คลังเก็บป้ายกำกับ: OTHER_NEWS

Facebook ร่วมมือ google วางสายเคเบิ้ลใต้ทะเล สิงคโปร์-สหรัฐฯ คาดว่าจะเสร็จในปี 2024

Facebook ร่วมมือกับ Google ประกาศวางสายเคเบิ้ลใต้ทะเลจากสิงคโปร์ ไปยังสหรัฐฯ คาดว่าจะเสร็จสิ้นในปี 2024

Facebook ร่วมมือ Google วางสายเคเบิ้ลใต้ทะเล สิงคโปร์-สหรัฐฯ

ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของวงการด้านการสื่อสารและโทรคมนาคมเลยทีเดียว เมื่อ Facebook ได้ประกาศวางสายเคเบิลใต้น้ำเชื่อมต่อระหว่างเอเชียแปซิฟิกและทางตอนเหนือของสหรัฐอเมริกา จากสิงคโปร์ ไปยังอินโดนีเซีย เกาะกวม และสหรัฐอเมริกา การวางสายเคเบิลในครั้งนี้เป็นไปเพื่อขยายความสามารถในการส่งข้อมูลระหว่างเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับทวีปอเมริกาเหนือ เพิ่มขึ้นจากเส้นทางเดิมที่อยู่ในแถบฮ่องกงและญี่ปุ่น โดยจะแบ่งสายเคเบิลออกเป็น 2 เส้นด้วยกัน คือ สาย Echo และ Bifrost การวางสายเคเบิลครังนี้ยังถือเป็นการร่วมมือครั้งใหญ่กับทาง Google และบริษัทด้านโทรคมนาคมจากสิงคโปร์ และอินโดนีเซียอีกด้วย

สายเคเบิลทั้ง 2 เส้นนี้จะถูกลากผ่านแถบทะเลชวา เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาความขัดแย้งที่อาจเกิดในทะเลจีนใต้ ซึ่งจะช่วยให้มีพื้นที่ในการส่งนข้อมูลมากขึ้นกว่าเดิมถึงกว่า 70% ทำให้การเชื่อมต่อจะลด Lantency หรือค่าความหน่วงลง และเป็นประโยชน์สำหรับการเชื่อมต่อระหว่างทวีปในแถบนี้ด้วย เช่น สิงคโปร์ อินโดนีเซีย รวมไปถึงพื้นที่ในแถบอเมริกาเหนือ 

โดยสายเส้นแรกที่จะสร้างเสร็จคือ Echo ซึ่งจะเป็นการสร้างความร่วมมือกันระหว่าง Alplabet บริษัทแม่ของ Google และบริษัทโทรคมนาคมจากอินโดนีเซีย XL Axiata และคาดว่าจะเสร็จสิ้นในราวปี 2023

ส่วนเส้นที่ 2 นั้น มีชื่อว่า Bifrost สร้างโดยบริษัท Telin ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ Telkomsel จากอินโดนีเซีย และบริษัทจากสิงคโปร์ conglomerate Keppel โดยคาดว่าจะเสร็จสิ้นประมาณปี 2024 

นอกจากนี้ ทาง Facebook ยังได้ดำเนินการโครงการ PLCN (Pacific Light Cable Network) ในการเชื่อมเอเชียเข้ากับสหรัฐฯ ผ่านทาง ไต้หวัน ฮ่องกง และฟิลิปปินส์ แต่เนื่องด้วยปัญหาบางอย่าง ทำให้ต้องมีการยกเลิกการเชื่อมต่อเคเบิลใต้น้ำระหว่างรัฐแคลิฟอร์เนียกับฮ่องกง เนื่องด้วยความกังวลเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐ-ฮ่องกง กับประเทศจีน ทำให้การวางสายเคเบิลจากสิงคโปร์ไปยังทวีปอเมริกาเหนือในครั้งนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก

Credit: Reuters, Gadgets 360

from:https://notebookspec.com/web/586374-facebook-google-plan-undersea-cables

เปิดตัวแล้ว! Mi Band 6 สมาร์ทแบนด์ฟีเจอร์เด็ด ราคาประหยัด

เปิดตัวแล้ว ! Mi Band 6 สมาร์ทแบนคุณภาพดี ราคาประหยัด

Mi Band 6

มีข่าวและข้อมูลมาสักระยะแล้วกับ Mi Smart Band 6 สมาร์ทแบนด์ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในตลาดของสมาร์ทแบนด์ ที่มีราคาเอื้อมถึงได้ แต่ฟีเจอร์และคุณภาพคุ้มเกินราคา สำหรับใน Mi Band 6 ที่เพิ่งตัวไปนี้ ก็มีฟีเจอร์ใหม่ ๆ ที่ได้รับการปรับปรุงและพัฒนาเพิ่มขึ้นมา ดังนี้เลย

  • หน้าจอ AMOLED ขนาด 1.56 นิ้วมี พื้นที่จอใหญ่กว่ารุ่นก่อนหน้า Mi band 5 ที่มีหน้าจอ 1.1 นิ้ว ถึง 50%
  • มีความละเอียดจออยู่ที่ 152 x 486 พิกเซล 326 PPI ให้สว่างสูงสุด 450 nits
  • หน้าจอครอบด้วยกระจกกันรอยนิ้วมือ
  • สามารถตรวจจับกิจกรรมออกกำลังอัตโนมัติได้ 6 ชนิด ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นการออกกำลังหลัก ๆ เช่น เดิน วิ่ง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน ฯลฯ
  • มีเซ็นเซอร์วัดออกซิเจนในเลือด SpO2
  • รองรับการติดตามคุณภาพการนอนหลับแบบ REM ได้
  • สามารถตรวจจับอัตราการเต้นของหัวใจ 24 ชั่วโมง
  • กันน้ำได้ 5ATM หรือประมาณ 50 เมตร
  • แบตเตอรี่ขนาด 125 mAh สามารถใช้งานได้นานถึง 14 วัน และประมาณ 19 วันหากเปิดโหมดประหยัดพลังงาน
  • มีด้วยกัน 6 สี ได้แก่ สีเหลือง สีส้ม สีเขียวมะกอก มีงาช้าง และสีน้ำเงิน
  • เปิดตัวด้วยราคา 230 หยวน หรือประมาณ 1,100 บาท สำหรับรุ่นทั่วไป และราคา 280 หยวน หรือประมาณ 1,350 บาท สำหรับในรุ่นที่มี NFC
Mi Band 6
Credit: gsmarena

Credit: gsmarena, xiaomi

from:https://notebookspec.com/web/586150-mi-band-6-luanch-price-feature

อดีตเกิร์ลกรุ๊ปสตรีมนอนใน Twitch 5 ชม. ได้ Donate ร่วมแสน!

ใน Twitch เราจะเห็นการ Live Stream เนื้อหาแบบต่าง ๆ แต่ก็มีความแหวกแนวใหม่อย่างการสตรีมนอนออกมาเป็นระยะ ๆ เช่นกัน ซึ่งครั้งนี้คนสตรีมเป็นอดีตไอดอลสาว Wang Yiming ชาวมาเลเซียวง AMOi-AMOi ที่เพิ่งยุบวงไปแล้วเจ้าตัวมาอาศัยอยู่ในไต้หวันได้สตรีมตัวเองนอนให้ชาวทวิตช์ดูกัน ซึ่งการสตรีมของเธอก็มีคนมาดูร่วมหมื่นคนทีเดียว

สตรีมนอน

Wang Yiming สตรีมนอนร่วม 5 ชั่วโมงได้เงินเกือบแสน

wang yinming

twitch stream sleeping 1
นอนละเหรอนุด

ปกติแล้ว Wang Yiming จะไลฟ์สตรีมเกมให้ชาวทวิทช์ดูเป็นประจำ แต่ครั้งนี้เจ้าตัวอยากจะลองทำอะไรใหม่ ๆ จึงลองสตรีมตัวเองนอนดูบ้าง ซึ่งเธอหลับตั้งแต่ 5 โมงเย็นจน 4 ทุ่ม สตรีมนี้ยาวราว 5 ชั่วโมง มีผู้ชมเข้ามาดูเธอนอนสูงสุดร่วม 11,200 คน และมีคนกด Donate ให้เธอร่วม 3,000 ดอลลาร์ หรือราว 91,000 บาท ไม่รวมเงินที่ได้จากการโฆษณาและอื่น ๆ เลย 

จากการสตรีมครั้งนี้จึงทำให้ Wang ได้ยอดผู้ชมและ Donate ในสตรีมไปจนไต่อันดับขึ้นมาเป็นสตรีมเมอร์ที่มีรายรับสูงสุดในไต้หวันทันที แต่อย่างไรก็ตามผู้ชมบางส่วนใน Twitch ก็เห็นว่ากลุ่มที่นั่งดูเธอเป็นพวกลามกเพราะเอาแต่มองผิวของเจ้าตัวที่นอนอยู่

อย่างไรก็ตามแม้การสตรีมตัวเองนอนจะไม่มีเขียนห้ามเอาไว้ในกฏของ Twitch ก็ตาม แต่ผู้ที่ไลฟ์สตรีมใน Twitch หลาย ๆ คนก็ให้ความเห็นว่าการปล่อยการสตรีมตัวเองทิ้งเอาไว้แล้วไม่ได้เข้ามาทำกิจกรรมอะไรเป็นช่วงระยะหนึ่งก็อาจจะผิดกฏการสตรีมได้ด้วย ซึ่งอาจจะเกิดปัญหาการโดนแบน User ของตัวเองได้ และวิธีการแก้โดนแบนนั้นไม่ใช่แค่การสมัคร ID มาใหม่แต่จะยุ่งยากกว่านั้นเพราะ Twitch จะแบนไปถึง IP ของเครื่องเราอีกด้วย

ดังนั้นการสตรีมตัวเองนอนแม้จะแปลกใหม่แต่ก็อาจจะมีปัญหาต่อไอดีได้เช่นกัน ดังนั้นการไลฟ์สตรีมแบบนี้อาจจะไม่แนะนำนักและผู้เขียนเห็นว่าถ้าเราอยากให้การสตรีมนั้นออกมาดีก็ควรวางแผนการสตรีมและมองหาคอนเทนต์ใหม่ ๆ มานำเสนอผู้ชมน่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดอย่างแน่นอน

ที่มา : Ubergizmo, Oddity Central

from:https://notebookspec.com/web/579992-sleep-streaming-in-twitch-get-3000-usd

Spotify HiFi มาแน่ เสียง lossless คุณภาพเสียงเทียบเท่า CD

Spotify หนึ่งในผู้นำในการให้บริการสตรีมมิ่งเพลงได้ทำการเปิดตัว Spotify HiFi บริการสตรีมมิ่งเพลงคุณภาพเสียงระดับ lossless ไปก่อนหน้านี้ ตั้งแต่ในช่วงปี 2017 ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามแต่แล้วนั้นในช่วงของการเปิดตัวนั้นมีเพียงผู้ใช้งานบางรายเท่านั้นที่ได้รับเลือกได้เข้าร่วมทดสอบใช้งานบริการดังกล่าวซึ่งเสียงตอบรับที่ทาง Spotify ได้มานั้นต้องบอกเลยว่าดีเอามากๆ ล่าสุดทาง Spotify ได้ออกมาเผยอีกครั้งว่าทางบริษัทเตรียมที่จะเปิดบริการ Spotify HiFi อย่างเป็นทางการภายในปีนี้แล้ว

Spotify HiFi
Spotify HiFi

Spotify HiFi เตรียมเปิดบริการภายในปีนี้อย่างเป็นทางการ

อย่างไรก็ตามแต่แล้วนั้นคงต้องบอกว่า Spotify ไม่ใช่ผู้ให้บริการรายแรกที่มาพร้อมกับการให้บริการสตรีมมิ่งเพลงแบบ lossless เนื่องจากว่าในปัจจุบันนั้นมีผู้ให้บริการแบบนี้อยู่ก่อนแล้วไม่ว่าจะเป็น Tidal, Amazon, Quobuz และ Deezer ซึ่งได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ทว่าการที่ทาง Spotify ออกตัวในเรื่อง lossless ช้าไปหน่อยนั้นก็เนื่องมาจากเทคโนดลยีในการสตรีมเพลงแบบ lossless ที่ทางบริษัทได้บอกเอาไว้ว่าต้องทำให้ประสบการณ์ในการใช้งานของผู้ใช้ดีมากที่สุด ปัจจุบันนี้นั้นทาง Spotify ได้เลือกใช้เทคโนโลยีเสียงแบบ 16-bit/44.1kHz audio ให้เป็นเสียงแบบ “CD quality” 

หมายเหตุ – เทคโนโลยี lossless สำหรับคุณภาพเสียงแบบ CD นั้นมีหลายรูปแบบดังนั้นแล้วจึงมีความจำเป็นที่จะต้องหาจุดที่ดีที่สุดสำหรับใช้งานในการสตรีมโดยที่ไม่ทำให้เกิดผลกระทบต่อระบบต่างๆ มากจนเกินไปไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ buffer เป็นต้น

ถึงแม้ Spotify จะเผยออกมาว่าบริการ Spotify HiFi จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการภายในปีนี้แล้วนั้น ทว่าในการเปิดตัวนั้นก็จะเป็นการค่อยๆ เปิดให้ใช้กันไปในตามแต่ละภูมิภาค อีกทั้งคงไม่ใช่ทุกเพลงที่จะมาพร้อมกับคุณภาพเสียในระดับ HiFi เนื่องด้วยปัญหาเรื่องของค่าใช้จ่ายด้านลิคสิทธิ์ต่างๆ ที่ทาง Spotify จะต้องทำสัญญากับข่ายเพลงต่างๆ กันเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิ์ในการสตรีมมิ่งเพลงในระดับ lossless สำหรับในเมืองไทยเรานั้นคงต้อคอยลุ้นกันว่าจะได้ใช้บริการดังกล่าวกับเพลงไทยด้วยหรือไม่

ที่มา : gsmarena

from:https://notebookspec.com/web/579010-spotify-hifi-arriving-later-this-year-with-lossless-cd-quality-audio

Huawei เปิดให้ผู้ผลิตแอปพลิเคชันนอกบริษัทพัฒนาแอปให้อุปกรณ์สวมใส่ต่างๆ ได้แล้ว

Huawei นั้นเรียกได้ว่าในช่วงที่ผ่านมาถือว่าเป็นช่วงเวลาของความยากลำบากจริงๆ หลังจากที่โดนรัฐบาลเก่าของสหรัฐฯ สั่งแบนจนทำให้ยอดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในสายต่างๆ ตกลงเป็นอย่างมากนั้น เรื่องยังคงลามมาถึงเรื่องซอฟต์แวร์บนอุปกรณ์ต่างๆ ที่จะไม่สามารถใช้งานของทางสหรัฐอเมริกาได้อีกต่อไป อย่างไรก็ตามแต่แล้วนั้นทาง Huawei ก็ได้แก้ไขปัญหาด้วยการพัฒนาระบบปฎิบัติการของตัวเองออกมา พร้อมด้วยระบบให้บริการของตัวเองอย่าง Huawei Mobile Services ที่ไม่ได้เอาไว้ใช้งานร่วมกับสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตเท่านั้นเพราะมันจะถูกนำเอาไปใช้งานกับอุปกรณ์สวมใส่ต่างๆ ด้วย

Huawei now accepts third party apps for its wearable devices 001
Huawei Watch GT2 Pro

Huawei Mobile Services พร้อมให้พัฒนาแอปฯลงอุปกรณ์สวมใส่ของบริษัทได้แล้ว

แน่นอนว่าเมื่อทาง Huawei ไม่สามารถใช้งานระบบปฎิบัติการของ Google รายใหญ่ได้นั้น ปัญหาที่เกิดขึ้นตามมาก็คือถึงแม้ Huawei จะมีระบบปฎิบัติการณ์เป็นของตัวเองแล้วก็จริงแต่ว่าผู้พัฒนาแอปพลิเคชันต่างๆ นั้นก็ยังคงไม่ค่อยให้ความนิยมในการหันไปพัฒนาแอปพลิเคชันให้กับอุปกรณ์ที่มาพร้อมกับบริการใหม่ของทาง Huawei มากนัก เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาดังกล่าวนี้เองทาง Huawei จึงได้มีการเพิ่มเงินในการลงทุนเพื่อพัฒนาระบบปฎิบัติการและบริการของตัวเองออกมาให้ดีมากที่สุดและมันก้พร้อมที่จะให้นักพัฒนาแอปพลืเคชันภายนอกบริษัท Huawei สามารถที่จะพัฒนาแอปพลิเคชันลงอุปกรณ์สวมใส่ของ Huawei ได้โดยจะเริ่มต้นจากสมาร์ทวอทช์เป้นอุปกรณ์แรก

Huawei now accepts third party apps for its wearable devices 002
Fitify แอปพลิเคชันสำหรับเชื่อมต่อระหว่างสมาร์ทโฟนกับ Huawei Watch GT2 Pro

สำหรับผู้ผลิตแอปพลิเคชันรายแรกเลยที่ทาง Huawei ได้ออกมาทำการแอบคาดหวังว่าจะพัฒนาแอปพลิเคชันให้กับอุปกรณ์สวมใส่ของตัวเองนั้นก็คือบริษัทผู้พัฒนาแอปพลิเคชัน Fitify ที่เป็นแอปพลิเคชันสำหรับการติดตามการออกกำลังกายซึ่งมีให้ใช้งานทั้งบนสมาร์ทโฟนผ่านทาง AppGallery ทาง Huawei ได้บอกเอาไว้ว่าแอปพลิเคชันดังกล่าวนั้นถือว่าเป็นแอปพลิเคชันที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากเพระามียอดดาวน์โหลดมากกว่า 10 ล้านผู้ใช้จาก 170 ประเทศทั่วโลก(ตัวแอปรองรับ 18 ภาษา) จุดที่น่าสนใจนั้นก็คือตัวแอปรองรับการติดตามการออกกำลังหายถึง 900 รูปแบบทำให้ผู้ใช้สามารถออกกำลังกายในรูปแบบที่ไม่ซ้ำกันได้ถึง 200 ล้านรูปแบบ(ซึ่งในการแอบคาดหวังนี้นั้นทาง Huawei คาดหวังมากจนถึงขั่นทำคลิปตัวอย่่างแอปที่ถูกใช้งานบน Huawei Watch GT2 Pro แบบเพียวๆ ไม่ต้องเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนออกมาให้ได้เห็นเลย)

หากถามว่ามีความเป็นไปได้ในสิ่งที่ Huawei คาดหวังเอาไว้จะเป็นจริงหรือไม่นั้นคงต้องตอบเลยว่าค่อนข้างมากเลยทีเดียวเนื่องจากตัวแอป Fitify นั้นใช้งานส่วนของโค๊ด Huawei Mobile Services ได้มีประสิทธิภาพเป็นอย่างมากซึ่งนั่นทำให้มันสามารถที่จะดัดแปลงไปใช้งานบนอุปกรณ์สวมใส่ได้อย่างไม่ยากเย็นแถมประสบการณ์ในการใช้งานนั้นก็จะไม่ลดลงไปจนทำให้ผู้ใช้เกิดความรำคาญใจขึ้นมาได้(นอกเหนือไปจากเรื่องของขนาดหน้าจอที่อุปกรณ์สวมใส่มักจะมาพร้อมกับหน้าจอที่มีขนาดไม่ใหญ่เท่าไรมากอยู่แล้ว)

ทั้งนี้เรียกได้ว่าช่วงหลังๆ นี้มานั้น Huawei เริ่มยิ้มออกกับเรื่องที่เกี่ยวกับแอปพลิเคชันที่หันมาใช้งาน Huawei Mobile Services จริงๆ เนื่องจากเมื่อ 2 – 3 วันก่อนที่ผ่านมานั้นก็มีการปล่อยแอปพลิเคชันสำหรับตอบ SMS ผ่านทางอุปกรณ์สวมใส่ของทาง Huawei ออกมาให้ได้ใช้ไปก่อนหน้านี้แล้ว หวังว่าเรื่องดังกล่าวทั้งหมดนี้หากเป็นไปได้อย่างดีน่าจะทำให้สถานการณ์ต่างๆ ของทาง Huawei นั้นดีมากขึ้นตามลำดับ

ที่ : gsmarena

from:https://notebookspec.com/web/578977-huawei-now-accepts-third-party-apps-for-its-wearable-devices

เหมือง Bitcoin จีนล้ำอีก ใช้โน๊ตบุ๊คมี RTX 3000 ขุดเหมืองแทน

กระแสขุดเหมืองหาเหรียญ Ethereum Bitcoin เรียกว่าทำการ์ดจอ NVIDIA, AMD ขาดตลาดกันยกใหญ่ แต่ถึงหาการ์ดจอมาประกอบเครื่องเพื่อขุดเหมืองไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เพราะตอนนี้ชาวจีนเคลียร์ปัญหานี้ไปได้แล้วด้วยการซื้อโน๊ตบุ๊คเกมมิ่งที่ใช้การ์ดจอ NVIDIA RTX 3000 มาขุดเหมืองแทน

จากภาพบนทวิตเตอร์ของ @harukaze5719 นั้นเป็นภาพจากโซเชียลเน็ตเวิร์คจีนอย่าง Weibo ที่ชาวจีนนักขุดเหมืองได้เปลี่ยนวิธีจากการกวาดซื้อการ์ดจอของ NVIDIA, AMD มาประกอบพีซีเพื่อขุดเหมืองเป็นกว้านซื้อเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คที่ติดตั้งการ์ดจอ NVIDIA RTX 3000 Series มาปรับแต่งเป็นฟาร์มขุดเหมืองแทน และบางเครื่องก็ถอดฝาหลังออกเพื่อให้ลมเข้าไประบายความร้อนได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย

bitcoin

ใช้เกมมิ่งโน๊ตบุ๊คขุด Ethereum Bitcoin ได้ไม่แพ้การ์ดจอแยกถ้าปรับแต่งแล้ว

เทียบกันแล้วการ์ดจอแยก NVIDIA GEFORCE RTX 2000 Series 8GB GDDR6 จะมีประสิทธิภาพในการขุดเหมืองที่ 45MH/s และถ้าขยับมาเป็น RTX 3060Ti, RTX 3070 จะสามารถขุดได้ที่ 60MH/s ซึ่งมีประสิทธิภาพดีขึ้นอย่างชัดเจน

laptop free back
เปิดทั้งวันทั้งคืนเดี๋ยวมันจะร้อน เปลือยหลังมันซะเลย

กลับกันถ้าเป็น NVIDIA GEFORCE RTX 3060 สำหรับโน๊ตบุ๊คที่มี Memory Interface 192-bit หลังปรับแต่งเพื่อใช้ขุด Ethereum แล้วมีประสิทธิภาพลดลงไป 25% เมื่อเทียบกับแบบการ์ดจอแยกในพีซี แต่ก็ยังขุดได้ 45MH/s เท่ากับการ์ดจอแยก NVIDIA GEFORCE RTX 2000 Series 8GB GDDR6 อยู่ดี ซึ่งชาวเหมืองหลายคนก็ยังรับได้อยู่

แต่ข้อดีของการใช้เกมมิ่งโน๊ตบุ๊คมาขุดเหมือง Ethereum แลกกับประสิทธิภาพลดลงเล็กน้อย คือตัวการ์ดจอมีความร้อนน้อยกว่าการ์ดจอแยกและมีระบบระบายความร้อนเฉพาะ ทำให้ดูแลรักษาได้ง่ายกว่าและใช้พลังงานเพียง 80-90 วัตต์ เท่านั้น และเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คจะได้เปรียบว่าสามารถซื้อมาแล้วปรับแต่งได้เลย ไม่เหมือนการซื้อการ์ดจอแยกที่บางร้านค้าอาจจะให้เราซื้อแบบคอมพิวเตอร์ประกอบ นอกจากนี้ชาวเหมืองจีนก็เผยว่าถ้าซื้อเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คมาทำฟาร์ม Ethereum หลักร้อยเครื่องก็ได้ส่วนลดเพิ่มเติมด้วย

Ethereum Proving to Be a Solid Second Choice to Bitcoin 440x250 1

สำหรับการซื้อเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คมาขุดเหมืองปริมาณมหาศาลและมี Hash rate อยู่ที่ 45MH/s ทาง Tom’s Hardware คำนวนแล้วกว่าจะคืนทุนจะต้องใช้เวลาร่วม 220 วัน (ราว 7 เดือนเศษ) เพื่อคืนทุนค่าโน๊ตบุ๊คเท่านั้น ยังไม่รวมค่าโสหุ้ยอื่น ๆ เช่น ค่าไฟฟ้า, ค่าชั้นวางโน๊ตบุ๊ค, อุปกรณ์ระบายความร้อนต่าง ๆ เช่นพัดลมหรือแอร์ และถ้าเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คเครื่องนั้น ๆ พังระหว่างขุดเหมืองไป ก็ต้องยืดระยะการคืนทุนออกไปอีก แต่อย่างไรก็ตามชาวเหมืองจีนก็เสริมว่าหลังจากเขาเอาเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คมาทำฟาร์มบิตคอยน์แล้ว หลังหักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ หมดก็ถือว่าชีวิตดีขึ้นกว่าเดิมมาก เพราะเขาเปลี่ยนจากการทำงานประจำมาเป็นการเทรดเหรียญ Ethereum แทนได้เลย

เรียกว่าเหมือง Ethereum นี้ก็ทำให้หลายคนมั่งคั่ง เกิดเศรษฐีใหม่ไปตาม ๆ กัน แต่ถ้าเป็นแบบนี้ก็ไม่รู้ว่าคนไทยจะพากันแห่ไปซื้อเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คไปขุดเหมืองแทนหรือเปล่านะ

ที่มา : Tom’s Hardware

from:https://notebookspec.com/web/575848-chinese-bitcoin-miner-rtx-3000-laptop

Huawei และบริษัทจีนรวม 90 แห่ง จับมือพัฒนาชิปสมาร์ทโฟนใช้เอง

เนื่องจากนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐอเมริกา สร้างความลำบากให้บริษัทเทคโนโลยีจีนอย่างมากโดยเฉพาะ Huawei ที่ไม่สามารถสั่งซื้อชิปจาก TSMC ได้ จึงไม่สามารถผลิตชิป Kirin มาใช้กับสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ ๆ ของทางบริษัทได้จนต้องพึ่งพาชิปจากบริษัทอื่นภายในประเทศด้วยกัน เมื่อเทียบแล้วชิปที่พัฒนาภายในประเทศจีนก็มีคุณภาพไม่สูงนักเมื่อเทียบกับบริษัทคู่แข่งจากต่างประเทศ

เพราะนี่เป็นปัญหาร่วมของบริษัทจีนหลายแห่ง ทางกระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีของประเทศจีน (MIIT) จึงเผยว่าตอนนี้ หัวเว่ย, SMIC และบริษัทจีนอื่นรวม 90 แห่งได้ร่วมลงนามก่อตั้งคณะกรรมการมาตรฐานการผลิตชิปแห่งชาติ (National Integrated Circuit Standardization Technical Committee) เพื่อกำหนดแนวทางและนโยบายการสร้างและผลิตชิปสำหรับอุปกรณ์ไอทียุคใหม่ร่วมกัน

huawei

ข้อกำหนดต่าง ๆ ของคณะกรรมการที่ Huawei และ SMIC ร่วมร่าง

video img1

ที่ผ่านมา ทางหัวเว่ยและ ZTE นั้นจำเป็นต้องหาทางหลบเลี่ยงต่าง ๆ เพื่อให้ทางบริษัทยังดำเนินธุรกิจต่อไปได้แม้จะไม่เฟื่องฟูเหมือนที่ผ่านมา และถึงจะพอหาชิปจากบางบริษัทเข้ามาทดแทนแต่ประสิทธิภาพก็ยังไม่ตอบโจทย์ของทางหัวเว่ยนักเป็นจุดอ่อนใหญ่ของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีจีนในปัจจุบันนี้

china mobile

ทางฝั่ง SMIC เจ้าทุกข์อีกรายและบริษัทเทคโนโลยีจีนรายย่อยหลายรายก็มีปัญหาถูกแบนไม่ให้เข้าถึงเทคโนโลยีของสหรัฐเช่นกัน ทำให้กลุ่มบริษัทเหล่านี้ร่วมลงนามก่อตั้งคณะกรรมการนี้ขึ้นมา ซึ่งนอกจากบริษัทใหญ่อย่างหัวเว่ย, Xiaomi, SMIC แล้วก็มี HiSilicon, Datang Semiconductor, Unichip Microelectronics, Zhanrui Communication, ZTE Microelectronics, SMIC, Datang Mobile, China Mobile, China Unicom, ZTE, Tencent ฯลฯ เข้าร่วมลงนามด้วย

สำหรับใจความโดยสรุปของคณะกรรมการมาตรฐานการผลิตชิปแห่งชาติ ที่บริษัทจีน 90 แห่งร่วมลงนามมีใจความหลัก ๆ ดังนี้

  1. พัฒนามาตรฐานของชิปและผลิตภัณฑ์ในกลุ่มใกล้เคียงให้ดียิ่งขึ้น
  2. ติดตามพัฒนาเทคโนโลยีการแพ็คตัวชิปให้มีมาตรฐานดีขึ้น โดยเน้นที่ FC-BGA ความหนาแน่นสูง, TSV, CSP, WLP และ SiP
  3. เน้นการวิจัยชิป โดยเฉพาะด้านประสิทธิภาพ, ความทนทานและความปลอดภัยของข้อมูล
  4. มีการตรวจวัดมาตรฐานของชิปเป็นพารามิเตอร์และเน้นวิจัยเรื่องคุณภาพของชิป
  5. ยกระดับมาตรฐานการทดสอบชิปให้สูงยิ่งขึ้น

จากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐจากอดีตประธานาธิบดีสหรัฐก็ทำให้บริษัทจีนตื่นตัวและเริ่มพัฒนาเทคโนโลยีในประเทศมากขึ้นอย่างมาก ตัวอย่างเช่น HarmonyOS ของหัวเว่ยที่เริ่มแตกแขนงออกมาอย่างต่อเนื่อง และอาจจะมีชิปสมาร์ทโฟนแบรนด์ใหม่หรือแบรนด์เดิมที่มีอยู่แต่พัฒนาให้คุณภาพสูงขึ้นถูกนำไปใช้ในสินค้าเทคโนโลยีอื่น ๆ จากประเทศจีนมากยิ่งขึ้นก็ได้

แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องใช้เวลาเพื่อวิจัยพัฒนาอีกสักระยะหนึ่งกว่าเราจะได้เห็นการพัฒนาอย่างเป็นรูปร่างชัดเจน รวมทั้งมาตรฐานสินค้าจากประเทศจีนในปัจจุบันก็ยังเป็นข้อกังขาของบางคนอยู่บ้างเช่นกัน แต่อย่างไรก็ตามนี่ก็เป็นสัญญาณโต้กลับของบริษัทเทคโนโลยีจากจีนที่ชัดเจนต่อการกีดกันทางการค้าของสหรัฐ แต่เราจะเห็นว่าทางบริษัทสหรัฐหลายแห่งก็ไม่ชอบนโยบายนี้เช่นกัน ซึ่งก็ต้องรอดูต่อไปในยุคของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ว่าจะมีแนวทางจัดการกับเรื่องนี้อย่างไรบ้าง

ที่มา : Gizchina

from:https://notebookspec.com/web/574426-huawei-china-companies-sign-committee

AMD อาจให้ Samsung ช่วยผลิตชิป CPU/GPU ให้ในอนาคต

AMD โดย CEO ของทางบริษัทเองนั้นได้ออกมายืนยันอย่างเป็นทางการก่อนหน้านี้แล้วว่าชิป CPU และ GPU ของบริษัทในทุกตลาดของตัวเองจะขาดตลาดยาวไปอย่างน้อยก็จนถึงช่วงกลางปี 2021 นี้เลยทีเดียว แน่นอนว่าในขณะที่ชิปของทาง AMD กำลังมาแรงขนาดนี้นั้นทาง AMD ย่อมหาทางออกเอาไว้แน่ ล่าสุดมีข่าวลือออกมาว่าทาง AMD จะให้ทาง Samsung ช่วยผลิตชิป CPU/GPU ของตัวเองด้วยแล้ว

AMD Logo
AMD

AMD อาจะให้ Samsung ช่วยผลิตชิป

เป็นที่ทราบกันดีว่าในปัจจุบันนั้นชิป CPU และ GPU รวมไปถึง RAM ส่วนใหญ่แล้วจะผลิตจากบริษัทใหญ่ๆ เพียงแค่ 3 รายเท่านั้นคือ Intel, TSMC และ Samsung เพราะทั้ง 3 บริษัทดังกล่าวนี้มีกำลังการผลิตชิปมากกว่าผู้ผลิตชิปรายย่อยอื่นๆ อย่างไรก็ตามแต่แล้วนั้นในช่วงที่ผ่านๆ จะพบว่า TSMC นั้นเป็นบริษัทที่ได้รับความไว้วางใจจนบริษัทผู้พัฒนาใช้เป็นกำลังการผลิตชิปให้จำนวนมากซึ่งนั่นทำให้ชิป CPU/GPU นั้นไม่เพียงพอต่อความต้องการจนเกิดการคาดตลาดดังเช่นในปัจจุบัน(มีผลกระทบมาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ด้วย)

ก่อนหน้านี้นั้นมีข่าวลือออกมาว่าทาง Intel เตรียมที่จะหาทางออกให้กับตัวเองด้วยการแบ่งให้ TSMC ช่วยทำการผลิต CPU ซีรีส์ Core i3 ที่ใช้กระบวนการผลิตที่ระดับ 3 nm ไปแล้ว งานนี้นั้นทางฝั่งคู่แข่งอย่าง AMD เองก็เลยมีข่าวลือออกมาด้วยเช่นเดียวกัน โดยแหล่งข่าวจากเกาหลีใต้ได้มีการรายงานออกมาว่าทาง AMD นั้นอาจจะให้ทาง Samsung ผลิตชิป CPU/GPU ให้กับทาง AMD ในอนาคตอันใกล้นี้ด้วยเหตุผลที่ว่าอัตรการผลิตชิปที่กระบวนการ 5 nm ของทาง TSMC นั้นโดน Apple จองเอาไว้ผลิตชิปเซ็ทของตัวเองแบบเต็มอัตรา

ทั้งนี้ค่อนข้างมีความเป็นไปได้สูงมากที่ทาง AMD จะให้ Samsung เริ่มผลิตชิปที่กระบวนการผลิต 3 nm เป็นรายแรก ทว่าสิ่งที่น่าจะทำให้ทาง AMD ยังคงต้องพิจารณามากอยู่นั่นก็คือเรื่องของต้นทุนการผลิตที่หากย้ายไปจ้างทาง Samsung แทน TSMC แล้วนั้นต้นทุนในการผลิตชิปของตัวเองจะสูงขึ้นทำให้ราคา CPU/GPU ของ AMD สูงตามซึ่งเป็นการทำลายภาพลักษณ์ที่ทาง AMD เคยสร้างเอาไว้

ถ้าถามว่ามีความเป็นไปได้ไหมที่ทาง AMD จะให้ Samsung ช่วยผลิตชิปให้ในอนาคต คงต้องบอกว่าค่อนข้างมีความเป็นไปได้สูงเหมือนกันจากการที่ทาง Samsung และ AMD เริ่มทำงานบางอย่างด้วยกันแล้วอย่างเช่นการร่วมมือผลิตชิปเซ็ท Exynos 2100 ของทาง Samsung งานนี้จะเป็นเช่นไรนั้นคงต้องคอยติดตามกันต่อไป

ที่มา : notebookcheck

from:https://notebookspec.com/web/573665-amd-could-outsource-some-of-its-apu-and-gpu-production-to-samsung-in-the-near-future

Huawei กับ BYD เปิดตัวรถ EV ใช้ OS HiCar พร้อมระบบ 5G ในรถ

แม้จะมีปัญหากีดกันทางการค้า แต่ Huawei ก็ยังเติบโตและมีสินค้าใหม่ออกมาเรื่อย ๆ และหลังประกาศร่วมมือกับผู้ผลิตรถยนต์ในประเทศอย่าง BYD พร้อมติดตั้งระบบปฏิบัติการ HiCar ซึ่งพัฒนาจาก HarmonyOS เอาไว้เพื่อใช้งานและควบคุมฟีเจอร์ต่าง ๆ ภายในรถยนต์

ด้านระบบปฏิบัติการ HiCar นี้ทางหัวเว่ยได้พัฒนาให้รองรับ OS ต่าง ๆ ได้อย่างกว้างขวางรวมทั้งรองรับ 5G ภายในตัวรถ สามารถใช้ควบคุมฟีเจอร์และตัวรถได้, เช็คสถานะรวมทั้งปัญหาต่าง ๆ และจัดการระบบอื่น ๆ ผ่านทางสมาร์ทโฟนเพียงเครื่องเดียวเท่านั้น ซึ่งฟีเจอร์ HiCar เองเพิ่งประกาศเปิดตัวพร้อมกับการประกาศเข้าสู่อุตสาหกรรมรถยนต์ของทางบริษัทเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคมปีก่อนเท่านั้น

huaweiรถยนต์ของหัวเว่ยพร้อมระบบปฏิบัติการ HiCar


คลิปเปิดตัวระบบปฏิบัติการ HiCar

Huawei HiCar มีติดตั้งไว้ในรถยนต์รุ่นไหนอีกบ้าง?

byd han
BYD Han รถยนต์ EV ดีไซน์สวยอีกคันหนึ่ง

เนื่องจากระบบปฏิบัติการ HiCar นั้นรองรับและใช้งานร่วมกับระบบปฏิบัติการอื่นได้ง่าย ทำให้มีแผนนำไปใช้งานในรถยนต์อีกกว่า 120 รุ่น จากผู้ผลิตรถยนต์กว่า 30 แบรนด์ชั้นนำ ซึ่งแบรนด์หลัก ๆ ที่เตรียมนำไปใช้ได้แก่ Audi, BYD, GAC, BAIC ซึ่งในเร็ว ๆ นี้เราอาจจะได้เห็นรถยนต์พร้อมระบบปฏิบัติการ HiCar เปิดตัวมาให้ใช้งานมากขึ้นเรื่อย ๆ

20200712 213423 643

นอกจากนี้ ทางหัวเว่ยก็เปิดตัวสมาร์ทโฟน P40 อีกรุ่นเพื่อรับการเปิดตัวฟีเจอร์ HiCar นี้ โดยติดรูปรถยนต์ BYD Han เอาไว้ด้านหลังพร้อมคำว่า “Han” เป็นตัวอักษรจีนตรงมุมบนด้านซ้ายของตัวเครื่อง (ในภาพด้านบนจะอยู่ล่างขวามือ) พร้อมติดตั้งฟีเจอร์ต่าง ๆ สำหรับใช้งานกับระบบปฏิบัติการ HiCar เอาไว้ใน P40 รุ่นนี้ด้วย

byd car

เสริมเกี่ยวกับบริษัท BYD ร่วมมือรถยนต์กับหัวเว่ยนั้นเป็นบริษัทด้านเทคโนโลยี ก่อตั้งเมื่อปี 1995 ซึ่งนอกจากรถยนต์แล้ว ก็มีการลงทุนและสร้างเทคโนโลยีด้านไฟฟ้าต่าง ๆ ได้แก่รถยนต์, รถไฟพลังงานไฟฟ้าและพลังงานใหม่ต่าง ๆ จัดเป็นอีกบริษัทใหญ่ในประเทศจีนและตั้งโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมกว่า 30 แห่งทั่วโลก มีชื่อในตลาดหุ้นเสิ่นเจิ้นและฮ่องกงอีกด้วย โดยตอนนี้ทางบริษัทกำลังเน้นผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่สอดคล้องกับอุตสาหกรรมดั้งเดิมของทางบริษัทด้วย

ที่มา : Gizmochina

from:https://notebookspec.com/web/573136-huawei-and-byd-reveal-car-with-hicar-os

Foxconn ทุ่ม 270 ล้าน สร้างโรงงาน iPad, MacBook ในเวียดนาม

หลายคนน่าจะคุ้นชื่อ Foxconn บริษัทจากแผ่นดินใหญ่ผู้ผลิตสินค้าให้ Apple อย่าง iPad และ MacBook แต่เนื่องจากเป็นบริษัทจีนและมาตรการกีดกันทางการค้ายังรุนแรงอยู่ รวมทั้งเพื่อเลี่ยงปัญหากำแพงภาษีสูง ทางบริษัทจึงเริ่มย้ายฐานการผลิตสินค้าออกจากจีนแผ่นดินใหญ่แล้ว

เนื่องจากปัญหากีดกันทางการค้าและกำแพงภาษีสูง ทางบริษัทจึงได้คำขอจากคู่ค้ารายสำคัญเช่น Apple ให้ย้ายโรงงานผลิตสินค้าออกจากประเทศจีน ทำให้ทางบริษัทเลือกย้ายไปยังประเทศเวียดนามและรัฐวิสคอนซิน สหรัฐอเมริกา 

foxconn

Foxconn มีโรงงานใหม่ 2 แห่งไว้ผลิตอะไรบ้าง?

macbook air

ฟ็อกซ์คอนน์เริ่มลงทุนกับโรงงานในเวียดนามไปร่วม 270 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อผลิต iPad, MacBook ให้ Apple โดยเฉพาะ ตั้งอยู่ที่เมือง Bắc Giang บริเวณทางเหนือของเวียดนามเป็นแห่งแรก มีกำลังการผลิตที่ 8 ล้านชิ้นต่อปี และมีแผนสร้างโรงงานเพิ่มในเมือง Thanh Hóa บริเวณทางใต้ของกรุงฮานอยด้วย โดยฟ็อกซ์คอนน์ประเมินเงินลงทุนเริ่มต้นอยู่ที่ 1.3 พันล้านดอลลาร์

สำหรับสายการผลิต iPad และ MacBook จะย้ายมายังเวียดนามในปีนี้ โดยบริษัทเตรียมเงินลงทุนเพิ่มเอาไว้อีก 700 ล้านดอลลาร์ รวมทั้งเตรียมจัดจ้างคนงานชาวเวียดนามอีก 10,000 คน เพื่อเป็นพนักงานภายในโรงงานด้วย

ipad

นอกจากนี้ทางบริษัทก็วางแผนสร้างโรงงานผลิตจอ LCD ของตัวเองเอาไว้ในรัฐวิสคอนซิน สหรัฐอเมริกาและกำลังอยู่ระหว่างเจรจาปรับแก้สัญญาระหว่างบริษัทและรัฐอยู่ โดยคาดว่าโรงงานฝั่งสหรัฐจะแล้วเสร็จหลังฝั่งเวียดนามก็เป็นได้

ปัจจุบันนี้จากการให้สัมภาษณ์ของ CEO ของฟ็อกซ์คอนน์ ทางบริษัทเริ่มย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศจีนมาเรื่อย ๆ โดยในปี 2019 มีผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในโรงงานนอกประเทศจีนอยู่ 25% และในปี 2020 ที่ผ่านมาเพิ่มเป็น 30% แล้ว

จากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและประเทศจีนในยุคของอดีตประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ นั้นทำให้บริษัทเทคโนโลยีจากประเทศจีนหลายแห่งเกิดปัญหาจากนโยบายนี้ไปตาม ๆ กัน ซึ่งบริษัทที่โดนหนักและดังที่สุดก็คงไม่พ้น Huawei นั่นเอง แต่เมื่อเป็นยุคของประธานาธิบดีโจ ไบเดน แล้ว ปัญหาและสิ่งต่าง ๆ จะคลี่คลายไปในทางไหนบ้าง ซึ่งต้องรอดูกันในอนาคต

ที่มา : PCMag

from:https://notebookspec.com/web/573100-foxconn-building-new-factory-in-vietnam