คลังเก็บป้ายกำกับ: OPINION

ธุรกิจของแจ๊ค หม่า ที่รัฐบาลจีนจะเล่นงานต่อคือ “ธุรกิจสื่อ” | BI Opinion

อย่าคิดว่ารัฐบาลจีนจะจบง่ายๆ กับแจ๊ค หม่า

แม้ว่ารัฐบาลจีนจะจัดการเรื่องการผูกขาดธุรกิจของ Alibaba ด้วยการปรับเงินไปกว่า 8.8 หมื่นล้านบาท นับเป็นค่าปรับที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัทจีน

แต่ทว่า Alibaba ไม่ได้มีแค่ธุรกิจอีคอมเมิร์ซและธุรกิจการเงิน

อาณาจักรแจ๊ค หม่า ยิ่งใหญ่กว่าที่เรารู้

Alibaba มีธุรกิจทั้งหมด 4 กลุ่มหลัก ดังนี้

  1. ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ: นอกจาก Lazada ที่คุ้นเคยกันดีในบ้านเรา อีคอมเมิร์ซในจีนมี Taobao และ Tmall รวมถึง AliExpress อีคอมเมิร์ซที่เชื่อมต่อกับหลายประเทศทั่วโลก
  2. ธุรกิจคลาวด์คอมพิวติ้ง: Alibaba Cloud ที่ในปัจจุบันเริ่มเข้ามาแย่งตลาดคลาวด์กับยักษ์ใหญ่ระดับโลกที่ครองตลาดมานานอย่าง AWS (Amazon), Azure (Microsoft) และ Google Cloud
  3. ธุรกิจสื่อและความบันเทิง: สำนักข่าว South China Morning Post, แพลตฟอร์มวิดีโอ YouKu (YouTube เมืองจีน) ฯลฯ
  4. ธุรกิจเทคโนโลยีและนวัตกรรม: Ant Group (ที่โดนเบรก IPO), แอพแชท DingTalk ฯลฯ

อ่านบทความขนาดยาวเพื่อทำความเข้าใจอาณาจักรของ Alibaba

Jack Ma
Jack Ma Photo: Getty Images

ถัดจากการเงิน-อีคอมเมิร์ซ รัฐบาลจีนเตรียมเล่นงานธุรกิจสื่อของ Alibaba

ช่วงกลางเดือนมีนาคม รายงานของ Wall Street Journal อ้างอิงแหล่งข่าวใกล้ชิดแต่ไม่ระบุตัวตน ระบุว่า รัฐบาลจีนขอให้ Alibaba ขายหุ้นในธุรกิจสื่อบางส่วนออกไป โดยไม่ได้ระบุว่าคือธุรกิจสื่ออะไร ประเภทใดกันแน่

คำถามคือ ธุรกิจสื่อที่ Alibaba เป็นเจ้าของหรือถือหุ้นอยู่ มีอะไรบ้าง

  • หนังสือพิมพ์ South China Morning Post: Alibaba ถือหุ้น 100%
  • แพลตฟอร์มวิดีโอ YouKu (YouTube เมืองจีน): Alibaba ถือหุ้น 100%
  • ธุรกิจผลิตภาพยนตร์ Alibaba Pictures: Alibaba ถือหุ้น 100%
  • แพลตฟอร์ม Social Media ชื่อดัง Weibo: Alibaba ถือหุ้น 30%
  • บริษัทข่าวการเงิน Yicai Media Group: Alibaba ถือหุ้น 30%
  • บริษัทข่าวไอทีออนไลน์ 36Kr: Ant Group ถือหุ้น 16.2%
  • บริษัทข่าวธุรกิจออนไลน์ Huxiu.com: Ant Group ถือหุ้น 14.9%
  • แพลตฟอร์มวิดีโอ Bilibili: Alibaba ถือหุ้น 6.7%
  • บริษัทโฆษณา Focus Media: Alibaba ถือหุ้น 5.28%
  • บริษัทผลิตรายการโทรทัศน์ Mango Excellent Media: Alibaba ถือหุ้น 5.26%
Smartphone with logo of newspaper South China Morning Post (Hongkong) on screen in front of company web page.

Alibaba เป็นเจ้าของและถือหุ้นสื่อหลากหลายประเภท แต่นักวิเคราะห์หลายฝ่ายคาดการณ์ว่า “สื่อ” ที่รัฐบาลจีนหมายถึงคือ “South China Morning Post”

South China Morning Post คือหนังสือพิมพ์ที่ก่อตั้งขึ้นในฮ่งกงมาตั้งแต่ค.ศ. 1903 สมัยฮ่องกงยังเป็นอาณานิคมอังกฤษ อายุกิจการยาวนานกว่า 118 ปี

ต่อมาในปี 2015 แจ๊ค หม่าเข้าซื้อกิจการของ South China Morning Post ด้วยมูลค่ากว่า 8,200 ล้านบาท และสัญญากับกองบรรณาธิการว่า จะให้เสรีภาพในการทำสื่ออย่างเต็มที่ ไม่มีอิทธิพลจากจีนแผ่นดินใหญ่มาครอบงำ แต่อย่างไรก็ดี หลังจากที่เกิดการเข้าซื้อกิจการ มีการตั้งคำถามว่า ถึงที่สุดแล้ว South China Morning Post ก็จะมีหน้าที่ในการนำเสนอ Soft Power และปรับโฉมหน้าของจีนให้ดูดีขึ้นในสายตาชาวโลก

แต่จนถึงวันนี้ทั้ง Alibaba และสื่อในมืออย่าง South China Morning Post แม้จะโดนแรงงกดดันจากรัฐบาล แต่ก็ยังคงปกติดี ประเด็นการกดดันให้ขายหุ้นยังไม่มีความคืบหน้าอย่างเป็นทางการ

ด้วยอาจจะเป็นเพราะว่า South China Morning Post อยู่ในสายตาของชาวโลก ก็เป็นได้

เว็บไซต์ข่าวธุรกิจออนไลน์ Huxiu.com
เว็บไซต์ข่าวธุรกิจออนไลน์ Huxiu.com

แต่ถ้าเราย้อนกลับไปดูปลายปี 2020 เหตุการณ์เกิดในจีน โดย Huxiu บริษัทข่าวธุรกิจออนไลน์ที่ Ant Group มีหุ้นอยู่ในนั้นได้เขียนบทความวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลจีนถึงการที่หุ้น IPO ของ Ant Group ถูกสั่งเบรกว่า “การกระทำนี้เป็นการหยุดยั้งไม่ให้บริษัทอินเทอร์เน็ตในจีนเติบโต และเป็นการทำลายความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจจีน”

ไม่นานหลังจากนั้น บทความชิ้นดังกล่าวของ Huxiu ก็ถูกถอดออกจากเว็บไซต์ ที่หนักกว่านั้นคือเว็บไซต์ของ Huxiu ไม่มีคอนเทนต์ใหม่ตีพิมพ์และเผยแพร่ร่วมเดือน มีประกาศแจ้งผู้อ่านเพียงว่า “enter maintenance mode” หรือหยุดพักชั่วคราวเพื่อเข้าโหมดซ่อมบำรุง

หรืออีกหนึ่งกรณี ช่วงปลายปี 2020 ในโซเชียลมีเดียจีน Weibo ที่ Alibaba ถือหุ้นอยู่ ถูกสั่งลบโพสต์และการแสดงความคิดเห็นบนแพลตฟอร์ม เนื่องจากมีเนื้อหาที่ซุบซิบถึงผู้บริหารระดับสูงของ Alibaba

ทั้งกรณี Huxiu และ Weibo ไม่สามารถยืนยันได้ว่าใครเป็นคนสั่งให้เซ็นเซอร์เนื้อหาข้อมูล แค่คาดว่าน่าจะเป็นการเซ็นเซอร์ตัวเองของ Alibaba เนื่องจากมีหุ้นอยู่ในทั้ง 2 บริษัท

Presidnet Xi Jinping Meets Visiting Armenian President Serzh Sargsyan
Chinese President Xi Jinping (L) meets Armenian President Serzh Sargsyan (R) at the Great Hall of the People on March 25, 2015 in Beijing, China. (Photo by Feng Li – Pool/Getty Images)

ไม่มีใครใหญ่กว่ารัฐบาลจีน

ประเด็นเรื่องอิทธิพลทางความคิดสำคัญมากในจีน 

ในแต่ละปี รัฐบาลจีนทุ่มเงินหลายพันล้านเพื่อควบคุมความเห็นสาธารณะ (public opinion) โดยทำโครงการสอดส่องประชาชน ผ่านระบบความปลอดภัย เครื่องมือเซ็นเซอร์ และตำรวจไซเบอร์

ในปี 2018 มูลนิธิ Jamestown สถาบันวิจัยของสหรัฐอเมริกาประเมินว่า รัฐบาลจีนใช้เงินประมาณ 1.24 ล้านล้านหยวน คิดเป็นเงินไทยเกือบ 6 ล้านล้านบาท (เทียบได้กับงบประมาณแผ่นดินไทย 2 ปีรวมกัน) เพื่อทำโปรแกรมสอดส่องประชาชน (surveillance) อย่างเป็นระบบ 

หรือแม้กระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ ข่าวการหายตัวไปจากหน้าสื่อและพื้นสาธารณะของแจ๊ค หม่า ก็ได้กลายเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนในการรายงานข่าวสารในจีน ทางการจีนบอกว่า หากสื่อมวลชนรายใดในประเทศจะรายงานประเด็นข่าวเรื่องการสืบสวนสอบสวนบริษัทเทคโนโลยีจีนในการผูกขาดตลาด และรวมไปถึงเรื่องของแจ๊ค หม่า จะต้องทำการขออนุญาตจากทางรัฐบาลจีนเสียก่อน

Brand Inside TALK เคยวิเคราะห์ถึงประเด็นการหายตัวไปของแจ๊ค หม่า โดยชี้ว่า “เป็นประเด็นทางการเมือง”

ไม่นานมานี้ ต้นปี 2021 โรงเรียนสอนธุรกิจ Jack Ma Academy ถูกรัฐบาลจีนสั่งห้ามรับนักเรียนใหม่ ซึ่งแหล่งข่าวให้ข้อมูลว่าเป็นเพราะรัฐบาลจีนมองว่า มหาวิทยาลัยของแจ๊ค หม่าอาจไม่ได้สอนสิ่งที่เป็นไปตามแนวทางพรรคคอมนิวนิสต์จีน “ซึ่งนั่นถือเป็นข้อต้องห้าม”

สรุป

จากข่าวแจ๊ค หม่าหายตัว การสั่งเบรกธุรกิจการเงินของ Alibaba การกำกับและสั่งปรับ Alibaba ในข้อหาผูกขาดตลาด มาจนถึงประเด็นเรื่องธุรกิจสื่อ ทั้งหมดนี้คือสัญญาณจากรัฐบาลจีนที่ชัดเจนว่า

ในผืนแผ่นดินจีน ใครมีสิทธิในการพูด ใครมีสิทธิในการควบคุมความคิดสาธารณะ

สิทธินั้นเป็นของพรรคคอมนิสต์จีนแต่เพียงผู้เดียว

อ้างอิง – WSJ, Bloomberg, Nikkei Asia, NYT, Techcrunch

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ธุรกิจของแจ๊ค หม่า ที่รัฐบาลจีนจะเล่นงานต่อคือ “ธุรกิจสื่อ” | BI Opinion first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/the-next-crackdown-on-jack-ma-is-media-business/

เหตุผลที่คนรุ่นใหม่มีชีวิตที่ย่ำแย่กว่าคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ มันก็แค่เศรษฐกิจไม่ดี? I BI Opinion

โลกหมุนไปข้างหน้าจริงหรือ นี่คือหนึ่งในคำถามของคนรุ่นใหม่จากหลายพื้นที่ทั่วโลก 

เทคโนโลยีก้าวหน้า การแพทย์ดีขึ้น แต่ทำไมภาพรวมชีวิตไม่ได้ดีขึ้นเลย หรือจะเป็นเพราะเศรษฐกิจไม่ดี

ผลวิจัยในสหรัฐอเมริกาพบว่า คนรุ่น 40s (ปัจจุบันอายุ 80 ปี) จำนวนกว่า 80% สามารถหาเงินได้มากกว่าพ่อแม่ของตัวเองในช่วงอายุที่ไล่เลี่ยกัน ส่วนคนรุ่น 80s (ปัจจุบันอายุ 60 ปี) มีเพียง 50% เท่านั้นที่สามารถหาเงินได้มากกว่าคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ 

ในปัจจุบัน ถ้าถามคนรุ่นใหม่ดูว่า มีกี่เปอร์เซ็นต์กันที่มีรายได้มากกว่าคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ของตัวเอง

คำตอบที่ได้ดูเหมือนจะต่ำเตี้ยลงไปมาก

Group of people wearing protective face masks on the street during the global coronavirus epidemic.

สำนักข่าวระดับโลก Financial Times ทำแบบสอบถามช่วงต้นปี 2021 สัมภาษณ์คนทั่วโลกจำนวน 1,700 คน อายุ 16-35 ปี พบว่า คนยุคนี้รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้มีชีวิตที่ดีกว่าคนรุ่นพ่อรุ่นแม่

คน 60% ทั่วโลกที่ตอบแบบสอบถาม มองว่า แม้พวกเขาจะมีงานทำ แต่งานที่มีก็มั่นคงน้อยกว่าคนรุ่นพ่อรุ่นแม่

ในประเทศฮังการี คนรุ่นใหม่กว่า 75% บอกว่า เขาจะมีชีวิตหลังเกษียณที่ย่ำแย่กว่าคนรุ่นพ่อรุ่นแม่

“ฉันทำงานที่มีความเป็นมืออาชีพ (professional) มากกว่าพ่อแม่ของฉัน แต่ถ้าถามว่า ลูกของฉันจะมีอนาคตที่ดีกว่าฉันไหม … ก็ไม่เท่าไหร่” คนทำงานด้านกฎหมายรายหนึ่งในลอนดอนให้สัมภาษณ์

คนจีนวัยประมาณ 20 ปี ทำงานที่เซี่ยงไฮ้ บอกว่า แม้เขาจะมีชีวิตในจีนยุคที่เศรษฐกิจดีกว่าคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ แต่เขาต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำ รับเอาวัฒนธรรมการทำงานแบบ 996 เพื่อสร้างโอกาสในชีวิตที่ดีกว่า แต่ก็มาพร้อมค่าที่พัก ค่าที่อยู่อาศัย และค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นมาก

ใช่, คำตอบใหญ่คือ “เศรษฐกิจ”

แต่คำว่าเศรษฐกิจในที่นี้ไม่ได้มีแค่การเติบโต เพราะพ่วงมาด้วยการพัฒนาที่หลงลืมหลายสิ่งอย่างระหว่างทาง ที่หนักที่สุดคือ “ความเหลื่อมล้ำ” ที่พุ่งขึ้นมาพร้อมการเติบโตทางเศรษฐกิจ จากนั้นก็ตามมาด้วยการสะสมความมั่งคั่งของคนรุ่นก่อน ซึ่งไม่ได้กระจายสู่ทั้งสังคมอย่างเท่าเทียม

งานวิจัยชิ้นหนึ่งที่เป็นตัวอย่างอันดี คืองานวิจัยที่ศึกษาในสหราชอาณาจักรโดย Institute for Fiscal Studies (IFS) ตีพิมพ์เมื่อช่วงปลายเดือนเมษายน 2021 ศึกษารายได้ตลอดชีพของคนที่มาจากครอบครัวที่รวยสุด 5% และจนที่สุด 5% ของสังคม พบว่า ช่องว่างรายได้ของที่เกิดในช่วงปี 60s แคบกว่าคนที่เกิดในช่วงปี 80s อยู่เป็นเท่าตัว

พูดเป็นภาษาคนคือ งานวิจัยพบว่า กลุ่มผู้สูงวัยในยุคนี้ (อายุ 60 ปีขึ้นไป) ก่อร่างสร้างตัว และหาเงินทั้งชีวิตได้ง่ายกว่ากลุ่มวัยกลางคนในยุคนี้ (ช่วงอายุประมาณ 40 ปี) ไม่ว่าจะเป็นคนรวยที่สุดหรือจนที่สุดในสังคมก็ตาม

งานวิจัยนี้สอดคล้องกับอีกหนึ่งผลลัพธ์จากแบบสำรวจของ FT ที่พบว่า คนรุ่นใหม่ยุคนี้มองว่า การมีโชคดี (luck) สำคัญไม่แพ้ความสามารถ (merit) หรือพูดอีกแบบคือ จะเก่งแค่ไหน จะทำงานหนักแค่ไหน ก็ไม่ได้การันตีความสำเร็จในชีวิตอีกต่อไป เพราะปัจจัยสำคัญคือโชคในชีวิต เป็นต้นว่า ต้นทุนในชีวิตที่สูงกว่าก็ย่อมประสบความสำเร็จได้ง่ายกว่า

ย้ายประเทศกันเถอะ
ย้ายประเทศกันเถอะ

ปรากฏการณ์ #ย้ายประเทศกันเถอะ

กระแสชวนกันย้ายประเทศที่เกิดขึ้นในโลกออนไลน์ไทยช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 2021 ไม่ใช่แค่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการสะสมความบีบคั้นทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และรวมถึงปัญหาระดับโลกร่วมสมัยอย่าง “โรคระบาด” ที่รัฐไทยไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร

เพียง 4 วันมีสมาชิกเข้าร่วมกลุ่มเกือบ 7 แสนคน, นี่คือปรากฏการณ์

อันที่จริงแล้ว ประเด็นเรื่องการย้ายประเทศไม่ใช่เรื่องใหม่ ในโลกยุคโลกาภิวัตน์การเคลื่อนย้ายแรงงานทักษะเป็นเรื่องปกติสามัญ ดาษดื่น

ดังนั้น คนรุ่นใหม่ที่โลกกว้างกว่าเดิม เห็นและสัมผัสว่าชีวิตของตัวเองย่ำแย่กว่าคนรุ่นก่อน แถมยังมองไม่เห็นอนาคตข้างหน้า ภาพของประเทศไทยไม่ต่างจากพายเรือหมุนวนในอ่าง อยู่กับที่ ไม่ไปไหน ปรากฏการณ์ย้ายประเทศไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ถ้ามองจากมุมนี้

อย่างน้อยที่สุด ถ้าการเมืองไม่ดี แต่เศรษฐกิจดี คงไม่เกิดปรากฏการณ์ที่คนรุ่นใหม่จะย้ายหนีออกจากประเทศกันมากมายขนาดนี้

แกนกลางสำคัญของเรื่องการย้ายประเทศมี 2 เรื่องสำคัญคือ หนึ่งในแง่ปัจเจก มันคือความพยายามในการแสวงหาชีวิตที่ดีกว่า (แต่ในความเป็นจริง จะดีหรือแย่กว่าเดิม เป็นอีกเรื่อง) สองในแง่รัฐ/ประเทศ มันคือการดึงดูดแรงงานมีทักษะเพื่อเข้าไปเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ

โลกนี้มีคน 2 แบบที่ไปไหนใครๆ ก็ต้อนรับ หนึ่งคือคนเก่ง สองคือคนรวย

หลายประเทศทั่วโลกในยุคนี้กำลังดึงดูดคนเก่งๆ เข้าไปทำงาน ที่มากกว่านั้นคือชวนไปอยู่ยาว เอาครอบครัวไปอยู่ด้วย ว่าง่ายๆ คือชวนไปเป็นพลเมือง ชวนไปเป็นแรงงานสำคัญที่ขับเคลื่อนประเทศ

Sad businessman sitting head in hands on the the modern creative Office, dramatic concept

แต่ทีนี้ ถ้าพูดถึงสังคมไทย มองข้ามช็อตไปจากปรากฏการณ์ย้ายประเทศ มองข้ามช็อตไปจากความบีบคั้นในด้านต่างๆ ความกดดันจากปัญหาการเมือง และการจัดการโรคระบาดในปัจจุบัน 

คำถามใหญ่คือ เรามีอุตสาหกรรมที่เตรียมพร้อมสำหรับโลกอนาคตเพียงพอแล้วหรือยัง? รูปแบบเศรษฐกิจใหม่ที่ดีพอจะรองรับกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีฝีมือและมีทักษะสูง

ขณะนี้ ประเทศไทยไม่ใช่แค่เศรษฐกิจไม่ดี แต่ยังไม่มีเศรษฐกิจแห่งอนาคตด้วย เหมือนอย่างที่ศุภวุฒิ สายเชื้อ นักเศรษฐศาสตร์ชาวไทยพูดเอาไว้ว่า บุญเก่าหมด ไม่รู้ว่าเก่งอะไร ไม่น่าลงทุนตรงไหน ‘เศรษฐกิจไทย’ ในเวลานี้

อ่านแบบสำรวจ-สอบถามของ Financial Times ได้ที่ What problems are young people facing? We asked, you answered

  • มีคนจากหลากหลายประเทศทั่วโลกร่วมตอบแบบสอบถาม เช่น สหราชอาณาจักร, สหรัฐเมริกา, นอร์เวย์, ออสเตรเลีย, บราซิล, อียิปต์, โปตุเกส, เลบานอน, อเมริกาใต้, มาเลเซีย, กัมพูชา, อินเดีย และจีน
  • ผู้ร่วมตอบแบบสอบถามทำงานอยู่ในหลากหลายวงการ เช่น กฎหมาย, ธนาคาร, สื่อมวลชน, การศึกษา, วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post เหตุผลที่คนรุ่นใหม่มีชีวิตที่ย่ำแย่กว่าคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ มันก็แค่เศรษฐกิจไม่ดี? I BI Opinion first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/why-new-gen-no-better-life-than-parents/

ปรากฏการณ์ OR กับนักลงทุนไทย | BI Opinion

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้เผยว่า หุ้น OR ได้ทำให้มียอดการเปิดบัญชีหุ้นใหม่ในเดือน ม.. 64 เพียงหนึ่งเดือนสูงถึง 2 แสนบัญชี หากพิจารณาย้อนหลังไป 1 ปี ก่อนช่วงโควิด-19 แพร่ระบาด จะเห็นได้ว่า มีการเปิดบัญชี เพื่อการซื้อขายหลักทรัพย์เพียงปีละประมาณ 2-3 แสนบัญชีเท่านั้น และในปี 63 ที่มีวิกฤตโควิด-19 ก็ได้มียอดการเปิดบัญชีหุ้นใหม่เพิ่มประมาณ 7 แสนกว่าบัญชี

ดังนั้นจึงถือได้ว่า ทั้งวิกฤตโควิด-19 และการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ของหุ้น OR ได้เป็นปัจจัยให้จำนวนนักลงทุนเพิ่มขึ้น โดยการเสนอขาย IPO ของหุ้น OR ให้กับผู้จองซื้อรายย่อยเป็นการเปิดให้จองซื้อผ่านธนาคารพาณิชย์และจัดสรรแบบวิธี Small Lot First เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้รับการกระจายหุ้นอย่างทั่วถึง   ยิ่งทำให้ผู้จองซื้อแห่เปิดบัญชีซื้อขายหุ้น เพื่อรองรับหุ้นที่ได้รับการจัดสรรไว้ ซึ่งจากตัวเลข ณ วันที่ 9 .. 2564 OR มีจำนวนผู้ถือหุ้นรายย่อยสูงถึง 525,054 ราย จึงน่าจะเป็นปรากฏการณ์ทำสถิติการเป็นบริษัทจดทะเบียนที่มีจำนวนผู้ถือหุ้นรายย่อยสูงสุดไปแล้ว

ptt station

และด้วยการเสนอขายหุ้นได้เปิดให้จองซื้อผ่านธนาคารพาณิชย์ทำให้ประชาชนทั่วไปได้จองหุ้นผ่านธนาคารกรุงเทพและขอเอาหุ้นเข้าฝากที่หลักทรัพย์บัวหลวงมีเข้ามาเป็นจำนวนมาก ซึ่งแน่นอนว่า มีทั้งผู้ที่มีบัญชีซื้อขายหุ้นแล้วและผู้ที่ยังไม่มีบัญชีซื้อขายหุ้น ซึ่งคงเป็นกลุ่มนักลงทุนหน้าใหม่ ซึ่งกลุ่มหลังนี่ทำให้เกิดมหกรรมแห่เปิดบัญชีซื้อขายกันอย่างหนัก ทำให้มียอดการเปิดบัญชีหุ้นใหม่เพิ่มขึ้นอย่างที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าว เริ่มตั้งแต่ในเดือนม..ลากมาถึงก.. โดยที่หลักทรัพย์บัวหลวงเราได้มีจำนวนผู้เปิดบัญชีในช่วงสองเดือนนี้แทบจะเท่ากับจำนวนบัญชีใหม่ที่เราเปิดในปีที่แล้วทั้งปี กระบวนการทำงานปกติไม่ได้มีไว้รองรับการเพิ่มขึ้นของบัญชีในขนาดนี้ ทำให้การเปิดบัญชีกินเวลามากกว่าปกติแต่ทุกคนก็ร่วมกันทำงานหนักจนผ่านพ้นกันมาได้ จึงนับเป็นปรากฏการณ์ที่สองที่ได้เห็นการเพิ่มขึ้นของบัญชีในขนาดนี้

และด้วยการที่จำนวนผู้จองซื้อส่วนมหึมาน่าจะเป็นนักลงทุนหน้าใหม่ที่ยังไม่มีบัญชีซื้อขายหุ้นทำให้เราคิดว่าเมื่อหุ้นเข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ผู้จองซื้อรายย่อยหน้าใหม่ที่ได้รับจัดสรรหุ้นคงรีบขายทำกำไรเลิกลงทุนกันไปเพราะนักลงทุนส่วนนี้อาจยังไม่มีความรู้และประสบการณ์ด้านการลงทุนมากนักและอาจกังวลกับความเสี่ยง

แต่จากข้อมูลที่เราวิเคราะห์มาภายใน 1 เดือนหลังจาก OR เข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดฯ พบว่ามีนักลงทุนเพียงส่วนน้อยที่ขายหุ้น OR ออกและไม่ได้ซื้อขายหุ้นอะไรต่ออีกเลย อีกส่วนจะเป็นนักลงทุนที่อาจขายทำกำไรกับหุ้นตัวนี้และกลับมาซื้อใหม่หรือไม่ก็เปลี่ยนตัวไปลงทุนในหุ้นตัวอื่นแทน และที่เหลือเป็นนักลงทุนรายย่อยส่วนใหญ่ที่ถือ OR กันต่อเนื่องแถมเกือบครึ่งของกลุ่มนี้ก็ลงทุนซื้อหุ้น OR และหุ้นตัวอื่นเพิ่มเติมเสียด้วย

ทั้งหมด เป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ ซึ่งบ่งบอกถึงการที่นักลงทุนอาจมีความมั่นใจต่อหุ้น OR และมุ่งมั่นที่จะลงทุนหรือมีส่วนร่วมเป็นผู้ถือหุ้นในกิจการที่มีความมั่นคงและเติบโตในระยะยาว ตลอดจนอาจเล็งเห็นประโยชน์ของการลงทุนไว้ เพื่อสร้างผลตอบแทนนอกเหนือจากช่องทางอื่นด้วย

PTT Station ปตท. ปั๊มน้ำมัน
ภาพจาก Shutterstock

ท่ามกลางสภาวะอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ ทำให้คนต้องแสวงหาแหล่งลงทุนที่สร้างผลตอบแทน ผนวกกับการกระจายหุ้น IPO OR ให้กับนักลงทุนรายย่อยอย่างทั่วถึงในครั้งนี้ ถือเป็นกรณีศึกษาสำคัญที่เปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปได้รู้จักกับการลงทุนในตลาดทุนที่สามารถสร้างทั้งผลตอบแทนและเห็นถึงความเสี่ยงจากการลงทุนด้วยเช่นกัน ซึ่งเราหวังว่าท่านเหล่านี้จะสามารถใช้ตลาดทุนเป็นแหล่งการลงทุน เพื่อออมเงินในระยะยาว และช่วยกระจายความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องของการลงทุนในตลาดทุนไปได้อีกในวงกว้าง

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ปรากฏการณ์ OR กับนักลงทุนไทย | BI Opinion first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/or-effect-for-thai-investor-opinion/

WFH ≠ ประชุมทั้งวัน อย่าก้าวไปข้างหน้า 1 ทีด้วยเทคโนโลยี แต่ก้าวถอยหลังหลายทีในความเป็นมนุษย์ | BI Opinion

Online Meeting
group video call screen of stressed business colleagues having video meeting trying to overcome crisis.

เลิกได้เลิก พฤติกรรม Work From Home แล้วต้องประชุมออนไลน์ทั้งวัน 

หนึ่งในการทดลองครั้งใหญ่ของมวลมนุษยชาติในยุคแห่งโรคระบาดคือ Work From Home

ในเมื่อเข้าออฟฟิศไม่ได้ ก็ทำงานจากที่บ้าน หลายงานทำได้อย่างง่ายดาย หลายงานต้องปรับตัวกันยกใหญ่ และหลายงานก็มีความจำเป็นต้อง on-site เป็นคนทำงานด่านหน้าเพราะ online ไม่ได้

สำหรับคนที่ Work From Home แน่นอนว่า “การประชุม” เป็นส่วนหนึ่งของการทำงาน แม้ว่าในยุคปกติจะมีการนัดประชุมอยู่แล้ว แต่การทำงานจากบ้านสร้างปัญหาใหม่ของการประชุม

ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ

  • การประชุมที่ล้นเกิน เยอะเกิน ประชุมทั้งวันก็ไม่หมด
  • การประชุมที่ไร้เยิ่นเย้อ เวิ่นเว้อ จับประเด็นไม่ได้
  • การประชุมที่นานเกินไป ประชุมมาราธอน เหมือนไม่มีวันจบ

จริงๆ แล้ว การประชุมที่ไร้ประสิทธิภาพไม่ควรค่าแม้จะเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานในแต่ละวันด้วยซ้ำ เพราะจะทำให้พนักงานไม่มีสมาธิจดจ่อกับการทำงาน เพราะโดนลากเข้าประชุมทั้งวัน

ในทางวิชาการ ประชุมออนไลน์สร้างปัญหาใหม่ที่เรียกกันว่าปรากฎการณ์ “Video Call Fatigue” หรือ “Zoom Fatigue” หมายถึง ความเหนื่อยล้าจากการวิดีโอคอลประชุม

นักวิจัยที่ศึกษาเรื่องการประชุมออนไลน์ผ่านการวิดีโอคอล บอกว่า ผู้คนต้องใช้สมาธิจดจ่อสูงกว่าปกติ เพราะต้องนั่งฟังการสนทนาผ่านเสียง และต้องตีความหมายจากสีหน้า ท่าทาง และภาษากายผ่านจอคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าความเป็นจริงหลายเท่า 

ที่สำคัญ ความรู้สึกของการถูกจับจ้อง จากการปรากฏตัวในวิดีโอทำให้ร่างกายทำการแสดงโดยไม่รู้ตัว เนื่องจากไม่รู้ว่ามีใครจับจ้องเราอยู่หรือเปล่า ดังนั้น นอกจากเราจะต้องใช้สมาธิสูงแล้ว ยังต้อง ‘เกร็ง’ มากกว่าเดิมเพื่อให้ภาพออกมาดูดีในสายตาของคนอื่น

ชัดเจนว่า การประชุมออนไลน์เหนื่อยมากกว่าการประชุมแบบตัวเป็นๆ และคนในวงการทำงานเข้าใจเรื่องนี้ดี หลายบริษัทออกกฎใหม่ จำกัดเวลาในการประชุม ไม่ต้องการให้พนักงานเหนื่อยเกินไป หลายบริษัทออกนโยบายห้ามประชุมออนไลน์ทุกวันศุกร์ แก้ปัญหาประชุมมากเกินไป 

Zoom Meeting

Work From Home ไม่ได้หมายความว่า ต้องประชุมทั้งวัน

Work From Home ไม่ได้หมายความว่า ต้องทำงานเกินเวลาทุกวัน

Work From Home ไม่ได้หมายความว่า แจกคอมพิวเตอร์ไปคนละเครื่อง แล้วต้องพร้อมประชุมตลอดเวลา

Work From Home หมายถึง ความยืดหยุ่นในการทำงานยุคใหม่ ได้ทั้งหลีกหนีโรคระบาด และแรงงานบางส่วนยังคงทำงานที่บ้านต่อไปได้

Work From Home หมายถึง รูปแบบการทำงานใหม่ที่มนุษยชาติกำลังทดลองครั้งใหญ่, และใช่ มันประสบความสำเร็จในการสร้าง productivity

work form home
An aerial view of a mother working on a laptop in her office at hoe with her young daughter string on her lap. Photo: Getty Images

รายงานของ Bloomberg เปิดเผยงานวิจัยของ สำนักงานวิจัยเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา (National Bureau of Economic Research) พบว่า แรงงานอเมริกันมี Productivity สูงขึ้น 5% จากการทำงานแบบ Work From Home

แต่คำถามคือ เราจะมี productivity ที่สูงตลอดเวลา แต่ในด้าน Mentality หรือความคิดจิตใจกลับสวนทาง คนในยุคนี้ไม่ได้มีแค่อาการ Burnout หรือ Depression แต่ยังมีสิ่งที่เรียกว่า “Languishing” หรือภาวะเนือยๆ ที่แบกรับอะไรหนักๆ มาเป็นเวลานาน ว่างเปล่า ไม่อยากทำอะไร ส่งผลต่อปัญหาสุขจิตในระยะยาว

Is that worth it? มันคุ้มแล้วใช่ไหม… 

เอาเข้าจริง Future of Work ออกแบบได้ และการประชุมที่ไร้ประสิทธิภาพไม่ควรเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานในโลกยุคใหม่

สรุป

เราอยู่ในโลกยุคที่หลายอย่างเกิดขึ้นตรงหน้าได้อย่างอัศจรรย์ใจ หลายๆ งานในโลกยุคใหม่เป็น Knowledge Economy ที่มนุษย์ไม่ต้องแบกสังขารเข้าออฟฟิศหรือสำนักงาน ผลงานก็เกิดขึ้นได้ เพราะการทำงานจากบ้านหรือที่ไหนก็ได้ในโลก 

แต่ถึงที่สุดแล้ว “Work From Home ต้องมีจุดสมดุล” เพราะไม่เช่นนั้นจะเหมือนว่าเรากำลังแก้ปัญหาเดิม แต่เพิ่มปัญหาใหม่ เสมือนการก้าวไปข้างหน้า 1 ครั้งในด้านเทคโนโลยี แต่ก้าวถอยหลังหลายทีในแง่ความเป็นมนุษย์

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post WFH ≠ ประชุมทั้งวัน อย่าก้าวไปข้างหน้า 1 ทีด้วยเทคโนโลยี แต่ก้าวถอยหลังหลายทีในความเป็นมนุษย์ | BI Opinion first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/work-from-home-is-not-meeting-all-day/

เปิด 10 เทคนิคติดสปีดความคิดสร้างสรรค์ในที่ทำงาน

ความคิดสร้างสรรค์เป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้องค์กรพุ่งทะยานไปข้างหน้า

ความคิดสร้างสรรค์
ความคิดสร้างสรรค์

ทำไมความคิดสร้างสรรค์ถึงสำคัญต่อองค์กร

ทักษะความคิดสร้างสรรค์ก็คือทักษะการแก้ปัญหาอย่างหนึ่ง ยิ่งเรามีความคิดสร้างสรรค์เท่าไหร่ เราก็จะยิ่งหาทางแก้ปัญหาและโอกาสใหม่ๆ เจอ

ความคิดสร้างสรรค์มีประโยชน์หลายอย่าง เช่น ทำให้บริษัทเล็กๆ แข่งขันกับบริษัทใหญ่ๆ ในตลาดได้ ทำให้เกิดวัฒนธรรมองค์กรที่ดี ทำให้คนในองค์กรรู้สึกภูมิใจ ทำให้คนทำงานอย่างโปรดักทีฟ และบางทีก็อาจจะทำให้ธุรกิจของเราช่วยเปลี่ยนโลกได้ไม่มากก็น้อย

10 เคล็ดลับอัพความคิดสร้างสรรค์ในที่ทำงาน

1. ก่อนอื่น..วางโทรศัพท์ลงก่อน

เราใช้สมาร์ทโฟน โน๊ตบุ๊ค หรือไอแพดในการทำงานตลอดก็จริง แต่ในเวลาระดมสมองกับที่ทำงานขอให้เราลองปิดเครื่องมือสื่อสารเหล่านี้ลงก่อนเพื่อไม่ให้เสียสมาธิ

2. ไม่จำเป็นว่าหัวหน้าต้องเป็นคนนำประชุมเสมอไป

ในบางครั้งถ้าหัวหน้าเป็นคนนำการประชุมหรือเป็นคนเสนอไอเดียก่อน คนอื่นๆ ในที่ประชุมก็อาจจะไม่กล้านำเสนอความคิดเห็นของตัวเองออกมา เพราะกลัวว่าความคิดนั้นจะขัดกับสิ่งที่หัวหน้าพูดไปแล้ว ทางที่ดีเราควรสลับคนนำประชุมไปเรื่อยๆ เพื่อเปิดโอกาสให้คนอื่นๆ ได้ขึ้นมาฝึกความเป็นผู้นำด้วย 

3. หยุดพูดคำว่า ‘แต่’

ถ้าเราเป็นหัวหน้าแล้วมีลูกน้องเสนอความคิดเห็นในที่ประชุม ขอให้เราลองฟังอย่างเงียบๆ โดยยังไม่พูดตัดไอเดียนั้นด้วยคำว่า ‘แต่’ เช่น แต่เราไม่มีเงินทุนมากขนาดนั้น หรือแต่เราไม่สามารถทำได้ ลองสังเกตดูว่าถ้าเราไม่พูดขัดในระหว่างการระดมสมอง ลูกน้องจะกล้าแสดงความคิดเห็นกันมากขึ้น ซึ่งไอเดียเหล่านั้นอาจจะถูกนำมาใช้แล้วสร้างรายได้ให้บริษัทมหาศาลเลยก็เป็นได้

4. ฝึกมองว่า 1 ปัญหามีหลายทางออก

เราควรใช้คำว่า ‘ถ้าเกิด..’ ในระหว่างระดมสมองเพื่อฉีกกรอบวิธีแก้ปัญหาแบบเดิมๆ ออกไป ที่สำคัญอย่าเพิ่งตั้งคำถามว่า “เราจะทำให้มันเกิดขึ้นจริงอย่างไร” เพราะในช่วงระดมสมองเราควรเปิดโอกาสให้คนแสดงความเห็นต่างๆ ออกมาได้มากที่สุด แล้วเมื่อหมดเวลาเราก็ค่อยมาพูดคุยกันต่อว่าจะนำไอเดียไหนมาใช้ และจะลงมือทำอย่างไรต่อ

5. ลองหาหนังสือเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์มาอ่านร่วมกับคนในทีม

ตัวอย่างเช่น หนังสือ Ride a lifetime ซึ่งเขียนโดยซีอีโอของ Disney เพราะถ้าคนในทีมได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ พวกเขาก็จะเกิดแรงบันดาลใจและเห็นภาพบางอย่างร่วมกัน ทำให้สร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ ออกมาได้บ่อยขึ้น

6. ให้ความสำคัญกับความสามารถและคุณค่าของพนักงานแต่ละคน

เราควรทำให้พนักงานสัมผัสได้ว่าเราใส่ใจในความคิดเห็นของพวกเขาแต่ละคนจริงๆ เพราะโดยปกติพนักงานส่วนใหญ่มักจะรู้สึกว่าตัวเองเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ไม่ได้มีความสำคัญต่อองค์กรมากขนาดนั้น ในแต่ละวันพวกเขาจึงแค่ก้มหน้าทำงานตามหน้าที่ ทำตัวกลมกลืนและไม่ได้โดดเด่นในองค์กรเลย

7. ลองให้พนักงานแสดงความคิดเห็นแบบไม่ต้องระบุชื่อ

สำหรับหัวหน้าที่มีพนักงานซึ่งกลัวหรือกังวลเมื่อต้องแสดงความคิดเห็นในที่ประชุม ขอให้เราลองสร้างระบบให้พนักงานมาแสดงความคิดเห็นได้แบบไม่ระบุชื่อ เช่น ระหว่างระดมสมองเราอาจจะใช้โปรแกรม Slido เพื่อให้คนพิมพ์เสนอไอเดียหรือคำถามต่างๆ เข้ามาด้วย

8. สนับสนุนให้พนักงานนั่งสมาธิและทบทวนตัวเองบ่อยๆ

เมื่อพนักงานทุ่มเทกับงานเต็มที่ตลอด พวกเขาก็อาจจะรู้สึกเหนื่อยล้าหรือเบิร์นเอาท์ ซึ่งสองอย่างนี้เป็นสิ่งที่ขวางกั้นความคิดสร้างสรรค์ ดังนั้นถ้าเราจัดกิจกรรมให้พนักงานได้ทบทวนตัวเองทุกเดือนหรือทุกสามเดือน พวกเขาก็จะได้ทบทวนเป้าหมาย ได้รู้สึกภูมิใจในความสำเร็จเล็กๆ ของตัวเอง และมีพลังมาคิดสร้างสรรค์มากขึ้น 

9. ให้รางวัลกับคนเสนอความคิดสร้างสรรค์ที่ถูกนำมาใช้จริง

เราควรให้รางวัลกับคนที่นำเสนอไอเดียดีๆ ให้กับองค์กรในรูปแบบของการชื่นชม การให้การยอมรับ หรือการให้โบนัส ซึ่งถ้าองค์กรสนับสนุนความคิดดีๆ แบบนี้บ่อยๆ พนักงานก็จะกล้านำเสนอไอเดียใหม่ๆ ออกมามากขึ้นแน่นอน

10. ใส่ใจกับไอเดียที่ไม่ถูกนำไปใช้ด้วย

John Brownstein หัวหน้าฝ่ายนวัตกรรมที่โรงพยาบาลเด็กบอสตันกล่าวว่า มีไอเดียเพียง 5% เท่านั้นที่ถูกนำมาใช้จริง เขาเลยสนับสนุนให้หัวหน้าใส่ใจกับไอเดียอีก 95% ที่ยังไม่ถูกนำมาใช้ด้วย เพื่อไม่ให้คนที่นำเสนอไอเดียเหล่านั้นเสียกำลังใจจนไม่กล้าแสดงความคิดเห็นในครั้งถัดไป

สรุป

ความคิดสร้างสรรค์สำคัญต่อการทำงานในองค์กรมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันที่เจอปัญหาหรือวันที่ต้องการไอเดียมาสร้างสิ่งใหม่ๆ ขอให้เชื่อไว้เสมอว่าความคิดสร้างสรรค์นั้นไม่มีขีดจำกีด และยิ่งเราใช้พลังความคิดสร้างสรรค์มากเท่าไหร่ เราก็จะเก่งมากขึ้นเท่านั้น

ที่มาfilestage, marketingland, risepeople, Forbes, wework, bigthink, smallbusiness, medium

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post เปิด 10 เทคนิคติดสปีดความคิดสร้างสรรค์ในที่ทำงาน first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/how-to-create-creativity-in-workplace/

dtac กับคลื่นความถี่ครบมือ และแผนอินเทอร์เน็ตเพื่อทุกคน จะทำให้กลับมาเป็นเบอร์ 2 หรือไม่?

แม้ True จะยังไม่ประกาศผลประกอบการปี 2563 แต่เชื่อว่า dtac ยังมีฐานลูกค้าเป็นอันดับที่ 3 ของตลาดในปีดังกล่าว แล้วอย่างนี้ dtac จะทวงคืนเบอร์ 2 หรือเพิ่มฐานลูกค้าในปี 2564 ได้หรือไม่ ลองมาดูแผนต่างๆ ในปีนี้กัน

dtac
ชารัด เมห์โรทรา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค

dtac กับคลื่นความถี่ครบมือเหมือนคู่แข่ง

ในวันที่เขียนบทความเป็นวันที่ 22 ก.พ. ซึ่งกลุ่ม True ยังไม่แถลงผลประกอบการของปี 2563 เพราะทางกลุ่มจะชี้แจงในวันที่ 25 ก.พ. แต่ด้วยตัวเลขในสิ้นไตรมาส 3 ปี 2563 กลุ่มทรูมีฐานลูกค้าในธุรกิจโทรศัพท์มือถือที่ 30.1 ล้านเลขหมาย ไม่น่าจะมีน้อยกว่าที่แจ้งผลประกอบการปี 2563 ไปแล้วว่ามีลูกค้าทั้งหมด 18.9 ล้านเลขหมาย

อย่างไรก็ตาม dtac ได้แถลงแผนธุรกิจประจำปี 2564 มาแล้ว และถึงจะไม่ได้ย้ำว่าต้องการชิงเบอร์สองกลับมา แต่ ชารัด เมห์โรทรา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร dtac ก็พยายามอย่างเต็มที่เพื่อดึงความเชื่อมั่นของลูกค้ากลับมาด้วยวิธีต่างๆ หนึ่งในนั้นคือการถือคลื่นความถี่ครบมือเหมือนที่คู่แข่งมี

dtac

“เรามีคลื่นความถี่ครอบคลุมตั้งแต่คลื่นความถี่ต่ำ-กลาง-สูง ทำให้การให้บริการหลังจากนี้จะมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง 5G, การให้บริการอินเทอร์เน็ตกับผู้ใช้งานทั่วไทย รวมถึงการตอบโจทย์การใช้งานรูปแบบใหม่ เช่นการใช้งานในภาคอุตสาหกรรม ผ่านคลื่น 700, 900, 1800, 2100, 2300 และ 26000 MHz” ชารัด กล่าว

5G คือการวิ่งมาราธอน ไม่ใช่เร่งขยาย

ขณะเดียวกันทาง dtac ยังยืนยันว่า 5G เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญในตอนนี้ แต่การขยายการใช้งาน 5G ต้องทำแบบมาราธอน หรือทำงานสะสมอย่างมั่นคง เพื่อให้การใช้งาน 5G เกิดประสิทธิภาพสูงที่สุด ซึ่งปัจจุบัน dtac มีการขยายโครงข่าย 5G บนคลื่น 700 MHz แล้วกว่า 3,000 สถานีฐาน สิ้นไตรมาส 1 ปี นี้ จะเป็น 4,000 สถานีฐาน

dtac

“เราเร่งมือขยาย 5G และ 4G เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานทุกคนในไทย โดยเฉพาะต่างจังหวัดที่มีการใช้งานดาต้าเพิ่มขึ้นกว่ากรุงเทพ 9 เท่า dtac ตอบโจทย์เรื่องนี้ได้ดีด้วยคลื่นความถี่ต่ำ 700 และ 900 MHz ที่ส่งได้ไกลกว่าคลื่นความถี่กลาง และสูง” ประเทศ ตันกุรานันท์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มเทคโนโลยี dtac กล่าว

นอกจากนี้คลื่นความถี่สูงอย่าง 26000 MHz ทาง dtac มีการเจรจาร่วมกับพาร์ทเนอร์หลายรายเพื่อนำเทคโนโลยี 5G ไปประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ เพราะจุดเด่นของคลื่นความถี่สูงคือการส่งข้อมูลที่เร็ว และเสถียร ส่วนคลื่นความถี่กลางอย่าง 1800, 2100 และ 2300 MHz ทางบริษัทมีการพัฒนาอยู่ตลอดเพื่อให้บริการ 4G เป็นหลัก

dtac

ยกระดับดิจิทัลเปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิต

ในทางกลับกัน dtac เตรียมติดอาวุธการตลาดด้วยการยกระดับการใช้ชีวิตให้กับลูกค้า dtac ด้วยบริการดิจิทัลหลากหลายรูปแบบ ไล่ตั้งแต่การนำปัญญาประดิษฐ์มาช่วยออกแบบแพ็กเกจให้ตรงกับการใช้งานของลูกค้า, การตอบโจทย์ลูกค้าแรงงานต่างด้าวอย่างถูกช่องทาง และการสร้างบริการดิจิทัลใหม่ๆ เช่นบริการทางการเงิน และอื่นๆ

“dtac จะสร้างแบรนด์ที่มีความจริงใจ, ซื่อสัตย์ และไว้ใจได้ เพื่อให้เกิดความสบายใจสำหรับผู้ใช้งานดิจิทัล พร้อมกับร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ในอุตสาหกรรมกรรมต่างๆ เพื่อส่งมอบประสบการณ์ใหม่ เช่นการนำเสนอประกันสุขภาพ, ส่วนลดร้านขายยาที่ได้รับอนุญาต หรือการโอนเงิน” ฮาว ริเร็น รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มการตลาด ดีแทค

dtac

สำหรับในปี 2564 ทาง dtac มีแผนยกระดับผู้ค้ารายย่อยให้มีพื้นที่ค้าขายบนโลกออนไลน์ รวมถึงการดำเนินโครงการ Safe Internet เพื่อยกระดับการใช้งานอินเทอร์เน็ตให้ปลอดภัยยิ่งขึ้น รวมถึงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลง 50% ภายในปี 2573

สรุป

ถือเป็นอีกปีที่ dtac ต้องพยายามอย่างหนักเพื่อซื้อความเชื่อใจของผู้บริโภคให้กลับมา เพราะก่อนหน้านี้สูญเสียเรื่องนี้ไปมาก แต่การสื่อสารว่ามีคลื่นครบ หรือการยกระดับการใช้งานด้วยดิจิทัลอาจไม่เพียงพอ และยากต่อความเข้าใจของลูกค้า ดังนั้นต้องดูกันว่า dtac จะมีอะไรมากระตุ้นตลาดหลังจากนี้หรือไม่

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post dtac กับคลื่นความถี่ครบมือ และแผนอินเทอร์เน็ตเพื่อทุกคน จะทำให้กลับมาเป็นเบอร์ 2 หรือไม่? first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/dtac-2021-business-plan/

เจาะลึก Clubhouse สตาร์ทอัพยูนิคอร์นน้องใหม่ที่จะมา disrupt ยักษ์ใหญ่ในทศวรรษนี้

Clubhouse คือแอปพลิเคชั่นน้องใหม่ซึ่งมาแรงมากในประเทศไทยช่วงในขณะนี้ แต่ในฐานะผู้ใช้งานเรารู้จักแอปพลิเคชั่นนี้ดีแค่ไหน หรือแท้จริงแล้วเรารู้ที่มาที่ไปของแอปพลิเคชั่นนี้แค่เพียงผิวเผิน

Brand Inside ขอชวนมาทำความรู้จัก Clubhouse สตาร์ทอัพยูนิคอร์นน้องใหม่ในแง่มุมที่เจาะลึกมากขึ้น 

clubhouse
clubhouse

ทำความรู้จัก Co-Founder และจุดเริ่มต้นของ Clubhouse

Rohan Seth และ Paul Davison คือ Co-Founder ของ Clubhouse

ในตอนแรกที่ได้มารู้จักกัน พวกเขายังไม่ได้มีไอเดียเรื่องการสร้างแอปพลิเคชั่น Clubhouse แต่พวกเขากลับมาพูดคุยเพื่อปรึกษาหารือกันเรื่องการระดมเงินเพื่อช่วยเหลือ Lydia ลูกสาว Rohan Seth ซึ่งเกิดมาพร้อมกับความผิดปกติของยีนส์ในร่างกาย ทำให้เธอไม่สามารถเดินหรือพูดคุยกับคนอื่นๆ ได้

ในที่สุด พวกเขาก็ได้ก่อตั้งมูลนิธิไม่แสวงหาผลกำไรชื่อ Lydian Accelerator ขึ้นมาเพื่อทำการค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับโรคที่ Lydia เป็น หลังจากนั้นเลยมีนักลงทุนเข้ามาเพื่อสนับสนุนการผลิตยารักษาอาการนี้กว่า 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 

เมื่อ Rohan Seth และ Paul Davison ได้พูดคุยกันบ่อยๆ พวกเขาจึงตัดสินใจทำธุรกิจร่วมกันจนกลายมาเป็นแอปพลิเคชั่น Clubhouse ซึ่งเป้าหมายของธุรกิจนี้คือเพื่อช่วยให้ การทำพอดแคสต์ เป็นเรื่องง่ายมากขึ้น ทางทีมจึงพยายามตัดฟีเจอร์ทุกอย่างที่ไม่จำเป็นออกไป

หลังจากสร้าง Clubhouse ได้เพียง 10 เดือนก็มีนักลงทุนกว่า 180 คนมาให้การสนับสนุนแอปพลิเคชั่นนี้ ทำให้ธุรกิจมีมูลค่าพุ่งสูงถึง 1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

จนมีผู้กล่าวว่า Clubhouse เป็นแอปพลิเคชั่นที่น่าสนใจมากๆ ในรอบหลายทศวรรษที่ผ่านมา

สิ่งที่น่าทึ่งกว่านั้นคือ ความสำเร็จครั้งนี้แลกมาด้วยความร่วมมือของพนักงาน Clubhouse เพียง 12 คนเท่านั้น นับได้ว่าเป็นทีมขนาดเล็กที่ทำงานมีประสิทธิภาพมากๆ 

 

ทำไมแอปพลิเคชั่น Clubhouse ถึงดังเปรี้ยงขึ้นมา

แอปพลิเคชั่นนี้ดังเปรี้ยงขึ้นมาเมื่อ Elon Musk ซีอีโอของ Tesla และ SpaceX โพสต์ในทวิตเตอร์ว่าจะจัดทอล์คใน Clubhouse เรื่องความใฝ่ฝันของเขาที่อยากย้ายไปใช้ชีวิตอยู่ที่ดาวอังคาร ทำให้ในวันนั้นมีคนเสนอขาย invite ด้วยราคาสูงถึง 100 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3,000 บาท)

ประเด็นที่น่าสนใจของ Clubhouse คือ ‘การใส่ใจในเรื่องการเป็น community’

สังเกตได้จาก รูปไอคอนของแอปพลิเคชั่น ที่ใช้โฉมหน้าของผู้คนที่สร้างอิมแพคต่างๆ ให้กับ community ของ Clubhouse

อย่างไอคอนล่าสุดก็เป็นรูป Axel Mansoor ครีเอเตอร์ของ Lullaby Club เขาเล่าว่า ตนเองเริ่มใช้แอปพลิเคชั่นนี้โดยร้องเพลงกล่อมก่อนนอนร่วมกับเพื่อนสองสามคนเท่านั้น แต่ปัจจุบันเขามีผู้ติดตามบน Clubhouse กว่า 4 หมื่นคน เขาจึงรู้สึกขอบคุณสำหรับโอกาสนี้มากๆ

Facebook และ Twitter จะพัฒนาอะไรมาสู้กับ Clubhouse ในอนาคต

เมื่อแอปพลิเคชั่น Clubhouse มีชื่อเสียงขึ้นมา ฝั่งแอปพลิเคชั่นชื่อดังอย่าง Facebook ก็ไม่ยอมน้อยหน้า

ล่าสุด Mark Zuckerberg ออกมาเปรยๆ ว่าจะพัฒนาฟีเจอร์ใหม่ขึ้นมาสู้เช่นกัน เพียงแต่ยังอยู่ในช่วงต้นๆ ของการพัฒนาเท่านั้น

ส่วนทาง Twitter กำลังเปิดให้ทดลอง Spaces หรือห้องแชทที่สามารถมีผู้พูดได้มากถึง 10 คน และไม่จำกัดจำนวนผู้เข้าฟัง

อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้แอปพลิเคชั่น Clubhouse ถูกแบนในบางเมืองของประเทศจีน เพราะมีชาวจีนจำนวนมากมาร่วมพูดคุยกันในหัวข้อเกี่ยวกับการเมือง ทั้งในประเด็นของแรงงานอุยกูร์ที่ซินเจียง และประเด็นการประกาศเอกราชของไต้หวัน

Li Yuan คอลัมนิสต์ของ New York Times ถึงกับโพสต์ในทวิตเตอร์ส่วนตัวว่า ทำไมพวกเราถึงได้มีอิสระในการพูดคุยในช่วงเวลาอันสั้นขนาดนี้

ข้อน่ากังวลของ Clubhouse

ข้อแรกคือ จนถึงตอนนี้ทาง Clubhouse ยังไม่ได้มีกระบวนการในการตรวจสอบ การแชร์ข้อมูลไม่ถูกต้อง ในแอปพลิเคชั่นเท่าที่ควร ซึ่งสิ่งอาจทำให้อาจจะเกิดปัญหาในอนาคตได้ (เป็นปัญหาเดียวกันกับ Social Media อื่นๆ ทั่วโลก)

ที่เห็นได้ชัดคือการให้ข้อมูลผิดๆ เรื่องโควิด-19 อย่างเช่น วัคซีนรักษาโควิดผลิตมาจากเซลล์ของตัวอ่อนในครรภ์ที่ตายแล้ว หรือรัฐบาลขอให้คนยืนห่างกัน 2 เมตรเพราะพวกเขาจะใช้ดาวเทียมมาควบคุมเรา ซึ่งเรื่องเหล่านี้ล้วนไม่น่าเชื่อถือทั้งสิ้น

สิ่งที่น่ากลัวคือถ้าผู้ฟังได้ยินข้อมูลที่ผิดซ้ำหลายๆ ครั้งผ่านห้องสนทนาต่างๆ ของ Clubhouse พวกเขาก็อาจจะเข้าใจว่านั้นเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง และด้วยความที่การพูดคุยในแอปพลิเคชั่นนี้เป็นแบบเรียลไทม์ ข้อมูลผิดๆ จึงอาจจะถูกกระจายต่อไปได้อย่างรวดเร็ว ทั้งๆ ที่ผู้ฟังอาจจะยังไม่ได้ไตร่ตรองมากเท่าที่ควร

สรุป

เราในฐานะผู้ใช้งานก็คงต้องติดตามกันว่าในอนาคตแอปพลิเคชั่น Clubhouse จะมีทิศทางการพัฒนาอย่างไร หรือจะมีฟีเจอร์อะไรใหม่ๆ มาเซอไพร์สพวกเราอีกบ้าง

ที่สำคัญคือ ยักษ์ใหญ่อย่าง Facebook หรือ Twitter จะแก้เกมนี้อย่างไร เมื่อ Clubhouse เข้ามาแย่งจำนวนและเวลาของผู้ใช้งานไปเป็นจำนวนมาก

นี่เป็นศึกครั้งใหญ่ของวงการเทคโนโลยีที่เราต้องจับตามองกันต่อไป

ที่มา : businessinsider (1), (2), (3)(4), aljazeera, vice

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post เจาะลึก Clubhouse สตาร์ทอัพยูนิคอร์นน้องใหม่ที่จะมา disrupt ยักษ์ใหญ่ในทศวรรษนี้ first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/clubhouse-startup-application/

วิเคราะห์ศึกรถยนต์ไฟฟ้า 2021 เมื่อทุกคนอยากโค่น Tesla

บทความโดย วีรพล ตั้งศิริพัฒนวงศ์ และ ธงชัย ชลศิริพงษ์

ศึกรถยนต์ไฟฟ้าแห่งปี 2021 ร้อนแรงขึ้น เมื่อทุกคนอยากเอาชนะ Tesla บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของ Elon Musk ผู้ร่ำรวยที่สุดในโลก แต่สุดท้าย จะทำได้จริงหรือไม่ บทความนี้จะพาไปหาคำตอบ

ทำไมทุกคนอยากโค่น Tesla

ปัจจุบันบริษัทรถยนต์ที่มีมูลค่ากิจการสูงที่สุดในโลกคือ Tesla โดยมีมูลค่ากิจการ (Market Cap) ทะลุ 8 แสนล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 23 ล้านล้านบาท

บุคคลที่รวยที่สุดในโลก จากการจัดอันดับของ Bloomberg Billionaires Index คือ Elon Musk ซีอีโอและผู้ก่อตั้ง Tesla 

ปี 2020 ที่ผ่านถือเป็นปีทองของ Tesla ส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้าได้เฉียด 5 แสนคัน นำบริษัทเข้าไปซื้อขายในตลาด S&P500 ส่งผลให้มูลค่าหุ้นพุ่งระดับ 800%

ความรุ่งเรืองของวงการรถยนต์ไฟฟ้าทำให้หลายบริษัททั่วโลกอยากเข้ามาเล่น เพราะเห็นโอกาสอีกมากในอนาคต

คู่แข่ง Tesla ในวงการรถยนต์ไฟฟ้า มีใครบ้าง

คู่แข่งในวงการรถยนต์ไฟฟ้า แบ่งออกได้ 2 ประเภท

  1. ประเภทแรกคือ “หน้าเก่า” (ค่ายรถยนต์ที่ก่อตั้งมานานหลายสิบปี)
  2. ประเภทที่สองคือ “หน้าใหม่” (สตาร์ทอัพรถยนต์ไฟฟ้า, บริษัทเทคโนโลยี)

ส่วนวิธีการต่อสู้ในอุตสาหกรรมรถยนต์มีทั้งหมด 3 กระบวนท่าคือ

  1. หน้าเก่าจับมือกันเอง
  2. หน้าใหม่ลุยเอง
  3. หน้าเก่าจับมือกับหน้าใหม่

หน้าเก่าจับมือกันเอง ค่ายรถยนต์ผนึกกำลังกับ ยกตัวอย่างเช่น

ถือเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการระดมกำลังเพื่อต่อสู้ในศึกนี้ และถือเป็นเทรนด์ขององค์กรใหญ่ทั่วโลกที่เปลี่ยนจากศัตรูเป็นพันธมิตรมากขึ้น ซึ่งแบรนด์ที่น่าจะดีใจไม่น้อยก็คงเป็น Honda เพราะ Honda คือค่ายผู้ผลิตรถยนต์จากญี่ปุ่นส่วนน้อยที่ไม่เคยมีพันธมิตรเป็นค่ายผู้ผลิตรถยนต์ด้วยกันเลย

หน้าใหม่ลุยเอง บริษัทสตาร์ทอัพรถยนต์ไฟฟ้า บริษัทเทคโนโลยีเดินหน้าทำเองทุกอย่าง ยกตัวอย่างเช่น

  • Tesla
  • Rivian
  • Canoo
  • Google มี Waymo
  • 4 มังกรจีน ได้แก่ Xpeng, NIO, WM Motors และ Li Auto

ไม่แปลกที่จะเห็น Startup ออกมาลุยเอง เพราะทุกคนต่างเห็นตัวอย่างความสำเร็จจาก Tesla มาแล้ว โดยเฉพาะฝั่งประเทศจีนที่มีเงินทุน, ประสบการณ์ และการสนับสนุนเต็มที่จากภาครัฐ ทำให้ Startup เหล่านั้นตัดสินใจทำเอง เพื่อกอบโกยผลประโยชน์ทั้งหมดโดยไม่ต้องแบ่งใคร

หน้าเก่าจับมือกับหน้าใหม่ ค่ายรถยนต์ผนึกกำลังบริษัทสตาร์ทอัพรถยนต์ไฟฟ้า ยกตัวอย่างเช่น

ในทางกลับกันเมื่อค่ายผู้ผลิตรถยนต์ไม่ถนัดเรื่องเทคโนโลยี ส่วน Startup เองก็ไม่รู้วิธีการผลิตรถยนต์มาก่อน ดังนั้นความร่วมมือระหว่างบริษัทเทคโนโลยี กับค่ายผู้ผลิตรถยนต์จึงเกิดขึ้น เพื่อนำจุดเด่นของตัวเองมาช่วยเหลือ และเติบโตไปด้วยกันในโลกอนาคต

tesla
Tesla รุ่นต่างๆ Photo: Shutterstock

ทำไมบริษัทเทคโนโลยี ต้องกระโดดลงมาเล่นในสงคราม EV

การพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าใช้พลังของเทคโนโลยีสูงมาก เปรียบเหมือนการทำคอมพิวเตอร์ติดล้อ เพราะนอกจากโครงสร้างด้านนอกของรถแล้ว สมองด้านในคือ “ชิปจำนวนมาก” ที่สั่งงานทั้งแบตเตอรี่ นอกจากนั้น ก็ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเพื่อส่งกำลัง รวมถึงการคำนวนค่าต่างๆ เพื่อทำให้รถยนต์ไฟฟ้า ส่วน “รถยนต์ไร้คนขับ” ในอนาคตก็มาแนวเดียวกัน

พูดให้ถึงที่สุดแล้ว รถยนต์ไฟฟ้าก็คือ “คอมพิวเตอร์ติดล้อ” (Computer on Wheels) นี่เองที่เป็นเหตุผลว่าทำไมบริษัทเทคโนโลยีจึงเข้ามาเล่นในอุตสาหกรรมนี้ได้

หนึ่งในผู้เล่นคนสำคัญ และเขาได้เผยตัวมาแล้วในปีนี้คือ “Apple” รายนี้บอกเลยว่า จะลุยเทคโนโลยีไร้คนขับอย่างจริงขัง เพราะเห็นโอกาสในตลาดที่จะลงไปเล่น

ความยิ่งใหญ่ของ Apple คือกำลังมหาศาล ทั้งมูลค่ากิจการระดับ 2 ล้านล้านดอลลาร์ เงินสดในมือที่ทรงพลังเกือบ 2 หมื่นล้านดอลลาร์หรือ 5.6 ล้านล้านบาท

นักวิเคราะห์มองว่า การเข้ามาเล่นในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าจะทำให้บริษัทเทคโนโลยีได้ “Data” สำหรับการต่อยอดธุรกิจ เพราะนอกเหนือจากตอนที่ผู้บริโภคใช้งานมือถือ บริษัทเทคโนโลยีอยากรู้ว่าตอนที่ขับรถ ผู้บริโภคต้องการอะไร

โจทย์ใหญ่คือเรื่องการผลิต

นอกจากนั้น ปัญหาใหญ่ของรถยนต์ไฟฟ้าที่ทำให้พระเอกในวงการอย่าง Tesla ต้องกุมขมับอย่างหนักมาก่อนแล้ว คือเรื่องของการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่เป็นคอขวด

Apple จะเข้ามาเล่นในวงการนี้ด้วยท่าใหม่ที่ไม่เหมือนเดิม นั่นคือ “Horizontal integration” หรือการจัดการธุรกิจในแนบราบ หมายความว่า มีการจ้างผลิตในลางส่วน ไม่ได้ทำเองทั้งหมด ในกรณีนี้คือการที่ Apple จะเน้นไปที่การออกแบบรถยนต์ไฟฟ้า ระบบเทคโนโลยี ส่วนการสร้างโครงรถยนต์ ชิ้นส่วนต่างๆ จะให้บริษัทรถยนต์ผลิต เช่น Hyundai หรือ KIA ที่กำลังจะปิดดีลในไม่ช้านี้

แตกต่างจากในอดีตที่ค่ายรถยนต์จะควบคุมการออกแบบและผลิตเองทั้งหมด ใช้วิธีการที่เรียกว่า “Vertical integration” หรือการจัดการธุรกิจในแนบดิ่ง ควบคุมคุณภาพการผลิตเองทั้งหมด ซึ่ง Tesla ก็ทำแบบนี้เช่นกัน และก็ยังเกิดปัญหา

เพราะฉะนั้น การที่ Apple จะเข้ามาบุกตลาดนี้ ด้วยวิธีที่แตกต่างออกไป จึงมีความเห็นแตกออกเป็น 2 ทาง ทางหนึ่งคือจะสั่นสะเทือนและพลิกโฉมวงการรถยนต์ไปตลอดกาล ส่วนอีกทางวิเคราะห์อาจไม่เป็นเช่นนั้น

ดูตัวอย่าง Tesla ของ Elon Musk ที่เคยตั้งวิสัยทัศน์เอาไว้ว่า จะผลิตรถยนต์ไฟฟ้า 20 ล้านคัน ความเป็นจริงคือผลิตได้มากสุดต่อปีคือเกือบ 5 แสนคันเท่านั้น

โจทย์เรื่องการผลิตหินจริงๆ

ขณะเดียวกันเมื่อรถยนต์ไฟฟ้าคือคอมพิวเตอร์ติดล้อ ชิปต่างๆ ก็ขาดไม่ได้ แต่กระแส IoT เติบโตทำให้ชิปเริ่มขาดตลาด และถึงขนาดตอนนี้มีผู้ผลิตรถยนต์บางรายต้องชะลอการผลิตเพราะชิปไม่เพียงพอ ซึ่งนี่ยังไม่ถึงยุครถยนต์ไฟฟ้า และเทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับแพร่หลาย ดังนั้นอาจจะเห็นผู้ผลิตรถยนต์ทำชิปเอง หรือไม่ก็เกิดผู้ผลิตชิปรายใหม่

ส่วนคำถามที่ว่า ใครที่จะมาโค่น Tesla ได้นั้น คำตอบนี้อยู่ที่ “ผู้บริโภค” เพราะการจะซื้อรถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ไหนมีปัจจัยหลายอย่างในแต่ละประเทศ ทั้งราคา ความรักในแบรนด์ ไปไกนจนถึงนโยบายภาครัฐที่สนับสนุน

นี่คือเกมระยะยาวที่ต้องจับตาดูกันต่อไป

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post วิเคราะห์ศึกรถยนต์ไฟฟ้า 2021 เมื่อทุกคนอยากโค่น Tesla first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/ev-battle-2021/

เคล็ดลับบริหารคนจาก 3 บริษัทที่พนักงานมีความสุขติดอันดับโลก

ปฎิเสธไม่ได้เลยว่าบริษัทที่มีวัฒนธรรมองค์กรดีจะดึงดูดให้คนเก่งๆ อยากสมัครมาร่วมงาน และส่งผลให้ผลประกอบการเหนือกว่าคู่แข่งได้ในที่สุด 

how to create happy workplace
เคล็ดลับบริหารคนจาก 3 บริษัทที่พนักงานมีความสุขติดอันดับโลก

Brand Inside ขอชวนคุณผู้อ่านมาเรียนรู้เคล็ดลับการเป็นองค์กรแห่งความสุข ผ่านกรณีศึกษาของ Zoom Microsoft และ Linkedln ซึ่งเป็น 3 องค์กรที่ติดอันดับของบริษัทที่พนักงานมีความสุขที่สุดในปี 2020 จากผลสำรวจของเว็บไซต์ Comparably 

Zoom

Eric Yuan ซีอีโอคนปัจจุบันทำอย่างไรให้ Zoom ขึ้นแท่นเป็นอันดับ 1 ขององค์กรที่พนักงานมีความสุขที่สุดในปี 2020 

Eric Yuan เชื่อว่าลูกค้าจะมีความสุขได้ก็ต่อเมื่อดูแลให้พนักงานมีความสุขในทุกๆ วันก่อน แล้วลูกค้าจะสัมผัสได้เองว่าบริการของบริษัทเรานั้นแตกต่างและโดดเด่นกว่าที่อื่นโดยสิ้นเชิง

วิธีคัดเลือกคนเข้าทำงานของบริษัทนี้ก็น่าสนใจ เพราะทางบริษัทไม่ได้คัดเลือกจากการดูว่าคนนั้นเคยทำงานในบริษัทใหญ่ๆ มาก่อนหรือเปล่า แต่จะมองว่าคนนั้นมีศักยภาพที่จะเติบโตในบริษัท Zoom หรือไม่แทน 

อีกสิ่งที่ขาดไม่ได้คือการให้พนักงานในบริษัทแนะนำคนรู้จักให้เข้ามาทำงานที่ Zoom หรือเรียกอีกอย่างว่าการรีเฟอร์นั่นเอง เพราะ Eric Yuan เชื่อว่าพนักงานในบริษัทจะแนะนำคนที่มีความสามารถและมีลักษณะนิสัยเหมาะสมกับบริษัทมาให้อย่างแน่นอน ซึ่งสิ่งที่เขามองหาในตัวพนักงานทุกคนก็คือการมีความมุ่งมั่นตั้งใจอยากประสบความสำเร็จ และความขยันในการศึกษาเรียนรู้เรื่องต่างๆ ด้วยตัวเอง

 

Microsoft

Microsoft ก็ติดอันดับ 3 ของบริษัทที่พนักงานมีความสุขที่สุดในปี 2020 เพราะ Satya Nadella ซีอีโอคนปัจจุบันทราบดีว่า พนักงานทุกคนต้องการรู้สึกว่าตัวเองสำคัญต่อบริษัท ซึ่งก็เคยมีผลสำรวจออกมาแล้วว่าคนส่วนใหญ่ลาออกจากบริษัทเพราะรู้สึกว่าตัวเองไม่สำคัญอีกต่อไป มากไปกว่าปัญหาเรื่องเงินเดือนหรือวันลาน้อยเสียอีก ดังนั้น ไม่ว่าเราจะเป็นผู้บริหาร เป็นหัวหน้าหรือเป็นพนักงานทั่วไปก็ตาม เราก็ควรให้ความสำคัญกับคนที่เราทำงานด้วยเสมอ 

นอกจากนั้น Microsoft ยังไม่สนับสนุนให้พนักงานทำงานล่วงเวลาวันละหลายชั่วโมงอีกด้วย เพราะทางบริษัทเชื่อว่าถ้าคนทำงานติดๆ กันหลายชั่วโมงจะส่งผลให้มีความสุขลดลง ที่สำคัญสิ่งที่บริษัทนี้ไม่เห็นด้วยที่สุดก็คือการเสียเวลาประชุมไปหลายชั่วโมงแต่ไม่ได้ผลลัพธ์อะไรกลับมาเท่าที่ควร

มีผลวิจัยออกมาแล้วว่าพนักงานที่ประชุมเฉลี่ย 27 ชั่วโมงต่อสัปดาห์จะไม่ค่อยมีความสุข ดังนั้น ที่ Microsoft จึงไม่มีวัฒนธรรมการทำงานแบบบางบริษัทที่ประชุมครั้งละ 20-30 คน แต่กลับมีคนพูดเสนอความคิดเห็นกันจริงๆ เพียง 2-3 คนเท่านั้น 

ดังนั้น ทาง Microsoft จึงสนับสนุนว่าพนักงานแต่ละคนไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมทุกการประชุม แต่ให้เข้าแค่การประชุมที่สำคัญ แล้วหันมาโฟกัสกับงานของตัวเองแทนจะดีกว่า แต่หากจำเป็นจริงๆ ก็ขอให้จำกัดเวลาการประชุมและจำกัดจำนวนคนเท่าที่จะทำได้ ที่สำคัญ ทางบริษัทย้ำว่าเราไม่จำเป็นต้องกำหนดวันประชุมเป็นวันเดิมประจำทุกสัปดาห์ แต่ให้จัดประชุมแค่ตอนมีเรื่องที่ต้องมาระดมความคิดเห็นกันก็เพียงพอแล้ว

Linkedln

Linkedln บริษัทจัดหางานระดับโลกก็ติดอันดับ 17 ของบริษัทที่พนักงานมีความสุขที่สุดในปี 2020 เช่นเดียวกัน

Jeff Weiner ซีอีโอของ Linkedln เล่าว่า พนักงานที่บริษัทขยันทำงานกันมาก เพราะพวกเขารู้ดีว่างานที่ทำมีคุณค่าต่อสังคมอย่างไร ทำให้พวกเขามีความสุขในการมาทำงานแต่ละวัน และพวกเขาก็ชื่นชอบที่จะเฉลิมฉลองความก้าวหน้าและความสำเร็จต่างๆ ในระหว่างการทำงานด้วยเช่นกัน

ทุกๆ 2 สัปดาห์ Jeff Weiner จะมาพูดคุยกับพนักงานว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับบริษัทบ้าง และเขาก็มักจะเล่าเรื่องราวต่างๆ ในแง่มุมที่พนักงานหลายคนอาจจะยังไม่เคยทราบ สิ่งนี้เองทำให้พนักงานรู้สึกเชื่อมั่นในผู้บริหาร และรู้สึกว่าตัวเองมีความเป็นเจ้าของในบริษัทนี้ด้วย

นอกจากนั้น ที่บริษัทยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจคือวัน InDay ซึ่งในวันนั้นพนักงานทุกคนต้องรีบจัดการงานของตัวเองให้เสร็จแล้วมาทำกิจกรรมพัฒนาตัวเองร่วมกับคนอื่นๆ ในทีม ที่สำคัญพนักงานแต่ละฝ่ายจะต้องแข่งขันกันว่าทีมไหนได้เรียนรู้มากที่สุด 

พนักงานมีความสุข
ความสุขคือเป้าหมายขององค์กร

หลังจากได้เรียนรู้เคล็ดลับการเป็นองค์กรแห่งความสุขของทั้ง 3 บริษัทไปแล้ว Brand Inside ก็ขอชวนผู้อ่านทุกท่านมาเรียนรู้อีก 11 เคล็ดลับที่จะช่วยให้วัฒนธรรมองค์กรของเราก่อตัวเป็นองค์กรแห่งความสุขได้เช่นเดียวกัน

1. ความสุขคือเป้าหมายขององค์กร

แน่นอนว่าคนเราต้องเจอความเครียดระหว่างการทำงานบ้างอยู่แล้ว เราจึงไม่ควรคาดหวังให้พนักงานมีความสุขอยู่ตลอดเวลา แต่สิ่งที่ควรทำคือการอธิบายให้พนักงานเข้าใจว่าทุกงานที่ท้าทายและทุกปัญหาล้วนทำให้พวกเขาสามารถดึงจุดแข็งออกมาใช้และพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้นได้ในที่สุด

2. ความสุขเป็นสิ่งที่ส่งต่อกันได้

ผลวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดระบุว่า ถ้าเราอยู่ใกล้พี่น้องหรือเพื่อนที่เป็นคนมีความสุขง่ายก็มีแนวโน้มว่าเราจะมีความสุขเพิ่มขึ้นถึง 42% เช่นเดียวกัน ถ้าคนส่วนใหญ่ในองค์กรยิ้มแย้มหรือมองโลกในแง่บวกอยู่เสมอ เพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ก็จะรู้สึกผ่อนคลาย กล้าพูดคุยปรึกษากัน ทำให้เกิดข้อผิดพลาดในการทำงานลงลงตามไปด้วย

3. รับคนที่มีความสุขง่ายเข้าทำงาน

ยิ่งบรรยากาศการทำงานเต็มไปด้วยความสุข องค์กรของเราก็จะยิ่งดึงดูดให้คนที่มีความสุขและมีความสามารถอยากมาร่วมงานด้วย ดังนั้น เวลาสัมภาษณ์รับคนเข้าทำงานเราก็ควรประเมินด้วยว่าอีกฝ่ายมีทักษะความสุขไหม เพราะถ้าเราให้ความสำคัญกับการคัดเลือกคนลักษณะนี้ คนในบริษัทของเราก็จะภูมิใจกับการมีเพื่อนร่วมงานที่ดี 

4. ถามเป้าหมายการพัฒนาตัวเองของพนักงานแต่ละคน

การถามพนักงานว่าในแต่ละปีหรือแต่ละเดือนเขาอยากพัฒนาตัวเองด้านการทำงานอย่างไรบ้างจะช่วยให้เราสนับสนุนทั้งเป้าหมายระยะสั้นและเป้าหมายระยะยาวของเขาได้ดีขึ้น ซึ่งเราสามารถเริ่มต้นพูดคุยเรื่องนี้ด้วยวิธีง่ายๆ คือให้พนักงานลองเล่าเป้าหมายด้านการทำงานที่อยากทำให้สำเร็จภายในสิ้นปีนี้มาสัก 3-4 ข้อ 

5. ชื่นชมพนักงานอย่างสม่ำเสมอ

ถ้าเราชมคนที่ตั้งใจทำงานบ่อยๆ เขาจะรู้สึกภูมิใจในตัวเองและอยากพัฒนาผลงานให้ดีขึ้นไปอีก เราสามารถชมเขาได้ทั้งระหว่างการประชุมและการพูดคุยแบบตัวต่อตัว สิ่งสำคัญคือเราควรชมพนักงานอย่างต่อเนื่องโดยไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงโอกาสสำคัญอย่างการนัดพูดคุยช่วงกลางปีหรือท้ายปี

ระดมสมอง brainstorm
ให้ฟีดแบคกันอย่างสม่ำเสมอ

6. ให้ฟีดแบคกันอย่างสม่ำเสมอ

เราควรให้ฟีดแบคการทำงานกับพนักงานทั้งเรื่องที่เขาทำได้ดีอยู่แล้วและเรื่องที่เขาพัฒนาได้อีก รวมถึงควรเน้นย้ำเสมอว่างานของแต่ละคนสำคัญต่อองค์กรอย่างไร ที่สำคัญคืออย่าลืมจัดกิจกรรมให้ฟีดแบคกันอย่างเป็นประจำ เช่น เดือนละ 1 ครั้ง ซึ่งเราก็ควรเปิดโอกาสให้พนักงานถามคำถามต่างๆ ในกิจกรรมการให้ฟีดแบคด้วย

7. พูดคุยเรื่องชีวิตส่วนตัวกับพนักงานบ้าง

ผู้บริหารส่วนใหญ่มักจะไม่อยากก้าวก่ายหรือสอบถามเรื่องชีวิตส่วนตัวของพนักงาน อย่างไรก็ตาม การทำความรู้จักกันให้มากขึ้นนอกเหนือจากเรื่องงานนั้นจะช่วยส่งเสริมให้บรรยากาศการทำงานขององค์กรมีความสุขมากขึ้น ซึ่งเราสามารถเริ่มต้นทำสิ่งนี้ได้ง่ายๆ โดยตั้งเป้าหมายว่าในแต่ละวันหรือแต่ละอาทิตย์เราอยากรู้จักเรื่องราวชีวิตของพนักงานหรือเพื่อนร่วมงานคนไหนเพิ่มบ้าง เป็นต้น

8. อย่าลืมเรื่องเวิร์คไลฟ์บาลานซ์

องค์กรต่างๆ ควรให้ความสำคัญกับเวิร์คไลฟ์บาลานซ์ของพนักงานเป็นลำดับแรกๆ เช่น อาจจะให้พนักงานทำงานจากที่บ้านได้ทุกวันศุกร์หรืออาจจะให้วันลาไม่จำกัด เพราะเมื่อเราสนับสนุนให้ชีวิตส่วนตัวและชีวิตการทำงานของพนักงานมีความสมดุลกันแล้ว พนักงานก็จะมีแรงกายแรงใจพร้อมลุยกับงานมากขึ้น

การผ่อนคลายในที่ทำงาน
ส่งเสริมให้พนักงานมีสุขภาพดี

9. ส่งเสริมให้พนักงานมีสุขภาพดี

เราสามารถสนับสนุนให้พนักงานมีสุขภาพดีได้ผ่านการจัดกิจกรรมต่างๆ ในบริษัท เช่น หาครูมาสอนโยคะหรือสอนนั่งสมาธิ ต่อรองส่วนลดสำหรับฟิตเนสที่อยู่ไม่ไกลจากบริษัทให้ จ้างพนักงานนวดหลังคอบ่าไหล่มาอาทิตย์ละครั้ง หรือจัดอาหารกลางวันเพื่อสุขภาพฟรี ถ้าเราทำได้แบบนี้พนักงานก็จะรู้สึกดีที่บริษัทให้ความสำคัญกับพวกเขามากๆ 

10. จัดกิจกรรมให้พนักงานสนิทกันมากขึ้น

ถ้าเราจัดกิจกรรมให้พนักงานใช้เวลาร่วมกันนอกเวลางาน พวกเขาก็จะสนิทกันและอยากมาทำงานด้วยกันมากขึ้น ซึ่งเราสามารถเริ่มต้นได้ง่ายๆ ด้วยการจัด Happy Hour ขึ้นมาเดือนละ 1 วันหรือแบบง่ายที่สุดคือจัดให้ครึ่งเช้าหรือครึ่งบ่ายของทุกวันศุกร์เป็น Happy Hour เป็นต้น

11. พูดคำว่าขอบคุณเสมอ

การพูดขอบคุณเพื่อนร่วมงานในเรื่องต่างๆ เสมอจะช่วยให้บรรยากาศการทำงานดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเราไม่จำเป็นต้องเสียเงินเลยสักบาทเดียว เราสามารถเริ่มต้นได้ง่ายๆ ด้วยการพูดขอบคุณอีกฝ่ายในเรื่องเล็กๆ น้อย เช่น ขอบคุณในความพยายามหรือความตั้งใจของเขา ขอบคุณที่เขาเป็นเพื่อนร่วมงานที่ดี และอื่นๆ อีกมากมาย เพราะเราสามารถขอบคุณได้ทุกเรื่อง ยิ่งคนขอบคุณกันมากเท่าไหร่ บรรยากาศการทำงานก็จะยิ่งดีมากขึ้นเท่านั้น

ที่มา : Inc, thefutureorganization, qualitance, insights, businessnewsdaily, snacknation, articulatemarketing, businessinsider, 15five

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post เคล็ดลับบริหารคนจาก 3 บริษัทที่พนักงานมีความสุขติดอันดับโลก first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/people-mangement-happy-workplace/

หรือ Biden จะเป็น Trump V.2 เมื่อ Buy American เป็นกำแพงการค้าต่อประเทศอื่น | BI Opinion

Biden Trump Buy American

Joe Biden ก็คือ Donald Trump ในเวอร์ชั่น ‘ละมุน’ ขึ้น?

คำถามที่นี้เกิดขึ้นหลังจาก Joe Biden ประกาศนโยบาย Buy American เน้นให้ภาครัฐสนับสนุนการใช้จ่ายเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมภายในสหรัฐฯ เช่น กำหนดให้รัฐบาลต้องซื้อสินค้าที่ผลิตในอเมริกาอย่างน้อย 50% หรือ ลงทุนเปลี่ยนรถยนต์ของรัฐบาลทุกคันเป็นรถไฟฟ้าที่ผลิตในอเมริกาทั้งหมด 

นโยบายของ Joe Biden นัยหนึ่ง จึงเป็นการกีดกันทางการค้า เช่น บริษัทเหล็กจากแคนาดาค้าขายกับบริษัทรถยนต์สหรัฐฯ ได้ยากขึ้นเพราะบริษัทรถยนต์ต้องลดการใช้เหล็กที่มาจากต่างชาติลงเพื่อบรรลุกฎเกณฑ์ที่ตั้งไว้

จะว่าไปแล้ว นโยบายเศรษฐกิจของ Biden มีหน้าตาละม้ายคล้ายกับกำแพงภาษีของ Trump อยู่ไม่น้อย

คำถามคือ เราสามารถเปรียบเทียบด้วยแง่มุมทางการค้าอย่างเดียว แล้วสรุปคำตอบออกมาได้หรือไม่? 

คำตอบคือ ไม่ได้

แม้นโยบาย Biden และ Trump จะดู “คล้ายกัน” เพราะมาจากสาเหตุเดียวกันคือ ชนชั้นกลางอเมริกันเสียประโยชน์จากการค้าการลงทุนโลกมากขึ้นทุกวัน แต่เอาเข้าจริงแล้ว นโยบายทั้งสองต่างกันอย่างมาก

Trump ผู้ไม่แคร์สายตาโลก กับ Biden ที่โอบรับความร่วมมือจากนานาชาติ

สิ่งที่แตกต่างที่สุดระหว่างนโยบายของ Trump และ Biden คือหัวใจของนโยบาย สิ่งที่มาพร้อมกับนโยบาย Trump เสมอคือสำนวนคำพูดแบบชาตินิยม บั่นทอนคุณค่าความร่วมมือระหว่างประเทศ และต่อต้านโลกาภิวัตน์

Trump ไม่เคยลังเลที่จะพูดถึงประเทศอื่นว่าเป็นผู้ร้ายต่อแรงงานอเมริกัน นั่นนำมาสู่นโยบายแนวปกป้องทางการค้าที่มีกลิ่นอายความเป็นปฏิปักษ์ต่อประเทศอื่นไม่เว้นแม้แต่ประเทศพันธมิตรของตัวเอง

เราจึงได้เห็นนโยบายกำแพงทางการค้าสูงตระหง่านที่ไม่เพียงถูกตั้งต่ออริอย่างจีนเท่านั้น แต่พันธมิตรดั้งเดิมอย่างแคนาดาและสหภาพยุโรปก็โดนหางเลขไปด้วย นี่ยังไม่รวมการสร้างกำแพงจริงๆ ต่อเม็กซิโก 

แม้เขาจะพูดถึงชนชั้นแรงงานอยู่เสมอ แต่เขาไม่ได้ออกนโยบายอื่นๆ สนับสนุนแรงงานอย่างแท้จริง เห็นได้จากการเป็นห่วงการขาดดุลงบประมาณ ไม่ออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงโควิด-19 ที่ทะเยอทะยานเพียงพอ เพื่ออุ้มชนชั้นแรงงานที่ได้รับผลกระทบรุนแรง

NASHVILLE, TENNESSEE – OCTOBER 22: U.S. President Donald Trump and Democratic presidential nominee Joe Biden participate in the final presidential debate at Belmont University on October 22, 2020 in Nashville, Tennessee. This is the last debate between the two candidates before the election on November 3. (Photo by Chip Somodevilla/Getty Images)

Biden

ในทางกลับกัน Biden ไม่ได้ต่อต้านโลกาภิวัตน์ แถมยังมุ่งมั่นร่วมมือกับประเทศอื่นๆ ท่าทีของ Biden คือการสนับสนุนชนชั้นกลาง ซึ่งผลประโยชน์ของคนกลุ่มนี้โดยเนื้อแท้แล้ว “ขัดกับ” บริษัทข้ามชาติที่เป็นหัวจักรและผู้ได้รับประโยชน์ที่แท้จริงจากโลกาภิวัตน์ 

นโยบายที่มุ่งฟื้นฟูชนชั้นกลางจึงไปขัดกับนโยบายการค้าเสรีในด้านหนึ่ง แต่โดยเนื้อในแล้ว Biden ศรัทธาต่อความร่วมมือระหว่างประเทศ เขาต้องการคงความร่วมมือในระดับสากลเอาไว้ แต่นั่นต้องเป็นไปโดยให้ชนชั้นกลางซึ่งก็เป็นหน่วยหนึ่งของเศรษฐกิจโลกได้ประโยชน์มากขึ้น 

นโยบายการค้าระหว่างประเทศในยุค Biden จึงมาในรูปโฉมใหม่ ไม่เหมือนกับทั้ง Trump และไม่เหมือนกับนโยบายการค้าเสรีดั้งเดิม ที่มักสานประโยชน์ให้กับแค่บริษัทข้ามชาติเป็นหลัก

ภาพโดย Jonathan Riley จาก Unsplash

รูปโฉมของการค้าระหว่างประเทศของ Biden จะเน้นการยกระดับมาตรฐานในการค้าเพิ่มขึ้น เช่น มาตรฐานสิ่งแวดล้อม มาตรฐานแรงงาน ในแง่หนึ่งมันอาจสร้างต้นทุน แต่นั่นคือมาตรฐานความเป็นอยู่ของชนชั้นกลางที่ดีขึ้นแบบจับต้องได้ มากกว่า “ตัวเลขทางการค้า” ที่เป็นสิ่งที่ดีต่อบริษัทใหญ่มากกว่าตัวละครทางเศรษฐกิจอื่นๆ

ตรงข้ามกับนโยบายกำแพงภาษีที่กีดกันประเทศอื่นและสร้างความเป็นปฏิปักษ์ขึ้นแบบ Trump

นโยบายแบบ Biden จริงๆ แล้ว เป็นสิ่งที่เราเห็นได้ทั่วไปจากทั้ง ญี่ปุ่น จีน และ สหภาพยุโรป หรือก็คือประเทศหัวจักรของการค้าระดับโลก ตัวอย่างเช่น ญี่ปุ่น มีกำแพงที่สูงชันในเรื่องข้าวที่หากมีเรื่องนี้อยูบนโต๊ะเจรจาการค้ากับญี่ปุ่นเมื่อไหร่ก็ไม่มีวันที่จะพูดคุยกับญี่ปุ่นได้สำเร็จ   

ส่วนสหภาพยุโรปเองก็มีทั้งกำแพงในเรื่องการเกษตร การประมง ที่มีการอุดหนุนจากบรัสเซลส์มหาศาล นี่ยังไม่รวมถึงการอุดหนุนเศรษฐกิจท้องถิ่น การอุดหนุนโครงสร้างพื้นฐานในประเทศสมาชิก และการตั้งมาตรฐานทางการค้าเรื่องสิทธิแรงงาน ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อมที่เข้มข้นอีก 

เห็นได้ว่าประเทศเหล่านี้ล้วนตั้ง “มาตรฐาน” อื่นๆ เพื่อสานประโยชน์ให้กับคนหลากหลายชนชั้นมากขึ้น เช่น มาตรฐานสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดี หรือมาตรฐานแรงงานเพื่อลดการกดขี่แรงงานและผลักดันให้เกิดสิทธิที่มนุษย์คนหนึ่งพึงได้รับมากขึ้น

แต่ประเทศเหล่านี้ก็ยังเป็นผู้เล่นที่ดีการค้าการลงทุนระดับโลก ไม่สร้างความเป็นปฏิปักษ์และใส่ร้ายป้ายสีประเทศอื่นๆ ให้เป็นตัวร้ายของคนในประเทศ และนี่ก็เป็นหนังคนละม้วนกับ Trump โดยสิ้นเชิง

Buy American in action

หันกลับมาคิดเรื่อง Buy American ในทางปฏิบัติ ถึงนโยบายนี้จะผลักดันให้ภาครัฐหันมาสนับสนุนสินค้าที่ผลิตในอเมริกามากขึ้น แต่ความเป็นจริงนโยบายนี้กระทบคู่ค้าต่างประเทศน้อยมาก

Government Accountability Office ที่เป็นสำนักงานตรวจสอบสูงสุดของรัฐบาลกลางรายงานว่า ในปี 2017 มีการจัดซื้อภาครัฐเพียง 7.8 พันล้านดอลลาร์ เท่านั้น ที่เกิดขึ้นกับคู่ค้าต่างประเทศรายใหญ่ที่สุด 6 ประเทศ จากตัวเลขการจัดซื้อภาครัฐทั้งหมดทั้งหมด 5.08 แสนล้านดอลลาร์

ข้อมูลจากสื่ออย่าง Wall Street Journal และ Washington Post รายงานตรงกันว่า สัดส่วนสินค้าจากต่างประเทศคิดเป็นเพียง 5% ของการจัดซื้อภาครัฐเท่านั้น ส่วนข้อมูลจากหอการค้าอเมริกันเผยว่าการจัดซื้อภาครัฐ 97% เกิดขึ้นกับบริษัทอเมริกัน (แต่ก็ยังมีข้อถกเถียงเรื่องห่วงโซ่การผลิตที่มีความเป็นนานาชาติ)

ตามข้อตกลงการจัดซื้อจัดจ้างตามกรอบขององค์การการค้าโลก (WTO) ที่สหรัฐฯ เข้าร่วมกับอีก 47 ประเทศ ก็มีข้อระบุชัดเจนว่ารายการการจัดซื้อที่มีมูลค่าเกิน 182,000 เหรียญสหรัฐฯ จะต้องเปิดให้บริษัทจากประเทศที่เข้าร่วมข้อตกลงเข้ามามีส่วนร่วมได้เสรี ซึ่งทำให้ Buy American ไม่กระทบการค้าหากเป็นไปตามเงื่อนไขนี้

ที่น่าสนใจที่สุดคือ Joe Biden เคยมีประสบการณ์การจัดการกับเรื่องราวแบบนี้มาก่อน ในปี 2008 ในสมัยรัฐบาล Barack Obama ที่เกิดวิกฤติการเงินขึ้นจนภาครัฐต้องออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจภายในขนานใหญ่ และบางมาตรการณ์ก็คล้ายกับ Buy American ที่ Biden เสนอในปี 2020 

นโยบายกระตุ้นมีการส่งเสริมให้ใช้เหล็กในโครงการของรัฐ แต่ท้ายที่สุดก็มีการเจรจายกเว้นให้กับเหล็กของ Canada และสินค้าอื่นๆ ของคู่ค้ารายสำคัญที่ตกลงกันไว้ในข้อตกลงการจัดซื้อภาครัฐของ WTO เพราะเล็งเห็นถึงความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวพันกันแน่น นี่แสดงให้เห็นว่ามีช่องว่าให้เจรจากับพันธมิตรอยู่เสมอในตำราของ Biden

Jean Heilman Grier ที่ปรึกษาด้านการค้าจาก Djaghe LLC บริษัทที่ปรึกษาระหว่างประเทศ ผู้เคยมีบทบาทช่วยเจรจาต่อรองกฎเกณฑ์ด้านการจัดซื้อภาครัฐใน WTO กล่าวว่านโยบาย Buy American ของ Biden น่าจะเป็นไปในทิศทางเดียวแบบนั้น และจะสอดคล้องกับข้อบังคับทางการค้าที่มีอยู่ 

Buy American จะเหมือนกัน Make America Great Again V.2 หรือไม่ เรื่องนี้ต้องถามทีมของ Biden

WASHINGTON, DC – April 11: Federal Reserve Chair, Janet Yellen, look on as the group of 20 nations (G- 20), finance ministers and central bankers prepare for the International Monetary and Financial Committee (IMFC) family photo at the IMF/World Bank Spring meetings on April 11, 2014 in Washington, DC. (Photo by Pete Marovich/Getty Images)

Janet Yellen รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เคยพูดถึงนโยบายการค้าระหว่างประเทศไว้ว่า Joe Biden มีท่าทีชัดเจนที่จะไม่เซ็นข้อตกลงการค้าเสรีใหม่ๆ ก่อนสหรัฐฯ จะได้ลงทุนขนานใหญ่เพื่อแรงงานในสหรัฐฯ และโครงสร้างพื้นฐานภายใน เธอย้ำว่าการฟื้นฟูเศรษฐกิจภายในจะเป็นสิ่งสำคัญอันดับหนึ่งของรัฐบาลนี้ 

คำกล่าวของเธอ อาจสร้างความตกใจให้กับมิตรประเทศพอสมควร

แต่สหรัฐฯ กำลังเผชิญกับปัญหาโควิด-19 อย่างหนักหน่วง มีผู้ติดเชื้อมากที่สุดในโลก จำนวนกว่า 27 ล้านคน เสียชีวิตกว่า 4 แสนคน นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังเจอกับความแตกแยกทางการเมืองภายในประเทศครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่ง นำมาสู่การบุกรัฐสภา U.S. Capitol ในวันที่ 6 มกราคม ก็ไม่แปลกที่สหรัฐฯ จะเร่งซ่อมบ้านโดยด่วน

แต่เธอได้กล่าวต่อสภาสูงสหรัฐฯ ในการรับฟังเพื่อยืนยันการแต่งตั้งว่า ฝ่ายบริหารมีความมุ่งมั่นแรงกล้าในนโยบายด้านการค้า เธอจะทำงานใกล้ชิดกับ Biden ในการสร้างสะพานเชื่อมระหว่างสหรัฐฯ และพันธมิตรอีกครั้ง และจะมีการทำข้อตกลงทางการค้าที่สร้างความมั่งคั่งให้กับแรงงานอเมริกัน

เมื่อพิจารณาคำพูดของเธอ ชัดเจนว่า รัฐบาลของ Biden มองการซ่อมบ้านครั้งใหญ่ว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องแก้เพื่อการกลับไปมีบทบาทในความร่วมมือระหว่างประเทศที่มั่นคงมากขึ้น

ในอีกฟากหนึ่ง Jake Sullivan ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติประจำสภาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ ให้ความเห็นว่า แม้ Biden จะยังมีท่าทีไม่แน่นอนเรื่องการยกเลิกกำแพงภาษีกับจีนลง และสหรัฐฯ ก็มีท่าทีต่อต้านจีนเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลงจากสมัยของ Trump

แต่นโยบายที่แข็งกร้าวต่อจีน เป็นแค่นโยบายต่อคู่แข่งทางยุทธศาสตร์เพื่อต่อต้านท่าที่อำนาจนิยม การทูตที่ก้าวร้าว การแทรกแซงทางเศรษฐกิจของทางการจีน และการขโมยทรัพย์สินทางปัญญา 

นี่ไม่ใช่นโยบายที่สหรัฐฯ จะมีต่อประเทศพันธมิตรซึ่งเป็นผู้นิยมชมชอบประชาธิปไตยเหมือนกัน ในทางกลับกัน พันธมิตรจะร่วมมือกันเพื่อกดดันให้จีนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่นับวันยิ่งแข็งกร้าวขึ้น

Sullivan ยังมีแนวทางด้านเศรษฐกิจไม่ต่างไปจากคนอื่นในรัฐบาลคือการมองแรงงานเป็นหัวใจสำคัญของนโยบายการค้า เขากล่าวว่า “จุดประสงค์ของการเจรจาการค้าไม่ได้เป็นไปเพื่อทำให้โลกเป็นสถานที่ที่น่าลงทุนสำหรับบริษัทข้ามชาติมากขึ้น แต่เป็นไปเพื่องานและค่าจ้างที่ยกระดับชีวิตชนชั้นกลางได้”

นี่ไม่ใช่การปฏิเสธการค้าเสรีแน่นอน เพราะ Biden มีความตั้งใจอีกหลายอย่างที่ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศ ทั้งการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนอย่างโควิด การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงการสร้างพันธมิตรต้านจีน

อาจพูดได้ว่า Biden อยากจะปรับปรุงให้การค้าเสรีทำงานได้อย่างเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น

การค้าระหว่างประเทศยุค Biden สามารถสรุปได้ด้วยคำพูดของ Eswar Prasad ศาสตราจารย์ด้านนยบายการค้าจาก Cornell University ที่ว่า “Biden จะนำมาสู่ยุคใหม่ของการค้าและความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ที่ตัดสินใจลดการโฟกัสเรื่องดั้งเดิมอย่างราคาและประสิทธิภาพ และหันมาสนใจสภาพความเป็นอยู่จริงๆ ของผู้คนมากขึ้น”

การมุ่งสนใจประสิทธิภาพทางราคา แต่เดิมก็เป็นไปเพื่อความเป็นอยู่ของผู้คน แต่เมื่อวิธีการดังกล่าวพิสูจน์แล้วว่าไม่ได้ให้ผลประโยชน์ต่อความเป็นอยู่ของคนทั่วไปเท่าที่ควร นโยบายการค้าก็ควรต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปสู่วิธีการใหม่ๆ

ทิ้งท้าย

มีการวิพากษ์นโยบาย Biden จากอีกฟากว่า แม้เขาจะยังมีท่าทีสนับสนุนความร่วมมือระหว่างประเทศก็จริง แต่การยกมาตรฐานทางการค้าเพิ่มขึ้นคือการสร้างกำแพงทางการค้าที่ขัดขวางการลงทุนระหว่างประเทศ ทำให้ผู้จ่ายภาษีต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้นในสินค้าที่มีคุณภาพลดลง

ในแง่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศก็ชวนให้อดคิดไม่ได้ว่า สหรัฐฯ กำลังตั้งกำแพงกับประเทศอื่นๆ 

ในตอนนี้ งานของ Biden คือ การประเมินผลในทางปฏิบัติ ว่านโยบายของเขาต่อไปจะกระทบการค้าการลงทุนแค่ไหนเพื่อกำหนดรายละเอียดนโยบายให้มีความสมดุลระหว่างการยกระดับเศรษฐกิจภายใน และความสัมพันธ์ทางการค้ากับภายนอก

นอกจากนี้ Biden ยังต้องสื่อสารกับนานาชาติถึงจุดยืนให้ชัดเจน ว่า Buy American ไม่ใช่กำแพงทางการค้า ยืนยันความมุ่งมั่นในเวทีโลก ในตอนนี้การกลับเข้าไปเป็นมีบทบาทนำในการแก้ไขปัญหาระดับโลก ทั้งในองค์การอนามัยโลก ข้อตกลงปารีส และอื่นๆ ตั้งแต่วันแรกของการดำรงตำแหน่งก็พอสร้างความมั่นใจได้ในระดับหนึ่ง

นโยบาย Buy American ยังคงเป็นสิ่งที่ยังประเมินได้ยากในเร็ววัน แต่ที่แน่ๆ คือ Biden จะไม่เดินตามรอย Trump ในนโยบายการค้า แต่ในเมื่อยังมีเรื่องให้พิจารณาอีกมากทั้งผลในเชิงปฏิบัติ และการสื่อสารกับนานาชาติ เรื่องนี้จึงยังต้องติดตามดูกันต่อไปอย่างรอบด้าน

อ้างอิง – Foreign Affairs (1) (2), WSJ (1) (2) (3), Washington Post (1) (2) (3), FT, NYT, Mint, Economist, Bloomberg, Independent, CFR, Vox, NPR

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post หรือ Biden จะเป็น Trump V.2 เมื่อ Buy American เป็นกำแพงการค้าต่อประเทศอื่น | BI Opinion first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/will-buy-american-make-biden-another-trump/