คลังเก็บป้ายกำกับ: PAAS

ITSM เปิดให้บริการ Cloud Services & Solutions แบบครบวงจร

Cloud Computing นับว่าเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีพลิกโฉมธุรกิจที่สำคัญที่สุดในทศวรรษนี้ หลายองค์กรทั่วโลกต่างนำระบบ Cloud เข้ามาประยุกต์ใช้ภายในองค์กร ไม่ว่าจะเป็นในรูปของ Public Cloud, Private Cloud หรือ Hybrid Cloud เพื่อตอบรับกระแสการทำ Cloud Transformation นี้ บริษัท ITSM ผู้นำด้าน Professional Services & Solutions จึงจับมือกับ AWS, INET, SIS, UIH และผู้ให้บริการระบบ Cloud อีกหลายรายเพื่อให้บริการ Cloud Services & Solutions แบบครบวงจร

สร้าง Cloud Journey จากศูนย์ พร้อมก้าวเดินไปด้วยกัน

ITSM พร้อมให้ปรึกษาด้านการทำ Cloud Transformation แบบครบวงจรแก่องค์กรทุกระดับ ตั้งแต่การวิเคราะห์ความต้องการเชิงธุรกิจ, การค้นหาโซลูชันและบริการ Cloud ที่เหมาะสม, การประเมินความคุ้มค่าและค่าใช้จ่าย, การออกแบบและติดตั้งโซลูชันตามความต้องการของลูกค้าด้วยแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด (Best Practices) ไปจนถึงการวางกลยุทธ์สำหรับการย้ายไปใช้ระบบ Cloud โดยให้กระทบต่อการดำเนินธุรกิจให้น้อยที่สุด นอกจากนี้ ITSM ยังช่วยดูแลและให้ความช่วยเหลือเมื่อพบปัญหาการใช้ระบบ Cloud รวมไปถึงช่วยปรับแต่งการตั้งค่าการใช้งานต่างๆ เพื่อให้มั่นใจว่าองค์กรสามารถใช้ระบบ Cloud ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และลดค่าใช้จ่ายในการใช้บริการลงให้ได้มากที่สุด

จับมือกับ Cloud Provider ทั้งในและต่างประเทศ ส่งมอบบริการที่ดีที่สุด

ITSM เป็นพันธมิตรกับผู้ให้บริการระบบ Cloud หลายรายทั้งในและต่างประเทศ ได้แก่ AWS, INET, SIS, UIH และอื่นๆ เพื่อส่งมอบบริการทั้งแบบ Private Cloud, IaaS, PaaS และ SaaS ให้แก่ลูกค้าได้อย่างครอบคลุม ทั้งยังมีบริการ Cloud Managed Services พร้อมให้บริการอีกมากมาย ได้แก่ Backup as a Service, Disaster Recovery as a Service, Firewall as a Service หรือ Storage as a Service

จุดเด่นสำคัญของบริการ Cloud Services & Solutions ของ ITSM คือ การเป็นผู้ให้บริการ Professional Services & Solutions ที่ไม่ยึดติดกับแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง ซึ่งทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญของ ITSM จะสรรหาบริการและโซลูชันระบบ Cloud ที่สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้ามากที่สุด พร้อมช่วยออกแบบ ติดตั้ง และดูแลตั้งแต่ต้นจนจบแบบครบวงจร สร้างเป็นสภาวะแวดล้อมแบบ Multicloud ที่ซึ่งลูกค้าจะได้ประโยชน์จากการใช้ระบบ Cloud สูงสุด ในขณะที่ยังคงบริหารจัดการระบบ Cloud ทั้งหมดได้อย่างง่ายดายผ่านความช่วยเหลือของทีมงาน ITSM

ประสบการณ์ทำ Cloud Migration สูง พร้อมช่วยย้ายระบบจาก Data Center ไป Cloud

ความท้าทายสำคัญของการ Cloud Transformation คือ การย้ายระบบ IT และข้อมูลจาก Data Center ไปยังระบบ Cloud ทีม Cloud ของ ITSM ประกอบด้วยวิศวกรระบบ Cloud ที่มีประสบการณ์สูงในการทำ Cloud Migration ไม่ว่าจะเป็น Applications หรือ Services แบบใดก็ตาม โดยจะคอยให้คำปรึกษา แนะนำ และช่วยเหลือในการทดลองนำระบบ IT บางส่วนย้ายขึ้นไปบนระบบ Cloud เพื่อตรวจสอบว่าระบบสามารถทำงานบน Cloud ได้จริง และข้อมูลยังคงอยู่อย่างครบถ้วน ก่อนที่จะนำระบบ IT ทั้งหมดขึ้นสู่ Cloud ในกรณีที่มีปัญหาเกิดขึ้น ทีมวิศวกรของ ITSM จะช่วยดำเนินการแก้ไข ค้นหาต้นตอสาเหตุของปัญหา และเตรียมการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาเดิมขึ้นอีกในอนาคต

เหล่านี้เพื่อให้มั่นใจว่าระบบ IT ของลูกค้าสามารถทำงานบนระบบ Cloud ได้อย่างสมบูรณ์ ไม่มีการสูญหายของข้อมูล และมีความเสถียร พร้อมรองรับการขยายระบบตามธุรกิจที่จะขยายตัวในอนาคต

ให้บริการ Cloud Managed Services แบบครบวงจร พร้อมบริการฟรี 2 เดือนแรก

เพื่อให้การบริหารจัดการและดูแลระบบ Cloud กลายเป็นเรื่องง่าย ITSM จึงเปิดให้บริการ Cloud Managed Services ซึ่งพร้อมให้คำปรึกษาและบริหารจัดการระบบ Cloud ของลูกค้าแบบครบวงจร รวมไปถึงการจัดหา จัดจ้าง และบริหารจัดการบุคลากรด้าน IT เพื่อคอยดูแลระบบ Cloud ให้พร้อมให้งานอย่างต่อเนื่อง และคอยแจ้งเตือนลูกค้าเมื่อพบเห็นปัญหา เช่น ระบบ Cloud เกิดขัดข้องหรือถูกโจมตีแบบ DDoS ช่วยให้องค์กรสามารถโฟกัสกับการดำเนินธุรกิจที่ตนเองถนัดได้เต็มที่

และเพื่อให้ลูกค้ามั่นใจถึงคุณภาพการให้บริการและความมั่นคงปลอดภัยที่ได้รับ ITSM ได้ดำเนินการตามแนวทางปฏิบัติและผ่านมาตรฐานสำคัญระดับสากลดังต่อไปนี้

  • ISO/IEC 20000-1:2011: มาตรฐานระบบบริหารจัดการการให้บริการทางด้าน IT
  • ISO/IEC 27001:2013: มาตรฐานระบบบริหารจัดการด้านความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ

นอกจากนี้ ITSM มีเครือข่ายศูนย์บริการที่ครอบคลุมทุกภูมิภาค พร้อมให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้ลูกค้าได้รับการบริการที่รวดเร็วโดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกค้าที่มีเครือข่ายสาขากระจายอยู่ทั่วประเทศ

ผู้ที่สนใจบริการ Cloud Services & Solutions ของ ITSM สามารถทดลองใช้บริการได้ฟรีเป็นระยะเวลา 2 เดือนแรก ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่อีเมล itsm_sale@itsm.com หรือโทร 0-2062-4940

from:https://www.techtalkthai.com/itsm-cloud-services-and-solutions/

Google ออกตารางเทียบระหว่าง VM, Container, PaaS, FaaS พร้อมสรุปขั้นตอนในการใช้งาน

ด้วยความที่ปัจจุบันนี้มี Infrastructure ให้เหล่านักพัฒนาเลือกใช้งานได้หลากหลายบน Cloud จนอาจสร้างความสับสน ทาง Google จึงได้ออกมาตารางเปรียบเทียบเทคโนโลยี VM, Container, PaaS, FaaS เพื่อให้เหล่านักพัฒนาเข้าใจถึงข้อดีข้อเสียและการนำไปใช้งานที่เหมาะสม พร้อมระบุขั้นตอนการใช้งานเพื่อให้ง่ายต่อการเรียนรู้ ดังนี้

 

Credit: Google

 

สำหรับ 3 ประเด็นหลักที่ Google มองว่าข้อสำคัญในการเลือกใช้สถาปัตยกรรมนั้น ได้แก่

  • ระดับของการทำ Abstraction ว่าจะโฟกัสในส่วนโค้ดเพียงอย่างเดียว หรือสนใจในส่วนอื่นๆ ของระบบด้วย
  • ความต้องการของระบบและขีดจำกัดทางเทคนิคของแต่ละเทคโนโลยี
  • ทีมงานและองค์กรต้องการมุ่งไปในทิศทางใดในอนาคต

ถัดจากนั้นก็เป็นประเด็นเรื่องการเลือกใช้ภาษาในการพัฒนาและเทคโนโลยีของแต่ละภาษาให้เหมาะสมกับงาน และสุดท้ายก็คือการทำความเข้าใจว่าแต่ละสถาปัตยกรรมนั้นมีวิธีการใช้งานที่แตกต่างกันอย่างไร ซึ่ง Google ก็ได้สรุปออกมาเป็นตารางดังนี้ครับ

 

 

Getting from point A to point B Time check and getting started resources
Compute Engine

Basic steps:

  1. Create & set up a VM instance
  2. Set up Node.js dev environment
  3. Code “Hello, World”
  4. Start Node server
  5. Expose the app to external traffic
  6. Understand how scaling works

Details: building with virtual machines.

4.5 hours

Kubernetes Engine

Basic steps:

  1. Code “Hello, World”
  2. Package the app into a container
  3. Push the image to Container Registry
  4. Create a Kubernetes cluster
  5. Expose the app to external traffic
  6. Understand how scaling works

Details: building with Docker containers.

6 hours

App Engine

Basic steps:

  1. Code “Hello, World”
  2. Configure an app.yaml project file
  3. Deploy the application
  4. Understand scaling options

Details: building on top of app platform.

1.5-2 hours

Cloud Functions

Basic steps:

  1. Code “Hello, World”
  2. Deploy the application

Details: building with code functions.

15 minutes

 

ที่มา: https://cloudplatform.googleblog.com/2018/06/Time-to-Hello-World-VMs-vs-containers-vs-PaaS-vs-FaaS.html

from:https://www.techtalkthai.com/google-compares-vm-container-paas-faas/

มาแล้ว! Nutanix Era แพลตฟอร์มดาต้าเบสแบบ PaaS รุ่นใหม่

นูทานิคซ์ เปิดตัว Nutanix Era ณ .NEXT งานประชุมใหญ่ประจำปี Nutanix Era เป็นหนึ่งในโซลูชั่นที่เปิดตัวใหม่บนนูทานิคซ์ เพื่อสร้าง Platform-as-a-Service (PaaS) สำหรับดาต้าเบส ช่วยให้ผู้ดูแลงานด้านดาต้าเบสทั้งหลาย (DBAs) พุ่งความมุ่งมั่นไปยังการสร้างสรรค์เพื่อขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตต่อไป

Nutanix Era ทำให้ซอฟต์แวร์ Nutanix Enterprise Cloud OS ยกระดับศักยภาพของตนเองจาก Infrastructure-as-a-Service (IaaS) ขึ้นไปจนถึงการให้บริการของแพลทฟอร์ม ทำให้การปฏิบ้ติงานด้านดาต้าเบสลุล่วงไปได้อย่างง่ายดายเพียงคลิกเดียว มันมีความสามารถที่หลากหลายสำหรับการทำสำเนาข้อมูล และจัดการกับดาต้าเบส ช่วยลดความยุ่งยากซับซ้อนในการทำสำเนา ปกป้องและกู้คืนดาต้าเบส และลดปัญหาด้านค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการสำเนาชุดข้อมูลปริมาณมาก

Nutanix Era ออกมาแก้ปัญหาที่ทำให้การใช้งานระบบจัดเก็บข้อมูลในองค์กรไม่มีประสิทธิภาพ และค่าใช้จ่ายสูง ข้อมูลจากไอดีซี ระบุว่า มากกว่า 60% ของงบประมาณของสตอเรจใช้ไปกับการให้การสนับสนุนการทำสำเนาข้อมูลของดาต้าเบสที่สำคัญ และค่าใช้จ่ายรวมของการทำสำเนาข้อมูลจะเพิ่มขึ้นไปถึง 55.63 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2563 โดย Era จะเอื้อให้องค์กรสามารถลดค่าใช้จ่ายด้านสตอเรจสำหรับดาต้าเบส มีระบบบริหารจัดการที่เรียบง่าย ควบคุมและป้องกันความปลอดภัยของข้อมูล ในขณะเดียวกันทำให้กระบวนการดูแลดาต้าเบสลดความซับซ้อนลงได้

การจัดการการทำสำเนาข้อมูลของดาต้าเบสด้วย Nutanix Era เริ่มต้นจะรองรับกับผู้ใช้ดาต้าเบสของ Oracle และ Postgres รวมถึงจะสนับสนุนดาต้าเบสอื่นๆ เพิ่มขึ้นในอนาคต Nutanix Era มีความสามารถในการทำ Time-Machine หรือการย้อนเวลาเพื่อกลับไปยังช่วงเวลาที่ต้องการ ร่วมกับความสามารถในการทำ Snapshot ของนูทานิคซ์ และ APIs ของดาต้าเบสเหล่านั้น เพื่อสร้างการทำสำเนาข้อมูล ณ เวลาที่ต้องการ ศักยภาพเหล่านี้ทำให้นักพัฒนาแอปพลิเคชั่นต่างๆ สามารถเลือกชุดสำเนาดาต้าเบสที่ตนต้องการได้ ให้อำนาจผู้ดูแลดาต้าเบสกู้คืนหรือรีเฟรชดาต้าเบสต่างๆ ได้ทันท่วงทีด้วยความมั่นใจว่าทุกๆ กิจกรรมที่เกิดขึ้นมีการบันทึกไว้ครบถ้วน

from:https://www.enterpriseitpro.net/nutanix-era-paas-cloud/

5 ประเด็นสำคัญ ในการย้าย Database ไปสู่โลกของคลาวด์

บริษัทส่วนใหญ่เริ่มวิ่งเข้าหา Big Data และคลาวด์กันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง โดยคาดหวังทั้งความคล่องตัว, ความสามารถในการเข้าถึงทุกที่ทุกเวลา, การปรับเปลี่ยนขนาดได้ดังใจ, และค่าใช้จ่ายที่ประหยัดลง รวมไปถึงฟีเจอร์จำเพาะแบบสำเร็จรูปต่างๆ ที่ตัวเองไม่เคยได้สัมผัสตอนอยู่ในดาต้าเซ็นเตอร์โทรมๆ ของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นบริการจัดการฐานข้อมูลอย่าง Amazon RDS หรือเทคโนโลยีโอเพ่นซอร์สอย่าง PostgreSQL ไปจนถึงระบบการจัดเก็บข้อมูลที่ขยายในแนวระนาบแบบ Cassandra เป็นต้น

อะไรคือประโยชน์ของคลาวด์

ซึ่งบริการข้างต้นทั้งหลายนี้ คุณสามารถจ่ายค่าใช้บริการแค่เท่าที่ใช้จริงในราคาย่อมเยาบนพับลิกคลาวด์ ได้คุ้มกว่าการลงทุนวางระบบนเซิร์ฟเวอร์ของคุณเอง แต่อย่างไรก็ดี Eric Schrock ซีอีโอของ Delphix ได้ออกมาแนะนำว่า ก้าวแรกในการแบกฐานข้อมูลขึ้นไปอยู่บนคลาวด์นั้น คุณต้องพาทั้งแอพพลิเคชั่นและข้อมูลขึ้นไปโดยคงสภาพเดิมไว้มากที่สุด

เวลาใดที่เหมาะในการย้ายขึ้นคลาวด์

แรงผลักดันทีมักทำให้บริษัทเริ่มคิดย้ายไปใช้บริการบนคลาวด์นั้นมักมาจากความจำเป็นทางธุรกิจ โดยเฉพาะการเป็นส่วนหนึ่งในแผนการปฏิรูปทางดิจิตอลที่กำลังฮิตตอนนี้ หรือแม้แต่การรองรับความต้องการของผู้ใช้บริการที่พุ่งสูงขึ้นเป็นพิเศษแค่บางเวลาหรือฤดูกาล ที่ไม่ควรลงทุนกับสถาปัตยกรรมราคาแพงที่ดูไม่คุ้ม แต่ก็ไม่อยากให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์การใช้บริการที่ไม่ดีเป็นต้น

อะไรควรย้ายไปคลาวด์ด้วยกันกับ Database

แต่ด้วยธรรมชาติของฐานข้อมูลที่เชื่อมต่อประสานงานกับแอพและบริการต่างๆ มากมายเต็มไปหมด ดังนั้นเราต้องทำให้ชัดเจนก่อนว่าผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับฐานข้อมูลดังกล่าวมีใครหรือแอพใดบ้าง ฐานข้อมูลให้บริการหรือทำหน้าที่อะไรกับแอพต่างๆ บ้าง หรือสามารถวัดประสิทธิภาพของฐานข้อมูลได้อย่างไร ทั้งนี้เพื่อตัดสินใจเลือกได้ว่า จำเป็นต้องย้ายแอพหรือระบบใดขึ้นไปบนก้อนเมฆคู่กับฐานข้อมูลด้วยบ้าง

ขั้นตอนการวางแผนขึ้นคลาวด์

ที่สำคัญ ต้องนึกไว้ก่อนว่าการย้ายฐานข้อมูลขึ้นคลาวด์ไม่ใช่งานที่ทำจบได้ในครั้งเดียว นึกถึงเวลาคุณย้ายบ้านคงไม่สามารถขนทุกอย่างแล้วนั่งไปกับรถบรรทุกไปนอนพื้นที่บ้านใหม่ได้สบายๆ โดยไม่ต้องเผื่อเวลาจัดวางเฟอร์หรือทำความสะอาดตกแต่งอะไรก่อนเลยได้ ยิ่งเป็นเรื่องที่มีผลทางธุรกิจ ช่วงเวลาการย้ายที่อาจนานเป็นเดือนนั้นก็จำเป็นต้องจัดการให้มีความติดขัดในการให้บริการลูกค้าน้อยที่สุด และให้เวลาทีมงานปรับแต่งให้สามารถรันแอพบนคลาวด์ได้มีประสิทธิภาพที่สุดก่อนด้วย โดยเฉพาะการขาดการทดสอบและทดลองรันที่รอบคอบพออาจทำให้ตกม้าตายเอาตอนท้ายได้

ตรวจสอบและประเมิน

เมื่อคุณย้ายฐานข้อมูลขึ้นไปแล้ว จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องใช้เครื่องมืออย่างเช่น SQL Server Query ในการตรวจสอบและประเมินประสิทธิภาพ อย่างเช่นทรูพุตและปริมาณการใช้งานต่อวัน/สัปดาห์/เดือน เป็นต้น เพื่อช่วยตัดสินใจในการเลือกชนิดแพลตฟอร์มบนคลาวด์ที่มีประสิทธิภาพมากกว่า เช่น ระหว่าง PaaS กับ PaaS Elastic หรือแม้แต่การเลือกว่าฐานข้อมูลไหนควรย้ายขึ้นไป ฐานข้อมูลไหนสำคัญมากที่ห้ามมีดีเลย์จนไม่สามารถย้ายขึ้นไป เป็นต้น

ที่มา : ITPro

from:https://www.enterpriseitpro.net/database-migrate-cloud/

รายงานชี้ตลาด Cloud ยังเติบโต AWS ครองส่วนแบ่งตลาดอันดับหนึ่ง MS Azure โตเร็วสุดใน 5 อันดรับแรก

Synergy Research Group ได้ออกมารายงานสรุปส่วนแบ่งตลาดบริการ Cloud ทั่วโลกในไตรมาสที่ 4 ปี 2017 ที่ผ่านมา พบว่า AWS นั้นยังคงเป็นผู้ให้บริการ Cloud รายใหญ่ที่สุดในโลกอยู่ ตามมาด้วย Microsoft Azure ที่มีการเติบโตสูงที่สุดในไตรมาสที่มีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้น 3%

 

Credit: Synergy Research Group

 

ภาพรวมของบริการ Cloud นี้เติบโตขึ้นจากไตรมาสที่ 4 ของปี 2016 ถึง 46% ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงมากหากเทียบกับ 3 ไตรมาสก่อนหน้า ส่วนรายรับของบริการ Cloud ในส่วนของ IaaS, PaaS และ Hosted Private Cloud ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2017 รวมกันทั้งตลาดนั้นจะอยู่ที่ 13,000 ล้านเหรียญหรือราวๆ 455,000 ล้านบาท ทำให้รายรับของบริการ Cloud ในส่วนนี้ของทั้งปี 2017 เติบโตขึ้นจากรายรับของทั้งปี 2016 ถึง 44%

นักวิจัยจาก Synergy Research Group ได้ให้ความเห็นว่าตลาด Cloud นั้นเติบโตเร็วกว่าที่คาดอยู่เล็กน้อย และเหล่าผู้ให้บริการ Cloud รายใหญ่นั้นต่างก็เร่งพัฒนาบริการใหม่ๆ และขยายช่องทางการขายอย่างต่อเนื่องจนรายเล็กอาจจะสู้ด้วยได้ยาก ดังนั้นเหล่าผู้ให้บริการรายเล็กนั้นอาจต้องนำเสนอบริการที่มุ่งเน้นในบาง Application, อุตสาหกรรม หรือเจาะพื้นที่บางแห่งเป็นหลัก

 

ที่มา: https://www.srgresearch.com/articles/cloud-growth-rate-increases-amazon-microsoft-google-all-gain-market-share

from:https://www.techtalkthai.com/synergy-says-cloud-is-still-growing-in-2017-q4/

SAP Cloud Platform รองรับการทำ Multi-Cloud ได้ด้วย Cloud Foundry แล้ว

ในงาน Cloud Foundry Summit ทาง SAP ได้ออกมาประกาศถึงการรองรับการทำงานแบบ Multi-Cloud ได้ในตัว ด้วยการที่ SAP Cloud Platform นั้นถูกพัฒนาต่อยอดขึ้นมาจาก Cloud Foundry นั่นเอง

 

การรองรับ Multi-Cloud ได้ของ SAP นี้ ครอบคลุมถึงทั้งบริการ Cloud จาก SAP, AWS, Microsoft Azure และ Google Cloud Platform ซึ่งสามารถบริหารจัดการทั้งหมดนี้ได้ผ่านทางหน้าจอบริหารจัดการของ SAP Cloud Platform ทั้งสิ้น โดยตัว Cloud Foundry เองนี้ก็รองรับทั้ง Java, Node.js และ SAP HANA ได้ด้วย

SAP เป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งโครงการ Cloud Foundry และถัดจากนี้ไป SAP เองก็จะยังคงผลักดัน Cloud Foundry ให้กลายเป็นมาตรฐานสำหรับระบบ Enterprise Platform as a Service (PaaS) ให้จงได้

นอกจากนี้บน SAP Cloud Platform ยังมีระบบ SAP App Center ซึ่งเป็น Digital Marketplace ที่มีระบบต่างๆ สำหรับธุรกิจให้ซื้อไปใช้งานได้อย่างง่ายดายอยู่ ทำให้องค์กรต่างๆ สามารถเลือกซื้อเทคโนโลยีสำหรับต่อยอดระบบ SAP ของตนได้อย่างง่ายดาย

 

ที่มา: http://news.sap.com/sap-cloud-platform-goes-multi-cloud-with-cloud-foundry/

from:https://www.techtalkthai.com/sap-cloud-platform-supports-multi-cloud-with-cloud-foundry/

Gartner คาดตลาด Public Cloud Services โต 18% ในปีนี้

Gartner เผยผลกาคคาดการณ์ตลาด Public Cloud Services ในปี 2017 ว่ามีแนวโน้มเติบโต 18% จากเดิมมูลค่า 209.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 246.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยส่วนที่คาดว่าจะโตมากที่สุดคือ Infrastructure as a Service (IaaS) 36.8% ตามมาด้วย SaaS 20.1%

สรุปรายงานดังกล่าวของ Gartner มีดังนี้

  • ตลาดกำลังเข้าสู่ภาวะอิ่มตัวและจะโตสูงสุดในปี 2017 นี้ก่อนจะค่อยๆชะลอตัวลง
  • จนถึงปี 2020 มากกว่า 50% ของดีล IT Outsourcing จะเกิดขึ้นเพื่อรองรับกลยุทธ์ Cloud adoption ขององค์กรต่างๆ
  • องค์กรต่างก็กำลังผลักดัน cloud transformation ด้วยประโยชน์ที่หลากหลายเช่นความเร็ว การสเกล ค่าใช้จ่าย นวัตกรรม และการเติบโตของธุรกิจเอง
  • ผู้ซื้อจะมุ่งไปสู่วิถี cloud-first มากขึ้น เพราะช่วยสร้าง value ที่คุ้มค่ากับเวลา
  • มากกว่าร้อยละ 50 ของแอพพลิเคชันในองค์กรขนาดใหญ่ในอเมริกาเหนือในปี 2017 จะประกอบด้วย SaaS หรือ cloud-based solution อื่นๆ
  • ภายในปี 2019 เวนเดอร์ 100 เจ้าที่ใหญ่ที่สุดจะเปลี่ยนการลงทุนในซอฟต์แวร์จาก cloud-first มาเป็น cloud-only กันมากกว่า 30%
  • ตลาด SaaS จะโตช้าลงกว่าที่ผ่านๆมา แต่ยังคงเป็น segment ที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของ public cloud service
  • บริการ Human Capital Management (HCM) และ Customer Relationship Management (CRM) จะมีอัตราการโตช้าตาม maturity ที่เพิ่มขึ้น สวนทางกับการซื้อหรือใช้บริการ financial application ที่จะมีมากขึ้น
  • Infrastructure compute service จะกลายมาเป็นบริการกระแสหลัก จากความต้องการใช้เทคโนโลยีที่มี compute-intensive workload เช่นแอพพลิเคชัน AI และ IoT ทั้งในสตาร์ทอัพและองค์กรขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นผลมาจากการเติบโตของ PaaS ด้วย
  • ในส่วนของการวิเคราะห์รายภูมิภาค ตลาด IaaS ของจีนจะมีอัตราการเติบโตสูง พร้อมๆไปกับเทรนด์ digital transformation ที่จะเข้ามามีบทบาทมากในอีก 5 ปีข้างหน้า

 

ที่มา: http://www.gartner.com/newsroom/id/3616417

from:https://www.techtalkthai.com/public-cloud-services-growth-projection-2017/

Cisco ชี้ ปี 2020 ข้อมูล Traffic ใน Data Center กว่า 92% จะเกิดขึ้นจาก Cloud

Cisco ได้ออกรายงาน Cisco Global Cloud Index: Forecast and Methodology 2015-2020 ซึ่งชี้ว่าภายในปี 2020 นั้น Traffic ภายใน Data Center นั้นจะมีขนาดใหญ่ถึง 15.3ZB และ 92% ของ Traffic เหล่านั้นจะเกิดขึ้นจาก Cloud และยังมีตัวเลขอื่นๆ ที่น่าสนใจดังนี้

cisco_global_index_2015-2020

  • จำนวนของ Hyperscale Data Center นั้นจะเติบโตจาก 259 แห่งในปี 2015 ไปเป็น 485 แห่งในปี 2020 ด้วยการเติบโต 226%
  • Public Cloud จะโตอย่างต่อเนื่องปีละ 35% ในขณะที่ Private Cloud จะเติบโตอย่างต่อเนื่องปีละ 15%
  • SaaS ที่มีส่วนแบ่งอยู่ 65% ของ Cloud ทั้งหมดในปี 2015 จะเติบโตกลายเป็น 74% ของ Cloud ทั้งหมดในปี 2020
  • IaaS ที่มีส่วนแบ่งอยู่ 26% ของ Cloud ทั้งหมดในปี 2015 จะหดตัวเหลือเพียง 17% ของ Cloud ทั้งหมดในปี 2020
  • PaaS ที่มีส่วนแบ่งอยู่ 9% ของ Cloud ทั้งหมดในปี 2015 จะหดตัวเหลือ 8% ของ Cloud ทั้งหมดในปี 2020
  • ส่วนแบ่งตลาดของการใช้ Cloud โดย Consumer จะสูงขึ้น และเบียดให้การใช้ Cloud โดย Enterprise มีส่วนแบ่งเล็กลง
  • Software-Defined Networking และ Network Function Virtualization จะเติบโต
  • ปริมาณ Worload ต่อ Server จะเติบโตจาก 7.3 ในปี 2015 กลายไปเป็น 11.9 ภายในปี 2020
  • Traffic ของ Data Center ในตะวันออกกลางและแอฟริกาจะเติบโตรวดเร็วที่สุดด้วยอัตรา 34% ต่อปี แต่ก็ยังนับเป็นส่วนน้อยเพียง 451 EB ในปี 2020 เท่านั้น ในขณะที่ Traffic จากอเมริกาเหหหนือจะเติบโตปีละ 27% จาก 2.2ZB ในปี 2015 ไปเป็น 7.1ZB ในปี 2020
  • Internet of Everything (IoE) จะสร้าง Traffic 600ZB ในปี 2020 แต่จะมีการจัดเก็บข้อมูลเหล่านั้นเอาไว้เพียง 6ZB เท่านั้น

ผู้ที่อยากอ่าน Cisco Global Cloud Index: Forecast and Methodology 2015-2020 ฉบับเต็ม สามารถอ่านได้ที่ http://www.cisco.com/c/dam/en/us/solutions/collateral/service-provider/global-cloud-index-gci/white-paper-c11-738085.pdf เลยนะครับ อ่านสนุกดีเหมือนกันครับ

ที่มา: http://www.datacenterknowledge.com/archives/2016/11/11/2020-92-percent-data-center-traffic-will-cloud/

from:https://www.techtalkthai.com/cisco-says-92-percent-of-data-center-traffic-will-be-generated-by-cloud-in-2020/

ไอเน็ตจับมือเน็ตแอพเปิดตัว 4 บริการใหม่ พร้อมให้ทดลองฟรี 1 เดือน ส่วนหนึ่งของบริการดีดีจาก INET Microsoft Cloud ที่ได้รับการยอมรับจากลูกค้าองค์กรนับพันราย

กรุงเทพฯ (12 ตุลาคม 2559)บริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ไอเน็ต (INET) ร่วมมือกับบริษัท เน็ตแอพ (ประเทศไทย) จำกัด ในฐานะผู้จัดหาเทคโนโลยีบริหารและจัดเก็บข้อมูลทั้งหมดของไอเน็ต นำเสนอ 4 บริการใหม่ ได้แก่ INET Microsoft Cloud Services ตอบโจทย์ทุกความต้องการใช้งาน, INET Microsoft DRaaS ที่ช่วยลดความเสี่ยงด้านไอทีสำหรับองค์กร, INET Microsoft Exchange Mail เป็นบริการอีเมล์สำหรับองค์กรบนแพลตฟอร์ม Microsoft Exchange, และ INET Microsoft SQL DBaaS ที่ได้รับความนิยมอย่างมากจากผู้ใช้ทั่วโลก

inet_microsoft_cloud

นางมรกต  กุลธรรมโยธิน  กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน)  กล่าวว่า “ปัจจุบัน บริการการจัดเก็บและบริหารข้อมูลบนคลาวด์ เป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมและเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากสำหรับธุรกิจในปัจจุบัน ไอเน็ตเน้นพัฒนาการบริการด้านนี้โดยเรามีพันธมิตรสำคัญที่ให้ความร่วมมืออย่างดีมาตลอดคือ เน็ตแอพ บริษัทชั้นนำในการจัดการและบริหารข้อมูลระดับโลก ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการวางโครงสร้างการทำงานและสามารถบริหารจัดเก็บข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่ผ่านมา เราเปิดตัวบริการ INET Microsoft Cloud ให้เป็นบริการที่มีการควบคุมความปลอดภัยด้านสารสนเทศเทียบเท่าระดับสากล รวมทั้งช่วยให้ลูกค้าองค์กรประหยัดการลงทุนได้จริง โดยปัจจุบันมีองค์กรธุรกิจกว่าพันรายหันมาใช้ INET Microsoft Cloud ทั้งนี้ เน็ตแอพได้สนับสนุนเราด้วยเทคโนโลยีชั้นนำที่เป็นแพลตฟอร์มสำคัญในการบริหารงานหลังบ้านอย่างครบวงจรทั้งระบบการจัดเก็บข้อมูลและประมวลผลในดาต้า เซนเตอร์ของไอเน็ต”

ในโอกาสนี้ นายวีระ อารีรัตนศักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เน็ตแอพ ประจำภูมิภาคอาเซียนกล่าวว่า “เน็ตแอพเล็งเห็นถึงแนวโน้มของการใช้งานบนคลาวด์ที่จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการที่ภาคธุรกิจขยายตัวและรูปแบบการทำธุรกิจที่ต้องใช้ข้อมูลที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล หน่วยงานด้านเทคโนโลยีและสารสนเทศขององค์กรจึงต้องปรับตัวรองรับการเปลี่ยนแปลงนี้ ความร่วมมือระหว่างเน็ตแอพและไอเน็ตอีกก้าวหนึ่งต่อจากนี้ จะเป็นการตอบโจทย์ความต้องการของตลาดปัจจุบันได้เป็นอย่างดี จาก 4 บริการใหม่ล่าสุดซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างไอเน็ตและเน็ตแอพ ที่จะกลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกใหม่ในการบริหารจัดการทางด้านไอทีที่มีความเสถียร รวดเร็ว ปลอดภัยและสามารถเชื่อมต่อบนอุปกรณ์ใดก็ได้อย่างอิสระ ไม่ว่าผู้ใช้จะทำงานอยู่ที่ไหนก็ตาม นอกจากนี้ เทคโนโลยีที่ล้ำหน้าของเน็ตแอพยังสนับสนุนบริการในรูปแบบต่างๆ ได้แก่ Infrastructure-as-a-Service (IaaS) ให้บริการการใช้โครงสร้างพื้นฐานด้านไอที , Platform-as-a-Service (PaaS) ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้บริการสามารถนำแอพพลิเคชันมาทำงานบนระบบนี้ โดยไม่ต้องลงทุนด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์เอง รวมทั้ง Software-as-a-Service (SaaS) ที่ให้บริการแอพพลิเคชันเช่น Email on Cloud, Antivirus”

ไอเน็ตเปิดโอกาสให้องค์กรที่สนใจสามารถทดสอบประสิทธิภาพบริการ INET Microsoft Cloud VMaaS และ INET Microsoft Exchange Mail ได้โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเป็นเวลา 1 เดือน เพียงเลือกแพคเกจที่ต้องการได้ที่นี่  สำหรับ INET Microsoft Cloud VMaaS และเลือกแพคเกจที่ต้องการได้ที่นี่ สำหรับ INET Microsoft Exchange Mail  หรือสอบถามข้อมูลอื่นๆ เพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ 02 257 7111

inet_vmaas

# # # # #

ข้อมูลเกี่ยวกับไอเน็ต

ไอเน็ตผู้ให้บริการ ICT Infrastructure as a Service Provider

จากประสบการณ์การให้บริการด้านไอซีทีโซลูชั่นมายาวนาน ประกอบกับเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้บริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน) ได้พัฒนาแนวทางการให้บริการเป็น ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านไอซีที (ICT Infrastructure as a Service Provider) เพื่อมุ่งมั่นคิดค้น พัฒนานวัตกรรม สินค้า บริการและแอพลิเคชั่นส์ต่างๆ รวมถึงให้คำปรึกษา ออกแบบ ติดตั้งระบบโครงข่าย เพื่อตอบสนองความต้องการทางธุรกิจของลูกค้าและสร้างความพึงพอใจอย่างต่อเนื่อง

 

เกี่ยวกับ เน็ตแอพ

บริษัทชั้นนำทั่วโลกต่างไว้วางใจนวัตกรรมยูนิไฟน์สตอเรจและการบริหารจัดการข้อมูลจากเน็ตแอพ ด้วยความเชื่อมั่นในการทำงานเป็นทีมเวิร์ค ความเชี่ยวชาญ และความพร้อมในการขับเคลื่อนการพัฒนาธุรกิจให้ลูกค้าประสบความสำเร็จทั้งในปัจจุบันและอนาคต อ่านรายละเอียดความมุ่งมั่นของเราในการช่วยให้บริษัทต่างๆ ทั่วโลกให้เติบโตและทำงานได้เร็วขึ้นได้ที่  www.netapp.com

from:https://www.techtalkthai.com/inet-and-netapp-provide-4-new-cloud-services-with-1-month-free-trial/

Intel เปิดตัวบริการ Building Management Platform เปลี่ยนอาคารให้กลายเป็น Smart Building

บริการ Platform-as-a-Service จาก Intel เพื่อช่วยผสานอาคารเข้ากับ Internet of Things

intel_bmp_diagram

Intel ได้ประกาศเปิดตัวโซลูชัน Intel Building Management Platform (Intel BMP) บริการ Platform-as-a-Service (PaaS) เพื่อเปลี่ยนให้อาคารขนาดเล็กและขนาดกลางสามารถปรับปรุงให้กลายเป็น Smart Building ได้โดยไม่ต้องลงทุนกับระบบ Building Management Systems (BMS) ซึ่งมักมีราคาสูงและคุ้มทุนสำหรับอาคารขนาดใหญ่เท่านั้น

Intel BMP นี้ประกอบไปด้วย CANDI PowerTools ซึ่งเป็นบริการบริหารจัดการอาคารผ่านระบบ Cloud ที่สามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ Internet of Things (IoT) ได้หลากหลาย และสามารถนำข้อมูลที่ได้รับมาจาก Sensor ต่างๆ มาวิเคราะห์และสรุปผลข้อมูลบนระบบ Business Intelligence (BI), Analytics, Dashboard และเชื่อมต่อได้กับ Application อื่นๆ อีกด้วย โดยมีความสามารถดังต่อไปนี้

  • มี CANDI PowerTools ที่มีระบบค้นหาอุปกรณ์ภายในและสามารถใช้งานได้แบบ Drag-and-Drop เพื่อจัดการข้อมูลและอุปกรณ์ต่างๆ ทั้งหมดภายในระบบ โดยรองรับข้อมูลและอุปกรณ์ต่างๆ กว่าร้อยชนิด https://candicontrols.com/the-candi-advantage/device-data-management
  • สามารถอัปเดต Software ของระบบได้แบบ Over-the-Air และจะมีฟีเจอร์เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
  • มีระบบรักษาความปลอดภัยโดย McAfee Embedded Control
  • รองรับ IoT Gateway, Software, Cloud Application ต่างๆ เป็นจำนวนมาก และมี Library สำหรับใช้เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่างๆ มากมายก
  • ใช้ระบบปฏิบัติการ Commercial Embedded Linux จาก Wind River ทำให้รองรับ Hardware ต่างๆ มากมายและมีความปลอดภัยสูง
  • รองรับการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ IoT ได้ทาง BACnet, ZigBee, Insteon, IP, UPnP และอื่นๆ อีกมากมาย

ผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www-ssl.intel.com/content/www/us/en/smart-buildings/building-management-platform/overview.html ทันที

ที่มา: https://newsroom.intel.com/news/intel-building-management-platform-paves-way-smart-connected-buildings/

from:https://www.techtalkthai.com/intel-announces-building-management-platform-service/