คลังเก็บป้ายกำกับ: Oppo

เจาะลึกเทคโนโลยีหน้าจอ OPPO Find X3 Pro 5G ที่มีถึง 1.07 พันล้านสี และเทคโนโลยี 10-bit Full-path Colour Engine เต็มระบบสุดล้ำ

คงไม่มีใครปฏิเสธว่า ทุกวันนี้ “จอภาพดี ๆ” กลายมาเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักในการเลือกซื้อสมาร์ทโฟนสักเครื่องหนึ่งที่ควรพิจารณาไม่แพ้ไปกว่าชิปเซตหรืออื่น ๆ เพราะเป็นส่วนที่ติดต่อกับผู้ใช้งานโดยตรงตลอดเวลา นอกเหนือจากชนิดพาเนล อัตรารีเฟรช และระดับความสว่างแล้ว ตอนนี้หน้าจอความลึกสีระดับ 10-bit ที่กำลังจะเป็นมาตรฐานใหม่ของเรือธงก็น่าสนใจไม่แพ้กัน


OPPO Find X3 Pro 5G

หน้าจอ 10-bit เทรนด์ใหม่ของสมาร์ทโฟน

จอภาพส่วนใหญ่ที่เราพบเห็นได้ในชีวิตประจำวัน ทั้งสมาร์ทโฟน ทีวี แท็บเล็ต แล็ปท็อป มอนิเตอร์ หรืออื่น ๆ ส่วนมากจะมีความลึกสี 8-bit แสดงผลได้ 16.7 ล้านสี แต่เมื่อสักประมาณปี 2563 เป็นต้นมา หน้าจอ 10-bit เริ่มเข้ามามีบทบาทในอุตสาหกรรมสมาร์ทโฟน และถูกนำไปใช้งานอย่างแพร่หลายมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในปี 2564 จากเรือธงไปสู่มิดเรนจ์


OPPO คือหนึ่งในแบรนด์ที่เริ่มใจจอภาพ 10-bit เป็นรายแรก ๆ

การมาของหน้าจอ 10-bit ถือเป็นการพัฒนาที่สำคัญ เพราะเฉดสีทั้งหมดที่ฮาร์ดแวร์แสดงผลได้ ได้ถูกอัปเกรดขึ้นเป็น 1.07 พันล้านสี มากกว่าเดิมถึง 64 เท่า โดย OPPO Find X2 5G คือหนึ่งในมือถือกลุ่มแรก ๆ ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีนี้

ตัวเลข 1.07 พันล้านสีมาจากไหน

เพื่อน ๆ เคยสงสัยไหมครับว่า ทำไมจาก 8-bit มา 10-bit ตัวเลขห่างกันแค่ 2 หน่วย แต่แสดงผลได้ต่างกันถึง 1.05 พันล้านสีเลย ? …เกี่ยวกับเรื่องนี้ต้องอธิบายก่อนว่า ระบบสีที่ใช้ในวงการคอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์จะใช้โมเดล RGB เป็นแม่สี ส่วน bit ที่กล่าวไปข้างต้นหมายถึงความลึกของแต่ละช่องสีบนระบบเลขฐานสอง

เท่ากับว่า สีแดง สีเขียว และสีน้ำเงิน ที่ความลึก 8-bit สามารถแสดงผลได้สีละ 256 เฉด ตามผลลัพธ์ของ 28 ดังนั้นความเป็นไปได้ของสีทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากการผสมกันระหว่างสีทั้งสามคือ 2563 หรือเท่ากับ 16,777,216 ล้านสี ซึ่งขยับขึ้นมาที่ 10-bit ใช้วิธีคำนวณแบบเดียวกันจะได้ว่า 1,0243 เท่ากับ 1,073,741,824 สีนั่นเอง

ข้อดีของจอภาพ 10-bit คืออะไร

หากอ้างอิงตามทฤษฎีแล้ว ดวงตาของมนุษย์สามารถรับรู้สีได้เพียง 10 ล้านสีหรือน้อยกว่านั้น ถ้าพิจารณาจากตรงนี้ หน้าจอ 8-bit ที่มี 16.7 ล้านสีก็น่าจะเพียงพอแล้ว แต่ทว่า ในการใช้งานจริงมันกลับไม่ได้เป็นแบบนั้น เรายังคงมองเห็นความแตกต่างในการไล่ระดับของสีที่อยู่ในเฉดเดียวกันหรือใกล้เคียงได้อยู่ พบเห็นได้บ่อยกับภาพหรือวิดีโอที่มีท้องฟ้าโล่ง ๆ เป็นองค์ประกอบ ซึ่งการมาของหน้าจอ 10-bit เป็นการแก้ปัญหาดังกล่าวอย่างตรงจุด เพราะสามารถไล่สีได้ละเอียดอ่อน นุ่มนวลกว่าชนิดเทียบกันไม่ติด อย่างที่บอกไปว่า แต่ละช่องสีนั้นมีมากถึง 1,024 เฉด


ภาพตัวอย่างเปรียบเทียบ จอ 8-bit และจอ 10-bit

ไฟล์ภาพและไฟล์วิดีโอเดี๋ยวนี้ก็เป็น 10-bit


ระบบสี 10-bit คือเทรนด์สำหรับอนาคตอย่างแท้จริง

ชุดกล้องของมือถือรุ่นใหม่ ๆ ตอนนี้สามารถบันทึกภาพได้ที่ความลึกสี 10-bit แล้วเช่นกัน ทำให้ไฟล์มีความยืดหยุ่น นำไปปรับแต่งภายหลังได้ละเอียดสุด ๆ ดังนั้นการมีฮาร์ดแวร์ (จอภาพ) ที่สอดรับกันอย่างเหมาะสมย่อมเป็นเรื่องดีกว่าอย่างไม่ต้องสงสัย แต่เพื่อน ๆ รู้หรือไม่ว่า อันที่จริงแล้ว Android ดั้งเดิมในปัจจุบันยังรองรับการถอดรหัสภาพหรือวิดีโอออกมาแค่ 8-bit เท่านั้นนะครับ ในขั้นตอนการประมวลผลข้อมูลบางส่วนจะถูกตัดหายไประหว่างทาง

ด้วยเหตุนี้ OPPO จึงต้องพัฒนาตัวถอดรหัสภาพของตัวเองออกมาใน OPPO Find X3 Pro 5G จึงกล่าวได้ว่า มือถือรุ่นนี้รองรับระบบสี 10-bit อย่างเต็มรูปแบบ ไล่ตั้งแต่ขั้นตอนแรกสุด คือ ถ่ายภาพ เข้ารหัสไฟล์ บันทึกไฟล์ ถอดรหัสไฟล์ จนออกมาแสดงผลบนหน้าจอในท้ายที่สุด โดยเป็น Android รุ่นแรกที่ทำแบบนี้ได้ แถมยังรองรับฟอร์แมต HEIF ที่ให้คุณภาพระดับเดียวกับ JPEG แต่ประหยัดพื้นที่มากกว่าราว 2 เท่าอีกด้วย


ภาพและวิดีโอ 10-bit สามารถปรับแต่งได้ยืดหยุ่นกว่าไฟล์ทั่ว ๆ ไป

OPPO Find X3 Pro 5G มากับหน้าจอเทพ ๆ และ 10-bit Full-path Colour Engine

นอกเหนือจากเรื่องของสีแล้ว ยังมีปัจจัยอื่น ๆ อีกหลายอย่างที่เป็นตัวบ่งชี้คุณภาพของหน้าจอ สำหรับเพื่อน ๆ คนไหนที่อยากได้มือถือหน้าจอแจ่ม ๆ แล้ว OPPO Find X3 Pro 5G ดูจะเป็นตัวเลือกที่ดี เพราะได้ทั้งอัตรารีเฟรชแบบไดนามิกสูงสุด 120Hz บนความละเอียด QHD+ ทำความสว่างสูงสุดได้ 1,300 นิต ปรับได้ละเอียด 8,192 ระดับ ผ่านมาตรฐาน HDR10+ และมีคอนทราสต์เรโชสูงถึง 5,000,000:1 เรียกได้ว่า ครบ…จบทุกอย่าง…เท่าที่จะนึกออกแล้ว

  • ขนาด 6.7 นิ้ว
  • พาเนล AMOLED แบบ LTPO
  • ขอบเขตสี
  • โหมด Gentle : 71% ของ NTSC ; 100% ของ sRGB
  • โหมด Vivid : 97% ของ NTSC ; 100% ของ DCI-P3
  • โหมด Cinematic : 97% ของ NTSC ; 100% ของ DCI-P3
  • โหมด Brilliant : 104% ของ NTSC ; 100% ของ DCI-P3
  • ความละเอียด 3,216 × 1,440 พิกเซล (QHD+)
  • ความสว่าง 800 นิต (ปกติ) ; 1,300 นิต (สูงสุด)
    – ปรับได้ 8,192 ระดับ
  • อัตรารีเฟรช 5 – 120Hz
  • อัตราตอบสนองการสัมผัส 240Hz (ที่ 2 จุด) ; 120Hz (ที่ 10 จุด)
  • คอนทราสต์เรโช 5,000,000:1
  • กระจกหน้าจอ Corning Gorilla Glass 5

Colour Vision Enhancement หน้าจอที่เหมาะสำหรับทุกคน

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้หน้าจอจะส่งผ่านสีสันได้สวยงามและเที่ยงตรงเพียงใด แต่จากผลสำรวจพบว่า 68% ของมนุษย์เรามีความสามารถในการรับรู้สีอยู่ในระดับปานกลาง อีก 16% รับรู้สีได้น้อยกว่าที่ควรจะเป็นหรือตาบอดสี โดยมากแล้วพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง ด้วยสัดส่วน 16 ต่อ 1 สุดท้ายจึงเหลืออีกแค่ 16% ที่มองเห็นสีได้ตามปกติ ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่น้อยจนอาจทำให้บางคนต้องประหลาดใจ


เซลล์รูปกรวยในดวงตาของมนุษย์รับรู้สีได้มากหรือน้อยไม่เท่ากันในแต่ละช่วงคลื่นแสง

OPPO ต้องการให้ผู้ใช้งานแต่ละคนมองเห็นสีสันจากหน้าจอได้ใกล้เคียงกันมากที่สุด จึงพัฒนาเทคโนโลยี Colour Vision Enhancement ขึ้นมาให้กับ Find X3 Pro 5G ซึ่งจะมีฟีเจอร์สำหรับทดสอบการรับรู้สี และอุปกรณ์จะใช้อัลกอริทึมพิเศษปรับการแสดงผลเพื่อชดเชยสีสันให้เหมาะสมมากที่สุด


OPPO Find X3 Pro 5G สามารถแสดงสีสันที่เหมาะกับทุกคนได้ด้วยฟีเจอร์ Colour Vision Enhancement

สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่า OPPO Find X3 Pro 5G ถูกพัฒนาขึ้นมาอย่างใส่ใจ ไม่ได้มีดีแค่ความสวยงามของหน้าจอ 1.07 พันล้านสี หากแต่ยังปรับการให้แสดงผลให้เหมาะสมอย่างเฉพาะเจาะจงได้เป็นรายบุคคล มีประโยชน์ทั้งในแง่ของการทั่วไป ช่วยเพิ่มอรรถรสในการรับชมคอนเทนต์ต่าง ๆ ยิ่งไปกว่านั้น การมองเห็นสีสันที่แตกต่างออกไปจากที่เคยอาจเป็นตัวช่วยสร้างสรรค์แรงบันดาลใจใหม่ ๆ ในชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดีครับ


จอภาพของ OPPO Find X3 Pro 5G สีสดสวย ไม่ผิดหวังแน่นอน

สำหรับเพื่อน ๆ คนไหนที่สนใจ ตอนนี้ OPPO Find X3 Pro 5G สามารถหาซื้อได้หลากหลายช่องทาง ทั้งร้านค้าออนไลน์และออฟไลน์ในราคา 33,990 บาท (คลิก)

from:https://droidsans.com/oppo-find-x3-pro-5g-10bit-display/

รวมฟีเจอร์ OPPO Find X3 Pro 5G ยังคงเป็นที่สุดของแฟล็กชิป ให้คุณใช้ชีวิตได้เต็มประสิทธิภาพ พร้อมเปิดโลกสีสันพันล้านสีสร้างแรงบันดาลใจไม่รู้จบ

OPPO Find X3 Pro 5G สมาร์ทโฟนตัวเรือธงของค่าย OPPO แม้ว่าจะเปิดตัวมาตั้งแต่ต้นปีแล้วก็ตาม แต่ด้วยประสิทธิภาพเครื่องจากสเปคที่สูงมาก เทคโนโลยีที่ล้ำหน้า และการอัพเดทระบบที่กำลังมาใหม่อย่าง ColoOS 12 ก็ต้องบอกว่าในวันนี้ OPPO Find X3 Pro 5G ยังเป็นสุดยอดแฟลกชิปที่น่าสนใจ น่าเอามาเล่นมากๆ ครับ

จุดเด่นในหลายๆ ด้านที่นำหน้ากว่าใคร และในการใช้งานก็เต็มประสิทธิภาพที่ให้สเปคมาแรงที่สุด และพิเศษไปยิ่งกว่าคือความสวยงามของตัวเครื่องจากงานดีไซน์แบบไร้รอยต่อ เป็นเอกลักษ์ของรุ่นไม่ซ้ำใคร มีความแตกต่างและความเป็นตัวเองสูง สมกับงานออกแบบสมาร์ทโฟนเรือธงที่ไม่ควรจะแรงแค่เพียงสเปคภายในและไม่เลือกใช้ดีไซน์ที่ตามหลังใครครับ

มีความสามารถอีกมากมายในสมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นนี้ เรานำจุดเด่นของ OPPO Find X3 Pro 5G มาไล่เรียงกันให้รู้จักกับมันมากขึ้น สมาร์ทโฟนเรือธงแห่งปีที่สามารถสร้างสีสันและแรงบันดาลใจให้เราได้เสมอ ด้วยความสามารถในการถ่ายภาพและการแสดงผลในโลกหนึ่งพันล้านสีแบบเต็มระบบรุ่นแรกของโลกครับ

งานออกแบบแห่งอนาคต

OPPO Find X3 Pro 5G ใช้การดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่เหมือนใคร ไม่ได้ใช้งานออกแบบธรรมดาที่เหมิอนๆ กันไปหมด แต่ใช้การออกแบบที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากอวกาศ เรียบ ง่าย ไร้ขอบเขต ดูสงบ และที่สำคัญให้ความรู้สึกพรีเมี่ยมสมกับเป็นเครื่องเรือธงสเปคแรง

งานออกแบบเครื่องไร้รอยต่อเชื่อมกันเป็นชิ้นเดียว ไล่ระดับโค้งจากโมดูลกล้องไปจนจรดขอบ เบาบางด้วยน้ำหนักเพียง 193กรัม และบางเพียง 8.26 มม. มีการเปิดตัวออกมาสองสี ที่แตกต่างกันตั้งแต่ลักษณะพื้นผิว คือ สี Blue ที่เป็นวัสดุ frost matte แบบด้าน สัมผัสผิวคล้ายแก้วยิงผิวทราย เย็น ละมุน และป้องกันรอยเปื้อนและการเกิดรอยนิ้วมือได้

และ Gloss Black ผิวออกจะออกมันวาว เงางาม ดูลึกลับหรูหราสะท้อนแสงเหมือนกระจก อยู่ในที่สว่างดูโดดเด่น




อยู่ในที่มืดดูลึกลับ เป็นสีดำแบบเคลือบเงาที่ไร้รอยต่อ เวลาแสงกระทบกับช่วงโค้งไล่ระดับตรงชุดกล้องหลัง ยิ่งดูสวยงามมากๆ ครับ


งานประกอบและการใช้วัสดุนอกจากดูสวยงามแล้ว ยังให้ความรู้สึกทนทานครับ มาตรฐานกันน้ำกันฝุ่น IP68 ตกน้ำได้ลึก 1.5 เมตรไม่เกิน 30 นาที และนี่คือสมาร์ทโฟนเจ้าของรางวัล Red Dot: Product Design Award ด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ประจำปี 2021 นั้นเองครับ

รองรับ 5G ทั้งสองสล็อตซิม เครื่องบาง ขอบโค้ง งานประกอบแน่นหนา ไม่ได้แค่ใส่ความแรงแต่สเปคภายในแต่ใส่ใจในคุณภาพของเครื่องภายนอกด้วย ไม่ดูเป็นมือถือเด็กๆ วัยรุ่น แต่ออกแบบมาให้เข้ากันง่ายกับสไตล์การแต่งตัวของวัยทำงาน ทำมาบางเบาเพื่อพกพาสะดวกครับ และมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่น IP68 ไม่ต้องห่วงพะวงในการใช้งานนอกบ้าน โดนละอองฝนโดนน้ำกระเซ็น เครื่องไม่เสียง่ายๆ ไม่ต้องตื่นตกใจในกรณีบังเอิญทำน้ำหกใส่ด้วยอุบัติเหตุครับ




โลกแห่งพันล้านสีทั้งระบบ ตั้งแต่การถ่ายภาพไปจนถึงการแสดงผล

ระบบการประมวลสี 10-bit Full-path Colour Engine ตั้งแต่การถ่ายภาพไปจนถึงการแสดงผลที่รองรับกว่าหนึ่งล้านเฉดสี รุ่นแรกของโลกที่ให้ผู้ใช้สามารถสร้างสรรค์ผลงานด้วยแรงบันดาลใจจากสีสันนับล้านเฉดได้ในตัวมันเองครับ

OPPO Find X3 Pro 5G ใส่หน้าจอแสดงผลเกรดที่ดีที่สุดในวงการสมาร์ทโฟน ด้วยหน้าจอเกรด A+ จาก Display Mate รองรับการแสดงผลระดับ 10-bit รองนัลเทคโนโลยี HDR10+ และความละเอียดสูงถึงระดับ QHD+ ขอบจอเล็กมากๆ สัดส่วนหน้าจอต่อพื้นที่ด้านหน้าสูงถึง 92.7% และเป็นจอที่รองรับการสแกนนิ้วโดยตรง ใช้งานง่ายไม่ต้องไปสแกนนิ้วด้านข้างเครื่อง

รีเฟรชเรทที่ปรับระดับได้อัตโนมัติตั้งแต่ 5Hz เพื่อการรักษาแบตเตอรี่พลังงาน และไปสุดได้ถึง 120Hz สำหรับความลื่นไหลของแอพและเกมที่รองรับ บนหน้าจอชนิด  AMOLED สีสันสดใส ขนาดใหญ่ 6.7 นิ้ว ความสว่างสูงระดับ 1300nits ความตรงของสีสัน 0.4 JNCD นี้คือจอภาพในระดับมืออาชีพ

คุณภาพจอคับแก้ว ดูหนังชมคลิปสวยงามตระการตาครับ เพราะสีสวยและขอบจอแทบไม่มี ที่สำคัญถ้าเรานำไปใช้งานด้านความบันเทิง ผมจะบอกว่าลำโพงคู่ของมันก็เสียงดีด้วยนะครับ ใช้รับชมภาพยนตร์หรือเล่นเกมได้เต็มอารมณ์โดยไม่ต้องต่อลำโพงเพิ่มภายนอก

มีระบบจัดการภาพ ULTRA VISION ENGINE เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับคอนเทนต์วีดีโอ โดยการปรับเพิ่มสีและความละเอียด เป็นความสามารถที่จะพบได้ในอุปกรณ์สมาร์ททีวีครับ แต่ทาง OPPO เอามาใส่ในอุปกรณ์สมาร์ทโฟนของเขาด้วย และมีตัวช่วยปรับรายละเอียดของวีดีโอที่เป็น SDR ให้กลายเป็นแบบ HDR เพิ่มแสงและความคมชัดของภาพให้ดูสวยงามมากขึ้น

เปิดใช้งาน HDR รองรับทั้งใน Youtube หรือNetflix ได้รับชมภาพยนตร์ในรูปแบบ HDR แน่นอนครับ

หน้าจอแสดงผลของเขา คิดมาถึงขั้นให้ใช้งานได้กับผู้บกพร่องทางสายตา ที่มองเห็นสีผิดเพี้ยนไปจากปกติ โดยฟังก์ชั่น Colour Vision Enhancement เป็นฟังก์ชั่นที่เขาคิดมาเผื่อคนที่สายตาบกพร่องทางด้านสี ทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว เพราะตามสถิติจะเกิดขึ้นกับผู้ชายประมาณ 1 ใน 12 คนและกับผู้หญิง 1 ใน 200 คน ที่การมองเห็นสีไม่ตรงความความเป็นจริง

ใน OPPO Find X3 Pro 5G มีการใส่เทคโนโลยี Colour Vision Enhancement สำหรับแก้ปัญหาสายตาให้กับผู้ที่บกพร่องทางการมองเห็นสี  เราสามารถเข้าไปทดสอบด้วยตัวเองได้ มันจะเป็นระบบให้เราทดสอบว่าสายตาของเรามีความผิดปกติหรือไม่ โดยให้เราทำการเรียงสีตามความใกล้เคียงไปทีละนิด และระบบจะตรวจหาความผิดปกติของสายตาของเรา ถ้าพบอาการผิดปกติ OPPO Find X3 Pro 5G จะปรับหน้าจอการแสดงผลให้เข้ากับสายตาของคนๆ นั้นให้โดยเฉพาะทันที แล้วเราก็จะได้เห็นสีของโลกนี้ในแบบที่ไม่เคยชัดเจนเท่านี้มาก่อน ^^

และไม่ใช่แค่การแสดงผล แต่ OPPO Find X3 Pro 5G ยังมาพร้อมกับการสร้างสรรค์ไฟล์วีดีโอในระดับพันล้านสีได้ด้วยตัวมันเอง การเก็บภาพในโหมดสีสัน 10-bit ด้วยกล้องหลัง ที่เป็นกล้องหลัก “แบบคู่” ใช้เซ็นเซอร์ Sony IMX766 ความละเอียด 50 ล้านพิกเซลถึงสองตัวในเครื่องเดียว เป็นเลนส์ Wide และเลนส์มุมกว้างพิเศษ Ultra Wide ชที่ถ่ายได้กว้าง 110 องศา เป็นเลนส์ที่ทาง OPPO ร่วมกันพัฒนากับ Sony มาเป็นพิเศษครับ และกล้องที่สาม Telephoto 13 ล้านพิกเซล เจ้ากล้องตัวนี้ที่ทำหน้าที่ในการจับภาพพันล้านสี และรองรับการซูมภาพได้สูงสุดแบบดิจิทัล 20X

ในขณะที่สมาร์ทโฟนปกติจะแยกแยะบันทึกภาพได้ที่ 16.7 ล้านสีเท่านั้น แต่สำหรับ OPPO Find X3 Pro 5G มีโหมดการถ่ายภาพแบบ 10-bit หรือพันล้านสี ใช้ได้ในการถ่ายภาพทุกระยะซูม รวมถึงโหมดการถ่ายภาพกลางคืนด้วย ก็เป็นการรับประกันว่ากล้องของเราจะเก็บเฉดสีได้ครบทุกย่านมากที่สุด เพื่อนำมาแสดงผลบนหน้าจอของมันเองได้อย่างดีที่สุดครับ ^^

ภาพถ่ายสีสันสด สวย ภาพคมถ่ายง่าย เก็บครบทุกย่านสี และดูได้ดีที่สุดก็คือบนหน้าจอของมันเองที่รองรับการแสดงผลได้แบบ 10-bit เช่นกัน






กล้องตัวนี้สามารถถ่ายภาพในระดับมืออาชีพได้เลยครับ โหมดการถ่ายวีดีโอที่รองรับการถ่ายใน Cinematic Mode ปรับได้ทั้งโฟกัส, ISO ค่า WB รองรับการถ่ายวีดีโอ 1 พันล้านสีระดับมืออาชีพ รองรับ LOG, BT2020 ในการถ่ายภาพก็รองรับการถ่ายไฟล์แบบ “RAW+”  หรือไฟล์ RAW+ HDR เพิ่มประสิทธิภาพได้สูงกว่าไฟล์ RAW มาตรฐาน เพราะตัว HDR ช่วยทำงานมาให้ก่อนแล้วในระดับหนึ่ง จึงปรับแต่งภาพได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นครับ


 

การถ่ายภาพบุคคลจับภาพได้ยอดเยี่ยมตามมาตรฐานของ OPPO ตัวนี้เครื่องเรือธง ไม่ต้องห่วงเรื่องคุณภาพการถ่ายภาพบุคคล ทั้งกล้องหลังและกล้องหน้า AI ทำงานตรวจจะใบหน้าได้แม่นและปรับแต่งความเนียนใสของบุคคลได้ยอดเยี่ยมอยู่แล้วสำหรับสมาร์ทโฟน OPPO และรุ่นนี้ก็เป็นที่สุดครับ ภาพคนออกมาเนียนตาทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง






Microlens – 60x กล้องจุลทรรศน์ขนาดพกพา

และนี้ก็เป็นหนึ่งเรื่อง ที่ OPPO Find X3 Pro 5G เป็นเครื่องแรกของโลกที่สมาร์ทโฟนมีกล้อง Microlens – 60x หรือการถ่ายภาพในโหมดกล้องจุลทรรศน์ ที่ทำให้เราถ่ายรายละเอียดในระดับตาเปล่ามนุษย์ไม่มีทางมองเห็นได้ ถ่ายเนื้อเยื่อหรือลวดลายบนใบไม้ ปีกแมลง หรือสิ่งต่างๆ รอบตัว เข้าสู่โลกที่เราไม่เคยได้เห็น มาโครคนอื่นถ่ายกันที่ 4 เซนติเมตร แต่รุ่นนี้ถ่ายมาโครกันที่ 1 มิล! และยังขยายภาพออกไปอีกให้เห็นชัดยันโมเลกุล


เราสามารถไปได้ใก้ลกว่า ลึกกว่า ข้ามเข้าไปในโลกที่ตาเราไม่มีทางมองเห็น


 

เร็วแรง ทั้งประสิทธิภาพการใช้งานและระบบชาร์จ

ใช้หน่วยประมวลผลตัวท็อป Qualcomm Snapdragon 888 รองรับคลื่นความถี่ 5G ได้มาก 13 แบรนด์ แรมขนาดใหญ่ 12GB เป็น LPDDR 5 ใหม่สุด และ ROM 256GB แบบ UFS 3.1 ใหม่สุดเช่นกัน ระดับความแรงมากเกินจะพอเพราะนี้คือสเปคท็อปของสมาร์ทโฟนในระบบ Android ครับ การใช้งานทุกๆ ด้านไม่ต้องห่วงเลย ให้ประสบการณ์ที่ดีที่สุดในระบบแล้วแน่นอนครับ


ไม่ใช่แค่แรงแค่เรื่องการประมวลผลเท่านั้นครับ OPPO Find X3 Pro 5G ยังแรงกับเรื่องของระบบชาร์จ ทั้งแบบเสียบสายก็เป็นเทคโนโลยี 65W SuperVOOC 2.0 ชาร์จไวระดับเสียบชาร์จแค่ 10 นาทีแต่ได้แบตมากกว่า 40% แล้วสำหรับแบต 4,500 mAh ที่อยู่ภายใน แล้วยังมีความปลอดภัยสูง ไม่เกิดความร้อนสะสมและมีขั้นตอนตรวจสอบความปลอดภัย 5 ขั้นตอน ใช้งานได้รวดเร็วและยังอุ่นใจ

 

และแรงไปถึงระบบชาร์จแบบไร้สาย 30W AirVOOC Wireless Flash Charge จากที่ทดสอบกับแท่นชาร์จ OPPO AirVOOC Wireless Charger 45W มันชาร์จจากแบตประมาณ 15% มาถึง 70% ในเวลาไม่ถึง 40นาทีเท่านั้นครับ ชาร์จไร้สายก็ไวมาก และมีความปลอดภัยสูงมากด้วยเช่นกัน

มันยังสามารถแปลงกลายตัวเองให้เป็นแท่นชาร์จไร้สาย 10W Reverse Wireless Charging เติมพลังงานให้กับอุปกรณ์อื่นๆ ผ่านบริเวณฝาหลังกลางเครื่อง เป็นแบตสำรองไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน รองรับมาตรฐาน Qi ด้วย จึงสามารถชาร์จไฟกลับให้ได้กับทุกอุปกรณ์ที่รองรับมาตรฐาน Qi ทั้งหมดครับ


จะเห็นว่าคุณสมบัติของ OPPO Find X3 Pro 5G อยู่ในระดับสุดยอดเรือธงในทุกด้านเลยครับ สเปคแรงระดับท็อป กล้องถ่ายภาพที่ยอดเยี่ยมและยังทำได้เหนือกว่าในเทคโนโลยีที่คนอื่นตามไม่ทันและมีคุณภาพสูง กล้องหลักคู่ 50MP เซ็นเซอร์ Sony IMX766 ที่ใช้ถึงสองตัวครั้งแรกของโลก

หน้าจอแสดงผลคมชัดระดับ QHD+ (3216X1440พิกเซล) ในเทคโนโลยีการแสดงผลแบบ 10-bit รองรับ HDR 10+ 120Hz หน้าจอเกรด A+ ที่สุดยอดมากๆ ให้การแสดงผลแบบสวยๆ บนจอที่ขอบบางจนสุดขอบ ประสิทธิภาพในการใช้งานอยู่ในระดับสูงสุดของสมาร์ทโฟน Android รวมถึงระบบชาร์จไวทั้งเสียบสายและไร้สาย ซึ่งมาพร้อมความปลอดภัยในระดับสูงอีกเช่นกัน

รวมถึงการออกแบบตัวเครื่องภายนอกและเทคนิคการผลิต เพราะ OPPO ไม่ใช่แบรนด์ที่จะขายแค่เรื่องสเปคเครื่องภายในครับ ภายนอกก็ใส่ใจในความเป็นแฟชั่นสมาร์ทโฟนด้วยเช่นกัน และ OPPO Find X3 Pro 5G ก็เป็นเครื่องเรือธงที่ใช้การออกแบบที่ไม่ซ้ำใคร มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผลิตยากแต่สวยงาม มีความทนทานและมาตรฐานกันน้ำ IP68 งานออกแบบที่ชนะรางวัล Red Dot: Product Design Award ด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ประจำปี 2021 มาแล้วนั้นเองครับ

ยังคงเป็นสมาร์ทโฟนตัวเรือธงที่คงความน่าใช้ไม่เปลี่ยนตั้งแต่การเปิดตัวเมื่อต้นปี ดูรายละเอียดเพิ่มเติมของ OPPO Find X3 Pro 5G ที่ : https://bit.ly/3Dl89Gj

 

ข่าว: รวมฟีเจอร์ OPPO Find X3 Pro 5G ยังคงเป็นที่สุดของแฟล็กชิป ให้คุณใช้ชีวิตได้เต็มประสิทธิภาพ พร้อมเปิดโลกสีสันพันล้านสีสร้างแรงบันดาลใจไม่รู้จบ มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.
from:https://www.appdisqus.com/features-oppo-find-x3-pro-5g-best-flagship/

ภาพเรนเดอร์ OPPO Reno7 เผยโฉมดีไซน์ใหม่ พร้อมข้อมูลสเปคหลุดชุดใหญ่

เมื่ออาทิตย์ที่แล้วมีข่าวว่า OPPO อาจเตรียมเปิดตัวมือถือ Reno7 Series ในเดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้ โดยจะมีทั้งหมด 3 รุ่น คือ Reno7, Reno7 Pro และ Reno7 Pro+ พร้อมทั้งมีข้อมูลสเปคคร่าว ๆ ออกให้เห็นกันอีกนิดหน่อย ซึ่งล่าสุดก็ได้มีข้อมูลเพิ่มเติมออกมาอีกแล้ว คราวนี้เป็นภาพเรนเดอร์ของมือถือรุ่นน้องเล็กของซีรีส์อย่าง Reno7 พร้อมกับข้อมูลสเปคชุดใหญ่โผล่ออกมาเรียบร้อยแล้วด้วย

มาเริ่มกันที่ภาพเรนเดอร์ของ OPPO Reno7 ที่โชว์ทั้งด้านหน้าและด้านหลังของเครื่อง จะเห็นว่า Reno7 ไม่ได้ใช้ดีไซน์ตัวเครื่องแบบขอบเหลี่ยมเหมือนกับ Reno6 แล้ว แต่กลับไปใช้ดีไซน์โค้งมนเหมือนเดิม โดยหน้าจอยังเป็นแบบเจาะรูเอาไว้ที่มุมซ้ายบนสำหรับวางกล้องเซลฟี่

ส่วนกล้องหลังก็เปลี่ยนดีไซน์ไปจากรุ่นก่อน คราวนี้มาเป็นโมดูลสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่แบ่งออกเป็น 2 ส่วน เล่นสีแบบ Two-tone ฝั่งบนมีกล้องหลัก + กล้องจับความลึกอยู่คู่กัน พร้อมเซนเซอร์อะไรซักอย่างอยู่ด้วย ส่วนด้านล่างเป็นกล้อง Ultrawide คู่กับแฟลช LED อีก 1 ดวง

สเปคอื่น ๆ ที่หลุดออกมาตอนนี้บอกว่า OPPO Reno7 จะใช้หน้าจอจาก BOE ขนาด 6.5 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2400 x 1080) รีเฟรชเรท 90Hz รองรับการแสดงผลสีแบบ 10bit ครอบด้วย Gorilla Glass 5, CPU Dimensity 920, RAM แบบ LPDDR4x สูงสุด 12GB และความจุแบบ UFS 3.1 สูงสุด 256GB มีแบตเตอรี่ขนาด 4500 mAh รองรับชาร์จไว 65W, มี NFC, ลำโพงคู่ และระบบระบายความร้อนแบบ VC Liquid Cooling

สเปคกล้องทั้ง 3 ตัว ประกอบด้วย กล้องหลักเซนเซอร์ Sony IMX766 ความละเอียด 50MP + กล้อง Ultrawide เซนเซอร์ IMX355 ความละเอียด 8MP + กล้อง B&W ความละเอียด 2MP และกล้องเซลฟี่เซนเซอร์ IMX615 ความละเอียด 32MP

นอกจากนี้ยังมีการคาดการณ์เอาไว้ด้วยว่า OPPO Reno7 รุ่น 8GB / 256GB จะมีราคาอยู่ที่ 2999 หยวน (ประมาณ 15,600 บาท) และรุ่น 12GB / 256GB อยู่ที่ 3299 หยวน (ประมาณ 17,160 บาท) ส่วน Reno7 Pro และ Reno7 Pro+ คาดว่าน่าจะมีข้อมูลหลุดตามออกมาในอีกไม่นานนี้ครับ

 

ที่มา : GSMArena, Arsenal (Weibo)

from:https://droidsans.com/oppo-reno7-renders-specs-leaked/

Samsung แชมป์ส่งออกมือถือทั่วโลก Q3 2021 ตามติดด้วย Apple – แต่โดยรวมตลาดทั่วโลกยอดต่ำลง 6%

ตลาดสมาร์ทโฟนทั่วโลกในช่วงไตรมาสสามของปีที่ผ่านมา จัดว่าเป็นอีกหนึ่งช่วงที่ซบเซาสุด ๆ เนื่องจากปัญหาวิกฤตชิปเซ็ตขาดแคลน ที่ระบาดมาต่อเนื่องตั้งแต่ประมาณช่วงปีที่แล้ว ยอดส่งออกในภาพรวมลดลงถึง 6% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ส่วนแชมป์ส่งออกยังคงเป็น Samsung เหมือนเดิม ตามมาด้วย Apple ที่ยอด Market Share เพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยท็อปไฟว์รอบนี้แน่นอนว่ายังไร้เงา HUAWEI ที่หลุดวงจรไปนานแล้วเช่นเคย

Canalys รายงานว่า Samsung คือบริษัทฯ ที่มีส่วนแบ่งการตลาด หรือ Market Share ในตลาดสมาร์ทโฟนทั่วโลกในช่วงไตรมาสสามที่ผ่านมามากที่สุด กวาดไปได้ทั้งหมด 23% ตามมาด้วย Apple ที่ยอดกระเตื้องขึ้นจากปีก่อน 3% ขณะที่สามอันดับที่เหลือต่างเป็นแบรนด์จีนด้วยกันทั้งหมด ไล่ตั้งแต่ Xiaomi ไป Vivo และ OPPO

อย่างไรก็ตาม ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี หรือ Quarter 4 ตลาดสมาร์ทโฟนทั่วโลกน่าจะกลับมาคึกคักเหมือนเดิม เนื่องจากเข้าใกล้ถึงเทศกาลจับจ่ายเข้ามาทุกที ไม่ว่าจะเป็นที่จีน หรือ Black Friday ของฝั่งโลกตะวันตก โดยต้องรอติดตามว่า iPhone 13 Series จะทำให้ Apple ทำยอดแซงหน้า Samsung ได้หรือไม่

 

ที่มา: Canalys via GSMArena

 

from:https://droidsans.com/global-smartphone-shipments-2021-q3-samsung-topped/

OPPO เปิดตัว ColorOS 12 อย่างเป็นทางการบน Android 12 พร้อมประกาศอัพเดทแพทช์ความปลอดภัยให้นานถึง 4ปี

OPPO ประกาศเปิดตัวระบบปฏิบัติการ ColorOS 12 ใหม่สำหรับผู้ใช้ทั่วโลกอย่างเป็นทางการ เพื่อมุ่งให้ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์ที่ราบรื่นมากยิ่งขึ้นบน Android 12 โดย ColorOS 12 มอบ inclusive UI แบบใหม่ทั้งหมดที่มีประสิทธิภาพการใช้งานที่ราบรื่นยิ่งขึ้นและมีฟีเจอร์ที่หลากหลาย ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานในชิวิตประจำวันของคุณ พร้อมสร้างสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานให้ดียิ่งขึ้น

โดยการเปิดตัวในครั้งนี้ OPPO ได้เปิดตัว ColorOS 12 รุ่น public beta ให้กับผู้ใช้งานทั่วโลกอย่างเป็นทางการ ถือเป็นหนึ่งใน OEM รายแรกๆ ที่ทำงานบน Android 12 ซึ่งเปิดตัวบน OPPO Find X3 Pro 5G เป็นครั้งแรกในอินโดนีเซีย ไทย และมาเลเซีย โดย OPPO วางแผนที่จะขยายการใช้งานไปยังรุ่นอื่นๆ ครอบคลุมประเทศและภูมิภาคมากยิ่งขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

ยึดแนวคิดแบบ inclusivity เป็นธีมหลัก

เพื่อการใช้งานทั่วทั้ง 68 ประเทศ ในผู้ใช้งานถึง 440 ล้านคนทั่วโลก OPPO จึงยึด Inclusivity เป็นธีมหลักในการสร้างสรรค์ ColorOS 12 ซึ่งเป็นการต่อยอดจากแนวคิด Infinite Design ของ OPPO ที่มีความเรียบง่าย สะอาดตา และสามารถปรับแต่งดีไซน์ได้เองหลากหลายแบบ โดยระบบปฏิบัติการใหม่นี้จะมามอบประสบการณ์การใช้งานที่ครอบคลุมมากขึ้น พร้อมอัดแน่นไปด้วยเฟรมเวิร์กที่มีไอคอน แอนิเมชั่น และข้อมูลต่างๆ ที่มีความนุ่มนวลมากขึ้น เพื่อให้ใช้งานง่ายในภาษาและวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน อีกทั้งยังมาพร้อมเฟรมเวิร์กที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามรูปแบบโทรศัพท์ที่แตกต่างกันอีกด้วย

ประสบการณ์ที่ราบรื่นยิ่งขึ้น ไร้สะดุด เพื่อการใช้งานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

การมอบประสบการณ์ที่ราบรื่น ไร้สะดุดให้กับผู้ใช้ ถือเป็นหัวใจสำคัญของการวิจัยและพัฒนา รวมถึงนวัตกรรมของ OPPO โดย ColorOS 12 ใหม่ มุ่งเน้นทั้งความสะดวกสบายและทนทานต่อการใช้งาน ซึ่งจากความพยายามในการถอดรหัส long-term code ทำให้ ColorOS 12 สำเร็จในด้านการจัดการความล่าช้าและความหน่วงเมื่อใช้งานเป็นระยะเวลานาน โดยเฉพาะด้าน anti-fragmentation และการจัดสรรทรัพยากรอย่างชาญฉลาด ทำให้อัตราการเสื่อมสภาพของระบบใน 3 ปีต่ำเพียง 2.75% รวมถึงสามารถลดการใช้หน่วยความจำลงถึง 30% และใช้พลังงานแบตเตอรี่ลดลง 20%

Quantum Animation Engine สร้างรูปลักษณ์เลียนแบบคุณด้วยการใช้แอนิเมชั่นที่พัฒนามากว่า 300 แบบเพื่อมอบเอฟเฟกต์แอนิเมชั่นเสมือนจริง นอกจากนี้ยังตอบสนองการสัมผัสด้วยแรงต้าน ความเฉื่อย และแรงดีดตัว เพื่อมอบประสบการณ์โดยรวม

ที่ราบรื่นยิ่งขึ้น รวมถึงเพื่อสอดคล้องกับการรับรู้และพฤติกรรรมของสมองมนุษย์ยิ่งขึ้น มอบประสบการณ์ที่สมจริงและเป็นธรรมชาติมากขึ้น

นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์สำหรับการใช้งานอื่นๆ เช่น PC Connect, 3-Finger Translate ที่ขับเคลื่อนโดย Google Lens, FlexDrop และ Phone Manager ช่วยให้ผู้ใช้ ColorOS 12 ทำงานในหลากหลายสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การจัดความสำคัญด้านความเป็นส่วนตัว: ลดลูกเล่นและโฟกัสไปที่พื้นฐานเบื้องต้น

OPPO เล็งเห็นถึงความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวและฟีตแบคจากผู้ใช้งานบน ColorOS ทำให้ ColorOS 12 ไม่เพียงแต่มาพร้อมกับฟีเจอร์ด้านความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวที่ได้รับการพัฒนาแล้วจาก Android 12 เท่านั้น แต่ยังมาพร้อมแดชบอร์ดความเป็นส่วนตัว, การแชร์ตำแหน่งใกล้เคียง และ การเข้าถึงไมโครโฟนและกล้อง มาช่วยให้ผู้ใช้สามารถควบคุมความเป็นส่วนตัวของตนเองได้ด้วยเมนูและปุ่มที่มองเห็นได้ชัดเจน โดยที่ยังสามารถเปิดใช้งานฟีเจอร์อื่นๆ ที่ได้รับการพัฒนาจากทีม OPPO ได้เช่น Private System, Private Safe, App Lock และอื่นๆ

การตระหนักถึงความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ ถือเป็นการรักษาความโปร่งใส โดย OPPO ทำการพัฒนาการจัดเก็บและกระบวนการตามข้อปฏิบัติด้านข้อมูล โดยเซิร์ฟเวอร์สำหรับการจัดเก็บข้อมูลที่ตั้งในหลากหลายสถานที่ทั่วโลกนั้น OPPO รับประกันว่าข้อมูลของผู้ใช้จะถูกจัดเก็บอยู่ในเซิร์ฟเวอร์ใกล้เคียง และจะถูกบันทึกในรูปแบบที่ไม่ใช่ข้อความทั่วไป รวมถึงจะถูกส่งโดยใช้โปรโตคอลที่เป็นกรรมสิทธิ์จาก OPPO อีกด้วย

โดย OPPO ได้รับการรับรองความเป็นส่วนตัวจากองค์กรมีอำนาจเช่น ePrivacy และ ISO27001 ซึ่งมีการใช้ third-party supervisor ในการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล เพื่อให้การประมวลผลในทุกๆ วันตรงตามข้อปฏิบัติด้านข้อมูล

การเข้าถึง OS ของนักพัฒนา Android

การแบ่งปัน ถือเป็นคุณค่าหลักในการแลกเปลี่ยนระหว่างพาร์ทเนอร์ Android ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างวัฒนธรรมที่เปิดกว้างและการแลกเปลี่ยนทางเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาของทั้งสองแพลตฟอร์ม โดย ColorOS ได้รวบรวมฟีเจอร์มากมายมาจาก Android ซึ่ง Android 12 ก็ได้รับแรงบันดาลใจด้านการปรับแต่งได้เองมาจาก ColorOS เช่นเดียวกัน เช่น ระบบการเปลี่ยนธีมโดยอิงจากวอลเปเปอร์ใน Material You ที่มีฟีเจอร์การปรับแต่งที่พัฒนาขึ้นเองซึ่งคล้ายกับ ColorOS รุ่นก่อนหน้า และอีกตัวอย่างที่ดีของการแลกเปลี่ยน คือ App Cloner จาก ColorOS ที่ตอนนี้มีอยู่ใน Android 12 อีกด้วย

ColorOS ของ OPPO มุ่งมั่นในการเป็นระบบปฏิบัติการที่เป็นมิตรกับนักพัฒนา Android มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น free camera SDKs ที่ครอบคลุมความสามารถด้านกล้องที่โดดเด่นของ OPPO เช่น Ultra Steady Video Shooting, HDR, Super Wide-Angle และอื่นๆ อีกทั้ง OPPO ยังได้เปิดการเข้าถึง HyperBoost และ Color Vision Enhancement เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อนักพัฒนาแอป Android และเสริมสร้างอีโคซิสเต็มของ Android ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

แผนการเปิดตัว ColorOS 12

OPPO จะเปิดตัว ColorOS 12 รุ่น public beta ในอินโดนีเซีย ไทย และมาเลเซียบน OPPO Find X3 Pro 5G จากนั้นจะเปิดตัวในประเทศอื่นๆ เพิ่มเติมต่อไปตามแผนการในปี 2564 และ 2565 โดย OPPO ตั้งเป้าในการนำ ColorOS 12 ให้ผู้ใช้งาน 150 ล้านคน บนกว่า 110 รุ่น

 

นโยบายการอัปเกรด เอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะ OPPO

ถือเป็นครั้งแรกที่ OPPO มีการประกาศนโยบายการอัปเกรดครั้งสำคัญ โดยเฉพาะรุ่นที่วางจำหน่ายตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นไป โดย OPPO รับประกันการอัปเดต Android 3 รายการหลักบนซีรีส์แฟล็กชิพ OPPO Find X Series และ การอัปเดต Android 2 รายการบนซีรีส์ OPPO Reno และ A Series ในบางรุ่น รวมถึง การอัปเดต Android 1 รายการบน OPPO A Series ในรุ่นที่มีหน่วยความจำต่ำ นอกจากนี้จะยังมีการอัปเดตแพตช์ด้านความปลอดภัยทั่วไปบน OPPO Find X Series ในระยะเวลา 4 ปี และ OPPO Reno และ A Series ในระยะเวลา 3 ปีอีกด้วย

ข่าว: OPPO เปิดตัว ColorOS 12 อย่างเป็นทางการบน Android 12 พร้อมประกาศอัพเดทแพทช์ความปลอดภัยให้นานถึง 4ปี มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.
from:https://www.appdisqus.com/oppo-coloros-12-android-12-launch/

คาด OPPO เตรียมเปิดตัวมือถือซีรีส์ Reno7 เดือนพฤศจิกายนนี้ รุ่นท็อปอาจมากับชิป Snapdragon 888

ตั้งแต่ช่วงกลางปีที่ผ่านมาเราได้เห็นมือถือซีรีส์ OPPO Reno6 เปิดตัวออกมาหลากหลายรุ่นจนแทบจะเรียงกันไม่ถูกว่ารุ่นไหนมาก่อนมาหลัง รุ่นไหนสเปคสูงกว่า ฯลฯ และล่าสุดก็ได้มีข่าวออกมาแล้วว่าตอนนี้ OPPO กำลังเตรียมเปิดตัวมือถือภาคต่ออย่าง Reno7 Series ในเดือนพฤศจิกายน คาดว่าจะมาด้วยกัน 3 รุ่น คือ Reno7, Reno7 Pro และ Reno7 Pro+ เหมือนกับซีรีส์ที่ผ่านมา

ข้อมูลของ OPPO Reno7 Series คราวนี้ ได้มาจากแหล่งข่าวในจีนที่โพสต์ลงบนเว็บไซต์ Weibo บอกว่า Reno7 Series กำลังจะเปิดตัวในเดือนพฤศจิกายนนี้ มีทั้งหมด 3 รุ่น คือรุ่นน้องเล็ก Reno7 จะมากับชิป Dimensity 920, รุ่นกลาง Reno7 Pro จะใช้ชิป Dimensity 1200 และตัวท็อปคือ Reno7 Pro+ จะใช้ชิปตัวแรง Snapdragon 888 ที่แม้จะไม่ใช่ Snapdragon 888+ ตัวล่าสุด แต่ก็เรียกว่ายังแรงแบบใช้ลื่น ๆ ไปได้อีกยาว ๆ

ยังมีข้อมูลเพิ่มเติมอีกด้วยว่า Reno7 Series จะอัปเกรดประสิทธิภาพในการถ่ายรูปด้วยเซนเซอร์กล้องขนาดใหญ่ โดย Reno7 รุ่นธรรมดา จะใช้เซนเซอร์กล้องหลัก IMX766 ขนาด 1/1.56 นิ้ว ความละเอียด 50MP (รุ่นอื่น ๆ ยังไม่มีข้อมูล)

สำหรับดีไซน์ตัวเครื่องน่าจะยังคงคล้าย ๆ กับ Reno6 Series อยู่ ด้วยตัวเครื่องที่ทำจากโลหะ และมีหน้าจอเจาะรูสำหรับวางกล้องเซลฟี่ตรงมุมซ้ายบน ส่วนสเปคอื่น ๆ ตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลออกมา แต่คาดว่า RAM น่าจะให้มาสูงสุดที่ 12GB พร้อมความจุ 128GB – 512GB ก็เป็นได้

OPPO Reno6 Pro+

เมื่อเร็ว ๆ นี้พึ่งมีข้อมูลว่ามือถือ OPPO Reno7 หมายเลขโมเดล PFDM00 ได้ผ่านการรับรองจาก Ministry of Industry and Information Technology (CMIIT) ของจีนมาหมาด ๆ ทำให้หลาย ๆ ฝ่ายคาดว่ามือถือซีรีส์ดังกล่าวกำลังจะเปิดตัวในอีกไม่นานเกินรอแล้ว และหลังจากนี้ก็น่าจะมีสเปค + ฟีเจอร์ทยอยหลุดออกมาด้วยครับ

 

ที่มา : Gizmochina

from:https://droidsans.com/oppo-might-launch-reno7-series-november/

หลุดภาพและสเปกของ Oppo K9s แบตอึดหน้าใจใหญ่ มาพร้อมกับจอ 120Hz

Oppo K9 และ K9 Pro กำลังจะมีน้องใหม่เพิ่มเข้ามาในซีรีส์ด้วยนั่นก็คือ Oppo K9s โดยภาพและสเปกของตัวเครื่องนั้นได้ถูกปล่อยลงบน Weibo และ เว็บไซต์ JD.com หน้าตาและสเปกของ Oppo K9s มีอะไรน่าสนใจกันบ้างมาดูกันเลย

Oppo K9s จะมีการออกแบบที่คล้ายกับ Oppo K9 Pro ด้านหลังมีกล้องหลักความละเอียด 64MP เหมือนกัน แต่สิ่งที่ต่างกันหลัก ๆ ก็คือขนาดหน้าจอ และชิปเซ็ต เรามาเริ่มกันที่หน้าจอก่อน Oppo K9s มีหน้าจอแสดงผลเป็น LCD ขนาด 6.59 นิ้ว, หน้าจอมี Refresh Rate 120Hz และมีปุ่นสแกนลายนิ้วมืออยู่ด้านข้างและใหญ่กว่าเดิมถึง 2 เท่า 

กล้องหลักของ Oppo K9s มีความละเอียด 64MP, Ultrawide ความละเอียด 2MP และกล้องหน้ามีความละเอียดที่ 16MP ในด้านของชิปเซ็ต Oppo K9 Pro ใช้ชิปเซ็ต Mediatek Dimensity 1200 5G แต่ Oppo K9s ใช้ตัวที่สเปกน้อยลงมาหน่อยนั่นคือ Snapdragon 778G ส่วนขนาด RAM ตามข่าวลืออาจจะเป็น 6GB หรือ 8GB และมีความจุมากขึ้นกว่าเดิมนั่นคือ 5,000 mAh ที่รองรับ 30W VOOC 4.0 Fast Charge 

สีที่จะมีออกมาให้เราได้เลือกซื้อกันก็มี Black, Pink และ Grey แต่ราคาของ Oppo K9s ยังไม่มีการเปิดเผยออกมาอย่างเป็นทางการ ถ้ามีข้อมูลอะไรใหม่เราจะมาอัปเดตให้ทุกคนได้รู้กันอย่างแน่นอน 

ข่าว: หลุดภาพและสเปกของ Oppo K9s แบตอึดหน้าใจใหญ่ มาพร้อมกับจอ 120Hz มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.
from:https://www.appdisqus.com/oppo_k9s_incoming_with_big_screen_/

ได้ใช้ก่อนใคร… OPPO เปิดให้ Find X3 Pro 5G ลงทะเบียนใช้งาน ColorOS 12 เวอร์ชั่น Beta

เพิ่งเปิดตัวไปหมาด ๆ สำหรับระบบปฏิบัติการ ColorOS 12 ของ OPPO ที่พัฒนาบนพื้นฐาน Android 12 อีกที (แต่พี่แกเล่นเปิดตัวก่อน Google ซะอีก) ล่าสุดตอนนี้ OPPO Thailand ได้ออกมาประกาศแล้วว่า ผู้ใช้งาน OPPO Find X3 Pro 5G สามารถลงทะเบียนใช้งาน ColorOS 12 Beta Version ได้แล้ววันนี้ เบื้องต้นจะใช้นโยบาย First Come, First Serve มาก่อน ได้สิทธิ์ก่อน

โดยผู้ใช้งาน OPPO Find X3 Pro 5G สามารถเข้าไปลงทะเบียนได้ที่

  • การตั้งค่า
  • Software Update
  • กด o
  • เวอร์ชั่นทดลอง
  • กรอกข้อมูล
  • ลงทะเบียนใช้งาน

แต่ต้องเตือนก่อนว่า ColorOS 12 ดังกล่าวที่ OPPO Find X3 Pro 5G จะได้ไปใช้ก่อนใครเพื่อนนั้น จะเป็นเพียง Beta Version หรือเวอร์ชั่นทดลองเท่านั้นนะครับ ส่วนผู้ใช้งาน OPPO รุ่นอื่น ๆ สามารถดู Timeline การอัปเดตเป็น ColorOS 12 ได้ที่ด้านล่างได้เลย

อัปเดต COLOROS 12 ตั้งแต่พฤศจิกายน 2021 ต้นไป

  1. Find X2 Pro
  2. Find X2 Pro Lamborghini Edition
  3. Find X2
  4. Reno6 Pro 5G
  5. Reno6 5G

อัปเดต COLOROS 12 ตั้งแต่ธันวาคม 2021 เป็นต้นไป

  1. Reno6
  2. Reno5
  3. Reno5 (Marvel Edition)
  4. Reno6 Z 5G
  5. Reno5 Pro 5G
  6. Reno5 Pro
  7. F19 Pro+
  8. A74 5G
  9. A73 5G

อัปเดต COLOROS 12 ช่วงครึ่งแรกของปี 2022

  1. Find X3 Lite 5G
  2. Find X3 Neo 5G
  3. Find X2 Neo
  4. Find X2 Lite
  5. Reno5 5G
  6. Reno5 F
  7. Reno5 Lite
  8. Reno5 Z 5G
  9. Reno4 Pro 5G
  10. Reno4 5G
  11. Reno4 F
  12. Reno4 Lite
  13. Reno4 Z 5G
  14. Reno4 Pro
  15. Reno4
  16. Reno3 Pro 5G
  17. Reno3 Pro
  18. Reno3
  19. Reno5 A
  20. Reno 10x Zoom
  21. F19 Pro
  22. F17 Pro
  23. A94
  24. A94 5G
  25. A93
  26. A54 5G
  27. A53s 5G

อัปเดต COLOROS 12 ช่วงครึ่งหลังของปี 2022

  1. F19
  2. F19s
  3. A74
  4. F17
  5. A73
  6. A53
  7. A53s
  8. A16s

OPPO Find X3 Series ได้รับอัปเดตซอฟต์แวร์สูงสุด 4 ปี

นอกจากนี้ OPPO ยังประกาศข่าวดี นโยบายอัปเดตซอฟต์แวร์ครั้งใหม่ของบริษัทฯ โดยรุ่นเรือธงอย่าง Find X3 Series จะได้อัปเดต Android OS สูงสุด 3 ปี และแพทช์รักษาความปลอดภัย 4 ปี ในส่วนซีรีส์ Reno และ A บางรุ่นจะได้รับอัปเดต Android OS สูงสุด 2 ปี และแพทช์รักษาความปลอดภัยอีกทั้งหมด 3 ปีถ้วน

 

from:https://droidsans.com/oppo-find-x3-pro-5g-coloros-12-beta-registration/

OPPO เปิดตัว ColorOS 12 (Android 12) พร้อมกำหนดการอัปเดตมือถือรุ่นต่าง ๆ ภายในปี 2022

ระบ ColorOS 12 ที่ครอบอยู่บน Android 12 เปิดตัวเวอร์ชั่นสำหรับใช้ในจีนไปได้ซักพักแล้ว และล่าสุดเวอร์ชั่น Global สำหรับใช้ในมือถือ OPPO รุ่นที่ขายทั่วโลก (รวมถึงในบ้านเรา) ก็ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการซักที ซึ่งแน่นอนว่าเราจะได้เห็นทั้งดีไซน์ UI แบบใหม่, ฟีเจอร์ใหม่ ๆ ที่จะเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน รวมถึงระบบความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวที่ได้รับการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นไปอีกด้วย

UI ดีไซน์ใหม่ สบายตา

ColorOS 12 เปลี่ยนมาใช้ UI ดีไซน์ใหม่ที่เรียกว่า Inclusive Design เพิ่มพื้นที่ของหน้าจอให้มากขึ้นด้วยการลดความหนาแน่นของข้อมูลที่แสดงบนหน้าจอให้น้อยลงในขณะที่ตัวอักษรมีขนาดใหญ่ขึ้น นอกจากนี้ยังมีการปรับแต่งสีต่าง ๆ ให้แต่ละเมนูมีความโดดเด่น แยกออกจากกันได้ง่ายกว่าเดิม โดยเมนูหลักจะใช้สีที่สว่างกว่าเมนูที่สำคัญรองลงมา


ส่วนไอค่อนแอปต่าง ๆ ก็มีการปรับปรุงหน้าตาใหม่ให้ดูทันสมัยมากขึ้น

OMOJI (อีโมจิ 3D เวอร์ชั่นของ OPPO)

ฟีเจอร์เกร๋ ๆ สำหรับใช้บ่งบอกตัวตนสำหรับเจ้าของมือถือ ด้วยการสร้าง OMOJI ซึ่งเป็นอีโมจิรูปแบบ 3D ที่ผู้ใช้สามารถสร้างอีโมจิหน้าตัวเองได้ แถมยังมีระบบตรวจจับการเคลื่อนไหวจากใบหน้าของผู้ใช้ที่จะทำให้ OMOJI ขยับหน้าตามได้แบบ real-time โดยเมื่อผู้ใช้สร้างเจ้า OMOJI ที่ต้องการได้แล้ว ยังเอาไปทำเป็นรูปโปรไฟล์ของตัวเอง หรือจะเอาไปวางไว้ที่หน้าจอ Always-On ก็ได้ด้วยนะ

Always-On Display 2.0 ปรับแต่งได้มากขึ้น

ฟีเจอร์ Always-On Display มีมาให้ใช้ตั้งแต่ ColorOS 11 แล้ว (เฉพาะรุ่นที่มีหน้าจอ AMOLED) แต่สำหรับเวอร์ชั่นใหม่นี้ ได้เพิ่มลูกเล่นต่าง ๆ ให้มากกว่าเดิม เพราะผู้ใช้จะสามารถตกแต่ง AOD ได้ในแบบที่ตัวเองต้องการ หรือจะเอา OMOJI ของตัวเองมาวางโชว์ไว้ก็ได้อีก

Theme ที่เปลี่ยนไปตาม Wallpaper

หมดปัญหาภาพวอลเปเปอร์ที่ใช้สีไปคนละทิศละทางกับ Theme เครื่อง เพราะคราวนี้มีฟีเจอร์ Wallpaper color picking ใส่เข้ามาด้วย โดยเมื่อเปิดใช้ฟีเจอร์ดังกล่าวแล้ว เวลาที่เราเปลี่ยน Wallpaper หน้าจอเมื่อไหร่ Theme เครื่องก็จะเปลี่ยนเป็นสีที่เข้ากันให้แบบอัตโนมัติ

PC Connect เชื่อมต่อกับ Windows 10 ไร้สายเพื่อรับ-ส่งข้อมูล และยิงจอมือถือเข้าจอ PC

ด้วยฟีเจอร์ PC Connect จะทำให้มือถือระบบ ColorOS 12 สามารถเชื่อมต่อกับ PC ระบบ Windows 10 หรือใหม่กว่า ทำให้การส่งไฟล์ระหว่างมือถือและ PC มีความสะดวกสบายมากขึ้น โดยมีความเร็วในการโอนถ่ายข้อมูลสูงถึง 45MB/s นอกจากนี้ยังสามารถยิงภาพจากหน้าจอมือถือขึ้นไปที่หน้าจอ PC และใช้เมาส์ + คีย์บอร์ดบังคับมือถือได้เลย หรือจะกลับกันด้วยการควบคุม PC ผ่านหน้าจอมือถือก็ได้นะ

จัดการการใช้แบตเตอรี่ได้ง่าย ๆ 

ColorOS 12 มากับฟีเจอร์ที่จะช่วยให้เราเช็คการใช้งานต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้นว่ามีการกินแบตเตอรี่ผิดปกติตรงไหนบ้างรึเปล่า ด้วย Battery Dashboard ที่จะโชว์ข้อมูลการใช้งานต่าง ๆ ของมือถือในรูปแบบแผนภูมิ ว่ามีการใช้พลังงานในช่วงเวลาไหนเท่าไหร่บ้าง และแบตที่เหลือจะใช้ได้นานอีกแค่ไหน

หากแบตเตอรี่ใกล้จะหมดก็สามารถเปิดใช้โหมดประหยัดพลังงานได้ง่าย ๆ ในเมนู Settings > Battery และเปิดโหมด Save power ซึ่งระบบจะจัดการปิดบางแอปที่วิ่งอยู่เบื้องหลัง, เปิดฟีเจอร์ปรับแสงหน้าจออัตโนมัติ, ปิดโหมด High Performance ฯลฯ และยังมีการแจ้งเตือนอีกด้วยหากพบว่ามีแอปที่กินพลังงานผิดปกติ

หดแอปเป็นหน้าต่างเล็ก ๆ เพื่อใช้งานพร้อมกันได้ 2 แอป ด้วย FlexDrop

ใช้งาน 2 แอปไปพร้อม ๆ กันได้ด้วย FlexDrop ที่จะหดแอปที่เราต้องการให้เป็นหน้าต่างเล็ก ๆ ลอยอยู่บนหน้าจอให้เราสามารถลากไปไว้ตรงไหนก็ได้ ในขณะที่บนหน้าจอหลักก็ยังเปิดอีกแอปเอาไว้อยู่

แปลภาษาบนหน้าจอด้วย Google Lens แค่ใช้ 3 นิ้ว

เวลาเปิดดูหน้าเว็บหรือรูปภาพที่มีภาษาต่างประเทศซึ่งเราไม่เข้าใจ ก็แค่เอานิ้ว 3 นิ้ว แตะไว้ที่หน้าจอ ระบบก็จะให้ตัวเลือกในการเปิด Google Lens ขึ้นมาให้เพื่อช่วยแปลภาษาได้ทันที

เพิ่มความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว

ใน ColorOS 12 ผู้ใช้จะสามารถตรวจสอบได้จาก Privacy Dashboard ว่ามีแอปไหนที่ขออนุญาตเข้าถึงการใช้งานอะไรบ้าง และหากว่าเจอแอปที่เราเผลอให้เข้าถึงส่วนที่ละเอียดอ่อนเกินไป ก็สามารถกดยกเลิกได้ทันที และหากว่ามีแอปไหนที่กำลังใช้งานกล้อง / ไมโครโฟนอยู่ ก็จะมีไอค่อนแจ้งเตือนบนแถบ Notification ให้ผู้ใช้ได้เห็นกันง่าย ๆ

นอกจากนี้ยังสามารถเลือกปิดการเข้าถึงกล้อง + ไมโครโฟนจากแอปทั้งหมดได้ในครั้งเดียว โดยกดปุ่มในแถบ Quick Settings ส่วนแอปไหนที่จำเป็นต้องเข้าถึงตำแหน่งของเครื่อง เราก็ก็สามารถเลือกเป็นตำแหน่งที่อยู่ใกล้เคียงได้ ไม่จำเป็นต้องจี้จุดเป็นตำแหน่งที่เราอยู่แบบเป๊ะ ๆ

สำหรับมือถือบางรุ่นจะสามารถใช้ฟีเจอร์ Anti-peeping Notification ได้ด้วย โดยฟีเจอร์ดังกล่าวจะปิดข้อมูลบางส่วนของการแจ้งเตือน (Notification) เมื่อระบบตรวจจับได้ว่ามีคนกำลังแอบมองหน้าจอมือถืออยู่

หน้าจอด้านซ้ายคือ Notification ที่จะเด้งแค่บางส่วน เมื่อตรวจจับว่ามีคนกำหลังมองหน้าจอ

เพิ่มประสิทธิภาพโดยรวมของมือถือ

ColorOS 12 จะใช้ระบบ AI ในการตรวจจับการใช้งานมือถือ ว่าตอนไหนควรจะเร่งประสิทธิภาพเครื่อง และตอนไหนที่ควรลดประสิทธิภาพลง ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานแล้ว ยังช่วยในการประหยัดแบตเตอรี่ได้อีกด้วย

และยังมากับฟีเจอร์ GPA 2.0 ที่จะใช้ระบบ AI ในการปรับแต่งประสิทธิภาพเครื่องระหว่างเล่นเกมให้เหมาะสมกับอุณหภูมิของเครื่อง ทำให้เฟรมเรตมีความเสถียรขึ้น แต่ไม่ทำให้เกมกระตุกจนเสียอารมณ์

กำหนดการอัปเดต ColorOS 12 

สำหรับการอัปเดต ColorOS 12 ให้กับมือถือ OPPO คาดว่าทุกรุ่นที่รองรับจะได้ใช้ ColorOS 12 กันหมดภายในปี 2022 โดยรายชื่อรุ่นต่าง ๆ ที่จะได้รับการอัปเดตตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงช่วงครึ่งหลังของปี 2022 ก็มีตามนี้

อัปเดต ColorOS 12 ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

  1. Find X3 Pro 5G

อัปเดต ColorOS 12 ตั้งแต่พฤศจิกายน 2021 ต้นไป

  1. Find X2 Pro
  2. Find X2 Pro Lamborghini Edition
  3. Find X2
  4. Reno6 Pro 5G
  5. Reno6 5G

อัปเดต ColorOS 12 ตั้งแต่ธันวาคม 2021 เป็นต้นไป

  1. Reno6
  2. Reno5
  3. Reno5 (Marvel Edition)
  4. Reno6 Z 5G
  5. Reno5 Pro 5G
  6. Reno5 Pro
  7. F19 Pro+
  8. A74 5G
  9. A73 5G

อัปเดต ColorOS 12 ช่วงครึ่งแรกของปี 2022

  1. Find X3 Lite 5G
  2. Find X3 Neo 5G
  3. Find X2 Neo
  4. Find X2 Lite
  5. Reno5 5G
  6. Reno5 F
  7. Reno5 Lite
  8. Reno5 Z 5G
  9. Reno4 Pro 5G
  10. Reno4 5G
  11. Reno4 F
  12. Reno4 Lite
  13. Reno4 Z 5G
  14. Reno4 Pro
  15. Reno4
  16. Reno3 Pro 5G
  17. Reno3 Pro
  18. Reno3
  19. Reno5 A
  20. Reno 10x Zoom
  21. F19 Pro
  22. F17 Pro
  23. A94
  24. A94 5G
  25. A93
  26. A54 5G
  27. A53s 5G

อัปเดต ColorOS 12 ช่วงครึ่งหลังของปี 2022

  1. F19
  2. F19s
  3. A74
  4. F17
  5. A73
  6. A53
  7. A53s
  8. A16s

ใครที่ใช้มือถือ OPPO รุ่นไหนอยู่ก็ดูกันได้เลยว่าของเราจะได้อัปเดต ColorOS 12 กันในช่วงไหนบ้าง ส่วนมือถือ OnePlus ยังไม่มีการพูดถึงว่ารุ่นที่ขายเวอร์ชั่น Global จะได้ใช้ ColorOS 12 ด้วยหรือไม่ครับ

 

ที่มา : OPPO

from:https://droidsans.com/coloros-12-global-version-officially-launched/

OPPO เตรียมเปิดตัว ColorOS 12 วันที่ 11 ต.ค. 2564 – พร้อมขยายการอัปเดต Android นานสุด 3 ปี

เมื่อคืนนี้ Google พึ่งปล่อยซอร์สโค้ด Android 12 เข้าสู่ AOSP ไปหมาด ๆ ล่าสุด OPPO ไม่รอช้า ประกาศเตรียมเปิดตัว ColorOS 12 อย่างเป็นทางการในวันที่ 11 ตุลาคม 2564 พร้อมกันนี้บริษัทฯ ยังได้ปรับแผน ขยายการอัปเดตระบบปฏิบัติการให้มือถือเรือธงในซีรีส์ Find X ออกไปเป็น 3 ปี และสนับสนุนแพตช์ความปลอดภัย 4 ปี ส่วนรุ่นอื่น ๆ ที่เหลือจะลดหลั่นระยะเวลาลงมาตามระดับของซีรีส์

เรือธงตัวล่าสุดของ OPPO คือ Find X3 Pro ที่เผยโฉมไปเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยรันบนระบบ Android 11 ตั้งแต่แกะออกจากกล่อง หากนับตามกำหนดการจะสามารถอัปเดตได้ถึง Android 14 ในปี 2567 อย่างไรก็ตาม ทาง XDA กล่าวว่า Find X Lite และ Find X Neo จะไม่เข้าเงื่อนไขดังกล่าวแม้จะใช้ชื่อ “Find X” เหมือนกัน แต่ไม่ได้เป็นแฟล็กชิป ส่วนซีรีส์ R กับ F จะอัปเกรดระบบปฏิบัติการให้ 2 ปี ในขณะที่ซีรีส์ A ได้น้อยสุดที่ 1 ปี และจำกัดเฉพาะบางรุ่นเท่านั้น (รุ่นล่าง ๆ น่าจะอดไปตามระเบียบ)

OPPO Find X Series

  • อัปเดตระบบปฏิบัติการ 3 ปี
  • อัปเดตแพตช์ความปลอดภัย 4 ปี

OPPO R Series

  • อัปเดตระบบปฏิบัติการ 2 ปี
  • อัปเดตแพตช์ความปลอดภัย 4 ปี

OPPO F Series

  • อัปเดตระบบปฏิบัติการ 2 ปี
  • อัปเดตแพตช์ความปลอดภัย 4 ปี

OPPO A Series

  • อัปเดตระบบปฏิบัติการ 1 ปี (เฉพาะบางรุ่น)
  • อัปเดตแพตช์ความปลอดภัย 3 ปี

สำหรับรายชื่อมือถือ OPPO ที่จะได้รับการอัปเกรดเป็น Color OS 12 เพื่อน ๆ สามารถตรวจสอบได้จากลิงก์ด้านล่าง

 

ที่มา : Gizmochina | XDA

from:https://droidsans.com/oppo-coloros-12-launch-date-update-android-3-year/