คลังเก็บป้ายกำกับ: PC_DIY

BaNANAStore Promotion – อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ลดราคาสูงสุดถึง 5,000 บาท พร้อมส่งฟรีถึงบ้านใน 3 ชั่วโมง

BaNANAStore Promotion – เชื่อได้ว่าเดี๋ยวนี้ใครจะประกอบคอมซักเครื่องอย่าง PC DIY นั้น เราไม่จำเป็นต้องไปซื้อตามหน้าร้านอีกต่อไปแล้ว ด้วยความที่ว่าเราสามารถสั่งซื้อผ่านทางร้านค้าออนไลน์ได้แล้ว ที่สำคัญเราทุกคนก็สามารถประกอบคอมพิวเตอร์เองได้แล้ว เรียกได้ว่าทำให้การไปซื้อตามหน้าร้านให้วุ่นวายเป็นเรื่องเก่าไปเลย

โดยล่าสุดทางด้านร้านค้าออนไลน์ชั้นนำอย่าง BaNANAStore ก็ได้มีการนำเสนอโปรโมชั่นราคาพิเศษครั้งใหญ่ กับในส่วนของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ต่างๆ ที่ลดราคากันสูงสุดถึง 5000 บาท เรียกได้ว่าใครจะจัดสเปกพลาดไม่ได้เลย!! โปรโมชั่นถึง 19 มกราคมนี้เท่านั้น โดยโปรโมชั่นเฉพาะช้อปออนไลน์ BaNANA Store เท่านั้น

อุปกรณ์คอมพิวเตอร์

สามารถสั่งซื้อได้เลยผ่านทาง BaNANAStore ส่งฟรีถึงบ้านใน 3 ชั่วโมงด้วย* โปรโมชั่นตั้งแต่วันนี้ถึง – 19 มกราคมนี้เท่านั้น

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่

  • Inbox Facebook : BaNANAStore
  • Line : @bananastore (มี@ ด้านหน้า)
  • โทร.02-017-7788 (จันทร์-ศุกร์ เวลา 10.00-18.00 น.)

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

from:https://notebookspec.com/bananastore-promotion-pc-diy-jan-2019/469086/

Advertisements

Review – Cryorig H7 Quad Lumi อีกหนึ่งเทพฮีตซิงค์ลม พร้อมไฟ RGB รองรับทั้ง Intel และ AMD

อีกหนึ่งอุปกรณ์เสริมสำหรับคอมพิวเตอร์เดสก์ท็อปที่หลาย ๆ ท่านให้ความสำคัญ โดยเฉพาะสายคอมประกอบ นั่นก็คือระบบระบายความร้อนให้กับ CPU ซึ่งในปัจจุบันก็มีทางเลือกที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นฮีตซิงค์ลม หรือจะเป็นชุดระบายความร้อนด้วยน้ำ ที่แต่ละแบบก็มีแบ่งย่อยเป็นหลายระดับตามช่วงราคาและประสิทธิภาพอีก โดยในบทความนี้ทางเราก็มีฮีตซิงค์อีกตัวที่น่าสนใจมารีวิวให้ชมกันครับ นั่นคือ Cryorig H7 Quad Lumi นี่เอง ซึ่งซิงค์ตัวนี้ เป็นอุปกรณ์ที่ทางผมซื้อมาใช้กับเครื่องของตัวเองครับ เลยหยิบมารีวิวให้เพื่อน ๆ ได้อ่านกัน

สำหรับฮีตซิงค์รุ่น H7 Quad Lumi จาก Cryorig ตัวนี้ เป็นหนึ่งในรุ่นย่อยของผลิตภัณฑ์ในซีรีส์ H7 ที่มีด้วยกันทั้งหมด 3 รุ่น ได้แก่ H7, H7 Plus และ H7 Quad Lumi ที่เป็นรุ่นท็อปสุดในซีรีส์ ส่วนสเปคนั้นก็จะมีความแตกต่างกันเล็กน้อย เช่น ซ็อกเก็ตที่รองรับ จำนวนท่อฮีตไปป์ ค่า TDP ที่ถ่ายออกได้ และที่สำคัญ หากคุณใช้ซ็อกเก็ต AM4 ก็จะมีแต่ H7 Quad Lumi เท่านั้นที่รองรับการใช้งานมาตั้งแต่แกะกล่อง ส่วนรุ่นอื่น ทางผู้ผลิตเองก็เปิดช่องทางให้ลูกค้าสามารถติดต่อไปเพื่อขอขาแปลงเพื่อนำ H7 และ H7 Plus ไปใช้กับซ็อคเก็ต AM4 ได้ฟรีอีกด้วย

สำหรับสเปคที่น่าสนใจของ Cryorig H7 Quad Lumi ก็ได้แก่

  • รองรับทั้งซ็อกเก็ตจาก Intel และ AMD ดังนี้
    • Intel: 2066, 2011-3, 1150, 1151, 1155 และ 1156
    • AMD: AM2/+, AM3/+, AM4, FM1 และ FM2/+
  • ค่า TDP ของความร้อนที่ถ่ายออกได้ 160W
  • ความสูงของฮีตซิงค์รวมทั้งชิ้น 145 mm.
  • ความกว้าง 123 mm.
  • น้ำหนัก 713 กรัม
  • สามารถติดตั้งได้โดยไม่ชนช่องใส่แรม
  • ฮีตไปป์ขนาด 6 mm จำนวน 4 ท่อ (แบ่งออกเป็น 2 ข้าง รวม 8 ท่อ)
  • ฐานสัมผัสทองแดง เคลือบด้วยนิกเกิล
  • มีไฟ LED ที่ตัวซิงค์ สามารถปรับเปลี่ยนสี การแสดงผลได้จากโปรแกรม
  • แถมซิลิโคน Cryorig CRYO Paste CP7 มาในกล่อง
  • มาพร้อมพัดลม Cryorig QF120 LED balance ขนาด 120 mm. 1 ตัว

ส่วนสเปคของพัดลมที่แถมมาก็ตามนี้เลย

  • รอบการหมุน 330-1600 RPM
  • ระดับเสียงรบกวนสูงสุดที่ 25 dBA
  • ค่า air flow อยู่ที่ 59 CFM
  • แรงดันลม 1.65 mmH2O
  • กินไฟ 0.25A
  • ไฟ LED สีขาว ไม่สามารถเปลี่ยนสีได้

สนนราคาของ Cryorig H7 Quad Lumi ในไทยก็จะอยู่ที่ 2,xxx บาท โดยเริ่มตั้งแต่สองพันต้น ๆ ไปจนถึงสองพันกลาง ๆ แล้วแต่ร้านครับ ส่วนราคามาตรฐานบนหน้าเว็บไซต์ Cryorig อยู่ที่ $65 หรือประมาณ 2,100 บาท ซึ่งถือว่าราคาในไทยก็บวกกันไม่เยอะนะ โดยสามารถหาซื้อได้จาก JIB รวมถึงตามร้านออนไลน์เป็นหลักครับ (เพราะผมเคยเดินหาเองแล้วก็ไม่ค่อยเจอเท่าไหร่)

ถ้าดูจากราคาค่าตัว อันที่จริงแล้วสามารถเปลี่ยนไปซื้อชุดระบายความร้อนด้วยน้ำเลยก็ยังได้ครับ แต่สำหรับท่านที่ต้องการใช้ฮีตซิงค์ลมไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม เช่น อาจจะกลัวปัญหาของชุดน้ำ หรือเคสไม่สะดวกติดตั้งชุดน้ำ การลงทุนกับซิงค์ลมดี ๆ ไปเลย ก็นับว่าเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจครับ

ด้านหลังกล่องของ Cryorig H7 Quad Lumi ก็จะมีข้อมูลสเปค รวมถึงซ็อกเก็ตที่รองรับอยู่ด้วย

หนึ่งในจุดเด่นของ Cryorig H7 Quad Lumi ก็คือการออกแบบครีบระบายความร้อนในลักษณะของรังผึ้ง (Hive Fin) ที่เป็นเทคโนโลยีของทาง Cryorig เอง ซึ่งจะช่วยในการกระจายความร้อนจากท่อฮีตไปป์ให้ไปยังครีบระบายความร้อนได้ทั่วถึงอย่างรวดเร็วกว่าครีบที่เป็นซี่ตรง ๆ ตามปกติ เพื่อให้ลมที่มาจากพัดลมสามารถเป่าระบายความร้อนจากครีบไปยังด้านหลัง เพื่อระบายออกนอกเคสได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น

ฐานสัมผัสส่วนที่ติดกับชิปประมวลผลเป็นทองแดงที่เคลือบด้วยนิกเกิล ทำให้รูปลักษณ์ภายนอกทั้งหมดเป็นสีเงิน โดยผิวสัมผัสนั้น เท่าที่ผมลองใช้นิ้วลูบดู ผิวจัดว่าเรียบมาก แต่อาจจะไม่ถึงขั้นที่เรียบเหมือนกระจก ส่วนท่อฮีตไปป์เองก็ถูกออกแบบให้มีลักษณะที่เอนไปทางด้านหลังของซิงค์ และมีการโค้งนูนรับเข้าหาตัวชิปประมวลผล เพื่อให้สามารถถ่ายเทความร้อนออกมาได้ง่ายขึ้น

และถ้าสังเกตจากภาพด้านบน จะเห็นแถบใสที่ติดอยู่ตรงบริเวณใกล้ ๆ ฮีตไปป์และฮีตซิงค์ ตรงนั้นคือแถบไฟ LED ของใต้ซิงค์ที่จะส่องไปยังแผ่นทองแดงครับ ซึ่งสามารถทำงานได้โดยอาศัยการเสียบสายเข้ากับพิน USB ของเมนบอร์ด

พัดลมที่แถมมาในกล่องก็จะเป็นพัดลมขนาด 120 mm. ที่มีรอบสูงสุด 1600 RPM และมีไฟ LED สีขาวในตัว ไม่สามา่รถปรับไฟได้ โดยที่ด้านข้างพัดลมจะมีลูกศรระบุให้ชัดเจนครับ ว่าใบพัดหมุนไปทางไหน และทิศทางของลมออกไปทางใด ช่วยให้ผู้ใช้ไม่สับสนว่าควรจะติดพัดลมอย่างไรดี โดยตามการออกแบบ Cryorig H7 Quad Lumi จะเป็นแบบเป่าลมเข้าไปหาฮีตซิงค์

การติดตั้งพัดลมเข้ากับฮีตซิงค์ก็สามารถทำได้โดยใช้โครงเหล็กเป็นตัวเกี่ยวยึดพัดลมเอาไว้ นอกจากนี้ในกล่องยังแถมเหล็กยึดมาให้อีก 2 อัน เท่ากับว่าสามารถหาพัดลม 120mm. อีกตัวมาติดอีกฝั่งของซิงค์ได้ด้วย

อย่างไรก็ตาม การติดตั้งพัดลมของ Cryorig H7 Quad Lumi อาจจะลำบากซักหน่อยครับ เพราะมันบังคับว่าต้องติดตั้งพัดลมหลังจากติดตั้งฮีตซิงค์ลงเมนบอร์ดแล้วเท่านั้น เนื่องจากตัวน็อตล็อกมันจะถูกซ่อนอยู่ใต้พัดลม

ด้านบนของ Cryorig H7 Quad Lumi จะเป็นพลาสติกสีดำด้าน โดยที่โลโก้ Cryorig จะเป็นไฟ RGB ที่สามารถปรับแต่งแยกจากไฟ RGB ของใต้ฮีตซิงค์ได้อีกด้วย

 

การติดตั้ง Cryorig H7 Quad Lumi

อันดับแรก หากคุณใช้ฮีตซิงค์อื่นอยู่ ให้ถอดซิงค์เดิม พร้อมแผ่นรองหลังเมนบอร์ดออกทั้งหมด แล้วใช้แผ่นรองที่แถมมาจากกล่อง Cryorig H7 Quad Lumi แทน โดยแผ่นนี้จะเป็นแผ่นพลาสติกที่รองรับทั้งซ็อกเก็ตจาก Intel และ AMD ในแผ่นเดียว จากนั้นก็เช็คจากคู่มือได้เลยว่าซ็อกเก็ตเมนบอร์ดของคุณเป็นแบบไหน ก็ให้ติดตั้งตามคู่มือได้เลย อย่างในภาพด้านบน เป็นการติดตั้งเข้ากับเมนบอร์ดซ็อกเก็ต AM4

ส่วนด้านหน้า ก็ให้เลือกใช้เพลตที่ตรงกับชิปที่ใช้ โดยในกล่องจะแยกซองมาให้เรียบร้อยเลยว่าเพลตไหนเป็นของ Intel เพลตไหนเป็นของ AMD อย่างเพลต AMD ก็จะเป็นตามภาพด้านบน ก็ให้ติดตั้งเข้าไป พร้อมขันหมุดยึดให้แน่น เรียบร้อยแล้วก็จัดการละเลงซิลิโคนได้เลย

ซึ่งซิลิโคน CRYO Paste CP7 ที่ให้มาในกล่องนั้น จัดว่าเป็นซิลิโคนที่ดีตัวหนึ่งเลยครับ แทบไม่ต้องไปหาซื้อซิลิโคนอื่นเลยก็ยังได้ ถ้าให้เทียบประสิทธิภาพกับซิลิโคนที่หลาย ๆ ท่านรู้จักก็คือเทียบเท่าได้กับ Arctic Cooling MX-4 ได้เลย (จากผลการทดสอบในต่างประเทศ) โดยหลอดที่ให้มานั้นเป็นขนาด 4 กรัม ซึ่งสามารถใช้งานได้อีกนานเลยครับ เอาไปใช้กับเครื่องอื่นก็ยังได้ ส่วนถ้าเทียบกันจากเนื้อซิลิโคน ตัว CP7 จะหนืดและคงตัวได้ดีกว่า MX-4 เล็กน้อย

เมื่อจัดการเรื่องซิลิโคนเสร็จแล้ว ก็ให้นำซิงค์มาประกบ แล้วขันน็อตทั้งสองตัวได้เลย โดยตอนขันน็อต อย่าลืมดันแผ่นรองหลังบอร์ดขึ้นมาด้วยนะครับ ไม่อย่างนั้นมันจะขันล็อกไม่ได้ ซึ่งถ้าดูจากตำแหน่งตามสองภาพด้านบน ก็จะเห็นชัดเลยว่าตำแหน่งของน็อตมันจะอยู่ใต้พัดลมพอดี ทำให้ไม่สามารถติดตั้งพัดลมก่อนติดตั้งซิงค์กับบอร์ดได้นั่นเอง

ส่วนสายเชื่อมต่อที่ต้องใช้ทั้งหมดก็จะมีด้วยกัน 2 เส้น ได้แก่

  • สาย 4 พินต่อเข้ากับช่องพัดลม CPU
  • สายสำหรับต่อกับขั้วพิน USB บนเมนบอร์ด

สำหรับสายต่อขั้วพิน USB อันนี้ไม่ต้องห่วงเลยครับ สายยาวพอแน่นอน อย่างของผมเองเลือกให้สายย้อนขึ้นไปด้านบนสุดของบอร์ด แล้วลากผ่านช่องเก็บสายที่หลังบอร์ด เพื่ออ้อมมาเสียบกับพิน USB ที่อยู่ด้านล่างสุดของบอร์ดได้สบาย

เมื่อติดตั้งพัดลมเสร็จเรียบร้อย หน้าตาก็จะออกมาตามภาพด้านบนครับ สำหรับคนที่กังวลเรื่องความสูงระหว่างบอร์ดไปจนถึงฝาปิดด้านข้างเคส ตัวชุดซิงค์ Cryorig H7 Quad Lumi จะมีความสูงอยู่ที่ 14.5 เซนติเมตรครับ แนะนำว่าก่อนซื้อ ก็ลองใช้ไม้บรรทัดลองวัดความสูงจาก CPU ที่ติดบนบอร์ด ไปจนถึงขอบข้างเคสก่อนก็ได้ อย่างของผมวัดแล้วได้ 17 เซนติเมตร เท่ากับว่าสามารถติดตั้ง H7 ตัวนี้ได้ไม่มีปัญหา

ส่วนใครที่กังวลว่าซิงค์หรือพัดลมจะไปปิดช่องใส่แรมหรือเปล่า ก็ไม่ต้องห่วงอีกเช่นกัน เพราะตัวซิงค์เองไม่ได้หนาอย่างที่คิด แม้จะติดพัดลม 120 mm. ตัวหนาก็ยังไปไม่ถึงช่องแรม ทำให้สามารถใช้แรมซิงค์สูง ซิงค์หนาได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ใส่แรมแค่ช่อง 2 และ 4 ก็ยิ่งไม่ต้องกังวลเลยครับ ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นอีกหนึ่งจุดที่ Cryorig ใช้โปรโมตเลยทีเดียว

 

การใช้งาน Cryorig H7 Quad Lumi

เมื่อเปิดใช้งานครั้งแรก ไฟ LED ตามจุดต่าง ๆ ก็จะติดขึ้นมาทันที โดยค่าเริ่มต้นคือเป็นสีขาวทั้งส่วนของโลโก้ และใต้ซิงค์ ส่วนพัดลมนั้นเป็นสีขาวตายตัว ไม่สามารถเปลี่ยนได้อยู่แล้ว

ส่วนภาพด้านบนนี้ เป็นภาพหลังจากที่ผมใช้โปรแกรมเปลี่ยนสีไฟ LED ของทั้งด้านบน และใต้ฮีตซิงค์เป็นสีแดงเรียบร้อยแล้ว เพื่อให้มันเข้ากับสีไฟในจุดอื่น ๆ ของเคสที่เป็นไฟโทนสีแดงสดด้วย

 

โปรแกรม CAM สำหรับปรับสีไฟของ Cryorig H7 Quad Lumi

โปรแกรมที่ใช้สำหรับควบคุม ปรับแต่งสีไฟของ Cryorig H7 Quad Lumi ก็คือ CAM จากแบรนด์ NZXT ที่หลายท่านคุ้นเคยกันนี่เองครับ โดยก่อนจะใช้งาน ก็จะมีให้ล็อกอินบัญชีผู้ใช้ เพื่อทำการซิงค์การตั้งค่าได้ด้วย

เมื่อเปิดขึ้นมา หน้าแรกก็จะพบกับหน้ามอนิเตอร์ภาพรวมของระบบ นับตั้งแต่อุณหภูมิ ความเร็ว CPU ความเร็วพัดลม นอกจากนี้ยังมีข้อมูลของการ์ดจอ แรม และพื้นที่เก็บข้อมูลด้วย

หน้าที่สองก็คือหน้าแสดงข้อมูลสเปคเครื่องโดยรวม ซึ่งก็คือสเปคที่ผมใช้ในการทดสอบครั้งนี้ครับ คร่าว ๆ ก็ได้แก่

  • CPU: AMD Ryzen 5 2600 (6 คอร์ 12 เธรด) โอเวอร์คล็อกขึ้นไปเป็น 3.8 GHz ไฟเลี้ยง 1.375 V
  • RAM: 16 GB DDR4-3000 เปิด XMP และโอเวอร์คล็อกขึ้นไปเป็น 3133 MHz
  • Mainboard: Asrock B450 Pro4
  • VGA: Gigabyte GrForce GTX 1070 G1 Gaming 8G
  • SSD หลัก: Samsung 970 EVO 250 GB

เมนูต่อมาของโปรแกรม CAM ที่น่าสนใจก็คือ เมนูที่ช่วยสำหรับการเล่นเกม เช่น ตัวแสดงข้อมูล FPS ในเกม เป็นต้น

เมนูที่ 4 คือเมนูสำหรับปรับแต่งเฉพาะการ์ดจออย่างเดียว ซึ่งส่วนตัวผมมองว่าเลือกใช้ทูลอื่น ๆ ที่คุ้นเคย น่าจะโอเคกว่าครับ

ส่วนเมนูที่ 5 ก็คือส่วนที่เป็นไฮไลต์ นั่นคือเมนูสำหรับปรับแต่งไฟ RGB ซึ่งจะแยกออกเป็นสองส่วน คือส่วนของไฟโลโก้ และส่วนของไฟใต้ฮีตซิงค์ โดยนอกเหนือจากสามารถเปลี่ยนสีไฟได้แล้ว ยังสามารถเปลี่ยนรูปแบบการแสดงผลได้ เช่น ให้ไฟกระพริบวนไปเรื่อย ๆ ให้กระพริบเป็นจังหวะลมหายใจ รวมถึงยังสามารถปรับจังหวะการพริบได้อีกด้วย

 

การทดสอบ Cryorig H7 Quad Lumi

เข้าสู่การทดสอบประสิทธิภาพครับ อย่างที่เกริ่นไปข้างต้นว่าชิปประมวลผลที่ใช้คือ AMD Ryzen 5 2600 ที่โอเวอร์คล็อกจาก 3.4 GHz มาเป็น 3.8 GHz โดยในการทดสอบก็จะแบ่งเป็น 3 ชุดหลัก ๆ ได้แก่

1. ใช้ฮีตซิงค์ Wraith Stealth ที่แถมมากับ Ryzen 5 2600

2. ใช้ Cryorig H7 Quad Lumi แบบติดพัดลม 1 ตัว

3. ใช้ Cryorig H7 Quad Lumi แบบติดพัดลม 2 ตัว (ตัวหลัง เป่าออก)

ทุกการทดสอบ ผมทดสอบในห้องแอร์ที่อุณหภูมิประมาณ 26 องศา แบบเปิดฝาเคสด้านข้างไว้นะครับ ซิลิโคนที่ใช้ของทั้งสองซิงค์ก็เป็นตัวเดียวกัน โดยใช้การหยดลงไปตรงกลางขนาดประมาณเมล็ดถั่วเขียว แล้วกดซิงค์นาบลงไปตรง ๆ

ผลการทดสอบแรกคืออุณหภูมิขณะ idle หลังเปิด Windows ขึ้นมา เมื่อลองเปรียบเทียบอุณหภูมิ CPU แล้ว จะเห็นความแตกต่างระหว่างซิงค์เดิม กับซิงค์ H7 ได้อย่างชัดเจน ดังนี้

  • ซิงค์เดิม: อุณหภูมิต่ำสุด 41 องศา สูงสุด 59 องศา
  • ซิงค์ H7: อุณหภูมิต่ำสุด 32 องศา สูงสุด 44 องศา
  • ซิงค์ H7 พัดลม 2 ตัว: อุณหภูมิต่ำสุด 33 องศา สูงสุด 46 องศา

จะเห็นความแตกต่างระหว่างการระบายความร้อนของซิงค์เดิมกับ Cryorig H7 Quad Lumi ได้ค่อนข้างชัดเลยทีเดียว น่าจะเป็นหนึ่งในตัวเลือกให้กับคนที่อยาก OC เล็ก ๆ น้อย ๆ และไม่อยากใช้ชุดระบายความร้อนด้วยน้ำได้ดีเลย ส่วนถ้าใช้งานในห้องพัดลมที่อุณหภูมิประมาณ 30 องศา เท่าที่ผมใช้งานโปรแกรม Google Chrome พร้อมกับเปิด Line และ Photoshop ค้างไว้ อุณหภูมิ CPU จะอยู่ในช่วงราว ๆ 50 – 55 องศา

ส่วนความแตกต่างระหว่างจำนวนพัดลมที่ใช้ติดตั้งกับซิงค์ H7 กลับกลายเป็นว่าแทบไม่มีความแตกต่างกันเลย จะมองว่าอุณหภูมิอยู่ในระดับเดียวกันเลยก็ได้ ดังนั้นในการทดสอบชุดต่อไป ผมจะเอาแค่ผลของ Cryorig H7 Quad Lumi ที่ติดพัดลมตัวเดียวมานะครับ

การทดสอบต่อมาคือ การรัน benchmark ของเกม Shadow of the Tomb Raider ด้วยการตั้งค่าระดับสูงสุด ความละเอียด 1080p ปิด V sync ซึ่งอัตราการใช้ CPU ก็จะแปรผันตลอดทั้งเกม บางช่วงก็กินน้อย บางช่วงก็กินเกือบ 100% เพื่อดูอุณหภูมิเปรียบเทียบกันระหว่างฮีตซิงค์ทั้งสองแบบ

หลังจากรันชุดทดสอบของเกมจนจบ แนวโน้มของอุณหภูมิก็ยังคงเป็นไปตามคาดครับ โดยเฉพาะอุณหภูมิสูงสุดเมื่อใช้ซิงค์แถมที่ขึ้นไปถึง 81 องศา ในขณะที่เมื่อใช้ซิงค์ H7 จะอยู่ที่ 58 องศาเท่านั้น หักลบแล้วต่างกันถึง 23 องศาเซลเซียสเลยทีเดียว

ต่อไปก็เป็นการทดสอบสุดท้ายด้วยการ burn CPU ให้ทำงาน 100% ด้วยชุดทดสอบความเสถียรของระบบจากโปรแกรม AIDA64 เพื่อหาอุณหภูมิสูงสุด โดยปล่อยให้รันติดต่อกันเป็นเวลา 5 นาทีนิด ๆ

ภาพด้านบนนี้เป็นผลการทดสอบเมื่อใช้ซิงค์แถมจาก Ryzen 5 2600 ครับ จะได้อุณหภูมิสูงสุดตามโปรแกรม HWMonitor ที่ 110 องศา อุณหภูมิขณะที่แคปหน้าจอ (ยังปล่อยรันชุดทดสอบอยู่) ก็ใกล้เคียงกันคือ 106 องศาเซลเซียส

และเมื่อเปลี่ยนไปใช้ซิงค์ Cryorig H7 Quad Lumi กลายเป็นว่าอุณหภูมิสูงสุดจากการทดสอบอยู่ที่ 83 องศาเซลเซียสเท่านั้น เย็นกว่าซิงค์เดิมถึง 27 องศา!! ส่วนเรื่องเสียงรบกวน ส่วนตัวผมว่ามันอยู่ในระดับที่ไม่ดังจนเกินไป เผลอ ๆ พัดลมหน้าเคสผมยังจะดังกว่าด้วยซ้ำ

Cryorig H7 Quad Lumi คืออีกหนึ่งตัวเลือกชั้นดีของฮีตซิงค์กลุ่มระดับที่เน้นประสิทธิภาพการระบายความร้อน ด้วยการออกแบบฮีตไปป์และครีบอลูมิเนียมให้มีการถ่ายเทความร้อนได้ดี ไฟ RGB ที่ปรับแต่งได้ตามต้องการ รวมถึงการออกแบบภายนอกที่สามารถใช้กับเมนบอร์ดซ็อกเก็ตหลัก ๆ ในปัจจุบันได้แทบทั้งหมด แบบไม่ต้องกลัวว่าจะไปเกยแผงแรม จะติดก็แต่ราคาที่ขึ้นไประดับ 2,000 กว่าบาท ที่สามารถเริ่มมองหาชุดระบายความร้อนด้วยน้ำแบบปิด 2 ตอนมือหนึ่งมาใช้ได้เลย ซึ่งตรงนี้ก็คงแล้วแต่ความชอบส่วนบุคคลนะครับ

หรือถ้าหากอยากลองซิงค์ลม Cryorig ก็อาจจะไปลองจับรุ่น H7 ธรรมดาที่ไม่มีไฟ LED มาใช้ก่อนก็ได้ เนื่องจากประสิทธิภาพไม่ต่างกับตัวนี้มากนัก แต่ราคาอยู่ในช่วงพันต้น ๆ เท่านั้นครับ (แต่สำหรับ AM4 อาจจะต้องแจ้งเรื่องไปหาทาง Cryorig เพื่อขอขาล็อกมาก่อน ถึงจะสามารถใช้ได้ ซึ่งสามารถขอได้ฟรี)

 

ข้อดี

  • ติดตั้งง่าย ไม่ติดซิงค์แรมแถวริมซ้ายสุดแน่นอน
  • รองรับการใช้งานร่วมกับซ็อกเก็ต CPU ทั้ง Intel และ AMD ในปัจจุบันได้แทบทุกรูปแบบ
  • ประสิทธิภาพการระบายความร้อนทำได้ดี สมราคา
  • มีไฟ RGB ที่สามารถปรับแต่งด้วยโปรแกรม CAM ได้
  • ซิลิโคน และพัดลมที่แถมมา สามารถใช้งานได้ดี
  • สามารถติดพัดลมเสริมอีกตัวได้ (มีลวดเกี่ยวล็อกมาให้อีกชุด)

ข้อสังเกต

  • ราคาแรงเอาเรื่อง ในขณะที่รุ่นรองที่ประสิทธิภาพต่างกันเล็กน้อย กลับมีราคาต่างกันเกือบพันบาท
  • หากติดตั้งเมนบอร์ดลงในเคสไปแล้ว อาจจะติดตั้งซิงค์ยาก โดยเฉพาะการติดตั้งพัดลมประกบซิงค์
  • พัดลมที่แถมมา ไม่สามารถปรับสีไฟ LED ได้

from:https://notebookspec.com/review-cryorig-h7-quad-lumi-heatsink-desktop/465903/

PC DIY – Thermaltake Pacific C และ CL Plus Copper Radiators ชุดหม้อน้ำระบายความร้อน พร้อมไฟ RGB

เมื่อไม่นานมานี้ทาง Thermaltake ผู้ผลิตอุปกรณ์เสริมสำหรับ PC DIY ได้ทำการเปิดตัวและเริ่มวางจำหน่ายชุดหม้อน้ำซีรีส์ Pacific C และ CL Plus Copper Radiators อย่างเป็นทางการครับ โดยจุดเด่นของมันนั้นนอกจากจะมาพร้อมกับการใช้ครีบระบายความร้อนเป็นทองแดงที่สามารถระบายความร้อนได้รวดเร็วแล้ว มันยังมาพร้อมกับฟังก์ชันการใช้งานไฟส่องสว่างแบบ RGB ที่ผู้ใช้สามารถปรับแต่งได้เองเรียกได้ว่าเป็นการเอาใจผู้ใช้สาย DIY แบบสุดๆ ไปเลยครับ

สำหรับรุ่น Pacific C นั้นจะถูกแบ่งออกมาเป็น 2 โมเดลย่อยกับ Pacific C360 และ C240 โดยเน้นในเรื่องของหม้อน้ำแบบบางเป็นพิเศษโดยจะมีความหนาอยู่ที่เพียง 27 mm เท่านั้น ภายในชุดจะยังมาพร้อมกับถังหม้อน้ำที่มีครีบระบายความร้อนเป็นทองแดงและหลอดนำของเหลวแบบแบนจำนวน 12 หลอดด้วยกัน ส่วนแผงทางด้านข้างของตัวหม้อน้ำก็ใช้วัสดุเป็นเหล็กกล้าไร้สนิมซึ่งทำให้ตัวชุดหม้อน้ำมีความแข็งแกร่งคงทนสามารถใช้งานได้อย่างยาวนานแน่นอน ที่สำคัญที่สุดคงหนีไม่พ้นน้ำหนักของตัวหม้อน้ำที่มีน้ำหนักลดลงกว่าเดิมเมื่อเทียบกับชุดหม้อน้ำรุ่นอื่นๆ ของทาง Thermaltake เองครับ

หมายเหตุ – โมเดล C360 มาพร้อมกับพัดลมระบายอากาศขนาด 120 mm จำนวน 3 ตัว ส่วนในโมเดล C240 นั้นจะมาพร้อมกับพัดลมระบายอากาศขนาด 120 mm จำนวน 2 ตัว

สำหรับในรุ่น Pacific CL Plus นั้นจะมีเพียงโมเดลเดียวคือ Pacific CL360 Plus RGB Radiator ซึ่งสเปคโดยหลักๆ แล้วนั้นจะไม่ต่างจากรุ่น Pacific C แต่ได้มีการปรับแต่งในส่วนของครีบระบายอากาศแบบทองแดงให้มีความหนาแน่นของตัวครีบมากกว่าในรุ่น Pacific C ซึ่งจะทำให้สามารถระบายความร้อนได้รวดเร็วกว่า แถมยังเพิ่มในส่วนของไฟส่องสว่างแบบ RGB คุณภาพสูงที่สามารถแสดงไฟได้มากถึง 16.8 ล้านสีโดยที่ผู้ใช้สามารถปรับแต่งสีของตัวไฟได้เองผ่านทางซอฟต์แวร์ TT RGB PLUS รวมไปถึงยังมาพร้อมกับความสามารถในการสั่งงานด้วยเสียงอย่าง TT AI Voice Control และ Amazon Alexa Voice Service ได้อีกต่างหากเรียกได้ว่าจัดเต็มเลยทีเดียวครับ

ด้วยดีไซน์ของครีบระบายความร้อนแบบใหม่นั้นทาง Thermaltake ได้บอกเอาไว้ว่าสามารถที่จะระบายความร้อนด้วยการปล่อยผ่านหระแสลมมากถึง 17 FPI คัวระบบและครีบระบายความร้อนทั้งหมดนั้นสามารถที่จะทนความร้อนได้สูงสุดที่ 250 องศาเซลเซียส ซึ่งทาง Thermaltake บอกว่ามากกว่าชุดระบายความร้อนที่เคยมีวางจำหน่ายมาในตลาดเนื่องจากว่าตัวครีบระบายความร้อนของ Pacific C และ CL Plus นั้นสามารถกระจายความร้อนได้ทั่วถึงทั้งแผงในระดับที่เท่าๆ กันไม่เหมือนกับยี่ห้ออื่นๆ ที่ความร้อนนั้นอาจจะรวมอยู่ที่บางจุดของตัวครีบครับ

ทั้งนี้ ณ เวลานี้นั้น Pacific C และ CL Plus เริ่มวางจำหน่ายผ่านทาง Thermaltake WebStore แล้วโดย Pacific C240 Radiator จะมีราคาอยู่ที่ $69.99 หรือประมาณ 2,280 บาท, Pacific C360 Radiator จะมีราคาอยู่ที่ $79.99 หรือประมาณ 2,600 บาท และ Pacific CL360 Plus RGB Radiator จะมีราคาอยู่ที่ $139.99 หรือประมาณ 4,555 บาทครับ

ที่มา : theverge

from:https://notebookspec.com/thermaltake-releases-pacific-c-and-cl-plus-copper-radiators-with-rgb-support/458965/

PC DIY – คาดราคาหน่วยความจำ SSD และ RAM จะลดลงใน 2019 ถึง 20% ใครไม่รีบซื้อรอก่อนได้

อย่างที่หลายคนทราบกันดี และกำลังเผชิญกับภาวะ RAM แพง ในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากความต้องการที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งนำไปใช้งานการ์ดจอ หรือสมาร์ทโฟน ทำให้ส่งผลกระทบกับผู้ใช้ PC และโน๊ตบุ๊ค อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ในขณะเดียวกัน SSD มีราคาที่ถูกลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งข้อมูลที่เรานำมาในวันนี้ถือเป็นข่าวดีสำหรับใครที่กำลังรอให้สองอย่างนี้ถูกลง แต่จะถูกลงสักเท่าไหร่กันเชียว

แน่นอนว่าเทคโนโลยีมีการพัฒนาไปตลอดเวลา เทคโนโลยีเก่าจะถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีใหม่ และจะมีราคาถูกลง ในวงการหน่วยความจำก็เช่นกัน ซึ่งในส่วนของ SSD เป็นแบบนั้น เพราะตอนนี้เทคโนโลยีอย่าง 3D TLC NAND กลายเป็นเทคโนโลยีที่หลายเจ้าผลิตได้แล้ว และกลายเป็นมาตรฐานของ SSD ไปแแล้ว ทำให้ราคาจะยังถูกแบบนี้ไปเรื่อยๆ

ส่วน RAM ในตอนนี้ความต้องการเริ่มลดลง แต่กำลังการผลิตเท่าเดิม ตามหลักเศรษฐศาสตร์ ราคามันต้องลดลง และถือเป็นช่วงขาลงแล้ว โดยในปี 2019 จะลดลงไปประมาณ 20%  แต่กว่าราคาจะถูกสมใจพวกเราคงต้องใช้เวลาสักพักนึง และก็ถือเป็นข่าวดีสำหรับใครที่กำลังรอที่จะประกอบคอมพิวเตอร์ใหม่หรืออัพเกรดชุดเดิมอยู่ รอหาจังหวะจัดได้เลย

ที่มา notebookcheck

from:https://notebookspec.com/ssds-and-ram-sticks-may-start-getting-cheaper-in-2019/458784/

PC DIY – แรม KLEVV CRAS X RGB ไฟ RGB ที่ซิงก์ได้ทุกค่าย จัดสเปกแต่งคอมสวยเวอร์

สำหรับ แรม KLEVV เชื่อว่าชั่วโมงนี้ใครๆ ก็รู้จัก เพราะมีให้เลือกใช้ในตลาดบ้านเรามาหลายรุ่น โดยเฉพาะคนที่ชอบความแรง บัสสูง เสถียรภาพในการ OC ได้ดี วันนี้ได้ออกแรมตัวใหม่ที่มาพร้อมไฟ RGB สำหรับเกมเมอร์มืออาชีพในรุ่น KLEVV CRAS X RGB ซึ่งทาง KLEVV จัดให้เป็นโมดูลระดับพรีเมียมในการเล่นเกมโดยเฉพาะ และยังมีรุ่น KLEVV BOLT X DDR4 เป็นอีกหนึ่งทางเลือกอีกด้วย

โดยที่ KLEVV CRAS X RGB มีให้เลือกทั้งแบบ 8GB x 2 และ 16GBV x 2 ด้วยความเร็วบัส 3466MHz และ 3200MHz สนับสนุนซีพียู Intel รุ่นล่าสุดอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อรองรับการทำงานในโหมดความเร็วสูง ส่วนในรุ่น BOLT X นั้น จะเป็นรุ่นรองลงมา มีทั้งแบบ 4GB, 8GB และ 16GB ความเร็วบัสอยู่ที่ 3200MHz และ 2666MHz

ในแง่ของไฟ RGB บนตัว แรม KLEVV CRAS X RGB สามารถปรับแต่งผ่านซอฟต์แวร์ได้ โดยที่ซิงก์ใช้งานบรรดาเอฟเฟกต์ต่างๆ ร่วมกับ SUS Aura Sync, Gigabyte RGB Fusion, MSI Mystic Light, และ ASRock Polychrome RGB เรียกว่าได้เกือบทุกค่าย น่าจะเป็นสิ่งที่หลายคนมองหาอยู่ เพราะหลายคนอาจเคยพบกับว่า รองรับค่ายนี้ แต่ใช้อีกค่ายนี้ไม่ได้ สำหรับ KLEVV CRAS X RGB ช่วยให้การใช้งานสนุกขึ้น แต่ที่สำคัญคือ สนับสนุน Intel® XMP (Extreme Memory Profile) 2.0 อีกด้วย คอโอเวอร์คล็อกสบายใจได้ ยังรีดความแรงได้เหมือนเดิม

สนนราคายังไม่ออกมาชัดเจนจ้า แต่ถ้าเทียบกับ แรม KLEVV CRAS II ก่อนหน้านี้ บัส 3200MHz 16GB อยู่ที่ราวๆ 187.90 ยูโร ก็ราวๆ 7000 กว่าบาท รุ่นใหม่ ก็อาจจะสูงกว่าอยู่บ้าง แต่ไม่น่าจะเลย 8 พันบาทไปมากนัก อันนี้ตีราคาเมืองนอกนะครับ ยังไม่ใช้ราคาเข้าไทย ที่อาจจะ ++ เพิ่มขึ้นไปอีกนิดหน่อย

ที่มา: KLEVV CRAS X RGB

from:https://notebookspec.com/klevv-cras-x-rgb-ram-rgb-boltx/458628/

PC DIY – Cooler Master โชว์ซิงก์ใหม่สายดาร์ก Hyper 212 Black Edition

สำหรับแฟนๆ ของ Cooler Master อาจจะไม่ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงหรือไอเท็มใหม่ๆ โดยเฉพาะฮีตซิงก์ที่ไม่ค่อยได้เห็นรูปแบบที่หวือหวา มาวันนี้ Cooler Master เปิดตัวฮีตซิงก์ใหม่ เอาใจคนที่ชอบความต่างๆ ด้วยซิงก์ในแบบ Black Edition จากซีรีส์ Hyper 212 ที่เป็นรุ่นยอดนิยม จับมาทำสีดำตลอดทั้งตัว พร้อมใส่พัดลม RGB ขนาดใหญ่เข้ามาด้วย เห็นแล้วต้องยกนิ้วให้เลย

โดยที่ Hyper212 Black Edition นี้ เป็นเวอร์ชั่นใหม่ ที่ดีไซน์ไม่ได้ต่างไปจากเดิมมากนัก ความโดดเด่นอยู่ที่ตัวโครงสร้างเป็นลายอลูมิเนียมปัดเสี้ยนหรือลายขัด บนบอดี้ที่เป็นอะลูมิเนียม โดยมีครีบระบายขนาดใหญ่จำนวนมาก เชื่อมโยงเข้ากับฮีตไปป์ที่เป็นหน้าสัมผัส ซึ่งทาง Cooler Master ออกแบบให้เป็น Direct-touch หรือสัมผัสกับหน้าของซีพียูโดยตรง และทำให้เป็นเพลทด้วยอะลูมิเนียมที่ขัดเงา ส่วนฮีตไปป์มีจำนวน 4 ชุดด้วยกัน เคลือบนิกเกิลให้เป็นสีดำเงา ดูสวยลงตัวเลยทีเดียว

นอกจากนี้ยังมาพร้อมพัดลม SF120 RGB LED ให้ความเร็วรอบอยู่ที่ประมาณ 650-2,000 RPM และมีเสียงในการทำงานระหว่าง 8-30dBA ส่วนถ้าเป็นพัดลมพื้นฐานสีดำที่เป็นแบบ Black Edition Silencio fan จะให้รอบการทำงานที่ 650-2,000 RPM และมีเสียงในการทำงานน้อยกว่า คืออยู่ที่ราวๆ 6.5-26 dBA นั่นเอง ฮีตซิงก์รุ่นนี้ รองรับได้หลายแพลตฟอร์ม อาทิ

  • Intel LGA 2066 / 2011-v3 / 2011 / 1151 / 1150 / 1155 / 1156 / 1366
  • AMD AM4 / AM3+ / AM3 / AM2+ / AM2 / FM2+ / FM2 / FM1

สนนราคาการวางจำหน่ายของ Hyper 212 Black Edition อยู่ที่ราวๆ 29.99 ปอนด์ หรือประมาณ 1,300 บาท ส่วนรุ่น Black Edition RGB จะอยู่ที่ราวๆ 42.99 ปอนด์ หรือประมาณ 1,850 บาท

ที่มา: Cooler Master Hyper 212 Black Edition

from:https://notebookspec.com/cooler-master-hyper-212-black-edition/458578/

ASUS – ROG Thor อีกหนึ่ง Power Supply ระดับพรีเมียม พร้อมไฟ RGB จัดสเปกสาย DIY ต้องชอบ

Power Supply นั้นถือว่าเป็นอุปกรณ์หนึ่งสำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะที่ควรให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งครับ โดยเฉพาะหากคุณเลือกใช้สเปคที่แรงๆ แล้วล่ะก็ การจ่ายไฟให้กับฮาร์ดแวร์ต่างๆ ในเครื่องนั้นถือได้ว่ามีความเป็นอย่างยิ่ง ล่าสุดทาง ASUS ได้เปิดตัว PSU ระดับเทคในซีรีส์ ROG Thor ออกมาด้วยกันถึง 2 โมเดลกับ ROG Thor 1200W Platinum และ ROG Thor 850W Platinum ซึ่งในครั้งนี้นั้นนอกจากอุปกรณ์ต่างๆ ภายในตัวระบบจ่ายไฟนั้นจะเป็นของระดับพรีเมียมแล้ว ROG Thor ยังมาพร้อมกับระบบระบายความร้อนที่ดีเยี่ยมและไฟ RGB สำหรับแสดงสีสันที่สามารถปรับแต่งได้อีกครับ

ROG Thor 1200W Platinum และ ROG Thor 850W Platinum มาพร้อมกับ ROG heatsinks รุ่นปรับปรุงที่มีพื้นที่ครอบคลุมอุปกรณ์ภาพในเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าตัวเมื่อเทียบกับดีไซน์ทั่วไปของ PSU ด้วยความที่อุปกรณ์ทั้งหมดมาพร้อมกับความพรีเมียมทำให้อายุการใช้งานของ ROG Thor ทั้ง 2 รุ่นนั้นมีอายุการใช้งานที่มากกว่า PSU ทั่วไปอีกด้วยครับ

ฟีเจอร์หลักๆ ของ ROG Thor 1200W Platinum และ ROG Thor 850W Platinum นั้นจะมีดังต่อไปนี้ครับ

  • มาพร้อมกับ ROG heatsinks และระบบป้องกันฝุ่น โดยพัดลมระบายความร้อนนั้นผ่านมาตรฐาน IP5X
  • อุปกรณ์ภายในระดับพรีเมียมช่วยยืดอายุการใช้งานรวมไปถึงเสียงรบกวนเวลาทำงานที่อยู่ในระดับ 0 dB เท่านั้น
  • ได้รับมาตรฐาน 80 PLUS Platinum
  • เป็น PSU รุ่นแรกของโลกที่มาพร้อมหน้าจอ OLED ที่สามารถแสดงกำลังไฟฟ้าที่กำลังใช้งานในขณะนั้นได้
  • มาพร้อมไฟ RGB LED ที่สามารถทำการปรับแต่งได้โดยผ่านทางซอฟต์แวร์ Aura Sync

สำหรับสเปคของ ROG Thor 1200P จะมีดังต่อไปนี้ครับ

  • Intel specification: ATX12V
  • Dimensions: 190 x 150 x 86mm
  • Efficiency: 80 Plus Platinum
  • Protection features: OPP/OVP/SCP/OCP/OTP
  • Hazardous materials: ROHS compliance
  • AC input range: 100-240V
  • RGB lighting: Asus Aura Sync compatible
  • DC output voltage: +3.3V, +5V, +12V, -12V, +5Vsb
  • Maximum load: 25A, 25A, 100A, 0.3A, 3A
  • Total output: 1200W
  • Connectors (including sleeved cables):
  • 1 x 24/20-pin ATX (MB)
  • 2 x 8/4-pin EPS (CPU)
  • 8 x 8/6-pin PCIe
  • 12 x SATA
  • 5 x 4-pin Molex (peripheral)
  • 1 x floppy
  • Sleeved cables:
  • 1 x 24-pin ATX (MB)
  • 4 x 6+2-pin PCIe
  • 2 x 4+4-pin EPS (CPU)

และในส่วนของรุ่น ROG Thor 850P จะมีสเปคดังต่อไปนี้ครับ

  • Intel specification: ATX12V
  • Dimensions: 160 x 150 x 86mm
  • Efficiency: 80 Plus Platinum
  • Protection features: OPP/OVP/SCP/OCP/OTP
  • Hazardous materials: ROHS compliance
  • AC input range: 100-240V
  • RGB lighting: Asus Aura Sync compatible
  • DC output voltage: +3.3V, +5V, +12V, -12V, +5Vsb
  • Maximum load: 20A, 20A, 71A, 3.6A, 15A
  • Total output: 852W
  • Connectors (including sleeved cables):
  • 1 x 24/20-pin ATX (MB)
  • 2 x 8/4-pin EPS (CPU)
  • 4 x 8/6-pin PCIe
  • 12 x SATA
  • 5 x 4-pin Molex (peripheral)
  • Floppy x1
  • Sleeved cables:
  • 1 x 24-pin ATX (MB)
  • 2 x 6+2-pin PCIe
  • 2 x 4+4-pin EPS (CPU)

ทั้งนี้ ROG Thor 1200W Platinum จะพร้อมวางจำหน่ายในช่วงปลายเดือนกันยายนนี้ สำหรับราคานั้น ROG Thor 1200W Platinum จะอยู่ที่ $250 หรือประมาณ 8,110 บาท สำหรับรุ่น ROG Thor 850W Platinum นั้นยังคงไม่มีการเผยราคาและวันวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการออกมาครับ

ที่มา : techpowerup

from:https://notebookspec.com/asus-announces-the-premium-rog-thor-psu-lineup/456451/