คลังเก็บป้ายกำกับ: OMNICHANNEL

เชิญผู้สนใจเข้าร่วม VSM365 Webinar EP.5 “โค้งสุดท้ายกับ การบังคับใช้ PDPA เต็มรูปแบบ กับการปรับตัวให้ทันยุคดิจิทัล ด้วยการสื่อสารผ่าน SMS แบบ Omnichannel” ในวันที่ 9 เม.ย. นี้ 10:00 – 14:30 น.

VSM365 เรียนเชิญทุกท่านที่สนใจเข้าร่วมงานสัมมนาออนไลน์ในหัวข้อ “โค้งสุดท้ายกับ การบังคับใช้ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (Thailand’s Personal Data Protection Act B.E. 2562 (2019) : PDPA เต็มรูปแบบในวันที่ 1 มิถุนายน 2564 นี้ กับการปรับตัวทางธุรกิจรูปแบบใหม่ให้ทันยุคดิจิทัลแบบ New Normal ด้วยการสื่อสารผ่าน SMS แบบ Omnichannel” ซึ่งจะจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 9 เมษายน 2564 เวลา 10:00 – 14:30 น.

โดยมีรายละเอียดและวิธีการลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรี ดังนี้

โค้งสุดท้ายกับ การบังคับใช้ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (Thailand’s Personal Data Protection Act B.E. 2562 (2019) : PDPA เต็มรูปแบบในวันที่ 1 มิถุนายน 2564 นี้ กับการปรับตัวทางธุรกิจรูปแบบใหม่ให้ทันยุคดิจิทัลแบบ New Normal ด้วยการสื่อสารผ่าน SMS แบบ Omnichannel

วัน: วันศุกร์ ที่ 9 เมษายน 2564
เวลา: 10.00 – 14.30
ผู้บรรยาย: คุณ Supporn Chaivisuth – Country Manager และ คุณ Suppakorn Bunchua – Sales Team Leader จาก Infobip และคุณ Rapheepong Ghai – Privacy Consultant จาก OneTrust

รู้จัก Infobip และ OneTrust

  • Infobip เป็นผู้ให้บริการการสื่อสารแบบ Omnichannel ด้วยการบริการที่ครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็น ช่องทางการส่งข้อความ ด้วยเครื่องมือและโซลูชันที่หลากหลายสำหรับลูกค้า รวมไปถึงการสร้างประสบการณ์ การยืนยันตน ความปลอดภัย ความน่าเชื่อถือ การสนับสนุน และการเก็บรักษาข้อมูลอีกด้วย
  • OneTrust ผู้พัฒนาระบบบริหารจัดการข้อมูลส่วนบุคคล รองรับ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA) ระดับสากล ที่จะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับองค์กรของคุณ รวมถึงการบริหารจัดการความยินยอม (Consent) ที่ลูกค้าสามารถเลือกระหว่างให้ความยินยอมหรือยกเลิกความยินยอม และสามารถปรับแต่งความยินยอมได้ทุกเมื่อ เพื่อให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ. PDPA

ผู้ที่เข้าร่วมงานสัมมนานี้จะได้เรียนรู้เกี่ยวกับ

  1. แนวคิดความสำคัญของ OMNI channel และ การสร้างประสบการณ์ที่ดีกับลูกค้าในโลก digital
  2. Personalized marketing automation campaign ช่วยท่านได้อย่างไร
  3. การเพิ่มความพึงพอใจจากลูกค้า และสื่อสารกับพวกเขาผ่านช่องทางที่พวกเขาชื่นชอบ
  4. การบริหารจัดการสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลของลูกค้า (Data Subject Access Right) สามารถบริหารจัดการในการรับคำร้องขอจาก Data Subject ให้เป็นไปในรูปแบบอัตโนมัติตั้งแต่เริ่มต้นจนจบกระบวนการ
  5. โซลูชัน Cookie Compliance ที่จะเสริมสร้างความปลอดภัยทางด้าน Privacy ใน Website ของบริษัทของคุณที่ให้บริการแก่ลูกค้า รวมถึง Marketing activities ต่างๆ จะมีลักษณะการทำงานรูปแบบอย่างไรบ้าง

และพิเศษ เมื่อจบงานสัมมนา ผู้เข้าร่วมจะได้รับประกาศณียบัตร E-certificate ฟรี และมีสิทธิ์ร่วมลุ้นของรางวัล แก้วน้ำ Infobip และ บัตร Starbuck 200 บาท จำนวน 5 รางวัล

สนใจลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ฟรีทันที

เพียงเข้าไปกรอกข้อมูลในหน้าเว็บไซต์ https://forms.gle/z3VFT2g9vQBpudxz5 และรอการยืนยันจากทีมงาน

from:https://www.techtalkthai.com/vsm365-infobip-onetrust-webinar-pdpa-omnichannel-sms-campaign/

[Guest Post] Omnichannel: กุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จของทุกธุรกิจในโลกดิจิทัล

หากคุณได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้ที่อยู่ในวงการขายและให้บริการสินค้า -พวกเขาจะบอกคุณว่าพฤติกรรมของลูกค้าเปลี่ยนไปมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งจะเปลี่ยนมากหรือน้อยนั้นอาจแตกต่างกันไปตามแต่ละอุตสาหกรรม แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือความต้องการของลูกค้าในการควบคุมทุกอย่างได้เอง อย่างการเรียกรถให้มารับได้รวดเร็วทันใจไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนในเมือง การสั่งชานมไข่มุกให้มาส่งที่บ้านได้ทันทีที่ต้องการ หรือสามารถรับชมรายการที่ตัวเองชอบได้ตลอดเวลา ทำให้ปัจจุบันแนวคิดที่ว่า ‘ลูกค้าคือพระเจ้า’ นั้นถูกต้องมากๆ โดยลูกค้าสามารถสั่งการทุกอย่างได้โดยใช้มือถือเพียงเครื่องเดียว

บทความโดย คุณบี พีรณัฎฐ์ ทูลแสงงาม ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารบริษัท Muze

 

จากที่กล่าวมาข้างต้น ยิ่งชี้ให้เราเห็นว่าการผันตัวมาเป็น ‘ผู้เล่นบนโลกดิจิทัล’ นั้นกลายมาเป็นปัจจัยของการดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน ซึ่งการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิดในปีที่ผ่านมายิ่งเป็นปัจจัยเร่งการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคให้เข้าสู่โลกดิจิทัล

หากคุณคือผู้บริหารหรือผู้นำองค์กร ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ อาจถึงจุดๆนึงที่คุณคงเคยมอบหมายให้ทีมงานวางแผนกลยุทธ์ทางด้านดิจิทัลมาบ้างไม่มากก็น้อย ซึ่งถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี อย่างไรก็ตามข้อควรระวังคือหากแต่ละหน่วยธุรกิจย่อยต่างมีเป้าหมายที่ต่างกันไป อาจทำให้เป้าหมายขาดการส่งเสริมกัน ซึ่งแท้ที่จริงแล้วองค์กรควรมองไปข้างหน้าและวางเป้าหมายที่จะช่วยให้เราประสบความสำเร็จได้ในอนาคต โดยจำเป็นต้องใช้การวางแผนแบบองค์รวมที่สามารถผสานและยกระดับธุรกิจในทุกภาคส่วนไปพร้อมๆกัน รวมถึงเข้าใจธรรมชาติของธุรกิจว่าสิ่งที่เราลงมือทำในวันนี้อาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายในการสร้างธุรกิจที่ประสบความสำเร็จเช่นกัน

การพัฒนากลยุทธ์ดิจิทัลแบบรอบด้าน อย่างกลยุทธ์ช่องทางขายหลากหลายช่องทาง (Omnichannel) ที่เชื่อมต่อทุกส่วนของธุรกิจเข้าด้วยกัน เริ่มต้นจากการมีชุดความคิดที่ถูกต้อง โดยจากประสบการณ์ตรงที่ผมได้ร่วมงานกับบริษัทในหลากหลายอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็น อุตสาหกรรมบันเทิง ดนตรี แฟชั่น และความงาม พบว่าแนวคิดหลักๆจะประกอบไปด้วย 2 ส่วน คือ

  • การกลั่นกรองวิสัยทัศน์ของเป้าหมายที่บริษัทหรือองค์กรต้องการจะไปถึงใน 3-5 ปี
  • ความเข้าใจว่าการปรับตัวสู่ดิจิทัลจะต้องใช้เวลา เปรียบเทียบง่ายๆว่ามันคือมาราธอนไม่ใช่การวิ่งระยะสั้น

เช่นเดียวกันกับการวิ่งมาราธอน คุณจำเป็นต้องฝึกการวิ่งระยะสั้น ซึ่งถือเป็นระยะที่สามารถจัดการได้ง่ายกว่า ให้ชำนาญเสียก่อน เพื่อฝึกให้มีความแข็งแกร่ง จนในที่สุดสามารถควบคุมการวิ่งระยะไกลที่มีความซับซ้อนได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งที่ผมต้องการสื่อก็คือ คุณไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแนวทางการทำธุรกิจของคุณไปอย่างสิ้นเชิง ซึ่งถือว่าเป็นการฝืนธรรมชาติและผมเองก็ไม่แนะนำเช่นเดียวกัน  

ดังนั้นปัจจัยที่คุณควรคำนึงถึงเมื่อตัดสินใจจะใช้กลยุทธ์ช่องทางขายหลากหลายช่องทาง (Omnichannel) คืออะไร?

ปัจจัยที่เป็นไปได้มากที่สุดคือ เหตุผลด้านธุรกิจที่ชัดเจนมากพอให้คุณเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็น การเก็บข้อมูลลูกค้า การเพิ่มยอดขายสินค้า การสร้าง customer loyalty  การยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า การสร้างความน่าเชื่อถือของแบรนด์ หรือแม้กระทั่งการใช้เทคโนโลยีเพื่อขยายช่องทางการให้บริการและสร้างรายได้

แผนการพัฒนากลยุทธ์ช่องทางขายหลากหลายช่องทางที่มีประสิทธิภาพสามารถช่วยให้คุณสามารถทำได้ทั้งหมดที่กล่าวมา และอื่นๆอีกมากมาย แต่ก่อนที่คุณจะเริ่มออกเดินทางก้าวสู่โลกดิจิทัล ลองตั้งคำถามกับตัวเองว่า คุณมีความพร้อมใน 4 ด้านต่อไปนี้มากน้อยแค่ไหน? การวางแผน บุคลากร ทรัพยากร และความอดทน

การวางแผน

  • ตั้งวิสัยทัศน์: ข้อนี้ถือเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จเลยทีเดียว เช่นเดียวการวางเป้าหมายที่ต้องการทำให้สำเร็จ การมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนตั้งแต่เริ่มจะช่วยให้ทุกคนในทีมของคุณพร้อมที่จะเดินไปด้วยกันและเดินไปในทิศทางเดียวกัน
  • ค้นคว้าข้อมูล: ทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์เพื่อค้นหามุมมองใหม่ๆ เกี่ยวกับธุรกิจของคุณและค้นหาว่าสิ่งที่ลูกค้าของคุณต้องการคืออะไร ผลลัพธ์ที่คุณได้อาจไม่ใช่สิ่งที่คุณคาดหวัง แต่เชื่อเถอะว่าเป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การรับฟัง
  • เรียงลำดับความสำคัญของเป้าหมาย: คุณไม่สามารถเปลี่ยนแปลงทุกอย่างได้ทันที คิดให้รอบคอบก่อนว่าสิ่งที่คุณจำเป็นต้องเปลี่ยนเป็นอันดับแรกเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าคุณคืออะไร จากนั้นค่อยเปลี่ยนแปลงสิ่งอื่นๆ ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น
  • มอบสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์: การศึกษาข้อมูลลูกค้าที่มีประสิทธิภาพจะช่วยให้คุณสามารถวัดว่าสินค้าของคุณสามารถตอบโจทย์ความต้องการของตลาดได้จริงหรือไม่ และการที่คุณกำลังหันมาเพิ่มช่องทางดิจิทัลนั้นถูกทางรึยัง

บุคลากร

  • เทคโนโลยีไม่ใช่ปัจจัยหลักในการผลักดันธุรกิจ แต่คือทีมงาน: มอบหมายงานให้เหมาะกับคนที่มั่นใจว่าสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง และไว้ใจในการทำงานของทีมงาน
  • ผสานความเป็นหนึ่งเดียวในทีมบริหาร: เข้าใจความต้องการด้านธุรกิจและปัญหาของลูกค้าเพื่อมั่นใจได้ว่าทีมงานทุกคนทำงานไปในทิศทางสู่เป้าหมายเดียวกัน การวางเป้าหมายที่ชัดเจนตั้งแต่แรกของการวางแผนจะช่วยลดการปรับความคิดเข้าหากันได้ในขั้นตอนนี้ แต่อย่างไรก็ตามอย่าลืมว่าการสร้างกลยุทธ์การขายหลากหลายช่องทางเป็นกลยุทธ์ระยะยาวและจำเป็นต้องหมั่นสื่อสารระหว่างกัน
  • แต่งตั้งคนที่มีอำนาจตัดสินใจ: การติดสินใจโดยใช้คณะกรรมอาจไม่ค่อยเหมาะกับการการออกแบบโซลูชั่นใหม่เท่าไรนัก หากเลือกได้ การมอบอำนาจให้คนที่คุณไว้ใจและปล่อยให้เขาตัดสินใจจะดีที่สุด
  • มองหาพาร์ทเนอร์ที่สามารถร่วมงานด้วยหรือสร้างทีมของคุณขึ้นมา: หากคุณไม่มีเวลาหรือเงินทุนมากพอที่จะสร้างทีมของคุณเอง ทางออกที่ดีที่สุดคือการหาพาร์ทเนอร์ที่มีประสบการณ์ ซึ่งอาจใช้เวลาในการสร้างความไว้ใจ แต่พาร์ทเนอร์ที่ดีจะสามารถทำงานเป็นทีมเดียวกับคุณได้

ทรัพยากร

  • ให้เวลากับการเปลี่ยนแปลง: ธุรกิจไม่ได้สร้างให้สำเร็จภายในวันเดียว การปรับตัวสู่กลยุทธ์การขายหลากหลายช่องทางก็เช่นกัน ลูกค้า สมาชิกในทีม พาร์ทเนอร์ และธุรกิจของคุณต้องการเวลาเพื่อปรับตัว และการเร่งรัดเกินไปอาจนำไปสู่ข้อผิดพลาด การให้เวลาผู้คนในการปรับตัวยังช่วยให้ทีมของคุณได้มีเวลาในการไตร่ตรองคิดค้นโซลูชั่นนวัตกรรมใหม่ๆอีกด้วย
  • เตรียมทีมให้พร้อมกับการเปลี่ยนแปลง: ฝึกฝนพนักงานของคุณ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายที่ต้องรับมือลูกค้า ฝ่ายจัดส่ง หรือฝ่ายการตลาดก็ตาม ทุกคนจำเป็นต้องเรียนรู้การทำงานของระบบใหม่และเข้าใจวิธีการใช้และการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อสร้างประโยชน์ธุรกิจ

ความอดทน

  • เตรียมรับมือความล้มเหลว: อาจมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นและคุณต้องพร้อมยอมรับให้ได้ อาจเป็นสิ่งที่ยากจะยอมรับแต่การทดสอบและปรับปรุงระบบก่อนใช้งานจริงเป็นปัจจัยสำคัญสู่ความสำเร็จ

 

 

การวางแผนและไตร่ตรองอย่างรอบคอบในการเดินทางสู่การใช้กลยุทธ์การขายหลากหลายช่องทางอย่างถูกต้อง จะช่วยสร้างผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมให้แก่คุณ   หากแต่การเดินทางดังกล่าวไม่ควรเดินคนเดียว การตัดสินใจขั้นตอนต่างๆอย่างถูกต้องสามารถนำความสำเร็จมาให้ แต่ก็ต้องใช้เวลาและความพยายาม

เราได้ทำงานร่วมกับบริษัท แม็คกรุ๊ป มานานกว่า 5 ปีแล้ว ซึ่งกลยุทธ์ที่เราร่วมพัฒนาได้ยกระดับการดำเนินธุรกิจและช่วยให้บริษัท แม็คกรุ๊ป ผ่านปีที่ผ่านมาที่ร้านค้าปลีกต้องปิดหน้าร้านและคนช้อปปิ้งจากที่บ้านจนเติบโตสวนกระแสตลาดด้วยกำไรเฉพาะช่องทางออนไลน์กว่า 12.7% ในขณะที่อุตสาหกรรมแฟชั่นมีกำไรเฉลี่ยเพียง 0.7% จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด

เส้นทางในการพัฒนาอาจเป็นการเดินทางที่ไม่ง่ายและสบายมากนัก แต่เป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จของธุรกิจในอีก 5-10 ปีข้างหน้าได้เลยทีเดียว

อย่างที่ธุรกิจขนาดใหญ่หลายๆ แห่งพบว่า การไม่เปลี่ยนแปลงและปรับตัวต่อพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอาจทำให้ธุรกิจไม่สามารถอยู่รอดต่อไปได้ ลองดูบริษัทบล็อกบัสเตอร์และโกดักเป็นตัวอย่าง การเตรียมโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเข้าสู่การเป็นธุรกิจที่ใช้กลยุทธ์การขายหลากหลายช่องทางจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจและทำให้ลูกค้าของคุณตื่นเต้นแน่นอน

ดังนั้นมาถึงตอนนี้แล้ว คำถามเดียวที่ยังเหลืออยู่ คือ คุณพร้อมจะก้าวสู่การเป็นธุรกิจที่ใช้กลยุทธ์การขายหลากหลายช่องทางรึยัง?

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-muze-omnichannel/

เปลี่ยนระบบโทรศัพท์ธุรกิจให้ทันสมัย ก้าวสู่การทำ Omni-channel อย่างง่ายดาย ด้วยบริการ AIS Cloud Contact Center พร้อมบริการ Outsource ครบวงจร

ในช่วงปี 2020 ที่ผ่านมาและปี 2021 ที่กำลังเริ่มต้นนี้ หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ธุรกิจไทยจำนวนมากได้มีการเปลี่ยนแปลงกันนั้นก็คือช่องทางการติดต่อสื่อสารกับลูกค้าของตน จากเดิมที่เคยเปิดร้านขายของตามห้างสรรพสินค้าต่างๆ มาสู่การขายในช่องทางออนไลน์และทางโทรศัพท์แทน เพื่อให้ธุรกิจยังคงเดินหน้าต่อไปได้ท่ามกลางมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม

อย่างไรก็ดี การปรับเปลี่ยนช่องทางการติดต่อสื่อสารและค้าขายกับลูกค้าอย่างสมบูรณ์นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะไม่เพียงแต่ระบบหรือเทคโนโลยีที่นำมาใช้งานนั้นจะต้องตอบโจทย์ความต้องการทางธุรกิจได้อย่างครบถ้วนเท่านั้น แต่ยังต้องรองรับการทำงานแบบ Hybrid Work ได้ ภายใต้การลงทุนที่มีความคุ้มค่า อีกทั้งยังต้องสามารถผสานระบบทำงานร่วมกับช่องทางการขายหรือการสื่อสารต่างๆ ของธุรกิจ ให้เกิดภาพของ Omni-channel ขึ้นมาให้ได้

AIS Business ในฐานะของผู้นำทางด้านเทคโนโลยีสำหรับการทำธุรกิจ ได้ตอบโจทย์เหล่านี้ให้กับธุรกิจไทยหลากหลายอุตสาหกรรมในช่วงวิกฤตที่ผ่านมา ด้วยโซลูชัน Cloud Contact Center ที่ยกระบบสื่อสารทางโทรศัพท์และ Omni-channel ทั้งหมดขึ้นไปอยู่บน Cloud ทำให้ธุรกิจนั้นสามารถมีระบบโทรศัพท์ขององค์กร, Call Center และ Contact Center ที่สามารถเข้าถึงได้จากบ้านของพนักงานทุกคนอย่างมั่นคงปลอดภัย และให้บริการลูกค้าหรือปิดการขายได้เสมือนกับนั่งทำงานอยู่ที่บริษัท ในงบประมาณการลงทุนที่คุ้มค่ายิ่งกว่าที่เคย

AIS Cloud Contact Center: ตอบรับทุกระดับของการสื่อสารที่ธุรกิจต้องการ

บริการ AIS Cloud Contact Center นี้คือบริการที่นำระบบโทรศัพท์และ IT Infrastructure ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดขึ้นไปอยู่บน Cloud เพื่อให้ธุรกิจองค์กรไม่ต้องดูแลระบบ PBX หรือ Call Center ด้วยตนเองอีกต่อไป และทำให้การเข้าถึงระบบเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้จากทุกที่ทุกเวลา ผ่านช่องทางที่หลากหลาย

ในแง่ของการใช้ระบบโทรศัพท์ AIS สามารถให้บริการ Corporate Fixed Line หรือเบอร์โทรศัพท์ที่ขึ้นต้นด้วย 02 เชื่อมต่อไปยังองค์กรของธุรกิจได้โดยตรง หรือจะสามารถเชื่อมต่อใช้งานผ่านอุปกรณ์ IP Phone หรือ Soft Phone ก็ได้เช่นกัน

ทั้งนี้ ธุรกิจองค์กรสามารถเลือกใช้งานเฉพาะความสามารถของระบบในส่วนที่ตนเองต้องการได้ เพื่อให้ระบบนั้นมีความสามารถเพียงพอที่จะตอบโจทย์ของธุรกิจ และมีค่าใช้จ่ายที่เหมาะสมต่อการใช้งานจริง โดย AIS Business จะมีบริการด้วยกัน 4 ส่วนให้เลือกใช้งานได้ ดังนี้

1. เปลี่ยนระบบโทรศัพท์ขององค์กร เพิ่มความคุ้มค่าในระยะยาว ด้วยบริการ AIS Cloud PBX

ในกรณีที่ธุรกิจองค์กรต้องการมองหาระบบเพื่อมาทดแทนระบบ PBX หรือ IP-PBX ที่เป็นศูนย์กลางในการบริหารจัดการระบบโทรศัพท์ภายในองค์กรซึ่งมีอยู่เดิม ทาง AIS มีบริการ AIS Cloud PBX สำหรับใช้งานทดแทนระบบเดิมเหล่านี้ได้ทันที ทำให้องค์กรไม่ต้องดูแลรักษา Hardware เหล่านี้ที่มักมีราคาสูง, ดูแลรักษาได้ยาก และขาดความยืดหยุ่นในการใช้งานได้เป็นอย่างดี

บริการ AIS Cloud PBX นี้จะเปิดให้ธุรกิจองค์กรนำอุปกรณ์ IP Phone หรือ Soft Phone เข้ามาเชื่อมต่อสำหรับใช้ในการโทรศัพท์ทั้งภายในองค์กร และโทรออกหรือรับสายจากภายนอกองค์กรได้ พร้อมทั้งยังสามารถกำหนดการทำงานเช่น ตั้งระบบเสียงตอบรับอัตโนมัติ (IVR), การกำหนด Call Flow, การจัดการ Queue ได้แบบ Real-time, การสร้าง Voicemailให้กับผู้ใช้งาน ไปจนถึงการบันทึกเสียงการสนทนาในระหว่างการโทรศัพท์

ที่ผ่านมาธุรกิจองค์กรไทยที่มีขนาดไม่ใหญ่มาก มักเลือกใช้บริการ AIS Cloud PBX นี้ในการทดแทนระบบ PBX แบบเดิมและลดค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาระบบลง รวมถึงการปรับการทำงานไปสู่ Hybrid Work เพื่อให้พนักงานยังคงโทรออกและรับสายโทรศัพท์ที่ติดต่อเข้ามายังองค์กรได้ แม้จะทำงานจากที่บ้านก็ตาม

2. เร่งยอดขาย ตอบปัญหาลูกค้าจากทุกที่ ด้วยบริการ AIS Cloud Call Center

สำหรับธุรกิจองค์กรที่มีทีมขายทางโทรศัพท์ หรือต้องรับสายเพื่อให้บริการลูกค้าเป็นจำนวนมาก บริการ AIS Cloud Call Center คือโซลูชันที่จะมาตอบโจทย์นี้ได้อย่างครบวงจร

AIS Cloud Call Center จะช่วยบริหารจัดการ Agent ที่ทำหน้าที่ในการโทรออกหรือรับสายทั้งหมดได้จากศูนย์กลาง พร้อมระบบ Agent Matching ที่ช่วยให้ลูกค้าได้สนทนากับเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้ความสามารถที่เหมาะสมกับปัญหา, มีระบบ Silent Monitor และ Whisper เพื่อให้ Supervisor ที่ดูแล Call Center สามารถติดตามและให้คำแนะนำแก่ Agent ได้ในระหว่างการสนทนา, พร้อมรายงานประสิทธิภาพการตอบสนองความต้องการของลูกค้า และระบบ Call Survey เพื่อสำรวจความพึงพอใจของลูกค้าได้

นอกจากนี้ AIS Cloud Call Center ก็ยังสามารถเชื่อมต่อระบบเข้ากับ Customer Relationship Management (CRM), Business Application, Business Database ไปจนถึง Ticketing System จากผู้ให้บริการหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น Microsoft, Oracle, SAP, Salesforce, Sage, Siebel, Solarwinds และอื่นๆ เพื่อให้ Agent แต่ละคนรับรู้ถึงข้อมูลของลูกค้าที่ทำการติดต่อเข้ามา และให้บริการได้อย่างตรงจุดแม่นยำ พร้อมบริหารจัดการการโทรศัพท์ติดต่อลูกค้าได้ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ ทำให้สามารถทำงานได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

3. ก้าวสู่ Omni-channel อย่างเต็มตัว ด้วยบริการ AIS Cloud Contact Center

ในกรณีที่ธุรกิจนั้นมีช่องทางการติดต่อสื่อสารกับลูกค้าที่หลากหลาย AIS Cloud Contact Center จะช่วยให้ธุรกิจสามารถสื่อสารกับลูกค้าได้ทุกช่องทาง ด้วยระบบกลางที่ทำงานได้จากหน้าจอเดียว พร้อมข้อมูลของลูกค้าแต่ละรายประกอบการสนทนา

AIS Cloud Contact Center นี้จะมีความสามารถที่ต่อยอดขึ้นมาจาก AIS Cloud Call Center โดยเพิ่มความสามารถในการติดต่อสื่อสารกับลูกค้าผ่านทาง Facebook, LINE, Pantip, Web Chat, Email, Fax และช่องทางอื่นๆ เพิ่มเติม ทำให้ไม่ว่าลูกค้าจะพูดถึงแบรนด์ในช่องทางใด เจ้าหน้าที่ของแบรนด์จะสามารถเข้าไปสนทนาโต้ตอบกับลูกค้าได้ทันทีโดยไม่มีตกหล่น

บริการ AIS Cloud Contact Center นี้ได้รับความนิยมอย่างมากในการตอบโจทย์ด้านการขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ในหลากหลายแบรนด์ เนื่องจากทำให้แบรนด์นั้นสามารถโต้ตอบพูดคุยกับลูกค้าได้ทั้งในเชิงรับสำหรับกรณีที่ลูกค้าติดต่อเข้ามาในช่องทางของแบรนด์บนโลกออนไลน์ด้วยตนเอง ไปจนถึงการทำงานแบบเชิงรุกที่เข้าไปให้ข้อมูลกับลูกค้าที่ไปตั้งกระทู้ถามในพื้นที่ต่างๆ อย่างเช่น Pantip เป็นต้น

4. การจ้างพนักงานประจำ Call Center/Contact Center เป็นเรื่องใหญ่? Outsource ให้ทีมงาน AIS ช่วยดูแลได้!

สำหรับธุรกิจที่เคยมีทีม Call Center หรือ Contact Center เดิมอยู่แล้วนั้นการปรับใช้เทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ต่อ Hybrid Work ได้ก็อาจเพียงพอ แต่สำหรับหลายธุรกิจที่ต้องริเริ่มการทำ Call Center หรือ Contact Center ท่ามกลางวิกฤตที่ผ่านมานี้ คงเป็นโจทย์ที่ท้าทายไม่น้อย

AIS Business พร้อมที่จะช่วยให้ธุรกิจของคุณมีพนักงานมืออาชีพคอยให้บริการลูกค้าในรูปแบบ Call Center และ Contact Center ด้วยทักษะพื้นฐานทางด้านการสื่อสารกับลูกค้าที่ดี, รองรับหลากหลายภาษาและยังรู้จักกับสินค้า, บริการ หรือแบรนด์ของคุณเป็นอย่างดี ด้วยการเปิดให้คุณใช้บริการแบบ Outsource จาก AIS ได้โดยตรง

บริการนี้ AIS จะจัดหาบุคลากรตามมาตรฐาน Call Center ของ AIS ที่มีทักษะที่เหมาะสมตามโจทย์ของธุรกิจลูกค้า และทำการฝึกอบรมให้เจ้าหน้าที่มีความรู้เกี่ยวกับแบรนด์ของคุณ ซึ่งอาจจะหมายถึงการเปิดให้คุณทำการอบรม หรือการให้เจ้าหน้าที่คนนี้เข้าไปทำการเรียนรู้การทำงานของธุรกิจของคุณโดยตรง หรือแม้แต่ให้เจ้าหน้าที่คนนี้ลองเป็นลูกค้าที่ใช้บริการธุรกิจของคุณด้วยตนเอง

ด้วยแนวทางดังกล่าวนี้ คุณก็จะมีพนักงาน Outsource ที่ให้บริการลูกค้าของคุณได้อย่างมืออาชีพ ตอบคำถามต่างๆ ได้อย่างมั่นใจ เสมือนว่าพนักงานคนนี้คือพนักงานของคุณเองเลย โดยทีมงาน AIS จะมี KPI ในการวัดประสิทธิภาพของพนักงานจากความพึงพอใจที่ลูกค้าได้รับบริการ และปริมาณการให้บริการติดต่อสื่อสารในแต่ละเดือน

คิดค่าใช้จ่ายตามความสามารถระบบที่ต้องการใช้งานจริง สะดวกง่ายดายไม่ต้องดูแลรักษาระบบด้วยตนเอง

การคิดค่าใช้จ่ายสำหรับบริการเหล่านี้จะเป็นไปตามการเลือกใช้งานจริง โดยธุรกิจองค์กรสามารถเลือกได้ว่าจะใช้ความสามารถใดของระบบเป็นจำนวนเท่าใดบ้าง เพื่อให้สอดคล้องต่อการใช้งานจริง เช่น สมัครใช้งานระบบสำหรับพนักงาน Call Center จำนวนหนึ่ง และสมัครใช้งานระบบ Contact Center สำหรับพนักงานอีกทีมหนึ่งที่ดูแลลูกค้าออนไลน์ โดยมีการคิดค่าใช้จ่ายเฉพาะส่วนที่พนักงานแต่ละคนใช้งานจริงๆ เท่านั้น

ในภาพรวม บริการเหล่านี้จะช่วยให้องค์กรสามารถลดค่าใช้จ่ายในระบบ PBX, Call Center และ Contact Center ได้อย่างคุ้มค่า สามารถเพิ่มลดขนาดและความสามารถของระบบได้อย่างอิสระ ในขณะที่สำหรับธุรกิจองค์กรที่กำลังมองหาช่องทางในการให้บริการเหล่านี้ ก็สามารถเริ่มต้นขึ้นระบบใหม่ได้อย่างรวดเร็ว และไม่ต้องกังวลกับประเด็นปัญหาทางด้านเทคนิคใดๆ เพราะทีมงาน AIS Business จะคอยช่วยเหลือดูแลตลอดการใช้งาน

สนใจเปลี่ยนระบบโทรศัพท์, Call Center และ Contact Center ขึ้นสู่ Cloud ติดต่อ AIS Business ได้ทันที

สำหรับผู้ที่สนใจโซลูชันระบบ Cloud PBX, Cloud Call Center และ Cloud Contact Center สามารถติดต่อทีมงาน AIS Business ได้ที่ AIS Business Contact Center 1175 หรืออีเมล์ digitalbusiness@ais.co.th

ศึกษารายละเอียดบริการเพิ่มเติม

Cloud Contact Center คลิก https://business.ais.co.th/solution/cloud-contact-center.html 

Outsourced Contact Center คลิก https://www.tmccontactcenter.com/

from:https://www.techtalkthai.com/ais-cloud-contact-center-omnichannel-outsource/

‘เอ็ม วิชั่น’ ผนึก ‘ช้อปปี้’ จัด Thailand Mobile Expo ครั้งแรกบน ‘ช้อปปี้’ 2-5 กรกฎาคม 2563

‘เอ็ม วิชั่น’ ผู้จัดงานอีเว้นท์ชั้นนำระดับประเทศ กางแผนธุรกิจ รุกตลาดอีคอมเมิร์ซรองรับพฤติกรรมนักช้อปในยุคนิวนอร์มัล พร้อมประกาศเปิดตัวพันธมิตรอย่างเป็นทางการกับ ‘ช้อปปี้’ ผู้นำแพลทฟอร์มอีคอมเมิร์ซในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไต้หวัน จัดงาน ‘Thailand Mobile Expo 2020’ ครั้งแรกในรูปแบบ omnichannel บน ‘ช้อปปี้’ 

พร้อมขนทัพไอเท็มสินค้าแบรนด์ดังผนึกกำลังพันธมิตรทางด้านไอทียักษ์ใหญ่มากมาย อาทิ AIS, Realme,  Banana, Studio 7, Jaymart, JIB, Powerbuy, IT City, TG Fone และพันธมิตรที่แข็งแกร่งด้านไอทีอีกมากมาย ร่วมจัดโปรโมชั่นพิเศษสุดบนช้อปปี้ ที่พร้อมหยุดนักช้อปทุกคนด้วยโปรโมชั่นที่ดีที่สุด

นอกจากนี้ความพิเศษของการร่วมมือกันในครั้งนี้คือฟีเจอร์ seller on fleet ที่ผู้ใช้ช้อปปี้สามารถกดซื้อสินค้าของ Thailand Mobile Expo บนพร้อมโปรโมชั่นสุดพิเศษบนช้อปปี้ในระหว่างวันที่ 2-5 กรกฎาคม 2563 และไปรับที่หน้างาน Thailand Mobile Expo ณ ไบเทคบางนาได้ทันที

นางสาวประพิมพรรณ เลิศสิริสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เอ็ม วิชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ MVP กล่าวว่า จากสถานการณ์ของประเทศไทยในปัจจุบัน เราทราบกันดีว่า COVID-19 นั้นทำให้การจัดงาน Expo ไม่สามารถจัดได้เหมือนเดิมอีกต่อไป ด้วยมาตรการและข้อจำกัดต่างๆด้านความปลอดภัยของรัฐบาล แต่ทาง MVP ยังต้องการให้เทรนด์เทคโนโลยียังคงอยู่ในวิถีชีวิตของคนไทย จึงเกิดการจัดงาน Thailand Mobile Expo ในครั้งนี้ขึ้น

ด้วยความเป็นบริษัทเทคโนโลยี MVP ได้มองหาแนวทางใหม่ๆเพื่อให้สามารถจัดงานได้อย่างราบลื่น และบรรลุวัตถุประสงค์เดิมของการจัดงาน นั่นก็คือเป็นเวทีกลางสำหรับพบปะกันระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภค ซึ่งรอบนี้ก็ยังคงแนวทางเดิม และมีการเสริมความแข็งแกร่งของกลยุทธ์จากความร่วมมือครั้งสำคัญกับ ช้อปปี้ ผู้นำแพลทฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคในยุคปัจจุบันได้เป็นอย่างดี และช้อปปี้ยังมีฐานผู้ใช้งานขนาดใหญ่

และโปรโมชั่นที่ทำร่วมกันกับงาน Thailand Mobile Expo ในรูปแบบ Seller on Fleet ที่สะดวกและง่ายสำหรับลูกค้าในยุคปัจจุบัน สามารถกระตุ้นตลาดให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง เพราะเพียงแค่กดซื้อสินค้าของงาน Thailand Mobile Expo บนช้อปปี้ และเลือกไปรับที่หน้างาน Thailand Mobile Expo สะดวกและรวดเร็ว ไม่ต้องรอสินค้าที่บ้าน และยังสามารถเดินเลือกซื้อสินค้าเพิ่มเติมพร้อมโปรโมชั่นช้อปปี้ได้ที่งาน Thailand Mobile Expo

นางสาวสุชญา ปาลีวงศ์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด ช้อปปี้ ประเทศไทย กล่าวว่า “พฤติกรรมผู้บริโภครวมทั้งภูมิทัศน์ทางธุรกิจต่างๆ กำลังปรับเข้าสู่ความปกติใหม่ หรือ นิวนอร์มัล ฉะนั้นโจทย์สำคัญสำหรับ ‘ช้อปปี้’ ในฐานะอีคอมเมิร์ซแพลทฟอร์มชั้นนำ คือการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนผ่านเทคโนโลยีที่เรามี โดยให้ความช่วยเหลือผู้บริโภคเข้าถึงผลิตภัณฑ์ต่างๆ ด้วยความสะดวกสบาย คุ้มค่า และปลอดภัยสูงสุด ในขณะเดียวกันก็ส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการยังคงสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้

ด้วยเหตุนี้ ‘ช้อปปี้’ จึงริเริ่มเครื่องมือทางการตลาดรูปแบบใหม่อย่าง ‘Shopee Online Expo’ ที่เน้นย้ำถึงการส่งมอบประสบการณ์ช้อปปิ้งแบบไร้รอยต่อระหว่างช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ ประเดิมด้วยการจัด ‘Thailand Mobile & Computer Expo 2020’ มหกรรมโทรศัพท์มือถือที่ใหญ่ที่สุดในประเทศครั้งแรก! บน ‘ช้อปปี้’ ซึ่งเรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่มีโอกาสต้อนรับ เอ็ม วิชั่น อย่างเป็นทางการ โดยเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะประสบความสำเร็จ ได้รับการตอบรับที่ดีจากนักช้อปทั่วฟ้าเมืองไทย และนำไปสู่การขยายความร่วมมือต่อไปในอนาคต”

พบกับครั้งแรกของ ‘Thailand Mobile Expo บน ‘ช้อปปี้’ ได้ตั้งแต่วันที่ 2-5 กรกฎาคม 2563 ที่มาพร้อมกับโปรโมชั่นที่ดีที่สุดจากแบรนด์ชั้นนำ จากแบรนด์ดังผนึกกำลังพันธมิตรทางด้านไอทียักษ์ใหญ่มากมาย อาทิ AIS, Realme,  Banana, Studio 7, Jaymart, JIB, Powerbuy, IT City, TG Fone และอีกมากมาย ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://shopee.co.th/m/thailand-mobile-expo

ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นช้อปปี้ได้ฟรีจาก App Store หรือ Google Play Store

from:https://www.mobileocta.com/m-vision-joins-shopee-for-the-first-thailand-mobile-expo-on-shopee/

เซ็นทรัลจัด”มหกรรมช้อป 11.11”ทั้งหน้าร้านและออนไลน์เป็นปีแรก

เซ็นทรัล รีเทล จัด “มหกรรมช้อป 11.11” ด้วยโปรโมชั่นลดสูงสุด 90 % ให้ลูกค้าช้อปปิ้งได้ทั้งหน้าร้านและออนไลน์ พร้อมเปิดบริการใหม่รับสินค้าที่ร้านใน 1 ชั่วโมงและบริการส่งสินค้าด่วน ให้สอดรับกับวิถีชีวิตในปัจจุบันและอนาคต

มหกรรมช้อปครั้งใหม่ ยิ่งใหญ่กว่าเดิม

บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จัดแคมเปญ “11.11 Mega Sale” ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7 – 11 พฤศจิกายน 2562 ด้วยโปรโมชั่นสุดยิ่งใหญ่พร้อมส่วนลดสูงสุด 90% ทั้งหน้าร้านและออนไลน์ พร้อมเปิดตัวบริการรับสินค้าที่ร้านใน 1 ชั่วโมง (1-hour pick up) และ บริการส่งสินค้าด่วน (Express Delivery)

นิโคโล กาลันเต้ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ระบุว่า จุดเริ่มต้นของแคมเปญดังกล่าว มาจากคำถาม 2 ข้อ คือ “ทำไมโปรโมชั่นสำหรับลูกค้าที่ซื้อหน้าร้านจะเหมือนกับซื้อออนไลน์ไม่ได้” และ “ทำไมลูกค้าที่ช้อปออนไลน์จะได้รับบริการ การรับประกันสินค้าของแท้ และคำแนะนำต่าง ๆ เหมือนกับการซื้อหน้าร้านไม่ได้”

ทั้งนี้โดยเฉลี่ยในแต่ละเดือน ร้านค้าในเครือเซ็นทรัล รีเทล และกลุ่มเซ็นทรัล มีจำนวนลูกค้าที่เข้าไปเลือกซื้อสิ่งของประมาณ 100 ล้านครั้ง ขณะที่ร้านค้าบนหน้าเว็บมีผู้เข้าชมกว่า 16 ล้านครั้ง การจัดแคมเปญดังกล่าวเพื่อผสานบริการต่างๆ ทั้งที่หน้าร้านและบนช่องทางออนไลน์ จึงเป็นการสร้างประสบการณ์ช้อปปิ้งที่สมบูรณ์แบบ ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพและไร้รอยต่อ

เปิดบริการใหม่ ไวกว่าเดิม

เซ็นทรัล รีเทลได้เปิดตัวบริการใหม่ให้สอดรับกับวิถีชีวิตในปัจจุบันและอนาคต อาทิ

  • บริการรับสินค้าที่ร้านใน 1 ชั่วโมง (1-hour pick up) จากเพาเวอร์บาย ลูกค้าสามารถเลือกสินค้าออนไลน์และรับสินค้าด้วยตัวเองได้ที่ร้านเพาเวอร์บายสาขาที่สะดวกทั่วประเทศภายใน 1 ชั่วโมงหลังจองสินค้า
  • บริการสั่งซื้อสินค้าด่วน (Express Delivery) จากท็อปส์ ลูกค้าในกรุงเทพฯ สามารถรอรับสินค้าให้มาส่งถึงที่ได้ภายใน 2 ชั่วโมงผ่านบริการของแกร็บ (Grab) พันธมิตรด้านการขนส่งของเซ็นทรัล
  • บริการส่งสินค้าด่วนจาก เซ็นทรัล แชท แอนด์ ช้อป ซึ่งลูกค้าสามารถพูดคุยกับผู้ช่วยส่วนตัวที่คอยให้บริการในการเลือกซื้อสินค้า รวมทั้งให้คำแนะนำสินค้าที่เหมาะกับความต้องการเฉพาะของลูกค้าแต่ละราย และทำการส่งสินค้านั้นถึงมือลูกค้าภายในเวลา 99 นาที สำหรับพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล

เซ็นทรัล รีเทล คาดว่ามหกรรมลดราคาส่งท้ายปีจะเป็นปัจจัยสำคัญในการผลักดันผลประกอบการในปีนี้ โดยคาดว่าจะมีจำนวนการเข้าชมเว็บไซต์ของร้านค้าในเครือตลอดช่วงระยะเวลาของแคมเปญเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 4.2 เท่า

สรุป

ที่ผ่านมาเราจะเห็นว่าแคมเปญ 11.11 จะเน้นจัดขึ้นสำหรับการช้อปปิ้งออนไลน์เท่านั้น แต่ปีนี้เป็นครั้งแรกที่ลูกค้าสามารถช้อปได้ทั้งหน้าร้านและออนไลน์ เป็นการเดินหน้าเพื่อตอบโจทย์กลยุทธ์ Omnichannel ของเซ็นทรัล รีเทล รวมทั้งเปิดตัวบริการใหม่เพื่อรองรับการเติบโตของการช้อปปิ้งออนไลน์

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/central-11-11-online-offline/

8 คุณสมบัติเสริมทัพธุรกิจ e-Commerce ปี 2018

ปี 2017 กำลังจะจบลงแล้วก็จริง แต่หากประมวลเหตุการณ์ในรอบปีที่ผ่านมาคงต้องบอกว่า สำหรับธุรกิจ e-Commerce เราได้เห็นว่า ในปีนี้มีทั้งเสียงเฮและเสียงบ่นของคนค้าขายบนโลกออนไลน์ดังออกมาเป็นระยะ การจับจังหวะบนโลกออนไลน์ให้ได้เป็นความสามารถพื้นฐานของพ่อค้าแม่ค้าทุกคนอยู่แล้ว แต่สำหรับโลก e-Commerce เรายังมีอีก 8 ปัจจัยที่จะนำมาฝากกันเผื่อเป็นเครื่องมือเสริมทัพให้ธุรกิจบนโลก e-Commerce เจริญก้าวหน้ามากขึ้นด้วย จะมีอะไรบ้างนั้น ลองติดตามกันได้เลยค่ะ

1. Omnichannel ต้องมี

ต้องบอกว่าในปี 2016 – 2017 ที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาแห่งการสร้างประสบการณ์การช้อปปิ้งออนไลน์และออฟไลน์ให้เชื่อมต่อกันได้แบบ Seamless มากขึ้น และผลของมันจะเริ่มเห็นชัดเจนขึ้นในปีหน้านี้ โดยเราจะได้เห็นรูปแบบการช้อปออนไลน์ แต่ไปรับของที่ห้าง หรือช้อปจากห้างแต่ส่งของไปให้ที่บ้านโดยตรงมากขึ้น จนอาจจะกลายเป็นความคาดหวังปกติของลูกค้าในยุคต่อไปได้เลย ดังนั้น นี่จึงอาจเป็นสิ่งที่แต่ละแบรนด์ต้องสร้างสรรค์ออกมาว่าแนวทางใดจะตรงใจผู้บริโภคของตัวเองมากที่สุด

2. Same-day Delivery ต้องไหว

การแข่งขันของธุรกิจ e-Commerce จะมุ่งสู Same-Day Delivery มากขึ้นแน่นอนในปีหน้า ตามความคาดหวังของผู้ซื้อ ซึ่งผู้เล่นรายใหญ่ก็เริ่มเปิดตัวบริการจัดส่งสินค้าภายในวันเดียวออกมาแล้วในหลาย ๆ ประเทศ เช่น Lazada Express หรือ Amazon Prime Now ซึ่งเทรนด์เหล่านี้จะถูกนำมาเป็นโจทย์ในการแข่งขันของธุรกิจ e-Commerce ไทยในปีหน้าด้วยอย่างแน่นอน

3. Chat กับ bot ดูสักทีจะเป็นไร

จริงอยู่ที่ในปีนี้ การใช้แชทบ็อทอาจทำให้เกิดการตั้งคำถามถึงความจริงใจของแบรนด์ เนื่องจากผู้บริโภคหลายคนยังรู้สึกว่าไม่อยากคุยกับแชทบ็อท แต่ในปีหน้า เป็นไปได้ว่า การนำแชทบ็อทมาใช้ช่วยตอบคำถาม หรือให้ข้อมูลลูกค้าจะกลายเป็นเรื่องปกติ และเป็นที่ยอมรับได้มากขึ้น และเป็นไปได้ว่า เราอาจเริ่มเห็นการปิดการขายด้วยบ็อทในแอปพลิเคชันประเภทส่งข้อความกันมากขึ้นในปีหน้านี้ด้วย

4. ลองใช้ Marketplace สร้างหน้าร้าน

ปัจจุบันมี Marketplace หลายแห่งที่จับมือกับแบรนด์ต่าง ๆ ให้สามารถสร้างหน้าร้านได้บนแพลตฟอร์มของตัวเอง ซึ่งการไปสร้างหน้าร้านในลักษณะนี้ก็อาจพบเห็นได้มากขึ้นในปี 2018 โดยเฉพาะจากแบรนด์ข้ามชาติที่ต้องการเจาะตลาดออนไลน์ในบ้านเรา

5. รองรับ Mobile Payment ได้

มีหลายเหตุผลที่คนทำ e-Commerce ต้องใส่ใจเรื่องของ Mobile Payment ให้มากขึ้นในปี 2018 ประการแรกคือ เครื่องมือของบ้านเราตอนนี้ค่อนข้างพร้อมมากแล้วสำหรับการเป็น Cashless Society เรามีทั้งพร้อมเพย์ มีทั้ง QR Code มีทั้ง e-Wallet หลายค่ายให้เลือกใช้ หรือหากจะรับนักท่องเที่ยวจีน ทั้ง WeChat Pay และ Alipay ก็เดินหน้าให้ความรู้กับธุรกิจ SME ไทยกันอย่างเต็มที่ ดังนั้น เข้าหาโอกาสเหล่านี้ และใช้ให้เต็มที่ในปี 2018

6. ให้ Blockchain กับ Bitcoin ช่วยผสาน

เป็นงานด้านความปลอดภัย ความโปร่งใส และความสะดวกสบายของผู้บริโภค รวมถึงผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรม e-Commerce เลยก็ว่าได้ โดยในตอนนี้เริ่มมีหลายประเทศเพื่อนบ้านรอบตัวเราที่สนใจนำ Bitcoin & Blockchain มาใช้ใน e-Commerce มากขึ้น เช่น สิงคโปร์ ญี่ปุ่น

7. อย่าลืมฟังนโยบายจากรัฐบาล

ในปีหน้าจะมีการเปลี่ยนแปลงด้านกฎหมายที่ส่งผลกระทบต่อตลาด e-Commerce ทั่วโลก นั่นคือ GDPR หรือ General Data Protection Regulation ของสหภาพยุโรป โดยเป็นเรื่องเกี่ยวกับการจัดการข้อมูลของลูกค้าที่ทางฝ่ายร้านค้าปลีกจะต้องขออนุญาตก่อนจึงจะสามารถจัดเก็บ หรือทำโปรไฟล์ได้ ใครที่ต้องเจรจาค้าขายกับ EU จึงอาจต้องเตรียมนตัวเอาไว้แต่เนิ่น ๆ

8. สร้างช่องทาง “งาน + รายได้” ด้วยตัวเอง

อาวุธที่สำคัญตัวสุดท้ายอาจเป็นการสร้างช่องทางใหม่ ๆ ให้ตัวเอง เหมือนเช่นที่เว็บไซต์ Shoppee จัดมหกรรมช้อปปิ้ง 9/9 ของตัวเองขึ้นมาเอง ไม่ต้องสนกระแสของยักษ์ใหญ่ที่จัด 11/11 หรือ 12/12 การมองหาช่องทางที่เหมาะกับแบรนด์ตัวเอง และใช้ช่องทางนั้นสร้างโอกาสใหม่ ๆ ขึ้นมา ก็น่าจะทำให้ปี 2018 เป็นปีที่หลายธุรกิจประสบความสำเร็จได้เช่นกัน

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ CampaignAsia

 

 

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/12/8-features-for-ecommerce-2018/

[คำศัพท์น่ารู้] Omnichannel retailing คืออะไร

shopping

วันที่ 9 กรกฎาคมนี้ เรามีนัดกันในงาน Digital Matters ครั้งที่ 8 ในหัวข้อ Digital Retail นะครับ ซึ่งเรื่องที่เราจะพูดเปิดขึ้นมาในงานนี้ตามหมายกำหนดการก็คือ Omnichannel หรือ Multichannel retailing นั่นเอง เลยขอแปลเอาความหมายของมันจากวิกิพีเดียเป็นภาษาไทยทิ้งไว้ตรงนี้สักหน่อยนะครับ จะได้ใช้อ้างอิงในบทความชิ้นถัดๆ ไป

Omnichannel retailing เป็นเรื่องการใช้ช่องทางที่หลากหลายในการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในประสบการณ์การการช้อปปิ้งของลูกค้า รวมไปถึงการทำสำรวจก่อนที่ลูกค้าจะซื้อของด้วย เจ้าพวก channel หรือช่องทางที่พูดถึงตรงนี้ได้แก่ ร้านค้าปลีก, ร้านค้าออนไลน์, ร้านบนแอปพลิเคชั่น, การขายทางโทรศัพท์ และวิธีการทำธุรกรรมอื่นๆ  จะเป็นการเลือกซื้อ การคืนของ กระบวนการ pre-sale รวมไปถึงบริการหลังการขาย หรือเราอาจจะพูดง่ายๆ ว่ามันเป็นวิธีการเข้าหาลูกค้าแบบหลากหลายช่องทางก็ได้ครับ

ประวัติของ Omnichannel

ก่อนต้นทศวรรษที่ 90 การค้าปลีกในโลกเรายังเป็นการซื้อขายกันแบบออฟไลน์ มีการใช้แคตตาล็อกซื้อขายกันทางไปรษณีย์และทางโทรศัพท์ แต่จากนั้นราวๆ เกือบปี 2000 ก็เข้าสู่ยุคดอทคอม ทำให้เกิดมีการซื้อขายสินค้าออนไลน์และจ่ายเงินกันด้วยบัตรเครดิต หรือที่หลายคนเรียกกันว่า E-Commerce เกิดขึ้นมาในโลก ตอนนั้นหลายคนคงจะจำเว็บ Amazon.com ได้นะครับ ดังระเบิดระเบ้อไปเลยทีเดียว

จากนั้นนักธุรกิจหลายคนก็เริ่มมาตื่นเต้นกับคำว่า “Mobile commerce” เพราะคนเริ่มใช้โทรศัพท์มือถือมากขึ้น จนเป็นเหตุให้นักธุรกิจเริ่มบัญญัติศัพท์ Multichannel retailing ออกมาเพราะช่องทางการขายนั้นไม่ได้มีขายแค่หน้าร้านแบบปกติอีกไปแล้ว แต่ถึงจะขายกันหลายช่องทาง ปัญหาก็ยังมีอยู่นั่นคือ แต่ละช่องทางต่างคนก็ต่างทำ เช่นหน้าร้านออฟไลน์ กับหน้าร้านออนไลน์ และคอลเซ็นเตอร์ไม่ได้คุยกันเลยว่าลูกค้าสนใจสินค้าแบบไหน มีความต้องการแบบไหน หรือกำลังมีปัญหาอะไร

จนนักการตลาดเริ่มคิดกันว่าจะทำการตลาดแบบไหนที่จะผนวกควบรวมทุกๆ ช่องทางให้เนี๊ยบราบรื่นที่สุด เช่น ลูกค้า A คลิกสนใจรองเท้าบนออนไลน์ ก็เลยแจ้งพนักงานบนเว็บไซต์ว่าอยากจะไปลองรองเท้าคู่นี้ที่ร้านค้าปลีกในห้างสรรพสินค้าใกล้บ้าน พอไปถึงที่ร้าน ลูกค้าแจ้งพนักงานว่าจะมาลองรองเท้า พนักงานก็สามารถหยิบรองเท้าคู่ที่ลูกค้าเลือกเอาไว้ออกมาได้เพราะมีฐานข้อมูลลูกค้าจากเว็บไซต์แล้ว การเชื่อมต่อกันแบบไร้รอยต่อแบบนี้ล่ะครับที่เป็นวาทกรรมที่เรียกว่า Omnichannel retailing

Omni มีรากศัพท์ละติดว่า Omnibus ซึ่งหมายถึง “for all” ซึ่งนักธุรกิจ และนักการตลาดทุกคนก็คาดหวังว่าจะทำให้ธุรกิจค้าปลีกในศตวรรษนี้สมบูรณ์ขึ้นด้วย Omnichannel

ความเห็น: 

วันก่อนผมมีโอกาสนั่งคุยกับพี่ๆ ในวงการธุรกิจค้าปลีกในองค์กรใหญ่ๆ อย่าง Unilever, Nestle บางคนทำงานมาร่วม 20 ปี ผมถามเขาว่าวงการธุรกิจในพ.ศ. นี้เปลี่ยนแปลงและแตกต่างจากยุคก่อนแค่ไหน ผมได้คำตอบว่าแตกต่างไปจากเดิมมาก เพราะดิจิทัลกำลังเข้ามามีอิทธิพลต่อการเลือกซื้อ ตัดสินใจซื้อ ตลอดจนการติดต่อกับแบรนด์ผ่านหลากหลายช่องทาง ทำให้ยักษ์ใหญ่ FMCG เหล่านี้ต้องเดินหน้าเข้าสู่ยุค Omnichannel อย่างไม่ต้องสงสัย และมาถึงนาทีนี้ พวกเราจึงควรเร่งศึกษาทั้งกระบวนการซื้อขายทั้งออนไลน์ออฟไลน์ล่ะครับ เพราะลูกค้ามาหาพวกเราทุกช่องทางเลย

ถ้าพวกเรารู้กันแค่ดิจิทัล และเติบโตในสายงานดิจิทัลอย่างเดียวก็จะอยู่ได้แค่ specialist นะครับ จะเติบโตต่อไปจนถึง CMO, Head of Marketing ได้ต้องเข้าใจตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

หรือคุณคิดเป็นอย่างอื่น? แชร์กันกับเรานะครับ

from:http://thumbsup.in.th/2015/06/what-is-omnichannel-retailing/