คลังเก็บป้ายกำกับ: PR_News

ผู้ใช้งาน OnePlus สามารถเดินถือเครื่องเข้ารับบริการหลังการขายกับ OPPO Service Center ได้แล้ววันนี้

หลังจากเปิดศูนย์บริการหลังการขาย OnePlus Service Center ไปในช่วงต้นปี 2020 ที่ผ่านมา สำหรับผู้ใช้งานสมาร์ทโฟน OnePlus เข้ามาปรึกษาปัญหาการใช้งาน ซ่อมบำรุง หรือเปลี่ยนแบตเตอรี่ (เฉพาะเครื่องศูนย์ไทย) ล่าสุด OnePlus ก็ได้ตัดสินใจจับมือกับ OPPO ขยายเพิ่ม Service Center ให้ผู้ใช้งาน OnePlus เครื่องศูนย์ไทยทุกท่าน สามารถเข้าศูนย์บริการ OPPO ได้แล้วทั่วประเทศ

โดยการขยายเพิ่มศูนย์บริการครั้งนี้ ผู้ใช้งาน OnePlus ทุกคน สามารถเข้ามาใช้รับบริการหลังการขาย ซ่อมแซม เปลี่ยนอะไหล่ หรือตรวจเช็คสภาพเครื่องผ่าน OnePlus Service Center ที่ MBK Center ชั้น 5 และศูนย์บริการ OPPO Service Center รวมทั้งหมด 12 สาขาต่อไปนี้

  1. OnePlus Service Center ศูนย์การค้ามาบุญครอง (MBK Center) ชั้น 5
  2. ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลพระราม 2
  3. ศูนย์บริการออปโป้สาขาฟิวเจอร์พาร์ครังสิต
  4. ศูนย์บริการออปโป้สาขาอิมพีเรียลฯ สำโรง
  5. ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลเวสเกต
  6. ศูนย์บริการออปโป้สาขาแฟชั่นไอซ์แลนด์
  7. ศูนย์บริการออปโป้สาขาอยุธยาพาร์ค
  8. ศูนย์บริการออปโป้สาขาชลบุรี
  9. ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลนครราชสีมา
  10. ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลอุบลราชธานี
  11. ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลเชียงใหม่ แอร์พอร์ท
  12. ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลหาดใหญ่

และหากใครที่ไม่สะดวกเดินทางไปศูนย์บริการข้างต้นทั้ง 12 สาขา ก็สามารถเข้าไปใช้บริการ Drop-off service หรือจุดบริการรับ-ส่งเครื่องผ่านศูนย์บริการ OPPO Service Center อีก 29 สาขา ที่ตั้งกระจายอยู่ครอบคลุมทั่วประเทศไทย ดังนี้

  1. ศูนย์บริการออปโป้สาขาเดอะมอลล์บางแค
  2. ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลบางนา
  3. ศูนย์บริการออปโป้สาขาซีคอนฯ ศรีนครินทร์
  4. ศูนย์บริการออปโป้สาขาเดอะมอลล์ท่าพระ
  5. ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลปิ่นเกล้า
  6. ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลเวิล์ด
  7. จุดบริการออปโป้สาขาเดอะมอลล์บางกะปิ
  8. ศูนย์บริการออปโป้สาขากาญจนบุรี
  9. ศูนย์บริการออปโป้สาขาลพบุรี
  10. ศูนย์บริการออปโป้สาขานครปฐม
  11. ศูนย์บริการออปโป้สาขาโรบินสันปราจีนบุรี
  12. ศูนย์บริการออปโป้สาขาระยอง
  13. ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลศาลายา
  14. ศูนย์บริการออปโป้สาขาโรบินสันสระบุรี
  15. ศูนย์บริการออปโป้สาขาบุรีรัมย์
  16. ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลขอนแก่น
  17. ศูนย์บริการออปโป้สาขาร้อยเอ็ด
  18. ศูนย์บริการออปโป้สาขาสกลนคร
  19. ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลอุดรธานี
  20. ศูนย์บริการออปโป้สาขาเชียงราย
  21. ศูนย์บริการออปโป้สาขาลำปาง
  22. ศูนย์บริการออปโป้สาขานครสวรรค์
  23. ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลพิษณุโลก
  24. ศูนย์บริการออปโป้สาขาโรบินสัน กำแพงเพชร
  25. ศูนย์บริการออปโป้สาขาชุมพร
  26. ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลภูเก็ต
  27. ศูนย์บริการออปโป้สาขานครศรีธรรมราช
  28. ศูนย์บริการออปโป้สาขาปัตตานี
  29. ศูนย์บริการออปโป้สาขาสุราษฎ์ธานี

ซึ่งการรวม Service Center กันของ OnePlus และ OPPO ในครั้งนี้ จะเปิดให้ผู้ใช้งาน OnePlus ได้ทดสอบใช้ได้ตั้งแต่วันที่ 21 – 30 กันยายน 2563 เป็นต้นไป ก่อนจะเปิดให้บริการอย่างทางการในวันที่ 1 ตุลาคม 2563 นี้ครับ 

 

อ่านเพิ่มเติม: OnePlus x OPPO Service Center รายละเอียดและขั้นตอนการรับบริการหลังการขาย

ที่มา: อีเมลประชาสัมพันธ์

from:https://droidsans.com/oneplus-oppo-after-service-partnership-nationwide/

Fujitsu Comeback กับมาแล้วจับมือ BaNANA IT พร้อมจำหน่ายโน้ตบุ๊คสุดบางเบา พร้อมคุณภาพจัดเต็มไม่เหมือนใคร

ฟูจิตสึ ไคลแอนท์ คอมพิวติ้ง ลิมิเต็ด (FCCL) เปิดตัว FCCL’S UH-X (10th Gen) แล็ปท็อปในส่วนของผลิตภัณฑ์คอนซูเมอร์ที่เน้นความเบาและบาง (ultralight) ซึ่งครั้งนี้เป็นการกลับเข้ามาเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในรอบ 5 ปีโดยฟูจิตสึมุ่งออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อตอบโจทย์การใช้งานที่คล่องตัวแบบมืออาชีพ โดยแล็ปท็อป FCCL’S UH-X รุ่นใหม่ล่าสุดนี้จะพร้อมให้ผู้สนใจสั่งซื้อตั้งแต่เดือนกันยายน 2020 เป็นต้นไป ผ่านร้าน BaNANA IT ทั้ง 10 สาขาที่ร่วมรายการรวมไปถึงบนช่องทางออนไลน์ และผลิตภัณฑ์มีกำหนดวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 ตุลาคม 2020 นี้

ด้วยดีไซน์ที่บางเฉียบและเอื้อต่อการพกพา FCCL’S UH-X รุ่นล่าสุดนี้จึงตอบโจทย์การทำงานที่เน้นความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น โดยตัวเครื่องมีความหนาเพียง 15.5 มม. ขนาด 13.3 นิ้ว พร้อมน้ำหนักเครื่องที่เบาเพียง 778 กรัมเท่านั้น ทั้งยังมีโปรเซสเซอร์ถึง Intel® Core™ i7 เพื่อประสิทธิภาพและขุมพลังที่เติมเต็มสมรรถภาพในการทำงานและความบันเทิง ทั้งยังสามารถรองรับฟีเจอร์ Window Hello ช่วยปกป้องข้อมูลของผู้ใช้งานจากการเข้าถึงที่ไม่ได้รับอนุญาต รวมไปถึงอินเทอร์เฟซครบชุดพร้อมพอร์ต HDMI, USB และการเชื่อมต่อ LAN เพิ่มความยืดหยุ่นและประสิทธิภาพในการทำงานบนโลกแห่งการเชื่อมต่อ ประกอบกับโครงสร้างตัวเครื่องที่คำนึงถึงเรื่องความทนทานและผ่านการทดสอบที่เข้มงวดอย่างการทดสอบการตกและแรงดันอีกด้วย

การเปิดตัวของผลิตภัณฑ์ UH-X เป็นการแสดงความมุ่งมั่นของฟูจิตซึที่ต้องการพัฒนาและเสริมสร้างสินค้าที่มีคุณภาพและที่ดีที่สุด โดยผ่านการพัฒนานวัตกรรมมากมายอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบสนองความคาดหวังของลูกค้าที่มีต่อแบรนด์ผู้นำจากประเทศญี่ปุ่น

ราคาและการจัดจำหน่าย:

ผู้สนใจสามารถพรีออเดอร์ FCCL’S UH-X ผ่านหน้าร้าน BaNANA IT ทั้ง 10 สาขาที่ร่วมรายการทั่วประเทศ และบนช่องทางออนไลน์ ได้ตั้งแต่เดือนกันยายน 2020 เป็นต้นไป ในราคาเริ่มต้นที่ 39,990 บาท และผลิตภัณฑ์จะพร้อมวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 ตุลาคม 2020 ตามช่องทางดังกล่าว

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ FCCL’S UH-X (10th Gen) และสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ไปที่

https://www.fmworld.net/overseas/th/th/uh-x/2008/ (ภาษาไทย) หรือ https://www.fmworld.net/overseas/th/en/uh-x/2008/ (ภาษาอังกฤษ)

หากต้องการข้อมูลเกี่ยวกับศูนย์บริการไปที่ https://www.asiapac.com.sg/fujitsu-warranty-registration

from:https://notebookspec.com/fujitsu-comeback-and-banana-it-sale-in-thailand/538362/

HUAWEI Watch Fit สมาร์ทวอทช์ที่แม่นยำในการเก็บข้อมูลและวัดผลทำอะไรได้บ้าง!

ไม่ใช่แค่ฟังก์ชันครบ แต่ต้องเป๊ะในการแทร็กข้อมูล HUAWEI Watch Fit สมาร์ทวอทช์ที่มีความแม่นยำในการเก็บข้อมูลและวัดผลจะช่วยให้ชีวิตเราดีขึ้นได้อย่างไร? โดยก่อนหน้านี้ทาง Apdisqus ได้รีวิว HUAWEI Watch Fit กันไปแล้ว และนี่เป็นการย้ำถึงฟังก์ชันที่จำเป็นและฟีเจอร์ล้ำ ๆ ของสมาร์ทวอทช์ตัวนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสุขภาพหรือกิจกรรมต่างๆ ในชีวิต และอีกมากมาย

ลองนึกดูว่าจะดีขนาดไหน ถ้าเรามีสมาร์ทวอทช์ที่สามารถบอกได้ว่าวันนี้ใช้พลังงานในการเดินไปกี่แคลอรีแล้ว ช่วยคอยเตือนเมื่อเครียด หรือดูแลเราให้นอนหลับได้อย่างดีและเพียงพอ แถมยังฉลาดพอที่จะแนะนำวิธีการออกกำลังกายที่เราทำได้อยู่แบบเรียลไทม์ เพื่อให้คุณภาพชีวิตของผู้ใช้ดียิ่งขึ้น หัวเว่ยจึงได้พัฒนาสมาร์ทวอทช์รุ่นใหม่ล่าสุด HUAWEI Watch Fit  ที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็น “สมาร์ทวอทช์สำหรับทุกคน” ด้วยราคาที่คุ้มค่า ให้มีความแม่นยำในการเก็บข้อมูลทางสุขภาพและวัดค่าต่างๆ มากยิ่งขึ้น เพื่อให้เราทราบข้อมูลตนเอง สามารถประเมินสถานการณ์ไปจนถึงการวางแผน-ปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ เพื่อสุขภาพและไลฟ์สไตล์ที่ดียิ่งขึ้นได้ 

วัดระยะทางอย่างแม่นยำ เพื่อการออกกำลังกายแบบมือโปร 

แน่นอนว่าฟีเจอร์พื้นฐานของสมาร์ทวอทช์คงหนีไม่พ้นการวัดระยะทาง ไม่ว่าจะเป็นการเดินในแต่ละวัน จนไปถึงการวิ่งออกกำลังกายสำหรับสายสปอร์ต ซึ่งจะดีขึ้นไปอีกหากนาฬิกาที่ข้อมือสามารถวัดจังหวะการวิ่ง (Cadence) ได้ด้วย และดียิ่งขึ้นไปอีกหากทำได้แบบเรียลไทม์ โดยการวัดทั้งหมดนั้นต้องมีความแม่นยำ ซึ่งสิ่งที่ต้องมองหาก็คือระบบเซ็นเซอร์ที่จับวัดการเคลื่อนที่และ GPS ซึ่ง HUAWEI Watch Fit มีระบบเซ็นเซอร์ GPS ใหม่ ที่ทำงานร่วมกับ AI เมื่อเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชัน HUAWEI Health ก็จะมีคำแนะนำตามหลักวิทยาศาสตร์ให้แก่ผู้ใช้ เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด 

ตัวอย่างการแสดงผลการวัดระยะทางและบอกโลเคชั่นของ HUAWEI Watch Fit รวมถึงการประเมินและวิเคราะห์ค่าต่างๆ 

รวมถึงเพซ จังหวะการวิ่ง ก้าวและแคลอรี่ที่เผาผลาญไป 

เบิร์นไปเท่าไร รู้ได้ทันทีแบบเรียลไทม์

แคลอรี่หรือพลังงานที่เผาผลาญได้ในแต่ละวัน คือสิ่งที่คนใส่สมาร์ทวอทช์ทุกคนอยากรู้ เพื่อจะได้วางแผนการออกกำลังกายได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ สมาร์ทวอทช์ที่ดีต้องสามารถบอกแคลอรี่ที่เผาผลาญไปแล้วได้แบบเรียลไทม์ และควรสามารถวิเคราะห์ประเภทของการออกกำลังกาย รวมถึงบอกได้ว่าแคลอรี่ที่เผาผาญไปเท่ากับการบริโภคอาหารประเภทใด 

 

จับจังหวะหัวใจ ไม่มีสะดุด ตลอด 24 ชั่วโมง 

คอฟิตเนสหรือสายสุขภาพรู้ดีว่าการวัดอัตราการเต้นของหัวใจมีความสำคัญอย่างมากต่อการออกกำลังกาย เพราะนอกจากจะช่วยให้ประเมินความเสี่ยงทางสุขภาพได้แล้ว อัตราการเต้นของหัวใจยังมีผลต่อการเผาผลาญพลังงาน หากจะต้องมองหาฟังก์ชันการวัดอัตราการเต้นของหัวใจในสมาร์ทวอทช์ที่มีประสิทธิภาพ เราควรจะต้องมองหาสมาร์ทวอทช์ที่สามารถวัดผลจับอัตราการเต้นของหัวใจได้อย่างต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง และสามารถแจ้งเตือนเมื่อจับค่าอัตราการเต้นของหัวใจที่มีค่าสูงกว่าปกติได้ในทันที และหากจะให้ตอบโจทย์การดูแลสุขภาพอย่างครบวงจร ความสามารถในการตรวจจับค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด (SPO2) รวมไปถึงการตรวจสอบระดับความเครียด จะช่วยให้สามารถประเมินผลสุขภาพของตัวเองได้อย่างแม่นยำรอบด้าน โดยใน HUAWEI Watch Fit นอกจากจะมีคุณสมบัติดังกล่าว ยังมีโปรแกรมที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้จัดการกับปัญหาต่างๆ เช่น เมื่อวัดผลด้วยอัลกอริธึมและเทคโนโลยี HUAWEI TruRelax™ แล้วทราบว่าผู้ใช้มีความเครียดสูง ก็จะมีแบบฝึกหัดการหายใจให้ทำเพื่อช่วยให้ผ่อนคลายลง เป็นต้น 

 

ตรวจจับการนอนหลับ เพื่อคุณภาพการพักผ่อนที่ไร้ที่ติ 

นอกจากการตรวจจับจังหวะการออกกำลังกายและอัตราการเต้นของหัวใจ คุณภาพการนอนก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่เราควรติดตามตรวจสอบ เพราะการนอนหลับส่งผลต่อสุขภาพโดยรวม และแน่นอนว่าความแม่นยำเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมาก หากนาฬิกาพลาดแล้วจับว่าเราหลับสนิททั้งที่จริง ๆ มีการตื่นกลางดึกบ้าง ข้อมูลที่ได้อาจจะไม่สามารถนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยในปัจจุบัน สมาร์ทวอทช์บางตัวสามารถวัดได้ถึงขนาดที่ว่าเรากำลังนอนหลับอยู่ในขั้นไหน หลับลึก หลับตื้น หรือหลับแบบ REM โดยใช้เทคโนโลยีในการวิเคราะห์ความสอดคล้องของการหายใจและอัตราการเต้นของหัวใจ นอกจากนั้นยังมีการให้คะแนนการนอนหลับและคำแนะนำเพิ่มเติมด้วย หากใครอยากทราบว่าการนอนมีปัญหาอย่างไร และจะแก้ไขได้อย่างไร ต้องหาสมาร์ทวอทช์ที่ตอบโจทย์มาเป็นเจ้าของได้แล้วตอนนี้

ใครที่กำลังเล็งสมาร์ทวอทช์ ก็อย่าลืมว่านอกจากฟังก์ชันที่ครบ แบตเตอรี่ที่สามารถใช้ได้นาน อินเตอร์เฟซที่เป็นมิตรกับผู้ใช้ และดีไซน์ที่สวยแล้ว ความสามารถในการเก็บข้อมูลและวัดค่าต่าง ๆ ก็ต้องมีความแม่นยำด้วย เพื่อให้มีข้อมูลไปปรับเปลี่ยนและวางแผนไลฟ์สไตล์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ HUAWEI Watch Fit สมาร์ทวอทช์ที่กำลังเป็นกระแสและได้รับความสนใจในฐานะแก็ดเจ็ตคู่ใจคนที่ต้องการมีไลฟ์สไตล์แอคทีฟ โดดเด่นในเรื่องความแม่นยำในการเก็บข้อมูลทางสุขภาพและการวัดค่าต่างๆ มีให้เลือกถึง 4 สีตามบุคลิกและอารมณ์ของผู้ใช้ ได้แก่ Sakura Pink, Cantaloupe Orange, Mint Green, และ Graphite Black ในราคา 3,499 บาท ใครที่มองหาสมาร์ทวอทช์ที่จะเป็นเพื่อนคู่ใจตลอด 24 ชั่วโมง ก็สามารถจับจองเป็นเจ้าของได้แล้วที่ หัวเว่ย ออนไลน์ สโตร์ หัวเว่ยแบรนด์ช้อปทุกสาขา และร้านค้าที่ร่วมรายการทั่วประเทศ

ข่าว: HUAWEI Watch Fit สมาร์ทวอทช์ที่แม่นยำในการเก็บข้อมูลและวัดผลทำอะไรได้บ้าง! มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2020/09/19/huawei-watch-fit-precise-smart-watch-to-capture-data.html

adidas เปิดตัวแอปพลิเคชั่นในไทย ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ทั้ง Android และ ios [มีลิงก์]

adidas (อาดิดาส) เปิดตัวแอปพลิเคชันในประเทศไทยอย่างเป็นทางการแล้ว ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ทั้ง Android และ ios เพื่อความสะดวกสบายสูงสุดในการเลือกซื้อสินค้าอาดิดาส พร้อมบริการพิเศษที่จะมาช่วยคัดเลือกอุปกรณ์กีฬาและสินค้าแฟชั่นที่น่าสนใจและเหมาะสมกับผู้ใช้งานแต่ละคน อีกทั้งยังมีสินค้าสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่พร้อมให้ทุกคนได้เลือกซื้อกันอีกด้วย แอปพลิเคชันอาดิดาสมาพร้อมกับสโลแกน “To you, for you, with you” ซึ่งได้มีการเปิดตัวให้ใช้งานและดาวน์โหลดแอปพลิเคชันนี้ไปแล้วในสหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา และประเทศอื่นๆ กว่า 30 ประเทศ โดยมียอดดาวน์โหลดทั่วโลกรวมกว่า 4 ล้านครั้งนับตั้งแต่มีการเปิดตัวครั้งแรก

ความพิเศษของแอปพลิเคชันนี้คือ ประสบการณ์ในการใช้งานที่ถูกปรับให้มีความน่าสนใจและสอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้ใช้งานแต่ละคน ซึ่งจะทำให้เกิดความสะดวกสบายในการเลือกซื้อสินค้าผ่านทางอาดิดาส ออนไลน์ สโตร์ ได้อย่างง่ายดาย ส่วนในหน้า Newsfeed นั้น มีการปรับให้เหมาะกับผู้ใช้งานเพื่อแนะนำสินค้าต่างๆ รวมถึงบทความถ่ายทอดแรงบันดาลใจ วิดีโอ และข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับกีฬา นักกีฬา ตลอดจนถึงสินค้าที่น่าสนใจ นอกจากนี้ ผู้ใช้งานยังสามารถค้นหาสินค้าโดยการถ่ายรูปภาพสินค้าของอาดิดาส ชำระเงินในแอปพลิเคชันผ่านทาง Pay Pal ตรวจสอบสถานะคำสั่งซื้อ หรือติดต่อขอความช่วยเหลือจากฝ่ายบริการลูกค้าได้อีกด้วย

และเพื่อเป็นการฉลองเปิดตัวแอปพลิเคชันอาดิดาสในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ อาดิดาสได้นำหน้ากากผ้าเฟซ คัฟเวอร์ (Face Cover) มาจำหน่ายแบบเอ็กซ์คลูซีฟผ่านทางแอปพลิเคชันอาดิดาส โดยที่หน้ากากผ้าเฟซ คัฟเวอร์ นั้นถูกผลิตจากอาดิดาส ไพรม์กรีน (adidas Primegreen) หรือวัสดุที่ได้มาจากการรีไซเคิล มีประสิทธิภาพในการใช้งานสูง มาพร้อมคุณสมบัติที่นุ่มสบาย ระบายอากาศได้ดี และปรับเข้ากับรูปหน้าของผู้สวมใส่พอดีเพื่อให้สามารถทำกิจกรรมต่างๆ หรือใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างสะดวกสบาย รวมทั้งช่วยป้องกันการแพร่กระจายของไวรัสและแบคทีเรียหลายชนิดเพื่อปกป้องผู้ที่อยู่รอบตัวเราอีกด้วย

หน้ากากผ้าเฟซ คัฟเวอร์ จะวางจำหน่ายในราคา 200 บาท (1 แพ็ค มี 3 ชิ้น) ในวันที่ 20 กันยายน 2563 ที่
แอปพลิเคชันอาดิดาส, อาดิดาส แบรนด์ เซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์, อาดิดาส แบรนด์ เซ็นเตอร์
สยามพารากอน, อาดิดาส แบรนด์ เซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวสต์เกต, อาดิดาส สปอร์ต เพอร์ฟอร์แมนซ์ และ อาดิดาส ออริจินอลส์ สาขาที่ร่วมรายการ

ดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่นอาดิดาส ได้แล้ววันนี้ทั้งในสมาร์ทโฟนระบบปฏิบัติการ iOS และ Android

(iOS) App Store: https://apps.apple.com/th/app/adidas/id1266591536

(Android) Google Play: https://play.google.com/store/apps/details?id=com.adidas.app

 

ข่าว: adidas เปิดตัวแอปพลิเคชั่นในไทย ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ทั้ง Android และ ios [มีลิงก์] มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2020/09/18/adidas-officially-launched-an-application-in-thailand.html

โซนี่ไทย เปิดจองกล้อง Alpha 7C กล้องฟูลเฟรมที่เล็กที่สุด และเบาที่สุดในโลก

บริษัท โซนี่ไทย จำกัด ดีเดย์เปิดจองกล้องฟูลเฟรม มิเรอร์เลสรุ่น Alpha 7C (อ่านว่า อัลฟ่า เซเว่น ซี)  Alpha 7C กล้องฟูลเฟรมที่เล็กที่สุด ดีไซน์สุดกะทัดรัดและเบาที่สุดในโลก เจาะกลุ่ม Gen Y สร้างสรรค์ไลฟ์ใหม่ของการถ่ายภาพ เสริมประสิทธิภาพในการใช้งานด้วยอุปกรณ์เสริมใหม่ล่าสุด เลนส์ซูม SEL2860 และแฟลช HVL-F28RM เจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพทั้งภาพนิ่ง และวิดีโอ ด้วยการเปิดตัวกล้องพ่วงแคมเปญการตลาด Full Frame One Hand #CoolMera พร้อมเปิดให้ผู้สนใจสั่งจองกล้อง Alpha 7C ได้ตั้งแต่วันที 17 กันยายน ศกนี้ เป็นต้นไป ในราคา Body จำหน่ายราคา 61,990 บาท บอดี้พร้อมเลนส์คิท รุ่น SEL2860 จำหน่ายราคา 72,990 บาท

 

กล้อง Alpha 7C รุ่นใหม่ได้ทำการผสมผสานกับคุณภาพของภาพแบบฟูลเฟรมของโซนี่ไว้อย่างหลากหลาย อาทิ ความสามารถของระบบโฟกัส (AF) ขั้นสูง และฟังก์ชั่นการถ่ายวีดีโอ ลงตัวด้วยการออกแบบให้มีน้ำหนักเบา และขนาดกะทัดรัด ด้วยขนาดเพียง 124.0 มม. x 71.1 มม. x 59.7 มม. และหนักเพียง 509 กรัม ถือได้ว่ามีขนาดมีขนาดเล็กกะทัดรัด และเบาที่สุดในโลก โดยเทียบขนาดได้ใกล้เคียงกับกล้อง APS-C และมีน้ำหนักมากกว่า Alpha 6600 เพียง 1% เท่านั้น

พร้อมประสิทธิภาพการทำงานที่เหนือชั้น รองรับการใช้งานในระบบโฟกัส (AF) ขั้นสูง รวมถึงสามารถบันทึกวีดีโอที่มีความละเอียดของภาพระดับ 4K พร้อมกันนี้ โซนี่ไทยขอแนะนำเลนส์ซูม FE28-60mm. F4-5.6 (รุ่น SEL2860) ที่มีขนาดเล็ก และเบาที่สุดในโลกเช่นกัน ซึ่งเมื่อนำมาใช้ร่วมกับกล้อง Alpha 7C จึงยิ่งเพิ่มความสะดวกสบายในการพกพา และความคล่องตัวสูงสุด เต็มประสิทธิภาพของฟูลเฟรม นอกจากนี้ยังมาพร้อมแฟลช HVL-F28RM ที่มีขนาดเล็กกะทัดรัด ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถควบคุมแสงได้ดั่งใจ โดยแฟลชจะทำงานร่วมกับระบบตรวจจับใบหน้าของกล้องได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

เซ็นเซอร์รับภาพแบบ Full Frame Black-illuminated Exmor R™ CMOS แบบฟูลเฟรม 35 มม. ที่มีความละเอียด 24.2 ล้านพิกเซล พร้อมชิปประมวลผลภาพอันทรงพลังอย่าง BIONZ X™ ที่ให้ความไวแสงสูง อีกทั้งยังให้ Dynamic Range กว้างถึง 15 สต็อป มีระบบป้องกันภาพสั่นไหวภายในตัวกล้องและชัตเตอร์ในตัวแบบ 5 แกน ที่ได้รับการอัพเกรด ทำให้สามารถป้องกันการสั่นไหวได้ถึง 5 สต็อป ช่วยให้ถ่ายภาพได้โดยไม่ต้องใช้ขาตั้งกล้อง รวมถึงการใช้โครงสร้างแบบ Monocoque ซึ่งมักใช้กับตัวถังรถยนต์ และเครื่องบิน ยิ่งไปกว่านั้นยังมาพร้อมแบตเตอรี่ NP-FZ100 ที่มีความจุสูง สามารถให้พลังงานได้เพียงพอสำหรับการถ่ายภาพในระยะเวลาที่ยาวนานได้อย่างสะดวกสบาย สามารถถ่ายภาพได้มากถึง 740 ภาพ เมื่อใช้งานร่วมกับจอแสดงผล LCD หรือ 680 ภาพ เมื่อใช้งานผ่านช่องมองภาพ


คุณภาพของภาพฟูลเฟรมที่โดดเด่น

กล้อง Alpha 7C ของโซนี่ผสานความละเอียดสูง และสัญญาณรบกวนต่ำเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อให้ได้คุณภาพของภาพที่ยอดเยี่ยมในทุกความไวแสง ทำให้ผู้ใช้ได้คุณภาพของภาพที่น่าอัศจรรย์ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการถ่ายภาพในชีวิตประจำวัน และภาพยนตร์ อาทิ การถ่ายภาพธรรมชาติ การถ่ายภาพบุคคล การถ่ายภาพกีฬา การถ่ายภาพสตรีทและอื่นๆ ด้วยค่า ISO มาตรฐานขยายได้ถึง 51,200 และสามารถขยายได้จาก ISO 50-204,800 สำหรับสภาพแวดล้อมที่มีแสงน้อย และมีสัญญาณรบกวนต่ำ นอกจากนี้กล้อง Alpha 7C ยังรองรับการประมวลผลที่ 16-bit RAW และ สามารถ Output ได้ที่ 14-bit RAW


โฟกัสอัตโนมัติขั้นสูง

ด้วยฟังก์ชั่นที่ขับเคลื่อนด้วย AI ทำให้ Real-Time Tracking ที่มีอยู่ในกล้อง Alpha 7C สามารถรักษาโฟกัสที่แม่นยำได้โดยอัตโนมัติ ในขณะที่กดปุ่มชัตเตอร์ลงครึ่งหนึ่ง นอกจากนี้ยังมี “Tracking On + AF-On” ที่สามารถกำหนดให้เปิดใช้งานได้พร้อมกัน เมื่อกดปุ่ม AF-ON และยังสามารถจับวัตถุที่ต้องการได้เพียงแค่สัมผัสบนจอภาพ เมื่อเปิดใช้งาน Touch Tracking ผ่านเมนู โดยสามารถใช้ได้ทั้งภาพนิ่ง และวิดีโอ ฟังก์ชั่น AF ของกล้อง Alpha 7C ยังมี Real-time Eye AF สำหรับทั้งมนุษย์ และสัตว์เพื่อให้ได้โฟกัสที่รวดเร็ว และแม่นยำ เมื่อใช้ Real-time Tracking ระบบจะตรวจจับดวงตา และใบหน้าของวัตถุ และล็อควัตถุแบบเรียลไทม์ได้อย่างแม่นยำ โดยระบบระบบออโต้โฟกัส (AF) ทำงานได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ ทั้งยังมีจุดโฟกัส Phase Detection จำนวน 693 จุด ที่ครอบคลุมพื้นที่กว่า 93% ของเซ็นเซอร์ภาพ และมี Contrast Detection จำนวน 425 จุด เพื่อให้แน่ใจว่าโฟกัสเชื่อถือได้ในทุกสถานการณ์

ยิ่งไปกว่านั้น กล้อง Alpha 7C ยังสามารถบันทึกภาพได้ต่อเนื่องถึง 10fps เมื่อใช้ช่องมองภาพ และ 8fps ในโหมด Live View พร้อมระบบ AF/AE โดยใช้หน่วยชัตเตอร์ที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ และระบบประมวลผลภาพอันชาญฉลาด กล้อง Alpha 7C สามารถบันทึกภาพไฟล์ JPEG (Fine L) ได้มากถึง 223 ภาพ และสามารถบันทึกภาพไฟล์ RAW ที่บีบอัดได้ 115 ภาพ หรือ บันทึกภาพไฟล์ RAW แบบที่ไม่มีการบีบอัดได้ 45 ภาพ สำหรับในการถ่ายภาพต่อเนื่อง และสามารถให้ระบบออโต้โฟกัส (AF) ที่แม่นยำ และเชื่อถือได้ในสภาพแสงน้อยถึง EV-4 ซึ่งจะช่วยให้จับภาพวัตถุที่เคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็ว

เพิ่มขีดความสามารถของวิดีโอ

ความสามารถของกล้อง Alpha 7C รองรับการอ่านข้อมูลแบบฟูลเฟรมโดยไม่ต้องใช้ Pixel Binning ทำให้สามารถจับภาพได้มากกว่าสองเท่าของข้อมูลที่ต้องการสำหรับวิดีโอ 4K (QFHD : 3840×2160) ทั้งยังรองรับโปรไฟล์ HDR (HLG), S-Log / S-Gamut, Slow & Quick Motion รวมถึงรองรับการบันทึกแบบ Full HD ความเร็วสูงที่ 120 fps และคุณสมบัติวิดีโอขั้นสูงอื่น ๆ เพื่อใช้ในการบันทึกภาพวิดีโอคุณภาพสูง

นอกจากนี้ กล้อง Alpha 7C ยังมี Real-time Eye AF สำหรับการถ่ายวิดีโอ โดยระบบโฟกัสจะล็อคติดตามดวงตาโดยอัตโนมัติอย่างแม่นยำ ผู้ใช้สามารถปรับแต่งการตั้งค่า AF Transition Speed  และ AF Subject Shift Sensitivity ได้ตามความต้องการ รวมถึงยังมีฟังก์ชั่น Touch Tracking สำหรับการถ่ายทำภาพยนตร์อีกด้วย


กล้อง Alpha 7C ยังมาพร้อมจอแสดงผล LCD ที่สามารถเปิดจากด้านข้าง และพับหมุนเอียงได้รอบทิศทาง ทำให้ง่ายต่อการบันทึกภาพไม่ว่าจะเป็นการถ่ายแบบเซลฟี่ มุมมองเหนือศีรษะ หรือในระดับพื้นดิน ฯลฯ อีกทั้งยังมาพร้อมปุ่ม MOVIE ที่อยู่บริเวณตำแหน่งด้านบนของกล้อง ทำให้ใช้งานได้ง่ายขึ้นในขณะที่บันทึกภาพในโหมดเซลฟี่ โดยกล้อง Alpha 7C ไม่เพียงแต่บันทึกวิดีโอคุณภาพสูงเท่านั้น แต่ยังสามารถบันทึกเสียงคุณภาพสูงได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มระบบอินเตอร์เฟซออดิโอแบบดิจิตอลใน Multi Interface(MI) ของกล้อง ทำให้สามารถเชื่อมต่อ ECM-B1M Shotgun Microphone หรือ XLR-K3M XLR Adaptor Kit เพื่อป้อนสัญญาณเสียงดิจิตอลโดยตรงไปยัง MI เพื่อการบันทึกเสียงที่ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องใช้สายเคเบิลหรือแบตเตอรี่ นอกจากนี้ยังมาพร้อมช่องเสียบหูฟัง และไมโครโฟนเพื่อใช้ในการตรวจสอบเสียงที่บันทึกไว้ได้อย่างแม่นยำ

ออกแบบมาเพื่อการใช้งานที่เชื่อถือได้

 

กล้อง Alpha 7C ได้รับการออกแบบมาโดยคำนึงถึงผู้ใช้งานเป็นหลัก ด้วยจอแสดงผล LCD แบบทัชสกรีน ขนาดใหญ่ถึง 3 นิ้ว ที่มีความไวต่อการสัมผัส โดยมีความละเอียดอยู่ที่ 921,000 จุด ให้การมองเห็นที่ดีที่สุดแม้ในสภาพแวดล้อมกลางแจ้งที่มีแสงจ้า และรองรับระบบโฟกัสแบบสัมผัส นอกจากนี้ยังมีโหมดมุมมองคุณภาพสูงสำหรับรายละเอียดที่ละเอียดและเป็นธรรมชาติด้วยช่องมองภาพ XGA OLED Tru-Finder™ EVF ขนาด 2.35 เมกะไบต์ ยิ่งไปกว่านั้นกล้อง Alpha 7C ยังมาพร้อมฟังก์ชั่นที่ทำให้การใช้งานง่ายขึ้นในระหว่างและหลังการถ่ายภาพ เช่น การปรับแต่งปุ่ม Fn และอื่นๆ ในขณะที่ตัวกล้องยังทนต่อฝุ่นละอองและความชื้น เพื่อรองรับความต้องการในการถ่ายภาพในสภาพแวดล้อมที่ท้าทาย

ยิ่งไปกว่านั้นยังลดขั้นตอนการทำงานให้ง่ายขึ้นด้วยฟังก์ชั่นการสื่อสารไร้สายที่รองรับ Wi-Fi ที่จะช่วยให้สามารถถ่ายโอนรูปภาพและภาพยนตร์ไปยังสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตได้โดยตรง ทั้งนี้เพื่อให้คุณสามารถแชร์ดูหรือบันทึกได้อย่างสะดวกสบาย นอกเหนือจากย่านความถี่ 2.4 GHz แบบเดิมแล้ว ยังรองรับมาตรฐาน 11ac ยังช่วยให้ถ่ายโอนผ่าน 5GHz (IEEE 802.11a / b / g / n / ac) โดยผู้ใช้สามารถเลือกการถ่ายโอนงานที่เสถียรและความเร็วสูงโดยมีสัญญาณรบกวนต่ำ นอกจากนี้ยังมีขั้วต่อ USB Type-C® ที่รองรับการถ่ายโอนข้อมูลด้วยเทคโนโลยี SuperSpeed USB 5Gbps (USB 3.2) รวมถึงสามารถโอนถ่ายข้อมูลความเร็วสูงสุดไปยังเครื่อง PC และยังรองรับการชาร์จไฟผ่านพาวเวอร์แบงค์ได้อย่างง่ายดาย

อุปกรณ์ใหม่เสริมประสิทธิภาพการใช้งานกล้อง A7C

เลนส์ซูมฟูลเฟรม FE 28-60 มม. F4-5.6 ที่มีขนาดเล็ก และเบาที่สุดในโลก คุณภาพจัดเต็ม
FE 28-60mm F4-5.6 เลนส์รุ่นใหม่ล่าสุดที่จัดได้ว่าเป็นเลนส์ซูมฟูลเฟรมที่เล็ก และเบาที่สุดในโลก ได้รับการออกแบบมาด้วยชิ้นเลนส์คุณภาพสูง เพื่อให้ดึงประสิทธิภาพฟูลเฟรมออกมาได้สูงสุด  สามารถถ่ายทอดภาพ  ฟูลเฟรมที่มีความละเอียดสูงตลอดทั้งภาพ ด้วยการจัดเรียงชิ้นเลนส์ Aspherical จำนวน 3 ชิ้นได้อย่างเหมาะสม     จึงช่วยลดความผิดปกติตลอดช่วงการซูมได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทำให้เกิดความคมชัดสูงจากมุมหนึ่งไปยังอีกมุมหนึ่ง โดยระยะโฟกัสต่ำสุดอยู่ที่ 0.99 ฟุต(0.3 ม.)(มุมกว้าง) ถึง 1.48 ฟุต(0.45ม.)(เทเลโฟโต้) ทำให้สามารถถ่ายภาพระยะใกล้ได้อย่างยอดเยี่ยม เหมาะสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวันหรือการถ่ายวิดีโอด้วย Gimbal หรือ Grip

ด้วยเส้นผ่าศูนย์กลางขนาด 66.6 มม. x 45 มม. น้ำหนักเพียง 167 กรัม ผสานการออกแบบดีที่สุด ทำให้ FE 28-60mm F4-5.6 มีขนาดเล็กกะทัดรัดและน้ำหนักเบา สามารถใช้พกพาไปได้ทุกที่ทุกเวลา ตั้งแต่การถ่ายภาพในชีวิตประจำวัน ภาพวิวทิวทัศน์ ภาพบุคคล เป็นเลนส์ที่เหมาะสำหรับการถ่ายภาพแบบพกพาทุกประเภทในสภาพแวดล้อมที่ท้าทาย และเมื่อใช้งานคู่กับกล้อง Alpha 7C จะทำให้ได้ประสิทธิภาพของฟูลเฟรมเหนือชั้นมากยิ่งขึ้น ด้วยระบบกล้องและเลนส์ฟูลเฟรมที่เล็กและเบาที่สุดในโลก แม้จะมีขนาดที่เล็กและน้ำหนักเบา FE 28-60mm F4-5.6 ยังมีระบบป้องกันฝุ่นและความชื้นได้เป็นอย่างดีและรองรับฟิลเตอร์ขนาด 40.5 มม. ได้หลายแบบ

เลนส์ FE 28-60mm F4-5.6 ยังมีระบบโฟกัส (AF) ความเร็วสูง ที่มาพร้อมกับ Real-time Tracking และ Real-time Eye AF ที่ให้ความแม่นยำสูงอีกด้วย นอกเหนือจากความสามารถของระบบโฟกัส (AF) ขั้นสูงของโซนี่แล้ว FE 28-60mm F4-5.6 ยังมีการออกแบบโฟกัสภายในซึ่งทำให้ความยาวของเลนส์ไม่เปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับการเคลื่อนไหวของโฟกัส และการถ่ายภาพระยะใกล้ ทำให้ผู้ใช้สามารถจับภาพที่หลากหลายได้อย่างง่ายดายจากการถ่ายภาพเคลื่อนไหวปกติ หรือแม้แต่การถ่าย Vlog ได้อย่างสะดวกสบายอีกด้วย

แฟลชรุ่น HVL-F28RM ขนาดกะทัดรัด พร้อมระบบควบคุมความเข้มของแสงที่เชื่อมโยงกับการตรวจจับใบหน้าของกล้องHVL-F28RM เป็นแฟลชขนาดกะทัดรัดที่ออกแบบมาเพื่อให้เข้ากับกล้องมิเรอร์เลสของโซนี่ ด้วยขนาดกะทัดรัดทำให้สามารถควบคุมการใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีเสียงเบาลง 12% และน้ำหนักเบาขึ้น 7% เมื่อเทียบกับแฟลชรุ่น HVL-F32M แต่มาพร้อมคุณสมบัติที่ตอบสนองความต้องการใช้งานของทั้งช่างภาพมือสมัครเล่น และมืออาชีพได้เป็นอย่างดี

HVL-F28RM สามารถให้ระดับแสงที่สม่ำเสมอ ด้วยการกระจายแสงที่ดีที่สุด และต่อเนื่อง เชื่อมต่อควบคุมการใช้งานแบบไร้สายด้วยคลื่นวิทยุที่เสถียร อีกทั้งยังสามารถทำงานเชื่อมโยงกับกับกล้องในการตรวจจับใบหน้า เมื่อใช้คู่กับกล้องรุ่นที่มีคุณสมบัติรองรับการใช้งาน มีการปรับสมดุลย์ของแสงที่ตกกระทบวัตุถุ และแสงจากสภาพแวดล้อมได้อย่างแม่นยำโดยอัตโนมัติ จึงให้สีสันที่เป็นธรรมชาติเหมือนจริง นอกจากนี้ ยังสามารถควบคุมแฟลชได้โดยตรงจากกล้องที่รองรับ อีกทั้งยังสามารถทำการปรับแต่งการตั้งค่าแฟลชในขณะที่มองผ่านช่องมองภาพ

ยิ่งไปกว่านั้น Metal Shoe Foot ผลิตจากโลหะพร้อมกรอบด้านข้างที่ทนทาน ทำหน้าที่ปกป้องขั้วสัมผัสไฟฟ้า เพิ่มความแข็งแรงจากการสั่นสะเทือน และการกระแทกจากทุกด้าน โดย Multi Interface foot ที่ถูกสร้างขึ้นจากโลหะสามารถให้ความแข็งแกร่งที่มากกว่า อีกทั้งยังสามารถกันฝุ่น และความชื้น สามารถใช้งานร่วมกับกล้อง Alpha 7C, Alpha 7S III, Alpha 7R IV และ Alpha 9 II  ได้

HVL-F28RM ยังถูกออกแบบให้ใช้งานง่าย มีปุ่มปรับระดับแสง +/- ปุ่มจับคู่ ปุ่มทดสอบ และก้านล็อค นอกจากนี้ยังสามารถตั้งค่ามุมแฟลชได้ตามต้องการจาก 0, 20, 40, 60, 80, และ 120 องศา เพื่อให้วางตำแหน่งได้ง่าย แฟลชรุ่นใหม่นี้ยังมี Radio Trigger แบบไร้สายในตัว สำหรับรับสัญญาณโดยตรงจากเครื่องส่ง FA-WRC1M ที่ติดบนกล้อง โดย HVL-F28RM สามารถควบคุมแฟลชหรือชุดรับสัญญาณได้สูงสุด 15 ชุด ใน 5 กลุ่ม ที่ระยะทางสูงสุด 114 ฟุต(35 เมตร) เพื่อความคล่องตัวในการควบคุมแสงที่ไม่ธรรมดา HVL-F28RM ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่อัลคาไลน์ AA(LR6) หรือ NiMH สองก้อน แบตเตอรี่อัลคาไลน์คู่ใหม่ สามารถให้พลังงานกระพริบต่อเนื่องได้ถึง 110 แฟลชเลยทีเดียว โดย HVL-F28RM จะเริ่มวางจำหน่ายในเดือนธันวาคม ศกนี้

เปิดสั่งจองกล้อง Alpha 7C พร้อมรับสิทธิพิเศษ 

โซนี่ไทยพร้อมเปิดให้ผู้สนใจสามารถสั่งจองกล้อง Alpha 7C ตั้งแต่วันที่ 17 กันยายน ศกนี้ เป็นต้นไป ก่อนเริ่มวางจำหน่ายกลางเดือนตุลาคม ศกนี้ โดยกล้อง Alpha 7C จะวางจำหน่ายด้วยกัน 2 สี คือสีเงิน และสีดำ โดยมีราคาดังนี้

Alpha 7C Body จำหน่ายราคา 61,990 บาท
Alpha 7C พร้อมเลนส์คิท รุ่น SEL2860 จำหน่ายราคา 72,990 บาท
สิทธิพิเศษสำหร้บสำหรับลูกค้าที่สั่งจองกล้อง Alpha 7C จะได้รับสิทธิ์ส่วนลดพิเศษในการแลกซื้อเลนส์รุ่นที่ร่วมรายการสูงสุด 5,000 บาท ดังนี้

ส่วนลด 4,000 บาทสำหรับแลกซื้อเลนส์รุ่น SEL20F18G, SEL85F18, SEL35F18F
ส่วนลด 5,000 บาท สำหรับแลกซื้อเลนส์ SEL24F14GM
ส่วนลด 30% สำหรับซื้ออุปกรณ์ Shooting Grip Bluetooth รุ่น GP-VPT2BT
พิเศษ สำหรับลูกค้าที่ซื้อกล้อง Alpha 7C และลงทะเบียน My Sony นอกจากจะได้รับการขยายระยะเวลาประกันเพิ่มเป็น 15 เดือนแล้ว ยังได้รับส่วนลด 20% เมื่อซื้อแบตเตอรี่ รุ่น NP-FZ100 ผ่านทาง Sony Store Online อีกด้วย
กิจกรรม Alpha 7C “See Your Style” เพื่อสัมผัสประสบการณ์ และประสิทธิภาพกล้อง Alpha 7C ก่อนใคร ที่โชว์รูมโซนี่สโตร์ พารากอน

โซนี่เตรียมจัดกิจกรรมพิเศษสำหรับผู้สนใจทดสอบประสิทธิภาพกล้อง Alpha 7C ก่อนวางขายจริง ในกิจกรรม Alpha 7C “See Your Style” ในระหว่างวันที่ 19, 20, 26 และ 27 กันยายน 2563 ที่โชว์รูมโซนี่ สโตร์ สยามพารากอน โดยภายในงาน ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกท่านจะได้รับฟังข้อมูลที่น่าสนใจ และร่วมทดสอบประสิทธิภาพของกล้อง Alpha 7C พร้อมทั้งสอบถามข้อสงสัยหรือวิธีการใช้งานกับทางทีม Sony Product Specialist ได้โดยตรง ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเพื่อจองสิทธิเข้าร่วมงานได้ตั้งแต่ 15 ถึง 23 กันยายน ศกนี้ ผ่านทางลิงค์ https://www.smap.ap.sony.com/survey/se/15795BB24F8F1E15

ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ข้อมูลโซนี่ โทร. 0-2715-6100 หรือเยี่ยมชม http://www.sony.co.th และทดลองสัมผัสประสบการณ์ถ่ายภาพด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำได้ที่โชว์รูมโซนี่ สโตร์ ทุกสาขา ร้านโซนี่ เซ็นเตอร์ และร้านผู้แทนจำหน่ายกล้องชั้นนำที่เลือกสรร หรือเยี่ยมชม http://www.sony.co.th

ข่าว: โซนี่ไทย เปิดจองกล้อง Alpha 7C กล้องฟูลเฟรมที่เล็กที่สุด และเบาที่สุดในโลก มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2020/09/18/sony-thai-open-to-reserve-the-alpha-7c-camera.html

Belkin จัดเต็มอุปกรณ์เสริมสำหรับสาวก Apple รุ่นใหม่ล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัว

Belkin จัดเต็มอุปกรณ์เสริมมาตรฐานระดับโลก สำหรับ Apple Watch Series 6/ Apple Watch SE และ iPad Air (4th generation) รุ่นใหม่ล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัว เอาใจสาวก Apple และกำลังมีแผนวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทยเร็วๆ นี้ ซึ่งอุปกรณ์เสริมที่เบลคินแนะนำสามารถใช้งานร่วมกับ Apple Watch Series 6 / Apple Watch SE และ iPad Air (4th generation) ได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยมาตรฐานระดับโลกทั้งในส่วนของวัสดุอุปกรณ์และความปลอดภัยในการใช้งาน พร้อมการรับประกันการใช้งานนานถึง ปี

สำหรับ Apple Watch Series 6 / Apple Watch SE

BOOST CHARGE™ 3-in-1 Wireless Charger for iPhone + Apple Watch + AirPods

ที่รองชาร์จแบบไร้สาย Belkin BOOST↑CHARGE™ 3-in-1 Wireless Charger for iPhone + Apple Watch + AirPods มาพร้อมพลังในการชาร์จแบบไร้สายที่ออกแบบมาเป็นแท่นแบบ 3-in-1 พร้อมโมดูลไร้สายระบบ Qi รุ่นที่ ซึ่ง Qi คือมาตรฐานเทคโนโลยีไร้สายที่ใช้การชาร์จแบบเหนี่ยวนำ ซึ่งได้รับการรับรองและการออกแบบทางวิศวกรรมเพื่อให้พลังงานได้สูงสุดถึง 7.5 วัตต์ ทั้งนี้ที่รองชาร์จแบบไร้สายรุ่นนี้ถูกออกแบบมาเพื่อชาร์จ iPhone, Apple Watch, AirPods หรือ AirPods Pro ได้รวดเร็วกว่าเดิมสูงสุดถึง 25% ด้วยแผ่นรองชาร์จแบบไร้สายขนาด 7.5 วัตต์ ขณะเดียวกันโมดูลการชาร์จแบบแม่เหล็กก็จะให้พลังงานกับ Apple Watch ไปพร้อมๆ กัน โดยสามารถชาร์จผ่านเคสส่วนใหญ่ที่มีความหนาไม่เกิน มม. ได้ ทั้งนี้ที่รองชาร์จอุปกรณ์ทั้ง ชิ้นนี้สามารถชาร์จได้จากปลั๊กไฟเพียงตัวเดียว สามารถดูรายละเอียดสินค้าเพิ่มเติมได้ที่ Belkin BOOST↑CHARGE™ 3-in-1 Wireless Charger for iPhone + Apple Watch + AirPods พร้อมวางจำหน่ายแล้วในราคา 4,290 บาท

สำหรับ iPad Air (4th generation)

BOOST↑CHARGE USB-C to USB-C Cable + Strap

สายชาร์จ Belkin BOOST↑CHARGE USB-C เป็น USB-C พร้อมสายรัด เป็นสายชาร์จที่ผสมผสานดีไซน์ระดับพรีเมี่ยมเข้ากับความแข็งแรงทนทานขั้นสูง มาพร้อมสายรัดเพื่อจัดระเบียบการจัดเก็บให้เรียบร้อย ใช้งานได้กับอุปกรณ์แบบ USB-PD เพื่อส่งต่อการชาร์จที่รวดเร็วสำหรับ iPad Air (4th generation) รวมถึงอุปกรณ์อื่นๆ ที่ใช้งาน USB-C ได้ โดยสามารถชาร์จ iPad ที่มีช่องต่อ USB-C ได้อย่างรวดเร็วเมื่อเชื่อมต่อกับที่ชาร์จที่ใช้งานแบบ PD ได้ และยังสามารถซิงค์และถ่ายโอนข้อมูลระหว่าง iPad ที่มีช่องต่อ USB-C กับ Mac ที่มีช่องต่อ USB-C ได้เช่นเดียวกัน สายชาร์จมีความยาวสายอยู่ที่ 1.2 เมตร หรือประมาณ 4 ฟุต และสายรัดแบบหนังที่มีมาให้พร้อมเพื่อการจัดระเบียบสายให้เรียบร้อย เหมาะสำหรับการพกพา นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความแข็งแรงยิ่งขึ้น เพื่อให้ใช้งานได้อย่างทนทานยิ่งกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด สามารถดูรายละเอียดสินค้าเพิ่มเติมได้ที่ Belkin BOOST↑CHARGE USB-C to USB-C พร้อมวางจำหน่ายแล้วในราคาเพียง 790 บาท

BOOSTCHARGE 18W USB-C Wall Charger

ที่ชาร์จเสียบผนัง Belkin BOOSTCHARGE 18W USB-C ให้กระแสไฟขนาด 18 วัตต์ ไปยังพอร์ต USB-C สำหรับชาร์จ iPhone และ iPad รุ่นที่ใช้ USB-C โดยการชาร์จแบบเร็วของพอร์ต USB-C ใช้เวลาเพียง 30 นาทีเท่านั้น โดยรุ่นที่ใช้งาน USB จะมีเทคโนโลยี Power Delivery ให้แบตเตอรี่เต็ม 50% เมื่อใช้สาย USB-C พร้อมหัวต่อ Lightning ที่มีมาให้กับความยาวถึง 1.2 เมตร หรือประมาณ 4 ฟุต ซึ่งยาวกว่าสายมาตรฐานทั่วไปถึง 33% ทั้งนี้ยังผ่านการรับรอง MFI เพื่อการใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ iOS ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย พร้อมรับประกันสินค้ายาวนานกว่า 2 ปี สามารถดูรายละเอียดสินค้าเพิ่มเติมได้ที่ Belkin BOOSTCHARGE 18W USB-C พร้อมวางจำหน่ายแล้วในราคาเพียง 1,290 บาท

BOOSTCHARGE 30W USB-C Wall Charger

ที่ชาร์จเสียบผนัง Belkin BOOSTCHARGE 30W USB-C  ขนาดกะทัดรัด มาพร้อมหัวต่อทั้งแบบ USB-C และ USB-A สามารถชาร์จอุปกรณ์ iOS ด้วยพอร์ต USB-C 18 วัตต์ พร้อมด้วยพอร์ต USB-A 12W โดยการชาร์จแบบเร็วของพอร์ต USB-C ใช้เวลาเพียง 30 นาทีเท่านั้น เมื่อชาร์จ iPhone หรือ iPad รุ่นที่ใช้งาน USB ที่มีเทคโนโลยี Power Delivery มีแบตเตอรี่เต็ม 50% เมื่อใช้สาย USB-C พร้อมหัวต่อ Lightning ที่มีมาให้ ทั้งนี้พอร์ต USB-A ให้กระแสไฟ 12 วัตต์ เพื่อชาร์จแบบเร็วทั้ง iPhone และ iPad รุ่นเก่าได้พร้อมๆ กัน นอกจากนี้ยังผ่านการรับรอง MFI เพื่อการใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ iOS ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย พร้อมรับประกันสินค้ายาวนานกว่า 2 ปี สามารถดูรายละเอียดสินค้าเพิ่มเติมได้ที่  Belkin BOOSTCHARGE 30W USB-C  พร้อมวางจำหน่ายแล้วในราคาเพียง 1,490 บาท

หัวชาร์จ Belkin BOOSTCHARGE™ 30W USB-C GaN Wall Charger สัมผัสประสบการณ์การชาร์จอีกระดับด้วยเทคโนโลยี GaN ขั้นสูง ให้การชาร์จที่รวดเร็วถึง 30W สำหรับอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้พอร์ต USB-C มีขนาดกะทัดรัดและสะดวกสบาย ขาปลั๊กไฟแบบพับได้ทำให้มีขนาดเล็กและพกพาสะดวก สินค้ารุ่นนี้จะวางจำหน่ายในประเทศไทยเร็วๆ นี้ ในราคา 1,190 บาท สามารถดูข้อมูลเบื้องต้นได้ที่ https://www.belkin.com/us/p/P-WCH001/ 

BOOSTCHARGEDual USB-C GaN Wall Charger 68W

หัวชาร์จ Belkin BOOSTCHARGEDual USB-C GaN Wall Charger 68W ชาร์จไฟไปยังอุปกรณ์ต่างๆ จากพอร์ต USB-C ที่มีมาให้ 2 พอร์ต โดยการแชร์พลังงานอัจฉริยะจะให้การชาร์จที่มีประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับอุปกรณ์ขนาดใหญ่หนึ่งอุปกรณ์ หรือสองอุปกรณ์ก็ได้ โดยจะทำการตรวจจับเมื่อแต่ละพอร์ตถูกใช้งานและกำหนดพลังงานที่เหมาะสมที่สุด ซึ่งสามารถใช้งานพอร์ตเดียวเพื่อชาร์จอุปกรณ์ USB-C หนึ่งเครื่องโดยรับการชาร์จสูงสุด 60W หรือการชาร์จแลปท็อป 50W ด้วยพอร์ตหนึ่ง ไปพร้อมกับสมาร์ทโฟนหรือ iPad ที่รองรับ USB-C สูงสุด 18W กับอีกพอร์ตหนึ่งก็ได้เช่นกัน สินค้ารุ่นนี้จะวางจำหน่ายในประเทศไทยเร็วๆนี้ ในราคา 2,490 บาท สามารถดูข้อมูลเบื้องต้นได้ที่ https://www.belkin.com/us/p/P-WCH003/ 

USB-C to HDMI Adapter 

อะแดปเตอร์ Belkin USB-C เป็น HDMI มอบประสบการณ์อันราบรื่นและง่ายดายในการเชื่อมต่อ iPad Air (4th generation) ที่รองรับ USB-C เข้ากับ HDTV หรือจอภาพที่รองรับ HDMI โดยรองรับการแสดงผลความละเอียดสูงสุด 4K ที่ 60Hz (4096 x 2160) จึงสามารถถ่ายทอดความคมชัดและเสียงอันน่าทึ่งเพื่อที่สุดของประสบการณ์การรับชมในแบบ 4K อะแดปเตอร์นี้เหมาะสำหรับวิดีโอที่มีช่วงไดนามิกสูง (HDR) อีกทั้งยังรองรับ HDCP 2.2 เพื่อให้สามารถสตรีมคอนเทนต์ที่มีการป้องกันจาก iTunes และ Netflix ได้โดยต้องมีพอร์ต USB-C ที่รองรับวิดีโอ สามารถดูรายละเอียดสินค้าเพิ่มเติมได้ที่ Belkin USB-C to HDMI Adapter  พร้อมวางจำหน่ายแล้วในราคาเพียง 3,190 บาท

อะแดปเตอร์ USB-C เป็น VGA จาก Belkin มีความสามารถในการเชื่อมต่อ iPad Air (4th generation) หรืออุปกรณ์อื่นๆ ที่รองรับ USB-C เข้ากับหน้าจอ ทีวี หรือโปรเจ็กเตอร์เครื่องเก่าที่มีหัวต่อ VGA ได้อย่างราบรื่น ด้วยการออกแบบและทดสอบอย่างละเอียดจาก Belkin อะแดปเตอร์ชิ้นนี้จึงสามารถที่จะเพิ่มคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ชิ้นใหม่ที่มีพอร์ต USB-C มาไว้ในที่บ้านหรือที่ทำงานได้อย่างง่ายดายโดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนฮาร์ดแวร์ที่มีอยู่เดิม สามารถดูรายละเอียดสินค้าเพิ่มเติมได้ที่ Belkin USB-C to VGA Adapter พร้อมวางจำหน่ายแล้วในราคาเพียง 1,090 บาท

USB-C to Gigabit Ethernet Adapter

อะแดปเตอร์ Ethernet USB-C เป็น Gigabit จาก Belkin ทำให้สามารถใช้สายแลนเชื่อมต่อกับเครือข่ายได้อย่างรวดเร็วและมีเสถียรภาพมากขึ้น ในขณะที่การเชื่อมต่อแบบไร้สายอาจทำงานได้ไม่ราบรื่นและไม่เสถียร เหมาะอย่างยิ่งสำหรับ iPad Air (4th generation) หรือ MacBook ที่มีพอร์ต USB-C หรือ MacBook Pro ที่มีพอร์ต Thunderbolt 3 (USB-C) โดยสามารถรองรับ 10/100/1000BASE-T อีกทั้งอะแดปเตอร์รุ่นนี้ยังได้รับการออกแบบและทดสอบตามมาตรฐานที่เข้มงวดจาก Belkin ซึ่งเป็นมาตรฐานระดับโลกได้รับการยอมรับว่ามีประสิทธิภาพ สามารถดูรายละเอียดสินค้าเพิ่มเติมได้ที่ Belkin USB-C to Gigabit Ethernet Adapter พร้อมวางจำหน่ายแล้วในราคาเพียง 1,090 บาท

USB-C to Gigabit Ethernet Adapter

อะแดปเตอร์ Ethernet + Power พร้อมหัวต่อ Lightning จาก Belkin เป็นโซลูชั่นที่สมบูรณ์แบบที่สุด หากต้องการการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแบบมีสายที่รวดเร็ว ปลอดภัย และเชื่อถือได้สำหรับ iPad Air (4th generation) อะแดปเตอร์รุ่นนี้มาพร้อมทั้งพอร์ต Power over Ethernet และพอร์ต Lightning เพื่อให้คุณสามารถเชื่อมต่อเครือข่ายได้อย่างปลอดภัยพร้อมๆ กับชาร์จอุปกรณ์ iOS ไปในตัวได้อย่างต่อเนื่อง ความสามารถของ Power over Ethernet ยังให้การเชื่อมต่อที่สะดวกง่ายดายในอีกรูปแบบและชาร์จไปในตัวพร้อมกันด้วยสายเพียงเส้นเดียว นอกจากนี้เมื่อดาวน์โหลดแอพ Belkin Connect จะสามารถอัพเดทเฟิร์มแวร์ใหม่ๆ ในอนาคตเพื่อให้การใช้งานอะแดปเตอร์ Ethernet + Power มีประสิทธิภาพยอดเยี่ยมที่สุดได้อีกด้วย สามารถดูรายละเอียดสินค้าเพิ่มเติมได้ที่ Belkin Ethernet + Power Adapter with Lightning Connector พร้อมวางจำหน่ายแล้วในราคาเพียง 3,590 บาท

ข่าว: Belkin จัดเต็มอุปกรณ์เสริมสำหรับสาวก Apple รุ่นใหม่ล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัว  มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2020/09/18/belkin-accessories-for-the-latest-apple-followers-just-released.html

Cannon เปิดตัวซอฟต์แวร์ EOS Webcam Utility เพิ่มฟังก์ชันให้กล้องเป็นเว็บแคม พร้อมใช้งานเต็มรูปแบบ

Cannon ประกาศเปิดตัว “ซอฟต์แวร์ EOS Webcam Utility เวอร […] More

from:https://www.iphonemod.net/canon-released-eos-webcam-utility-software.html

สรุปราคา โปรโมชั่น และช่องทางจำหน่าย realme7 Pro หลังงานเปิดตัว!!

สรุปราคาและโปรโมชั่นหลังงานเปิดตัวกับ realme7 Pro สมาร์ทโฟนที่ชาร์จเร็วที่สุดในตอนนี้ นวัตกรรมเทคโนโลยีชาร์จเร็ว 65W SuperDart Charge พร้อมกล้องหลัง เลนส์ Sony ความละเอียด 64 ล้านพิกเซล ประสิทธิภาพทรงพลังด้วยชิปเซ็ต Snapdragon 720G อีกทั้งยังเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกที่ผ่านการทดสอบคุณภาพโดย TüV Rheinland (ทูฟไรน์แลนด์: หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบคุณภาพและความปลอดภัยทางเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อมระดับโลก) วางจำหน่ายในราคาเพียง 10,990 บาท เปิดให้ Pre – order แล้วตั้งแต่วันนี้ – 24 กันยายนนี้เท่านั้น และวางจำหน่ายพร้อมกันทั่วประเทศในวันที่ 25 กันยายนนี้ 

ก่อนหน้านี้ทาง Appdisqus เคยได้ทำบทความแกะกล่อง realme7 Pro  สมาร์ทโฟนแห่งความทรงพลังในทุกด้าน ที่สุดการของนวัตกรรมชาร์จเร็วเต็ม 100% ในเวลาเพียง 34 นาที พร้อมเป็นรุ่นแรกที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพระดับสากลโดย TüVRheinland ชาร์จเร็วที่สุดในกลุ่มราคาเดียวกันด้วยเทคโนโลยีชาร์จเร็ว 65W SuperDart Charge ในฐานะผู้นำด้านนวัตกรรมการชาร์จเร็ว realme 7 Pro มาพร้อมเทคโนโลยีการชาร์จเร็ว 65W SuperDart Charge ที่สามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้ถึง 13% ในเวลาเพียง 3 นาที และชาร์จเต็ม 100% ในเวลาเพียง 34 นาที ซึ่งถือเป็นสมาร์ทโฟนที่ชาร์จเร็วที่สุดในระดับราคาเดียวกัน

นอกจากนี้ realme 7 Pro ยังมาพร้อมแบตเตอรี่ความจุ 4500 mAh แบบ Dual 3C Cells ที่แบ่งอัตราส่วนแบตเตอรี่เป็น 2250 mAh และชาร์จโดยตรงด้วยกระแส10V 6.5A ภายใต้ระบบควบคุมขั้นตอนการชาร์จเร็วด้วย MCU  (Microcontroller Unit)  สำหรับกระบวนการปล่อยไฟของการชาร์จเร็ว SuperDart Charge ใช้วงจรอัดประจุเพื่อลดแรงดันไฟฟ้าของแบตเตอรี่สองเซลล์ลงครึ่งหนึ่งเพื่อควบคุมความเร็วในการชาร์จและอุณหภูมิ ซึ่งกระบวนการชาร์จทั้งหมดจะถูกควบคุมภายใต้อุณหภูมิ 40 องศา เพื่อป้องกันไม่ให้ความร้อนสูงเกินไปและการแปลงพลังงานไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงถึง 98%

หน้าจอ Super AMOLED คมชัดทุกมุมมอง ทรงพลังด้วยชิปเซ็ต Snapdragon 720G

อีกขั้นของการดีไซน์สุดล้ำสมัยจากแรงบันดาลใจของแสงสะท้อนธรรมชาติรอบตัว ผ่านแสงเงาบนฝาหลังของสมาร์ทโฟน     ที่ผลิตด้วยกรรมวิธีเทคโนโลยี AG มาพร้อมกับหน้าจอ Super AMOLED ขนาด 6.4 นิ้ว อัตราส่วนหน้าจอต่อตัวเครื่อง 90.8% มาพร้อมกับสีสันสวยงามให้เลือก 2 สี ได้แก่ Mirror Blue และ Mirror Sliver  ประสิทธิภาพทรงพลังในระดับรุ่น “Pro” ด้วยชิปเซ็ต Qualcomm Snapdragon 720G ขนาด 8nm ความเร็วที่ 2.3Hz พร้อม RAM 8GB + ROM128GB ที่สามารถเพิ่มพื้นที่เก็บข้อมูลด้วยการ์ด microSD ได้สูงสุดถึง 256GB ตอบสนองการใช้งานได้อย่างเต็มที่

ราคา โปรโมชั่น และช่องทางจำหน่าย 

realme 7 Pro ความจุ 8 + 128GB วางจำหน่ายในราคาเพียง 10,990 บาท ในวันที่ 25 กันยายนนี้ พร้อมรับของแถม realme Pro Jet Black Bag  เปิดให้ Pre – order แล้วตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 24 กันยายนนี้เท่านั้น พร้อมรับเพิ่ม  VIP Card ประกันจอแตก 1 ปี รวมมูลค่า 5,890 บาท

 

 

สำหรับช่องทางออนไลน์ จำหน่ายผ่านทาง Lazada, Shopee ,This Shop และ JD Central และวางจำหน่ายพร้อมกันทั่วประเทศในวันที่ 25 กันยายนนี้ ในราคาเพียง 10,990 บาท พร้อมรับของแถมrealme Pro Jet Black Bag   เปิดให้ Pre – order แล้วตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 24 กันยายนนี้เท่านั้น พร้อมรับเพิ่ม  VIP Card ประกันจอแตก 1 ปี รวมมูลค่า 5,890 บาท

ช่องทางการสั่งซื้อ
Lazada : https://bit.ly/32jCO7h
Shopee :  http://bit.ly/rm7proshpth
This Shop: https://bit.ly/2FleyIV
JD Central : https://bit.ly/2FN4SqH

พิเศษสุดสำหรับลูกค้า AIS, truemoveH และ dtac เป็นเจ้าของ realme 7 Pro ในราคาเริ่มต้นเพียง 3,990 บาท วางจำหน่ายพร้อมกันทั่วประเทศในวันที่ 25 กันยายนนี้ พร้อมรับฟรี realme 7 Pro Jet Black Bag เปิดให้ Pre – order แล้วตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 24 กันยายนนี้เท่านั้น พร้อมรับเพิ่ม  VIP Card ประกันจอแตก 1 ปี รวมมูลค่า 5,890 บาท

สำหรับช่องทาง BaNANA, BKK, KINGKONG, Cyborg Kong, TG Fone, Jaymart, IT CITY ,CSC และตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ วางจำหน่ายพร้อมกันทั่วประเทศในวันที่ 25 กันยายนนี้ ในราคา 10,990 บาท พร้อมรับของแถม realme Pro Jet Black Bag และเปิดให้ Pre – order แล้วตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 24 กันยายนนี้เท่านั้น พร้อมรับเพิ่ม  VIP Card ประกันจอแตก 1 ปี รวมมูลค่า 5,890 บาท 

นอกจากนี้ ยังสามารถผ่อน 0% ได้นานสูงสุด 12 เดือน

ห้ามพลาดกับ realme 7 Pro สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : https://www.facebook.com/realmeTH , เว็บไซต์ https://www.realme.com/th   และ realme Brand Shop ทุกสาขา

ข่าว: สรุปราคา โปรโมชั่น และช่องทางจำหน่าย realme7 Pro หลังงานเปิดตัว!! มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2020/09/17/summary-of-prices-and-promotions-realme7-pro.html

ROG ร่วมกับ ACRONYM® เปิดตัว Zephyrus G14 รุ่นพิเศษ แนะนำที่สุดแห่งเกมมิ่งโน้ตบุ๊ก ขนาด 14 นิ้ว มาพร้อมดีไซน์ล้ำหน้าสุดพรีเมียม

เอซุส รีพับลิก ออฟ เกมเมอร์ส (ROG) ร่วมกับ ACRONYM® แบรนด์เสื้อผ้าชั้นนำระดับโลกเปิดตัว ROG Zephyrus G14 รุ่นพิเศษ ที่ได้แรงบันดาลใจจากแนวคิดของ Errolson Hugh เจ้าของแบรนด์ ACRONYM® ที่ไม่ได้วางกรอบของผู้ใช้แค่นักเล่นเกมส์แต่ยังรวมไปถึงนักคิดและนักสร้างคอนเทนต์อีกด้วย

ROG x ACRONYM

ACRONYM® เปิดตัวในปี 1994 มีผลงานโดดเด่นด้านการดีไซน์ที่ผสานเข้ากับเทคโนโลยีล่าสุด โดยได้ทำงานร่วมกับแบรนด์ชั้นนำระดับโลก อาทิ Nike และ Arc’Teryx รวมถึงการออกแบบอุปกรณ์เสริมสำหรับวีดีโอเกมส์ Square Enix / EIDOS และการออกแบบเสื้อผ้าภายใต้แบรนด์ ACRONYM® ครั้งนี้เป็นการทำงานร่วมกันครั้งแรกของ ROG และ ACRONYM ในการนำเสนออุปกรณ์เกมมิ่งระดับพรีเมียมที่มาพร้อมดีไซน์ที่ให้ชาวเกมเมอร์สได้แสดงออกถึงตัวตนและความเชื่อ

ก้าวข้ามขีดจำกัดของเทคโนโลยี

Zephyrus G14 เป็นเกมมิ่งโน้ตบุ๊กขนาด 14 นิ้วที่ทรงพลังที่สุดในตลาด ผสมผสานสไตล์และเทคโนโลยีเข้ากันอย่างลงตัว ได้รับการออกแบบมาสำหรับการใช้งานมัลติทาสก์และการเล่นเกมส์ ทั้งยังมีน้ำหนักเบา ยืดหยุ่นเหมาะกับการพกพา

ไปได้ทุกที่ สำหรับทุกการใช้งาน

Zephyrus G14 นำเสนอโปรเซสเซอร์สูงสุด 8-core 16-thread AMD® Ryzen™ 9 CPU และการ์ดจอNVIDIA® GeForce® RTX™ 2060 ประสิทธิภาพสูงเหมาะกับการสร้างสรรค์คอนเทนต์อย่างการตัดต่องานวีดีโอหรือการสตรีมเกมส์ ทั้งยังมาพร้อมจอแสดงผล IPS ที่แสดงค่าสีแม่นยำ PANTONE® Validated และเทคโนโลยี Adaptive Sync เพื่อการเล่นเกมส์ที่ราบรื่นเป็นพิเศษ

นอกเหนือจากตัวเครื่องที่บางเบาเพียง 20 มม. อีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญของ Zephyrus G14 ได้แก่ฝาจอแสดงผล LED หรือ AniMe Matrix™ ที่ผู้ใช้งานสามารถเลือกภาพอนิเมชั่น เอฟเฟกต์ตัวอักษรหรือภาพเสียงได้ตามความชื่นชอบ

นิยามใหม่ของอุปกรณ์การเล่นเกมส์ระดับพรีเมียม

ผู้ใช้จะได้สัมผัสกับความพรีเมียมเหนือลิมิต ตั้งแต่วัสดุที่เลือกใช้ ทุกรายละเอียดที่นำเสนอใน Zephyrus G14 แม้กระทั่ง AniMe™ Matrix ที่มาพร้อมกับโน้ตบุ๊กรุ่นพิเศษนี้ยังนำเสนอดีไซน์อนิเมชั่นเฉพาะ 8 ดีไซน์ จาก ACRONYM® นอกจากนี้ยังคงไว้ซึ่งแนวคิดเรื่องความยั่งยืนและการใช้งานได้จริง อุปกรณ์ทุกชิ้นที่อยู่ในกล่องได้รับการออกแบบมาให้สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้ เช่น ACRONYM® Airpak หรือซองใส่โน้ตบุ๊ก นับได้ว่า ROG ZEPHYRUS G14 ACRNM RMT01 นำเสนอไอเดียใหม่ของเทคโนโลยีเกมมิ่งผสมผสานกับอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์สำหรับนักเล่นเกมส์ยุคใหม่อย่างแท้จริง

from:https://notebookspec.com/rog-%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a-acronym-%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7-zephyrus-g14-%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%99/537519/

IdeaPad Flex 5 ขุมพลังแห่งความบันเทิงสไตล์ 2-in-1 วางจำหน่ายแล้วในประเทศไทย

เลอโนโว ประเทศไทย ประกาศวางจำหน่าย IdeaPad Flex 5 อย่างเป็นทางการแล้ววันนี้ เลอโนโวนำเสนอเทคโนโลยีที่มีความอัจฉริยะกว่าให้กับคนทั่วโลก และปลดล็อกศักยภาพของผู้คนมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยยึดหลักการเปลี่ยนแปลงด้วยบริการ (Services-led transformation) ซึ่งสามารถเห็นได้ใน IdeaPad Flex 5 แล็ปท็อปที่ผ่านการออกแบบมาเพื่อช่วยต่อยอดไอเดียของผู้ใช้งาน ด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะที่ทันสมัยสำหรับแล็ปท็อป โดยเฉพาะผู้ใช้งานกลุ่มมิลเลนเนียลส์ (Millennials) และเจน ซี (Gen Z) ที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน ให้ความสำคัญกับไลฟ์สไตล์ของตัวเอง เท่า ๆ กับการทุ่มเทในการสร้างสรรค์ผลงาน และมองหาความสมดุลระหว่างประสิทธิภาพการทำงาน การเชื่อมต่อ และความบันเทิงในดีไวซ์เดียว

บา หนักเพียง 1.5 กก. มาในเฉดสี Graphite Gray พร้อมมอบประสบการณ์การใช้งานที่น่าทึ่งในชีวิตประจำวันให้กับผู้ใช้ ไม่ว่าจะเป็นตอนนั่งทำงาน หรือผ่อนคลายไปกับความบันเทิง ด้วยการเชื่อมต่อที่ลื่นไหล เทคโนโลยีการแสดงผลขั้นสูง และผิวสัมผัสของด้านในตัวเครื่องที่นุ่มคล้ายผ้า

ผู้ใช้งานสามารถเลือกได้ระหว่างหน่วยประมวลผลกลาง AMD Ryzen™ 7 4700U ที่มาคู่กับกราฟิก Radeon™ หรือ 10th Generation Intel® Core™ i5 ไม่ว่าจะแบบไหน เครื่องก็ประมวลผลได้แรง เร็วทันใจ

หน้าจอสีสันสดใส เพิ่มอรรถรสในการใช้งาน

IdeaPad Flex 5 มีขอบจอ Full HD บางทั้งสี่ด้าน อัตราพื้นที่แสดงผลสูงถึง 90% ลดความเทอะทะ ให้ความรู้สึกเสมือนจอแบบไร้ขอบ เสริมด้วยเทคโนโลยีแผง In Plane Switching (IPS) ที่ให้สีที่สม่ำเสมอไม่ว่ามองจากมุมใด และลำโพงระบบ Dolby Audio™ เสียงดังคมชัดที่หันหน้าเข้าสู่ผู้ใช้งาน เป็นการยกระดับการสร้างสื่อรูปภาพหรือวิดีโอ รวมถึงการดูภาพยนต์ให้มีความพรีเมียมมากขึ้น

ฝาโค้งได้มากถึง 360 องศา

IdeaPad Flex 5 พร้อมใช้งานทุกที่ ทุกเวลา ด้วยบานพับ 360 องศา ผู้ใช้งานสามารถปรับเปลี่ยนมุมมองของหน้าจอเป็นโหมดที่ถนัดได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะเป็น โหมดแล็ปท็อปสำหรับการงานทั่วไป โหมดเต็นท์สำหรับการแชร์ไฟล์ โหมดสแตนด์สำหรับการดูหนังฟังเพลง หรือ โหมดแท็บเล็ตสำหรับการจดโน้ตและวาดรูป ด้วยตัวเลือกปากกา Lenovo Digital ให้การใช้หน้าจอสัมผัสสะดวกกว่าที่เคย

สร้างสรรค์ผลงานได้อย่างราบรื่น

IdeaPad Flex 5 มาพร้อม Privacy Shutter ให้ผู้ใช้งานเลื่อนชัตเตอร์ปิดเว็บแคมเองได้ และระบบตรวจสอบลายนิ้วมือ เป็นการเก็บไอเดียใหม่ ๆ และข้อมูลส่วนตัวให้ปลอดภัย รวมถึงป้องกันการเข้าใช้เครื่องโดยไม่ได้รับอนุญาต นอกจากนี้ตัวเครื่องยังผ่านหลากหลายการทดสอบที่เข้มงวดของเลอโนโว จึงมั่นใจได้ว่าข้อมูลจะปลอดภัย ไม่ว่าจะอยู่ในสภาพแวดล้อมใด ในส่วนของแบตเตอรี่ก็มีระบบ Rapid Charge ช่วยเติมพลังให้ถึงระดับ 80% ได้เพียงเสียบชาร์จไว้ 1 ชั่วโมง และใช้งานได้นาน เมื่อชาร์จเต็มแล้วสามารถใช้งาน video playback สำหรับวีดีโอความละเอียด FHD 1080P ได้นานถึง 11 ชั่วโมง ผู้ใช้สามารถเลือกรุ่นที่มี WiFi 6 และพอร์ต USB-C ได้ หากต้องการแชร์ หรือถ่ายโอนข้อมูลด้วยความเร็วสูง

ราคาและการวางจำหน่าย

  • Lenovo IdeaPad Flex 5 ราคาเริ่มต้นที่ 17,990 บาท

ทดลองสัมผัส IdeaPad Flex 5 ด้วยตัวเอง ได้ที่ร้านค้าตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์เลอโนโวอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ หรือดูข้อมูลผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมที่ www.lenovo.com/th หรือ www.facebook.com/LenovoTH/

หมายเหตุ:

1 น้ำหนักเริ่มต้นที่ 1.65 กก. สำหรับรุ่นหน้าจอ 14 นิ้ว ตัวเลือกความละเอียดสูงสุด FHD (1920 x 1080) IPS, 250 nits, 45% NTSC พร้อมบานพับ 360 องศา

2 IdeaPad Flex 5 มาพร้อมซอฟต์แวร์ที่ติดตั้งไว้แล้ว ดังต่อไปนี้ Windows 10, McAfee LiveSafe™, Microsoft Office, Lenovo Utility, Lenovo Vantage และ Alexa

3 ตัวเลือกหน่วยประมวลผลกลางสูงสุด AMD Ryzen 7 พร้อมกราฟิก Radeon™ และหน่วยความจำสูงสุด 16GB DDR4 และตัวจัดเก็บข้อมูลสูงสุด SSD PCIe M.2 NVME สูงสุด 1TB

4 IdeaPad Flex 5 สามารถใช้งานแบตเตอรี่ได้นานสูงสุด 10 ชั่วโมงด้วย Polymer 52.5 WHr พร้อม Rapid Charge

5 ระบบสำหรับการเชื่อมต่อที่ติดตั้งไว้แล้ว มีดังต่อไปนี้ WLAN of WiFi 5 (2×2 802.11 ac) and Bluetooth® 4.2 with input and output ports as following; 2x USB 3.1 Gen 1 (Type-A), 1x USB Type-C™ Gen 1 with PD, 1x HDMI™ 1.4b, 1x 4-in-1 Card Reader, 1x Audio Jack, และ 1x DC Port (round).

from:https://notebookspec.com/ideapad-flex-5-%e0%b8%82%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%97/537514/