คลังเก็บป้ายกำกับ: Oppo

OPPO F11 Pro กระแสแรงไม่มีตก ยอดจองทะลุ 80% ในเวลาแค่ 3 วันทำยอดจองมากกว่า OPPO F9 ถึง 2 เท่า จองวันนี้รับของแถมสุดพิเศษมากมาย!!

เพิ่งเปิดตัวไปสดๆ ร้อนๆ กับสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดและเป็นที่น่าจับตามองอย่างมาก นั่นก็คือ OPPO F11 Pro นั่นเอง ที่ได้เปิดตัวไปวันอังคารที่ 19 มีนาคม 2562 พร้อมพรีเซ็นเตอร์สาวสวยมากความสามารถ ญาญ่า – อุรัสยา

และต้องยอมรับว่ามาคราวนี้ OPPO F11 Pro ก็ได้กระแสตอบรับที่ดี ไม่แพ้รุ่นพี่ในตระกูล F รุ่นก่อนๆ อย่าง F9 หรือ F7 เลย เพราะทันทีที่ได้ทำการเปิด Pre – Order ในวันที่ 16 มีนาคม 2562 OPPO F11 Pro ก็สามารถทำยอดจองได้ถึง 80% ในเวลาแค่ 3 วันเท่านั้น และยังทำยอดจองมากกว่า OPPO F9 ถึง 2 เท่าอีกด้วย เรียกได้ว่าเปิดตัวมากี่รุ่นๆ ก็ได้รับการการตอบรับที่ดีมาตลอด

ซึ่งการที่ OPPO F11 Pro ได้รับกระแสตอบรับที่ดีขนาดนี้เพราะรอบนี้มาพร้อมกับความสามารถมากมาย และที่น่าสนใจกล้องหลังคู่ 48 + 5 ล้านพิกเซล พร้อมคอนเซป “Portrait สวย แม้แสงน้อย” อีกทั้งดีไซน์ที่สวยงามมีเอกลักษณ์ของสองสี สองสไตล์ Thunder Black และ Aurora Green มาพร้อมจอกว้างไร้ติ่งกับ Panoramic Screen ขนาดกว้าง 6.5 นิ้วแถมชาร์จไวขึ้น 20 % กับ VOOC Flash Charge 3.0

เรียกได้เป็นสเปคที่คุ้มค่ามากๆ และใครที่อยากเป็นเจ้าของ OPPO F11 Pro ก็สามารถจองได้แล้ววันนี้ – 27 มีนาคม ในราคา 10,990 บาท พร้อมรับ OPPO VIP Card ประกันจอแตกนาน 1 ปี และ OPPO Smart bag มูลค่ากว่า 6,590 บาท รีบด่วนๆ เพราะมีจำนวนจำกัด

และอีกหนึ่งช่องทางพิเศษเมื่อจองที่ JD Central รับฟรีของแถมสุดพิเศษ หูฟังไวเลส, พัดลมฮาริ, OPPO VIP Card ประกันจอแตกนาน 1 ปี และ OPPO Smart bag มูลค่ากว่า 9,600 บาท แถมมีโปรโมชั่นผ่อนนานสูงสุด 10 เดือนอีกด้วย เรียกได้ว่าคุ้มยิ่งกว่าคุ้ม ใครสนใจก็คลิกดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ลิ้งด้านล่างได้เลย 

https://www.jd.co.th/sale/pc/Oppo-JD-CENTRAL_qMoVPOmbhx4dtL.html?utm_source=oppof11propreorder&utm_medium=br_referral&utm_campaign=RT:BR-POST_TEAM:MOB_DA:190320_CN:OPPOF11PROPREORDER_BR:OPPO&pid=oppof11propreorder&c=RT:BR-POST_TEAM:MOB_DA:190320_CN:OPPOF11PROPREORDER_BR:OPPO

from:https://www.flashfly.net/wp/246294

โฆษณา

ทดสอบ VOOC 3.0 ใน OPPO F11 Pro เร็ว ปลอดภัย ชาร์จไวกว่าเดิม มันไวสักแค่ไหน?

หนึ่งในความสามารถพิเศษ ที่จะหาได้ใน OPPO F11 Pro เพียงรุ่นเดียว นั้นคือระบบชาร์จใหม่ล่าสุด VOOC Flash Charge เวอร์ชั่น 3.0 ซึ่งเป็นระบบชาร์จที่ได้พัฒนามาใหม่มีความไวมากกว่า VOOC รุ่นเดิมอีก 20%  เรียกว่าไวอยู่แล้วก็ยังไวขึ้นได้อีกครับ

ซึ่งระบบชาร์จตัวนี้ยังคงจุดเด่นในด้านความปลอดภัย ก็ได้รับการรับรองจาก TÜV SÜD องค์กรระดับโลกในด้านนี้โดยเฉพาะมาแล้ว ส่วนในด้านความไวเราก็มาดูในการทดสอบครั้งนี้กันครับว่า ระบบชาร์จ VOOC 3.0 ของเครื่อง OPPO F11 Pro มันจะไวกันสักแค่ไหนครับ

โดยในการทดสอบของผมครั้งนี้ ก็จะเป็นรูปแบบเหมือนการใช้งานทั่วๆ ไปในชีวิตของเราเลยนะครับ สมมติเหตุการณ์ใช้งานเครื่องจนแบตหมด กลับบ้านมาก็เสียบชาร์จตามปกติ

OPPO F11 Pro แบตเตอรี่มีขนาดใหญ่นะครับ 4000mAh การใช้งานกว่าแบตจะหมดได้ก็ถือว่าทำเอาเหนื่อยเหมือนกัน 555 แต่จะชาร์จไฟกลับเข้าไปให้เต็ม4,000 mAh ถ้าลำพังไม่มีเทคโลยีการชาร์จดีๆ เข้ามาช่วย ก็รอชาร์จกันเหนื่อยได้เช่นกันครับ

ผมเริ่มชาร์จตอนที่แบตต่ำเหลือแค่ 2% กันเลยนะครับ เสียบชาร์จด้วย Adapter VOOC 3.0 ที่แถมมาให้กับเครื่องตามปกติ ไม่ต้องซื้ออุปกรณ์เพิ่มใดๆ นะครับ


เสียบชาร์จไว้ แล้วไปเข้าห้องน้ำสักแพร่บนึงละกันครับ

ผ่านไปแค่สิบนาที แบตเตอรี่กลับมา 18% แล้วครับ ตกนาทีละเกือบ 2% นี่คือความเร็วของระบบ VOOC flash Charge เขาละครับ แวะเสียบแวะชาร์จแพร่บๆ ใช้งานต่อได้เป็นชั่วโมง

ทดสอบรอจนแบตกลับมาครึ่งก้อน ใช้เวลาแค่ 30 นาทีเท่านั้นครับ เท่านี้ก็ใช้งานต่อได้ทั้งวันแล้วละ

ผมว่าแบบนี้มันง่ายไป เพราะปกติใครๆ ก็มักจะชาร์จแบตไปด้วยใช้ไปด้วยใช่มั้ยครับ ผมก็ขอเล่น Facebook รอแบตมันเต็มละกัน ^^ ระบบ VOOC Flash Charge มันน่าใช้ตรงนี้ครับ มันมีความปลอดภัยสูง เล่นไปชาร์จไปไม่มีปัญหาครับ

พอแบตมาถึง 76% อันนี้คือจุดแตกต่างระหว่าง VOOC Flash Charge รุ่นเก่ากับ VOOC 3.0 ครับ เพราะ VOOC แบบเดิม จะชะลอความเร็วการชาร์จลงหลังจากแบตเตอรี่มีไฟถึงประมาณ 75% ครับ เพื่อความปลอดภัยและควบคุมความร้อนที่อาจจะเกิดขึ้นบนตัวแบต แต่สำหรับ VOOC 3.0 จะยังไม่ชะลอความเร็วการชาร์จลงครับ มันยังคงเดินหน้าในการชาร์จเร็วต่อไปจนถึงราว 80% ขึ้นไปโน้นแหละครับ

ทาง OPPO เคลมว่า VOOC 3.0 จะชาร์จแบต 4,000 mAh ของ OPPO F11 Pro ได้เต็มในราวๆ 80 นาที ผมดูแล้วว่าน่าจะไม่ถึงละครับ คงจะเต็ม 100% ก่อนหน้านั้นแน่ๆ เลย เพราะผ่านไปแค่ 58 นาที ยังไม่เต็มชั่วโมง แบต 4,000 mAH ก็เติมไฟมาถึง 90% ไปแล้วครับ เร็วมากจริงๆ

และที่สำคัญด้วยความเร็วในการชาร์จขนาดนี้ ใช้ไปด้วยชาร์จไปด้วยแบบนี้ ตัวเครื่อง OPPO F11 Pro ไม่มีความร้อนผิดปกติใดๆ เลยครับ เอามือแตะบนฝาหลัง เย็นเงียบสงบ ปกติมากๆ

และแล้วก็เต็ม 100% ในที่สุดครับ ^^ ผมเริ่มชาร์จจากเวลา 21:31 นาฬิกา จากแบต 2% มาเต็มตอน 22:49 นาฬิกา ใช้เวลาทั้งสิ้น 1 ชั่วโมง 18 นาที หรือทั้งสิ้น 78 นาที ก็สรุปว่าตรงตามที่ OPPO บอกไว้เป๊ะเลยครับ ชาร์จเต็ม 100% ได้ใน 80 นาทีเท่านั้น ^^

จากที่สังเกต ระบบ VOOC 3.0 จะชาร์จไวมากตอนแบตเตอรี่ต่ำกว่า 80% ครับ และจะมาชลอลงเล็กน้อยหลังแบตเตอรี่มีไฟ 80% ขึ้นไป ยิ่งใกล้เต็มการชาร์จจะยิ่งเซฟตัวแบตมากขึ้นครับ

สิ่งที่แน่ใจได้อย่างหนึ่งเลยก็คือ ระบบ VOOC 3.0 ไม่มีความร้อนสะสมในการชาร์จแบตเลยครับ ชาร์จไว แต่ไม่ร้อน ก็มีความปลอดภัยสูง แม้จะชาร์จไปด้วยใช้ไปด้วยก็ตามครับ อันนี้คือสิ่งสำคัญอีกสิ่ง ที่ผู้ใช้ควรจะต้องได้รับนอกจากเรื่องความไวการชาร์จเพียงอย่างเดียวครับ

ก็เป็นอีกหนึ่งความสามารถพิเศษที่มีเพียง OPPO F11 Pro เท่านั้นที่จะให้เราได้ในตอนนี้ครับ สำหรับ VOOC 3.0 ใครที่สนใจความสามารถด้านอื่นๆ ก็สามารถอ่านต่อได้ใน รีวิว OPPO F11 Pro ของทาง AppDisqus <<<

OPPO F11 Pro เปิดจองแล้วนะครับตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคม คนที่สั่งจองไว้จะได้รับของแถมฟรี เป็นเป้ OPPO และบัตร OPPO VIP สำหรับการรับประกันหลังการขายระดับพรีเมี่ยม ดูแลกรณีหน้าจอแตกให้ 1 ปี รวมของแถมมูลค่า 6,590 บาท

ส่วนราคาเครื่องของ OPPO F11 Pro ก็อยู่ที 10,990 บาทนะครับ ของแถมสั่งจองก็มูลค่ากว่าครึ่งแล้ว

ในงบประมาณหมื่นเดียว ได้เครื่องสวยๆ เทคโนโลยีดีเต็มเครื่องๆ แบบนี้ ก็ OPPO F11 Pro เลยครับ

ข่าว: ทดสอบ VOOC 3.0 ใน OPPO F11 Pro เร็ว ปลอดภัย ชาร์จไวกว่าเดิม มันไวสักแค่ไหน? มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2019/03/24/test-vooc-3-0-oppo-f11-pro.html

รีวิว : OPPO F11 Pro สมาร์ทโฟนจอไร้ขอบ ดีไซน์หรู พร้อมกล้องหลังคู่ 48MP ถ่าย Portrait สวย แม้แสงน้อย

 

OPPO ประเดิมปีหมูทอง 2019 ด้วยการเปิดตัว OPPO F11 Pro โดยเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นล่าสุดในตระกูล F Series ที่สานต่อความสำเร็จของ F7 และ F9 ที่เปิดตัวในปีที่ผ่านมา ด้วยสโลแกนใหม่จาก Selfie Expert เป็น Brilliant Portrait 

ชูจุดเด่นกล้องถ่ายภาพที่พัฒนาขึ้นอีกขั้น ด้วยกล้องหลังคู่ความละเอียดถึง 48 ล้าน + 5 ล้านพิกเซล ภายใต้แนวคิด “Portrait สวย แม้แสงน้อย” พร้อมเทคโนโลยี VOOC  3.0 ชาร์จเร็วกว่าเดิมถึง 20% และดีไซน์จอไร้ขอบสวยหรู ถึงตรงนี้เชื่อว่าหลายคนคงอยากเห็นแล้วว่า OPPO F11 Pro รุ่นนี้ดีแค่ไหน ไปดูรีวิวกันเลยดีกว่าครับ

OPPO F11 Pro

อุปกรณ์ในกล่อง

กล่องแพ็คเกจจิ้งของเครื่อง OPPO F11 Pro เป็นกล่องกระดาษแข็งสีขาวด้านในขนาดใส่เครื่องพอดีไม่ใหญ่เกินไป โดยด้านหน้ากล่องมาพร้อมรูปเครื่อง ชื่อรุ่น และมุมซ้ายด้านบนระบุความจุ RAM ุ6GB และหน่วยความจำภายใน 64GB สามารถเพิ่ม microSD card ได้ถึง 256 GB ส่วนด้านหลังมาพร้อมสเปกเด่นของเครื่องรุ่นนี้

เมื่อเปิดกล่องออกมาจะพบกับตัวเครื่อง และอุปกรณ์ต่างๆ ได้แก่ อแดปเตอร์ชาร์จแบตเตอรี่ รองรับชาร์จเร็ว VOOC 3.0, สายดาต้าลิงคฺ์ microUSB, ชุดหูฟังแบบ in-ear ขนาด 3.5 มม. มีรีโมทในตัว, เคสใสสีดำที่ตรงกลางด้านบนทำรอยเว้าไว้ให้กล้องเซลฟี่เลื่อนขึ้นมาได้, เข็มจิ้ม SIM Card, ใบรับประกัน และคู่มือการใช้งาน

รูปลักษณ์ดีไซน์

OPPO F11 Pro มาพร้อมดีไซน์โค้งมนสวยหรูดูพรีเมี่ยม ฝาหลังโดดเด่นด้วยเทคนิคการดีไซน์แบบ Triple-color Gradient ที่เป็นการนำสี 3 สีมาผสมผสานกันได้อย่างลงตัว ออกมาเป็น 2 สีสะดุดตาอย่างสีดำ Thunder Black ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากสีของสายฟ้า และสีเขียว Aurora Green แรงบันดาลใจจากแสงออโรร่าในยามค่ำคืน

รวมทั้งเคลือบผิวด้วยเทคนิคพิเศษ Nano Printing ทำให้สะท้อนแสงเป็นรูปตัว S และมีผิวที่เรียบเนียนสวยงามมากๆ ซึ่งสีตัวเครื่องที่ได้มารีวิวนั้นเป็นสีเขียว Aurola Green โดยตัวเครื่องมีขนาด 161.3 × 76.1 × 8.8 มิลลิเมตร และน้ำหนัก 190 กรัม ถือมีหนาและหนักพอสมครวรเนื่องจากแบตเตอรี่ที่มีขนาดใหญ่นั่นเอง

ด้านหน้าเครื่อง เริ่มจากด้านบนมีแถบลำโพงสนทนา ถัดลงมาเป็นหน้าจอแสดงผลแบบ Panoramic Screen ที่ไร้ขอบ ไร้รอยบาก เหมือนที่เคยเห็นในรุ่นเรือธงอย่าง Find X โดยเป็นหน้าจอแสดงผลแบบ TFT LTPS ความละเอียด FHD+ 2340 x 1080 พิกเซล ขนาด 6.5 นิ้ว ในอัตราส่วน 19.5:9 และมีสัดส่วนระหว่างหน้าจอกับตัวเครื่องที่ 90.9%

ครอบทับด้วยกระจกกันรอย Corning Gorilla Glass 5 พร้อมกระจกขอบโค้ง 2.5D และที่ด้านล่างไม่มีปุ่มใดๆ โดยย้ายปุ่มควบคุมการใช้งานต่างๆ ไปอยู่บนหน้าจอแทน

ด้านหลังเครื่อง ตรงกลางด้านบนมีเลนส์กล้องคู่ Dual Camera ความละเอียด 48 + 5 ล้านพิกเซล พร้อมไฟแฟลช LED ถัดลงมาตรงกลางมีเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ และโลโก้ OPPO พร้อมตัวอักษร DESIGNED BY OPPO ที่วางตำแหน่งใหม่ในแนวนอน

ด้านซ้ายข้างเครื่องมีปุ่มปรับเพิ่มลดระดับเสียง

ด้านขวาข้างเครื่องมีช่องใส่ซิมการ์ดแบบไฮบริด โดยช่องแรกใส่ซิม 1 ส่วนอีกช่องต้องเลือกระหว่างซิม 2 หรือการ์ดหน่วยความจำภายนอก microSD Card ถัดลงมามีปุ่ม Power สำหรับเปิดและปิดเครื่อง

ด้านบนเครื่องตรงกลางช่องที่ซ่อนกล้องเซลฟี่ Rising Camera ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล ส่วนด้านขวามีช่องไมโครตัดเสียง และด้านซ้ายมีเซ็นเซอร์ต่างๆ

ด้านล่างเครื่อง ด้านซ้ายมีช่องลำโพงเสียง ตรงกลางมีช่องเสียบชาร์จไฟและสายดาต้าลิงค์แบบ microUSB ส่วนด้านขวามีช่องไมโครโฟน และช่องเสียบชุดหูฟังขนาดมาตรฐาน 3.5 มม.

สเปก OPPO F11 Pro

ขนาด 161.3 × 76.1 × 8.8 มิลลิเมตร
น้ำหนัก 190 กรัม
หน้าจอ LTPS IPS LCD 16 ล้านสี ความละเอียด FHD+ 1080 x 2340 พิกเซล ขนาด 6.3 นิ้ว ในอัตราส่วน 19.5:9
หน่วยประมวลผล Octa Core ความเร็ว 2.1GHz, ชิปเซ็ท MediaTek Helio P70, หน่วยประมวลผลกราฟิก Mali-G72 MP3
RAM 6GB
หน่วยความจำภายในเครื่อง 64GB
microSD Card สูงสุด 256GB
กล้องถ่ายภาพ กล้องหลังคู่ ความละเอียด 48 + 5 ล้านพิกเซล พร้อมไฟแฟลช LED โดยมีโครงสร้าง 6 ชิ้นเลนส์ มีเซ็นเซอร์ขนาด 1/2.25 นิ้ว ขนาดรูรับแสง f/1.79 + f/2.4 รองรับโหมดถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอ (Portrait), ฟีเจอร์ Ultra Night Mode และ AI Scene Recognition ทั้งหมด 23 หมวดหมู่ และปรับภาพให้เหมาะสมได้ถึง 864 ฉาก ส่วนกล้องหน้า  Rising Camera ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล  โดยมีขนาดรูรับแสงกว้างสุดที่ f/2.0 พร้อมเทคโนโลยี AI Beauty
ระบบปฏิบัติการ Android 9 Pie ครอบทับด้วย Color OS 6
เชื่อมต่อ รองรับ Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac, dual-band, WiFi Direct, hotspot, Bluetooth 5,0, microUSB 2.0
รองรับระบบ 4G LTE Band 1/3/5/8/20/28/38/40/41 และ 3G 850/900/1900/2100 MHz ( 4G และ 3G ทุกเครือข่ายในไทย)
แบตเตอรี่ 4,000 mAh รองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว VOOC Flash Charge 3.0
ราคา 10,990 บาท

 

คุณสมบัติการใช้งาน

OPPO F11 Pro รันบนระบบปฎิบัติการ Android 9 Pie ครอบทับด้วย ColorOS 6 เวอร์ชั่นใหม่ล่าสุดที่ OPPO พัฒนาขึ้นให้รองรับการระบบปฎิบัติการ Android เวอร์ชั่นดังกล่าว โดยยกเครื่องใหม่หมดตั้งแต่ดีไซน์ที่มีความสะอาดตา ใช้งานง่าย รวมถึงฟีเจอร์ภายในที่ใส่มาให้แบบจัดเต็ม พร้อมกับปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานให้ลื่นไหลยิ่งขึ้น

ในส่วนของหน้าจอหลักนั้น มีหน้าจอเริ่มต้นให้ใช้ทั้งหมด 2 หน้าหลักด้วยกัน โดยด้านซ้ายเป็นหน้า Smart Assistant หรือผู้ช่วยอัจฉริยะสำหรับใข้งานฟังก์ชั่นที่ใช้บ่อยโดยการแตะครั้งเดียว และดูข้อมูลสำคัญอย่างรวดเร็วในขั้นตอนเดียว

นอกจากนี้ถ้าแตะที่ด้านบนแล้วลากลงมาจะเป็นหน้าจอแจ้งเตือน Notifications และถ้าเลือนจากใต้หน้าจอขึ้นมาจะเป็นหน้าสำหรับเปิดปิดการเชื่อมต่อต่างๆ ทั้งอินเทอร์เน็ต, WiFi รวมทั้งปรับความสว่าง มีฟังก์ชันถนอมสายตา (Eye protection) เป็นต้น และตั้งค่าใช้งานต่างๆ

รวมทั้งสามารปรับแต่งได้ตามใจชอบไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนธีม, การเปลี่ยนภาพพื้นหลัง, การนำวิดเจ็ตที่ต้องการใช้งานมาไว้ที่หน้าจอโฮมสกรีน และการเปลี่ยนเอฟเฟกต์ปลดล็อกหน้าจอได้

ดาวน์โหลด Theme และภาพวอลเปเปอร์สวยๆ ในร้านขายธีม มาเปลี่ยนบนหน้าจอได้

รองรับการใช้งาน 2 ซิม พร้อมรองรับเครือข่าย 4G LTE with VoLTE และรองรับ Full Net Com 3.0 ใช้ 4G/3G ทั้ง 2 ซิม

ติดตั้งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่ด้านหลังเครื่อง รองรับการตั้งค่าได้สูงสุด 5 ลายนิ้วมือ โดยก่อนใช้งานจะต้องทำการลงทะเบียนลายนิ้วมือพร้องตั้งรหัสแบบ PIN หรือแบบอื่นๆ ก่อน

รองรับการปลดล็อคหน้าจอด้วยใบหน้า เพียงลงทะเบียนด้วยใบหน้า ซึ่งจะใช้ได้เพียงหน้าเดียวเท่านั้น จากนั้นเมื่อหน้าจอติดมองไปยังบนหน้าจอก็สามารถปลดล็อคได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ยังสามารถใช้ใบหน้าเพื่อเข้าสู้แอปที่ป้องกันไว้ หรือในพื้นที่ที่ต้องการความปลอดภัยได้

มาพร้อมแอป Phone Manager เครื่องมือสำหรับจัดการประสิทธิภาพภายในตัวเครื่องโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็น การเคลียร์ไฟล์แคช (Cache File), จัดการความเป็นส่วนตัว หรือการสแกนไวรัส ซึ่งจะช่วยให้ตัวเครื่องมีความปลอดภัย และใช้งานได้รวดเร็วอยู่ตลอดเวลา

มีฟังก์ชัน Split-Screen สำหรับแบ่งหน้าจอ เพื่อให้ใช้งานได้พร้อมกัน 2 แอปพลิเคชัน รวมทั้งรองรับแอปโคลน ผู้ใช้สามารถโคลนนิ่งแอปพลิเคชัน Facebook หรือ Messenge นั้นหมายว่าความว่าผู้ใช้สามารถล็อกอินเข้าใช้งานแอปพลิเคชัน Line ได้ พร้อมๆ กัน ถึง 2 บัญชี

คุณสมบัติอื่นๆ ก็มีมาให้อย่างครบถ้วน

ด้านการถ่ายภาพ

OPPO F11 Pro มาพร้อมกล้องหลังคู่ Dual Camera พร้อมไฟแฟลช LED โดยกล้องหลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.79 เซ็นเซอร์ขนาด  1/2.25 นิ้ว กล้องรองความละเอียด 5 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4 เซ็นเซอร์ขนาด 1/5 นิ้ว ซูมดิจิทัล 4 เท่า และระบบออโต้โฟกัส

สามารถเลือกถ่ายได้ทั้งโหมดปกติ, โหมด Protrait, โหมดวิดีโอ, โหมดกลางคืน, โหมด Panorama, โหมดถ่ายภาพ Pro, โหมด Time-Lapse, โหมด Slow-motion และ Google Lens

รวมทั้งสามารถตั้งค่าเปิดปิดไฟแฟลช, เปิดปิดฟังก์ชัน HDR, เปิดปิดโหมด Dazzle Colour เลือกฟีลเตอร์ และตั้งค่าใช้งานกล้องต่างๆ

นอกจากนี้ยังรองรับฟังก์ชัน AI Scene Recognition ที่สามารถวิเคราะห์ซีนต่างๆ ได้ถึง 23 หมวดหมู่ สำหรับปรับแต่งค่าต่างๆ เพื่อให้เหมาะสมกับการถ่ายภาพสถานการณ์นั้นๆ แบบอัตโนมัติ และรองรับฟีเจอร์ Ultra Night Mode ที่ช่วยให้ภาพถ่ายกลางคืนออกมาสวย คมชัดมากขึ้น

โดยภาพนิ่งถ่ายได้ที่ความละเอียดสูงสุด 8000 x 6000 พิกเซล (48 MP) ส่วนวิดีโอบันทึกได้ที่ความละเอียดสูงสุด Full HD 1080p

ส่วนกล้องหน้า Rising Camera ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0 เซ็นเซอร์ขนาด  1/3.1 นิ้ว สามารถเลือกถ่ายได้ทั้งโหมดปกติ, โหมด Portrait, โหมดวิดีโอ, โหมด Panorama และโหมด  Time-Lapse

รองรับเทคโนโลยี AI Beautification 2.1 ที่สามารถวิเคราาะห์ใบหน้าผู้ใช้งานได้ทั้งหมด 137 จุด เพื่อนำมาปรับแต่งภาพถ่ายให้มีความสวยงามโดยสามารถปรับโครงหน้าได้อย่างอิสระ

โดยภาพนิ่งเซลฟี่ถ่ายได้ที่ความละเอียดสูงสุด 2448 x 3264 พิกเซล ส่วนวิดีโอบันทึกได้ที่ความละเอียดสูงสุด Full HD 1080p

ตัวอย่างภาพจากกล้อง

ภาพถ่ายจากกล้องหลังโหมดปกติ

ภาพถ่ายจากกล้องหลังโหมด Portrait

ภาพถ่ายจากกล้องหลังฟังก์ชัน Ultra Night Mode

ภาพจากกล้องหน้า Rising Camera

ประสิทธิภาพ

OPPO F11 Pro ใช้หน่วยประมวลผลซีพียูแบบ Octa Core ความเร็ว 2.1GHz

โดยใช้ชิปเซ็ท Mediatek Helio P70, หน่วยประมวลผลกราฟิก Mali-G72 MP3, RAM 6GB และหน่วยความจำภายในเครื่องขนาด 64GB เพิ่มได้ด้วย microSD Card สูงสุด 256GB

เท่าที่ได้ลองทดสอบโดยใช้งานปกติทั่วไปปรากฏว่า ใช้งานได้อย่างไหลลื่นไม่มีสะดุด และตอบสนองการใช้งานได้เป็นอย่างดี ส่วนการเล่นเกมได้ลองกับเกม ROV และ PUBG ที่มีภาพกราฟิกสูงแบบสามมิติ สามารถเล่นได้อย่างไหลลื่น ไม่มีอาการหน่วง หรือกระตุกให้เห็น และเล่นนานๆ เครื่องก็ไม่มีอาการร้อนอีกด้วย โดยรวมแล้วถือว่าสอบผ่าน

นอกจากนี้ยังมาพร้อมฟีเจอร์ Game Assistant  ที่ช่วยในเรื่องของภาพให้ออกมาสมจริง พร้อมเพิ่มอรรถรสเวลาเล่นเกม และ Game Space ที่ผู้ใช้สามารถบล็อกการแจ้งเตือน Pop Up ต่างๆ ขณะเล่นเกม และล็อกระดับความสว่างของหน้าจอได้

โดยใน Game Space ยังมี Graphics Acceleration สำหรับรีดประสิทธิภาพการประมวลผลของ GPU เพื่อให้การเล่นเกมเป็นไปอย่างลื่นไหลที่สุด รวมไปถึง Network Protection สำหรับจำกัดการใช้งานอินเทอร์เน็ตของแอปพลิเคชันที่ทำงานอยู่เบื้องหลัง เพื่อช่วยลดอาการแลคขณะเล่นเกมออนไลน์ที่จำเป็นต้องมีการรับ-ส่งข้อมูลอยู่ตลอดเวลา

ผลการทดสอบประสิทธิภาพของ OPPO F11 Pro ผ่านแอป Antutu

ผลการทดสอบประสิทธิภาพของ OPPO F11 Pro ผ่านแอป GeekBench

แบตเตอรี่

OPPO F11 Pro ใช้แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ความจุ 4,000 mAh รองรับเทคโนโลยีชาร์จไวแบบ VOOC Flash Charge 3.0 ที่ชาร์จไวกว่าเวอร์ก่อนหน้านี้ถึง 20% สามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้เต็ม 100% โดยใช้เวลาเพียง 80 นาทีเท่านั้น

รวมทั้งมีระบบความปลอดภัยแบบ 5 ขั้น (Five Layers of Protecttion) ที่ได้รับการรับรองจาก TÜV Rheinland ทำให้ผู้ใช้มั่นใจได้ว่าสมาร์ทโฟนจะมีความปลอดภัยตลอดระยะเวลาการชาร์จอีกด้วย

หลังจากที่ได้ทำการทดสอบโดยใช้งานต่อเนื่องใน 1 วันปรากฏว่าสามารถใช้งานได้ประมาณ 10-12 ชั่วโมง แต่ถ้าใช้งานอินเทอร์เน็ตในเครือข่าย 4G แบตก็อาจหมดเร็วขึ้น โดยรวมแล้วสามารถใช้งาน 1 วันได้อย่างสบายๆ และถ้าแบตเหลือน้อยลง ก็สามารถชาร์จโดยใช้เวลาไม่นาน และใช้งานได้อย่างต่อเนื่องทันที

บทสรุป

OPPO F11 Pro ถือเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นล่าสุดในตระกูล F Series ที่มีการยกเครื่องดีไซน์ใหม่หมด เริ่มตั้งแต่ตัวเครื่องที่ใช้เทคโนโลยีการเคลือบผิวสัมผัสที่เงางามแบบกระจก พร้อมเทคโนโลยีการไล่เฉด Triple Gradient Color แบบใหม่ดูสวยหรูมีระดับ

ส่วนหน้าจอแสดงผลเป็นจอไร้ขอบ ไร้รอยบากแบบ Panoramic Screen  ที่มีพื้นที่การแสดงผลกว้างถึง 90.9% ให้ภาพที่เต็มตาเหมาะกับการดูหนัง และเล่นเกมได้เป็นอย่างดี

ในส่วนที่เป็นไฮไลท์ของเครื่องรุ่นนี้เลยก็คือ กล้องหน้า Rising Camera ที่สามารถสไลด์ขึ้นลงได้โดยอัตโนมัติ ซึ่งผู้ใช้ไม่ต้องกังวลเลยว่าตัวกล้องจะเสียง่าย เพราะทาง OPPO เคลมว่าสามารถใช้งานได้นานถึง 6 ปี หากเปิดใช้งานวันละ 100 ครั้งโดยเฉลี่ย และยังมีระบบเลื่อนเก็บอัตโนมัติหากไม่มีการใช้งานเป็นระยะเวลาหนึ่ง หรือทำเครื่องหล่นหรือตกพื้น

สำหรับกล้องหลังคู่ Dual Camera ของ OPPO F11 Pro ก็โดดเด่นไม่แพ้กล้องหน้าด้วยกล้องหลักที่มีความละเอียดสูงถึง 48 ล้านพิกเซล ส่วนกล้องรองความละเอียด 5 ล้านพิกเซล ช่วยให้สามารถถ่าย Portrait หน้าชัดหลังเบลอในที่แสงน้อยได้ดีขึ้น และยังมีฟีเจอร์ Ultra Night Mode สำหรับการถ่ายภาพเวลากลางคืนโดยเฉพาะอีกด้วย

นอกจากนี้ยังใช้ชิปเซ็ทที่แรง เร็ว และมีประสิทธิภาพ และแบตเตอรี่ที่มีความจุถึง 4,000mAh รองรับการชาร์จเร็วแบบ VOOC Flash Charge 3.0 เรียกได้ว่าสามารถใช้งานได้ยาวนาน พร้อมทั้งประหยัดเวลาในการชาร์จอีกด้วย

ทั้งนี้ OPPO F11 Pro มีให้เลือก 2 สี คือ Thunder Black และ Aurora Green ราคา 10,990 บาท โดยผู้ที่สนใจสามารถสั่งจองล่วงหน้า (Pre Order) ได้แล้วตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 27 มีนาคม 2562 พร้อมรับฟรี Smart Bag กับ VIP Card รวมมูลค่ากว่า 6,590 บาท และเริ่มรับสินค้าได้ตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2562 

คลิกช้อปสมาร์ทโฟน OPPO ที่นี่ >>> http://bit.ly/2CtyuWo

 

from:http://mobileocta.com/review-oppo-f11-pro/

OPPO F11 Pro กระแสแรงไม่มีตกจองวันนี้รับของแถมสุดพิเศษมากมาย!!

 

เพิ่งเปิดตัวไปสดๆ ร้อนๆ กับสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดและเป็นที่น่าจับตามองอย่างมาก นั่นก็คือ OPPO F11 Pro นั่นเอง ที่ได้เปิดตัวไปวันอังคารที่ 19 มีนาคม 2562 พร้อมพรีเซ็นเตอร์สาวสวยมากความสามารถ ญาญ่า – อุรัสยา

OPPO F11 Pro

และต้องยอมรับว่ามาคราวนี้ OPPO F11 Pro ก็ได้กระแสตอบรับที่ดี ไม่แพ้รุ่นพี่ในตระกูล F รุ่นก่อนๆ อย่าง F9 หรือ F7 เลย เพราะทันทีที่ได้ทำการเปิด Pre – Order ในวันที่ 16 มีนาคม 2562 OPPO F11 Pro ก็สามารถทำยอดจองได้ถึง 80% ในเวลาแค่ 3 วันเท่านั้น และยังทำยอดจองมากกว่า OPPO F9 ถึง 2 เท่าอีกด้วย เรียกได้ว่าเปิดตัวมากี่รุ่นๆ ก็ได้รับการการตอบรับที่ดีมาตลอด

ซึ่งการที่ OPPO F11 Pro ได้รับกระแสตอบรับที่ดีขนาดนี้เพราะรอบนี้มาพร้อมกับความสามารถมากมาย และที่น่าสนใจกล้องหลังคู่ 48 + 5 ล้านพิกเซล พร้อมคอนเซป “Portrait สวย แม้แสงน้อย” อีกทั้งดีไซน์ที่สวยงามมีเอกลักษณ์ของสองสี สองสไตล์ Thunder Black และ Aurora Green มาพร้อมจอกว้างไร้ติ่งกับ Panoramic Screen ขนาดกว้าง 6.5 นิ้วแถมชาร์จไวขึ้น 20 % กับ VOOC Flash Charge 3.0

เรียกได้เป็นสเปคที่คุ้มค่ามากๆ และใครที่อยากเป็นเจ้าของ OPPO F11 Pro ก็สามารถจองได้แล้ววันนี้ – 27 มีนาคม ในราคา 10,990 บาท

พร้อมรับ OPPO VIP Card ประกันจอแตกนาน 1 ปี และ OPPO Smart bag มูลค่ากว่า 6,590 บาท รีบด่วนๆ เพราะมีจำนวนจำกัด

และอีกหนึ่งช่องทางพิเศษเมื่อจองที่ JD Central รับฟรีของแถมสุดพิเศษ หูฟังไวเลส, พัดลมฮาริ, OPPO VIP Card ประกันจอแตกนาน 1 ปี และ OPPO Smart bag มูลค่ากว่า 9,600 บาท แถมมีโปรโมชั่นผ่อนนานสูงสุด 10 เดือนอีกด้วย เรียกได้ว่าคุ้มยิ่งกว่าคุ้ม

ใครสนใจก็คลิกดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ลิ้งด้านล่างได้เลย http://bit.ly/2Wg1bg6

 

from:http://mobileocta.com/oppo-f11-pro-strong-currents-no-fall-book-today-get-many-free-extras/

เผยขอบจอ OPPO Reno บางระดับเดียวกับเรือธง Find X (แน่นอนว่าบางกว่า iPhone XS ซะอีก)

หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีข้อมูลเผยว่า  OPPO Reno จะมีพื้นที่หน้าจอแสดงผลสูงถึง 93.1% ซึ่งนั่นก็หมายความว่าต้องมีขอบบางมากๆ ทำให้หลายคนอยากรู้ว่าจะบางขนาดไหน ล่าสุด Shen Yiren รองประธานของ OPPO ก็โพสต์ข้อความผ่าน weibo ว่าขอบมือถือของ Reno นั้นจะบางระดับเดียวกับ OPPO Find X เรือธงที่อัดแน่นด้วยนวัตกรรมกันเลยทีเดียว

โดย ขอบมือถือของ OPPO Reno ซึ่งมีขนาดบางมากนั้น หากวัดโดยรอบก็จะมีขอบด้านบน 1.8 มม. ด้านข้าง 1.63 มม และ ด้านล่างอยู่ที่ 3.5 มม. ซึ่งจากรูปเมื่อนำเทียบกับ Find X ซึ่งมีขนาดขอบที่ 3.4 มม. และ iPhone XS ที่มีขนาดขอบ 3.98 มม. จะเห็นได้ว่า OPPO Reno มีขอบหนากว่า Find X เพียงนิดเดียว แต่ก็ค่อนข้างบางกว่า iPhone XS พอสมควร

นอกจากนี้ OPPO Reno จะมาพร้อมจอแสดงผลแบบ Dynamic AMOLED ขนาด 6.4 นิ้ว กล้องหน้าเซลฟี่ซ่อนอยู่ (คาดว่าจะเป็น Rising Camera แบบเดียวกับ F11 Pro) มีความละเอียดที่ 16 MP ส่วนกล้องหลังเป็น Triple camera ความละเอียดสูงสุด 48 MP + 20 MP + ToF 3D และ และซูมได้ 10 เท่าแบบไม่เสียรายละเอียด ในส่วนของชิปเซ็ทใช้ Snapdragon 855 และมีแบตเตอรี่ขนาดใหญ่จุใจถึง 4,065mAh พร้อมรองรับชาร์จเร็ว 20W VOOC 3.0

OPOO Reno จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 10 เมษายนที่จะถึงนี้โดยจะมี 4 สีให้เลือกคือ สีเขียว, ม่วง, ดำ, ชมพู ส่วนราคาตามข้อมูลที่หลุดมาก่อนหน้านี้คือ

  • OPPO Reno
    – RAM 8GB / ROM 256GB ราคา 4,999 หยวน (~23,900 บาท)
    – RAM 10GB / ROM 256GB ราคา 5,499 หยวน (~25,900 บาท)
    – RAM 12GB / ROM 256GB ราคา 6,999 หยวน (~33,000 บาท)
  • OPPO Reno Light
    – RAM 8GB / ROM 128GB ราคา 3,699 หยวน (~17,500 บาท)
    – RAM 8GB / ROM 256GB ราคา 3999 หยวน (~19,900 บาท)

 

ที่มา  gsmarena

from:https://droidsans.com/oppo-reno-bezels-as-thin-as-find-x/

ผู้บริหาร OPPO แชร์ภาพสมาร์ทโฟน Reno เปรียบเทียบกับ Find X แสดงให้เห็นขอบจอที่บางเฉียบ

Shen Yiren รองประธานของ OPPO เคยออกมาบอกว่า Reno จะมี Screen-to-body ratio หรือ อัตราส่วนหน้าจอต่อบอดี้สูงถึง 93.1% และล่าสุดได้แชร์รูปภาพสมาร์ทโฟน Reno ที่กำลังจะได้รับการเปิดตัวในวันที่ 10 เมษายนนี้ พร้อมบอกว่าจะมีขอบจอที่บางพอๆ กับ OPPO Find X

Find X อยู่ทางซ้าย Reno อยู่ทางขวา

แหล่งข่าวบอกว่า Reno จะมีขอบจอด้านบนแคบเพียง 1.8 มิลลิเมตร ด้านข้าง 1.63 มิลลิเมตร และด้านล่าง 3.5 มิลลิเมตร ขณะที่ Find X มีขอบล่าง 3.4 มิลลิเมตร และ iPhone XS มีขนาด 3.98 มิลลิเมตร

คาดว่า Reno จะมากับจอแสดงผล Dynamic AMOLED ขนาด 6.4 นิ้ว และอาจมาพร้อมกล้องเซลฟี่ 16 ล้านพิกเซล แบบป๊อปอัพ เพื่อให้จอแสดงผลไร้รอยบากหรือไม่ต้องถูกเจาะรู

Reno จะมากับชิปประมวลผล Qualcomm Snapdragon 855 กล้องหลัง 3 ตัว ตัวหลัก 48 ล้านพิกเซล รองรับ 10x Lossless Zoom ความจุแบตเตอรี่ 4,065mAh และรองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว

ที่มา – SparrowsNews
https://www.flashfly.net/wp/245768

from:https://www.flashfly.net/wp/245768

ออปโป้ เปิดตัว OPPO F11 Pro กับการเปลี่ยนแปลงจาก Selfie Expert สู่ Brilliant Portrait ถ่ายภาพ Portrait สวย แม้แสงน้อย

 

ออปโป้ ไทยแลนด์ เปิดตัว OPPO F11 Pro ชูจุดเด่นกล้องถ่ายภาพที่พัฒนาขึ้นอีกขั้น ด้วยกล้องหลังคู่ความละเอียดถึง 48 ล้าน + 5 ล้านพิกเซล ภายใต้แนวคิด “Portrait สวย แม้แสงน้อย” พร้อมเทคโนโลยี VOOC  3.0 ชาร์จเร็วกว่าเดิมถึง 20%

หน้าจอ Panoramic Screen ขนาด 6.5 นิ้วกว้างเต็มตาไร้สิ่งกีดขวาง ด้วยสัดส่วนหน้าจอต่อตัวเครื่องถึง 90.9% สะท้อนความเป็นผู้นำในด้านนวัตกรรมที่มุ่งตอบสนองความต้องการและสร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้ผู้ใช้อย่างต่อเนื่อง

นายชานนท์ จิรายุกุล รองประธานกรรมการฝ่ายบริหาร ออปโป้แห่งประเทศไทย กล่าวว่า “OPPO F11 Pro คือการยกระดับครั้งสำคัญของผลิตภัณฑ์ตระกูล F Series จาก Selfie Expert สู่การเป็น Brilliant Portrait ซึ่งเป็นการอัพเกรดทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์

ด้วยกล้องหลังเลนส์คู่ ความละเอียด 48 ล้าน + 5 ล้านพิกเซล รูรับแสงขนาด F1.79 และเทคโนโลยี Tetracell ช่วยตรวจจับแสงและบันทึกรายละเอียดต่าง ๆ ของภาพได้ดียิ่งขึ้น และโหมด Ultra Night ที่ใช้เทคโนโลยีเอไอและการลดสัญญาณรบกวนหรือน้อยส์ ช่วยปรับความสว่าง และขับใบหน้าคนให้เด่นขึ้นจากฉากหลัง เพื่อภาพพอร์ทเทรตสวยสมบูรณ์แบบ ในสภาพแสงน้อย”

กล้องหลังคู่ใน OPPO F11 Pro มีความละเอียด 48 ล้าน + 5 ล้านพิกเซล รูรับแสงขนาด F1.79 พร้อมเทคโนโลยี Tetracell เพิ่มพื้นที่จุดไวแสงแต่ละจุดให้ใหญ่ขึ้นสี่เท่าในสภาพแสงน้อย เพื่อการตรวจจับแสงและบันทึกรายละเอียดต่าง ๆ ของภาพได้ดียิ่งขึ้น

และโหมด Ultra Night ใช้เทคโนโลยีเอไอและการลดสัญญาณรบกวน ช่วยปรับระดับความสว่างและรายละเอียดต่าง ๆ สามารถแยกแยะใบหน้าคนจากฉากหลัง และขับเน้นให้ใบหน้าเด่นขึ้นมา เมื่อถ่ายภาพพอร์ทเทรตในสภาพแสงน้อย

OPPO F11 Pro มาพร้อมแบตเตอรี่ขนาด 4,000 มิลลิแอมป์ พร้อมเทคโนโลยี VOOC 3.0 สามารถชาร์จแบตด้วยจำนวนโวลท์สูงระหว่างการชาร์จด้วยกระแสไฟต่ำ และลดระยะเวลารวมของการชาร์จลงได้ 20 นาที ชาร์จแบตเต็มได้ในเวลาเพียง 80 นาที หรือเร็วขึ้นถึง 20 %

อีกทั้งยังประหยัดพลังงาน โดยใช้ซอฟต์แวร์ตรวจสอบการใช้พลังงานของแอพต่าง ๆ อย่างชาญฉลาด แยกแยะลักษณะการใช้งาน และควบคุมการใช้พลังงานของแอพที่กินไฟสูงให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม นอกจากนั้น ยังใช้โหมด Sleep และฟีเจอร์อื่น ๆ เพื่อลดการใช้พลังงาน

OPPO F11 Pro มีให้เลือก 2 สี คือ Thunder Black และ Aurora Green สี Thunder Black คือการใช้สีไล่เฉดสามสีเป็นครั้งแรก ดูละมุนละไมเป็นธรรมชาติด้วยการผสมสีแดงและน้ำเงินเข้าด้วยกันจนกลายเป็นสีดำ เสมือนฝนดาวตกบนท้องฟ้ายามค่ำคืน ส่วนสี Aurora Green เป็นการไล่เฉดแบบสองสี โดยสีน้ำเงินและเขียวผสานกันเป็นหนึ่งเดียวเป็นรูปทรงอักษร S เปล่งประกายอย่างเด่นชัดยามแสงตกกระทบ

OPPO F11 Pro มาพร้อมราคา 10,990 บาท เปิดพรีออเดอร์ 16 มีนาคม 2562 เป็นต้นไป รับฟรี Smart Bag และ VIP Card มูลค่ากว่า 6,590 บาท (ของแถมมีจำนวนจำกัด)

คลิกช้อปสมาร์ทโฟน OPPO ที่นี่ >>> http://bit.ly/2CtyuWo

 

from:http://mobileocta.com/oppo-launches-oppo-f11-pro-with-48-million-5-million-pixels-dual-rear-camera/