คลังเก็บป้ายกำกับ: OBJECT_STORAGE

สร้าง Enterprise Object Storage ตอบโจทย์ธุรกิจองค์กรพร้อมลงทุนแบบ Pay Per Use ด้วย Cloudian และ VMware

การลงทุนในระบบ Enterprise Storage ทุกวันนี้ ประเด็นด้านความคุ้มค่าในการลงทุนถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญ และทาง VMware ก็ได้จับมือกับ Cloudian เพื่อนำโซลูชัน Enterprise Object Storage มาให้ธุรกิจองค์กรใช้งานกันได้ในแบบ Pay Per Use กันแล้วในประเทศไทย รวมถึงยังได้จับมือกับ Veeam เพื่อนำเสนอโซลูชันต่อยอดจากระบบ Enterprise Object Storage ให้สามารถนำไปใช้สำรองข้อมูลและปกป้องข้อมูลจาก Ransomware เพิ่มเติมขึ้นไปได้อีก ซึ่งในบทความนี้เราก็จะพาทุกท่านไปรู้จักกับโซลูชันของ Cloudian และ Veeam บน VMware กันครับ

Object Storage ต่างจาก Storage ทั่วไปอย่างไร?

ก่อนจะทำความรู้จักกับ Cloudian นั้นเราต้องทำความรู้จักกับแนวคิดของ Object Storaage กันเสียก่อน โดยทั่วไปแล้ว Storage ที่เราใช้งานกันนั้นมักเป็นแบบ Block Storage ที่เน้นความรวดเร็วในการเขียนอ่านข้อมูล สำหรับใช้งานกับ Business Appliacation หรือ Database เป็นหลัก ซึ่งมักพบได้ใน SAN Storage และอีกแบบคือ File Storage ที่มีการจัดเก็บข้อมูลเป็น File เพื่อให้สามารถเข้าถึงได้ผ่าน Protocol มาตรฐานอย่างเช่น CIFS, SMB, NFS ซึ่งมักพบได้ในระบบ File Sharing หรือ NAS Storage ในขณะที่ Unified Storage นั้นก็มักมีความสามารถของ SAN Storage และ NAS Storage ในตัวให้ใช้งานได้พร้อมๆ กัน

ทางด้าน Object Storage นั้น เป็นระบบ Storage ที่ถูกออกแบบมาเพื่อจัดเก็บข้อมูลแบบ Unstructured Data เป็นหลัก และมักถูกเชื่อมต่อเข้าถึงข้อมูลได้ด้วย Amazon S3 Application Programming Interface หรือ S3 API ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาและใช้งานใน Amazon S3 บริการ Cloud Storage หลักอันหนึ่งของ AWS ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงจนทำให้ S3 API กลายเป็นเทคโนโลยีมาตรฐานสำหรับ Object Storage ไปแล้ว

จุดเด่นของ Object Storage นี้ก็คือการรองรับการจัดเก็บไฟล์ขนาดใหญ่ปริมาณมหาศาลได้เป็นอย่างดี และเข้าถึงได้อย่างง่ายดาย รองรับการเชื่อมต่อผ่านการเขียนโปรแกรมได้ ทำให้ Object Storage นี้ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในธุรกิจด้านสื่อ, โรงพยาบาล, โรงงาน และผู้พัฒนา Software

เมื่อการใช้งานมีหลากหลายมากขึ้น Object Storage เองก็ได้ถูกพัฒนาความสามารถที่ธุรกิจองค์กรต้องการเพิ่มเติมจนกลายเป็น Enterprise Object Storage ที่นอกจากจะมีคุณสมบัติด้านการจัดเก็บและให้บริการข้อมูลได้แล้ว ก็ยังเสริมประเด็นเรื่องการปกป้องข้อมูล และการบริหารจัดการได้อย่างง่ายดายเข้าไปด้วย

Cloudian ผู้นำด้านเทคโนโลยี Object Storage สำหรับองค์กรและ Cloud

Cloudian นี้เป็นหนึ่งในบริษัทผู้บุกเบิกตลาด Enterprise Object Storage รายแรกๆ ที่ได้พัฒนาเทคโนโลยีสำหรับตอบโจทย์ธุรกิจองค์กรมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผลิตภัณฑ์ Object Storage อย่าง Cloudian HyperStore รองรับการใช้งานใน Scenario ที่หลากหลาย และมีจุดเด่นที่น่าสนใจดังนี้

  • รองรับการเพิ่มขยายได้ไม่จำกัด สามารถสร้าง Storage ที่มีความจุระดับ Petabyte หรือ Exabyte ได้โดยบริหารจัดการได้จากศูนย์กลาง
  • เข้าถึงข้อมูลได้ผ่าน Native S3 API แบบ 100% Compatible
  • มีความมั่นคงทนทานสูงสุดที่ระดับ 99.999999999999% หรือ 14-Nines
  • สามารถเสริมการเข้าถึงข้อมูลผ่าน NFS และ CIFS ได้
  • ทำงานร่วมกับ Enterprise Solution ได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น VMware, Veeam, Rubrik, Splunk, Commvault, Veritas, Pure Storage, Dell EMC, NetApp, Quantum, Hadoop และอื่นๆ
  • สามารถปกป้องข้อมูลได้ด้วยการทำ Versioning และ Object Lock Compliance Mode หรือ WORM
  • สามารถติดตั้งใช้งานได้หลายสาขาแบบ Geo Distribution และทำ Policy-based Replication ได้
  • สามารถทำงานร่วมกับบริการ Cloud เพื่อทำ Disaster Recovery ได้
  • รองรับการทำงานแบบ Multi-Tanancy ได้ จัดการการตั้งค่าได้ระดับ Bucket เพื่อให้เหมาะสมต่อความต้องการที่แตกต่างกัน
  • มีระบบ QoS ในตัว มั่นใจได้ว่าผู้ใช้งานจะสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ตนเองต้องการได้อย่างแน่นอน
  • มีความสามารถด้านการทำ Billing รองรับการให้บริการ Cloud ได้เต็มที่
  • มีความคุ้มค่าต่อพื้นที่จัดเก็บข้อมูลสูงสุด เมื่อเทียบกับ Enterprise Storage แบบเดิมๆ และ Public Cloud Storage
  • ติดตั้งใช้งานได้โดยไม่ขึ้นกับ Hardware และ Platform โดยมี Hardware Appliance ของตนเองเป็นอีกทางเลือกในการใช้งาน

จะเห็นได้ว่าโดยหลักแล้วตลาดของ Cloudian คือธุรกิจองค์กรที่ต้องการใช้ Object Storage และจัดเก็บข้อมูลภายใน Data Center ของตนเอง และมีกลยุทธ์ในการเพิ่มขยายพื้นที่จัดเก็บข้อมูลในอนาคตด้วยค่าใช้จ่ายที่คุ้มค่าที่สุด และไม่ต้องยึดติดกับผู้ผลิตรายใดเป็นพิเศษ

เชื่อมต่อกับ VMware ได้อย่างสมบูรณ์ ตอบโจทย์ทั้งการสร้าง Private Cloud ภายในองค์กร และการให้บริการ Cloud Object Storage สำหรับ Cloud Provider

อีกหนึ่งความสามารถที่ Cloudian ได้พัฒนาร่วมกับ VMware นั้นก็คือการทำงานร่วมกับ VMware vSphere และการบริหารจัดการระบบได้ผ่านทาง VMware vCloud Director ทำให้ธุรกิจองค์กรและผู้ให้บริการ Cloud นั้นมีทางเลือกสำหรับการผสานระบบและบริหารจัดการ Object Storage ได้ง่ายดายยิ่งขึ้น โดยประสบการณ์ในการบริหารจัดการ Cloudian ผ่าน VMware vCloud Director นั้นจะเสมือนกับการใช้งาน VMware vSAN เลย และยังสามารถจัดการกลุ่มของผู้ใช้งาน, การสร้าง Storage และติดตามการใช้งานได้จากหน้าจอของ VMware vCloud Director โดยตรง

สร้างระบบ Backup-as-a-Service ด้วยการผสานโซลูชันระหว่าง Cloudian, VMware และ Veeam

อีกภาพหนึ่งที่ถูกนำเสนอร่วมกันระหว่าง Cloudian, VMware และ Veeam นั้นก็คือการให้บริการ Backup-as-a-Service โดยการใช้ความสามารถด้าน Multi-Tenant ของ Cloudian ร่วมกับ VMware ในการให้บริการ Veeam พร้อมรองรับการทำ Billing ได้ในตัวนั่นเอง

ผู้ที่สนใจข้อมูลเกี่ยวกับโซลูชันร่วมกันระหว่าง Cloudian และ VMware สามารถศึกษาข้อมูลได้ที่ https://cloudian.com/vmware/

ป้องกันข้อมูลจาก Ransomware ได้ด้วย Object Lock Compliance Mode ร่วมกับโซลูชันจาก Veeam

สำหรับประกาศใหญ่ของ Cloudian ในปีนี้ก็คือการผสานโซลูชันร่วมกับ Veeam เพื่อป้องกันการโจมตีจาก Ransomware ที่อาจทำให้ข้อมูลที่ถูกสำรองเอาไว้หายไปทั้งหมด เพราะที่ผ่านมานั้นระบบจัดเก็บข้อมูลสำรองของธุรกิจองค์กรเองก็ได้เริ่มตกเป็นเหยื่อของการโจมตีลักษณะนี้บ้างแล้ว

ความสามารถของ Cloudian ที่ถูกนำมาใช้ตอบโจทย์นี้ก็คือ Object Lock Compliance Mode ที่จะทำให้ Bucket ของ Cloudian ที่ทำการตั้งค่านี้ไว้ทำงานในแบบ Write Once, Read Many หรือ WORM ที่เมื่อข้อมูลถูกบันทึกลงไปแล้วก็จะไม่สามารถถูกแก้ไขได้อีก ดังนั้นแม้แต่ Ransomware เองก็จะไม่สามารถทำการเข้ารหัสข้อมูลที่ถูกจัดเก็บอยู่ภายใต้ความสามารถนี้ได้

ในโซลูชันร่วมกับ Veeam เพื่อรับมือกับ Ransomware นี้ ทาง Cloudian สามารถทำหน้าที่เป็น Backup Target ให้กับ Veeam ได้ ดังนั้นถึงแม้ว่าหาก Ransomware สามารถเข้าถึงไฟล์การสำรองข้อมูลของ Veeam ที่ถูกบันทึกอยู่บน Cloudian ได้ Ransomware นั้นๆ ก็จะไม่สามารถทำการเข้ารหัสไฟล์ได้เลยแม้แต่ไฟล์เดียว และทำให้องค์กรมั่นใจได้ว่าถึง Ransomware จะโจมตีระบบอื่นๆ จนข้อมูลสูญหาย แต่ข้อมูลที่สำรองเอาไว้ก็ยังอยู่ครบและพร้อมกู้คืนมาใช้งานได้อยู่เสมอ

ท่ามกลางภาวะที่ทั่วโลกต้องเผชิญกับ COVID-19 นี้ โซลูชันดังกล่าวนี้ได้รับความนิยมสูงเป็นอย่างมากเพื่อใช้ปกป้องเหล่าพนักงานภายในธุรกิจต่างๆ ที่เริ่มดำเนินนโยบาย Work from Home เพื่อไม่ให้ข้อมูลสำคัญทางธุรกิจที่ผู้ใช้งานแต่ละคนต้องใช้ในการทำงานแต่ละวันนั้น สูญหายไปจากการถูกโจมตีด้วย Ransomware โดย Veeam นั้นรับบทบาทหลักในการสำรองข้อมูลทั้งในรูปแบบของ File และข้อมูลบนบริการ Office 365 ในขณะที่ Cloudian นั้นรับบทบาทในการจัดเก็บข้อมูลอย่างมั่นคงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ และ VMware Cloud เองก็เป็น Platform สำหรับให้บริการทั้งสองระบบร่วมกันผ่าน Cloud เพื่อให้พนักงานทุกคนเชื่อมต่อมาได้ไม่ว่าจะทำงานจากที่ใดก็ตาม

ผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการรับมือ Ransomware สำหรับระบบ Backup สามารถศึกษาข้อมูลได้ที่ https://www.veeam.com/blog/air-gapped-object-storage-cloud-tier-immutability.html

เช่าใช้งาน Cloudian แบบรายเดือน เสมือนเช่าใช้ Cloud สร้างบริการ Anything-as-a-Service ในองค์กรได้ทันที

สำหรับในประเทศไทย ทาง VMware ได้จับมือกับ Cloudian เพื่อรุกตลาด Object Storage ด้วยกัน โดยมีรูปแบบของค่าใช้จ่ายที่น่าสนใจ คือการคิดค่าใช้จ่ายตามความจุเป็นรายเดือน เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของระบบ Storage ที่มีความยืดหยุ่นในหลายธุรกิจและต้องการลงทุนให้เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง และไม่ยึดติดกับ Hardware ใดๆ เลย

แนวทางนี้ทำให้ธุรกิจองค์กรสามารถเริ่มต้นลงทุนระบบ Object Storage ได้ในราคาที่คุ้มค่ามาก โดยสามารถเลือกซื้อ Server หรือ Storage ที่ตนเองต้องการได้ และเช่าใช้ License ของ Cloudian ผ่านทาง VMware ทำให้ธุรกิจองค์กรสามารถเลือกใช้ HDD หรือ SSD ที่มีความคุ้มค่าสูงสุดต่อการลงทุนของตนเอง ร่วมกับ Server, Storage Server หรือ Storage Appliance ที่ตนเองมีอยู่แล้วหรือต้องการจัดซื้อใหม่ได้ โดยเมื่อมีการเพิ่มขยายก็สามารถเลือกใช้ Hardware ที่มีความคุ้มค่าที่สุดในตลาดได้ทันที

ในแง่การผสานระบบร่วมกับระบบอื่นๆ เพื่อให้บริการ Anything-as-a-Service นั้น ภายใน Cloudian เองก็มีความสามารถด้านการทำ Billing อยู่แล้ว ดังนั้นหากธุรกิจองค์กรต้องการเปลี่ยนระบบ IT ของตนเองจาก CapEx เป็น OpEx อย่างเต็มตัว และมีการติดตามค่าใช้จ่ายรายเดือนของแต่ละแผนกในการใช้งานทรัพยากรส่วนกลาง ก็สามารถตอบโจทย์นี้ได้ ส่วน Cloud Provider เองก็สามารถนำระบบไปให้บริการและเชื่อมต่อความสามารถ Billing นี้ในการเก็บค่าใช้จ่ายรายเดือนกับผู้เช่าใช้ได้เช่นกัน

ทั้งนี้ราคาต่อ TB ของ License นี้ถือว่าคุ้มมาก และมีราคาเพียงหลักร้อยบาทต่อเดือนต่อ TB เท่านั้น

สนใจใช้งาน Cloudian ติดต่อทีมงาน VMware ในประเทศไทยได้ทันที

สำหรับผู้ที่สนใจใช้งาน Cloudian สามารถติดต่อทีมงาน VMware ในประเทศไทยได้ทันทีที่คุณปลา 081-913-3347 หรืออีเมล์ kemwat@vmware.com

เกี่ยวกับ VMware Cloud Provider Program (VCPP)

โครงการ VCPP นี้คือโครงการที่ได้ผสานรวมเอาบริการ VMware Software-as-a-Service เข้ากับเหล่าผู้ให้ริการ VMware Service Provider Partners ทั่วโลก เพื่อให้ธุรกิจองค์กรต่างๆ สามารถใช้งานบริการ Cloud ที่มีเทคโนโลยีของ VMware เป็นเบื้องหลังได้ผ่านทางผู้ให้บริการที่มีมาตรฐาน

ปัจจุบันในประเทศไทยมีผู้ให้บริการด้าน IT ที่ได้เข้าร่วมโครงการ VCPP มากกว่า 20 รายแล้ว ดังนั้นธุรกิจไทยจึงสามารถเลือกใช้งานบริการ Cloud ภายในประเทศที่ให้บริการเทคโนโลยีของ VMware และเชื่อมต่อระบบ Data Center ภายในธุรกิจองค์กรเข้ากับบริการ Cloud เหล่านี้สู่ภาพของ Hybrid Cloud หรือทำ Disaster Recovery ได้ทันที โดยมีทีมงานคนไทยคอยให้บริการแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างใกล้ชิด

ผู้ที่สนใจใช้บริการ VMware ในรูปแบบของการคิดค่าใช้จ่ายตามจริง สามารถติดต่อทีมงานของ VMware ประจำประเทศไทยได้ที่คุณปลา 081-913-3347 หรืออีเมล์ kemwat@vmware.com หรือสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ VCPP ได้ที่ https://www.vmware.com/partners/service-provider.html และสามารถตรวจสอบสถานะของบริษัทต่างๆ ที่เป็น VCPP ได้ที่ https://cloud.vmware.com/providers/

from:https://www.techtalkthai.com/start-pay-per-use-enterprise-object-storage-with-cloudian-and-vmware/

TechTalk Webinar: ทำความรู้จักกับเทคโนโลยี File&Object Storage สำหรับตอบโจทย์ Hybrid Cloud พร้อมรองรับพ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล โดย HPE และ Metro Connect

TechTalkThai ขอเรียนเชิญ IT Manager, Data Center Engineer, ผู้ดูแลระบบ IT, และผู้ที่สนใจทุกท่าน เข้าร่วมฟัง TechTalk Webinar ในหัวข้อเรื่อง “ทำความรู้จักกับเทคโนโลยี File&Object Storage สำหรับตอบโจทย์ Hybrid Cloud พร้อมรองรับพ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล โดย HPE และ Metro Connect” เพื่อเรียนรู้แนวคิดและการใช้งานเทคโนโลยี File/Object Storage สำหรับธุรกิจองค์กรในแง่มุมต่างๆ ที่เหมาะสม พร้อมการประยุกต์ใช้ตอบโจทย์พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ในวันศุกร์ที่ 17 เมษายน 2020 เวลา 10.30 – 12.00 น. โดยมีกำหนดการและวิธีการลงทะเบียนดังนี้

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: ทำความรู้จักกับเทคโนโลยี File&Object Storage สำหรับตอบโจทย์ Hybrid Cloud พร้อมรองรับพ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล โดย HPE และ Metro Connect
ผู้บรรยาย: คุณ Watcharasit Santisuknirun, Country Manager, Thailand Cohesity, Inc., คุณ Songphon Sangmas, Storage Sales Specialist, Hewlett Packard Enterprise Thailand และคุณ Yothin Hongphan, Senior Product Sales, Metro Connect Company Limited
วันเวลา: วันศุกร์ที่ 17 เมษายน 2020 เวลา 10.30 – 12.00 น.
ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference
จำนวนผู้เข้าร่วมสูงสุด: 100 คน
ภาษา: ไทย

โซลูชันด้านระบบ File และ Object Storage นั้นได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ในตลาดธุรกิจองค์กร ท่ามกลางกระแสของการทำ AI, Data Analytics, DevOps และ Cloud Backup จากประเด็นด้านความคุ้มค่าในการใช้งาน, ความยืดหยุ่นในการรองรับ Workload ได้หลากหลาย และความง่ายดายในการดูแลรักษา อีกทั้งยังสามารถต่อยอดสู่ภาพของ Hybrid Cloud ได้ทันทีที่ต้องการ

ใน Webinar ครั้งนี้ HPE และ Metro Connect จะร่วมกันเล่าถึงเทคโนโลยีเบื้องต้นของ File & Object Storage ว่าแตกต่างจากระบบ Storage อื่นอย่างไร, ใช้งานได้อย่างไร และมีความเหมาะสมกับงานรูปแบบใด รวมถึงจะทำการนำเสนอระบบตัวอย่างเพื่อนำโซลูชันนี้ไปใช้ตอบโจทย์ด้านการจัดเก็บข้อมูลความลับต่างๆ ให้ตอบรับต่อพ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ที่ทุกธุรกิจองค์กรต้องให้ความสำคัญในปี 2020 นี้

การเข้าร่วมฟัง Webinar ครั้งนี้จะนำเสนอเป็นภาษาไทยโดยทีมงาน HPE และ Metro Connect ที่พร้อมตอบทุกคำถามที่เกี่ยวข้อง

ลงทะเบียนเข้าร่วม TechTalk Webinar ได้ฟรี

ผู้ที่สนใจสามารถกรอกแบบฟอร์มเพื่อเข้าร่วม TechTalk Webinar ในหัวข้อนี้ได้ฟรีๆ ทันทีที่ https://zoom.us/webinar/register/WN_p1yiR530S0OyEFd7d4lx6A โดยทีมงานขอความกรุณากรอกข้อมูลชื่อบริษัทด้วยชื่อเต็มของหน่วยงานหรือองค์กร เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในการจัดการกับข้อมูลการลงทะเบียน

from:https://www.techtalkthai.com/techtalk-webinar-file-and-object-storage-introduction-for-hybrid-cloud-and-pdpa-by-hpe-and-metro-connect/

Hitachi Vantara Webinar: Enterprise Object-based Storage & Work from Home with HCP Solution

Hitachi Vantara ขอเรียนเชิญผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานด้าน IT เข้าร่วมฟังบรรยาย Hitachi Vantara Webinar เรื่อง “Enterprise Object-based Storage & Work from Home with HCP Solution” เพื่อแนะนำเทคโนโลยีการจัดเก็บข้อมูลยุคใหม่แบบ Object Storage และโซลูชัน Work from Home ซึ่งช่วยให้การจัดเก็บ ซิงค์ และแชร์ไฟล์ข้อมูลขณะทำงานที่บ้านเป็นเรื่องง่าย ในวันอังคารที่ 7 เมษายน 2020 ผ่าน Live Webinar ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: Enterprise Object-based Storage & Work from Home with HCP Solution
ผู้บรรยาย: คุณ Norawee Seneewongse และคุณ Songchai Vachiravorakam, Solution Consultant จาก Hitachi Vantara
วันเวลา: วันอังคารที่ 7 เมษายน 2020 เวลา 10.30 – 12.00 น.
ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference
จำนวนผู้เข้าร่วมสูงสุด: 500 คน
ภาษา: ไทย
ลิงค์ลงทะเบียน: https://zoom.us/webinar/register/WN_OMEEQds2ThabGIy86mS0cg

Public Cloud Provider และองค์กรชั้นนำของโลกทุกวันนี้ต่างใช้ Object Storage ในการบริหารการจัดเก็บข้อมูล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้อมูลแบบ Unstructured Data ซึ่งช่วยเพิ่มทั้งประสิทธิภาพและความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล ภายใน Webinar นี้ ท่านจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยี Object Storage ของ Hitachi Vantara ว่าสามารถช่วยให้เกิดความคล่องตัวในการบริหารจัดการข้อมูลและ Content ได้อย่างไร การป้องกันข้อมูลสูญหายโดยไม่จำเป็นต้องมีการ Backup อีกต่อไป รวมไปถึงโซลูชัน Work from Home ที่จะช่วยให้การจัดเก็บ ซิงค์โครไนซ์ และแชร์ไฟล์ข้อมูลขณะทำงานที่บ้านกลายเป็นเรื่องง่าย

เนื้อหาที่จะบรรยายประกอบด้วย

  • รู้จักกับโซลูชัน Hitachi Content Platform ระบบจัดเก็บข้อมูลแบบ Object Storage ของ Hitachi Vantara รวมไปถึงฟีเจอร์พื้นฐาน และ Use Cases การใช้งานต่างๆ เช่น โซลูชันการทดแทนที่เทป (Tapeless), การทำ File Sync & Share, การทำ Archiving และการเชื่อมต่อกับ Cloud
  • แนะนำ Hitachi Content Platform Anywhere (HCP-AW) โซลูชัน Enterprise File Synchronization & Sharing สำหรับการอัปเดตไฟล์ข้อมูลโดยอัตโนมัติ แชร์ และจัดเก็บไฟล์อย่างมั่นคงปลอดภัยจากทุกที่ ทุกเวลา ตอบโจทย์การใช้งานในรูปแบบ Work from Home พร้อมสาธิดการใช้งานเบื้องต้น
  • แนะนำ Hitachi Content Platform Gateway (HCP Gateway) โซลูชันการทำ Remote-Branch Office (ROBO) ที่เพิ่มความสามารถในการแชร์ไฟล์และการเชื่อมต่อกับ Object Cloud Storage เพื่อลด Storage Footprint ในแต่ละสาขาลงได้
  • การใช้ Hitachi Content Platform เพื่อลดปัญหาและความยุ่งยากของการจัดการตาม พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ที่จะบังคับใช้ในเดือนพฤษภาคมนี้
  • การป้องกัน Ransomware และกู้คืนไฟล์กลับมาได้ในหลักวินาทีโดยไม่จำเป็นต้องใช้ซอฟต์แวร์ Backup และไม่ต้องกังวลเรื่อง RPO/RTO

กด Interested หรือ Going เพื่อติดตามอัปเดตและรับการแจ้งเตือนบน Facebook Event: https://www.facebook.com/events/793856757773343/

from:https://www.techtalkthai.com/hitachi-vantara-webinar-enterprise-object-based-storage-work-from-home-with-hcp-solution/

องค์กรยุค transformation จะจัดเตรียมข้อมูลมหาศาล เพื่องาน Machine Learning และ AI ให้มีประสิทธิภาพได้อย่างไร?

การ transform ธุรกิจในปัจจุบันต้องการ AI เข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจ การทำ AI ให้ประสบผลสำเร็จ ต้องอาศัยข้อมูลจำนวนมากเพื่อการเทรนนิ่งโมเดลให้เกิดความแม่นยำมากขึ้น …เมื่อข้อมูลมีจำนวนมหาศาลเราจะจัดการข้อมูลต่างๆ ได้อย่างไร ?

Storage solution รูปแบบเดิมอาจจะไม่ได้เข้ามาตอบโจทย์ต่อการเติบโตของข้อมูลในปัจจุบัน เนื่องมาจากไม่ได้รองรับการขยายตัวอย่างรวดเร็วของข้อมูล มีความยืดหยุ่นน้อย ส่งผลต่อการลงทุนที่อาจจะไม่คุ้มค่าในระยะยาว Object Storage จึงเข้ามาตอบโจทย์ของลักษณะงานดังกล่าว

ตามที่ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมบางรายระบุว่า 80% ของข้อมูลทั้งหมดจะถูกจัดเก็บในรูปแบบ Object Storage ในปี 2020 กับข้อมูลที่คาดว่าจะเติบโตประมาณ 330 exabytes เนื่องมาจากคุณภาพของข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ขึ้นและจำนวนมากขึ้นตามเทคโนโลยีในปัจจุบัน เช่น กล้องที่มีคุณภาพสูงขึ้น ทำให้ไฟล์ภาพหรือวีดีโอมีขนาดใหญ่ขึ้น หรือข้อมูลเซ็นเซอร์ของอุปกรณ์ตรวจจับที่มีการส่งข้อมูลมากขึ้น ถี่ขึ้น และอุปกรณ์ที่มีการติดตั้งจำนวนมากขึ้น จึงต้องออกแบบระบบให้รองรับปริมาณและขนาดของข้อมูลดังกล่าว

การเติบโตที่น่าสนใจของข้อมูล ทำให้บริษัทหลายบริษัทเข้ามาสนใจและติดตั้งใช้งานการเก็บข้อมูลบน Object Storage ภายใน Datacenter ของตัวเองมากขึ้น

IBM Cloud Object Storage :

IBM Cloud Object Storage (ICOS) คือ software defined storage platform ได้รับสิทธิบัตรทางเทคโนโลยีกว่า 600 รายการ ที่ถูกออกแบบมาสำหรับการจัดเก็บข้อมูลจำนวนมหาศาล ด้วยประสิทธิภาพและความสามารถในการเข้าถึงของ IBM Cloud Object Storage ได้ทำลายอุปสรรคของการจัดเก็บข้อมูลจำนวนมากลง

อ่านต่อ : https://www.ibm.com/cloud/object-storage/solutions

Key features of IBM Cloud Object Storage (ICOS)

Customers achieved average 255% ROI and 8 month payback

กับลูกค้าที่ใช้งาน Cloud Object Storage จะได้เห็นถึงผลตอบแทนของการลงทุน 255% และประหยัดค่าใช้จ่ายกว่าการใช้งาน storage แบบเดิมถึง 70% ยังเพิ่มความมั่นใจให้กับการเลือกใช้งานด้วย certified มากกว่า 80 solution และ IBM Cloud Object Storage ยังเป็นผู้นำอันดับ 1 ใน Gartner ของเทคโนโลยี Object Storage ในตลาด(2019)

ICOS Gen2 storage efficiencies lowers cost and increases performance

ปัจจุบัน ICOS อยู่ใน Gen2 ที่ให้ลูกค้าสามารถประหยัดค่าใช้ได้มากขึ้น 54% จาก ICOS Gen1 และมีความประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นกว่าเดิมถึง 150%

AI search and data tagging with IBM Spectrum Discover :

สามารถเชื่อมต่อกับ IBM Spectrum Discover software defined storage ที่มาช่วยในการ tagging ข้อมูล ทำให้สามารถจัดการและจัดเตรียมข้อมูล (Data Preparation) เพื่อนำไปเชื่อมต่อกับระบบ Machine Learning หรือ AI และทำให้การ searching หรือดึงข้อมูลไปใช้งานได้สะดวกรวดเร็ว

อ่านต่อ : https://www.ibm.com/th-en/marketplace/spectrum-discover

Store objects and files at significantly lower cost :

dsNet® software ภายใน Cloud Object Storage มีการใช้งาน Information Dispersal Algorithms (IDA) กับถังจัดเก็บข้อมูลของ unstructured data objects, เพื่อป้องกันการเสียหายของข้อมูล มีการใช้งาน erasure coding เข้ามาใช้งาน เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือและด้วยเทคโนโลยี Geo-dispersed data protection ช่วยป้องกันการเสียหายของระบบ เมื่อ site ใด site นึงเกิดปัญหา ทำให้ระบบมีความพร้อมทำงานอย่างต่อเนื่อง (Data availability 99.999999%)

Reduce the complexity of managing storage and Reduce total cost :

ลดความซับซ้อนในการจัดการข้อมูลระดับ exabyte ด้วย centralize management และโดยรวมของ total cost ถูกกว่า Storage แบบเดิม ลูกค้าที่สนใจสามารถเริ่มต้นการใช้ระบบ ICOS ได้ที่ 75TB !!! และสามารถเพิ่มเติมหรือขยายระบบในอนาคตได้ตามต้องการ

Backup and Archive Solution :

รองรับการทำ Backup/Archiving ข้อมูล และสามารถทำงานร่วมกับ Backup Software ต่างๆ ได้ และสามารถ Archive หรือสำรองข้อมูลไปยังระบบคลาวด์ได้ด้วย

IBM Cloud Object Storage (ICOS) เป็นเทคโนโลยีในการจัดเก็บในรูปแบบหนึ่งที่จะเข้ามาช่วยเปลี่ยนความท้าทายในด้านการจัดเก็บข้อมูลให้เป็นข้อได้เปรียบทางธุรกิจ

อ่านต่อ >>> https://www.ibm.com/hk-en/marketplace/cloud-object-storage-system

“ไม่ว่าจะอยู่ในอุตสาหกรรมใด ก็หลีกเลี่ยงไม่พ้นการทำงานร่วมกับเทคโนโลยีใหม่ๆเพื่อช่วยขับเคลื่อนองค์กรและเพิ่มยอดขายทางการตลาด IBM Systems ยังคงมุ่งเน้นเรื่องเทคโนโลยีให้ตอบโจทย์กับลูกค้ามากที่สุด และมีทั้งทีมงานผู้เชี่ยวชาญทางด้านระบบไอทีพร้อมให้คำปรึกษา”

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท คอมพิวเตอร์ยูเนี่ยน จำกัด

โทร 02 311 6881# 7151 , 7156 หรือ email : cu_mkt@cu.co.th

หากสนใจเพิ่มเติมสามารถติดต่อทาง IBM Thailand มีทีมงาน ที่พร้อมให้คำปรึกษาสำหรับทุกท่านอย่างครบถ้วน Inbox เข้ามาได้ที่ Facebook IBM Thailand: https://www.facebook.com/IBMThailand/

เขียนโดย

สัญญา  พรขจรกิจกุล

HW Sales Specialist

Computer Union

ปรียานุช เปล่งวาจา

IBM IT/Specialist

IBM Thailand Co.,Ltd

from:https://www.techtalkthai.com/how-organizations-in-transformation-era-can-support-data-storage-for-ai-workload-ibm-by-cu/

เปิดตัว Infortred GS 5000 Unified Storage ความจุสูงสุดเกินกว่า 20PB พร้อม Host Interface 128 ช่อง

Infortrend Technology ผู้นำเทคโนโลยีด้านระบบ Enterprise SAN Storage ได้ออกมาประกาศเปิดตัว Infortrend EonStor GS 5000 ระบบ Unified Storage รุ่นล่าสุดที่เน้นด้านประสิทธิภาพและขนาดของระบบ เพื่อรองรับกับเทรนด์ Big Data และ Cloud สำหรับองค์กรอย่างเต็มตัว ด้วยคุณสมบัติดังต่อไปนี้

 

 

  • ทำงานแบบ Dual Redundant Controller โดยแต่ละ Controller ใช้ Intel Xeon E5 8-Core จำนวน 1-2 ชุด
  • รองรับ Host Interface รวมกันสูงสุด 128 ช่อง ใช้งานได้ทั้ง 8/16Gbps Fibre Channel, 1/10/40GbE iSCSI, 10Gbps FCoE, 56Gbps Infiniband
  • รองรับ Cache Memory สูงสุดขนาด 1,024GB
  • ติดตั้งได้ทั้ง 2.5″/3.5″ Drive รองรับทั้ง SSD, HDD แบบ SAS สูงสุด 1,680 ชุด ความจุสูงสุเกินกว่า 20PB
  • รองรับ RAID 0, 1, 5, 6, 10, 50, 60 ในตัว
  • รองรับ Protocol CIFS/SMB, AFP, NFS, FTP, FXP, WebDAV, FC, FCoE, iSCSI, InfiniBand, SAS, RESTful API (สำหรับ Object Protocol)
  • มี Cloud Gateway เชื่อมต่อกับ Amazon S3, Microsoft Azure, Google Cloud Platform, Alibaba Cloud และ OpenStack ได้
  • ใช้งาน IPv6 ได้
  • บริหารจัดการได้ผ่าน Web-based Management

 

การเปิดตัว Infortrend EonStor GS 5000 ครั้งนี้ถือเป็นการเปิดตัวเพื่อรองรับต่ออนาคตที่ทุกองค์กรจะต้องรับมือกับข้อมูลปริมาณมหาศาล ซึ่ง Infortrend เองก็มีจุดเด่นด้านการนำ SSD และ HDD มาตรฐานสำหรับองค์กรมาใช้งานได้หลากหลายแบรนด์ ทำให้องค์กรมีความคุ้มค่าในการลงทุนด้านระบบจัดเก็บข้อมูลและการเพิ่มขยายในระยะยาว ไม่ถูกผูกขาดด้านราคาของ Disk อีกต่อไป โดย Infortrend ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ซีรีส์นี้ออกมา 2 รุ่น ได้แก่ GS 5100 และ GS 5200

 

Credit: Infortrend

 

ผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถศึกษาข้อมูลได้ที่ https://www.infortrend.com/UrlCounter/EN/PR/GS5000/20180611002?re=/global/products/families/GS/5000

 

เกี่ยวกับ Throughwave Thailand

Throughwave Thailand เป็นตัวแทนจำหน่าย (Distributor) สำหรับผลิตภัณฑ์ Enterprise IT ครบวงจรทั้ง Server, Storage, Network และ Security พร้อมโซลูชัน VMware และ Microsoft ที่มีลูกค้าเป็นองค์กรชั้นนำระดับหลายหมื่นผู้ใช้งานมากมาย โดยทีมงาน Throughwave Thailand ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าจากทีมงาน Engineer มากประสบการณ์ ที่คอยสนับสนุนการใช้งานของลูกค้าตลอด 24×7 ร่วมกับ Partner ต่างๆ ทั่วประเทศไทยนั่นเอง https://www.throughwave.co.th

 

ที่มา: https://www.infortrend.com/global/news/20180613/369

from:https://www.techtalkthai.com/infortred-eonstor-gs-5000-unified-storage-is-announced/

เปิดตัว Infortrend GS 5000 Unified Storage ความจุสูงสุดเกินกว่า 20PB พร้อม Host Interface 128 ช่อง

Infortrend Technology ผู้นำเทคโนโลยีด้านระบบ Enterprise SAN Storage ได้ออกมาประกาศเปิดตัว Infortrend EonStor GS 5000 ระบบ Unified Storage รุ่นล่าสุดที่เน้นด้านประสิทธิภาพและขนาดของระบบ เพื่อรองรับกับเทรนด์ Big Data และ Cloud สำหรับองค์กรอย่างเต็มตัว ด้วยคุณสมบัติดังต่อไปนี้

 

 

  • ทำงานแบบ Dual Redundant Controller โดยแต่ละ Controller ใช้ Intel Xeon E5 8-Core จำนวน 1-2 ชุด
  • รองรับ Host Interface รวมกันสูงสุด 128 ช่อง ใช้งานได้ทั้ง 8/16Gbps Fibre Channel, 1/10/40GbE iSCSI, 10Gbps FCoE, 56Gbps Infiniband
  • รองรับ Cache Memory สูงสุดขนาด 1,024GB
  • ติดตั้งได้ทั้ง 2.5″/3.5″ Drive รองรับทั้ง SSD, HDD แบบ SAS สูงสุด 1,680 ชุด ความจุสูงสุเกินกว่า 20PB
  • รองรับ RAID 0, 1, 5, 6, 10, 50, 60 ในตัว
  • รองรับ Protocol CIFS/SMB, AFP, NFS, FTP, FXP, WebDAV, FC, FCoE, iSCSI, InfiniBand, SAS, RESTful API (สำหรับ Object Protocol)
  • มี Cloud Gateway เชื่อมต่อกับ Amazon S3, Microsoft Azure, Google Cloud Platform, Alibaba Cloud และ OpenStack ได้
  • ใช้งาน IPv6 ได้
  • บริหารจัดการได้ผ่าน Web-based Management

 

การเปิดตัว Infortrend EonStor GS 5000 ครั้งนี้ถือเป็นการเปิดตัวเพื่อรองรับต่ออนาคตที่ทุกองค์กรจะต้องรับมือกับข้อมูลปริมาณมหาศาล ซึ่ง Infortrend เองก็มีจุดเด่นด้านการนำ SSD และ HDD มาตรฐานสำหรับองค์กรมาใช้งานได้หลากหลายแบรนด์ ทำให้องค์กรมีความคุ้มค่าในการลงทุนด้านระบบจัดเก็บข้อมูลและการเพิ่มขยายในระยะยาว ไม่ถูกผูกขาดด้านราคาของ Disk อีกต่อไป โดย Infortrend ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ซีรีส์นี้ออกมา 2 รุ่น ได้แก่ GS 5100 และ GS 5200

 

Credit: Infortrend

 

ผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถศึกษาข้อมูลได้ที่ https://www.infortrend.com/UrlCounter/EN/PR/GS5000/20180611002?re=/global/products/families/GS/5000

 

เกี่ยวกับ Throughwave Thailand

Throughwave Thailand เป็นตัวแทนจำหน่าย (Distributor) สำหรับผลิตภัณฑ์ Enterprise IT ครบวงจรทั้ง Server, Storage, Network และ Security พร้อมโซลูชัน VMware และ Microsoft ที่มีลูกค้าเป็นองค์กรชั้นนำระดับหลายหมื่นผู้ใช้งานมากมาย โดยทีมงาน Throughwave Thailand ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าจากทีมงาน Engineer มากประสบการณ์ ที่คอยสนับสนุนการใช้งานของลูกค้าตลอด 24×7 ร่วมกับ Partner ต่างๆ ทั่วประเทศไทยนั่นเอง https://www.throughwave.co.th

 

ที่มา: https://www.infortrend.com/global/news/20180613/369

from:https://www.techtalkthai.com/infortrend-eonstor-gs-5000-unified-storage-is-announced/

CNCF เปิดตัว Rook โครงการ Open Source Cloud-Native Storage สำหรับ Kubernetes และ Hyper-Converged

Cloud Native Computing Foundation (CNCF) ได้ออกมาประกาศเปิดตัว Rook โครงการ Open Source Software-Defined Storage แรกที่ถูกออกแบบมาให้รองรับ Cloud-Native Application โดยเฉพาะ และยังเป็นเบื้องหลังความสำเร็จของ Game of Throne Season 7 ด้วย

 

Credit: Rook

 

CNCF ได้นำ Rook เข้ามาร่วมเป็นโครงการหนึ่งในครั้งนี้เนื่องจากปัจจุบันแนวโน้มของการใช้งาน Container นั้นเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ Kubernetes นั้นได้รับความนิยมสูง แต่ที่ผ่านมา Kubernetes นั้นมักต้องถูกใช้งานร่วมกับระบบ External Storage และทำให้ยากต่อการบริหารจัดการ Rook จึงถูกออกแบบมาให้สามารถทำงานร่วมกับ Kubernetes ได้เป็นอย่างดี โดยสามารถให้บริการได้ทั้งในระดับ File, Block และ Object ในหนึ่งเดียว รองรับได้ทั้งการนำไปสร้าง Cluster บน Public Cloud และ Private Cloud

Rook นั้นจะทำงานอยู่บน Distributed Storage Software อย่าง Ceph อีกทีหนึ่ง โดยจะทำการเปลี่ยนระบบ Storage เดิมๆ นั้นให้กลายเป็นบริการ Storage ที่สามารถเชื่อมต่อเป็นบริการหนึ่งใน Kubernetes ได้ และมีคุณสมบัติในการทำ Self-Managing, Self-Scaling, Self-Healing พร้อมรองรับการทำ Automation ได้ทั้ง Lifecycle ของการใช้งาน

ด้วยความสามารถดังกล่าว นอกจาก Rook จะถูกนำไปใช้งานภายในระบบ Cloud เพื่อให้ง่ายต่อการบริหารจัดการและการทำ Automation แล้ว Rook เองก็ยังรองรับการสร้างระบบ Hyper-Converged Cluster ได้อีกด้วย อีกทั้งยังมีความสามารถในการปกป้องข้อมูลเช่นการทำ Snapshot, Replication, Cloning, Versioning ได้อย่างครบถ้วนในตัว

ผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Rook สามารถศึกษาข้อมูลได้ที่ https://rook.io/ และ https://github.com/rook/rook ครับ

 

ที่มา: https://www.sdxcentral.com/articles/news/cncfs-first-cloud-native-storage-project-rook/2018/01/

from:https://www.techtalkthai.com/cncf-announces-rook-open-source-cloud-native-storage-project/

Storage แบบเดียวไม่สามารถตอบได้ทุกโจทย์! รู้จัก 9 โซลูชัน Enterprise Storage จาก Dell EMC

ปริมาณการจัดเก็บข้อมูลในแต่ละองค์กรนั้นเติบโตขึ้นทุกๆ วัน ด้วยสาเหตุทั้งทางด้านเทคนิคและทางด้านธุรกิจที่เริ่มนำเอาข้อมูลไปใช้ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ กันมากขึ้น ส่งผลให้รูปแบบของข้อมูล, ประเภทของข้อมูล และวิธีการนำไปใช้งานนั้นแตกต่างกัน ในบทความนี้เราจึงจะขอแนะนำ Storage ที่ใช้เทคโนโลยีแตกต่างกัน พร้อมแนะแนวทางการนำไปใช้งานที่เหมาะสมให้ทุกท่านได้รู้จักกัน ผ่านทางโซลูชันของ Dell EMC ซึ่งถือเป็นผู้ผลิตที่มีเทคโนโลยี Storage ที่หลากหลายที่สุดรายหนึ่งในตลาดเวลานี้ดังนี้ครับ

 

การแบ่งประเภทของ Storage นั้นสามารถทำได้หลายวิธี

ก่อนอื่นเลยต้องขอเล่าคร่าวๆ ก่อนว่าวิธีการแบ่งประเภทของเทคโนโลยี Storage นั้นสามารถแบ่งได้หลากหลายวิธีแล้วแต่มุมมองของผู้แบ่ง ซึ่งมีตัวอย่างดังต่อไปนี้

 

แบ่งตามประเภทของ Protocol ในการเข้าถึงข้อมูล

  • DAS Storage เป็นระบบจัดเก็บข้อมูลที่ต่อตรงเข้ากับ Server หรือ Client เพื่อเพิ่มขยายพื้นที่จัดเก็บข้อมูลให้กับระบบต่างๆ ที่นำมาเชื่อมต่อโดยตรง
  • SAN Storage / Block Storage เป็นระบบ Storage ที่สามารถเชื่อมต่อระยะไกลผ่านระบบเครือข่ายได้ด้วยการส่งข้อมูลแบบ Block บน Ethernet ด้วย iSCSI หรือใช้ Fibre Channel โดยจะสามารถบริหารจัดการเรื่องของการจัดการ Volume, LUN พร้อมความสามารถอื่นๆ บนตัว Storage อย่างเช่นการทำ Snapshot และ Replication ได้ มักถูกใช้ในงานกลุ่ม Database, Virtualization และ Virtual Desktop Infrastructure
  • NAS Storage / File Storage เป็นระบบ Storage ที่ให้บริการข้อมูลในรูปแบบของ File ผ่านระบบเครือข่าย Ethernet เป็นหลัก โดยผู้ใช้งานจะต้องทำการ Mount ข้อมูลไปแสดงผลเป็น Volume หรือ Folder ก่อนใช้งานด้วย SMB, CIFS, NFS มักถูกใช้ในระบบ File Sharing ทั้งขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่เพื่อรองรับงาน High Performance Computing (HPC)
  • Unified Storage เป็นระบบ Storage ที่สามารถให้บริการได้ทั้งเป็น SAN Storage และ NAS Storage ภายในตัวพร้อมๆ กัน เพื่อให้สามารถใช้งานพื้นที่่จัดเก็บข้อมูลได้อย่างคุ้มค่าสูงสุด
  • Object Storage เป็นระบบ Storage ที่จัดเก็บข้อมูลในรูปแบบของ Object เพื่อให้สามารถเรียกไปใช้งานได้ผ่านการอ้างอิงแทนค่าต่างๆ เช่น Key-Value เหมาะสำหรับการนำไปใช้ในระบบ Cloud Storage เพื่อเก็บข้อมูลสำหรับระบบ Cloud-Native Application

 

แบ่งตามประเภทของเทคโนโลยีที่ใช้ในอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล

  • Traditional Storage เป็นระบบ Storage ที่ใช้ Hard Disk Drive (HDD) ในการจัดเก็บข้อมูลเป็นหลัก และอาจเร่งความเร็วของการเขียนและอ่านข้อมูลได้ด้วย Cache ที่เป็น RAM บน Controller ของระบบ
  • Hybrid Storage เป็นระบบ Storage ที่ใช้ทั้ง HDD ผสมกับ Solid State Drive (SSD) ในการจัดเก็บข้อมูลร่วมกัน โดยใช้ SSD ในการทำหน้าที่เป็น Cache ให้สำหรับ HDD ในระบบ รวมถึงยังมี RAM มาช่วยทำหน้าที่ Cache อีกชั้น ทำให้ในภาพรวมแล้วมีความเร็วสูงกว่า Traditional Storage เพราะมี Cache ขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นมาอีกชั้นหนึ่งนั่นเอง
  • All-Flash Storage เป็นระบบ Storage ที่ถูกออกแบบมาสำหรับใช้งานกับ SSD โดยเฉพาะ ซึ่งก็จะแบ่งออกเป็น 2 แบบย่อยๆ คือ Traditional All-Flash Storage ที่ยังคงใช้เทคโนโลยี RAID แบบเดียวกับ Traditional Storage และ Hybrid Storage ในการปกป้องข้อมูล กับ Next-Generation All-Flash Storage ที่พัฒนาเทคโนโลยีทั้งหมดให้ใช้งานกับ SSD โดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของวิธีการเข้าถึงข้อมูล และวิธีการในการปกป้องข้อมูลก็ตาม

 

แบ่งตามระดับการใช้งานและราคาของ Storage

  • Entry Storage ระบบ Storage สำหรับองค์กรขนาดเล็กและขนาดกลาง เพื่อใช้จัดเก็บข้อมูลทั่วๆ ไปในองค์กรให้มีความทนทานสูงขึ้นด้วยการทำ RAID และการใช้ Redundant Controller
  • Midrange Storage ระบบ Storage สำหรับองค์กรขนาดกลางขึ้นไป สำหรับรองรับข้อมูลปริมาณที่สูงขึ้น และเข้าถึงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมความสามารถในการปกป้องข้อมูลที่สูงขึ้นตามไปด้วย
  • Enterprise Storage ระบบ Storage สำหรับองค์กรที่มีขนาดใหญ่, มีประสิทธิภาพสูง และมีฟีเจอร์ในการปกป้องข้อมูลที่หลากหลาย
  • Mission-Critical Storage ระบบ Storage ที่มุ่งเน้นเรื่องความเร็วและความทนทานเป็นพิเศษ โดยมากมักจะมีความสามารถในการทำ Active-Active Clustering ข้ามสาขาได้ เพื่อตอบโจทย์ Mission-Critical Application โดยเฉพาะ

 

แบ่งตามสถาปัตยกรรมโดยรวมของระบบ

  • Scale-Up Storage เป็นระบบ Storage ที่สามารถเพิ่มขยายได้ด้วยกล่อง Expansion หรือ Just-a-Bunch-of-Disk (JBOD) โดยจะขยายเฉพาะจำนวน Disk ที่รองรับได้ในระบบ ไม่ได้ขยายประสิทธิภาพในส่วนของ Controller
  • Scale-Out Storage เป็นระบบ Storage ที่สามารถเพิ่มขยายผ่านระบบเครือข่ายได้แบบ Scale-Out โดยต้องเพิ่มทั้ง Controller และ Disk พร้อมๆ กัน ทำให้มีทั้งความจุที่สูงขึ้น และมีประสิทธิภาพที่สูงขึ้นตามไปด้วย โดยบางระบบจะสามารถเพิ่มขยายแบบ Scale-Up ได้ด้วยในตัว
  • Converged Infrastructure เป็นระบบสำเร็จรูปที่มาพร้อมทั้ง Server, Storage, Network, Storage Network และ Software ติดตั้งมาภายในตู้ Rack ให้พร้อมใช้งานได้ทันที โดยมีการทดสอบก่อนจากเหล่าผู้ผลิตแล้วว่าเมื่อใช้งานจริงจะรองรับ Workload ใดๆ ได้ด้วยประสิทธิภาพระดับไหน
  • Hyper-Converged Infrastructure เป็นระบบสำเร็จรูปที่ใช้ Server ทำงานร่วมกับ Virtualization Software และ Software-Defined Storage ที่มีคุณสมบัติในการทำงานแบบ Scale-Out เพื่อให้สามารถสร้างระบบ Virtualization ที่เพิ่มขยายได้ง่าย และทำงานทดแทนกันได้โดยไม่ต้องมี SAN Storage
  • Software-Defined Storage เป็นระบบ Software สำหรับใช้ติดตั้งบน Server หรือ Virtualization เพื่อให้บริการ Storage ในรูปแบบต่างๆ สำหรับแก้ไขปัญหาเรื่อง Hardware Vendor Lock-in
  • Cloud Storage เป็นระบบ Storage ที่อยู่บน Cloud ซึ่งก็จะมีประเภทย่อยๆ ภายในอีกหลากหลาย สำหรับรองรับการใช้งานในรูปแบบที่แตกต่างกันไป

 

Dell EMC กับเทคโนโลยี Storage สำหรับตอบโจทย์การใช้งานเชิงธุรกิจในรูปแบบต่างๆ

สำหรับการแนะนำเทคโนโลยี Storage ต่างๆ ของ Dell EMC ในบทความนี้ จะขอแนะนำ Storage แต่ละรุ่น พร้อมระบุประเภทและตัวอย่างการนำไปใช้งานที่เหมาะสม ดังต่อไปนี้

 

1. Dell EMC VMAX All-Flash: Mission-Critical All-Flash Storage จาก Dell EMC

Dell EMC VMAX All-Flash นี้เป็นระบบจัดเก็บข้อมูลที่ถูกออกแบบมาสำหรับรองรับงานด้าน Mission-Critifcal Application โดยเฉพาะ ด้วยความทนทานระดับ 99.9999% พร้อมทั้งความสามารถในการเพิ่มขยายได้อย่างยืดหยุ่นทั้งแบบ Scale-Up และ Scale-Out เพื่อจัดเก็บข้อมูลรวมกันได้มากถึง 4PB ภายในระบบเดียว อีกทั้งยังสามารถทำงานแบบ Active-Active Clutering ข้ามสาขาระยะไกลได้ด้วย SRDF เพื่อเพิ่มระดับความทนทานให้สูงถึง 99.99999% (7-Nines) รวมถึงยังสามารถทำงานร่วมกับทั้ง Server และ Mainframe ได้ในตัว

 

2. Dell EMC XtremIO All-Flash Scale-Out Array: All-Flash Storage ประสิทธิภาพสูงมาก สำหรับระบบ VDI, Virtualization และ Database

Dell EMC XtremIO All-Flash Scale-Out Array นี้เป็นระบบ All-Flash Storage ซึ่งให้บริการข้อมูลแบบ Block ที่มุ่งเน้นการตอบโจทย์ Data Center ขององค์กรด้วยการนำเสนอเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดเกี่ยวกับ Flash ของ Dell EMC ลงไป มุ่งเน้นให้ SSD ภายในสามารถทำการจัดเก็บข้อมูลได้ด้วยประสิทธิภาพสูงสุด, คุ้มค่าสูงสุด และทนทานสูงสุด ด้วย Latency ที่ต่ำมาก และทำการบีบอัดข้อมูลแบบ In-line อยู่ตลอดเวลาโดยไม่ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพ อีกทั้งยังมีความสามารถพิเศษในการจัดการ Data Copy Operation ได้มีประสิทธิภาพเหนือกว่า Storage อื่นๆ รองรับพื้นที่ใช้งานได้สูงถึง 5.5PB พร้อมความสามารถในการปกป้องข้อมูล, สำรองข้อมูล และเข้ารหัสข้อมูลในตัว เหมาะสำหรับการนำไปใช้งานเป็นระบบ Storage หลักภายในองค์กรขนาดกลางถึงขนาดใหญ่

 

3. Dell EMC Isilon NAS Storage: File/Object Storage ขนาดใหญ่ สำหรับงาน Big Data และ Video ประสิทธิภาพสูง

Dell EMC Isilon NAS Storage นี้เป็นระบบ File Storage สำหรับจัดเก็บข้อมูล Unstructured Data ขนาดใหญ่เพื่อตอบโจทย์การรองรับความต้องการของ Data Lake โดยเฉพาะ ด้วยจุดเด่นเรื่องของการขยายได้แบบ Scale-Out และการจัดเก็บข้อมูลที่เป็นแบบ Single File System (Single Name Space) พื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูลขนาดใหญ่ และจะช่วยเพิ่มทั้ง Performance และ Capacity ให้กับระบบได้อย่างต่อเนื่องปราศจากปัญหาเรื่องข้อจำกัดในการเพิ่มขยายในอนาคต

นอกจากนี้ Dell EMC Isilon ยังรองรับการทำงานแบบ Muti-Protocol ได้ ไม่ว่าจะเป็น Traditional Protocol อย่างเช่น FTP, SMB หรือ NFS รวมไปถึง Emerging Protocol อย่างเช่น RESTful, Swift, HTTP และ HDFS สามารถใช้งานกับ Application ที่หลากหลายรวมไปถึงการทำ Big Data Analytics เพื่อตอบโจทย์ธุรกิจขององค์กร

Isilon รุ่น All-Flash, Hybrid และ Archive Node สามารถทำงานร่วมกันได้ และมีความสามารถในการทำ Auto Tiering เพื่อช่วยลดต้นทุนในการจัดเก็บข้อมูล ข้อมูลที่ต้องการทำการ Archive หรือจัดเก็บเป็นระยะเวลานานตามกฏข้อบังคับ จะถูกเก็บบนพื้นที่สำหรับการทำ Archive ซึ่งจะมีต้นทุนที่ถูกกว่า ในขณะที่ข้อมูลที่มีการเรียกใช้งานประจำจะถูกเก็บบนพื้นที่ที่มีประสิทธิภาพในการทำงานสูง ทั้งหมดนี้เป็นการทำงานโดยอัตโนมัติตาม Policy ที่ถูกกำหนดไว้ให้เหมาะสมกับความต้องการในการใช้งาน

 

4. Dell EMC Unity: Storage เอนกประสงค์สำหรับองค์กรขนาดเล็กและขนาดกลาง

Dell EMC Unity Storage นี้เป็นระบบ Unified Storage ที่รองรับได้ทั้งการทำหน้าที่เป็น SAN และ NAS ในระบบเดียว โดยมีรุ่นให้เลือกใช้งานทั้งแบบ All-Flash, Hybrid และ Hard Disk Drive ได้หลากหลายตามความต้องการ โดยรุ่นที่เป็น Hardware นั้นรองรับความจุได้สูงสุด 16PB ต่อชุด และรุ่นที่เป็น Virtual Machine นั้นรองรับความจุได้สูงสุด 50TB ต่อชุด ทำให้ถือเป็นหนึ่งใน Storage ที่ตอบโจทย์องค์กรได้ตั้งแต่องค์กรยังเป็นธุรกิจขนาดเล็กหรือขนาดกลาง และขยายจนกลายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่

อีกจุดหนึ่งที่ทำให้ Dell EMC Unity นี้มีความน่าสนใจก็คือการที่ Dell EMC Unity นั้นเปิดให้ใช้ฟีเจอร์ทั้งหมดบนตัว Storage ได้ตั้งแต่แรกเริ่มทันทีโดยที่ไม่ต้องซื้อ License ใดๆ เพิ่มเติม ทำให้องค์กรสามารถใช้งานความสามารถของ Dell EMC Unity ได้อย่างเต็มที่ทันทีตั้งแต่วันแรกที่นำมาติดตั้งใช้งาน

 

5. Dell EMC SC Series: Scale-Out Storage ใช้งานได้อย่างยืดหยุ่น พร้อมฟีเจอร์หลากหลาย

Dell EMC SC Series นี้ถือเป็นอีกหนึ่ง Storage จาก Dell EMC ที่มีความยืดหยุ่นสูง ด้วยการรองรับการเพิ่มขยายได้แบบ Scale-Up พร้อม federation capability หรือความสามารถ Storage Hypervisor ที่จะช่วยผสาน Dell EMC SC Series จำนวนหลายๆ เครื่อง ให้มาทำงานร่วมกันและบริหารจัดการร่วมกันจากศูนย์กลางได้ อีกทั้งยังมีความสามารถ Live Volume ที่ช่วยปกป้องให้ Volume ทั้งหมดยังคงสามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่องแม้ว่า Hardware จะมีปัญหา หรือต้องการย้าย Volume ระหว่างอุปกรณ์ก็สามารถทำได้โดยไม่เกิด Downtime แต่อย่างใด พร้อมทำ Disaster Recovery (DR) ได้ในตัว ซึ่งทั้งความสามารถในการทำ Live Volume และ DR นี้จะมีให้ใช้งานได้ทันทีในรุ่น All-Flash ได้แก่ SC5020F และ SC7020F โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

 

6. Dell EMC ScaleIO: Software-Defined Storage ที่จะเปลี่ยน Dell EMC PowerEdge Server ให้กลายเป็น Storage ประสิทธิภาพสูง

สำหรับเหล่าองค์กรที่กำลังมองหาระบบ Software-Defined Storage เพื่อเน้นความยืดหยุ่นในการเพิ่มขยายและการบริหารจัดการได้อย่างง่ายดายในระยะยาว โดยไม่ต้องกังวลกับปัญหาเรื่องการเปลี่ยนรุ่นหรืออัปเกรด Hardware ให้กับระบบ Storage สำหรับใช้งานภายในระบบ Private Cloud หรือ Public Cloud ทาง Dell EMC ได้ทำการพัฒนา Dell EMC ScaleIO ที่สามารถติดตั้งได้บน x86 Server ให้ทำหน้าที่เป็น Scale-Out Storage ที่ทำงานตั้งแต่ 3 Node ไปจนถึงมากกว่า 1,000 Node และมีประสิทธิภาพสูงถึง 10 ล้าน IOPS พร้อมทั้งยังสามารถทำ Snapshot, Compression, Thin Provisioning, QoS, Data Protection และ High Availability ในตัว

 

7. Dell EMC Elastic Cloud Storage (ECS): Software-Defined Storage สำหรับระบบ Object Storage ภายในองค์กร

การใช้งาน Object Storage ภายในองค์กรนั้นเริ่มมีบทบาทมากขึ้น เมื่อเหล่าบรรดา Backup Software ต่างออกมาสนับสนุนการสำรองข้อมูลไปยัง Object Storage รวมถึงการนำไปใช้งานกับระบบอื่นๆ เช่น Big Data, Internet of Things (IoT), Private Cloud ไปจนถึง Application สมัยใหม่นั้นต่างก็มีการจัดเก็บและเรียกใช้ข้อมูลบน Object Storage ก็เริ่มมีจำนวนมากขึ้นภายในองคืกร แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นก็คือ Object Storage ส่วนใหญ่ในตลาด หากไม่เป็นระบบที่มีราคาสูงไปเลย ก็มักเป็น Open Source ที่ผู้ใช้งานต้องการทำการดูแลด้วยตัวเอง

Dell EMC Elastic Cloud Storage (ECS) นี้จึงเป็นโซลูชันที่ออกมาตอบโจทย์ของตลาดในเวลานี้ ด้วยราคาที่ไม่สูง และยังคงเป็นระบบ Object Storage ที่มีทั้งประสิทธิภาพ, ความทนทาน, เพิ่มขยายได้ง่าย และมีทีมงานของ Dell EMC คอยสนับสนุนอยู่โดยตรง ทำให้องค์กรสามารถใช้งานระบบ Object Storage ได้อย่างมั่นใจ

 

8. Dell EMC CloudArray: เชื่อมต่อ Cloud Storage เข้ากับระบบ Storage ขององค์กรได้อย่างปลอดภัยและมั่นใจ

อีกหนึ่งโซลูชันที่น่าสนใจนี้ก็คือระบบ Dell EMC CloudArray ที่จะทำการเชื่อมบริการ Cloud Storage ทั้งจาก Private Cloud อย่าง Dell EMC ECS, Dell EMC Atmos, Dell EMC Isilon และ Public Cloud อย่าง AWS, Microsoft Azure, Google Cloud Platform, Virtustream เข้ากับระบบ SAN หรือ NAS Storage ภายในองค์กร กลายเป็น Storage อีก Tier หนึ่งที่มีความคุ้มค่าสูง โดย Dell EMC Cloud Array จะคอยทำหน้าที่เรื่องการเข้ารหัส, การบีบอัดข้อมูล และการจัดการด้านความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลให้ด้วยวิธีการที่หลากหลาย เพื่อให้ข้อมูลขององค์กรที่ถูกนำไปบันทึกจัดเก็บอยู่บน Cloud Storage นั้นปลอดภัยจากการถูกขโมยหรือนำไปใช้งานในทางที่ผิดนั่นเอง

 

9. Dell EMC VxRail: ระบบ Hyper-Converged Infrastructure ประสิทธิภาพระดับ 1 ล้าน IOPS

สำหรับโซลูชันสุดท้ายที่จะแนะนำในบทความนี้ก็คือ Dell EMC VxRail ระบบ Hyper-Converged Infrastructure (HCI) ที่ผสานเทคโนโลยีระหว่าง Dell EMC เข้ากับ VMware ด้วยการนำเทคโนโลยี VMware vSphere และ VMware vSAN มาติดตั้งบน Dell EMC PowerEdge พร้อมเสริมความสามารถด้านการสำรองข้อมูลและการจัดการ Cloud Storage จาก Dell EMC เพิ่มเติมเข้าไป ทำให้ Dell EMC VxRail นี้มีความแตกต่างจากโซลูชัน HCI รายอื่นๆ ที่ใช้เทคโนโลยีจาก VMware เช่นกัน เหมาะสำหรับองค์กรที่ใช้งาน VMware ภายใน Data Center เป็นหลักอยู่แล้ว และต้องการระบบที่เพิ่มขยายได้ง่าย หรือนำไปติดตั้งตามสาขาต่างๆ ให้พร้อมใช้งานได้อย่างรวดเร็ว

 

Dell EMC Future-Proof Storage Loyalty Program: ใช้ Storage จาก Dell EMC ในระยะยาวได้อย่างมั่นใจ

เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่เหล่าลูกค้าองค์กรของ Dell EMC ทาง Dell EMC จึงได้ออกโครงการ Dell EMC Future-Proof Storage Loyalty Program ขึ้นมาสำหรับผลิตภัณฑ์กลุ่ม Dell EMC Midrange Storage ได้แก่ Dell EMC Unity และ Dell EMC SC Series ด้วยการเพิ่มสิทธิประโยชน์แก่ผู้ที่ซื้อผลิตภัณฑ์ทั้ง 2 ไปดังนี้

  • รับประกันความพึงพอใจนานถึง 3 ปี ในขณะที่ผู้ผลิตรายอื่นรับประกันเพียงแค่ 30 วัน
  • รับประกันการบีบอัดข้อมูลด้วยอัตราส่วน 4:1 โดยหากการใช้งานจริงไม่เป็นไปตามอัตราส่วนนี้ จะมีการชดเชยพื้นที่เพิ่มเติมให้ทันที
  • สามารถย้ายข้อมูลไปยังระบบ Storage รุ่นใหม่ๆ ได้อย่างง่ายดาย ด้วยเครื่องมือย้ายข้อมูลที่แถมมาให้พร้อมใช้งาน
  • สามารถ Trade-in ระบบเปลี่ยนไปใช้ผลิตภัณฑ์อื่นๆ ของ Dell EMC ได้ เมื่อต้องการขยายระบบให้กลายเป็นรุ่นใหญ่ขึ้น
  • มีลิขสิทธิ์การใช้งานสำหรับการจัดการข้อมูล, การบริหารจัดการระบบ และการสำรองข้อมูลให้ทั้งหมดแล้ว ไม่ต้องซื้อเพิ่มเติม
  • มีบริการ Virtustream Storage Cloud ให้ใช้งานได้ฟรีสำหรับ Dell EMC Unity All-Flash ทุกรุ่น และจะทำการสำรอง File และ Snapshot ขึ้นไปยัง Cloud โดยอัตโนมัติ (ปัจจุบันความสามารถนี้ยังไม่รองรับในไทย คาดว่าจะรองรับได้ในอีกไม่นาน)

 

ติดต่อตัวแทนจำหน่ายของ Dell EMC ทั่วไทยได้ทันที

สำหรับผู้ที่สนใจผลิตภัณฑ์ของ Dell EMC สามารถติดต่อ Systems Integrator หรือ Distributor ที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์ของ Dell EMC เพื่อขอรับรายละเอียดเพิ่มเติม, การนำเสนอ หรือใบเสนอราคาได้ทันที

from:https://www.techtalkthai.com/9-enterprise-storages-from-dell-emc/

FreeNAS 11.0 ออกแล้ว มี Hypervisor ในตัว ทำ Object Storage รองรับ S3 ได้

FreeNAS 11.0 เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ว โดยมีความสามารถใหม่ๆ ที่น่าสนใจดังนี้

Credit: FreeNAS

 

  • มี Bhyve ระบบ Virtualization ที่สนับสนุนโดย FreeBSD
  • ให้บริการ Object Storage ผ่าน S3-compatible Protocol ได้
  • มีประสิทธิภาพสูงกว่า FreeNAS 9.10 ถึง 20%
  • รองรับ Hardware ใหม่ๆ เพิ่มเติม
  • พัฒนาหน้า Administrator GUI ใหม่
  • เพิ่มหน้า Alert Service เชื่อมต่อการแจ้งเตือนปัญหาในระบบไปยัง Slack, PagerDuty, AWS, Hipchat, InfluxDB, Mattermost, OpsGenie และ VictorOps ได้
  • เลือกเปิดปิด Service ต่างๆ ตอนบูทได้ง่ายขึ้น

ผู้ที่สนใจใช้งานสามารถโหลด FreeNAS 11.0 ได้ที่ http://www.freenas.org/download/ เลยครับ

 

ที่มา: http://www.freenas.org/blog/freenas-11-0/

from:https://www.techtalkthai.com/freenas-11-0-is-released/

รู้จัก Pure Storage FlashBlade: Scale-out All Flash Array ที่ถูกออกแบบมาหรับ Big Data โดยเฉพาะ

Flash นั้นเป็นเทคโนโลยีที่ได้ถูกพัฒนาต่อเนื่องจนสามารถนำมาใช้งานในระดับองค์กรมากขึ้นเรื่อยๆ และด้วยต้นทุนที่ต่ำลงอย่างต่อเนื่องจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยี Pure Storage จึงสามารถนำเสนอระบบ Scale-out All Flash Storage เพื่อทำหน้าที่เป็นระบบ Storage ให้แก่ Big Data Analytics Platform ได้แล้ว ด้วยต้นทุนที่ไม่ต่างจาก Storage แบบเดิมๆ มากนัก แต่ประสิทธิภาพสูงกว่า Storage ที่ใช้ Hard Disk Drive (HDD) อย่างเทียบชั้นกันไม่ได้ ภายใต้ชื่อโซลูชัน Pure Storage FlashBlade นั่นเอง

 

Pure Storage FlashBlade ผสาน 4 นวัตกรรมภายในระบบเดียว สร้าง All Flash Storage สำหรับ Big Data โดยเฉพาะ

Pure Storage FlashBlade นี้เกิดจากการพัฒนา 4 เทคโนโลยีมาผสานรวมกันเป็นผลิตภัณฑ์เดียว ได้แก่

 

Credit: Pure Storage

 

1. ระบบ Hardware แบบ All Flash Blade

แต่ละ Blade ภายใน Flash Blade นี้ก็เปรียบเสมือนกับอุปกรณ์ All Flash Storage 1 ชุด ที่มี Intel CPU พร้อมหน่วยความจำ คอยทำหน้าที่เป็นหน่วยประมวลผลในการจัดการเกี่ยวกับการจัดเก็บข้อมูล, บีบอัดข้อมูล และประสานงานร่วมกับ Blade ใบอื่นๆ โดยข้อมูลต่างๆ จะถูกบันทึกลงไปยัง SSD ที่ถูกออกแบบและคัดสรรมาโดยเฉพาะสำหรับบนระบบ All Flash Blade แต่ละใบ ในขณะที่การเชื่อมต่อกับ Flash Blade ใบอื่นๆ ผ่านทางระบบเครือข่ายนั้นจะทำผ่าน Mid-plane ภายใน Chassis เพื่อให้มีความเร็วสูงสุดและกินพลังงานต่ำที่สุดไปพร้อมๆ กัน

 

2. ระบบปฏิบัติการแบบ Scale-out Operating System

เพื่อให้ All Flash Blade ทั้งหมดสามารถทำงานร่วมกันเป็นระบบเดียวกันได้โดยอัตโนมัติ ระบบปฏิบัติการที่ติดตั้งบน All Flash Blade ทุกใบจึงต้องทำงานแบบ Scale-out ได้ทั้งหมด และทำให้ขั้นตอนการติดตั้ง, การเข้าร่วมใน Cluster, กำหนดค่า, แก้ไขปัญหา และอื่นๆ นั้นสามารถทำได้อย่างง่ายดายแบบอัตโนมัติจากศูนย์กลาง พร้อมที่จะให้บริการระบบ Storage ต่อไปได้ทันที

 

3. ระบบ Storage แบบ Scale-out Converged File & Object Storage

เนื่องจาก Pure Storage FlashBlade นี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้รองรับต่องาน Big Data โดยเฉพาะ และแต่ละองค์กรนั้นก็มีขนาดหรือจำนวนของข้อมูลและความต้องการทางด้านประสิทธิภาพที่แตกต่างกันไป ในขณะที่แนวโน้มในการประมวลผลข้อมูลของแต่ละองค์กรนั้น นับวันก็มีแต่จะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ Pure Storage FlashBlade จึงถูกพัฒนาขึ้นมาให้สามารถเพิ่มขยายได้แบบ Scale-out ที่เพิ่มทั้งพื้นที่จัดเก็บข้อมูลและประสิทธิภาพในการให้บริการข้อมูลไปพร้อมๆ กันในทุกๆ ครั้งที่มีการเพิ่ม All Flash Blade เข้าไปในระบบ และต้องรองรับการให้บริการข้อมูลได้ผ่านทาง Protocol ที่หลากหลาย เพื่อให้ตอบโจทย์ต่อความต้องการในการประมวลผล Big Data ที่มีรูปแบบแตกต่างกันไปในแต่ละองค์กร

 

4. ระบบเครือข่ายภายในแบบ Software-Defined Network Fabric ประสิทธิภาพสูง

แน่นอนว่าภายในระบบที่ทำงานแบบกระจายตัวนี้ ระบบเครือข่ายถือเป็นอีกหัวใจหนึ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในการให้บริการระบบ Storage นั้น Latency, Thoughput และ IOPS ต่างถือเป็นตัวเลขชี้วัดที่มีความสำคัญ ซึ่งระบบเครือข่ายนั้นก็ส่งผลกับตัวเลขเหล่านี้โดยตรงทั้่งสิ้น ทำให้ Pure Storage ต้องพัฒนาเทคโนโลยีระบบเครือข่ายโดยเฉพาะสำหรับใช้งานภายใน FlashBlade ขึ้นมา ให้แต่ละ Chassis สามารถเชื่อมต่อกันได้ด้วยระบบเครือข่ายความเร็วระดับ 320Gbps บนระบบ Software-Defined Network Fabric ที่สามารถบริหารจัดการและอัปเกรดได้อย่างง่ายดาย

ทั้ง 4 องค์ประกอบนี้ถือเป็นเทคโนโลยีเฉพาะที่ Pure Storage ต้องพัฒนาขึ้นมาเพื่อให้รองรับต่อความต้องการเฉพาะทางของระบบจัดเก็บข้อมูลแบบ All Flash เพื่อ Big Data Analytics เนื่องจากหากองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่งนั้นมีปัญหาหรือมีประสิทธิภาพที่ต่ำ ก็จะทำให้ทั้งระบบนั้นไม่สามารถทำงานร่วมกันได้เป็นอย่างดีนั่นเอง

 

ให้บริการ Cloud Scale Data Platform ภายในองค์กร ตอบโจทย์ Big Data สำหรับการสร้างนวัตกรรม

Pure Storage FlashBlade นี้ถูกวางตัวให้เป็นระบบ Storage เฉพาะสำหรับระบบ Big Data จึงมีจุดเด่นด้วยกัน 3 ประการหลักๆ ดังนี้

 

1. ง่ายต่อการใช้งาน

การติดตั้งใช้งานและการเพิ่มขยาย Pure Storage FlashBlade นี้สามารถทำได้อย่างง่ายดายและเป็นอัตโนมัติ โดยรองรับการบริหารจัดการผ่านศูนย์กลางภายในระบบ และบริหารจัดการหลายอุปกรณ์แบบศูนย์กลางได้ผ่าน Cloud ของ Pure Storage อย่างบริการ Pure1 ได้ทันที ในขณะที่การเชื่อมต่อกับ Server และระบบประมวลผลต่างๆ นั้นก็สามารถทำได้ผ่านโปรโตคอลมาตรฐานอย่าง NFS และ Object/S3 จากการตั้งค่าใช้งานอย่างง่ายดายบนระบบ GUI ที่สวยงาม

 

2. มีประสิทธิภาพสูง

แต่ละ Chassis ของ FlashBlade นี้มี Bandwidth สูงสุดได้ถึง 15GB/s และมี IOPS สูงสุดถึง 500,000 IOPS พร้อมทั้งมีการจัดการ Metadata ที่มีความเร็วสูงเป็นพิเศษทำให้ไม่ต้องกังวลกับปัญหาคอขวดที่อาจเกิดขึ้นจากการประมวลผล Metadata พร้อมทั้งการรองรับการเพิ่มขยายได้้แบบ Scale-out ก็ทำให้ Pure Storage FlashBlade นี้สามารถเสริมประสิทธิภาพเพื่อให้มีความเร็วที่เพียงพอต่อความต้องการของระบบ Big Data Analytics ได้ตามต้องการ

 

3. มีความจุขนาดใหญ่

ระบบ File System และ Namespace ของ Pure Storage FlashBlade นี้ถูกพัฒนามาให้สามารถรองรับการจัดเก็บข้อมูลได้หลายสิบ Petabytes โดยรองรับ File และ Object ได้หลายหมื่นล้านชุดภายในระบบเดียว ในขณะที่ยังสามารถให้บริการข้อมูลแก่ Server และ Client ที่มาเชื่อมต่อพร้อมๆ กันได้หลายหมื่นเครื่อง การรองรับระบบ Big Data Analytics ขนาดใหญ่จึงสามารถเป็นจริงขึ้นมาได้ด้วยโซลูชันจาก Pure Storage FlashBlade เพียงชุดเดียว

 

ด้วยคุณสมบัติ 3 ประการนี้ ก็ทำให้การนำ Pure Storage FlashBlade ไปใช้งานจริงภายในระบบ Big Data Analytics นั้นทำได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย อีกทั้่งยังรองรับต่อการเพิ่มขยายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความจุได้ในระยะยาว ทำให้การนำ All Flash Storage มาใช้ในการจัดเก็บข้อมูลขนาดใหญ่และเพิ่มความเร็วในการประมวลผลนั้นเป็นจริงขึ้นมาได้ ด้วยการลงทุนที่ใกล้เคียงกับระบบ Storage แบบเดิมๆ แต่มีความคุ้มค่าสูงขึ้นยิ่งกว่าเดิมจากประเด็นทางด้านประสิทธิภาพและการรองรับต่ออนาคตนั่นเอง

ผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Pure Storage FlashBlade และโหลด Datasheet ภาษาไทยได้ทันทีที่ http://www.purestorage.com//microsites/th/flashblade.html

 

สนใจติดต่อทีมงาน Pure Storage ในประเทศไทยได้โดยตรง

สำหรับผู้ที่สนใจเทคโนโลยี All Flash Storage และต้องการคำปรึกษาเพิ่มเติมหรืออยากพิจารณาใบเสนอราคา สามารถติดต่อทีมงานของ Pure Storage ประเทศไทยโดยตรงได้ทันทีที่ jkunasinkjja@purestorage.com

from:https://www.techtalkthai.com/introduce-pure-storage-flashblade-scale-out-flash-array-for-big-data/