คลังเก็บป้ายกำกับ: PC/NOTEBOOK

แนะนำ 10 โน้ตบุ๊คสายทำงาน น้ำหนักเบา สเปคดี อัปเดตปลายปี 2020 งบ 12,000 – 20,000 บาท

ต้องบอกก่อนว่าปี 2020 นี้ถือเป็นปีที่ตลาดโน้ตบุ๊คบ้านเราขายดีกันจริง ๆ จากสถานการณ์โควิทที่ทำให้ใครหลายคนต้อง Work From Home และเรียนออนไลน์กันอยู่บ้าน ทำให้โน้ตบุ๊คหลาย ๆ รุ่นของหมดไม่ค่อยจะมีสต๊อกกัน ซึ่งในบทความนี้เองทีมงานจะมาอัปเดต 10 โน้ตบุ๊คสายทำงานประจำปลายปี 2020 กันว่าจะมีรุ่นไหนน่าซื้อมาใช้งานกันบ้างมาดูกันครับ

1. HP 15s-gu0001AX

ในช่วงงบหมื่นต้น ๆ HP 15s ก็ยังถือเป็นรุ่นที่ให้สเปคและความคุ้มมาให้มากที่สุดรุ่นหนึ่งอยู่ตั้งแต่ต้นปี โดยคราวนี้จะเป็นรหัสใหม่ gu0001AX ที่มีการ์ดจอแยกเพิ่มเข้ามาให้ด้วย จุดเด่นของรุ่นนี้คือมาพร้อมหน้าจอใหญ่พาเนล SVA ให้มุมมองที่คมชัดใกล้เคียง IPS แถมมีพอร์ต SD Card ตัวเต็มมาให้ด้วย เหมาะกับคนที่ต้องการโน้ตบุ๊คไว้ใช้ทำงานเอกสาร ท่องเว็บ ดูหนังฟังเพลง แต่งภาพเบา ๆ หรือเอามาใช้เรียนออนไลน์ก็ไหว ในช่วงงบประมาณที่ถูกที่สุดแบบไม่ต้องอัปเกรดอะไรเพิ่มครับ

สเปคเบื้องต้น HP 15s-gu0001AX

  • CPU :  AMD Athlon 3150U (2C/4T)
  • GPU : AMD Radeon 620 (2GB GDDR5)
  • Ram : 8 GB DDR4
  • Storage : SSD m.2 PCIe 256 GB
  • Display : 15.6″ 1920 x 1080 Full HD พาเนล SVA
  • Connection : WiFi 5 802.11ac, Bluetooth 4.2
  • Size : 35.85 x 24.2 x 1.99 cm
  • Warranty : 2 ปี
  • Weight : 1.69 Kg
  • OS : Windows 10
  • Price : 12,900 บาท

2. Lenovo IdeaPad 3 14IIL05

มาดูทางด้าน Lenovo กับซีรีส์ IdeaPad 3 รหัส 14IIL05-81WD009QTA ที่เป็นกลุ่มโน้ตบุ๊ครุ่นเริ่มต้นราคาประหยัดรุ่นใหม่ โดยคราวนี้มาพร้อมซีพียู Intel Core i3 Gen 10 รุ่นล่าสุด สเปคต่าง ๆ ถือว่าให้มาค่อนข้างลงตัว น้ำหนักเบา มีพอร์ต SD Card ตัวเต็ม อีกทั้งจุดเด่นรุ่นนี้คือมีฝาปิดกล้องเว็บแคมมาให้ด้วย เหมาะกับคนที่ต้องการโน้ตบุ๊คจอ 14 ราคาประหยัดพกพาสะดวกในงบไม่สูงมาก

สเปคเบื้องต้น Lenovo IdeaPad 3 14IIL05

  • CPU :  Intel Core i3-1005G1 (2C/4T)
  • GPU : Intel UHD Graphics (Onboard)
  • Ram : 8GB DDR4
  • Storage : SSD m.2 PCIe 256 GB
  • Display : 14″ 1920 x 1080 Full HD พาเนล TN
  • Connection : WiFi 5 802.11ac, Bluetooth 5.0
  • Size : 32.71 x 24.10 x 1.99 cm
  • Weight : 1.5 Kg
  • Warranty : 2 ปี
  • OS : Windows 10
  • Price : 12,990 บาท

3. Huawei MateBook D15

ยังคงความคุ้มต่อเนื่องลากยาวมาตั้งแต่ต้นปีสำหรับเจ้า Huwaei MateBook D15 ถึงแม้ว่าสเปคอาจจะเก่าตกรุ่นไปแล้ว แต่ในเรื่องของความคุ้มค่าบอกเลยก็ถือว่าไม่แพ้ใคร ทั้งในเรื่องของงานประกอบวัสดุต่าง ๆ ที่ทำออกมาได้ดีเกินราคา บอดี้โลหะ, มีปุ่มสแกนลายนิ้วมือ, ชาร์จไฟผ่าน USB-C PD, หน้าจอ IPS, กล้อง Webcam Pop-up, ความจุเยอะมีทั้ง SSD และ HDD ในตัว เหมาะกับคนที่ต้องการโน้ตบุ๊คทำงานจอใหญ่ ความจุเยอะๆ แต่ก่อนบอกรุ่นนี้ไม่มีแป้น Numpad มาให้นะครับ

สเปคเบื้องต้น Huawei MateBook D15

  • CPU :  AMD Ryzen 5 3500U (4C/8T)
  • GPU :  AMD Radeon VEGA 8 (Onboard)
  • Ram : 8GB DDR4
  • Storage : SSD m.2 PCIe 256 GB + HDD 1TB
  • Display : 15.6″ 1920 x 1080 Full HD พาเนล IPS 
  • Connection : WiFi 5 802.11ac, Bluetooth 5.0
  • Size : 35.78 x 22.99 x 1.69 cm
  • Weight : 1.62 Kg
  • Warranty : 2 ปี
  • OS : Windows 10
  • Price : 14,990 บาท (ราคาปกติ 17,990 บาท ใส่คูปองลดได้อีก 3,000 บาท)

อ่านรีวิวได้ที่ : https://droidsans.com/review-huawei-matebook-d15

4. Lenovo ThinkPad E15-20T8S02700

เห็นแว้บแรกแล้วตกใจเลยทีเดียวที่ได้เห็นโน้ตบุ๊คซีรีส์ ThinkPad มือหนึ่งในราคาต่ำกว่าสองหมื่นบาทกับตัว E15-20T8S02700 รุ่นใหม่ล่าสุด ที่มาพร้อมกับ AMD Ryzen 4000 Series สถาปัตยกรรม 7nm สเปคต่างๆ ก็ถือว่าไม่ธรรมดา ให้มาค่อนข้างครบ จุดเด่นของ ThinkPad แน่นอนว่าก็คือในเรื่องของงานประกอบที่แข็งแรงทนทานขึ้นชื่อ มี USB-C DP+PD ใช้ชาร์จไฟต่อจอแยกได้ และมีจุดแดง TrackPoint ที่ใช้ควบคุมเมาส์ บอกเลยว่าใครที่กำลังมองหาโน้ตบุ๊คสายทนๆ ถึกๆ ต้องโดนแล้วละ (รุ่นนี้ไม่แถม Windows 10 มาให้นะ)

สเปคเบื้องต้น Lenovo ThinkPad E15-20T8S02700

  • CPU :  AMD Ryzen 5 4500U (6C/6T)
  • GPU :  AMD Radeon VEGA 6 (Onboard)
  • Ram : 8GB DDR4
  • Storage : SSD m.2 PCIe 256GB
  • Display : 15.6″ 1920 x 1080 Full HD พาเนล TN
  • Connection : WiFi 6 802.11ax, Bluetooth 5.1
  • Size :  36.50 x 24.00 x 1.89 cm
  • Weight : 1.7 Kg
  • Warranty : 1 ปี
  • OS : Dos
  • Price : 17,900 บาท

5. ASUS X515JA-EJ093T

มาดูที่แบรนด์ ASUS กันบ้างสำหรับตัว X515JA-EJ093T ก็ถือว่าน่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว ดีไซน์บอดี้ตัวเครื่องเรียบง่าย มีปุ่ม Numpad ตัวเลขมาให้ สเปคต่างๆ ก็แรงขึ้นมาอีกขึ้น โดยเจ้าเครื่องนี้จะใช้ซีพียูเป็น Intel Gen 10 ตัว Core i5 เพียงพอต่อการทำงานทั่วไปหรือจะเอามาเล่นเกมกราฟิกไม่หนักมากก็พอไหว เหมาะกับคนที่ต้องการโน้ตบุ๊คจอใหญ่ที่ใช้ทำงานหนักขึ้นมาอีกระดับครับ

สเปคเบื้องต้น ASUS X515JA-EJ093T

  • CPU :  Intel Core i5-1035G1 (4C/8T)
  • GPU : Intel UHD Graphics (Onboard)
  • Ram : 8GB DDR4
  • Storage : SSD m.2 PCIe 512 GB
  • Display : 15.6″ 1920 x 1080 Full HD พาเนล IPS
  • Connection : WiFi 5 802.11ac, Bluetooth 4.1
  • Size : 36.02 x 23.49 x 1.99 cm
  • Weight : 1.8 Kg
  • Warranty : 2 ปี
  • OS : Windows 10
  • Price : 17,900 บาท

6. HP Pavilion x360 14-dw0095TU

คราวนี้มาดูทางด้านโน้ตบุ๊ค 2-in-1 ที่เป็นจอสัมผัสกันบ้าง สำหรับตัวเริ่มต้นที่อยากจะแนะนำเลยคือเจ้า HP Pavilion x360 14 รหัส dw0095TU ซึ่งจะมาพร้อมกับ Intel Gen 10 และแถมปากกา Stylus มาให้ในกล่องไม่ต้องไปหาซื้อแยกเพิ่ม จุดเด่นของรุ่นอีกอย่างคือมาพร้อมกับพอร์ต USB-C DP+PD ที่สามารถชาร์จไฟหรือต่อจอแยกเพิ่มได้ อีกทั้งยังมีช่องเสียบ SD Card ตัวเต็มให้ด้วยนะ เหมาะกับคนที่ต้องการโน้ตบุ๊คจอสัมผัสสเปคครบเครื่องไม่ราคาไม่สูงเกินจนเกินไปครับ

สเปคเบื้องต้น HP Pavilion x360 14-dw0095TU

  • CPU :  Intel Core i3-1005G1 (2C/4T)
  • GPU : Intel UHD Graphics
  • Ram : 8GB DDR4
  • Storage : SSD m.2 PCIe 256GB
  • Display : 14″ 1920 x 1080 Full HD พาเนล IPS รองรับการสัมผัส
  • Connection : WiFi 5 802.11ac, Bluetooth 4.2
  • Size : 32.40 x 22.10 x 1.87 cm
  • Weight : 1.61 Kg
  • Warranty : 2 ปี
  • OS : Windows 10
  • Price : 18,900 บาท

7. Lenovo IdeaPad 3 15-IIL05

มาต่อกันที่ Lenovo IdeaPad 3 15-IIL05 รหัส 81WE00YYTA ที่เป็นโน้ตบุ๊คสายทำงานดีไซน์มินิมอล จอใหญ่ มี Numpad สเปคต่างๆ ลงตัวครบทุกความต้องการที่สำคัญมาพร้อมกับ Office Home & Student 2019 แท้ติดเครื่องมาเลยใช้งานได้ถาวร  เหมาะกับคนที่ต้องการโน้ตบุ๊คที่สเปคแรงขึ้นมาอีกระดับ เน้นจอใหญ่จอสวย และใช้ทำงานเอกสาร Word, Excel และ PowerPoint เป็นหลัก

สเปคเบื้องต้น Lenovo IdeaPad 3 15-IIL05

  • CPU : Intel Core i5-1035G1 (4C/8T)
  • GPU : Intel UHD Graphics
  • Ram : 8GB DDR4
  • Storage : SSD m.2 PCIe 512 GB
  • Display : 15.6″ 1920 x 1080 Full HD พาเนล IPS
  • Connection : WiFi 5 802.11ac, Bluetooth 5.0
  • Size : 36.22 x 25.34 x 1.99 cm
  • Weight : 1.85 Kg
  • Warranty : 2 ปี
  • OS : Windows 10 + Office H&S 2019
  • Price : 18,900 บาท

8. ASUS VivoBook 14 D413IA

ต่อมาดูที่ตัว ASUS VivoBook 14 รหัส D413IA-EB249TS ที่อัปเกรดดีไซน์สเปคหน้าตาใหม่หมด งานประกอบต่างๆ ดูดีเรียบหรูขึ้น จุดเด่นของรุ่นนี้เลยคือปุ่ม Enter จะทำเป็นไฮไลท์สีเขียวไว้ ซึ่งสเปคตัวรุ่นนี้จะมาพร้อมกับ AMD Ryzen 4000 Series ใหม่ล่าสุด พร้อมกับมี Office Home & Student 2019 แท้แถมมาให้ด้วย เหมาะกับคนที่ต้องการโน้ตบุ๊คไซต์เล็กน้ำหนักเบาที่สเปคแรงแบบพอทำงานหนักๆ ได้บ้าง

สเปคเบื้องต้น ASUS Vivobook D413IA-EB249TS

  • CPU : AMD Ryzen 5 4500U (6C/6T)
  • GPU :  AMD Radeon VEGA 6 (Onboard)
  • Ram : 8GB DDR4
  • Storage : SSD m.2 PCIe 512GB
  • Display : 14″ 1920 x 1080 Full HD พาเนล IPS
  • Connection : WiFi 6 802.11ax, Bluetooth 5.0
  • Size : 32.40 x 21.50 x 1.83 cm
  • Weight : 1.4 Kg
  • Warranty : 2 ปี
  • OS :Windows 10 + Office H&S 2019
  • Price : 19,900 บาท

9. Lenovo IdeaPad Flex 5 14ARE05

ถัดมาดูโน้ตบุ๊ค 2-in-1 อีกรุ่นที่น่าสนใจกันบ้างกับ Lenovo IdeaPad Flex 5 รหัส 14ARE05-81X200CFTA ดีไซน์บอดี้ตัวเครื่องถือว่าทำออกมาดูสวยกะทัดรัดใช้ได้ สเปคตัวเครื่องก็สดใหม่แรงขึ้นมาอีกขั้นกับ AMD Ryzen 4000 Series จะเอามาเล่นเกมเบาๆ ก็พอได้ รวมถึงตัวเครื่องมีที่เปิด-ปิดชัตเตอร์กล้องเว็บแคมมาให้ด้วยเพื่อความปลอดภัยเป็นส่วนตัว รวมถึงมีปากกา Stylus แถมมาให้เลยไม่ต้องซื้อเพิ่ม เหมาะกับคนที่ต้องการโน้ตบุ๊คจอสัมผัสที่สเปคแรงขึ้นมาอีกระดับ

สเปคเบื้องต้น Lenovo IdeaPad Flex 5 14ARE05

  • CPU : AMD Ryzen 5 4500U (6C/6T)
  • GPU :  AMD Radeon VEGA 6 (Onboard)
  • Ram : 8GB DDR4
  • Storage : SSD m.2 PCIe 512GB
  • Display : 14″ 1920 x 1080 Full HD พาเนล IPS รองรับการสัมผัส
  • Connection : WiFi 5 802.11ac, Bluetooth 5.0
  • Size : 32.1 x 21.7 x 2.08 cm.
  • Weight : 1.5 Kg
  • Warranty : 2 ปี
  • OS : Windows 10
  • Price : 20,900 บาท

10. ASUS VivoBook S15 D533IA

ปิดท้ายด้วย ASUS VivoBook 15 รหัส D533IA-BQ014TS ที่สเปคและดีไซน์ต่างๆ จะเหมือนกับรุ่น VivoBook 14 ก่อนหน้านี้เลย เพียงแต่จะเพิ่มขนาดหน้าจอและ Numpad มาให้ด้วย โดยตัวเครื่องจะมีฝาหลังให้เลือกถึง 4 สีด้วยกันคือ ขาว, เขียว, ดำ และ แดง สำหรับสเปคตัวนี้จะมาพร้อมกับ AMD Ryzen 4000 Series และมี Office Home & Student 2019 แท้ด้วยเช่นกัน เหมาะกับคนที่ต้องการโน้ตบุ๊คจอใหญ่ไว้สำหรับทำงานทั่วๆ ไป หรือจะเอามาทำงานตัดต่อเล่นเกมเบาๆ ก็พอไหวครับ

สเปคเบื้องต้น ASUS VivoBook S15 D533IA

  • CPU : AMD Ryzen 5 4500U (6C/6T)
  • GPU :  AMD Radeon VEGA 6 (Onboard)
  • Ram : 8GB DDR4
  • Storage : SSD m.2 PCIe 512GB
  • Display : 15.6″ 1920 x 1080 Full HD พาเนล IPS
  • Connection : WiFi 6 802.11ax, Bluetooth 5.0
  • Size : 35.98 x 23.38 x 1.61 cm.
  • Weight : 1.8 Kg
  • Warranty : 2 ปี
  • OS :Windows 10 + Office H&S 2019
  • Price : 20,900 บาท

สำหรับ 10 โน้ตบุ๊คสายทำงานในช่วงราคา 12,000 – 20,000 บาทที่ทีมงานแนะนำครั้งนี้หวังว่าจะถูกใจเพื่อนๆ กันนะครับ โดยถ้าหากเพื่อนคนไหนอยากจะแนะนำรุ่นอะไรเพิ่มเติมหรือมีข้อสงสัยอะไรอยากสอบถามก็สามารถคอมเมนต์ด้านล่างกันได้เช่นกันครับ

ตอนนี้ทาง Droidsans มีเพจ คอมคร้าบ เพิ่มออกมาเป็นเรื่องคอมโดยเฉพาะ ทั้ง FaceBook และ YouTube ฝากกด Like กด Subscribe กันด้วยนะครับผม

Facebook : https://www.facebook.com/comcraft.ds
YouTube : https://www.youtube.com/c/comcraftds

from:https://droidsans.com/notebook-buyer-guide-end-2020-working-lightweight/

Microsoft เตรียมอัปเดต Windows 10 เพิ่มเวอร์ชั่นบนอุปกรณ์ ARM, Cloud PC และพัฒนาให้ใช้งานแอป Android ได้

Microsoft วางแผนที่จะปล่อย Windows 10X เวอร์ชั่นพิเศษสำหรับโน้ตบุ๊คและแท็บเล็ตที่มีการปรับปรุงระบบให้มีขนาดเล็กลง รวมถึงจะมีเวอร์ชั่นที่เป็นแบบ Cloud PC ที่จะช่วยในเรื่องของการประหยัดพลังงานมากขึ้นและสามารถเรียกใช้งานโปรแกรมหนั กๆ ได้โดยไม่หนักเครื่อง อีกทั้งเตรียมพัฒนาแอป Android ให้ใช้งานบน Windows 10 ได้ด้วยโดยไม่ต้องลง Emulator ใด ๆ บนอุปกรณ์ของ Microsoft ที่ใช้สถาปัตยกรรม ARM อีกด้วย ซึ่งคาดว่าจะใช้งานได้จริงภายในปี 2021 นี้

Windows 10X คืออะไร ?

ก่อนหน้านี้ Microsoft เคยเปิดตัว Microsoft Surface Neo แท็บเล็ตแบบ 2 หน้าจอที่พับได้ 360 องศา และสามารถแปลงตัวเองให้เป็นโน้ตบุ๊คแบบ 2 หน้าจอได้อีกด้วย ซึ่งมาพร้อมกับ Microsoft Windows เวอร์ชั่นพิเศษเรียกว่า Windows 10x ที่ถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อให้เหมาะสมกับอุปกรณ์แบบสองหน้าจอ

Windows 10X  ได้พัฒนาขึ้นมาจาก Windows 10 ด้วยการปรับปรุงหน้าตาอินเตอร์เฟสบางส่วนให้ใช้งานได้ง่ายจากการสัมผัส ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับการใช้งานของ Android และมีขนาดระบบไม่ใหญ่มาก เพราะได้มีการแยกส่วนคำสั่งให้ไม่ซับซ้อนสามารถทำงานได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังเน้นประสิทธิภาพการใช้งาน และประหยัดแบตเตอรี่ให้เหมาะสมกับอุปกรณ์พกพาอย่างโน้ตบุ๊คและแท็บเล็ต โดยรองรับสามารถใช้งานได้ทั้งแบบ 1 และ 2 หน้าจออีกด้วย

การมาของ Windows 10X ในปี 2021 เป็นเหตุการณ์ที่น่าจับตามองเป็นอย่างมาก เพราะ Microsoft ตั้งใจที่ทำออกมาแข่งขันกับ Chrome OS เลยทีเดียว เพราะ Chrome OS เป็นระบบปฏิบัติการที่มีขนาดเบาใช้เวลาเปิดปิดเครื่องไม่กี่วินาที แถมยังสามารถลงโปรแกรมจำพวก APK ได้เหมือนมือถือ Android อีกด้วย ในส่วนนี้ทำให้ Microsoft เตรียมวางแผนที่จะนำแอป Android มาลงบน Windows 10 และปรับปรุงระบบเพิ่มเติมด้วยการนำโปรแกรมแบบ Win32 ออกไปและให้เรียกใช้งานผ่านระบบ Cloud PC เพื่อลดขนาดของระบบปฏิบัติการ

Cloud PC คืออะไร ?

Cloud PC คือบริการใหม่ของ Microsoft ที่จะทำให้ Windows 10 สามารถใช้งานแอป Win32 ได้ในระบบคลาวด์ที่เป็นเหมือนการใช้งานแอปต่าง ๆ ของ Windows ผ่านอินเทอร์เน็ตออนไลน์สตรีมมายังเครื่องผู้ใช้งาน และอนุญาตให้ผู้ใช้งานติดตั้งโปรแกรมเพื่อสตรีมผ่านไปยังอุปกรณ์ใดก็ได้ ช่วยประหยัดพื้นที่เก็บข้อมูล และสามารถใช้งานโปรแกรมนั้น ๆ ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยไม่ทำให้ประสิทธิภาพของพีซีในเครื่องลดลง

เรียกได้ว่าการนำเสนอ Cloud PC ของ Microsoft นั้นน่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้งานต่าง ๆ สามารถเข้าถึงและใช้งานแอปของ Windows 10 ได้จากที่ไหนก็ได้ผ่านอุปกรณ์ที่รองรับ โดยไม่จำเป็นต้องติดตั้งแอปนั้น ๆ ลงไปในเครื่องให้เปลืองพื้นที่ ทั้งยังสามารถทำงานหลาย ๆ แอปพร้อมกันได้อย่างไม่มีปัญหาและไม่ลดประสิทธิภาพการทำงานอีกด้วย

Windows 10 ใช้งาน Android App ได้ ?

ความจริงแล้ว Windows 10 สามารถติดตั้งและใช้งานแอปของ Android ได้นานแล้ว แต่ส่วนใหญ่จะต้องเรียกใช้ผ่านอีมูเลเตอร์ (Emulator) หรือโปรแกรมจำลองอุปกรณ์และระบบต่าง ๆ ให้สามารถทำงานได้บน PC ซึ่งส่วนใหญ่จะรู้จักกันในชื่อ NoxPlayer หรือ Bluestack ที่นิยมใช้กันสำหรับเล่นเกมหรือทดสอบแอป Android บน PC

แต่การใช้งานแอป Android ส่วนใหญ่ผ่านอีมูเลเตอร์ยังไม่เสถียรมากนัก เพราะระบบปฏิบัติการ Android ถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อให้รองรับการใช้งานบนชิปสถาปัตยกรรม ARM ต่างกับคอมพิวเตอร์และโน้ตบุ๊คส่วนใหญ่ที่ใช้ชิปแบบ x86 หรือ x64 ซึ่งสถาปัตยกรรมดังกล่าวหมายถึงสถาปัตยกรรมคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการออกแบบโครงสร้างส่วนต่างๆของคอมพิวเตอร์ให้สามารถทำงานร่วมกันได้และตอบสนองชุดคำสั่งได้รวดเร็วและประหยัดพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ

และในอนาคตแอป Microsoft Windows ต่าง ๆ ก็คาดว่าจะใช้งานร่วมกับ Mac ที่ใช้ชิป Apple M1 ได้ เพราะใช้สถาปัตยกรรม ARM เหมือนกันกับเครื่องที่ใช้ระบบ Windows 10X นั่นเอง เรียกได้ว่าปี 2021 นี้ดูเหมือนจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของวงการ PC แน่นอน ซึ่งต้องรอติดตามกันต่อไปครับ

 

ที่มา : Windows Central, gsmarena

from:https://droidsans.com/what-next-on-windows-10-in-2021/

Google Chrome เพิ่มระยะเวลาสนับสนุนการใช้งานบน Windows 7 อีก 6 เดือน สิ้นสุดต้นปี 2021 เป็นอย่างน้อย

Google Chrome ประกาศออกขยายระยะเวลาสนับสนุนการใช้งานบน Windows 7 เพิ่มอีก 6 เดือน จนถึงวันที่ 15 มกราคม 2022 ซึ่งก่อนหน้านี้ทาง Goolge เคยบอกไว้ว่าจะซัพพอร์ตถึงแค่  15 กรกฎาคม 2021 เท่านั้น โดยเป็นการยืดเวลาครั้งนี้ก็เพื่อให้องค์กรสามารถย้ายไปใช้ Windows 10 ได้ทัน และไม่เสี่ยงต่อปัญหาด้านความปลอดภัยตอนที่ใช้ Chrome บน Winodws 7 อยู่นั่นเอง

ในปัจจุบัน Windows 7 ได้สิ้นสุดสนับสนุนจากทาง Microsoft ไปเมื่อช่วงต้นปีผ่านมา ทำให้ไม่ได้รับการอัปเดตด้านความปลอดภัยและบริการที่เกี่ยวข้องส่งผลถึงความเสี่ยงต่อผู้ใช้งานมากขึ้น ซึ่งมีองค์กรและบริษัทกว่า 78% ได้ย้ายมาใช้งาน Windows 10 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ยังเหลืออีกกว่า 22% ที่ยังอยู่ในขั้นตอนและการวางแผนสำหรับการย้ายข้อมูลมาใช้งาน Windows 10

ตอนนี้ Google Chrome ได้แจ้งว่าจะทำการยืดระยะเวลาสนับสนุนการใช้งานบน Windows 7 ออกไปอีกอย่างน้อย 6 เดือน นับจากวันที่ 15 กรกฎาคม 2021 ทำให้การสนับสนุนสำหรับ Windows 7 น่าจะสิ้นสุดลงหลังจากวันที่ 15 มกราคม 2022 และจะไม่ได้รับการอัปเดตด้านความปลอดภัยและด้านเทคนิคต่าง ๆ อีกต่อไป

โดยเหตุผลการยืดระยะเวลาสนับสนุนครั้งนี้ มีผลสืบเนื่องมาจาก COVID-19 ที่ทำให้องค์กรและบริษัทต่าง ๆ ต้องเปลี่ยนไปทำงานที่บ้านและทำให้แผนการย้ายข้อมูลจาก Windows 7 ไปใช้งาน Windows 10 ภายในปีนี้ต้องชะงักไปไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้นั่น แต่อย่างไรก็ตามส่วนตัวแนะนำว่าถ้าหากใครที่ใช้งานส่วนตัวอยู่บ้านแล้วยังใช้เป็น Windows 7 อยู่ ควรเปลี่ยนมาใช้ Windows 10 ได้แล้ว เพื่อความปลอดภัยและการรองรับฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ยุคปัจจุบันนั่นเองครับ

 

ที่มา: XDA Developers via Cloud.Google

from:https://droidsans.com/google-chrome-will-support-windows-7-at-least-2021/

เผยผลทดสอบ Geekbench ของ Mac mini ที่ใช้ Apple M1 ทำคะแนนได้สูงกว่า Mac ที่ใช้ Intel ทุกตัว

หลังจากที่มีข่าวผลทดสอบคะแนนจาก Geekbench เผยให้เห็นว่า MacBook Air ที่ใช้ชิป Apple M1 ทำคะแนนได้สูงกว่า MacBook Pro 16 ที่ใช้ชิป Intel Core i9 ล่าสุดบนเว็บไซต์เดียวกันก็ปรากฏผลคะแนนของ Mac mini ชิป Apple M1 ทำคะแนนได้เหนือกว่าชิป Intel บน Mac ทั้งหมด ในด้าน Single-Core

สำหรับ Mac mini ที่เป็น Desktop PC ขนาดเล็กที่พกพาได้สะดวก สามารถนำไปเชื่อมต่อเพื่อใช้งานที่ไหนก็ได้ ซึ่ง Mac mini รุ่นปัจจุบันนี้ได้ใช้ Apple M1 ซึ่งชิปสถาปัตยกรรม ARM บนกระบวนการผลิตขนาด 5nm ที่ถูกออกแบบมาเพื่อใช้งานบน Mac โดยเฉพาะ ด้วยระบบ System on a Chip (SoC) ที่ทำการนำ CPU, GPU, Neural Engine และส่วนสำคัญต่าง ๆ ในการใช้งานมารวมอยู่ในชิปเดียวกันเพื่อให้มีประสิทธิภาพที่มากขึ้นกว่าเดิม

(ผลทดสอบคะแนนด้าน Single-Core เผยให้เห็นว่า Mac mini อยู่อันดับ 2 และมีคะแนนเทียบเท่า MacBook Pro ชิปเดียวกัน )

ผลคะแนน Geekbench 5 ในรอบนี้เผยว่า Mac mini ที่ใช้ชิป Apple M1 สามารถทำคะแนนในด้าน Single-Core ได้ถึง 1689 ซึ่งเทียบเท่ากับ MacBook Pro รุ่นล่าสุดที่ใช้ชิปเดียวกัน และเหนือกว่า Mac ที่ใช้ชิป Intel ทุกตัว ยกตัวอย่างเช่น 13 อันดับแรกของผลทดสอบคะแนน Single-Core จะเห็นได้ว่า Mac mini อยู่ในอันดับที่ 2 ด้วยคะแนน 1689 แต้ม รองลงมาจาก MacBook Pro ที่ใช้ชิปเดียวกันด้วยคะแนน 1689 แต้ม

ส่วน iMac (27 นิ้ว) รุ่นล่าสุด ชิป Intel Core i9 ได้คะแนนไปเพียง 1251 แต้ม, iMac (27 นิ้ว) รุ่นล่าสุด ชิป Intel Core i7 ได้คะแนน 1249 แต้ม เรียกได้ว่า Mac mini ที่ใช้ชิป Apple M1 ทำคะแนนได้สูงกว่า Mac รุ่นอื่น ๆ ที่ใช้ชิป Intel เลยทีเดียว

(ผลทดสอบคะแนนด้าน Multi-Core เผยให้เห็นว่า Mac mini อยู่อันดับล่างสุดใน 13 อันดับ ทำให้ชิป Apple M1 คะแนนน้อยกว่าชิป Intel มาก)

แต่อย่างไรก็ตามผลคะแนนของ Mac mini ที่ใช้ชิป Apple M1 ในด้าน Multi-Core กลับไม่แสดงผลอย่างนั้น เพราะ ดันร่วงลงไปอยู่อันดับที่ 13 เมื่อนำไปเทียบกับ Mac รุ่นอื่นๆที่ใช้ชิป Intel ปรากฏว่า Mac Pro (2019) ชิป Intel Xeon ได้อันดับ 1 ไปด้วยคะแนน 18960 แต้ม ส่วน Mac mini ทำคะแนนไปได้ 7401 แต้ม ซึ่งน้อยกว่าชิป Intel Xeon เป็นอย่างมาก แต่คะแนนของ Mac mini กลับเหนือกว่า MacBook Pro และ MacBook Air ที่ได้คะแนน 7288 กับ 7225 แต้ม ตามลำดับ

ตารางเปรียบเทียบ Mac รุ่นปี 2020

โมเดล ชิป คะแนน Single-Core คะแนน Multi-Core
MacBook Pro (13 นิ้ว) 2020 Apple M1 1689 7288
Mac mini (2020) Apple M1 1689 7401
MacBook Air (2020) Apple M1 1678 7225
iMac (27 นิ้ว) 2020 Intel Core i9-10910 1251 9021
iMac (27 นิ้ว) 2020 Intel Core i7-10700K 1249 8035
MacBook Pro (13 นิ้ว) 2020 Intel Core i7-1068NG7 1240 4515
iMac (27 นิ้ว) 2020 Intel Core i5-10600 1173 6049
MacBook Pro (13 นิ้ว) 2020 Intel Core i5-1038NG7 1147 4239
MacBook Air (รุ่นก่อนหน้า M1) Intel Core i7-1060NG7 1136 3065
iMac (27 นิ้ว) 2020 Intel Core i5-10500 1114 5855
MacBook Air (รุ่นก่อนหน้า M1) Intel Core i5-1030NG7 1075 2900
MacBook Air (รุ่นก่อนหน้า M1) Intel Core i3-1000NG4 996 1968
MacBook Pro (13 นิ้ว) 2020 Intel Core i5-8257U 905 3744

แม้ว่า Mac mini รุ่นล่าสุดจะทำคะแนนทดสอบ Geekbench 5 แบบ Single-Core ได้ดีกว่า Mac รุ่นอื่นๆ และเทียบเท่ากับ MacBook Pro ที่ใช้ชิป Apple M1 แต่คะแนนทดสอบในด้าน Multi-Core กลับทำคะแนนได้น้อยกว่า Mac ที่ใช้ชิป Intel แสดงให้เห็นว่า Intel และ Apple M1 ทำงานได้ดีแตกต่างกันไปตามแต่ละการใช้งาน แต่คะแนนทดสอบประสิทธิภาพนี้ มาจากการวัดประสิทธิภาพของ CPU เท่านั้น ยังไม่ได้รวมถึงผลคะแนนที่วัดมาจากประสิทธิภาพด้านอื่นๆ คงต้องรอติดตามกันต่อไปว่าการใช้งานจริงจะมีประสิทธิภาพในการใช้งานแค่ไหนครับ

 

ที่มา: 9to5mac via Geekbench

from:https://droidsans.com/mac-mini-geekbench-score-higher-than-intel-mac/

Lenovo เปิดตัวโน้ตบุ๊ค YOGA สายทำงานบางเบา 7 รุ่นรวด สเปค Intel Gen 11 ใหม่ล่าสุด เริ่มต้น 32,900 บาท

เปิดตัวมาเยอะจริงๆ สำหรับ Lenovo คราวนี้ที่เปิดตัวโน้ตบุ๊คสายทำงานบางเบา ซีรีส์ YOGA ที 3 รุ่นรวด ทั้ง Yoga (ธรรมดา), Yoga Slim และ Yoga Duet แถมมีรุ่นย่อยแยกออกมาอีกเพียบ ซึ่งจะใช้สเปคเป็น Intel Gen 11 ตัวใหม่ล่าสุด พร้อมกับแพลตฟอร์มใหม่ Intel evo ที่จะเป็นมาตรฐานใหม่สำหรับโน้ตบุ๊คในรุ่นถัดไป

Intel Gen 11 มีอะไรใหม่

สำหรับโน้ตบุ๊คที่ใช้เป็น Intel Gen 11 ตอนนี้ก็เริ่มทยอยวางจำหน่ายในบ้านเราแล้ว สิ่งที่แตกต่างจาก Gen 10 หลักๆ เลยคือ เพิ่มความสามารถให้ AI และมาพร้อมกับการ์ดจอออนบอร์ดตัวใหม่ Xe Graphics ที่ประสิทธิภาพแรงขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า ซึ่งทาง Intel เองก็เคลมว่าแรงกว่า NVIDIA MX350 อีกด้วย อีกทั้งยังรองรับกับการเชื่อมต่อมาตรฐานใหม่ไม่ว่าจะเป็น Thunderbolt 4, PCIe Gen 4 และ Wi-Fi 6 เป็นต้น โดบเพื่อนๆ สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมทั้งหมดได้ ที่นี่

แพลตฟอร์ม Intel evo คืออะไร

นอกจากเหนือจากซีพียูใหม่ Intel ก็ยังได้เปิดตัวแพลตฟอร์ม evo ที่เป็นมาตรฐานใหม่ ซึ่ง Intel ได้ทำการ Verify กับโน้ตบุ๊คเครื่องนั้นแล้วว่าจะต้องมีฟีเจอร์และความสามารถดังนี้

  • ใช้งานแบตเตอรี่ ได้นานมากกว่า 9 ชั่วโมง (บนจอความละเอียด Full HD)
  • Instant Wake เปิดเครื่องจากการ Sleep ใช้เวลาน้อยกว่า 1 วินาที
  • มีระบบชาร์จไว ชาร์จ 30 นาที ใช้งานได้ 4 ชั่วโมง
  • รองรับ Wi-Fi 6 (Gig+) และ Thunderbolt 4

Lenovo YOGA Series ที่เปิดตัวในงาน

Lenovo YOGA Series จะเป็นโน้ตบุ๊คสายทำงานบางเบาที่จะมีความพรีเมียมกว่าซีรีส์ IdeaPad ปกติ หลักๆ แล้วจะแบ่งออกเป็น 3 แบบคือ Ultraslim จะเป็น YOGA Slim, Convertible (2-in-1 พับได้ 360 องศา) จะเป็น YOGA และ Detachable (ถอดจอได้) จะเป็น YOGA Duet โดยภายในงานได้เปิดตัวมาทั้งหมด 7 รุ่นด้วยกันคือ

YOGA Slim 7i

เริ่มต้นกันด้วย Lenovo YOGA Slim 7i โดยจุดเด่นของรุ่นนี้เลยคือจะมาพร้อมดีไซน์ที่เรียบง่าย วัสดุบอดี้เป็นโลหะ งานประกอบแข็งแรงทนทาน มีการ์ดจอแยก รองรับระบบชาร์จไว Rapid Charge ชาร์จ 15 นาที ใช้งานได้ 3 ชั่วโมง หน้าจอ 14 นิ้วความละเอียด Full HD ขอบเขตสีหน้าจอ 100% sRGB และมาพร้อมกับ Office H&S 2019 ถาวรฟรี ในราคาเริ่มต้นเพียง 32,990 บาท

YOGA Slim 7i Pro

มาดูทางด้าน YOGA Slim 7i Pro กันบ้างที่อัปเกรดสเปคแรงขึ้น จุดเด่นของรุ่นนี้เลยจะมาพร้อมกับการ์ดจอแยก NVIDIA MX450 รุ่นใหม่ล่าสุด และเป็นรุ่นที่ผ่านมาตรฐาน evo ของ Intel แบตเตอรี่สามารถใช้งานได้ยาวนานสูงสุดถึง 18 ชั่วโมง พร้อมมี Rapid Charge หน้าจอความละเอียด 2.2K ระบบเสียง Dolby Atmos เรียกได้ว่าเป็นโน้ตบุ๊คสายทำงานที่สเปคแรงและมีฟีเจอร์ครบมากๆ รุ่นหนึ่งเลยทีเดียวครับ

YOGA Slim 7i Carbon

ถัดมาจะเป็น YOGA Slim 7i Carbon ที่เป็นโน้ตบุ๊คระดับพรีเมียมขึ้นไปอีกขั้น วัสดุตัวเครื่องจะใช้เป็น Carbon-Fiber ทำให้มีน้ำหนักเบาเพียง 966 กรัมเท่านั้น และมีความบางเพียง 14.25 mm เหมาะกับคนที่เน้นพกพาไปไหนมาไหนบ่อยๆ หน้าจอ 2K ความละเอียดสูง ขอบเขตสี 100% sRGB ที่สำคัญรุ่นนี้จะมาพร้อมกับมาตรฐาน evo ใหม่ของ intel ด้วย ในราคาเริ่มต้นที่ 34,990 บาท

Yoga Slim 9i

Yoga Slim 9i ถือเป็นรุ่นท็อปสุดของซีรีส์ Ultraslim ที่วัสดุตัวเครื่องทำมาจากอะลูมิเนียมขึ้นรูป CNC คุณภาพสูง ฝาหลังหุ้มหนังแท้ โดยจะมีน้ำหนักอยู่ที่ 1.26 กก และบางเพียง 14.6 มม จุดเด่นของรุ่นนี้เลยคือจะมาพร้อมหน้าจอ 4K HDR ขอบเขตสีสูงถึง 90% AdobeRGB จอสว่าง 500 nits เอาไปใช้งานกลางแจ้งสบายๆ รวมถึงลำโพงใช้ระบบเสียง Dolby Atmos เสียงดังฟังชัดมีมิติ และรองรับ Dual Channel Rapid Charger ที่กว่ารุ่นเดิมถึง 25% ด้วยกัน

Yoga 7i

ลำดับถัดมาดูทางฝั่งโน้ตบุ๊ค 2-in-1 หน้าจอสัมผัสได้ 360 องศากันบ้างกับตัว Yoga 7i จุดเด่นของรุ่นนี้เลยคือวัสดุตัวเครื่องทำมาจากอะลูมิเนียม แบตเตอรี่ใช้งานได้นานสูงสุดถึง 16 ชั่วโมง พร้อมผ่านมาตรฐาน evo ของ Intel หน้าจอ 14 นิ้ว Full HD ขอบเขตสี 99% sRGB และตัวเครื่อจะแถมปากกา Stylus ไว้สำหรับงานวาดเขียนให้ด้วยไม่ต้องซื้อแยก โดยตัวเครื่องจะสนนราคาเริ่มต้นที่ 32,990 บาท

Yoga 9i

สำหรับ Yoga 9i นั้นลักษณะตัวเครื่องและสเปคจะคล้ายกับ Yoga Slim 9i เพียงแต่จะออกแบบให้เป็นโน้ตบุ๊ค 2-in-1 พับได้ พร้อมกับมีที่เก็บปากกาในตัว Garage Pen ที่เก็บปากกาในตัว จุดเด่นของรุ่นนี้คือวัสดุงานประกอบจะทำมาจากอะลูมิเนียม CNC ขึ้นรูปคุณภาพสูง หน้าจอความละเอียด 4K HDR รวมถึงมีปุ่สแกนลายนิ้วมือ Ultrasonic ที่สามารถสแกนได้รวดเร็วอีกด้วย

Yoga Duet 7i

ปิดท้ายด้วยตัว Lenovo Yoga Duet 7i ที่เป็นโน้ตบุ๊คกลุ่ม Detachable ถอดจอออกจากคีย์บอร์ดได้ จุดเด่นของรุ่นนี้คือน้ำหนักเบาเพียง 836 กรัม (ไม่รวมเคส) บางเพียง 9.19 มม. ให้อารมณ์เหมือนกับพกพาแท็บเล็ต โดยตัวคีย์บอร์ดนี้สามารถเชื่อมต่อได้ทั้งแบบติดเครื่อง หรือจะเชื่อมแบบไร้สายผ่าน Bluetooth ก็ได้เช่นกัน ส่วนหน้าจอก็รองรับการสัมผัม ขอบเขตสี 100% sRGB อีกทั้งตัวเครื่องยังมาพร้อมกับปากก E-Color Pen รุ่นใหม่ที่สามารถเอาท้ายปากกาทำการดูดสีมาใช้ได้อีกด้วย



(เรียงซ้ายไปขวา หูฟังตัดเสียงไร้สาย, หัวชาร์จ, เมาส์ไร้สาย)

นอกจากนี้ภายในงานเองทาง Lenovo ก็ยังได้เปิดตัวอุปกรณ์เสริมเพิ่มอีก 3 อย่างคือ

  • หูฟังไร้สาย Yoga Active Noise Cancellation เชื่อมต่อผ่าน Bluetooth 5.0 ชาร์จไฟ USB-C ราคา 3,990 บาท
  • หัวชาร์จ PD รุ่น Yoga GaN Adaptor น้ำหนักเบา 93  กรัม จ่ายไฟสูงสุด 1,690 บาท ราคา 1,690 บาท
  • เมาส์ Yoga ไร้สายพับได้ รองรับทั้งแบบ Bluetooth 5.0 และ 2.4 GHz ราคา 1,490 บาท

เรียกได้ว่าภายในงานเปิดตัวครั้งนี้ Lenovo เขาจัดหนักจัดเต็มจริง ๆ ซึ่งหากลองสังเกตดูดี ๆ จะเห็นได้ว่าโน้ตบุ๊คทุกรุ่นที่เปิดตัวมาครั้งนี้จะแถม Office Home & Student 2019 มูลค่า 4,299 บาทกันหมดทุกรุ่น เอาไปใช้ถาวรกันแบบฟรี ๆ บอกเลยว่าคุ้มสุด ๆ ครับ แนะนำว่าถ้าหากใครที่กำลังมองหาโน้ตบุ๊คอยู่รอซื้อในช่วงคอมมาร์ท 26 พ.ย. 2563 นี้ เพราะน่าจะมีจัดส่วนลดแลกแจกแถมเยอะอยู่เหมือนกันครับ

from:https://droidsans.com/lenovo-yoga-intel-gen-11-4/

Microsoft เปิดราคาไทย Surface Laptop Go โน้ตบุ๊คจอสัมผัส แบตอึด 13 ชั่วโมง หนัก 1.1 กก. เริ่มต้น 19,990 บาท

หลังจากที่ Surface Laptop Go ได้เปิดตัวไปเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ในที่สุดทาง Microsoft ประเทศไทยก็ได้เปิดราคาอย่างเป็นทางการมาสักที ในเริ่มต้นเพียง 19,990 บาท ซึ่งเป็นโน้ตบุ๊คไซส์เล็กหน้าจอสัมผัส สเปค Intel Core i5 Gen 10 แบตอึด 13 ชั่วโมง แถมมีน้ำหนักเบาเพียง 1,110 กรัม รายละเอียดสเปคและราคารุ่นต่าง ๆ จะมีไรบ้างมาดูกันครับ

สำหรับ Surface Laptop Go รุ่นใหม่นี้ดีไซน์การออกแบบจะให้อารมณ์เหมือนกับ Surface Laptop 3 13 แต่จะมีขนาดเล็กกว่า โดยลักษณะการใช้งานจะเหมือนกับโน้ตบุ๊คทั่วไป ไม่สามารถถอดคีย์บอร์ดแยกออกจากเครื่องได้ ซึ่งตัวเครื่องจะให้หน้าจอเป็นแบบสัมผัสขนาด 12.4 นิ้ว ความละเอียดให้มาที่ 1536 x 1024 อัตราส่วน 3:2

ฟีเจอร์ที่เพิ่มเข้ามาคือ Surface Laptop Go ทุกรุ่นมีปุ่มเปิดปิดเครื่องเป็นแบบสแกนลายนิ้วมือมาให้อยู่ที่มุมขวาด้านบนแป้นพิมพ์ เพื่อช่วยในเรื่องของความปลอดภัย และการล็อคอินเข้าใช้งานด้วยความรวดเร็วผ่าน Windows Hello อีกทั้งยังสามารถลงร่วมกับ OneDrive Personal Vault ในการรักษาความปลอดภัยได้อีกด้วย

ส่วนคีย์บอร์ดออกแบบมาให้มีปุ่มกดขนาดใหญ่ และระยะ Travel Key 1.3 มม. ช่วยให้พิมพ์ได้ถูกต้องแม่นยำ มันมือ โดยไม่ต้องใช้แรงกดเยอะ

ทางด้านพอร์ตเชื่อมต่อต่าง ๆ มีมาให้ทั้ง USB-C และ USB-A อย่างละ 1 ช่อง, รูหูฟัง 3.5 มม. และ พอร์ตชาร์จ Surface Connect ในส่วนของเว็บแคมความละเอียด 720p อยู่ที่ขอบจอด้านบน พร้อม Studio Mic คุณภาพสูง ลำโพงเลือกใช้ Omnisonic Speaker ระบบเสียง Dolby Audio เสียงดีหายห่วง

สเปค SURFACE LAPTOP GO

  • CPU :  Intel Core i5-1035G1
  • GPU : Intel UHD Graphics
  • RAM : 8GB/ 16GB
  • ความจุ : 64GB (eMMC), 128GB (SSD), 256GB (SSD)
  • หน้าจอ : PixelSense รองรับการสัมผัสขนาด 12.4 นิ้ว ความละเอียด 1536 x 1024 อัตราส่วน 3:2
  • การเชื่อมต่อไร้สาย : Wi-Fi 6 802.11ax / Bluetooth 5.0
  • แบตเตอรี : ใช้งานได้สูงสุด 13 ชม. รองรับ Fast Charging
  • ระบบ Windows 10 Home or Windows 10 Pro
  • ขนาด : 278.18 x 205.67 x 15.69 มม.
  • น้ำหนัก : 1.1 กก.

ราคาและวันวางจำหน่าย

Surface Laptop Go มีให้เลือกทั้งหมด 3 สี คือ สีฟ้า Ice Blue, สีส้ม Sandstone และสีเทา Platinum โดยจะเปิดให้พรีออเดอร์กันตั้งแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน 2563 ซึ่งวางจำหน่ายเป็นสองแบบคือสำหรับลูกค้าทั่วไปและภาคธุรกิจ คือ

สเปค Surface Laptop Go ลูกค้าทั่วไป (บาท)
ลูกค้าองค์กร (บาท)
Core i5, 4GB RAM, 64GB eMMC 19,990
Core i5, 8GB RAM, 128GB SSD 25,990 28,900
Core i5, 8GB RAM, 256GB SSD 32,990 34,900
Core i5, 16GB RAM, 256GB SSD 41,900

 

โดยผู้ที่สนใจสั่งซื้อสามารถกดพรีออเดอร์ลูกค้าทั่วไปได้ที่ Banana ITD-KanIT CityJIBLazada-Microsoft flagship store และ Shopee-Microsoft Authorized Store ส่วนลูกค้าภาคธุรกิจสามารถสั่งซื้อได้ที่ Cipher Med และ ADD In Business ครับ

 

ที่มา : เมลประชาสัมพันธ์

from:https://droidsans.com/microsoft-surface-laptop-go/

Xiaomi เปิดตัว Mi NoteBook 14 e-Learning Edition สเปค Intel Gen 10 น้ำหนัก 1.5 กก. ราคาราว 14,600 บาท

Xiaomi เปิดตัว Mi NoteBook 14 e-Learning Edition หลังจากที่เคยเปิดตัว Mi Notebook 14 ไปเมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา โดยเจ้ารุ่นใหม่นี้จะถูกปรับแต่งสเปคให้เข้ากับไลฟ์สไตล์วัยเรียนและวัยทำงาน ซึ่งมาพร้อมกับ Intel 10th Gen ใส่ RAM 8GB และ SSD 256GB อีกทั้งยังรองรับระบบชาร์จไวแบตเตอรี่ 0% – 50% ในเวลาแค่ 35 นาที เปิดราคามาเป็นมิตรสุดๆ ไม่ถึง 15,000 บาท


Mi NoteBook 14 e-Learning Edition มาพร้อมกับดีไซน์บางเบา ตัวเครื่องใช้วัสดุประกอบเป็นโลหะเพิ่มความแข็งแรงทนทาน เคลือบผิวด้วยการพ่นทรายเพิ่มความสวยงาม และทำให้ไม่เป็นรอยนิ้วมือ ส่วนหน้าจอมีขนาด 14 นิ้ว ใช้แผงจอแบบ IPS LCD เลือกใช้ซีพียูเป็น Intel Core i3 10th Gen และการ์ดจอแบบออนบอร์ด

ทางด้านแบตเตอรี่ทาง Xiaomi เคลมว่าสามารถใช้งานได้สูงสุดถึง 10 ชั่วโมง แถมยังรองรับระบบชาร์จเร็ว ใช้เวลาแค่ 35 นาที ก็ได้แบตเตอรี่มาใช้ถึง 50% ด้วยกัน รวมไปถึงมีน้ำหนักน้ำหนักเบาเพียง 1.5 กิโลกรัม พกพาสะดวก


นอกจากนี้ตัวเครื่องยังมาพร้อมกับคีย์บอร์ดแบบ Scissor Switches ที่มีเสียงเบา อีกทั้งยังได้เพิ่มแผ่นชั้นบางๆ ใต้แป้นพิมพ์เพื่อเพิ่มความสามารถในการป้องกันฝุ่นอีกด้วย ส่วนลำโพงก็ให้มาเป็นแบบ Stereo ระบบเสียง DTS เพิ่มความกระหึ่ม และยังมีฟีเจอร์ Mi Blaze Unlock ที่สามารถปลดล็อคตัวเครื่องผ่าน Mi Band ได้อีกต่างหาก

สเปค Mi Notebook 14 e-learning edition

  • หน้าจอ : 14 นิ้ว ความละเอียด Full HD (1920 x 1080)
  • CPU : Intel Core i3-10110U @ 2.10 GHz
  • GPU : Intel UHD Graphics 6 (ออนบอร์ด)
  • RAM : 8GB 2666MHz DDR4
  • ความจุ : SSD 256GB
  • พอร์ตเชื่อมต่อ : USB Type-A  x 2, USB 3.1 x 1, USB 2.0 x 1, HDMI และช่องหูฟัง 3.5 mm
  • ลำโพง : สเตอรีโอ ขนาด 2W, ระบบเสียง DTS
  • การเชื่อมต่อ : WiFi 802.11ac, Bluetooth 5.0
  • แบตเตอรี่ : ใช้งานได้สูงสุด 10 ชั่วโมง (46Wh)
  • ขนาดตัวเครื่อง : 323 x 228 x 17.95 มิลลิเมตร
  • น้ำหนัก : 1.5 กิโลกรัม
  • OS : Windows 10 Home

Mi Notebook 14 e-learning edition เปิดราคามาที่ 34,999 รูปี หรือราว 14,600 บาท เท่านั้น โดยตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลว่าจะวางขายที่ประเทศโซนไหนบ้าง ต้องรออัปเดตข้อมูลกันอีกทีครับ

 

ที่มา :

1. Xiaomi | Mi NoteBook 14 e-Learning Edition
2. Xda-developers | Xiaomi launches Mi NoteBook 14 e-Learning Edition with an in-built webcam and cheaper price tag

from:https://droidsans.com/mi-notebook-14-e-learning-edition/

เปิดตัว Raspberry pi 400 คอมพิวเตอร์ระบบ Linux ฝังมาในคีย์บอร์ด ต่อ WiFi เมาส์ จอแยกได้ พร้อมใช้งานทันที เริ่มต้นราว 2,200 บาท

ปกติแล้วถ้าพูดถึง Raspberry ส่วนใหญ่จะทำคอมพิวเตอร์ขนาดจิ๋วแบบเป็น USB Stick (คล้าย Flash Drive) ซึ่งคราวนี้มาแปลก ได้เปิดตัว Raspberry pi 400 ที่เป็นคอมรูปทรงคีย์บอร์ด มาพร้อมกับฟีเจอร์ต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมต่อกับจอมอนิเตอร์ มีช่องเสียบ MicroSD card และมีพอร์ต USB-C สำหรับชาร์จไฟมาให้ด้วย โดยสนนราคาเริ่มต้นที่ 70 เหรียญ หรือราว 2,200 บาท

สำหรับ Raspberry pi 400 ถือเป็นคอมสำเร็จรูปขนาดเล็กจากประเทศอังกฤษ ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อใช้งานด้านการศึกษาและการใช้งานด้านอิเล็กทรอนิกส์ ความสามารถต่าง ๆ จะเหมือนกับคอมขนาดใหญ่ แต่ต่างกันในเรื่องด้านความเร็วการประมวลผล

โดยตัว Raspberry pi 400 ภายในเครื่องจะมีทั้ง CPU, Ram และ OS เป็นของตัวเอง แถมยังกินพื้นที่และกินพลังงานที่น้อยกว่า อีกทั้งยังสามารถทำการต่อจอมอนิเตอร์และเมาส์แยก รวมถึงจะต่ออินเทอร์เน็ต Lan หรือไร้สายก็สามารถทำได้เช่นกัน

สเปค Raspberry pi 400

  • CPU : Broadcom BCM2711 quad-core Cortex-A72 (ARM v8) 64-bit SoC @ 1.8GHz
  • RAM : 4GB LPDDR4-3200
  • Connection : WiFi 802.11b/g/n/ac, Bluetooth 5.0, Gigabit Ethernet
  • Interface : USB 3.0 x2, USB 2.0, micro HDMI (supports up to 4Kp60), MicroSD card slot
  • Dimensions : 286 mm × 122 mm × 23 mm
  • Layout Keyboard : 78-79 Keys

เรียกได้ว่า Raspberry pi 400 เป็นคอมมีดีไซน์ขนาดเล็กกะทัดรัด สามารถใช้งานได้อย่างสะดวก พกพาไปที่ไหนก็ได้ แถมการเชื่อมต่อก็ง่ายดาย หากใครสนใจที่จะทดลองใช้งานก็สามารถไปหาซื้อกันได้ที่ร้านค้าออนไลน์ cytron โดยราคาเริ่มต้นจะอยู่ที่ 70 เหรียญ หรือประมาณ 2,200 บาท พร้อมกับมีชุด Kit ที่มีอุปกรณ์ครบชุดที่แถมทั้ง เมาส์ไร้สาย, ปลั๊ก Type-C, สาย HDMI และ microSD card ความจุ 16GB ราคาอยู่ที่ 100 หรือ ประมาณ 3,150 บาทครับ

 

อ้างอิง :

1. Raspberry pi | About us, raspberry pi 400
2. Gizmochina | Raspberry Pi 400 is a $70 compact keyboard that doubles as a computer
3. Cytron | Raspberry Pi 400

 

from:https://droidsans.com/raspberry-pi-400/

Intel เปิดตัวการ์ดจอแยก Iris Xe MAX บนซีพียู Gen 11 (Tiger Lake) VRAM 4GB ใช้กับโน้ตบุ๊คบางเบา ความแรงเหนือกว่า MX350

หลังจากที่ Intel ได้เปิดตัวซีพียู Gen 11 (Tiger Lake) บนโน้ตบุ๊คไปเมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา ล่าสุดก็ได้เปิดตัวการ์ดจอแยกรุ่นใหม่ โดยจะใช้ชื่อว่า Iris Max ซึ่งใช้สถาปัตยกรรม Xe-LP แบบเดียวกับ Intel Iris Xe กราฟิกออนบอร์ดของ Gen 11 โดยตัวจะมาพร้อมกับเทคโนโลยีใหม่ Intel Deep Link และใช้อินเตอร์เฟสเป็น PCIe Gen 4 โดยจะใส่การ์ดจอแยกนี้เฉพาะโน้ตบุ๊คสายบางเบาเป็นหลัก

สำหรับ Intel Iris Xe MAX การ์ดจอแยกรุ่นใหม่นี้จะช่วยเปิดประสบการณ์ใหม่ให้นักพัฒนาสามารถเข้าถึงเฟรมเวิร์กซอฟต์แวร์ได้เปิดกว้างมากยิ่งขึ้น และช่วยลดความซับซ้อนในเรื่องของไดร์เวอร์ลง รวมถึงทำให้ทั้ง CPU และ GPU ทำงานกันได้อย่างเต็มที่มากกว่าเดิมอีกด้วย

ถัดมาดูในส่วนของฟีเจอร์ Deep Link จะเป็นการรวบรวมกลไกการประมวลผลหลายตัวผ่านเฟรมเวิร์กของซอฟต์แวร์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของ CPU และ AI ขึ้นไปอีกขั้น ซึ่งแอปพลิเคชั่นที่รองรับ Deep Link จำเป็นต้องมีชุด SDK และชุดเครื่องมือ oneAP Iของ Intel ในการพัฒนาร่วมด้วย ซึ่งนักพัฒนาที่สนใจ Deep Link นี้ก็สามารถลงทะเบียนกับ Intel เพื่อขอชุดข้อมูลในการพัฒนาได้

ในเบื้องต้นโน้ตบุ๊คที่จะใส่ Iris Xe MAX คือจะมีด้วยกันทั้งหมด 3 รุ่นคือ  Acer Swift 3x, Asus VivoBook Flip TP470 และ Dell Inspiron 15 7000 2 in 1 โดยจะวางจำหน่ายช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้

เปรียบเทียบสเปค Iris Xe Max กับ Iris Xe

ข้อมูล / รุ่น Iris Xe Max  Iris Xe
วันเปิดตัว พ.ย. 2020 ก.ย. 2020
กระบวนการผลิต 10nm SuperFin
Clockspeed 1650 MHz up to 1350 MHz
Execution Units 96 48 to 96
Memory Capacity 4 GB shared with system
Memory Type LPDDR4X
Bandwidth 68 GB/s
Interface PCIe 4.0 on-die connection
TDP 28 W

 

จากตารางข้างต้นจะเห็นได้ว่า สเปคค่อนข้างแตกต่างกันพอสมควร โดย Iris Xe Max จุดเด่นหลักเลยคือมี VRAM มาถึง 4GB แบบ LPDDR4X ซึ่งมากกว่าการ์ดจอแยกตระกูล NVIDIA GeForce MX ในหลายๆ รุ่นที่มีเพียง 2GB เท่านั้น (แต่ได้เป็น GDDR5)

เปรียบเทียบ Iris Xe Max กับ MX350

รูปเทียบการเล่นเกมระหว่าง MX350 (สีเขียว), Iris Xe MAX (สีฟ้า)

จากกราฟจะเห็นได้ว่า Iris Xe MAX ถือว่าทำได้ดีเลยทีเดียวสำหรับ FPS เฉลี่ยในการเล่นเกมความละเอียดแบบ Full HD สามารถทำได้ดีกว่า MX350 เกือบทุกเกม และนอกจากนี้ Intel ยังเคลมว่า Iris Xe MAx นี้ยังสามารถแสดงเวิร์กโหลด AI ได้เร็วกว่าที่ NVIDIA MX350 ถึงเจ็ดเท่า ที่สำคัญเอ็นจิ้นการเข้ารหัส Hyper Encode สามารถทำได้เร็วกว่า RTX 2080 Super Max-Q ถึง 78% อีกด้วย

อย่างไรก็ตามในอนาคต Intel ก็จะเตรียมเปิดตัวการ์ดจอแยกตัวใหม่ ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นใช้สำหรับเล่นเกมระดับ Hi-End โดยเฉพาะ และจะเตรียมเปิดตัวกันในปี 2021 เท่ากับในต่อไป Intel ก็จะเตรียมลุยตลาดทั้ง CPU และ GPU บนโน้ตบุ๊คแบบเต็มตัว ซึ่งยังไงก็ต้องรอติดตามกันต่อไปครับผม

 

ที่มา : intel, techspot

from:https://droidsans.com/intel-iris-max-gen-12-tiger-lake-mx-350/

Intel เปิดตัวการ์ดจอแยก Iris Xe MAX บนซีพียู Gen 11 (Tiger Lake) VRAM 4GB ใช้กับโน้ตบุ๊คบางเบา ความแรงเหนือกว่า MX350

หลังจากที่ Intel ได้เปิดตัวซีพียู Gen 11 (Tiger Lake) บนโน้ตบุ๊คไปเมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา ล่าสุดก็ได้เปิดตัวการ์ดจอแยกรุ่นใหม่ โดยจะใช้ชื่อว่า Iris Max ซึ่งใช้สถาปัตยกรรม Xe-LP แบบเดียวกับ Intel Iris Xe กราฟิกออนบอร์ดของ Gen 11 โดยตัวจะมาพร้อมกับเทคโนโลยีใหม่ Intel Deep Link และใช้อินเตอร์เฟสเป็น PCIe Gen 4 โดยจะใส่การ์ดจอแยกนี้เฉพาะโน้ตบุ๊คสายบางเบาเป็นหลัก

สำหรับ Intel Iris Xe MAX การ์ดจอแยกรุ่นใหม่นี้จะช่วยเปิดประสบการณ์ใหม่ให้นักพัฒนาสามารถเข้าถึงเฟรมเวิร์กซอฟต์แวร์ได้เปิดกว้างมากยิ่งขึ้น และช่วยลดความซับซ้อนในเรื่องของไดร์เวอร์ลง รวมถึงทำให้ทั้ง CPU และ GPU ทำงานกันได้อย่างเต็มที่มากกว่าเดิมอีกด้วย

ถัดมาดูในส่วนของฟีเจอร์ Deep Link จะเป็นการรวบรวมกลไกการประมวลผลหลายตัวผ่านเฟรมเวิร์กของซอฟต์แวร์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของ CPU และ AI ขึ้นไปอีกขั้น ซึ่งแอปพลิเคชั่นที่รองรับ Deep Link จำเป็นต้องมีชุด SDK และชุดเครื่องมือ oneAP Iของ Intel ในการพัฒนาร่วมด้วย ซึ่งนักพัฒนาที่สนใจ Deep Link นี้ก็สามารถลงทะเบียนกับ Intel เพื่อขอชุดข้อมูลในการพัฒนาได้

ในเบื้องต้นโน้ตบุ๊คที่จะใส่ Iris Xe MAX คือจะมีด้วยกันทั้งหมด 3 รุ่นคือ  Acer Swift 3x, Asus VivoBook Flip TP470 และ Dell Inspiron 15 7000 2 in 1 โดยจะวางจำหน่ายช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้

เปรียบเทียบสเปค Iris Xe Max กับ Iris Xe

ข้อมูล / รุ่น Iris Xe Max  Iris Xe
วันเปิดตัว พ.ย. 2020 ก.ย. 2020
กระบวนการผลิต 10nm SuperFin
Clockspeed 1650 MHz up to 1350 MHz
Execution Units 96 48 to 96
Memory Capacity 4 GB shared with system
Memory Type LPDDR4X
Bandwidth 68 GB/s
Interface PCIe 4.0 on-die connection
TDP 28 W

 

จากตารางข้างต้นจะเห็นได้ว่า สเปคค่อนข้างแตกต่างกันพอสมควร โดย Iris Xe Max จุดเด่นหลักเลยคือมี VRAM มาถึง 4GB แบบ LPDDR4X ซึ่งมากกว่าการ์ดจอแยกตระกูล NVIDIA GeForce MX ในหลายๆ รุ่นที่มีเพียง 2GB เท่านั้น (แต่ได้เป็น GDDR5)

เปรียบเทียบ Iris Xe Max กับ MX350

รูปเทียบการเล่นเกมระหว่าง MX350 (สีเขียว), Iris Xe MAX (สีฟ้า)

จากกราฟจะเห็นได้ว่า Iris Xe MAX ถือว่าทำได้ดีเลยทีเดียวสำหรับ FPS เฉลี่ยในการเล่นเกมความละเอียดแบบ Full HD สามารถทำได้ดีกว่า MX350 เกือบทุกเกม และนอกจากนี้ Intel ยังเคลมว่า Iris Xe MAx นี้ยังสามารถแสดงเวิร์กโหลด AI ได้เร็วกว่าที่ NVIDIA MX350 ถึงเจ็ดเท่า ที่สำคัญเอ็นจิ้นการเข้ารหัส Hyper Encode สามารถทำได้เร็วกว่า RTX 2080 Super Max-Q ถึง 78% อีกด้วย

อย่างไรก็ตามในอนาคต Intel ก็จะเตรียมเปิดตัวการ์ดจอแยกตัวใหม่ ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นใช้สำหรับเล่นเกมระดับ Hi-End โดยเฉพาะ และจะเตรียมเปิดตัวกันในปี 2021 เท่ากับในต่อไป Intel ก็จะเตรียมลุยตลาดทั้ง CPU และ GPU บนโน้ตบุ๊คแบบเต็มตัว ซึ่งยังไงก็ต้องรอติดตามกันต่อไปครับผม

 

ที่มา : intel, techspot

from:https://droidsans.com/intel-iris-max-gen-12-tiger-lake-gtx-1050/