คลังเก็บป้ายกำกับ: Oppo

OPPO ยกระดับประสบการณ์อัจฉริยะและการเชื่อมต่อในหลากหลายอุปกรณ์ ด้วยการร่วมมือกับเหล่าพันธมิตรและนักพัฒนา

OPPO แบรนด์เทคโนโลยีชั้นนำระดับโลกได้จัดงาน OPPO Developer Conference (ODC) ผ่านทางออนไลน์ ภายใต้หัวข้อ “For a Future of Convergence” โดยภายในงาน OPPO ได้เปิดตัว ColorOS 11 อย่างเป็นทางการในประเทศจีน พร้อมประกาศวิสัยทัศน์ทางด้านอุปกรณ์ IoT “ให้คุณสนุกไปกับชีวิตที่ชาญฉลาดและยอดเยี่ยม” นอกจากนี้ ยังได้นำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่เป็นนวัตกรรมใหม่ๆ อีกด้วย

OPPO

“ในฐานะที่เป็นบริษัทเทคโนโลยีที่ให้บริการฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์แบบครบวงจรทั่วโลก เรารู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ร่วมงานกับนักพัฒนาที่โดดเด่นทั่วโลกในการร่วมกันสร้าง ecosystem ใหม่ บนประสบการณ์การใช้การอินเตอร์เน็ต” Henry Duan, Vice President และ President of Internet Services ของ OPPO กล่าว “เราจะทำงานร่วมกันกับนักพัฒนาและเหล่าพันธมิตรอย่างต่อเนื่อง เพื่อค้นหา Internet ecosystem ที่เปิดกว้างและครบวงจร รวมถึงมอบประสบการณ์ที่อัจฉริยะและไหลลื่นมากขึ้นให้แก่ผู้ใช้ทั่วโลก

ColorOS มีผู้ใช้งานทั่วโลกแล้วมากกว่า 370 ล้านคนต่อเดือน จากการสะสมจำนวนผู้ใช้งานจำนวนมากในแอปพลิเคชั่น การบริการ และ content ecosystem นอกจากนี้ ยังมีนักพัฒนากว่า 140,000 คน เข้าใช้แพลตฟอร์มแบบเปิดของ OPPO และ มีจำนวนเข้าใช้งานในบริการแบบเปิดจาก OPPO มากกว่า 18 พันล้านครั้งต่อวัน ซึ่ง ecosystem ของแอปพลิเคชั่นทั่วโลกของ OPPO นั้นยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ด้วยผู้ใช้งานมากกว่า 330 ล้านคนต่อเดือนและใช้บริการมากกว่า 1.7 พันล้านครั้งต่อวัน

การประกาศ seven system-level capability exposure engines หรือ เจ็ดเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบ พร้อมคงความปลอดภัยด้านการใช้งาน

ในฐานะ OEM รายแรกที่ให้บริการ Android 11 แก่ผู้ใช้ OPPO จึงหวังที่จะสร้างประสบการณ์ด้านเทคโนโลยีที่ไหลลื่นให้แก่ผู้ใช้ผ่านเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยมากยิ่งขึ้น

เพื่อให้นักพัฒนาสามารถเข้าถึงระบบของ OPPO ได้ดียิ่งขึ้น ColorOS จึงเปิดเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบอีก 2 เครื่องมือ คือ AIUnit และ FusionUnit ส่วนอีก 5 เครื่องมือนั้น ประกอบด้วย CameraUnit, MediaUnit, Hyper Boost, Link Boost, และ ARUnit[1] ซึ่งเครื่องมือทั้งเจ็ดใน ColorOS นี้จะทำให้นักพัฒนาสามารถพัฒนาประสบการณ์ของผู้ใช้ทางด้านเทคโนโลยีได้ดียิ่งขึ้น

ColorOS 11 ถือเป็น ColorOS รุ่นที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา ด้วยคอนเซ็ปต์การออกแบบแบบ “ไร้ขอบเขต” ในการใช้งานและการเชื่อมต่อเพื่อมอบประสบการณ์ที่ไหลลื่น เชื่อมต่อได้หลากหลายอุปกรณ์ และใช้งานได้หลากหลายสถานการณ์ อีกทั้ง เพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้และความปลอดภัยของ ecosystem ทำให้ ColorOS 11 ที่ทำงานบน Android 11 ใหม่ เพิ่มตัวเลือกในการป้องกันความปลอดภัยและเพิ่มฟีเจอร์ในการป้องกันความปลอดภัยด้านข้อมูล นอกจากนี้ ColorOS ยังได้รับการรับรองจากองค์กรมาตรฐานระดับโลก อาทิ ISO และ ePrivacy ที่แสดงถึงมาตรฐานอุตสาหกรรมสูงสุดในด้านการปกป้องความเป็นส่วนตัว

3 สถานการณ์หลัก ที่จะมอบประสบการณ์อันชาญฉลาดและยอดเยี่ยมให้แก่ผู้ใช้

ด้วยการเริ่มต้นของยุค IoT ( Internet of Things ) OPPO จะมุ่งเน้นไปที่สถานการณ์การใช้งานสามแบบตามความต้องการหลักของผู้ใช้ คือ ความบันเทิงเฉพาะบุคคลเครื่องใช้ในบ้านและของตกแต่งรวมไปถึงด้านกีฬาและสุขภาพ นอกจากนี้ ด้วยรูปแบบผลิตภัณฑ์ IoT ที่หลากหลายและความร่วมมือกันในด้านระบบนิเวศ ผู้ใช้จะสามารถเพลิดเพลินกับการใช้ชีวิตแบบอัจฉริยะในสถานการณ์ที่หลากหลายได้หลายอุปกรณ์ ด้วยแนวคิดนี้จึงทำให้ OPPO เปิดตัว HeyTap Health Platform เป็นครั้งแรกเพื่อเสริมสร้าง OPPO IoT ecosystem

นอกจากนี้ OPPO ได้เปิดตัว “แผนการเปิดใช้งาน IoT 2.0 (IoT Enablement Plan 2.0)[2]” ในการประชุมครั้งนี้ด้วย โดย OPPO เป็นผู้นำในการลงทุนทรัพยากร 29.5 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อสนับสนุนพันธมิตรในด้านระบบนิเวศในระยะยาวทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ เทคโนโลยี ผลิตภัณฑ์ การตลาด และช่องทาง ในขณะเดียวกัน สำหรับการใช้ประโยชน์จากระบบการเปิดใช้งานทั้งห้าของแพลตฟอร์ม HeyThings IoT[3] นั้น OPPO จะเริ่มต้นสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่จะทำลายกำแพงระหว่างเทคโนโลยีและประสบการณ์เพื่อมอบ “ชีวิตที่ชาญฉลาดและยอดเยี่ยมให้กับผู้ใช้”

สำหรับแผนการเปิดใช้งาน IoT แผนแรกของ OPPO ได้เปิดตัวขึ้นในงาน ODC 2019 แสดงให้เห็นถึงความสามารถทางเทคนิคของ OPPO IoT ecosystem ที่เริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้น โดยบริษัทได้เปิดตัวอุปกรณ์อัจฉริยะหลายรุ่นอย่างต่อเนื่อง อาทิ OPPO Enco Series, OPPO Watch และ 5G CPE รวมไปถึงการทำงานร่วมกันกับแบรนด์ที่มีชื่อเสียงมากกว่า 30 แบรนด์ในอุตสาหกรรม พร้อมมอบประเภทผลิตภัณฑ์กว่า 50 ประเภท และหน่วยผลิตภัณฑ์ (SKU) มากกว่า 300 หน่วย

การมุ่งเน้นระบบนิเวศสามโมดูลเพื่อสนับสนุนนักพัฒนา

เป็นเวลานานที่ OPPO ได้พัฒนา Internet ecosystem อย่างต่อเนื่อง ด้วยแพลตฟอร์มแบบเปิดของ OPPO ที่ถือเป็นเสมือนหน้าต่างและความต้องการของผู้ใช้เป็นหลัก ทางบริษัทจึงสร้างโมดูลระบบนิเวศ 3 โมดูล ได้แก่ แอปพลิเคชัน บริการ และเนื้อหาเพื่อให้บริการแบบครบวงจรให้แก่นักพัฒนาซึ่งครอบคลุมวงจรของผลิตภัณฑ์ทั้งหมด

การพัฒนาธุรกิจคอนเทนต์ เป็นสิ่งที่สำคัญมากขึ้นด้วยการสนับสนุนของพาร์ทเนอร์ชั้นนำในอุตสาหกรรม โดยความร่วมมือระหว่าง OPPO และแพลตฟอร์มเนื้อหาคุณภาพสูงระดับโลกอย่าง Vision และ Dailymotion ทำให้ผู้ใช้ content ecosystem ของ OPPO เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมีผู้ใช้งานต่อเดือนมากกว่า 280 ล้านคน และการแสดงผลเนื้อหารายวันโดยเฉลี่ยมากกว่า 10,000 ล้านคน

ในปัจจุบันด้วยความนิยมใน 5G ที่เพิ่มมากขึ้น จึงเป็นส่วนให้การรวมกันของ 5G และเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย เช่น AI, AR และการประมวลผลแบบคลาวด์เกิดรูปแบบประสบการณ์และบริการใหม่ๆ ในฐานะบริษัทเทคโนโลยีที่ให้บริการทั่วโลกรวมถึงการบริการด้านซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ OPPO จะยังคงมุ่งเน้นไปที่ความต้องการของผู้ใช้ทั่วโลกโดยยังยึดมั่นในปรัชญาการดำเนินธุรกิจแบบwin-winสนับสนุนนักพัฒนาและพาร์ทเนอร์ระดับโลกอย่างครอบคลุมตั้งแต่การเปิดกว้างด้านความสามารถไปจนถึงการลงทุนด้านทรัพยากร โดยทำงานร่วมกันเพื่อสร้าง ecosystem บนอินเทอร์เน็ตที่พร้อมมอบประสบการณ์ใหม่ให้คุณได้สัมผัส


[1] เอ็นจิ้นทั้งหมดมีให้บริการเฉพาะประเทศจีนเท่านั้น ยกเว้น CameraUnit และ Hyper Boost

[2] แผนการนี้ใช้ในประเทศจีนเท่านั้น

[3] แพลตฟอร์มนี้สามารถใช้งานได้ในประเทศจีนเท่านั้น

from:https://www.mobileocta.com/oppo-leverages-smart-and-connected-experiences-across-multiple-devices/

หลุดภาพเรนเดอร์ OPPO Reno4 Lite รุ่นรีแบรนด์ F17 Pro พร้อมราคา คาดเปิดตัวที่ยุโรป 1 ตุลาคมนี้

เมื่อเร็วๆ นี้ OPPO ได้เปิดตัว OPPO F17 Pro และ OPPO Reno4 Pro 5G ที่ประเทศอินเดีย ล่าสุดมีรายงานว่า F17 Pro จะได้รับการรีแบรนด์ในยุโรปเป็นรุ่น Reno4 Lite พร้อมกับมีภาพเรนเดอร์และราคาหลุดออกมาให้เห็นกันแล้ว


@Sudhanshu1414
หรือ Sudhanshu แหล่งข่าวหลุดสมาร์ตโฟนทวีตภาพเรนเดอร์ชอง OPPO Reno4 Lite ผ่านบัญชี Twitter ส่วนตัว เผยให้เห็นตัวเครื่องใน 2 สีคือสีน้ำเงิน และสีดำ ด้านหน้ามาพร้อมจอเจาะรูฝังกล้องเซลฟี่คู่ที่มุมซ้ายด้านบน ส่วนด้านหลังติดตั้งกล้อง 4 เลนส์อยู่ในโมดูลสีเหลี่ยมมุมซ้ายด้านบน

นอกจากนี้ Sudhanshu ยังระบุว่า OPPO Reno4 Lite จะมีหน่วยความจำให้เลือก 2 รุ่นคือ RAM 8GB+128GB กับ RAM 8GB+256GB โดยรุ่นพื้นฐานจะมีราคาที่ต่ำกว่า 300 ยูโรหรือประมาณ 11,000 บาท ในขณะที่รุ่นที่สูงกว่าจะมีราคาประมาณ 450 ยูโรถึง 500 ยูโรหรือประมาณ 16,500-18,400 บาท

ในส่วนสเปกของ OPPO Reno 4 Lite คาดว่าจะมาพร้อมหน้าจอแสดงผลแบบ Super AMOLED ความละเอียด FHD+ ขนาด 6.43 นิ้ว ในอัตราส่วน 20:9 และติดตั้งสแกนลายนิ้วมือแบบฝังใต้หน้าจอ ใช้ชิปเซ็ท MediaTek Helio P95, RAM แบบ LPDDR4x และหน่วยความจำภายในแบบ UFS 2,1

ติดตั้งกล้องเซลหี่คู่ โดยกล้องหลักความละเอียด 16 ล้านพิเซล และกล้องรองเลนส์ Depth ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล ส่วนกล้องหลัง 4 ตัวความละเอียด 48+8+2+ ล้านพิกเซล และใช้แบตเตอรี่ความจุ 4,015mAh พร้อมรองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว 30W VOOC 4.0

ทั้งนี้ คาดว่า OPPO Reno4 Lite จะเปิดตัวที่ยุโรปพร้อมกับ Reno4 Pro ในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ และคาดว่าจะเปิดตัวในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต่ในชื่อรุ่น OPPO A93

ที่มา : Gizmochina

from:https://www.mobileocta.com/oppo-reno4-lite-renders-leaked-with-price/

รวมฟีเจอร์เด็ด ColorOS 11 ผสานความเป็น Pure Android กับดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ของ OPPO

หลังจากที่ได้ประกาศเปิดตัว ColorOS 11 ไปเมื่อวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา ทำให้เราได้เห็นฟีเจอร์เด่น ๆ มากมายบน ColorOS11 ที่ทำงานบนระบบ Android 11 ใหม่ล่าสุดอีกด้วย ซึ่งวันนี้ Droidsans ก็ได้รวมฟีเจอร์น่าสนใจ ที่เป็นไฮไลท์ของการอัปเดตระบบนี้ให้ทุกคนได้ดูกันว่าจะมีอะไรบ้างครับ

ทำงานบนระบบปฎิบัติการ Android 11

หนึ่งในความเจ๋งของ ColorOS 11 อย่างแรกเลยก็คือ มันอยู่บนระบบ Android 11 ที่เป็นระบบปฎิบัติการใหม่ล่าสุดจาก Google ซึ่งนี่เป็นครั้งแรกของ OPPO ที่ได้ปล่อยเฟิร์มแวร์ออกมาในวันเดียวกันกับที่ทาง Google ประกาศเปิดตัว Android 11 (ถือเป็นการอัปเดตที่ไวมากนับตั้งแต่ครั้งที่อัปเดต ColorOS 7) ทำให้สามารถใช้ฟีเจอร์ใหม่ ๆ ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นฟีเจอร์ Bubbles, บันทึกวิดีโอหน้าจอ, ปรับปรุงการควบคุมมีเดีย ฯลฯ  (สามารถอ่านรีวิว Android 11 เพิ่มได้ที่นี่)

 

แปลภาษาง่ายๆ ด้วย Gesture แบบใหม่

หนึ่งในฟีเจอร์ยอดนิยมที่มีเฉพาะใน ColorOS อย่างการแคปหน้าจอผ่านการใช้ Gesture 3 นิ้วทำให้สามารถแคปหน้าจอบางส่วน หรือบันทึกรูปแบบยาว ๆ ในการกดแคปครั้งเดียว โดยคราวนี้ก็ได้รับการอัปเกรดเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ใน ColorOS 11 โดยผู้ใช้งานจะสามารถใช้ 3 นิ้ว เพื่อแคปหน้าจอส่วนที่ต้องการแปล จากนั้นก็กดเลือกภาษาที่ต้องการแปลผ่าน Google Lens ได้เลย ไม่ต้องไม่ต้องสลับแอปไปมาเอง

 

Dark Mode แบบใหม่

ด้วยความที่ ColorOS11 นั้นต้องการที่จะโฟกัสเรื่องการปรับแต่ง และดีไซน์ของ UI เป็นหลัก ทาง OPPO ก็เลยเพิ่มฟีเจอร์ในการปรับการใช้งาน Dark Mode ได้ละเอียดยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นระดับความเข้มของสีดำ ไปจนถึงการปรับวอลเปเปอร์หรือไอคอนให้เหมาะกับหน้าจอต่าง ๆ เมื่อเปิด Dark Mode ก็สามารถทำได้

 

ปรับแต่ง UI ได้มากขึ้น

อีกจุดเด่นหลัก ๆ ที่ทาง ColorOS 11 ต้องการจะโฟกัสก็คือประสบการณ์ปรับแต่งการใช้งานมือถือ OPPO ให้ตรงตามความต้องการของผู้ใช้งานมากที่สุดโดยแบ่งฟีเจอร์การปรับแต่งหลัก ๆ ออกเป็น 4 ส่วน ได้แก่การตั้งค่า Always-on Display เอง, การสร้างเสียงเรียกเข้า (Ringtone) ของตัวเอง, การสร้างรูปวอลเปเปอร์ ไปจนถึงการปรับแต่งโทนสีหลักในหน้า UI ต่าง ๆ

 

ผ่อนคลายด้วยเสียงใหม่ ๆ จาก OPPO Relax 2.0

สำหรับใครที่เคยได้ลองใช้ หรือชื่นชอบฟีเจอร์พักผ่อนหย่อนใจน่ารัก ๆ อย่าง OPPO Relax มาก่อน (ฟีเจอร์เล่นเสียงฝนตก, เสียงนก ฯลฯ เน้นฟังแล้วผ่อนคลาย) ก็จะต้องดีใจอย่างแน่นอน เพราะใน ColorOS11 มาพร้อมกับ OPPO Relax 2.0 รุ่นใหม่ ที่เพิ่มฟีเจอร์ Sound of the Cities ที่จะพาเราไปอยู่ในเมืองต่าง ๆ ด้วยเสียง Ambient ของเมืองซึ่งอัดมาจากทั่วโลก

 

หดหน้าจอแอปให้เป็นจอเล็ก เพื่อใช้งานแอปอื่น ด้วยฟีเจอร์ Flex Drop

ถือว่าเป็นอีกหนึ่งฟีเจอร์ที่น่าสนใจมากอย่าง Flex Drop ที่จะทำให้ผู้ใช้งานสามารถย่อขนาดหน้าต่างแอปพลิเคชันที่กำลังใช้อยู่ให้มีขนาดเล็กลง ทำให้สามารถย้ายตำแหน่งบนจอได้ตามใจเหมือนหน้า Window ในคอมพิวเตอร์ทำให้สามารถใช้งาน 2 แอปไปพร้อม ๆ กันได้บนหน้าจอเดียวกัน

 

ประสิทธิภาพการทำงานที่ดีขึ้น

นอกจากฟีเจอร์ใหม่ ๆ ที่กล่าวมาข้างต้นแล้วทาง OPPO ก็ยังเคลมเพิ่มอีกด้วยว่าประสิทธิภาพการใช้งานโดยรวมของอุปกรณ์ที่ติดตั้ง ColorOS 11 นั้นจะดีขึ้นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นระบบการจัดการ RAM ที่ดีขึ้นถึง 45% การทำงานตอบสนองไวขึ้นถึง 32% และเฟรมเรทที่คงที่มากขึ้นถึง 17% ทำให้ประสปการณ์ในการใช้งานมือถือ OPPO ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดไม่ว่าจะการใช้งานทั่วไป หรือจะเล่นเกมก็ตาม

 

แยกโปรไฟล์ใช้งานด้วย Private Mode

อีกฟีเจอร์ที่น่าสนใจก็คือ Private Mode ที่จะให้ผู้ใช้งานสามารถสร้างโปรไฟล์แยกเป็น 2 บัญชีได้ แล้วตัวมือถือจะเปิดโปรไฟล์ที่แตกต่างกันตามลายนิ้วมือที่ตั้งไว้สำหรับการสแกนปลดล็อคเครื่อง เช่นเราสามารถตั้งหน้าโปรไฟล์หลักที่เราใช้บ่อย ๆ ด้วยการปลดล็อคด้วยนิ้วโป้งขวา และหากใช้นิ้วโป้งซ้ายปลดล็อคก็จะเปิดเป็นอีกโปรไฟล์ขึ้นมาแทน ซึ่งโปรไฟล์นี้ก็จะไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลจากโปรไฟล์หลักได้ ทำให้สะดวกสบายแถมยังเป็นส่วนตัวมาก ๆ อีกทั้งใครที่ตั้งภาพวอลเปเปอร์เป็นรูปเซลฟี่ตัวเอง หรือเป็นรูปคู่ก็ไม่ต้องอายเลยถ้าสร้างโปรไฟล์แยกไว้ก็สามารถเปิดอีกโปรไฟล์เวลาทำงานได้ ดูมืออาชีพมาก ๆ

นี่ก็ถือว่าเป็นการพัฒนาที่ใหญ่มากของทางมือถือ OPPO ที่ยกเครื่องเปลื่ยนดีไซน์มากขนาดนี้ แถมเรายังได้เห็นฟีเจอร์ใหม่ ๆ ที่น่าสนใจเต็มไปหมด…สำหรับใครที่อยากอัปเดตแล้วก็สามารถเช็ครายชื่อมือถือที่รองรับ รออัปเดตได้เลยครับ 😀

 

 

from:https://droidsans.com/key-highlights-and-features-in-coloros-11/

พบ OPPO Find X2 รุ่นพิเศษโผล่ในคลิปโปรโมทงาน League of Legends World 2020 คาดเป็นรุ่น Limited Edition

งานแข่งขัน E-Sports ที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง League of Legends World 2020 ที่มาพร้อมกับสุดยอดทีมแข่งจากทั่วทุกหนแห่งมารวมกันเพื่อหาสุดยอดเจ้าแห่ง Summoner’s rift โดยทุก ๆ ปีทางค่ายเกมก็จะจัดการโปรโมทสุดอลัง แถมยังมีสปอนเซอร์ใหญ่ ๆ มาร่วมงาน จนถึงมีเพลงประจำงานแข่งของแต่ละปีด้วย ซึ่งล่าสุดก็ได้มีการลงคลิปโปรโมทเพลงงานแข่งขันประจำปี 2020 ออกมาแล้ว และมีฉากหนึ่งที่มีมือถือปริศนาโผล่ออกมา หากสังเกตดี ๆ เหมือนจะเป็น OPPO Find X2 รุ่นพิเศษที่มีโลโก้ League of Legends World 2020 ติดอยู่ด้วย

จริง ๆ ก็ไม่น่าแปลกที่เราจะได้เห็นมือถือรุ่นพิเศษจากทาง OPPO เพราะเราก็เคยได้เห็น OPPO ไปจับมือกับแบรนด์ต่าง ๆ มากมายเพื่อทำผลิตมือถือรุ่นพิเศษแบบ Limited Edition ออกมาขายแฟน ๆ ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น OPPO F11 Pro Marvel‘s Avengers Limited Edition, OPPO Reno Ace รุ่น Gundam Edition และ OPPO Ace2 EVA Limited Edition แถมก่อนหน้านี้ OPPO ยังเคยเป็นสปอนเซอร์ให้กับการแข่งขัน League of Legends Worlds 2019 มาก่อนแล้วด้วย ยิ่งทำให้มีความเป็นไปได้สูงขึ้นอีก ว่าเราจะเห็นมือถือรุ่นพิเศษนี้ออกมาสู่ตลาดจริง ๆ

สำหรับมือถือที่เราได้เห็นใน MV ดังกล่าว ถ้าสังเกตดี ๆ จะเห็นเลยว่ามันคือรุ่น OPPO Find X2 ที่มาพร้อมกับโลโก้ OPPO และ League of Legends World 2020 สีทองอยู่ด้านหลังเครื่อง พร้อมลวดลายหมอกควันสีฟ้ารอบ ๆ ตัวโลโก้ที่ให้ความรู้สึกเดียวกับ Theme ของงานแข่ง อีกทั้งขอบเครื่อง และตัวขอบโมดูลกล้องยังตัดด้วยเส้นสีทองให้ความรู้สึกพรีเมียมหรูหราไม่น้อยเลยทีเดียว

OPPO Find X2 รุ่นปกติ

นอกจากแบรนด์มือถืออย่าง OPPO แล้วทาง League of Legends ก็ยังมีสปอนเซอร์ระดับโลกอีกมากมายมาร่วมแจมด้วยอย่าง MasterCard, Cisco, Spotify, Bose และแบรนด์รถหรูสัญชาติเยอร์มัน Mercedes-Benz อีกด้วย บอกเลยว่าปีนี้จัดหนักจัดเต็มมาก ๆ สำหรับใครที่อยากดูตัววิดีโอก็สามารถดูได้ด้านล่างเลยครับ 😆

 

Source: SoyaCincau

from:https://droidsans.com/oppo-new-exclusive-league-of-legends-edition/

OPPO Reno 4 SE 5G มือถือรองรับ 5G เครื่องสุดบางเบา เตรียมวางจำหน่ายในประเทศไทยเร็วๆ นี้

เรียกว่าช่วงนี้มือถือที่รองรับการใช้งาน 5G เริ่มทยอยมาเปิดตัวในบ้านเรามากขึ้นเรื่อยๆ โดยล่าสุดมือถือรุ่น OPPO Reno 4 SE 5G ที่พึ่งเปิดตัวในจีนไปเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ซึ่งมีจุดเด่นอยู่ที่การรองรับ 5G (ตามชื่อ), ตัวเครื่องบางเบา, หน้าจอ OLED ขนาด 6.43 นิ้ว, กล้องหลัง 3 ตัว 48MP ระบบชาร์จไว 65W ฯลฯ ก็กำลังจะเดินทางมาเปิดตัวในบ้านเราเร็วๆ นี้แล้ว

สำหรับการเปิดตัวของมือถือรุ่นนี้ ทางเพจ OPPO ประเทศไทย ใน Facebook ได้มีการโพสท์ภาพ Teaser ตัวเครื่องด้านข้างของมือถือรุ่นนึง พร้อมคำโปรย “OPPO 5G NOW บางกว่าที่เคยสัมผัส” ซึ่งก็น่าจะหมายถึง OPPO Reno 4 SE 5G นั่นเอง

สเปค OPPO RENO 4 SE 5G

  • หน้าจอ OLED 6.43 นิ้ว ความละเอียด 2400 x 1080
  • CPU : Dimensity 720
  • GPU : Mali-G57 MC3
  • RAM : 8GB (LPDDR4x)
  • ความจุ : 128GB / 256GB (UFS 2.0) ไม่รองรับ microSD Card
  • กล้องหลัง 3 ตัว
    • Wide: 48MP ค่ารูรับแสง f/1.7 เลนส์ 6 ชิ้น รองรับ Autofocus
    • Ultra-Wide: 8MP ค่ารูรับแสง f/2.2 เลนส์ 5 ชิ้น มุมกว้าง 119 องศา
    • Macro: 2MP ค่ารูรับแสง f/2.4 เลนส์ 3 ชิ้น
  • กล้องหน้า : 32MP ค่ารูรับแสง f/2.4 เลนส์ 5 ชิ้น
  • เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอ
  • การเชื่อมต่อ : Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac, dual-band, Wi-Fi Direct, hotspot, BT 5.1
  • เซ็นเซอร์ : Fingerprint (ใต้จอ), accelerometer, gyro, proximity, compass
  • มีรูหูฟัง 3.5 มม.
  • แบตเตอรี่ 4300 mAh รองรับชาร์จไว 65W
  • ระบบปฏิบัติการ ColorOS 7.2 บนพื้นฐาน Android 10
  • ขนาด / น้ำหนัก : 160.5 x 73.9 x 7.9 มม. / 169 กรัม

ต้องมารออัปเดตข้อมูลกันอีกทีนึงครับ ว่ามือถือ 5G รุ่นนี้จะได้ฤกษ์เปิดตัวในบ้านเราเมื่อไหร่ และจะมีราคาเปิดตัวมาได้น่าสนใจแค่ไหนครับ

 

ที่มา : OPPO (Facebook)

from:https://droidsans.com/oppo-reno-4-se-5g-thailand-coming-soon/

ผู้ใช้งาน OnePlus สามารถเดินถือเครื่องเข้ารับบริการหลังการขายกับ OPPO Service Center ได้แล้ววันนี้

หลังจากเปิดศูนย์บริการหลังการขาย OnePlus Service Center ไปในช่วงต้นปี 2020 ที่ผ่านมา สำหรับผู้ใช้งานสมาร์ทโฟน OnePlus เข้ามาปรึกษาปัญหาการใช้งาน ซ่อมบำรุง หรือเปลี่ยนแบตเตอรี่ (เฉพาะเครื่องศูนย์ไทย) ล่าสุด OnePlus ก็ได้ตัดสินใจจับมือกับ OPPO ขยายเพิ่ม Service Center ให้ผู้ใช้งาน OnePlus เครื่องศูนย์ไทยทุกท่าน สามารถเข้าศูนย์บริการ OPPO ได้แล้วทั่วประเทศ

โดยการขยายเพิ่มศูนย์บริการครั้งนี้ ผู้ใช้งาน OnePlus ทุกคน สามารถเข้ามาใช้รับบริการหลังการขาย ซ่อมแซม เปลี่ยนอะไหล่ หรือตรวจเช็คสภาพเครื่องผ่าน OnePlus Service Center ที่ MBK Center ชั้น 5 และศูนย์บริการ OPPO Service Center รวมทั้งหมด 12 สาขาต่อไปนี้

  1. OnePlus Service Center ศูนย์การค้ามาบุญครอง (MBK Center) ชั้น 5
  2. ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลพระราม 2
  3. ศูนย์บริการออปโป้สาขาฟิวเจอร์พาร์ครังสิต
  4. ศูนย์บริการออปโป้สาขาอิมพีเรียลฯ สำโรง
  5. ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลเวสเกต
  6. ศูนย์บริการออปโป้สาขาแฟชั่นไอซ์แลนด์
  7. ศูนย์บริการออปโป้สาขาอยุธยาพาร์ค
  8. ศูนย์บริการออปโป้สาขาชลบุรี
  9. ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลนครราชสีมา
  10. ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลอุบลราชธานี
  11. ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลเชียงใหม่ แอร์พอร์ท
  12. ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลหาดใหญ่

และหากใครที่ไม่สะดวกเดินทางไปศูนย์บริการข้างต้นทั้ง 12 สาขา ก็สามารถเข้าไปใช้บริการ Drop-off service หรือจุดบริการรับ-ส่งเครื่องผ่านศูนย์บริการ OPPO Service Center อีก 29 สาขา ที่ตั้งกระจายอยู่ครอบคลุมทั่วประเทศไทย ดังนี้

  1. ศูนย์บริการออปโป้สาขาเดอะมอลล์บางแค
  2. ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลบางนา
  3. ศูนย์บริการออปโป้สาขาซีคอนฯ ศรีนครินทร์
  4. ศูนย์บริการออปโป้สาขาเดอะมอลล์ท่าพระ
  5. ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลปิ่นเกล้า
  6. ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลเวิล์ด
  7. จุดบริการออปโป้สาขาเดอะมอลล์บางกะปิ
  8. ศูนย์บริการออปโป้สาขากาญจนบุรี
  9. ศูนย์บริการออปโป้สาขาลพบุรี
  10. ศูนย์บริการออปโป้สาขานครปฐม
  11. ศูนย์บริการออปโป้สาขาโรบินสันปราจีนบุรี
  12. ศูนย์บริการออปโป้สาขาระยอง
  13. ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลศาลายา
  14. ศูนย์บริการออปโป้สาขาโรบินสันสระบุรี
  15. ศูนย์บริการออปโป้สาขาบุรีรัมย์
  16. ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลขอนแก่น
  17. ศูนย์บริการออปโป้สาขาร้อยเอ็ด
  18. ศูนย์บริการออปโป้สาขาสกลนคร
  19. ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลอุดรธานี
  20. ศูนย์บริการออปโป้สาขาเชียงราย
  21. ศูนย์บริการออปโป้สาขาลำปาง
  22. ศูนย์บริการออปโป้สาขานครสวรรค์
  23. ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลพิษณุโลก
  24. ศูนย์บริการออปโป้สาขาโรบินสัน กำแพงเพชร
  25. ศูนย์บริการออปโป้สาขาชุมพร
  26. ศูนย์บริการออปโป้สาขาเซ็นทรัลภูเก็ต
  27. ศูนย์บริการออปโป้สาขานครศรีธรรมราช
  28. ศูนย์บริการออปโป้สาขาปัตตานี
  29. ศูนย์บริการออปโป้สาขาสุราษฎ์ธานี

ซึ่งการรวม Service Center กันของ OnePlus และ OPPO ในครั้งนี้ จะเปิดให้ผู้ใช้งาน OnePlus ได้ทดสอบใช้ได้ตั้งแต่วันที่ 21 – 30 กันยายน 2563 เป็นต้นไป ก่อนจะเปิดให้บริการอย่างทางการในวันที่ 1 ตุลาคม 2563 นี้ครับ 

 

อ่านเพิ่มเติม: OnePlus x OPPO Service Center รายละเอียดและขั้นตอนการรับบริการหลังการขาย

ที่มา: อีเมลประชาสัมพันธ์

from:https://droidsans.com/oneplus-oppo-after-service-partnership-nationwide/

เปิดตัว OPPO Reno4 SE 5G มาพร้อมชิปเซ็ท Dimensity 720, กล้องหลัง 3 ตัว 48MP และรองรับชาร์จเร็ว 65W SuperVOOC 2.0

OPPO ประกาศเปิดตัว OPPO Reno4 SE 5G สมาชิกใหม่ล่าสุดในตระกูล Reno4 Series โดยเป็นสมาร์ตโฟน 5G ราคาประหยัดที่ใช้ชิปเซ็ท Dimensity 720 พร้อมดีไซน์สุดบางเพียง 7.9 มม. และรองรับชาร์จเร็ว 65W SuperVOOC 2.0

สเปก OPPO Reno4 SE 5G

OPPO Reno4 SE 5G

ตัวเครื่องมีขนาด160.5 x 73.9 x 7.9มม. และน้ำหนัก 169 กรัม หน้าจอแสดงผล Punch-Hole Display แบบ AMOLED ความละเอียด Full HD+ 1080×2400 พิกเซล ขนาด 6.43 นิ้ว ในอัตราส่วน 20:9 โดยมีสัดส่วนจอต่อเครื่องที่ 90.8% และครอบทับด้วยกระจก Gorilla Glass

ใช้หน่วยประมวลผลซีพียูแบบ Octa Core ความเร็ว 2.0GHz โดยใช้ชิปเซ็ท MediaTek Dimensity 720 5G (7 nm), หน่วยประมวลผลกราฟิก Mali-G57 MC3, RAM 8GB แบบ LPDDR4X, หน่วยความจำภายใน 128GB/256GB แบบ UFS 2.0 และรันบนระบบปฎิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย Color OS 7.2

ติดตั้งกล้องหลัง 3 ตัว AI Triple Camera พร้อมไฟแฟลช LED ประกอบด้วย

  • กล้องหลัก ความละเอียด 48 ล้านพิกเซล โครงสร้าง 6 ชิ้นเลนส์ รูรับแสง F/1.7 และรองรับระบบออโต้โฟกัส
  • กล้องตัวที่ 2 เลนส์ Ultra-Wide Angle ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล โครงสร้าง 5 ชิ้นเลนส์ ถ่ายภาพมุมกว้างสุด 119 องศา และรูรับแสง f/2.2
  • กล้องตัวที่ 3 เลนส์ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล โครงสร้าง 3 ชิ้นเลนส์ และรูรับแสง f/2.4

ส่วนกล้องหน้าเซลฟี่ In-Display Selfie Camera ความละเอียด 32 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4 โครงสร้าง 5 ชิ้นเลนส์, รองรับ AI smart beauty, smart fill light และ night scene algorithm

รวมทั้งติดตั้งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือแบบฝังใต้หน้าจอ, รองรับ 2 SIM, รองรับ 4G/5G แบบ Dual Mode (SA และ NSA), Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac, dual-band, Wi-Fi Direct, hotspot, Bluetooth 5.1, พอร์ต USB Type-C และใช้แบตเตอรี่ความจุ 4,300 mAh รองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว 65W SuperVOOC 2.0

ทั้งนี้ OPPO Reno4 SE 5G มีให้เลือก 3 สีคือ สีน้ำเงิน สีขาว และสีดำ โดยเริ่มเปิดให้พรีออเดอร์แล้วที่ประเทศจีน และจะเริ่มวางจำหน่ายในวันที่ 25 กันยายน

ส่วนราคามีดังนี้

  • รุ่น RAM 8GB+128GB ราคา 2,499 หยวน หรือประมาณ 11,500 บาท
  • รุ่น RAM 8GB+256GB ราคา 2,799 หยวน หรือประมาณ 12,900 บาท

ที่มา : Gsmarena

from:https://www.mobileocta.com/oppo-reno4-se-5g-debuts/

OPPO เตรียมเปิดตัวซีรี่ส์สมาร์ทโฟนใหม่ล่าสุดรองรับ 5G พร้อมมอบสุดยอดประสบการณ์แห่งความเร็วแรงเพื่อทุกคนเร็วๆนี้

ยืนยันอย่างเป็นทางการแล้ว สำหรับออปโป้ แบรนด์สมาร์ทโฟนชั้นนำในไทย ล่าสุด! เตรียมเปิดตัวซีรี่ส์สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ที่รองรับการเชื่อมต่อ 5G อัดแน่นไปด้วยนวัตกรรมที่พร้อมรองรับทุกไลฟ์สไตล์ได้ เร็ว แรง และสเถียรที่สุดเพื่อทุกคน 

โดยทาง OPPO Thailand Official Page ได้ประกาศพร้อมโพสต์วิดีโอ “OPPO 5G NOW!” ตอบรับความเร็วแรงในยุค 5G ด้วยซีรี่ส์สมาร์ทโฟนจาก OPPO ในไทยเร็วๆ นี้ ด้วยสุดยอดการใช้งานที่พร้อมรองรับทุกไลฟ์สไตล์ที่เหนือกว่า ให้ทุกคนได้ปลดล็อกทุกความเร็ว แรงอย่างไร้ขีดจำกัด เติมชีวิตให้สนุกและเต็มไปด้วยประสิทธิภาพแบบไม่มีลิมิตกับทุกกิจกรรม ทั้งการถ่ายภาพ บันทึกวิดีโอ การทำงาน รวมถึงความบันเทิงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการดาวน์โหลดภาพยนตร์ ซีรี่ส์ หรือการเล่นเกมได้แบบเรียลไทม์และไร้สะดุด

เตรียมสัมผัสสุดยอดประสบการณ์ 5G จากออปโป้เพื่อทุกคนได้เร็วๆ นี้ 

โปรดติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/oppothai   

from:https://www.mobileocta.com/oppo-is-preparing-to-launch-a-new-series-of-5g-smartphones-soon/

เปิดตัว OPPO Reno 4 SE 5G มือถือสุดบางน้ำหนักเบา กล้องหลัง 3 ตัว 48MP รองรับชาร์จไว 65W เคาะเริ่มต้นหมื่นนิดๆ

อีกหนึ่งมือถือ 5G ราคาประหยัดมาเปิดตัวอีกรุ่นแล้ว เพราะล่าสุดเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา OPPO China ได้เปิดตัว OPPO Reno 4 SE 5G มือถือสเปคแน่น มากับชิป Dimensity 720, หน้าจอ AMOLED รองรับการแสดงผลสี sRGB 100% มี Touch Sampling 180Hz, กล้องหลัง Triple Camera และระบบชาร์จไว SuperVOOC 2.0 65W ทั้งหมดนี้ในราคาเริ่มต้น 2,499 หยวน หรือแปลงเป็นเงินไทยจะอยู่เพียงแค่ราวๆ 11,500 บาทเท่านั้น

SuperVOOC 2.0 65W ชาร์จไวสะใจ 37 นาทีเต็ม

OPPO Reno 4 SE 5G มากับระบบชาร์จไว SuperVOOC 2.0 แบบเดียวกับรุ่นพี่ OPPO Find X2 | X2 Pro โดยทางบริษัทเคลมว่าชาร์จทิ้งไว้แค่ 5 นาที ก็สามารถใช้งานต่อเนื่องได้ยาวๆ ถึง 4 ชั่วโมง หรือใครอยากชาร์จให้เต็ม 100% เลย ก็เสียบทิ้งไว้อีกซัก 30 นาทีนิดๆ เท่านี้ก็เป็นอันเรียบร้อยแล้ว สำหรับแบตเตอรี่ OPPO Reno 4 SE 5G จะใส่มาให้เป็นตัวความจุ 4300 มิลลิแอมป์

นอกจากนี้ยังมี Super Power-Saving Mode หรือโหมดประหยัดพลังงาน ที่แม้ว่าแบตจะเหลือแค่ 10% แต่ก็สามารถลากใช้คุย WeChat หรือแอปแชทอื่นๆ ได้ต่อเนื่องถึง 2 ชั่วโมง

เครื่องบางเบา

OPPO Reno 4 SE 5G มากับฝาหลังที่เมื่อกระทบกับแสงแดด หรือแสงไฟต่างๆ จะได้ลวดลายออกมาแบบสวยสดงมงาม ตัวเครื่องมีความบางเพียงแค่ 7.85 มม. และน้ำหนักรวมๆ ที่ 169 กรัม เรียกว่าเบามากๆ หากเทียบกับมาตรฐานน้ำหนักของสมาร์ทโฟนในปัจจุบัน จะมือเล็กมือใหญ่ ผู้หญิงหรือผู้ชาย ก็สามารถจับถือ OPPO Reno 4 SE 5G ได้แบบถนัดมือ

รองรับ 5G ทั้งแบบ SA และ NSA

มากับชิป Dimensity 720 ที่มีความสามารถในการใช้งาน 5G ทั้งแบบ Standalone (SA) และ Non Standalone (NSA) มีเสารับสัญญาณติดตั้งไว้รอบทิศทาง ดาวน์โหลดเกม King Glory ที่มีขนาดใหญ่เกือบๆ 2GB ภายในระยะเวลาเพียงแค่ 32 วินาทีเท่านั้น 

หน้าจอ OLED 6.43 นิ้ว รองรับ Touch-Sampling 180Hz

หน้าจอจะใช้เป็นแบบ OLED ขนาด 6.43 นิ้ว ความละเอียด 2400 x 1080 บนสัดส่วนจอ 20:9 มีอัตราหน้าจอต่อตัวเครื่องสูงมากๆ ที่ 90.8% หน้าจอสว่างมากพอที่จะใช้งานกลางแจ้งได้แบบไม่มีปัญหา มีค่ารีเฟรชเรท และ Touch-Sampling อยู่ที่ 60Hz และ 180Hz ตามลำดับ รองรับ Dirac 2.0 ที่จะเข้ามาเพิ่มมิติเสียงให้สมจริงกว่าเดิม

กล้องหน้า-หลัง 4 ตัว มีฟีเจอร์ถ่ายรูปเพียบ

กล้องหน้าของ OPPO Reno 4 SE 5G มีความละเอียด 32MP มีโหมดบิวตี้ที่จะเข้ามาช่วยให้ผิวหน้าเนียน ลบรอยสิว ฯลฯ

ขณะที่กล้องหลังจะใส่มาให้ 3 ตัว ประกอบด้วยเซ็นเซอร์หลัก 48MP รองรับ Autofocus, กล้อง Ultra-Wide ความละเอียด 8MP มุมกว้าง 119 องศา และกล้อง Macro ความละเอียด 2MP มีฟีเจอร์เพียบไม่ว่าจะเป็น Professional Mode, Portrait Mode, Panorama, Nigh Scene Mode และมีระบบกันสั่นแบบ EIS

แถมยังมีฟีเจอร์ AI Fix ที่สามารถแก้ไขรูปภาพเก่าๆ ในความทรงจำจากเบลอๆ ให้กลับสดเหมือนตอนล้างรูปใหม่ๆ ด้วย

สเปค OPPO Reno 4 SE 5G

  • หน้าจอ OLED 6.43 นิ้ว ความละเอียด 2400 x 1080
  • ชิปเซ็ต Dimensity 720
  • RAM 8GB (LPDDR4x)
  • ความจุ 128GB / 256GB (UFS 2.0) ไม่รองรับ microSD Card
  • กล้องหลัง 3 ตัว
    • Wide: 48MP ค่ารูรับแสง f/1.7 เลนส์ 6 ชิ้น รองรับ Autofocus
    • Ultra-Wide: 8MP ค่ารูรับแสง f/2.2 เลนส์ 5 ชิ้น มุมกว้าง 119 องศา
    • Macro: 2MP ค่ารูรับแสง f/2.4 เลนส์ 3 ชิ้น
  • กล้องหน้า 32MP ค่ารูรับแสง f/2.4 เลนส์ 5 ชิ้น
  • เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอ
  • WiFi 2.4G, WiFi 5G, BT 5.1
  • มีรูหูฟัง 3.5 มม.
  • แบตเตอรี่ 4300 mAh รองรับชาร์จไว 65W
  • ระบบปฏิบัติการ ColorOS 7.2 บนพื้นฐาน Android 10

OPPO Reno 4 SE 5G จะมีให้เลือกทั้งหมด 3 สี ได้แก่ สีขาว Super Flash White, สีดำ Super Flash Black และสีน้ำเงิน Super Flash Blue โดยราคาจะแบ่งตามรุ่นความจุ ดังนี้

  • รุ่นความจุ 128GB ราคา 2,499 หยวน หรือประมาณ 11,500 บาท
  • รุ่นความจุ 256GB ราคา 2,799 หยวน หรือประมาณ 12,900 บาท

วางจำหน่ายวันแรกที่ประเทศจีนตั้งแต่วันที่ 25 กันยายนเป็นต้นไป ส่วนจะทำตลาดแบบ Global รวมถึงจะเข้าไทยหรือไม่ อันนี้ก็ต้องรอติดตามข่าวกันต่อไปครับ

 

ที่มา: OPPO 

from:https://droidsans.com/oppo-reno-4-se-5g-official-unveiled/

OPPO เปิดตัวชุดชาร์จล้ำโลก 125W flash charge, 65W AirVOOC wireless และ 50W mini SuperVOOC charger

วันนี้ OPPO เปิดตัวอุปกรณ์ชาร์จไวชุดใหม่ ที่จะมาพร้อมระบบกำลังไฟสูงกว่าที่โลกเคยมี และเทคโนโลยีการชาร์จไร้สายที่แรงถึง 65W หัวชาร์จอันทรงพลัง 50W ที่มีขนาดเล็กเพียงแต่ขนมบิสกิส โชว์ผลการใช้งานจริง ตอกย้ำความเป็นผู้นำในระบบการชาร์จไว

OPPO ประกาศเปิดตัวนวัตกรรมชาร์จไวอย่างเป็นทางการ ประกอบด้วยสี่อุปกรณ์ที่โดดเด่น

125W flash charge: การชาร์จไวในยุค 5G

125W flash charge technology ของ OPPO ใช้เทคโนโลยีการชาร์จแบบกระแสตรง ซึ่งสามารถชาร์จแบตเตอรี่ 4,000mAh ได้ถึง 41% ใน 5 นาที และชาร์จเต็มได้ภายใน 20 นาที ภายใต้อัตราการชาร์จที่เร็วที่สุด โดยสามารถใช้งานร่วมกันกับโปรโตคอล SuperVOOC และ VOOC flash charge ได้ นอกจากนี้ยังสามารถรองรับโปรโตคอลหลัก ได้แก่ 65W PD และ 125W PPS ได้อีกด้วย โดยในปัจจุบัน 125W flash charge ถือเป็นเทคโนโลยีการชาร์จไวที่มีความล้ำสมัยที่สุดในอุตสาหกรรม

การพัฒนา 125W flash charge มีวิวัฒนาการมาจากการออกแบบในเชิงเทคนิคของ SuperVOOC โดย 125W flash charge ได้รับการอัพเกรดด้านฮาร์ดแวร์อย่างครอบคลุม พร้อมสามารถรองรับรูปแบบการชาร์จได้สูงสุดถึง 20V 6.25A และพัฒนาความหนาแน่นของพลังงานอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อลดเวลาในการชาร์จได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มขนาดของที่ชาร์จ นอกจากนี้ ในด้านแบตเตอรี่ มาพร้อมกับ double-6C cells ที่ก้าวข้ามทั้งอัตราพลังงานของแบตเตอรี่, โครงสร้าง multiple tab ที่เป็นผู้นำในอุตสาหกรรม, วงจรอัดประจุ และ MCU ที่มีประสิทธิภาพสูง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการชาร์จ
นอกจากนี้ เทคโนโลยี 125W flash charge ยังพัฒนาฟีเจอร์การป้องกันความปลอดภัยในระบบ โดยการเพิ่มเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิเพิ่มเติม 10 ตัว มาช่วยตรวจสอบสถานะการชาร์จและรับประกันความปลอดภัยให้ได้มากที่สุดในระหว่างการชาร์จ นอกจากนี้ ในแพลตฟอร์มยังใช้สายชนวนในการป้องกันกระแสไฟฟ้าเกินขนาด, ใช้สายแบบ Type-C และ ใช้อัลกอริธึม encryption 128-bit ที่แข็งแรงเป็นพิเศษ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการชาร์จอีกด้วย

65W AirVOOC wireless flash charge

ผู้นำการพัฒนาเทคโนโลยีการชาร์จแบบไร้สาย สำหรับผู้ใช้ที่ไม่ต้องการความยุ่งยากและความไม่สะดวกสบายในการชาร์จแบบมีสาย พร้อมต้องการอุปกรณ์ชาร์จที่สามารถชาร์จได้อย่างรวดเร็วที่สุด 65W AirVOOC wireless flash charge เทคโนโลยีการชาร์จไวแบบไร้สายที่เป็นผู้นำในตลาด คือคำตอบของปัญหานี้ ซึ่งให้เทคโนโลยีวงจรอัดประจุแบบแยกที่พัฒนาขึ้นเองและการออกแบบขดลวดคู่ขนานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการชาร์จแบบไร้สาย


65W AirVOOC wireless flash charge สามารถชาร์จแบตเตอรี่ขนาด 4,000 mAh ได้เต็มในเวลา 30 นาที ด้วยอัตราการชาร์จที่เร็วที่สุด พร้อมลดการรบกวนของคลื่นความถี่และสามารถใช้การชาร์จไร้สายได้ในวงกว้าง โดยเทคโนโลยีนี้ยังมีมาตรการป้องกันความปลอดภัยถึง 5 เท่า นอกเหนือจากฟังก์ชันการตรวจจับความผิดปกติ นอกจากนี้ ยังซึ่งได้รับการรองรับมาตรฐานจาก QI พร้อมมอบประสบการณ์การชาร์จแบบไร้สายที่รวดเร็วให้กับผู้ใช้


นอกจากนี้ สำหรับการออกแบบอุปกรณ์ชาร์จไร้สาย 65W AirVOOC wireless flash charge ของ OPPO ออกแบบในรูปแบบกระจกพร้อมการสร้างรูปทรงอย่างสวยงาม ด้วยเทคโนโลยีสร้างต้นแบบอย่างรวดเร็วโดยไม่ใช้แม่พิมพ์ ที่ถือเป็นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีประเภทนี้ครั้งแรกในตลาดอิเล็กทรอนิกส์
ในส่วนด้านล่างของที่ชาร์จจะมีตัวทำความเย็นแบบเซมิคอนดักเตอร์ เพื่อปรับความร้อนที่เข้า-ออก ดังนั้น จึงมั่นใจได้ว่าสมาร์ทโฟนจะไม่ร้อนหลังจากชาร์จ ซึ่งอุณหภูมิด้านหลังของสมาร์ทโฟนจะรักษาให้ต่ำกว่า 2 ℃ จากอุณหภูมิปกติ ด้วยการใช้พัดลมเพื่อกระจายความร้อน โดยการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์นี้ ทำให้การชาร์จสมาร์ทโฟนมีความสะดวกยิ่งขึ้นและมีพลังงานในการชาร์จที่มีประสิทธิภาพสูงมากยิ่งขึ้น
ด้วยฟีเจอร์ที่เป็นเอกลักษณ์เหล่านี้ ทำให้ 65W AirVOOC wireless flash charge สามารถมอบประสบการณ์การชาร์จที่ไม่เหมือนใครและไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งอาจกลายเป็นตัวเลือกอุปกรณ์ชาร์จอันดับแรกของผู้ใช้ในยุค 5G ได้อีกด้วย

 50W mini SuperVOOC charger

อุปกรณ์ชาร์จพลังงานสูงขนาดเล็กพิเศษ พกพาง่ายที่ชาร์จที่มีขนาดเล็กและบางที่สุดในโลก และ 110W mini flash charger ที่มีการออกแบบแบบสองชั้นอันเป็นเอกลักษณ์

50W mini SuperVOOC charger ของ OPPO ได้รับการพัฒนาผ่านการประมวลผล multi-radian ให้มีขนาดใกล้เคียงกับที่ใส่นามบัตร โดยมีความหนาเพียง 1.05 ซม. จากการออกแบบนี้ ผู้ใช้สามารถใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อเชิ๊ตหรือกระเป๋าเสื้อโค้ทได้อย่างง่ายดาย ทำให้สะดวกในการเดินทางระยะไกลหรือการท่องเที่ยว โดย 50W mini SuperVOOC charger ทำงานร่วมกับ VOOC protocols พร้อมรองรับโปรโตคอลกระแสหลักเช่น 27W PD และ 50W PPS อีกทั้ง ยังสามารถชาร์จอุปกรณ์ได้หลากหลายรวมถึงโทรศัพท์มือถือและแล็ปท็อปอีกด้วย



วิศวกรของ OPPO ได้ปฏิรูปวงการการออกแบบที่ชาร์จ ด้วย 50W mini SuperVOOC charger ด้วยการลดขนาดของส่วนประกอบที่ใช้พื้นที่มากที่สุด โดยใช้การออกแบบ topological แบบใหม่ ให้การแปลงพลังงานมีประสิทธิภาพสูง โดยการถอดตัวเก็บประจุไฟฟ้าแบบเดิมออกรวมทั้งแนะนำการชาร์จแบบพัลส์ พร้อมใช้ไดโอดหนีบพลังงานสูงเกรดการบิน เทคโนโลยีแหล่งจ่ายไฟกระแสสลับความถี่สูงและ GaN เป็นครั้งแรกในอุตสาหกรรม โดยประสบความสำเร็จในการลดขนาดของพลังงานสูงระดับสูง

เทคนิคการสร้าง 50W mini SuperVOOC charger ถูกนำมาใช้ต่อยอดในอุปกรณ์ 110W mini flash charger ของ OPPO อีกด้วย ซึ่งจะให้กำลังที่สูงกว่า และเล็กลงกว่าที่อุปกรณ์ชาร์จไฟระดับนี้ตัวใดจะทำได้

ท้าทายขีดจำกัดของขนาดและประสิทธิภาพสำหรับอะแดปเตอร์พลังงานสูง นอกเหนือจากการใช้การออกแบบแบบสองชั้น เพื่อให้เกิดการแปลงพลังงานที่มีประสิทธิภาพสูงและการควบคุมอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นแล้ว 110W mini flash charger ยังสร้างขึ้นจากการผสมผสานระหว่างลามิเนตและโครงสร้างที่มีขนาดกะทัดรัด โดยปรับขนาดให้เหลือเพียง 35.76 ซม. ซึ่งใกล้เคียงกับขนาดของที่ 18W charger


ในยุคของการเชื่อมต่ออัจฉริยะ ซีรีส์อุปกรณ์ชาร์จของ OPPO ที่มีขนาดเล็กเป็นพิเศษนี้ สามารถชาร์จได้ทุกที่ ทุกเวลา พร้อมการใช้งานในชีวิตจริงด้วยความสามารถชาร์จได้ในเวลาสั้นๆ (Charge-and-go) และชาร์จได้หลายเครื่องโดยใช้อุปกรณ์การชาร์จเพียงเครื่องเดียว

ในเดือน มิถุนายน 2563 OPPO ได้ยื่นขอสิทธิบัตรทั่วโลกมากกว่า 2,800 ฉบับ สำหรับ flash charging โดยสมาร์ทโฟนกว่า 30 รุ่นของ OPPO มีเทคโนโลยี VOOC flash charge มอบประสบการณ์การชาร์จที่รวดเร็วเป็นพิเศษให้กับผู้ใช้แล้วกว่า 157 ล้านคนทั่วโลก

นอกจากนี้ ด้วยความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นในด้านการชาร์จไวของสมาร์ทโฟนในยุคการเชื่อมต่ออัจฉริยะนี้ OPPO จึงมุงมั่นที่จะพัฒนาและอัปเกรดรูปแบบ VOOC flash charge อย่างต่อเนื่อง รวมทั้ง พัฒนาเทคโนโลยีชั้นนำในวงการอุตสหกรรมที่เหมาะสมกับทุกสถานการณ์ เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีให้แก่ผู้ใช้ทั่วโลก

 

ข่าว: OPPO เปิดตัวชุดชาร์จล้ำโลก 125W flash charge, 65W AirVOOC wireless และ 50W mini SuperVOOC charger มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2020/09/21/oppo-125w-65w-new-vooc-flash-charge.html