คลังเก็บป้ายกำกับ: PC-COMPONENT

ส่องมาให้? SSD RGB ราคาดี 512GB แค่ 3,xxx บาท เปิดไว ไฟสาดส่อง

ต้องบอกว่าจากอานิสงของ SSD ที่ราคาปรับลดลงอย่างมากในช่วงหลังมานี้ ไม่ได้มีผลต่อ SSD ทั่วไปเท่านั้น แต่ยังรวมถึง SSD รุ่นพิเศษอื่นๆ ด้วย เช่น รุ่นที่มีความเร็วสูงและ SSD ที่มีแสงไฟ RGB ซึ่งราคาสามารถจับต้องได้ ไม่แพงเกินไป เช่นเดียวกับ SSD RGB ความจุ 512GB ที่ทีมงานได้รวบรวมมาให้ในวันนี้ ซึ่งมีจำหน่ายในท้องตลาด กับสนนราคาราว 3,xxx บาท รุ่นไหน อย่างไร เดี๋ยวแอดจะเอามาแนะนำกัน โดยในวันนี้แอดส่องมาให้ถึง 6 รุ่นด้วยกัน มีทั้งแบบ SSD SATAIII และ M.2 NVMe PCIe ที่ราคาเริ่มต้น 3,xxx บาทเท่านั้น ชอบรุ่นไหน ก็จิ้มกันไปได้เลย เตรียมลิงก์ไว้ให้เรียบร้อยแล้ว

ssd rgb

ไปซื้อกันได้เลยที่ ADDLINK X70 RGB

เริ่มกันที่ ADDLINK X70 RGB ที่ถือว่าเป็น SSD ในแบบ M.2 ความเร็วสูง บนอินเทอร์เฟส PCIe Gen3 x4 ที่เป็นน้องใหม่ในตลาดบ้านเรา ซึ่งใช้ TLC 3D NAND ความเร็วในการทำงานที่ประมาณ 3,00MB/s (Read) และ 1,000MB/s (Write) มีค่า MTBF 1.8 ล้านชั่วโมง และ TBW 600TBW สำหรับในรุ่น 512GB สนนราคาอยู่ที่ราวๆ 3,690 บาท ให้การรับประกัน 3 ปี โดยจุดเด่นอยู่ที่ไฟ RGB ที่ปรากฏอยู่รอบๆ โมดูล เพียงแต่ไม่สามารถปรับรูปแบบของแสงไฟได้ โดยรูปแบบของแสงไฟจะเป็นลักษณะของ Rainbow เป็นพื้นฐาน

ssd rgb

ไปซื้อกันได้เลยที่ AORUS RGB M.2

ต่อมาเป็น SSD จากค่ายที่เราคุ้นเคยกันดีอย่าง AORUS นำทัพ SSD AORUS RGB มาให้ได้สัมผัสกัน ในรูปแบบของ M.2 NVMe PCIe Gen3 x4 เช่นเดียวกัน โดยใช้ TLC 3D NAND และมีความเร็วที่ 3,480MB/s (Read) และ 2,000MB/s (Write) แต่ชูจุดเด่นในการรับประกันถึง 5 ปี แต่อาจไม่ได้เน้นความหวือหวา เพราะมาแค่ไฟ RGB ที่โลโก้ตรงกลาง  เพียงแต่สามารถเชื่อมต่อกับซอฟต์แวร์เพื่อปรับแต่งแสงไฟ ร่วมกับเมนบอร์ด GIGABYTE ด้วย RGB Fusion รองรับการปรับโพรไฟล์ได้ถึง 5 โหมดพื้นฐาน และมีซิงก์อะลูมิเนียมดูล้ำๆ มาให้ มีค่า TBW 800TBW และ MTBF 1.8 ล้านชั่วโมง สนนราคาอยู่ที่ราวๆ 3,890 บาท

ssd rgb

ไปซื้อกันได้เลยที่ HyperX FURY RGB SSD

ถัดมาเป็น SSD จากทางHyperX ที่เป็นพาร์ทหนึ่งของ Kingston แต่เน้นไลน์ผลิตภัณฑ์ที่เป็นเกมมิ่ง ก็มี SSD RGB ลงตลาดในรุ่น  FURY RGB แต่เป็นอินเทอร์เฟส SATA III โดยมาพร้อม 3D NAND ให้ความเร็วในการทำงาน 550MB/s (Read) และ 480MB/s (Write) พร้อมแสงไฟ RGB แม้ว่าจะเป็นรองในแง่ของสเปคที่รายอื่นมากันแบบ M.2 PCIe แต่รุ่นนี้สามารถรองรับการปรับแสงไฟได้ เพื่อเชื่อมโยงเข้ากับเมนบอร์ดต่างๆ ผ่านทางฟีเจอร์ในแต่ละค่าย เช่น ASUS AURA Sync, GIGABYTE FUSION RGB, MSI MYSTIC LIGHT Sync และ ASRock Polychrome ได้อีกด้วย มีค่า MTBF 1 ล้านชั่วโมง สนนราคาอยู่ที่ราวๆ 3,500 บาท สำหรับความจุ 480GB

ssd rgb

ไปซื้อกันได้เลยที่ AORUS RGB AIC NVMe

ไม่ธรรมดาแน่นอนสำหรับ SSD จากค่ายนี้ ด้วยคุณสมบัติที่คล้ายคลึงกับ AORUS RGB M.2 ในรุ่นก่อนหน้า แต่มาในอินเทอร์เฟส PCI-Express X4 สำหรับใช้บนเครื่องพีซี โดยมีแถบไฟ RGB ด้านบน สามารถปรับแต่งได้ผ่านซอฟต์แวร์และฟีเจอร์ GIGABYTE FUSION RGB พร้อมด้วยชิป TLC 3D NAND และซิงก์ระบายความร้อนขนาดใหญ่ ให้ความเร็วที่ 3,480MB/s (Read) และ 2,100MB/s (Write) พร้อมค่า MTBF 1.8 ล้านชั่วโมงกับการรับประกันถึง 5 ปี หรือ 800TBW เหมาะอย่างยิ่งสำหรับมืออาชีพที่กำลังมองหา SSD ที่จะตอบสนองกับการใช้งานซอฟต์แวร์อย่างจริงจัง สนนราคาอยู่ที่ 4,100 บาทโดยประมาณ

ssd rgb

ไปซื้อกันได้เลยที่ TEAM T-Force DELTA SSD

ก็ถือว่าเป็น SSD RGB อีกรุ่นหนึ่งที่เป็นแบบ SATA III ซึ่งข้อดีคือ การแสดงแสงไฟ RGB ได้พื้นที่ขนาดใหญ่เห็นชัด สนนราคาพอใช้ได้ 500GB อยู่ที่ 4 พันต้นๆ ความเร็วอยู่ที่ราวๆ 560MB/s (Read) และ 500MB/s (Write) มีค่า MTBF 1.5 ล้านชั่วโมงเลยทีเดียว กับการรับประกัน 3 ปี สามารถซิงก์กับเมนบอร์ดได้หลายรุ่น ในการปรับแต่งแสงไฟ RGB ได้ตามต้องการ ไม่ว่าจะเป็น ASUS AURA Sync, GIGABYTE FUSION RGB, MSI MYSTIC LIGHT Sync และ ASRock Polychrome เป็นต้น

ssd rgb

ไปซื้อกันได้เลยที่ ADATA S40G

ค่ายนี้ไม่มีไม่ได้ หลายคนอาจมีเคือง เพราะเรื่อง SSD, Memory ต้องยกให้ ในครั้งนี้มาพร้อม SSD RGB ในแบบ M.2 NVMe PCIe Gen3 x4 แค่สเปคก็วิ่งมาเต็มสูบ ความเร็ว Read 3500MB/s, Write 3000MB/s โดยใช้ TLC 3D NAND กับค่า MTBF มากถึง 2 ล้านชั่วโมงเลยทีเดียว พร้อมกับแสงไฟ RGB ปรับแต่งได้ ด้วยการเชื่อมโยงเข้ากับเมนบอร์ดเกือบทุกค่าย อาทิ ASUS AURA Sync, GIGABYTE FUSION RGB, MSI MYSTIC LIGHT Sync และ ASRock Polychrome  กับสนนราคาประมาณ 3,400 บาทเท่านั้น พร้อมการรับประกันถึง 5 ปี

เป็นอย่างไรกันบ้าง สำหรับ SSD RGB 6 รุ่นที่แอดส่องมาให้ได้ดูกันนี้ ใครใช้รุ่นไหน มีประสบกาณ์อย่างไร ก็อย่าลืมคอมเมนต์มาด้านล่างนี้กันได้เลยนะครับ

from:https://notebookspec.com/ssd-rgb-512gb-price-3xxx/498328/

โฆษณา

Tips คุ้มมั้ย? กับ Portable SSD ต่อภายนอก หรือแค่ Ext.HDD ก็พอแล้ว

ช่วงนี้ราคาของ SSD ถูกลงมาเรื่อยๆ จนน่าใช้ จนทำให้ Portable SSD ที่ใช้สำหรับเป็นอุปกรณ์โอนถ่ายข้อมูลภายนอก ราคาน่าใช้ตามไปด้วย แม้จะยังสูงอยู่ แต่ถ้าเทียบคุณสมบัติ ความเร็วและความคล่องตัว ดูน่าใช้มากกว่า Ext. HDD อยู่ไม่น้อยเลย แต่อย่างไรก็ตาม การเลือกใช้งาน ก็คงต้องดูตามความเหมาะสม ฉะนั้นใครที่กำลังเลือกไม่ถูกว่า อยากจะเริ่มต้นกับ SSD ต่อภายนอก ดีมั้ยหรือยังใช้ฮาร์ดดิสก์แบบต่อภายนอกไปเหมือนเดิมจะดีกว่า มาช่วยกันแสดงความเห็นว่าคุณคิดอย่างไรกับทางเลือกในการจัดเก็บข้อมูลทั้ง 2 แบบนี้

ssd ต่อภายนอก

พกพาสะดวก

  • Portable SSD: ได้เปรียบกว่าในแง่ของขนาดที่เล็กและบาง ขึ้นอยู่กับรุ่น ยี่ห้อและขนาด แต่ส่วนใหญ่จะไม่เกินฝ่ามือผู้หญิง และน้ำหนักเพียงไม่กี่กรัมเท่านั้น เบากว่า Ext.HDD จึงพกพาได้ง่ายกว่า ใส่กระเป๋าสะพายผู้หญิงยังได้
  • Ext.HDD: ปัจจุบันออกแบบได้เล็กแล้ว เพราะมี HDD 2.5″ ให้เลือกใช้ แต่ก็ยังคงมีขนาดที่ใหญ่และหนักกว่า SSD อยู่ไม่น้อย ข้อนี้จึงถือว่า Portable ได้เปรียบกว่า

โอนถ่ายข้อมูลรวดเร็ว

  • Portable SSD: เนื่องจากเป็น SSD ที่ใช้ NAND Flash ในการเก็บข้อมูล จึงให้การโอนถ่ายข้อมูลได้รวดเร็วและเข้าถึงข้อมูลได้ไวกว่า ความเร็วพื้นฐานการทำงานของ SSD (SATA III) จะอยู่ที่ประมาณ 500-550MB/s (Read) และ 500MB/s (Write) ซึ่งเมื่อเชื่อมต่อผ่าน USB 3.0 ที่มีความเร็ว 5Gbps ให้ความเร็วในการทำงานสูงสุด 300MB/s และ USB 3.1 มีความเร็ว 10Gbps ก็จะมีความเร็วในการทำงานสูงถึง 1.2GB/s เลยทีเดียว นั่นหมายความว่า Portable SSD นั้นๆ ก็จะสามารถถ่ายโอนข้อมูลได้ไวยิ่งขึ้น แต่ก็ขึ้นอยู่กับ SSD ที่นำมาใช้ว่าเป็นแบบใด
  • Ext.HDD: ด้วยข้อจำกัดในแง่ของความเร็วในการอ่านเขียนข้อมูล HDD SATA III มีความเร็วที่ประมาณ  เพราะส่วนใหญ่ฮาร์ดดิสก์ที่นำมาใช้จะเป็นแบบ 5,400rpm แม้ตามทฤษฎี SATA III จะรองรับการส่งข้อมูลได้สูงก็ตาม แต่ในการใช้งานจริงแล้วจะอยู่ที่ราวๆ 150-200MB/s เท่านั้น และเมื่อเชื่อมต่อกับพอร์ต USB ก็จะลดลงอีก ส่วนใหญ่เราก็จะเห็นความเร็วกันในระดับ 120MB/s โดยประมาณ อีกทั้งมีค่า Seek time ที่เยอะกว่าทำให้การเข้าถึงข้อมูลได้ช้าและมีผลของการหมุนของจานแม่เหล็กและตำแหน่งการจัดเก็บข้อมูลมาเกี่ยวข้องด้วย

ssd ต่อภายนอก

ความทนทานต่อการใช้งาน

  • Portable SSD: ด้วยพื้นฐานของ SSD ต่อภายนอก ที่เล็กและเบา ด้วยชิ้นส่วนเพียงไม่กี่ชิ้น จึงแทบจะไม่จำเป็นต้องการออกแบบกล่องหรือ Enclosure ใหญ่โต แต่มีขนาดที่เล็กและบาง เพื่อความคล่องตัว แม้บอดี้จะแข็งแรง แต่การกระแทกแบบแรงๆ เช่น การตกจากที่สูงหรือถูกทับด้วยของหนักอย่างรุนแรง ก็ทำให้เสียหายได้ อย่างไรก็ดี SSD มีจุดเด่นที่แม้จะมีแรงสั่นสะเทือนก็ยังสามารถทำงานได้ สิ่งที่ต้องระวังคือ หาก SSD เกิดความเสียหายถึงระดับแผงวงจรหรือ NAND Flash ก็จะไม่สามารถกู้ข้อมูลคืนได้
  • Ext.HDD: แม้จะขึ้นชื่อว่า ฮาร์ด ผลิตจากโลหะที่แข็งแรง แต่ก็ไม่ได้ทนทานถึงขนาดเป็นอมตะ การตกกระแทกเบาๆ ในมุมที่เหมาะสม ก็ทำให้เกิดความเสียหายได้ เพราะด้านในเป็นกลไกชิ้นเล็กๆ จำนวนมาก แต่ข้อดีก็คือ ยังพอกู้ข้อมูลคืนได้ กรณีที่แผ่นเพลทไม่เสียหาย ด้วยการเปลี่ยนชิ้นที่เสีย เช่น แผงวงจร หรือหัวอ่าน เป็นต้น

ราคาเป็นมิตร

  • Portable SSD: ต้องยอมรับว่า SSD ยังเป็นเทคโนโลยีที่แพงพอสมควร ยิ่งถ้าซื้อ Portable SSD แบบสำเร็จรูปด้วยแล้ว ราคาจะค่อนข้างสูงกว่า การซื้อกล่องใส่ Enclosure มาใช้ แต่การรับประกันก็จะต่างกัน รวมถึงคุณภาพของกล่องก็เป็นสิ่งที่ต้องให้ความมั่นใจได้ สนนราคาของ Portable SSD ต่อภายนอก แบบสำเร็จรูป 250GB อยู่ที่ประมาณ 1,500 บาท ส่วน 1TB ก็ไปแตะที่ราวๆ 5,xxx บาทเลยทีเดียว
  • Ext.HDD: ถ้ามองในแง่ของ Ext.HDD สำเร็จรูปที่จำหน่ายกันโดยทั่วไป 1TB จะซื้อกันอยู่ที่ราวๆ 1,200 – 1,300 บาท ถูกกว่า 1TB ที่เป็น Portable SSD อยู่หลายเท่าตัว

ssd ต่อภายนอก

ใช้งานในโอกาสต่างๆ ได้ง่าย

  • Portable SSD: สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้หลายอย่าง เนื่องจากมีความคล่องตัวสูง ไม่เพียงใช้กับคอมพิวเตอร์เท่านั้น แต่ยังรองรับการใช้งานร่วมกับบรรดาอุปกรณ์อื่นๆ ได้อีกด้วย โดยใช้เพียงไฟเลี้ยงจาก USB port เท่านั้น รวมถึงการใช้แทน แฟลชไดรฟ์ หรือต่อเข้ากับสมาร์ทโฟนในการโอนถ่ายไฟล์ก็ได้เช่นกัน ขึ้นอยู่กับรุ่นที่รองรับ
  • Ext.HDD: ค่อนข้างจะมีข้อจำกัดในการนำไปประยุกต์ใช้กับอุปกรณ์อื่น เพราะมีเรื่องของการใช้พลังงานมาเกี่ยวข้อง รวมถึงการเข้าถึงข้อมูลที่ช้าอยู่บ้าง ต้องใชเวลาในการถ่ายโอนข้อมูล ซึ่งอาจไม่ตอบโจทย์ในช่วงที่เร่งด่วนมากๆ รวมถึงไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ เมื่อมีแรงสั่นสะเทือนมากๆ นั่นเอง

ssd ต่อภายนอก

เป็นอย่างไรกันบ้าง สำหรับคนที่กำลังชั่งใจในการที่จะซื้อ SSD ต่อภายนอก หรือ Portable SSD กับข้อมูลที่แอดนำเสนอไป น่าจะพอเป็นข้อมูลในการตัดสินใจได้ในระดับหนึ่งนะครับ อย่างไรก็ดี ถ้าคุณมีความคิดเห็นหรือซื้ออุปกรณ์ที่ใช้จัดเก็บข้อมูลแบบต่อภายนอกแบบนี้มาใช้ แล้วมีประสบการณ์เป็นอย่างไร ก็ลองคอมเมนต์มาที่ด้านล่างนี้ได้เลยครับ

from:https://notebookspec.com/portable-ssd-or-external-harddisk/497992/

Intel Gen10 รุ่นไหนดี? Ice Lake หรือ Comet Lake ทดสอบเทียบรุ่นเก่า

เรียกว่าเป็นช่วงเวลาสำคัญของคนที่กำลังจะขยับหรือคิดจะเปลี่ยนโน้ตบุ๊ก แต่ต้องมาสะดุดเล็กน้อยกับการมาของซีพียูรุ่นใหม่จาก Intel Gen 10 ที่เริ่มวางจำหน่ายแล้วในช่วงเวลานี้ เพราะมีให้เลือกทั้ง Ice Lake ที่ใช้กระบวนการผลิตใหม่ 10nm พร้อมกับการปรับปรุงส่วนสำคัญ ทั้งหน่วยประมวลผล CPU Core และกราฟิกรุ่นใหม่ Gen11 เพื่อเพิ่มความสามารถให้สูงยิ่งขึ้น

แต่ซีพียูรุ่นใหม่ที่ออกมา ก็ไม่ได้มีแค่ Ice Lake เท่านั้น แต่ยังมีซีพียูที่ใช้กระบวนการผลิต 14nm ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ในชื่อของ Skylake ที่ไม่ได้มีการอัพเดตอะไรจากเดิมเป็นพิเศษในแง่ของสถาปัตยกรรมภายใน เพียงแต่เพิ่มการสนับสนุนหน่วยความจำที่เร็วขึ้น และสนับสนุน WiFi 6 เท่านั้น ดังนั้นคนที่กำลังจะซื้อโน้ตบุ๊กใหม่ที่เป็น Intel Gen 10 อาจจะต้องสังเกตสักเล็กน้อย ง่ายๆ ก็คือ Comet Lake จะเป็นแบบ U series 15W ในขณะที่ Ice Lake จะมีทั้ง 15W รวมไปถึงรุ่น 9W และ 28W ฉะนั้นถ้าจะเลือกในรุ่นที่เน้นพกพาหรือ Ultra slim ก็จะมีตัวเลือกทั้ง 2 แบบเลย

โดยรายละเอียดความแตกต่างของซีพียูทั้ง 2 ซีรีส์นี้ สามารถดูได้ตามตารางเปรียบเทียบ ซึ่ง Ice Lake จะมาพร้อมกราฟิกที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น แต่มีข้อจำกัดตรงการทำงานแบบ 4-core และความเร็วสัญญาณนาฬิกาแบบปานกลาง ตัวท็อปสุดจะอยู่ที่ 3.9GHz ที่ 15W ส่วน Comet Lake จะมีกราฟิกพื้นฐานที่ใช้กันมานาน แต่มีสัญญาณนาฬิกาสูงขึ้น และไปได้สุดถึง 4.9GHz รวมถึงมีสูงสุด 6-core สำหรับ i7 รุ่นท็อป โดยที่ Intel พยายามอย่างมาในการนำซีพียู 6-core มาอยู่ในแพ็กเกจ 15W นี้

การสังเกตโค๊ตของซีพียูทั้ง 2 รุ่นสามารถดูได้จากตัวเลขด้านบนนี้ โดยที่ Ice Lake จะเป็นรูปแบบที่ใช้มาก่อนหน้านี้ ตัวอย่างเช่น Intel Core/ i7/ 1065/ G7 (Brand/ รหัสรุ่น/ Gen Indicator/ SKU/ Level Graphic) ส่วนทาง Comet Lake ตัวอย่าง Intel Core/ i7/ 10710/ U (Brand/ รหัสรุ่น/ Gen Indicator/ SKU/ Product Line) ตารางเปรียบเทียบระหว่าง Ice Lake และ Comet Lake ที่ใช้รหัส Gen10 นอกจากกระบวนการผลิตที่ 10nm และ 14nm แล้ว ยังมีเรื่องของ TDP และ Core/ Thread สูงสุด, Cache size และ Max Turbo ที่ทาง Comet Lake มีมากกว่า ส่วนการสนับสนุนเมมโมรีหรือแรม Ice Lake จะยังได้เปรียบ เพราะสนับสนุน LP4 หรือ LP4x ได้ถึง 3733MHz

โดยในตารางของซีพียู Intel Gen10 “Comet Lake” ในแบบ Y series จะมี 4 รุ่น ประกอบด้วย i3, i5 และ i7 เริ่มที่ 2 core/ 4 thread ไปจนถึง 4 core/ 8 thread มีค่า TDP ต่ำเหมาะกับโน้ตบุ๊กที่เน้นการพกพา ประหยัดไฟ และใน U series จะมีตั้งแต่ i3, i5 และ i7 เช่นกัน เริ่มที่ 2 core/ 4 thread ไปจนถึง 6 core/ 12 thread ค่า TDP สูงสุด 25W กับสัญญาณนาฬิกาเมื่อ Boost turbo สูงถึง 4.9GHz ในแบบ Single Thread ส่วนถ้าบูสท์แบบ All core จะไปได้ที่ 4.3GHz สำหรับ i7-10510U ซึ่ง Boost clock จะสูงกว่าบน i7-8665U อยู่เล็กน้อย

บนการทดสอบของ Techspot ใช้โน้ตบุ๊ก MSI Prestige 14 A10SC ที่ใช้ซีพียู Intel Core i7-10710U ร่วมกับการ์ดจอ GeForce GTX 1650 Max-Q และแรม 16GB ทดสอบเปรียบเทียบกับซีพียูรุ่นอื่นๆ ดังนี้

สำหรับ Photoshop ในส่วนของฟิลเตอร์ Smart Sharpen ไม่ได้มีผลที่หวือหวาแตกต่างไปจากซีพียู 15W อื่นๆ เพราะตัวกราฟิก UHD 620 ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเพิ่มเข้ามา จึงไม่เห็นว่า i7-10710U จะมีผลความต่างมากนัก

เป็นการทดสอบที่แสดงให้เห็นถึงการปรับปรุงประสิทธิภาพที่ดีขึ้นกว่าบน Whisky Lake อยู่ถึง 30% การทำงานบน Workload ในระยะสั้นและสัญญาณนาฬิกาที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการ Boost clock ของ Intel ที่ได้รับการปรับปรุง ก็มีส่วนทำให้ประสิทธิภาพสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ในการทดสอบนี้ เป็นการใช้งานทั้งซีพียูและ GPU อย่างเต็มรูปแบบกับการเข้ารหัส 4K ด้วยพลังของ GPU โดยปกติถ้าเป็นซีพียูสำหรับโน้ตบุ๊กที่เน้นการพกพาจะถูกดึงพลังอย่างหนักจากความต้องการของ GPU จึงอาจทำให้ไม่เห็นความต่างของซีพียู 15W และ 25W มากนัก ในกรณีที่ไม่มี GPU แบบแยก แต่ถ้าเป็นรุ่นที่มี GPU เพิ่มเข้าหรือ Discrete GPU ก็อาจจะทำให้เห็นความต่างมากขึ้น

Intel Core i7-10710U vs Core i7-7700HQ เป็นการทดสอบที่ค่อนข้างห่างเจนเนอเรชั่นกันพอสมควร ระหว่างซีพียู 15W กับ 45W อย่างไรก็ดีกับซีพียูตั้งแต่ช่วง 3 ปีที่แล้ว กับเวลานี้ แม้จะไม่ได้ต่างกันแบบก้าวกระโดดมากนัก แต่ด้วยรายละเอียดปลีกย่อย ที่จะเกิดขึ้นบนซอฟต์แวร์และการทำงานของ Core/ Thread โดยมีเรื่องของค่า TDP เข้ามาเกี่ยวข้อง ก็ทำให้ซีพียู Gen 10 นี้ น่าจับตามองไม่น้อย เพราะเรื่องของขนาด ดีไซน์ น้ำหนัก และการระบายความร้อนจะสามารถสร้างความแตกต่างได้มากกว่าเรื่องของประสิทธิภาพอย่างแน่นอน

นี่คือผลทดสอบบางส่วนจากซีพียู Intel Gen10 รุ่นใหม่ บนแพลตฟอร์มของโน้ตบุ๊ก ซึ่งก็คงต้องบอกว่าค่อนข้างเป็นผลดีสำหรับโน้ตบุ๊กในกลุ่มที่เน้นบางเบา แต่จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างไรก็ดี ก็คงต้องรอออกมาให้ครบไลน์ทั้งหมดก่อน รวมถึงการมาของกราฟิกตัวใหม่จากค่ายต่างๆ ที่อาจทำให้ซีพียูใหม่นี้ แสดงศักยภาพได้ดีขึ้น อย่างไรก็ทาง NBS ก็มีโน้ตบุ๊กในกลุ่มที่เป็น Gen10 มาทดสอบกันบ้างแล้ว สามารถติดตามแอดมินโป้งกันได้เลยครับ ส่วนถ้าซีพียู Intel Gwn 10 มาคุณมีความสนใจอยากเปลี่ยนหรือซื้อโน้ตบุ๊กรุ่นใหม่กันหรือไม่ก็ลองคอมเมนต์กันมาด้านล่างนี้กันได้เลยครับ

ที่มา: Intel Gen 10

 

from:https://notebookspec.com/intel-gen10-ice-lake-comet-lake/498185/

แรงเข้าใส้ PCI Express 6.0 ใกล้มาแล้ว 128GB/s เร็วกว่าวันนี้ 4 เท่า

ยังคงก้าวต่อไปไม่หยุดยั้งจริงๆ สำหรับเทคโนโลยี PCIe รุ่นต่อไป ล่าสุดมีสเปค PCIe 6.0 ที่ทำเอา PCIe Gen3 ที่ใช้กันอยู่ในวันนี้เด็กๆ ไปเลย ด้วยแบนด์วิทธิ์ที่สูงถึง 128GB/s เมื่อเวลานั้นมาถึง

pcie

จากข่าวล่าสุดหลังจากที่มีการประกาศครั้งแรกเมื่อสามเดือนที่ผ่านมา ในช่วงการประชุมของกลุ่มนักพัฒนาในสหรัฐอเมริกา ในกลุ่มสมาชิก PCI-SIG ที่ก้าวเข้าสู่ Revision 0.3 และเวลานี้เสร็จสมบูรณ์และพร้อมให้ทางบริษัทคู่ค้าทำการรีวิวและตรวจสอบ ซึ่งคาดว่าจะปิดสรุปข้อกำหนดต่างๆ เสร็จสมบูรณ์ได้ภายในปี 2021 โดยเทคโนโลยี PCIe 6.0 นี้ จะเพิ่มอัตราข้อมูลเป็นสองเท่าของ data rate 64GT/s รวมถึงยังเข้ากันได้กับรุ่นเก่าที่ย้อนหลังกลับไปเจนเนอเรชั่นก่อนหน้านี้ ด้วยการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ 2 ส่วนคือ การเข้ารหัส PAM4 (Pulse Amplitude Modulation 4 ระดับ) รวมถึงการแก้ไขข้อผิดพลาดบางประการ และปรับปรุงแบนด์วิทธิ์ให้ดียิ่งขึ้น

ซึ่งหากดูจากสิ่งที่จะเกิดขึ้นจริง แม้วันนี้่เราจะมีอุปกรณ์ที่เป็น PCIe Gen4 x4 อย่างเช่น SSD ในแบบ M.2 PCIe ที่ให้ความเร็วระดับ 5,000MB/s (Read) และ 4,xxxMB/s (Write) อยู่แล้วก็ตาม รวมถึงกราฟิกการ์ด Radeon RX5700 ที่มีโอกาสใช้ PCIe ความเร็วสูง แต่ก็เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่นี้ น่าจะทำให้เราเห็นการพัฒนาด้านข้อมูลและการประมวลผลที่รวดเร็วในวันข้างหน้าได้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเฉพาะแบนด์วิทธิ์ที่ทะลุ PCIe 4.0 ไปกว่า 4 เท่าของ PCIe 6.0 นี้

ที่มา: PCIe 6.0

from:https://notebookspec.com/pci-express-6-0-128gb/497925/

Intel – Xeon W-2200 HEDT หน่วยประมวลผลสำหรับ Server ที่ใช้สถาปัตยกรรม Cascade Lake-X

หลังจากที่หน่วยประมวลผลระดับ Server สถาปัตยกรรม Zen 2 ของทาง AMD อย่าง EPYC กำลังเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ นั้น เพื่อไม่ให้ส่วนแบ่งในตลาดของทาง Intel โดนแย่งมากจนเกินไปนั้นล่าสุดทาง Intel ก็ได้ทำการเปิดตัวหน่วยประมวลผลสำหรับ Server รุ่นใหม่ในซีรีย์ Xeon W-2200 HEDT ที่ใช้สถาปัตยกรรม Cascade Lake-X ในการพัฒนาออกมาครับ ที่เจ๋งมากกว่าสิ่งอื่นใดเลยนั้นก็คือในการเปิดตัวที่มาพร้อมกับราคาด้วยในครั้งนี้นั้นพบว่าทาง Intel ได้ตั้งราคาวางจำหน่ายซีรีย์ Xeon W-2200 HEDT ต่ำกว่ารุ่นก่อนหน้าถึง 50% เลยทีเดียวครับ

สำหรับ Xeon W-2200 HEDT นั้นจะมาพร้อมกับตัวเลือกสูงสุดที่มาพร้อมกับแกนการประมวลผล 18 แกน / 36 threads สำหรับความเร็วสัญญาณนาฬิกาสูงสุดขณะ boost นั้นจะอยู่ที่ 4.8 GHz ตัวหน่วยประมวลผลนั้นจะมาพร้อมกับฟีเจอร์ต่างๆ ดังต่อไปนี้ครับ

  • AVX 512-enabled cores per die
  • รองรับหน่วยความจำสูงสุดที่ขนาด 1 TB แบบ DDR4-2933 ECC
  • สนับสนุน 2.5G Ethernet i225
  • WiFi 6 AX200
  • 48 PCIe lanes
  • Intel VROC (Virtual RAID on CPU)
  • Thunderbolt 3
  • Intel Optane (905p)
  • Intel vPro

ทั้งนี้ทาง Intel ได้โฆษณาเอาไว้ครับว่าหน่วยประมวลผลซีรีย์ Xeon W-2200 HEDT นั้นจะมาพร้อมกับประสิทธิภาพในการประมวลผลแรนเดอร์ 3D มากขึ้น 2 เท่า, compile times เร็วขึ้น 2.1 เท่าและการตัดต่อวีดีโอที่ความละเอียดระดับ 4K เร็วขึ้น 1.97 เท่าเมื่อเทียบกับหน่วยประมวลผลรุ่นเก่า งานนี้นั้นก็คงต้องรอดูกันในช่วงเดือนพฤศจิกายนที่ตัวหน่วยประมวลผลออกวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการครับว่าจะสู้กับ ROME EPYC HEDT ของทาง AMD ได้มากน้อยแค่ไหน

ที่มา : notebookcheck

from:https://notebookspec.com/intel-launches-new-xeon-w-2200-hedt-cpus-based-on-cascade-lake-x/497551/

Tips – Google Chrome ส่งฟีเจอร์ Tab Freeze ป้องกันเครื่องค้างหรือช้า จากการกิน RAM มากเกินไป

Google Chrome จัดได้ว่าเป็นโปรแกรมใช้งานอินเตอร์เน็ต (Web Browser) ที่ยอดนิยมที่สุด มีความโดดเด่นเรื่องความแรงลื่นในการใช้งาน แต่ก็มีมีข้อสังเกตว่ามีการกินทรัพยากรเครื่องหรือกินหน่วยความจำ RAM ค่อนข้างเยอะ เมื่อเทียบกับโปรแกรมอื่นๆ เรียกได้ว่าเครื่องคอมพิวเตอร์หรือโน้ตบุ๊คบางเครื่องถึงกับเกิดอาการค้าง ช้า หน่วง ไปเลยก็มี แน่นอนว่าทาง Google Chrome เองก็หาทางแก้ไขกันอยู่

ล่าสุดด้วยฟีเจอร์ใหม่อย่าง Tab Freeze ซึ่งเป็นการพัฒนาต่อยอดมาจาก Tab Discard ในปี 2015 ของ Google Chrome โดยมาพร้อมกับความสามารถลดการใช้งาน RAM ลงไป ในส่วนของหน้า Tab ที่เราไม่ได้เปิดใช้งานเป็นปัจจุบัน พร้อมความโดดเด่นยืดหยุ่นที่มากกว่า ซึ่งผู้ใช้งานเองสามารถกำหนดระยะเวลาหรือการใช้งาน Tab ที่ไม่ได้ถูกเปิดขึ้นได้อย่างลงตัวที่สุด

แม้ว่าในขณะนี้ Google เองยังไม่ได้ปล่อยฟีเจอร์ Tab Freeze มาใน Google Chrome เวอร์ชั่นล่าสุดอย่างเป็นทางการ แต่เราสามารถเข้าไปทดสอบใช้งานในเวอร์ชั่น Chrome 79 (Canary) กันได้ โดยการเปิดปิดในส่วนของ Option มีขั้นตอนง่ายๆ ดังต่อไปนี้

  • Default (ปิดการใช้งาน)
  • Enable (Tab ที่ไม่ได้ใช้งานจะถูก Freeze ไว้หลังเวลาผ่านไป 5 นาที)
  • Enabled Freeze – Tab ที่อยู่เบื้องหลังจะไม่ถูก Unfreeze จนกว่าจะไปคลิกเอง
  • Enable Freeze – Unfreeze Tab ทุก 15 นาทีเป็นเวลา 10 วินาที
  • Disable(ปิดการใช้งาน)

เอาเป็นว่าเพื่อนๆ ลองไปใช้งานกันดูนะครับ น่าจะช่วยให้คอมพิวเตอร์ของเราทำงานได้เบาลงพอตัวเลย ไม่อย่างงั้นได้มีแผนอัพเกรดแรมแทนแน่ๆ เลย ฮาๆ ส่วนเวอร์ชั่นนี้จะเป็นรุ่นทดสอบสำหรับนักพัฒนาซอฟต์แวร์ เชื่อได้ว่า Google Chrome ในรุ่นใช้จริงจะส่งฟีเจอร์ Tab Freeze นี้ออกมาอีกทีอย่างแน่นอน ใครอยากใช้งานเวอร์ชั่นทางการก็อดใจรอกันอีกนิดล่ะกัน

ที่มา : ghacks

from:https://notebookspec.com/tips-google-chrome-tab-freeze-prevents-freeze-or-slow-from-eating-too-much-ram/497809/

Corsair H100i RGB Platinum ชุดน้ำปิด ติดตั้งง่าย เย็นสะใจ RGB ปรับได้

บอกเลยว่าชั่วโมงนี้ใครที่อยากเล่นชุดน้ำปิด เรียกได้ว่าโชคดี เพราะรุ่นที่น่าสนใจให้เลือกเยอะเลย โดยเฉพาะคนที่อยากหลีกหนีความจำเจของพัลมซีพียูแบบเดิมๆ หรือใช้ซีพียูตัวแรงๆ แล้วไม่อยากใช้ชุดซิงก์พัดลมที่มีขนาดใหญ่ ตัวเลือกที่เป็นชุดน้ำปิดในเวลานี้ ไม่ได้ช่วยแค่ลดอุณหภูมิได้เท่านั้น แต่ยังติดตั้งง่ายแทบไม่ต่างจากฮีตซิงก์ แถมยังมีแบบ RGB สวยงามให้ได้เลือกใช้กันอีกด้วย เช่นเดียวกับชุดน้ำปิด Corsair H100i RGB Platinum รุ่นนี้ ที่ให้ทั้งดีไซน์ที่สวยงาม พร้อมกับการระบายความร้อนที่ตอบโจทย์การใช้งานของคนที่ชอบเล่นกับซีพียูแรงๆ ได้ดีทีเดียว

h100i

Corsair H100i RGB Platinum เป็นชุดน้ำขนาด 240mm หรือแบบ 2 ตอนในระดับพรีเมียมของทาง Corsair เพราะอยู่ในซีรีส์ Hydro ที่มีดีกรีคุณสมบัติจัดจ้าน ด้วยชิ้นส่วนของบล็อคน้ำที่ออกแบบมาเป็นอย่างดี ตั้งแต่เพลททองแดง ไปยังทางน้ำด้านใน ซีลและแผงวงจรที่จับเอาไฟ RGB ที่สามารถควบคุมการใช้งานร่วมกับซอฟต์แวร์ iCUE มาให้อีกด้วย ให้การทำงานที่เงียบ และมีความทนทานสูง มาพร้อมกับ Radiator แบบ 2 ตอน และพัดลมขนาด 120mm จำนวน 2 ตัว ให้ความเร็วรอบได้สูงสุด 2,400rpm กับอัตราแรงลมระดับ 75 CFM โดยไฟ RGB นั้น จะสว่างเรืองทั้งบล็อคน้ำและพัดลมอีกด้วย พร้อมสายถักอย่างหนา เพื่อเพิ่มความทนทาน แต่ในแง่ของประสิทธิภาพและการใช้งานจะเป็นอย่างไรนั้น ต้องมาติดตามกันครับ

Specification

  • Cold Plate Material: Copper
  • Radiator Material: Aluminum
  • PWM: Yes
  • CORSAIR iCUE Compatibility: Yes
  • Radiator Dimensions: 277mm x 120mm x 27mm
  • Fan Dimensions: 120mm x 25mm
  • Fan Speed: 2400 RPM
  • Number of Fans: 2
  • Cooling Socket Support: Intel 1150/1151/1155/1156 และ Intel 2011/2066, AMD AM3/AM2 AM4 และ TR4
  • Lighting RGB
  • Radiator Size: 240mm
  • Fan Model: ML Series
  • Fan Airflow: 75 CFM
  • Noise Level: 37 dBA
  • Fan Static Pressure: 4.2 mm-H2O

ข้อมูลเพิ่มเติม: Corsair H100i RGB Platinum

 

h100i

h100i

ชุดน้ำปิด Corsair H100i RGB รุ่นนี้ จัดมาในกล่องขนาดใหญ่ กับดีไซน์ภาพกราฟิกของชุดระบายความร้อนและสีสัน RGB สะดุดตา รวมไปถึงบรรดาฟีเจอร์ต่างๆ ที่จัดมาเต็มพิกัด

h100i

อุปกรณ์ต่างๆ ที่มีมาให้ภายในกล่อง ความรู้สึกที่เห็นแว่บแรก บอกเลยของเยอะมาก จะงงมั้ย? แต่เอาเข้าจริงๆ จับแยกมาเป็น Intel และ AMD ให้เรียบร้อย เหลือใช้จริงไม่กี่ชิ้น ประกอบตามคู่มือได้เลย

h100i

ตัวบล็อคน้ำและ Radiator แบบเต็มๆ ของ H100i RGB รุ่นนี้ ก็แทบไม่ได้ต่างไปจากชุดน้ำปิดทั่วๆ ไป ใครที่เคยใช้ชุดน้ำแบบนี้มาบ้าง เห็นแล้วก็ร้องอ๋อได้เลย

h100i

สายถักค่อนข้างแข็งทีเดียว และแน่นหนา ซึ่งทำให้การดัดโค้ง บิด ค่อนข้างจะฝืนเล็กน้อย แต่หากเทียบกับความอุ่นใจแล้ว บอกเลยว่าสบายใจกับสายแบบนี้

h100i

บล็อคน้ำไซส์กระทัดรัด ที่สามารถใช้ได้กับหลายๆ ซ็อกเก็ต ไม่ว่าจะเป็น Intel หรือ AMD ก็ตาม และตัวล็อคที่ใช้งานง่ายเกินคาด

h100i

ตรงจุดที่เป็นสายต่อนี้ อาจจะดูเยอะไปบ้าง เพราะมีทั้งบนบล็อคน้ำ และบน Radiator ซึ่งนั่นก็อาจทำให้ใครหลายคนงงเอาได้ แต่ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยซ้ำกัน เปิดคู่มือดูนิดหน่อย ก็ติดตั้งได้แล้วครับ

h100i

บล็อคน้ำทองแดง พร้อมกับตัวล็อคสำหรับยึดเข้ากับซ็อกเก็ตในแบบต่างๆ ซึ่งจะเป็นขาเหล็กที่ถอดเปลี่ยนได้ตามการใช้งาน

h100i

h100i

พัดลมขนาด 120mm ให้ความเร็วรอบ 400-2400rpm เสียงรบกวนต่ำ พร้อมแสงไฟ RGB ที่ติดมาด้วย สามารถปรับแต่งได้ผ่านทางซอฟต์แวร์ iCUE

สายต่อ RGB จากปั้มน้ำเข้าสู่ Hub ของไฟ RGB ที่ทำงานร่วมกันกับไฟ RGB บนพัดลม

ติดตั้งพัดลมลงไปบน Radiator ที่มีขนาดใหญ่ 240mm พร้อมเคลือบมาอย่างดี เพื่อความสวยงามและทนทาน

 

การประกอบติดตั้ง

อย่างที่ได้กล่าวไว้ในเบื้องต้นว่า หากดูชิ้นส่วนที่ให้มาในกล่องนั้น เยอะเวอร์วังมาก แต่เอาเข้าจริงๆ จำแนกแยกย่อยออกมาแล้ว ใช้เพียงไม่กี่ชิ้น ก็สามารถประกอบชุดน้ำตัวนี้ได้แล้ว แต่ย้ำว่าให้ดูจากคู่มือเสียก่อน

ตัวที่เป็นขาล็อคนั้น จะเป็นสลักแบบง่าย แกะ ถอด เสียบทำได้เลย ไม่ต้องใช้เครื่องมือแต่อย่างใด แม้ว่าจะแน่นๆ อยู่บ้างก็ตาม

อันนี้ทีมงานใช้ร่วมกับซีพียู AMD Ryzen 7 3800X ที่เป็นแบบ AM4 ก็ใช้เพียงสลัก 2 ชิ้น เสียบเข้าไปที่บล็อคน้ำทั้ง 2 ด้านเท่านั้น

เมื่อเสร็จแล้ว ก็ใช้น็อตเกลียวหมุนเข้าไปกับตัวล็อคแบบนี้ แต่ในเบื้องต้นหมุนไว้หลวมๆ ก่อน แล้วค่อยไขให้แน่น เมื่อใส่ลงในขาล๊อคบนเมนบอร์ดแล้ว

จับให้ตรงช่องบนตัวล็อคของเมนบอร์ด จากนั้นหมุนน็อตตัวบนให้แน่นอีกครั้งหนึ่ง

เท่านี้เป็นอันเสร็จสิ้นสำหรับการติดตั้งบล็อคน้ำ อย่าลืมตรวจเช็คความแน่นหนาอีกครั้ง

ต่อมาให้ติดตั้งพัดลมลงบน Radiator ทั้ง 2 ตัว โดยหันเอาด้านพัดลมให้เป่าเข้าไปยัง Radiator เพื่อใช้ในการระบายความร้อนให้กับน้ำที่ไหลเข้าไปในระบบ

แล้วเสียบสายสัญญาณ USB เข้ากับ Connector USB บนเมนบอร์ด โดยส่วนใหญ่จะอยู่ริมด้านล่าง ให้ลองหาดูครับ

ที่เหลือจะเป็นพอร์ตเสียบไฟเลี้ยง ซึ่งจะใช้หัวต่อไฟสำหรับ SATA ต่อพ่วงให้เรียบร้อย เท่านี้ก็พร้อมสำหรับพัดลมแล้ว

เมื่อติดตั้งเสร็จก็จะมีหน้าตาแบบนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้รู้สึกว่าเกะกะอยู่บ้างในการใช้งานก็คือ บรรดาสายสัญญาณและสายไฟที่ต่อบนเมนบอร์ด มีจำนวนมาก บางทีก็คงต้องเตรียมหาที่เก็บซ่อนเอาไว้บ้างก็จะดี

พัดลมสามารถติดตั้งได้ทั้งด้านข้างเคสและด้านบนของเคส เลือกใช้กันตามสะดวก เมื่อติดตั้งบรรดาสายสัญญาณต่างๆ เรียบร้อยแล้ว อย่าลืมต่อ 3-pins เข้ากับหัวต่อพัดลม หรือปั้มน้ำด้วย

สำหรับคนที่ใช้งานชุดน้ำนี้ แนะนำให้ดาวน์โหลด iCUE มาติดตั้งไว้ในเครื่องด้วย เพราะใช้งานได้สะดวกมากทีเดียว ตั้งแต่การเป็นตัวมอนิเตอร์ใช้ในการตรวจเช็ค การปรับรอบพัดลม ไปจนถึงการปรับแต่งแสงไฟ RGB

หน้าตาของบล็อคน้ำ H100i RGB Platinum เมื่อบูตระบบ ไฟก็จะปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน

แต่ถ้าไฟยังไม่ขึ้น ให้ลองตรวจสอบสายต่อว่าเสียบเข้ากับเมนบอร์ดและสายไฟ RGB ถูกต้องหรือไม่

ซูมให้เห็นกันแบบชัดๆ กับสีสันที่สวยงามของพัดลมขนาด 120mm ที่มีมาให้นี้ ที่สำคัญยังรองรับการปรับแต่งผ่านซอฟต์แวร์อีกด้วย

และพัดลมก็มีไฟ RGB ด้วยเช่นกัน ซึ่งไม่ใช่เพียงสีสันที่ดูสวยงามเท่านั้น แต่ยังมีเสียงรบกวนน้อยมาก ยิ่งเมื่อติดตั้งในเคสแล้ว แทบไม่ได้ยินเลยทีเดียว

 

 

 

ทดสอบประสิทธิภาพ

  • AMD Ryzen 7 3800X
  • ASRock B450M Steel Legend
  • HyperX FURY RGB 16GB
  • SSD 480GB
  • Corsair H100i RGB Platinum

idle mode: อุณหภูมิจาก OCCT อยู่ที่ราวๆ 45 องศาเซลเซียส เท่านั้น ทดสอบในอุณหภูมิห้องประมาณ 25-26 องศาเซลเซียส

Full Load: ด้วยการทดสอบบน OCCT รันตัวทดสอบ CPU 100% ต่อเนื่อง อุณหภูมิอยู่ที่ราวๆ 63 องศาเซลเซียสเท่านั้น ถ้าในห้องปรับอากาศที่เย็นหน่อย Full load อาจได้เห็น 5x องศาเซลเซียส ได้ไม่ยาก ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่ดีทีเดียว

ซอฟต์แวร์ iCUE คือสิ่งที่อยากแนะนำให้ผู้ใช้ชุดน้ำ H100i รุ่นนี้ดาวน์โหลดมาใช้งานครับ เพราะใช้งานได้สารพัดประโยชน์เลยทีเดียว ยิ่งถ้ามีอุปกรณ์ที่ซิงก์กับซอฟต์แวร์ได้เยอะ ควรต้องมี รองรับทั้งการมอนิเตอร์ ตรวจเช็ค ปรับแต่ง ครบจบในตัวเดียวเท่านั้น ตามภาพที่ปรากฏคุณสามารถปรับแต่งรูปแบบของแสงไฟ และรายละเอียดได้ชนิดจุดต่อจุด ให้ส่วนใด สีอะไร ได้ตามต้องการ

นอกจากนี้ยังสามารถเลือกโหมดของพัดลมและการโฟลว์ของปั้มน้ำได้อีกด้วย พร้อมจัดเก็บเป็นโพรไฟล์ เพื่อใช้ในโอกาสต่อๆ ไป ซึ่งซอฟต์แวร์ iCUE นี้ ยังมีลูกเล่นอีกมากมายเลยทีเดียว

 

Conclusion

ก็ถือว่าไม่ธรรมดาทีเดียวสำหรับชุดน้ำปิด H100i RGB จากทาง Corsair รุ่นนี้ ทั้งในแง่ของประสิทธิภาพ ที่ไม่ใช่แค่สวยเท่านั้น แต่ยังช่วยลดความร้อนให้กับซีพียูระดับ Ryzen 7 3800X ที่ดันความเร็วไปที่ 4.2GHz ในแบบ Full load 100% ได้สบายๆ ที่ 63 องศาเซลเซียสเท่านั้น ซึ่งเป็นตัวเลขที่ดีทีเดียว เพราะปกติถ้าคุณจะได้อุณหภูมิระดับนี้ อาจจะต้องเปิดพัดลมรอบสูงบนฮีตซิงก์ เพื่อช่วยลดความร้อน แต่ก็ต้องแลกมาด้วยเสียงรบกวนที่มากขึ้น แม้จะอยู่ในเคสก็ตาม เช่นเดียวกับแสงไฟ RGB ที่มีมาให้อย่างจุใจ ทั้งบนตัวบล็อคน้ำหรือปั้มไปจนถึงพัดลมบน Radiator ที่ออกแบบมาได้สวยทีเดียว พร้อมกับการปรับแต่งผ่านซอฟต์แวร์ iCUE ก็ทำได้ง่าย หากคุณต่อสายต่างๆ ถูกต้องครบถ้วน เมื่อติดตั้งโปรแกรมเรียบร้อย ระบบจะตรวจเช็คให้คุณอัตโนมัติทันที และพร้อมสำหรับการใช้งาน ซึ่งรายละเอียดบนซอฟต์แวร์มีค่อนข้างเยอะ ไม่ว่าจะใช้ในการตรวจเช็ค มอนิเตอร์หรือปรับแต่ก็ทำได้ง่าย แม้อินเทอร์เฟสจะดูซับซ้อนไปบ้าง แต่ก็สามารถทำความเข้าใจได้ในเวลาไม่นานนัก และที่สำคัญรองรับการใช้งานร่วมกับซีพียูบนซ็อกเก็ตต่างๆ ได้มากมายเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น Intel หรือ AMD ก็ตาม โดยสนนราคาของ Corsair H100i RGB Platinum นี้ อยู่ที่ราวๆ 5 พันกว่าบาท ก็จัดว่าค่อนข้างสูงเล็กน้อย หากเทียบกับชุดน้ำปิด 2 ตอนในท้องตลาด แต่ถ้าเทียบกับสิ่งที่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการลดความร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ แสงไฟ RGB และซอฟต์แวร์ที่ปรับแต่งได้ด้วยแล้ว ราคานี้แอดมองว่าคุ้มน่าใช้ พร้อมกับการรับประกัน 5 ปีแบบยาวๆ ใครสะดวก อยากสวย อยากเย็น ก็แนะนำให้ไปลองกันนะครับ

 

จุดเด่น

  • ระบายความร้อนได้ดี เสียงรบกวนน้อย
  • มีแสงไฟ RGB ทั้งบนปั้มน้ำและ Radiator
  • ใช้ชิ้นส่วนในการติดตั้งไม่มากนัก
  • ปรับแต่งแสงไฟผ่านซอฟต์แวร์ iCUE ได้

ข้อสังเกต

  • สายต่อไฟและเพาเวอร์ค่อนข้างเยอะ ต้องใช้คู่มือในบางจุด

ติดต่อ: JIB

ราคา: ประมาณ 5,390 บาท

 

from:https://notebookspec.com/corsair-h100i-rgb-platinum/497812/