คลังเก็บป้ายกำกับ: POLICY

ลดอัตราการว่างงาน! รัฐบาลสิงคโปร์สมทบเงินเดือนเพิ่มให้ ถ้าหากบริษัทจ้างงานแรงงานในประเทศ

รัฐบาลสิงคโปร์ออกนโยบายจูงใจให้บริษัทต่างๆ รับแรงงานชาวสิงคโปร์เข้าทำงาน โดยสมทบเงินเดือนเพิ่มให้ นโยบายดังกล่าวนี้รัฐบาลสิงคโปร์เองหวังว่าจะลดปัญหาการว่างงานที่เพิ่มมากขึ้นในรอบ 10 ปีนี้ได้

Singapore Street ถนนในสิงคโปร์
ภาพจาก Shutterstock

รัฐบาลสิงคโปร์เตรียมเงินไว้มากถึง 1,000 ล้านเหรียญสิงคโปร์ หรือราวๆ 22,500 ล้านบาท สำหรับสมทบเงินเดือนให้กับบริษัทต่างๆ เป็นระยะเวลา 6 เดือน ถ้าหากมีการจ้างแรงงานชาวสิงคโปร์ หลังจากที่สิงคโปร์ประสบปัญหาจาก COVID-19 ส่งผลต่อสภาพเศรษฐกิจ ตามมาด้วยปัญหาที่บริษัทต่างๆ ต้องเลิกจ้างงาน ทำให้อัตราว่างงานในสิงคโปร์เพิ่มมากขึ้น

บริษัทต่างๆ ที่จ้างแรงงานชาวสิงคโปร์อายุต่ำกว่า 40 ปี รัฐบาลจะจ่ายเงินสมทบให้อีกสูงสุดเดือนละ 1,500 เหรียญสิงคโปร์ และสมทบสูงสุดมากถึง 3,000 เหรียญสิงคโปร์ ถ้าหากจ้างแรงงานที่มีอายุมากกว่า 40 ปี ไม่เพียงแค่นั้น ถ้าหากบริษัทมีการจ้างพนักงงานชาวสิงคโปร์มากขึ้น รัฐบาลก็จะสมทบเงินพิเศษเพิ่มขึ้นไปอีก

ในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลสิงคโปร์ได้ให้ความสำคัญในการจ้างงานของชาวสิงคโปร์อย่างมากในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากปัญหาสภาวะเศรษฐกิจ ทำให้มีชาวสิงคโปร์เองต้องตกงาน ส่งผลต่ออัตราการว่างงานของสิงคโปร์ที่เพิ่มสูงขึ้นมาอยู่ที่ 2.9% มากที่สุดในรอบ 10 ปี

การออกนโยบายดังกล่าวนั้นรัฐบาลตั้งเป้าที่จะทำให้มีการจ้างแรงงานชาวสิงคโปร์ที่มีฝีมือดีแต่ได้รับผลกระทบจากการเลิกจ้างงานในช่วง COVID-19 อย่างไรก็ดีนโยบายนี้เองก็กระทบต่อแรงงานชาวต่างชาติที่หางานอยู่ในสิงคโปร์ด้วยเช่นกัน

สำหรับคุณสมบัติของบริษัทที่จะเข้าร่วมโครงการนี้ได้จะต้องเปิดบริษัทก่อนวันที่ 16 สิงหาคมที่ผ่านมา และจะได้รับเม็ดเงินสนับสนุนนี้จนถึงช่วงเดือนมีนาคมในปี 2021

ที่มา – FMT, Today Online

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/sg-gov-new-policy-hire-more-locals-get-more-incentive-6-sep-2020/

สว. สหรัฐ ผ่านร่างเพิกถอนบริษัทต่างชาติออกจากตลาดหลักทรัพย์ได้ กระทบหุ้นบริษัทจีนทันที

วุฒิสภาสหรัฐฯ ผ่านร่างกฎหมายที่สามารถเพิกถอนบริษัทต่างชาติออกจากตลาดหุ้นได้ทันที ซึ่งกระทบกับบริษัทจีนหลายๆ บริษัทที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ทันที

New York Stock Exchange Trading Floor
ภาพจาก Shutterstock

วุฒิสภาสหรัฐฯ ได้ผ่านร่างกฎหมาย มีชื่อว่า Holding Foreign Companies Accountable Act โดยหลังจากนี้จะต้องผ่านการโหวตโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ก่อนที่ประธานาธิบดีสหรัฐจะลงนามเป็นข้อกฎหมาย ผลที่เกิดขึ้นอาจทำให้บริษัทสัญชาติจีนที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐมีสิทธิ์ถูกถอดออกจากตลาดได้ทันที ซึ่งปัจจุบันบริษัทจีนชื่อดังซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐ เช่น Alibaba และ Baidu หรือแม้แต่เชนร้านกาแฟที่กำลังอื้อฉาวอย่าง Luckin Coffee ฯลฯ

ร่างดังกล่าวผ่านสภาได้ง่ายขึ้น หลังจากที่เชนร้านกาแฟจีนอย่าง Luckin Coffee ได้สร้างความปั่นป่วนในช่วงที่ผ่านมาในเรื่องการตกแต่งยอดขาย หรือรวมไปถึงบริษัทที่มีข่าวว่าตกแต่งตัวเลข เช่น iQiyi แพลตฟอร์มวิดีโอสตรีมมิ่งในจีน รวมไปถึงบริษัทจีนอื่นๆ ที่มีกรณีก่อนหน้านี้ในตลาดหุ้นสหรัฐ โดยบริษัทจีนหลายๆ แห่งสร้างความกังวลให้กับนักลงทุนถึงเรื่องปัญหาบรรษัทภิบาลในจีน รวมไปถึงเรื่องของมาตรฐานบัญชีในจีนนั้นยังไม่ได้มาตรฐานสากล

ในร่างกฎหมายดังกล่าวระบุว่า บริษัทต่างชาติที่จะเข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐ จะต้องเปิดเผยผู้ถือหุ้นที่แท้จริงว่าเป็นใคร หรือว่าบริษัทที่จะเข้าจดทะเบียนนั้นถือหุ้นโดยรัฐบาลต่างชาติ ขณะเดียวกันในงบการเงินบริษัท
จะต้องผ่านการตรวจสอบของ PCAOB เป็นเวลา 3 ปีติดต่อกัน

ก่อนหน้านี้บริษัทที่จดทะเบียนในฮ่องกงและจีน ไม่ต้องผ่านการตรวจสอบของ PCAOB และส่วนใหญ่บริษัทจีนที่มาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐก็มักจะปฏิเสธไม่ให้มีการตรวจสอบบัญชี

มาร์โค รูบิโอ วุฒิสมาชิกจากพรรครีพับลิกัน มาเขาเคยให้ความคิดเห็นในเดือนมิถุนายนปี 2019 ว่า สหรัฐควรจะถอดหุ้นบริษัทจีนออกจากตลาด ถ้าหากไม่ปฏิบัติตามในเรื่องของมาตรฐานการตรวจสอบบัญชีของ PCAOB ภายใน 3 ปี และแนะนำว่ากองทุนบำเหน็จบำนาญของสหรัฐควรจะจำกัดการลงทุนในบริษัทจีนด้วยซ้ำ

อย่างไรก็ดีในร่างกฎหมายนี้ไม่ได้ระบุถึงประเทศจีน หรือบริษัทจีนแต่อย่างใด แต่นัยยะในร่างดังกล่าวส่วนใหญ่นั้นกระทบชิ่งไปที่บริษัทจีนเป็นสำคัญ ปัจจุบันบริษัทจีนที่ซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐมีมากกว่า 100 บริษัททั้งในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE) รวมไปถึงตลาดหลักทรัพย์ NASDAQ

สมาชิกวุฒิสภา Chris Van Hollen ได้กล่าวกับ Yahoo Finance ว่า บริษัทจีนจะต้องเล่นเกมในมาตรฐานเดียวกันกับบริษัทอื่นๆ นอกจากนี้เขายังกล่าวเสริมว่า ร่างดังกล่าวจะช่วยในเรื่องความโปร่งใสมากกว่าเดิม และร่างดังกล่าวจะช่วยปกป้องนักลงทุนจากพฤติกรรมฉ้อฉล

สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้บริษัทจีนที่ซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐเริ่มมีแผนย้ายบริษัทไปซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงแล้ว ไม่ว่าจะเป็น Baidu ที่มองว่าบริษัทซื้อขายนั้นมีมูลค่าถูกเกินไป การย้ายกลับไปซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ที่ใกล้ประเทศจีนจะช่วยให้มูลค่าบริษัทนั้นสูงขึ้นกว่าเดิม

ที่มา – BBC, Market Insider, CNBC, VOA

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/us-senate-pass-holding-foreign-companies-accountable-act-this-risk-to-chinese-companies/

รัฐมนตรีดีอีเอส เร่งเสนอให้ควบรวม TOT-CAT เข้าประชุม ครม. ภายในเดือนนี้

รัฐมนตรีดีอีเอส เร่งเสนอให้ควบรวม TOT-CAT เข้าประชุม ครม. ภายในเดือนนี้ ขณะเดียวกันทิศทางของ 2 องค์กรหลังจากควบรวมแล้วน่าจะได้ข้อสรุปภายใน 6-7 เดือนหลังจากนี้

TOT Service Van ทีโอที
ภาพจาก Shutterstock

พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DES) ได้กล่าวถึงเรื่องความคืบหน้าการควบรวมกิจการ บมจ. ทีโอที หรือ TOT กับ บมจ. กสท โทรคมนาคม หรือ CAT เป็นบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด หรือ NT นั้น ทางรัฐมนตรีดีอีเอส ได้กล่าวถึงว่ามีการประชุมระหว่างผู้บริหารและสหภาพแรงงานของทั้ง 2 บริษัท เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานั้นได้ผลที่น่าพอใจ และหลังจากนี้จะเร่งปลัดกระทรวงดีอีเอส รวบรวมข้อมูลให้ถูกต้องครบถ้วนเพื่อเสนอต่อรัฐมนตรีฯ ก่อนที่จะนำเข้าการประชุมคณะรัฐมนตรี อย่างเร็วที่สุดในเดือนพฤศจิกายนนี้

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอีเอส ยังได้กล่าวว่าจะมีการว่าจ้างที่ปรึกษาเพื่อกำหนดทิศทางของ NT ประกอบไปด้วยด้านบุคลากร ด้านการเงิน รวมไปถึงเรื่องของสัญญาสัมปทาน คาดว่าจะได้ข้อสรุปอีกประมาณ 6-7 เดือนหลังจากนี้ ซึ่งถ้าหากได้ข้อสรุปที่เร็วก็อาจทำให้สามารถเข้าร่วมการประมูลคลื่น 5G ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้าได้ ภายใต้เงื่อนไขว่าทั้ง TOT-CAT สามารถควบรวมกิจการได้เร็วหรือไม่

เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอีเอส นั้นได้กล่าวกับหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ถึงเรื่องการควบรวมกิจการของทั้ง 2 รัฐวิสาหกิจนี้ว่า “ผมให้โจทย์ ทีโอทีกับ กสทฯ ที่กสทช.จะประมูล 5G ให้ไปคิดแผนมาและส่งกลับมาให้ผมภายใน สิ้นเดือนนี้ อย่าไปคิดว่าทีโอที สภาพคล่องไม่ดี ผมเชื่อว่าหากมีแผนงานที่ดี ทีโอที และกสทฯ ก็มีความเป็นไปได้ที่จะเข้าร่วมประมูล 5G การควบรวม”

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอีเอส ยังได้กล่าวเสริมว่า “หากควบรวมแล้วไม่มีอะไรดีขึ้นไม่มีประโยชน์จะควบรวมทำไม อยากให้กับไปคิดเป้าหมาย ยุทธศาสต์และการใช้งานคลื่นความถี่ที่เหลืออยู่ สหภาพฯ ปัญหาหลักๆ เค้าก็คือเรื่องการปลดพนักงาน มันกระทบกลัวว่าจะมีการปลดพนักงานมั้ยหากมีการควบรวมกันจริงๆ”

สำหรับงบกำไรขาดทุนของ 2 รัฐวิสาหกิจในปี 2561 ที่ผ่านมานั้น TOT นั้นรายได้รวมในปี 2561 อยู่ที่ 47,569 ล้านบาท กำไรสุทธิ 1,744 ล้านบาท ขณะที่ CAT นั้นรายได้อยู่ที่ 63,333 ล้านบาท กำไรสุทธิอยู่ที่ 11,063 ล้านบาท

ที่มา – หนังสือพิมพ์มติชน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/thai-minister-des-push-tot-cat-merger-to-gov-conference-in-this-nov-after-conf-with-cat-tot-union/

ประเทศพัฒนาแล้ว ว่าที่ผู้นำสิงคโปร์คนต่อไปบอก “จากนี้จะออกนโยบาย ต้องถามประชาชนก่อน”

สิงคโปร์ในอนาคตจะเป็นสิงคโปร์ที่ “เราต้องสร้างร่วมกัน” และ “เราจะเปลี่ยนจากรัฐบาลที่ทำงานเพื่อประชาชน เป็นรัฐบาลที่ทำงานกับประชาชน” รองนายกสิงคโปร์ กล่าว

Singapore
Singapore Photo: Shutterstock

เพื่ออนาคตที่ดีของสิงคโปร์ รัฐบาลจะถามประชาชนก่อนออกนโยบาย

เฮง สวีเกียต (Heng Swee Keat) รองนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันและว่าที่ผู้นำของสิงคโปร์คนต่อไป ได้พูดในงานสัมมนา REACH-CNA ซึ่งจัดขึ้นที่สิงคโปร์ โดยระบุว่า “สิงคโปร์รุ่นที่ 4 [สิงคโปร์เรียกว่า 4G leaders ซึ่งหมายถึง ผู้นำรุ่นใหม่ของพรรค] มีความมุ่งมั่นที่จะสร้างความสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับพลเมือง”

รองนายกสิงคโปร์ บอกว่า มีทั้งหมด 4 เรื่องที่นับจากนี้ต่อไป รัฐบาลสิงคโปร์จะสอบถามประชาชนก่อนที่จะออกนโยบาย ได้แก่

  1. ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม
  2. ที่อยู่อาศัย
  3. เรื่องเกี่ยวกับเยาวชนคนหนุ่มสาว
  4. นโยบายทางสังคม

คำถามก็คือ สิงคโปร์จะทำอย่างไรบ้าง?

  • ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม

ว่าที่ผู้นำสิงคโปร์บอกว่า คนสิงคโปร์วัยหนุ่มสาวตื่นตัวอย่างมากกับเรื่องสิ่งแวดล้อม เพราะสิ่งที่เรากระทำต่อสิ่งแวดล้อมในวันนี้จะส่งผลโดยตรงต่ออนาคต และพวกเขาคือผู้ที่จะต้องใช้ชีวิตอยู่ในโลกอนาคต “การกระทำในวันนี้จึงสำคัญ”

รัฐบาลสิงคโปร์ที่นำโดยกระทรวงสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรน้ำ จะสร้างความร่วมมือกับประชาชน ภาคประชาสังคม ภาคธุรกิจเพื่อหาทางออกร่วมกันที่เป็นรูปธรรม และออกเป็นนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมต่อไป

  • ที่อยู่อาศัย

ในด้านที่อยู่อาศัย รัฐบาลที่นำโดยกระทรวงการพัฒนาแห่งชาติ จะเข้าไปทำงานอย่างใกล้ชิดกับประชาชนในแต่ละพื้นที่ เพื่อออกแบบสภาพแวดล้อมให้น่าอยู่ รวมถึงสร้างความรู้สึกเป็นชุมชน (sense of community) ที่เข้มแข็งให้กับชาวสิงคโปร์

  • เรื่องเกี่ยวกับเยาวชนคนหนุ่มสาว

ในส่วนนี้กระทรวงวัฒนธรรม จะเข้าไปพูดคุยเพื่อสร้างความร่วมมือกับคนหนุ่มสาวทั่วประเทศสิงคโปร์ ตลอดจนสร้างวิสัยทัศน์สำหรับสิงคโปร์ในปี 2025 ผ่านทาง Youth Action Plan ที่จะนำมาสร้างเป็นนโยบายของประเทศต่อไป

  • นโยบายทางสังคม

กระทรวงพัฒนาสังคมและครอบครัวจะเข้าไปทำงานร่วมกับชุมชนต่างๆ และจะร่วมมือกับผู้นำในภาคธุรกิจ สมาคมการค้า สภาหอการค้า และสหภาพต่างๆ เพื่อทำให้ประชาชนชาวสิงโปร์มีงานที่ดีในอนาคต

เฮง สวีเกียต รองนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ บอกด้วยว่า อนาคตของสิงคโปร์ เป็นอนาคตที่ต้องสร้างร่วมกัน และ “ความเชื่อมั่นของรัฐบาลและประชาชนคือสิ่งสำคัญในการพัฒนาประเทศ” อย่างไรก็ตาม “การจะทำให้ประชาชนเชื่อใจได้ รัฐบาลต้องใช้ความจริง และแม้ว่าความจริงนั้นจะยาก หรือไม่ได้รับความนิยมแค่ไหน รัฐบาลก็จำเป็นต้องทำ”

และถึงที่สุดแล้ว สิงคโปร์ในอนาคตจะเป็นประเทศที่รัฐบาลกับประชาชนทำงานร่วมกัน เพราะ “เราจะเปลี่ยนจากรัฐบาลที่ทำงานเพื่อประชาชน เป็นรัฐบาลที่ทำงานกับประชาชน”

  • ชวนฟังคลิปเต็มของรองนายกสิงคโปร์ได้ที่คลิปด้านล่างนี้

ที่มา – Channelnewsasia

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/singapore-will-ask-people-for-policies/

SCB EIC มองผลิตภาพแรงงานไทยต้องพัฒนา ไม่งั้นเศรษฐกิจไทยอาจตกอยู่ในกับดักรายได้ปานกลาง

Brand Inside นำบทวิเคราะห์จาก SCB EIC ที่มองเรื่องผลิตภาพแรงงานของไทย (Labor Productivity) ว่าถ้าหากยังไม่ปรับปรุงในเรื่องนี้ เศรษฐกิจไทยอาจตกอยู่ในสภาวะติดกับดักรายได้ปานกลาง

ภาพจาก Shutterstock

นักวิเคราะห์จาก SCB EIC ได้วิเคราะห์ด้านผลิตภาพแรงงานของไทย (Labor Productivity) พบว่า ผลิตภาพแรงงานไทยในช่วงปัจจุบันยังไม่แย่ สะท้อนจากอัตราการเติบโตของผลิตภาพแรงงานในช่วงปัจจุบัน (2554-2558) มีระดับใกล้เคียงกับช่วงก่อนหน้า (2546-2550) ที่ประมาณ 4% ต่อปี แต่ระดับการเติบโตดังกล่าวไม่เพียงพอ เนื่องจากกำลังแรงงานไทยกำลังลดลงจากการเข้าสู่สังคมชราภาพ โดย SCB EIC ประเมินว่า หากยังไม่ปรับปรุงผลิตภาพแรงงานให้ดีขึ้น เศรษฐกิจไทยอาจต้องใช้เวลา 30 ปีหรือมากกว่าในการก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลางเพื่อกลายเป็นประเทศรายได้สูง

สถานการณ์ผลิตภาพแรงงานของไทยยังมีน่ากังวลหลายประการ

SCB EIC ยังได้วิเคราะห์ถึงสถานการณ์ผลิตภาพแรงงานของไทยยังมีข้อน่ากังวลหลายข้อ ประกอบไปด้วย

  1. อัตราการเติบโตของผลิตภาพแรงงานในแต่ละสาขาการผลิตกลับมีทิศทางลดลง สะท้อนว่าแรงงานในแต่ละสาขาการผลิตไม่ได้มีการพัฒนาเท่าที่ควรในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งเป็นข้อน่ากังวลต่อการพัฒนาผลิตภาพแรงงานรวมในระยะต่อไป เนื่องจากแนวโน้มการเคลื่อนย้ายแรงงานเพิ่มเติม โดยเฉพาะจากภาคเกษตร จะมีข้อจำกัดมากขึ้นในระยะข้างหน้าจากปัญหาต่าง ๆ เช่น แรงงานมีทักษะต่ำ ทำให้ไม่สามารถย้ายไปยังสาขาการผลิตที่ต้องใช้ทักษะสูงกว่าได้ เป็นต้น นอกจากนี้ถ้าเปรียบเทียบกับประเทศอื่น แรงงานไทยจะมีระดับต่ำกว่าประเทศพัฒนาแล้วอย่างชัดเจน­
  2. ระดับผลิตภาพแรงงานที่มีการคำนวณกันทั่วไปอาจเป็นค่าที่สูงเกินจริง เนื่องจากการคำนวณส่วนใหญ่ยังไม่ได้รวมแรงงานต่างชาติเข้าไปในกำลังแรงงาน โดยหากรวมแรงงานต่างชาติในกำลังแรงงาน จะทำให้ผลิตภาพแรงงานเฉลี่ยต่อคนลดลงถึง -4.1% รวมถึงอัตราเติบโตของผลิตภาพแรงงานก็จะลดลงเช่นเดียวกัน และหากพิจารณาเชิงลึกก็ยังพบว่าสาเหตุสำคัญของการเติบโตของผลิตภาพแรงงานในช่วงที่ผ่านมาเกิดจากการเคลื่อนย้ายแรงงานจากสาขาการผลิตที่มีผลิตภาพแรงงานต่ำไปยังสาขาผลิตที่มีผลิตภาพแรงงานสูง­
  3. เศรษฐกิจไทยมีแรงงานที่มีผลิตภาพสูงเป็นส่วนน้อยของกำลังแรงงานทั้งหมด แรงงานส่วนใหญ่ของไทยมีการกระจุกตัวที่ระดับผลิตภาพต่ำ ต่างจากประเทศพัฒนาแล้วที่ระดับผลิตภาพแรงงานมีการกระจายตัวมากกว่า ซึ่งลักษณะดังกล่าวอาจสะท้อนว่าแรงงานส่วนใหญ่ของไทยมีทักษะต่ำ จึงอาจปรับตัวช้าและเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาในอนาคต­
  4. ทรัพยากรแรงงานและทุนของไทยมีการจัดสรรอย่างไม่มีประสิทธิภาพในหลายสาขาการผลิต โดยพบว่าสาขาเกษตรมีประสิทธิภาพการใช้แรงงานต่ำกว่าสาขาอื่น ขณะที่สาขาสาธารณูปโภค สาขาขนส่งและโทรคมนาคมมีประสิทธิภาพการใช้ทุนต่ำกว่าสาขาอื่น ดังนั้นหากใช้เกณฑ์การผลิตตามประสิทธิภาพ สาขาการผลิตข้างต้นก็ควรใช้ทรัพยากรแรงงานและทุนลดลงและนำทรัพยากรไปจัดสรรให้สาขาอื่นที่มีประสิทธิภาพมากกว่า ทั้งนี้การจัดสรรทรัพยากรใหม่ตามหลักประสิทธิภาพ จะทำให้ระดับผลิตภาพรวม เพิ่มขึ้นได้ทันทีถึง 20% โดยย่อมหมายถึงระดับ GDP ที่ดีขึ้น ซึ่งจะสามารถทำให้ประเทศไทยหลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลางได้เร็วมากกว่าเดิม
ภาพจาก Shutterstock

รัฐและเอกชนต้องร่วมมือกัน

นอกจากนี้ SCB EIC ยังมองว่าการเพิ่มผลิตภาพแรงงานในอนาคตต้องอาศัยความร่วมมือทั้งในส่วนของภาครัฐและเอกชนผ่านนโยบายระดับประเทศและบริษัท

ด้านนโยบายระดับประเทศนั้น รัฐควรมีการลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานโดยเฉพาะด้านสาธารณูปโภคน้ำและการขนส่งทางราง ตลอดจนการลงทุนด้าน ICT นอกจากนี้ ยังควรปรับปรุงระบบการศึกษาให้มีคุณภาพและสามารถนำไปใช้งานได้จริงมากขึ้น โดยควรเน้นผลิตนักศึกษาตามสายที่ตลาดแรงงานต้องการ เพื่อแก้ปัญหาแรงงานไม่ตรงกับความต้องการ ทั้งนี้ภาครัฐยังควรต้องลดการผูกขาดและส่งเสริมให้มีการแข่งขันที่เป็นธรรมและเสรีมากขึ้น เนื่องจากระดับการแข่งขันที่เหมาะสมจะช่วยพัฒนาผลิตภาพแรงงานผ่านทั้งการจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ขณะที่ด้านการดำเนินนโยบายช่วยเหลือระยะสั้นของภาครัฐ เช่น การให้เงินกู้กับ SME จะต้องมีความระมัดระวังเนื่องจากอาจทำให้เกิดการกระจุกตัวของทรัพยากรในธุรกิจที่มีประสิทธิภาพต่ำ ดังนั้นจึงควรดำเนินนโยบายยกระดับความสามารถการแข่งขันในระยะยาวควบคู่ไปด้วย

ขณะที่ในด้านนโยบายระดับบริษัท SCB EIC มองว่า บริษัทควรเพิ่มการลงทุนที่มีคุณภาพ โดยเป็นการลงทุนทั้งในส่วนของเครื่องมือเครื่องจักรและระบบ ICT และยังรวมถึงการให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อสร้างนวัตกรรม ตลอดจนการฝึกอบรมแรงงานที่มีคุณภาพและสม่ำเสมอเพื่อให้แรงงานมีความรู้เท่าทันเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้บริษัทยังควรใช้การวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อเสริมสร้างผลิตภาพแรงงานผ่านการเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ เช่น การเสนอขายสินค้าได้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น หรือจะเป็นด้านการลดต้นทุนจากการใช้ปัญญาประดิษฐ์มาช่วยในการจัดการ เช่น การใช้ chatbot เพื่อทำงานด้านตอบคำถาม เป็นต้น

ที่มา – บทวิเคราะห์จาก SCB EIC

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/scb-eic-analysis-thai-labor-productivity-must-be-improve/

New York เตรียมแก้ปัญหารถติดโดยเก็บค่าเข้าพื้นที่ใจกลางเมืองด้วยรถยนต์ส่วนบุคคล

นิวยอร์กกำลังจะเป็นเมืองแรกของสหรัฐอเมริกาที่แก้ไขปัญหารถติดด้วยการเก็บค่าเข้าพื้นที่ใจกลางเมืองด้วยรถยนต์ส่วนบุคคล มีผลบังคับใช้ในปี 2021 เป็นต้นไป

ภาพจาก Unsplash

นิวยอร์กเตรียมแก้ปัญหารถติดในกลางเมืองด้วยการเก็บค่าเข้าพื้นที่ใจกลางเมืองด้วยรถยนต์ส่วนบุคคล คาดว่าในแต่ละปีจะสามารถเก็บรายได้ประมาณ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และเม็ดเงินเหล่านี้จะนำไปเพิ่มประสิทธิภาพของบริการขนส่งสาธารณะในกรุงนิวยอร์ก ไม่ว่าจะเป็น รถไฟใต้ดิน รถเมล์ ฯลฯ โดยจะเริ่มบังคับหลังจากการติดตั้งระบบนี้แล้วเสร็จในปี 2021

ราคาในการการเก็บค่าเข้าพื้นที่ใจกลางเมืองด้วยรถยนต์ส่วนบุคคลนั้นจะเก็บเพียงแค่วันละ 1 ครั้งเท่านั้น ส่วนราคาจะแปรผันตามพื้นที่ว่ามีรถติดมากแค่ไหน ถ้าหากเป็นเวลากลางคืนหรือวันหยุดราคาก็จะลดลงไป โดยนิวยอกร์กเป็นเมืองแรกในสหรัฐอเมริกาที่เริ่มบังคับใช้การเก็บค่าเข้าพื้นที่ใจกลางเมือง ขณะที่เมืองอื่นๆ ในสหรัฐฯ กำลังศึกษาความเป็นไปได้ในเรื่องนี้

แนวความคิดที่จะเก็บค่าเข้าใจกลางเมืองนั้นเริ่มต้นในปี 2008 โดยนายกเทศมนตรี Michael Bloomberg เพื่อที่จะแก้ไขปัญหารถติดอย่างหนัก และเพิ่มความเร็วบนท้องถนนโดยเฉพาะพื้นที่บริเวณแมนฮัตตันที่รถติดมาก และรวมไปถึงรถเคลื่อนตัวได้ช้า แต่ท้ายที่สุดนโยบายนี้ก็โดนปัดตกลงไป

ขณะที่ผลสำรวจของมหาวิทยาลัย Quinnipiac ซึ่งได้สำรวจประชากรในนิวยอร์กเมื่อปีที่แล้วพบว่ามีผู้ต่อต้านนโยบายนี้ถึง 44% แต่ล่าสุด Siena Research Institute ได้จัดทำผลสำรวจนี้อีกครั้งหนึ่งพบว่าผู้ต่อต้านนโยบายนี้ลดลงมาเหลือเพียงแค่ 39% แล้ว ขณะที่ผู้สนับสนุนนโยบายนี้มีมากถึง 52%

การเก็บค่าเข้าพื้นที่ใจกลางเมืองด้วยรถยนต์ส่วนบุคคลนั้นมีหลายเมืองใหญ่ในโลกได้ทำแล้วพบว่าประสบความสำเร็จเนื่องจากทำให้คนหันไปใช้บริการขนส่งสาธารณะ เช่น ลอนดอน ที่เม็ดเงินดังกล่าวนำไปอุดหนุนการสร้างรถไฟใต้ดิน หรือแม้แต่เมืองอย่าง สิงคโปร์ และรวมไปถึงสต็อกโฮล์ม ก็ต่างใช้นโยบายนี้เช่นกัน

นอกจากนี้ยังมีนโยบายอื่นๆ ที่เตรียมนำมาบังคับใช้ เช่น นโยบายห้ามใช้ถุงพลาสติก คาดว่าจะลดการใช้ถุงพลาสติกได้ถึงปีละ 71,000 ตัน

ที่มาQuarz, New York Post

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/new-york-prepare-to-congestion-toll/

เลือกตั้ง 2562 เปิดนโยบายเศรษฐกิจของพรรคการเมือง 4 สำคัญ ก่อนออกไปเลือกตั้ง

โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง Brand Inside รวบรวมนโยบายเศรษฐกิจของพรรคต่างๆ ไว้ให้ตัดสินใจก่อนออกไปเลือกตั้งในวันพรุ่งนี้

ภาพจาก Shutterstock

ใกล้เลือกตั้งเข้ามาเพียงอีกไม่กี่วัน Brand Inside ขอรวบรวมนโยบายเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับประชาชน นอกจากนโยบายทางการเมืองที่แต่ละพรรคได้ขับเคี่ยวกันไปแล้ว แต่นโยบายทางเศรษฐกิจของไทยก็สำคัญไม่แพ้กัน ซึ่งแต่ละพรรคการเมืองได้งัดนโยบายเศรษฐกิจในด้านต่างๆ มาสู้กันอย่างสูสี หรือแม้แต่นโยบายเศรษฐกิจใหม่ๆ ที่ไม่เคยเห็นในรัฐบาลก่อนๆ ก็มีมากเช่นกัน

ทางทีมงาน Brand Inside หวังว่าประชาชนชาวไทยจะออกไปเลือกตั้งให้มากที่สุด เลือกพรรคที่ท่านชอบทั้งในนโยบายเศรษฐกิจและการเมือง เพื่อที่จะได้พาประเทศไทยสู่ความเจริญ

อุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ – ภาพจาก Shutterstock

พรรรคพลังประชารัฐ

สำหรับพรรคพลังประชารัฐ จะเน้นในเรื่องสำคัญๆ 3 ด้านคือ เน้นทั้งด้านความสงบสุข ความสุขของสังคม นโยบายปากท้อง โดยนโยบายเศรษฐกิจสำคัญๆ ไม่ว่าจะเป็น การเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำที่ 425 บาทต่อวัน โดยพรรคเชื่อว่าจะเป็นการยกระดับแรงงานให้ได้แรงงานที่มีคุณภาพ ไม่จ้างแรงงานที่มีคุณภาพต่ำ แม้แต่ผู้ที่จบปริญญาตรีก็เริ่มต้นที่เดือนละ 20,000 บาท ส่วนนโยบายอื่นๆ ที่ได้ทำไปแล้วเช่น บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ฯลฯ โดยพรรคพลังประชารัฐเชื่อว่าทุกนโยบายของพรรคทำได้จริง

ขณะเดียวกันนโยบายอื่นๆ ที่น่าสนใจก็เช่น

  • เว้นภาษีออนไลน์สำหรับแม่ค้า
  • การพักชำระหนี้เกษตรกร
  • ชูเศรษฐกิจสร้างสรรค์และเศรษฐกิจแบ่งปัน
  • ยกระดับความสามารถผู้ผลิต 
  • เกษตรประชารัฐ 4.0 ปรับโครงสร้างภาคเกษตร ได้แก่ “เพิ่มรายได้ เพิ่มนวัตกรรม เพิ่มทางเลือก” และ “ลดภาระหนี้ ลดความเสี่ยง ลดต้นทุน”
  • พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต การที่จะปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในครั้งนี้ จำเป็นจะต้องมีการลงทุนขนาดใหญ่ เน้นโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล โดยเฉพาะ 5G

อ่านนโยบายของพรรคเต็มๆ ได้ที่นี่ รวมไปถึงจากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

ภาพจาก Shutterstock

พรรคเพื่อไทย

ทางพรรคเพื่อไทยมองว่าที่ผ่านมาประเทศไทยประสบปัญหาเศรษฐกิจเติบโตไม่ถึงรากหญ้า ทำให้ประชาชนกำลังประสบปัญหาความเดือดร้อน กระทบไปถึงภาคการบริโภคในประเทศ โดยทางพรรคได้ลงไปพูดคุยกับประชาชนและได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไทยภายใน 180 วัน เช่น การปรับหนี้ ทำให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น ลดภาษี สร้างเศรษฐกิจใหม่ เปิดโอกาสคราฟต์เบียร์และสุรากลั่นชุมชน ไม่ผูกขาดแต่รายใหญ่ๆ เพียงไม่กี่ราย

นอกจากนี้พรรคยังมีนโยบายสำคัญๆ ที่พึ่งส่งออกมาเป็นไม้ตายได้แก่ “หวยบำเหน็จ” โดยนโยบายนี้พรรคมองว่าเป็นการช่วยให้ชาวบ้านสามารถออมเงินผ่านการซื้อหวยได้ ขณะเดียวกันผู้สูงอายุสามารถส่งต่อเงินส่วนนี้ให้กับลูกหลานได้อีกทาง

นโยบายอื่นๆ ที่น่าสนใจ

  • กิโยตินกฎหมาย โดยเฉพาะกฎหมายที่ขวางและเป็นอุปสรรคแก่การทำมาหากิน ลดขั้นตอนความยุ่งยาง เพิ่มความโปร่งใส
  • กองทุนปรับเปลี่ยนหน้าดิน ทำให้เกษตรกรปลูกพืชผลที่มีคุณภาพและปลอดภัยแก่ผู้บริโภคได้ราคาสูงมากขึ้น
  • ลดภาษีอย่างชาญฉลาด พรรคเพื่อไทยมองว่ารัฐก็ต้องหารายได้เป็นโดยที่ไม่ทำให้ประชาชนทั่วไปเดือดร้อน
  • สิทธิพิเศษทางภาษีสำหรับธุรกิจของคนไทย พรรคมองว่าธุรกิจของคนไทยควรได้รับสิทธิภาษีเท่าเทียมกัน ไม่ใช่มีเพียงแค่ BOI หรือสิทธิพิเศษทางภาษีให้กับธุรกิจที่ต้องการอยู่ใน EEC
  • กองทุนคนเปลี่ยนงาน เพิ่มทักษะใหม่ สร้างงาน สร้างธุรกิจให้กับพนักงานที่ถูกเลิกจ้างจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี สามารถเป็นแรงงานที่มีทักษะมากขึ้นกลับเข้าไปสู่ตลาดแรงงานได้

นโยบายของพรรคเต็มๆ อ่านได้ที่นี่

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ – ภาพจาก Shutterstock

พรรคประชาธิปัตย์

สำหรับพรรคประชาธิปัตย์มาพร้อมกับนโยบายทางเศรษฐกิจของพรรคที่ว่า ยกระดับความเป็นอยู่ประกันรายได้คนไทย ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง โดยมั่นใจว่าถ้าหากพรรคเป็นรัฐบาลสามารถลงมือทำได้ทันที และสามารถเปิดเผยงบประมาณที่นำมาใช้ในนโยบายของพรรคได้ ขณะเดียวกันก็เน้นการพัฒนาอย่างยั่งยืน สร้างความเข้มแข็งให้กับประเทศไทย

นโยบายสำคัญๆ ของพรรคได้แก่

  • ประกันรายได้แรงงานไม่ต่ำกว่า 120,000 ต่อปี รัฐบาลก็จะจ่ายเงินส่วนต่างให้ถ้าหากคำนวนแล้วไม่ถึงที่กำหนด
  • กองทุนน้ำชุมชน พรรคประชาธิปัตย์มองว่าเรื่องของน้ำสำคัญกับเกษตรกร เพื่อที่จะมีน้ำใช้ตลอดปี โดยจะมีเงินทำแหล่งน้ำทุกหมู่บ้าน ปลดล็อกกฎระเบียบของราชการ
  • ประกันรายได้เกษตรกรครอบคลุมพืชทุกชนิด เช่น ข้าวไม่ต่ำเกวียนละ 10,000 บาท ยางพาราไม่ต่ำกว่า 60 บาทต่อกิโลกรัม
  • โครงการโฉนดสีฟ้า โครงการนี้จะให้ชุมชนจัดการเรื่องของโฉนดที่ดินกันเอง และยกระดับของ สปก. ให้สามารถเข้าแหล่งเงินทุนได้ และเตรียมผลักดันโครงการธนาคารที่ดิน
  • เบี้ยผู้สูงอายุ 1,000 บาทต่อเดือน รวมไปถึง เบี้ยสวัสดิการผู้ยากไร้ 800 บาทต่อเดือน

นอกจากนี้พรรคประชาธิปัตย์เตรียมที่จะแก้ไขปัญหาเรื่องของโครงสร้างภาษี โดยเฉพาะชนชั้นกลางที่ได้รับผลกระทบ และเศรษฐีจะต้องเสียภาษีอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ – ภาพจาก Shutterstock

พรรคอนาคตใหม่

สำหรับพรรคน้องใหม่มาแรงในช่วงโค้งสุดท้ายอย่างพรรคอนาคตใหม่ นั้นมาด้วยนโยบายเศรษฐกิจที่เน้นไปเรื่องของการทำลายการผูกขาดทางเศรษฐกิจ ซึ่งพรรคมองว่าการผูกขาดของกลุ่มธุรกิจไม่กี่กลุ่มในประเทศไทยทำให้คนเพียงไม่กี่กลุ่มได้ผลประโยชน์ เช่น อุตสาหกรรมเหล้าเบียร์ ฯลฯ แต่พรรคได้กล่าวว่าพรรคไม่ได้เกลียดกลุ่มทุนขนาดใหญ่ แต่แค่ไม่ต้องการให้หากินบนฐานภาษีของประชาชน

นโยบายที่พรรคเน้นเรื่องปลดล็อกการผูกขาด เช่น

  • บังคับการใช้กฎหมายเพื่อการแข่งขันอย่างจริงจัง โดยพรรคมองว่ากฎหมายเหล่านี้ไม่ได้บังคับใช้จริงจัง
  • ประมูลสัมปทางของภาครัฐอย่างยุติธรรม เปิดให้ผู้เล่นหน้าใหม่สามารถเข้ามาแข่งขันได้
  • ประชาชนเข้าถึงแหล่งทุนได้มากขึ้น

ขณะที่นโยบายสำคัญๆ เช่น

นโยบายของพรรค เต็มๆ อ่านได้ที่นี่

นอกจากนี้ยังมีนโยบายสวัสดิการแก่ประชาชน เช่น เมื่อเข้าสู่วัยการทำงานทั้งในและนอกระบบ จะต้องมีหลักประกันในอนาคต ภายใน 5 ปี นอกจากนี้ยังพร้อมที่จะปรับปรุงระบบประกันสังคมให้สอดคล้องกับความเป็นจริงอีกด้วย

ที่มาหนังสือพิมพ์คมชัดลึก, หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ [1], [2], หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ [1], [2]

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/thailand-election-with-policies-about-economics-and-business/

อังกฤษเจอทางตัน ฝรั่งเศสประกาศจะต่อเวลาให้อังกฤษ ถ้ารับรองว่าจะมีข้อตกลง

ประเด็นเรื่อง Brexit หรือการออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง และยังไม่พ้นวิบากกรรม หลังจากที่รัฐสภาลงมติว่าจะไม่ให้มีสถานการณ์ No-deal หรือการออกจากสหภาพยุโรปโดยไม่มีข้อตกลง ซึ่งก็ดูเหมือนจะคลี่คลายลง

นายกรัฐมนตรีเทเรซา เมย์ และ ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศส – แฟ้มภาพจาก Shutterstock

อย่างไรก็ดี อังกฤษก็ต้องเจออุปสรรคอีกรอบ เมื่อ John Bercow ประธานสภาผู้แทนราษฎรของอังกฤษ (Speaker of the House of Commons) ยับยั้งไม่ให้รัฐบาลเสนอข้อเสนอเข้ามาเป็นรอบที่ 3 ในวันที่ 20 มีนาคม ด้วยการอ้างกฎที่มีตั้งแต่ปี 1604 ที่กำหนดไม่ให้รัฐบาลเสนอลงมติในเรื่องเดิมซ้ำเกิน 2 ครั้ง หากอยู่ในสมัยประชุมเดียวกัน ยกเว้นข้อเสนอมีการเปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญเท่านั้น

ล่าสุด ฝรั่งเศสออกมาประกาศว่า จะต่อเวลายืดอายุการออกจากสหภาพยุโรปของอังกฤษให้ ต่อเมื่อทางอังกฤษจะรับรองได้ว่าจะมีข้อตกลงแน่นอนเท่านั้น

ฝรั่งเศสระบุท่าที ไม่ต่อเวลาถ้าไม่รับรองว่าจะมีข้อตกลง

ท่าทีล่าสุดมาจาก Jean-Yves Le Drian รัฐมนตรีต่างประเทศของฝรั่งเศส โดยระบุว่า ฝรั่งเศสจะไม่ต่อเวลาการออกจากสหภาพยุโรปให้กับอังกฤษ หากอังกฤษไม่สามารถรับรองได้ว่าจะมีข้อตกลงการออกจากสหภาพยุโรปเท่านั้น หลังจากที่ Theresa May นายกรัฐมนตรีอังกฤษ เจรจาต่อรองกับสหภาพยุโรปวว่าจะขอขยายเวลาออกไปถึงวันที่ 30 มิถุนายนนี้

Bloomberg รายงานว่า Drian ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นนี้ โดยชี้ว่า การต่อเวลานั้นไว้เฉพาะสำหรับการเจรจาตกลงกันขั้นสุดท้ายเท่านั้น ฝรั่งเศสจะไม่มีการเจรจาใดๆ อีก และอังกฤษจะต้องไม่เข้าร่วมการเลือกตั้งของสหภาพยุโรปที่กำลังจะมาถึงเร็วๆ นี้

เขาระบุเพิ่มเติมว่า ถ้าไม่มีข้อตกลงใดๆ ฝรั่งเศสก็เตรียมพร้อมกับสถานการณ์ออกจากสหภาพยุโรป โดยไม่มีข้อตกลง (no-deal Brexit) เอาไว้แล้ว

ฌ็อง-อีฟส์ เลอ ดริออง รัฐมนตรีต่างประเทศฝรั่งเศส – ภาพจาก Shutterstock

ทางตันสำหรับอังกฤษกับกลไกของสหภาพยุโรป

ท่าทีของฝรั่งเศสที่ออกมาสำคัญอย่างมาก เนื่องจากเป็นการส่งสัญญาณออกมาอย่างชัดเจนว่า อังกฤษกำลังจะหมดหนทางและเตรียมเผชิญหน้ากับการออกจากสหภาพยุโรปโดยไม่มีข้อตกลงใดๆ ในวันที่ 29 มีนาคมนี้ อย่างแน่นอนแล้ว

ต้องเข้าใจก่อนว่าระบบการตัดสินใจของสหภาพยุโรปนั้น ปกติใช้หลักการเหมือนกับการลงคะแนนเสียงในสภาทั่วไป โดยคณะมนตรียุโรป (European Council) ซึ่งประกอบด้วยชาติสมาชิกของสหภาพยุโรปทั้งหมด จะมาลงมติกัน และจะมีเงื่อนไขในการลงมติ 3 รูปแบบ ดังนี้

  • Simple Majority หรือ หลักคะแนนเสียงส่วนใหญ่ทั่วไป เป็นรูปแบบการลงคะแนนเสียงปกติ คือ ชาติสมาชิกจำนวน 15 ประเทศ ถ้าลงคะแนนเสียงให้กับมติใดผ่านก็ถือว่าผ่าน
  • Qualified Majority หรือ หลักคะแนนเสียงส่วนใหญ่ที่เหมาะสม เป็นรูปแบบที่สอง คือต้องประกอบด้วย 1.) ชาติสมาชิกรวมกันนับแล้วไม่น้อยกว่า 55% ของคะแนนเสียงทั้งหมดของสมาชิก และ 2.) ประชากรในแต่ละประเทศของ 55% นั้น รวมกันแล้วจะต้องมีไม่ต่ำกว่า 65% ของประชากรยุโรปทั้งหมด ลงมติเห็นชอบ จึงจะผ่าน
  • Unanimous Vote หรือ หลักเอกฉันท์ เป็นรูปแบบที่สาม นั่นคือ ทุกชาติสมาชิกจะต้องเห็นชอบด้วยกับมตินั้น ถึงจะผ่านออกมาเป็นมติของคณะมนตรียุโรป

สิ่งที่น่าสนใจคือ ในกรณีที่มีตัวแทนชาติสมาชิกใดไม่สามารถเข้าร่วมประชุมได้ ข้อกำหนดของคณะมนตรียุโรปเปิดทางให้ชาติสมาชิกอื่นอาจลงมติแทนชาติสมาชิกอีกชาติหนึ่งแทนได้ (แต่ได้แค่ชาติเดียวเท่านั้น) ตามมาตรา 32 ของสนธิสัญญาสหภาพยุโรป

ในกรณีของอังกฤษ การตัดสินใจจะไปตกอยู่ในช่องสุดท้าย ก็คือการลงคะแนนเสียงเป็นเอกฉันท์นั่นเอง สาเหตุที่ไม่ใช้ 2 หลักแรก เนื่องจากข้อกำหนดในวรรค 3 ของมาตรา 50 ในสนธิสัญญาสภาพยุโรป ระบุอย่างชัดเจนว่า การตัดสินใจเลื่อน หรือเปลี่ยนแปลงช่วงเวลาใดที่นอกเหนือไปจาก 2 ปี จำเป็นที่ต้องได้รับฉันทามติจากทุกประเทศสมาชิก

The Treaties shall cease to apply to the State in question from the date of entry into force of the withdrawal agreement or, failing that, two years after the notification referred to in paragraph 2, unless the European Council, in agreement with the Member State concerned, unanimously decides to extend this period.

การที่ฝรั่งเศสประกาศออกมาว่า ชาติตนเองพร้อมที่จะไม่ต่อเวลาให้อังกฤษ จึงกลายเป็นการเจอทางตันของอังกฤษไปโดยปริยาย รวมถึงปิดช่องทางและความเป็นไปได้ในการเจรจาแบบอื่นๆ ด้วย

หนทางกับเวลาที่เหลือของอังกฤษ

เมื่อพิจารณาความเป็นไปได้ในตอนนี้ อังกฤษเหลือหนทางอยู่เพียง 4 เส้นทางเท่านั้น และแต่ละเส้นทางก็มีราคาที่ต้องจ่ายแพงมาก

  1. ออกจากสหภาพยุโรปแบบไม่มีข้อตกลง ซึ่งมีโอกาสมากที่สุดในเวลานี้ เป็นการออกที่สวนมติของสภาผู้แทนราษฎร แต่มตินั้นไม่มีผลผูกพันในทางกฎหมาย (แต่โดนนิสัยของอังกฤษ ก็ถือเอามติเป็นเรื่องจริงจัง แบบเดียวกับการลงมติของ Brexit ในปี 2016 ที่ไม่มีผลทางกฎหมาย แต่รัฐบาลของ Theresa May ก็เลือกทำตาม) หากออกโดยทางนี้จริง ผลกระทบก็จะมีอย่างมหาศาล
  2. สภาผู้แทนฯ ลงมติบังคับให้ประธานสภา นำมติเข้ามาอีกครั้ง หนทางที่สองนี้คือการให้สภาผู้แทนราษฎรลงมติ ใช้อำนาจเหนือประธานสภา (override) นำมติข้อตกลงของรัฐบาลเรื่องการออกจากสหภาพยุโรปเข้าสภาอีกครั้ง หนทางนี้มีความเป็นไปได้ในช่วงสั้นๆ และหลายคนก็หวังว่าจะทำได้
  3. รัฐบาลขอต่อเวลา พร้อมกับจัดประชามติอีกครั้ง หนทางที่ 3 นี้ ดูจะเป็นไปได้น้อยที่สุด เพราะการลงมติอีกครั้งหนึ่งจะทำให้เกิดคำถามตามมาว่า แล้วมติตอนปี 2016 ลงไปทำไม? หรือศักดิ์สิทธิ์ไม่พอ ซึ่งหนทางนี้นักวิชาการเช่น Richard Bellamy จาก European University Institute ระบุว่าเป็นไปไม่ได้ และหนทางเดียวเท่านั้นที่จะเปลี่ยนได้ คือเปลี่ยนในสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น
  4. อังกฤษยกเลิกการออกจากสหภาพยุโรป เช่นเคย หนทางนี้ยังเป็นไปได้เสมอ แต่ดูท่าทีของรัฐบาลอังกฤษและผลกระทบทางการเมืองแล้ว อังกฤษก็คงไม่พร้อมจ่ายอีกเช่นกัน

ท่าทีของบางประเทศในยุโรปอย่างเช่น เยอรมนี ที่ออกมาระบุว่าเตรียมพร้อมที่จะสู้ตายจนกว่าจะถึงชั่วโมงสุดท้ายของวันที่ 29 มีนาคม เพื่อให้การออกจากยุโรปของอังกฤษเป็นไปอย่างราบรื่น แม้จะดูเป็นท่าทีในเชิงบวก แต่ต้องไม่ลืมว่า มาตรา 50 วรรค 3 กำหนดเอาไว้อย่างชัดเจนว่าการตัดสินใจใดๆ ในกรณีออกจากสหภาพยุโรป จะต้องเป็นไปแบบฉันทามติ

การที่อังกฤษเดินมาถึงทางตันเช่นนี้ ไม่ว่าจะด้วยตัวอังกฤษเอง หรือด้วยข้อกฎหมายของสหภาพยุโรปก็ตาม อาจต้องเตรียมตัวเจอสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดก็เป็นได้

อ้างอิงBBC, CNN, European Union, European Parliament, EUR-Lex, Treaty of the European Union, European Parliament Information Office Finland, Helsinki, European Council (1,2)

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/brexit-with-france-announce-to-take-time-to-uk-if-having-a-deal/

วิเคราะห์ เมื่อ Brexit ถึงทางตัน อังกฤษเหลือทางเลือกอะไรบ้าง? กระทบไทยแค่ไหน?

เหลือเวลาอีกไม่นานนักที่อังกฤษจะต้องออกจากสหภาพยุโรปตามเส้นตายในวันที่ 29 มีนาคมนี้ แต่ก็ยังหาข้อสรุปที่ชัดเจนไม่ได้สักที

ภาพจาก Shutterstock

การลงคะแนนเสียงล่าสุดในสภากับข้อเสนอของนายกรัฐมนตรี Theresa May ก็ถูกปฎิเสธจากสภาผู้แทนราษฎรอีกครั้ง หลังจากที่เคยพ่ายแพ้เสียงลงมติเมื่อเดือนมกราคมมาแล้ว แถมสภาฯ โหวตไม่รับข้อเสนอ No-deal Brexit (ไม่มีการตกลงกับสหภาพยุโรป) อีกเช่นกัน แต่กลับต้องการเลื่อนเวลาเส้นตายออกไปอีก

ประเด็น Brexit ถือเป็นประเด็นการเมืองและเศรษฐกิจที่สำคัญอย่างมากในระดับสากล เพราะการออกจากสหภาพยุโรปของอังกฤษย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลก

จากรายงานของ Harvard Business Review คาดการณ์ว่าสถานการณ์ที่ไม่ชัดเจนว่า Brexit จะเป็นอย่างไรต่อไป ส่งผลให้การลงทุนลดลง 6% ภายใน 2 ปีหลังการลงประชามติ, อัตราการจ้างงานลดลง 1.5% และย่อมทำให้ผลิตผลของสหราชอาณาจักรลดลงอีกเช่นกัน

เมื่อเป็นเช่นนี้ คำถามที่สำคัญคือ อังกฤษ เหลือทางเลือกอะไรบ้างให้กับสถานการณ์นี้ กับเวลาเพียงไม่กี่วันที่เหลืออยู่? และจะมีผลกระทบอย่างไรบ้างในทางเศรษฐกิจ?

ภาพจาก Pixabay

ไอร์แลนด์เหนือ คือจุดสำคัญของปัญหา

ปัญหาใจกลางของ Brexit อยู่ที่เรื่องของการกำหนดเขตแดนของไอร์แลนด์เหนือ (Northern Ireland) แคว้นหนึ่งของสหราชอาณาจักร และเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ Brexit ไม่คืบหน้าเลยตลอด 2 ปีที่ผ่านมา

ต้องเท้าความอย่างรวบรัดว่า ในทางประวัติศาสตร์การเมือง เกาะไอร์แลนด์ถูกแบ่งออกเป็นสองประเทศ คือ สาธารณรัฐไอร์แลนด์ (Republic of Ireland) ที่เป็นพื้นที่ส่วนใหญ่และเป็นประเทศที่มีเอกราชสมบูรณ์ และ ไอร์แลนด์เหนือ (Northern Ireland) ที่เป็นส่วนหนึ่งของสหราชอาณาจักร ตั้งแต่พฤษภาคม 1921 หลังจากการประกาศพระราชบัญญัติรัฐบาลไอร์แลนด์ในปี 1920 ของสหราชอาณาจักร

การแบ่งแยกออกเป็นสองประเทศ ทำให้อุดมการณ์ในการรวมไอร์แลนด์เป็นหนึ่งเดียวเกิดขึ้นในคนบางกลุ่ม และพัฒนากลายเป็นกลุ่มก่อความไม่สงบที่เรียกว่า IRA (Irish Republican Army) และมักจะโจมตีชายแดนกับป้อมตรวจการณ์ที่ขวางระหว่างไอร์แลนด์เหนือกับสาธารณรัฐไอร์แลนด์เป็นประจำ

สถานการณ์นี้คลี่คลายลงเมื่อปี 1998 ที่มีการตกลงกันระหว่างหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ถึงสถานการณ์และการจัดการปกครอง ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศ นำมาสู่ข้อตกลง Good Friday Agreement (ชื่อทางการคือ Belfast Agreement) และตามมาด้วยการหยุดยิง การวางอาวุธของกลุ่ม IRA ในปี 2005 และสำคัญที่สุดคือการรื้อถอนเขตแดนและป้อมตรวจการณ์ทั้งหมดออกจากชายแดน

ทั้งหมดที่เกิดขึ้นได้เพราะทั้งสหราชอาณาจักร และไอร์แลนด์ ต่างเป็นสมาชิกสภาพยุโรปด้วยกันทั้งคู่ (เป็นมาตั้งแต่ปี 1973) หนึ่งในข้อตกลงที่สำคัญคือ สนธิสัญญากรุงโรม ที่กำเนิด EEC (European Economic Community) ที่ทำให้เกิดสหภาพศุลากากรร่วมกันของสมาชิกอีกทีหนึ่ง และทำให้สินค้าต่างๆ เคลื่อนที่ได้อย่างเสรี การรื้อแนวเขตแดนระหว่างสองประเทศจึงเกิดขึ้นได้

แต่ผลจาก Brexit ในปี 2016 ย่อมทำให้อังกฤษจะต้องออกจากสหภาพศุลกากรของยุโรป และเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องตั้งด่านตรวจสอบสินค้า (เพราะไม่มีการเคลื่อนที่เสรีของสินค้าและแรงงานแล้ว) ที่ชายแดนของไอร์แลนด์เหนือขึ้นมาใหม่ ทำให้ประเด็นระหว่างไอร์แลนด์และไอร์แลนด์เหนือกลับมาอีกครั้ง และอาจนำไปสู่ความรุนแรงรอบใหม่ได้อีกเช่นกัน

ที่ผ่านมา รัฐบาลอังกฤษและสหภาพยุโรปเสนอให้ยกเว้นไอร์แลนด์เหนือเป็นเขตเดียวที่ยังอยู่ภายใต้สหภาพศุลกากรของยุโรป (backstop) แต่เมื่อ Theresa May นายกรัฐมนตรีอังกฤษ นำข้อเสนอดังกล่าวเข้าสภาผู้แทนฯ เพื่อขอความเห็นชอบ กลับถูกสภาปฎิเสธโดยโหวตคว่ำถึงสองครั้ง โดยบางคนให้เหตุผลว่าการทำเช่นนี้เท่ากับ Brexit ทั้งหมดไม่สมบูรณ์ เพราะมีข้อยกเว้นให้หนึ่งพื้นที่

ตอนนี้จึงยังไม่มีความชัดเจนว่าประเด็นเรื่องเขตแดนของไอร์แลนด์เหนือจะทำอย่างไรต่อไป และกลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ Brexit ไม่เดินหน้า

ประเด็นเรื่องเขตแดนของไอร์แลนด์เหนือยังเป็นปัญหาใหญ่ของ Brexit – ภาพจาก Shutterstock

ไม่ใช่แค่ไอร์แลนด์เหนือ แต่กระเทือนทั้งภูมิภาค

นอกเหนือจากประเด็นไอร์แลนด์เหนือ สิ่งที่ต้องคิดคือในสภาพปัจจุบันสินค้าที่เคลื่อนที่ได้อย่างอิสระเสรีไปทั่วยุโรป  ถ้าอังกฤษถอนตัวจากสหภาพยุโรป ก็ต้องมีการตรวจตราสินค้าและการเคลื่อนที่ของแรงงานใหม่อีกครั้ง ส่วนเรื่องสถานะของคนยุโรปที่เข้าไปทำงานในประเทศอังกฤษ และคนอังกฤษที่เข้าไปทำงานในยุโรป จะกลายเป็นปัญหาด้วยเช่นกัน

การที่อังกฤษอยู่ในสหภาพยุโรปมานานหลายปี อยู่ภายใต้ข้อกำหนดของยุโรปที่กำหนดเรื่องเหล่านี้เอาไว้เป็นจำนวนมาก ทำให้การแก้ไขปัญหาต่างๆ เป็นไปด้วยความยุ่งยาก รัฐบาลอังกฤษต้องออกเอกสารที่เกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก

สิ่งที่เราเริ่มเห็นในเวลานี้ ธุรกิจและประชาชนของอังกฤษต่างเริ่มทยอยกักตุนสินค้าและสั่งสินค้าล่วงหน้าไว้ ไม่เว้นแม้กระทั่งอาหารกระป๋อง เพราะต่างกลัวว่าความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นนี้จะส่งผลกระทบอะไรในระยะยาวกับชีวิตและธุรกิจ นอกจากนั้น ธนาคารกลางของอังกฤษ ก็ยังออกมาเตือนว่าการลงทุนจะอยู่ในระดับต่ำไปอีกหลายปี

สำหรับภายในอังกฤษเอง สก็อตแลนด์ก็เตรียมที่จะจัดประชามติอีกครั้งเพื่อแยกออกเป็นเอกราช เนื่องจากในปี 2016 ที่มีการลงประชามติ Brexit ผลโหวตของชาวสก็อตแลนด์ต่างยังต้องการให้อังกฤษอยู่ในสหภาพยุโรปต่อไปถึง 62%

เรียกว่ายุ่งทั้งข้างนอกและข้างใน

เทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ – ภาพจาก Shutterstock

ทางเลือกที่เหลือ กับเวลาอีกน้อยนิด

สถานการณ์ที่เดินเข้ามาสู่ทางตัน กับเวลาที่เหลืออีกไม่กี่วัน ทำให้หลายภาคส่วนของยุโรปกังวลว่า แล้วจะทำยังไงกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะสภาผู้แทนราษฎรของอังกฤษ ก็ไม่เอาทั้งข้อเสนอของ Theresa May แล้วก็ยังลงมติไม่เอา No-deal Brexit อีกเช่นกัน

ล่าสุด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของอังกฤษ ลงมติให้รัฐบาลขอขยายการเจรจา Brexit ออกไปอีก 3 เดือน (ถึงวันที่ 30 มิถุนายน) สิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้คือนายกรัฐมนตรีอังกฤษจำเป็นที่จะต้องวิ่งกลับไปเจรจากับบรรดาผู้นำสหภาพยุโรปอีกครั้ง และท่าทีของประธานคณะกรรมาธิการยุโรป Donald Tusk ก็ส่งสัญญาณบวกด้วย

แต่เงื่อนไขนี้ก็อยู่ที่สภาผู้แทนราษฎรอีกเช่นกัน เพราะต้องไปพร้อมกับข้อเสนอของฝ่ายรัฐบาลด้วย ซึ่ง Theresa May ระบุว่าอยากให้สภาผู้แทนฯ ลงมติในเรื่องนี้ผ่านในวันที่ 20 มีนาคมนี้ ก่อนการประชุมสุดยอดผู้นำของสหภาพยุโรปที่บรัสเซล

ผู้เขียนมองว่า สถานการณ์ที่สามารถเกิดขึ้นได้นับจากนี้ พอเป็นไปได้อยู่ 4 ทาง

  1. ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป ตกลงยินยอมที่จะเลื่อนเวลา ทางเลือกนี้จะต้องมาพร้อมกับการโหวตในวันที่ 20 มีนาคมนี้ อย่างไรก็ตามหากประเมินจากท่าทีของสหภาพยุโรปมาโดยตลอด ก็พบว่าหนทางนี้อาจเป็นไปได้ยาก เนื่องจากสหภาพยุโรปเองก็คงต้องป้องกันไม่ให้ชาติอื่นๆ ออกจากยุโรปตามมาตรา 50 ของสนธิสัญญาลิสบอน ยกเว้นชาติสมาชิกจะเห็นพ้องต้องกันเท่านั้น หากมีประเทศใดประเทศหนึ่งไม่เห็นด้วย ก็ถึงทางตันของจริง ต่อให้ท่าทีของประธานคณะกรรมการยุโรปจะเปิดช่องไว้ก็ตาม นอกจากนั้นหากดูจากผลการลงคะแนนในสภาผู้แทนฯ ที่ลงมาสองครั้งแล้วพบว่า โอกาสที่ข้อเสนอของรัฐบาลจะไม่ผ่านก็มีสูงอีกเช่นกัน
  2. อังกฤษยุติกระบวนการ Brexit ทั้งหมด ทางเลือกที่สองนี้จะทำให้อังกฤษยังคงอยู่ในสหภาพยุโรปต่อไป และสามารถทำได้ตามคำตัดสินของศาลยุติธรรมยุโรป (ECJ) โดยเพียงแค่ยกเลิกกระบวนการทั้งหมดได้จากฝั่งเดียวคืออังกฤษเอง ข้อดีคือจะจบสถานการณ์ทั้งหมดลงได้ ซึ่งทางสหภาพยุโรปก็เปิดทางเอาไว้ แต่ในทางตรงกันข้าม รัฐบาลของ Theresa May จะได้ชื่อว่าไม่เคารพในมติของประชาชนอังกฤษที่ลงมติเอาไว้ และต้องเจอปัญหาในทางการเมืองอย่างแน่นอน และเธอก็บอกเองว่าการยกเลิกย่อมสร้างปัญหาแน่นอน
  3. อังกฤษออกจากสหภาพยุโรปแบบทันทีโดยไม่มีข้อตกลงใดๆ (cliff edge) ทางเลือกสุดท้ายนี้คือการไม่มีตัวเลือกใดๆ หลงเหลือให้อยู่แล้ว การเจรจาถึงทางตัน และไม่สามารถเจรจากันได้อีก ซึ่งถ้าเกิดเช่นนี้จริง วิกฤตการณ์และความวุ่นวายเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ถึงขั้นมีรายงานข่าวลือว่ารัฐบาลอังกฤษเตรียมการอพยพสมเด็จพระราชินีอังกฤษและสมาชิกราชวงศ์ หากเกิดความวุ่นวายขึ้น
  4. สภาผู้แทนราษฎรฯ ลงมติในรายข้อ หนทางนี้เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะเกิดขึ้น เพราะในสถานการณ์ปัจจุบันคือการเลือกรับแบบทั้งฉบับ (all-or-none) ซึ่งอาจมีโอกาสในการลงมติเป็นรายข้อหรือประเด็นแทน โดยใช้ข้อเสนอของรัฐบาลเป็นตัวตั้ง แล้วให้ผ่านเป็นแต่ละเรื่องไป

สิ่งที่จะไม่เกิดขึ้นแน่ๆ คือการลงประชามติใหม่อีกครั้งในประเด็น Brexit เพราะข้อเสนอนี้ก็ถูกเสนอขึ้นมาระหว่างการลงมติเมื่อวาน แล้วก็ถูกลงมติปัดตกไปอย่างรวดเร็วด้วยคะแนนเสียงคัดค้านถึง 334 เสียงต่อเสียงสนับสนุน 85 เสียง

ประเด็นคือ ทั้งสี่ทางเลือกนี้จะส่งผลกับอังกฤษ โดยเฉพาะในทางเศรษฐกิจอย่างไรบ้าง?

EU ไม่ยอมให้อังกฤษดึงเวลาต่อไป – ภาพจาก Unsplash

เลือกทางไหนก็มีราคาที่ต้องจ่าย

หากการขอเจรจาเพื่อยื้อเวลาออกไปเกิดขึ้น ในระยะสั้นคงเป็นเรื่องของความรู้สึกผ่อนคลายของตลาดโดยรวม ซึ่งค่าเงินปอนด์ก็ขึ้นไปรับข่าวสูงสุดในรอบ 9 เดือน หลังจากสภาผู้แทนราษฎรลงมติว่าจะไม่รับข้อเสนอ No-deal Brexit แต่เรื่องที่ยังไม่รู้คือ การต่ออายุการเจรจาออกไปจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ เพราะไม่มีทางทราบว่าข้อเสนอของรัฐบาลจะผ่านหรือไม่ นอกจากนั้นยังเป็นการ “หยุด” สถานการณ์เอาไว้ชั่วคราวเท่านั้น ปัญหาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องก็ยังคงจะเกิดขึ้นอยู่ดี

ยังไม่นับว่า ถ้าขอเลื่อนเจรจาไปจนถึง 30 มิถุนายนนี้แล้ว หากเจรจราแล้วได้ แล้วถึงเวลานั้นจริงๆ ยังหาทางออกไม่ได้ จะต้องทำอย่างไรกันต่ออีก เพราะถ้าเลื่อนแล้วเลื่อนอีก สหภาพยุโรปก็คงไม่พอใจอย่างแน่นอน

ถ้าเกิดเหตุการณ์ออกจากสหภาพยุโรปทันทีโดยไม่มีข้อตกลงใดๆ สิ่งที่ตามมาคือความวุ่นวายของการส่งออกสินค้าและนำเข้า รวมถึงความวุ่นวายในการทำธุรกิจและการเคลื่อนที่ของประชากรก็จะตามมาด้วย และเลี่ยงไม่ได้ที่เศรษฐกิจของอังกฤษจะต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่คาดเดาไม่ได้ ในเชิงเศรษฐกิจ อังกฤษจะตกอยู่ในกฎการค้าโลกตามข้อตกลงขององค์การการค้าโลก (WTO) กับยุโรปโดยทันที ซึ่งจะต้องเจอภาษีสูงมาก (อ่านรายงานเต็มของ BusinessEurope ประกอบ)

มีการคาดการณ์จากธนาคารกลางของอังกฤษอีกเช่นกันว่า การออกโดยไม่มีข้อตกลงใดๆ แบบนี้ จะส่งผลให้เศรษฐกิจอังกฤษตกต่ำลงมากที่สุดถึง 8% ค่าเงินปอนด์อ่อนค่าลง 25% และราคาบ้านร่วงลง 30% แย่กว่าวิกฤตเศรษฐกิจทั่วโลกในปี 2008

ถ้ามีการเลือกลงมติแบบรายข้อหรือประเด็น สิ่งที่เกิดขึ้นก็จะย้อนกลับไปสู่ปัญหา backstop ซึ่งจะสร้างความวุ่นวายได้อีกเช่นกัน นอกจากนั้นการลงมติอาจจะหยุดชะงักลงไปได้ด้วย ซึ่งถ้าลงมติไม่ได้ก็อาจไปจบที่การออกจากสหภาพยุโรปโดยไม่มีข้อตกลงใดๆ หรือไม่ก็ต้องยกเลิกการออกจากสหภาพยุโรป

ทางออกสุดท้ายคือการยกเลิกการเจรจา Brexit และเลือกที่จะอยู่ในสหภาพยุโรปต่อไป ผลกระทบที่เกิดขึ้นในทางเศรษฐกิจสำหรับการออกจากยุโรปจะมีน้อยมากหรือแทบจะไม่มีเลย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือจะเกิดวิกฤตการณ์ทางการเมืองแทน ซึ่งก็ยากที่จะคาดเดาว่าผลจากการเมืองนี้จะส่งผลกระทบอย่างไรกับเศรษฐกิจของอังกฤษในช่วงต่อไป

แล้ว Brexit จะกระทบเศรษฐกิจไทยอย่างไร? – ภาพจาก Shutterstock

Brexit จะกระทบเศรษฐกิจไทยอย่างไร?

ผลกระทบโดยตรงสำหรับ Brexit กับเศรษฐกิจไทยนั้น จะเกิดขึ้นในสองส่วน ส่วนแรกคือบรรยากาศการลงทุนในระดับสากล แน่นอนว่าถ้าอังกฤษออกจากสหภาพยุโรปจริงๆ สิ่งที่เกิดขึ้นคือสภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกคงได้รับผลกระทบ ตลาดหุ้นซึ่งอ่อนไหวกับเรื่องทางการเมืองเป็นปกติอยู่แล้ว มีแนวโน้มที่อาจจะปรับตัวลดลงได้ตามเศรษฐกิจทั่วโลก แต่ในทางกลับกัน นักลงทุนต่างประเทศอาจเลือกมาพักเงินในแถบภูมิภาคเอเชีย ทำให้ตลาดหุ้นอาจจะไม่ได้ลงมากกว่าที่คิด

ในส่วนที่สองคือผู้ที่ทำธุรกรรมกับสหภาพยุโรปและอังกฤษโดยตรง อย่างเช่น สายการบินและผลิตภัณฑ์ส่งออกต่างๆ ซึ่งในระยะสั้นอาจจะต้องมีการจัดการดีลและทำตามข้อตกลงต่างๆ ใหม่ทั้งหมด รวมถึงศึกษากฎหมายใหม่ทั้งหมด ในระยะสั้นย่อมไม่ส่งผลดีอย่างแน่นอน และถ้าใช้เงินปอนด์กับยูโร ก็ย่อมมีความเสี่ยงที่ค่าเงินทั้งสองอาจอ่อนตัวลง ย่อมแปลว่าเม็ดเงินที่ได้น้อยลงด้วย แถมถ้าอังกฤษออกจากยุโรปแบบไม่สามารถหาทางออกได้จริงๆ กำลังซื้อก็คงหดหายไป นั่นก็แปลว่ากำไรที่จะทำได้ก็ลดลงไปด้วย

แม้บทวิเคราะห์ของ Economic Intelligence Center ของธนาคารไทยพาณิชย์ระบุว่า ผลกระทบทางตรงที่เกิดขึ้นกับไทยอาจจะอยู่ในวงจำกัด เพราะสัดส่วนการส่งออกจากไทยไปยังอังกฤษมีเพียง 1.5% ของการส่งออกทั้งหมด แต่ต้องไม่ลืมว่าผลกระทบของ Brexit ที่จะมีส่วนกดดันตลาดหุ้นทั่วภูมิภาคยุโรปที่อาจขยายตัวเป็นทั่วโลกนั้น ย่อมเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ แถมต้องเจอกับสภาวะเศรษฐกิจไทยที่ในปีนี้ อาจดูไม่สดใสเท่าใดนักด้วย ผลกระทบจาก Brexit ที่มีต่อไทย อาจไม่ได้จำกัดวงอย่างที่คิดก็เป็นได้

อ่านเพิ่มเติม: บทวิเคราะห์ Brexit ผลกระทบหลังอังกฤษถอนตัวจาก EU, [บทวิเคราะห์] ตลาดการเงินโลกจะเป็นอย่างไร หลังเหตุการณ์ Brexit

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/bi-analysis-about-brexit-and-effect-to-thailand/

มหาเธร์ หาความเป็นไปได้ที่จะอุ้มกิจการ หรือเลิกกิจการ Malaysia Airlines หลังยังไม่มีกำไร

การตัดสินใจกับอนาคตของ Malaysia Airlines ของนายกรัฐมนตรีมาเลเซียครั้งนี้ กำลังจะสร้างแรงกระเพื่อมมาที่การบินไทย ซึ่งนายกรัฐมนตรีมาเลเซียคิดไว้อยู่ 3 ทางคือ ขายทิ้ง ปิดกิจการ หรืออุ้มสายการบินต่อ

ภาพจาก Shutterstock

มหาเธร์ โมฮัมหมัด นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ได้กล่าวต่อรัฐสภาเกี่ยวกับการพิจารณาในการจัดการกับ Malaysia Airlines โดยการศึกษานั้นมีความเป็นไปได้หลายทาง เช่น เลิกกิจการ ขายกิจการต่อ หรือ ปรับโครงสร้างหนี้ หลังจากสายการบินแห่งชาติของมาเลเซียประสบปัญหาขาดทุนอยู่

นายกรัฐมนตรีมาเลเซียกำลังจะตัดสินใจเรื่องสำคัญระดับชาติในเร็วๆ นี้ โดยสายการบินแห่งนี้ได้ผ่านปรับโครงสร้างครั้งใหญ่หลังจากขาดทุนในปี 2014 เนื่องจากเหตุการณ์ MH370 ที่หายสาบสูญ และ MH17 ถูกยิงโดยจรวดต่อต้านอากาศยานตกในประเทศยูเครน จนส่งผลต้องนำสายการบินออกจากตลาดหลักทรัพย์มาเลเซีย

อย่างไรก็ดียังมีความเห็นจากอดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย นาจิบ ราซัค ได้ให้ความเห็นว่า อย่าขายสายการบินแห่งชาตินี้ เนื่องจากเป็นความภาคภูมิใจของชาวมาเลเซีย และเขาเองยังแนะนำให้ใช้แผนการฟื้นฟูสายการบินที่สมัยของรัฐบาลเขาได้วางแผนไว้และยังมองว่าไปได้ดีอีกด้วย

นอกจากนี้กองทุนความมั่งคั่งของประเทศมาเลเซีย หรือ Khazanah Nasional ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ Malaysia Airlines กำลังรอการนำเสนอแผนธุรกิจฉบับใหม่จากสายการบินแห่งนี้อีกด้วย

เหตุการณ์นี้อาจเป็นบทเรียนที่ต้องมองกลับมาถึงการบินไทยได้เช่นเดียวกัน เนื่องจากโครงสร้างการถือหุ้นของสายการบินแห่งชาติมาเลเซียคล้ายคลึงกับการบินไทย ซึ่งไม่ว่าการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีมาเลเซียครั้งนี้จะเป็นเช่นไรย่อมสร้างแรงกระเพื่อมมาถึงการบินไทยอย่างแน่นอน

ที่มาAljazeera, Malaymail

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/malaysia-airlines-sell-refinance-or-exit-mahathir/