คลังเก็บป้ายกำกับ: PC_REVIEW

MSI OPTIX MAG273QF จอคอมเล่นเกม จอใหญ่ สีสวย ระดับอีสปอร์ต 2K 165Hz แค่ 12,900.-

ถ้าจะว่ากันที่จอคอมเล่นเกม สเปคโหดๆ กันแล้ว MSI OPTIX MAG273QF ถือเป็นอีกหนึ่งจอพันธุ์โหดจากค่ายนี้ ที่จัดสเปคมาให้แบบไม่กั๊ก เอาใจบรรดาเกมเมอร์ที่มีคอมแรง แต่ยังไม่มีจอภาพสวยๆ สเปคโหด ที่มาเติมสีสันความสนุกให้กับการเล่น โดยเฉพาะสิ่งที่เกมเมอร์ต้องการ เช่น สีสันสดใส ภาพไหลต่อเนื่อง ปรับแต่งได้ง่าย เพื่อเพิ่มความสนุกสนานให้กับการเล่นได้ กับฟังก์ชั่นที่น่าสนใจ เช่น จอแสดงผลแบบ Rapid-IPS, รีเฟรชเรต 165Hz ความละเอียดระดับ 2K

MSI OPTIX MAG273QF

MSI OPTIX MAG273QF เป็นจอคอมเกมมิ่งสายพันธุ์โหดในกลุ่มของ OPTIX series ที่สร้างชื่อให้กับ MSI ที่ตอบโจทย์คอเกม ที่มองข้ามการเล่นเกม มาสู่การเทิร์นโปร หรือก้าวไปสู่การแข่งขัน เพราะด้วยสเปคที่จัดว่าไม่ธรรมดาของจอมอนิเตอร์รุ่นนี้ รวมถึงดีไซน์ที่ทาง MSI เน้นที่การใช้งานจริง มากกว่าเส้นสายที่ดูเยอะเกินไป จนบางทีไปดึงดูดสายตาของนักเล่นเกม มากกว่าแมทช์ที่อยู่บนจอ กับโทนสีดำ และใส่เส้นสายที่เรียบง่ายมาให้ โดยที่โยนทุกสิ่งไปอยู่กับฟีเจอร์ ไม่ว่าจะเป็น หน้าจอขนาด 27″ ความละเอียด WQHD (2560×1440) ซึ่งตอบโจทย์การเล่นเกมได้ตั้งแต่สเปคกลางๆ ไปจนถึงสเปคสุดโหด ให้สามารถเล่นได้แบบสวยๆ มีรายละเอียดที่ดี ด้วยการปรับ Detail High และ Very High ในหลายๆ เกม ได้ตามความเหมาะสม พาแนล Rapid IPS ที่ตอบสนองกับการใช้งานได้ดี อัตรารีเฟรชเรต 165Hz กับความลื่นไหล ที่จะสอดคล้องกับการสนับสนุน nVIDIA G-Sync compatible และฟีเจอร์ในการปรับแต่งบนหน้าจอ เพื่อเพิ่มความได้เปรียบให้กับการเล่นเกมของคุณอีกด้วย ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ เราจะขออนุญาตมาเล่ากันเต็มๆ ในการรีวิวครั้งนี้ครับ

Review – MSI OPTIX MAG274R เล่นสนุก ภาพสวย ฟีเจอร์เทพ

จอคอม MSI OPTIX MAG273QF

จุดเด่น

  • พาแนลให้ความคมชัดและภาพที่นุ่มนวล
  • รีเฟรชเรตสูง 165Hz เพิ่มความไหลลื่นได้ดี
  • ภาพคมชัด มุมมองกว้าง เหมาะกับการเล่นเกม
  • ฟีเจอร์ Night Vision ได้เปรียบในการเล่นฉากมืด

ข้อสังเกต

  • ปรับเลื่อนได้เพียงมุมก้ม-เงยเท่านั้น
  • รองรับ G-Sync compatible

Specification

MSI OPTIX MAG273QF Description
PANEL SIZE 27″ (69cm)
PANEL RESOLUTION 2560 x 1440 (WQHD)
REFRESH RATE 165Hz
RESPONSE TIME 1ms GTG
PANEL TYPE Rapid IPS
BRIGHTNESS (NITS) 300 nits
VIEWING ANGLE 178° (H) / 178° (V)
ASPECT RATIO 16:9
CONTRAST RATIO 1000:1
ACTIVE DISPLAY AREA (MM) 596.736(H) x 335.664(V)
PIXEL PITCH (H X V) 0.2331(H) x 0.2331(V)
SURFACE TREATMENT Anti-glare
DISPLAY COLORS 16.7M
DCI-P3 / SRGB 93% / 125%
VIDEO PORTS 1x Display Port (1.2), 2x HDMI (2.0)
AUDIO PORTS 1x Earphone out
KENSINGTON LOCK Yes
VESA MOUNTING 100 x 100 mm
CONTROL 5-way OSD navigation joystick
POWER TYPE External Adaptor 19V 3.42A
POWER INPUT G-sync Compatible
DYNAMIC REFRESH RATE TECHNOLOGY G-sync Compatible
ACTIVATED RANGE 48 to 165Hz
DCR 100000000:1
POWER CONSUMPTION 32W
SIGNAL FREQUENCY 90.9 to 242.4KHz (H), 30 to 165Hz (V)
ADJUSTMENT (TILT) -5° ~ 20°
DIMENSION (W X H X D) 614.9 x 444.6 x 228.38 mm
WEIGHT (NW / GW) 4.5kg / 7.5kg
FRAMELESS DESIGN Yes

Design

MSI OPTIX MAG273QF

MSI OPTIX MAG273QF มาในดีไซน์ที่ดูเรียบง่าย โดยเป็นจอคอมเกมมิ่งแบบ Flat panel ซึ่งทาง MSI พยายามขยายโมเดลในรูปแบบนี้ให้มากยิ่งขึ้น เพื่อรองรับกลุ่มเกมเมอร์ที่ชื่นชอบจอเกมมิ่งเช่นนี้ และยังรวมถึงตลาดอีสปอร์ตอีกด้วย ด้านหน้ามาในโทนสีเทาเข้ม ขอบจอที่บางเฉียบ ทำให้ดูมีพื้นที่หน้าจอกว้างขวาง ฐานเป็นแบบ V ขนาดใหญ่ แม้จะดูไม่หวือหวาเหมือนในตะกูลที่เป็นจอ Curved แต่ก็ดูมีเสน่ห์ไม่เบา

MSI OPTIX MAG273QF
MSI OPTIX MAG273QF

ขอบจอด้านล่าง ไม่มีการใส่ฟังก์ชั่นเป็นพิเศษ เพราะหลักๆ การควบคุม จะไปอยู่ที่จอยสติ๊กทางด้านหลังจอ ดังนั้นจึงมีเพียงปุ่มเพาเวอร์ สำหรับปิด-เปิดอยู่ด้านใต้เท่านั้น แต่จะเห็นว่าเส้นสาย จะยังคงเป็นเอกลักษณ์ที่มีในจอหลายๆ รุ่นของ MSI

MSI OPTIX MAG273QF
MSI OPTIX MAG273QF

มาดูกันที่ฐานและขาตั้ง ซึ่งออกแบบมาเป็นสามเหลี่ยมด้วยกันทั้งคู่ ทำให้ดูทันสมัยกว่าด้านหน้าเลยทีเดียว แถมยังซ่อนไพ่เด็ดเอาไว้ด้วย ซึ่งเราจะว่ามากันในภายหลัง อย่างไรก็ดีขาตั้งไม่สามารถปรับเลื่อนได้ ส่วนตัวล็อคขาตั้งกับฐาน เป็นแบบมาตรฐาน คือสวมขาตั้งเข้าไป และไขน็อตยึดเท่านั้น

MSI OPTIX MAG273QF

มาดูภาพด้านหลังกันบ้างดีกว่า เรียกว่าสวยงามล้ำสมัยไม่เบาเลย ด้วยการเล่นเส้นสายให้พาดผ่านหลังจอ และยังมีโลโก้ MSI หล่อๆ อยู่ทางด้านซ้าย ซึ่งจอในรุ่นนี้ จะไม่มีแสงไฟ Mystic Light มาให้ ต่างจาก 2 โมเดลคือ MSI MAG274QRF และ MSI MAG274QRF-QD ที่จะเพิ่มแสงไฟด้านหลังมาให้ ไม่ว่าจะเป็นเส้นที่ตัดผ่านทางด้านหลังหรือโลโก้ MSI ก็ตาม

MSI OPTIX MAG273QF
MSI OPTIX MAG273QF
MSI OPTIX MAG273QF

จอคอมขอบจอบางเฉียบแบบนี้ จัดว่าให้พื้นที่ในการใช้งานได้เต็มที่มากขึ้น และที่สำคัญสำหรับคนที่ชอบการใช้งานแบบมัลติมอนิเตอร์ สามารถต่อจอเพิ่มได้แบบที่ลดขอบที่ดูเกะกะสายตาไปได้มากทีเดียว และทำให้ดูไม่เทอะทะน่าใช้มากขึ้น

MSI OPTIX MAG273QF
MSI OPTIX MAG273QF

5-way navigation joystick ที่อยู่ด้านหลังจอ ปุ่มสีแดงๆ ช่วยให้ควบคุมการปรับแต่งได้ง่ายขึ้น ซึ่งคนที่เบื่อกับการกดปุ่มหลายๆ ปุ่ม ในการตั้งค่าหน้าจอ น่าจะชื่นชอบการปรับ OSD ในรูปแบบนี้ เพราะจะช่วยให้เลือกโหมดหรือตั้งค่าได้ตามต้องการ ในเวลาไม่กี่วินาที ที่สำคัญยังมีปุ่มลัด มาเป็นทางเลือกให้เราได้ใช้อีกด้วย

MSI OPTIX MAG273QF
MSI OPTIX MAG273QF

และทั้งหมดนี้ เป็นภาพรวมของดีไซน์และรูปลักษณ์ของ MSI OPTIX MAG273QF รุ่นนี้

Adjustable

MSI OPTIX MAG273QF

สำหรับจอคอม MSI OPTIX MAGG273QF เป็นจอเกมมิ่งน้องเล็กในซีรีส์ จึงมีบางส่วนที่ถูกลดทอนลงไป เช่นเดียวกับการปรับเลื่อนในจุดต่างๆ จอรุ่นนี้จะมีให้เพียงการปรับ Tilting หรือมุมก้ม-เงย ได้ที่ -5 ถึง 20 องศาเท่านั้น แต่ถ้าเป็นรุ่น MAG274QRF และ MAG274QRF-QD จะสามารถปรับ Rotate เพิ่มได้ 90 องศาอีกด้วย แต่ราคาก็จะขยับสูงตามฟังก์ชั่นในการใช้งาน

OSD settings

MSI OPTIX MAG273QF

มาถึงในส่วนของการปรับตั้งค่าจอภาพ ผ่านทาง OSD settings กันบ้าง MSI รุ่นนี้มาพร้อม 5-way navigation joystick ทางด้านหลัง ใช้การกดปุ่ม เลื่อนซ้าย-ขวา ขึ้น-บน ที่จัดว่าเป็นรูปแบบที่ใช้งานง่ายมาก ในหน้าฟังก์ชั่นจะมีด้วยกัน 6 ส่วนหลักคือ

  1. Gaming – สำหรับปรับโหมดตัวเลือกในการเล่นเกมรูปแบบต่างๆ
  2. Professional – ใช้ในการปรับค่าของภาพ เพื่อการใช้งานตามความเหมาะสม
  3. Image – ตั้งค่าความสว่าง แสง สี Contrast และอื่นๆ
  4. Input Source – เลือกสัญญาณเข้ามาที่จอ
  5. Navi Key – ตั้งค่าปุ่มจอยสติ๊กเพื่อให้ใช้งานปุ่มลัดได้
  6. Setting – ตั้งค่าพื้นฐานของตัวจอ เช่น ภาษา ความโปร่งแสง และปุ่มต่างๆ
MSI OPTIX MAG273QF

แถบด้านบนของเมนู จะรายงานสถานะของมอนิเตอร์ ความละเอียด 2560 x 1440, รีเฟรชเรต 165Hz, อยู่ใน Game mode FPS และพร้อมใช้งาน Adaptive-Sync ในช่องสัญญาณ DisplayPort

MSI OPTIX MAG273QF

ในส่วนที่เกมเมอร์ต้องเข้ามาปรับแต่ง Game Mode ระบบจะปรับรายละเอียดของภาพให้เหมาะกับการเล่นเกมในแต่ละแบบ เช่น FPS, Racing, RTS และ RPG หรือจะตัั้งค่าเอง ก็สามารถเลือกแบบ User ได้เช่นกัน

MSI OPTIX MAG273QF

แต่สำหรับคนที่ใช้งานหลากหลาย ก็มีตัวเลือกของ Color Temp. มาให้ใช้ด้วยเช่นกัน ซึ่งเป็นฟังก์ชั่นพื้นฐานที่หลายๆ คนใช้งานกันอยู่แล้ว

MSI OPTIX MAG273QF
MSI OPTIX MAG273QF

หากตัว OSD บดบังโปรแกรมที่คุณใช้งาน ก็อาจจะเลือกตั้งค่า Transparency ให้โปร่งใส เพื่อให้สอดคล้องกับรูปแบบการทำงานของคุณ


Feature

ไฮไลต์ที่น่าสนใจ และเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับเกมเมอร์บนจอคอมรุ่นนี้ ประกอบด้วยส่วนหลักๆ เหล่านี้

MSI OPTIX MAG273QF

พาแนล Rapid IPS: คงอาจจะไม่ลงลึกไปที่เทคโนโลยีมากนักกับพาแนลจาก MSI นี้ เพราะสิ่งที่จะเกิดขึ้นในระหว่างที่คุณใช้งาน น่าจะสำคัญยิ่งกว่า ซึ่ง Rapid IPS นี้จะเป็นอีกชื่อหนึ่งในหลายๆ เทคโนโลยีที่ว่ากันไปตามชื่อของผู้ผลิตแต่ละราย แต่สิ่งที่จะเห็นได้ชัดเจนก็คือ การให้ผลในเรื่องของการแสดงผลและการตอบสนอง ที่เหนือกว่าพาแนลแบบ IPS ทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับหลายคนที่อาจมองว่า IPS อาจจะตอบสนองกับการทำงานมากกว่า แต่ถ้าดูจากรายละเอียดและความแตกต่างที่เกิดขึ้นแล้ว ปัจจุบันกลับให้ความเร็วในแง่ของ Hz ที่สูงขึ้น ทำให้รีเฟรชเรตได้เช่นเดียวกับ TN หรือ VA ที่ก่อนหน้านี้ หลายคนจะมองไปในแง่ของความเร็ว และสีสันที่สดใส แต่สำหรับ MSI OPTIX MAG273QF ให้คุณได้สัมผัสทั้งรีเฟรชเรตที่มากถึง 165Hz และ Response time 1ms เท่านั้น คนที่เล่นเกม FPS หรือ Action RPG ก็คงปฏิเสธไม่ได้ ถึงความสามารถในจุดนี้ และหาได้ค่อนข้างยากในท้องตลาด กับราคาประมาณหมื่นต้นๆ

MSI OPTIX MAG273QF

OSD settings: ใช้งานง่ายมากๆ สำหรับ 5-way navigation ที่อยู่ด้านหลังของจอคอมเกมมิ่งรุ่นนี้ เพราะถ้าคุณเคยผ่านประสบการณ์ปุ่มกดหลายๆ ปุ่ม เชื่อว่าคุณจะจะต้องหลงรักเจ้าจอยสติ๊กนี้อย่างแน่นอน แค่กดปุ่มและเลื่อนไปมา เหมือนกับที่คุณเล่นเกมบนเครื่องเล่นเกมคอนโซล ก็สามารถปรับแต่งหน้าจอได้แล้ว และไวกว่าแบบอื่นๆ มากมาย แม้ว่าจะเป็นการใช้งานครั้งแรก แต่ก็เชื่อว่าคุณจะใช้เวลาในการปรับตัวไม่นาน ที่สำคัญยังมีปุ่มลัด เพื่อเข้าสู่ฟีเจอร์ที่ต้องการได้อีกด้วย ในแง่ของความสะดวกสบาย ส่วนตัวให้คะแนนในข้อนี้เป็นพิเศษเลยครับ

MSI OPTIX MAG273QF

ฟีเจอร์ Night Vision: เป็นสิ่งที่อยู่คู่กับจอเกมมิ่งของ MSI มายาวนาน ใครที่เล่นเกมแนว Dark ฉากมืดหรือในสตอรีที่มีศัตรูชวนหลอนเยอะ เช่น Resident Evil หรือ DBDL หรือจะเป็นแนว Action ในสมรภูมิที่มีแสงน้อย ไม่ควรพลาดฟีเจอร์นี้ เพราะจะช่วยเปิดโลกให้คุณเห็นสิ่งต่างๆ ได้ชัดขึ้น และการมองเห็นนี้เอง อย่างน้อยๆ ก็จะพอมีเวลาให้คุณได้หลบหรือโจมตีก่อน และลดโอกาสสูญเสียไปได้มาก โดยที่ Night Vision ยังมีให้เลือกหลายระดับ ตั้งแต่แบบน้อยๆ พอให้ได้เห็นหรือจะแบบชัดเจนจนเห็นรอบข้างได้ชัดเจน ก็ขึ้นอยู่กับว่า แบบไหนให้อรรถรสกับคุณได้มากที่สุด โดยฟีเจอร์นี้จะไม่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของระบบแต่อย่างใด เคล็ดลับ เน้นคว้าชัยชนะ ก็ปรับมากหน่อย เน้นสนุกสนาน ได้ฟิลลิ่งก็ปรับน้อยหน่อยได้ครับ

MSI OPTIX MAG273QF
MSI OPTIX MAG273QF

Screen Assistant: กรณีที่คุณเล่นเกม ไม่ว่าจะเป็น Action FPS หรือ Open-World ก็ตาม ปัญหาของหลายๆ คนก็คือ จับทิศทางการเคลื่อนที่ไม่ได้ ขณะที่โดนโจมตีหนักๆ ดังนั้น Screen Assistant จึงเข้ามาเป็นตัวช่วยให้กับผู้เล่น ซึ่งจะช่วยให้คุณยึดจุดตรงกลางหน้าจอ ให้พอจับทิศทางได้ง่ายกว่า รวมถึงการเล่นในโหมด First person การมีตัวช่วยที่เป็นศูนย์เล็งบนหน้าจอ ก็มีส่วนช่วยเพิ่มความแม่นยำได้มากขึ้นนั่นเอง และฟีเจอร์ดังกล่าวนี้ ก็มีอยู่ในจอเกมมิ่งของ MSI เกือบทุกรุ่น ให้คุณเปิดใช้งานได้บน OSD settings และ Software อีกด้วย

MSI OPTIX MAG273QF
MSI OPTIX MAG273QF

Low Blue Light: สำหรับคนที่ต้องอยู่หน้าจอคอมนานๆ ในแต่ละวัน ฟีเจอร์ลดแสงสีฟ้า จะช่วยให้คุณใช้งานได้สบายตายิ่งขึ้น และยังช่วยถนอมสายตา เมื่อต้องจ้องหน้าจอบ่อยๆ ฟีเจอร์นี้เหมาะกับการใช้งานทั้งซอฟต์แวร์สำนักงาน การท่องเว็บ และการใช้งานทั่วๆ ไป ส่วนถ้าจะใช้ในการชมภาพยนตร์ แนะนำให้เลือกโหมด Movies หรือถ้าจะใช้ในงานกราฟิกและอื่นๆ สามารถตั้งในโหมดของ User settings หรือ Office ก็ได้เช่นกัน

MSI OPTIX MAG273QF
MSI OPTIX MAG273QF

Rapid IPS นอกจากจะช่วยให้อัตรารีเฟรชเรตบนจอรุ่นนี้ทำได้รวดเร็วถึง 165Hz และการตอบสนองระดับ 1ms ซึ่งสูงมาก หากเทียบกับในกลุ่มของจอเกมมิ่งระดับเดียวกันในท้องตลาดเท่านั้น แต่ยังให้มุมมองที่กว้างตามแบบฉบับของ IPS ที่ช่วยให้ผู้เล่น สามารถมองเห็นภาพในมุมมองต่างๆ ได้ชัดเจนเท่าๆ กัน เพื่อไม่ให้พลาดการมองเห็นและการโจมตีจากฝ่ายตรงข้าม ซึ่งส่งผลต่อความแม่นยำอยู่ด้วยเช่นกัน นับว่าเป็นข้อดีที่น่าจะอยู่ในความต้องการของเหล่าเกมเมอร์


Port connector

MSI OPTIX MAG273QF
MSI OPTIX MAG273QF

พอร์ตต่อพ่วงของจอคอม MSI OPTIX MAG273QF รุ่นนี้ ประกอบด้วย Display Port (1.2) จำนวน 1 พอร์ต และ HDMI (2.0) อีกจำนวน 2 พอร์ตด้วยกัน ซึ่งก็ดูจะเพียงพอต่อการใช้งาน โดยเฉพาะการเล่นเกมที่มีทางเลือกให้ใช้งานได้มากขึ้น


Performance

MSI OPTIX MAG273QF

PUBG

มาเริ่มกันที่ PUBG กันก่อน สำหรับเกมนี้บางคนก็เน้นที่ภาพสวย แต่บางคนก็อยากเน้นที่เห็นศัตรูก่อนเป็นสำคัญ จึงมีทั้งคนที่เลือกตั้งค่า Low ให้ภาพลื่นขึ้น เคลื่อนไหวไม่สะดุด ซึ่งหากคนที่ใช้คอมแรงระดับกลาง รีเฟรชเรตเกิน 60fps ขึ้นไป ในโหมด Medium หรือ High เลือกปรับความละเอียด 2K แบบ Native ไปเลย ก็จะได้สัมผัสกับความสมจริงมากขึ้น เพราะนอกจากเรื่องของรายละเอียดที่ดี สังเกตสิ่งรอบข้างได้ง่าย สีสันที่ได้ ก็ยังสดใส ปรับโหมด FPS ในส่วนของ OSD และใช้งาน Adaptive-Sync เท่านี้ก็ทำให้ได้ภาพที่ลื่นและเล่นได้สะดวกขึ้นอีกด้วย

MSI OPTIX MAG273QF

ส่วนใครที่ชอบเล่นในโหมดของ Sniper หรือยิงระยะไกลเป็นหลัก นอกจากเมาส์ที่นิ่งๆ ด้วยค่า DPI สูงๆ แล้ว การเลือกใช้งาน Screen Assistant ก็ช่วยให้การเล็ง ทำให้ได้ดีขึ้น แม้จะไม่ได้ช่วยให้แม่นขึ้น 100% แต่ก็ช่วยให้การเทียบระยะของศูนย์เล็งค่อนข้างทำได้ไว และที่สำคัญการรองรับ G-Sync Compatible ก็ยังพอให้ภาพที่ได้มีความลื่นไหลในระดับหนึ่งเลยทีเดียว

MSI OPTIX MAG273QF
MSI OPTIX MAG273QF

ภาพด้านบนนี้ เป็นส่วนที่เปรียบเทียบคุณสมบัติ Night Vision ในเกมนี้ ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่เพิ่มความได้เปรียบในการเล่นเกม ในฉากที่มีแสงน้อย ความมืดมาก หรือมีความแตกต่างของแสงค่อนข้างเยอะ จะช่วยให้คุณมองเห็นศัตรูได้ง่ายขึ้น สังเกตได้จากภาพด้านบนที่ไม่ได้ใช้ Night Vision แม้ว่าจะพอมองเห็นรายละเอียดของฉาก แต่ก็ยากในการมองหาศัตรู เพราะค่อนข้างกลมกลืนไปกับฉาก แต่ 2 ภาพที่ถัดมาด้านล่าง เมื่อเปิดฟีเจอร์นี้ ก็ทำให้มองเห็นสิ่งต่างๆ ได้มากกว่า ไม่ใช่แค่การเปิดความสว่าง Brightness แต่ปรับทั้งเรื่องของสีสัน และรายละเอียดให้เห็นได้ชัดเจน แนะนำว่าถ้าฉากมีแสงมือสว่างสลับไปมา ให้ใช้โหมด AI แต่ถ้าอยากจะให้สว่างชัดต่อเนื่องไป ก็สามารถเลือกใช้ Strongest ได้เลย

MSI OPTIX MAG273QF

Battlefield V

มาที่เกมแอ็คชั่นตัวจริง ที่กินสเปคพอสมควรกันบ้าง BFV ที่มักจะมาพร้อมความอลังการของฉาก แสง สีแบบจัดเต็ม ซึ่งคุณสามารถเล่นได้สนุกจัดเต็มได้บนจอ MSI รุ่นนี้ เพราะสีสันที่สวยจัดจ้าน ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว ดังตัวอย่างที่คุณเห็นได้ในฉาก Last Tiger ที่เป็นรถถังยิงถล่มกับแรงระเบิดและควันที่คลุ้งกระจาย ในส่วนที่จะได้ประโยชน์จาก G-Sync Compatible อยู่ด้วย เพราะการเคลื่อนไหวและสิ่งที่ต่างๆ ที่อยู่รอบตัว เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด และด้วยภาพที่นิ่ง อาการฉีกขาดของภาพน้อยลง ก็จะเพิ่มความแม่นยำให้กับการเล่นได้มากขึ้น และด้วยรายละเอียดระดับ 2K WQHD นี้ ก็ทำให้เล่นเกมได้อยากสนุกสะใจเลยทีเดียว

และคุณยังสามารถใช้ประโยชน์จากฟีเจอร์ Night Vision ได้บนเกมนี้เช่นกัน ดังจะเห็นได้จากภาพด้านบน ทางซ้ายปิดการทำงานอยู่ อาจจะทำให้มองเห็นรายละเอียดได้มากนัก อย่างเช่น ลวดลายบนกำแพง หรือเหล็กดัดบนประตู แต่เมื่อเปิดการทำงานเป็น Strong ก็จะเห็นได้อย่างชัดเจน ทำให้คุณสามารถจัดการกับศัตรูได้ง่ายขึ้น โอกาสโดนโจมตีก่อนอาจจะน้อยลงอีกด้วย

MSI OPTIX MAG273QF

Horizon Zero Dawn

สำหรับเกมนี้ ต้องบอกว่าความจัดจ้านของสีสัน และเอฟเฟกต์เบลอ ยังคงเป็นเอกลักษณ์ที่น่าสนใจ และจอจาก MSI รุ่นนี้ ก็ช่วยเพิ่มอรรถรสในการเล่นได้ดีทีเดียว กับภาพที่ต่อเนื่องสวยงาม น่าจะทำให้สาย Adventure สนุกได้มากขึ้น โดยเฉพาะในฉากที่ต้องมีศัตรูจำนวนมากโจมตีรอบด้าน หน้าจอขนาดใหญ่ระดับ 27″ นี้ ทำให้การเคลื่อนไหวคล่องตัวเลยทีเดียว

MSI OPTIX MAG273QF

นอกจากประสิทธิภาพที่ดีสำหรับการเล่นเกมแล้ว จอคอม MSI OPTIX MAG273QF รุ่นนี้ยังมาพร้อมขอบเขตสีที่กว้าง DCP-IP3 92% และ sRGB 125% ที่เรียกว่ากว้างในระดับของจอที่ใช้ในงาน Content ซึ่งเหมาะกับเหล่า Creator ทั้งหลาย ที่เรียกว่าทั้งเล่นเกม และทำงานไปด้วยกัน ซึ่งเหมาะกับการใช้ในการตกแต่งภาพ ตัดต่อวีดีโอ ได้ในระดับที่ดีทีเดียว ในส่วนนี้น่าจะลงตัวกับเหล่าเกมเมอร์ ที่ต้องการทำงานในด้านวีดีโอ รวมถึงการแคสสตรีมและการเป็น Youtuber ได้อีกด้วย อีกทั้งหน้าจอก็มีขนาดใหญ่ ความละเอียดระดับ 2K ก็ทำให้การจัดสรรหน้าจอในการจัดการเมนู และ Tool ต่างๆ ของโปรแกรม ให้มองเห็นได้ชัดเจนมากขึ้น

MSI OPTIX MAG273QF

Conclusion

MSI OPTIX MAG273QF

MSI OPTIX MAG273QF สำหรับจอคอมสำหรับเล่นเกมรุ่นนี้ ต้องถือว่าดีกรีความน่าสนใจ ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว เพราะถ้ามองจากคุณสมบัติที่จัดมาให้ ตั้งแต่พาแนล รีเฟรชเรต และฟังก์ชั่นการใช้งาน เรียกได้ว่าเกือบจะครบเครื่อง สำหรับคอเกม ที่มองถึงประสิทธิภาพในการเล่นเกมแบบจริงจัง นอกเหนือจากสเปคคอมตัวแรงที่มีอยู่แล้ว โดยเฉพาะในแง่ของภาพ ที่ให้ความสวยงามและต่อเนื่องได้ดี รวมถึงมี Game Mode มาให้ปรับแต่งได้ และเหมาะกับคนที่อาจจะไม่ชินกับการใช้จอโค้ง แต่อยากได้จอแบนที่ตอบสนองได้ไว มุมมองภาพที่กว้าง และการใช้งานได้หลากหลาย สิ่งสำคัญคือ ลูกเล่นที่ทำให้การเล่นเกมได้เปรียบคู่แข่งด้วย เพราะฟีเจอร์อย่าง Night Vision ก็ช่วยให้การมองเห็นสิ่งต่างๆ ในเกมได้ดีขึ้น โดยเฉพาะเกมที่อยู่ในสมรภูมิแสงน้อยๆ เล่นในความมืดเป็นหลัก ก็สามารถปรับใช้ได้ตามต้องการ

แต่ที่น่าสนใจก็คือ การที่ MSI เลือกใช้พาแนลคุณภาพสูง ให้ขอบเขตสีที่กว้าง ไม่ว่าจะเป็น DCI-PI หรือ sRGB มาให้นอกเหนือจากการเล่นเกม แม้จะไม่ได้เทียบเท่ากับจอสำหรับงาน Content โดยตรง แต่ก็พอทดแทนกันได้แบบใกล้เคียงเลยทีเดียว เอาใจสายตัดต่อ ที่ไม่ได้เล่นเกมเพียงอย่างเดียว แต่ใช้งานในการสร้างคอนเทนต์ หรือการทำงานอื่นๆ เข้าไปด้วย อย่างไรก็ดีรุ่นที่ทีมงานได้รับมาทดสอบจะไม่ได้มีแสงไฟด้านหลัง Mystic Light มาให้ แต่ถ้าสนใจต้องการได้ความสวยงามและฟีเจอร์อื่นๆ เพิ่มเติม ยังมีอีก 2 ตัวเลือกมาให้ สำหรับสนนราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 12,900 บาท และการรับประกันอีก 3 ปีเต็ม


Price

MSI OPTIX MAG273QF: ราคา 12,900 บาท

MSI MAG274QRF: ราคา 16,900 บาท
https://www.msi.com/Monitor/Optix-MAG274QRF

MSI MAG274QRF-QD: ราคา 17,900 บาท
https://www.msi.com/Monitor/Optix-MAG274QRF-QD

รับประกัน 3 ปีเต็ม
MSI Call Center 02 409 2984

ซื้อสินค้า MSI ได้ที่: http://bit.ly/38RqMVU
ติดตามโปรโมชั่นได้ที่: https://th.msi.com/Promotions/all/cur…%E2%80%8B


จอเล่นเกม 27″ 144Hz 7 รุ่นโดนๆ สีสด ลื่นไหล ราคา 10,000 บาท

จอเกมมิ่ง 27″ 144Hz เปิดแค่ 7,900 บาท

from:https://notebookspec.com/web/587535-msi-optix-g273qf-165hz-gaming

Mini PC เล็กแค่ฝ่ามือ! Intel NUC ใหม่ RTX + I7 เล่นเกม ทำงาน แคสสตรีมลื่น

ถ้าคุณเริ่มเบื่อกับพีซีขนาดใหญ่ ที่เติมเงินถมลงไป ก็ไม่จบสักที ลองดู Mini PC หรือพีซีขนาดเล็ก ที่คุณอาจจะเคยลืมไปว่า คอมที่บ้านใหญ่เพียงใด กับมินิพีซีจาก Intel NUC ขนาดประมาณฝ่ามือ แต่ฮาร์ดแวร์ภายใน ประสิทธิภาพไม่ได้เล็กไปด้วย เกริ่นเอาไว้เลยว่า แรงเท่ากับเกมมิ่งพีซีของบ้านใครหลายคนได้เลยทีเดียว โดยเฉพาะคอเกมที่ชื่นชอบความเล็กพริกขี้หนู ไม่ต้องไปหาประกอบคอมใหม่ ที่วุ่นวายไม่รู้จบ แถมยังไม่รู้ว่าจะหาการ์ดจอที่ไหนมาใช้ในเวลานี้ และเน้นความเป็นส่วนตัว พกพาได้ ต่อได้หลายจอ บอกเลยว่ารีวิวนี้ ให้คุณมองโลกของ NUC เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงครับ

Mini PC

Intel NUC 11 Enthusiast Mini PC Kit จัดเป็น Mini PC ในแบบชุด Kit ที่จะมีมาเป็น Box มาให้ ประกอบด้วย ซีพียู การ์ดจอ เมนบอร์ดและ WiFi เหลือแค่ RAM, SSD ที่คุณจะต้องไปเลือกหามาติดตั้งตามต้องการ แต่ไม่ต้องกังวลเรื่องการประกอบ เพราะคู่มือให้มาละเอียดมาก แกะน็อตไม่กี่ตัว ก็ติดตั้งได้แล้ว ส่วนถ้าไม่ค่อยมั่นใจ ดูตามขั้นตอนที่ทำไว้ให้ในรีวิวนี้ก็ได้ครับ โดยสเปคคร่าวๆ จะมาพร้อมซีพียู Intel Core i7 และการ์ดจอ GeForce RTX รองรับการเชื่อมต่อ WiFi 6 พร้อมการเชื่อมต่อ 2.5Gb รองรับพอร์ตต่อพ่วงอีกมากมาย ส่วนรายละเอียดต่างๆ สามารถดูจาก Specification ได้จากด้านล่างนี้

Mini PC Intel NUC 11

จุดเด่น

  • ขนาดกระทัดรัด ประหยัดพื้นที่โต๊ะ พกพาสะดวก
  • ประสิทธิภาพอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ไม่ว่าจะเล่นเกมหรือทำงาน
  • แกะอัพเกรดได้ มีความยืดหยุ่นพอสมควร
  • มีพอร์ตรองรับอุปกรณ์ต่อพ่วงใหม่ๆ ครบครัน
  • แสงไฟด้านหน้าปรับแต่งได้

ข้อสังเกต

  • อแดปเตอร์ขนาดค่อนข้างใหญ่
  • เป็นซีพียูโน๊ตบุ๊ค
  • ใช้แรมโน๊ตบุ๊ค SODIMM เท่านั้น

Specification

  • ซีพียู: Intel Core i7-1165G7 Base clock 2.8GHz, Turbo 4.7GHz
  • กราฟิก: Intel Iris Xe Graphic G7, GeForce RTX 2060 GDDR6 6GB
  • แรม: DDR4 SODIMM x 2 DDR4 3200 Upto 64GB
  • Storage: M.2 22×80/110 PCIe x4 Gen3 NVMe and M.2 22×80 key M slots for PCIe x4 Gen3 NVMe
  • พอร์ตต่อพ่วง: Thunderbolt™ 4, USB 3.1 Gen2 x6, Intel® 2.5Gb (i225-LM) Ethernet, SDXC slot
  • เชื่อมต่อไร้สาย: Intel® Wireless-AX 201, IEEE 802.11ax 2×2 and Wi-Fi 6 + Bluetooth® 5
  • พอร์ตแสดงผล: HDMI 2.0b, Mini DisplayPort 1.4,
  • ขนาด: 221 mm x 142 mm x 42 mm
  • ระบบปฏิบัติการ: Windows® 10

แกะกล่อง

Mini PC

สำหรับแพ๊คเกจของ Intel NUC 11 Enthusiast Mini PC ที่เราได้รับมา เป็นแบบจำหน่ายจริง ซึ่งสิ่งที่พิมพ์ลงมาบนกล่องนั้น คือรายละเอียดทั้งหมดของตัวผลิตภัณฑ์ อย่างที่เห็นคือ ด้านหน้าจะมีเพียงโลโก้ Intel NUC และมุมบนขวา บอกถึงรุ่นซีพียูที่ใช้ใน NUC รุ่นนี้ Core i7 และชื่อรุ่นเต็มจะอยู่มุมด้านล่างอย่างที่เห็น

ส่วนด้านหลัง จะเป็นภาพกราฟิกของอุปกรณ์ Intel NUC รุ่นนี้ ซึ่งทำให้เห็นรายละเอียดอย่างชัดเจน ส่วนด้านบนจะบอกสเปคมาให้แบบครบถ้วน

Mini PC

เปิดกล่องออกมา จะเห็นโลโก้ Skull ซึ่งเป็นคีย์หลักของ Mini PC จาก Intel รุ่นนี้ กับเส้นสายสีทอง ตัดกับตัวกล่องอย่างชัดเจน

Mini PC

และเมื่อเปิดกล่องออกมา จะเห็นตัวมินิพีซี Intel NUC ที่วางเอาไว้ด้านบน กันกระแทกด้วยโฟมหนาแน่นสูงรอบด้าน ซึ่งรองรับต่อการเคลื่อนย้ายได้แบบไม่ต้องกังวลเรื่องแรงกระแทก

Mini PC

ส่วนอุปกรณ์ต่างๆ ทาง Intel ออกแบบมาเป็นลิ้นชัก แค่ดึงออกมา แล้วนำอุปกรณ์ต่างๆ มาใช้ได้ทันที หลักๆ จะเป็น คู่มือการติดตั้ง, ฐานวางตัวเครื่อง และแผ่นเพลตที่เป็นโลหะ สำหรับติดตั้งบน Wall Mount หลังจอภาพได้อีกด้วย

Mini PC

นอกจากนี้ ยังได้ให้อุปกรณ์เสริม สำหรับการติดตั้งมาให้ ประกอบด้วยน็อตยึดเพลตติดด้านหลังจอ และไขควงแบบ 6 เหลี่ยม เพื่อใช้ในการไขน็อตด้านนอกตัวเครื่อง ตามตัวอย่างนี้

Mini PC

และชิ้นสำคัญที่เป็นตัวหลักในการใช้งาน Intel NUC นี้ ก็คือ อแดปเตอร์หรือตัวแปลงไฟขนาดใหญ่พอสมควร จ่ายไฟในแบบ 19.5V / 11.8A กับขนาดเท่าสมุดพกย่อมๆ เล่มหนึ่งได้เลย

Mini PC

การออกแบบ

Mini PC

ด้านหน้าตัวเครื่องไม่ธรรมดาเลยทีเดียว กับความหนาประมาณ 5-7cm มีช่องระบายอากาศเป็นแบบรังผึ้งมาให้ และปุ่มเพาเวอร์ เปิด-ปิดเครื่อง มีแสงไฟสีฟ้า ด้านบนจากซ้ายไปขวา ประกอบด้วย microSD card reader, LED status, Thunderbolt 4 (Fast charging), USB 3.1 Gen2 และ 3.5mm. Headset

ด้านข้างซ้ายมีเพียงช่องระบายความร้อนแบบเดียวกับด้านหน้า ทางขวาก็เช่นเดียวกัน แต่เพิ่ม Kensington Lock มาให้

Mini PC

ด้านหลังจะเป็นส่วนที่รวมการเชื่อมต่อต่างๆ เอาไว้อย่างครบครัน จากซ้ายไปขวา Optical sound, 2.5Gb Ethernet LAN, USB 3.1 Gen2, Thunderbolt 4. HDMI, Mini-DisplayPort และ Power Input

Mini PC

จะสังเกตได้ว่า Intel NUC รุ่นใหม่นี้ ขนาดจะยังไม่ต่างจากเดิมมากนัก แต่ดีไซน์กับฟังก์ชั่น โดยเฉพาะการเชื่อมต่อ เพิ่มเติมจากเดิมไม่น้อยเลยทีเดียว และยังเอาใจกลุ่มที่ชอบสไตล์ Mobility มากขึ้น

Mini PC

ด้านใต้มาพร้อมช่องระบายอากาศขนาดใหญ่ประมาณ 1/3 ของพื้นที่ มีแถบยางสำหรับยกตัวเครื่องให้สูงขึ้น ทั้งสองด้าน และมีพัดลมในการระบายความร้อนมาให้ ซึ่งเดี๋ยวเราจะมาเฉลยในการทดสอบอุณหภูมิกันอีกทีว่าทำได้ดีเพียงใด

Mini PC

เมื่อเทียบขนาดกับโน๊ตบุ๊คเกมมิ่ง 15.6″ ยังเรียกว่าเล็กกว่ากันเท่าตัว กระทัดรัดพกพาสะดวก ไม่ต้องเอาฐานวางไปก็ได้ถ้ารู้สึกเกะกะ เพราะตั้งแนวนอนเพื่อใช้งานได้เช่นกัน

การเชื่อมต่อ

Mini PC

สิ่งที่จัดว่าเป็นไฮไลต์ของ Intel NUC 11 Enthusiast Mini PC รุ่นนี้ มีอยู่ด้วยกัน 3 ส่วนหลัก ที่ให้ประโยชน์ในการใช้งานอย่างมาก ประกอบด้วย

  • Thunderbolt 4: ทำหน้าที่ในการเชื่อมต่อในปัจจุบันได้ดียิ่งขึ้น นอกจากการถ่ายโอนข้อมูลที่รวดเร็วแล้ว ยังรองรับการชาร์จไฟให้อุปกรณ์ต่างๆ เช่น มือถือ แท็ปเล็ต ยังรวมถึงการแสดงผลไปยังหน้าจอได้อีกด้วย
  • WiFi 6: Intel NUC รุ่นนี้ รองรับการเชื่อมต่อไร้สายความเร็วสูงล่าสุด 802.11ax ด้วยคอนโทรลเลอร์ Intel® Wireless-AX 201 โดยเป็นเสา Antenna ที่ติดตั้งมาในเครื่อง และยังสนับสนุน Bluetooth 5 อีกด้วย
  • 2.5G Gigabit LAN: ตอบโจทย์คอเกมได้ดียิ่งกว่า ซึ่งเป็นทางเลือกที่ดี สำหรับคนเล่นเกม ที่อยากได้ความต่อเนื่อง ลดอาการ Lag เพราะ Latency ต่ำ จึงช่วยให้การส่งสัญญาณเป็นไปอย่างต่อเนื่องมากขึ้น

การติดตั้งอุปกรณ์

Mini PC

Step 1: ไขน็อตสกรูด้วย 6 เหลี่ยมที่มีมาให้ในกล่อง ที่ด้านบนของ NUC ประมาณ 8 ตัว จากนั้นเปิดฝา ด้วยการยกขึ้นตรงๆ

Mini PC

Step 2: จากนั้นเราจะเห็นด้านในชั้นที่ 2 ในส่วนนี้ จะเป็นส่วนของพาแนลที่จะเรืองแสง เวลาที่เปิดใช้งาน แต่ยังไม่ถึงส่วนที่จะอัพเกรด ให้ใช้ไขควง 4 แฉก ไขน็อตอีกประมาณ 6 ตัวด้วยกัน แล้วยกขึ้นมาตรงๆ

Mini PC

ข้อควรระวัง! พยายามอย่าไปโดนแผงพาแนลที่เป็นรูป Skull ตรงกลาง เพราะค่อนข้างจะบอบบาง และอีกส่วนหนึ่งคือ เมื่อเปิดขึ้นมาแล้ว อย่ากระชากออก เพราะยังมีสายแพ ที่เชื่อมจากจอตรงนี้และเมนบอร์ดเข้าด้วยกัน

Mini PC

Step 3: เมื่อเปิดฝาครอบ ที่เป็นรูป Skull ออกแล้ว จะเห็นสายแพ ที่ต่อเข้ากับเมนบอร์ด และถึงในส่วนของการติดตั้งอุปกรณ์และการอัพเกรดแล้ว

Mini PC

Step 4: มาถึงในส่วนของการติดตั้ง Mini PC จาก Intel รุ่นนี้ มีสล็อตแรมมาให้ 2 สล็อตด้วยกัน โดยสามารถติดตั้งแรมแบบ SODIMM DDR4 3200 ได้สูงสุด 64GB ในแบบ Dual-channel ซึ่งในครั้งนี้ เราติดตั้งที่ 16GB (8GB x2)

Mini PC

แต่ที่น่าสนใจก็คือ NUC 11 รุ่นนี้ ยังมีสล็อต M.2 NVMe มาให้อีก 2 สล็อตอีกด้วย ในการรองรับ SSD ในแบบ M.2 NVMe PCIe จำนวน 1 ช่อง และอีกช่องที่เหลือ จะรองรับได้ทั้งโมดูล NVMe และ SATA โดยทั้งคู่ยังคงเป็นอินเทอร์เฟซเดียวกันคือ PCIe Gen3 x4 ในครั้งนี้เราติดตั้ง WD Black 512GB สำหรับการทดสอบ

Mini PC

Step 5: ปิดฝาด้านบนกลับไปตามเดิม ด้วยการจัดวางให้เข้าที่แล้วไขน็อตให้ครบตามจุดทั้ง 2 ส่วน เมื่อเรียบร้อยแล้ว ก็พร้อมสำหรับการใช้งาน

Mini PC

ทดสอบประสิทธิภาพ

Mini PC

GPUz: ตรวจสอบได้อย่างชัดเจน GeForce RTX 2060 กับ Shader Unit 1920 ชุด และมี VRAM GDDR6 6GB กับการเชื่อมต่อ Bus Width 192-bit โดยทำงานแบบ PCIe Gen3 x4 สเปคมาเต็มๆ แบบนี้ วางใจได้ว่าไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการ์ดจอที่ติดตั้งแยกบนพีซีอย่างแน่นอน

CPUz 1 1
CPUz 2 2

CPUz: มากันที่ซีพียู รายงานถูกต้องว่าเป็น Intel Core i7-1165G7 ทำงานได้แบบ 4 core/ 8 thread และแรมที่เราติดตั้งไปเป็น DDR4 3200 16GB จากทาง Kingston ส่วนการทดสอบในเบื้องต้น เมื่อเทียบกับซีพียูเดสก์ทอป Intel Core i7-10700 พอได้เห็นความต่าง แต่ก็อย่าลืมว่า Core/ Thread และความเร็วนั้น ต่างกันอยู่มากพอสมควร ผลที่ได้จึงถือว่าปกติ

Mini PC

X264 Benchamrk: เป็นการทดสอบการพลังของซีพียูในการ Encode วีดีโอ ซึ่งประสิทธิภาพไม่ธรรมดาเลยทีเดียว ก็ต้องถือว่าแม้จะเป็นซีพียูโน๊ตบุ๊คที่มีค่า TDP ไม่สูงนัก แต่ก็ตอบโจท์การใช้งานด้านวีดีโอได้ดี เหมาะสำหรับกลุ่ม Youtuber และสตรีมเมอร์ นอกเหนือจากการเล่นเกม

Mini PC

FurMark score: ก็สามารถทำคะแนนออกมาได้น่าสนใจ สำหรับการเรนเดอร์กราฟิก 3 มิติ ด้วยการทำงานของ GPU โดยตรง

Mini PC

PCMark 10: สำหรับคะแนนในภาพรวมที่สูงกว่า 5,xxx คะแนน ก็บอกได้ถึงประสิทธิภาพในการทำงานที่โดดเด่นเทียบเท่ากับพีซีเดสก์ทอปขนาดใหญ่ ส่วนหนึ่งก็เพราะสเปคโดยทั่วไปค่อนข้างสูง ไม่ว่าจะเป็น ซีพียู การ์ดจอ แรมและ SSD ที่ล้วนแต่เป็นองคประกอบหลักที่ทำให้คุณภาพงานสูงขึ้น

Mini PC

CINEBench R20: และสำหรับการทดสอบกราฟิก 3 มิติกับงานเรนเดอร์โดยตรง ซีพียู Intel Core i7-1165G7 ยังคงแสดงศักยภาพออกมาได้ดี แม้ว่าจะทิ้งห่างจากรุ่นพี่ใหญ่ Intel Xeon มากอยู่ แต่ถ้ามองอดีตตัวท็อปอย่าง Core i7-7700K หรือ Xeon E5 ก็ต้องบอกว่า ทำคะแนนออกมาได้ใกล้เคียงเลยทีเดียว

Game Test

Mini PC

PUBG – Low settings: ในโหมด Low บนเกม PUBG เรียกว่าเฟรมเรตทะลุ 100fps ไปได้สบายๆ แม้ในช่วงเอฟเฟกต์เยอะ มีการเคลื่อนไหวและการโจมตีโดยรอบ ก็ยังตกมาไม่มาก แตกอยู่ที่ 80-90fps ซึ่งก็ยังลื่นไหลได้ดี

Mini PC

PUBG – Ultra settings: ส่วนในการปรับ Ultra นั้น ทำให้เฟรมเรตตกลงไปพอสมควร แต่ก็ยังแตะอยู่ที่ราว 70-80fps. ได้ไม่ยาก และเมื่อเจอกับสถานการณ์หนักๆ ก็ยังไหลลื่นมากกว่า 60fps. จึงเล่นได้อย่างสนุกเช่นกัน

Mini PC

Horizon Zero Dawn – Original settings: เกมนี้ แม้จะเรียกใช้สเปคได้โหดกับเอฟเฟกต์และแสงสี แต่ในโหมดนี้ จะเป็นการปรับแบบ Medium ก็ยังไปได้ไหลๆ ภาพสวย เอฟเฟกต์ไม่ด้อยไปเลย ตัวเลขอยู่ที่ราว 70fps. ก็ถือว่าน่าสนใจ

Mini PC

Horizon Zero Dawn – Ultra settings: ส่วนพอปรับมาโหดขึ้น ว่ากันที่ Ultra แน่นอนว่าในหลายครั้ง ก็ทำเอาสะดุดเหมือนกัน โดยเฉพาะเมื่อโดนรุมมาจากหลายด้าน เฟรมเรตเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 40fps. กว่าๆ แต่ถ้าลองปรับรายละเอียดบางส่วนลง ก็น่าจะทำให้เล่นลื่นขึ้นกว่านี้

Mini PC

Battlefield V – Low settings: เป็นอีกเกมสายโหด แต่ให้ภาพที่สวยงาม ขนาดลองปรับมาที่ Low ยังโชว์ความงดงามของแสงสีได้อย่างตระการตา เฟรมเรตไปมากกว่า 130fps. ได้ไม่ยาก แม้จะโดนทุบลงมาบ้าง ในช่วงที่เจอกระสุนหรือระเบิดหนักๆ แต่ก็ยังให้ความประทับใจ สำหรับคอเกมสายแอ็คชั่นนี้

Mini PC

Battlefield V – Ultra settings: ส่วนในโหมด Ultra ถ้าเฟรมเรตไม่ดรอปก็คงแปลก เพราะภาพสวยเวอร์อลังการเลยทีเดียว หล่นมาที่ 70-88fps. โดยประมาณ แต่ก็ถือว่า ถ้าเน้นงานสวย ภาพนิ่ง เอฟเฟกต์แบบจัดจ้าน ก็คงต้องยอมงานนี้ Intel NUC 11 รุ่นนี้จัดให้ได้

Mini PC
Mini PC

Death Stranding – Low and Very High settings: ในเกมนี้ต้องบอกว่าไม่ค่อยต่างกันมากนักในแง่ของการเล่นทั่วไป แม้ภาพจะสวยขึ้นมาบ้างในบางจุดกับความอลังการ แนะนำว่าถ้าเล่นสเปคนี้ ให้ปรับ Very High น่าสนใจมากกว่า เพราะใช้พลังซีพียูไม่มาก ทำให้การรีดพลังของการ์ดจอไปต่อได้สบายๆ จึงทำให้ได้ภาพที่สวยและลื่น แตะๆ ที่ประมาณ 80-90fps.

Mini PC

ประสิทธิภาพการระบายความร้อน

Mini PC

และสิ่งที่หลายคนอาจสงสัยกับพีซีตัวแรงๆ และอยู่ในไซส์ขนาดเล็กเท่าฝ่ามือนี้ จะหรือไม่? และระบายความร้อนได้ดีเพียงใด เราไขคำตอบนี้ให้ ด้วยการทำงานในห้องอุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส และใช้โปรแกรม OCCT ในการเร่งความเร็วของซีพียูแบบ Full load 100% ทั้ง CPU และ GPU สำหรับผลที่ได้จากซีพียูนั้น Full load สูงสุดอยู่ที่ 69 องศาเซลเซียส และต่ำสุดที่ 38 องศาเซลเซียส จัดว่าเป็นข้อดีอย่างหนึ่งของซีพียูจาก Intel Gen 11 รุ่นนี้ ที่จัดการพลังงานและความร้อนได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญระหว่างใช้งาน แทบจะไม่มีเสียงพัดลมมารบกวนเลยด้วยซ้ำ ส่วนด้าน GPU ที่เป็น GeForce RTX 2060 Peak สูงสุดอยู่ที่ 71 องศาเซลเซียส เท่านั้น ซึ่งดูแล้วยังสามารถไปต่อได้ หากเป็นการเล่นเกมจริง ที่ไม่ได้เรียกการทำงานถึง 100% แบบนี้บ่อยนัก เพราะฉะนั้นจึงว่าใจได้ในการเล่นเกมหรือทำงานบน Mini PC จาก Intel นี้

Conclusion

หลังจากได้ดูและทดสอบ Mini PC จาก Intel® NUC 11 Enthusiast Mini PC – NUC11PHKi7CAA เครื่องนี้กันไปแล้ว หลายคนอาจมีคำถามว่า เหมาะกับใคร? ถ้าจะตอบตามจุดประสงค์หลัก ก็คงไม่พ้นคอเกม ที่ต้องการเล่นเกมให้สนุก แต่ถ้ามองกันแบบลึกๆ ทั้งในเรื่องของรูปลักษณ์ ฟีเจอร์และศักยภาพแล้ว อาจจะครอบคลุมการใช้งานไปถึงคนอีกหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็น แคสเตอร์ สตรีมเมอร์ ที่สามารถต่อพ่วง Capture card และ Live stream ได้ทันที หรือจะเป็นกลุ่มทำงาน ที่เน้นความคล่องตัว ด้วยการเชื่อมต่อกับพอร์ตแสดงผลที่หลากหลาย ก็ใช้งานได้ง่ายขึ้น หรือจะเป็นคนที่ต้องอาศัยการพรีเซนเทชั่นงาน แต่ต้องการพลังสำหรับเรนเดอร์ภาพ กราฟิกหรือใช้ในงานตัดต่อเบื้องต้น ก็พอที่จะโชว์ให้เห็นได้ที่หน้างานนั้นเอง ยังไม่รวมกลุ่มคนทำงานด้านมัลติมีเดีย ความบันเทิงและกลุ่มนักศึกษาหรือ Work from Home ก็ตาม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความสอดคล้องในการใช้งานของแต่ละบุคคล ดังนั้นคำตอบในเรื่องนี้ ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของแต่ละบุคคล ส่วนถ้าเงื่อนไขของคุณมีอยู่ในข้อต่างๆ เหล่านี้ เล็ก ประสิทธิภาพดี พกพาสะดวก รองรับได้หลายงาน ก็ไปช้อปกันได้เลย

ข้อมูลเพิ่มเติม: Intel NUC 11

from:https://notebookspec.com/web/583552-mini-pc-gaming-intel-nuc

เลือก SSD ใหม่! – รีวิว KIOXIA EXCERIA SSD บูตวินโดว์เร็ว เข้าเกมไว ย้ายข้อมูลไม่กี่วินาที

SSD เป็นอุปกรณ์ที่ต้องคิดและตัดสินใจให้ดี ก่อนจะเปลี่ยนหรืออัพเกรด ไม่ว่าจะเลือก SSD โน๊ตบุ๊คหรือพีซีรุ่นใหม่ เพราะไม่ได้เป็นอุปกรณ์ที่เปลี่ยนกันบ่อยๆ อีกทั้งควรจะต้องให้ความสำคัญกับฟีเจอร์และคุณภาพ มากกว่าแค่ราคา หรือว่าความจุ เพราะยังมีอีกหลายสิ่งที่ต้องสนใจ เช่น ค่า Endurance หรือ MTTF หรือ TBW รวมถึงอัตราการเขียนข้อมูลในแต่ละวัน และการรับประกัน สามารถเข้าไปดูข้อมูลได้ใน การเลือก SSD โดยคุณจะทำให้คุณได้ทั้ง SSD ที่มีความเร็ว และประสิทธิภาพเหมาะสมกับรูปแบบการใช้งานของคุณ

เลือก SSD

คุณเคยเจออาการเหล่านี้มั้ย สุดสัปดาห์ทั้งที เพื่อนๆ ปาร์ตี้กันในเกม แต่คุณเปิดเครื่องเข้าตี้ไม่ทัน เพราะฮาร์ดดิสก์ช้ามาก หรือรีบเข้ามาเทรด Bit Coin แล้ววืด เพราะเปิดโปรแกรมช้า ว่าจะขายก็ดอยซะแล้ว หรือจะ Copy file วีดีโอด่วนๆ ที่ตัดเสร็จแล้วไปให้หัวหน้าได้ดู กว่าจะได้แต่ละ GB ไปอาบน้ำ กินข้าวก็ยังไม่เสร็จ บอกเลยว่า ได้เวลาอัพเกรด SSD กันได้แล้ว

เลือก SSD โน๊ตบุ๊ค พีซีใหม่อย่างไร?

NAND Flash: มีให้เลือกมากมาย มีทั้ง SLC, MLC, TLC และ QLC ซึ่งในปัจจุบัน ถ้าจะว่ากันตามความจุและราคา ก็จะมีตัวเลือก TLC และ QLC เป็นหลัก ส่วนประสิทธิภาพและความทนทาน ก็จะขึ้นอยู่กับ NAND Flash แต่ละแบบนั่นเอง เป็นตัวเลือกที่ดีของ SSD ในยุคก่อน เพราะความเร็วสูงและทนทาน แต่ราคาก็สูงเช่นกัน แต่ปัจจุบันมีตัวเลือกอย่าง TLC ที่ให้ประสิทธิภาพที่ดีและใช้งานได้นาน ส่วน QLC เป็นที่นิยมในกลุ่มที่เน้นความจุ และราคาที่ไม่สูงเกินไป

เลือก SSD

ความจุ: สำคัญมาก เพราะ SSD เร็วกว่า Harddisk ปกติอยู่แล้ว คำนวณจากโปรแกรมพื้นฐานที่ใช้ มีการเก็บไฟล์หรือเปล่า ทำงานเอกสารเป็นหลัก หรือใช้ด้านมัลติมีเดีย ถ้ามีข้อมูลเยอะมาก เลือกความจุสูงก็แพงหน่อย หรือจะใช้โซลูชั่นอื่นก็ตามสะดวก

เลือก SSD

ความทนทาน: ในการเลือก SSD ค่า Endurance ให้ดูที่ TBW ในนั้นจะระบุการเขียนซ้ำลงไปใน SSD รุ่นนั้นๆ ว่าได้สูงสุดกี่ Terabyte ใช้เป็นค่าอ้างอิงในเบื้องต้นได้ ตัวเลขยิ่งมาก หมายถึงใช้งานได้ยาวนาน เช่นเดียวกับ MTTF ส่วนใหญ่จะระบุที่หลักแสนหรือล้านชั่วโมง ซึ่งมักจะสอดคล้องกับตัวเลขการรับประกันนั่นเอง

การรับประกัน: ว่ากันตั้งแต่ตัวเลข จำนวนปี รวมถึงเงื่อนไข การเปลี่ยนตัวใหม่ให้ทันที แบบนี้ก็มั่นใจได้ว่างานไม่สะดุด อย่างน้อยก็ทำงานต่อได้

เลือก SSD

เมื่อได้ข้อมูล SSD ที่คุณต้องการเป็นแบบใด ก็ไปเลือก SSD กันได้ตามใจชอบ แต่ถ้ายังไม่ถูกใจ อยากได้ SSD ที่มั่นใจได้ทั้งคุณภาพ ประสิทธิภาพและการรับประกัน วันนี้เรามี SSD จากค่ายที่เชี่ยวชาญด้านหน่วยความจำและ SSD มาแนะนำกันครับ อยู่ตรงหน้านี้แล้วกับแบรนด์ KIOXIA (คิ อ๊อก เซีย)

เลือก SSD

รู้จัก KIOXIA (คิ อ๊อก เซีย)

KIOXIA (คิ อ๊อก เซีย) นั้นไม่ได้เป็นผู้ผลิตหน้าใหม่ในตลาด แต่จัดเป็นอีกหนึ่งค่ายผู้เชี่ยวชาญด้านหน่วยความจำระดับโลก เพราะผลิตตั้งแต่ SSD ระดับ Enterprise สำหรับองค์กรขนาดใหญ่ กับเซิร์ฟเวอร์ระดับ Tier 0 รวมถึง Data Center ที่เซิร์ฟโซลูชั่น SSD ทั้งเมมโมรี คอนโทรลเลอร์และเฟิร์มแวร์ให้กับบริการด้าน Cloud Storage จนมาถึง SSD สำหรับผู้ใช้ทั่วไป ที่มีให้เลือกทั้ง การอัพเกรด ใช้งานทั่วไป และมืออาชีพ ที่เราจะได้สัมผัสกันในวันนี้

KIOXIA (คิ อ๊อก เซีย) ผู้นำทางด้านการจัดเก็บข้อมูล ประกอบด้วยเมมโมรี่การ์ดSD/ไมโคร SD, แฟลชไดรฟ์ USB และ SSD แต่ละผลิตภัณฑ์ประกอบด้วยสีสันที่สวยงาม แบ่งตามวัตถุประสงค์ของการจัดเก็บ ทำให้ลูกค้าจดจำและเห็นได้อย่างง่ายดายในการเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมสำหรับการใช้งานต่างๆ ยกระดับประการณ์ใหม่ ให้ดียิ่งขึ้นด้วย เทคโนโลยีของอุปกรณ์หน่วยความจำ

Specification

KIOXIA EXCERIA PLUS: (สีฟ้า) เน้นประสิทธิภาพจัดจ้าน ชอบความแรงเป็นชีวิตจิตใจ

เลือก SSD
  • ใช้ได้ทั้ง PC และ Notebook
  • มีความจุให้เลือก 500GB, 1,000GB, 2,000GB
  • ความเร็วในการอ่านและเขียน 3,400/3,200 MB/s
  • การเชื่อมต่อเป็นแบบ M.2 NVMe PCIe Gen3 x4
  • Endurance 800TB
  • การรับประกัน 5 ปี
  • 1TB ราคาประมาณ 6,900 บาท

KIOXIA EXCERIA: (สีส้ม) เพิ่มดีกรีความแรงให้คอมเครื่องโปรด ประกอบคอมใหม่

เลือก SSD
  • ใช้ได้ทั้ง PC และ Notebook
  • มีความจุให้เลือก 250GB, 500GB, 1,000GB
  • ความเร็วในการอ่านและเขียน 1,700/1,600 MB/s
  • การเชื่อมต่อเป็นแบบ M.2 NVMe PCIe Gen3 x4
  • Endurance 400TB
  • การรับประกัน 5 ปี
  • 500GB ราคาประมาณ 2,500 บาท

KIOXIA EXCERIA SATA: (สีเขียว) สำหรับผู้ที่เริ่มต้นอัพเกรดใช้งาน SSD

เลือก SSD
  • SSD ในแบบ SATA 2.5″ หนา 7mm
  • ใช้ได้ทั้ง PC และ Notebook
  • มีความจุให้เลือก 240GB, 480GB, 960GB
  • ความเร็วในการอ่านและเขียน 555/540 MB/s
  • การเชื่อมต่อเป็นแบบ SATA 6Gbps
  • Endurance 240TB
  • การรับประกัน 3 ปี
  • 250GB ราคาประมาณ 1,100 บาท
Model EXCERIA PLUS SSD EXCERIA SSD EXCERIA SATA SSD
User Enthusiast Mainstream Upgrader
Capacity 500GB, 1,000GB, 2,000GB 250GB, 500GB, 1,000GB 240GB, 480GB, 960GB
Max Sequential Read/Write Speed(1) 3,400/3,200 MB/s 1,700/1,600 MB/s 555/540 MB/s
Max Random Read/Write Speed(2) 680,000/620,000 IOPS 350,000/400,000 IOPS 82,000/88,000 IOPS
Interface PCIe Gen3 x4L / NVMe™ 1.3c PCIe Gen3 x4L / NVMe™ 1.3c Serial ATA (SATA) 6 Gbit/s
Form Factor M.2 Type 2280-S3-M / 2280-D3-M M.2 Type 2280-S2-M 2.5-inch, 7mm height
Endurance (Total Bytes Written)(3) Up to 800 TB Up to 400 TB Up to 240 TB
Warranty Period(4) 5 years 5 years 3 years

ฟีเจอร์ของ SSD KIOXIA (คิ อ๊อก เซีย) EXCERIA แต่ละรุ่น

เลือก SSD

KIOXIA EXCERIA PLUS

เลือก SSD

EXCERIA Plus มาในกล่องสีฟ้าสดใส จัดเป็นตัวท็อปสุดในรุ่นมาในรูปแบบของโมดูล M.2 NVMe กับการเชื่อมต่อ PCIe Gen3 x4 ที่ทาง KIOXIA (คิ อ๊อก เซีย) ออกแบบมาเพื่อเหล่าเกมเมอร์และนักประกอบคอมที่ชอบความเร็วแรงของอุปกรณ์ที่ใช้ ให้ความเร็วในการอ่าน/เขียน บนรุ่นความจุ 1TB อยู่ที่ 3,400/3,200 MB/s ซึ่งตอบโจทย์นักสร้างคอนเทนต์ เกมเมอร์และการทำงานในด้านต่างๆ ได้อย่างเต็มที่ รวมถึงการใช้งานร่วมกับพีซีและโน๊ตบุ๊คได้ โดยมีค่า Endurance สูงถึง 800TB และการรับประกัน 5 ปี

เลือก SSD

KIOXIA EXCERIA

เลือก SSD

สำหรับ EXCERIA นี้ มาในกล่องสีส้ม ออกแบบมาเพื่อคนที่ประกอบคอมเครื่องใหม่ หรือใช้คอมเครื่องแรก SSD ตัวแรก สามารถใช้งานร่วมกับพีซีและโน๊ตบุ๊คได้ ติดตั้งบนสล็อต M.2 NVMe PCIe บนแพลตฟอร์ม NVME 2280 การเชื่อมต่อร่วมกับอินเทอร์เฟส PCIe Gen3 x4 ซึ่งให้ความเร็วได้มากกว่า SATA กับความเร็วบนความจุ 500GB อยู่ที่ 1,700/1,600 MB/s สำหรับการอ่านและเขียนข้อมูล เหมาะอย่างยิ่งกับคอเกมหรือคนที่จะเริ่มต้นกับงานที่ต้องอาศัยข้อมูลขนาดใหญ่หรือไฟล์จำนวนมาก และงานกราฟิกมัลติมีเดีย ให้ค่า Endurance หรือ TBW 400TB และการรับประกันถึง 5 ปีด้วยกัน

เลือก SSD

KIOXIA EXCERIA SATA

เลือก SSD

สำหรับ EXCERIA SATA มาในโทนกล่องสีเขียว จัดเป็น SSD ในกลุ่มผู้ใช้เริ่มต้น ที่ทาง KIOXIA (คิ อ๊อก เซีย) จัดให้อยู่ในกลุ่มของคนที่เริ่มเปลี่ยนมาใช้ SSD เป็นตัวแรก หรืออัพเกรดยจากโน๊ตบุ๊คหรือพีซีเครื่องเก่า เพราะยังมีพอร์ต SATA ใช้งานได้อยู่ ให้ได้เล่นเกม ทำงานหรือโอนถ่ายข้อมูลได้รวดเร็วขึ้น โดยเชื่อมต่อเข้ากับ SATA 3Gbps มีตัวเลือกความจุตั้งแต่ 240GB, 480GB และ 960GB ความเร็วในการอ่าน/เขียนข้อมูล ประมาณ 555MB/s และ 540MB/s ตามลำดับ ซึ่งความเร็วจะเท่ากันหมดในทุกความจุ และตัวเลขค่า Endurance อยู่ที่ราว 240TB และการรับประกัน 3 ปี

เลือก SSD

ระบบที่ใช้ในการทดสอบ

  • Intel Core i9-10900K
  • ASRock B560 STEEL LEGEND
  • Thermaltake TOUGHRAM DDR4 3200 8GB
  • DEEPCOOL 850W
  • Windows 10 Pro
เลือก SSD

ทดสอบประสิทธิภาพ

มาดูประสิทธิภาพในการทำงานของ SSD จากทาง KIOXIA (คิ อ๊อก เซีย) ทั้ง 3 รุ่นกัน โดยจะเน้นไปที่การทดสอบเรื่องของความเร็วในการโอนถ่ายข้อมูล การเข้าถึงไฟล์ และความเร็วในการเปิดโปรแกรม เกม ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ใช้ที่เลือก SSD คาดหวังจะได้สัมผัสกับความแตกต่างจากการใช้งานบนฮาร์ดดิสก์ทั่วไป

Boot Windows Test 1
ตัวเลขน้อย = ดี

ความเร็วในการบูตวินโดว์: การตัดสินใจเลือก SSD ของหลายๆ คน มักจะคาดหวังกับความเร็วในการบูตเข้าวินโดว์ ที่เรียกว่ากดปุ่มปุ๊บหรือเปิดเครื่องปั๊บ จะเข้าไปสู่หน้าวินโดว์ได้ในอึดใจ ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ เพราะถ้าดูตามเวลาตั้งแต่การกดปุ่มเพาเวอร์ ไปจนถึงเข้าสู่หน้าวินโดว์ SSD จาก KIOXIA (คิ อ๊อก เซีย) ใช้เวลา 15 วินาทีนิดๆ เท่านั้น ส่วนฮาร์ดดิสก์ก็เป็นไปตามคาด คืออยู่ราวๆ เกือบ 1 นาที ในเงื่อนไขของข้อมูล โปรแกรมและการติดตั้งวินโดว์ในแบบเดียวกัน

Install program Test 1
ตัวเลขน้อย = ดี

ความเร็วในการติดตั้งโปรแกรม: ตัวเลขที่ปรากฏในการทดสอบนี้ เรียกว่าแสดงให้เห็นความแตกต่างของฮาร์ดดิสก์จานหมุนและ SSD ได้อย่างชัดเจน เพราะระบบ Storage ที่ใช้การเขียนข้อมูล มีผลอย่างมากในการทำงาน และ EXCERIA Plus พี่ใหญ่ ก็สามารถติดตั้งโปรแกรมขนาดใหญ่อย่าง Photoshop CS6 ได้ในเวลาประมาณ 1 นาทีกว่าๆ เท่านั้น ส่วนฮาร์ดดิสก์นั้น ใช้เวลาไปเกือบ 6 นาที

Compress file Test 1
ตัวเลขน้อย = ดี

ความเร็วในการบีบอัดไฟล์: แม้ว่าหน้าที่หลักของการประมวลผล เพื่อการ Compress file จะยังอยู่ที่ซีพียู แต่การส่งไฟล์ข้อมูลไปให้ทัน ก็เป็นหน้าที่ของ Storage ด้วยเช่นกัน ความเร็วของ EXCERIA Plus ยังคงโชว์ศักยภาพออกมาได้ดี ใช้เวลาในการบีบอัดไฟล์ขนาด 9.10GB ด้วยเวลาแค่ 3 นาทีเท่านั้น ใช้เวลาน้อยกว่าฮาร์ดดิสก์ธรรมดาเกือบครึ่ง

Start Game Test 1
ตัวเลขน้อย = ดี

ความเร็วในการเข้าเกม: ทดสอบด้วยการเข้าเกม PUBG ซึ่งจะเป็นการโหลดเข้าหน้าหลัก ในส่วนของ SSD ยังทำความเร็วได้ดี โดยอยู่ที่ประมาณ 40 กว่าวินาทีเท่านั้น ส่วนฮาร์ดดิสก์ใช้เวลานานกว่าพอสมควร และเรียกว่ายังไม่เปิดได้ไม่เต็มที่ มีอาการหน่วงเล็กน้อย เมื่อจะเข้าสู่เกมเต็มๆ อย่างไรก็ดีในส่วนนี้ก็ขึ้นอยู่กับความเร็วอินเทอร์เน็ตและความหนาแน่นของผู้เล่นในช่วงนั้นๆ ด้วย

Copy file Test 1
ตัวเลขน้อย = ดี

ก็อปปี้ไฟล์ข้อมูล: เราทดสอบโดยเน้นไปที่ไฟล์วีดีโอขนาดใหญ่หลายไฟล์ รวมกันความจุ 9.10GB โดยเป็นการก็อปปี้ข้อมูลจาก SSD แบบต่อภายนอก ต่อผ่าน USB 3.1 มายังไดรฟ์ SSD ในแต่ละรุ่น ซึ่งความเร็วที่ได้ก็เป็นไปตามคาด เพราะตัวเลขความเร็วนั้น อยู่ที่ประมาณ 20 กว่าวินาทีเท่านั้นเอง รุ่นที่เร็วสุดอยู่ที่ราวๆ 26 วินาที เร็วกว่าฮาร์ดดิสก์แบบ SATA อยู่หลายเท่าตัว เพราะ HDD 2.5″ ที่เรานำมาทดสอบ ใช้เวลาไปถึง 2 นาทีกว่าๆ เลยทีเดียว

Kioxia SSD 23

CrystalDiskMark

เลือก SSD
KIOXIA EXCERIA PLUS 1TB

KIOXIA (คิ อ๊อก เซีย) EXCERIA PLUS 1TB

เลือก SSD
KIOXIA EXCERIA 500GB

KIOXIA (คิ อ๊อก เซีย) EXCERIA 500GB

เลือก SSD
KIOXIA EXCERIA SATA 240GB

KIOXIA (คิ อ๊อก เซีย) EXCERIA SATA 240GB

Conclusion

Kioxia SSD 1

ในภาพรวมของ SSD จากค่าย KIOXIA (คิ อ๊อก เซีย) ทั้ง 3 รุ่นนี้ จัดว่าทำผลงานออกมาได้ค่อนข้างน่าประทับใจ หากมองในแง่ของคนที่กำลังจะเปลี่ยนจากฮาร์ดดิสก์หรือกำลังจะประกอบคอมใหม่ ความแตกต่างในด้านความเร็วนั้นเห็นได้ชัด แม้จะเป็นแบบ SATA 6Gbps หรือ NVMe ในแบบ PCIe Gen3 x4 แต่ก็เข้ากันได้ทั้งบนโน๊ตบุ๊คและพีซีรุ่นใหม่ ความเร็วก็ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่าย ซึ่งรุ่นท็อป EXCERIA Plus 1TB ราคาประมาณ 6 พันกว่าบาท เหมาะอย่างยิ่งกับคนที่เน้นความแรง ลงวินโดว์ โปรแกรม พร้อมเกมได้แบบเหลือเฟือ หรือจะใช้ในการเก็บไฟล์ข้อมูลเพื่อนำมาใช้ต่อก็สะดวก

จากตัวเลขในผลทดสอบที่ใกล้เคียงกับสเปคที่ระบุมา หรือถ้างบประมาณไม่สูง EXCERIA รุ่นพื้นฐาน ก็รองรับการใช้งานได้ไม่ยาก แต่ถ้างบน้อย แนะนำในรุ่น SATA เพราะให้ผลทดสอบ ไม่ว่าจะเป็นการบูตวินโดว์ การเข้าเกม และบีบอัดไฟล์ แทบไม่ต่างจากรุ่นพี่มากมายนัก เน้นความจุให้เยอะ เพื่อตอบสนองการทำงานได้มากยิ่งขึ้นก็ดูจะคุ้มค่าไม่น้อย กับการรับประกันสูงสุดถึง 5 ปี และเปลี่ยนตัวใหม่ให้เลย หากเสียจากการใช้งาน กับค่ายผู้ผลิตที่มีความเชี่ยวชาญด้านหน่วยความจำระดับโลกเช่นนี้ ก็ดูน่าใช้งานไม่น้อยเลยใช่มั้ยครับ

จุดเด่น

  • ประสิทธิภาพดี ตอบสนองไฟล์งานขนาดใหญ่ได้ไว
  • ติดตั้งง่ายในแบบ SATA และ M.2 NVMe
  • แบ่งสีตามรุ่นและซีรีส์ เพื่อการจดจำ
  • รองรับได้ทั้งพีซีเดสก์ทอปและโน๊ตบุ๊ค
  • ให้การรับประกัน 3-5 ปี

ข้อสังเกต

  • เป็น SSD ที่ใช้อินเทอร์เฟส PCIe Gen3 x4

Contact: ผลิตภัณฑ์ SSD จากทาง KIOXIA (คิ อ๊อก เซีย) มีจำหน่ายแล้วที่ Power Mall / Powerbuy / JD Central และร้านค้าไอทีชั้นนำทั่วประเทศ และจำหน่ายผ่าน Online Official ทั้ง Shopee และ Lazada ในกรณีสินค้าที่มีปัญหาเสีย สามารถเปลี่ยนตัวใหม่ได้ทันที แต่ต้องเก็บแพ็คเกจสินค้าไว้สำหรับการเคลมด้วย

from:https://notebookspec.com/web/581990-review-new-ssd-kioxia-exceria-pc

Lenovo ThinkCentre M90n-1 Nano เครื่องคอมขนาดกะทัดรัด ตอบโจทย์โต๊ะทำงานที่ต้องการความโล่ง

สำหรับธุรกิจใดที่กำลังมองหาเครื่อง Business PC ขนาดเล็กเพื่อนำไปใช้งานในองค์กรให้เกิดความเรียบร้อยสวยงาม หรือต้องการใช้งานในโรงงานที่มีสภาพแวดล้อมที่เข้มข้นไม่ว่าจะเป็นในเชิงอุณหภูมิหรือความชื้น Lenovo ThinkCentre M90n-1 Nano ที่เป็น Rugged PC ขนาดเล็กมากๆ และมีความทนทานสูงนี้อาจเป็นคำตอบให้กับคุณ

ในบทความนี้เราจะทำการรีวิว Lenovo ThinkCentre M90n-1 Nano ให้ทุกท่านได้รู้จักเป็นอีกทางเลือกในการลงทุน PC สำหรับการใช้งานในเชิงธุรกิจกันครับ

Lenovo ThinkCentre M90n-1 Nano เครื่องคอมขนาดกะทัดรัด ตอบโจทย์โต๊ะทำงานที่ต้องการความโล่ง

สำหรับธุรกิจใดที่กำลังมองหาเครื่อง Business PC ขนาดเล็กเพื่อนำไปใช้งานในองค์กรให้เกิดความเรียบร้อยสวยงาม หรือต้องการใช้งานในโรงงานที่มีสภาพแวดล้อมที่เข้มข้นไม่ว่าจะเป็นในเชิงอุณหภูมิหรือความชื้น Lenovo ThinkCentre M90n-1 Nano ที่เป็น Rugged PC ขนาดเล็กมากๆ และมีความทนทานสูงนี้อาจเป็นคำตอบให้กับคุณ

ในบทความนี้เราจะทำการรีวิว Lenovo ThinkCentre M90n-1 Nano ให้ทุกท่านได้รู้จักเป็นอีกทางเลือกในการลงทุน PC สำหรับการใช้งานในเชิงธุรกิจกันครับ

Lenovo ThinkCentre M90n-1 Nano เครื่อง Micro Desktop สำหรับทำงานขนาดเล็กที่สุดในตระกูล Lenovo ThinkCentre

หากพูดถึงเครื่อง Business PC จาก Lenovo สำหรับใช้ในการทำงานทั่วๆ ไปแล้ว สิ่งแรกที่ต้องรู้จักกันก่อนเลยก็คือการแบ่งรุ่นของ Lenovo ThinkCentre M Series ที่มีด้วยกัน 6 กลุ่มหลักๆ ได้แก่

  • Lenovo Think Centre M Series Tower เครื่อง Tower ขนาดใหญ่
  • Lenovo Think Centre M Series SFF เครื่อง Small Form Factor ขนาดเล็ก
  • Lenovo Think Centre M Series All-in-One เครื่องที่ผสานรวมอยู่ในจอ
  • Lenovo Think Centre M Series Tiny เครื่อง Micro Desktop ขนาดเล็กยิ่งกว่า Small Form Factor
  • Lenovo Think Centre M Series Thin Client เครื่อง Thin Client สำหรับ Remote เชื่อมต่อไปยัง Server หรือ VDI
  • Lenovo Think Centre M Nano Series เครื่อง Rugged ที่มีขนาดเล็กที่สุดยิ่งกว่า Tiny รองรับทั้งการใช้งานทั่วไปและงาน IoT

Lenovo ThinkCentre M90n-1 Nano นี้จัดอยู่ใน M Nano Series ที่เป็นรุ่นแบบ Rugged Device โดยจุดเด่นของเครื่องคือนอกจากขนาดที่จะเล็กที่สุดในบรรดา ThinkCentre ทุกตระกูลด้วยปริมาตรเพียง 0.35 ลิตรในขนาด 179 x 88 x 22 mm แล้ว ตัวเครื่องยังมีความทนทานในระดับ MIL-STD-810-H สำหรับใช้งานได้ในทางการทหาร และยังสามารถทำงานได้ในหลายสภาวะแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิสูงหรือต่ำ, มีความชื้น, มีฝุ่นทราย, มีการกระแทกหรือการสั่นสะเทือน และอื่นๆ อีกมากมาย

เทียบขนาดกันแล้วจะเห็นได้ชัดว่า Lenovo ThinkCentre M Nano Series นี้ขนาดเล็กกว่า Lenovo ThinkCentre Series Tiny ที่เป็นเครื่องขนาดเล็กแล้วอยู่มากทีเดียว Credit: Lenovo

สำหรับ Hardware ภายในเครื่องเองนี้ก็ถือว่าออกแบบมาให้รองรับความทนทานได้หลายระดับ โดยถึงแม้เครื่องจะมีขนาดเล็กแต่ก็ยังรองรับการทำ RAID 0/1 ได้ด้วยการใช้ M.2 SSD 2 ชุดมาทำ RAID ร่วมกัน

ในการเชื่อมต่อจอ Monitor เครื่องนี้ก็ถือว่าน่าสนใจมาก เพราะสามารถต่อได้ 2 จอพร้อมกันผ่าน DisplayPort 1 จอและ USB-C อีก 1 จอ โดยสามารถสั่ง Dongle แปลงพอร์ตไปรองรับ HDMI, VGA เพิ่มเติมได้

พอร์ตอื่นๆ ที่ให้มาในเครื่องก็ถือว่าเหลือเฟือมากๆ โดยด้านหน้าเครื่องจะมี USB 3.2 Gen 2 ให้ใช้ 2 ช่อง, USB-C 3.2 Gen 2 อีก 1 ช่อง และ 1x Headphone/Microphone Combo แบบ 3.5mm ให้อีก 1 ช่อง ส่วนด้านหลังเครื่องนั้นก็จะมี USB 3.2 Gen 2 ให้ 2 ช่อง, USB-C 3.2 Gen 2 อีก 1 ช่อง (สำหรับจอ), DisplayPort 1 ช่อง (สำหรับจอ) และ RJ-45 สำหรับ Ethernet อีก 1 ช่อง พร้อมหัวต่อสาย Antenna เพื่อเชื่อมต่อ Wi-Fi

Credit: Lenovo

ในแง่ของ Security เครื่องนี้ใส่ความสามารถมาให้สำหรับรองรับการใช้งานในภาคธุรกิจองค์กร ไม่ว่าจะเป็น TPM 2.0, Chassis Intrusion Switch และ BIOS Security รวมถึงยังมี Kensington Security Port สำหรับล็อคตัวเครื่องไว้ไม่ให้ถูกยกออกไปได้ด้วย ส่วนการบริหารจัดการเครื่องก็สามารถทำได้ผ่าน Intel vPro Technology และ DASH

ตัวเครื่องรุ่นนี้เป็นรุ่นสำหรับใช้งานทั่วไปเป็นหลัก ซึ่งจริงๆ แล้ว Lenovo ยังมีรุ่นใกล้เคียงกันที่เป็นรุ่น IoT ให้สั่งไปใช้งานได้ด้วย โดยรุ่น IoT จะรองรับพอร์ตสำหรับเชื่อมต่อกับ Sensor หรือเครื่องจักรมากขึ้น, ระบายความร้อนได้ดีขึ้น และยังรองรับ 4G LTE ในตัว สำหรับนำไปใช้ทำเป็น IoT Gateway โดยเฉพาะ

แน่นอนว่าในฐานะของเครื่อง Business PC เครื่อง Lenovo ThinkCentre M90n-1 Nano นี้ก็มาพร้อมกับประกันจาก Lenovo หลากหลายรูปแบบ อาทิ แบบพื้นฐาน เริ่มต้นที่  1 ปี แบบ on-site service ทั่วประเทศไทยด้วยเช่นกัน

Credit: Lenovo

ราคาเริ่มต้นของ Lenovo ThinkCentre M90n-1 Nano นี้อยู่ที่ 13,900 บาท โดยราคาอาจแตกต่างกันตามสเป็คที่เลือกและบริการเสริมต่างๆ ดังนั้นถ้าสนใจก็สามารถติดต่อทีมงาน Lenovo ในประเทศไทยหรือพันธมิตรของ Lenovo ทั่วไทยได้ทันทีครับ

ผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Lenovo ThinkCentre M90n-1 Nano สามารถศึกษาข้อมูลได้ที่ https://www.lenovo.com/us/en/desktops-and-all-in-ones/thinkcentre/m-nano-series/ThinkCentre-M90n-1/p/11TC1MNM93N

แกะกล่อง ลองใช้งานของจริง

ในการเริ่มเปิดกล่องของ Lenovo ThinkCentre M90n-1 Nano นี้ตอนแรกก็ถือว่าแปลกใจพอสมควรครับ เพราะตัวกล่องที่ให้มามีขนาดใหญ่มากกว่ากล่องของเครื่อง PC ทำงานไซส์เล็กๆ แบบนี้อยู่พอสมควร แต่พอเปิดมาก็พอจะเข้าใจได้ เพราะในตัวกล่องนั้นพื้นที่ส่วนใหญ่คือใช้เก็บพวก Keyboard, Mouse, Adapter และโฟมกันกระแทกเป็นส่วนใหญ่ ตัวเครื่องจริงๆ กินที่แค่ราวๆ 10% ของกล่องเท่านั้น

ตอนหยิบเครื่อง Lenovo ThinkCentre M90n-1 Nano ออกมาครั้งแรกก็ถือว่าค่อนข้างตกใจครับ เพราะเครื่องนี้ขนาดเล็กกว่าเครื่องที่เป็น Small Form Factor ทั่วๆ ไปอยู่พอสมควรเลย และน้ำหนักก็ถือว่าหนักกว่าที่คาดอยู่เล็กน้อย คงเป็นเพราะข้างในอัด Hardware มาให้แน่นๆ เพื่อให้ทุกอย่างอยู่ในขนาดที่เล็กได้นั่นเองครับ

ตัวเครื่องถือว่าสวยดีและไม่เรียบเกินไปจนน่าเบื่อสำหรับเครื่องทำงาน โดยตัวด้านบนและด้านข้างของเครื่องจะเป็นสีดำ ในขณะที่ด้านล่างของเครื่องนั้นจะเป็นสีแดงแบบ Lenovo ทำให้มีสีสันอยู่บ้างเหมือนกันเมื่อเทียบกับเครื่องทำงานทั่วไปที่มักใช้สีเข้มโทนเดียวทั้งเครื่องอย่างสีดำล้วนๆ ไปเลย

ด้านหน้าของเครื่องมีพอร์ตต่างๆ สำหรับให้ถอดใส่หรือรองรับพอร์ตที่สายสั้นๆ อย่างหูฟังและไมโครโฟนแบบ Combo ส่วนด้านหลังเองก็มีพอร์ตจออย่าง DisplayPort และ USB-C กับ USB Type A สำหรับต่อ Mouse และ Keyboard ให้ใช้ครับ และยังมีช่องสำหรับเสียบ Wi-Fi Antenna อีกหนึ่งช่องเพื่อรับสัญญาณ Wi-Fi ได้ถึง 802.11ac ในตัว

สำหรับเครื่องนี้ สเป็คที่ได้รับมาทดสอบเป็นดังนี้ครับ

  • CPU: Intel Core i5-8265U @ 1.6GHz (4 Cores/8 Threads)
  • RAM: 8GB
  • Disk: 240GB SSD
  • GPU: Intel UHD Graphics 620
  • OS: Windows 10 Pro

ก็ถือว่าเป็นสเป็คกลางๆ ที่ไม่เล็กไม่ใหญ่ น่าจะเพียงพอต่อการใช้ทำงานได้ถ้าหากไม่ได้นำไปใช้งานกราฟฟิกหรือเล่นเกม แต่แน่นอนว่าด้วย CPU รุ่น 8th Gen Intel Core นี้ก็ย่อมไม่แรงเท่ารุ่นใหม่ๆ อย่าง 10th Gen หรือ 11th Gen อย่างแน่นอน

คราวนี้ได้เวลาเปิดเครื่องมาทดลองใช้งานจริงกัน ประสบการณ์ใช้งานดังนี้ครับ

  • บูทเครื่องค่อนข้างเร็ว เป็นเพราะ SSD ที่ใช้งาน
  • ทำงานได้ปกติลื่นไหลดี ใช้งานทั่วไปไม่มีปัญหา โดยทั่วไปเครื่องจะทำงานค่อนข้างเงียบ
  • เปิดคลิปความละเอียดระดับ 4K บน Microsoft Edge ได้ ใช้ GPU ไปประมาณ 50-60% แต่เครื่องก็ยังทำงานเงียบอยู่

  • ทดลองอัปเดต Windows ดู ก็ไม่ได้ติดปัญหาอะไร แต่ช่วงที่ CPU วิ่งเต็ม 100% พัดลมในตัวเครื่องก็จะทำงานเสียงดังขึ้นมาพอสมควร
  • มีพอร์ต Combo ของหูฟังกับไมโครโฟนให้ใช้หน้าเครื่อง สะดวกต่อการประชุม
  • เครื่องมีลำโพงในตัว เปิดฟังเพลงดูคลิปต่างๆ ได้เลย
  • สามารถต่อเสา Wi-Fi ด้านหลังเครื่องได้ 1 เสา และยังมีช่อง RJ-45 ให้ต่อสาย LAN ได้ด้วย
  • พอร์ต USB ถือว่าพอให้ใช้งานได้สบายๆ แนะนำว่า Keyboard กับ Mouse ควรเสียบหลังเครื่อง เพื่อให้พอร์ตที่หน้าเครื่องยังเหลือเอาไว้ใช้งานอย่างอื่นได้ง่ายๆ ครับ
  • มี Lenovo Vantage ติดตั้งมาให้ สามารถตรวจสอบสถานะของเครื่อง และอัปเดต Driver, BIOS, Firmware ได้สบายๆ รวมถึงตรวจระยะเวลาประกันของเครื่องได้ง่ายดีด้วยครับ

เท่าที่ลองใช้งานดูก็ถือว่าดีทีเดียวสำหรับเครื่องที่มีขนาดเล็กมาก เสียงอาจจะดังกว่าเครื่องแบบ Fanless บ้างในบางจังหวะแต่ก็ถือว่าไม่ได้มีประเด็นอะไรมากมาย การมีพอร์ต USB ทั้งแบบเดิมและ USB-C ให้ใช้งานได้ทั้งหน้าเครื่องและหลังเครื่องก็ถือว่าเป็นจุดที่สะดวกดีครับ การรองรับพอร์ตเชื่อมต่อจอได้แค่ DisplayPort และ USB-C ก็อาจทำให้ใช้งานยากสำหรับบางท่านบ้าง แต่จอสมัยนี้ส่วนใหญ่ก็มักจะมาพร้อม DisplayPort อยู่แล้ว ถ้าซื้อพร้อมกันไปเลยก็ไม่น่ามีปัญหาครับ

สรุปข้อดีข้อเสีย

ข้อดี

  • ขนาดเล็กมาก น้ำหนักเบา แต่เครื่องยังทนทานระดับใช้งานได้ในทางการทหาร นับเป็น Rugged Device ได้
  • มีพอร์ตให้ใช้ครบถ้วน และมี USB-C ให้ใช้ด้วย รองรับการใช้งานกับอุปกรณ์รุ่นใหม่ๆ ได้เยอะ
  • ช่องหูฟังกับไมโครโฟนเป็นพอร์ตแบบคอมโบ ทำให้ใช้กับหูฟังสมัยใหม่ได้ค่อนข้างดี ง่ายต่อการใช้ประชุมงาน
  • ชิป Onboard GPU ถือว่าตอบโจทย์การใช้งานทั่วไป ดูคลิป 4K ได้ไม่กระตุก
  • มีพัดลมให้ ไม่ต้องห่วงเรื่องความร้อนหรือประสิทธิภาพของเครื่องอย่างเครื่อง Fanless อื่นๆ

ข้อเสีย

  • หน่วยประมวลผลยังเป็น 8th Gen Intel Core อยู่ แต่ตอนใช้งานทั่วๆ ไปก็ไม่ได้ส่งผลอะไรมากนัก
  • พอร์ตเชื่อมต่อจอมีเฉพาะพอร์ต DisplayPort และ USB-C ทำให้อาจจะใช้กับจอที่เป็น HDMI หรือ VGA ไม่สะดวกนัก ต้องสั่ง Dongle แปลงพอร์ตเพิ่ม
  • ถึงแม้เครื่องจะมีขนาดเล็ก แต่ Adapter ไฟใหญ่มากเมื่อเทียบกับเครื่อง ดังนั้นตอนใช้จริงต้องเก็บดีๆ เพื่อความสวยงาม
  • บางจังหวะที่ CPU ทำงานหนักๆ เช่น Update Windows พัดลมจะเสียงดังพอสมควร แต่โดยทั่วไปที่ใช้งานก็ไม่มีปัญหาอะไร

from:https://www.techtalkthai.com/lenovo-thinkcentre-m90n-1-nano-rugged-business-pc-review/

Cooling – DEEPCOOL GAMMAXX 400 XT ฮีตซิงค์ไฟสวย เย็นติดตั้งง่าย

ปัจจุบันถ้าคุณเลือกซีพียูแรงๆ ก็อาจจะต้องมองหา Cooling หรือฮีตซิงค์ ที่เป็นพัดลมหรือชุดน้ำดีๆ มาใช้ร่วมกัน เพราะซีพียูตัวแรง หรือตัวท็อปหลายรุ่น ก็ไม่ได้ให้ชุดระบายความร้อนมาให้ เพื่อเปิดโอกาสให้คุณได้เลือกหาในแบบที่คุณต้องการมาใช้ เพื่อตอบโจทย์ของคุณได้มากกว่า แต่การจะเลือกหามาใช้ ก็จะต้องมีรายละเอียดพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นขนาด พัดลม การติดตั้ง ความสวยงาม ไปจนถึงต้องดูว่า สามารถรองรับซีพียูที่มีค่า TDP สูงๆ ในโหมดที่เป็นการทำงานแบบ Full-load ได้ดีอีกด้วย ซึ่งนั้นก็ขึ้นอยู่กับว่า คุณให้ความสำคัญในสิ่งใดมากที่สุด แต่ถ้าคุณยังไม่มีฮีตซิงค์ในใจ วันนี้เรามีทางเลือกมานำเสนอ

cooling

DEEPCOOL GAMMAXX 400 XT ฮีตซิงค์ในสไตล์ทาวเวอร์ ไซส์กลางๆ ที่ระบายความร้อนให้กับซีพียูทั้ง Intel LGA1200 และ AMD AM4 รุ่นใหม่ ด้วยครีบระบายความร้อนจำนวนมาก เชื่อมต่อกับฮีตไปป์ทองแดงจำนวน 3 เส้น และฐาน Cooling ที่เป็นหน้าสัมผัสจากฮีตไปป์พาดผ่านไปยังซีพียูโดยตรง ทำให้มีการถ่ายเทความร้อนได้รวดเร็ว ซึ่งเป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน แต่มีจุดเด่นที่พัดลมขนาดใหญ่ 120mm x 120mm ที่ให้ความเร็วรอบได้ถึง 1,500rpm และออกแบบใบพัดลมมาเป็นพิเศษ ซึ่งให้ปริมาณลมที่พัดผ่านครีบระบายความร้อนได้ดี แต่เสียงรบกวนน้อย พร้อมสีสันจากไฟ LED 6 สี ตัดกับสีขาวและสีดำของพัดลม ช่วยเพิ่มความสวยงามให้กับคนที่อยากจะตกแต่งภายในเคสให้สวย ในงบที่ไม่มากเกินไปนัก ฮีตซิงค์จาก DEEPCOOL นี้ ไม่ได้มีดีแค่เรื่องการออกแบบและสีสันเท่านั้น แต่ประสิทธิภาพในการระบายความร้อน ยังอยู่ในเกณฑ์ที่น่าสนใจ ส่วนผลการทดสอบจะเป็นอย่างไรนั้น ไม่ชมกันได้เลยครับ

cooling
GAMMAXX 400XT 5

Cooling-DEEPCOOL GAMMAXX 400 XT

จุดเด่น

  • ติดตั้งง่าย ไม่ซับซ้อน
  • มีพัดลม พร้อมแสงไฟ LED เพิ่มความสวยงาม
  • ประสิทธิภาพในการระบายความร้อนอยู่ในเกณฑ์ที่ดี
  • เปลี่ยนพัดลมอื่นมาติดตั้งได้

ข้อสังเกต

  • แสงไฟ LED 6 สี ปรับเปลี่ยนไม่ได้
  • ต้องถอดพัดลมก่อนติดตั้งฮีตซิงค์ลงเมนบอร์ด

Specification

  • ขนาดฮีตซิงค์: 127×50×155 mm
  • น้ำหนักรวม: 723 g
  • ฮีตไปป์: Ø6 mm×4 pcs
  • ขนาดพัดลม: 120×120×25 mm
  • ความเร็วรอบพัดลม: 500~1500 RPM±10%
  • ปริมาณลม: 56.5 CFM
  • แรงดันลม: 1.66 mmAq
  • เสียงพัดลม: ≤27 dB(A)
  • คอนเน็คเตอร์: 4-pin PWM
  • Bearing Type: Hydro Bearing
  • แรงดันไฟพัดลม: 12 VDC
  • กระแสไฟพัดลม: 0.22 A
  • การใช้พลังงานของพัดลม: 2.64 W
  • รูปแบบแสงไฟ: LED

การออกแบบ

Cooling

อุปกรณ์ที่มีมาให้ในกล่อง ค่อนข้างกระทัดรัดเลยทีเดียว ประกอบด้วย ฮีตซิงค์พร้อมพัดลม ขาล็อค Intel ที่รองรับซ็อกเก็ต LGA1200 และ LGA15xx รวมถึง AMD AM4 พร้อมแผ่นพับคู่มือ ช่วยในการติดตั้ง

ภายในกล่องที่มีสีสันสดใส ก็มีชิ้นส่วนสำหรับการติดตั้ง ไม่ว่าจะเป็น ฐานติดหลังเมนบอร์ด เพื่อยึดขาฮีตซิงค์ ขาล็อค Intel ทางซ้ายมือ และตัวล็อคสำหรับ AMD ขวามือ

Cooling
Cooling

ตัวฮีตซิงค์ DEEPCOOL GAMMAXX 400 XT มีให้เลือกทั้งรุ่น X400 WH ที่เป็นพัดลมสีขาว และ X400 XT พัดลมสีดำ แต่ที่เหมือนกันคือ พัดลมจะมาพร้อมแสงไฟสวยงามเช่นกัน

Cooling

ด้านหลังของตัวฮีตซิงค์ มาพร้อมครีบระบายที่เป็นอะลูมิเนียมจำนวนมาก ความสูงของตัวฮีตซิงก์อยู่ที่ประมาณ 15cm

Cooling

Cooling รุ่นนี้ มาพร้อมฐานอะลูมิเนียม และมีฮีตไปป์ทองแดง เส้นผ่าศูนย์กลาง 6mm จำนวน 4 เส้น พาดผ่านด้านใต้ ซึ่งจะสัมผัสกับซีพียูโดยตรง เป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน

Cooling
Cooling

ด้านใต้ฮีตซิงค์ในจุดที่เป็นหน้าสัมผัส จะแปะสติกเกอร์ ซึ่งแจ้งเอาไว้ว่า ให้แกะออกก่อนจะติดตั้งลงบนซีพียู เมื่อแกะออกมาก็จะเห็นท่อทองแดงที่เป็นฮีตไปป์ 4 เส้น ซึ่งอาจจะไม่เงาเรียบมากนัก แต่ก็สามารถนำไปปัดเงาได้ในภายหลัง

พัดลมระบายความร้อน

Cooling

พัดลมที่มีมาในชุดฮีตซิงค์นี้ เป็นพัดลมสีขาวขนาด 120mm x 120mm ความหนามาตรฐาน 25mm ให้ความเร็วรอบที่ 500~1500 RPM±10% ออกแบบใบพัดลมมาเป็นพิเศษ เพื่อลดเสียงรบกวน ที่น่าสนใจคือให้ปริมาณลมได้ถึง 56.5 CFM เลยทีเดียว

หัวต่อไฟเลี้ยงแบบ 4-pins ต่อเข้ากับคอนเน็กเตอร์ CPU_Fan บนเมนบอร์ด สามารถมอนิเตอร์ และปรับรอบพัดลมได้บนระบบ หรือซอฟต์แวร์

Cooling

ตัวล็อคพัดลมเป็นแบบคล้องเข้ากับตัวฮีตซิงค์โดยตรง ซึ่งค่อนข้างแน่นหนาเลยทีเดียว ซึ่งถ้าจะติดตั้งฮีตซิงก์ลงบนเมนบอร์ด ก็ต้องแกะออกก่อน เพื่อให้ไขน็อตยึดฐานได้ง่ายขึ้น

การประกอบติดตั้ง

Cooling

ต้องถือว่าเป็นจุดเด่นของฮีตซิงค์รุ่นนี้ และหลายค่ายก็ใช้วิธีการใกล้เคียงกัน เพราะแค่นำตัวล็อคมาติดตั้งเข้ากับฐาน ทั้งสองข้าง และไขน็อตเพียงด้านละตัวเท่านั้น ซึ่งก็ดูแน่นหนาดี

Cooling

เมื่อไขเสร็จแล้ว ก็จะออกมาตามภาพนี้ ซึ่งขาล็อคทั้งหมดก็เพียงวางลงในช่อง

DEEPCOOL GAMMAXX 400 XT

นำ Bracket ชิ้นนี้ไปแปะไว้ที่ด้านหลังของเมนบอร์ด ซึ่งจะใช้เป็นตัวล็อคฮีตซิงค์

Cooling

เมื่อติดตั้งขาล็อคของตัวล็อคพัดลมซ็อกเก็ต LGA1200 ให้ทาซิลิโคนบนซีพียูให้ทั่ว แนะนำว่าปาดและเกลี่ยให้เรียบ เพื่อการถ่ายเทความร้อนที่ดีขึ้น

Cooling

จากนั้นก็วางขาล็อคในแต่ละด้านลงไป ไขน็อตยึดทั้ง 4 ตัว เป็นแนวทะแยง เพื่อให้ติดตั้งได้ง่ายขึ้น

ภาพจากมุมด้านบนทั้ง 2 ด้าน จะเห็นได้ว่าฮีตซิงก์จะวางขวาง ในตำแหน่งเดียวกับที่ทิศทางลมเข้าจากด้านหน้า ผ่านไปยังพัดลมเป่าออกด้านหลัง

Cooling

หลังจากที่ติดตั้งฮีตซิงค์ลงไปแล้ว ก็ให้ติดพัดลมกลับเข้าไปที่ซิงก์ โดยหันด้านที่เป่าเข้าฮีตซิงก์ เพื่อให้ลมผ่านครีบระบายความร้อนและฮีตไปป์

DEEPCOOL GAMMAXX 400 XT

เมื่อติดตั้งพัดลม สำหรับพร้อมใช้งานแล้ว จะเห็นได้ว่าค่อนข้างจะยื่นไปใกล้กับสล็อตแรมแถวแรกเลยทีเดียว แต่ก็ไม่ต้องกังวลมาก หากคุณใช้แรมที่มีความสูง อาจจะขยับพัดลมให้สูงขึ้นได้ เพื่อจะไม่ต้องไปเบียดกัน กรณีที่ต้องติดตั้งแรมแถวแรก หรือเลือกจะขยับแรมไปแถว 2 ก็ได้เช่นกัน

Cooling

หลังจากที่ติดตั้งเสร็จสิ้นในรุ่น X400 WH ค่อนข้างโดดเด่นในเคสเลยทีเดียว ด้วยสีขาวที่ตัดกับสีดำของอุปกรณ์รอบข้าง และรูปด้านล่าง จะเห็นได้ว่า ความสูง 15cm ยังไม่เลยขอบตัวเคสระดับ Medium Tower สามารถปิดฝาข้างที่เป็นกระจกเทมเปอร์ได้สบาย

DEEPCOOL GAMMAXX 400 XT

และเมื่อเปิดใช้งาน พัดลมแสงไฟ LED ก็จะเริ่มทำงาน ซึ่งจะเป็นแสงไฟแบบตายตัว 6 สีเท่านั้น ไม่สามารถปรับแต่งได้ แต่ก็ทำให้ตัวเคสดูมีสีสันไม่น่าเบื่อ เมื่อเปิดใช้งานกับแรมอย่าง HyperX FURY RGB ก็ดูเข้ากันได้ดีทีเดียว

DEEPCOOL GAMMAXX 400 XT

ประสิทธิภาพการระบายความร้อน

หลังจากที่ติดตั้งฮีตซิงค์และให้เห็นเรื่องของแสงไฟ LED กันเรียบร้อยแล้ว ก็ได้เวลาทำการทดสอบ โดยมีอุปกรณ์ที่ใช้ในการทดสอบดังนี้

  • ซีพียู Intel Core i5-10600K 8 core/ 16 thread
  • เมนบอร์ด MSI B550 TOMAHAWK
  • แรม HyperX FURY RGB 16GB
  • การ์ดจอ MSI GTX 1660 SUPER VENTUS XS
  • DEEPCOOL 850W
DEEPCOOL GAMMAXX 400 XT idle 1
idle temp.
DEEPCOOL GAMMAXX 400 XT full load
Full load temp.

ในการทดสอบ Cooling จาก DEEPCOOL ครั้งนี้ ในห้องปรับอากาศอุณหภูมิประมาณ 25 องศาเซลเซียส โดยแบ่งการทดสอบออกเป็น การทดสอบโหมด idle เช็คอุณหภูมิขณะที่อยู่ในระบบปฏิบัติการ Windows 10 หลังจากเปิดเครื่องไว้ประมาณ 10 นาที อุณหภูมิต่ำสุดประมาณ 32 องศาเซลเซียส และขยับไปที่ 45 องศาเซลเซียส เมื่อเริ่มเปิดโปรแกรมบางตัว ส่วนเมื่อเริ่มเปิดเกม จะอยู่ที่ราว 54 องศาเซลเซียส

และในการทดสอบแบบ Full load ด้วยการทดสอบบนโปรแกรม OCCT ซึ่งจะเป็นการเร่งให้ซีพียูทำงานแบบ 100% ในทุกคอร์ อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 67 องศาเซลเซียส มีไปแตะที่ 75 องศาเซลเซียส นิดหน่อยเท่านั้น ซึ่งนับว่าฮีตซิงค์รุ่นนี้ ให้ประสิทธิภาพในการระบายความร้อนได้ดีทีเดียว

Game test 6

มาดูผลทดสอบกับการเล่นเกม Death Stranding กันบ้าง โดยเกมนี้เรียกการทำงานของซีพียูไปประมาณ 50-60% ซึ่งตัวเลขอุณหภูมิในการทำงานอยู่ที่ราว 55-59 องศาเซลเซียส ซึ่งก็ถือว่าฮีตซิงก์รุ่นนี้ ยังเอาอยู่ กับการเล่นเกมต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ

CINEBenchR20

มาดูการทดสอบ Cooling ที่โหดขึ้นมาอีกหน่อย นั่นคือการจำลองเรนเดอร์กราฟิก 3 มิติ ด้วยโปรแกรม CINEBench R20 ซึ่งก็ตามคาด เพราะมีการเรียกใช้ซีพียูในทุกคอร์ เธรดอย่างเต็มที่ ทำให้อุณหภูมิขยับสูงไปแตะที่ 78-79 องศาเซลเซียส แต่ก็ไม่ได้น่าเป็นห่วง เพราะลดระดับลงมาที่ 70 กว่าองศาเซลเซียส ได้ในเวลาไม่นาน

GAMMAXX 400XT 3

Conclusion

ในการทดสอบฮีตซิงค์ DEEPCOOL GAMMAXX 400 ทั้ง 2 รุ่น ไม่ว่าจะเป็น WH หรือ XT ก็ตาม จุดที่น่าสนใจและดูจะเหมาะกับผู้ใช้ก็คือ เรื่องของการติดตั้งที่ง่าย ไม่ซับซ้อน และไม่จำเป็นต้องใช้ชิ้นส่วนมากมาย มือใหม่ก็เริ่มต้นใช้งานทำเองได้ และการที่แยกส่วนพัดลมกับตัวล็อค ทำให้มีความยืดหยุ่น โดยเฉพาะเมื่อต้องใช้แรมที่มีความสูงๆ ก็ยังพอขยับได้ ไม่ติดกัน ในแง่ของไฟพัดลม แม้ว่าจะปรับแต่งไม่ได้ แต่ก็สีสันสดใส เอาใจคอเกมหรือคนที่อยากแต่งเคสแบบง่ายๆ ก็ทำได้อีกด้วย ส่วนประสิทธิภาพการระบายความร้อน ก็เป็นไปตามที่ทดสอบ Full load กับงานเรนเดอร์ ความร้อนอาจจะสูงหน่อย แต่ในแง่ของการเล่นเกม ก็ค่อนข้างสบาย ราวๆ 60 องศาเซลเซียส ก็ถือว่าไม่ได้น่าเป็นห่วง เสียงพัดลมก็ค่อนข้างเบาเลยทีเดียว ในภาพรวมจัดว่าเป็น Cooling อีกรุ่นหนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อยเลย ทั้งในแง่ของการติดตั้ง ความสะดวก และการใช้งาน จะมีแค่เรื่องต้องแกะพัดลมก่อนติดตั้ง เพื่อความสะดวก และแสงไฟพัดลมที่ปรับไม่ได้ ส่วนเรื่องอื่นๆ ก็จัดว่าทำได้ดี ใครที่กำลังมองหาฮีตซิงก์ใช้ง่าย ไฟสวย ไม่ควรพลาดเลยครับ

ข้อมูลเพิ่มเติม: DEEPCOOL GAMMAXX X400

ราคา: ประมาณ 790 บาท

10 อันดับฮีตซิงก์ยอดนิยมใน NBS กุมภาพันธ์ 2564

from:https://notebookspec.com/web/578498-cooling-deepcool-gammaxx-400-xt

รีวิว – Lenovo ThinkVision T22i-20 จอทำงานสุดคุ้ม ออปชั่นครบ

ทีมงาน NBS ขอแนะนำจอภาพสายทำงานที่ปรับแต่งได้เยอะ ออปชั่นครบ ในราคาสุดคุ้มอย่าง Lenovo ThinkVision T22i-20 ที่เหมาะสำหรับการ WFH หรือกระทั่งในงานในออฟฟิตก็ลงตัว แต่จะมีอะไรน่าสนใจบ้างตามไปชมกัน

Lenovo ThinkVision T22i-20

Lenovo ThinkVision T22i-20 เป็นหนึ่งในซีรีย์ของ ThinkVision จอภาพสำหรับสายทำงานจาก Lenovo ที่โดดเด่นในการปรับแต่งขาตั้งที่สามารถยกสูงต่ำ หรือกระทั่งหมุนตั้งก็ยังได้ พอร์ตเชื่อมต่อเองก็ครบครัน และตัวพาแนลแบบ IPS ,FullHD ที่ตอบสนองการใช้งานต่อเนื่องยาวนานได้ดี กับขนาดหน้าจอ 21.5 นิ้ว ไม่เล็กหรือใหญ่จนเกินไป ลงตัว พร้อมออปชั่นเริ่มอย่าง HUB – USB ที่วางสมาร์ทโฟน และที่สำคัญคือราคาสุดคุ้มค่า

ฟีเจอร์ Lenovo ThinkVision T22i-20

  • 21.5inch FHD In-Plane Switching display with 3-Side
  • NearEdgeless bezel design
  • VGA+DP+HDMI with audio out and 4x USB 3.2 Gen1
  • Up to 150mm lift range ergonomic design

สเปค

Brightness 250 cd/m²
Contrast Ratio 1000 : 1
Connection Type 1 x VGA

1 x HDMI1.4

1 x DP1.2

4 x USB 3.2 Gen1 (with 1 x BC1.2)

1 x Audio Out (3.5mm)

Panel Type In-Plane-Switching
Stand Tilt Angle (-5° / 35°), Swivel Angle (+45° / -45°), Lift Range (150 mm), Pivot (-90° / 90°)
EU Energy Rating A+
Power Requirement 100 – 240 VAC, 50-60Hz
Brand ThinkVision
Antiglare ใช่
Color Coverage 72% NTSC
Color Depth 8-bit
Color Support 16.7 Million
Dimensions without Package 205 x 546 x 489.3 mm, 8.07 x 21.50 x 19.26 inches
Eye Caring ใช่
Head only Dimentions 48.50 x 297.4 x 489.30 mm, 1.91 x 11.71 x 19.26 inches
Height-Adjustable ใช่
Kensington Lock ใช่
Near Edgeless ใช่
Optional Soundbar Support ใช่
Power Consumption 12W Typ, 43W Max, 0.3W sleep/off, 0.3W switch-off
TCO Edge 2
Thin Client Support (Tiny) ใช่
Weight Head Only 3.01kg, 6.66 Ibs
Weight with Package 7.20 kg, 15.87 lbs

Lenovo ThinkVision T22i 20 001

Lenovo ThinkVision T22i 20 006Lenovo ThinkVision T22i 20 002

Lenovo ThinkVision T22i 20 005Lenovo ThinkVision T22i 20 003   

Lenovo ThinkVision T22i-20 มาในรูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของจอภาพจาก ThinkVision เน้นโทนสีดำสนิท เรียบๆ แต่อุดมไปด้วยฟีเจอร์การรับจอที่หลากหลาย ไร้ขอบ 3 ด้าน ขอบด้านล่างจะมีโลโก้ ThinkVision พร้อมปุ่มปรับแต่งการใช้งานด้านขวา ขนาดไม่ใหญ่ถ้าเทียบกับจอขนาด 21.5 นิ้วทั่วไป

Lenovo ThinkVision T22i 20 007

Lenovo ThinkVision T22i 20 009 Lenovo ThinkVision T22i 20 010

Lenovo ThinkVision T22i 20 011Lenovo ThinkVision T22i 20 008

Lenovo ThinkVision T22i-20 เป็นจอสำหรับสายทำงานที่ปรับระดับการใช้งานได้เยอะมาก ไม่ว่าจะยกสูงต่ำ หมุนเอียงว้ายขวา ก้มเงยได้นิดหน่อย และที่สำคัญคือสามารถหมุนจอตั้งได้ด้วย

Lenovo ThinkVision T22i 20 017

Lenovo ThinkVision T22i 20 015 Lenovo ThinkVision T22i 20 016

Lenovo ThinkVision T22i-20 มองด้านข้างจะเห็นว่าจอสามารถยกสูงต่ำ ปรับมุมก้มเงยได้เยอะ เพื่อให้เหมาะกับการใช้งานของแต่ละท่าน

Lenovo ThinkVision T22i 20 027

Lenovo ThinkVision T22i 20 028  Lenovo ThinkVision T22i 20 030

นอกจากนั้นเอกลักษณ์ของจอ ThinkVision หลายๆรุ่นเลยก็คือ จอภาพที่สามารถหมุนตั้งได้ เหมาะกับการใช้งานด้านเอกสาร หรือ Code Programing mujme’kody[-hv8;k,0eo;o,kd

Lenovo ThinkVision T22i 20 058

ขอบจอภาพจัดว่าบางเลยทีเดียวครับ

Lenovo ThinkVision T22i 20 037

ฐานที่ออกแบบมาใหม่ นอกจากทำให้หมุนซ้ายขวาได้โดยฐานไม่ขยับ และยังเพิ่มร่องสำหรับวางอุปกรณ์เช่นปากกา หรือสมาร์ทโฟนได้ด้วย

Lenovo ThinkVision T22i 20 018

Lenovo ThinkVision T22i 20 019  Lenovo ThinkVision T22i 20 021

Lenovo ThinkVision T22i 20 023Lenovo ThinkVision T22i 20 022

มากับด้านหลังที่โล่ง เรียบ แต่เน้นประโยชน์ใช้งาน พร้อมช่องระบายความร้อนจำนวนมาก วัสดุเป็นพลาสติดเกรทดี แบ่งเป็นสีดำสนิท กับสีดำเทาแยกชั้นชัดเจน สามารถถอดขาตั้งเพื่อติดเป็นขาแบบแขวนได้

 

Lenovo ThinkVision T22i 20 034

พอร์ตเชื่อมต่อด้านหลังมีทั้ง

  • 1 x VGA
  • 1 x HDMI1.4
  • 1 x DP1.2
  • 1 x USB Type B สำหรับต่อสายฮับ

Lenovo ThinkVision T22i 20 033

พอร์ตด้านขางจอ

  • 2 x USB 3.2 Gen1
  • 1 x Audio Out (3.5mm)

Lenovo ThinkVision T22i 20 038

บริเวณฐานจะเปลี่ยนสายรัดเป็นแบบยาง แทนแบบพลาสติกเดิม ทำให้สามารถเก็บสายได้เยอะกว่า และแน่นหนากว่า

Lenovo ThinkVision T22i 20 039

Lenovo ThinkVision T22i-20 กับ Thinkbook 13s Gen 2 ขนาดจอภาพ 13 นิ้ว เหมาะกับสายทำงานใช้ 2 จอคู่กันกำลังกี

Lenovo ThinkVision T22i 20 042

Lenovo ThinkVision T22i 20 043 Lenovo ThinkVision T22i 20 044

Lenovo ThinkVision T22i 20 045 Lenovo ThinkVision T22i 20 046

Lenovo ThinkVision T22i 20 047 Lenovo ThinkVision T22i 20 048

เรื่องของคุณภาพของจอเช่นเดียวกับจอภาพของ ThinkPad เลย ด้วยพาแนลแบบ IPS ให้สีสันสดใสคมชัด แต่ก็ไม่จัดจ้านจนเกินไป ด้วยจอภาพแบบด้าน เหมาะสำหรับทำงานเอกสาร หรือใช้งานต่อเนื่องยาวนานได้โดยไม่เมื่อยล้าสายตา มองด้านข้างสีก็ไม่เพียน สะท้อนแสงน้อย

มุมมองภาพไม่มีผิดเพียงไม่ว่าจะด้านข้างซ้ายขวา บน ล่าง อาจจะมีสีจืดหรือดร๊อปลงไปบ้าง แต่ก็ไม่มีผลต่อการใช้งานเท่าไร เพราะจอสามารถปรับให้เหมาะกับระดับสายตาได้เยอะ เรื่องคุณภาพของสีก็จัดอยู่ในระดับค่อนข้างดีที่ 72% NTSC ทำให้พอใช้งานด้านกราฟิก หรืองานอื่นๆได้อยู่ แต่จะเหมาะกับงานพวกเอกสารมากกว่า

    Lenovo ThinkVision T22i 20 053

Lenovo ThinkVision T22i-20 เป็นจอที่เหมาะกับหลายท่านซึ่งต้องการจอภาพที่ใช้งานได้สะดวก ปรับแต่งมุมมองได้ตามต้องการ ด้วยขาตั้งที่ปรับแต่งได้เยอะมาก พร้อมกับพาแนลจอภาพที่มองสบายตา ในขนาดจอภาพที่ไม่ใหญ่จนเกินไป บนโต๊ะขนาดไม่ใหญ่ก็เพียงพอสำหรับการจัดวาง นอกจากนั้นยังมี HUB – USB พอร์ตเชื่อมต่อจอภาพที่ครบครัน เหมาะกับการทำงาน WFH หรือจะเป็นจอหลักในออฟฟิตก็ดี

Lenovo ThinkVision T22i-20 มาในราคา 5,200 บาท ถือว่าเป็นจอสำหรับสายทำงานที่คุ้มค่าเลย อีกทั้งยังมีประกัน 3ปี Onsite Service ซ่อมให้ถึงบ้านอีกด้วย

จุดเด่น

  • ขาตั้งปรับแต่งจอภาพได้เยอะมาก
  • พอร์ตเชื่อมต่อจอภาพที่ครบครัน
  • มี USB-HUB ให้มาเลย
  • มีที่วางสมาร์ทโฟน

ข้อสังเกต

  • สีสันจอภาพไม่ค่อยเที่ยงตรงเท่าไรนัก

หรือถ้าอยากได้จอที่ดีขึ้น ตัวเดียวจบขอแนะนำรีวิว Lenovo ThinkVision P24h สายเส้นเดียวก็เสียวได้

from:https://notebookspec.com/web/577583-review-thinkvision-t22i

พรีวิว ASRock Z590 Steel Legend เกิดมาเพื่อ Intel Gen 11

และแล้ว Intel ก็ได้เวลาปล่อยชิปเซ็ตตัวใหม่อย่าง Intel Z590 บนเมนบอร์ด ASRock Z590 Steel Legend ที่อัพเกรทขึ้นมาเพื่อซีพียูรุ่นล่าสุดอย่าง Intel Gen 11 แต่ก็ยังรองรับซีพียูรุ่นเดิมอย่าง Intel Gen 10 อยู่ด้วย ว่าแต่จะมีออปชั่นอะไรเพิ่มเติมเข้ามาในเมนบอร์ดตัวนี้บ้างไปชมกัน

ASRock Z590

ASRock Z590 Steel Legend เป็นเมนบอร์ดในซีรีย์ที่ได้รับความนิยมสูงมากในบ้านเรา ด้วยออปชั่นที่จัดเต็มไม่แพ้ซีรีย์อื่น อีกทั้งยังมาพร้อมความสวยงามไม่ว่าจะเป็นฮีทซิงค์ ไฟ RGB หรือการออกแบบที่ครบเครื่องรุ่นหนึ่ง และที่สำคัญเลยคือราคาที่สามารถจับต้องได้ง่าย

โดยเจ้า ASRock Z590 Steel Legend ก็ยังยกออปชั่นเด่นของซีรีย์นี้มาอย่างครบครัน พร้อมอัพเกรทชิปเซ็ตรุ่นใหม่อย่าง Intel Z590 ที่รองรับ Intel Gen 11 บนซ๊อคเก็ตอย่าง LGA 1200 แต่ยังสามารถใช้งานซีพียูรุ่นเดิมอย่าง Intel Gen 11 ได้อยู่ รองรับแรมแบบ รองรับ DDR4 ที่ความเร็วบัส 4800MHz ในโหมดโอเวอร์คล๊อค ระบบเสียง 7.1 CH HD Audio ((Realtek ALC897 Audio Codec), Nahimic Audio พอร์ตเชื่อมต่อที่ครบครัน รองรับ PCI Express 4.0 แล้ว เสริมฟีเจอร์ Steel Armor มาให้กับสล็อต เพื่อใช้ร่วมกับการ์ดจอขนาดใหญ่ และยังมีตัวเลือกทั้ง SATA3 และ Ultra M.2 มาให้กับผู้ใช้อีกด้วย รวมถึงเสริมหล่อด้วยไฟ RGB บนเมนบอร์ด พร้อมออปชั่นจัดเต็มสำหรับผู้ที่ต้องการเมนบอร์ด ATX ไซท์ใหญ่

ASRock Z590 Steel Legend

  • Supports 10th Gen Intel® Core™ Processors and 11th Gen Intel® Core™ Processors
  • 14 Phase Dr.MOS Power Design
  • Supports DDR4 4800MHz (OC)
  • 1 x PCIe 4.0 x16, 1 x PCIe 3.0 x16, 3 x PCIe 3.0 x1, 1 x M.2 Key-E for WiFi
  • Graphics Output Options: HDMI, DisplayPort
  • 7.1 CH HD Audio (Realtek ALC897 Audio Codec), Nahimic Audio
  • 6 SATA3, 1 x Hyper M.2 (PCIe Gen4 x4)
    2 x Ultra M.2 (PCIe Gen3 x4 & SATA3)
  • 1 x USB 3.2 Gen2x2 Front Type-C (20Gb/s)
    Rear USB 3.2 Gen2 Type A+C (10Gb/s)
    6 x USB 3.2 Gen1 (2 x Rear, 4 x Front)
    6 x USB 2.0 (2 x Rear, 4 x Front)
  • Dragon 2.5 Gigabit LAN
  • ASRock Graphics Card Holder (Patent Pending)

 

ASRock Z590 Steel Legend 001  ASRock Z590 Steel Legend 002

ซีรีส์ Steel Legend ทาง ASRock ก็ยังใช้รูปแบบกล่องที่เห็นปุ๊ปก็รู้เลยว่าซีรีย์อะไร ในโทนสีเทากับโลโก้ S (Steel)ที่ออกโทนเงิน เสริมด้วยสีฟ้าดูสดใสขึ้น ด้านหลังกล่องใส่ฟีเจอร์ต่างๆ มาอย่างมากมาย

ASRock Z590 Steel Legend 003

ภายในกล่องมาพร้อมบันเดิลแบบกระทัดรัด ประกอบด้วยคู่มือการใช้งาน Quick Install และแผ่นปิดด้านหลัง รวมไปถึงยังให้ DVD driver มาอีกด้วย (ให้มาทำไมนิ แถมเป็นแฟลชไดร์ฟเลยยังดีซะกว่า) น๊อต M.2 สายรัด และสติกเกอร์ติดเคสมาอย่างครบครัน

ASRock Z590 Steel Legend 6

อีกหนึ่งออปชั่นที่แถมมาคือ ASRock Graphic Card Holder ตัวยึดกราฟิกการ์ด ที่เสริมเข้ามาอยู่ด้านข้างของเมนบอร์ด และยึดเข้ากันด้วยสกรูเพื่อความแข็งแรง ปรับเลื่อนระดับได้ ให้ความยืดหยุ่นในการติดตั้งกราฟิกการ์ดขนาดใหญ่ในรุ่นต่างๆ นอกเหนือจาก Steel Slot ที่ให้ความแข็งแกร่งของสล็อตและตัวยึดการ์ด ที่ออกแบบมาเป็นอย่างดี เพื่อสัญญาณที่นิ่งและให้ความปลอดภัยทั้งเมนบอร์ดและกราฟิกการ์ด

ASRock Z590 Steel Legend 004

ASRock Z590 Steel Legend 005  ASRock Z590 Steel Legend 006

หน้าตาของเมนบอร์ด ASRock Z590 Steel Legend ยังคงหล่อเหลาเอาการเลยทีเดียว กับโทนสีดำ-เทา ตัดด้วยชิ้นส่วนและเส้นสายที่เป็นสีขาวเงินของ Armor ด้วยการออกแบบมาใน ATX form factor ไซท์มาตรฐานไม่ใหญ่เกินไปใส่ในเคสมาตรฐานได้เกือบหมด และยังติดตั้งอุปกรณ์ได้เยอะ จึงสามารถยัดฟังก์ชั่นต่างๆ เอาไว้แน่นบอร์ดเลยทีเดียว ติดโลโก้ Steel Legend เอาไว้ชัดเจน

ASRock Z590 Steel Legend 011

เมนบอร์ดรุ่นนี้มาพร้อมภาคจ่ายไฟแบบ 14 Phase Dr.MOS Power Design ที่รองรับการโอเวอร์คล๊อคได้เต็มที่ พร้อมฮีทซิงค์ระบายความร้อนพร้อมสรรพ

ASRock Z590 Steel Legend 021

แต่แน่นอนว่าต้องใช้ภาคจ่ายไฟของซีพียู 8 PIN ถึง 2 ชุด เพื่อรองรับซีพียูรหัส K หรือการโอเวอร์คล๊อคได้เต็มประสิทธิภาพ

ASRock Z590 Steel Legend 007

แรมแบบ 4 Channel รองรับบัสสูงถึง 4800 MHz ในโหมดโอเวอร์คล๊อค โดยในซีพียู11th Gen Intel® Core™ (i9/i7/i5) จะรองรับแรม 3200 MHz เป็นมาตรฐาน ส่วนCore™ (i3), Pentium® และ Celeron® จะรองรับ DDR4 up to 2666 MHz เป็นมาตรฐาน
ส่วนซีพียู 10th Gen Intel® Core™ (i9/i7) จะรองรับ DDR4 ที่ความเร็ว 2933 MHz เป็นมาตรฐาน ส่วนใน Core™ (i5/i3), Pentium® and Celeron® จะรองรับ DDR4 up to 2666 MHz เป็นมาตรฐาน

ASRock Z590 Steel Legend 010

M.2 จะรองรับ PCIe 4.0 1 Slot ซึ่งสามารถใช้ได้เฉพาะใน 1th Gen Intel® Core™ และยังมีแบบ PCIe .30 อีก 2 ช่อง เท่ากับใส่ SSD M.2 ได้ถึง 3 ช่อง และยังไม่รวมกับช่องสำหรับการ์ด WiFi ที่แยกมาให้ต่างหากอีก 1 ช่อง

ASRock Z590 Steel Legend 009

จุดเชื่อมต่อ IO ของเคส จะอยู่แนวด้านล่างทั้งหมด

ASRock Z590 Steel Legend 016

ASRock Z590 Steel Legend ยังมาในซ๊อคเก็ต LGA 1200 เหมือนเดิม

ASRock Z590 Steel Legend 024

พอร์ต SATA มีมาให้ 6 พอร์ต ด้านข้าง 4 และด้านล่าง 2

ASRock Z590 Steel Legend 022

พอร์ตเชื่อมต่อ

  • 2 x Antenna Mounting Points
  • 1 x PS/2 Mouse/Keyboard Port
  • 1 x HDMI Port
  • 1 x DisplayPort 1.4
  • 1 x Optical SPDIF Out Port
  • 1 x USB 3.2 Gen2 Type-A Port (10 Gb/s) (ReDriver) (Supports ESD Protection)*
  • 1 x USB 3.2 Gen2 Type-C Port (10 Gb/s) (ReDriver) (Supports ESD Protection)*
  • 2 x USB 3.2 Gen1 Ports (Supports ESD Protection)*
  • 2 x USB 2.0 Ports (Supports ESD Protection)
  • 1 x RJ-45 LAN Port with LED (ACT/LINK LED and SPEED LED)
  • HD Audio Jacks: Rear Speaker / Central / Bass / Line in / Front Speaker / Microphone (Gold Audio Jacks)

ASRock Z590 Steel Legend 025

ASRock Z590 Steel Legend 026 ASRock Z590 Steel Legend 027

ASRock Z590 Steel Legend ด้านหลังเมนบอร์ดโล่งๆไม่มีอะไรมาก แต่ก็มีการเคลือบเสริมความแข็งแรง และมีจุดที่โชว์ไฟ RGB บริเวณขอบด้วย

ASRock Z590 Steel Legend 033

ASRock Z590 Steel Legend เป็นอีกหนึ่งการอัพเกรทของฝั่ง Intel ที่แม้จะไม่ได้โฉ่งฉ่าง แต่ก็อัพเกรทขึ้นมาพอสมควร ด้วยชิปเซ็ตอย่าง Intel Z590 ที่นอกจากอัพเกรทให้รองรับซีพียูรุ่นใหม่อย่าง Intel Gen 11 ที่แม้จะไม่ได้มีขนาดของเทคโนโลยีการผลิตที่เล็กเท่าคู่แข่ง แต่ประสิทธิภาพตามข่าวคราวก็จัดว่าแรงไม่น้อย นอกจากนั้นยังอัพเกรทเทคโนโลยีให้เทียบชั้นคู่แข่ง ทั้งสเปคแรมที่รองรับได้สูงขึ้น มาพร้อม PCIe 4.0 ทั้งการ์ดจอและ M.2 และยังรองรับการโอเวอร์คล๊อคได้ดียิ่งขึ้น

นอกจากนั้นตัวเมนบอร์ดยังรองรับการเชื่อมต่ออุปกรณ์ได้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะ แรม SSD หรือแม้กระทั่งสล๊อต PCIe ที่ให้มาอย่างเยอะ อีกทั้งตัวเมนบอร์ดยังมาในดีไซน์ที่สวยงามแม้ไม่ได้จัดจ้านมาก แต่ก็มาอย่างเพียงพอไม่ว่าจะใช้งานทั่วไป หรือเล่นเกมหนักๆ เปิดเครื่องตลอด 24*7 ก็ไม่มีปัญหา สมกับเป็นซีรีย์เมนบอร์ดขวัญใจชาวไทย

ASRock Z590 Steel Legend มาในราคาราว $210 หรือประมาณ 6,300 บาท ซึ่งราคาขายจริงในไทยอาจจะต้องรอติดตามกันอีกที แต่ราคาคุ้มค่าแน่นอน

จุดเด่น

  • มีสล็อต M.2 มาถึง 3 สล็อต
  • พอร์ตเชื่อมต่อที่ครบครัน
  • ภาคจ่ายไฟ 14 เฟส
  • รองรับ PCIe 4.0

ข้อสังเกต

  • ยังไม่วางจำหน่าย

 

from:https://notebookspec.com/web/571644-preview-asrock-z590-steel-legend

รีวิวจอ Samsung LS32AM700UEXXT สมาร์ทมอนิเตอร์ 32″ 4K สั่งงานด้วยเสียง

Smart Apps, Mobile Connectivity และ Remote Access สิ่งเหล่านี้คือ คีย์หลักของจอ Samsung M7 รุ่นนี้ ซึ่งเป็นนิยามไว้สำหรับ สมาร์ทมอนิเตอร์ ในรุ่น LS32AM700UEXXT ค่อนข้างชัดเจนว่า ไม่ใช่แค่การแสดงผลร่วมกับคอมพิวเตอร์หรือการเชื่อมต่อสัญญาณจากอุปกรณ์ Player พื้นฐานทั่วไปเท่านั้น แต่ยังสนับสนุนบรรดา Device อื่นๆ ที่เป็น USB และรองรับสัญญาณ WiFi เพื่อการแสดงผล แต่ที่น่าสนใจคือจอ Samsung M7 series นี้ ยังสนับสนุนการสั่งงานด้วยเสียงอีกด้วย กับความละเอียดสูงสุด 4K ที่ตอบโจทย์ทั้งในแง่ของการทำงาน และความบันเทิง

จอ Samsung

จอ Samsung LS32AM700UEXXT

สำหรับสมาร์ทมอนิเตอร์รุ่นนี้ Samsung จัดให้เป็นจอภาพรุ่น M5 และ M7 อยู่ในกลุ่มไลฟ์สไตล์ ที่รวมทั้งการทำงานและในชีวิตประจำวันเข้าด้วยกัน ซึ่งมีฟีเจอร์มากมาย โดยจุดเด่น คือ การเชื่อมต่อเข้ากับพีซี และอุปกรณ์โมบายอย่างสมาร์ทโฟน แท็ปเล็ต รวมถึงการรีโมต เพื่อใช้งานพีซีเครื่องอื่นๆ ได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีพีซีที่ต่อโดยตรง เช่นประชุมผ่านวีดีโอคอล เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเรียนออนไลน์และสาย WFH ด้วยหน้าจอขนาดใหญ่ 32″ จึงสามารถเห็นรายละเอียดต่างๆ ได้ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น หน้าเอกสาร การท่องเว็บผ่านเบรว์เซอร์ หรือจะใช้ภาพบนหน้าจอโทรศัพท์ มาแสดงผลบนจอใหญ่ได้อย่างชัดเจน ด้วยฟีเจอร์ Tap View

ไฮไลต์ที่ใช้ในการแสดงผลของจอ Samsung รุ่นนี้ประกอบด้วย DeX, Tap View และ Mirroring ขึ้นอยู่กับสมาร์ทโฟนที่ใช้ เพราะบางฟีเจอร์ จะยังคงจำกัดรุ่นโมเดลที่จะใช้งานร่วมด้วยนั่้นเอง นอกจากนี้ยังทำหน้าที่เป็น Smart Hub หรือแหล่งรวมความบันเทิงมากมาย ด้วยการทำงานร่วมกับแอพพลิเคชั่นอย่าง Netflix, Youtube, HBO เป็นต้น โดยที่ไม่ต้องย้ายสัญญาณจากพีซีเข้ามาต่อแต่อย่างใด แต่สามารถเล่นได้ในตัว คล้ายกับสมาร์ททีวีในปัจจุบันนั่้นเอง และการควบคุมก็ยังใช้รีโมทในการจัดการสิ่งต่างๆ ได้สะดวก ที่สำคัญ ยังสั่งงานด้วยเสียงในบางคำสั่งได้อีกด้วย แต่ก็ขึ้นอยู่กับในแต่ละพื้นที่แต่ละโซนประเทศ ว่ารองรับการใช้งานในรูปแบบใดบ้าง นอกจากนี้ ยังรองรับการเชื่อมต่อกับระบบ Cloud system สำหรับการใช้งาน Remote Access สำหรับใช้ Office 365 แค่ต่อเมาส์ คีย์บอร์ดเข้ากับพอร์ต USB ที่อยู่ด้านหลังจอภาพ ก็สามารถทำงานเอกสาร และจัดการไฟล์ในแบบระยะไกลได้แล้ว แค่เครื่องปลายทางที่เชื่อมต่อนั้นใช้ระบบปฏิบัติการ Windows 10 Pro, Mac OS 10.5 ขึ้นไป

Design & Dimension

จอ Samsung

Samsung ให้การออกแบบที่เรียบง่าย ดูแล้วน่าจะเน้นสมดุลที่ให้เหมาะกับการใช้งานภายในบ้านและสำนักงาน ที่ไม่ได้หวือหวาเหมือนในกลุ่มของเอนเตอร์เทนเมนต์หรือแนวเกมมิ่ง เพื่อให้เข้ากับการใช้งานในกลุ่มนี้ได้อย่างลงตัว ความเรียบง่ายรวมไปถึงหน้าจอที่เป็นแบบ Flat ไม่ได้เป็นแบบ Curved ที่น่าจะเหมาะกับกลุ่มงานทั่วไป ทั้งงานเอกสารและซอฟต์แวร์อื่นๆ ในปัจจุบัน โดยให้ความสำคัญในแง่ของการเชื่อมต่อ และการควบคุมที่ล้ำสมัยมากกว่า ภาพของ LS32AM700UEXXT จึงมาลงตัวที่หน้าจอขนาดใหญ่ 32″ ในโทนสีเงินเมทัลลิคตัดขอบด้วยฐานและขาตั้งสีดำ มีโลโก้ Samsung เล็กๆ ตรงกลาง ซึ่งก็ดูเรียบง่ายดีทีเดียว

ส่วนพื้นที่หน้าจอ จะเห็นได้ชัดเลยว่า Samsung เน้นความบาง ด้วยขอบที่บางเฉียบทั้ง 3 ด้าน และให้มุมมองแบบ Ultra-wide ในแบบ 21:9 ซึ่งดูจะตอบโจทย์ให้กับการดูหนัง และความบันเทิงเป็นหลัก รวมไปถึงการแบ่ง Split หน้าจอเดสก์ทอปได้ง่ายขึ้น ที่เป็นรูปแบบการใช้งานเหมาะสมกับในปัจจุบัน

จอ Samsung

ด้านหลังดูเรียบง่าย แต่ก็มีเส้นสายให้ดูแปลกตาไปบ้างในบางอารมณ์ พร้อมกับพอร์ตต่อพ่วงมากมาย ที่จัดมาให้อย่างครบครัน ฐานหน้าจอเป็นแบบธรรมดา ส่วนตัวมองว่าไม่ได้เน้นหวือหวาแบบเดียวกับเกมมิ่งมอนิเตอร์ อีกทั้งไม่ได้เน้นฟังก์ชั่นประเภท หันซ้ายขวา หรือปรับมุมก้มเงยให้มากนัก และยังคงรูปแบบการใช้งานบนพื้นที่หน้าจอขนาดใหญ่ 32″ เอาไว้เท่านั้น

จอ Samsung

โลโก้ Samsung บนพื้นหลังที่สะดุดตา ยกให้โดดเด่นขึ้นมาจากเส้นสายที่เป็นแนวยาวของด้านหลัง ก็ดูคลาสสิกไม่น้อยเลย

จอ Samsung

ด้านหน้าจะมีโลโก้ขนาดเล็กอยู่บริเวณด้านใต้ของหน้าจอ ซึ่งจะเป็นส่วนที่ใช้รับสัญญาณของรีโมทคอนโทรล ในการเรียกใช้งานฟังก์ชั่นต่างๆ ของจอมอนิเตอร์รุ่นนี้

ฐานและขาตั้ง

จอ Samsung

มาดูที่ฐานและขาตั้งจอ Samsung M7 รุ่นนี้กันบ้าง จะเห็นได้ว่า ไม่ได้เน้นไปที่ฟังก์ชั่นมากมายนัก เพราะถ้าเทียบกับบรรดาจอเกมมิ่งรุ่นต่างๆ ของค่ายนี้ จะเห็นความต่างมากพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นการ Pan, Tilt หรือ Pivot จอรุ่นนี้จะมีแค่การปรับนิดหน่อยเท่านั้น ส่วนหนึ่งก็เพราะเป็นจอประเภทที่ใช้งานในชีวิตประจำวัน จึงน่าจะให้ความสำคัญกับมุมมองพื้นฐานและพื้นที่หน้าจอขนาดใหญ่เป็นหลัก

Samsung M7 series 33

ถ้าดูจากแกนหลักของจอมอนิเตอร์รุ่นนี้ จะเป็นขาตั้งที่ถูกยึดเข้ากับด้านหลังของจอ และยึดสกรูจำนวน 2 ตัว พร้อมสายรัดที่ใช้ในการจัดสายไฟด้านหลัง

ฐานขนาดกระทัดรัด ที่ช่วยในการทรงตัวของหน้าจอขนาดใหญ่นี้ ให้อยู่กับที่ ไม่โยกเยกหรือเคลื่อนไหวมากเกินไป ในแง่ของความแข็งแรง ถือว่าทำออกมาได้ดี แต่ก็มีบางจังหวะที่โยกไปมาบ้าง กรณีที่โต๊ะวางถูกกระแทกแรงๆ

ด้านข้างซ้าย-ขวา

ด้านข้างที่ดูบางเป็นพิเศษ แม้ลูกเล่นที่ฐานจอเอง จะไม่ได้มีความหวือหวา แต่ก็พอจะปรับได้เล็กน้อยสำหรับการใช้งาน หลักๆ คือ การปรับมุม Tilt ก้มและเงยได้ที่ -2 ไปจนถึง 20 องศา โดยประมาณ

จอ Samsung

มาดูที่ด้านข้างกันบ้าง จะเห็นถึงความบางของมอนิเตอร์ M7 รุ่นนี้ ที่มีมิติกำลังพอเหมาะ จัดวางบนโต๊ะทำงานได้สบายๆ ไม่เปลืองพื้นที่มากมายนัก มิติด้านยาวโดยรวมจะอยู่ที่ประมาณ 69cm ซึ่งวางบนโต๊ะทำงานขนาด 120cm พื้นฐานได้ลงตัว ยังพอมีพื้นที่สำหรับวางเมาส์หรืออุปกรณ์ที่ใช้ร่วมกันได้อีกด้วย แต่ก็อยากจะแนะนำโต๊ะขนาด 140cm ขึ้นไป กรณีที่ต้องการวางเครื่องคอมหรือปริ้นเตอร์ ไว้ใช้งานใกล้ๆ กัน

พอร์ตเชื่อมต่อ

จอ Samsung

พอร์ตต่อพ่วง อยู่ด้านหลังทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นพอร์ตสำหรับอุปกรณ์หรือการรับสัญญาณแสดงผลก็ตาม

จอ Samsung

พอร์ตด้านหลัง ทางฝั่งซ้ายของหน้าจอ จะเป็น USB 2.0 ในแบบ Type-A และด้านบนเป็นช่องตัวล็อค

จอ Samsung

ส่วนด้านล่างลงมา จะเป็นช่องรับสัญญาณเข้า HDMI-In 1 และ HDMI-In 2 เมื่อใช้งานร่วมกับพีซี โน๊ตบุ๊คหรือรับสัญญาณมาจากช่องทางอื่นๆ และด้านริมสุดคือ USB-C ใช้ในการโอนถ่ายข้อมูลและ Charging 65W ลงตัวพอดี เมื่อคุณใช้สมาร์ทโฟน ในการเชื่อมต่อเข้ากับจอมอนิเตอร์ Samsung รุ่นนี้ ชาร์จไปใช้ไปได้เลย

จอ Samsung

สุดท้ายก็จะเป็นช่องสำหรับเพาเวอร์ ด้วยการใช้สายไฟต่อตรง ไม่ต้องมีตัวแปลง แรงดันไฟสูงสุด 150W Peak ค่อนข้างจะเรียบง่าย

ในเรื่องของเสียงนั้น จะมาจากลำโพง 2 ชุด ที่อยู่ด้านใต้ของจอทั้งซ้ายและขวา เรื่องของเสียงก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ไม่ว่าจะเป็นด้านการฟังเพลง ดูหนัง หรือจะใช้ในการพูดคุยออนไลน์ ถือได้ว่าครบเครื่อง รวมไปถึงการเล่นเกมอีกด้วย แต่ถ้าต้องการจะเน้นความหนักแน่น เร้าใจเพิ่มขึ้น ก็อาจจะต้องเสริมจากอุปกรณ์ต่อพ่วงที่เพิ่มเข้ามา เช่น ซับวูเฟอร์หรือจะใช้หูฟัง ต่อเข้ากับ Source ต้นทาง ไม่ว่าจะเป็น โน๊ตบุ๊คหรือพีซี และสมาร์ทโมบายเป็นต้น

Feature

จอ Samsung

Remote control

อย่างที่ได้กล่าวไปในตอนต้น สำหรับ Samsung M7 รุ่นนี้ จัดเป็นสมาร์ทมอนิเตอร์ ฟีเจอร์หลักๆ คือ รีโมทควบคุมการทำงาน เพื่อช่วยให้การใช้งานสะดวกมากยิ่งขึ้น

จอ Samsung

หน้าตาและฟังก์ชั่น ที่ดูทันสมัย รวมถึงการใช้งานค่อนข้างง่าย ประกอบด้วยปุ่มด้านบน สำหรับ Microphone ที่ใช้เป็น Voice control ในการสั่งงานด้วยเสียง และปุ่มเลือกแอพฯ 123 และเข้าถึงฟังก์ชั่นต่างๆ ได้ง่ายขึ้น เช่น DeX, Tap View หรืออื่นๆ ก็ตาม

ส่วนปุ่มวงกลมตรงกลาง จะเป็นเหมือน Direction ที่คอยกดเลื่อนไปมา ซ้ายขวา ขึ้นลง และกดตกลง เพื่อยืนยัน ส่วนถัดมาด้านล่างจะเป็นปุ่มย้อนกลับ เข้าสู่หน้า Home และ Play/Pause ลงมาด้านล่าง จะใช้ในการเลื่อนขึ้นลง และปรับเพิ่มลดเสียง แถวสุดท้ายจะใช้สำหรับการเข้าถึงแอพ ที่มีอยู่บนมอนิเตอร์นี้

จอ Samsung

การเชื่อมต่อพื้นฐานกับอุปกรณ์อย่างพีซีหรือโน๊ตบุ๊ค สามารถติดตั้งผ่านช่องทางที่เป็นพอร์ตแสดงผลบนหน้าจอได้ทันที เช่น HDMI 2.0 หรือ USB-C เป็นต้น

และนอกจากนี้ยังรองรับการเชื่อมต่อแบบไร้สาย ผ่านทาง Bluetooth เพื่อใช้งานร่วมกับ Tablet หรือ Smartphone ได้อีกด้วย

จอ Samsung
จอ Samsung

รวมถึงการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ที่เป็น Ext.Storage เช่น ฮาร์ดดิสก์ SSD หรือ USB Flash drive เป็นต้น ตัวอย่างนี้ ลองต่อ Ext.SSD เข้าไป ก็สามารถมองเห็นได้อย่างถูกต้อง และใช้งานได้ทันที ด้วยการเข้าไปที่ฟังก์ชั่น Source และเลือกช่องทางการเชื่อมต่อ ซึ่งคล้ายกับการทำงานบนสมาร์ททีวีนั่นเอง

จอ Samsung

OSD Settings

จอ Samsung

เราสามารถตั้งค่าต่างๆ บนหน้าจอผ่านทาง OSD ด้วยการใช้รีโมทคอนโทรลแบบเดียวกับบนจอทีวี ซึ่งการปรับค่าต่างๆ ก็ทำได้ค่อนข้างละเอียดทีเดียว โดยแบ่งออกเป็น 7 หัวข้อด้วยกัน ประกอบด้วย

  • Audio
  • Video Device
  • Smartphone
  • PC
  • Input Device
  • Game Console
  • External Storage

ส่วน Video Device กับ Smartphone จะเป็นช่องทางการเชื่อมต่อพื้นฐาน เช่น การรับสัญญาณจากพีซีหรือโน๊ตบุ๊คผ่านทาง HDMI และฟีเจอร์อย่าง Smart View, SmartThings และ Tap View ผ่านทางสมาร์ทโฟน

จอ Samsung

ในส่วนของ Audio Device จะเป็นช่องทางการเชื่อมต่อเสียง ว่าจะให้มาจากส่วนใด เพราะสามารถใช้ร่วมกับอุปกรณ์ต่างๆ ได้มากมาย เช่น HDMI, Bluetooth หรือ WiFi เป็นต้น

จอ Samsung

ในส่วนของ PC จะมีให้เลือกใช้งานได้ทั้ง HDMI, USB-C, Screen Sharing ผ่านทาง WiFi

Input Device จะเป็นตัวกำหนดการใช้งานอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อเข้ากับพอร์ต USB ทั้งด้านหลังและด้านข้างของตัวเครื่อง และการเชื่อมต่อที่เป็นแบบไร้สาย เช่น WiFi หรือ Bluetooth

Game settings

จอ Samsung

และถ้าอยากได้ภาพงามๆ ตรงตามที่ใช้งาน ก็มีโหมดต่างๆ มาให้เลือกใช้ ก็สามารถเข้าไปตั้งค่าได้ผ่าน Expert Settings เพื่อเลือกโหมดภาพที่เหมาะสม ซึ่งมีให้เลือกมากมาย เช่น Standard, Dynamic, Natural หรือจะเป็น Movie และ Filmmaker เป็นต้น

จอ Samsung

นอกจากนี้ยังเลือกปรับค่าความสว่าง อุณหภูมิสี หรือจะเป็น Gamma และ White Balance ได้อีกด้วย และยังรวมไปถึงโหมดอื่นๆ ที่น่าสนใจ เช่น Picture Clarity Settings หรือ Contrast Enhancer เป็นต้น ถือว่าเป็นมอนิเตอร์ที่มีลูกเล่นในการใช้งานที่หลากหลาย น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว

Samsung M7 series 93

จุดสำคัญที่เป็นคีย์ไฮไลต์ของจอ Samsung รุ่นนี้ อยู่ที่การเชื่อมต่อแบบไร้สาย เพื่อการนำเสนอคอนเทนต์จากอุปกรณ์ต่างๆ มาไว้บนหน้าจอแสดงผลได้ ผ่านทางฟีเจอร์ที่เรียกว่า DeX, Tap View และ Mirroring จุดประสงค์ก็คือ เพื่อให้ใช้งานหน้าจอได้อย่างหลากหลาย โดยไม่จำกัดอยู่แค่การเชื่อมต่อกับพีซีหรือโน๊ตบุ๊คโดยตรง แต่ยังรองรับการแสดงผลจากมือถือหรือแท็ปเล็ตอีกด้วย อย่างไรก็ดียังมีเงื่อนไขเล็กๆ น้อยๆ ในการใช้งานอยู่บ้าง เช่น ในบางฟีเจอร์ก็จำเป็นจะต้องใช้ร่วมกับสมาร์ทโฟนจาก Samsung หรือใช้ได้ในบางแอพพลิเคชั่น เป็นต้น

ทดสอบใช้งาน

Samsung Smart Monitor M7 26

สำหรับการเล่นเกม ภาพถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ให้สีสันสดใส มีความต่อเนื่องดีในระดับหนึ่ง แต่ก็ขึ้นอยู่กับพีซีที่ใช้เล่นด้วย อย่างไรก็ดี จอภาพนี้ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อคอเกมจัดๆ แม้จะให้ความละเอียดระดับ 4K มาก็ตาม แต่รีเฟรชเรตได้เพียง 60Hz เท่านั้น รวมถึงไม่ได้มีฟีเจอร์อย่าง G-Sync, FreeSync มาด้วย อย่างไรก็ดีถือว่าเล่นได้แบบสวยๆ ภาพออกมาสมูท ใครที่อยากได้ไว้เล่นเกมเป็นส่วนหนึ่งของการใช้งาน ก็ดูจะเหมาะสม และราคาไม่สูง เมื่อเทียบกับฟังก์ชั่นการใช้งาน

Samsung M7 series 107

ภาพที่ลองต่อจากโน๊ตบุ๊ค กับการเล่นเกม DOTA2 ให้ความรู้สึกสนุกสนานเต็มตาเลยทีเดียว โดยเฉพาะช่วงที่ร่ายเวทย์ใหญ่ หรือจะดูรายละเอียดของฮีโรแต่ละตัว ดูแล้วสะใจ ยิ่งถ้าได้คอมแรงๆ บอกเลยว่าจัดจ้าน แต่ด้วยความเป็นจอแบน หากนั่งใกล้ๆ ก็อาจจะกวาดสายตาไปไม่ทั่วเช่นกัน เหมาะกับการถอยห่างออกมาเล็กน้อย เพื่อจะให้ดูสบายตามากขึ้น

แต่จุดที่น่าสนใจ อยู่ที่คุณสามารถปรับโหมดหน้าจอการเล่นเกมจาก Ratio 16:9 มาเป็น 21:9 ได้ เพื่อให้ภาพที่ได้มีพื้นที่การเล่นที่มากขึ้น เรียกว่า Ultrawide Game View ขึ้นอยู่กับเกมที่เล่น ว่าสามารถสนับสนุนสัดส่วนหน้าจอดังกล่าวนี้ด้วยหรือไม่ แต่อย่างไรก็ดี ถือว่าเป็นอีกฟีเจอร์หนึ่งที่น่าสนใจ และใช้งานได้จริงบน Samsung M7 นี้

Samsung M7 series 79

ในแง่ของการชมภาพยนตร์ สีสันสดใช้ มีความสว่างให้มองเห็นได้อย่างชัดเจน กับภาพที่ดูเต็มตา กับหน้าจอแสดงผลที่กว้าง และขอบจอที่เล็ก จึงให้ภาพที่ดูแล้วเหมือนชมจากจอทีวีใหญ่ๆ ให้สีดำได้ลึก กับความสบายตา ที่ไม่เจิดจ้ามากเกินไป ทั้งนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่ชอบชมภาพยนตร์ ในช่วงที่พักจากการทำงาน และด้วยมุมมองที่กว้าง จึงแบ่งปันการชมให้กับคนรอบข้างได้อีกด้วย ยิ่งเป็นเด็กๆ น้องๆ ด้วยแล้ว น่าจะชื่นชอบไม่น้อยเลย เมื่อได้ดูหนังหรือการ์ตูนเรื่องโปรดกับครอบครัว

Samsung Smart Monitor M7 67

ในแง่ของงานเอกสารก็ต้องมา เพราะทาง Samsung ออกแบบมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ และในตัวของ Samsung Smart Monitor M7 รุ่นนี้ ก็มีให้ใช้งาน Office 365 มาด้วย แค่ลงทะเบียน Microsoft Account แล้วเข้าใช้ได้ทันที กับพื้นที่กว้างขวาแบบนี้ คุณสามารถแบ่งหน้าจอเอกสารได้ 4 ช่องสบายๆ หรือใครที่ใช้ในงานที่ต้องเปรียบเทียบเอกสาร งานพิสูจน์อักษร การบัญชีหรือจะทำพรีเซนเทชั่น ก็จะได้ประโยชน์จากพื้นที่หน้าจอขนาดใหญ่นี้ได้เต็มที่มากขึ้น

Smart View

Samsung Smart Monitor M7 39

ในการเชื่อมต่อกับจอมอนิเตอร์ Samsung M7 มีได้หลายวิธี และการเชื่อมต่อแบบไร้สาย ก็เป็นสิ่งที่อำนวยความสะดวกได้เป็นอย่างดีทีเดียว เช่นเดียวกับ Smart View ก็เป็นอีกฟีเจอร์หนึ่ง ที่ช่วยให้การนำภาพจาก Smartphone ไปแสดงผลบนจอมอนิเตอร์จาก Samsung รุ่นนี้ได้อีกด้วย อย่างที่ได้กล่าวไว้ในตอนต้น ก็คือ Samsung DeX ที่เป็นการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนในกลุ่มของ Samsung Galaxy เข้ากับจอมอนิเตอร์ เพื่อแสดงผล รวมถึงใช้เป็นแอพฯ บนเครื่องพีซีและ MAC OS ในการแสดงผลบนหน้าจอเช่นเดียวกัน ซึ่งเลือกได้ทั้งการต่อแบบไร้สาย หรือจะต่อผ่าน HDMI หรือ USB-C อย่างไรก็ดี ยังคงมีข้อจำกัดเล็กน้อยในการใช้งาน Dex ถ้าจะเชื่อมต่อไร้สาย เวลานี้จะยังคงใช้ได้บน Galaxy Note20, TabS7 และ Galaxy Z Fold2 เท่านั้น

Smart View ก็ถือว่า เป็นอีกฟีเจอร์ที่มีบทบาทสำคัญในการใช้งานผ่านมือถือ สำหรับการส่งภาพบนหน้าจอไปยัง Samsung Smart Monitor M7 ด้วยการเชื่อมต่อไร้สาย ซึ่งทำให้ดูทันสมัยไม่น้อยเลย โดยเฉพาะเมื่อใช้ในการพรีเซนเทชั่นหรือการส่งภาพจากอีกห้อง ไปยังอีกห้อง โดยไม่ต้องเดินไป แค่คุณเชื่อมต่อไร้สาย และเชื่อมต่อเข้ากับหน้าจอ Samsung ที่รองรับ

Samsung Smart Monitor M7 48

เมื่อเชื่อมต่อแล้วคุณจะเห็นโลโก้ของ SmartView ปรากฏอยู่บนหน้าจอมือถือ และเมื่อคุณเปิดแอพฯ บนมือถือ ไม่ว่าจะเป็น กล้อง ภาพ วีดีโอหรือจะเป็นไฟล์ใดๆ ก็ตามแต่ ภาพก็จะไปแสดงผลบนหน้าจอ Samsung M7 นี้ด้วยเช่นกัน

โดยการแสดงผลนั้น ยังรวมไปถึงการทำ Dual View หรือการใช้งานแอพพร้อมกัน 2 แอพฯ เช่น เปิดไฟล์วีดีโอพรีเซนเทชั่น ไปพร้อมกับการแชตผ่านทางโปรแกรมต่างๆ เหมาะกับการใช้งานทั้งในสำนักงานหรือจะใช้เพื่อความบันเทิงภายในบ้านก็ง่าย และเอนกประสงค์มากทีเดียว

Samsung Smart Monitor M7 60

และที่สำคัญ ยังเลือกปรับภาพ ด้วยการปรับสัดส่วนการแสดงผลบนหน้าจอ ให้แสดงผลได้เต็มแบบ Full-screen อีกด้วย ขึ้นอยู่กับว่าคุณเลือกใช้แบบใด ตามความเหมาะสม

SmartThings

Samsung M7 series 68

ที่ใช้ในการแสดงผลจากหน้าจอมือถือ ไปยัง Samsung Smart Monitor M7 ในแบบเชื่อมต่อไร้สายอย่าง SmartThings ก็ถือว่าค่อนข้างสะดวก ใช้ง่าย และเงื่อนไขน้อย เพราะสามารถใช้ร่วมกับสมาร์ทโฟนส่วนใหญ่ได้ทันที

Samsung M7 series 69

SmartThings เป็นแอพฯ ที่สามารถดาวน์โหลดมาติดตั้งบนสมาร์ทโฟนได้ ซึ่งเป็นแอพฯ ที่ใช้ควบคุมอุปกรณ์ต่างๆ ที่สนับสนุนฟีเจอร์นี้จาก Samsung และยังใช้ร่วมกับบรรดา Smart Device ภายในบ้านได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือหลอดไฟ และอื่นๆ อีกมากมาย สำหรับผู้ใช้ที่กำลังจะทำเป็น Smart Home นั่นเอง

Samsung Smart Monitor M7 5
Samsung M7 series 72

สำหรับการเชื่อมต่อเข้ากับจอนั้น เพียงเปิดให้จอภาพทำงาน จากนั้นเริ่มการ Connect ด้วยการเปิดแอพฯ SmartThings ให้เครื่องทำการสแกน เมื่อมองเห็นจอมอนิเตอร์ใน Device ให้ทำการเชื่อมต่อ และใส่รหัส PIN ที่จะปรากฏขึ้นบนหน้าจอมอนิเตอร์ เมื่อเราเริ่ม Connect เมื่อเชื่อมต่อได้แล้ว จะแจ้งสถานะ Wireless Connection เป็น Success ให้ได้เห็น

ในการใช้งานบนหน้าจอมือถือ จะมีรายการคำสั่งต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น Search สำหรับการค้นหาข้อมูล การทำหน้าที่เป็นรีโมท ในการเลื่อนปรับค่าต่างๆ เช่น ระดับเสียง เพิ่ม-ลด ปิดเสียง และการเข้าถึงแอพฯ ต่างๆ รวมไปถึงช่องทางสัญญาณที่เชื่อมต่อเข้ากับจอ Samsung M7 นี้อีกด้วย เรียกง่ายๆ ว่า แทบจะไม่ต้องใช้งานรีโมทที่ติดมากับตัวจอ การตอบสนองก็รวดเร็วเลยทีเดียว

Samsung Smart Monitor M7 4

Specification

  • Screen Size (Class): 32″
  • Resolution: 3,840 x 2,160
  • Aspect Ratio: 16:9
  • Brightness (Typical): 250cd/㎡
  • Contrast Ratio Static: 3,000:1(Typ.)
  • Response Time: 8(GTG) ms
  • Refresh Rate: Max 60Hz
  • Flat / Curved: Flat
  • Active Display Size (HxV) (mm): 697.31 x 392.23mm
  • Eye Saver Mode: Yes
  • Flicker Free: Yes
  • Game Mode: Yes
  • Windows Certification: Windows 10
  • Auto Source Switch+: Yes
  • Ultrawide Game View: Yes
  • SmartThings App Support: Yes
  • Remote Access: Yes
  • ConnectShare™ (USB 2.0): Yes
  • Interface: x2 HDMI 2.0, x2 USB 2.0, x1 USB-C, USB-C Charging Power 65W
  • Wireless LAN Built-in: WiFi 5
  • Bluetooth 4.2: Yes
  • Speaker: Yes
  • Tilt: -2.0°(-2.0°~+2.0°)~+22.0°(±2.0°)
  • Wall Mount: 100 x 100
  • Set Weight with Stand: 6.5 kg
  • Remote Controller: Yes

Conclusion

Samsung Smart Monitor M7 14

มาสรุปการใช้งานจอ Samsung LS32AM700UEXXT M7 สมาร์ทมอนิเตอร์รุ่นนี้กัน ในเบื้องต้นบอกได้เลยว่า เหมาะทั้งกลุ่มที่ใช้งานทั่วไปภายในบ้านหรือสำนักงาน และความบันเทิง โดยเฉพาะคนชื่นชอบหน้าจอขนาดใหญ่ มองเห็นภาพได้ชัด ยิ่งคนที่ชอบดูหนัง หรือเล่นเกม และการดูหน้าเอกสาร ไปจนถึงดูราคาหุ้น และทำงานวีดีโอ เพราะให้ความละเอียดได้ระดับ 4K (3,840 x 2,160) สามารถแบ่งหน้าจอ สำหรับใช้งานโปรแกรมต่างๆ ได้มากขึ้น จะเป็นดูหนัง ดูเอกสาร ท่องเว็บและใช้แอพอื่นไปพร้อมๆ กันได้เลย ภาพและสีสันก็ออกมาสดใส สามารถปรับแต่งได้มี OSD ใช้งานได้ง่าย เลือกโหมดการแสดงผล ให้เหมาะกับการใช้งานได้อีกด้วย

แต่ที่ดูจะเป็นไฮไลต์สำคัญคือ การเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่างๆ ที่ทาง Samsung ชูให้เป็น Mobile Connectivity เพราะคล่องตัว ใช้งานสะดวก เพราะมีให้เลือกทั้งการต่อสาย สำหรับแสดงผลจากพีซี โน๊ตบุ๊ค ด้วยพอร์ต HDMI และ USB-C รวมถึงการเชื่อมต่อไร้สาย ผ่านทาง Bluetooth และ WiFi ร่วมกับฟีเจอร์ DeX, SmartThings, SmartView รวมถึงการเชื่อมต่อกับ Cloud ในการใช้งานเอกสารผ่านการ Remote Access ไม่จำเป็นต้องมีคอมต่อใช้งาน แต่ก็ทำงานเอกสารและบันทึกผ่าน Cloud ได้ เช่นการใช้ Office 365 เป็นต้น รวมไปถึงการประชุมไร้สาย ร่วมกับแอพฯ สำหรับการ Video Conference ที่ได้ประโยชน์ทั้งการประชุมออนไลน์ในสำนักงาน เพื่อคน Work from Home รวมถึงการเรียนออนไลน์ของเด็กๆ ในช่วงวิกฤต COVID-19 ที่ต้องเรียนกันที่บ้าน

รีโมทที่ให้มาก็ยังใช้งานได้ง่าย สามารถเลือกใช้งานแอพฯ ต่างๆ สะดวกเหมือนใช้งานจอทีวี แต่ฟีเจอร์เด็ดอยู่ที่การสั่งงานด้วยเสียงได้ ซึ่งตอบโจทย์ชีวิตประจำวันที่ล้ำสมัยได้ดีพอสมควร ทั้งหมดนี้คือ สิ่งที่คุณจะได้สัมผัสบนหน้าจอ Samsung Smart Monitor M7 รุ่นนี้ เคาะราคาที่หมื่นต้นๆ กับจอ 4K ขนาดใหญ่ 32″ ฟีเจอร์แน่นๆ แบบนี้ น่าสนใจไม่เบา

จุดเด่น

  • ให้ความละเอียดสูงระดับ 4K (3,840 x 2,160)
  • เป็นสมาร์ทมอนิเตอร์ ที่รองรับการเชื่อมต่อได้หลายช่องทาง
  • รองรับการเชื่อมต่อไร้สาย WiFi และ Bluetooth
  • ควบคุมการทำงานผ่านแอพพลิเคชั่นได้
  • มาพร้อม USB-C รองรับทั้งการแสดงผล, ชาร์จไฟ และต่อ Storage
  • รองรับการสั่งงานด้วยเสียง
  • ฟีเจอร์ DeX, SmartView, SmartThings เข้ากับการใช้งานในปัจจุบันได้ดี

ข้อสังเกต

  • แอพฯ และฟีเจอร์บางส่วน ยังคงจำกัดอยู่ในสมาร์ทโฟนบางรุ่น
  • ขาตั้งและจอปรับเลื่อนได้แค่เล็กน้อย

ราคา: ประมาณ 12,500 บาท

ข้อมูลเพิ่มเติมของจอรุ่นนี้ Samsung

ติดต่อ: TopValue

Topvalue ช้อปปิ้งออนไลน์แห่งใหม่

from:https://notebookspec.com/web/569408-samsung-smart-monitor-ls32am700-4k

พรีวิว Asrock X570 PG Velocita สวยเรียบ มากด้วยออปชั่นสำหรับเกมเมอร์

อีกหนึ่งเมนบอร์ดรุ่นใหม่น่าสนใจที่ทีมงานขอแนะนำคือ Asrock X570 PG Velocita ที่เป็นการเปิดซีพียูใหม่ ซึ่งเน้นความเรียบหรู แต่ก็ยังมาพร้อมไฟ RGB และออปชั่นต่างๆอย่างครบครัน ทั้งการติดตั้งอุปกรณ์ และไฟ RGB ที่ครบเครื่องรองรับการโอเวอร์คล๊อค

Asrock X570 PG Velocita

Asrock X570 PG Velocita เป็นอีกหนึ่งซีรีย์เมนบอร์ดในค่ายแดงที่มาพร้อมชิปเซ็ต AMD X570 ที่รองรับการเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่างๆได้จำนวนมาก รองรับการโอเวอร์คล๊อค รวมไปถึงมาพร้อมไฟ RGB ที่ครบครันไม่แพ้วีรียือื่น โดยออปชั่นเด็ดนอกจากรองรับ AMD Ryzen 5000 Series แล้ว ยังรองรับแรมบัสสูงถึง 5000+ (ในโหมด OC) รองรับ PCIe 4.0 นอกจากนั้นยังมาพร้อม Killer E3100 2.5G LAN และ Killer AX1650 802.11ax WiFi 6 แต่ว่ามีอะไรน่าสนใจอีกบ้าง ตามไปชมตัวจริงกันครับ

Asrock X570 PG Velocit

  • Supports AMD AM4 Socket Ryzen™ 2000, 3000, 4000 G-Series and 5000 Series Desktop Processors
  • 14 Power Phase Design, Digi Power, Dr. MOS
  • Supports DDR4 5000+ (OC)
  • 2 PCIe 4.0 x16, 3 PCIe 4.0 x1*
  • Graphics Output Options: HDMI, DisplayPort
  • 7.1 CH HD Audio (Realtek ALC1220 Audio Codec), Nahimic Audio
  • 8 SATA3, 1 Hyper M.2 (PCIe Gen4 x4), 1 Hyper M.2 (PCIe Gen4 x4 & SATA3)*
  • 3 USB 3.2 Gen2 (Rear Type A+C, Front Type-C), 10 USB 3.2 Gen1 (4 Front, 6 Rear)
  • Killer E3100 2.5G LAN
  • Killer AX1650 802.11ax WiFi 6

Asrock X570 PG Velocita 001 1

Asrock X570 PG Velocita 002 1  Asrock X570 PG Velocita 004 1

Asrock X570 PG Velocita มาในกล่องออกโทนสีม่วงๆ สีสันสดใส พร้อมระบุออปชั่นต่างๆอย่างครบครัน โดยเฉพาะ Killer E3100 2.5G LAN และ Killer AX1650 802.11ax WiFi 6

Asrock X570 PG Velocita 006 1

อุปกรณ์ภายในกล่องยังคงแน่นหนาเหมือนเดิม มีแถมสายรัด และสติกเกอร์ตกแต่งให้มาด้วย

Asrock X570 PG Velocita 007 1

Asrock X570 PG Velocita 008 1 Asrock X570 PG Velocita 009 1

Asrock X570 PG Velocita มาในโทนสีดำ กับฮีทซิงค์สีเงิน พร้อมสายเส้นสีแดงพาดเฉี่ยงดูโดเด่นสวยงาม พอร์ตเชื่อมต่อต่างๆที่ครบครัน ดูไม่เยอะไม่น้อยเกินไป

Asrock X570 PG Velocita 011 1

Asrock X570 PG Velocita 013 1Asrock X570 PG Velocita 019

Asrock X570 PG Velocita มาพร้อมจุดเด่นคือภาคจ่ายไฟที่มากถึง 14 เฟส พร้อมฮีทซิงค์ช่วยระบายความร้อน

Asrock X570 PG Velocita 017 1

Asrock X570 PG Velocita 015 1Asrock X570 PG Velocita 018 1

ด้านล่างจะมี PCIe 4.0 แบบ x16 2 Slot และ x1 อีก 3 Slot รองรับ M.2 PCIe 4.0 2 Slot ในฮีทซิงค์ชั่วยระบายความร้อน โดยชิปเซ็ตจะมีพัดลมช่วยระบายความร้อนอีกตัวนึง

นอกจากนั้นด้านล่างจะมีไฟเช็คสถานะเครื่อง พร้อมปุ่ม Power ,Reset ใช้งานได้เลยโดยไม่ต้องใส่เคส

Asrock X570 PG Velocita 022 1

พอร์ต SATA จำนวน 8 พอร์ต

Asrock X570 PG Velocita 024 1

พอร์ต IO ต่างๆ

  • 2 x Antenna Ports
  • 1 x HDMI Port
  • 1 x DisplayPort 1.4
  • 1 x Optical SPDIF Out Port
  • 1 x USB 3.2 Gen2 Type-A Port (10 Gb/s) (Supports ESD Protection)*
  • 1 x USB 3.2 Gen2 Type-C Port (10 Gb/s) (Supports ESD Protection)*
  • 6 x USB 3.2 Gen1 Ports (Supports ESD Protection)*
  • 1 x RJ-45 LAN Port with LED (ACT/LINK LED and SPEED LED)
  • 1 x BIOS Flashback Button with LED
  • HD Audio Jacks: Rear Speaker / Central / Bass / Line in / Front Speaker / Microphone (Gold Audio Jacks)

Asrock X570 PG Velocita 027

Asrock X570 PG Velocita 029 1

Asrock X570 PG Velocita 030 1

Asrock X570 PG Velocita 031 1Asrock X570 PG Velocita 032 1

ด้านหลังเมนบอร์ดจะมีจุดไฟ RGB แต่ไม่ได้มี Back Plate เสริมความแข็งแรง

Asrock X570 PG Velocita 035 1

Asrock X570 PG Velocita เป็นเมนบอร์ดที่ออกแบบมาเพื่อเกมเมอร์ หรือผู้ใช้งานที่เน้นการโอเวอร์คล๊อคหนักๆก็ว่าได้ เพราะมาพร้อมภาคจ่ายไฟที่มากถึง 14 เฟส อีกทั้งยังมาพร้อม Killer E3100 2.5G LAN และ Killer AX1650 802.11ax WiFi 6 พอร์ตเชื่อมต่อที่ครบครัน ไฟ RGB ที่มีไม่มากไม่น้อย เหมาะกับท่านที่ต้องการเมนบอรืดที่สุดสำหรับ AMD Ryzen 5000 Series

Asrock X570 PG Velocita มาในราคา $264.99 หรือราว 8,xxx บาท เรียกได้ว่าราคาดีทีเดียวเมื่อเทียบกับออปชั่นที่ได้มา

จุดเด่น

  • ภาคจ่ายไฟถึง 14 เฟส
  • มาพร้อม Killer E3100 2.5G LAN ,AX1650 802.11ax WiFi 6
  • พอร์ตเชื่อมต่อครบครัน
  • รองรับ PCIe 4.0
  • ราคาดี

ข้อสังเกต

  • ไม่มี Back Plate

 

    

from:https://notebookspec.com/web/547106-asrock-x570-pg-velocita

รีวิว Gigabyte GeForce RTX 3060 Ti GAMING OC ราคาเบา เย็นแรงกำลังดี

หลังการเปิดตัวของ GeForce RTX 3060 Ti ก็มีหลายค่ายที่เปิดตัวการ์ดจอของตัวเองที่ใช้ชุดระบายความร้อน รวมถึงการออกแบบที่แตกต่างกันไป อย่าง Gigabyte GeForce RTX 3060 Ti GAMING OC  ที่ทีมงานได้มาทดสอบในวันนี้ ที่นอกจากโดดเด่นเรื่องของราคาแล้ว ก็ยังมาพร้อมการระบายความร้อนที่เป็นเอกลักษณ์

Gigabyte GeForce RTX 3060 Ti GAMING OC

Gigabyte GeForce RTX 3060 Ti GAMING OC เป็นการ์ดจอรุ่นล่าสุดจากทาง Gigabyte ที่มาพร้อมชิปกราฟิก RTX 3060 Ti ที่ทาง Nvidia เพิ่งเปิดตัวไป โดยได้ปรับชุดระบายความร้อนแบบ 3 พัดลม WINDFORCE 3X อันเป็นเอกลักษณ์ในแบบฉบับ Gigabyte และยังได้เพิ่มความเร็วคล๊อต GPU ขึ้นมาที่ 1740 MHz (จากปรกติ 1665 MHz) โดยยังคงมาพร้อมแรมการ์ดจอแบบ GDDR6 จำนวน 8GB เช่นเดิม

Gigabyte GeForce RTX 3060 Ti GAMING OC

  • NVIDIA Ampere Streaming Multiprocessors
  • 2nd Generation RT Cores
  • 3rd Generation Tensor Cores
  • Powered by GeForce RTX™ 3060 Ti
  • Integrated with 8GB GDDR6 256-bit memory interface
  • WINDFORCE 3X Cooling System with alternate spinning fans
  • RGB Fusion 2.0
  • Protection metal back plate
Chipset GeForce RTX™ 3060 Ti
Core Clock 1‎740 MHz (Reference Card: 1665 MHz)
CUDA® Cores 4‎864
Memory Clock 1‎4000 MHz
Memory Size 8‎ GB
Memory Type GDDR6
Memory Bus 2‎56 bit
Memory Bandwidth (GB/sec) 4‎48 GB/s
Card Bus PCI-E 4.0 x 16
Digital max resolution 7‎680×4320@60Hz
Multi-view 4‎
Card size L=282 W=117 H=41 mm
PCB Form ATX
DirectX 1‎2 Ultimate
OpenGL 4‎.6
Power requirement 6‎00W
Power Connectors 8‎ pin*1
Output DisplayPort 1.4a *2 ,HDMI 2.1 *2

Gigabyte GeForce RTX 3060 Ti GAMING OC 001 Gigabyte GeForce RTX 3060 Ti GAMING OC 002

หน้าตากล่องของ Gigabyte GeForce RTX 3060 Ti GAMING OC มาในแบบมาตรฐานของทาง Gigabyte ขนาดกล่องจัดว่าใหญ่เลย พร้อมระบุสเปค ฟีเจอร์ต่างๆมาอย่างครบครัน

Gigabyte GeForce RTX 3060 Ti GAMING OC 003

Gigabyte GeForce RTX 3060 Ti GAMING OC 004Gigabyte GeForce RTX 3060 Ti GAMING OC 005

Gigabyte GeForce RTX 3060 Ti GAMING OC 006 Gigabyte GeForce RTX 3060 Ti GAMING OC 007 

Gigabyte GeForce RTX 3060 Ti GAMING OC เป็นการ์ดที่ทาง Gugabyte ออกแบบเองทั้งหมด โดยมาพร้อมตัวการ์ดที่มีขนาดใหญ่มาก ใช้พื้นที่ 2 Slot กว่าๆ ตีเป็น 3 Slot ไปเลย โดยมาพร้อมพัดลมระบายความร้อน 3 ตัว ครอบด้วยโครงพลาสติก และแบ็คเพลทด้านหลัง โดยจะดึงความร้อนจาก GPU และแรมด้วย ฮีทซิงค์ขนาดใหญ่ พร้อมท่อฮีทไปป์จำนวนมาก ขนาดของฮีทซิงค์ใหญ่เอาเรื่องเลยครับ

นอกจากนั้นตัวการ์ดก็ยังดีไซน์ได้เป็นเอกลักษณ์ในแบบ Gigabyte กับลายเส้นไม่เยอะ ไม่น้อย พร้อมไฟ RGB บริเวณโลโก้ Gigabyte ตัวการ์ดขนาดไม่ใหญ่มาก น้ำหนักเบา แม้จะยาวๆไปหน่อย ใส่ในเคสมาตรฐานทั่วไปได้เลย

Gigabyte GeForce RTX 3060 Ti GAMING OC 017

Gigabyte GeForce RTX 3060 Ti GAMING OC 009 Gigabyte GeForce RTX 3060 Ti GAMING OC 010

จุดเด่นสุดของ Gigabyte GeForce RTX 3060 Ti GAMING OC คงไม่พ้นพัดลม 3 ตัวที่ทำงานสัมพันธ์กัน จะหมุนเมื่อมีความร้อนสูง และยังทำงานแบบแยกส่วนได้ด้วย ซึ่งแม้ตัวการ์ดจอร้อน แต่วัดอุณหภูมิ GPU แล้วก็ไม่ได้ร้อนเลย ระบายความร้อนได้ดีทีเดียว

Gigabyte GeForce RTX 3060 Ti GAMING OC 012

ด้านหลังของตัวการ์ด Gigabyte GeForce RTX 3060 Ti GAMING OC นอกจากเสริมความแข็งแรงแล้ว ยังมีส่วนที่เปิดโล่งเพื่อให้อากาศสามารถถ่ายเทออกมาทางด้านหลังได้อีกด้วย

Gigabyte GeForce RTX 3060 Ti GAMING OC 014

Gigabyte GeForce RTX 3060 Ti GAMING OC 015 Gigabyte GeForce RTX 3060 Ti GAMING OC 016

ขอบด้านขนของ Gigabyte GeForce RTX 3060 Ti GAMING OC ค่อนข้างเปิดโล่ง เพื่อให้อากาศสามารถถ่ายเทได้อย่างรวดเร็ว พร้อมสกรีน GEFORCE RTX พร้อมโลโก้ GIGABYTE ที่มีไฟ RGB และภาคจ่ายไฟแบบ 8 pin + 6 Pin

Gigabyte GeForce RTX 3060 Ti GAMING OC 018

พอร์ตเชื่อมต่อ HDMI 2.1 2 พอร์ต และ DisplayPort 1.4a 2 พอร์ต

Gigabyte GeForce RTX 3060 Ti GAMING OC 021

สล๊อต PCI Express x16 ที่อัพเกรทเป็น PCIe Gen4 แล้ว

       Gigabyte GeForce RTX 3060 Ti GAMING OC 028

Gigabyte GeForce RTX 3060 Ti GAMING OC 029 Gigabyte GeForce RTX 3060 Ti GAMING OC 030

ขนาดของตัวการ์ดกำลังเหมาะมือ ยาวแต่ไม่ได้หนาหรือใหญ่จนเกินไป

ASUS ZenScreen MB14AC006

ASUS ZenScreen MB14AC010 ASUS ZenScreen MB14AC011

ไฟ RGB ของ Gigabyte GeForce RTX 3060 Ti GAMING OC มีเพียงแค่ตรงนี้ น้อยๆไม่เยอะ สำหรับใครที่ไม่ได้เน้นไฟ RGB มากนัก เหมือนโชวืสถานะว่าเปิดเครื่องอยู่มากกว่า

ASUS ZenScreen MB14AC001

ASUS ZenScreen MB14AC003 ASUS ZenScreen MB14AC004

สเปคเครื่องทดสอบ

  • VGA : Gigabyte GeForce RTX 3060 Ti GAMING OC OC 8 GB GDDR6
  • CPU : Intel® Core™ i9-10900K Processor (20M Cache, up to 5.30 GHz)
  • CPU Cooling  : Cooler Master Hyper 212 Turbo
  • RAM :  Transcend JM3200HLE-32GK – 32GB (2x16GB)
  • M/B : Asrock H470 Steel Legend
  • PSU : THERMALTAKE 850W TOUGHPOWER GRAND RGB (80+ GOLD)

Capture

ซอฟแวร์ตัวแรกจะเป็นโปรแกรมสำหรับเช็คสถานะการ์ดจอและก็ช่วยโอเวอร์คล๊อคได้ด้วยในชื่อ Aorus Master

RGBFusion 12 7 2020 3 39 11 PM

ต่อมาเป็น rgb fusion สำหรับการปรับแต่งไฟ RGB

CPU Z 12 7 2020 2 56 23 PM CPU Z 12 7 2020 2 56 25 PM

CPU Z 12 7 2020 2 56 28 PM CPU Z 12 7 2020 2 56 33 PM

คู่หูทดสอบขอทีมงานวันนี้คือ core i9-10900K กับเมนบอร์ด Asrock H470 Steel Legend แรม 32 GB

TechPowerUp GPU Z 2.36.0 12 7 2020 1 42 37 PM TechPowerUp GPU Z 2.36.0 12 7 2020 1 42 49 PM

สเปคของ Gigabyte GeForce RTX 3060 Ti GAMING OC มาพร้อมแรมความจุ 8 GB แบบ GDDR6

CINEBENCH R15.0 12 7 2020 3 00 44 PM

CINEBENCH R15

Generic Geekbench Browser Profile 1 Microsoft​ Edge 12 7 2020 2 37 10 PM

Geekbench 4 เน้นที่การทดสอบกราฟิก OpenCL สามารถทำได้ถึง 331,042 คะแนน

PerformanceTest 10.0 Evaluation Version 12 7 2020 3 07 30 PM

Performance Test เหนือกว่า RTX 2060 รุ่นเก่าอยุ่พอสมควร

PCMark 10 Advanced Edition 12 8 2020 9 56 10 AM

PCMark แรงกำลังดี

Screenshot 12 7 2020 2 17 49 PM

ในส่วนของประสิทธิภาพในโปรแกรม 3D Mark อยู่ที่ 12,272 คะแนน

FarCry®5 12 7 2020 2 32 52 PM

FarCry 5 ระดับ 4K เล่นได้เฉลี่ยที่ 65 FPS อยู่ในระดับที่เล่นได้สบาย

FarCry®5 12 7 2020 2 34 43 PM

FarCry 5 ระดับ Full HD เล่นลื่นๆปรับสุดได้เฉลี่ยที่ 143 FPS เลยทีเดียว

Grand Theft Auto V 12 7 2020 2 46 20 PM Grand Theft Auto V 12 7 2020 2 46 24 PM

Grand Theft Auto V 12 7 2020 2 46 34 PM Grand Theft Auto V 12 7 2020 2 46 40 PM

Grand Theft Auto V 12 7 2020 2 47 22 PM Grand Theft Auto V 12 7 2020 2 47 42 PM

GTA V ก็ยังเล่นที่ระดับ 4K ปรับสุดได้เฉลี่ยราว 100 FPS

CPUID HWMonitor 12 7 2020 2 29 26 PM

อย่างที่บอกไปแล้วครับว่าชุดระบายความร้อนของ Gigabyte นั้นโดดเด่นมาก ด้วย 3 พัดลม สามารถกดอุณหภูมิสูงสุดอยู่แค่ราว 66 องศาเซลเซียส เย็นกว่าการ์ด FE ที่ 72 องศาเซลเซียส  เสียอีก

3060 Ti vs 3070 013

3060 Ti vs 3070 011

3060 Ti vs 3070 001 3060 Ti vs 3070 003

3060 Ti vs 3070 005 3060 Ti vs 3070 006

3060 Ti vs 3070 007 3060 Ti vs 3070 009    

เทียบกันระหว่างตัวการ์ด Gigabyte GeForce RTX 3060 Ti GAMING OC กับ AORUS GeForce RTX™ 3070 MASTER ขนาดต่างกันชัดเจน

Gigabyte GeForce RTX 3060 Ti GAMING OC 027

Gigabyte GeForce RTX 3060 Ti GAMING OC เป็นการ์ด RTX 3060 Ti อีกหนึ่งตัวที่น่าสนใจ ไม่ใช่แค่เฉพาะตัวประสิทธิภาพของชิปเท่านั้นที่แรงระดับ RTX 2080 Super เล่นเกมระดับ 4K ได้อย่างสบาย แต่ยังมาพร้อมออปชั่นเด้ดในส่วนของไฟ RGB และชุดระบายความร้อนที่มีประสิทธิภาพ ระบายความร้อนการ์ดจอได้อย่างดี อีกทั้งยังมาในราคาแค่ราว 15,000 บาท

ถูกกว่า RTX 2080 เยอะแต่ได้ประสิทธิภาพที่ดีกว่า อีกทั้งยังมาพร้อมออปชั่นสไตล์ Nvidia จัดเต็มไม่ว่าจะเป็น DLSS ,NVIDIA Reflex ,RAY TRACING ที่ทำให้เหนือกว่าคู่แข่ง พร้อมเติมเต็มในตลาดระดับกลางที่ถือเป็นกลุ่มใหญ่ของผู้ใช้ ที่เน้นทั้งราคา และความคุ้มค่าไปพร้อมๆกัน และทำให้ท่านสามารถจัดสเปคในระดับไม่เกิน 30,000 บาท ได้สบาย

จุดเด่น

  • ประสิทธิภาพระดับ RTX 2080 Super
  • ประสิทธิภาพคุ้มราคา
  • ระบายความร้อนดี
  • มีไฟ RGB

ข้อสังเกต

  • ของขาด หาซื้อยาก

 

 

 

from:https://notebookspec.com/web/551747-gigabyte-geforce-rtx-3060-ti-gaming-oc