คลังเก็บป้ายกำกับ: OPPO_F9

มาแล้วคลิป OPPO F11 Pro เผยขอบจอบางเฉียบ พร้อมกล้องหน้าป๊อบอัพ

พึ่งจะเห็นภาพตัวเครื่อง OPPO F11 Pro แบบวับๆ แวมๆ ให้ได้ลุ้นกันไปเมื่อวานนี้ ผ่านไปไม่ทันไรตอนนี้ทาง OPPO ก็ได้ปล่อยคลิปวิดีโอ Teaser อย่างเป็นทางการที่เผยโฉมหน้าของ OPPO F11 Pro ออกมาให้ได้เห็นกันแบบเต็มๆ แล้ว

จากคลิปวิดีโอดังกล่าวจะเห็นว่า OPPO F11 Pro ได้กำจัด Notch (หรือ ติ่ง รอยบาก รอยแหว่ง ฯลฯ) ออกไปจากหน้าจอเรียบร้อยแล้ว โดยขอบจอด้านบนก็จะเหลือที่เอาไว้นิดเดียวสำหรับวางลำโพงสนทนาเท่านั้น

พอดึงภาพออกมาหน่อยก็เป็นการเผยโฉมตัวเครื่องด้านหน้าว่า OPPO F11 Pro เป็นมือถือที่มีขอบจอบางเฉียบ ทั้ง 3 ด้าน จะมีก็แต่ขอบล่างที่ยังหนากว่าด้านอื่นอยู่นิดหน่อย (และเหมือนจะโชว์ประสิทธิภาพกล้องหลังในเรื่องการถ่ายภาพกลางคืนอยู่ด้วยนะ)

พลิกมาดูด้านหลังก็จะเจอกับกล้องเรียงเป็นเส้นตรงลงมาบริเวณกลางเครื่อง โดยมีแฟลชอยู่บนสุด ถัดลงมาเป็นกล้อง 2 ตัว และลงมาอีกหน่อยเป็นเซ็นเซอร์สแกนนิ้วมือ

ส่วนจุดเด่นสุดๆ ของมือถือรุ่นนี้ก็คือกล้องเซลฟี่แบบป๊อปอัพที่ซ่อนอยู่ตรงขอบเครื่องด้านบนแนวเดียวกับแถบกล้องหลังนั่นเอง

ตอนท้ายของคลิปก็ได้มีการโชว์ตัวเครื่องด้านหลังแบบเต็มๆ ให้เห็นว่า OPPO F11 Pro จะมีด้วยกัน 2 สี คือสีดำ Thunder Black (ที่ดูแล้วมันออกจะม่วงๆ น้ำเงินๆ มากกว่า) และสีเขียว Aurora Green เป็นสไตล์กระจกมันวาว Gradient ไล่เฉดสีเวลากระทบกับแสงในมุมต่างๆ

นอกจากนี้ยังมีภาพหลุดแบบตัวเป็นๆ ของ OPPO F11 Pro ทั้ง 2 สี ออกมาแล้วด้วย โดยสีของทั้ง 2 เครื่อง รวมถึงรูปร่างหน้าตาด้านหลัง ก็ตรงตามคลิปวิดีโอที่ปล่อยออกมานั่นแหละ

สำหรับสเปคของ OPPO F11 Pro ในตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลหลุดออกมาเลย รู้แค่ว่ามันมีกล้องเซลฟี่แบบป๊อปอัพความละเอียด 48MP เท่านั้น ยังไม่มีทั้งข้อมูล CPU, หน่วยความจำ, ความละเอียดของกล้องหลัง ฯลฯ แต่ถ้าให้เดา OPPO F11 Pro น่าจะมาพร้อมกับระบบชาร์จไว VOOC เหมือนกับที่เคยใช้ในรุ่น F9 ของปี 2018 นั่นเอง

 

ที่มา : GSMarena, 2

from:https://droidsans.com/oppo-f11-pro-teaser-revealed-design-color/

โฆษณา

OPPO F11 Pro ก็จะมาด้วยกล้องป๊อปอัพ และเซนเซอร์ 48MP บนกล้องหลังคู่ ชูภาพ Portrait เป็นจุดขาย

หลังจาก OPPO F9 ขายดิบขายดีจนต้องมีการแตกไลน์ผลิตอออกมาด้วยกันทั้งหมดถึง 4 สี ตอนนี้แฟนๆ ของ OPPO ก็เตรียมต้อนรับรุ่นใหม่กันได้ กับ OPPO F11 Pro ที่ตอนนี้มีภาพหลุดออกมาแล้วว่าจะใช้กล้องหน้าแบบป๊อบอัพ และกล้องหลังคู่ความละเอียด 48 ล้านพิกเซล

จากภาพโฆษณาที่หลุดออกมาโดย 91mobiles นั้นแว่บแรกที่สังเกตุเห็นได้ชัดเลยก็คือหน้าจอด้านบนที่เรียบโล่ง ไม่มีร่องรอยของกล้องหน้าไม่ว่าจะเป็นแบบหยดน้ำ ติ่ง หรือรู Punch Hole ทำให้คิดไปได้ว่ามันจะต้องเป็นกล้องป๊อบอัพ เด้งขึ้นมาอย่างแน่แท้ ส่วนความละเอียดนั้นคาดว่าต้องมากกว่า 25 ล้านพิกเซลแน่ๆ บางข่าวก็มีรายงานว่าน่าจะขยับไปเป็น 32 ล้านชนกับ vivo V15 Pro กันเลย

ส่วนกล้องหลังเรียงตรงกลางดูแล้วมีความคล้ายกับ OPPO R17 Pro แต่ดูแล้วน่าจะเป็นกล้องคู่ และหนึ่งในนั้นจะใช้เซนเซอร์ 48 MP ยอดนิยมที่ตอนนี้ใช้กันหลายรุ่น ทั้ง Redmi Note 7 และ Nova 4 ตัวท็อป (ที่ไม่เข้าไทย)

สำหรับสเปคของ OPPO F11 Pro ในตอนนี้ยังไม่มีรายละเอียดมากนัก แต่คาดว่าน่าจะใช้ชิปรุ่นใหม่ของทาง MediaTek อาจจะเป็น Helio P90 ที่เปิดตัวไปเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ส่วนหน่วยความจำนั้นน่าจะใส่มาให้ 128GB และ RAM 6GB กำหนดเปิดตัวคร่าวๆ นั้นเป็นช่วงเดือนมีนาคมนี้ครับ

 

source : 91mobiles

from:https://droidsans.com/oppo-f11-pro-press-leak-48mp-camera-pop-up-selfie/

OPPO F11 Pro ผ่านการรับรองใน 3 ประเทศ รวมไทยด้วย คาดเปิดตัวในเร็วๆ นี้

พบสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ของ OPPO รหัสรุ่น CH1969 ผ่านการรับรองแล้วใน 3 ประเทศ ทั้งหน่วยงาน SIRIM ของประเทศมาเลเซีย, TKDN ในประเทศอินโดนีเซีย และ NBTC หรือ กสทช. ของประเทศไทย โดยรหัสรุ่น CH1969 จะถูกเปลี่ยนเป็น OPPO F11 Pro เมื่อได้รับการเปิดตัวทางการ

น่าเสียดายที่ยังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับ OPPO F11 Pro แต่ชัดเจนว่านี่คือสมาร์ทโฟนที่จะออกมาสานต่อ OPPO F9 หรือ F9 Pro ที่เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2018 โดยเน้นจุดเด่นที่เทคโนโลยีชาร์จเร็ว VOOC Flash Charge และยังออกแบบมาอย่างสวยงาม

ทั้งนี้ OPPO F9 มากับจอแสดงผล Full HD+ ขนาด 6.3 นิ้ว ให้สัดส่วนพื้นที่หน้าจอมากถึง 90.8% ซ่อนกล้องเซลฟี่ 25 ล้านพิกเซล ไว้ในรอยบากรูปทรงหยดน้ำ กล้องคู่หลัง 16 + 2 ล้านพิกเซล ความจุแบตเตอรี่ 3500mAh และให้ความจำ RAM 6GB

ที่มา – Gizmochina

from:http://www.flashfly.net/wp/239823

รีวิว OPPO F9 Jade Green สีเขียวหยก สุดพรีเมี่ยม

OPPO F9 เป็นสมาร์ทโฟนในซีรีส์ F ที่ประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลาย ทั้งในแง่ยอดขาย และความชื่นชมของผู้ใช้งานในบ้านเรา ที่ต่างก็ที่เทใจให้กับ OPPO F9 สมาร์ทโฟน Mid-range สุดคุ้มของปี 2018 และด้วยความที่กระแสยังแรงดีไม่มีตก OPPO จึงได้ส่ง F9 สีใหม่ Jade Green ออกมาตอกย้ำความเป็นผู้นำตัวจริงอีกครั้ง ทั้งในแง่ของดีไซน์สุดพรีเมี่ยม พร้อมความโดดเด่นด้านการถ่ายเซลฟี่ที่ไม่เคยเป็นสองรองใคร และขอบอกเลยว่าสีใหม่ Jade Green นั้นงามหยดย้อยไม่แพ้ “ลวดลายกลีบดอกไม้บนสี Twilight Blue” เลยครับ

สเปคเบื้องต้นของ OPPO F9

● หน้าจอ LTPS IPS ขนาด 6.3 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2340 x 1080 พิกเซล) อัตราส่วน 19.5:9
● ซีพียู MediaTek Helio P60 Octa-core ความเร็ว 2.0GHz
● จีพียู Mali-G72 MP3
● แรม 6GB
● ความจุ 64GB
● กล้องหลังคู่ 16 + 2 ล้านพิกเซล ค่ารูรับแสง f/1.8
● กล้องหน้า  25 ล้านพิกเซล ค่ารูรับแสง f/2.0
● แบตเตอรี่ 3500mAh รองรับเทคโนโลยีชาร์จไว (VOOC Flash Charge)
● ระบบปฏิบัติการ ColorOS 5.2 บนพื้นฐานของ Android 8.1 (Oreo)
● การเชื่อมต่อ
Frequencies :
GSM: 850/900/1800/1900MHz
WCDMA: 850/900/2100MHz
FDD-LTE: Bands 1/3/5/8
TD-LTE: Bands 38/40/41(2535-2655MHz)

● SIM Card Type:  Nano ซิม 2 ช่อง + MicroSD 1 ช่อง
● GPS A-GPS, GLONASS, BDS
● Bluetooth 4.2, A2DP, LE
● Wi-Fi : 2.4/5GHz 802.11 a/b/g/n/ac
● OTG Supported
● ขนาดตัวเครื่อง 156.7 × 74 × 7.99 มม.
● น้ำหนัก 169 กรัม
● สี Sunrise Red, Twilight Blue, Starry Purple, Jade Green
● ราคาเปิดตัว 10,990 บาท

 

Packaging & Accessories

สำหรับตัวกล่องแพ็คเกจยังคงใช้รูปแบบเดิม แต่จะมีการพิมพ์กำกับสี Jade Green ไว้ที่ด้านหลังของตัวกล่อง

 

สำหรับอุปกรณ์ภายในกล่องที่ให้มาจะประกอบไปด้วย

1. คู่มือการใช้งานฉบับย่อ +ใบรับประกันสินค้า

2. เข็มจิ้มเปิดถามซิมการ์ด

3. เคสซิลิโคนแบบใส

4. ชุดหูฟังสมอลทอล์ค

 

5. สาย Micro USB + อแดปเตอร์ชารจ์ ให้ Output มา 2 ระดับที่  5V-2A / 5V-4A  และรองรับเทคโนโลยีชาร์จไว VOOC Flash Charge โดยใช้เวลาชาร์จเพียง 5 นาที สามารถคุยสายได้นานถึง 2 ชั่วโมง ( VOOC Flash Charge ต้องใช้อแดปเตอร์และสาย USB ที่ให้มาในกล่องเท่านั้น)

 

Design & Hardware

สำหรับ OPPO F9 Fade Green ดีไซน์ในภาพรวมยังคงเดิม ทั้งหน้าจอแสดงผลที่มีรอยบากทรงหยดน้ำ (Waterdrop Screen) แต่สิ่งที่เพิ่มเติมเข้ามาในสี Jade Green ก็คือการไล่โทนเฉดสี สุดพรีเมี่ยมของสีขาวมุกและสีเขียวหยก พร้อมขอบสีทองให้ความรู้สึกเรียบหรูพรีเมี่ยมน่าสัมผัส

 

OPPO F9 Fade Green เปิดตัวมาได้ถูกจังหวะ  พร้อมต้อนรับเทศกาลวันตรุษจีนที่กำลังจะถึงในเร็ว ๆ นี้อีกด้วย  เพราะในคติความเชื่อของชาวจีน นั้นเชื่อว่า “หยก” เป็นอัญมณีสำคัญ และชาวจีนใช้เป็นเครื่องประดับพกติดตัว ด้วยเชื่อว่าหยกเป็นอัญมณีศักดิ์สิทธิ์ ที่ก่อให้เกิดความเจริญรุ่งเรือง ความโชคดี และทำให้ผู้ที่สวมใส่มีอายุยืนยาว 

OPPO F9 Fade Green จึงถือว่าเป็นสมาร์ทโฟนที่มาพร้อมสีมงคล พร้อมส่งเสริมโชค ลาภ ตามคติความเชื่อของชาวจีนนั่นเองครับ

 

นอกจากการไล่โทนเฉดสีขาวมุกและสีเขียวหยกได้อย่างกลมกลืนลงตัวแล้ว ในชั้นเลเยอร์ของตัวฝาหลังยังมีความพราวแพรว ดุจแสงดาว ยามเมื่อที่สะท้อนแสงแดด หรือแสงไฟนีออน โดยให้ฟิลลิ่งที่โดดเด่นเหนือคู่แข่งในระดับเดียวกัน  ซึ่งต้องยอมรับเลยว่า OPPO F9 Fade Green นั้นสวยสะกดทุกสายตาจริง ๆ เลยครับ

 

สำหรับรอบ ๆ ตัวเครื่อง OPPO F9 Fade Green เลือกใช้โทนสีทอง เพื่อให้เข้ากับโทนสีขาวมุกและสีเขียวหยกของตัวฝาหลังนั่นเอง และในภาพรวมถือว่าเข้ากันได้ดีเลยทีเดียว

ด้านบนของตัวเครื่องจะมีเป็นไมค์ที่ใช้ในการตัดเสียงรบกวน และใช้ในการบันทึกเสียงอีกทางหนึ่งด้วย

ด้านล่างการจัดวางเลย์เอาท์ ด้วยลำโพงสนทนา, พอร์ต Micro USB, ไมค์สนสนาและช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม.

ด้านของคุณภาพเสียงลำโพงของ OPPO F9 ขอบอกว่าน่าประทับใจมาก ๆ ครับ แม้จะเป็นลำโพงแบบโมโนแต่ก็ให้คุณภาพที่ดีเกินคาด ทั้งในด้านความดังและความใสเคลียร์  และเมื่อเปิดเร่งระดับเสียงจนสุด เสียงที่ออกมาก็ไม่แตกพร้าอีกด้วย

ด้านฝั่งซ้ายของตัวเครื่อง จะประกอบไปด้วย

  1. ช่องถาดซิม+การ์ด MicroSD
  2. และปุ่มเพิ่ม/ลดระดับเสียง

 

สำหรับปุ่มพาวเวอร์จะอยู่ที่ฝั่งขวามือของตัวเครื่อง กางวางเลย์เอาท์กำลังดีครับ คือไม่อยูาสูงหรือต่ำจนเกินไป จึงทำให้รองรับการใช้งานมือเดียวได้แบบสบาย ๆ

 

อีกสิ่งที่น่าประทับใจ ก็คือ OPPO F9 ให้ช่องถาดซิมมาแบบ Triple slot  ทำให้สามารถใช้งาน 2 ซิมการ์ดไปพร้อม ๆ กับการใส่หน่วยความจำภายนอก MicroSD Card ได้พร้อมๆ  กัน ซึ่งเป็นข้อดีเหนือว่าถาดแบบไฮบริดที่มักนิยมใช้กันในสมาร์ทโฟนในปัจจุบัน

Software & Feature

OPPO F9 เปิดตัวมาพร้อมระบบปฏิบัติการ Android 8.1 พร้อมครอบทับด้วย ColorOS 5.2 เวอร์ชั่นใหม่ล่าสุด ตัวเฟิร์มแวร์ปรับแต่งมาค่อนข้างดีมาก ยังไม่พบอาการหน่วง ค้างหรือบั๊คร้ายแรงแรงแต่อย่างใด ส่วน  User Interface ในภาพรวมไม่ได้ปรับเปลี่ยนมากนัก ทำให้ผู้ใช้ที่เคยสัมผัสกับ UX/UI ของ ColorOS น่าจะคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ส่วนผู้ใช้หน้าใหม่ ก็ไม่ต้องปรับตัวมากนัก

 

ไฮไลท์ที่น่าสนใจของ OPPO F9

OPPO F9  มาพร้อมดีไซน์ที่ยกระดับไปอีกขึ้นด้วย Notch แบบ Waterdrop Screen และด้วยความที่มาพร้อมหน้าจอใหญ่ถึง 6.3 นิ้ว พร้อมออกแบบรอยบากในรูปทรงหยดน้ำ จึงส่งผลให้ OPPO F9 มีพื้นที่จอแสดงผลต่ออัตราส่วนของบอดี้สูงถึง 90.8% เลยทีเดียว อีกทั้งขอบข้างหน้าจอทั้งซ้ายและขวาก็บางเฉียบ มีขนาดเพียง 1.7 มม.เท่านั้น ส่งผลให้การรับชมคอนเทนต์อย่าง Youtube หรือ Netflix ได้เต็มอรรถรสมากยิ่งขึ้น

 

ด้านการจัดสรรพลังงาน OPPO F9 ทำได้อย่างยอดเยี่ยม ด้วยความจุแบตเตอรี่ 3500 mAh พร้อมระบบประหยัดพลังงานในระบบปฏิบัติการ ColorOS และ CPU MediaTek Helio P60 Octa-core ทำให้ในการใช้งานทั่ว ๆ ไปสามารถอยู่รอดได้ทั้งวัน แต่ถ้าหากใช้งานหนัก ๆ ก็ไม่ต้องห่วงครับ เพราะ OPPO F9 มาพร้อมเทคโนโลยีชาร์จไว  VOOC Flash Charge ที่ชาร์จเพียง 5 นาที ก็สามารถคุยสายได้นานถึง 2 ชั่วโมง

 

สำหรับเทคโนโลยี VOOC Flash Charge จะชาร์จด้วยแรงดันไฟฟ้าต่ำแต่รองรับกำลังไฟฟ้าสูงซึ่งพัฒนาเฉพาะ OPPO ซึ่งเร็วกว่าการชาร์จปกติถึง 4 เท่า ส่วนเรื่องความปลอดภัยก็หายห่วงด้วยระบบป้องกันถึง 5 ขั้น เริ่มตั้งแต่ตัวอแดปเตอร์ไปจนถึงช่องเสียบชาร์จและภายในตัวเครื่อง

รวมไปถึง USB ที่มีการใช้สาย Pin แบบ 7 เส้น จากที่ปกติระบบชาร์จเร็วทั่วไปจะใช้จุดเชื่อมต่อพิเศษ 5 เส้น Pin ของ USB  สำหรับเทคโนโลยี VOOC ใช้ 7 จุดเชื่อมต่อพิเศษ 7 เส้น Pin ของ USB จึงสามารถป้องกันแรงดันไฟฟ้าและความร้อนที่มากเกินไปได้ด้วยการชาร์จผ่านเส้น Pin ที่มีจำนวนมากขึ้น

และแน่นอนว่าส่งผลดีต่อคอเกมอีกด้วย เพราะสามารถชาร์จไปในขณะเล่นเกมได้เลยไม่ต้องห่วงเรื่องเครื่องร้อน เพราะ VOOC Flash Charge เพิ่มชิปอัจฉริยะ MCU เพื่อป้องกันการใช้ไฟเกินกำลัง จึงไม่ต้องกังวลเรื่องเครื่องร้อนขณะเล่นเกมแต่อย่างใด

 

รองรับฟีเจอร์ยอดนิยมของสมาร์ทโฟนในยุคนี้ ด้วยการแบ่งหน้าต่าง เพื่อใช้งาน 2 แอปพลิเคชั่นไปพร้อม ๆ กัน  แถมบน OPPO F9 ยังสามารถเรียกใช้งานการแบ่งหน้าจอได้ง่าย ๆ เพียงลาก 3 นิ้วจากด้านล่างขึ้นไปยังด้านบน ก็พร้อมใช้งาน 2 แอปฯ ในหนึ่งหน้าจอได้ในทันที

และอีกหนึ่งฟีเจอร์ที่ขาดไม่ได้ก็คือแอพโคลน ที่รองรับการใช้งานแอปพลิเคชั่นโซเชียลยอดนิยม ไม่ว่าจะเป็น Line, Facebook หรือ Instagram ได้พร้อม ๆ กัน ถึง 2 แอคเคานท์ในเครื่องเดียว

 

ฟีเจอร์ “Full Screen Multitasking” ใน OPPO F 9 มีการปรับ UI ให้สวยงามดูมีมิติมากขึ้น

เมื่อใช้งานแอปพลิเคชั่นในโหมดแนวนอน เราสามารถเรียกใช้งานฟีเจอร์ Full Screen Multitasking ได้ด้วยการลากจากขอบด้านลำโพงสนทนาลงมา สำหรับฟีเจอร์นี้จะเป็นการรวบรวมสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ไว้ในทีเดียวเพื่อให้สามารถเรียกใช้งานอย่างอย่างสะดวกรวดเร็ว

เช่นทางลัดโปรแกรม การบันทึกหน้าจอทั้งแบบวีดีโอและภาพนิ่ง การปิดแจ้งเตือน Notification เป็นต้น ซึ่งทำให้เราสามารถทำงานได้พร้อม ๆ กันในเวลาเดียว ไม่ว่าจะเป็นการเล่นเกมหรือดูวีดีโอพร้อมกับตอบแชทไปด้วย ทำให้ไม่พลาดเหตุการณ์สำคัญ ๆ

 

ระบบรักษาความปลอดภัยบน OPPO F9 มีให้ใช้งาน 2 รูป ทั้งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ และปลดล็อคด้วยใบหน้า ซึ่งนอกจากการปลดล็อดจอแสดงผลแล้ว ยังสามารถใช้ในการปลดล็อคแอปฯ และพื้นที่เก็บข้อมูลส่วนตัวได้อีกด้วย

สำหรับในด้านการใช้งานจริง ตัวเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมีมีความรวดเร็วแม่นยำที่ดีมาก ส่วนระบบปลดล็อคด้วยใบหน้าอยู่ในเกณฑ์ที่น่าประทับใจช่นกัน โดยลองทดสอบปลดล็อคในที่แสงน้อย หรือส่วมใส่แว่นตาก็ยังปลดล็อคได้โดยไม่พบเจอปัญหาแต่อย่างใด

 

ฟีเจอร์ Full Screen gesture สั่งการได้ง่าย ๆ และสามารถใช้งานจอแสดงผลได้แบบเต็ม 100%

สำหรับ Navigation gestures เป็นฟีเจอร์ที่ใช้การสไลด์นิ้บนหน้าจอแสดงผลแทนการกดปุ่ม navigation เพื่อให้เหลือพื้นที่การใช้งานที่มากขึ้นกว่าเดิม ทั้งนี้ผู้ใช้งานสามารถเลือกได้ว่าจะใช้รูปแบบการสั่งการแบบไหน เช่นการปัดนิ้วขึ้น หรือปัดไปด้านข้างเป็นต้น

 

อีกหนึ่งไฮไลท์ที่น่าสนใจก็คือ ฟีเจอร์ด้าน Network และการโทรของ OPPO F9 ทีมีความโดดเด่นด้วยการรองรับเทคโนโลยี Full Netcom 4.0 ทำให้สามารถสามารถจับสัญญาณ 4G/3G ได้พร้อมกันทั้ง 2 ซิม

รวมไปถึงยังรองรับ Dual VoLTE  ซึ่งฟีเจอร์ในด้านการโทรที่ให้มาก็ถือว่าครบถ้วนและมีประโยชน์ในการใช้งานจริงของชีวิตประจำวัน เช่นฟีเจอร์บล็อคสาย บล็อคข้อความ โดยเราสามารถเลือกสร้าง Blacklist และ Whitelist ได้ตามที่ต้องการ อีกทั้งยังสามารถบันทึกสายขณะโทรได้โดยตรง ไม่ต้องลงแอปฯเพิ่มเติมแต่อย่างใด

 

Gesture & Motion เป็นอีกหนึ่งฟีเจอร์ที่ผู้ใช้งานโดยทั่วไป คุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เพราะฟีเจอร์ลักษณะนี้มักจะมีมาให้ใช้งานในสมาร์ทโฟนหลาย ๆ แบรนด์ที่เข้ามาทำตลาดในบ้านเรา ซึ่งหลักการทำงานจะไม่แตกต่างกัน กล่าวคือใช้การเคาะ, การวาดบนหน้าจอ, รวมไปถึงทำงานร่วมกับตัวเซ็นเซอร์ต่าง ๆ ของตัวเครื่องเป็นต้น

 

ไเ้โดดเด่นแค่กล้อง แต่แอปฯ อัลบั้มของ OPPO F9 ก็มาพร้อมความฉลาดล้ำด้วย AI ด้วยเช่น โดยสมารถระบุประเภทภาพถ่ายให้โดยอัตโนมัติ โดยแยกเป็น 3 หมวดหมู่หลัก ได้แก่ รูปภาพทั้งหมด, ความทรงจำ, และอัลบั้ม เพื่อการค้นหาในภายหลังได้อย่างสะดวกง่ายขึ้น

 

สำหรับคนที่ชอบถ่ายวีดีโอก็ไม่ควรพลาดกับฟีเจอร์ ตัดแต่งวีดรโอภายในแอปฯ โดย OPPO F9 มาพร้อมเครื่องมือตัดต่อวีดีโอที่อัดแน่นไปด้วยฟีเจอร์อันน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นการเร่งความเร็วหรือปรับให้ช้า, สามารถใส่เสียง, เอฟเฟ็กต์พิเศษ, ข้อความ, ลายน้ำ, หรือธีมสวย ๆ เพื่อสร้างสรรค์วีดีโอของเราให้สนุกและน่าสนใจมากยิ่งขึ้น

 

Benchmarks & Performance

ในภาพรวมคงต้องบอกว่า แม้จะไม่ได้ใช้ชิปเซ็ตตัวท็อป แต่ด้วยขุมพลัง MediaTek Helio P60 Octa-core ความเร็ว 2.0GHz นั้นก็ถือว่าแรงในระดับใช้งานทั่ว ๆ ไปได้เหลือเฟือ ไม่ว่าจะเป็นการเล่นเกมหรือรับชมคอนเทนต์ความละเอียดสูง ๆ OPPO F9 ก็สามารถแสดงศักยภาพพร้อมตอบสนองในการใช้งานได้อย่างราบลื่น โดยไม่พบอาการสะดุดติดขัดให้หงุดหงิดใจแต่อย่างใด

สำหรับผลคะแนน Benchmarks ถือว่าเป็นรุ่นกลาง ๆ ที่มาพร้อมความแรงในระดับที่นำไปใช้งานทั่วไปได้แบบสบาย ๆ พวกเซ็นเซอร์ต่าง ๆ ก็ให้มาอย่างครบถ้วน รวมไปถึงการที่มาพร้อม RAM ถึง 6GB ก็ช่วยในด้านการเล่นเกมได้เป็นอย่างดี ส่วน GPS ในภาครับสัญญาณดาวเทียมนั้นมีความรวดเร็วแม่นยำในระดับที่ค่อนข้างดีเลยครับ

 

Multimedia & Entertain

แอปฯ  VDO Player บน OPPO F9 รองรับการเล่นไฟล์วีดีโอความละเอียดสูง ๆ อย่าง  4K ได้ค่อนข้างไหลลื่น  แถมยังมีฟีเจอร์ที่ให้ฟิลลิ่งใกล้เคียงกับแอปชื่อดังอย่าง MX Player เช่นการปัดบนหน้าจอฝั่งซ้ายเพื่อปรับระดับความสว่าง และปัดบนหน้าจอฝั่งขวาเพื่อปรับเพิ่ม/ลดระดับเสียงเป็นต้น

 

แอปฯ Music Player อาจจะไม่แตกต่างจาก แอปมิวสิคเพลย์เยอร์แบบเบสิคทั่ว ๆ ไป แต่ก็มีจุดเด่ดที่ระบบเสียง Real HD Sound ที่ผู้ใช้งานสามารถปรับแต่ง Equalizer ได้อย่างยืดหยุน ทั้งรูปแบบสำเร็จรูป และการปรับแต่งในแบบแมนวน

ในด้านคุณภานเสียงนั้นหายห่วงครับ เพราะค่าย OPPO เองก็มีจุดเด่นและพัฒนาคุณภาพเสียงบนสมาร์ทโฟนมาอย่างยาวนาน จึงการันตีในแง่คุณภาพได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ OPPO F9 ยังมาพร้อมฟีเจอร์ Music inter-connects ที่สามารถเปิดเพลงแชร์ไปกับเพื่อนพร้อม ๆ กันได้ เพียงแค่เชื่อมต่อ OPPO F9 กับมือถืออีกเครื่องเข้ากับ Wi-Fi ในวงเดียวกัน ทำให้ช่วยเพิ่มบรรยากาศความสนุกสนานยิ่งขึ้น ด้วยคุณสมบัติที่เหมือนดั่งมีลำโพงอยู่รอบ ๆ กายนั่นเอง

 

สมาร์ทโฟนยุคนี้ส่วนใหญ่จะตัดวิทยุ FM ออกไป  แต่บน OPPO F9 ยังมีวิทยุ FM มาให้ฟังกันเพลิน ๆ โดยมาพร้อมภาครับวิทยุแบบทศนิยมสองตำแหน่ง ในด้านภาครับสัญญาณมีความคมชัดที่ค่อนข้างดี แต่น่าเสียดายที่ให้ฟีเจอร์มาน้อยไปหน่อย ซึ่งในภาพรวมก็จะเน้นไปด้านการใช้งานเพื่อการฟังเป็นหลัก โดยไม่มีฟีเจอร์การบันทึกไว้ฟังแบบออฟไลน์ครับ

 

Game Space “การเร่งความเร็วเกม” ที่ช่วย optimization ให้เล่นเกมได้ไหลลื่นมากยิ่งขึ้น และยังมีฟังก์ชั่น ที่ช่วยจัดการด้านการแจ้งเตือน เช่นการปฏิเสทสาย หรือการรับสายผ่านทางแฮนด์ฟรีได้เป็นต้น ทำให้การเล่นเกมบน OPPO F9 นั้นเป็นไปอย่างสมูทลื่นไหล

 

ลองทดสอบเกมฮิต ๆ ในช่วงนี้ดูบ้าง

 

Asphalt 9 มาพร้อมกราฟฟิกสวยงาม แน่นอนว่าต้องการทรัพยากรทางด้าน Hardware ที่แรงอยู่ไม่น้อย ซึ่ง OPPO F9 นั้นเล่นเกมนี้ได้ลื่นไหลใช้ได้เลยครับ และไม่พบเจอการสะดุดหรือหน่วงจนผิดปรกติแต่อย่างใด

 

 

สำหรับ PUBG และ ROV แม้จะไม่สามารถเลือกเล่นในระดับความละเอียดสูงสุดได้ก็ตาม แต่การที่ให้แรมมาถึง 6GB ก็ช่วงส่งผลให้ภาพรวมการเล่นเกมบน OPPO F9 ค่อนข้างลื่นไหลดี ไม่มีอาการหน่วงสะดุดติดขัดให้หัวร้อนแต่อย่างใด

 

 

Camera & Sample

OPPO F9 ถือว่าเป็นครั้งแรกของทางค่าย OPPO ที่เปิดตัวมาพร้อมกล้องหลังคู่บนสมาร์ทโฟนซีรีส์ F โดย OPPO F9 มาพร้อมกล้องหลัง AI ความละเอียด 16+2 ล้านพิกเซล พร้อมกับระบบกันสั่น EIS (Electronic image stabilization) สามารถถ่ายภาพเบลอพื้นหลังสไตล์ Bokeh ได้เป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น

และยังมาพร้อมกับ “AI scene recognition” ที่สามารถวิเคราะห์พร้อมระบุภาพถ่ายได้มากถึง 16 ซีน ที่สามารถปรับแต่งภาพถ่ายให้สมบูรณ์ที่สุดไม่ว่าจะภาพอะไรก็ตาม โดยกล้องหลังของ OPPO F9 ยังสามารถแบ่งแยกประเภทภาพถ่ายเพื่อปรับแต่งภาพถึง 16 Tags ทั้งอาหาร, ภาพวิว, สัตว์เลี้ยง ฯลฯ โดยเมื่อเรายกกล้องไปยังวัตถุ หรือซับเจคที่อยู่หลังกล้อง ก็จะมีไอคอนแสดงประเภทหรือลักษณะของรูปแบบนั้น ๆ ขึ้นมาทางด้านซ้ายมือบนตามประเภทซีนที่เรากำลังจะถ่าย

กล้องหน้ามาพร้อมความละเอียดถึง 25 ล้านพิกเซล พร้อมเซนเซอร์ HDR เพื่อถ่ายการถ่ายภาพเซลฟี่ที่สมบูรณ์แบบ และชูจุดขายด้วยเทคโนโลยี AI Beauty 2.1 ซึ่งมาพร้อมกับตัวเลือกการปรับแต่งภาพที่หลากหลาย สามารถตรวจจับใบหน้าได้ถึง 296 จุดเพื่อช่วยปรับแต่งใบหน้าได้อย่างอัตโนมัติและเป็นธรรมชาติ

ไม่เพียงเท่านี้ สำหรับโหมด AI Beauty ใน OPPO F9 ยังช่วยปรับแต่งคอและแขน ให้ออกมาสวยสมบูรณ์แบบในสไตล์คุณอย่างไร้ที่ติอีกด้วย ด้วยเทคโนโลยี AI สมาร์ทโฟน OPPO F9 สามารถวิเคราะห์โครงหน้าได้หลากหลายมิติเพื่อการถ่ายภาพเซลฟี่ โดยสามารถวิเคราะห์ได้ทั้ง เพศ, อายุ, สีผิว, และผิวพรรณ

ดังนั้นตามทฤษฎีจึงสามารถกล่าวได้ว่าโหมด AI Beauty นี้รองรับโครงหน้าเพื่อการปรับแต่งมากถึง 800 ล้านแบบสำหรับใบหน้าทุกเชื้อชาติทั่วโลก นอกจากนี้ AI Beauty ยังสามารถปรับแต่งใบหน้าในภาพเซลฟี่กลุ่ม ได้มากสูงสุดถึง 4 คนใน 1 เฟรม

 

ฟีเจอร์ Artistic Portrait Mode เพื่อการปรับแต่งแสงเทคนิคแบบ 3D และสไตล์ Bokeh เบลอพื้นหลังที่เป็นธรรมชาติ พร้อมฟีเจอร์การใช้เทคนิคแสง 3D lighting สำหรับการถ่ายภาพบุคคล โดยใช้อัลกอริทึมในการประมวลผลใบหน้าและแสงไฟเพื่อให้ภาพถ่ายบุคคลออกมาสมบูรณ์แบบเหมือนอยู่ในสตูดิโอ โดยแสงทั้งหมดมีด้วยกัน 5 แบบ ได้แก่ Natural light, Rim light, Tone light, Film light, Bi-color light

 

ภาคทดสอบใช้งานจริง เปรียบเทียบในโหมด Auto เปิด AI และปิด AI

โหมด Auto

ทดสอบกล้องหน้าในโหมด Auto โดยยังไม่เปิดใช้งาน AI Beauty ภาพที่ได้ให้ความคมชัดที่ดี และสกินโทนก็ก็ดูเป็นธรรมชาติ สาว ๆ ที่หน้าใสอยู่แล้ว ไม่เปิดบิวตี้ ก็ให้ภาพที่น่าพึงพอใจในระดับหนึ่ง

เปิดใช้งาน AI

เมื่อลองเปิดใช้งาน AI Beauty ก็จะให้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นในแง่การเกลี่ยสภาพสีผิวและความใสกระจ่างของใบหน้า ทำให้ในภาพรวม ๆ มีความโดดเด่นเพิ่มขึ้นมาแบบสัมผัสได้

 

Super Vivid Mode

ฟีเจอร์ใหม่ที่มาพร้อม OPPO F9 ก็คือโหมด Super Vivid Mode (เปิดใช้งานที่ไอคอนตรงลูกศรชี้) ที่เป็นการปรับแต่งแต่งภาพถ่ายของเรา ด้วยการเติมแสงไฟและสีสันให้ภาพดูมีชีวิตชีวาและมีความสดใสมากขึ้น โดยโหมด Super Vivid Mode สามารถแยกเฉดสีได้ชัดเจนระหว่างตัวบุคคลและพื้นหลัง โดยนอกจากจะสามารถใช้ในโหมดภาพนิ่งแล้ว ยังรองรับการใช้งานในโหมดบันทึกวิดีโอได้อีกด้วย

 

HDR Mode

อีกหนึ่งคุณสมบัติเด่นของกล้องหน้า OPPO F9 ก็คือมาพร้อมเซนเซอร์ HDR  ที่ได้รับการเปิดใช้อย่าง real-time ทำให้ภาพเซลฟี่มีรายละเอียดครบถ้วนเหมือนที่ตาเห็น

ในโหมด HDR จะช่วยในเรื่องของการปรับแต่งภาพที่มีความเปรียบต่างของแสงมาก ๆ โดยภาพซ้ายจะเป็นการถ่ายย้อนแสงจะเห็นว่าฉากหลังจะสว่างจ้าและขาดรายละเอียดของตัววัตถุที่อยู่ด้านหลัง เมื่อเราเปิดโหมด HDR ก็จะทำให้เราสามารถดึงดีเทลโดยรวมของรูปภาพกลับมา ไม่ว่าจะเป็นท้องฟ้า หรือฉากหลังของภาพ โดยที่ภาพของตัวบุคคลยังให้คุณภาพที่ดีเหมือนเช่นเคย

 

AR Sticker ใน OPPO F9 มาพร้อมกับ AR Sticker รูปแบบใหม่ ๆ ที่น่าตื่นเต้นมากขึ้น ทั้งในรูปแบบวิดีโอและรูปภาพ รวมถึงใส่เพลงคลอไปได้อีกด้วย อีกทั้งยังสามารถรองรับการถ่าย AR Sticker ได้สูงสุดพร้อมกันได้ถึง 4 บุคคล เรียกได้ว่าจัดเต็มพร้อมตอบโจทย์ผู้ที่ชื่นชอบถ่ายรูปและแชร์อย่างมีสไตล์ได้เป็นอย่างดี

 

ทดสอบโหมด Portrait Mode  

Portrait Mode ของกล้องหลังบน OPPO F9  มาพร้อมความฉลาดล้ำด้วย AI โดยสามารถเบลอฉากหลังได้เป็นธรรมชาติ พร้อมเก็บรายละเอียดของขอบต่าง ๆ ทั้งตัวบุคคลรวมไปถึงดีเทลเล็ก ๆ อย่างเช่นเส้นผมได้ค่อนข้างเนียนตาดีมากครับ

กล้องหลังของ OPPO F9 นอกจากการละลายฉากหลังได้ดูเป็นธรรมชาติแล้ว ในส่วนของ Bokeh ก็น่าประทับใจไม่แพ้กัน ซึ่งจากรูปตัวอย่างที่เราได้ชมกันในครั้งนี้ ภาพที่ได้ให้ฟิลลิ่งของโบเก้อันนุ่มนวนในสไตล์ที่ไม่แพ้กล้องจริง ๆ เลยครับ

นอกจากนี้ยังมีโหมด Portrait Mode ในแนวนอนมาให้ใช้งานกันด้วย โดยแตะที่ไอค่อนรูปฟิลม์ภาพยนต์ตรงมุมซ้ายบนของจอแสดงผล ซึ่งโหมดนี้จะให้อารมณ์เหมือนการถ่ายภาพยนต์ โดยจะทำการซูมภาพของตัวแบบเข้ามาเพื่อให้เกิดการละลายฉากหลังได้มากยิ่งขึ้นนั่นเอง

 

 

Artistic portrait mode

ฟีเจอร์ Artistic portrait mode มีหลักการทำงานด้วยเทคนิคการเติมแสงแบบ 3D lighting สำหรับการถ่ายภาพบุคคล โดยใช้อัลกอริทึมในการประมวลผลใบหน้าและแสงไฟเพื่อให้ภาพถ่ายบุคคลออกมาสมบูรณ์แบบเหมือนอยู่ในสตูดิโอ โดยมีแสงทั้งหมด 5 แบบ ได้แก่ Natural light, Rim light, Tone light, Film light, Bi-color light

โหมด Portrait + Natural light (แสงธรรมชาติ)

 

Rim light (แสงแบบภาพยนต์)

 

Tone light (แสงสีเดียว)

 

Film light (แสงเค้าโครง)

 

Bi-color light (แสงแบบสองสี)

 

 

จากนี้ไปดูภาพรวม ๆ จากกล้องหลังของ OPPO F9 กันต่อได้เลยครับ

สรุปกล้อง OPPO F9 เรื่องกล้องหน้า OPPO ไม่เคยทำให้ผิดหวังจริง ๆ เลยครับ สมกับเป็นเบอร์หนึ่งของวงการ ซึ่งกล้องหน้าของ OPPO F9 รอบนี้จัดเต็มด้วยความฉลาดล้ำจาก AI หรือปัญญาประดิษฐ์ อีกทั้งยังมาพร้อมกับลูกเล่นใหม่ ๆ ที่ช่วยให้การถ่ายเซลฟี่สนุกและได้ผลลัพธ์ดีกว่าที่เคย ส่วนกล้องหลังก็ทำผลงานได้ดีเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นในสภาพแสงปรกติหรือในที่แสงน้อย โดยเฉพาะเรื่องไวท์บาลานซ์นั้นน่าประทับใจมาก รวมไปถึง Portrait Mode ของกล้องหลัง ที่ฉลาดล้ำด้วย AI โดยสามารถเบลอฉากหลังได้เป็นธรรมชาติ พร้อมเก็บรายละเอียดของขอบต่าง ๆ ทั้งตัวบุคคลรวมไปถึงดีเทลเล็ก ๆ อย่างเช่นเส้นผมได้ค่อนข้างเนียนตาดีมากครับ

 

สรุป OPPO F9 Jade Green

ข้อดี

1. มาพร้อมสีใหม่ ไล่โทนเฉดสีสุดพรีเมี่ยมของสีขาวมุกและสีเขียวหยก

2. ดีไซน์สุดล้ำ ด้วยหน้าจอรอยบากรูปหยดน้ำ จอแสดงผลแบบไร้ขอบ ใหญ่เต็มตา มีพื้นที่จอแสดงผลต่ออัตราส่วนของบอดี้สูงถึง 90.8%

3. เป็นสมาร์ทโฟน Mid-range แต่สเปคให้มาแบบครบ ๆ

4.ระบบปลดล็อคด้วยใบหน้ารวดเร็วแม่นยำ แม้ในที่แสงน้อย

5. กล้องหน้ามาพร้อมฟีเจอร์ใหม่และยังให้คุณภาพที่ดีเหมือนเคย ส่วนกล้องหลังขับเคลื่อนด้วย AI Scene Recognition ให้ภาพคมชัด สมจริง และ AI Portrait Mode ละลายฉากหลังได้เป็นธรรมชาติ

6. การจัดสรรพลังงานทำได้ค่อนข้างดี การใช้งานทั่ว ๆ ไป สามารถใช้งานได้ครบวัน และยังรองรับเทคโนโลยีชาร์จไว (VOOC Flash Charge) ที่ชาร์จเพียง 5 นาที สามารถคุยสายได้นานถึง 2 ชั่วโมง

7. การเชื่อมต่อด้าน Network ให้มาอย่างครบถ้วน รวมไปถึงรองรับ Full Netcom 4.0 และ Dual VoLTE

8. ถาดซิมแบบTriple slot  ทำให้สามารถใช้งาน 2 ซิมการ์ดไปพร้อม ๆ กับการใส่หน่วยความจำภายนอก MicroSD Card

 

สิ่งที่ต้องพิจารณา

  1. ไม่มี NFC

 

สำหรับ OPPO F9 Jade Green เริ่มวางจำหน่ายแล้วในราคา 10,990 บาท

สามารถเข้าไปสัมผัสและจับจองเป็นเจ้าของ OPPO F9 สีใหม่ Jade Green ได้ที่ OPPO Brand Shop และร้านค้าตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ.

from:http://mobileocta.com/review-oppo-f9-jade-green/

สมาร์ทโฟน OPPO กับสุดยอดแห่งการดีไซน์ในปี 2018

สมาร์ทโฟนในรอบปีที่ผ่านมา มีการแข่งขันกันอย่างดุเดือด แต่ละค่ายต่างก็จัดสเปกออกมาแข่งขันกันแบบไม่มีใครยอมใคร แต่ถ้าพูดถึงการออกแบบเราเห็นว่า OPPO มีความโดดเด่นมากที่สุด เพราะเป็นแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์มาเป็นอย่างแรก โดยมีแนวคิดว่า ความสวยงามของดีไซน์ เป็นสิ่งแรกที่ทุกคนจะเห็น แต่เทคโนโลยีที่อยู่ภายใน จะมีความหมายก็ต่อเมื่อได้ลองใช้งาน นั่นทำให้ OPPO พยายามออกแบบสมาร์ทโฟนให้สวยงาม เพื่อดึงดูดให้ผู้คนอยากจะลองใช้งาน

OPPO Find X สมาร์ทโฟน Panoramic Design รุ่นแรกของโลก ดีไซน์ไร้รอยต่อไร้รอยบาก
สำหรับสมาร์ทโฟนของ OPPO ที่มีความโดดเด่นที่สุดในด้านการออกแบบของปี 2018 ก็คือ OPPO Find X สมาร์ทโฟน Panoramic Design รุ่นแรกของโลกด้วยดีไซน์ไร้กรอบ ไร้รอยบาก แตกต่างจากค่ายอื่น และให้พื้นที่จอแสดงผลมากถึง 93.8% โดยซ่อนกล้องเซลฟี่ไว้ที่ด้านบน ซึ่ง OPPO เรียกว่า Stealth 3D Cameras

Stealth 3D Cameras เป็นการซ่อนกล้องเซลฟี่ เอาไว้ที่ส่วนบนของสมาร์ทโฟน OPPO Find X โดยมีกลไกช่วยในการสไลด์กล้อง หรือ เลื่อนกล้องขึ้น-ลงอัตโนมัติ เมื่อต้องการใช้งาน เริ่มตั้งแต่การปลุกหน้าจอ ส่วนของกล้องเซลฟี่จะเลื่อนขึ้นมาเพื่อสแกนใบหน้าผู้ใช้งาน สำหรับปลดล็อค แทนการสแกนลายนิ้วมือหรือป้อนรหัสผ่าน และกล้องเซลฟี่จะเลื่อนขึ้นมาอัตโนมัติ เมื่อเข้าสู่แอพกล้อง
ด้านความทนทานของระบบ Stealth 3D Cameras ทางผู้ผลิตได้ทดสอบการสไลด์มากกว่า 300,000 ครั้ง และยังมีระบบซ่อนกล้องอัตโนมัติ เมื่อตรวจจับได้ว่า OPPO Find X หลุดจากมือแล้วกำลังจะตก เพื่อป้องกันระบบกล้องกระแทกกับพื้น
ระบบ Stealth 3D Cameras ของ OPPO Find X ยังมาพร้อม 3D Face Recognition หรือจดจำใบหน้าแบบ 3 มิติ โดยใช้เทคโนโลยี 3D Structured Light มาช่วยสแกนใบหน้า ประกอบด้วย กล้องเซลฟี่, กล้องอินฟราเรด, ตัวฉายจุดแสง (Dot Projector) และ อิลลูมิเนเตอร์มุมกว้าง (Flood Illuminator) เซ็นเซอร์ที่รวมอยู่ใน Stealth 3D Cameras จะช่วยสแกนใบหน้าเจ้าของสมาร์ทโฟนถึง 15,000 จุด ทำให้มีความความปลอดภัยกว่าการสแกนลายนิ้วมือถึง 20 เท่า และไม่สามารถหลอกได้ด้วยรูปภาพ 2 มิติ แสดงให้เห็น OPPO ยังใส่ใจในเรื่องเทคโนโลยีด้วย
OPPO Find X เป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกในโลกที่ใช้ดีไซน์จอแสดงผลขอบโค้งมนแบบ Panoramic Design ผสานระหว่างกระจกไร้รอยต่อ 2 ชิ้น ได้มุมมองที่กว้างสุดขอบ ด้วยขนาดหน้าจอ 6.4 นิ้ว อัตราส่วนภาพ 19.5:9 และมีสัดส่วนพื้นที่แสดงผล 93.8% ส่วนด้านหลังใช้นวัตกรรมการไล่เฉดแบบ 3 มิติทำให้พื้นผิวมีความสวยงามแวววาวในทุกมุมมองสวยงามดุจอัญมณีล้ำค่าพร้อมครอบทับด้วยกระจก Corning Gorilla Glass 5 ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ซึ่งเป็นครั้งแรกในอุตสาหกรรมสมาร์ทโฟนที่ใช้เทคนิคขอบโค้งหลายด้าน
OPPO Find X มีให้เลือก 2 เฉดสีให้เลือกคือสีแดง (Bordeaux Red) และสีน้ำเงิน (Glacier Blue) อีกทั้งยังมีรุ่นพิเศษ Automobili Lamborghini Edition ที่ใช้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ แบบเดียวกับซุปเปอร์คาร์ พร้อมรองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็วที่สุดในโลกกับ SuperVOOC Flash Charge
ไม่ใช่เพียงสมาร์ทโฟนระดับไฮเอนด์เท่านั้นที่ OPPO ให้ความสำคัญในเรื่องของดีไซน์ แต่สมาร์ทโฟนรุ่นอื่นๆ ที่เปิดตัวในปี 2018 ก็ยังได้รับการออกแบบมาอย่างสวยงาม ด้วยดีไซน์ไล่เฉดสี หรือ Gradient Design อย่างที่เราได้เห็นใน OPPO R17 Pro และ OPPO F9

OPPO R17 การไล่เฉดสีแนวตั้งรูปตัว S และกระจกผิวด้านแบบใหม่ป้องกันลายนิ้วมือ
OPPO R17 Pro สมาร์ทโฟนรุ่นล่าสุดที่วางจำหน่ายในประเทศไทยมาพร้อมกล้องดิจิตอลด้านหลัง 3 ตัวกับความโดดเด่นด้านการถ่ายภาพกลางคืนขั้นเทพกับ Ultra Night Mode และยังมาพร้อมเทคโนโลยีชาร์จเร็วที่สุดในโลก Super VOOC Flash Charge ชาร์จ 10 นาทีได้แบตเตอรี่ถึง 40% หรือใช้เวลาชาร์จแค่ 30 -40 นาทีก็ได้แบตเตอรี่เต็ม 100% แล้ว
นอกจากจะมีฟีเจอร์ที่จัดเต็มขั้นขีดสุดมาขนาดนี้แล้ว ด้านการดีไซน์ตัวเครื่องนั้นต้องบอกว่าสุดยอดไม่แพ้กัน เพราะรุ่นนี้มีการไล่เฉดสีในแนวตั้งอย่างสวยงามเป็นรูปตัว S โดยเฉพาะสี Radiant Mist ที่มีการทำถึง 15 ขั้นตอนให้ความรู้สึกนุ่มนวลเปรียบเสมือนแสงที่ประกายผ่านเมฆหมอกมีการไล่โทนสีระหว่างสีฟ้าและสีม่วงไปถึงขอบด้านข้างตัวเครื่อง พร้อมกระจก 3D ผิวด้านแบบพิเศษที่ชุบโลหะด้วยไฟฟ้าบนพื้นผิวของกระจกที่ช่วยเพิ่มการสัมผัสและป้องกันการเกิดลายนิ้วมือ นอกจากนี้ยังใช้เทคนิคการพ่นทรายบนพื้นผิวโลหะด้วยแรงลม เพื่อให้พื้นผิวเรียบและสัมผัสที่ดียิ่งขึ้น เมื่อฝาหลังสะท้อนแสงในทิศทางที่แตกต่างกันก็จะเห็นสีที่สวยงามราวกลับมีสายน้ำไหลผ่านตัวเครื่องถึงขนาดที่ทำให้คนรอบข้างต้องหันกลับมาเหลียวมอง
นอกจากนี้ยังมีสีเขียว Emerald Green เขียวมรกตเป็นอีกตัวเลือก ซึ่งมีการใช้กระจก 3D เช่นเดียวกัน ทำให้พื้นผิวดูมีมิติ และเป็นเฉดสีที่ไม่ซ้ำใคร
OPPO R17 Pro ยังมาพร้อมจอแสดงผลขนาดใหญ่ถึง 6.4 นิ้วที่มีรอยบากรูปทรงหยดน้ำ ทำให้มีพื้นที่จอแสดงผลมากขึ้น ด้วยสัดส่วนพื้นที่แสดงผล 91.5% แถมยังเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกของ OPPO ที่ติดตั้งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือลงบนจอแสดงผล และป้องกันรอยด้วยกระจก Corning Gorilla Glass 6 ที่ทนทานกว่ารุ่นก่อนหน้าถึง 2 เท่าเป็นรุ่นแรกในตลาดสมาร์ทโฟนอีกด้วย

OPPO F9 ครั้งแรกกับดีไซน์ไล่เฉดสีทั้งตัวเครื่องงดงามยามกระทบแสงไฟ
OPPO F9 สมาร์ทรุ่นยอดฮิตกับยิดขายถล่มทลายที่หลายคนคุ้นเคยกับคำว่าชาร์จ 5 นาทีคุยได้นาน 2 ชั่วโมงกับเทคโนโลยี VOOC Flash Charge ซึ่งยังเป็นรุ่นที่มีความโดดเด่นเรื่องความสวยงามไม่แพ้รุ่นแฟลกชิบ เป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกที่มาพร้อมหน้าจอรอยบากรูปทรงหยดน้ำขนาด 6.3 นิ้ว ให้สัดส่วนพื้นที่แสดงผล 90.8% และยังเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกในอุตสหกรรมที่ทั้งขอบตัวเครื่องและฝาหลังพ่นสีแบบไล่เฉดสี
พร้อมเทคนิคพิเศษที่ทำให้เกิดลวดลายกลีบดอกไม้ที่ด้านหลัง เมื่อกระทบแสงไฟก็จะเปล่งประกายในมุมมองที่แตกต่างกัน ตามแสงที่ตกกระทบ โดยลวดลายกลีบดอกไม้ที่มีมิติ ซึ่งได้แรงบันดาลจากมาจากสีของธรรมชาติ สำหรับสีแดง (Sunrise Red) ได้แรงบันดาลใจมาจากท้องฟ้ายามพระอาทิตย์ขึ้น ส่วนสีน้ำเงิน (Twilight Blue) ได้แรงบันดาลใจมาจากท้องฟ้ายามค่ำคืนใครที่ได้สัมผัสตัวเครื่องแล้วพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าสวยงามมาก
นอกจากนี้ OPPO F9 ยังมีสีม่วง Starry Purple ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากแสงหิ่งห้อยในคืนฤดูร้อนที่ใช้เทคนิคการไล่เฉดสีที่ไม่เหมือนใครโดยมีการพ่นสีทองแบบ Glitter ให้เปล่งประกายดูเหมือนหิ่งห้อยตอนกลางคืนหรือดวงดาวยามค่ำคืนตัดด้วยกรอบสีทองที่กล้องและโลโก้ OPPO ด้านหลังตัวเครื่องอีกด้วย
ล่าสุดรับเทศกาลปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง OPPO ได้เปิดตัว OPPO F9 สีพิเศษใหม่ล่าสุดกับสีเขียวหยก Jade Green Limited Edition ซึ่งยังคงนำเทคนิคไล่ระดับสีมาใช้เหมือนเดิม ระหว่างหยกขาวกับหยกเขียว ตัดกับขอบสีทองรอบตัวเครื่องเพิ่มความสวยงามหรูหราอย่างมาก โดยสีนี้นอกจากจะให้ความสวยงามไม่ซ้ำใครแล้ว สีของหยกยังมีความหมายที่เป็นมงคลตามความเชื่อของชาวจีนอีกด้วย เรียกได้ว่าโชคดีทั้งผู้ให้และผู้รับเลยทีเดียว
และนี่คือสุดยอดแห่งการดีไซน์สมาร์ทโฟนของปี 2018 จาก OPPO แบรนด์สมาร์ทโฟนที่มาแรงทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก ที่มีความโดดเด่นทั้งทางด้านนวัตกรรม และการดีไซน์ซึ่งแต่ละรุ่นที่วางจำหน่ายนั้นได้รับการตอบรับอย่างถล่มทลายทุกครั้งทันทีที่มีการเปิดตัวและเริ่มให้สั่งจอง ซึ่งในปีหน้า 2019 ต้องมาติดตามกันต่อไปว่า OPPO จะมีนวัตกรรมอะไรใหม่ๆใส่เข้ามาในสมาร์ทโฟนที่จะเปิดตัวในอนาคตที่จะถึงนี้ และจะมีดีไซน์ตัวเครื่องที่โฉบเฉี่ยวสวยงามกว่าปีนี้อีกขนาดไหนคงต้องติดตามกันต่อไปไม่นานเกินรอ

รีวิว OPPO Find X

รีวิว OPPO F9
http://www.flashfly.net/wp/227550

รีวิว OPPO R17 Pro
http://www.flashfly.net/wp/235725

from:http://www.flashfly.net/wp/237983

ต้อนรับปีใหม่ด้วย OPPO F9 รุ่นพิเศษ สีเขียวหยก Jade Green ไล่เฉดสีตัดขอบทองสุดงาม ความหมายมงคล มีจำนวนจำกัด

OPPO แนะนำสมาร์ทโฟน OPPO F9 สีสันใหม่ Jade Green ซึ่งเป็นรุ่นพิเศษ Limited Edition จำกัดจำนวน วางจำหน่ายในราคาเดิม เหมือนกับสี Sunrise Red, Twilight Blue และ Starry Purple ที่เราเคยนำเสนอรีวิวให้ได้ชมกันไปแล้วก่อนหน้านี้

OPPO F9 รุ่นพิเศษ Jade Green Limited Edition มากับบอดี้ไล่ระดับสีระหว่างหยกขาวกับหยกเขียว ตามความเชื่อขาวชาวจีน “หยก” มีอำนาจคุ้มครองให้พ้นจากสิ่งชั่วร้าย จึงมักจะถูกนำมาแกะสลักเป็นรูปสัตว์ต่างๆ อย่างเช่น มังกร ปี่เซียะ กิเลน สิงโต เสือ ปลา เต่า เป็นต้น

หยกสีเขียว ยังเป็นต้นกำเนิดของคำว่า “เงินทองไหลมาเทมา” ส่วนหยกสีขาว เชื่อกันว่า จะนำความโชคดีมาให้ เป็นสัญลักษณ์แห่งความบริสุทธิ์ หมายถึงพลังจิตใจที่ใสสะอาด และยังหมายถึงอายุที่ยืนยาว ด้วยเหตุผลข้างต้น จึงทำให้ OPPO นำสีสันที่มีความหมายเป็นมงคล มาใช้กับสมาร์ทโฟน OPPO F9 Jade Green เพื่อต้อนรับเทศกาลวันขึ้นปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง

นอกจากจะนำหยกขาวกับหยกเขียว มาใช้เป็นสีสันของบอดี้แล้ว ยังเสริมด้วยสีทองตามกรอบรอบตัวเครื่อง รวมถึงขอบกล้องคู่หลัง และเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ ตามความเชื่อของชาวจีน “สีทอง” เป็นสัญลักษณ์แห่งโชคลาภ มักถูกนำมาใช้ในช่วงตรุษจีน

OPPO F9 Jade Green มากับจอแสดงผล 2340 x 1080 พิกเซล ขนาด 6.3 นิ้ว อัตราส่วนภาพ 19.5:9 ให้พื้นที่กว้างถึง 90.8% ทำให้พื้นที่ขอบจอรอบด้านบางเฉียบ มาพร้อมรอยบากแบบหยดน้ำ สำหรับวางกล้องเซลฟี่ 25 ล้านพิกเซล

พลิกมาที่ด้านหลัง จะเห็นว่ามีการไล่เฉดสี เริ่มจากนำสีหยกขาวมาใช้กับส่วนบนก่อนจะไล่ระดับสีลงไปเป็นสีหยกเขียว โดยมีการวางกล้องคู่ 16 + 2 ล้านพิกเซล ไว้ที่มุมบนซ้าย ตัดขอบด้วยสีทอง ถัดลงมาที่กึ่งกลางมีเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ ตัดขอบด้วยสีทองเช่นเดียวกัน

ขอบด้านข้างมีความบาง 7.99 มิลลิเมตร รัดด้วยกรอบสีทอง มาพร้อมถาดใส่การ์ดแบบ 3 ช่อง สำหรับวางซิมการ์ด 2 ช่อง (Dual Nano SIM) และอีกหนึ่งช่องสำหรับใส่การ์ด MicroSD (รองรับความจุสูงสุด 256GB) ถัดลงมาเป็นปุ่มปรับระดับเสียง ส่วนปุ่มเพาเวอร์ติดตั้งไว้อีกข้าง

ด้านบนมีเพียงรูไมโครโฟนตัวที่สอง สำหรับลดสียงรบกวนรอบข้าง ส่วนด้านล่างจะพบกับช่องเสียบแจ็คหูฟัง 3.5 มิลลิเมตร, ไมโครโฟน, พอร์ตเชื่อมต่อ Micro USB และ ลำโพง
OPPO F9 Jade Green ติดตั้งแบตเตอรี่ในตัว ความจุ 3500mAh พร้อมรองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว VOOC Flash Charge ใช้เวลาชาร์จแบตเตอรี่เพียง 5 นาที สามารถนำไปใช้สนทนาได้นานถึง 2 ชั่วโมง และยังแถมอุปกรณ์ชาร์จแบตเตอรี่ที่สนับสนุน VOOC Flash Charge มาให้ในกล่องไม่ต้องซื้อเพิ่ม

OPPO F9 Jade Green ทำงานบนพื้นฐานระบบปฏิบัติการ Android 8.1 Oreo สวมทับด้วย ColorOS 5.2 ใช้ชิปประมวลผล Mediatek Helio P60 Octa Core 2.0GHz พร้อมด้วยจีพียู ARM Mali-G72 MP3 800MHz ความจำ RAM 6GB จับคู่กับ ROM 64GB รองรับการ์ด MicroSD สูงสุด 256GB ตอบสนองการเล่นเกมด้วยฟีเจอร์ Game Space ช่วยรีดประสิทธิภาพของชิปประมวลผลกับความจำแรม จึงเล่นเกมได้ลื่นไหลยิ่งขึ้น โดยรองรับเกมที่กำลังได้รับความนิยมอย่าง ROV หรือ PUBG Mobile ได้อย่างสบาย

สำหรับใครที่กำลังมองหาสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ไว้ใช้เอง หรือหาของขวัญในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ OPPO F9 Jade Green Limited Edition จัดเป็นของขวัญที่น่าสนใจไม่ว่าจะมอบให้คนพิเศษ หรือซื้อเป็นของขวัญให้ตัวเอง ด้วยการนำสีที่มีความหมายเป็นมงคลมาใช้กับอุปกรณ์ไอทีได้อย่างสวยงามลงตัว พร้อมด้วยฟีเจอร์ที่ตอบสนองการใช้งานได้รอบด้าน ทั้งการถ่ายภาพ เล่นเกม และความบันเทิง

OPPO F9 Jade Green Limited Edition พร้อมทำตลาดในประเทศไทยแล้ว ราคา 10,990 บาท โดยผลิตออกมาจำนวนจำกัด ดังนั้น ถ้าสนใจก็ไม่ควรรอช้า จะโชคดีทั้งผู้ให้และผู้รับ กับเทศกาลแห่งความสุขที่กำลังจะมาถึง

from:http://www.flashfly.net/wp/237788

กระแสแรงเกินคาด บรรยากาศวัน First sale สุดคึกคัก ของ OPPO F9 Jade Green Limited Edition

 

หลังจากออกสีใหม่และทำการเปิดให้พรีออเดอร์ 15-21 ธ.ค. 2561 ที่ผ่านมา OPPO F9 Jade Green Limited Edition ก็ได้รับกระแสตอบรับที่ดีอย่างมาก เพราะนอกจาก OPPO F9 Jade Green Limited Edition จะมาพร้อมสีและดีไซน์ที่สวยหรูแล้ว ยังมอบของขวัญสุดพิเศษและ VIP Card จาก OPPO อีกด้วย

ด้วยดีไซน์ไล่เฉดสีที่เรียบหรูของสองสีสุดพรีเมี่ยมอย่างสีเขียวหยกและสีขาวมุก เพิ่มเสน่ห์ด้วยขอบสีทองอ่อนๆ ทำให้ OPPO F9 Jade Green Limited Edition ได้รับความสนใจอย่างมาก ดูได้จากบรรยากาศของคนมารับเครื่องที่ได้ทำการจองไว้ในงาน First sale เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2561 ที่ผ่านมา เพราะนอกจากจะมีดีไซน์ที่สวยหรูแล้ว สีนี้ยังออกมาเพื่อเป็นของขวัญส่งท้ายปี 2561 อีกด้วย และสีที่เลือกใช้ก็เป็นสีที่มีความหมายที่ดีเหมาะแก่การเริ่มต้นปี 2562 ด้วยสิ่งดีๆ

นอกจากดีไซน์แล้ว OPPO F9 Jade Green Limited Edition ก็มาพร้อมสเป็คที่ครบครันทั้งกล้องหลังคู่ 16+2 ล้านพิเซล และกล้องหน้า 25 ล้านพิกเซล มาพร้อม RAM 6GB และ ROM 64GB อีกทั้งมีระบบชาร์จไว VOOC Flash Charge ที่ปลอดภัยถึง 5 ขั้น ชาร์จแค่5 นาทีคุยได้ 2 ชั่วโมง เห็นแค่นี้ก็รู้สึกว่าคุ้มเกินราคาแล้ว และใครที่พลาดช่วงพรีออเดอร์ไปก็ยังสามารถเป็นเจ้าของ OPPO F9 Jade Green Limited Edition ได้ในราคา 10,990 บาทที่ OPPO Brand Shop และตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ ใครไม่อยากพลาดก็รีบๆ หน่อยนะ ของหมดก่อนไม่รู้ด้วยน้าาาาา

from:http://www.flashfly.net/wp/237770