คลังเก็บป้ายกำกับ: PR_News

Apple ปล่อยตัวอย่างเต็มของ “Truth Be Told” ซีซั่น 2 นำแสดงโดย Octavia Spencer และ Kate Hudson

Apple ปล่อยตัวอย่างเต็มของ “Truth Be Told” […] More

from:https://www.iphonemod.net/truth-be-told-ss2-trailer-apple-tv-pr.html

BIDC 2021 ตอบโจทย์วิถี New Normal หนุนเศรษฐกิจดิจิทัลเติบโต

ภาคอุตสาหกรรมฯ ผนึกภาครัฐ ฝ่าวิกฤตโควิดและตอบโจทย์วิถี New Normal เปิดงานมหกรรมดิจิทัลคอนเทนท์ “Bangkok International Digital Content Festival 2021” หรือ BIDC 2021 ครั้งที่ 8 ในรูปแบบออนไลน์ โดยมีกิจกรรมเสวนาออนไลน์ ที่มาเติมเต็มความรู้จากวิทยากรชั้นนำระดับโลกและไทย พร้อมเปิดเวทีจับคู่เจรจาการค้าระหว่างผู้ประกอบการไทย-เทศรวม 93 บริษัท

และมอบรางวัล BIDC AWARDS ให้แก่ผู้ประกอบการไทยในกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนท์ ที่มีผลงานโดดเด่นในรอบปี เชื่อมั่นอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนท์ในภาพรวมยังมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และการจัดงาน BIDC ยังสร้าง GDP มูลค่ากว่า 1,500 ล้านบาท เกิดการจ้างงานกว่า 10,700 ตำแหน่งงาน งาน BIDC 2021 จึงเป็นการผนึกพลังความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรมและภาครัฐ เพื่อร่วมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนท์ไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนและเสริมสร้างศักยภาพในเวทีระดับโลก

ผศ.ดร.สุรพงษ์ เลิศสิทธิชัย นายกสมาคมธุรกิจบางกอกเอซีเอ็มซิกกราฟ และผู้แทนภาคอุตสาหกรรม กล่าวว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ต่อเนื่องจากปีที่ผ่านจนถึงปัจจุบัน ส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมต่างๆ มีการปรับตัวเพื่อเดินหน้าธุรกิจเช่นเดียวกับอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนท์ ซึ่งจากการคาดการณ์อุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนท์ไทยและบิ๊กดาต้าในปี 2563 จะมีการเติบโตต่อเนื่อง โดยอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนท์จะขยายตัวขึ้นอีก 10.1% คิดเป็นมูลค่าอุตสาหกรรมฯ รวม 34,229 ล้านบาท เที่ยบกับปี 2562 มีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 11.51% คิดเป็นมูลค่าอุตสาหกรรมฯ 31,080 ล้านบาท

นอกจากนี้ ในปี 2564 มีการคาดการณ์มูลค่าอุตสาหกรรม อยู่ที่ 39,000 ล้านบาท เติบโต 15% และในปี 2565 คาดการณ์มูลค่าอุตสาหกรรม อยู่ที่ 45,094 ล้านบาทและเติบโต 15% ซึ่งมีการเติบโตทั้งในส่วนแอนิเมชั่น เกมและคาแรคเตอร์ อ้างอิงข้อมูลจากการสำรวจและคาดการณ์ของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลกับสถาบันไอเอ็มซี

ทั้งนี้จากสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 อุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนท์ในภาพรวมยังมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องสอดคล้องกับอัตราการเติบโตข้างต้น รวมทั้งผู้ประกอบยังใช้ช่องทาง อีคอมเมิร์ซเข้ามาตอบโจทย์ในยุคดิจิทัลในการจำหน่ายสินค้าต่างๆ อีกทั้งยังมองว่ายังเป็นการเพิ่มโอกาสของอุตสาหกรรมฯ เพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อรองรับการขยายการเติบโตในอนาคต

อาทิ กลุ่มอีเลิร์นนิงที่ยูสเซอร์ได้มีแพลตฟอร์มการเรียนการสอนเพิ่มขึ้น มีการพัฒนาคอนเทนท์ที่รองรับการเรียนรู้ใหม่ๆ และเข้าสู่การเรียนการสอนด้วยดิจิทัล 100% และในส่วนมหาวิทยาลัยมีการพัฒนาหลักสูตรด้านดิจิทัลคอนเทนท์ในสาขาต่างๆ เพื่อสร้างบุคลากรรองรับในอุตสาหกรรมฯ นี้

นอกจากนี้กลุ่มภาพยนตร์การถ่ายภาพในสตูใหญ่ก็ใช้ดิจิทัล สกรีนเข้ามาใช้ในการถ่ายทำ รวมทั้งการใช้แอนิเมชั่นมาพัฒนาต่อยอดการถ่ายทำโดยไม่ต้องไปสถานที่จริง ซึ่งช่วยให้ควบคุมต้นทุนได้อีกด้วย ทั้งนี้ในการจัดงานรูปแบบ Virtual Event ของ BIDC2021 ซึ่งเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นส่วนขับเคลื่อนให้การจัดกิจกรรมดำเนินต่อไปและเศรษฐกิจไม่หยุดชะงัก

ล่าสุดภาคอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนท์ และภาครัฐเดินหน้าผนึกกำลังจัดงาน Bangkok International Digital Content Festival 2021 หรือ BIDC 2021 เป็นงานมหกรรมของอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนท์ ที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐและความร่วมมือของภาคเอกชน ประกอบด้วย สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์(CEA) สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล(DEPA) กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์(DITP) สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ(องค์การมหาชน) (TCEB) ร่วมกับภาคอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนท์

โดยมี 5 สมาคม ได้แก่ สมาคมธุรกิจบางกอกเอซีเอ็มซิกกราฟ (BASA) สมาคมดิจิทัลคอนเทนท์ไทย (DCAT) สมาคมผู้ประกอบการแอนิเมชั่นและคอมพิวเตอร์กราฟิกส์ไทย (TACGA) สมาคมอีเลิร์นนิงแห่งประเทศไทย (e-LAT) และสมาคมอุตสาหกรรมซอฟแวร์เกมไทย (TGA) ซึ่งในครั้งนี้ได้มีพันธมิตรเข้าร่วมให้การสนับสนุนกิจกรรมสัมมนาออนไลน์ (Webinar) คือ

บริษัท ชินเอ เซอร์วิส จำกัด เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมดิจิทัลของประเทศไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมอนาคต (New S-Curve) ในการสร้างเม็ดเงินและมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ โดยการส่งเสริมและสนับสนุน รวมถึงการสร้างเครือข่ายให้อุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนท์ไทยสู่เวทีระดับโลก นับเป็นการผนึกความร่วมมืออย่างบูรณาการระหว่างภาคอุตสาหกรรมฯและภาครัฐอย่างต่อเนื่องและได้รับการตอบรับอย่างมากตลอดการจัดงานสู่ปีที่ 8 ในครั้งนี้ โดยงานในปีนี้จัดขึ้น ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม – 6 สิงหาคม 2564 ผ่านระบบออนไลน์เต็มรูปแบบ ทั้งนี้สอดคล้องกับนโยบายที่รัฐบาลต้องการผลักดันให้เกิดเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ เพื่อกระตุ้นและสร้างเศรษฐกิจประเทศให้แข็งแกร่งด้วย

ทางด้าน นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (MDES) กล่าวว่า สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) ซึ่งเป็นองค์กรในการกำกับดูแลของกระทรวงฯ ในฐานะองค์กรที่มีบทบาทเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยเล็งเห็นว่า การผนึกพลังร่วมกันของภาครัฐและภาคอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนท์เป็นการสนับสนุนให้อุตสาหกรรมเติบโตได้อย่างยั่งยืน และยังมีการปรับตัวให้เข้ากับเทรนด์ New Normal ในขณะนี้ เพื่อให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจยังดำเนินต่อไปได้และทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก

ภายใต้สถานการณ์ปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในปัจจุบัน ส่งผลให้เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทและส่วนหนึ่งของการดำเนินชีวิตมากขึ้น ประชาชนใช้เทคโนโลยีในชีวิตประจำวันมากยิ่งขึ้น มีทั้งกิจกรรมออนไลน์ที่ช่วยสร้างความบันเทิงและผ่อนคลาย เช่น เกมออนไลน์ ผนวกกับแรงหนุนจากการแข่งกีฬา E-Sport ในกลุ่มคนรุ่นใหม่ นอกจากนี้ผู้บริโภครับสื่อดังกล่าวได้หลายช่องทาง เช่น Netflix และ YouTube ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งเป็นที่นิยม

ซึ่งมีส่วนผลักดันและขับเคลื่อนให้อุตสาหกรรมบันเทิง รวมถึงธุรกิจด้านเกม แอนิเมชัน และคาแรคเตอร์เติบโตอย่างต่อเนื่อง และในส่วนของอุตสาหกรรมอีเลิร์นนิงของไทยโควิด-19 ถือเป็นตัวเร่งให้ธุรกิจด้านนี้ขยายตัว เนื่องจากทุกภาคส่วนรวมไปถึงประชาชน นักเรียน มีการปรับตัวและใช้การเรียนการสอน รวมไปถึงการทำงานผ่านรูปแบบ Online Live Streaming มากยิ่งขึ้น จึงถือเป็นโอกาสสำคัญในการพัฒนาและต่อยอดผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ให้แก่อุตสาหกรรมดิจิทัลด้วย

ดร. สรรเสริญ สมะลาภา ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ในนามของกระทรวงพาณิชย์ ตามที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ มีความมุ่งมั่นและมีนโยบายที่จะผลักดันให้ดิจิทัลคอนเทนท์เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจตามแนวคิด “Creative Economy” และส่งเสริมให้ประเทศเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนท์ (Digital Content Hub) เพื่อสอดคล้องกับนโยบาย 14 แผนงานประจำปี 2564 ของกระทรวงพาณิชย์ โดยได้ร่วมสนับสนุนการจัดงาน BIDC มาอย่างต่อเนื่องตลอด 8 ปี เพื่อสร้างเวทีเจรจาธุรกิจในยุคดิจิทัล นำร่องสู่การพัฒนาเศรษฐกิจตามแผนยุทธศาสตร์ Thailand 4.0 อย่างเต็มรูปแบบ

ทั้งนี้กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้ดำเนินการส่งเสริมและขยายช่องทางการค้าให้แก่ผู้ประกอบการดิจิทัลคอนเทนท์ไทยสู่ตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาผลการเจรจาการค้าจากการดำเนินกิจกรรมส่งเสริมดิจิทัลคอนเทนท์ไทย ในส่วนของแอนิเมชั่น คาแรคเตอร์ และเกม มีมูลค่ารวมกว่า 2,700 ล้านบาท และจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่เกิดขึ้นทั่วโลก รวมทั้งไทย ส่งผลให้ภาคธุรกิจมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบสู่วิถีความปกติใหม่ หรือ New Normal จึงทำให้การจัดงาน BIDC 2021 ในกิจกรรมเจรจาธุรกิจเป็นรูปแบบออนไลน์เป็นปีที่ 2 ซึ่งคาดว่าจะมีการจับคู่เจรจาธุรกิจมากกว่า 200 คู่และสร้างมูลค่าไม่น้อยกว่า 490 ล้านบาท

โดยปีนี้ได้รับการตอบรับจากผู้ประกอบการด้านดิจิทัลคอนเทนท์ทั่วโลกเข้าร่วมเจรจาธุรกิจ จำนวน 36 บริษัท จาก 11 ประเทศ และมีผู้ประกอบการไทยร่วมเจรจาธุรกิจในครั้งนี้จำนวน 57 บริษัท ซึ่งแสดงให้เห็นว่ากิจกรรมดังกล่าวเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนและผลักดันการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนท์ไทยให้เกิดความแข็งแกร่งเป็นที่ยอมรับบนเวทีการค้าโลก

นางนิชาภา ยศวีร์ รองผู้อำนวยการสายงานธุรกิจ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า ทีเส็บในฐานะหน่วยงานที่มีพันธกิจในการสนับสนุนและพัฒนางานเทศกาลนานาชาติของไทยให้เติบโตในระดับนานาชาติ ได้สนับสนุนการจัดงานมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี พ.ศ.2558 โดยมุ่งเน้นให้งานนี้เป็นการรวมตัวประชุมของบุคคลากรในวงการธุรกิจดิจิทัลคอนเทนท์ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจตามแผนยุทธศาสตร์ Thailand 4.0 และจากการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 ส่งผลให้งานเทศกาลต่างๆ ต้องปรับตัวไปสู่การจัดงานเทศกาลรูปแบบใหม่ (New Normal) ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบออนไลน์ หรือ Hybrid

ดังนั้น ทีเส็บจึงได้มีนโยบายให้การสนับสนุนและส่งเสริมการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีออนไลน์ในการจัดงาน เพื่อให้ยังคงสามารถจัดงานได้รวมถึงการรักษาฐานลูกค้าที่ดีของงานไว้ได้อย่างเข้มแข็ง ตลอดจนการส่งเสริมและรักษาฐานอุตสาหกรรมการจัดงานอีเวนท์และเทศกาลตลอดระยะเวลา 7 ปีที่ผ่านมา ทีเส็บได้จัดเก็บข้อมูลการศึกษาผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากการจัดงาน BIDC พบว่า งาน BIDC ได้สร้างผลทางเศรษฐกิจต่อรายได้ประชาชาติ (GDP) มีมูลค่ากว่า 1,500 ล้านบาท รัฐสามารถจัดเก็บภาษีได้ 233 ล้านบาท และเกิดการจ้างงานกว่า 10,700 ตำแหน่ง

ด้าน นายพิชิต วีรังคบุตร รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า CEA มีพันธกิจสำคัญในการสนับสนุนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ให้ขับเคลื่อนและเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) และเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาความแข็งแกร่งด้านเศรษฐกิจของประเทศ งาน BIDC นี้ เพื่อแสดงศักยภาพของอุตสาหกรรมดิจิทัล คอนเทนต์ ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่โดดเด่นของไทย และในปีนี้ CEA ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนและส่งเสริมซึ่งสอดรับกับทิศทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์

สำหรับงาน BIDC 2021 ในครั้งนี้จะเป็นโอกาสอันดีที่ภาครัฐและหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง รวมทั้งผู้ประกอบการอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทยที่มีเวทีแสดงศักยภาพ และความพร้อมของอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนท์ของไทยแก่ผู้ที่สนใจทั้งในระดับประเทศและระดับสากล พร้อมทั้งยังเป็นเวทีการแลกเปลี่ยนและเสริมสร้างองค์ความรู้ทักษะจำเป็นต่างๆ ผ่านงานสัมมนาและการประชุมเชิงปฏิบัติการได้มาร่วมแสวงหาโอกาสและความร่วมมือผ่านการเจรจาธุรกิจทางระบบออนไลน์ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นเจ้าของสินทรัพย์ทางความคิดสร้างสรรค์ ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ และพร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ ผศ.ดร.สุรพงษ์ เลิศสิทธิชัย นายกสมาคมธุรกิจบางกอกเอซีเอ็มซิกกราฟ และผู้แทนภาคอุตสาหกรรม กล่าวเสริมปิดท้ายว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ตั้งแต่ปีที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้ ส่งผลให้ผู้ประกอบการต่างชาติไม่สามารถเดินทางเข้ามาร่วมงาน BIDC 2021 ณ กรุงเทพมหานครได้ ทางผู้จัดงานจึงได้จัดกิจกรรมออนไลน์เต็มรูปแบบ โดยได้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม ถึง – 6 สิงหาคม 2564 ผ่านระบบออนไลน์เต็มรูปแบบ เพื่อให้อุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนท์ไทยดำเนินการจัดกิจกรรมส่งเสริมอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกิจกรรมไฮไลท์ต่างๆ ยังอัดแน่นครบครันเหมือนทุกปี ดังนี้

  • 1 กรกฎาคม ถึง 4 สิงหาคม 2564 กิจกรรมเสวนาออนไลน์ (Webinar) โดยเชิญผู้ทรงคุณวุฒิทั้งชาวไทยและต่างชาติ มาแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนท์ กว่า 23 หัวข้อผ่านทางระบบ zoom meeting และถ่ายทอดสดในรูปแบบไลฟ์สตรีมมิ่ง http://www.facebook.com/bidc.fest
  • 3 สิงหาคม 2564 พิธีเปิดโครงการ Bangkok International Digital Content Festival 2021 ปีที่ 8 พร้อมการมอบรางวัลผลงานดีเด่น BIDC AWARDS ประจำปี 2021 ให้แก่ผู้ประกอบการไทยในกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนท์ ที่มีผลงานโดดเด่นในรอบปี โดยถ่ายทอดสด ในรูปแบบไลฟ์สตรีมมิ่งผ่าน http://www.facebook.com/bidc.fest และเว็บไซต์ http://www.bidcfest.com
  • 4-6 สิงหาคม 2564 การจัดเจรจาธุรกิจออนไลน์ ระหว่างผู้ประกอบการดิจิทัลคอนเทนท์ไทยและผู้ประกอบการดิจิทัลคอนเทนท์ชั้นนำจากทั่วโลก

ทั้งนี้การจัดงาน BIDC ต่อเนื่องมาสู่ปีที่ 8 ได้รับการตอบรับอย่างมากจากผู้ประกอบการดิจิทัลคอนเทนท์ทั้งในและต่างประเทศโดยจากจำนวนผู้เข้าร่วมงานในทุกปีมากกว่า 287 บริษัท ซึ่งสร้างเม็ดเงินเข้าประเทศจากอุตสาหกรรมฯ หลายพัน ล้านบาท อีกทั้งในปีนี้เป็นปีแรกที่ทาง CEA ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนและส่งเสริมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ถือเป็นจิ๊กซอร์สำคัญที่ภาคอุตสาหกรรมได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐแต่ละภาคส่วน พร้อมเชื่อมั่นในศักยภาพอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ไทยจะเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยความร่วมมือและการส่งเสริมจากทุกภาคส่วน

from:https://www.thumbsup.in.th/bidc-2021-new-normal?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=bidc-2021-new-normal

“โฟร์โมสต์ส่งต่อรอยยิ้มให้เด็กไทยสู้ภัยโควิด-19” จับมือ “มูลนิธิกระจกเงา” บริจาคนม 1 ล้านกล่อง

บริษัท ฟรีสแลนด์คัมพิน่า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมโฟร์โมสต์เพื่อคนไทยมากว่า 65 ปี ร่วมกับ มูลนิธิกระจกเงา เปิดตัวโครงการ “โฟร์โมสต์ส่งต่อรอยยิ้มให้เด็กไทยสู้ภัยโควิด-19” เพื่อส่งต่อน้ำใจอันยิ่งใหญ่ผ่านผลิตภัณฑ์นมโฟร์โมสต์ รวมมูลค่า 10,000,000 บาท ให้แก่เด็กและครอบครัวทั่วประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

พร้อมเชิญชวนให้ทุกคนมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการแบ่งปันและสร้างโภชนาการที่ดีให้เด็กไทย ด้วยการซื้อผลิตภัณฑ์นมยูเอชทีโฟร์โมสต์ ทุกรสชาติ จำนวน 1 ลัง ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม – วันที่ 9 กันยายน 2564 ผ่านช่องทางของร้านค้าผู้จัดจำหน่ายที่ร่วมรายการและโฟร์โมสต์ออนไลน์ โดยโฟร์โมสต์จะบริจาคผลิตภัณฑ์นมยูเอชที โฟร์โมสต์โอเมก้า 369 ขนาดบรรจุ 180 มล. ให้กับมูลนิธิกระจกเงาจำนวน 1 ลังทันที

เพื่อนำไปแจกจ่ายให้กับเด็กและครอบครัวที่ได้รับความเดือดร้อน สูงสุดจำนวน 1,000,000 กล่อง พร้อมกันนี้ยังเปิดตัว วิดีโอโครงการซึ่งจะช่วยสร้างความเข้าใจถึงสถานการณ์ของผู้ได้รับผลกระทบบน YouTube ของโฟร์โมสต์: วิดีโอ โฟร์โมสต์ส่งต่อรอยยิ้มให้เด็กไทยสู้ภัยโควิด-19

นายราชเทพ นฤหล้า ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ฟรีสแลนด์คัมพิน่า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “โฟร์โมสต์เชื่อในความมีน้ำใจของคนไทย เราจึงได้ส่งผ่านแนวคิดความมีน้ำใจนี้ให้กับคนทั่วไป รวมถึงผลักดันให้เกิดสังคมแห่งการแบ่งปันอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลากว่า 65 ปีแล้ว ในปีนี้ที่การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้สร้างผลกระทบครั้งใหญ่ในสังคมไทย ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากได้รับความเดือดร้อน ขาดรายได้ เนื่องจากไม่สามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติ โดยเฉพาะครอบครัวที่มีเด็กเล็ก

จากผลสำรวจของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทยและสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่า ครอบครัวที่มีเด็กเล็กได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19 มากกว่าครอบครัวที่ไม่มีเด็กเล็กในเกือบทุกด้าน และหนึ่งในผลกระทบที่สำคัญต่อเด็ก คือด้านโภชนาการที่เด็กได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน โดยเฉพาะการขาดแคลนนม แหล่งอาหารสำคัญที่อุดมด้วยโปรตีนและแคลเซียม ซึ่งส่งผลต่อการเจริญเติบโตของเด็กทุกช่วงวัย โฟร์โมสต์จึงได้เปิดตัว

โครงการ ‘โฟร์โมสต์ส่งต่อรอยยิ้มให้เด็กไทยสู้ภัยโควิด-19’ ภายใต้ความร่วมมือกับมูลนิธิกระจกเงา เพื่อส่งมอบโภชนาการที่ดีจากน้ำนมโคคุณภาพไปยังเด็กและครอบครัวที่ได้รับความเดือดร้อนทั่วประเทศ โดยเราไม่เพียงมุ่งหวังให้เด็กไทยได้อิ่มท้องจากการส่งต่อความช่วยเหลือ แต่ยังตั้งเป้าให้เด็กไทยได้รับโภชนาการที่ดีเพื่อเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงวัยใด และสถานการณ์ใดก็ตาม ซึ่งสอดคล้องกับเป้าประสงค์ขององค์กรในการสนับสนุนให้ผู้คนทั่วโลกได้เข้าถึงโภชนาการที่ดียิ่งขึ้น”

นายเอกลักษณ์ หลุ่มชมแข ประธานมูลนิธิกระจกเงา กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลาการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 มูลนิธิกระจกเงา ในฐานะองค์กรไม่แสวงผลกำไร ได้ทำงานด้านการช่วยเหลือผู้คนให้เข้าถึงสิ่งจำเป็นพื้นฐานต่างๆ เพื่อสะท้อนเรื่องราวและความเป็นจริงในสังคม รวมถึงเป็นตัวกลางในการนำความช่วยเหลือต่างๆ ไปส่งต่อถึงมือผู้ที่ต้องการ

ทางมูลนิธิฯ จึงมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ โฟร์โมสต์ส่งต่อรอยยิ้มให้เด็กไทยสู้ภัยโควิด-19 ในการทำหน้าที่เป็นผู้ส่งต่อผลิตภัณฑ์นมโฟร์โมสต์จำนวน 1,000,000 กล่องไปถึงมือเด็กๆ และครอบครัวกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากโรคโควิด-19 ทั่วประเทศ โดยเรามีทีมงานอาสาสมัครที่สามารถเข้าถึงพื้นที่และชุมชนต่างๆ ที่มีผู้ต้องการความช่วยเหลือได้อย่างครอบคลุม จึงมั่นใจได้ว่านมทุกกล่องจะส่งถึงมือเด็กทุกคนและครอบครัวที่ได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน”

โดยโครงการดังกล่าวเป็นการสานต่อโครงการ ‘ปันนมปันน้ำใจร่วมต้านภัยโควิด-19’ ที่มอบผลิตภัณฑ์นมแก่โรงพยาบาลรัฐและศูนย์การแพทย์ 19 แห่งทั่วประเทศไปก่อนหน้านี้

พร้อมกันนี้ โฟร์โมสต์ได้เชิญชวนผู้บริโภคมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแบ่งปันและสร้างรอยยิ้มให้เด็กไทยในยามวิกฤต เพียงซื้อผลิตภัณฑ์นมยูเอชทีโฟร์โมสต์ ขนาดบรรจุ 170 มล. 180 มล. หรือ 225 มล. ทุกรสชาติ จำนวน 1 ลัง ระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม – วันที่ 9 กันยายน 2564 ผ่านโฟร์โมสต์ออนไลน์ (โฟร์โมสต์ เดลิเวอรี่) และช่องทางของร้านผู้จัดจำหน่ายที่ร่วมรายการ ได้แก่ ร้านค้าอย่างเป็นทางการโฟร์โมสต์ใน ช้อปปี้ และ ลาซาด้า

ผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายบนเว็บไซต์ เจดี เซ็นทรัล ในเซเว่นอีเลฟเว่น เทสโก้โลตัส บิ๊กซี ท็อปส์ แมคโคร และซีเจ มอร์ โดยทุกๆ การซื้อ 1 ลัง โฟร์โมสต์จะบริจาคผลิตภัณฑ์นมยูเอชที โฟร์โมสต์โอเมก้า 369 ขนาดบรรจุ 180 มล. จำนวน 1 ลังให้กับมูลนิธิกระจกเงา เพื่อนำไปแจกจ่ายให้กับเด็กและครอบครัวที่ได้รับความเดือดร้อน โดยตั้งเป้าหมายว่าภายในเดือนพฤศจิกายน 2564 เด็กไทยทั่วประเทศที่ประสบภัยจากโรคโควิด-19 จะต้องได้รับโภชนาการที่ดีจากน้ำนมโคธรรมชาติ 100% ซึ่งผลิตด้วยน้ำนมโคสดจากเกษตรกรโคนมไทย รวมทั้งสิ้น 1,000,000 กล่อง

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการส่งต่อน้ำใจและสร้างอนาคตที่ดีให้เด็กไทย ภายใต้โครงการ “โฟร์โมสต์ส่งต่อรอยยิ้มให้เด็กไทยสู้ภัยโควิด-19” ได้ตั้งแต่วันนี้ผ่านช่องทางการจัดจำหน่ายที่ร่วมรายการ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/ForemostThailand/ และสามารถรับชมวิดีโอโครงการได้ที่: วิดีโอ โฟร์โมสต์ส่งต่อรอยยิ้มให้เด็กไทยสู้ภัยโควิด-19

from:https://www.thumbsup.in.th/foremost-help-child-for-covid-19?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=foremost-help-child-for-covid-19

ทำไมบริษัทควรสำรองข้อมูล Google Workspace และ Microsoft 365 – วิธีไหนคุ้มค่าที่สุดในระยะสั้นและระยะยาว ?

จากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในตอนนี้ ทำให้หลาย ๆ องค์กรต้องเปลี่ยนรูปแบบการทำงานที่บริษัทเป็นการทำงานจากระยะไกลแทน ซึ่งอาจจำเป็นต้องหันไปพึ่งพาบริการด้านระบบคลาวด์ (Software-as-a-Service: SaaS) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น Google Workspace และ Microsoft 365 แต่ทราบกันหรือไม่ครับว่า การปรับใช้งานในระยะสั้นแบบนี้ องค์กรต่าง ๆ มักละเลยมาตรการด้านความปลอดภัยของคลาวด์จนทำให้ข้อมูลรั่วไหลและส่งผลเสียหายต่อบริษัท ดังนั้นเราจึงควรป้องกันเอาไว้ก่อนที่จะสายเกินไป

จากการสำรวจโดย Palo Alto Network พบว่า หลังจากแพร่ระบาดของโควิด-19 ในปี 2563 เป็นต้นมา บริการด้านระบบคลาวด์มีการใช้งานเพิ่มขึ้นจากองค์กรต่าง ๆ ทั่วโลกราว 20% และในขณะเดียวกัน สถิติด้านภัยคุกคามก็เพิ่มขยายตัวสูงถึง 188% ซึ่งมีออกข่าวให้เห็นอยู่บ่อยครั้งในช่วงปีที่ผ่านมา อันที่จริงต้องบอกว่า อาจไม่ใช่น่าเรื่องแปลกใจสักเท่าไหร่ เพราะบริษัทเหล่านี้มักนำข้อมูลที่มีความละเอียดอ่อนไปเก็บไว้บนคลาวด์ จึงตกเป็นเป้าการโจมตีของพวกแฮกเกอร์ไปโดยปริยาย และหากนับเฉพาะอีเมลที่เป็นภัยคุกคามแล้ว ช่วงหลังมีสถิติมากกว่า 16.7 ล้านฉบับ เพิ่มขึ้น 32% จากปี 2562

Trend Micro กล่าวว่า ปัญหานี้ยากที่จะแก้ไขได้ในระยะสั้น และยังเปิดเผยอีกด้วยว่า ในปี 2564 นี้ Microsoft Teams, SharePoint, Office 365 และ Exchange คือแอปบริการบนคลาวด์ที่มีความเสี่ยงจะตกเป็นเหยื่อของแรนซัมแวร์สูง อาจทำให้ต้องสูญเสียเงินจ่ายค่าไถ่ข้อมูลเป็นจำนวนมหาศาล บริษัทจึงควรงวางแผนและปรับใช้กลยุทธ์ด้านความปลอดภัยข้อมูลที่ครอบคลุมและน่าเชื่อถือเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดปัญหาเหล่านั้น หรืออย่างน้อยก็สามารถลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นได้

นอกจากนี้ ที่อันตรายต่อข้อมูลบนคลาวด์ไม่ได้มีเพียงแค่การโจมตีจากภายนอกเท่านั้นนะครับ เพราะ 95% ของการสูญเสียข้อมูลนั้นเกิดจากความผิดพลาดของพนักงาน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงจนน่าตกใจ ทั้งนี้อาจเกิดจากการลบข้อมูลโดยเจตนาหรือไม่เจตนา หรือแม้กระทั่งการคอนฟิกระบบที่ผิดพลาดของฝ่ายไอที หากไม่รีบทำการกู้คืนภายใน 25 – 30 วัน (ตามนโยบายการเก็บรักษาข้อมูลที่ถูกลบของผู้ให้บริการระบบคลาวด์) บริษัทจะสูญเสียข้อมูลนั้นไปอย่างถาวร ทางออกของปัญหานี้อาจทำได้ง่าย ๆ คือ การใช้วิธีจัดเก็บข้อมูลลงบนฮาร์ดแวร์แบบดั้งเดิม

แต่จากสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันที่มีการชะลอตัว ส่งผลให้องค์กรขนาดเล็กและขนาดกลางจำนวนมากจำต้องรัดเข็มขัดและลดงบประมาณด้านไอทีลง และเพราะการสำรองข้อมูลนั้นไม่ใช่บริการด้านไอทีที่สามารถแปลงเป็นรายได้ได้โดยตรง รวมถึงทรัพยากรของแผนกไอทีอื่น ๆ เช่นกัน จึงอาจต้องพิจารณาหลักการประเมิน เพื่อเลือกใช้งานโซลูชันการปกป้องข้อมูลบนคลาวด์ที่ตรงกับความต้องการ พร้อมกับการวางแผนด้านงบประมาณด้านไอทีให้ออกมาคุ้มค่าที่สุด ดังนี้

ข้อควรพิจารณาที่ 1 : กลไกการเรียกเก็บเงินสอดคล้องกับแผนงบประมาณสำรองระยะยาวหรือไม่ ?

โซลูชันการสำรองข้อมูลบนคลาวด์หรือที่เรียกง่าย ๆ ว่า SaaS ที่ใช้งานกันทั่วไปโดยส่วนใหญ่นั้น จะใช้ระบบสมัครสมาชิกระยะสั้นตามจำนวนของผู้ใช้งาน ซึ่งมีข้อดีคือ เป็นกลยุทธ์เบื้องต้นที่เริ่มต้นได้รวดเร็วมาก ๆ แต่ในทางตรงกันข้ามนั้นก็มีข้อเสียคือ ค่าใช้จ่ายในการสำรองข้อมูลที่สะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามการเติบโตขององค์กร จนสุดท้ายอาจสร้างความปวดหัวให้กับองค์กรเล็กและขนาดกลางได้

Synology บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลบนเครือข่าย ได้นำเสนอบริการ “Active Backup” เพื่อแก้ปัญหาข้างต้นนี้ ซึ่งจะเป็นแพ็กเกจซอฟต์แวร์สำรองข้อมูลบนคลาวด์สาธารณะที่ทำงานอูย่บนอุปกรณ์จำพวกหน่วยเก็บข้อมูลบนเครือข่าย (network-attached storage: NAS) โดยไม่ต้องเสียค่าลิขสิทธิ์หรือค่าธรรมเนียมการสมัครสมาชิกเป็นประจำเพิ่มเติมอีกในภายหลัง ถือเป็นการลงทุนกับฮาร์ดแวร์ที่ดูแล้วคุ้มค่า เพราะตราบใดที่พื้นที่จัดเก็บใน NAS ยังเหลือเพียงพอ องค์กรจะสามารถสำรองข้อมูลบนคลาวด์สาธารณะได้เรื่อย ๆ ช่วยแก้ปัญหางบประมาณด้านไอทีในระยะยาวได้อย่างอยู่หมัด

ข้อควรพิจารณาที่ 2 : ประสิทธิภาพการสำรองข้อมูล และพื้นที่จัดเก็บที่เพิ่มขึ้นมีต้นทุนแอบแฝงหรือไม่ ?

นอกเหนือจากกลไกการเรียกเก็บค่าบริการของโซลูชันการสำรองข้อมูลทั่วไปแล้ว การดำเนินการสำรองข้อมูลและประสิทธิภาพการใช้พื้นที่จัดเก็บของโซลูชันสำรองข้อมูลยังเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อต้นทุนรวมของการเป็นเจ้าของข้อมูลอีกด้วย

สำหรับข้อควรพิจาณาในเรื่องนี้ ทาง Synology กล่าวว่า ด้วยกลไกการจัดเก็บข้อมูลอินสแตนซ์ของ ที่ทำงานควบคู่ไปกับเทคโนโลยีการขจัดข้อมูลซ้ำซ้อนของ Active Backup บน NAS ของบริษัทฯ นั้น ทำให้องค์กรประหยัดค่าใช้จ่ายพื้นที่จัดเก็บข้อมูลได้มากที่สุดถึงเกือบ 70% เลยทีเดียว

ข้อควรพิจารณาที่ 3 : สามารถตอบสนองความต้องการของการขยายกำลังการผลิตในอนาคตได้หรือไม่ ?

ตามที่บอกไปแล้วในข้อควรพิจาณาที่ 1 ว่า ข้อมูลดิจิทัลจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นตามการเติบโตขององค์กร ดังนั้น นอกเหนือจากการรองรับปริมาณข้อมูลปัจจุบันที่เพียงพอแล้ว โซลูชันการสำรองข้อมูลยังต้องพิจารณาถึงอัตราการเติบโตของข้อมูลในอนาคตด้วยนั่นเองครับ

สำหรับเพื่อน ๆ คนไหนที่สนใจสามารถเข้าร่วมงานสัมมนาออนไลน์ Synology SaaS Backup Webinar สามารถเข้าร่วมได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ในวันที่ 18 สิงหาคม 2564 ตั้งแต่เวลา 14.00 – 15.30 น. ภายในงานนี้เพื่อน ๆ จะได้ความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับความรู้ด้านการวางแผนและกลยุทธ์การสำรองข้อมูลบนระบบคลาวด์ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับภาคธุรกิจ

  • ความสำคัญของการสำรองข้อมูลธุรกิจบนระบบคลาวด์และความท้าทายที่ต้องเผชิญ
  • กลยุทธ์การปกป้องข้อมูลบนระบบคลาวด์ด้วยโซลูชันสำรองและกู้คืนข้อมูลของ Synology ที่ใช้งานง่าย ไม่จำกัดจำนวนบัญชีที่สำรอง และไม่มีค่าใช้จ่าย License เพิ่มเติม
  • วิธีการปกป้องเวิร์กโหลด Google Workspace และ Microsoft 365 อย่างครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ

ลงทะเบียนงานเข้าร่วมงาน SaaS Backup Webinar : sy.to/nwgke (คลิก) | ดูรายละเอียดเพิ่มเติม sy.to/0hptf (คลิก)

from:https://droidsans.com/synology-saas-backup-webinar/

“ฮาคูโฮโด” เผยโควิด – วัคซีน – การเมือง ผลกระทบที่ทำให้คนไทยความสุขถดถอย

สถาบันวิจัยความเป็นอยู่ฮาคูโฮโด อาเซียน (ประเทศไทย) ร่วมกับ บริษัท โซซิอัส จำกัด เผยผลสำรวจการคาดการณ์พฤติกรรมผู้บริโภคไทยประจำเดือนสิงหาคม 2564 พบว่า คนไทยมีความสุขลดลง ซึ่งมีผลกระทบมาจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในระลอกที่สี่ ในขณะเดียวกัน มีการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นสวนทางกับสภาวะเศรษฐกิจที่ฝืดเคือง

โดยส่วนใหญ่เน้นใช้จ่ายในสิ่งที่จำเป็น รวมไปถึงการกักตุนอาหารเพื่อการดำรงชีพของตนเองและครอบครัวภายในบ้าน และวางแผนใช้จ่ายในช่วงเทศกาลวันแม่ สร้างความสุขเล็กๆ น้อยๆ เพื่อลดความตึงเครียดจากข่าวสารเรื่องวัคซีนโควิด ซึ่งเป็นประเด็นข่าวอันดับต้นๆ ที่ผู้คนสนใจไม่น้อยไปกว่าข่าวการเมืองและสถานการณ์ความเป็นไปในสังคมที่เข้มข้น รวมถึงหาแนวทางในการปรับตัวและดำเนินชีวิตให้อยู่รอดในช่วงนี้

นางสาวชุติมา วิริยะมหากุล ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจ สถาบันวิจัยความเป็นอยู่ฮาคูโฮโด อาเซียน (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่รุนแรงมากขึ้นในขณะนี้ ส่งผลให้ผู้บริโภคส่วนใหญ่ต้องใช้ชีวิตอยู่บ้านเป็นหลักโดยเฉพาะในพื้นที่ควบคุมสูงสุด และเพิ่มความรู้และทักษะในการหารายได้จากออนไลน์มากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ซึ่งจากการสำรวจพบว่าสังคมไทยส่วนใหญ่มีความวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัดว่า คนที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ และในจังหวัดพื้นที่สีแดงเข้ม มีความสุขลดลง 2% เมื่อเทียบจากผลสำรวจในช่วงเดือนมิถุนายน 2564 ที่ผ่านมา โดยมีข้อบ่งชี้สำคัญเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคอยู่ 2 ข้อ ได้แก่

  1. วางแผนการใช้เงินให้เกิดประโยชน์ และพัฒนาความสามารถในการหารายได้ คนไทยส่วนใหญ่ยังคงมีความระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอย โดยเน้นซื้อของที่คิดว่าจำเป็นก่อน เช่น ของใช้ในชีวิตประจำวัน และเครื่องใช้ภายในบ้าน รวมไปถึงมีการวางแผนใช้จ่ายล่วงหน้าพร้อมรับมือกับสถานการณ์โควิด ที่สำคัญคือ มีการปรับตัวในการดำรงชีพ ด้วยการเพิ่มความรู้และทักษะในการหารายได้ โดยโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์ ยังคงเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับทุกอาชีพในตอนนี้ เพื่อใช้ในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ จากออนไลน์ที่จะสามารถทำอะไรได้ด้วยตัวเองเพื่อความประหยัด
  2. คนกรุงเทพเน้นการใช้จ่ายเพื่อใช้ชีวิตที่สะดวกในบ้าน ในขณะที่คนต่างจังหวัดอยากจับจ่ายนอกบ้านมากขึ้น ถึงแม้จะมีความอัดอั้นตึงเครียดต่อเนื่อง แต่ก็ต้องการให้ชีวิตมีความสะดวกสบายเพิ่มขึ้น คนกรุงเทพและจังหวัดข้างเคียงจึงเน้นการซื้อสิ่งอำนวยความสะดวกในบ้าน เช่น เครื่องนอน เครื่องใช้ไฟฟ้า ในขณะที่ภาคเหนือและภาคตะวันออก ผู้คนอยากออกไปใช้ชีวิตนอกบ้าน มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการทานอาหารนอกบ้าน กิจกรรมกลางแจ้ง รวมไปถึงการท่องเที่ยว

เพราะสถานการณ์โควิดในภูมิภาคนั้นไม่รุนแรงเท่า อีกปัจจัยหนึ่งในการใช้จ่ายก็คือ เทศกาลวันแม่ นอกจากมีโอกาสพาแม่ไปทานอาหาร แล้วผู้คนยังวางแผนซื้อกระเป๋า รองเท้า และเครื่องประดับเป็นของขวัญในวันแม่อีกด้วย

โดยมีข้อเสนอแนะสองส่วนคือ

(1) การสื่อสารที่แตกต่างกันในพื้นที่เสี่ยง (โซนสีแดงเข้ม) เน้นสื่อสารแบบออนไลน์กับคนที่ต้องทำงาน รวมถึงการเรียนออนไลน์ที่บ้าน ส่วนในพื้นที่ควบคุม (โซนสีแดง-สีเหลือง-สีส้ม-สีเขียว) เน้นการสื่อสารทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ ให้เข้าถึงประชาชนที่ยังต้องเดินทางและใช้ชีวิตนอกบ้าน

(2) เน้นการสื่อสาร แบบแบ่งแยกตามกลุ่มที่มีความสนใจเน้นกิจกรรมในที่พักอาศัย การพัฒนาทักษะใหม่ ๆ เพื่อพึ่งพาและเพิ่มรายได้ให้กับตนเอง ซึ่งแบรนด์ยังคงสามารถช่วยเพิ่มความสุขให้กับประชาชนที่ต้องกักตัวอยู่ที่บ้านได้

ทางด้าน นางสาวอานันท์ปภา ศิริวรรณ ผู้อำนวยการสายงานวางแผนกลยุทธ์ บริษัท โซซิอัส จำกัด กล่าวว่า จากผลวิจัยในครั้งนี้ สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือ ปัญหาปากท้องของประชาชน ที่มองว่าไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีกต่อไปและต้องปรับตัวอย่างมากเพื่ออยู่รอด เมื่อดูจากพฤติกรรมผู้บริโภคทั้งในกลุ่มเสี่ยง (พื้นที่สีแดงเข้ม) และกลุ่มพื้นที่เสี่ยงในต่างจังหวัด (พื้นที่ควบคุม)

หากแบ่งตามภูมิภาคจะพบว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หลังจากภาครัฐประกาศล็อกดาวน์ทำให้ผู้คนต่างกลับภูมิลำเนาและวางแผนอยู่แบบระยะยาว ส่งผลให้มีแนวโน้มการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ทั้งนอกจากเครื่องอุปโภคบริโภคที่มากขึ้นแล้ว ยังรวมถึงค่าน้ำมันและยานพาหนะ และใช้จ่ายเกี่ยวกับที่พักอาศัยไม่ว่าจะเป็นการต่อเติมหรือตกแต่งบ้าน

หากจำแนกเป็นช่วงอายุ สำหรับวัย 20-39 ปี พบว่ามีความต้องการซื้อผลิตภัณฑ์ที่รองรับในช่วง Work from home เช่น ของตกแต่งบ้านและเฟอร์นิเจอร์ และในช่วงอายุ 50-59 ปี มีความต้องการสิ่งที่จำเป็นในชีวิตประจำวันเพื่อความสะดวกสบายและมีการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในเรื่องสุขภาพและความงามจากข้อมูลพบว่า 5 กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่คนไทยใช้จ่ายมากที่สุดในช่วงสถานการณ์ล็อกดาวน์ เป็นกลุ่มสินค้าที่เน้นอำนวยความสะดวกการใช้ชีวิตในบ้านเป็นหลัก ได้แก่

  • อาหาร 25%
  • ของใช้เป็นในประจำวัน 17%
  • โทรศัพท์มือถือและสมาร์ทโฟน 11%
  • อุปกรณ์คอมพิวเตอร์และแท็บเล็ต 6%
  • เสื้อผ้าและเครื่องประดับ 5%

จากแนวโน้ม “การคาดการณ์พฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคในประเทศไทยประจำเดือนสิงหาคม 2564” พบประเด็นที่น่าจับตาในบทวิเคราะห์นี้ คือประเด็นข่าวร้อนที่คนไทยติดตามและถูกพูดถึงมากที่สุด 3 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 ข่าวประเด็นสังคมที่เกี่ยวกับสถานการณ์โควิด-19 คิดเป็นร้อยละ 40 รองลงมาอันดับที่ 2 ข่าวที่รัฐบาลดำเนินการจัดสรรวัคซีนโควิด-19 ซึ่งเป็นความหวังของประชาชน ร้อยละ 24 เนื่องจากตัวเลขผู้ติดเชื้อยังคงสูงขึ้นต่อเนื่อง ประชาชนมีความแคลงใจในประสิทธิภาพของวัคซีน

และอันดับที่ 3 ข่าวกระแสสังคมการเมือง ร้อยละ 8 ที่หวังจะเห็นการทำงานที่มีความโปร่งใสของภาครัฐปรับเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้น ส่วนอันดับ 4 และ 5 ได้แก่ข่าวลุงพล-น้องชมพู่ และอุบัติเหตุรถ BMW Z4 และในอันดับที่ 6 ถึง 10 ยังคงเป็นข่าวเศรษฐกิจ การช่วยเหลือจากภาครัฐ หรือแม้กระทั่งการหารายได้ด้วยการเสี่ยงโชคจากหวยแม่น้ำหนึ่ง ที่จะช่วยเยียวยาสถานการณ์ด้านการเงิน รายจ่ายที่เพิ่มมากขึ้นของพวกเขาแทนการช่วยเหลือจากภาครัฐได้เบื้องต้น

ผลสำรวจครั้งล่าสุดในเดือนสิงหาคมนี้ ทางสถาบันวิจัยฯ ได้ทำการสำรวจทางออนไลน์ “การคาดการณ์พฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคในประเทศไทย” ทุก 2 เดือน ร่วมกันระหว่างสถาบันวิจัยความเป็นอยู่ฮาคูโฮโด อาเซียน (ประเทศไทย) กับบริษัทในเครือ มุ่งเน้นที่คาดการณ์แนวโน้มการบริโภคของคนไทยในอนาคต โดยผู้ร่วมตอบแบบสอบถามประกอบไปด้วยเพศชายและเพศหญิงจำนวน 1,200 คน อายุระหว่าง 20-59 ปี จาก 6 ภูมิภาคทั่วประเทศ

ผู้ที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทางเฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/hakuhodohillasean

from:https://www.thumbsup.in.th/hakuhodo-covid-survey?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=hakuhodo-covid-survey

ชมภาพถ่ายส่งตรงจากโอลิมปิก โตเกียว 2020 จากกล้องสมาร์ทโฟน S21 Series 5G

ชมภาพถ่ายส่งตรงจากโอลิมปิก โตเกียว 2020 ผ่านสุดยอดกล้องสมาร์ทโฟนซัมซุง สวย คมชัด จัดเต็มทุกมุมมอง ภาพที่ออกมานั้น แทบไม่น่าเชื่อเลยว่าจะถ่ายทำได้ผ่านสมาร์ทโฟนแค่เพียงเครื่องเดียว ซัมซุง ในฐานะผู้ให้บริการอุปกรณ์สื่อสารแบบไร้สายแต่เพียงผู้เดียวในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกและพาราลิมปิก ยังได้จับมือกับช่างภาพมืออาชีพจาก Getty ใช้สมาร์ทโฟนที่มาพร้อมกล้องที่ดีที่สุดในตระกูล Galaxy อย่าง Samsung Galaxy S21 Series 5G ในการบอกเล่าเรื่องราวผ่านภาพถ่ายที่จะสะท้อนจิตวิญญาณของการแข่งขันของเหล่านักกีฬาให้กับทุกคนทั่วโลกได้เห็นผ่านทาง Virtual Samsung Galaxy Tokyo 2020 Media Center อีกด้วย โดยภาพจะเป็นอย่างไรไปติดตามชมกันได้จากภาพบางส่วนเหล่านี้

#withGalaxy ภาพ ชอย โซกิว และโซว ซอนแจ” นักกีฬาแบดมินตันชายคู่จากเกาหลีใต้(ถ่ายภาพโดย Mark Metcalfe / Getty Images for Samsung)
#withGalaxy ภาพ ชอย โซกิว และโซว ซอนแจ” นักกีฬาแบดมินตันชายคู่จากเกาหลีใต้(ถ่ายภาพโดย Mark Metcalfe / Getty Images for Samsung)

ด้วยฟีเจอร์ที่โดดเด่น 8K Video Snap เพื่อแคปเจอร์ภาพจากวิดีโอให้เป็นรูปถ่ายคุณภาพสูง โดยไม่พลาดช็อตสำคัญฟีเจอร์ Single Take เพื่อภาพถ่ายที่ดีที่สุดจากการถ่ายเพียงครั้งเดียว และด้วยเซนเซอร์ Bright Night เวอร์ชั่นใหม่ เพื่อการถ่ายภาพในสภาวะแสงน้อยให้ได้ภาพที่มีสีสันสดใส สะท้อนความมีชีวิตชีวาในยามค่ำคืนได้ 

#withGalaxy ภาพ อัน เซยอง” นักกีฬาชาวเกาหลีใต้ ขณะแข่งขันแบดมินตันหญิงเดี่ยวกับดอร์คาส อาโจเก้ อาเดโซคาน ชาวไนจีเรีย(ถ่ายภาพโดย Mark Metcalfe / Getty Images for Samsung)
#withGalaxy ภาพ คิม ยอนคยอง” นักกีฬาวอลเลย์บอลชาวเกาหลีใต้ ในการแข่งขันกับประเทศเคนย่า(ถ่ายภาพโดย Mark Metcalfe / Getty Images for Samsung
#withGalaxy ภาพ คิม ยอนคยอง” นักกีฬาวอลเลย์บอลชาวเกาหลีใต้ ในการแข่งขันกับประเทศเคนย่า(ถ่ายภาพโดย Mark Metcalfe / Getty Images for Samsung
#withGalaxy ภาพการตกแต่งภายในโอลิมปิก สเตเดียม เมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ก่อนงานพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ
ภาพมุมกว้างแบบ Ultra Wide (ถ่ายภาพโดย Mark Metcalfe / Getty Images for Samsung)
#withGalaxy ภาพบรรยากาศพิธีเปิดกีฬาโอลิมปิก โตเกียว ณ โอลิมปิก สเตเดียม เมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น
ด้วยเซนเซอร์ 
Bright Night เวอร์ชั่นใหม่ เพื่อการถ่ายภาพในสภาวะแสงน้อยให้ได้ภาพที่มีสีสันสดใส สะท้อนความมีชีวิตชีวาในยามค่ำคืนได้
(ถ่ายภาพโดย Mark Metcalfe / Getty Images for Samsung)

Galaxy S21 I S21+ I S21 Ultra 5G ออกแบบมาเพื่อยกระดับประสบการณ์การทำคอนเทนต์ ให้เก็บทั้งภาพและวิดีโอได้คุณภาพสูงดั่งมืออาชีพ (All-new Intelligent Camera) ถ่ายรูปสวย ครบทุกสีสัน ผ่านเซ็นเซอร์กล้องใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในซัมซุง กาแลคซี่

พร้อมแต่งภาพได้มากกว่าโดยไม่เสียรายละเอียด กับไฟล์ภาพแบบ Raw 12-bit มาตรฐาน D.S.L.R การถ่ายวิดีโอระดับ HDR10+ คมชัดทุกสภาพแสง รวมถึง Single Take ถ่าย 1 ได้ถึง 10 พร้อมลงทุกแพลตฟอร์ม ไม่ต้องตัดต่อเพิ่ม และ Space Zoom เวอร์ชั่นใหม่ ไกลแค่ไหนก็ใกล้ ด้วย 100x Space Zoom และ คมชัดมากกว่าด้วย Zoom lock

มาร่วมติดตามและให้กำลังใจเหล่านักกีฬา พร้อมชมภาพต่างๆ จาก #withGalaxy ได้ทางhttps://www.samsunggalaxymediacenter.com/

ข่าว: ชมภาพถ่ายส่งตรงจากโอลิมปิก โตเกียว 2020 จากกล้องสมาร์ทโฟน S21 Series 5G มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.
from:https://www.appdisqus.com/see-photos-from-the-tokyo-2020-olympics-from-the-s21-series-5g-smartphone-camera/

เสียวหมี่ ขึ้นสู่อันดับ 338 บนฟอร์จูนโกลบอล 500 ที่มีอัตราการเติบโตเร็วที่สุด

เสียวหมี่ก้าวขึ้นสู่อันดับ 338 บนฟอร์จูนโกลบอล 500 เป็นองค์กรที่เติบโตเร็วที่สุดในปี 2021 ในหมวดหมู่อินเทอร์เน็ตและการค้าปลีก การเปิดตัวผลิตภัณฑ์รุ่นพรีเมียม การขยายธุรกิจในตลาดต่างประเทศและแผนการค้าปลีกแบบใหม่ช่วยผลักดันการเติบโต โดยเสียวหมี่อยู่ในรายชื่อฟอร์จูน 500 เป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน โดยในปีนี้เสียวหมี่อยู่ในอันดับที่ 338 ซึ่งก้าวขึ้นมาจากอันดับที่ 422 ในปีก่อนหน้าถึง 84 อันดับ และการเติบโตนี้ยังส่งผลให้เสียวหมี่เป็นบริษัทในรายชื่อฟอร์จูน 500 ที่มีอัตราการเติบโตเร็วที่สุดในหมวดหมู่อินเทอร์เน็ตและการค้าปลีกอีกด้วย

ตามบันทึกรายงานรายรับของเสียวหมี่ ในปี 2563 เสียวหมี่มีรายรับอยู่ที่ 245.9 พันล้านหยวน ส่งผลให้เสียวหมี่ถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 338 ของบริษัทที่อยู่ในรายชื่อฟอร์จูนโกลบอล 500 ประจำปี 2564 โดยอัตราการเติบโตของเสียวหมี่ยังคงสูงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในแง่รายรับและกำไรสุทธิซึ่งสูงกว่าการคาดการณ์เป็นอย่างมาก  โดยรายรับประจำไตรมาสที่ 1/2564 ของเสียวหมี่อยู่ที่ 76.9 พันล้านหยวน เติบโตขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึงร้อยละ 54.7 นอกจากนี้ กำไรสุทธิของไตรมาสเดียวกันยังอยู่ที่ 6.1 พันล้านหยวน ซึ่งสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าร้อยละ 163.8 การเติบโตของเสียวหมี่เป็นผลจากการขยายตลาดเข้าสู่ตลาดระดับไฮ-เอ็น การเติบโตอย่างรวดเร็วในตลาดต่างประเทศ และการพัฒนารูปแบบใหม่สำหรับธุรกิจค้าปลีก

มร.เหลย จุน ผู้ก่อตั้ง ประธาน และผู้บริหารสูงสุดของเสียวหมี่ กล่าวว่า “หากเปรียบเทียบกับความสำเร็จที่ผ่าน ๆ มา ผมมุ่งเน้นไปยังการเติบโตทางด้านศักยภาพของพวกเรามากขึ้น เสียวหมี่ยังคงเป็นบริษัทที่ใหม่มากแต่ก็เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจมากมาย ผมอยากที่จะขอบคุณแฟน ๆ ของเสียวหมี่ทั่วโลกอย่างใจจริง เพราะแรงสนับสนุนที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงของพวกเขาที่ทำให้เสียวหมี่ของเรามีชีวิตชีวาและเต็มไปด้วยพลังเสมอมา ผมคิดว่านี่ยังไม่ถึงขีดจำกัดของเสียวหมี่และผมมั่นใจว่าผู้คนจะต้องได้เห็นเสียวหมี่ในรูปแบบที่ทั้งแข็งแรงและมีพลังมากขึ้นกว่าเดิมในอนาคต และเราจะต้องไปถึงสถิติที่โดดเด่นกว่าเดิมบนฟอร์จูน โกลบอลในปีหน้าอย่างแน่นอน”

เสียวหมี่มุ่งเน้นไปที่เทคโนโลยีหลักต่าง ๆ ที่ช่วยยกระดับประสบการณ์การของผู้ใช้ อีกทั้งยังช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งในตลาดไฮ-เอ็นด้วยสมาร์ทโฟนตระกูล Mi 10 และ Mi 11 โดยในไตรมาสที่ 1/2564 ยอดการจัดส่งสมาร์ทโฟนระดับโลกของเสียวหมี่ที่มีราคาตั้งแต่ 3 พันหยวนขึ้นไป ในจีนแผ่นดินใหญ่ หรือตั้งแต่ 300 ยูโรขึ้นไปในตลาดโลก มีจำนวนสูงเกินกว่า 4 ล้านเครื่อง 

การขยายตลาดของเสียวหมี่ทั่วโลกยังช่วยส่งเสริมอัตราการเติบโตในภาพรวมอีกด้วย โดยเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม ที่ผ่านมา เสียวหมี่ประกาศว่าบริษัทฯเป็นผู้ผลิตสมาร์ทโฟนอันดับที่ 2 ของโลก อ้างอิงจากจากรายงานของ Canalys โดยมีส่วนแบ่งการตลาดวัดจากยอดการส่งมอบสมาร์ทโฟนที่ร้อยละ 17 ซึ่งสูงกว่า Apple นอกจากนี้ในตลาดสากลต่าง ๆ เสียวหมี่มีอัตราการเติบโตปีต่อปีถึงร้อยละ 300 ในตลาดละตินอเมริกา ร้อยละ 150 ในตลาดแอฟริกา และมากกว่าร้อยละ 50 ในตลาดยุโรปตะวันตก สมาร์ทโฟนของเสียวหมี่วางจำหน่ายในกว่า 100 ตลาดทั่วโลก เป็นผู้นำตลาดในอย่างน้อย 12 ตลาด อีกทั้งยังเป็นแบรนด์ที่มีส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 2 ในยุโรป และยังเป็นผู้นำตลาดสมาร์ทโฟนของประเทศอินเดียมาอย่างต่อเนื่องถึง 15 ไตรมาส 

เมื่อกล่าวถึงด้านการค้าปลีกรูปแบบใหม่ ร้านค้าปลีกของผลิตภัณฑ์เสี่ยวหมี่นั้นมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมากตั้งแต่ปี 2563  โดย ณ สิ้นเดือนเมษายน 2564 นั้น จีนแผ่นดินใหญ่มีร้านเสียวหมี่ (Mi Stores) มากกว่า 5,500 สาขา และเสี่ยวหมี่ยังมีร้านเสี่ยวหมี่อีกกว่า 1 พันแห่งทั่วโลก  โดยเสียวหมี่กำลังขยายช่องทางค้าปลีกของตนไปทั่วทุกมุมโลก เสียวหมี่ยังคงลงทุนด้านการวิจัยและการพัฒนา รวมไปถึงด้านบุคลากรอย่างต่อเนื่อง โดยมีโครงสร้างการตอบแทนใหม่ๆมากมายสำหรับทีมงานด้านการวิจัยและพัฒนา อีกทั้งยังขยายโครงการเสียวหมี่สมาร์ทแฟกทอรี่ไปสู่เฟส 2 ด้วย   มร. เหลย จุน กล่าวในโอกาสครบรอบ 10 ปีของเสียวหมี่ว่า “ในทศวรรษหน้า เสียวหมี่จะเป็นแรงขับเคลื่อนรายใหม่ในอุตสาหกรรมการผลิต” โดยระบบการผลิตแบบอัจฉริยะจะกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยที่เป็นจุดแข็งในการแข่งขันของเสียวหมี่ 

นอกเหนือจากการเป็นผู้นำตลาดสมาร์ทโฟน อุปกรณ์ AIoT และอุตสาหกรรมการผลิตแบบอัจริยะ เสียวหมี่ยังพร้อมจะก้าวเข้าสู่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าฉัจริยะ โดยเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เสียวหมี่ได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าจะก่อตั้งบริษัทลูกบริษัทใหม่เพื่อบริหารจัดการธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ โดยมี มร.เหลย จุน เป็นผู้บริหารสูงสุด และจะลงทุนอย่างน้อย 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายใน 10 ปีข้างหน้า โดยเงินลงทุนก้อนแรกจะอยู่ที่ 10 ล้านหยวน โดยเสียวหมี่มีเป้าหมายจะผลักดันรถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะให้เป็นหนึ่งในธุรกิจที่ช่วยส่งเสริมการเติบโตให้กับบริษัทฯ  

ข่าว: เสียวหมี่ ขึ้นสู่อันดับ 338 บนฟอร์จูนโกลบอล 500 ที่มีอัตราการเติบโตเร็วที่สุด มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.
from:https://www.appdisqus.com/xiaomi-rose-to-338th-place-on-the-fastest-growing-fortune-global-500/

พบจักรวาลแก็ดเจ็ตจาก หัวเว่ย ในแคมเปญ Shopee 8.8 Crazy Flash Sale

หัวเว่ย (HUAWEI) พร้อมเปิดจักรวาลแก็ดเจ็ต ในแคมเปญ Shopee 8.8 Crazy Flash Sale  ให้สาวกได้สรรหาไอเท็มเด็ดในราคาโดนๆ เพื่อครีเอทกิจกรรมสนุกๆ ไว้คลายเหงา คลายกังวล และไม่ต้องทนกับความเบื่ออีกต่อไป มาท่องจักรวาลแห่งแก็ดเจ็ตและไอเท็มเด็ดจาก HUAWEI ได้อย่างเต็มเหนี่ยว ในแคมเปญ Shopee 8.8 Crazy Flash Sale ที่พร้อมมอบดีลดีราคาโดนๆ กับส่วนลดสูงสุดถึง 50% โค้ดส่วนลดเพิ่ม 250 บาท และสิทธิ์ความคุ้มค่าอีกมากมาย เมื่อชำระเงินผ่าน ShopeePay ระหว่างวันที่ 5 – 7 สิงหาคมนี้เท่านั้น!!

เปลี่ยนประสบการณ์ Work From Home ให้เป็นเรื่องง่ายๆ ด้วย HUAWEI MateBook D15 i3

 

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ต้องพบเจอกับปัญหาในการทำงานจากที่บ้าน ไม่ว่าจะเป็นทั้งอุปกรณ์ โต๊ะ เก้าอีที่ไม่อำนวยต่อการนั่งทำงาน แถมยังต้องมาปวดหัวจากการเพ่งเล็งหน้าจอที่ไม่เหมาะสมกับการอ่านตัวอักษรละเอียดๆ และการประชุมทั้งวัน แนะนำเลยว่าต้องรีบหาผู้ช่วยชั้นดีอย่าง HUAWEI MateBook D15 i3 ที่ให้คุณเห็นชัดเต็มตากับหน้าจอ IPS 15.6” HUAWEI FullView Display ช่วยผ่อนคลายสายตาไม่ให้เหนื่อยล้าเกินไปกับเทคโนโลยี Flicker-Free และ Reduced Blue Light ที่ได้รับการรับรองจาก TÜV Rheinland ให้ผู้ใช้งานสบายตาและเห็นทุกอย่างคมชัดทุกช่วงเวลา ลดปัญหาขอบจอรบกวนด้วยขนาดขอบจอที่บางลงเหลือเพียง 5.3 มม. หรือรู้สึกเปลี่ยนมุมทำงานอุดอู้ในห้อง มานั่งชิลล์อยู่ริมระเบียงเพื่อค้นหาแรงบันดาลใจก็ทำได้ง่ายนิดเดียวด้วยคุณสมบัติที่พกพาสะดวก เคลื่อนย้ายง่าย กับความหนาเพียง 16.9 มม. และน้ำหนักเบาเพียง 1.56 กก. มาพร้อมกับดีไซน์โดดเด่น ตัวเครื่องดูเรียบหรูและแข็งแรง พร้อม สำหรับการใช้งานที่หลากหลายในทุกๆ เวลา พร้อมให้เป็นเจ้าของในราคาเพียง 16,990 บาท

พร้อมคิลทุกสนามรบกับเกมมิ่งดีไวซ์ระดับเทพ HUAWEI Nova 8i

แน่นอนว่าในช่วงการกักตัวอยู่บ้านแบบนี้ เป็นช่วงที่เหล่าเกมเมอร์ต้องมุ่งมั่นปั่นเลเวลหรือจัดแมทช์แข่งขันกับเหล่าแกงค์ที่ไม่ได้เจอหน้ากันมานานอย่างแน่นอน ดังนั้นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลย คงจะเป็นสมาร์ทโฟนสเปคเทพสักเครื่อง ที่ช่วยให้ประสบการณ์เกมมิ่งของคุณลื่นหัวแตก คิลแหลก ไม่มีแลค กับ HUAWEI Nova 8i สมาร์ทโฟนสุดล้ำที่จะนำประสบการณ์เล่นเกมแบบสมจริงมาให้ ด้วยเสาอากาศที่ติดตั้งอยู่ในสมาร์ทโฟน พร้อมความเร็วในการตอบสนองต่อการกดของหน้าจอที่ 180-Hz ทำให้เล่นเกมได้อย่างไหลลื่น ไม่ว่าจะเล่นในแนวตั้งหรือแนวนอน เล่นได้อย่างต่อเนื่องด้วยสัญญาณที่เสถียร พร้อมโหมด Do Not Disturb ให้สามารถเล่นเกมได้โดยไม่มีอะไรมารบกวนทั้งจากสายเรียกเข้าหรือข้อความ เห็นเต็มตากับหน้าจอ HUAWEI Edgeless Display ขนาด 6.67นิ้ว รับชมแบบไร้ขอบ เพลิดเพลินได้ไม่สิ้นสุด รองรับการชาร์จไวด้วย HUAWEI SuperCharge 66 W เต็มเร็วทันใจ พร้อมทุกการใช้งาน ห้ามพลาดในราคาพิเศษเพียง 9,990

เต็มอิ่มทุกอรรถรสของหนังดี ซีรี่ย์เด็ดกับแท็ปเล็ต HUAWEI MatePad 11

เสริมประสบการณ์การแห่งการดื่มด่ำกับหนังดี ซีรี่ย์ดังบนสตรีมมิ่งแพลทฟอร์มได้อย่างล้ำลึกมากยิ่งขึ้น ด้วยนวัตกรรมจากแท็ปเล็ตชั้นน้ำอย่าง HUAWEI MatePad 11 ที่มาพร้อมหน้าจอรีเฟรชเรตสูงถึง 120 Hz ช่วยให้ภาพดูสมูท รายละเอียดดูสมจริง เต็มอารมณ์ไม่ว่าจะดูภาพยนตร์หรือภาพเคลื่อนไหวในแบบต่างๆ พร้อมให้สีสันสดใสและเต็มอิ่มยิ่งกว่าด้วยขอบเขตของสี DCI-P315 ผ่านผลการรับรอง TÜV Rheinland Dual Certification ช่วยถนอมสายตาและลดแสงสีฟ้า โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนโหมดแสดงผลหน้าจอและปรับสี ให้ผู้ใช้งานไม่ต้องคอยหรี่ตากับแสงจ้าอีกต่อไป พร้อมสัมผัส พลังเสียงคุณภาพเยี่ยมด้วยลำโพงแบบ Quad-Speaker และระบบเสียง Quad-Channel ที่จะมอบประสบการณ์คุณภาพเสียงอีกระดับในมือคุณ และด้วยเทคโนโลยี Frame Rate Adaptation ทำให้สามารถใช้งานตลอดวัน โดยไม่ต้องกังวล กับความบันเทิงแบบเช้าจรดค่ำด้วยความสามารถในการเล่นวิดีโอต่อเนื่องนาน 12 ชั่วโมง   จัดจำหน่ายในราคาเริ่มต้นเพียง 15,990 บาท เท่านั้น

เพลิดเพลินไปกับทุกอารมณ์เสียงกับ HUAWEI Freebuds 4

มาผ่อนคลายอารมณ์ไปกับเพลงเพราะๆ หรือจะประเทืองปัญญากับการฟังพอดแคสต์รายการโปรด ผ่านหูฟังเทคโนโลยีเยี่ยมอย่าง HUAWEI Freebuds 4 ที่มาพร้อมระบบตัดเสียงรบกวน Open-Fit Active Noise Cancellation 2.0 พร้อมกับเทคโนโลยี Adaptive Ear-Matching เพื่อตรวจจับรูปร่างหูและวิธีการสวมใส่ ให้ผู้ใช้งานดำดิ่งกับคุณภาพเสียงแบบไฮเรส และด้วยดีไซน์แบบ Open-Fit ที่คอยปรับแรงดันอากาศในหูทั้งสองข้างให้สมดุล ทำให้มั่นใจได้ว่า จะยังคงได้ยินเสียงรอบข้างที่จำเป็นเพื่อความปลอดภัย พร้อมมอบประสบการณ์การสวมใส่สุดสบายแม้ใช้งานต่อเนื่องหลายชั่วโมง พร้อมให้เป็นเจ้าของในราคาสบายๆ เพียง 4,999 บาท

แม้กักตัวอยู่บ้าน แต่ก็อย่าลืม Stay Active กับการออกกำลังกายด้วย HUAWEI Band 6

เหล่าสายแอคทีฟทั้งหลายที่มักจะต้องหาเวลาเข้าไปสังสรรค์กับเพื่อนฝูงในยิมหรือวิ่งที่สวนสาธารณะทุกๆ เย็น คงจะประสบปัญหาในการออกกำลังกายให้มีประสิทธิภาพเท่าเดิมในช่วงล็อกดาวน์นี้ สิ่งสำคัญ สิ่งสำคัญต้องมีผู้ช่วยในการจัดเก็บ วิเคราะห์ และแสดงข้อมูล อย่าง สมาร์ทวอทช์อัจฉริยะ HUAWEI Band 6 ที่มาพร้อมหน้าจอแสดงผลแบบ FullView AMOLED ขนาด 1.47 นิ้วที่ใหญ่ขึ้นอีก 148% และขอบจอบางเฉียบ รวมคุณภาพขั้นสุดไว้ในหน้าจอความละเอียดสูง 194 x 368 กับ 282 PPI นอกจากหน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่และชัดมากขึ้น ยังสามารถปรากฏให้เห็นข้อมูลที่ผู้ใช้งานต้องการได้มากขึ้น อาทิ สถิติการออกกำลังกาย การตรวจวัดอัตราการเต้นของหัวใจที่ให้รายละเอียดได้ดีเยี่ยมยิ่งขึ้น สะดวกกว่าเดิมด้วยความสามารถในการควบคุมหน้าจอทั้ง 4 ทิศทางได้อย่างอิสระ นอกจากนี้ยังมีระบบตรวจจับ SpO2 ในตัวเครื่อง ที่สามารถตรวจจับได้ตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน พร้อมสั่นเตือนทันทีเมื่อปริมาณค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดลดต่ำเกินไป ไร้กังวลเรื่องแบตเตอรี่หมดกลางคัน เพราะสามารถใช้งานได้ยาวนานถึง 14 วันสำหรับการใช้งานทั่วไป ผู้สนใจสามารถเป็นเจ้าของได้ในราคาเพียง 1,299 บาท

ติดตามรายละเอียดกิจกรรมและดีลปังๆ ที่จัดมาให้ตลอดปีของ Huawei Official Store บน Shopee Mall ได้ที่ https://shopee.co.th/huawei_official_store

ข่าว: พบจักรวาลแก็ดเจ็ตจาก หัวเว่ย ในแคมเปญ Shopee 8.8 Crazy Flash Sale มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.
from:https://www.appdisqus.com/gadgets-from-huawei-shopee-8-8-crazy-flash-sale/

มีแล้ว! กับฟิล์มหน้าจอที่ฆ่าเชื้อโควิด-19 ได้เป็นครั้งแรกของประเทศไทย

ลีฟคลีน เทคโนโลยี จับมือกับบริษัทโคเวอร์แมท และบริษัท แอคลีฟ จากประเทสเกาหลีใต้ ร่วมมือพัฒนาผลิตภัณฑ์ “ซีทัช แอคลีฟ” ฟิล์มฆ่าเชื้อไวรัสและแบคทีเรียสำหรับหน้าจอมือถือและหน้าจอทัชสกรีน มีผลรับรองการฆ่าเชื้อ Human Coronavirus ได้มากกว่า 99.99% และได้รับรองจาก FDA ประเทศสหรัฐอเมริกา พร้อมเปิดตัวครั้งแรกในประเทศไทย เริ่มจำหน่ายทั่วประเทศ ต้นเดือน สิงหาคมนี้

โดยหลักการทำงานของ ซีทัช แอคลีฟ เมื่อมีเชื้อไวรัสตกลงบนแผ่นซีทัช ส่วนประกอบของสมาร์ทนาโนไอออนที่อยู่ภายในแผ่นซีทัชจะทำปฏิกิริยากับแอคทีฟออกซิเจน (Active Oxygen) เข้าไปทำลายผนังเซลล์และโปรตีนของเชื้อโรคจากด้านใน ทำให้เชื้อโรคสูญเสียอาหารและน้ำ โครงสร้างของเชื้อจะถูกทำลายโดยสมบูรณ์ในระดับอาร์เอ็นเอ (RNA) และดีเอ็นเอ (DNA) ทำให้แผ่นฟิล์ม ซีทัชแอคลีฟ สะอาดและปลอดภัยตลอดเวลา ทั้งยังได้เพิ่มประสิทธิภาพ Double Protection นอกจากด้านหน้าแล้วยังมีแผ่นฆ่าเชื้อติดตั้งด้านหลังมือถือ ซึ่งช่วยฆ่าเชื้อบนมือขณะสัมผัสมือถือด้วยเช่นกัน

ซีทัชแอคลีฟ ได้รับรองมาตรฐานจาก FDA ประเทศสหรัฐอเมริกา และยังมีผลการทดสอบรับรองประสิทธิภาพการฆ่าเชื้อโคโรน่าไวรัส จากสถานบัน ฟอนเดเรฟาร์ (FONDEREPHA) ประเทศฝรั่งเศส สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้เป็นอย่างดี โดย ซีทัช แอคลีฟ ได้รับการรับรองผลการทดสอบผลิตภัณฑ์จากสถาบัน ฟอนเดเรฟาร์ (FONDEREPHAR) ประเทศฝรั่งเศส ว่าสามารถฆ่าเชื้อโคโรน่าไวรัสได้ถึง 99.9% และฆ่าเชื้อเร็วกว่าแผ่นทองแดงถึง 240 เท่า มีอายุการใช้งานยาวนานถึง 1 ปี รวมถึงยังมีคุณสมบัติพิเศษที่สัมผัสลื่น ไม่มีเงาสะท้อน ไม่มีรอยนิ้วมือ ป้องกันการเกิดรอย และป้องกันการแตกของหน้าจอจากการกระแทกอีกด้วย

สำหรับ ซีทัช แอคลีฟ ฟิล์มหน้าจอมือถือฆ่าเชื้อโควิด-19 มีกำหนดการวางจำหน่ายพร้อมกันครั้งแรกในประเทศต้นเดือนสิงหาคม โดยจะเริ่มต้นจากไอโฟนรุ่น 12Pro Max, 12/12 Pro, และไอโฟน 11 ก่อนที่จะเตรียมขยายตลาดครอบคลุมทุกรุ่นภายในไตรมาศที่ 4 โดยราคาจำหน่ายปกติอยู่ที่ 1,099 บาท พิเศษช่วยคนไทยลดการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 จะลดราคาเหลือเพียง 790 บาท

ข่าว: มีแล้ว! กับฟิล์มหน้าจอที่ฆ่าเชื้อโควิด-19 ได้เป็นครั้งแรกของประเทศไทย มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.
from:https://www.appdisqus.com/z-touch-covid-19-display-film/

AIS ควง “น้องเทนนิส” Hero เหรียญทอง โอลิมปิก 2020 เข้าสู่ AIS Family ในฐานะแบรนด์แอมบาสเดอร์

AIS ตอกย้ำความเป็นที่ 1 ตัวจริง ต้อนรับ “น้องเทนน […] More

from:https://www.iphonemod.net/ais-5g-tennis-gold-medalist-join-brandambassador-pr.html