คลังเก็บป้ายกำกับ: Operating_System

เปิดตัว Start Menu ดีไซน์ใหม่ ไม่มีพื้นหลังใน Tiles เปลี่ยนเป็นสีโปร่งใส ปรับตามธีม

ไมโครซอฟท์ออก Windows 10 Insider Preview Build 20161 ในรุ่นทดสอบ Dev Channel มีการเปลี่ยนแปลงสำคัญคือ Start Menu โฉมใหม่ที่เคยโชว์มาก่อนหน้านี้

Start Menu แบบใหม่ปรับมาใช้แนวทางดีไซน์ Fluent Design ยุคใหม่ และตัดสีพื้นหลังของช่อง Tiles ออกป เปลี่ยนเป็นสีเกือบโปร่งใส (partially transparent) ที่ปรับตามธีม dark/light แทน

หากผู้ใช้งานต้องการสีสันสดใสขึ้น สามารถเปิดตัวเลือก accent color on the following surfaces ให้ Start Menu เปลี่ยนโทนสีตามสีของธีมได้ด้วยเช่นกัน (สีชมพูตามภาพ)

No Description

No Description

No Description

ของใหม่ใน Build นี้ยังมีการแสดงแท็บทั้งหมดของ Microsoft Edge ในหน้าจอ Alt + TAB (สามารถเลือกปิดกลับคืนได้ถ้าไม่ชอบ)

นอกจากนี้ สำหรับคอมพิวเตอร์ที่ติดตั้ง Windows ใหม่และเปิดใช้งานเป็นครั้งแรก ไมโครซอฟท์จะเลือกไอคอนมาตรฐานบนทาสก์บาร์ให้ตรงกับพฤติกรรมผู้ใช้ (อิงจากข้อมูลใน Microsoft Account) เช่น หากผู้ใช้รายนั้นใช้มือถือแอนดรอยด์ จะมีไอคอน Your Phone โผล่มาให้, หากผู้ใช้มีบัญชี Xbox Live ก็จะเป็นไอคอน Xbox เป็นต้น

No Description

หน้า Settings > System > About ที่เป็นข้อมูลสเปกฮาร์ดแวร์ของพีซีเครื่องนั้น ยังเพิ่มปุ่ม Copy ข้อมูลสเปกเพื่อให้นำไปใช้ต่อได้ง่ายขึ้น

No Description

ตามนโยบายการออกรุ่น Windows 10 ที่รุ่นหน้า 20H2 จะเป็นอัพเดตเล็ก มีของใหม่ไม่เยอะ เราน่าจะได้ใช้ Start Menu โฉมใหม่กันในเวอร์ชัน 21H1 ของปีหน้าเลย

ที่มา – Microsoft

from:https://www.blognone.com/node/117265

Linus Torvalds เผยอนาคต Linux หา Maintainer ยากขึ้นเรื่อยๆ, อนาคตอาจใช้ภาษาอื่นนอกจาก C และ Arm น่าจับตามอง

Linus Torvalds ผู้สร้าง Linux ได้ออกมาเล่าถึงความท้าทายในอนาคตของ Linux ในงาน Open Source Summit and Embedded Linux Conference ที่จัดขึ้นในสัปดาห์นี้แบบ Virtual ซึ่งก็มีประเด็นที่น่าสนใจมากมาย

ประเด็นแรกนั้น Linus ได้ให้ความเห็นว่า Linux เป็นเทคโนโลยีที่ทั้งน่าสนใจและน่าเบื่อในเวลาเดียวกัน เนื่องจากเมื่อเทียบกับเทคโนโลยีอื่นๆ แล้ว เทคโนโลยีอื่นๆ นั้นมีอะไรที่น่าสนใจกว่าเรื่องของ Linux อยู่มากมาย แต่สำหรับคนอย่าง Linus และคนที่มีความสนใจในการทำงานของระบบในระดับ Low Level และการเชื่อมต่อกับ Hardware แล้ว Kernel ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจ แต่อาจจะไม่ใช่สำหรับทุกคน

ถัดมานั้นเมื่อพูดถึงประเด็นเรื่องอนาคตของ Linux ที่ผู้คนในชุมชนเองก็ต้องมีการเปลี่ยนผ่านไปสู่คนรุ่นใหม่ Linus ก็บอกว่าที่ผ่านมาก็มีสมาชิกในชุมชนที่อายุไม่ถึง 50 อยู่มากมายและยังคงช่วยกันดูแลรักษาโค้ดของ Linux อยู่ แต่การหา Maintainer หน้าใหม่นั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะงานนี้เป็นงานที่ต้องทุ่มเท ในแต่ละวันต้องอ่านอีเมล์และตอบอีเมล์จำนวนมากอยู่ตลอด จึงไม่ใช่งานที่ทุกคนจะชอบทำนัก และทุกวันนี้ในชุมชนนักพัฒนาก็มี Maintainer ไม่เพียงพออยู่ ถึงแม้จะมีคนที่พัฒนาโค้ดใหม่ๆ เข้ามาอยู่ตลอดก็ตาม

ประเด็นถัดมาที่น่าสนใจก็คือการที่ภาษาใหม่ๆ อย่างเช่น Go หรือ Rust ที่อาจเข้ามาทดแทน C ได้ แต่สำหรับการพัฒนา Linux Kernel นั้น Linus ระบุว่า C จะยังคงมีบทบาทอยู่แน่ๆ และ C ก็ยังคงเป็นภาษาที่ได้รับความนิยมติด 10 อันดับแรกอยู่ แต่สำหรับส่วนอื่นๆ ที่นอกเหนือจาก Kernel อย่างเช่น Driver นั้น ทีมพัฒนา Kernel ก็กำลังพิจารณาให้มี Interface เพื่อพัฒนาด้วยภาษาอื่นๆ ได้อยู่ และภาษาอื่นๆ ก็จะกลายมาเป็นทางเลือกในการพัฒนาระบบส่วนนี้ได้

สำหรับ Arm นั้น ใน 10 ปีที่ผ่านมา Linus ก็มักได้รับคำบ่นจากเหล่านักพัฒนาว่าหา Hardware มาใช้งานได้ยาก แต่เมื่อ Apple ประกาศหันมาใช้ Arm แล้ว หลังจากนี้เหล่านักพัฒนาเองก็คงให้ความสนใจกับ Arm กันมากขึ้น และ Linus เองก็ได้ยกตัวอย่างถึง Graviton 2 ของ AWS ที่ถือเป็นตัวอย่างที่ดีในการใช้ Arm บน Cloud แต่กระนั้นนั่นก็ยังไม่ใช่ทางเลือกที่ดีสำหรับนักพัฒนา เพราะนักพัฒนาย่อมอยากมี Hardware อยู่ตรงหน้าและใช้งานทุกวันอยู่แล้ว

ที่มา: https://www.theregister.com/2020/06/30/hard_to_find_linux_maintainers_says_torvalds/

from:https://www.techtalkthai.com/linus-torvalds-on-linux-future/

Linux Mint 20 ‘Ulyana’ ออกแล้ว

Linux Mint เป็นดิสโทรที่ต่อยอดออกมาจาก Ubuntu โดยวันนี้มีการออกเวอร์ชัน 20 ภายใต้โค้ด ‘Ulyana’ ออกมาให้ใช้งานกันได้จริงแล้วครับ

credit : blog.linuxmint

Ulyana ต่อยอดมาจาก Ubuntu 20.04 ด้วย Linux Kernel เวอร์ชัน 5.4 ซึ่งจะมีช่วงเวลาการดูแลไปได้ถึงปี 2025 โดยผู้สนใจจะสามารถเลือก Desktop Environment (UI) การใช้งานได้ 3 แบบคือ Cinnamon (4.6), MATE (1.24) และ Xfce (4.14) 

นอกจากนี้ไฮไลต์ของเวอร์ชันใหม่คือโปรแกรมที่ชื่อ ‘Warpinator’ คือการนำโปรเจ็คที่ชื่อ Giver เมื่อ 10 ปีก่อนมาปัดฝุ่นทำใหม่ โดยความสามารถคือการทำให้อุปกรณ์มองเห็นและแชร์ข้อมูลภายในเครือข่ายได้โดยไม่ต้องสร้างเซิร์ฟเวอร์เพียงแค่ลากไฟล์ข้ามไปหากันได้เลย ท่านใดสนใจรายละเอียดของ Mint 20 สามารถศึกษาได้ทั้งหมดที่นี่

ที่มา : https://betanews.com/2020/06/27/linux-mint-20/

from:https://www.techtalkthai.com/linux-mint-20-ulyana-has-been-released/

Microsoft ลบหน้า ‘Defer Feature Update’ ใน Windows 10 2004 ออกแล้ว

Microsoft ได้ลบการชะลออัปเดตฟีเจอร์ในหน้า ‘Windows Update Advanced options’ ใน Windows 10 2004 ออกไปเรียบร้อยแล้ว

หน้า Windows Update เวอร์ชัน 1909

ต้องอธิบายว่าการอัปเดตของ Windows นั้นจะมีอยู่ 3 แบบคือ Security Update, Feature Update และ Quality Update ซึ่งตั้งแต่ Windows 10 1703 เราสามารถเลือกชะลอการอัปเดต 2 ตัวหลังออกไปได้สูงสุดถึง 365 วันผ่านหน้า Windows Update -> Advanced options เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่เกิดปัญหาอะไร (Pause Update สูงสุด 35 วันแต่หลังจากนั้นจะเกิดการอัปเดตอัตโนมัติ) 

ทั้งนี้เนื่องจากมีการปรับ Policy เพื่อไม่ให้มีเครื่องที่หลุดการอัปเดตเป็นระยะเวลานานเกินไปและตั้งใจให้ใช้ Defer Feature กับอุปกรณ์ที่ใกล้หมดระยะดูแลเท่านั้น ด้วยเหตุนี้เพื่อลดความสับสนทาง Microsoft จึงตัดหน้านี้ออก โดยจะยังทำได้ผ่านการใช้ Group Policy เท่านั้น (Computer Configuration > Administrative Templates > Windows Components > Windows Update > Windows Update for Business > Select) พูดง่ายๆ ว่าทำยากขึ้นแต่ถามว่าบั๊กจะน้อยลงด้วยไหมก็อย่างที่เห็น

ที่มา :  https://betanews.com/2020/06/25/windows-10-may-2020-update-defer-option-missing/

from:https://www.techtalkthai.com/microsoft-removes-defer-feature-setting-from-windows10-2004-adv-options/

ไม่มีแล้ว Boot Camp แอปเปิลยืนยัน Mac ARM ไม่ให้บูต OS อื่น, ต้อง Virtualization แทน

ประเด็นที่หลายคนอยากรู้ ในข่าวการเปลี่ยนผ่านจาก x86 ไปสู่ ARM ของแอปเปิล (ที่แอปเปิลเรียกว่า Apple Silicon) คืออนาคตของ Boot Camp และการรันวินโดวส์บนฮาร์ดแวร์แมค

ล่าสุด Craig Federighi ผู้บริหารฝ่ายซอฟต์แวร์ของแอปเปิลที่เราคุ้นหน้ากันดี ไปคุยในรายการ Daring Fireball podcast ยืนยันว่าเครื่องแมคยุค Apple Silicon จะไม่รองรับการบูตไปยังระบบปฏิบัติการอื่น (we’re not direct booting an alternate operating system) และแนะนำให้ใช้ virtualization แทนหากต้องการใช้ระบบปฏิบัติการอื่น

Federighi ยังบอกว่าปัจจุบันเทคโนโลยี hypervisor มีประสิทธิภาพมากขึ้นมาก ความจำเป็นในการบูตเข้า OS อื่นโดยตรงจึงไม่ค่อยมีแล้ว

No Description

ก่อนหน้านี้ ไมโครซอฟท์เพิ่งยืนยันว่าจะไม่ขายไลเซนส์ Windows on ARM แบบขายปลีกให้ติดตั้งกันเองผ่าน Boot Camp เมื่อแอปเปิลยืนยันว่าจะไม่มี Boot Camp ให้บูตเข้าระบบปฏิบัติการอื่น ก็น่าจะเป็นคำตอบสุดท้ายว่าเราจะรันวินโดวส์บนแมคตรงๆ ไม่ได้อีกแล้ว

ที่มา – Daring Fireball via The Verge

from:https://www.blognone.com/node/117164

macOS Big Sur ปรับ UI ครั้งใหญ่ ดีไซน์เน้นโค้งมน ไอคอนใหม่สไตล์เดียวกับ iOS

macOS Big Sur ที่เปิดตัวไปในงาน WWDC เมื่อคืนนี้ นอกจากการปรับเปลี่ยนเพื่อเตรียมรองรับสถาปัตยกรรม ARM ที่ Apple จะผลิตชิปเองแล้ว ยังมีการปรับดีไซน์ใหม่ของ UI และเพิ่มฟีเจอร์ใหม่เข้ามาเพื่อให้การใช้งานสะดวกขึ้น และมีความเข้ากันได้กับ iOS และ iPad OS มากขึ้น

No Description

ดีไซน์หน้าต่างทั่วไป เป็นแบบโค้งมนมากขึ้น (เพิ่มองศามุมของหน้าต่างให้เป็นมุมป้านมากขึ้น) พร้อมอัพเดตไอคอนแบบใหม่ที่เป็นทรงสี่เหลี่ยมที่มุมโค้งมนและมีเงา drop shadow คล้ายคลึงกับ iOS

No DescriptionNo DescriptionNo Description

ปรับ Toolbars และ Title Bars แบบใหม่ ไม่มีขอบ และสูงขึ้น

No Description

เลือกสีไอคอน Accent Color ของแอปต่างๆ ได้ด้วยตัวเอง โดยจะไม่เป็นเพียงสีเทาหม่นๆ อีกต่อไป ซึ่งค่าเริ่มต้นจะตั้งไว้ที่ multicolor แต่ถ้าผู้ใช้ตั้งค่าเป็นสีอื่น สีนั้นก็จะถูกนำไปใช้กับไอคอนหรือปุ่มต่างๆ ในแอปโดยอัตโนมัติ ยกเว้นแต่ไอคอน glyph บน Sidebar ที่จะเป็นแบบหลากสีเหมือนเดิม เพราะเกี่ยวข้องกับการแยกประเภทของแอปต่างๆ ให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น

No DescriptionNo DescriptionNo Description

แอป iCloud Drive ยังเป็นสีฟ้า แม้ผู้ใช้จะตั้งเลือก Accent Color เป็นสีส้ม

มี Control Center และ Notifications Center เพิ่มมาแบบบน iOS และ iPadOS ให้การควบคุมเครื่อง Mac และการดู Notifications หรือ Widgets ต่างๆ ทำได้สะดวกยิ่งขึ้น

No DescriptionNo Description

Safari ปรับปรุงใหม่ ปรับแต่งหน้า Home เองได้ และเพิ่มความเป็นส่วนตัว โดยสามารถกดดูได้ว่าหน้าเว็บที่เข้าอยู่ กำลัง track ข้อมูลอะไรของผู้ใช้บ้าง

No DescriptionNo Description

แอป Messages ปรับใหม่ พินการสนทนาที่สำคัญไว้บนสุดได้ เพิ่ม Memoji และเอฟเฟกต์ใหม่ๆ แท็กหาคนในกรุ๊ปด้วยการพิมพ์ชื่อได้แล้ว

No DescriptionNo Description

ถือเป็นการปรับดีไซน์ครั้งใหญ่ของ macOS ที่หลังจากใช้เวอร์ชั่น 10.xx มานาน ก็กลายเป็น macOS 11 เต็มตัวเสียที และทำให้ UI บนอุปกรณ์ต่างๆ ของ Apple มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมากขึ้น (streamlined) ในที่สุด หลังจากที่ผู้ใช้ macOS ต้องเจอกับหน้า UI ที่แตกต่างพอสมควร

from:https://www.blognone.com/node/117086

หลุดแผนกูเกิล ฟีเจอร์ Nearby Sharing ของ Android จะใช้กับ OS อื่นได้ด้วย

เคยมีข่าวของฟีเจอร์ Nearby Sharing หรือ Fast Share ของ Android (ซึ่งเทียบได้กับ AirDrop ของ iOS) ออกมาเรื่อยๆ แต่ของจริงกลับยังไม่มาสักที

ล่าสุดมีคนไปค้นพบตัวเลือก Nearby Sharing ในระบบปฏิบัติการ Chrome OS ด้วย (ต้องเปิดใช้ใน flag และต้องเป็นเวอร์ชัน Canary ถึงจะเห็น แต่เปิดแล้วยังใช้งานไม่ได้จริง)

ความน่าสนใจคือข้อความใน Chrome OS ระบุว่าฟีเจอร์ Nearby Sharing จะสามารถใช้ได้กับระบบปฏิบัติการฝั่งเดสก์ท็อปทั้งหมดคือ Mac, Windows, Linux, Chrome OS แสดงให้เห็นแผนการใหญ่ของกูเกิลที่ต้องการสร้างระบบแชร์ข้ามแพลตฟอร์ม

เว็บไซต์ 9to5google คาดว่ากูเกิลจะเพิ่ม Nearby Sharing เข้ามาผ่าน Google Play Services เพื่อให้ใช้งานกับ Android เวอร์ชันเก่าๆ ได้ด้วย (ไม่ผูกกับ Android 11) ส่วนฝั่งเดสก์ท็อปก็น่าจะผูกเข้ากับ Chrome โดยตรง

No Description

ที่มา – 9to5google

from:https://www.blognone.com/node/117041

ไมโครซอฟท์เพิ่มคอมมานด์ไลน์ WSL Install และ Update บรรทัดเดียวเปิดใช้ลินุกซ์ได้

ไมโครซอฟท์ออก Windows 10 Insider Preview Build 20150 ในรุ่นทดสอบ Dev Channel (Fast Ring) เดิม มีของใหม่คือ Windows Subsystem for Linux (WSL) รองรับ GPU แล้ว ตามที่เปิดตัวในงาน Build 2020 เมื่อเดือนที่แล้ว ช่วยให้เราสามารถรันงานที่ต้องใช้ GPU (เช่น เทรน AI) บน WSL ได้โดยตรง

ไมโครซอฟท์ยังแก้ปัญหา WSL ติดตั้งยาก เพราะต้องกดเปิดใช้งานจากหน้า Settings ก่อนหลายขั้นตอน ด้วยคำสั่งเดียวจบ wsl.exe –install จากนั้นค่อยไปติดตั้งดิสโทรลินุกซ์ในขั้นถัดไป (ไมโครซอฟท์บอกว่าในอนาคตจะใช้คำสั่งเดียว เปิดใช้ WSL และติดตั้งดิสโทรให้ด้วยเลย)

นอกจากนี้ การที่เคอร์เนลของ WSL เปลี่ยนมาอัพเดตผ่าน Windows Update ไมโครซอฟท์ก็อำนวยความสะดวกให้สายคอมมานด์ไลน์ ด้วยคำสั่ง wsl.exe –update เพื่ออัพเดตเคอร์เนลเป็นเวอร์ชันล่าสุด และสามารถสั่ง wsl.exe –update –rollback เพื่อกลับไปเคอร์เนลเวอร์ชันก่อนหน้าได้เช่นกัน

ที่มา – Microsoft

No Description

from:https://www.blognone.com/node/117024

Windows 10 รุ่นหน้าเรียก 20H2 ไม่มีเลขเวอร์ชันอิงเดือน, เป็นอัพเดตเล็ก เน้นเสถียรภาพ

ไมโครซอฟท์ประกาศแผนการออก Windows 10 อัพเดตถัดไป โค้ดเนม 20H2 ที่จะใช้เลขเวอร์ชันว่า version 20H2 อีกเหมือนกัน เลิกใช้ระบบเลขเวอร์ชันแบบ “ปี+เดือน” (เช่น v1909 หรือ v2004) แล้ว แต่จะยังมีชื่อเรียกอัพเดตแบบยาวๆ (เช่น May 2020 Update) อยู่

ไมโครซอฟท์ให้เหตุผลว่า เลือกตั้งชื่อเวอร์ชันเป็น 20H2 เพียงอย่างเดียวเพื่อลดความสับสนของผู้ใช้และพาร์ทเนอร์ หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีทั้งการเรียกแบบครึ่งปี (20H1) และแบบเจาะจงเดือนที่ออก (2004)

Windows 10, version 20H2 จะยังคงนโยบายของไมโครซอฟท์ ที่แบ่งเป็นอัพเดต “ใหญ่-ย่อย” สลับกันไป โดยอัพเดตตัวครึ่งปีหลัง (H2) จะเป็นอัพเดตเล็ก มีฟีเจอร์ใหม่ไม่มาก เน้นปรับปรุงคุณภาพและเสถียรภาพ แบบเดียวกับที่เราเห็นมาจาก 19H2 (v1909) มาแล้ว และWindows 10 Enterprise/Education อัพเดต H2 จะยังได้ซัพพอร์ตนาน 30 เดือน ซึ่งเป็นรุ่นที่ไมโครซอฟท์แนะนำให้ลูกค้าองค์กรใช้งาน

No Description

การที่ Windows 10 20H2 เป็นอัพเดตขนาดเล็ก กระบวนการอัพเดตจาก 20H1 จึงไม่ต่างอะไรจากอัพเดตแพตช์รายเดือน (ต่างจากตัว 20H1 ที่เป็นอัพเดตใหญ่) ระยะเวลารอติดตั้งอัพเดตจึงเร็วกว่ากันมาก ซึ่งตรงนี้เหมือนกับการอัพเดต 19H2 (แต่ถ้าอัพเดตมาจาก Windows 10 เวอร์ชันก่อนๆ 20H1 ก็จะยังต้องติดตั้งแบบเต็มกระบวนการอยู่ดี)

ไมโครซอฟท์ยังไม่เผยรายละเอียดฟีเจอร์ของ Windows 10 20H2 มากนัก บอกเพียงว่ามันจะเป็นอัพเดตตัวแรกที่พ่วง Microsoft Edge Chromium เข้ามาด้วย นั่นแปลว่าผู้ที่ติดตั้ง Windows 10 20H2 แบบ clean install จะได้ใช้ Edge Chromium ทันที ในขณะที่ Windows 10 20H1 (v2004 ตัวปัจจุบัน) ยังเป็น Edge ตัวเก่าอยู่

ตอนนี้ไมโครซอฟท์เริ่มปล่อย 20H2 รุ่นทดสอบ Build 19042.330 ให้กับผู้ทดสอบกลุ่ม Beta Channel (Slow Ring เดิม) แล้ว

ที่มา – Microsoft

from:https://www.blognone.com/node/116951

Microsoft ประกาศ Windows Server ใน Major Release ถัดไปจะบังคับใช้ TPM2.0 และ Secure Boot เป็น Default

Microsoft ได้ออกมาประกาศถึงแผนในอนาคตสำหรับ Major Release ถัดไปของ Windows Server ว่าจะมีการติดตั้งและบังคับใช้ TPM 2.0 และ Secure Boot เป็น Default

Credit: ShutterStock.com

การบังคับนี้จะถูกบังคับใช้กับทั้งการติดตั้งในแบบ Bare Metal, Virtual Machine (Guest) บน Hyper-V และบน Hypervisor ค่ายอื่นๆ ที่ผ่านการรับรองตาม Server Virtualization Validation Program (SVVP) เพื่อให้การติดตั้งใช้งาน Windows Server นั้นมีความมั่นคงปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

แนวทางนี้จะถูกบับคับใช้สำหรับ Windows Server รุ่น Major Release ที่จะเปิดตัวออกสู่ตลาดหลังวันที่ 1 มกราคม 2021 เป็นต้นไป

อย่างไรก็ดี แนวทางนี้อาจส่งผลต่อผู้ที่เคยใช้งาน Windows Server อยู่ก่อนแล้วแต่ Hardware ไม่รองรับความสามารถด้านความมั่นคงปลอดภัยเหล่านี้ได้ ทาง Microsoft จึงวางแผนรับมือกับกรณีนี้ชั่วคราวด้วยการออก Additional Qualification Certification เพื่อให้ลูกค้าเดิมที่เคยใช้ Windows Server เพื่อให้สามารถตรวจสอบได้ว่าอุปกรณ์ที่ตนเองใช้สามารถตอบรับต่อความต้องการเหล่านี้ได้หรือไม่

ทั้งนี้ Microsoft ยังไม่ได้เปิดเผยว่า Windows Server รุ่นที่จะบังคับใช้ความสามารถเหล่านี้คือรุ่นใดกันแน่ ก็ต้องติดตามกันต่อไป และสำหรับผู้ที่มีแผนจะซื้อ Server หลังจากนี้ ก็อาจมองเผื่อเรื่อง TPM 2.0 และ Secure Boot ไปด้วยเลยก็จะดีที่สุดครับ

ที่มา: https://www.theregister.com/2020/06/15/windows_server_hardware_security/

from:https://www.techtalkthai.com/microsoft-windows-server-next-major-release-will-enable-tpm2-0-and-secure-boot-by-default/