คลังเก็บป้ายกำกับ: OTHER_TECHNOLOGY

[Guest Post] การ์ทเนอร์เผยเทรนด์เทคโนโลยีมาแรงแห่งปี 2565

การ์ทเนอร์ อิงค์ เผยเทรนด์เทคโนโลยีมาแรงที่องค์กรธุรกิจต้องจับตาดูและศึกษาเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในปีหน้า 

นายเดวิด กรูมบริดจ์ นักวิจัยอาวุโสของการ์ทเนอร์ กล่าวว่า “ความมุ่งมั่นของซีอีโอและบอร์ดบริหารที่ต้องการสร้างการเติบโตแก่องค์กรผ่านการเชื่อมต่อเทคโนโลยีดิจิทัลต่าง ๆ ร่วมกับลูกค้าโดยตรงเป็นภารกิจสำคัญของผู้บริหารด้านไอทีที่ต้องวางแผนและดำเนินการให้ไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งสามารถพิจารณาและปรับใช้แต่ละแนวโน้มเทคโนโลยีเชิงกลยุทธ์ที่มาแรงในปี 2565 ของการ์ทเนอร์ได้”

“ผู้บริหารไอทีต้องหาตัวคูณที่เป็นกำลังสนับสนุนด้านไอทีเพื่อสร้างการเติบโตแก่องค์กรและสร้างสรรค์นวัตกรรม ตลอดจนสร้างรากฐานทางเทคนิคที่มีความยืดหยุ่น ปรับขนาด และสร้างสภาพคล่องทางการเงินในด้านการลงทุนดิจิทัลได้ ส่งผลให้เกิดเทรนด์เทคโนโลยีในปีนี้เป็น 3 ธีมหลัก ๆ ได้แก่: ความน่าเชื่อถือทางวิศวกรรม (Engineering trust) การเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปร่าง (Sculpting change) และการเติบโตอย่างเร่งด่วน (Accelerating growth)”

แนวโน้มเทคโนโลยีเชิงกลยุทธ์มาแรงแห่งปี 2565 ได้แก่

 

 

 

 

 

 

 

 

กำเนิดใหม่ปัญญาประดิษฐ์ [Generative Artificial Intelligence (AI)]

หนึ่งในเทคนิคของการพัฒนา AI ที่เป็นที่รู้จักและมีประสิทธิภาพมากที่สุดและกำลังเข้าสู่ตลาดคือ Generative AI ซึ่งเป็นแมชชีนเลิร์นนิ่งที่เรียนรู้เกี่ยวกับคอนเทนท์หรือ Data Object และใช้เพื่อสร้างนวัตกรรมรวมถึงผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่เป็นต้นฉบับและมีความเสมือนจริง

Generative AI สามารถใช้กับกิจกรรมต่าง ๆ อาทิ การสร้างโค้ดซอฟต์แวร์ เร่งกระบวนการพัฒนายาและการทำตลาดที่เน้นกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ (Targeted Marketing) อย่างไรก็ดียังพบว่ามีการนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้อย่างไม่เหมาะสม เช่น ใช้เพื่อละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาผู้อื่น ปลอมแปลงข้อมูลประจำตัว หลอกลวง ฉ้อโกง บิดเบือนข้อมูลทางการเมือง และอื่น ๆ การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่า ภายในปี 2568 เทคโนโลยี Generative AI จะมีสัดส่วนเป็น 10% ของข้อมูลทั้งหมดที่ได้รับการผลิตขึ้นมา สูงกว่าปัจจุบันที่มีปริมาณน้อยกว่า 1%

โครงข่ายข้อมูล [Data Fabric]

จำนวนข้อมูลและแอปพลิเคชันแบบไซโลเพิ่มขึ้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ขณะที่จำนวนบุคลากรที่มีทักษะในด้านข้อมูลและการวิเคราะห์ (Data and Analytics – D&A) กลับคงที่หรือลดลง

Data Fabric ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการรวมข้อมูลที่ยืดหยุ่นและรองรับการทำงานระหว่างแพลตฟอร์มและระหว่างธุรกิจได้รับการพัฒนาขึ้นมาเพื่อทำให้โครงสร้างพื้นฐานในการรวมข้อมูลขององค์กรง่ายขึ้น และสร้างสถาปัตยกรรมที่พร้อมสำหรับการขยายขนาดซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาสะสมทางเทคนิคที่เกิดขึ้นหรือที่เราเรียกกันว่า “หนี้ทางเทคนิค” (Technical Debt) ซึ่งพบบ่อยในทีม D&A โดยปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากความท้าทายในการรวมข้อมูลที่เพิ่มขึ้นเข้าด้วยกัน

ประสิทธิภาพที่แท้จริงของ Data Fabric คือความสามารถในการปรับปรุงการใช้ข้อมูลแบบไดนามิกด้วยการวิเคราะห์ภายในตัวมันเอง ลดความซับซ้อนในการจัดการข้อมูลได้มากถึง 70% ซึ่งช่วยให้ใช้เวลาได้อย่างคุ้มค่า

องค์กรแบบกระจาย [Distributed Enterprise]

ด้วยปัจจุบันรูปแบบการทำงานระยะไกลและไฮบริดที่เพิ่มมากขึ้น เช่นเดียวกันกับองค์กรที่เคยเน้นการทำงานในออฟฟิศเป็นศูนย์กลางก็ปรับตัวไปสู่องค์กรแบบกระจาย (Distributed Enterprise) ที่รองรับรูปแบบการทำงานที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น และเปิดโอกาสให้พนักงานสามารถทำงานได้จากทั้งในออฟฟิศและนอกสถานที่

กรูมบริดจ์ กล่าวว่า “การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ผู้บริหารไอทีต้องปรับเปลี่ยนเทคนิคและการบริการที่สำคัญเพื่อมอบประสบการณ์การทำงานที่ราบรื่น อย่างไรก็ดีเหรียญมักมีสองด้านเสมอ เพราะรูปแบบการทำงานดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อโมเดลธุรกิจ ไม่ว่าจะองค์กรใด ตั้งแต่กลุ่มค้าปลีกไปจนถึงกลุ่มองค์กรทางด้านการศึกษาที่จำเป็นต้องปรับกลยุทธ์และสร้างประสบการณ์ใหม่เพื่อรองรับการทำงานในรูปแบบกระจายเช่นนี้ เพราะคนทั้งโลกไม่เคยมีใครคาดมาก่อนว่าภายในช่วงเวลาแค่สองปีเราต้องเปลี่ยนการไปลองเสื้อผ้าที่ร้านไปเป็นการลองผ่านระบบดิจิทัลแทน”

การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่าภายในปี 2566 75% ขององค์กรที่ใช้ประโยชน์จากการสร้างประสบการณ์ทำงานในรูปแบบกระจายจะมีรายได้เร็วเติบโตไวกว่าคู่แข่ง 25%

แพลตฟอร์ม Cloud-Native (CNPs)

เพื่อนำเสนอความสามารถด้านดิจิทัลได้อย่างแท้จริงจากทุกที่ องค์กรจำเป็นต้องทิ้งกลยุทธ์การถ่ายโอนการทำงานแบบเดิม “ยกและเปลี่ยนใหม่” ไปสู่ CNP โดยการปรับใช้ CNP นั้นจะใช้ความสามารถหลักของคลาวด์คอมพิวติ้งเพื่อสร้างบริการในรูปแบบ “As A Service” ซึ่งจะเพิ่มความสามารถแก่ระบบไอทีให้มีความยืดหยุ่นและรองรับการปรับขยายให้แก่บริษัทเทคโนโลยีที่ใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต รวมทั้งเพิ่มมูลค่าจากการส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการไปยังตลาดและผู้บริโภคได้รวดเร็วกว่า ขณะที่ลดต้นทุนไปพร้อมกัน

การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่าภายในปี 2568 แพลตฟอร์ม Cloud-Native จะทำหน้าที่เป็นเทคโนโลยีหลักที่เป็นรากฐานสำหรับการสร้างนวัตกรรมหรือเครื่องมือดิจิทัลใหม่ ๆ มากถึง 95% เพิ่มขึ้นจากเดิมที่น้อยกว่า 40% ในปี 2564

ระบบอัตโนมัติขั้นกว่า (Autonomic Systems)

เมื่อองค์กรเติบโตขึ้น การเขียนโปรแกรมแบบดั้งเดิมหรือใช้ระบบอัตโนมัติแบบเก่าอาจไม่ตอบโจทย์ Autonomic Systems เป็นระบบทางกายภาพหรือระบบซอฟต์แวร์ที่สามารถจัดการและเรียนรู้สภาพแวดล้อมของการใช้งานได้ด้วยตนเอง จะต่างจากระบบอัตโนมัติทั่ว ๆ ไป หรือระบบอัติโนมัติที่ไม่ต้องอาศัยมนุษย์ควบคุม (Autonomous System) โดย Autonomic Systems สามารถปรับเปลี่ยนอัลกอริธึมของตัวเองได้แบบไดนามิก ไม่ต้องอัปเดตซอฟต์แวร์ภายนอก ทำให้สามารถปรับให้เข้ากับเงื่อนไขหรือการเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ ได้อย่างรวดเร็ว ในรูปแบบเดียวกับที่มนุษย์สามารถทำได้

“ระบบ Autonomic ได้ถูกปรับใช้กันแพร่หลายในปัจจุบันตามสภาพแวดล้อมการรักษาความปลอดภัยที่ซับซ้อน แต่ในระยะยาวระบบนี้จะกลายเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นทั่วไปในแบบที่จับต้องได้ เช่น หุ่นยนต์ โดรน เครื่องจักรที่ใช้ในภาคการผลิต และพื้นที่อัจฉริยะ” กรูมบริดจ์ กล่าว

การตัดสินใจอัจฉริยะ [Decision Intelligence (DI)]

ความสามารถในการตัดสินใจขององค์กรมีความจำเป็นมากยิ่งขึ้น เนื่องจากเป็นทรัพยากรเชิงกลยุทธ์สำคัญที่สามารถสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันให้องค์กรได้  

โซลูชั่นที่เพิ่มความสามารถในการตัดสินใจได้อัจฉริยะ (Decision Intelligence) เป็นแนวทางปฏิบัติที่นำไปใช้ได้จริงเพื่อเพิ่มความสามารถในการตัดสินใจโดยการทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ รวมทั้งการออกแบบวิธีการตัดสินใจ และประเมินผลลัพธ์ จัดการ และปรับปรุงจากคำติชมได้ การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่าในอีก 2 ปีข้างหน้า หนึ่งในสามขององค์กรขนาดใหญ่จะใช้การตัดสินใจอัจฉริยะเป็นโครงสร้างในการตัดสินใจเพื่อเพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขัน

แอปพลิเคชั่นแบบประกอบแยกส่วน (Composable Applications)

ในบริบทของทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ความต้องการในการปรับตัวทางธุรกิจจะนำองค์กรไปสู่สถาปัตยกรรมเทคโนโลยีที่สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการพัฒนาแอปพลิเคชันที่เน้นความรวดเร็ว ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ ซึ่งสถาปัตยกรรมแอปพลิเคชั่นแบบประกอบแยกส่วน (หรือ Composable application architecture) ได้ช่วยเสริมความสามารถให้กับการปรับตัวดังกล่าว และธุรกิจที่ใช้ปรับใช้แนวทางดังกล่าวจะนำหน้าคู่แข่งถึง 80% ในด้านความเร็วของการนำเสนอฟีเจอร์ใหม่ ๆ แก่ผู้บริโภค

“ตลอดช่วงการระบาดที่สร้างความปั่นป่วน หลักการทางธุรกิจที่ยืดหยุ่นจะช่วยให้องค์กรสามารถรับมือต่อสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วได้ ซึ่งจำเป็นต่อความยืดหยุ่นและการเติบโตของธุรกิจ หากไม่มีสิ่งนี้ องค์กรสมัยใหม่เสี่ยงที่จะสูญเสียโมเมนตัมของตลาดและความภักดีของลูกค้าไป” กรูมบริดจ์ กล่าว

เครื่องมืออัตโนมัติแบบยิ่งยวด [Hyperautomation]

Hyperautomation ช่วยเร่งเครื่องให้ธุรกิจเติบโตอย่างรวดเร็วและยืดหยุ่นด้วยความสามารถในการแปลผลลัพธ์ เพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบอย่างรวดเร็ว และทำให้กระบวนการต่าง ๆ เป็นไปโดยอัตโนมัติให้ได้มากที่สุด

“งานวิจัยของการ์ทเนอร์ชี้ให้เห็นว่าทีม Hyperautomation ที่มีประสิทธิภาพสูงให้ความสำคัญกับสามประเด็นหลัก: ได้แก่ 1.การปรับปรุงคุณภาพงาน 2.การเร่งกระบวนการทางธุรกิจ และ 3.การเพิ่มความคล่องตัวในการตัดสินใจ ขณะเดียวกัน ยังพบว่ามีนักเทคโนโลยีทางธุรกิจสนับสนุนความคิดริเริ่มในด้านระบบอัตโนมัติโดยเฉลี่ย 4.2 โครงการ ในปีที่ผ่านมา” กรูมบริดจ์ กล่าว

เพิ่มประสิทธิภาพประมวลผลความเป็นส่วนตัว [Privacy-Enhancing Computation (PEC)]

เนื่องจากการประกาศใช้กฎหมายด้านความเป็นส่วนตัวและการปกป้องข้อมูลระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้น จึงเป็นหน้าที่ของผู้บริหารที่ต้องรักษาความไว้วางใจของลูกค้าที่อาจเกิดจากความกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัว โดยการ์ทเนอร์คาดการณ์ว่า 60% ขององค์กรขนาดใหญ่จะใช้เทคนิคการประมวลผลข้อมูลเพื่อเพิ่มความเป็นส่วนตัวอย่างน้อยหนึ่งเทคนิคภายในปี 2568

PEC เป็นเทคนิคการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลที่มีความละเอียดอ่อน ครอบคลุมการปกป้องตั้งแต่ระดับข้อมูลซอฟต์แวร์หรือฮาร์ดแวร์ การแบ่งปัน การรวบรวม และการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างปลอดภัยขณะที่ยังคงปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความเป็นส่วนตัว ปัจจุบันมีการปรับใช้เทคนิคดังกล่าวแล้วในหลายองค์กรจากอุตสาหกรรมที่แตกต่างกันไป เช่นเดียวกับโครงสร้างพื้นฐานพับบลิกคลาวด์ (อาทิ สภาพแวดล้อมการดำเนินการที่เชื่อถือได้)

ตาข่ายความปลอดภัยไซเบอร์ [Cybersecurity Mesh]

กรูมบริดจ์ กล่าวว่า “ในปีนี้นอกจากปริมาณดาต้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดาต้ายังเป็นเทรนด์ที่ถูกพูดถึงกันตลอดทั้งปี แต่ดาต้าจะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อองค์กรต่าง ๆ สามารถนำข้อมูลไปใช้งานได้อย่างถูกต้องและแม่นยำเท่านั้น วันนี้สินทรัพย์และผู้ใช้กระจายตัวอยู่ทุกหนแห่ง หมายความว่าเราไม่สามารถใช้การรักษาความปลอดภัยในรูปแบบเดิม ๆ ได้อีกต่อไป จึงต้องอาศัยสถาปัตยกรรมที่ป้องกันและจัดการภัยคุกคามทางไซเบอร์ในรูปแบบตาข่ายหรือ Cybersecurity Mesh Architecture (CSMA)”

CSMA ช่วยเตรียมโครงสร้างและแนวทางการรักษาความปลอดภัยแบบบูรณาการเพื่อรักษาความปลอดภัยให้กับทรัพย์สินทั้งหมด โดยไม่คำนึงถึงแหล่งของสินทรัพย์ ภายในปี 2567 องค์กรต่าง ๆ ที่นำ CSMA มาใช้บูรณาการเครื่องมือและระบบรักษาความปลอดภัยต่าง ๆ เพื่อให้สามารถทำงานเป็นระบบนิเวศแบบมีส่วนร่วมจะช่วยลดผลกระทบทางการเงินจากเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยส่วนบุคคลได้เฉลี่ยถึง 90%

ปัญญาประดิษฐ์ทางวิศวกรรม [AI Engineering]

ผู้นำด้านไอทีติดปัญหาในการผสานรวมระบบ AI เข้ากับแอปพลิเคชัน ทำให้เสียเวลาและเงินไปกับโครงการ AI ที่ไม่เคยนำไปสู่การผลิต หรือการพยายามรักษาคุณภาพของโซลูชัน AI เมื่อเปิดตัว ซึ่ง AI Engineering เป็นแนวทางแบบบูรณาการสำหรับการดำเนินงานโมเดล AI ในรูปแบบต่าง ๆ

กรูมบริดจ์ กล่าวว่า “สำหรับทีมฟิวชั่นที่ทำงานด้าน AI ตัวสร้างความต่างที่แท้จริงสำหรับองค์กรพวกเขาก็คือความสามารถในการเพิ่มมูลค่าได้อย่างต่อเนื่องผ่านการเปลี่ยนแปลงของระบบ AI อย่างรวดเร็ว ภายในปี 2568 จะพบว่า 10% ขององค์กรที่สร้างแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดด้านวิศวกรรม AI จะสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างน้อยสามเท่าจากความพยายามปรับใช้ AI หรือมากกว่า 90% ขององค์กรที่ไม่ได้ทำ”

ประสบการณ์เต็มรูปแบบ [Total Experience (TX)]

TX เป็นกลยุทธ์ธุรกิจที่ผสมผสานประสบการณ์ลูกค้า (CX) ประสบการณ์พนักงาน (EX) ประสบการณ์ผู้ใช้ (UX) และประสบการณ์หลากหลาย (Multiexperience – MX) เข้าด้วยกัน เป้าหมายของกลยุทธ์ TX คือการสร้างความมั่นใจ ความพึงพอใจ ความภักดี และการสนับสนุนมากขึ้นจากลูกค้าและพนักงานที่พึงพอใจกับประสบการณ์ที่ได้รับการยกระดับ ขณะเดียวกันองค์กรต่าง ๆ สามารถเพิ่มรายได้และสร้างผลกำไรจากการบรรลุประสิทธิผลทางธุรกิจของ TX ที่ปรับตัวและยืดหยุ่น

แนวโน้มเทคโนโลยีเชิงกลยุทธ์ชั้นนำของปีนี้ได้มุ่งเน้นไปที่แนวโน้มที่จะผลักดันให้เกิดการหยุดชะงักหรือโอกาสการเติบโตในอีก 5-10 ปีข้างหน้า ลูกค้าของการ์ทเนอร์สามารถอ่านรายงานเพิ่มเติมได้ใน “แนวโน้มเทคโนโลยีเชิงกลยุทธ์ประจำปี 2565” พร้อมเรียนรู้เกี่ยวกับข้อมูลด้านเทคโนโลยีของปีนี้ในเชิงลึกได้ที่ Gartner e-book

 

เกี่ยวกับการ์ทเนอร์ 

บริษัท การ์ทเนอร์ (Gartner, Inc.) (NYSE: IT) คือบริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชั้นนำของโลก มอบข้อมูลเชิงลึก คำแนะนำ และเครื่องมือต่าง ๆ แก่ผู้บริหารองค์กรธุรกิจ เพื่อรองรับการดำเนินภารกิจสำคัญที่มีอยู่ในปัจจุบันและสร้างองค์กรให้ประสบความสำเร็จในอนาคต ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางของการ์ทเนอร์ในการช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจอย่างถูกต้องเพื่อขับเคลื่อนอนาคตของธุรกิจได้ที่ gartner.com

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-gartner-identifies-top-strategic-tech-trends-22/

[Guest Post] Entrust จับมือกับ MK Group ออกบัตรประชาชนแบบสมาร์ทการ์ด 50 ล้านใบสำหรับประชาชนเวียดนาม

โครงการนี้เป็นการผสมผสานระหว่างโซลูชันการออกบัตรขั้นสูงของ Entrust และความเชี่ยวชาญอย่างยาวนานในภูมิภาคของ MK Group ในประเทศเวียดนามเพื่อเพิ่มความมั่นคงปลอดภัยให้แก่บัตรประจำตัวประชาชนเวียดนาม

 

ประเทศเวียดนาม – Entrust ผู้ให้บริการชั้นนำด้านข้อมูลการระบุตัวตน การชำระเงิน และการป้องกันข้อมูลขั้นสูง ประกาศว่าบริษัทและ MK Group Joint Stock Company (MK Group) ประเทศเวียดนาม ได้ร่วมกันเปิดตัวโครงการบัตรประจำตัวประชาชนสมาร์ท การ์ดของเวียดนาม โดย Entrust และ MK Group จะนำเสนอโซลูชันเทคโนโลยีดิจิทัลขั้นสูงพร้อมกับการสนับสนุนภาคสนามร่วมกันในการดำเนินการโครงการนี้ในประเทศเวียดนาม เพื่อให้สามารถออกบัตรประจำตัวสมาร์ทการ์ดได้ 50 ล้านใบแก่พลเมืองโดยเริ่มมาตั้งแต่กุมภาพันธ์ต้นปีนี้

ระบบการออกบัตรและโซลูชันซอฟต์แวร์ของ Entrust ร่วมกับ MK Group ประเทศเวียดนามซึ่งเป็นผู้บริหารจัดการงานภาคสนามและดูแลการออกบัตรในภูมิภาคต่างๆ ในประเทศ จะช่วยให้ประชาชนเวียดนามชุดแรกกว่า 50 ล้านคนมีบัตรประชาชนได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ภายใต้การควบคุมดูแลข้อมูลส่วนบุคคลขั้นสูง บัตรประจำตัวประชาชนแบบสมาร์ทการ์ดใหม่นี้จะแทนที่และรวมบัตรประจำตัวประชาชนสามแบบหลังที่ทำการออกให้ประชาชน อันได้แก่ บัตรประชาชนแบบเลขประจำตัว 9 หลัก แบบเลขประจำตัว 12 หลัก และแบบบาร์โค้ด ซึ่งเปิดตัวในปี พ.ศ. 2542, 2555 และ 2559 ตามลำดับ ด้วยบัตรประชาชนสมาร์ทการ์ดใหม่นี้จะทำให้กระบวนการต่างๆ ในการตรวจสอบตัวตนของพลเมืองเวียดนามมีความปลอดภัยและเป็นมาตรฐานมากขึ้น

คุณแองกัส แมคดูกัล รองประธานระดับภูมิภาค ประจำภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่นของ Entrust กล่าวว่า “เรายินดีที่ได้รับเลือกให้เป็นพันธมิตรด้านเทคโนโลยีสำหรับโครงการระดับประเทศนี้ เพื่อเปลี่ยนระบบบัตรประชาชนของเวียดนามให้เป็นระบบที่มีมาตรฐาน ปลอดภัย และก้าวหน้าทางดิจิทัลมากขึ้น เรามองว่าการเป็นพันธมิตรกับ MK Group เป็นก้าวย่างสำคัญสู่อนาคตของการมีระบบข้อมูลประจำตัวประชาชนที่เชื่อถือได้ในประเทศเวียดนาม”

“MK Group มีความภาคภูมิใจที่ได้เป็นผู้นำเสนอและได้ดำเนินงานเทคโนโลยีชั้นนำนี้ สมาร์ทการ์ดที่นำเสนอสามารถรองรับแอพพลิเคชันได้หลายแบบ เช่น แอพพลิเคชนการตรวจสอบ ID และ ไบโอเมตริกซ์ตามมาตรฐานของ ICAO การเป็นพันธมิตรกับ Entrust ได้แสดงถึงวิสัยทัศน์ร่วมกันของเราในการเร่งการปกป้องข้อมูลที่ปลอดภัยและการตรวจสอบตัวตนขั้นสูงในประเทศเวียดนาม ซึ่งระบบที่เรานำเสนอจะยังคงมีบทบาทสำคัญในโครงการดิจิทัลของประเทศอย่างต่อเนื่องในอนาคต” นายคัง เหงียน ประธาน MK Group กล่าว “MK Group อยู่ในตำแหน่งที่ดีที่จะตอบสนองต่อการมุ่งมั่นที่เพิ่มขึ้นในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระดับรัฐบาลและการรับรองตัวตนของพลเมือง ผ่านการนำเสนอโซลูชันที่แข็งแกร่งและสามารถปรับขยายขนาดได้ในโครงการนี้”

 

 

MK Smart ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ MK Group ได้พัฒนาระบบปฏิบัติการของชิปบนสมาร์ทการ์ดและแอพพลิเคชันต่างๆ ตามมาตรฐาน ICAO และข้อกำหนดด้านความปลอดภัยของประเทศเวียดนาม บัตรประจำตัวที่ฝังชิปนี้จะเก็บข้อมูล e-ID ตามมาตรฐาน ICAO โดยมีความสามารถในการลงลายมือชื่อแบบไบโอเมตริกซ์และดิจิทัล เพื่อใช้เข้าสู่ระบบเวปพอร์ทัลภาครัฐและเอกชนหลายหลายพันรายที่ให้บริการแก่ประชาชนในปัจจุบัน รวมถึงประชาชนยังสามารถใช้บัตรสมาร์ทการ์ดนี้เพื่อรับรองตัวตนกับหน่วยงานราชการและธนาคารได้

Entrust ได้ทำการส่งมอบระบบการออกบัตรที่มีคุณภาพสูงพร้อมทั้งให้บริการคำปรึกษาในด้านต่างๆ จากผู้เชี่ยวชาญได้อย่างครบถ้วน และโครงการสามารถเริ่มดำเนินการออกบัตรประชาชนสมาร์ทการ์ด 50 ล้านใบแรกได้เรียบร้อยแล้ว

 

เกี่ยวกับ Entrust Corporation

​Entrust เป็นผู้ให้บริการชั้นนำของโลกในการสร้างความปลอดภัยในการระบุตัวตน การชำระเงิน และการปกป้องข้อมูลขั้นสูง ณ วันนี้ผู้คนต้องการใช้งานต่างๆ ที่ราบรื่น ไร้รอยต่อและปลอดภัยมากขึ้น ไม่ว่าพวกเขาจะทำการข้ามพรมแดนระหว่างประเทศ ซื้อสินค้า เข้าถึงบริการของรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์หรือเข้าสู่ระบบเครือข่ายองค์กรต่างๆ Entrust นำเสนอโซลูชันการรักษาความมั่นคงปลอดภัยดิจิทัลและการรับรองตัวตนชั้นนำระดับโลก ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินงานเหล่านี้ ด้วยพนักงานมากกว่า 2,500 คน มีเครือข่ายพันธมิตรทั่วโลกและลูกค้าในกว่า 150 ประเทศ รวมถึงองค์กรระดับโลกต่างๆ ที่ไว้วางใจ Entrust ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.entrust.com

เกี่ยวกับ MK Group แห่งประเทศเวียดนาม

MK Joint Stock Company (Group) ก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2542 ในประเทศเวียดนาม มีประสบการณ์มากกว่า 22 ปีในการจัดหาโซลูชั่นความมั่นคงปลอดภัยดิจิทัลและผลิตภัณฑ์สมาร์ทการ์ด คติพจน์ของกลุ่ม MK คือ Smart Digital Security โดย MK Group มีความมุ่งมั่นที่จะเป็นพันธมิตรที่เชื่อถือได้เสมอในการจัดหาและดำเนินการผลิตภัณฑ์และโซลูชันที่หลากหลายสำหรับลูกค้าในภาครัฐ ภาคการเงิน – การธนาคาร องค์กรขนาดใหญ่ ภาคการขนส่งและภาคโทรคมนาคม ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.mk.com.vn

 

 

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-entrust-cross-mk-group/

[Guest Post] “เบนท์ลี เนวาด้า” บริษัทในเครือธุรกิจของ “เบเกอร์ ฮิวจ์ส” เปิดศูนย์บริการดูแลและตรวจสอบจากระยะไกลในสิงคโปร์

  • ศูนย์บริการดูแลและตรวจสอบจากระยะไกล (RMC) ของบริษัทเบนท์ลี เนวาด้าแห่งใหม่นี้จะเป็นศูนย์แรกในเอเชียแปซิฟิกและเป็นแห่งที่ 8 ของโลก
  • ทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลและตรวจสอบเครื่องจักรจาก RMC ของบริษัทจะเข้ามาทำหน้าที่วิเคราะห์ความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น โดยจะให้ข้อมูลพยากรณ์เพื่อทำการบำรุงรักษาหรือซ่อมแซมเมื่อเห็นสัญญาณที่ผิดปกติก่อนจะมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น ระบบนี้จึงมีความคุ้มค่าทั้งในแง่ของการลงทุนและความปลอดภัย

เบนท์ลี เนวาด้า บริษัทในเครือธุรกิจของเบเกอร์ ฮิวจ์สซึ่งหนึ่งในธุรกิจชั้นนำของโลกทางด้านการปกป้องและดูแลทรัพย์สินได้เปิดศูนย์บริการดูแลและตรวจสอบจากระยะไกล (RMC) ในประเทศสิงคโปร์เพื่อให้บริการกับลูกค้าที่ทำธุรกิจประเภทโรงงานอุตสาหกรรมในกลุ่มประเทศเอเชียแปซิฟิก ศูนย์นี้นับเป็น RMC แห่งแรกของบริษัทเบนท์ลี เนวาด้าในโซนเอเชียแปซิฟิก และเป็นแห่งที่ 8 ของโลก ซึ่งจะรองรับการให้บริการในภาษาอังกฤษ จีนแมนดาริน และมาเลย์

RMC แห่งใหม่นี้จะให้บริการดูแลและตรวจสอบทรัพย์สินสำคัญต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นแท่นขุดเจาะน้ำมันและแก๊สนอกชายฝั่งทะเล โรงงานผลิตและบรรจุแก๊สธรรมชาติ (LNG) โรงกลั่นน้ำมัน โรงงานปิโตรเคมี รวมทั้งโรงงานที่ทำอุตสาหกรรมการผลิตประเภทอื่น ๆ หากวิศวกรที่ RMC ตรวจพบว่ามีสัญญาณผิดปกติใด ๆ เกิดขึ้นก็จะสามารถแจ้งเตือนให้ลูกค้าทราบได้แทบจะในทันที โดยจะให้ข้อมูลรายละเอียดของปัญหาที่ตรวจพบพร้อมกับแนะนำวิธีการแก้ไขให้ทราบ

“ในสถานการณ์ที่มีความต้องการใช้บริการดูแลและตรวจสอบจากระยะไกลกับทรัพย์สินในอุตสาหกรรมพลังงานและอุตสาหกรรมการผลิตมากขึ้น เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะเปิดศูนย์นี้มาเพื่อให้บริการรองรับความต้องการของลูกค้าในโซนเอเชียแปซิฟิก” นาย KH Hor ผู้อำนวยการฝ่ายขายประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกบริษัทเบนท์ลี เนวาด้ากล่าว ณ ที่ทำการบริษัทเบเกอร์ ฮิวจ์ส “เราให้บริการดูแลตรวจสอบทรัพย์สินต่าง ๆ พร้อมกับสามารถแจ้งข้อมูลที่เป็นประโยชน์ให้ลูกค้าทราบได้แทบจะในทันที ซึ่งช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายรวมถึงความเสี่ยงและอันตรายต่าง ๆ ในการเดินทางไปยังสถานที่นั้น ๆ อีกด้วย”

การเปิด RMC ในสิงคโปร์จึงถือว่าเป็นก้าวสำคัญในการขยายการให้บริการของเบนท์ลี เนวาด้าเข้าสู่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ปัจจุบันบริษัทเบนท์ลี เนวาด้ามีพนักงานในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมากกว่า 150 คน และในจำนวนลูกค้าหลักที่ใช้บริการอยู่ถึง 200 รายก็เป็นกลุ่มที่ถือหุ้นในกลุ่มพลังงานและอุตสาหกรรมแก๊สรวมถึง 80%

“ศูนย์บริการดูแลและตรวจสอบจากระยะไกลแห่งใหม่นี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเราที่มีต่อสิงคโปร์และภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก” นาย Ed J. Boufarah รองประธานบริษัทเบนท์ลี เนวาด้า กล่าว ณ ที่ทำการบริษัทเบเกอร์ ฮิวจ์ส “เราลงทุนขยายธุรกิจเพื่อให้บริการแก่กลุ่มลูกค้าที่กำลังต้องการเปลี่ยนผ่านไปใช้ระบบดิจิทัลในการดูแลและตรวจสอบสถานะการใช้งานของอุปกรณ์ต่าง ๆ รวมทั้งให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการบริหารทรัพยากรโรงงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด”

บริษัทเบนท์ลี เนวาด้ามีประสบการณ์ในธุรกิจดูแลและตรวจสอบผ่านระบบทางไกลมานานกว่า 60 ปี และอีกกว่า 20 ปีในการให้บริการตรวจสอบดูแลความปลอดภัยจากระยะไกลให้กับอุปกรณ์ในโรงงานอุตสาหกรรมทั่วโลก ปัจจุบันเครือข่าย RMC ของบริษัทเบนท์ลี เนวาด้ามีทรัพย์สินของลูกค้าที่ต้องดูแลรับผิดชอบมากกว่า 1,500 รายการใน 50 สถานที่ทั่วโลก บริษัทมีวิศวกรผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบเครื่องจักรที่ผ่านการรับรองมากกว่า 160 คนซึ่งพร้อมให้บริการทั้งจากทางไกลและที่หน้างาน

ข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทเบเกอร์ ฮิวจ์ส

บริษัทเบเกอร์ ฮิวจ์ส (Baker Hughes) (สัญลักษณ์ในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก:BKR) เป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเทคโนโลยีด้านพลังงานซึ่งให้บริการแก่ลูกค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานและอุตสาหกรรมโรงงานทั่วโลก ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมานับศตวรรษด้วยการให้บริการในกว่า 120 ประเทศ เรามีเทคโนโลยีและบริการที่ล้ำสมัยที่จะสามารถต่อยอดการพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานให้ก้าวไกลต่อไปได้อย่างปลอดภัย อีกยังช่วยลดมลพิษและเพิ่มประสิทธิภาพเพื่อประโยชน์แก่มนุษยชาติและโลกของเรา หากต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรา โปรดดูที่ bakerhughes.com

 

 

 

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-bently-nevada-opens-rmc-in-singapore/

[Guest Post] 3 พันธมิตรร่วมพลิกโฉมเกษตรชุมชนสู่ Smart Farming เกษตรอัจฉริยะไทยก้าวไกลสู่ครัวโลก

บริษัท ติงส์ ออน เน็ต จำกัด (THINGS ON NET CO., LTD.) ผู้นำด้านบริการโซลูชันไอโอทีครบวงจร ด้วยโครงข่ายเทคโนโลยีสื่อสารระดับโลก ร่วมกับ บริษัท พี.ที.เอ็น.อินโนเวชั่น จำกัด และสหกรณ์บริการ ส่งเสริมอาชีพและวัฒนธรรมชลบุรี จำกัด ผสานความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ ดึงโซลูชันไอโอทีครบวงจรผ่านอุปกรณ์ไฮเทคและโครงข่ายสัญญาณ มาขับเคลื่อนเกษตรชุมชนอัจฉริยะ (Smart Farming) ต่อยอดฟาร์มเห็ดไทยสู่ครัวโลก

ดร.เจมส์  ลิ้มรพีพงษ์ ประธานคณะกรรมการ สหกรณ์บริการ ส่งเสริมอาชีพและวัฒนธรรมชลบุรี จำกัด เปิดเผยว่า สหกรณ์ฯ เปิดดำเนินธุรกิจมาเป็นเวลาหนึ่งปีกว่า ปัจจุบันมีสมาชิก 45 คน ในจำนวนนี้ประกอบธุรกิจฟาร์มเห็ดนางฟ้า นางฟ้าภูฐาน นางนวลชมพู และนางรมทอง เป็นอาชีพหลักรวม 10 ครัวเรือน ในระยะแรกกลุ่มเกษตรกรใช้วิธีเพาะเลี้ยงเห็ดแบบโรงเรือนทั่วไปใช้วัสดุไม้เหลือใช้หรือต้นไม้เสาเข็มนำมาทำโรงเรือน ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายและใช้เงินลงทุนต่ำ แต่ต้องเผชิญกับความเสี่ยง เรื่องโรคราต่างๆ เช่น ราเหลือง ราเขียว ราดำ เป็นต้น ส่งผลให้ได้ผลผลิตไม่แน่นอน ไม่สามารถผลิตเห็ดให้มีคุณภาพสูงและมีมาตรฐานที่จะจำหน่ายภายในประเทศ หรือส่งออกเป็นอุตสาหกรรมได้ สหกรณ์ฯ จึงเปลี่ยนแนวคิดสู่การเพาะเห็ดแบบโรงเรือน Smart Link ที่ให้ผลผลิตสูง มีความสม่ำเสมอ และผลิตดอกเห็ดได้ตลอดปี ทดแทน

“การเพาะเลี้ยงเห็ดสายพันธุ์ต่างๆ แบบใช้โรงเรือน มีข้อดีคือมีประสิทธิภาพและให้ประสิทธิผลสูง แต่มีอุปสรรคใหญ่สำหรับเกษตรกรชุมชน คือต้องใช้งบลงทุนที่สูงมาก ทั้งค่าก่อสร้างโรงเรือน ระบบการให้น้ำ และอุปกรณ์อื่นๆ อีกทั้งขั้นตอนการเพาะเห็ดวิธีนี้มีความซับซ้อน ตั้งแต่การเตรียมโรงเรือน อบฆ่าเชื้อ ปรับอุณหภูมิ ความชื้นและแสง ไปจนถึงขั้นตอนการเกิดดอกและเก็บเกี่ยว หากปรับสภาพแวดล้อมไม่ถูกวิธีจะส่งผลให้ผลผลิตทั้งหมดเสียหายได้

สหกรณ์ฯ จึงได้ปฏิรูปการดำเนินการโดยนำเทคโนโลยีที่ทันสมัย ใช้ได้ผลและมีมาตรฐานสูง แต่อยู่ในงบประมาณที่คุ้มค่าราคาไม่แพงเข้ามาใช้ ภายใต้โครงการ “เกษตรนวัตกรรมการเพาะเลี้ยงพืชผักปลอดสารพิษ เห็ดนางฟ้า” แบบโรงเรือนอัจฉริยะ Smart Link ช่วยเหลือสมาชิกเกษตรกร โดยได้สองพันธมิตรที่มีศักยภาพและความพร้อมมารับหน้าที่วางระบบและบริหารจัดการฟาร์มเห็ดทั้งโครงการซึ่งปัจจุบันมีโรงเรือนเพาะเห็ดทั้งสิ้น 32 โรงเรือน”

นายธรรมนูญ กรเพชรพงศ์ Chief Lead Sales and Marketing บริษัท พี.ที.เอ็น.อินโนเวชั่น จำกัด กล่าวว่า บริษัทเป็นหนึ่งในพันธมิตรที่เห็นถึงความสำคัญของการสนับสนุนให้ระบบเศรษฐกิจชุมชนขับเคลื่อนได้ โดยเฉพาะการเข้าถึงแหล่งเงินทุน จึงได้ร่วมสนับสนุนโครงการฯ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการให้บริการ Smart IOT ทั้ง Home Solutions และ Business Solutions บริษัทได้สนับสนุนอุปกรณ์ตรวจวัดอุณหภูมิและความชื้นแบบอัตโนมัติบนโครงข่ายสัญญาณระดับโลกซิกฟอกส์ (Sigfox) พร้อมด้วยแท็บเล็ตเคลื่อนที่แสดงผลค่าต่างๆ ผ่าน Application ได้แบบ Realtime ผ่านบริการเช่าใช้ พร้อมทำหน้าที่ดูแลและบริหารจัดการสมาร์ทฟาร์มทั้งโครงการ

ขณะที่อีกหนึ่งพันธมิตรอย่าง บริษัท ติงส์ ออน เน็ต จำกัด นำโดย นายปวิณ วรพฤกษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร รับบทบาทสำคัญในการวางระบบและติดตั้งโซลูชัน แพลตฟอร์ม และอุปกรณ์ตรวจวัดอุณหภูมิและความชื้นอัจฉริยะ ที่สั่งการบนโครงข่ายสัญญาณระดับโลกซิกฟอกส์ให้กับทั้ง 32 โรงเรือน ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านไอโอที มีโครงข่ายสัญญาณครอบคลุมระดับโลก และมีโซลูชัน แพลตฟอร์ม และอุปกรณ์ครบวงจรที่สามารถปรับใช้ได้กับทุกอุตสาหกรรม และเป็นผู้ถือสิทธิ์การให้บริการโครงข่ายซิกฟอกส์แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย

“อุณหภูมิและความชื้น เป็นตัวแปรหลักของภาคเกษตรกรรม และการเปลี่ยนแปลงของสองปัจจัยนี้เป็นสาเหตุใหญ่ที่ก่อให้เกิดความเสียหายมหาศาลต่อพืชผล ติงส์ ออน เน็ต จึงวางระบบโซลูชันไอโอที Environmental Monitoring Solution: Temperature & Humidity และติดตั้งเซ็นเซอร์อัจฉริยะให้กับฟาร์มเห็ดของสหกรณ์ฯ เพื่อให้สามารถจัดการกับปัญหานี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถตรวจวัดและบันทึกข้อมูลอุณหภูมิและความชื้นได้อย่างอิสระทุกที่ทุกเวลาและในทุกขั้นตอนการเพาะเห็ด พร้อมระบบแจ้งเตือนเมื่อเกิดความผิดปกติอย่างทันท่วงที และจัดเก็บข้อมูลต่างๆ อย่างเป็นระบบ ปลอดภัย ผ่านการแสดงผลบนแท็บเล็ตที่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลสำหรับพัฒนาการเพาะเลี้ยงเห็ดต่อไปได้”

ไอโอทีโซลูชันและเซ็นเซอร์อัจฉริยะสำหรับตรวจวัดอุณหภูมิและความชื้น ไม่เพียงมีคุณสมบัติที่โดดเด่นเรื่องประสิทธิภาพและความแม่นยำ ซึ่งสามารถตรวจวัดและควบคุมอุณหภูมิได้ตั้งแต่ -40 องศา ถึง 125 องศา และตรวจวัดความชื้นได้ตั้งแต่ระดับ 0 – 100% แต่ยังถูกออกแบบให้มีขนาดกะทัดรัด สะดวกต่อการใช้งาน ติดตั้งง่าย ไม่ต้องเดินระบบสายไฟ อีกทั้งใช้พลังงานต่ำ แบตเตอรี่สามารถชาร์จซ้ำได้ อายุการใช้งานยาวนานถึง 5 ปี จึงช่วยลดต้นทุนให้กับเกษตรกรชุมชน และลดความเสี่ยงการเสียหายของพืชผลจากปัจจัยการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิและความชื้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ระบบโรงเรือนแบบ Smart Link ช่วยยกระดับการบริหารจัดการฟาร์มเห็ดให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพิ่มความสะดวกในการดูแลโรงเรือนของผู้เพาะเลี้ยง ใช้กำลังคนเพียง 8 คน ดูแลโรงเรือนเพาะเห็ดทั้งหมด 32 โรงเรือน โดย 1 คน สามารถบริหารจัดการ 4 โรงเรือนพร้อมกัน ตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมโรงเรือน การเพาะ ไปจนถึงขั้นตอนการเกิดดอกและเก็บเกี่ยวดอกเห็ด จากเดิมที่ต้องใช้กำลังคนจำนวนมากดูแลเห็ดในโรงเรือนทุกครึ่งชั่วโมง และจดบันทึกด้วยมือ ระบบโซลูชันไอโอทียังช่วยลดความเสี่ยงการเสียหายของเห็ดจากปัจจัยการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิและความชื้น เพิ่มคุณภาพและปริมาณผลผลิต เป็นการขยายโอกาส สร้างรายได้และผลกำไรจากตลาดระดับประเทศสู่ตลาดต่างประเทศได้ การผนึกกำลังร่วมพลิกโฉมโรงเรือนเพาะเห็ดเกษตรชุมชนสู่ฟาร์มเห็ดเกษตรอัจฉริยะครั้งนี้ จึงนับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนภาคเกษตรไทยสู่ยุคไอโอที ปูพรมเกษตรอัจฉริยะประเทศไทยก้าวไกลสู่ครัวโลก

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-3-partner-smart-farming/

สิงคโปร์ประกาศขยายเขตพื้นที่ในการทดสอบรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ

สิงคโปร์ประกาศขยายเขตพื้นที่ในการทดสอบรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติเพิ่มขึ้นในถนนหลายสาย รวมมีพื้นที่ทดสอบมากกว่า 1,000 กิโลเมตรแล้ว

Credit: ShutterStock.com
Land Transport Authority (LTA) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่คอยส่งเสริมและออกข้อกำหนดในการทดสอบใช้งานรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติของประเทศสิงค์โปร์ ได้ออกมาประกาศเพิ่มเขตพื้นที่ในการทดสอบรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติเพิ่มขึ้นในถนนสาธารณะหลายสาย ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นบริเวณภาคตะวันตกของประเทศ ได้แก่ Buono Vista, Jurong Island และ Sentosa เพื่อให้บริษัทที่ทำการพัฒนารถยนต์ดังกล่าวสามารถทำการทดสอบกับพื้นที่ถนนจริงและเก็บข้อมูลจากสภาวะต่างๆของถนนได้หลายรูปแบบ ทำให้ปัจจุบันสิงคโปร์มีถนนสาธารณะที่ได้รับอนุญาตให้ทดสอบรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติความยาวรวมมากกว่า 1,000 กิโลเมตรแล้ว อย่างไรก็ตามแม้ว่ารถยนต์จะสามารถขับเคลื่อนอัตโนมัติเองได้ แต่การทดสอบแต่ละครั้งจะต้องมีคนที่สามารถควบคุมรถได้ในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินนั่งอยู่ในรถด้วย
 
ทาง LTA เองได้ส่งเสริมการทดสอบรถยนต์อัตโนมัติด้วยการประกาศพื้นที่สำหรับทดสอบรถยนต์มาตั้งแต่ปี 2015 นอกจากนี้ในช่วงต้นปีที่ผ่านมายังออกมาตรฐาน ซึ่งเรียกว่า Technical Reference 68 (TR 68) เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนารถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติภายในประเทศอีกด้วย
 
Credit: LTA
 

from:https://www.techtalkthai.com/singapore-expands-test-roads-for-autonomous-vechicles/

Microsoft เผยโฉม Surface Hub 2S พร้อมวางขายมิถุนายนนี้

Microsoft ได้เผยโฉมหน้า Surface Hub รุ่นใหม่ 2S โดยคาดว่าจะเริ่มออกขายในอเมริกาเหนือได้ในเดือนมิถุนายนนี้และสนนราคาเบาๆ ราว 9,000 ดอลล่าร์สหรัฐฯหรือราว 288,000 เท่านั้นเอง

credit : digitaltrends.com

สำหรับคนที่ยังไม่เคยรู้จัก Surface Hub ก็คือ Interaction Whiteboard หรือบางเจ้าเรียกว่า Smart Whiteboard ประโยชน์ก็เพื่อการประชุมติดต่อทางไกลซึ่งอาศัยซอฟต์แวร์การประชุมอย่าง Microsoft ก็มาจาก Teams ของตน นอกจากนี้ยังสามารถแชร์การแสดงผลหรือใช้ปากกาเขียนลงหน้าจอแชร์ไอเดียเหมือน Whiteboard ได้นั่นเอง

โดยในรุ่น Hub 2 จะมี 2 รุ่นคือ 2S และ 2X (ออกสู่ตลาดปีหน้ารายละเอียดราคาและสเป็คยังไม่เปิดเผย) แต่สำหรับ 2S นั้นมีความสามารถดังนี้

ฟีเจอร์

  • สามารถนำหลายตัวมาเชื่อมต่อกันได้ (ตามภาพ)
  • รองรับสีได้ถึง 1024 เฉดสี
  • รีเฟรชเรท 60 GHZ
  • Multi-touch ได้พร้อมกันถึง 10 จุด
  • แสดงผลระดับ 4K+ หรือเฟรมแบบ 3:2 ซึ่งให้ความละเอียดที่ 3820×2560
  • ยังไม่มีฟีเจอร์การหมุนหน้าจอ หรือ Rotation (คล้ายการหมุนมือถือที่ภาพตามด้วย) แต่สามารถอัปเกรตได้หลัง 2X ออกมาแล้ว

ฮาร์ดแวร์และพอร์ตเชื่อมต่อ

  • CPU Intel gen 8th core i5
  • Graphic Intel UHD 620
  • Ram DDR4 8 GB
  • Harddisk SSD 128 GB
  • 1 USB-A, 1 USB-c/DP, 4 USB-C และพอร์ต Gigabit Ethernet
  • มี HDMI และ Mini Display Port
  • 8 Microphone Array และลำโพงด้านหน้าแบบ Stereo

การออกแบบทาง Hub 2S มีขนาด 50.5 นิ้ว (ถ้า 2X จะมีขนาด 85 นิ้ว) และน้ำหนักเบากว่ารุ่นแรกที่ 61.6 ปอนด์หรือประมาณ 27 กิโลกรัมแต่หนาเพียง 15.5 มิลลิเมตรเท่านั้น นอกจากนี้ยังได้เลือกใช้กระจกที่ทนทานต่อการใช้ปากกาเขียนอย่าง ‘Gorilla Glass‘ จากผู้ผลิต Corning 

ของแถมจะมาพร้อมกับปากกาที่ถูกออกแบบมาอย่างเรียบง่าย อีกทั้งยังมีกล้อง Webcam ระดับ 4K ที่หมุนได้ถึง 90 องศา จับภาพได้ 30 เฟรมต่อวินาทีซึ่งยังมีพร้อม USB-C ที่สามารถต่อกับ Hub 2S/2X ได้ด้วย อย่างไรก็ตามสิ่งที่ไม่รวมมาด้วยคือชุดขาตั้ง (ตามภาพ) และชุดแบตเตอรี่ที่ให้พลังงานต่อเนื่องได้ 2 ชม.ที่ออกแบบมาให้วางเข้ากับขาตั้งได้

ระบบปฏิบัติการ Microsoft ได้นำเอา Windows 10 มาปรับแต่งโฉมใหม่ให้ชื่อว่า ‘Core OS’ สำหรับการใช้งานบน Hub 2S โดยเฉพาะเพื่อให้ผู้ใช้ทั่วไปเข้าใจวิธีการใช้จากหน้าตาที่ง่ายขึ้นแต่หากผู้ใช้มีความต้องการลง Windows 10 ตัวปกติก็สามารถทำได้ (อาจมี License เพิ่ม) นอกจากนี้การใช้งานยังไม่ต้องล็อกอินเข้าใช้แต่ก็มีโหมดที่สามารถล็อกอินเพื่อดึงเอาข้อมูลโปรไฟล์การใช้งานมาจากคลาวด์ได้เช่นกัน

ผู้สนใจสามารถชมวีดีโอสาธิตได้ตามด้านล่าง

ที่มา : https://www.digitaltrends.com/computing/microsoft-unveils-surface-hub-2s-family-news/

from:https://www.techtalkthai.com/microsoft-introduces-surface-hub-2s/

Amazon กำลังเข้าสู่ตลาดใช้ดาวเทียมเพื่อให้บริการอินเทอร์เน็ต

Amazon ได้เซ็นสัญญากับรัฐบาลสหรัฐฯ สำหรับการปล่อยเครือข่ายดาวเทียมจำนวน 3,236 ตัวภายใต้บริษัทย่อยชื่อ ‘Kuiper System’

credit : satellitetoday.com

Amazon ได้แถลงยืนยันเหตุการณ์ครั้งนี้ว่า “โปรเจ็ค Kuiper เป็นการเริ่มปล่อยกลุ่มของดาวเทียมในวิถีโคจรต่ำของโลกซึ่งจะสามารถให้บริการการเชื่อมต่อที่มี Latency ต่ำแก่สังคมที่ยังขาดโอกาสรอบโลก” หรือพูดง่ายๆ ก็คือคนที่ยังไม่มีอินเทอร์เน็ตใช้หรือ Broad-band ยังเข้าไม่ถึงที่คาดว่ามีถึง 3,800 ล้านคนในโลก (อ่านรายงานเพิ่มเติมได้ที่นี่) โดย Kuiper ตั้งชื่อตาม Gerard Kuiper หรือนักดาราศาสตร์ที่ถูกยกว่าเป็นบิดาแห่งวงการวิทยาศาสตร์ดาวเคราะห์

อย่างไรก็ตาม Amazon ไม่ใช่ผู้เล่นรายแรกที่กระโจนเข้าสู่ตลาดนี้เพราะมีทั้ง OneWeb, SpaceX และ Facebook ที่ก้าวเข้าสู่โครงการเช่นนี้ไปก่อนแล้วซึ่งแต่ละรายก็ยังอยู่ในขั้นตอนที่ต้องพัฒนาอีกมากและยังไม่ประสบความสำเร็จตามที่ตั้งเป้าเอาไว้ ถึงกระนั้นการก้าวเข้ามาของ Amazon ก็ถือว่าน่าสนใจไม่น้อยหากดูจากปริมาณของผู้ใช้งานทั่วโลกที่ยังเหลืออยู่

ที่มา : https://techcrunch.com/2019/04/04/amazon-joins-spacex-oneweb-and-facebook-in-the-race-to-create-space-based-internet-services/

from:https://www.techtalkthai.com/amazon-is-getting-into-satellite-internet-service-by-kuiper-project/

TechTalk Webinar: ทำความรู้จักกับเทคโนโลยี Virtual Set Studio (สตูดิโอเสมือนสามมิติ) โดย Throughwave Thailand

Throughwave Thailand ขอเรียนเชิญเหล่า IT Manager และ IT Admin รวมถึงผู้ที่สนใจทุกท่าน เข้าร่วมฟัง TechTalk Webinar ในหัวข้อเรื่อง “ทำความรู้จักกับเทคโนโลยี Virtual Set Studio (สตูดิโอเสมือนสามมิติ) โดย Throughwave Thailand” เพื่อรู้จักกับเทคโนโลยีห้องสตูดิโอเสมือนที่สามารถใช้ฉาก 3 มิติเป็นพื้นหลัง สำหรับหน่วยงานทางด้านการศึกษาและธุรกิจสื่อโทรทัศน์โดยเฉพาะ ในวันพุธที่ 28 พฤศจิกายน 2018 เวลา 14.00 – 15.30 น. โดยมีกำหนดการและวิธีการลงทะเบียนดังนี้

 

 

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: ทำความรู้จักกับเทคโนโลยี Virtual Set Studio (สตูดิโอเสมือนสามมิติ) โดย Throughwave Thailand
ผู้บรรยาย: จิตราพรรณ สุขกวี, Throughwave Thailand
วันเวลา: วันพุธที่ 28 พฤศจิกายน 2018 เวลา 14.00 – 15.30 น.
ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference
จำนวนผู้เข้าร่วมสูงสุด: 100 คน
ภาษา: ไทย

 

ด้วยการเติบโตของการบริโภคสื่อวิดีโอทั่วโลกในทุกวันนี้ ก็ทำให้เทคโนโลยี Virtual Set Studio นี้ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากความยืดหยุ่นในการถ่ายทำรายการต่างๆ ได้อย่างหลากหายภายในห้องเดียว, การเปลี่ยนแปลงการจัดฉากได้ตามต้องการ และการนำเสนอข้อมูลได้อย่างน่าสนใจด้วยการนำสื่อ Digital, Data Visualization และ 3D Object ต่างๆ มาแสดงได้ทันที ทำให้รายการมีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น

เทคโนโลยีนี้ถูกนำไปใช้เป็นอย่างมากในธุรกิจสื่อและบันเทิงทั่วโลก รวมถึงในเหล่ามหาวิทยาลัยต่างๆ ที่มีการเรียนการสอนทางด้านนิเทศศาสตร์และมัลติมีเดียเองก็มีการนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ในการเรียนการสอนจริงด้วย

ใน Webinar นี้เราจะมาทำความรู้จักกับเทคโนโลยีเบื้องหลังที่เกี่ยวข้องกับระบบ Virtual Set Studio ทั้งหมด และตัวอย่างการนำไปใช้งานจริง

 

ลงทะเบียนเข้าร่วม TechTalk Webinar ได้ฟรี

ผู้ที่สนใจสามารถกรอกแบบฟอร์มเพื่อเข้าร่วม TechTalk Webinar ในหัวข้อนี้ได้ฟรีๆ ทันทีที่ https://zoom.us/webinar/register/WN_25C9qP2QQBenslyS1zxG4Q

from:https://www.techtalkthai.com/techtalk-webinar-introduce-to-virtual-set-studio-by-throughwave-thailand/

HP ก้าวไปอีกขั้น ด้วยการนำเทคโนโลยี 3D มาปฏิวัติวงการรองเท้า

HP ประกาศเปิดตัว FitStation powered by HP, พร้อมปฏิวัติวงการรองเท้าด้วยการนำเสนอวิธีการเลือกรองเท้าในรูปแบบใหม่ พร้อมนำเทคโนโลยีและเครื่องพิมพ์แบบ 3D มาช่วย รองรับการเติบโตของตลาดรองเท้า

Credit: HP


FitStation
ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของบริษัท HP ที่ได้นำหลายๆ เทคโนโลยีที่เกี่ยวกับ 3 มิติ มาประยุกต์ใช้อย่างจริงจัง

FitStation powered by HP เป็นนวัตกรรมที่ประกอบไปด้วยซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ที่ทำงานด้วยการสแกนเท้าของผู้ใช้งานแต่ละคน วัดน้ำหนักและแรงกดในการลงเท้า รวมไปถึงวิเคราะห์ลักษณะของการเดิน จากนั้นนำข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์และสร้างเป็น Digital Profile ของเท้าในแต่ละข้าง เมื่อทำการสร้าง Digital Profile เสร็จแล้ว HP จะนำเทคโนโลยีเครื่องพิมพ์ 3D มาใช้ เป็นการพิมพ์พื้นในรองเท้า (แผ่นรอง) โดยใช้ HP Multi Jet Fusion รวมไปถึงตัวรองเท้าเองที่เป็นแบบลักษณะเฉพาะของบุคคลเท่านั้น

Credit: HP

 

ทั้งนี้ FitStation จะเริ่มช่วง Pilot​ Project กับร้านรองเท้าชื่อดังอย่าง Superfeet ที่มีหน้าร้านมากกว่า 4,000 สาขาเป็นช่วงทดลอง รวมไปถึงบริษัทผู้ผลิตรองเท้า Safety ในเยอรมัน ก็จะนำ FitStation ไปช่วยในการทำให้รองเท้าที่ตนเองผลิตมีความสบายในการสวมใส่มากขึ้น ช่วยป้องกันในเรื่องของสุขภาพและอุบัติเหตุ

ที่มาhttp://www8.hp.com/us/en/hp-news/press-release.html?id=2512130

from:https://www.techtalkthai.com/hp-steps-up-with-3d-technology/

เป็นไปได้! PragmatIC พัฒนา ARM Processor บนแผ่นฟิลม์พลาสติกด้วยต้นทุน $0.01

ในงาน IDTechEx Show ที่ผ่านมาในประเทศเยอรมนี บริษัท PragmatIC แสดงผลงาน R&D แผ่นฟิลม์งอได้ที่อัดแน่นไปด้วย ARM Processor ขนาดไม่กี่ตารางเซนติเมตรภายใต้ชื่อ PlasticARM

PlasticARM นี้เป็นหน่วยประมวลผลที่มีฐานมาจาก 32-bit microprocessor SoC ARM Cortex-M0 ถูกผลิตขึ้นด้วยเทคโนโลยีของ PragmatIC ที่ชื่อว่า FlexIC ซึ่งคือการปรินท์ออกไซด์ของโลหลงบนแผ่นฟิลม์โพลิเมอร์ที่มีความหนาไม่ถึง 10 ไมโครเมตรและมี cell library ขนาด 1 ไมโครเมตรเท่านั้น

นอกจากความก้าวหน้าของการปรินท์อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และการวิจัยเกี่ยวกับวัสดุทำให้บริษัทสามารถเลือกวัสดุที่เหมาะสมกับการสร้าง PlasticARM นี้ขึ้นเป็นที่สำเร็จแล้ว Scott White – CEO ของบริษัทยังได้กล่าวถึงนวัตกรรมของ PragmatIC ในการปรินท์วัสดุที่เลือกลงไปในพื้นที่เล็กๆอย่างแม่นยำ และการจัดวาง layer ของสิ่งต่างๆลงบนหน่วยประมวลผล โดยบนแผ่นฟิลม์พลาสติกบางๆที่เห็นกันนี้มีกลไกต่างๆของ processor ซ้อนกันอยู่ถึง 10 เลเยอร์ด้วยกัน

ด้วยขนาดที่เล็ก ซึ่งจะยิ่งเล็กลงไปอีกตามเป้าหมายของบริษัท และความยืดหยุ่นโค้งงอได้ PragmatIC จึงหวังว่าในอนาคต PlasticARM จะเข้ามาเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับอุปกรณ์รอบๆตัวในระบบ IoT ที่มีขนาดและราคาที่จับต้องได้

PragmatIC เป็นผู้พัฒนาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ยืดหยุ่นราคาต่ำเพื่อการสร้าง smart object ที่สามารถเชื่อมต่อกับสิ่งรอบๆตัวได้ โดยแพตฟอร์มเทคโนโลยีที่สำคัญของบริษัทคือการสร้างวงจรไฟฟ้าที่บางกว่าเส้นผมมนุษย์และสามารถทำไปใช้งานได้บนพื้นที่ต่างๆในชีวิตประจำวัน

 

ที่มา: http://armdevices.net/2017/05/21/0-01-flexible-plastic-arm-processor-by-pragmatic/

from:https://www.techtalkthai.com/pragmatic-arm-processor-on-plastic-film/