำเป็น

สำหรับใครที่มองหาสมาร์ทโฟนดีดีสักเครื่องในราคาที่เหมาะสมกับคุณภาพที่จัดเต็มระดับ Flagship แต่ราคาจับต้องได้ Realme 2 Pro 4+64GB เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดี และหาซื้อได้ง่ายยิ่งขึ้นเพราะหน้าร้านที่เปิดอย่างเป็นทางการในช่องทางของลาซาด้าhttps://www.lazada.co.th/shop/realme/  ซึ่งสามารถเข้าไปได้แล้วที่หน้าช้อป  สามารถติดตามรายละเอียดและข่าวสารเพิ่มเติมสามารถติดตามได้ที่แฟนเพจเฟสบุ้ค https://www.facebook.com/RealmeTH

from:http://www.flashfly.net/wp/239717

GALAX รวมกันเฉพาะกิจ 3DMark โชว์ศักยภาพทดสอบ Ray Tracing

จากที่มีการเปิดตัวกราฟิกการ์ดรุ่นใหม่ GeForce RTX 20 Series ที่มีเทคโนโลยี “Ray Tracing” ที่สามารถแสดงผลการติดตามแสงของวัตถุ และสภาพแวดล้อมในแบบเรียลไทม์ ระหว่างกระบวนการเรนเดอร์กราฟิกสามารถคำนวณการสะท้อน และหักเหแสงได้อย่างถูกต้อง ครอบคลุมทั้งแสง และเงาทางกายภาพ ทำให้เกมนั้นสมจริงมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม “Ray Tracing” จะไม่ได้เป็นเพียงแค่ถูกนำมาใช้ในเกมเพียงอย่างเดียว แต่จะเป็นรากฐานของนวัตกรรมทางเทคโนโลยียุคใหม่อีกด้วย เช่นเดียวกับการ์ดจอใหม่ของ GALAX

GALAX ได้เห็นโอกาสที่จะนำเทคโนโลยี “Ray Tracing” ที่สามารถจะนำมาพัฒนาเทคโนโลยีในอนาคตได้ และยังเห็นว่าเทคโนโลยี “Ray Tracing” ยังต้องใช้กราฟิกการ์ดที่ต้องส่งเสริมซึ่งกัน และจะมีส่วนร่วมในการพัฒนาต่อยอดสำหรับแอพพลิเคชั่น ที่ใช้งาน “Ray Tracing” ที่จะนำการเล่นเกมที่สมจริง และยอดเยี่ยม โดยล่าสุดได้ร่วมมือกันสร้างในส่วนของ Port Royal (จะเป็นการทดสอบการติดตามของแสง) ที่จะให้ผู้ใช้งานสามารถสัมผัสการทำงานในส่วนของ “Ray Tracing” ได้เข้าในการทำงานของเทคโนโลยีในส่วนนี้มายิ่งขึ้น ซึ่งจะทำให้เห็นถึงความสำคัญของกราฟิกการ์ดที่สามารถใช้งาน “Ray Tracing” ได้มากยิ่งขึ้น

3DMark โหมดทดสอบ Port Royal ที่ใช้การทดสอบของเทคโนโลยี DirectX Ray Tracing ที่จะมีการแสดงผลการติดตามแงของวัตถุ และสภาพแวดล้อมในแบบเรียลไทม์ ในระหว่างการเรนเดอร์ภาพกราฟิก ได้อย่างแม่นยำ โดยเฉพาะในเรื่องของเอฟเฟต์แสง และเงา ทางกายภาพที่สามารถเรนเดอร์ได้ครอบคลุมเกือบ 100%

นอกเหนือจากโหมดการทดสอบประสิทธิภาพของ 3DMark Port Royal ที่ทำการทดสอบ “Ray Tracing” แล้ว ตัวโหมดการทดสอบยังสามารถที่จะแสดงเอฟเฟกต์ในการไล่แสงที่โหมดความละเอียดสูงสุดที่ 2560×1440 ผ่านทางกราฟิกการ์ด และในการทดสอบผู้ทดสอบจะได้โลโก้ของ “GALAX” ในสถานที่ต่างๆ มากมายในโหมดการทดสอบ

การทดสอบ 3DMark Port Royal จะสามารถทำการทดสอบกับกราฟิกการ์ดที่รองรับ DirectX ray tracing ที่จะเป็นการ์ดรุ่น RTX 2060, RTX 2070. RTX 2080 และ RTX 2080 Ti และยังมีในส่วนของ TITAN RTX, Quadro RTX และ Titan V อีกด้วย แต่ต้องอย่าลืมอัพเกรดระบบเป็น Windows 10 เวอร์ชั่น 1809 และ NVIDIA Driver เวอร์ชั่น 416.94 ขึ้นไปด้วย

จากสถิติสูงสุดในการทดสอบที่งาน GOC2018 ผู้ที่ได้คะแนนสูงสุด คุณ Rauf ที่ใช้การ์ด RTX 2080 Ti HOF OC LAB version สามารถที่จะทำคะแนนได้ที่ 11069 คะแนน. และตอนนี้สามารถที่จะเปิดให้ผู้ทดสอบทุกคนสามารถจะทดสอบเพื่อทำคะแนนในโหมด 3DMark Port Royal กันได้แล้ว.

สามารถสอบถาม หรือหาข้อมูลได้ที่
https://www.facebook.com/GALAXThai

https://www.facebook.com/Ascenti.Thailand/
http://www.ascenti.co.th/

from:https://notebookspec.com/galax-sponsor-3dmark-raytracing/469534/

OPPO เผยเทคโนโลยี 10x lossless zoom กล้อง 3 ตัวซูม 10 เท่าไม่สูญเสียรายละเอียด และเทคโนโลยีจดจำลายนิ้วมือโซนกว้าง

OPPO จัดการประชุมการสื่อสารทางเทคโนโลยีในอนาคตปี 2019 ซึ่งเผยถึงเทคโนโลยี 10x lossless zoom ที่กำลีงจะมาถึง ได้แถลงในการประชุมว่า เทคโนโลยี 10x lossless zoom นั้นเป็นไปตามมาตรฐานการค้าและพร้อมสำหรับการผลิตจำนวนมาก OPPO จะเปิดเผยถึงการพัฒนาเทคโนโลยีอันยิ่งใหญ่นี้ที่งาน MWC ปี 2019 ที่บาร์เซโลนา

OPPO เปิดเผยเทคโนโลยี 10x lossless zoom ที่การประชุมการสื่อสารทางเทคโนโลยีในอนาคตปี 2019

กล้อง 3 ตัวที่สามารถซูม 10 เท่าโดยไม่สูญเสียรายละเอียด

เพื่อให้เกิดเทคโนโลยีใหม่ OPPO ได้พัฒนาการการทำงานของของกล้อง 3 ตัวซึ่งประกอบด้วย “Ultra Wide Angle + Ultra Clear Master + Telephoto” กล้อง ultra-wide-angle มีช่วงโฟกัสเทียบเท่ากับ 15.9 mm. นำสมรรถภาพพิเศษมาสู่ช่องมองภาพในมุมกว้าง กล้องหลักควบคุมคุณภาพของภาพถ่าย และกล้อง telephoto ซึ่งมีทางยาวโฟกัสเทียบเท่า 159 mm. เมื่อรวมเข้ากับ “peep-up structure” เพื่อเสริมการซูมขยายภาพที่ระดับสูงก็สามารถมั่นใจได้ว่าจะได้ภาพที่มีคุณภาพสูงแม้ถูกถ่ายจากระยะไกล

นวัตกรรมของ “triple-camera-relay” เทคโนโลยีซูม 10 เท่า

กล้องทั้งสามตัวทำงานควบคู่กันตามลำดับเพื่อใหเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ปรับคุณภาพของภาพในช่วงการซูมต่างๆ เพื่อให้สามารถถ่ายทอดภาพในการซูม 10 เท่า เพื่อรักษาคุณภาพของภาพในทุกๆช่วงตอน OPPO จึงเสริมระบบป้องกันภาพสั่น OIS แบบคู่ ทั้งบนกล้องหลักและกล้อง telephoto

ต้นแบบของเทคโนโลยีก่อให้เกิดคุณภาพของภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

นอกเหนือจากโครงสร้างกล้องสามตัวแล้ว นอกจากความมุ่งมั้นของ OPPO ในการสำรวจ “โครงสร้างปริทรรศน์” ก็ยังเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมากสำหรับความสามารถการซูม 10 เท่า การออกแบบที่ได้รับแรงบันดาลใจจากปริทรรศน์ ได้ใช้ประโยชน์จากความกว้างและความหนาของโทรศัพท์ได้อย่างเต็มที่ ผ่านการจัดเรียงด้านข้างและการหักเหของชุดเลนส์ ซึ่งประหยัดพื้นที่และโทรศัพท์มือถือสามารถใช้ส่วนประกอบของออปติคัลขนาดใหญ่ได้ โดยตัวเครื่องมีขนาดบางและเบาเพื่อให้โทรศัพท์มือถือมีความสามารถในการถ่ายภาพระยะไกล

นอกจากนี้ OPPO ยังใช้การทดสอบการตกกระแทกในระดับมาตรฐานของอุตสาหกรรมเพื่อรับรองความน่าเชื่อถือของโมดูลกล้อง  ส่วนของปริซึมผ่านการทดสอบการตกสองรอบ โดยแต่ละรอบประกอบด้วยการทดสอบ 10,000 ครั้งทั้งด้านหน้าและด้านหลัง และ 2,000 ครั้งในสี่ด้านที่เหลือรวมทั้ง 28,000 ในการทดสอบ

OPPO เปิดตัวชีวมิติรุ่นต่อไป

“เซอไพรซ์สุดท้าย” ของการประชุมครั้งนี้ OPPO ยังได้เปิดตัวเทคโนโลยีการจดจำลายนิ้วมือแบบออปติคอลโซนกว้างซึ่งจะสามารถจดจำพื้นที่ได้กว้างกว่าเดิมได้ถึง 15 เท่าของออปติคัลหลัก ผู้ใช้สามารถปลดล็อกหรือชำระเงินโดยใช้ลายนิ้วมือที่ใดก็ได้ในพื้นที่ทั้งหมด เซ็นเซอร์ลายนิ้วมือออปติคัลออปติคัลบนหน้าจอช่วยให้ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์การใช้งานที่สะดวกอิสระมากขึ้น และ การตอบสนองอย่างเป็นธรรมชาติและถูกต้อง

OPPO ประกาศเผยเทคโนโลยีการจดจำลายนิ้วมือแบบออปติคอลโซนกว้าง ณ การประชุมการสื่อสารทางเทคโนโลยีในอนาคต

การจดจำลายนิ้วมือแบบออปติคอลโซนกว้างของ OPPO ประกอบไปด้วยฟังก์ชั่นที่เป็นนวัตกรรมใหม่ซึ่งสามารถแสกนลายนิ้วมือและตรวจสอบพร้อมกันสองนิ้วได้ในเวลาเดียวกัน ซึ่งช่วยยกระดับความปลอดภัยในการชำระเงินได้มากกว่าสแกนลายนิ้วมือด้วยนิ้วเดียวถึง 50,000 เท่า นอกจากนี้ วิธีการในรุ่นต่อไปคือฟีเจอร์ “การเข้ารหัสลับ” เมื่อเปรียบเทียบกับการดำเนินการสองขั้นตอนในแบบดั้งเดิม ที่ผู้ใช้ต้องเปิดใช้งานแอปพลิเคชันการเข้ารหัสก่อนจึงจะสามารถปลดล็อกได้ แต่แอปพลิเคชันทั้งหมดในที่อยู่พื้นที่ “การเข้ารหัสลับ” จะสามารถเปิดใช้งานตรวจสอบความถูกต้องและปลดล็อคได้ด้วยคลิกเดียว ผลิตภัณฑ์ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีสแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอโดเมนแบบออปติคัล จะถูกเปิดตัวในปี  2019 ตามชี้แจงจากตัวแทนของ OPPO

OPPO กับเทคโนโลยีการจดจำลายนิ้วมือแบบออปติคอลโซนกว้างของ บนพื้นที่ทำงานในมือเดียว

ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในการถ่ายภาพสมาร์ทโฟนมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการยกระดับประสบการณ์ผู้ใช้ OPPO ในฐานะที่เป็นผู้นำเสนอการใช้งานที่สำคัญของเทคโนโลยีการถ่ายภาพบนโทรศัพท์มือถือ ได้ทำการสำรวจและสร้างสรรค์นวัตกรรมอย่างต่อเนื่องในด้านของการเชื่อมต่อเครือข่ายคอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟนเข้าด้วยกัน   ผู้บุกเบิกเทคโนโลยีการซูมแบบ Hybrid  นวัตกรรมของOPPO ทำให้คุณภาพการถ่ายภาพบนโทรศัพท์มือคือใกล้เคียงกับการถ่ายในระดับโปรเฟชชั่นนอล และ OPPO จะยังคงผลักดันและมุ่งพัฒนาการถ่ายภาพบนโทรศัพท์มือถือต่อไป

from:http://www.flashfly.net/wp/239557

DJI เปิดตัว Smart Remote Controller พร้อมจอแสดงภาพ ที่งาน CES 2019 ราคา 25,000 บาท

DJI (ดีเจไอ) ผู้นำระดับโลกด้านโดรนพลเรือนและเทคโนโลยีการถ่ายภาพทางอากาศ ตอกย้ำการสร้างเทคโนโลยีทางอากาศที่เข้าถึงได้สำหรับทุกคนโดยเปิดตัวรีโมทควบคุมประสิทธิภาพสูงสำหรับโดรนในงาน CES 2019  Smart Controller (สมาร์ท คอนโทรลเลอร์) นำเสนอหน้าจอแสดงภาพสว่างพิเศษ และตัวควบคุมที่มีประสิทธิภาพสำหรับโดรนของ DJI ทำให้ผู้บินสามารถบินโดรนรุ่นใหม่ล่าสุดได้โดยไม่ต้องใช้โทรศัพท์สมาร์ทโฟน หรือแท็บเบล็ต DJI จะจัดแสดง Osmo Pocket (ออสโม่ พ็อคเก็ต) กล้องกันสั่น และจะจัดเวิร์คช็อปเพื่อให้ผู้สนใจสามารถทดลองใช้สินค้าได้อย่างใกล้ชิด และกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย

Smart Controller เปิดตัวเลือกใหม่แก่ผู้บิน

DJI Smart Controller ช่วยขยายเครือข่ายของอุปกรณ์เสริมที่สร้างขึ้นสำหรับผู้นำเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมโดรนอย่าง DJI Smart Controller จะช่วยให้ผู้บินสามารถนำโดรนขึ้นบินได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ไร้สาย โดยมาพร้อมหน้าจอความคมชัดสูงขนาด 5.5 นิ้วในตัว รีโมทสามารถเชื่อมต่อกับโดรนรุ่นใหม่ล่าสุดของ DJI ได้ทุกตัว รวมทั้ง Mavic 2 Zoom และ Mavic 2 Pro[1] ที่ใช้ระบบ DJI OcuSync 2.0 ในการส่งวีดีโอ แสดงภาพคมชัดที่มีความละเอียดสูงเต็มรูปแบบ ผู้บินโดรนสามารถใช้ประโยชน์จากการออกแบบที่กระทัดรัด พกพาสะดวก และใช้งานท่ามกลางแสงอาทิตย์ได้โดยตรง หน้าจอแสดงภาพสว่างพิเศษ และให้ความละเอียด 1000 cd/m2 โดยมีความสว่างเป็นสองเท่าของหน้าจอสมาร์ทโฟนทั่วไป ระบบการควบคุมแบบแอนดรอยด์ที่ตั้งค่าได้ รองรับ DJI GO 4, DJI Pilot[2] พร้อมรองรับแอพพลิเคชั่นอื่นๆ ได้แก่ โปรแกรมตัดต่อวีดีโอ แอพ DJI GO 4 ยังมาพร้อมคุณลักษณะใหม่ ได้แก่ SkyTalk ที่ทำให้ผู้บินโดรนสามารถสตรีมสดวีดีโอจากกล้องโดรนพร้อมเสียงผู้บินสู่โซเชียลเน็ตเวิร์ค รวมทั้ง Facebook, Instagram และ WeChat เพื่อให้สามารถสัมผัสความตื่นเต้นของการบินโดรนได้ คุณลักษณะอีกอย่างได้แก่ DJI GO-Share ซึ่งช่วยให้การถ่ายโอนไฟล์จาก Controller สู่โทรศัพท์สมาร์ทโฟนเป็นไปได้โดยง่าย DJI Smart Controller นำอีกระดับของความเชื่อมั่นในการบิน ด้วยแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้นาน 2.5 ชั่วโมง และความสามารถในการทำงานได้ในอุณหภูมิติดลบถึง -4° ฟาเรนไฮต์ จนถึงอุณหภูมิสูงถึง 104°ฟาเรนไฮต์

ราคาและจุดจำหน่าย

Smart Controller ใหม่จะพร้อมจัดจำหน่ายในวันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2562 โดยราคาขายปลีกอยู่ที่ 25,000 บาท ผู้สนใจสามารถติดต่อซื้อแพ็คเก็จSmart Controller พร้อม โดรน Mavic 2 Pro และ Mavic 2 Zoom ได้เช่นกัน สามาถดาว์นโหลดภาพ Smart Controller ได้ ที่นี่ และสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.dji.com/smart-controller

“CES เป็นงานที่นำเสนอนวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดและฉลาดที่สุดจากทั่วโลก ซึ่งเป็นงานที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการเปิดตัว Smart Controllerของ DJI” มาริโอ รีเบลโล รองประธาน และผู้จัดการประเทศ ทวีปอเมริกาเหนือ กล่าว “Smart Controller เป็นเครื่องมือชิ้นล่าสุดของ DJI ที่จะทำให้ทุกคนสามารถจับภาพมุมมองที่น่าตื่นตาตื่นใจจากท้องฟ้าได้ และเราก็มีความตื่นเต้นที่ผู้เข้าร่วมงาน CES ในครั้งนี้จะได้สัมผัสประสบการณ์นี้อย่างใกล้ชิด เราขอเชิญทุกท่านที่งาน CES มาสัมผัสผลิตภัณฑ์ทุกรุ่นของเรา เพื่อจะแสดงให้เห็นถึงนวัตกรรมใหม่ล่าสุดและการเก็บภาพของโดรน  รวมไปถึงการเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า ทำไม DJI จึงผู้นำทางเทคโนโลยีระดับโลกได้อย่างปัจจุบัน”

from:http://www.flashfly.net/wp/239553

ฟีเจอร์ใหม่กำลังมา!! OPPO R17 Pro สามารถใช้ AR Ruler วัดขนาดวัตถุได้แล้ว ดาวน์โหลดได้ที่นี่

หลังจากเปิดตัวสมาร์ทโฟน OPPO R17 Pro เป็นที่เรียบร้อย ทุกคนให้ความสนใจกับรุ่นนี้และได้รับกระแสตอบรับที่ดีทั้งในด้านของโหมดถ่ายภาพกลางคืน (Night Mode) และที่ชาร์จไวอย่าง SuperVOOC Flash Charge สื่อให้เห็นว่าสมาร์ทโฟนรุ่นนี้มีความโดดเด่นและพัฒนาขึ้นในเรื่อง นวัตกรรมอย่างมากและอีกหนึ่งในนวัตกรรมของ OPPO R17 Pro ที่โดดเด่นเช่นกัน คือ เทคโนโลยี TOF 3D Camera

 TOF หรือ Time of Flight คือ เทคโนโลยีที่ใช้วัดระยะระหว่างเซ็นเซอร์กับวัตถุ โดยลักษณะการทำงานไม่ใช่กระจายจุดแสงไปยังวัตถุ แต่เป็นการฉายแสงที่มีความสม่ำเสมอไปยังวัตถุ โดยแสงจะไม่ลดความหนาแน่นลงอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยี TOF นี้เองสามารถประมวลผลจากรูปทรง ระยะความลึก ความห่าง และนำข้อมูลทั้งหมดมาสร้างรูปแบบ 3 มิติ และแสดงผลในรูปแบบ AR, โฮโลกราฟิคและอื่นๆ

เตรียมพบกับ ฟีเจอร์ใหม่ที่กำลังจะมา ซึ่งใช้หลักการทำงานของ TOF 3D Camera ของ OPPO R17 Pro นั่นคือฟีเจอร์ AR Ruler

AR Ruler คืออะไร?

AR Ruler หรือ AR Measurement คือตัวช่วยในการวัดขนาดวัตถุ ผ่านสมาร์ทโฟน OPPO R17 Pro ประกอบด้วย 4 รูปแบบการวัด

  1. Measure Distance วัดระยะทางระหว่างคนถ่ายถึงวัตถุที่สนใจ

  1. Measure Length วัดความยาวของวัตถุที่เราสนใจ ซึ่งสามารถวัดได้ทั้งส่วนสูงและความกว้าง

  1. Measure Angle วัดองศาหรือมุมของวัตถุ

  1. Measure Area วัดพื้นที่ของวัตถุ โดยหน่วยที่ได้จะเป็นตารางเมตร เท่านั้น

เช่น อยากรู้พื้นที่ของตู้เก็บสัมภาระ เพียงใช้ AR Ruler ของ OPPO R17 Pro ก็รู้ได้ทันทีว่าวัตถุที่จะใส่ในตู้นี้ได้ ต้องมีขนาดไม่เกินเท่าไหร่

วิธีใช้ AR Ruler ฟีเจอร์ใหม่ของ OPPO R17 Pro

  1. เจ้าของ OPPO R17 Pro ต้องทำการอัพเดทระบบปฏิบัติการ ColorOS5.2 เป็นเวอร์ชั่นล่าสุด
  2. ดาวน์โหลด AR Ruler จากลิ้งค์นี้

https://static01f.coloros.com/community/data/oppo/2018/12/29/OppoARuler_1.0.2_fad5d72_181229_signed.apk

แต่ทั้งนี้ การดาวน์โหลด AR Ruler เป็นเพียง Beta เท่านั้น ยังไม่ใช่รูปแบบสมบูรณ์ สามารถรออัพเดทเวอร์ชั่นสมบูรณ์ได้ต่อไป

from:http://www.flashfly.net/wp/239544