คลังเก็บป้ายกำกับ: PG

P&G เปิดตัวเครื่องทารองพื้น ใช้ได้ทุกสีผิว เพราะมีระบบคำนวนสีให้จากการสแกน

P&G หรือ Procter & Gamble เป็นที่รู้จักกันในนามบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านสินค้าอุปโภคบริโภค เปิดตัว Opte เครื่องทารองพื้นกลบรอยดำ ริ้วรอย โดยเครื่องมีกล้องอยู่ข้างในที่จะสแกนผิว คำนวนค่าสี จากนั้นเครื่องก็จะผลิตตัวแผ่นปกปิดให้ตรงกับสีผิว

จากคลิปวิดีโอต้นทาง จะเห็นว่าตัวเครื่องสามารถทำการปกปิดเส้นเชือด รอยดำที่มาจากอายุได้ดี ผู้ใช้สามารถใช้เครื่องนี้หลังบำรุงผิวตามปกติ

No Description
ภาพจาก P&G Twitter

ที่มา – BBC

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/107504

Advertisements

Walmart, P&G ถูกถอดโฆษณาหลัง Facebook เริ่มนโยบายใหม่

แบรนด์ดังอย่าง Walmart, P&G กลายเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากกรณีที่ Facebook ประกาศนโยบายใหม่เพื่อจัดระเบียบโพสต์ที่มีความเกี่ยวข้องกับการเมือง รายงานย้ำว่า Facebook ถอดโฆษณาหลายแบรนด์เพราะนโยบายนี้ ด้าน Walmart ยังเงียบไม่ให้ความเห็นใดเพิ่มเติม

รายงานระบุว่าการถอดโฆษณา Walmart และ Procter&Gamble (P&G) ครั้งนี้มีเหตุผลเนื่องจากโฆษณาเหล่านี้เต็มไปด้วยแนวคิดทางการเมือง แต่ไม่มีการเปิดเผยข้อมูลว่าจ่ายเงินโดยใครหรือ “paid for by” จุดนี้โฆษก Facebook กล่าวว่าจุดมุ่งหมายของนโยบายจัดระเบียบนี้ คือความถูกต้องของโฆษณาทางการเมืองบน Facebook ที่จะถูกต้องกว่าเดิม

โฆษณาของ Walmart ที่ถูกระบบ Facebook ตรวจจับมีเนื้อหาเรื่องแรงงานอเมริกัน เนื้อหาของโฆษณาพูดถึงการนำงานกลับสู่สังคมอเมริกา ในขณะที่โฆษณาของ P&G กล่าวถึงความภูมิใจเรื่องรักข้ามเพศ LGBT+ ซึ่งการถอดโฆษณาทั้งคู่ โฆษก Facebook ยอมรับว่าแม้จะไม่ราบรื่นสมบูรณ์แบบในช่วงเริ่มต้น แต่ Facebook ก็จะเรียนรู้และพัฒนาให้สมดุลย์ต่อไป

Facebook นั้นเพิ่งประกาศนโยบายใหม่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งกำหนดให้ต้องมีการเปิดเผยข้อมูลสำหรับแหล่งเงินสนับสนุนโฆษณาทุกรายการ บนความหวังช่วยให้ผู้ใช้สามารถทราบได้ว่าแบรนด์โฆษณาใดกำลังทำแคมเปญอยู่บนแพลตฟอร์มของ Facebook จุดนี้ Facebook กำหนดว่าข้อมูลเกี่ยวกับโฆษณาทางการเมืองจะถูกเปิดกว้างให้สาธารณชนเรียกดูข้อมูลได้ตลอดเวลา 7 ปี

อย่างไรก็ตาม โฆษก P&G ย้ำว่าโฆษณาของบริษัทไม่ใช่โฆษณาทางการเมือง โดย Tressie Rose ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Ad Age ว่าผิดหวังกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และขณะนี้กำลังทำงานร่วมกับ Facebook เพื่อให้สามารถเดินตามนโยบายของ Facebook ได้ดีกว่านี้

ไม่เพียง Facebook บริษัทอย่าง Twitter ก็เพิ่งประกาศโครงการ Ad Transparency Center เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเห็นแคมเปญทั้งหมดที่กำลังเกิดขึ้นบน Twitter ในรอบสัปดาห์ โดยจะมีการให้รายละเอียดค่าดำเนินแคมเปญ ทั้งเม็ดเงินการซื้อโฆษณา ข้อมูลกลุ่มเป้าหมาย และข้อมูลเชิงลึกของแคมเปญ ซึ่งนักการตลาดด้านการเมืองหรือ political advertisers ในสหรัฐฯ จะต้องทำตามกฏ Political Campaigning Policy บน Twitter ด้วย

ที่มา: : MarketingDive

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2018/07/walmart-pg-facebook-policy/

นายใหญ่ P&G ประกาศชัด จะไม่ลงโฆษณาออนไลน์กับแพลตฟอร์มที่ไม่มีการควบคุม

เป็นการให้สัมภาษณ์ที่เด็ดขาดทีเดียว สำหรับนายใหญ่ของ P&G อย่าง Marc Pritchard ที่ออกมาประกาศชัดเจนในงานสัมมนา Masters of Marketing Conference ว่าจะเดินหน้านโยบายหั่นงบโฆษณาออนไลน์ของบริษัทลงอย่างต่อเนื่อง หลังมีตัวเลขพิสูจน์แล้วว่า การกระทำดังกล่าวไม่กระทบต่อยอดขายใด ๆ ของบริษัท แถมยังมีผลประกอบการเพิ่มขึ้นด้วย

โดยการประกาศครั้งนี้ของ Pritchart เกิดขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมานี้เองในงาน Masters of Marketing Conference ซึ่งจัดโดย The Association of National Advertisers หรือ ANA ที่นายใหญ่ของ P&G ออกมาบอกว่า บริษัทได้ทำการตัดงบค่าใช้จ่ายที่ไม่เกิดประโยชน์ (ในด้านการซื้อสื่อโฆษณา) ไปแล้วมากกว่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา เนื่องจากไม่สามารถมั่นใจได้ว่าโฆษณาเหล่านั้นจะไม่ไปปรากฏอยู่หน้าคลิปของบรรดาผู้ก่อการร้าย

นอกจากนั้น P&G ยังย้ำชัดด้วยว่าจะยุติการใช้จ่ายบนสื่อดิจิทัลที่ไม่มีการควบคุมโดยหน่วยงานภายนอก หรือก็คือขาดความโปร่งใสในการดำเนินงานภายในสิ้นปีนี้ (2017) ด้วย

ในขณะที่ยอดขายของ P&G ในไตรมาสที่ 2 ซึ่งเป็นไตรมาสที่ P&G เริ่มการลดงบประมาณสื่อดิจิทัลนั้นเพิ่มขึ้น 2% เป็น 16.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ

ประโยชน์ที่ได้กลับมาจากการตัดค่าใช้จ่ายตามที่นายใหญ่ P&G ประกาศในครั้งนี้ก็คือ P&G สามารถลงทุนในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อองค์กรอย่างแท้จริง ด้วยการสร้างโฆษณาและนวัตกรรมต่าง ๆ ที่ดีขึ้นเพื่อนำไปสู่การเพิ่มยอดขายที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

พร้อมกันนี้ Pritchard ยังกล่าวด้วยว่า บริษัทมีการทำงานร่วมกับ Facebook, Instagram, Snap และ WeChat ในการสร้างโฆษณาดิจิทัลเจเนอเรชันใหม่ รวมถึงทำงานร่วมกับ Amazon และ Alibaba ในการใช้ข้อมูล Unique ID เพื่อให้สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างใกล้ชิดมากขึ้นว่าเมื่อไรที่พวกเขาพร้อมจะซื้อสินค้า โดย P&G มองว่า ทั้งหมดนี้ช่วยเพิ่มการเติบโตให้กับธุรกิจ e-Commerce ได้อย่างรวดเร็ว แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือ มันสามารถสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้บริโภคได้มากขึ้นด้วย

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่า แบรนด์ใหญ่อย่าง P&G กำลังหาทางก้าวข้ามปัญหา Brand Safety ด้วยการยกระดับการพูดคุยไปสู่ Quality Media Content ที่แต่ละแพลตฟอร์ม แต่ละเอเจนซี ต้องหาทางทำให้ผู้ลงโฆษณามั่นใจให้ได้ว่า เงินที่จ่ายให้กับแพลตฟอร์มไปนั้นจะนำไปสู่การเสนอโฆษณาในช่องทางที่เหมาะสม และปลอดภัย โดยเขาได้ทิ้งท้ายไว้อย่างชัดเจนด้วยว่า P&G ไม่สามารถชี้สั่งได้ว่าใครควรทำอะไร แต่สิ่งหนึ่งที่มั่นใจได้เลยก็คือ เราจะไม่ทิ้งเงินของเราไปกับแพลตฟอร์มที่ไม่ปรับตัว

ที่มา: Business Insider

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/10/procter-gamble-slashed-spending-on-digital-ads/

P&G ตั้งเป้าเพิ่มยอดขาย 50% ใน 3 ปี เชื่อไทยคือตลาดที่มีศักยภาพ

P&G หรือ Procter and Gamble Trading (Thailand) เป็นบริษัทผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ของโลก รวมถึงในไทย ที่ตอนนี้ทำธุรกิจมาครบ 30 ปีในไทยแล้ว เชื่อว่าหลายคนต้องใช้สินค้าในบ้าน ถ้านึกไม่ออก เช่น แพนทีน, เฮด แอนด์ โชว์เดอร์, โอเลย์, ยิลเลตต์, ออรัล-บี, ดาวน์นี่ และ แพมเพิร์ส

และในโอกาสครบ 30 ปี ลองมาดูกันว่า P&G จะมีความเคลื่อนไหวทางธุรกิจอย่างไรต่อไป

ตั้งเป้าเติบโต 50% ใน 3 ปี เชื่อไทยมีศักยภาพ

ราฟฟี่ ฟาร์ฮาโด กรรมการผู้จัดการของ P&G ประเทศไทย บอกว่า P&G เตรียมขับเคลื่อนองค์กรภายใต้แนวคิด We Grow Together เน้น นวัตกรรม, ความเป็นผู้นำ และเป็นพลเมืองที่ดีของสังคม เน้นกลยุทธ์ความเป็น The Best ใน 3 เรื่อง คือ พัฒนาบุคลากรภายใน, ประสานกับพันธมิตร ทั้งคู่ค้าและลูกค้า, พัฒนาองค์อย่างยั่งยืน

ตามแผนดังกล่าว ตั้งเป้าว่า P&G จะมียอดขายเติบโตขึ้น 50% ภายใน 3 ปี หรือปี 2020 โดยที่ยังมีแนวทางขยายธุรกิจในอนาคต เช่น การรุก e-Commerce จากปีที่ผ่านมา เริ่มทดลองตลาดด้วยผลิตภัณฑ์แพมเพิร์ส และได้รับการตอบรับที่ดี ปีนี้จะศึกษาตลาดเพิ่มเติมอีก

รวมถึงการขยายสินค้าใหม่ๆ ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผ้า โดยใช้แบรนด์ ดาวน์นี่ (Downny) แตกไลน์เป็น น้ำยาซักผ้า และได้รับการตอบรับอย่างดีจากผู้ใช้

ตลาดไทยแข่งเดือด ห้ำหั่นราคา สุดท้าทาย ในภูมิภาค

ในมุมมองของ P&G เห็นว่า ปกติแล้วตลาดประเทศกำลังพัฒนาจะมีการเติบโตที่ดีในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค มากกว่า 10% แน่นอนในทุกประเภท แต่ประเทศไทยกลับแตกต่าง เพราะปีที่ผ่านมาตลาดทรงตัวไม่เติบโต ยิ่งทำให้การแข่งขันหนักมาก มีโปรโมชั่นลดราคาต่อเนื่องทั้งปี

ฟาร์ฮาโด บอกว่า P&G จะไม่เน้นเรื่องการลดราคาเพราะไม่ใช่แนวทางการทำธุรกิจที่ยั่งยืน ในทางกลับกันจะเน้น 3 เรื่องเพื่อสร้างการเติบโตทางธุรกิจ คือ 1. เน้นทำตลาดสินค้าพรีเมียมมากขึ้น ซึ่งผู้บริโภคไทยเปลี่ยนไปใช้สินค้าคุณภาพมากขึ้น 2. เพิ่มขนาดและปริมาณให้มากขึ้น เป็นแนวโน้มของคนไทยชัดเจน นิยมซื้อขนาดและปริมาณใหญ่ วึ่งใช้ได้นานกว่าและประหยัดกว่า 3. เพิ่มการใช้ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เช่น ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม คอนดิชันเนอร์ เป็นต้น

“สินค้ากลุ่มดูแลเส้นผม hair care เช่น แพนทีน เฮด แอนด์ โชว์เดอร์ ถือว่าเป็นสินค้าที่ทำรายได้มากที่สุดของ P&G แต่ผู้บริโภคใช้ยาสระผมมาก แต่ยังใช้คอนดิชันเนอร์น้อย นี่คือสิ่งที่สามารถขยายตลาดได้”

สรุป

หลังจากเงียบหายจากหน้าสื่อไปาน P&G เริ่มกลับมาออกสื่ออีกครั้ง และการตั้งเป้าเติบโตในรอบ 3 ปีจากนี้ เชื่อว่าจะเห็นแผนการตลาดที่หนักขึ้น พร้อมรับการแข่งขันในตลาดสินค้าอุปโภคบริโภค

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/p-and-g-30years-in-thailand/

P&G ประกาศตัดงบโฆษณาดิจิทัล หลังสื่อไม่ตรงกลุ่มเป้าหมาย แถมสร้างภาพลบให้แบรนด์

ในขณะที่หลายองค์กรกำลังศึกษาการลงโฆษณาดิจิทัล เพราะผู้บริโภคเริ่มไหลไปอยู่บนโลกนี้มากขึ้น ทาง Procter & Gamble หรือ P&G กลับเลือกที่จะชะลอการลงทุนเรื่องนี้ และมองว่ามันได้ผลลัพท์ไม่ตรงกับที่องค์กรต้องการ

ไม่เกี่ยวกับ YouTube ทุกอย่างตัดสินใจเอง

ก่อนหน้านี้ YouTube ประกาศควบคุมการแสดงโฆษณาใน Channel ที่มีความรุนแรง หรือมีพฤติกรรมในด้านลบ เพื่อช่วยแบรนด์ที่ลงโฆษณานั้นไม่มีภาพลักษณ์ดังกล่าวติดกลับไปด้วย แต่นั่นไม่ได้เป็นปัจจัยที่ทำให้ P&G ตัดงบโฆษณาดิจิทัลลงแต่อย่างใด เพราะที่ทำลงไปก็มาจากการตัดสินใจจากฝ่ายบริหารทั้งหมด

โดยข่าวการตัดงบโฆษณาดิจิทัลนั้นมาจากการประกาศผลประกอบการไตรมาสที่สี่ของ P&G ที่ภายในเอกสารทางการเงินมีการระบุว่า ได้ตัดงบโฆษณาดิจิทัลในไตรมาสล่าสุดไปราว 100-140 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 3,300-4,600 ล้านบาท ด้วยเหตุผลเกี่ยวกับความกังวลในเรื่องภาพลักษณ์ของแบรนด์หากยังลงโฆษณาในช่องทางนี้

ภาพ pixabay.com

Jon Moeller ประธานเจ้าหน้าที่การเงินของ P&G บอกว่า ด้วยเนื้อหาบนโลกดิจิทัลหลายตัวเริ่มไม่ตรงกับภาพลักษณ์บริษัท ปรกอบกับผลลัพท์ตัวเลขที่ได้มาก็มาจาก Bot ที่สร้างขึ้นมาหลอกๆ ทำให้ทางองค์กรตัดสินใจชะลอการลงทุนเรื่องสื่อโฆษณาดิจิทัลไว้ชั่วคราว และรอให้ทุกอย่างกลับมาตรงกับมาตรฐานขององค์กรอีกครั้ง

Unilever, Johnson & Johnson ก็มีแนวโน้ม

อาจไม่ใช่แค่ P&G ที่ปรับลดการลงทุนโฆษณาดิจิทัล เพราะคู่แข่งสินค้าอุปโภคอย่าง Unilever และ Johnson & Johnson ก็มีแนวโน้มที่จะตัดงบประมาณเรื่องนี้เช่นกัน โดยมาจากเหตุผลเรื่องยอดขายที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัดในช่วงเวลาที่ผ่านมา ซึ่ง P&G ก็น่าจะตัดงบด้วยปัญหานี้ด้วย เพราะมีกำไรเติบโตเพียง 1% และรายได้ในสหรัฐอเมริกาก็เพิ่มขึ้น 2% เท่านั้น

ภาพ pixabay.com

ทั้งนี้เมื่ออ้างอิงข้อมูลจากบริษัทสำรวจ Kantar พบว่า P&G ลงโฆษณาในประเทศสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2559 ถึง 2,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นองค์กรที่ใช้เงินโฆษณามากที่สุดที่นี่ ดังนั้นคงต้องเฝ้าดูกันต่อไปว่า P&G และคู่แข่งรายอื่นๆ จะกลับมาลงทุนโฆษณาดิจิทัลเพิ่มขึ้นเมื่อไหร่ และปัญหาเรื่องเนื้อหารายการกระทบต่อภาพลักษณ์องค์กรจะจบไปหรือไม่

สรุป

หากโฆษณาของแบรนด์ไปอยู่กับช่องที่มีเนื้อหารุนแรงจริงๆ ผู้บริโภคก็อาจเข้าใจผิดว่าแบรนด์ให้การสนับสนุน และสร้างภาพลบให้กับตัวแบรนด์ได้เอง ซึ่งแบรนด์ก็คงไม่รู้ว่าไปขึ้นอยู่ตรงนั้นได้อย่างไร ดังนั้นถ้าไม่ขจัดปัญหานี้ออกไป ก็เท่ากับการลงโฆษณาดิจิทัลจะมีปัญหาต่อไปแน่ๆ และงานหนักก็คงตกไปอยู่ที่เอเยนซี่ ว่าจะสื่อสารผู้บริโภคบนโลกดิจิทัลอย่างไรถึงจะมีประสิทธิภาพที่สุด

สินค้าทั้งหมดของ P&G // ภาพจาก P&G

อ้างอิง // AdWeek

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/pg-cut-digital-ads-spending/

P&G ตัดงบโฆษณาดิจิทัล 140 ล้านเหรียญ แต่ยอดขายยังเพิ่มไม่หยุด

ไม่ลงโฆษณาก็ไม่เป็นไร? เจ้าพ่ออย่าง Procter & Gamble ระบุว่าได้ตัดงบประมาณซื้อสื่อดิจิทัลทิ้งไปมากกว่า 140 ล้านเหรียญสหรัฐในไตรมาสที่ผ่านมา ทำให้บริษัทมีกำไรมากเกินเป้า บนยอดขายที่กินส่วนแบ่งจากคู่แข่งได้เพิ่มขึ้น

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา P&G แสดงจุดยืนชัดเจนว่าจะไม่ลงโฆษณากับสื่อดิจิทัลที่ไม่มีมาตรฐาน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการประกาศแผนรัดเข็มขัดลดงบการตลาด 2 พันล้านดอลล์ต่อเนื่อง 5 ปี นโยบายเหล่านี้ทำให้ P&G ถูกจับตามองว่าจะได้รับผลกระทบใดหรือไม่ ผลปรากฏว่าในไตรมาสที่ผ่านมา P&G สามารถทำยอดขายเพิ่มขึ้น 2% มากกว่าตัวเลขคาดการณ์

ยอดขาย P&G ที่เพิ่มขึ้น 2% นี้เป็นตัวเลขสำหรับตลาดสหรัฐฯ โดยในตลาดนี้ ยอดขายของ P&G ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ซื้อโฆษณารายใหญ่ที่สุดของโลกนั้นเพิ่มขึ้นมากกว่า 4% ในเชิงจำนวนสินค้าที่ขายได้ (unit growth) ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการลดราคาสินค้ากลุ่มใบมีดโกนอย่าง Gillette ลงมากกว่า 12% ทำให้จำนวนสินค้าที่ขายได้เพิ่มขึ้น แต่จำนวนเงินที่ได้รับนั้นลดลง

สินค้ากลุ่มความงามของ P&G ยังไปได้สวยเพราะมีอัตราเติบโตกว่า 5% เบ็ดเสร็จรวมกำไรทั้งหมดเพิ่มขึ้น 15% มูลค่ารวม 2.3 พันล้านเหรียญสหรัฐในไตรมาสที่ผ่านมา

กำไรที่เพิ่มขึ้นนี้ถูกมองว่าเป็นผลจากการตัดงบประมาณโฆษณาดิจิทัลลง เหตุผลหลักคือเพราะปัญหา Brand Safety หรือความกังวลว่าโฆษณาของแบรนด์จะไปแสดงข้างเนื้อหาออนไลน์ที่ไม่เหมาะสมจนทำให้ภาพลักษณ์ของแบรนด์เสียหาย ประเด็นนี้ P&G แสดงจุดยืนชัดเจนว่าไม่ต้องการง้อโฆษณาออนไลน์อีกต่อไป

เบื้องต้น คู่แข่งอย่าง Unilever ซึ่งยังไม่ดึงโฆษณาออกจาก YouTube แต่ก็เริ่มนโยบายลดงบประมาณซื้อโฆษณาลงในช่วงไตรมาสที่ผ่านมาเช่นกัน ยอดขายของ Unilever เพิ่มขึ้น 3% บนปริมาณเท่าเดิม ขณะที่ Kimberly-Clark Corp., Colgate-Palmolive Co., RB (Reckitt Benckiser) และ Johnson & Johnson ล้วนมียอดขายในธุรกิจสินค้าเพื่อผู้บริโภคลดลงทั้งในเชิงยอดขายและปริมาณ

ไม่แน่ ผลประกอบการที่น่าประทับใจของ P&G อาจนำไปสู่การตัดงบประมาณโฆษณาดิจิทัลที่มากขึ้นก็ได้

ที่มา: AdAge

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/07/p-g-slashe/

หัวเรือใหญ่ P&G ย้ำชัด ลุยจัดระเบียบ digital supply chain เสร็จปีนี้

ทำไมต้องจัดระเบียบ? คำตอบคือ P&G มองว่า digital supply chain โดยเฉพาะบริการโฆษณาออนไลน์นั้นไม่มีความโปร่งใส ทำให้บริษัทตั้งเป้าปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้บริการให้มีประสิทธิภาพกว่าเดิม คาดว่า P&G จะเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้แบรนด์อื่นลุกขึ้นมาจัดระเบียบ digital supply chain เพิ่มขึ้นในเร็ววันนี้

จุดยืนล่าสุดของ P&G ถูกประกาศโดย Marc Pritchard ประธานฝ่ายจัดการแบรนด์ของ P&G โดยในงาน Cannes Lions หัวเรือใหญ่อย่าง Pritchard อัปเดตความคืบหน้าถึงแนวคิดของเขาในการจัดระเบียบหรือ clean up the digital media supply chain พร้อมกับบอกว่า P&G ดำเนินการเรื่องนี้ไปแล้วเสร็จราว 40% ถึง 50%

Marc Pritchard จึงหวังว่ากระบวนการทุกอย่างจะเสร็จสิ้นทันปลายปีนี้ โดยบอกว่าหนึ่งในส่วนที่ยากที่สุดคือการทำให้สื่อดิจิทัลมีความโปร่งใส จุดนี้จะไม่เพียงครอบคลุมการดึงเครื่องมือวัดผลของบริษัทอื่นหรือ third-party measurement tool มาใช้มากขึ้นเท่านั้น แต่จะรวมถึงการให้ความสำคัญกับเนื้อหา (content) และสื่อ (publisher) เพื่อให้ทุกคนมีความรับผิดชอบต่อการผลิต content คุณภาพ ซึ่งเป็นที่ที่แบรนด์จะส่งโฆษณาไปปรากฏสู่สายตาผู้อ่าน

สรุปแล้ว ประเด็นที่ Pritchard พูดก็คือความเสี่ยงที่แบรนด์อาจได้รับจากกรณีที่โฆษณาถูกนำไปแสดงข้างเนื้อหาไม่เหมาะสม ซึ่งจะพลอยทำให้ลูกค้าเข้าใจผิดคิดว่าแบรนด์สนับสนุนเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมเหล่านั้น เนื้อหาดังกล่าวมีทั้งเนื้อหาเหยียดผิว ก่อการร้าย รวมถึงเนื้อหาที่เข้าข่ายหัวรุนแรงอื่นๆ

กรณีของ P&G ความเป็นแบรนด์ที่มีสินค้าอุปโภคบริโภคในมือจำนวนมาก ทำให้ P&G เป็นหนึ่งในบริษัทที่ซื้อสื่อลงโฆษณามากที่สุดในโลก ข่าวนี้จึงเป็นเหมือนแนวทางทำให้นักการตลาดทั่วโลกรู้ว่าควรจะพูดกับสื่อดิจิทัลอย่างไร เพื่อให้แบรนด์สามารถใช้บริการสื่อดิจิทัลได้อย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพมากที่สุด

ก่อนหน้านี้ สื่อดิจิทัลล้วนไม่นิ่งเฉยเมื่อ P&G ออกมาเรียกร้องครั้งแรกเมื่อมกราคมที่ผ่านมา โดยทั้ง Google และ Facebook ต่างรู้ตัวและหันไปจับมือกับ third-parties อย่างสถาบัน Media Rating Council ในการเพิ่มความโปร่งใสให้ระบบวัดผล ทั้งหมดนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของยุคสมัยแห่งการจัดระเบียบ digital supply chain ของแท้

ที่มา: MarketingDive

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/06/pg-digital-supply-chain-cleanup/