คลังเก็บป้ายกำกับ: NVIDIA

NVIDIA ทำลายสถิติ เทรนนิ่ง AI ได้เร็วที่สุด 16 รายการใน MLPerf Benchmarks

NVIDIA ทำลายสถิติ Performance ในการเทรนระบบ AI ทั้งหมด 16 รายการ จาก A100 Tensor Core GPU และระบบคลัสเตอร์ DGX SuperPOD System ในการวัดผลของ MLPerf Benchmarks ครั้งล่าสุดที่ถูกเผยออกมาเมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

Credit: NVIDIA

MLPerf นั้นเป็น Benchmarks ด้านประสิทธิภาพในการเทรน AI ซึ่งมีองค์กรอย่าง Amazon, Baidu, Facebook, Google และองค์กรและสถาบันอื่นๆให้การสนับสนุน โดยในปีนี้ การทดสอบความเร็วของการเทรนนิ่ง AI แบ่งออกเป็น 8 หัวข้อ ได้แก่ การจำแนกประเภทของภาพ, การตรวจจับวัตถุ (Light), การแปลแบบ Recurrent, การตรวจจับวัตถุ (Heavy), และการแปลแบบ Non-recurrent, Reinforcement Learning ด้วยเกมโกะขนาดย่อ, และอีก 2 หัวข้อที่เพิ่งเพิ่มเข้ามาใหม่ในปีนี้ ได้แก่ ระบบ Recommendation และ AI สนทนา

ในการวัดผลแบบรายชิปในหมวดผลิตภัณฑ์ที่วางขายในตลาด (Commercially Available) A100 Tensor Core GPU ของ NVIDIA มี Performance ที่สูงสุดในการทดสอบทั้ง 8 ประเภท และเมื่อนำไปเทียบกับ V100 GPU ของ NVIDIA ที่ได้รับการทดสอบในการทดสอบครั้งแรกของ MLPerf เมื่อราว 1.5 ปีที่แล้ว GPU ของ NVIDIA มีความเร็วเพิ่มสูงสุดถึง 4 เท่าจากเดิม

ด้านการทดสอบระบบในสเกลขนาดใหญ่ DGX SuperPOD System ระบบซึ่งเป็นคลัสเตอร์ของ DGX A100 ที่เชื่อมต่อเข้าด้วยกันผ่าน HDR InfiniBand ก็สามารถทำลายสถิติทั้ง 8 ได้เช่นกัน โดยจากสถาปัตยกรรม DGX SuperPOD นี้ NVIDIA ได้สร้างคลัสเตอร์ Selene ในองค์กร ซึ่งเพิ่งได้รับการจัดอันดับให้อยู่ใน Top 500 ของระบบอุตสาหกรรมในสหรัฐอเมริกา

ปัจจุบัน A100 นั้นเป็น GPU ที่มีการให้บริการโดยผู้ให้บริการรายใหญ่หลายราย เช่น Google Cloud, AWS, Baidu cloud, Microsoft Azure, และ Tencent Cloud อีกทั้งยังอยู่ในเซิฟเวอร์ของผู้ผลิตรายใหญ่หลายราย เช่น Dell Technologies, Hewlett Packard Enterprise, Inspur, และ Supermicro 


ที่มา: https://blogs.nvidia.com/blog/2020/07/29/mlperf-training-benchmark-records/

from:https://www.techtalkthai.com/nvidia-a100-dgx-superpod-mlperf-benchmarks-2020/

[ลือ] NVIDIA เป็นเจ้าเดียวที่เจรจาซื้อ Arm อย่างจริงจัง, การพูดคุยมึความก้าวหน้า

ต่อเนื่องจากข่าวลือที่ NVIDIA สนใจซื้อ Arm จาก SoftBank ล่าสุด Bloomberg รายงานเพิ่มเติมโดยอ้างอิงคนที่เกี่ยวข้องกับดีลนี้ว่า NVIDIA เป็นผู้สนใจรายเดียวที่มีการเจรจาจริงจังกับ SoftBank และการเจรจานี้มีความก้าวหน้า โดยทั้งสองฝ่ายคาดหวังว่าจะสามารถปิดดีลนี้ได้ในอีกไม่สัปดาห์ข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม Bloomberg ระบุว่ายังไม่มีการตกลงใด ๆ กันทั้งสิ้นและดีลนี้ยังคงสามารถล่มได้อยู่ทุกเมื่อ แต่หากสำเร็จจริง NVIDIA อาจถูกเพ่งเล่งและตรวจสอบจากหน่วยงานภาครัฐอย่างหนัก เพราะจะมี conflict of interest กับลูกค้าหลายรายของ Arm ที่เป็นคู่แข่งกับ NVIDIA

ที่มา – Bloomberg

from:https://www.blognone.com/node/117748

เปลี่ยน Notebook ตัวแรง สเปกการ์ดจอ GeForce RTX เป็นสายทำงานมืออาชีพด้วย NVIDIA Studio Driver เพิ่มประสิทธิภาพที่มากกว่าหลายเท่าตัว พร้อมรองรับการแสดงผล 1000 ล้านเฉดสี

อย่างที่ทราบกันในการทำงานระดับมืออาชีพอย่างการใช้ Notebook เราจำเป็นต้องใช้ Notebook ประเภท Mobile Workstation เท่านั้น ซึ่งมาพร้อมกับสเปกภายในที่ทรงพลัง ทั้งในส่วนของชิปประมวลผล (CPU) ​อย่าง Intel Xeon และการ์ดจอ (GPU) NVIDIA Quadro ที่เหนือชั้นกว่า Notebook ทั่วไปในเรื่องของงานประมวลผลเฉพาะทางมาก อีกทั้งสเปกอื่นๆ ก็จัดเต็มไม่แพ้กัน แน่นอนว่าในส่วนของราคาค่าตัวก็จะค่อนข้างสูง

ส่งผลให้ Notebook ประเภท Mobile Workstation ส่วนมากจำกัดใช้ในกลุ่มของงานระดับองค์กร หรือตามสตูดิโอใหญ่ๆ เท่านั้น ซึ่งลักษณะของงานจะเป็น การทำภาพเคลื่อนไหว 3D ด้วย Ray Tracing, การตัดต่อวีดีโอขั้นสูง 4K/6K/8K, การตกแต่งภาพที่ซับซ้อน, การออกแบบกราฟิกระดับสูง, การสร้างภาพสถาปัตยกรรม และการถ่ายทอดสด (Streaming) เต็มรูปแบบ

แต่ล่าสุดทาง NVIDIA ผู้ผลิตการ์ดจอ (GPU) รายใหญ่และผู้นำด้านนวัตกรรมด้านคอมพิวเตอร์ไอทีของโลก ได้มีการนำเสนอแพลตฟอร์มอย่าง NVIDIA Studio ที่จะเปลี่ยนให้ Notebook ภายในบ้านของเราที่ปกติแล้วใช้ทำงานหรือเล่นเกม สามารถขับเคลื่อนได้เทียบเท่า Notebook ระดับสตูดิโอราคาแพง ด้วยการเพิ่มพลังการประมวลผล การแสดงภาพได้สีสันที่มากกว่า รองรับการทำงานหน่วยความจำและพื้นที่จัดเก็บที่รวดเร็วได้รวดเร็วขึ้น เพื่อให้เราสร้างสรรค์งานคุณภาพได้จากที่บ้านทันที

โดยปกติแล้วทาง NVIDIA ไม่ได้มีเฉพาะไดร์เวอร์การ์ดจอ (GPU) ตระกูล GeForce ที่ไว้สำหรับการเล่นเกมอย่าง Game Ready Driver เท่านั้น แต่ได้มีไดร์เวอร์การ์ดจอในกลุ่ม Workstation ตระกูล Quadro เพื่อการทำงานระดับมือาชีพควบคู่ไปด้วยกับ Creator Ready Driver ซึ่งล่าสุดได้เปลี่ยนไปใช้เป็น Studio Driver ส่งผลให้ไม่ว่าเราจะใช้การ์ดจอ GeForce หรือ Quadro ก็สามารถนำไปใช้งานเพื่อสร้างสรรค์หรือประมวลผลได้

ที่ผ่านมาจากยุคสมัยกับไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป จะเห็นว่าการที่คนจะซื้อ Notebook ซักเครื่องมาเล่นเกมและทำงานในเครื่องเดียวกัน สามารถทำได้แล้วจากสเปกที่แรงลื่นขึ้นกว่ายุคก่อนๆ มาก อีกทั้งในมุมหนึ่งสำหรับบางคนก็นำ Notebook การ์ดจอตระกูล GeForce มาใช้ในการทำงานด้านต่างๆ โดยเฉพาะงาน Content Cretor ได้ เพราะว่าถ้าจะซื้อ Notebook การ์ดจอที่ตระกูล Quadro มาใช้งานอย่างเดียว ก็รู้สึกว่าจะไม่คุ้มเท่าไรในรุ่นที่อยู่ในระดับราคาที่ต้องจ่ายเท่าๆ กัน

รวมไปถึงช่วงหลังๆ ได้มีการเกิดอาชีพใหม่ๆ อย่างเช่น Youtuber และ Streamer แน่นอนว่าถ้าได้ Notebook เครื่องเดียว ที่ได้สเปกการ์ดจอ GeForce ซึ่งเล่นเกม 3 มิติได้อย่างลื่นไหล อีกทั้งสามารถนำไปทำงานต่างๆ ได้แบบมืออาชีพ ไม่ว่าจะเป็นตัดต่อวีดีโอ ประมวลผลไฟล์ ทำกราฟิก แม้แต่การถ่ายทอดสดก็ทำได้ดีเยี่ยม

หรือกรณีไม่เล่นเกมเลย แต่นำมาทำงานอย่างเดียว ก็สามารถที่จะเลือกติดตั้ง Studio Driver เพื่อใช้งานซอฟต์แวร์สร้างสรรค์ อาทิ Autodesk / Photoshop / Lightroom / Premiere Pro / OBS Studio / Unreal Engine 4 ก็สามารถทำได้ด้วยเช่นกัน ซึ่งสามารถเทียบประสิทธิภาพจากวีดีโอด้านล่างนี้ได้เลย (ซอฟต์แวร์ที่รองรับดูเพิ่มเติมได้)


ดูวีดีโอเพิ่มเติมทั้งหมดที่เกี่ยวกับ Studio Driver

สำหรับการที่เราใช้งานเป็น Studio Driver แทนที่ ส่งผลให้การ์ดจอของเราทำงานได้เต็มที่ยิ่งขึ้น อีกทั้งมีปัญญาประดิษฐ์ AI (Artificial Intelligence) มาช่วยจัดการงานต่างๆ ให้ลื่นไหลอย่างที่สุด พร้อมเร่งการแสดงภาพที่เที่ยงตรงโดยการปลดล็อคคุณสมบัติที่ให้รองรับการใช้สี 30 บิต สามารถสร้างเฉดสีกว่า 1,000 ล้านเฉดสี ในแอพพลิเคชั่น OpenGL ให้กับการ์ดจอ GeForce (จากปกติเป็นระบบสี 24 บิต ที่รองรับเฉดสีได้ถึง 16.7 ล้านสี) ซึ่งจะไร้รอยต่อระหว่างไล่เฉดสี ทำให้ได้ภาพที่สวยงาม พร้อมรองรับการงาน HDR ขั้นสูงได้ (High Dynamic Range)

แน่นอนว่าทำให้งานของเรานั้นมีความรวดเร็วแม่นยำขึ้นแบบชัดเจน อย่างงานตัดต่อวีดีโอ โดยสามารทำได้ลื่นไหลกว่าเดิม ตัวอย่างเช่นการสนับสนุนการถอดรหัสวิดีโอในโปรแกรม Premiere Pro ที่มีดึงพลังการประมวลผลของการ์ดจอมาช่วยชิปประมวลผลด้วย ในด้านการทำงานต่างๆ ก็ทำให้ประสิทธิภาพของมันดีขึ้นกว่าการใช้ Game Ready Driver แบบเดิมๆ นอกจากนี้การที่เราใช้งาน Studio Driver การ์ดจอจะจัดการความร้อนได้ดีขึ้น ทำให้เย็นลงไปกว่าก่อนหลายองศาเซลเซียสทีเดียว

อย่างไรก็ตามไม่ใช่ Notebook ทุกรุ่นจะสามารถใช้งาน Studio Driver ได้ ซึ่งเพื่อการใช้งานได้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ทาง NVIDIA จึงได้กำหนดเงื่อนไขว่า Notebook สเปกใดบ้าง ที่จะสามารถใช้งาน Studio Driver ได้ด้วย โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

เงื่อนไข Notebook ที่รองรับ Studio Driver ประกอบไปด้วย

  • GPU : ใช้การ์ดจอที่เป็น GeForce RTX 2060, Quadro RTX 3000 ขึ้นไป
  • CPU : ใช้ชิปประมวลผลที่เป็น Intel Core i7 (H-series) ขึ้นไป
  • RAM : ใช้หน่วยความจำแรมขนาด 16GB ขึ้นไป
  • Storage : ใช้ที่เก็บข้อมูลเป็น SSD ความจุ 512GB ขึ้นไป
  • Display : เป็นความละเอียดระดับ Full HD หรือ 4K Ultra HD ขึ้นไป

และสำหรับ Notebook รุ่นใหม่ๆ ที่รองรับการใช้งาน Studio Driver ได้ทันที จะมี Badge (สติ๊กเกอร์) มาที่ตัวเครื่องทันทีด้วย ซึ่งเราเอง สามารถเลือกใช้งานไดร์เวอร์ได้ตามความต้องการนั่นเอง ซึ่งทั้งหมดที่เกิดขึ้นได้เป็นความร่วมมือกันระหว่าง NVIDIA ที่พัฒนาต่อยอดร่วมกับแบรนด์คอมพิวเตอร์ต่างไ ไม่ว่าจะเป็น Acer, ASUS, Dell, MSI, HP, Lenovo, Gigabyte และ Razer เรียกได้ว่าช่วยให้ Content Creator อย่างเราๆ สามารถใช้ Notebook การ์ดจอ GeForce ให้สามารถสร้างสรรค์งานระดับมืออาชีพเทียบเท่าการ์ดจอ Quadro ที่มีราคาสูงกว่าได้นั่นเอง

nvidia-gf-rtx-studio-logo

การติดตั้ง Studio Driver ก็สามารถทำได้ง่ายมากๆ โดยเพื่อนๆ สามารถเข้าไปดาวน์โหลดไดร์เวอร์ได้เหมือนปกติทั่วไปที่ เว็บไซต์ NVIDIA แต่ต้องอาจจะต้องเลื่อนลงมาดูส่วนที่เป็น Download Type ว่าจะใช้ไดร์เวอร์แบบใดเท่านั้นเอง ซึ่งหลังจากนั้นในเรื่องของการอัพเดทในครั้งต่อๆ ไป เราก็ใช้ซอฟต์แวร์ Geforce Experience ได้ตามปกติเลยครับ

ปิดท้ายด้วยตัวอย่าง Notebook รุ่นต่างๆ สเปกการ์ดจอ GeFroce RTX ที่รองรับ Studio Driver สามารถดูเพิ่มเติมทั้งหมดได้ ที่นี่

from:https://notebookspec.com/change-the-notebook-notebook-geforce-rtx-graphics-card-specification-is-a-professional-line-with-nvidia-studio-driver/530205/

GIGABYTE เปิดตัวพอร์ตฟอลิโอของ HPC เซิร์ฟเวอร์ G-series ที่รองรับ NVIDIA A100 PCIe GPUs

พร้อมกันกับการเปิดตัวของ NVIDIA A100 PCIe GPU, GIGABYTE ผู้นำในอุตสาหกรรมเซิร์ฟเวอร์และเวิร์กสเตชันประสิทธิภาพสูงได้ประกาศ ผลการตรวจสอบความเข้ากันได้ของ GIGABYTE High Performance Computing (HPC) G-Series Server รุ่น G481-HA0 และ G292-Z40 กับ NVIDIA A100 GPU และได้เพิ่ม NVIDIA A100 เข้าสู่ Support List ของเซิร์ฟเวอร์ทั้งสองรุ่นนี้

เซิร์ฟเวอร์ G-series ที่เหลือถูกแบ่งออกเป็นสองชุด เพื่อทำการทดสอบและยืนยันความเข้ากันได้อย่างเป็นทางการในไม่ช้า

NVIDIA A100 PCIe GPU Compatibility Validation Plan

Max GPU

6/22

2nd wave

3rd wave

2 x A100

R281-3C2

3 x A100

R282-Z93

R281-G30

4 x A100

G191-H44

8 x A100

G292-Z40

G292-Z20
G482-Z52

G291-280
G291-281

10 x A100

G481-HA0
G492-Z50
G492-Z51

ในขณะเดียวกัน GIGABYTE ยังได้เปิดตัวเซิร์ฟเวอร์ซีรี่ย์ G492 ใหม่ซึ่งใช้โปรเซสเซอร์ตระกูล AMD EPYC 7002 ซึ่งสนับสนุน PCIe Gen4 สำหรับ NVIDIA A100 PCIe GPU ถึง 10 ตัวด้วยกัน G492 เป็นเซิร์ฟเวอร์ที่มีความสามารถในการคำนวณสูงสุดสำหรับ AI Training ในตลาดวันนี้ GIGABYTE ได้นำเสนอ SKU สองแบบสำหรับ G492 ซีรี่ย์, G492-Z50 จะอยู่ที่จุดราคาที่เข้าถึงได้มากกว่า ในขณะที่ G492-Z51 เน้นประสิทธิภาพที่สูงขึ้น

G492 เป็นเซิร์ฟเวอร์ 4U G-series รุ่นที่สองของ GIGABYTE จากพื้นฐานการออกแบบเซิร์ฟเวอร์ 4U G-series รุ่นแรก G481 (Intel) และ G482 (AMD) ซึ่งเป็นการออกแบบที่ให้ใช้งานง่ายและเพิ่มความสามารถในการปรับขยายได้นั้น ได้รับการปรับให้เหมาะสมยิ่งขึ้น นอกเหนือจากการรองรับโปรเซสเซอร์ AMD EPYC 7002 แล้ว ช่องเสียบหน่วยความจำ DDR4 ทั้ง 32 ช่องยังรองรับหน่วยความจำสูงสุดถึง 8TB ที่ความเร็ว 3200MHz G492 มีสวิตช์ PCIe Gen4 ในตัวซึ่งสามารถเพิ่มเลน PCIe Gen4 ได้มากขึ้น PCIe Gen4 มีประสิทธิภาพ I/O เป็นสองเท่าของ PCIe Gen3 และเปิดใช้งานพลังการประมวลผลของ NVIDIA A100 Tensor Core GPU อย่างเต็มที่

ด้วย NVIDIA GPU Acceleration ได้กลายเป็นเทคโนโลยีหลักในดาต้าเซ็นเตอร์ นักวิทยาศาสตร์ นักวิจัยและวิศวกร มุ่งมั่นที่จะใช้ HPC และ AI ที่เร่งด้วย GPU มาตอบสนองความท้าทายที่สำคัญของโลกปัจจุบัน ตามที่ NVIDIA ระบุว่า A100 Tensor Core GPU นั้นมอบประสิทธิภาพที่ก้าวกระโดดสูงสุดเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า A100 PCIe GPU ยังคงรักษาโปรไฟล์ 250W TDP และการออกแบบเชิงกลเหมือนกับ V100 GPU รุ่นก่อนแต่เพิ่มความจุหน่วยความจำ HBM2 เป็น 40GB ความเร็วของการใช้ TensorFloat-32 (TF32) สำหรับ AI Training, NVIDIA A100 มีประสิทธิภาพเป็นหกเท่าของ V100 A100 สามารถจัดการกับการประมวลผลแบบ AI เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทั้งขนาดและความซับซ้อน โดยไม่ต้องเปลี่ยนรหัสใดๆ

BERT pre-training throughput using Pytorch, including (2/3) Phase 1 and (1/3) Phase 2 | Phase 1 Seq Len = 128, Phase 2 Seq Len = 512; V100: NVIDIA DGX-1™ server with 8x V100 using FP32 precision; A100: DGX A100 Server with 8x A100 using TF32 precision.

เซิร์ฟเวอร์ G492 ได้รับการออกแบบมาเป็นอย่างดีเพื่อรองรับ NVIDIA A100 PCIe GPU, GIGABYTE ได้สร้าง PCIe Gen4 Switch ในระบบเพื่อสร้างเครือข่าย PCIe Mesh ความเร็วสูงรองรับการสื่อสารแบบ GPUDirect Peer-to-peer (P2P) ระหว่าง GPU และเทคโนโลยี RDMA เพื่อขนานกับคลัสเตอร์คอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ขึ้น.  GPU แต่ละตัวสามารถเข้าถึงหน่วยความจำของ GPU อื่นๆ โดยตรงผ่าน GPUDirect P2P ผ่าน PCIe Bus ช่วยลดการถ่ายโอนข้อมูลไปยังหน่วยความจำระบบของเซิร์ฟเวอร์และเพิ่มความเร็วในการแลกเปลี่ยนข้อมูล

ยกตัวอย่าง Deep Learning แพลตฟอร์ม เช่น TensorFlow และ MXNet ให้การสนับสนุน GPUDirect P2P และNVIDIA Collective Communication Library (NCCL) ก็ถูกปรับให้เหมาะสำหรับ GPUDirect P2P

การขยายเลน PCIe Gen4 ผ่าน PCIe Gen4 Switches ทำให้ความสามารถในการขยาย ของ G492 สูงกว่าเซิร์ฟเวอร์ G481 และ G482 ก่อนหน้านี้มาก นอกเหนือจากการมี 10 Dual-slot A100 GPUs ในแชสซี ยังมี PCIe x16 สามช่องและ OCP 3.0 หนึ่งช่องที่ด้านหน้าและด้านหลังของแชสซีให้ผู้ใช้มีตัวเลือกอัปเกรดการ์ดเสริม เช่น การ์ด SAS หรือ การ์ด NVIDIA Mellanox InfiniBand เพิ่มเติม ความน่าสนใจของ G492 เซิร์ฟเวอร์ซีรี่ย์ G492 อยู่ที่ Cost Per Performance ที่ต่ำ และความยืดหยุ่นสูงสำหรับผู้ใช้ในการกำหนดค่าด้วยตนเองและขยายขีดความสามารถในการคำนวณตามความต้องการ

GIGABYTE จะขยายระบบ NGC-Ready ในเร็ว ๆ นี้พร้อมๆกับ NVIDIA A100 GPUs. ระบบ NGC-Ready ถูกสร้างขึ้นสำหรับแอปพลิเคชั่น AI และได้รับการทดสอบการใช้งานและประสิทธิภาพของ Deep Learning และ Machine Learning โดยใช้ GPU-optimized ซอฟต์แวร์ จาก NVIDIA’s NGC Registry ช่วยให้ผู้ดูแลระบบมั่นใจในการใช้โครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการใช้งานแอปพลิเคชัน AI

ในแง่ของการกำหนดค่าการจัดเก็บข้อมูล G492 สามารถติดตั้งฮาร์ดไดรฟ์ขนาด 3.5” หรือ 2.5” ถึง 12 ตัว ตัวบอร์ด Backplane รองรับโปรโตคอล SATA/SAS/NVMe ดังนั้นนอกเหนือจาก Large Cluster G492 ยังเหมาะสำหรับโครงสร้างพื้นฐานขององค์กรทั่วไปหรือห้องปฏิบัติการวิจัยที่ต้องเก็บข้อมูลให้มั่นคงปลอดภัย เซิร์ฟเวอร์ G492 และ NVIDIA A100 PCIe GPUs สามารถมอบพลังการประมวลผลที่ปฏิวัติวงการสำหรับงาน AI ทุกขนาด เร่งปริมาณงานทุกขนาดและช่วยให้ลูกค้าลดเวลาในการนำบริการของพวกเขาออกสู่ตลาด

เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเซิร์ฟเวอร์ GIGABYTE G-series และ NVIDIA A100 GPU ได้ที่ https://www.gigabyte.com สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือความช่วยเหลือติดต่อเราโดยตรงผ่าน server.grp@gigabyte.com

from:https://www.techtalkthai.com/gigabyte-introduces-hpc-g-series-with-nvidia-a100-pcie-gpus/

[ลือ] NVIDIA สนใจซื้อ Arm ต่อจาก SoftBank

จากข่าวลือว่า SoftBank อยากขายกิจการ Arm เพื่อเพิ่มเงินสดในมือ ล่าสุดสำนักข่าว Bloomberg รายงานว่ามีผู้สนใจซื้อแล้วคือ NVIDIA

Bloomberg อ้างแหล่งข่าวใกล้ชิดว่า NVIDIA เริ่มเข้าไปเจรจากับ SoftBank แล้ว แต่อาจมีผู้สนใจรายอื่นด้วย และ SoftBank เองก็อาจเลือกเส้นทางพา Arm ขายหุ้น IPO กลับเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้เช่นกัน

NVIDIA ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจไม่น้อย เพราะกิจการเติบโตดีสวนกระแสตลาดโลกช่วง COVID-19 ราคาหุ้นสูงเป็นประวัติการณ์ และบริษัทเองก็มีซีพียูตระกูล Arm ของตัวเองโค้ดเนม Denver/Carmel ที่ใช้กับผลิตภัณฑ์สายอุปกรณ์ฝังตัว-รถยนต์ไร้คนขับ (Jetson) และอุปกรณ์พกพา-คอนโซล (Tegra/Shield) อยู่แล้ว

ที่มา – Bloomberg

No Description

ภาพจาก NVIDIA

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/117609

Mercedes Benz จับมือ Nvidia ร่วมกันพัฒนารถยนต์อัจฉริยะขับเคลื่อนอัตโนมัติด้วยชิป DRIVE AGX Pegasus

ช่วงปลายเดือนที่ผ่านมาทางเวปไซต์ของ Nvidia ผู้นำด้านการผลิตชิปคอมพิวเตอร์ และการ์ดจอกราฟฟิคระดับโลก ได้จับมือกับแบรนด์รถหรูชื่อดังอย่าง Mercedes เพื่อที่จะร่วมกันพัฒนา Self-driving car สุดล้ำที่มีทั้งสมรรถนะการขับขี่ที่เหนือชั้น และ AI Software ที่ชาญฉลาดมายกระดับการขับขี่ เพื่อปฏิวัติวงการยานยนต์ทั่วโลก

ความร่วมมือจาก 2 ขั้วอุตสาหกรรม Nvidia และ Mercedez

Mercedes-Benz และ Nvidia จะร่วมกันพัฒนาสร้างยานพาหนะโดยใช้ความเชี่ยวชาญเรื่องยานยนต์ของ Mercedez ร่วมกับความชำนาญด้าน AI และ คอมพิวเตอร์ของ NVIDIA เพื่อสร้างยานยนต์ยุคใหม่ที่มีแนวคิดการออกแบบที่คล้ายคลึงกับ Tesla โดยคาดว่าจะออกมาให้เราได้ยลโฉมกันเริ่มตั้งแต่ปี 2024 เป็นต้นไปซึ่ง Jensen Huang CEO ของ NVIDIA บอกว่านี่เป็นการร่วมมือกับบริษัทอื่นครั้งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์เลยทีเดียว

หลาย ๆ คนก็คงรู้จัก NVIDIA กันดีอยู่แล้วว่าเป็นผู้นำด้านชิปประมวลด้านกราฟิกที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดแบรนด์หนึ่งในตลาดเลยทีเดียว มิหนำซ้ำทาง NVIDIA ก็เคยได้แสดงศักยภาพในการสร้างชิปให้รถขับอัตโนมัติมาก่อนให้ทั้งโลกได้เห็นในงาน CES2018 กับการร่วมมือกับแบรนด์รถยนต์อย่าง Volkswagen และ บริการแท็กซี่อย่าง UBER ตามด้วยการเปิดตัว AI เทคโนโลยีชิป NVIDIA DRIVE AGX Pegasus ที่ออกวางขายในตลาดบนรถบางประเภทอีกด้วย

การแข่งขันในตลาดรถยนต์อัจฉริยะ

นี่ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมากสำหรับตลาดประเภทรถขับอัตโนมัติเพราะตอนนี้ Tesla แทบจะเป็นแบรนด์ที่ครองตลาดรถอัตโนมัติไปแล้ว ด้วยรถไฟฟ้ายอดนิยมอย่าง Tesla Model S ที่กินส่วนแบ่งตลาดรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติไปเป็นจำนวนมาก จากการวิจัยของ Moorinsightstrategy ได้กล่าวไว้ว่า Tesla นั้นมีเทคโนโลยี และตลาดนำหน้าคู่แข่งไปหลายปีเลยทีเดียว

หวังว่าการจับมือร่วมกันของ Nvidia และ Mercedez จะสร้างแรงกระเพื่อมให้เกิดการแข่งขันในอุตสาหกรรมรถยนต์อัตโนมัติทำให้เกิดเทคโนโลยีใหม่ ๆ มากขึ้น และน่าจะช่วยให้มีการแข่งขันในด้านราคาอีกด้วย

 

Source: Forbes

from:https://droidsans.com/mercedez-partner-nvidia-create-new-self-driving-car/

มูลค่าบริษัท NVIDIA แซงหน้าอินเทลแล้ว ราคาหุ้นเพิ่ม 2.5 เท่าในรอบ 1 ปี

มูลค่าบริษัท (market capitalization) ของบริษัท NVIDIA แซงหน้าอินเทลเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์บริษัท โดยตัวเลขขณะที่เขียนข่าว NVIDIA มีมูลค่าบริษัท 253 พันล้านดอลลาร์ ส่วนอินเทลมีมูลค่า 245 พันล้านดอลลาร์

ปัจจัยสำคัญมาจากราคาหุ้นของ NVIDIA ที่เพิ่มขึ้นประมาณ 2.5 เท่าในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา ในขณะที่หุ้นของอินเทลเพิ่มมาประมาณ 15% เท่านั้นในช่วงเวลาเดียวกัน

NVIDIA ถือเป็นบริษัทที่รายได้เติบโตมาตลอด แม้เจอวิกฤต COVID ยังมีรายได้เพิ่มถึง 33% แถมมีเงินจ่ายโบนัสพนักงาน มูลค่าบริษัทยังมีโอกาสเติบโตได้อีกจากการเปิดตัวการ์ด Ampere ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้

ส่วนมูลค่าบริษัทของ AMD ในฐานะเพื่อนร่วมวงการ อยู่ที่ 64 พันล้านดอลลาร์

ที่มา – PC Gamer

No Description

กราฟราคาหุ้น NVIDIA จาก Yahoo Finance

No Description

from:https://www.blognone.com/node/117388

ถึงกับงง … RTX 2070 Max-Q บน Razer Blade Pro 17 2020 ทำคะแนนทดสอบ 3DMark ได้ดีกว่า RTX 2080 Max-Q

หลังจากที่มีการเปิดตัว GeForce Super Max-Q series อย่างเป็นทางการจากทาง NVIDIA ออกมาได้ประมาณ 2 – 3 เดือนที่ผ่านมานั้น ล่าสุดเราก็ได้เห็นโน๊ตบุ๊คที่มาพร้อมกับชิปกราฟิกแบบแยกแย่าง GeForce Super Max-Q series ไม่ว่าจะเป็นรุ่น GeForce RTX 2070 Max-Q และ GeForce RTX 2080 Super Max-Q ทว่าจากรายงานล่าสุดของทาง NotebookCheck นั้นดูเหมือนว่าสเปคตามที่ระบุไว้ในการเปิดตัวจะไม่สามารถวัดความแรงของชิปกราฟิกทั้ง 2 รุ่นดังกล่าวได้แล้ว

ทาง NotebookCheck นั้นได้มีโอกาสในการทดสอบโน๊ตบุ๊คสำหรับการเล่นเกมในรุ่น Acer Predator Triton 500 และรุ่นอื่นๆ ที่มาพร้อมกับชิปกราฟิกแบบแยกรุ่น RTX 2080 Super Max-Q และ Razer Blade Pro 17 2020 กับรุ่นอื่นๆ ที่มาพร้อมกับชิปกราฟิกแบบแยกรุ่น RTX 2070 Max-Q ซึ่งผลการทดสอบผ่านทาง 3DMark ทั้งที่ความละเอียดระดับ 2K และ 1080p นั้นจะเป็นดังต่อไปนี้

จากผลการทดสอบนั้นจะเห็นได้ว่าน่าแปลกใจเป็นที่สุดเนื่องจากพบว่าประสิทธิภาพของทั้ง GeForce RTX 2070 Max-Q และ GeForce RTX 2080 Super Max-Q นั้นผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ ซึ่งในบางการทดสอบนั้นกลับพบว่า RTX 2070 Max-Q สามารถที่จะทำคะแนนได้ดีกว่า RTX 2080 Super Max-Q ด้วยซ้ำไป แน่นอนว่าเรื่องดังกล่าวนี้นั้นทำให้ผู้บริโภคต้องตัดสินใจก่อนการซื้อให้ดีมากยิ่งขึ้นเนื่องจากหากดูด้านราคาแล้วนั้นจะพบว่าโน๊ตบุ๊คที่มาพร้อมกับ RTX 2080 Super Max-Q นั้นมีราคาที่สูงกว่าโน๊ตบุ๊คที่มาพร้อมกับ RTX 2070 Super Max-Q พอสมควร หากประสิทธิภาพไม่ได้แจกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดแบบนี้แล้วนั้นดูเหมือนกับว่าโน๊ตบุ๊คที่มาพร้อมกับ RTX 2070 Super Max-Q ที่มาราคาถูกกว่าน่าจะมีความน่าสนใจกว่ามาก

ที่มา : notebookcheck

from:https://notebookspec.com/cheaper-geforce-rtx-2070-max-q-can-outperform-some-geforce-rtx-2080-super-max-q/527108/

Mercedes-Benz จับมือ Nvidia พัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับ หลังเลิกความร่วมมือกับ BMW

ในที่สุด Mercedes-Benz ได้ประกาศความร่วมมือกับ Nvidia เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับ หลังจากเพิ่งหยุดโครงการที่พัฒนากับ BMW ไปไม่นาน แถมความร่วมมือครั้งใหม่อาจไปถึงขั้นพลิกโฉมอุตสาหกรรมนี้

Mercedes-Benz
Mercedes-Benz EQC

รถยนต์ที่อัพเกรดได้ตลอดเวลา

สำหรับความร่วมมือครั้งใหม่ระหว่าง Mercedes-Benz และ Nvidia จะเน้นไปที่การพัฒนา Software-Defined Architecture for Automated Vehicle หรือซอฟต์แวร์ที่ใช้สำหรับพัฒนารถยนต์ไร้คนขับโดยเฉพาะ ซึ่งแตกต่างกับที่ Mercedes-Benz เคยร่วมมือกับ BMW

ส่วนเป้าหมายของความร่วมมือครั้งนี้คือ รถยนต์ Mercedes-Benz ทุกรุ่นนับตั้งแต่ปี 2567 จะมีการติดตั้งซอฟต์แวร์ดังกล่าวเข้าไป พร้อมกับแพลตฟอร์ม Nvidia DRIVE และ AI Supercomputer ของ Nvidia เพื่อทำให้การทำงานของเทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขณะเดียวกัน Danny Shapiro ผู้อำนวยการอาวุโสธุรกิจรถยนต์ของ Nvidia ยังแจ้งว่า รถยนต์ของ Mercedes-Benz ตั้งแต่ปี 2567 จะมีการติดตั้งเซ็นเซอร์รอบคันเพื่อนำมาวิเคราะห์พร้อมกับเทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับ และผู้ใช้สามารถอัพเกรดมันได้ตลอดเวลา

“การทำแบบนี้ทำให้รถยนต์กลายเป็นอีกอุปกรณ์ที่ผู้ใช้สามารถอัพเกรดมันได้เอง และสามารถสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ๆ ให้กับบริษัท ไม่ว่าจะเป็นการสมัครสมาชิก หรือจ่ายครั้งเดียวเพื่อใช้เทคโนโลยีนี้ และอาจมีการสร้าง Mercedes App Store เพื่อเพิ่มความหลากหลายในการใช้งานก็เป็นได้”

สรุป

ความร่วมมือของสองบริษัทในครั้งนี้เป็นการสั่งการโดยประธานเจ้าหน้าที่บริหารของทั้งคู่ ทำให้มันเดินหน้าอย่างรวดเร็ว และเห็นภาพอย่างชัดเจน ดังนั้นต้องรอดูว่าฝั่ง BMW อดีตพาร์ทเนอร์ และคู่แข่งคนสำคัญของ Mercedes-Benz จะหันหน้าไปพึ่งใคร

อ้างอิง // Car and Driver

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/mercedes-benz-nvidia-av/

Cyberpunk 2077 รองรับ Ray Tracing, DLSS 2.0 เล่นได้บน Geforce NOW ทันทีที่ขาย

CD Projekt Red เผยว่า Cyberpunk 2077 จะมาพร้อมกับเทคโนโลยี Ray Tracing ระบบแสงเงาแบบสมจริง กับ DLSS 2.0 ระบบลบรอยหยักด้วย Deep Learning และสามารถใช้งานได้บนแพลตฟอร์มเล่นเกมแบบสตรีมมิ่ง Geforce NOW ที่ความละเอียด 1080p 60FPS ตั้งแต่วันแรกที่วางจำหน่าย

เทคโนโลยี Ray Tracing เป็นเทคโนโลยีประมวลผลแสง โดยคำนวณทิศทางการสะท้อนของลำแสงจากแหล่งกำเนิดแสงจริงในฉาก ทำให้การกระจายของแสง การสะท้อน และการตกกระทบบนตัวละครและวัตถุชนิดต่างๆ เป็นไปอย่างธรรมชาติและสมจริงมากขึ้น แต่ใช้พลังประมวลผลของการ์ดจอค่อนข้างมาก

No Description

ส่วน DLSS 2.0 เป็นระบบลบรอยหยักด้วย Deep Learning ของ NVIDIA โดยใช้ tensor core ตัวประมวลผล AI ของการ์ดจอตระกูล RTX ช่วยในการเรนเดอร์ ลบรอยหยักของภาพ ทำให้ผู้เล่นสามารถเล่นเกมในความละเอียดต่ำลง กินสเปกน้อยลง แต่ได้ภาพที่มีรอยหยักน้อยเกือบเท่าการเล่นในความละเอียดสูงๆ และเปิดใช้งานพร้อมกับฟีเจอร์ Ray Tracing ที่ค่อนข้างกินสเปก เพื่อช่วยลดภาระของการ์ดจอได้

แต่ถ้าไม่มีการ์ดจอ RTX และอยากเล่นบน Geforce NOW อาจต้องรอไปก่อน เพราะ Geforce NOW ยังไม่เปิดให้บริการในประเทศไทย และยังไม่มีกำหนดการว่าจะเปิดเมื่อไร สามารถดูรายชื่อประเทศที่เปิดให้บริการในปัจจุบันได้ที่นี่

ที่มา – NVIDIA Blog

No Description

from:https://www.blognone.com/node/117174