คลังเก็บป้ายกำกับ: NOTEBOOK_2021

Acer Nitro 5 และ Predator Helios 300 / Triton 300 จัดโปรโมชั่นลดราคาสูงสุด 4,000 บาท รวมไปถึง Gaming Desktop ที่ใช้สเปก Intel Core i Gen 10H

Acer Nitro 5 อีกหนึ่ง Gaming Notebook ยอดนิยม ได้สเปกแรงคุ้มค่า และ Predator Helios 300 / Triton 300 ที่เป็น Gaming Notebook สายจริงระดับ eSport จัดโปรโมชั่น “POWER UP YOUR GAMING ชาร์จพลังให้ทุกเกมเมอร์” ลดราคาสูงสุด 4,000 บาท รวมไปถึง Gaming Desktop อย่าง Acer Nitro 50 ที่ใช้สเปก Intel Core I Gen 10H กับรุ่นที่ร่วมรายการ

*** บางร้านลดราคามากกว่า 4,000 บาท เช็คราคาที่ลิ้งค์ในบทความได้เลย ***

Acer Nitro 5

โดยเราสามารถซื้อ 3 รุ่นนี้ รวมถึง Acer Nitro 50 ที่จัดโปรโมชั่นได้ตามหน้าร้านคอมพิวเตอร์ห้างร้านไอทีต่างๆ ได้ตั้งแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ – 25 มีนาคม 2564 หรือจนกว่าของจะหมด อีกทั้งใครสะดวกสั่งซื้อออนไลน์ตามร้านออนไลน์อย่าง Advice / JIB / BaNANA ก็สามารถทำได้เหมือนกัน กับความสะดวกสบายที่มากกว่าเพราะส่งถึงบ้านฟรีๆ ด้วย รายละเอียดสเปกและราคาต่างๆ ตามข้อมูลนี้เลย 

  1. Acer Nitro 5 AN515-55-55DQ ราคาปกติ 29,990 บาท ลด 2,000 บาท เหลือ 27,990 บาท
  2. Acer Nitro 5 AN515-55-52HQ ราคาปกติ 31,990 บาท ลด 2,000 บาท เหลือ 29,990 บาท
  3. Acer Nitro 5 AN515-55-517N ราคาปกติ 35,990 บาท ลด 2,000 บาท เหลือ 33,990 บาท
  4. Predator Helios 300 PH315-53-728M ราคาปกติ 49,990 บาท ลด 4,000 บาท เหลือ 45,990 บาท
  5. Predator Helios 300 PH315-53-728M ราคาปกติ 57,990 บาท ลด 2,000 บาท เหลือ 55,990 บาท
  6. Predator Triton 300 PT315-52-71W1 ราคาปกติ 54,990 บาท ลด 4,000 บาท เหลือ 50,990 บาท

ตารางส่วนลด Acer Nitro 5 และ Predator Helios 300 / Triton 300

Model Normal Price Discount Special Price
AN515-55-55DQ 29,990 2,000 27,990
AN515-55-52HQ 31,990 2,000 29,990
AN515-55-517N 35,990 2,000 33,990
Predator Helios 300 PH315-53-79SU 49,990 4,000 45,990
Predator Helios 300 PH315-53-728M 57,990 2,000 55,990
Predator Triton 300 PT315-52-71W1 54,990 4,000 50,990

Acer Nitro 5 ราคาลดแล้วเหลือ  27,990 – 33,990 บาท

สเปกเป็นชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10H พร้อมการ์ดจอ GeForce รุ่นล่าสุด จากที่รุ่นก่อนๆ เป็นหนึ่งใน Gaming Notebook หน้าจอ 15.6″ ราคาคุ้มค่า ได้รับความนิยมไม่แพ้รุ่นอื่นๆ ทั้งจากสเปกที่แรงลื่นหลากหลาย อีกทั้งยังมีฟีเจอร์ที่จัดเต็ม และประกัน 3 ปี On-site Serive ที่ดีเยี่ยม หรือส่งศูนย์ซ่อมด่วน 3 ชั่วโมง

Acer Nitro 5

ซึ่งล่าสุดทาง Acer ประเทศไทยก็ได้ทำการปรับราคาทั้ง 3 รุ่น 3 สเปกที่ร่วมรายการแล้ว ที่ได้รับการพัฒนาหลายๆ ส่วนจากรุ่นก่อนๆ อาทิ ดีไซน์ภายนอก คีย์บอร์ดไฟ RGB และอื่นๆ เป็นการต่อยอดพร้อมแข่งกันกับ Gaming Notebook แบรนด์อื่นๆ ในราคาเริ่มต้นที่ 27,990 บาทเท่านั้นเอง

สเปกใช้ชิปประมวลผล Core i5-10300H ทำงานร่วมกับการ์ดจอ GeForce GTX 1650 (4GB GDDR5) / GTX 1650 Ti (4GB GDDR6) / RTX 2060 (6GB GDDR6) ที่แรงลื่นกว่าเดิมแน่นอน ในส่วนของแรมจัดเต็มมาให้เลยที่ 16GB DDR4 Bus 2933MHz แบบ 1 แถว ส่วนที่เก็บข้อมูลให้มามาตรฐาน SSD M.2 NCMe PCIe ความจุ 512GB

Acer Nitro 5

หน้าจอขนาด 15.6″ เป็นพาเนล IPS เกรดสูง รองรับ Refresh Rate ที่ 144Hz ให้ความลื่นไหลทั้งการเล่นเกมหรือทำงาน ลำโพงของตัวเครื่องใช้เป็นแบบสเตอริโอ โดยมีระบบเสียง DTS:X Ultra แน่นอนว่าได้ Windows 10 ใช้งานได้ทันที โดยมีซอฟต์แวร์ Killer Control Center 2.0 คอยควบคุมด้วย

มีพอร์ตเชื่อมต่อที่ครบครัน ไม่ว่าจะเป็น 3 x USB 3.2 Type-A (1 พอร์ตเป็นแบบชาร์จเจอร์ด้วย), 1 x USB 3.2 Type-C, 1, HDMI 2.0, RJ45 (Gigabit Ethernet) พร้อมด้วยความสามารถ Killer Ethernet E2600 เพื่อการเล่นเกมออนไลน์ที่ลื่นไหล และ Mic-in/Headphone-out แบบ Combo การเชื่อมต่อไร้สายอย่างรองรับทั้ง Bluetooth 5.0 และ Wi-Fi 6 AX ที่มีเทคโนโลยี 2×2 MU-MIMO 

นอกจากนี้ยังมีไฟคีย์บอร์ด RGB แบบ 4 โซน คล้ายกับที่เคยมีมาในรุ่นพี่อย่าง Predator Series ปรับแต่งได้อิสระประมาณนึง และได้การตอบสนองของปุ่มแบบทันทีด้วยระยะการกด 1.6 มม. เสริมอารมณ์ในการเป็น Gaming Notebook ไปอีกระดับ

Acer Nitro 5

รวมไปถึงมีเทคโนโลยี Acer CoolBoost และช่องระบายความร้อนแบบจัดเต็ม 4 ช่องทาง แบ่งเป็นทางด้านหลัง 2 ช่อง และซ้ายขวาอย่างละ 1 ช่อง จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและระบายความร้อนด้วยพัดลมคู่ ซึ่งดีเยี่ยมกว่ารุ่นก่อนหน้าเช่นกัน

AN515-55-55DQ ราคาลดแล้วเหลือ 27,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i5-10300H (4C/8T : 2.50 – 4.50GHz)
  • GPU : Intel UHD 630 Graphics + GeForce GTX 1650
  • RAM : 16GB DDR4 2933 MHz 
  • DISPLAY: 15.6″ Full HD IPS 144Hz 
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 512GB
  • OS : Windows 10 (64 Bit)
  • Warranty : 3 Years On-site Service

AN515-55-52HQ ราคาลดแล้วเหลือ 29,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i5-10300H (4C/8T : 2.50 – 4.50GHz)
  • GPU : Intel UHD 630 Graphics + GeForce GTX 1650 Ti
  • RAM : 16GB DDR4 2933 MHz 
  • DISPLAY: 15.6″ Full HD IPS 144Hz 
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 512GB
  • OS : Windows 10 (64 Bit)
  • Warranty : 3 Years On-site Service

AN515-55-517N ราคาลดแล้วเหลือ 33,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i5-10300H (4C/8T : 2.50 – 4.50GHz)
  • GPU : Intel UHD 630 Graphics + GeForce RTX 2060
  • RAM : 16GB DDR4 2933 MHz 
  • DISPLAY: 15.6″ Full HD IPS 144Hz 
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 512GB
  • OS : Windows 10 (64 Bit)
  • Warranty : 3 Years On-site Service

Acer Predator Helios 300 ราคาลดแล้วเหลือ 45,990 – 55,990 บาท

Acer Predator Helios 300 PH315-53 นี้เป็นการต่อยอดมาจาก Gaming Notebook เน้นความพรีเมียมและประสบการณ์ใช้งานกว่ารุ่นก่อนๆ พร้อมแนวทางการออกแบบไปในทิศทางเดียวกันกับ Predator รุ่นอื่นๆ สเปกแน่นอนว่าเป็นใช้ชิปประมวลผล Intel Core i7-10750H ตัวแรงยอดนิยม

ผสานด้วยการ์ดจอ Gaming ประสิทธิภาพสูงอย่าง GeForce RTX 2060 ที่มาพร้อมกับประสิทธิภาพกับความสมจริงกว่าที่เคยมีมา เพราะสามารถ Overclock เพิ่มได้ โดยท็อปสุดเป็น GeForce RTX 2070 Max-Q ที่นับว่ามีประสิทธิภาพความแรงเล่นเกมได้ลื่นไหลแน่นอน

150755740 3827613273926957 2949561796306191898 o

สเปกแบ่งออกเป็น 2 รุ่นหลักๆ เป็นชิปประมวลผล Intel Core i7-10750H และการ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX 2060 (6GB GDDR6) / RTX 2070 Max-Q (8GB GDDR6) รวมถึงติดตั้งแรม 16GB / 32GB DDR4 Bus 2933 MHz และ SSD M.2 512GB / 1TB ที่แรงเข้ากันลงตัว ทำให้สิทธิภาพสูงมากๆ รองรับทุกๆ การใช้งาน มาพร้อมขนาดหน้าจอ 15.6″ ที่ Refresh Rate 144Hz

โดยเน้นความแรงประสิทธิภาพในการเล่นเกมเป็นหลัก แบบไม่เน้นความบางเบามากนักที่สำคัญได้ระบบระบายความร้อนเอกสิทธิ์จากทาง Acer อย่าง AeroBlade 3D Gen 4 ส่งผลให้แม้สเปกจะแรงแค่ไหน แต่ก็จัดการความร้อนได้เยี่ยมไรักังวล สนนราคาลดแล้วมีตั้งแต่ 45,990 – 55,990 บาท ทุกรุ่นประกัน 3 ปี On-site Service

Predator Helios 300 KSP3

ตัวเครื่องยังมีลำโพง 2.0 ชาแนล บนซอฟแวร์เสียง DTS:X Ultra ทำให้การขับเสียงเวลาเล่นเกม หรือดูหนังฟังเพลงทำได้อย่างยอดเยี่ยมอีกด้วย ทางด้านพอร์ทเชื่อมต่อเองมีมาให้อย่างครบถ้วนไม่ว่าจะเป็น USB 3.2 Type-C จำนวน 1 ช่อง, USB 3.2 Type-A จำนวน 3 ช่อง, HDMI, mini-DisplayPort, ช่องเสียบหูฟังไมค์ขนาด 3.5 มิลลิเมตร พร้อมด้วยช่องสาย Lan RJ45 พร้อม E2600 Ethernet Controller

คีย์บอร์ดถือว่าเป็นมาตรฐานของ Gaming Notebook หน้าจอ 15.6″ ที่ขอบบาง แต่ไม่ได้มีการตัดชุด Numpad ด้านขวาออกไปแต่อย่างใด เชื่อว่าหลายคนน่าจะถูกใจสิ่งนี้ โดยมีปุ่มที่ใหญ่และช่องว่างที่พอดี ทั้งอารมณ์การตอบสนองของแป้นพิมพ์ แรงกด และการใช้ปุ่มหลายๆ ปุ่มพร้อมๆ กัน จัดได้ว่าเป็นโน๊ตบุ๊ครุ่นนึงที่คีย์บอร์ดตามสนองได้ดี มีการกด การเด้ง ตอบสนองถูกใจ โดยดีไซน์เป็นลักษณะขอบขาวโปร่งแสงทำให้เห็นไป LED ชัดเจน

Predator Helios 300 KSP1

Acer Predator Helios 300 PH315-53-79SU ราคาลดแล้วเหลือ 45,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i7-10750H (6C/12T : 2.60 – 5.00GHz)
  • GPU : Intel UHD 630 Graphics + GeForce RTX 2060
  • RAM : 16GB DDR4 2933 MHz 
  • DISPLAY: 15.6″ Full HD IPS 144Hz 
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 512GB
  • OS : Windows 10 (64 Bit)
  • Warranty : 3 Years On-site Service

Acer Predator Helios 300 PH315-53-728M ราคาลดแล้วเหลือ 55,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i7-10750H (6C/12T : 2.60 – 5.00GHz)
  • GPU : Intel UHD 630 Graphics + GeForce RTX 2070 Max-Q
  • RAM : 32GB DDR4 2933 MHz 
  • DISPLAY: 15.6″ Full HD IPS 144Hz 
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 1TB
  • OS : Windows 10 (64 Bit)
  • Warranty : 3 Years On-site Service

Acer Predator Triton 300 ราคาลดแล้วเหลือ 50,990 บาท

Acer Predator Triton 300 PT315-52 เป็น Gaming Notebook ให้ความพรีเมียมคุ้มค่ากว่ารุ่นก่อนๆ กับราคาลดแล้วเหลือ 50,990 บาท พร้อมแนวทางการออกแบบคล้ายรุ่นพี่อย่าง Acer Predator Triton 500 แต่มีความหนาและหนักกว่าเล็กน้อย (แต่ก็บางและเบากว่า Acer Predator Helios 300 เช่นกัน)

สเปกชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10H อย่าง Core i7-10750H โดยทำงานประสานด้วยการ์ดจอตัวแรงอย่าง GeForce RTX 2060 (6GB GDDR6) ส่วนแรมมีขนาด 32GB และ SSD M.2 1TB ที่แรงเข้ากันลงตัว แน่นอนว่าจัดเต็มกว่า Acer Nitro 5 ในทุกมิติ

150893158 3827613443926940 1751588120750328515 o

มาพร้อมกับประสิทธิภาพกับความสมจริงกว่าที่เคยมีมา เพราะสามารถ Overclock เพิ่มได้ด้วยเพียงกดแค่ปุ่ม Turbo ปุ่มเดียว ทำให้สิทธิภาพแรงลื่นล้ำกว่า Gaming Notebook สเปกใกล้ๆ กัน มาพร้อมขนาดหน้าจอทั้ง 15.6″ ความละเอียด Full HD พาเนล IPS รองรับ Refresh Rate ที่ 144Hz

โดยเน้นความแรงประสิทธิภาพในการเล่นเกมเป็นหลัก และประสบการณ์ใช้งานที่เหนือชั้น แต่มีตัวเครื่องที่ไม่หนาและหนักเกินไป ที่ความบาง 19.9 มิลลิเมตร และเบา 2.3 กิโลกรัม แน่นอนว่าได้ประกันเทพ 3 ปี On-site ซ่อมฟรีถึงบ้าน หรือส่งศูนย์ซ่อมด่วนใน 3 ชั่วโมง

Predator Triton 300 PT315 52 Standard 03

สำหรับ Acer Predator Triton 300 ถือว่าเป็น Gaming Notebook มาตรฐานใหม่ที่การเชื่อมต่อที่ครบเครื่องด้วย Killer DoubleShot Pro ได้ความแรงไม่แพ้ Gaming Notebook เครื่องหนักๆ หนาๆ แบบแต่ก่อน โดดเด่นในเรื่องของการดีไซน์ที่พกพาได้สะดวกประมาณนึง

คีย์บอร์ดใช้งานได้เยี่ยม พร้อมไฟ RGB แบบ 4 โซน รักษาความเป็น Gaming ได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ การออกแบบให้ความรู้สึกที่ดุดันมีพลังด้วยวัสดุอลูมิเนียมตลอดทั้งตัวเครื่องเรียกได้ในการเล่นเกมเพื่อให้ลื่นไหลที่สุด ในการจัดการความร้อนที่ดีที่สุด จากเทคโนโลยีพัดลมแบบพิเศษ AeroBlade Gen 4

Predator Triton 300 PT315 51 RGB photogallery 04

Acer Predator Triton 300 PT315-52-71W1 ราคาลดแล้วเหลือ 50,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i7-10750H (6C/12T : 2.60 – 5.00GHz)
  • GPU : Intel UHD 630 Graphics + GeForce RTX 2060
  • RAM : 32GB DDR4 2933 MHz 
  • DISPLAY: 15.6″ Full HD IPS 144Hz 
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 1TB
  • OS : Windows 10 (64 Bit)
  • Warranty : 3 Years On-site Service

สรุปปิดท้าย…เอาเป็นว่าเพื่อนๆ คนไหนที่สนใจ Gaming Notebook ขนาดหน้าจอ 15.6″ ได้ดีไซน์ใหม่ที่จัดว่ามีการอัพเกรดให้ดู Gaming มากยิ่งขึ้น โฉบเฉียวมากยิ่งขึ้น พร้อมแซมสีแดงให้ดูโดดเด่น เน้นให้ประสิทธิภาพความแรงที่สดใหม่ล่ะก็ 3 รุ่นนี้ น่าจะตอบโจทย์ได้ดีที่สุดรุ่นหนึ่งทีเดียว จากราคาและสเปกคุ้มๆ ได้หน้าจอเทพๆ ทั้งลื่นไหลและค่าขอบเขตสีที่ดีมากๆ

รวมไปถึงการทดสอบใช้งานจริงต้องบอกว่าประทับใจ ถือว่าทำได้ดีกว่า Gaming Notebook รุ่นอื่นๆ พอตัว พร้อมการอัพเกรดอินเตอร์เน็ตไร้สายเป็น Wi-Fi 6 AX ที่มีเทคโนโลยี 2×2 MU-MIMO ที่ดีกว่า และ LAN RJ45 ก็เป็น Killer Ethernet E2600 โดยมีซอฟต์แวร์ Killer Control Center 2.0 ตรงนี้เหนือชั้นกว่ารุ่นอื่นๆ ชัดเจนทีเดียว กับราคาที่ลดสูงสุด 4,000 บาท หรือมากกว่านั้นตามแต่ร้านค้าทำโปรโมชั่น ยังไงลองเลือกซื้อกันดูนะครับ

ตารางส่วนลด Gaming Desktop 

Model Normal Price Discount Special Price
N50-610-10716G1TMGi/T003 45,900 3,000 42,900
N50-610-10716G1TMGi/T003 59,900 3,000 56,900
PO3-620-10716G1TMGi/T003 53,900 3,000 50,900

nitro 50 kspmain 2 l

from:https://notebookspec.com/web/579762-acer-nitro-5-helios-300-triton-300-prom

รีวิว MSI Prestige 15 สเปก i7-1185G7 + GTX 1650 Max-Q จอ 4K UHD เบา 1.65 โล สายงาน Content Creator ตัวจริง ราคา 5x,xxx บาท

MSI Prestige 15 เป็นโน๊ตบุ๊ครุ่นใหม่สาย Content Creator ตัวจริง ปี 2021 หน้าจอ 15.6″ 4K UHD ที่เบาเพียง 1.65 กิโลกรัม ได้สีสันใหม่อย่าง Urban Silver โดยมาพร้อมกับประสิทธิภาพและฟีเจอร์ใหม่ๆ อีกมากมาย ซึ่งใช้เป็นชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 Tiger Lake รุ่นล่าสุดอย่าง Core i7-1185G7 ตัวแรงสุดในรหัส U พร้อมมี AI ช่วยทำงานตระกูล Adobe หรืออื่นๆ ให้รวดเร็วขึ้น

ผสานการทำงานร่วมกับการ์ดจอตัวแรง NVIDIA GeForce GTX 1650 Max-Q ช่วยประมวลผลงาน 3 มิติ หรือเล่นเกมได้ลื่นไหล พร้อมแรมขนาด 32GB และ SSD M.2 ที่ 1TB จัดเต็ม มีระบบระบายความร้อน Cooler Boots 3 ส่งให้มีประสิทธิภาพในการทำงานที่ทรงพลังอย่างที่สุด การเชื่อมต่อครบครันด้วย Thunderbolt 4 และ Wi-Fi 6 AX สนับสนุนทั้งทำงานและเล่นเกมที่เหนือชั้นกว่าโน๊ตบุ๊คบางเบารุ่นอื่นๆ

MSI Prestige 15

สำหรับ MSI Prestige 15 ได้หน้าจอแสดงผลแบบ True Pixel มาตรฐานความละเอียด Ultra HD ที่จะช่วยเติมเต็มประสบการณ์ในด้านการสร้างสรรค์ผลงานได้มากยิ่งขึ้น จัดว่าเป็นโน๊ตบุ๊คที่มาพร้อมสเปกชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 ที่แรงที่สุดในตลาดตอนนี้ อีกทั้งได้ฟีเจอร์อื่นๆ ที่ครบครันตามสไตล์ของ MSI ที่จัดเต็ม อย่างความทนทานระดับ Military Grade เหมาะกับคนที่ต้องการโน๊ตบุ๊คสายทำงานที่เน้นความแรงลื่นและสีสันเที่ยงตรงในน้ำหนักตัวเครื่องเบา พกพาสะดวก 

NBS Verdict 

MSI Prestige 15 เป็นอีกหนึ่งสุดยอดโน๊ตบุ๊ค Content Creator ประจำปี 2021 ได้หน้าจอขนาด 15.6″ สุดบางเฉียบ ดีไซน์สวยงามทนทาน ที่มีจุดเด่นเรื่องความบางเบา และมีประสิทธิภาพเยี่ยมด้วย Core i Gen 11 Tiger Lake + GeForce GTX 1650 Max-Q  ทำให้กลายมาเป็นโน๊ตบุ๊คที่มีขนาดกระทัดรัด โดยที่วัสดุตัวเครื่องจะทำมาจากอลูมิเนียม ที่ทรงพลังในการทำงานสายสร้างสรรค์แบบมืออาชีพ รองรับทุกความบันเทิง รวมไปถึงเล่นเกมได้ดีกว่ารุ่นก่อนๆ พอตัว

MSI Prestige 15

และมีน้ำหนักเพียง 1.65 กิโลกรัม เบามากๆ แบตเตอรี่ก็ยาวนานตลอดทั้งวัน เหมาะกับการพกพาสุดๆ รองรับกับทุกๆ การทำงานประเภท Digital Content ต่างๆ ด้วยจอ 4K UHD คุณภาพสูง อย่างตัดต่อวีดีโอ หรือโปรเซสไฟล์ภาพถ่าย เติมเต็มประสบการณ์ในด้านการสร้างสรรค์ผลงานได้มากยิ่งขึ้น รวมไปถึงความบันเทิงอย่างดูหนังฟังเพลง และวีดีโอสตรีมมิ่งอย่าง Youtube / Netflix ด้วย อีกทั้งยัง Wi-Fi 6 AX และ Thunderbolt 4 เป็นมาตรฐานที่ดีที่สุดในการเชื่อมต่อทั้งไร้สายและมีสาย

MSI Prestige 15

MSI Prestige 15 มาพร้อมมาตรฐานความทนทานระดับ Military Grade ทนทานต่อการตกกระแทก สั่นสะเทือน ฝุ่นและละอองน้ำ รวมถึงอุณหภูมิสูงหรือต่ำ ทำให้เราสามารถนำไปใช้งานได้ทุกที่ทุกเวลาอย่างไม่ต้องกังวล อีกทั้งรุ่นนี้ยังได้เห็นการปรับดีไซน์ของโลโก้ใหม่ที่ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันและเต็มไปด้วยความหมายอันลึกซึ้ง โดยคำนึงถึงหลัก “จำนวน Fibonacci” และยังมีหลัก “สัดส่วนทองคำ” เพื่อแสดงถึงวิสัยทัศน์อันล้ำลึกของ MSI ในการผลิตสินค้าที่มาพร้อมประสิทธิภาพที่สูงที่สุดในการใช้งาน

เหมาะกับคนที่งบถึงเงินถึงและต้องการประสบการณ์ใช้งานที่ดีกว่าโน๊ตบุ๊คสเปกทั่วไป หรือกรณีที่อยากได้สเปกแรงแต่ไม่อยากได้ดีไซน์แบบ Gaming Notebook ซึ่งเน้นทำงานมากกว่า โดยเล่นเกมเป็นรอง ตัวอย่างคือ ทำงาน 70% เล่นเกม 30% อีกทั้งยังมีข้อสังเกตเล็กน้อยก็คือความร้อนที่เกิดขึ้นดูแล้วค่อนข้างสูง แต่ก็จากการทำสอบคือไม่มีผลต่อการใช้งานใดๆ อีกทั้งในการเล่นเกมเราควรปรับความละเอียดเป็น Full HD นะเหมาะสมกับ 4K UHD เพราะสเปกการ์ดจอขับไม่ไหวนั่นเอง

ข้อดี MSI Prestige 15

  • ดีไซน์การออกแบบสวยงามถูกใจ งานประกอบแน่นวัสดุดี แนวเรียบหรู
  • ตัวเครื่องบางเฉียบ เล็กกระชับกว่าเดิม โดยมีน้ำหนักเพียง 1.65 กิโลกรัมเท่านั้น
  • สเปคแรง Core i7-1185G7 และการ์ดจอ GTX 1650 Max-Q เทียบเท่า Gaming Notebook
  • หน้าจอแสดงผลกางได้ 180 องศา ขอบจอบางเฉียบขนาด 15.6″
  • ความละเอียด 4K Ultra HD ขอบเขตสี sRGB 93% / Abobe RGB 89%
  • จัดเต็มเรื่องแรมที่ 32GB และ SSD M.2 NVMe ที่ 1TB ไม่ต้องอัพเกรดอะไรแล้ว
  • มี Windows 10 แท้ พร้อมซอฟ์ตแวร์ที่ดี ใช้งานได้ทันที
  • ประสิทธิภาพดีทั้งการทำงานและการเล่นเกม
  • คีย์บอร์ดใช้งานได้ดี มีไฟส่องสว่างใช้งานได้จริง
  • ตัวเครื่องทนทานระดับ MIL-STD 810G ทำให้มั่นใจได้เลยว่าตัวเครื่องจะมีความแข็งแรง
  • มีการเชื่อมต่อไร้สายแบบ Wi-Fi 6 AX201 (2×2) + Bluetooth 5.1ใหม่ล่าสุด
  • การจัดการความร้อนในส่วนของการ์ดจอทำได้ดี 
  • ให้พอร์ต Thunderbolt 4 มา 2 พอร์ต รองรับการชาร์จไฟ ต่อจอแยก โอนถ่ายข้อมูล
  • อแดปเตอร์มีขนาดที่เล็กและเบา พอร์ตเป็น USB-C PD ชาร์จมือถือก็ได้
  • ราคาคุ้มค่าเมื่อเทียบกับสเปกและฟีเจอร์ รวมถึงประสบการณ์ใช้งาน

ข้อสังเกต MSI Prestige 15

  • แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนาน 8:30 ชั่วโมง ไม่เหมือนที่เคลมไว้ 16 ชั่วโมง แต่ถือว่าทำได้ดีมากแล้ว
  • ไม่มีช่อง SD Card Reader ที่ช่างภาพช่างวีดีโอมักใช้งานบ่อยๆ ต้องหาอแดปเตอร์เพิ่มเอง
 

Specification

MSI Prestige 15 เป็นโน๊ตบุ๊คที่มีความโดดเด่นในสายการทำงาน มาพร้อมกับชิปประมวลผล Intel Core i7-1185G7 รุ่นใหม่แรงสุดในรุ่น สถาปัตยกรรม Tiger Lake ที่ 10 นาโนเมตร SuperFin ทำงานแบบ 4 คอร์ 8 เธร์ด พร้อมมี AI ในตัว ช่วยประมวลผลการทำงานบางโปรแกรม ให้ความแรงที่ทรงพลังเทียบเท่า Core i Gen 10H ได้การ์ดจอรุ่นใหม่อย่าง NVIDIA GeForce GTX 1650 Max-Q (4GB GDDR5) แรม 16GB DDR4 Bus 3200MHz พร้อม SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 1TB พร้อม Windows 10 Proในราคา 5x,xxx บาท

MSI Prestige 15

สเปกหน้าจอขนาด 15.6″ ความละเอียด 3840 x 2160 พิกเซล 4K Ultra HD พื้นผิวเป็นแบบด้าน ซึ่งให้ประสบการณ์การใช้งานที่ประทับใจ โดยการใช้หน้า Desktop ปกติที่ตัวหนังสือหรือปุ่มต่างๆ มีความเรียบเนียนตาทำให้ใช้งานได้สะดวก ขอบจอจะเป็นพลาสติกสีดำบางเฉียบโดยมีพื้นที่แสดงผลกว่า 90% จอเป็นแบบด้านที่ให้เรื่องสีสันสดใส รองรับใช้การดูภาพ ดูวิดีโอ และเล่นเกมก็ทำได้อย่างเป็นอย่างดี ส่วนบานพับก็แข็งแรงกว่ารุ่นก่อนๆ พร้อมกางได้ถึง 180 องศา ทำให้นำเสนองานได้อย่างเต็มที่และง่ายขึ้นกว่าเดิม

MSI Prestige 15 2021 i7 Gen11 Review 61

สเปกตอบโจทย์การใช้งานแบบสุดๆ แทบไม่ต้องอัพเกรดอะไรเลย หรือจะอัพเกรดจริงๆ ก็สามารถใส่ SSD M.2 เพิ่มได้ ที่สำคัญยังเป็นมาตรฐานการเชื่อมต่อไร้สายก็ครบครันด้วย Wi-Fi 6 AX201 (2×2) และ Bluetooth 5.1 ส่วนพอร์ตการเชื่อมต่อก็มีทุกรูปแบบรวมไปถึงได้ Thunderbolt 4 เป็นมาตรฐานอีกด้วย พร้อมซอฟต์แวร์ MSI Center ช่วยปรับแต่งการทำงาน ได้การรับประกัน 2 ปี ตามมาตรฐานของ MSI (ในชุดบันเดิลให้กระเป๋า MSI และเมาส์ไร้สายอย่างดีมาให้ด้วย)

MSI Prestige 15 A11SCX-217 ราคา 5x,xxx บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i7-1185G7 (4C/8T : 3.00 – 4.80GHz)
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics + GTX 1650 Max-Q
  • RAM : 16GB DDR4 3200 MHz 
  • DISPLAY: 15.6″ 4K UHD IPS 60Hz 
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 1TB
  • OS : Windows 10 (64 Bit)
  • Warranty : 2 Years

Hardware / Design

สำหรับ MSI Prestige 15 ถือว่าเป็นโน๊ตบุ๊คประสิทธิภาพสูงแต่บางเบาขนาดหน้าจอ 15.6″ ที่ดีที่สุดรุ่นหนึ่งในตลาด เพราะได้ความละเอียด 4K Ultra HD ถูกต่อยอดมาจาก MSI Prestige รุ่นรองท็อปที่เป็น Full HD เรื่องของการดีไซน์ที่เน้นความบางเบา พกพาได้สะดวก

โดยยังรักษาความเป็นโน๊ตบุ๊คสายทำงานมืออาชีพได้อย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยน้ำหนักเพียง 1.65 กิโลกรัม มีความบางที่ 16 มิลลิเมตร การออกแบบให้ความรู้สึกที่หรูหราพรีเมียมด้วยวัสดุอะลูมิเนียม ตลอดทั้งตัวเครื่อง พร้อมตัดขอบเพชรเพิ่มความหรูหรา

MSI Prestige 15 2021 i7 Gen11 Review 2

โดยฝาหลังและดีไซน์ทั้งหมดมีการเลือกใช้ให้มีความเข้ากันอย่างที่สุด กับพื้นผิวส่วนของฝาหลังและตัวเครื่องเป็นลักษณะแบบด้าน พร้อมกับใช้สีเงินด้าน Urban Silver กับตัวเครื่องด้านนอกและด้านใน พร้อมตกแต่งรายละเอียดบริเวณขอบด้วยเทคโนโลยี diamond-cutting สีเงินมันวาวตลอดทั้งตัวเครื่อง

ตั้งแต่โลโก้ ขอบตัวเครื่อง ทัชแพด แกนบานพับ ช่องระบายความร้อน ซึ่งดูแล้วเป็นการเปลี่ยนจากรูปแบบเดิมๆ ที่โน๊ตบุ๊คสายทำงานมืออาชีพต้องดูดำๆ ดีไซน์ไม่ทันสมัย ให้กลายเป็นโน๊ตบุ๊คที่ดูน้อยแต่เรียบหรูแทนนั่นเอง นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ Flip-n-Share ที่แม้ว่าจะดูง่ายๆ แต่ได้ใช้จริง คือหมุนจอไปฝั่งตรงข้ามได้ทันที ส่งผลให้คนนั่งฝั่งตรงข้ามที่เรากำลังนำเสนองานดูได้อย่างสะดวกที่สุด

ที่สำคัญกับแนวคิดที่ได้ขอบหน้าจอที่บางลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งบางเฉียบเพียง 5.6 มิลลิเมตร ทั้งด้านซ้ายขวาและขอบบน ซึ่งการใช้งานจริงมุมมองมันก็จะดู เป็นปกติกว่าโน๊ตบุ๊คบางรุ่นที่ย้ายไปติดตั้งที่อื่น ถือว่า MSI นำเสนอโน๊ตบุ๊คที่ทั้งเบามากๆ แถมยังบางสุดๆ สำหรับการเปิดปิดฝาของหน้าจอก็ทำได้ง่ายเพราะขอบตัวเครื่องด้านหน้าได้มีการเว้นร่องเว้าเอาไว้สวยงาม

MSI Prestige 15 2021 i7 Gen11 Review 40

ส่งผลให้ตลอดทั้งตัวเครื่องมีมิติตัวเครื่องที่เล็กลงกว่าโน๊ตบุ๊คทำงานหน้าจอ 15.6″ ทั่วไปอย่างชัดเจน ซึ่งโดยรวมแล้ว MSI Prestige 15 ไม่ใช่แค่บางเบาและสเปกดีแต่ในประสบการณ์ใช้งานที่ดีเยี่ยมด้วย เรียกได้ว่าเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ในโน๊ตบุ๊คสายบางเบาเน้นพกพา แต่มาพร้อมการ์ดจอระดับ GTX 1650 Max-Q สเปกอื่นๆ ก็จัดเต็ม ที่แม้ราคาอาจจะสูงกว่าพวก Gaming Notebook แต่ได้น้ำหนักที่เบาและตัวเครื่องที่ดูหรูมาแทน

ส่วนปุ่มเปิดปิดเครื่องจะอยู่มุมขวาบนของชุดคีย์บอร์ด พร้อมบริเวณบานพับก็เป็นช่องระบายความร้อน 2 ช่อง ที่ถูกซ่อนเอาไว้อย่างเรียบเนียน ที่สำคัญ MSI Prestige 15 ใช้เทคโนโลยี Cooler Boost 3 แบบพัดลม 2 ตัวอยู่ทางด้านหลังของตัวเครื่อง

ยิงเป่าไล่ลมร้อนผ่านชุดระบายที่แยกการระบายความร้อนระหว่างชิปประมวลผลและกราฟิกการ์ด ด้วย Heat Pipes รวมกันถึง 3 เส้น โดยแยกฝั่ง CPU และ GPU ออกจากกัน ในเรื่องของอุณหภูมิ และความทนทานในการใช้งานระยะยาวไม่ว่าจะทำงานหนักแค่ไหนก็ไม่ได้ก่อให้เกิดความร้อนสะสม

MSI Prestige 15 2021 i7 Gen11 Review 32

ด้านฐานล่างตัวเครื่องจากรุ่นก่อนใช้วัสดุโลหะชิ้นเดียวตลอดทั้งชิ้น ลักษณะเป็นอลูมิเนียมเรียบๆ แตกต่างจากฝาหลังและตัวเครื่องด้านใน พร้อมมียางรองจำนวน 7 จุด ช่วยยกตัวเครื่องให้สูงขึ้น ช่วยส่งมวลลมเย็นถูกดูดเข้าช่องลมขนาดใหญ่ได้มากขึ้นส่งผลให้มีประสิทธิภาพในการระบายความร้อนที่ดี ซึ่งเป็นเรื่องที่ทาง MSI ใส่ใจเป็นพิเศษอยู่แล้วไม่แพ้ฝั่ง Gaming Notebook เลย

Keyboard / Touchpad

คีย์บอร์ดของ MSI Prestige 15 เห็นแล้วต้องบอกว่าแตกต่างจากโน๊ตบุ๊คเล่นเกมรุ่นอื่นๆ ของทาง MSI แบบสิ้นเชิง ทั้งอารมณ์การตอบสนองของแป้นพิมพ์ มีระยะกดที่ 1.5 มิลลิเมตร ด้วยการที่รูปแบบปุ่มมีขนาดที่ใหญ่โตกว่าคีย์บอร์ด MSI แบบเดิมๆ ที่สำคัญด้วยไฟ LED สีขาวสวยงาม เข้ากับตัวปุ่มสีดำตัดกับตัวเครื่องเงินเป็นอย่างดี

ดูแล้วสะอาดตา พรีเมียมสุดๆ จากการใช้งานจริงถือว่าปุ่มเด้งรับกับนิ้วดีมากๆ รวมไปถึงมี Hotkey แถวบน พร้อมมีปุ่มเรียก Creator Center ไว้ปรับโหมดการใช้งานได้สะดวกที่สุด และพิเศษที่ปุ่ม F12 ที่ช่วยให้พลิกหน้าจอไปฝั่งตรงข้ามได้ กรณีไว้นำเสนองานกับลูกค้า

MSI Prestige 15 2021 i7 Gen11 Review 77

ทัชแพดมีขนาดใหญ่และกว้างมากเป็นพิเศษเมื่อเทียบกับโน๊ตบุ๊คทั่วไป ลักษณะเป็นผืนผ้ายาวดูเป็นเนื้อแบบกระจก ซึ่งมีตัวปุ่มคลิกเป็นแบบชิ้นเดียวกับทัชแพด ให้สัมผัสที่ลื่นติดมือมากๆ โดยมีการตัดขอบด้านบนดูโค้งมน เข้ากับตัวเครื่องสวยงามลงตัว

จากการใช้งานจริงๆ ถือว่าเป็นทัชแพดที่ดีที่สุดรุ่นหนึ่งเลยก็ว่าได้ นอกเหนือจากนี้ยังมีฟีเจอร์อย่างสแกนลายนิ้วมือ Fingerprint ไว้ให้ใช้งานร่วมกับ Windows Hello เพื่อที่จะเข้าใช้งานตัวเครื่องเพื่อความปลอดภัยแบบไม่ต้องใส่รหัสไปมาทุกครั้งอีกด้วย ส่

Screen / Speaker

MSI Prestige 15 ได้หน้าจอขนาด 15.6″ มีเทคโนโลยี True Pixel Display ที่ความละเอียด 3840 x 2160 พิกเซล Ultra HD ซึ่งส่งผลให้มีความหนาแน่นของพิกเซลสูงมากที่ 220 PPI เลย พร้อมได้พาเนล IPS คุณภาพสูงกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไปมากๆ ซึ่งให้ประสบการณ์การใช้งานที่น่าประทับใจอย่างที่สุด ทั้งเรื่องสีสันและมุมมองที่กว้างพิเศษ

โดยการสเกลเพิ่มมาเป็นที่ 250% ให้ตัวหนังสือหรือปุ่มต่างๆ มีความเรียบเนียนตาทำให้ใช้งานได้สะดวก เรียกได้ว่ากำลังพอดีทีเดียว และด้วยความที่จอเป็นแบบด้านแต่ก็ยังให้เรื่องสีสันสดใส ตอนสนองการทำงานของเราได้เป็นอย่างดี เมื่อใช้การดูภาพ ดูวิดีโอ และเล่นเกม

MSI Prestige 15 2021 i7 Gen11 Review 4

ขอบจอจะเป็นพลาสติกสีดำบางฉียบเพียง 5.6 มิลลิเมตรเท่านั้น ซึ่งให้พื้นที่แสดงผลทั้งหมดกว่า 90% เลยทีเดียว แต่ก็ยังสามารถติดตั้งกล้องเว็บแคมพร้อมไมโครโฟนแบบคู่ไว้ที่ขอบจอด้านบนได้ปกติอยู่ ส่วนบานพับก็แข็งแรงกว่ารุ่นก่อนๆ พร้อมกางได้ถึง 180 องศา

ช่วยให้การนำเสนองานกับคนที่นั่งตรงข้ามกันง่ายยิ่งขึ้นด้วยโดยการกดปุ่ม F12 แล้วสามารถหมุนจอ ส่งผลให้คนนั่งฝั่งตรงข้ามที่เรากำลังนำเสนองานดูได้อย่างสะดวกที่สุด นับว่าเป็นอีกหนึ่งความใสใจที่ MSI ทำการบ้านมาเป็นอย่างดี

ที่สำคัญจากการที่ MSI Prestige 15 ยังเคลมเรื่องของคุณภาพหน้าจออีกว่าได้ค่ามาตรฐานสีสันที่ AdobeRGB ใกล้เคียง 100% ซึ่งนับว่าสูงมากๆ เหมาะกับงานทุกๆ ประเภทการทำงาน ที่จริงจังเรื่องสีสัน พร้อมยังแสดงค่าสีที่แม่นยำและเที่ยงตรงจากการที่ ∆E* (delta E) คาดเคลื่อนน้อยกว่า 2

นอกจากนี้ยังผ่านการ Calibrate สีจากโรงงานทุกเครื่องทำให้เรามั่นใจได้เลยว่าพร้อมใช้งานสุดๆ ปิดท้ายด้วยการได้รับการรับรองโดยมาตรฐานระดับโลกในด้านความแม่นยำของค่าสีจาก CalMAN Color Calibration อีกด้วย

s1 7
s2 7
s3 7

ทดสอบแล้วพบว่าให้ขอบเขตความกว้างของสีสันเทียบเท่ากับมาตรฐาน sRGB ที่ 93% และค่า AdobeRGB อยู่ที่ 89% เรียกได้ว่าให้ประสิทธิภาพเรื่องของสีสันอยู่ในระดับที่ดีมากๆ เหมาะกับงานระดับมืออาชีพแบบสุดๆ ความสว่างหน้าจอสูงสุดอยู่ที่เกือบๆ 400 cd/m2 ซึ่งจัดได้ว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานความสว่างของหน้าจอที่ดีกว่าในโน๊ตบุ๊คราคาระดับเดียวกัน

ต่อกันที่วัดความสว่างของหน้าจอตามตำแหน่งต่างๆ โดยแบ่งเป็น 9 ช่อง เทียบจากช่องกลางที่ปกติแล้วจะให้ความสว่างที่มากที่สุด ที่จะเห็นได้ว่าช่องบนมุมซ้ายและขวาเป็น 0% ก็คือแสดงความสว่างได้เต็มที่ไม่มีผิดเพี้ยน แต่สำหรับช่องขวาแถวกลางจะมีแสงสว่างที่ลดลงไปที่ 9% ปิดท้ายด้วยคะแนน 4.0 จากคะแนนเต็ม 5 ถือว่าน่าประทับใจ 

MSI Prestige 15 2021 i7 Gen11 Review 52
MSI Prestige 15 2021 i7 Gen11 Review 51
MSI Prestige 15 2021 i7 Gen11 Review 53

ลำโพงยังจัดวางมาในตำแหน่งส่วนของขอบตัวเครื่องด้านหน้าในส่วนด้านใต้เครื่อง แบบขนาด 2W x 2 คุณภาพเสียงเบสให้แน่นลึกยิ่งกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไป เพราะชุดลำโพงข้างในขยับได้เมื่อต้องการเสียงทุ่ม สำหรับคุณภาพเสียงการใช้งานต่าง ๆ สามารถทำออกมาได้ดี น่าประทับใจให้เสียงที่ดังพอตัว เพียงพอต่อการใช้งานทั่วไปแน่นอน

Inside / Upgrade

ถ้าใครต้องการจะแกะทั้งฝาล่างทั้งหมดของ MSI Prestige 15 เพื่ออัพเกรดหรือทำความสะอาดก็สามารถทำได้ง่ายๆ เพียงแค่ไขน็อตทั้งหมด หลังจากนั้นก็ค่อยๆ แงะแกะทีละส่วนขึ้นอย่างช้าๆ เพียงเท่านี้ก็จะแกะฝาล่างได้ไม่ยากเย็น ส่วนประกอบภายในอื่นๆ  ที่มีงานประกอบเรียบร้อยดี

ระบบระบายความร้อนเป็นพัดลม 2 ตัว ฮีตไปป์ 3 เส้นขนาดใหญ่ พร้อมช่องระบายความร้อน 2 ช่อง ซึ่งการทดสอบบอกได้เลยว่าน่าประทับใจ แม้สเปกจะไม่ได้แรงเท่ากับชิปประมวลผลรหัส H โดยได้มีการติดตั้งการ์ดจอแยกเข้ามาด้วย แต่ทาง MSI ก็ยังจัดเต็มเช่นเคย ด้วยระบบ CoolerBoots 3

MSI Prestige 15 2021 i7 Gen11 Review 69

เมื่อแกะออกมาแล้วก็จะเห็นช่องใส่แรมจำนวน 2 แถว โดยเป็นการติดตั้งแรมฝังบอร์ดมาแล้ว 8GB x 2 (Dual Channel) รองรับการอัพเกรดได้ถึง 32GB แต่ต้องถอดของเดิมออกด้วย และจะเห็นถึง SSD แบบ M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB (รองรับการอัพเกรด SSD M.2 เพิ่มอีก 1 ตัวด้วย) ให้การใช้งานเป็นไปอย่างลื่นไหลไร้คอขวด ที่ต้องบอกว่าสำหรับการใช้งานทั่วไปจนไปถึงทำงานตัดต่อวีดีโอที่ซับซ้อนมากๆ สำหรับสเปกฮาร์ดแวร์ภายในถือว่าเหลือเฟือในการใช้งานเลยล่ะ

MSI Prestige 15 2021 i7 Gen11 Review 73
MSI Prestige 15 2021 i7 Gen11 Review 74
MSI Prestige 15 2021 i7 Gen11 Review 75

Performance / Software

สเปกฮาร์ดแวร์เมื่อตรวจสอบข้อมูลของชิปประมวลผลด้วยโปรแกรม CPU-Z ก็พบว่าข้อมูลขึ้นมาครบถ้วนเลย โดยเลือกใช้ชิป Intel Core i7-1185G7 ที่มี 4 คอร์ 8 เธรดสำหรับการประมวลผล ความเร็วที่ 3.0 – 4.80 GHz มีค่า TDP ในการปลดปล่อยความร้อนสูงสุดแค่ 12W – 28W เท่านั้น ซึ่งจัดว่าต่ำมากสำหรับชิป Core i7 ในโน๊ตบุ๊ค ทำให้ตัวเครื่องโดยรวมไม่ร้อนจนเกินไป ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากการใช้สถาปัตยกรรมการผลิตที่ระดับ 10 นาโนเมตร อย่าง Tiger Lake เทคโนโลยีสุดล้ำ SuperFin

ที่ต้องบอกว่าสร้างมาตรฐานประสิทธิภาพที่มากกว่าชิปประมวลผลรุ่นก่อนๆ แรงเพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไปมากๆ หรือถ้างานที่ต้องประมวลผลจริงจังก็รองรับได้อย่างสบายๆ ส่วนแรมได้ขนาด 8GB แบบ 2 x 8GB เป็นมาตรฐาน Bus 3200 MHz ตามเทคโนโลยีของ Intel Core i Gen 11 ที่ผ่านการปรับแต่งให้เหนือชั้น  พร้อมให้ที่เก็บข้อมูล SSD M.2 NVMe PCIe ความเร็วสูง ที่สามารถขับเคลื่อนระบบปฏิบัติการ Windows 10 แบบลื่นไหลอย่างที่สุด ในทุกๆ การทำงาน  

c1 7.   c2 7

การ์ดจอเป็นแบบออนบอร์ดรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง Intel Iris Xe Graphics ที่ให้พลังในการประมวลผลที่ดีในระดับที่ก้าวกระโดดกว่ารุ่นก่อนๆ อย่างในเรื่องของกราฟิก 2 มิตินั้นก็รองรับได้อย่างสบายๆ หรือถ้าเป็น 3  มิติก็ต้องบอกว่ารองรับการทำงานได้ในระดับเบื้องต้นหรือระดับสูง รองรับการทำงานกับหน้าจอความละเอียดสูงอย่าง 4K / 8K ได้แบบไม่มีปัญหา เหมาะสำหรับคนที่ต้องการเพิ่มพลังการสร้างสรรค์คอนเทนต์ มองหาความบันเทิง หรือการเล่นเกมเปี่ยมอรรถรส  ประสิทธิภาพที่เรียกได้ว่าใกล้เคียงกับการ์ดจอแยกเลยทีเดียว ซึ่งสามารถเล่นเกม 3 มิติ พอได้บ้าง เดี๋ยวไปดูผลทดสอบกันอีกที

โดยมีการ์ดจอแยกตัวแรงคุ้มค่าอย่าง NVIDIA GeForce GTX 1650 Ti Max-Q จากที่สเปกภายในได้รับการอัพเกรดขึ้น เห็นได้ชัดจากแรมการ์ดจอจะเป็น 4GB GDDR6 แทนที่รุ่นก่อนที่เป็น 4GB GDDR5 และเป็นรุ่น Max-Q เน้นใช้งานกับ Gaming Notebook ที่บางกว่ารุ่นปกติแต่ก็ยังแรงลื่นพอตัว เพราะเน้นประหยัดพลังงานและปลดปล่อยความร้อนที่น้อยกว่า และแม้ไม่มีฟีเจอร์อย่างที่ใน RTX Series มี แต่ก็ตอบสนองในส่วนของการทำงานที่เกี่ยวข้องกับ 3 มิติ หรือเกมที่กินทรัพยากรได้เป็นอย่างดีทีเดียว

g1 7.   g2 6

สำหรับโปรแกรมทดสอบ CINEBENCH ทั้ง 15 / 20 ที่เน้นในเรื่องของพลังชิปประมวลผล คะแนนก็อยู่ในระดับสูงสุดๆ ที่น่าประทับใจ เปรียบเทียบกับชิปประมวลผลที่เป็นรุ่นแรงอย่าง Core i7 รุ่นก่อนๆ ก็จัดว่ามีคะแนนใกล้เคียงกัน รวมไปถึงตัวกราฟิกการ์ดเองก็มีประสิทธิภาพสูงพอตัวอยู่แล้ว เรียกได้ว่าตอบโจทย์ในส่วนของงานประมวลผลหนักๆ ได้อย่างสบายๆ รวดเร็วทันใจแบบสุดๆ สมกับเป็นชิปประมวลผลตัวบนตระกูล U ของ Intel Core i Gen 11 ในรุ่นใช้งานเต็มกำลัง และการ์ดจอระดับบน ที่เน้นการทำงานเป็นหลัก

cine15 7.   cine20 7

ตัวเก็บข้อมูลของเครื่องที่เลือกใช้ SSD ก็ทำคะแนนออกมาได้อย่างรวดเร็วเป็นที่น่าพอใจบนขนาดความจุ 1TB แบบ M.2 NVMe PCIe ระดับสูงสุดๆ แน่นอนว่าเร็วกว่า SSD M.2 แบบทั่วไป ยิ่งเมื่อนำไปใช้เทียบกับฮาร์ดดิสก์แบบจานหมุนแล้วละก็จะเห็นถึงประสิทธิภาพทั้งในด้านการทดสอบและในด้านการใช้งานจริงที่แตกต่างกันอย่างเห็นเห็นได้ชัด เรียกได้ว่าเปิดอะไรปุ๊บก็ติดปั๊บ ที่ต้องบอกว่าความเร็วระดับการอ่านที่ราวๆ 4921 MB/s และเขียนที่ 2417 MB/s เป็นระดับความเร็วในการเขียนอ่านทำงานโดยรวมที่น่าประทับใจมากๆ

ssd 7

การทดสอบประสิทธิภาพกับโปรแกรม PCMark 10 Advance ซึ่งสามารถทำคะแนนการทดสอบรวมได้มากถึง ภคถุ คะแนน ถือได้ว่าในส่วนของการใช้งานทั่วไปโดยรวมนั้นสอบผ่านแบบสบายๆ ทั้งในส่วนของการเล่นเว็บไซต์ งานเอกสาร งานตกแต่งรูปภาพ รวมถึงงานตัดต่อวิดีโอ และจากการที่เป็นโน๊ตบุ๊คบางเบาสเปก Intel Core i Gen 11 ที่สามารถทำงาน 3 มิติได้ จากการที่มีการ์ดจอแยกอย่าง GTX 1650 Max-Q ทำให้มีคะแนนพุ่งกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไปมากพอสมควร ระดับเทียบเท่า Desktop สบายๆ

pc10 6

คะแนนและเฟรมเรมในการเล่นเกมทำออกมาน่าสนใจมากๆ โดยเฉลี่ยของเฟรมเรท (FPS) จากทั้ง 6 เกมที่ได้ทดสอบมีค่าเฟรมเรทเฉลี่ยมากกว่า 60 FPS ขึ้นไปแทบทุกเกม ซึ่งตรงนี้ก็สามารถชี้วัดความสามารถในการเล่นเกมที่กราฟิกละเอียดๆ และภาพสวยๆ ได้ลื่นไหลเป็นอย่างดีเลย จากการที่สเปกภายในเป็นชิปประมวลผล Intel Core i7-1185G7 ทำงานร่วมกับการ์ดจอ NVIDIA GeForce GTX 1650 Max-Q  ทำให้ประสิทธิภาพออกมาได้ดีเยี่ยม เทียบเท่า Gaming Notebook ตัวแรงแบบสบายๆ ทีเดียว

game test 1

ทดสอบเกมกินทรัพยากรพอตัวอย่าง Battlefield V/ FarCry 5 / GTA V ก็สามารถเล่นได้ดีที่ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล โดยกราฟิกปรับระดับสูงสุดทั้งหมด ตามภาพด้านบน ที่ต้องบอกว่าภาพก็สวยจนน่าประทับใจ เรียกได้ว่าเหลือๆ กับการตอบสนองความต้องการเล่นเกมได้สมบูรณ์ที่สุดแล้ว โดย Battlefield V เปิด DX12 ทำให้ภาพสวยงาม แต่ก็กินทรัพยากรเครื่องพอตัวอยู่

เกมออนไลน์กินสเปกเบาๆ หน่อยอย่าง DOTA 2 / Overwatch รวมไปถึง PUBG ก็จัดการทดสอบแบบปรับสุดหมดให้ด้วยเช่นกัน โดยทั้งนี้การตั้งค่าความละเอียดของภาพก็อยู่ที่ 1920 x 1080 พิกเซล ซึ่งเป็นความละเอียดที่จะสามารถเล่นให้ลื่นได้ สำหรับรายละเอียดภาพอื่นๆ ก็เรียกได้ว่าเปิดทุกอัน  ผลที่ได้ออกมาก็คือสามารถเรนเดอร์ได้อย่างไหลลื่นในระดับเฟรมเรทที่สูงสุด แม้กระทั่งฉากตะลุมบอนกันก็สบายๆ ค่าเฟรมเรทอยู่ที่ราวๆ 60 ขึ้นไปตลอด ซึ่งสรุปโดยรวมแล้ว ก็ถือว่าเล่นได้สบายๆ แบบไร้กังวล

msi 1

ที่สำคัญยังมีซอฟต์แวร์ MSI Center for Business & Productivity ซึ่งปรับมาจาก Creator Center อีกที เป็นโปรแกรมสำเร็จรูปที่ออกแบบและพัฒนาโดย MSI ซึ่งคล้ายกับ Dragon Center เป็นโปรแกรมที่เป็นจุดเด่นของ Gaming MSI ก็ถูกมาปรับใช้ใน MSI Prestige 15 นี้ด้วย จุดเด่นคือใช้งานง่ายและสามารถช่วยเหลือ

พร้อมจัดการการปรับแต่งตั้งค่า MSI Notebook ได้อย่างลงตัว ถือว่าเป็นอีกหนึ่งไฮไลน์ของทาง MSI ก็ว่าได้ ซึ่งแบ่งเป็นหมวดหมู่ต่างๆ เพื่อให้ง่ายต่อการใช้งาน โดยหน้าเมนูมีอาทิเช่น Creator Mode / System Monitoring / System Tuner Battery Master / Tools & Help

Battery / Heat / Noise

แบตเตอรี่ที่ติดตั้งมาให้ใน MSI Prestige 15 เครื่องนี้เป็นแบบฝังตามปกติ ส่วนของการทดสอบระยะเวลาใช้งานของแบตเตอรี่โดยตั้งค่าความสว่างหน้าจอและเสียงให้ระดับกลางๆ แล้วเล่นเว็บสลับกับดู Youtube แล้ว โปรแกรม BatteryMon แจ้งระยะเวลาใช้งานต่อเนื่องในเงื่อนไขดังกล่าวราวๆ 8:30 ชั่วโมงโดยประมาณ

ถือว่าใช้งานแบตเตอรี่ได้ไม่ยาวนานอย่างที่เคลมเอาไว้ว่าที่ 16 ชั่วโมง แต่โดยส่วนตัวก็ถือว่ายอมรับได้ (ใช้ได้นานมากแล้ว) ​จากการที่น้ำหนักเบาตัวเครื่องบาง พกพาอแดปเตอร์ไปอีกตัวก็พอไหวอยู่ พร้อมความสามารถ PD ที่ชาร์จไฟกลับเข้าไป 15 นาที เครื่องก็สามารถใช้งานได้ยาวนาน 2 ชั่งโมงแล้ว

batt 6

สำหรับอุณหภูมิทดสอบด้วยโปรแกรม Hardware Monitor ในส่วนของชิปประมวลผลได้ แต่จากการทดสอบเมื่อใช้งานแบบปกติจะอยู่ที่ประมาณ 40 – 60 องศาเซลเซียส ภายในห้องปรับอากาศอุณหภูมิประมาณ 26 องศาเซลเซียส จากนั้นทำการทดสอบเบิร์นให้เครื่องทำงาน 100% ตลาดหลายชั่วโมง ด้วยการเล่นเกมกราฟิก 3 มิติ เพื่อให้เห็นถึงระบบระบายความร้อนและเสียงรบกวนที่จะเกิดขึ้นเมื่อพัดลมหมุนรอบจัด

ประสิทธิภาพโดยรวมยังลื่นไหลอยู่  ซึ่งชิปประมวลผลร้อนสุดๆ ที่ 100 องศาเซลเซียส นับว่าค่อนข้างสูง แต่ก็ไม่เกินไปกว่านี้แน่นอน เพราะระบบยังคงควบคุมอยู่ โดยจะเป็นการลดความเร็วลงไป ในส่วนของการ์ดจอจะร้อนสุดอยู่ที่ 69 องศาเซลเซียส ส่วนเสียงพัดลมก็ดังพอสมควร จากการที่มีฟีเจอร์ Cooler Boots แต่ถ้าใช้งานทั่วไป พัดลมแทบไม่มีเสียงเลย เพราะว่าควบคุมความร้อนขณะใช้งานพื้นฐานได้เป็นอย่างดี

temp2 3

Conclusion / Award

ในปี 2021 MSI ได้มีความตั้งใจในการนำเสนอโน้คบุ๊คสายทำงาน Content Creator แบบมืออาชีพออกมาใหม่เรื่อยๆ โดยเน้นประสบการณ์ใช้งานสูงสุด จากการที่ปกติเราจะเห็นแต่สาย Gaming ถึงเวลาที่ MSI จะต้องออกผลิตภัณฑ์ตระกูล Prestige ตัวใหม่ สเปกชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 Tiger Lake ที่ใหม่ล่าสุดและเลือกใช้รุ่นแรงสุด พร้อมการ์ดจอแยก NVIDIA GeForce GTX 1650 Max-Q 

พร้อมนำมาประยุกต์เข้ากับสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ และตัวเองถนัด อย่างการนำข้อดีต่างๆ ของผลิตภัณฑ์ตระกูล Gaming มาทำให้มีความเป็นมืออาชีพ เหมาะสำหรับการทำงานที่เกี่ยวข้องกับภาพ และงานกราฟฟิกต่าง ๆ อีกทั้งยังเหมาะสำหรับนักเรียน นักศึกษาที่ต้องการโน๊ตบุ๊คไว้ใช้ทำงานหรือเรียนด้านกราฟิกเป็นหลัก แล้วก็อาจจะไปนำเล่นเกมได้บ้าง

MSI Prestige 15 2021 i7 Gen11 Review 65

MSI Prestige 15 จัดว่าเป็นโน๊ตบุ๊คสเปก Core i Gen 11 ที่แรงที่สุดในตลาดตอนนี้ เหมาะสำหรับมืออาชีพสายต่างๆ อาทิ ยูทูปเบอร์, ช่างภาพ, อนิเมเตอร์ และนักดนตรี ด้วยหน้าจอ 15.6″ 4K Ultra HD สุดบางเฉียบ ดีไซน์ภายนอกมีจุดเด่นเรื่องความบางเบา และมีประสิทธิภาพเยี่ยม ทำให้มันกลายมาเป็น Ultrabook ที่มีขนาดกระทัดรัด

ดีไซน์ภายนอกจะเปลี่ยนจากสีดำเป็นสีเงิน เพื่อให้มีความเรียบหรูมากขึ้น และมาพร้อมกับไฟคีย์บอร์ดสีขาว ทัชแพดก็มีขนาดที่ใหญ่โตมากๆ มีที่สแกนลายนิ้วมือด้วย โดยที่วัสดุตัวเครื่องจะทำมาจากอะลูมิเนียม และมีน้ำหนักเพียง 1.65 กิโลกรัม เบามาก พกพาไปใช้งานนอกสถานที่ได้ สบายๆ

MSI Prestige 15 2021 i7 Gen11 Review 35

โดยเฉพาะในแง่ของการดีไซน์ MSI Prestige 15 มีเอกลักษณ์ทันสมัยแต่ก็ต้องบอกว่ายังมาในรูปแบบเดิมๆ แข็งแรงด้วยโลหะวัสดุอลูมิเนียมและสีสันเงิน Urban Silver ใครที่ต้องการโน๊ตบุ๊คพกพาเน้นทำงานเป็นหลักสายจริงจัง หรือจะเล่นเกมบ้างก็ตอบโจทย์ได้ดีทีเดียว พร้อมตัวเครื่องทนทานระดับ MIL-STD 810G ทำให้มั่นใจได้เลยว่าตัวเครื่องจะมีความแข็งแกร่ง

MSI Prestige 15 2021 i7 Gen11 Review 36

ในส่วนของหน้าจอก็จัดได้ว่าเป็นหน้าจอโน๊ตบุ๊คที่ดีที่สุดในตลาด  เรียกได้ว่าให้ประสิทธิภาพเรื่องของสีสันอยู่ในระดับที่ดีมากๆ เหมาะกับงานระดับมืออาชีพแบบสุดๆ ขอบหน้าจอก็บางเฉียบตัวเครื่องก็เล็กกระทัดรัด เน้นพกพาสุดๆโดยแบตเตอรี่จากการใช้งานจริงๆ ทดสอบได้ที่ 8:30 ชั่วโมง นับได้ว่าแทบไม่ต้องพกอแดปเตอร์ออกไปด้วยแล้ว

แต่จะพกพาไปด้วยก็ไม่เป็นไรเพราะก็ไม่ใหญ่โตมาก พร้อมทั้งตัวเครื่องยังมีพอร์ต Thunderbolt 4 จำนวน 2 พอร์ต ซึ่งเป็น USB-C ที่ต้องบอกว่าเป็นพอร์ตที่ดีที่สุดแล้ว นอกจากนี้การเชื่อมต่อไร้สายยังเป็น Wi-Fi 6 AX201 แบบ 2×2 ที่ปลอดภัยและแรงกว่าเดิม 3 เท่าอีกด้วย

MSI Prestige 15 2021 i7 Gen11 Review 57

สรุปแล้วสำหรับ MSI Prestige 15 เหมาะสำหรับคนหรือใครที่กำลังมองหาโน๊ตบุ๊คหน้าจอ 15.6″ สเปก Core i Gen 11 เน้นประสบการณ์ใช้งานที่ดีที่สุดบางเบาที่สุดรุ่นหนึ่งในงบประมาณที่ 5x,xxx บาท เพราะมาพร้อมกับประสิทธิภาพที่สูงเหมาะกับการทำงานทั่วไป หรือหนักๆ อย่างตัดต่อวีดีโอ

ที่สามารถพกพาไปไหนมาไหนได้สะดวก หรือถ้าจะเล่นเกมบ้างก็สามารถทำได้ดีลื่นไหล ทั้งจากรูปลักษณ์และใช้งานจริง สมราคาค่าตัว เหมาะกับคนที่งบถึงเงินถึงและต้องการประสบการณ์ใช้งานที่ดีกว่าโน๊ตบุ๊คสเปกทั่วไป หรือกรณีที่อยากได้สเปกแรงแต่ไม่อยากได้ดีไซน์แบบ Gaming Notebook

Award

โดยในครั้งนี้จะเป็นการเปรียบเทียบการให้รางวัลกับเครื่องในกลุ่มของโน๊ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 15.6″ ด้วยกัน ซึ่ง MSI Prestige 15 ก็ได้รางวัลต่างๆ ดังนี้

Best Performance

ชิปประมวลผลเป็น Inte Core i7-1185G7  ทำงานแบบ 4 คอร์ 8 เธร์ด ประสิทธิภาพแรงด้วย AI สุดล้ำช่วยทำงาน พร้อมกราฟิการ์ดตัวบนอย่าง NVIDIA GeForce GTX 1650  Max-Q  ทั้ง 2 อย่างนี้แรงเหลือเฟือในการใช้งานทั่วไป มีที่เก็บข้อมูลรองรับการติดตั้ง SSD แบบ M.2 NVMe โดยตามสเปกได้ติดตั้งมาแล้วที่ 1TB ในส่วนของแรมเองมีมาให้ 32G DDR4 Bus 3200MHz แน่นอนทั้งตัวเครื่องนั้นแทบไม่ต้องอัพเกรดอะไร ลื่นไหลที่สุดอย่างไร้กังวล รองรับการทำงานต่างๆ พร้อมๆ กันได้หลายๆ งาน รวมถึงเล่นเกมได้อย่างลื่นไหล โดดเด่นด้วยหน้าจอ 4K Ultra HD

 award new performance

Best Mobility

ส่วนของความสามารถในการพกพาของ MSI Prestige 15 อยู่ในระดับที่ดีกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไปชัดเจน ทั้งในความบางเฉียบและน้ำหนักเบาเพียง 1.65 กิโลกรัม ที่ทำให้สามารถหิ้วไปไหนมาไหนได้อย่างสะดวก แถมอแดปเตอร์ก็เบาและเล็กกว่าปกติมากๆ ถือว่ามีการพัฒนาไปในทุกส่วน ความทนทานระดับ Military Grade พกพาสะดวก เหมาะมากๆ กับคนที่ทำงานนอกสถานที่บ่อยๆ แม้แบตอาจจะใช้งานได้ไม่ถึง 16 ชั่วโมงจริงๆ ตามที่เคลมไว้ก็ตาม แต่ 8:30 ชั่วโมงก็ถือว่าใช้งานแบตได้นานมากแล้ว  พอร์ตการชาร์จก็ยังเป็นมาตรฐาน USB-C ที่สะดวกต่อทุกอุปกรณ์

NBS award 4 Mobility

Best Design

เรื่องของรูปร่างหน้าตาก็เป็นหนึ่งในจุดเด่นที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์ของ MSI ซึ่งจุดเด่นในข้อนี้ก็เห็นได้ชัดเจนใน MSI Prestige 15 ที่มีดีไซน์ของตัวเครื่องสวยงามโฉบเฉี่ยวในมิติที่เล็กกระชับลงกว่าเดิม ขอบจอบางเฉียบ แต่มีการออกแบบอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ออกแนวพรีเมียมและเรียบหรูมากยิ่งขึ้น พร้อมกับใช้สี Urban Silver กับตัวเครื่องด้านนอกและสีเทากับตัวเครื่องด้านในตลอดทั้งตัวเครื่อง การออกแบบให้ความรู้สึกที่ดุดันพรีเมียมด้วยวัสดุอลูมิเนียม ตลอดทั้งตัวเครื่อง อีกทั้งยังใช้ diamond-cutting สีเงินหรูหราตลอดทั้งตัวเครื่อง ซึ่งในจุดของรูปร่างหน้าตาเชื่อได้ว่าหลายๆ คนส่วนมากต้องชื่นชอบอย่างแน่นอน

NBS award 7 Design

 

from:https://notebookspec.com/web/579355-review-msi-prestige-15-i71185g7-gtx1650

โน๊ตบุ๊คเล่นเกม 2021 งบ 20,000 บาท 6 รุ่นแนะนำ คุ้มค่าราคาไม่แพง สเปก Ryzen + GTX แรงเล่นเกมลื่นไหล

โน๊ตบุ๊คเล่นเกม ปี 2021 จัดเต็มเรื่องประสิทธิภาพความแรงต่อความคุ้มค่า กับช่วงราคา 20,000 – 30,000 บาท ได้สเปกเป็นชิปประมวลผล AMD Ryzen 4000H หรือ Ryzen 3000H ตอบสนองประสิทธิภาพที่สูงยิ่งขึ้นไปอีก ที่ถึงแม้จะไม่ใช่สเปกใหม่ล่าสุดอย่าง Ryzen 5000H ก็ตาม แต่ก็จัดว่าแรงเพียงพอต่อราคาประหยัดแล้วล่ะ 

โน๊ตบุ๊คเล่นเกม

ส่วนฟีเจอร์และดีไซน์ก็ล้ำหน้าไม่แพ้กัน รวมไปถึงมีลูกเล่นที่ไม่เคยมีมาก่อน ส่งเสริมให้เรามีประสบการณ์ใช้งานที่ยอดเยี่ยมสมกับเป็น Notebook เพื่อการทำงานหรือเล่นเกม สมกับแบรนด์ต่างๆ ทั้ง Acer / ASUS / HP / Lenovo  ที่ตั้งใจนำเสนอ Notebook เล่นเกมที่เหนือชั้นในราคาไม่แพง แต่ได้ความแรงที่มากกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไปในการเล่นเกม

โน๊ตบุ๊คเล่นเกม

สำหรับบทความนี้เราจะมาแนะนำ 6 รุ่น โน๊ตบุ๊คเล่นเกม 2021 งบ 20,000 – 30,000 บาท คุ้มค่าราคาไม่แพง สเปก Ryzen การ์ดจอ GTX แรงเล่นเกมลื่นไหล ได้หน้าจอขนาดมาตรฐานที่ 15.6″ พาเนล IPS รองรับ Refresh Rate ที่ 60Hz / 120Hz / 144Hz ในส่วนของแรมที่ 8 – 16GB และ SSD 512GB ก็ใส่เต็มพร้อมใช้งานทันที ในราคาที่ถูกสุดแค่ 20,990 บาทเท่านั้น จะมีรุ่นอะไรบ้างไปชมกันต่อเลย

โน๊ตบุ๊คเล่นเกม 2021 งบ 20,000 – 30,000 บาท 6 รุ่นแนะนำ


1. Acer Nitro 5 AN515-43 ราคา 20,900 – 22,900 บาท

Acer Nitro 5 AN515-43 เป็นโน๊ตบุ๊คเล่นเกมได้สเปกที่เป็น AMD Ryzen 3000H ได้ชิปประมวลผล Ryzen 7 3750H และใช้การ์ดจอเป็น NVIDIA GeForce GTX 1650 ในราคา 20,900 – 22,900 บาท ที่สำคัญได้หน้าจอเป็นพาเนล IPS ที่ 60 – 120Hz ซึ่งดูจากราคาค่าตัวแล้วคุ้มค่ามากๆ แน่นอนว่ามี Windows 10 แท้พร้อมใช้งานทันที

พร้อมด้วยดีไซน์ขอบจอบางเฉียบซึ่งต้องบอกว่าได้รับการออกแบบที่เหมือนกันรุ่นปี 2019 ได้ฟีเจอร์ CoolBoots ช่วยระบายความร้อนเรียกได้ว่าเป็น Gaming Notebook สายพันธุ์ AMD + NVIDIA ที่ราคาคุ้มค่าสเปกโดนใจ ที่น่าจับตามองมากๆ จากการที่เป็น AMD Ryzen 3000H ที่ทั้งแรงและร้อนน้อย แบตเตอรี่ก็ใช้งานได้ยาวนาน อีกทั้งเล่นเกมได้ลื่นไหลแน่นอน เพราะเลือกใช้การ์ดจอ NVIDIA GeForce  GTX 1650

โน๊ตบุ๊คเล่นเกม

เรียกได้ว่าเป็น Gaming Notebook การ์ดจอรุ่นนี้ที่ถูกสุดในตลาด สเปกอื่นๆ ก็น่าสนใจด้วยแรม 8GB ส่วน SSD M.2 NVMe ใส่ให้มาเลย 512GB รองรับอัพเกรด M.2 SATA อีก 1 ช่อง พร้อมอัพเกรด HDD 2.5″  ได้ พร้อมระบบปฎิบัติการติดตั้ง Windows 10 แท้มาให้ในตัว มีประกัน 3 ปี On-site Service หรือจะส่งศูนย์ซ่อมด่วนภายใน 3 ชั่วโมงก็สามารถทำได้

มาพร้อมจอแสดงผลแบบด้าน 15.6″ ที่ความละเอียด Full HD ความละเอียด 1920 x 1080 พาเนล IPS เกรดสูง ให้สีสันที่สวยงามทุกมุมมอง ที่ Refresh Rate 144Hz และในส่วนของระบบเสียงเป็นลำโพงแบบสเตอริโอ 2.0 ให้เสียงที่ดีในระดับที่น่าพอใจกว่ารุ่นเดิม มาพร้อมกล้อง Webcam แบบ HD และมีไมค์ดิจิตอล 2 ตัวแบบตัดเสียง การเชื่อมต่อไร้สายก็มาพร้อมกับ Bluetooth 5.0 และ Wi-Fi 5 AC / 6 AX 2×2 MU-MIMO

Aspire%20Nitro%205%202019 f

วัสดุของตัวเครื่องทั้งหมดจะเป็นพลาสติกเกรดดี ส่งผลให้ตัวเครื่องมีความบางเบากว่าเดิมแน่นอน รวมไปถึงการพกพาก็สะดวกยิ่งขึ้น ขอบจอบางเพียง 7.18 มิลลิเมตร พื้นที่สัดส่วนกว่า 80% ทำให้มีขนาดเครื่องพอๆ กับโน๊ตบุ๊คหน้าจอ 14″ แบบก่อน มีน้ำหนักอยู่ที่ 2.3 กิโลกรัม เหมาะกับการใช้งานทั่วไปหรือการเล่นเกม ดูหนังก็ทำได้ย่อมทำได้อย่างน่าประทับใจไม่มีปัญหา

Acer Nitro 5 AN515-43-R0T3 ราคา 20,900 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : AMD Ryzen 7 3750H (4C/8T , 2.30 – 4.00GHz)
  • GPU : Radeon RX Vega 10 + GeForce GTX 1650
  • RAM : 8GB DDR4 Bus 2400MHz 
  • DISPLAY: 15.6″ IPS Full HD 120Hz
  • STORAGE : 512GB SSD PCIe M.2
  • OS : Windows 10 Home (64 Bit)
  • Warranty : 3 Year On-site Service

Acer Nitro 5 AN515-43-R1QY ราคา 22,900 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : AMD Ryzen 7 3750H (4C/8T , 2.30 – 4.00GHz)
  • GPU : Radeon RX Vega 10 + GeForce GTX 1650
  • RAM : 16GB DDR4 Bus 2400MHz 
  • DISPLAY: 15.6″ IPS Full HD 60Hz
  • STORAGE : 512GB SSD PCIe M.2
  • OS : Windows 10 Home (64 Bit)
  • Warranty : 3 Year On-site Service

2. Lenovo IdeaPad Gaming 3 ราคา 22,900 – 28,900 บาท

Lenovo IdeaPad Gaming 3 เป็นโน๊ตบุ๊คเล่นเกมเน้นความคุ้มค่า โดดเด่นด้วยชิปประมวลผล AMD Ryzen 4000H พร้อมด้วยการ์ดจอระดับ Gaming อย่าง NVIDIA GeForce GTX 1650 / GTX 1650 Ti รุ่นใหม่ อีกทั้งได้ดีไซน์ใหม่ขอบจอที่บางและน้ำหนักเครื่องที่ไม่หนักจนเกินไป รวมๆ มีความเรียบง่าย โดยมาพร้อมกับโทนสีดำ Onyx Black พร้อมแซมด้วยสีฟ้า 

สำหรับ Lenovo IdeaPad Gaming 3 นั้นเรียกได้ว่ามาครบเครื่อง เป็นโน๊ตบุ๊คสำหรับการเล่นเกมหรือทำงานหนักๆ อย่างตัดต่อวีดีโอ ขนาดหน้าจอ 15.6″ Full HD พาเนล IPS รองรับ Refresh Rate ที่ 120Hz ด้วยแรมขนาด 8GB DDR4 3200MHz และได้ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB มี Windows 10 แท้ใช้งานได้ทันที

โน๊ตบุ๊คเล่นเกม

สร้างประสบการณ์ในการเล่นเกมหรือทำงานกับผู้ใช้งานได้อย่างสบายๆ ที่เด็ดที่สุด ความคุ้มค่าราคาไม่แพง เริ่มต้นที่ 22,990 บาท ที่สำคัญได้การรับประกัน On-site Service ซ่อมฟรีถึงบ้าน 2 ปีด้วย และได้ประกันอุบัติเหตุด้วย รวมไปถึงบริการหลังการขายอื่นอื่นๆ อีกมากมายด้วย

ดีไซน์ด้านในของ Lenovo IdeaPad L340 Gaming ก็คล้ายกับโน๊ตบุ๊คทั่วๆ ไป แต่ได้ดีไซน์ขอบจอบางทั้งซ้ายและขวา ส่วนกล้องเว็บแคมอยู่ด้านบนตรงกลางพร้อมไมค์สองตัว มีความพิเศษตรงที่เราสามารถเปิดปิดได้ด้วยการเลื่อนไปมา (Privacy Shutter) มีโลโก้ Lenovo อยู่ที่มุมล่างซ้ายล่างของคีย์บอร์ด

IdeaPad%20Gaming%203 f

เรียกได้ว่าเป็น DNA ของทางแบรนด์ Lenovo เลยก็ว่าได้ ทั้งในส่วนของ IdeaPad / YOGA / Legion ส่วนการเชื่อมต่อก็มีมาอย่างครบถ้วน ทั้ง USB 3.1 Type-C, HDMI, 2 x USB 3.1 Type-A, Kensington lock slot, RJ-45 , Headset พร้อมยังรองรับมาตรฐานการเชื่อมต่อไร้สายอย่าง Bluetooth 5.0 และ Wi-Fi 6 AX

มีน้ำหนักเพียง 2.2 กิโลกรัมเท่านั้น ทำให้พกพาไปไหนมาไหนสะดวกสบายมาก โดยรวมแล้วการดีไซน์ของ Lenovo IdeaPad Gaming 3 รุ่นใหม่นี้ถือทำได้ดีมาก ใครจะเอาไปทำงานก็ดูเรียบๆ หรือใครจะเอาไปเล่นเกมก็ตอบสนองได้ดีเป็นรองตระกูล Legion เลย เชื่อได้เลยว่าจะเป็น Gaming Notebook อีกหนึ่งรุ่นที่ทำให้ตลาดคึกคักทีเดียว

Lenovo IdeaPad Gaming 3-82EY006UTA ราคา 22,900 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : AMD Ryzen 5 4600H (6C/12T , 3.00 – 4.00GHz)
  • GPU : Radeon 6 + GeForce GTX 1650
  • RAM : 8GB DDR4 Bus 3200MHz 
  • DISPLAY: 15.6″ IPS Full HD 144Hz
  • STORAGE : 512GB SSD PCIe M.2
  • OS : Windows 10 Home (64 Bit)
  • Warranty : 2 Years On-site Service

Lenovo IdeaPad Gaming 3-82EY001HTA ราคา 24,900 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : AMD Ryzen 5 4600H (6C/12T , 3.00 – 4.00GHz)
  • GPU : Radeon 6 + GeForce GTX 1650 Ti
  • RAM : 8GB DDR4 Bus 3200MHz 
  • DISPLAY: 15.6″ IPS Full HD 144Hz
  • STORAGE : 512GB SSD PCIe M.2
  • OS : Windows 10 Home (64 Bit)
  • Warranty : 2 Years On-site Service

Lenovo IdeaPad Gaming 3-82EY006WTA ราคา 26,900 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : AMD Ryzen 7 4800H (8C/16T , 2.90 – 4.20GHz)
  • GPU : Radeon 6 + GeForce GTX 1650
  • RAM : 8GB DDR4 Bus 3200MHz 
  • DISPLAY: 15.6″ IPS Full HD 144Hz
  • STORAGE : 512GB SSD PCIe M.2
  • OS : Windows 10 Home (64 Bit)
  • Warranty : 2 Years On-site Service

Lenovo IdeaPad Gaming 3-82EY006XTA ราคา 28,900 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : AMD Ryzen 7 4800H (8C/16T , 2.90 – 4.20GHz)
  • GPU : Radeon 6 + GeForce GTX 1650 Ti
  • RAM : 8GB DDR4 Bus 3200MHz 
  • DISPLAY: 15.6″ IPS Full HD 144Hz
  • STORAGE : 512GB SSD PCIe M.2
  • OS : Windows 10 Home (64 Bit)
  • Warranty : 2 Years On-site Service

3. HP Pavilion Gaming 15 ราคา 23,900 – 25,900 บาท

HP Pavilion Gaming 15 โน๊ตบุ๊คเล่นเกมสเปก AMD + NVIDIA ถือว่าเป็น Gaming Notebook ชิปประมวลผล AMD Ryzen 5 4600H / Ryzen 7 4800H ผสานกับการ์ดจอแยก NVIDIA GeForce GTX 1650 ที่คุ้มค่าที่สุดรุ่นหนึ่งในตลาด ตอบสนองทุกการใช้งานได้อย่างราบรื่น มีแรมขนาด 8GB DDR4 และได้ SSD M.2 NVMe ที่ความจุ 512GB พร้อมติดตั้ง Windows 10 แท้ ในดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ แตกต่างไปจาก Gaming Notebook แบรนด์อื่นๆ ออกแบบโน๊ตบุ๊ครุ่นนี้ให้มีความสวย ทันสมัยให้ความแข็งแรงทนทาน เพิ่มความโดดเด่น ใช้งานง่ายและสะดวก

โน๊ตบุ๊คเล่นเกม

รายละเอียดอื่นๆ ที่น่าสนใจของ HP Pavilion Gaming 15 สเปก AMD Ryzen 4000H เรียกได้มีความสดใหม่ โดยใช้พื้นฐานเดียวกันสเปกก่อนหน้าอย่าง AMD Ryzen 3000H ตัวเครื่องมีความบางเพียง 23.6 มิลลิเมตร พร้อมน้ำหนักตัวเครื่องที่ 2.3 กิโลกรัมเท่านั้น ได้ขอบหน้าจอบางเฉียบ มิติตัวเครื่องเล็กลง พร้อมทั้งมีให้เลือกหน้าจอ IPS คุณภาพสูง ซึ่งมี Refresh Rate ที่ 144Hz จึงจัดได้ว่าเป็น Gaming Notebook ชิปประมวลผล Ryzen 4000H รุ่นหนึ่ง ที่ได้สเปกการ์ดจอ GTX 1650 ที่คุ้มค่า

หน้าตาการออกแบบเอง HP Pavilion Gaming 15 สเปก AMD Ryzen 4000H ต้องบอกว่าทำได้ดีเยี่ยมไม่แพ้ Gaming Notebook แบรนด์อื่นๆ ด้วยความโดดเด่นที่สวยดุดันตามสไตล์ของโน๊ตบุ๊คเล่นเกมที่บรรดาเกมเมอร์ชื่นชอบกัน แต่แตกต่างที่ความเรียบง่ายใช้เป็นโทนสีดำตลอดทั้งตัวเครื่องตัดกับสีเขียว โดยฝาหลังของตัวเครื่องมีโลโก้ HP เป็นเอกลักษณ์สีเขียว สะดุดตาด้านบน ประกอบกับพื้นผิวสีดำด้านให้ความรู้สึกเป็น Gaming ที่ดี วัสดุทั้งหมดของตัวเครื่องพลาสติกเกรดดี มองแล้วคล้ายกับโลหะ แต่ได้มีการปรับดีไซน์ใหม่ดูดลมเย็นได้ดีขึ้น

นอกจากนี้ยังมีกล้องเว็บความละเอียด HD และมีไมค์ดิจิตอลในตัว การเชื่อมต่อไร้สายเป็น Bluetooth 5.0 และ Realtek Wi-Fi 5 แบบ MU-MIMO มิติของตัวเครื่อง HP Pavilion Gaming 15 เมื่อเทียบกับโน๊ตบุ๊คจอขนาด 15.6 นิ้ว ก็มีขนาดเล็กกว่าอย่างเห็นได้ชัดแถมมีน้ำหนักตัวเครื่องเพียง 2.3 กิโลกรัม พกพาง่าย พร้อมการรับประกัน 2 ปี ซ่อมฟรีถึงบ้านและบริการช่วยเหลืออื่นๆ อีกด้วย

Pavilion%2015%20AMD%20Green f

หน้าจอแสดงผลของ HP Pavilion Gaming 15 สเปก AMD Ryzen มีขนาด 15.6” ความละเอียด Full HD พาเนล IPS สำหรับการเล่นเกมที่ดี ด้วย Refresh Rate สูงสุด 144Hz รองรับการแสดงค่าสีตามมาตรฐาน sRGB ที่ขอบเขตสีใกล้เคียง 100% ให้ทุกการใช้งาน สมจริง ไร้อาการภาพเบลอและฉีกขาด และยังแสดงสีได้อย่างแม่นยำสำหรับการทำงานเฉพาะทางอีกด้วย

HP Pavilion Gaming 15-ec1026AX ราคา 23,900 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : AMD Ryzen 5 4600H (6C/12T , 3.00 – 4.00GHz)
  • GPU : Radeon 6 + GeForce GTX 1650
  • RAM : 8GB DDR4 Bus 3200MHz 
  • DISPLAY: 15.6″ IPS Full HD 144Hz
  • STORAGE : 512GB SSD PCIe M.2
  • OS : Windows 10 Home (64 Bit)
  • Warranty : 2 Years On-site Service

HP Pavilion Gaming 15-ec1027AX ราคา 26,900 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : AMD Ryzen 7 4800H (8C/16T , 2.90 – 4.20GHz)
  • GPU : Radeon 7 + GeForce GTX 1650
  • RAM : 8GB DDR4 Bus 3200MHz 
  • DISPLAY: 15.6″ IPS Full HD 144Hz
  • STORAGE : 512GB SSD PCIe M.2
  • OS : Windows 10 Home (64 Bit)
  • Warranty : 2 Years On-site Service

4. ASUS TUF Gaming A15 FA506 ราคา 24,900 – 26,900 บาท

ASUS TUF Gaming A15 FX506 โน๊ตบุ๊คเล่นเกมที่ดีเยี่ยมในหลายๆ ส่วน เริ่มจากกดีไซน์โดดเด่นด้วยฝาโลหะพ่นทรายให้พื้นผิวสีเทาที่สวยงาม โลโก้ TUF Gaming ที่เรียบหรูสลักด้วยเลเซอร์ทำให้ดูโดดเด่นยิ่งขึ้น พร้อมการออกแบบสไตล์รังฝังที่ยอมรับว่าสวยงามจริงๆ แน่นอนว่าด้วยความที่เป็น TUF Gaming ก็จะได้รับการรับรองตามมาตรฐานทางการทหาร MIL-STD-810H โดยสามารถทนต่อแรงสั่นสะเทือน, อุณหภูมิและความชื้นสูง ส่งผลให้มีความทนทานกว่า Gaming Notebook ทั่วไป  

โน๊ตบุ๊คเล่นเกม

ASUS TUF Gaming A15 FA506 มาพร้อมกับชิปประมวลผล AMD Ryzen 5 4600H ส่วนการ์ดจอแยกจะเป็น NVIDIA GeForce GTX 1650 / GTX 1650 Ti หน้าจอขนาด 15.6″ ความละเอียด Full HD ที่ 1920 x 1080 พิกเซล พาเนล IPS เกรดคุณภาพดี รองรับ Refresh Rate ที่ 144Hz ให้ความลื่นไหลอย่างที่สุดด้วย พร้อมเทคโนโลยี Adaptive Sync ทำให้ภาพไม่ฉีกขาด (Tearing)

แรมได้มาขนาด 8GB DDR4 Bus 3200 MHz แบบ Single Channel (8GB x 1 แถว) มาพร้อมกับที่เก็บข้อมูลแบบ SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB ที่มีความลื่นไหล พร้อมอัพเดทมีรุ่นได้ โปรแกรม Office Home & Student 2019 (มูลค่า 4,299 บาท) ด้วย รวมไปถึงมีไฟ RGB คีย์บอร์ด แบบ All Zone ปุ่ม WASD ทำไฮไลท์ไว้ สามารถรองรับการกดได้ 20 ล้านครั้ง Travel Key 1.8 mm การวางเลเอาท์จะเหมือนกับคีย์บอร์ดแยกจริงๆ ส่วนน้ำหนักก็อยู่ที่ 2.3 กิโลกรัม

Gaming%20A15%20FA506 l

รวมไปถึงมีลำโพงคุณภาพสูงระบบเสียง DTS:X Ultra พร้อมพอร์ตการเชื่อมต่อครบครัน ทั้ง 2 x USB 3.2 Gen 2 Type-A และ 1 x USB 3.2 Gen2 Type-C โดยทำงานเป็น DisplayPort 1.4 ระบบการเชื่อมต่อไร้สายเป็นมาตรฐานใหม่อย่าง Wi-Fi 5 AC และ Bluetooth 5.0 ติดตั้งระบบปฎิบัติการติดตั้ง Windows 10 แท้ พร้อม Armory Crate ซอฟต์แวร์ Utility ที่ยกมาจาก ROG รุ่นอื่นๆ ส่วนการรับประกัน 2 ปี ส่งเคลม 7-11 และมีประกันอุบัติเหตุฟรี 1 ปีแรกอีกด้วย อุ่นใจจัดเต็ม จัดได้ว่าเป็นมาตรฐานการรับประกันของทาง ASUS

ASUS TUF Gaming A15 FA506IH-HN128TS ราคา 24,900 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : AMD Ryzen 5 4600H (6C/12T , 3.00 – 4.00GHz)
  • GPU : Radeon 6 + GeForce GTX 1650
  • RAM : 8GB DDR4 Bus 3200MHz 
  • DISPLAY: 15.6″ IPS Full HD 144Hz
  • STORAGE : 512GB SSD PCIe M.2
  • OS : Windows 10 Home (64 Bit)
  • Software : Office Home & Student 2019
  • Warranty : 2 Years + 1 Year Insurance

ASUS TUF Gaming A15 FA506II-HN162TS ราคา 26,900 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : AMD Ryzen 5 4600H (6C/12T , 3.00 – 4.00GHz)
  • GPU : Radeon 6 + GeForce GTX 1650 Ti
  • RAM : 8GB DDR4 Bus 3200MHz 
  • DISPLAY: 15.6″ IPS Full HD 144Hz
  • STORAGE : 512GB SSD PCIe M.2
  • OS : Windows 10 Home (64 Bit)
  • Software : Office Home & Student 2019
  • Warranty : 2 Years + 1 Year Insurance

5. Acer Nitro 5 AN515-44 ราคา 25,900 บาท

Acer Nitro 5 AN515-44 เป็นโน๊ตบุ๊คเล่นเกมสเปก AMD Ryzen 4000H ได้การ์ดจอ NVIDIA GeForce เป็นหนึ่งใน Gaming Notebook หน้าจอ 15.6″ ราคาคุ้มค่า ได้รับความนิยมไม่แพ้รุ่นอื่นๆ ทั้งจากสเปกที่แรงลื่นหลากหลาย อีกทั้งยังมีฟีเจอร์ที่จัดเต็ม ซึ่งได้รับการพัฒนาหลายๆ ส่วนจาก Acer Nitro 5 ก่อนหน้า ไม่ว่าจะเป็น ดีไซน์ภายนอก คีย์บอร์ดไฟ RGB และอื่นๆ เป็นการต่อยอดพร้อมแข่งกันกับ Gaming Notebook แบรนด์อื่นๆ ในราคาเริ่มต้นที่ 25,990 บาทเท่านั้น ทุกรุ่นได้ประกัน 3 ปี On-site Serive ที่ดีเยี่ยม หรือส่งศูนย์ซ่อมด่วน 3 ชั่วโมง

โน๊ตบุ๊คเล่นเกม

ชิปประมวลผล Rezen 5 4600H ทำงานร่วมกับการ์ดจอ GeForce GTX 1650 Ti ที่แรงลื่นกว่าเดิมแน่นอน ในส่วนของแรมจัดเต็มมาให้เลยที่ 8GB DDR4 Bus 3200MHz ส่วนที่เก็บข้อมูลให้มามาตรฐาน SSD M.2 NCMe PCIe ความจุ 512GB หน้าจอเป็นพาเนล IPS เกรดดี รองรับ Refresh Rate ที่ 144Hz ให้ความลื่นไหลทั้งการเล่นเกมหรือทำงาน แน่นอนว่าได้ Windows 10 ใช้งานได้ทันที โดยแบตเตอรี่ใช้งาน 7 ชั่วโมง

ดีไซน์ออกแบบ Acer Nitro 5 ปี 2020 สเปก Ryzen 4000H หรือ Acer Nitro 5 AN515-44 รูปลักษณ์ภายนอกเหมือนกับ Acer Nitro 5 AN515-55 ที่เป็นสเปก Core i Gen 10H โดยวัสดุของตัวเครื่องทั้งหมดจะเป็นพลาสติกเกรดดี ส่งผลให้ตัวเครื่องมีความบางเบากว่าเดิมแน่นอน รวมไปถึงการพกพาก็สะดวกยิ่งขึ้น อย่าง Acer Nitro 5 หน้าจอ 15.6″ พาเนล IPS ขอบจอบางเพียง 7.02 มิลลิเมตร พื้นที่สัดส่วนกว่า 80% ทำให้มีขนาดเครื่องกระทัดรัด ลำโพงของตัวเครื่องใช้เป็นแบบสเตอริโอ โดยมีระบบเสียง DTS:X Ultra

Nitro%205%20AN515 55 f

มีพอร์ตเชื่อมต่อที่ครบครันอีกรุ่นเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น 3 x USB 3.2 Type-A (1 พอร์ตเป็นแบบชาร์จเจอร์ด้วย), 1 x USB 3.2 Type-C, 1, HDMI 2.0, RJ45 (Gigabit Ethernet) พร้อมด้วยความสามารถ Killer Ethernet E2600 เพื่อการเล่นเกมออนไลน์ที่ลื่นไหล และ Mic-in/Headphone-out แบบ Combo การเชื่อมต่อไร้สายอย่างรองรับทั้ง Bluetooth 5.0 และอินเตอร์เน็ตไร้สายอย่าง Wi-Fi 6 AX ที่มีเทคโนโลยี 2×2 MU-MIMO เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่อพ่วงทั้งหมดด้วยพอร์ตที่ครบครัน โดยมีซอฟต์แวร์ Killer Control Center 2.0 คอยควบคุมด้วย

Acer Nitro 5 AN515-44-R28F ราคา 25,900 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : AMD Ryzen 5 4600H (6C/12T , 3.00 – 4.00GHz)
  • GPU : Radeon 6 + GeForce GTX 1650 Ti
  • RAM : 8GB DDR4 Bus 3200MHz 
  • DISPLAY: 15.6″ IPS Full HD 144Hz
  • STORAGE : 512GB SSD PCIe M.2
  • OS : Windows 10 Home (64 Bit)
  • Warranty : 3 Year On-site Service

6. Lenovo Legion 5 ราคา 27,700 บาท

Lenovo Legion 5 นับได้ว่าเป็นโน๊ตบุ๊คเล่นเกมที่ได้รับความสนใจพอตัวในช่วงปีที่ผ่านมา ด้วยความแตกต่างจากรุ่นอื่นๆ ในตลาด อย่างดีไซน์ภายนอกที่เป็นเอกลักษณ์ มี DNA ที่เป็น Legion Series ชัดเจน ซึ่งที่เลือกมาแนะนำเป็นสเปกชิปประมวผล AMD Ryzen 7 4800H ที่ทรงประสิทธิภาพ ในราคาที่คุ้มค่า เทคโนโลยีการผลิต 7 นาโนเมตร ได้ทั้งความแรงขึ้นและร้อนน้อยลง

แน่นอนว่าเลือกใช้การ์ดจอแยกเป็น NVIDIA GeForce GTX 1650  ที่มีพลังแรงไว้ใจได้ ติดตั้งแรมเป็น 8GB DDR4 Bus 3200MHz ผสานกับ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB มี Windows 10 แท้ใช้งานได้ทันที หน้าจอเป็นขนาด 15.6″ พาเนล IPS รองรับ Refresh Rate ที่ 120Hz ได้ขอบจอบางเฉียบ มิติตัวเครื่องเล็กกระชับ ลงตัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

โน๊ตบุ๊คเล่นเกม

รับรองได้ว่ามันสามารถที่จะสร้างประสบการณ์ในการเล่นเกมแบบใหม่ให้กับผู้ใช้งานได้อย่างสบายๆ นอกจากเล่นเกมได้ดีแล้ว ยังรองรับทั้งการทำงานที่ต้องการประสิทธิภาพที่สูง อย่างตัดต่อวีดีโอ หรือเรนเดอร์ 3 มิติ ก็เอาอยู่ สนนราคาเพียง 27,700 บาท ได้ประกัน 2 ปี On-site ซ่อมฟรีถึงบ้าน และบริการอื่นๆ อย่างประกันอุบัติเหตุ หรือเครื่องสำรองระหว่างซ่อมด้วย 

ดีไซน์รวมๆ ของตัวเครื่องมีมิติที่เล็กกระชับ ด้วยความบางเพียง 26.3 มิลลิเมตร น้ำหนัก 2.3 กิโลกรัม ซึ่งเป็นจุดที่สมดุลทั้งในแง่ของประสิทธิภาพในการเล่นเกม และความสามารถในการพกพาได้อย่างลงตัว กับ Gaming Notebook ราคาระดับกลางๆ ที่ไม่ได้เน้นแต่ความคุ้มค่าอย่างเดียว คือ อยากได้โน๊ตบุ๊คเอาไปเล่นเกม แต่ไม่อยากได้ดีไซน์ Gaming ที่ดูจริงจังอย่างสีแดงฉูดฉาดมากเกินไป เพราะเครื่องเดียวกันนั้นต้องพกพาไปใช้งานด้วย 

Legion%205 c

โดดเด่นด้วยการอัพเกรดระบบควบคุมอุณหภูมิและระบายความร้อน Lenovo Legion Coldfront 2.0ให้ระบบระบายความร้อนที่ดีขึ้น ผ่านใบพัดโพลีเมอร์คริสตัลเหลว 67 ใบและท่อนำความร้อนแบบทองแดง ทำให้ระบายความร้อนได้รวดเร็วมากขึ้น เพื่อระบายความร้อนออกสู่ภายนอกให้เร็วที่สุด ด้วยพัดลม 2 ตัว ฮีท์ไปป์ขนาดใหญ่ 3 เส้นพร้อมแผ่นโลหะที่ Cover ทั้ง CPU / GPU แบบเต็มพื้นที่ ทำงานร่วมกับช่องระบายความร้อน 4 ทิศทาง ขณะเดียวกันไม่ทำให้เกิดเสียงรบกวนที่ดังเกินไป โดยยังให้ประสิทธิภาพที่ดีเยี่ยมอยู่

Lenovo Legion 5-82B5001DTA ราคา 27,700 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : AMD Ryzen 7 4800H (8C/16T , 2.90 – 4.20GHz)
  • GPU : Radeon 7 + GeForce GTX 1650
  • RAM : 8GB DDR4 Bus 3200MHz 
  • DISPLAY: 15.6″ IPS Full HD 120Hz
  • STORAGE : 512GB SSD PCIe M.2
  • OS : Windows 10 Home (64 Bit)
  • Warranty : 2 Years On-site Service + 2 Years Insurance

ตารางเปรียบเทียบโน๊ตบุ๊คเล่นเกม

โน๊ตบุ๊คเล่นเกม CPU GPU RAM Storage Display Warranty Price
Acer Nitro 5 AN515-43 Ryzen 7 3750H GTX 1650 8 – 16GB SSD 512GB 15.6″ IPS 60 – 120Hz 3Y On-site 20,900 – 22,900
Lenovo IdeaPad Gaming 3 Ryzen 5 4600H / 7 4800H  GTX 1650 / 1650 Ti 8GB SSD 512GB 15.6″ IPS 120Hz 2Y On-site + + 2Y Insurance 22,900 – 28,900
HP Pavilion Gaming 15 Ryzen 5 4600H / 7 4800H  GTX 1650 8GB SSD 512GB 15.6″ IPS 144Hz 2Y On-site 23,900 – 25,900
ASUS TUF Gaming A15 FA506 Ryzen 5 4600H GTX 1650 / 1650 Ti 8GB SSD 512GB 15.6″ IPS 144Hz 2Y + 1Y Insurance 24,900 – 26,900
Acer Nitro 5 AN515-44 Ryzen 5 4600H GTX 1650Ti 8GB SSD 512GB 15.6″ IPS 144Hz 3Y On-site 25,900
Lenovo Legion 5 Ryzen 7 4800H GTX 1650 8GB SSD 512GB 15.6″ IPS 120Hz 2Y On-site + 2Y Insurance 27,700

 

 

 

 

 

 

from:https://notebookspec.com/web/578568-gaming-notebook-2021fb-value-20000-baht

โน๊ตบุ๊คแรม 16GB ปี 2021 เน้นทำงานพกพา แนะนำ 6 รุ่นน่าซื้อ จอ 13.3″ – 14.5″ สเปก Core i เบาสุดน้อยกว่า 1 โล เริ่ม 2x,xxx บาท

โน๊ตบุ๊คแรม 16GB เน้นทำงานน่าซื้อ หน้าจอ 13.3″ / 14″ / 14.5″ ช่วงต้นปี 2021 จากการที่ได้หน่วยความจำแรม 16GB โดย Notebook ที่มาพร้อมกับสเปกชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 เป็นสถาปัตยกรรม Tiger Lake ใหม่ล่าสุดที่การผลิต 10 นาโนเมตร SuperFin ถือได้ว่ามีประสิทธิภาพที่ดีเยี่ยม พร้อมมี AI ช่วยทำงานในบางโปรแกรม อีกทั้งมีการ์ดจอออนชิปที่ดีที่สุดอย่าง Iris Xe Graphics มาช่วยแสดงผลความละเอียดสูง หรืองาน 3D ด้วย

โน๊ตบุ๊คแรม 16GB รุ่นใหม่ปี 2021 มาตรฐาน DDR4 Bus 3200MHz / 4266 MHz นับว่าเป็นปัจจัยสำคัญ ในการเลือกซื้อมาเพื่อใช้งานหนักๆ หรือเปิดโปรแกรมเยอะๆ มาพร้อมดีไซน์ตัวเครื่องที่บางเบา พกพาสะดวก เหลือเฟือในการใช้งานระดับพื้นฐานหรืองานหนักๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำงานทั่วไปอย่างงานเอกสาร Word, Excel, Power Point, เล่นอินเตอร์เน็ต, Social, Online, ดูหนัง, Youtube, Netflix โดยรวมแล้วมีความลื่นไหลไม่สะดุด

โน๊ตบุ๊คแรม 16GB

สเปกอื่นๆ ที่นำมาแนะนำก็จะมาพร้อมกับขนาดหน้าจอ 13.3″ / 14″ / 14.5″  ที่สนับสนุนการใช้งานทุกรูปแบบ บนความละเอียด Full HD หรือมากกว่าเป็นระดับ 2K QHD ที่ให้ภาพคมชัดเรียบเนียน โดยหลักๆ แล้วจะได้เป็นพาเนล IPS คุณภาพดีเยี่ยม บางรุ่นระดับ sRGB 100% ที่ให้ภาพสดสวยสมจริงสุดๆ ได้ที่เก็บข้อมูลเป็น SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB – 1TB บางรุ่นได้การ์ดจอแยก NVDIA รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 6 AX และ Thunderbolt 4 ที่ดีที่สุด

และโน๊ตบุ๊คแรม 16GB หลายๆ รุ่นยังได้โปรแกรม Office Home & Student 2019 (มูลค่า 4,299 บาท) ซึ่งประกอบไปด้วย Word / Excel / Power Point มาให้ฟรีๆ ติดเครื่องใช้งานยาวๆ ทันที ในส่วนของการพกพาก็ทำได้เยี่ยมยอด โดยมีน้ำหนักเบาสุดแค่ 990 กรัมเท่านั้น พร้อมแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้ยาวนานสุดที่ 10 – 17 ชั่วโมงด้วยกัน ส่วนจะมีรุ่นไหนบ้าง ไปติดตามชมกันต่อได้เลย

โน๊ตบุ๊คแรม 16GB

โน๊ตบุ๊คแรม 16GB แนะนำ 6 รุ่นน่าซื้อ

  1. Lenovo ThinkBook 13 G2 ราคา 27,775 – 32,100 บาท
  2. HP Pavilion 13 ราคา 29,900 บาท
  3. Lenovo Yoga Slim 7i Carbon ราคา 34,900 บาท
  4. Acer Swift 5 SF514-55 ราคา 33,990 – 41,990 บาท
  5. ASUS ZenBook 14 Ultralight UX435EGL ราคา 38,900 บาท
  6. Dell Inspiron 14 7400 ราคา 42,400 บาท

 

1. Lenovo ThinkBook 13s G2 ราคา 27,775 – 32,100 บาท

Lenovo ThinkBook 13s Gen 2 เป็นโน๊ตบุ๊คแรม 16GB รุ่นใหม่สเปกชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 Tiger Lake มี AI ช่วยประมวลผลในตัว จัดว่าเป็นส่วนหนึ่งของ ThinkBook Series คอมพิวเตอร์ซับแบรนด์จาก Lenovo สำหรับธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางในปี 2021 ที่มาพร้อมดีไซน์บางเฉียบ เพิ่มความคล่องตัวในทุกการใช้งานบนระบบปฏิบัติการ Windows 10 Pro

เติมเต็มศักยภาพการทำงานให้ธุรกิจสู่ยุคแห่งอนาคต โดย Lenovo ThinkBook 13s เป็นโน๊ตบุ๊คหน้าจอขนาด 13.3″ พาเนล IPS ความละเอียด 2K ที่มีความบางเฉียบเน้นพกพาสะดวก เบาเพียง 1.26 กิโลกรัม บางที่ 14.9 มิลลิเมตรรองรับทั้งการทำงานระดับมืออาชีพ รวมไปถึงความบันเทิงอย่างเต็มรูปแบบในเครื่องเดียวกัน

โน๊ตบุ๊คแรม 16GB

Lenovo ThinkBook 13s รุ่นใหม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงจากรุ่นก่อนหน้าในส่วนฝาหลังที่ดูแล้วมีความทันสมัย เน้นออกแบบให้ตรงต่อรูปแบบการใช้งานของธุรกิจ SMB / SME ซึ่งให้ความสำคัญไม่เพียงเฉพาะดีไซน์ที่สวยงามพร้อมฟีเจอร์ที่เหนือชั้นกว่าในราคาที่เข้าถึงได้ พร้อมมีบริการหลังการขายและการรับประกันที่ดีเยี่ยม

สำหรับสเปกภายในเป็นชิปประมวลผล Core i5-1135G7 / Core i7-1165G7 เทคโนโลยี 10 นาโนเมตร SuperFin ผสานการทำงานร่วมกับการ์ดจอออนชิป Iris Xe Graphic ที่รอบรับการทำงานหรือเล่นเกม 3 มิติพอได้ มาพร้อมกับแรมขนาด 16GB LPDDR4X และ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB สนนราคาเริ่มต้นเพียง 27,755 บาทเท่านั้นเอง 

โน๊ตบุ๊คแรม 16GB

ดีไซน์การออกแบบโดยรวมของ Lenovo ThinkBook 13s นั้นจะดูเล็กกว่าโน๊ตบุ๊คหน้าจอ 13.3″ แบบสมัยก่อนอยู่พอสมควร เนื่องด้วยขอบจอที่บางกว่าปกติ ทำให้ตัวเครื่องดูเล็ก กะทัดรัด เหมาะกับการพกพา พร้อมได้หน้าจอความละเอียดสูง ที่มากกว่า Full HD ส่งผลให้ Lenovo Notebook รุ่นนี้เป็นอีกหนึ่ง Ultrabook ปี 2021 ที่น่าใช้งานสุดๆ สำหรับหน้าจอสามารถกางได้ถึง 180 องศาเลยทีเดียว

Lenovo ThinkBook 13s G2 ITL (i5) ราคา 27,755 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i5-1135G7 (4C/8T , 2.40 – 4.20GHz)
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics
  • RAM : 16GB LPDDR4X 4266 MHz 
  • DISPLAY: 13.3″ IPS QHD (2560 x 1600)
  • STORAGE : 512GB SSD PCIe M.2
  • OS : Windows 10 Pro (64 Bit)

Lenovo ThinkBook 13s G2 ITL (i7) ราคา 32,100 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i7-1165G7 (4C/8T , 2.80 – 4.70GHz)
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics
  • RAM : 16GB LPDDR4X 4266 MHz 
  • DISPLAY: 13.3″ IPS QHD (2560 x 1600)
  • STORAGE : 512GB SSD PCIe M.2
  • OS : Windows 10 Pro (64 Bit)
  • Warranty : 1 Year

2. HP Pavilion 13 ราคา 29,900 บาท

HP Pavilion 13 นั้นถือเป็นโน๊ตบุ๊คแรม 16GB  ปี 2021 ที่ได้ความบางเบาหรูหรา ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ล่าสุดได้สเปก Core i Gen 11 ในราคาคุ้มค่าเหมือนเดิม มาพร้อมดีไซน์ใหม่ที่สวยงามลงตัว จากดีไซน์ที่สวยงามหรูหรา พกพาสะดวก พร้อมสเปกและฟีเจอร์ที่เกินราคา ในราคา 27,990 บาท ประกัน 2 ปี On-site Service และบริการอื่นๆ 

ได้สเปกจะเป็น Intel Core i7-1165G7 การ์ดจอออนชิป ris Xe Graphics หน่วยความจำแรม  RAM 16GB DDR4 Bus 3200MHz ได้ที่เก็บข้อมูล SSD 1TB ส่วนหน้าจอเป็นแบบจอเป็นขนาด 13.3″ พาเนลจอเป็น IPS ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล พร้อมกับ Windows 10 และโปรแกรม Microsoft Office Home & Student 2019 มูลค่า 4,299 บาทด้วย 

โน๊ตบุ๊คแรม 16GB

HP Pavilion 13 มาพร้อมกับดีไซน์การออกแบบใหม่เบาเพียง 1.24 กิโลกรัม บางเพียง 17.7 มิลลิเมตร ขอบจอบางเฉียบ ซึ่งจัดได้ว่าเป็นโน๊ตบุ๊คยุคปัจจุบันที่มาพร้อมสีสันที่สวยงามลงตัวอย่าง Natural Silver โดยฝาหลังและตัวเครื่อวภายในจะเป็นเงินโทนสว่าง จะมีเพียงขอบหน้าจอเท่านั้นที่เป็นสีดำ เชื่อได้ว่ายังโดนใจวัยรุ่นเพราะมีความโดดเด่นสะดุดตาเป็นพิเศษ

โน๊ตบุ๊คแรม 16GB

มีหน้าตาออกไปทางเรียบง่าย แต่แฝงไปด้วยความหรูหราด้วยการเล่นกับการออกแบบที่มีความโค้งเว้ามีมิติในหลายๆ ส่วนวัสดุที่ HP Pavilion 13 เลือกใช้ในบริเวณฝาหลังของเครื่องจะเป็นอลูมิเนียมเกรดสูงตัดด้วยโลโก้ของ HP ที่เป็นสีเงินเงางามบริเวณกลางฝาหลัง ส่วนด้านในเครื่องบริเวณหน้าจอเป็นแบบด้านลดแสงสะท้อน พร้อมด้วยยางรองขอบรอบตัวจอ

สำหรับตัวเครื่องด้านในบริเวณรอบๆ แป้นพิมพ์ ที่พักมือ ใช้วัสดุพลาสติกโลหะสูงเช่นกัน ที่สำคัญยังได้ลำโพง Bang & Olufsen ที่เสียงดีกว่าลำโพงทั่วไปอีกด้วย และขาดไม่ได้เลยสำหรับสแกนลายนิ้วมือ Fingerprint ผ่านทาง Windows Hello

HP Pavilion 13-bb0015TU ราคา 29,900 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i7-1165G7 (4C/8T , 2.80 – 4.70GHz)
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics
  • RAM : 16GB DDR4 3200 MHz 
  • DISPLAY: 13.3″ IPS Full HD 60Hz
  • STORAGE : 1TB SSD PCIe M.2
  • OS : Windows 10 Home (64 Bit)
  • Software : Office Home & Student 2019
  • Warranty : 2 Year On-site Service

3. Lenovo Yoga Slim 7i Carbon ราคา 34,900 – 42,900 บาท

Lenovo Yoga Slim 7i Carbon เป็นหนึ่งในโน๊ตบุ๊คแรม 16GB ซึ่งเป็นโมเดลไฮไลท์สำคัญของไลน์ผลิตภัณฑ์ Yoga มีความโดดเด่นทั้งด้านดีไซน์ที่สวยงามและความแข็งแกร่ง ให้ความคล่องตัวในการใช้งานด้วยน้ำหนักที่เบาเพียง 966 กรัมบนหน้าจอขนาด 13.3 นิ้วแบบ 16:10 และบางเพียงแค่ 14.25 มิลลิเมตร ทำให้เหนือชั้นกับการพกพาไปใช้งานนอกสถานที่อย่างที่สุด 

ให้ความเหมาะมือจึงสามารถพกพาไปได้ในทุกที่ ตัวเครื่องที่สวยงามเรียบหรูนี้มาพร้อมกับความทนทานด้วยวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์สีขาว Moon White ซึ่งผ่านการทดสอบ 9 อย่าง ความทนทานเทียบได้กับมาตรฐานในระดับ MIL-STD-810G โดยมาพร้อมกับการรับประกันแบบ 3 ปี แบบ On-site Service ซ่อมฟรีถึงบ้าน อีกทั้งมีโปรแกรม Office Home & Student 2019 (มูลค่า 4,290 บาท) ไปให้ใช้งานอีกด้วย

โน๊ตบุ๊คแรม 16GB

ชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 จึงให้การทำงานที่เร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด พร้อมได้เทคโนโลยีกราฟฟิก Intel Iris Xe ช่วยให้เครื่องแสดงผลเร็วขึ้น 3 เท่า และสามารถจัดการความร้อนได้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม ผ่านการเชื่อมต่อ Wi-Fi 6 และการส่งถ่ายข้อมูลผ่านพอร์ต Thunderbolt 4 ที่มีมาให้ถึง 2 พอร์ต ความจุแบตเตอรี่สูงถึง 50 วัตต์

ทำให้ YOGA Slim 7i Carbon รองรับการเล่นวีดีโอต่อเนื่องได้นานถึง 15 ชั่วโมง หรือใช้ทำงานทั่วไปได้นานถึง 13 ชั่วโมง อีกทั้งยังมาพร้อมเทคโนโลยีชาร์จเร็วอย่าง Rapid Charge Boost ให้ประสิทธิภาพแบตเตอรี่สำหรับใช้งานเพียงพอถึง 2 ชั่วโมงต่อการชาร์จ 15 นาที

โน๊ตบุ๊คแรม 16GB

หน้าจอความละเอียดแบบ 2560 × 1600 QHD รองรับการแสดงผลกว่า 4 ล้านพิกเซล และความสว่างขนาด 300 nit ช่วยให้ทุกตัวหนังสือและทุกภาพคมชัดแม้ใช้งานกลางแจ้ง ค่าสีแสดงผลแบบ 100% sRGB colour gamut และรองรับ Dolby Vision HDR ให้สีสันสวยงามสมจริง ถนอมสายตาด้วยเทคโนโลยีที่ได้รับการรองรับสิทธิบัตร TÜV Rheinland Eye Comfort Certified ว่าสามารถช่วยลดการเมื่อยล้าของตา

คุณภาพเสียงจากลำโพง 2 x 2W ระบบ Dolby Atmos ให้อรรถรสการฟังในแบบ 3 มิติ พร้อมมีเทคโนโลยีการจัดการเครื่องอย่าง Lenovo Q-Control ที่ใช้เทคโนโลยีระบายความร้อน  Lenovo Intelligent Thermal System 4.0 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและจัดการพลังแบตเตอรี่ ในส่วนของระบบปฏิบัติการได้ Windows 10 ใช้งานได้ทันที 

Lenovo Yoga Slim 7i Carbon-82EV002BTA ราคา 34,900 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i5-1135G7 (4C/8T , 2.40 – 4.20GHz)
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics
  • RAM : 16GB LPDDR4X 4266 MHz 
  • DISPLAY: 13.3″ IPS QHD (2560 x 1600) 60Hz
  • STORAGE : 512GB SSD PCIe M.2
  • OS : Windows 10 Home (64 Bit)
  • Warranty : 3 Years Onsite Service

Lenovo Yoga Slim 7i Carbon-82EV003LTA ราคา 42,900 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i7-1165G7 (4C/8T , 2.80 – 4.70GHz)
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics
  • RAM : 16GB LPDDR4X 4266 MHz 
  • DISPLAY: 13.3″ IPS QHD (2560 x 1600) 60Hz
  • STORAGE : 1TB SSD PCIe M.2
  • OS : Windows 10 Home (64 Bit)
  • Warranty : 3 Years Onsite Service

4. Acer Swift 5 SF514-55 ราคา 33,990 – 41,990 บาท

Acer Swift 5 SF514-55 เป็นหนึ่งในโน๊ตบุ๊คแรม 16GB ที่จัดว่าเป็นโน๊ตบุ๊คสายบางเบาระดับพรีเมียมรุ่นล่าสุด ที่มีนวัตกรรมใหม่ๆ มากมาย อาทิ ฟีเจอร์ป้องกันแบคทีเรียล้ำๆ ที่หน้าจอและทัชแพด โดยสเปกใช้ชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11  แบ่งเป็น 2 สเปกอย่าง Core i5-1135G7 / Core i7-1165G7 มี Intel Xe Graphics การ์ดจอออนชิปรุ่นใหม่ตัวแรง

ในส่วนรายละเอียดอื่นๆ ก็ยังมาพร้อมกับ Wi-Fi 6 AX (GIG+) แบบ Dual-band และ Bluetooth 5.0 และ USB ได้มาตรฐานเป็น 3.2 Gen 2 อีกทั้งได้ได้การเชื่อมต่อที่ดีที่สุดอย่าง Thunderbolt 4 อีกด้วย ได้โปรแกรม Office Home & Student 2019 (มูลค่า 4,299 บาท) ไปพร้อมใช้งานอีกด้วย ในส่วนของประกัน 3 ปี (On-site Service ในปีแรก) พร้อมส่งศูนย์ซ่อมด้วยใน 3 ชั่วโมงด้วย 

โน๊ตบุ๊คแรม 16GB

Acer Swift 5 SF514-55 มาพร้อมหน้าจอ 14″ แบบทัชสกรีน ความละเอียด Full HD ใช้พาเนลเป็น IPS เกรดสูง sRGB 100% โดยมีน้ำหนักเพียง 1.05 กิโลกรัมเท่านั้น ส่วนสเปกอื่นๆ ก็ครบครันทั้งแรมขนาด 16GB มาตรฐาน LPDDR4X และ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB – 1TB ที่แรงลื่นใช้งานได้ทันที ไม่ต้องกังวลเรื่องการอัปเกรด 

รองรับการทำงานที่เต็มที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นงานเอกสาร ความบันเทิง หรืองานประมวลผลหนักๆ ก็ทำได้ยอดเยี่ยมเหมาะกับคนทำงาน นักเรียน นักศึกษา ที่ต้องการโน๊ตบุ๊คที่เบาที่สุด โดยมีทั้งรุ่นการ์ดจอออนชิปและการ์ดจอแยกให้เลือก แน่นอนว่ายังมี Fingerprint ติดตั้งมาให้ใช้งานร่วมกับ Windows Hello ให้พร้อมเข้าใช้งาน

โน๊ตบุ๊คแรม 16GB

สำหรับตัวเครื่อง Acer Swift 5 SF514-55 ทำจากแมกนีเซียมลิเธียมและแมกนีเซียมอลูมิเนียมคุณภาพสูง ตัวเครื่องบางเบาพกพาสะดวก ขนาดบางเฉียบ 14.95 มม. ได้ดีไซน์ขอบจอบางเฉียบ Screen-to-Body น่าประทับใจสูงสุด 90% ส่งผลให้ตัวเครื่องมีความเล็กกระชับมากๆ

แบตเตอรี่ใช้งานยาวนานสามารถชาร์ตได้อย่างรวดเร็ว สามารถใช้งานได้ถึง 4 ชั่วโมงในการชาร์ต 30 นาที หรือถ้าชาร์จแบตเตอรี่เต็มๆ 100% ก็จะสามารถใช้งานได้ 17 ชั่วโมง พร้อมเพิ่มสีสันให้เลือกอีก 2 สี Mist Green และ Safari Gold ที่ส่งเสริมภาพลักษณ์ที่โดดเด่นและแตกต่าง

Acer Swift 5 SF514-55TA-519K ราคา 33,900 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i5-1135G7 (4C/8T , 2.40 – 4.20GHz)
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics
  • RAM : 16GB LPDDR4X 4266 MHz 
  • DISPLAY: 13.3″ IPS Full HD 60Hz
  • STORAGE : 512GB SSD PCIe M.2
  • OS : Windows 10 Home (64 Bit)
  • Warranty : 3 Years (1 Year On-site Service)

Acer Swift 5 SF514-55TA-7494 ราคา 42,900 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i7-1165G7 (4C/8T , 2.80 – 4.70GHz)
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics
  • RAM : 16GB LPDDR4X 4266 MHz 
  • DISPLAY: 13.3″ IPS Full HD 60Hz
  • STORAGE : 1TB SSD PCIe M.2
  • OS : Windows 10 Home (64 Bit)
  • Warranty : 3 Years (1 Year On-site Service)

5. ASUS ZenBook 14 Ultralight UX435EGL ราคา 38,900 บาท

ASUS ZenBook 14 UX435 เป็นโน๊ตบุ๊คแรม 16GB รุ่นใหม่ สเปก Core i Gen 11 + MX450 สายทำงานบางเบาประสิทธิภาพสูง มาพร้อมขนาดหน้าจอ 14″ โดดเด่นด้วยความบางเฉียบสุดๆ เพียง 14.9 มม. และเบาสุดที่น้ำหนักเพียง 990 กรัมเท่านั้น เรียกได้ว่ามีการปรับปรุงจากรุ่นก่อนทั้งหมด โดยมาพร้อมพอร์ทเชื่อมต่อครบครัน โดดเด่นด้วยการเชื่อมต่อไร้สาย Wi-Fi 6 AX และ Thunderbolt 4 ที่เป็นพอร์ตที่ดีที่สุด 2 พอร์ต

อีกทั้งนำเสนอนวัตกรรมขอบจอบาง 4 ด้าน ให้อัตราส่วนขนาดจอต่อตัวเครื่องที่ 90% พร้อมอายุการใช้งานแบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนาน 10 ชั่วโมง + พร้อมดีไซน์ใหม่ในสีเทา อย่าง Pine Grey ที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร ได้เทคโนโลยีตัดเสียงรบกวนขั้นสูง (AI Noise Cancelation) สำหรับการทำงานระยะไกลและการประชุมวีดีโอ โดยแยกเสียงรบกวนที่ไม่ต้องการออกจากเสียงพูดซึ่งสามารถกรองและแยกเสียงรบกวนรอบข้าง ดีที่สุด

โน๊ตบุ๊คแรม 16GB

สเปกชิปประมวลผลรุ่นล่าสุดอย่าง Intel Core i Gen 11 Tiger Lake อย่าง Core i7-1165G7 ที่มี AI ช่วยประมวลผล พร้อมการ์ดจอออนชิป Intel Iris Xe Graphics และการ์ดจอแยก NVIDIA GeForce MX450 รุ่นใหม่ ได้หน่วยความจำแรมสูงสุดที่ 16GB LPDDR4X Bus 4266 MHz ส่วนที่เก็บข้อมูลเป็น SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB หน้าจอเป็นความละเอียด Full HD พาเนลเกรดสูง IPS สีสันสวยงามมุมมองกว้าง 

ติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home แท้ใช้งานได้ทันที และโปรแกรม Microsoft Office Home and Student 2019 ทำให้เราใช้งานเอกสาร Word / Excel / Power Point ได้ฟรีๆ ด้วย สนนราคาเพียง 38,900 บาท ได้การรับประกัน 3 ปี On-site Service และประกันอุบัติเหตุ Perfect Warranty ในปีแรกมาให้อีกด้วย เรียกได้ว่าใครกำลังมองหาโน้ตบุ๊คบางเบาแต่ประสิทธิภาพสูง รุ่นนี้เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกแน่นอน 

โน๊ตบุ๊คแรม 16GB

สดุหลักเป็นอลูมิเมียมและแม็กนีเซียมอัลลอยด์แบบ Unibody ที่ไร้รอยต่อ ผสานกับลวดลายการออกแบบอันเป็นแบบฉบับของ ZenBook ด้วยสีสันอย่างสีเทา อย่าง Pine Grey ให้ความหรูหราพรีเมียมไม่เหมือนใคร ตัวเครื่องมีความทนทานระดับ US MIL-STD 810G ตอบโจทย์การใช้งานนอกสถานที่อย่างแท้จริง รวมไปถึงแบตเตอรี่เองก็ใช้งานได้ยาวนานกว่า 17 ชั่วโมง ได้ความปลอดภัยด้วยการสแกนใบหน้า 3D IR Camera

ASUS ZenBook 14 Ultralight UX435EGL-KC031TS ราคา 42,900 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i7-1165G7 (4C/8T , 2.80 – 4.70GHz)
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics + MX450
  • RAM : 16GB LPDDR4X 4266 MHz 
  • DISPLAY: 14″ IPS Full HD 60Hz
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 512GB
  • OS : Windows 10 Home (64 Bit)
  • Warranty : 3 Years On-site Service

6. Dell Inspiron 14 7400 ราคา 42,400 บาท

Dell Inspiron 14 7400 เป็นโน๊ตบุ๊คแรม 16GB ขอบบางเฉียบ ขนาดพิเศษที่ 14.5″ ไม่เหมือนใคร ความละเอียด 2K QHD 2560 x 1600 พิกเซล สัดส่วน 16:10 เน้นพกพา มาพร้อมดีไซน์ที่เรียบๆ แต่แฝงความหรูหรา ได้สเปกชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 ใหม่ล่าสุด มีการ์ดจอออนบอร์ด Iris Xe Graphics และการ์ดจอแยก GeForce MX350 เป็นโน๊ตบุ๊คที่มาพร้อมกับขนาดตัวเครื่องที่เบาสุดๆ ที่ 1.25 กิโลกรัม เล็กกระทัดรัดบางสุดเพียง 16.75 มิลลิเมตร แนวคิดโดยรวม ถอดแบบมาจาก Dell XPS Series ทำให้ดูทันสมัยและเรียบง่าย

ที่มุมตัวเครื่องจะทำให้เป็นแบบโค้งมน รับกับมือเวลาจับถือพกพา ตามมาด้วยการใส่รายละเอียดในการทำให้ตัวเครื่องมีลักษณะลาดเอียงเล็กน้อย เมื่อกางหน้าจอใช้งานจากการที่ขอบเครื่องด้านหลังช่วยยกตัวให้สูงยิ่งขึ้น พร้อมด้วยสีที่ดูสะอาดตา จากสีสันสีเงินที่ดูแล้วหรูหรา สง่างาม เหมาะกับหนุ่มๆ ที่ต้องการโน๊ตบุ๊คที่เน้นภาพลักษณ์ไว้ใช้งาน หรือสีชมพูที่เหมาะกับสาวๆ พร้อมปุ่ม Power มุมขวาบนของคีย์บอร์ดสีเดียวกับตัวเครื่องที่เป็น Fingerprint ในตัว ซึ่งดูสวยงามลงตัวมากๆ

โน๊ตบุ๊คแรม 16GB

ส่วนของตัวเครื่องหลักๆ แล้วจะใช้เป็นอลูมิเนียมสำหรับฝาหลัง และพลาสติกคุณภาพสูงเป็นส่วนประกอบอื่นๆ ทำให้ได้ข้อดีมาก็คือทั้งความแข็งแรงและน้ำหนักที่เบา ส่งผลให้เวลาที่เราเอามือมาวางจะรู้สึกว่าเป็นอะไรที่เหนือชั้นกว่าวัสดุทั่วๆ ไป ที่สำคัญคือพื้นผิววัสดุทั้งหมดเป็นแบบด้านส่งผลให้เป็นรอยนิ้วมือได้ยากอีกด้วสนนราคาที่ 42,400 บาท

ส่วนสเปกอื่นๆ เหมือนกันทั้งหมด แรมขนาด 16GB DDR4 Bus 4267 MHz พร้อม SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB สำหรับความละเอียดหน้าจอก็เป็นพาเนล IPS พร้อมใช้งานด้วย Windows 10 และมีซอฟต์แวร์ต่างๆ มากมาย นอกจากนี้ในส่วนของกล้องด้านหน้ารองรับการใช้งาน VDO Call และ Fingerprint ที่ใช้งานร่วมกับ Windows Hello ที่สำคัญยังเป็นมาตรฐานการเชื่อมต่อ Wi-Fi 6 AX (2×2)  และ Bluetooth 5.0 ด้วย 

โน๊ตบุ๊คแรม 16GB

สำหรับคอมพิวเตอร์แบรนด์ Dell ได้รับความน่าเชื่อถือมาอย่างยาวนานและเป็นที่นิยมในการใช้งานกับองค์กรและภาคธุรกิจอย่างมากมาย ทั้งมาตรฐานการบริการ Dell Premium Support และ On-site Service “บริการซ่อมตรงถึงที่ ทุกที่ ในอีก 1 วันทำการ” ถึง 2 ปีด้วยกัน 

Dell Inspiron 14 7400-W567154107THW10ราคา 42,400 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i7-1165G7 (4C/8T , 2.80 – 4.70GHz)
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics + MX350
  • RAM : 16GB LPDDR4X 4267 MHz 
  • DISPLAY: 14.5″ IPS QHD 16:10 60Hz
  • STORAGE : 512GB SSD PCIe M.2
  • OS : Windows 10 Home (64 Bit)
  • Warranty : 3 Year On-site Service 

สรุปปิดท้ายบทความแนะนำโน๊ตบุ๊คแรม 16GB ปี 2021 เน้นทำงานพกพา 6 รุ่นน่าซื้อ จอ 13.3″ – 14.5″ สเปก Core i Gen 11 Tiger Lake เบาสุดน้อยกว่า 1 โล เริ่ม 2x,Xxx บาท บางรุ่นยังได้แพลตฟอร์ม Intel Evo ผู้ใช้งานจึงมั่นใจได้ถึงความอัจฉริยะของเครื่องด้วยเทคโนโลยีที่ผ่านการออกแบบและทดสอบแล้วว่าให้การตอบสนอง ประสิทธิภาพการใช้งานแบตเตอรี่และความสามารถในการชาร์จที่ดีและเร็วขึ้น

ตารางเปรียบเทียบโน๊ตบุ๊คแรม 16GB

โน๊ตบุ๊คแรม 16GB CPU GPU RAM Storage Display Office Price
Lenovo ThinkBook 13 G2 i5-1135G7 / i7-1165G7 Iris Xe 16GB LPDDR4X SSD 512GB – 1TB 13.3″ IPS QHD No 27,775
HP Pavilion 13 i7-1165G7 Iris Xe 16GB DDR4 SSD 1TB 13.3″ IPS FHD Yes 29,900
Lenovo Yoga Slim 7i Carbon i5-1135G7 / i7-1165G7 Iris Xe 16GB LPDDR4X SSD 512GB – 1TB 13.3″ IPS QHD Yes 34,900 – 42,900
ASUS ZenBook 14 i7-1165G7 Iris Xe + MX450 16GB LPDDR4X SSD 1TB 14″ IPS FHD Yes 38,900
Acer Swift 5 i5-1135G7 / i7-1165G7 Iris Xe 16GB LPDDR4X SSD 512GB – 1TB 14″ IPS FHD Yes 33,990 – 41,990
Dell Inspiron 14 7400 i7-1165G7 Iris Xe + MX350 16GB LPDDR4X SSD 512GB 14.5″ IPS QHD No 42,400

from:https://notebookspec.com/web/578571-notebook-ram16gb-buyerguide-spec-core-i

รีวิว HP SPECTRE x360 13 สเปก i7-1165G7 อีกหนึ่งสุดยอด 2-in-1 Notebook หรูหรา บางเบา พรีเมียม Windows 10 Pro ประกัน 3 ปี On-site

HP Spectre x360 13 จัดว่าเป็นหนึ่งในสุดยอด 2-in-1 Notebook แห่งปี 2021 โน๊ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 13.3″ รองรับการทัชสกรีน ที่มีความบางเบามากๆ โดยมาพร้อมชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 Tiger Lake ที่ไม่ใช่แค่แรงขึ้น แต่มี AI ช่วยทำงานในตัว CPU พร้อมการ์ดจอออนชิปตัวใหม่อย่าง Intel Iris Xe Graphics ที่ทำให้ประสิทธิภาพกราฟฟิกดียิ่งขึ้นกว่ารุ่นก่อนๆ ที่เคยมีมาทั้งหมด

ซึ่งนอกเหนือจากความบางเบาแล้ว ตัวเครื่องยังมีความพรีเมียมหรูหราสุดๆ ด้วยสีสัน Poseidon Blue ตกแต่งขอบโดยรอบด้วยสี Copper Luxe การออกแบบคำนึงถึงความสะดวกในการใช้งาน วัสดุอลูมิเนียมทั้งตัวเครื่องผ่านกระบวนการขึ้นรูป CNC ระดับสูง กับความบางที่ 14.7 มิลลิเมตร และเบาเพียง 1.3 กิโลกรัมเท่านั้น ตอบโจทย์สำหรับคนที่ต้องการโน๊ตบุ๊คที่ส่งเสริมภาพลักษณ์แบบสุดๆ

HP Spectre x360

สเปกชิปประมวลผล Intel Core i7-1165G7 ขับเคลื่อนด้วยแรมขนาด 16GB และที่เก็บข้อมูลความเร็วสูง SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 1TB หน้าจอแสดงผลขอบจอบางเฉียบขนาด 13.3″ พาเนล IPS ความละเอียด Full HD กระจกเป็น Corning Gorilla แข็งแรงทนทาน รองรับทัชสกรีน ได้เป็น Windows 10 Pro สนนราคา 55,900 บาท  พร้อมประกัน 3 ปี On-site Service เรียกได้ว่าเหมาะมากๆ สำหรับคนที่กำลังมองหาพรีเมียม 2-in-1 Notebookมีฟีเจอร์หลายๆ อย่างที่เหนือชั้นกว่ารุ่นอื่นๆ

VDO Review

Coming Soon

NBS Verdict

เรียกได้ว่าถ้าให้เทียบ HP Spectre x360 13 ก็ถือว่าเป็นตัวชนกับ 2-in-1 Notebook ระดับไฮเอนด์ของทุกแบรนด์โดยตรง ทั้งจากดีไซน์การออกแบบและสเปกด้านใน กับอะไรที่มากกว่านอกเหนือจากเป็นโน๊ตบุ๊คเพื่อไว้ใช้งานแล้ว ยังเป็นอุปกรณ์เครื่องใช้ที่สื่อถึงภาพลักษณ์ของเราอีกด้วย  แน่นอนว่ามีความบางเบาและพรีเมียมอย่างสุดๆ พร้อมได้ฟีเจอร์ความปลอดภัยอย่าง HP Sure View โดยเป็นเทคโนโลยีกันคนแอบมองจากด้านข้าง รูปแบบการทำงานก็คือ Privacy Screen กับคุณสมบัติลดมุมมองหน้าจอลง อีกทั้งมีฟีเจอร์ Webcam Kill เมื่อเรากดปุ่มใช้งาน ก็จะมีแผงกั้นตรงกล้องขึ้นมาทันที  

HP Spectre x360

โดยรวมแล้วนั้นถือว่า HP Spectre x360 13 ปี 2021 เป็น 2-in-1 Notebook ที่ดีมากๆ รุ่นหนึ่ง ดีไซน์บางเฉียบน้ำหนักเบาสุดๆ มาพร้อมกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งรองรับอนาคตได้อีกไกลแบบสบายๆ ด้วยสเปก Intel Core i Gen 11 ที่จัดว่าได้แพลตฟอร์ม Intel EVO ที่การันตีว่าได้ประสบการณ์ใช้งานที่เยี่ยมยอด ทั้งเรื่องของประสิทธิภาพ การตอบสนอง การพกพา และแบตเตอรี่ที่ยาวนาน รวมไปถึงได้ Windows 10 Pro เพื่องานระดับมืออาชีพที่ปรับแต่งได้มากกว่า และการประกันถึง 3 ปีแบบ On-site Service ซ่อมฟรีถึงบ้านด้วย

HP Spectre x360

ด้วยความที่เป็น 2-in-1 Notebook เน้นงานมืออาชีพหรือองค์กร ก็ทำให้สามารถใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ ไม่จะเป็น Notebook / Stand / Tent / Tablet พร้อมปากกาสไตลัส HP Active Pen รุ่นใหม่ชาร์จไฟแบบ USB-C ที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายขึ้นของคนยุคนี้ แม้ว่าดูราคาแล้วอาจจะสูงซักหน่อยถ้าเทียบกับสเปกที่ได้ แต่ก็เหมาะสำหรับคนที่ต้องการโน๊ตบุ๊คที่มีความสามารถที่หลากหลายแบบในหนึ่งเดียว พร้อมที่จะ Work, Play & Sharing ได้ในทุกที่ทุกเวลา ส่วนตัวถือว่าถ้างบไม่ใช่ปัญหา HP Spectre x360 น่าจัดมาใช้งานที่สุด

HP Spectre x360

จุดเด่น HP SPECTRE X360 13

  • เป็น 2-in-1 Notebook จอ 13.3″ มีความพรีเมียมบางเบาที่สุดรุ่นหนึ่งในตลาด พร้อมได้ Intel EVO
  • มีฟีเจอร์ความปลอดภัยอย่าง HP Sure View และ Webcam Kill ที่ใช้งานได้ง่ายใช้งานได้จริง
  • มีประสิทธิภาพโดยรวมที่ดี ด้วยชิปประมวลผล Core i7-1165G7 / RAM 16GB / SSD 1TB
  • หน้าจอเป็นกระจก Corning Gorilla Glass ที่ความละเอียด Full HD พาเนล IPS เกรดสูง
  • เปิดเครื่องหรือตื่นจากโหมด Sleep, Boot เครื่อง และเชื่อมต่อ Wi-Fi ได้อย่างรวดเร็ว
  • ดีไซน์การออกแบบสวยและงานประกอบมีความประณีต ดูหรูหราและโดดเด่น
  • ใช้วัสดุชั้นดีอย่างอลูมิเนียมทำให้ตัวเครื่องแข็งแรงทนทาน
  • เป็นโน๊ตบุ๊คที่มีคุณสมบัติ 2-in-1 Notebook ใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ
  • มีไฟ Backlit Keyboard สวยงาม รวมถึงใช้งานได้เป็นอย่างดี
  • มีช่องทางเชื่อมต่อความเร็วสูงรุ่นล่าสุดอย่าง Thunderbolt 4 จำนวน 2 พอร์ต
  • แม้จะบางเฉียบแต่ก็ยังติดตั้ง USB 3.2 มาตรฐาน Type-A มาให้อยู่ 1 พอร์ต
  • มีปากกาสไตลัส HP Active Pen รุ่นใหม่ ชาร์จผ่าน USB-C มาให้พร้อมใช้งาน
  • มีตัวแปลง USB 3.1 Type-C มาให้ในบันเดิลเลย รองับพอร์ตหลากหลาย
  • สแกนลายนิ้วมือ Fingerprint ไว้ใช้งานร่วมกับ Windows Hello เพื่อเข้าใช้งาน
  • รองรับการเชื่อมไร้สายอย่าง Intel Wi-Fi 6 AX 201 (2×2)
  • แบตเตอรี่สามารถใช้งานได้ยาวนานสุดถึง 12 ชั่วโมง 
  • มีซอฟต์เคสลักษณะเป็นซองหนังสุดหรู อแดปเตอร์ก็ดูดีกว่าทั่วไป
  • มาพร้อมระบบปฏิบัติการ Windows 10 Pro ลิขสิทธิ์ใช้งานได้ทันที
  • รับประกันอยู่ที่ 3 ปี พร้อมบริการ On-site Service และบริการอื่นๆ

ข้อสังเกต HP SPECTRE X360 13

  • ไม่สามารถอัพเกรดใดๆ ได้เลยในภายหลัง
  • ราคาค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับสเปกภายใน
  • ดีไซน์ภายนอกเหมือนกับรุ่นปีก่อน

Specification

HP Spectre x360 13 สเปก Intel Core i Gen 11 มีอยู่ 1 รุ่นในตอนนี้ กับสเปก Core i7-1165G7 ราคา 55,900 บาท ที่เป็นชิปประมวลผลสถาปัตยกรรม Tiger Lake เทคโนโลยีที่ 10 นาโนเมตร SuperFin ที่ล้ำหน้า เพิ่มเติมด้วย AI มาช่วยการประมวลผลให้ดียิ่งขึ้นในหลายๆ โปรแกรม ทำงานแบบ 4 คอร์ 8 เธร์ด มีความเร็วที่ 2.80 – 4.70 GHz ส่วนการ์ดจอเป็นออนชิปรุ่นใหม่ Iris Xe Graphics ที่แรงกว่าเดิม

แน่นอนว่ารองรับทุกๆ การทำงานได้ดีขึ้น ทั้งดูหนังฟังเพลง ใช้งานเอกสาร ใช้งานอินเตอร์เน็ต หรือทำงานหนักๆ รวมไปถึงเล่นเกมออนไลน์ก็ลื่นไหล ได้หน้าจอแสดงผลขนาด 13.3″ พาเนล IPS ความละเอียด Full HD ทัชสกรีนได้ รองรับการทัชสกรีนเต็มรูปแบบ โดยเป็นกระจก Corning Gorilla ให้ความทนทานอย่างที่สุด

HP Spectre x360

สเปกอื่นๆ ได้หน่วยความจำแรมขนาด 16GB DDR4 Bus 3200 MHz และที่เก็บข้อมูลเป็น SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 1TB ตัวเครื่องติดตั้งกล้อง Webcam ความคมชัดระดับ HD และไมโครโฟนแบบ Dual Microphone ไว้สำหรับแชท และวิดีโอคอลได้อย่างคมชัดลื่นไหล พร้อมสแกนลายนิ้วมือ Fingerprint ไว้ใช้งานร่วมกับ Windows Hello เพื่อเข้าใช้งาน

ที่สำคัญยังมีพอร์ตเชื่อมต่ออย่าง Thunderbolt 4 ที่ออกแบบมาพิเศษ จำนวน 2 พอร์ต เข้ากับตัวเครื่องสุดบางมาให้ด้วย แน่นอนว่ารองรับการเชื่อมไร้สายอย่าง Intel Wi-Fi 6 AX 201 (2×2) และ Bluetooth 5 ตัวเครื่องติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows 10 Pro และซอฟต์แวร์เอกสิทธิ์ของ HP

บันเดิลยังให้ปากกาสไตลัส HP Active Pen รุ่นล่าสุดที่เปลี่ยนไปจากการใส่ถ่าน AAAA เป็นแบบมีแบตเตอรี่ในตัว ชาร์จผ่านทาง USB-C ได้ รวมไปซอฟต์เคสหนังสุดหรูบันเดิล พร้อมด้วยอแดปเตอร์ตัวแปลงเป็น HDMI, USB Type-A, USB Type-C รวมไปพอร์ตชาร์จไฟก็โดนจับไปรวมกับ Thunderbolt 4 ด้วย

HP SPECTRE X360 13-aw2092TU ราคา 55,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i5-1135G7 (4C/8T : 2.80 – 4.70GHz)
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics 
  • RAM : 16GB DDR4 3200 MHz 
  • DISPLAY: 13.3″ Full HD IPS 60Hz Touch Screen
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 1TB
  • OS : Windows 10 Pro (64 Bit)
  • Warranty : 3 Years Onsite Service

Hardware / Design

การออกแบบ HP Spectre x360 13 ถือว่าเป็น 2-in-1 Notebook ตัวท็อปสุดในตลาดอีกหนึ่งรุ่น เพราะด้วยความบางตัวเครื่องระดับ 14.7 มิลลิเมตร กับน้ำหนักแค่ 1.3 กิโลกรัมเท่านั้น โดยตามรีวิวนี้มาพร้อมสี Poseidon Blue ตัดกับสี Copper Luxe ที่ดูแพงและหรูหรากว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไปแบบเห็นได้ชัด ซึ่งทุกรายละเอียดพร้อมสร้างความแตกต่าง จากทั้งวัสดุอลูมิเนียมที่มอบภาพลักษณ์ความหรูหราเหนือระดับ พร้อมขอบตัวเครื่องแบบมันวาว สะท้อนความงามที่แตกต่างในสองมิติ พร้อมแม่เหล็กที่ฝาหลังที่สามารถติด HP Active Pen ได้ด้วย 

HP Spectre x360

ถือได้ว่างานประกอบเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ HP รุ่นนี้ทำได้เป็นอย่างดีที่สุดในเรื่องของการออกแบบให้มีความบางแต่ยังคงมีความแข็งแรงอยู่ ที่ต้องบอกว่าเป็นอะไรที่ผู้ผลิตรายอื่นๆ นำไปทำตามได้ยาก รวมไปถึงบานพับโน๊ตบุ๊คแบบสองข้อ ก็เป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจจากรายละเอียดงานดีไซน์เฟอร์นิเจอร์ระดับไฮเอนด์ ที่พร้อมสะกดทุกสายตาด้วยบานพับดีไซน์เรียบหรูสะอาดตา ซึ่งบริเวณนั้นยังมีคำว่า Spectre ด้วย เพื่อเป็นการยืนยันถึงความพรีเมียม อีกทั้งฝาหลังก็เป็นโลโก้ HP ระดับสูง ที่ใช้กับซีรีส์ ENVY / Spectre เท่านั้น

HP Spectre x360

จากการที่ตัวเครื่องดีไซน์มุมตัดช่วยให้เปิดฝาพับง่ายขึ้นและสวยเด่นขึ้นแบบ Gem Cut Design เหลี่ยมหน้าตัดเลียนแบบการเจียระไนอัญมณี ส่งผลให้มีการติดตั้งปุ่ม Power (Wake Up / Sleep) ยังได้ถูกออกแบบเอาไว้ขอบตัวเครื่องด้านนอก อีกทั้งที่มุมเครื่องสำหรับการเชื่อมต่อ Thunderbolt 4/ USB-C ได้สะดวกขึ้น ดูแล้วอาจจะไม่คุ้นตาเหมือนกับ Ultrabook รุ่นอื่นๆ แต่เมื่อใช้งานจริงแล้วพบว่าสามารถใช้งานได้คล่องตัวและสะดวกมากๆ จากการที่มันเป็น 2-in-1 Notebook พับได้ 360 องศานั่นเอง

HP Spectre x360

ด้านล่างตัวเครื่องของ HP Spectre x360 13 จะเห็นว่ายางรองตัวเครื่องขนาดใหญ่ 2 เส้นยาวเพื่อยกตัวเครื่องให้สูงขึ้นและเวลาใช้งานจะแน่นหนากับพื้นที่วาง พร้อมช่องดูดลมเย็นขนาดใหญ่ สำหรับส่วนของน็อตก็เป็นแบบพิเศษ แน่นอนว่าตรงนี้จะมีโลโก้ Windows 10 นอกจากนี้ตรงส่วนขอบด้านหน้าที่ใช้ยกฝาจอเพื่อเปิดเครื่องใช้งานก็จะมีการทำเป็นเว้าร่องลงไปเพื่อช่วยในการเปิดเครื่องที่ง่ายขึ้น ยกระดับความปลอดภัยด้วยฟีเจอร์ Webcam Kill ปกป้องความเป็นส่วนตัวบนจอ และปุ่มปิด-เปิดกล้องเพิ่มความสะดวกในการใช้งาน

HP Spectre x360

ส่วนระบบระบายความร้อนก็ได้ติดตั้งอยู่ใต้หน้าจอ โดยบานพับเป็นแบบแกนเดียวขนาดใหญ่ที่แลดูแข็งแรงทนทานเข้ากับเครื่อง อาศัยระบบระบายความร้อนด้วยพัดลม 2 ตัว ที่นำพาความร้อนไปได้ดีกว่า นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ HP Sure View ที่เป็น Privacy Screen นี้กับคุณสมบัติลดมุมมองหน้าจอลง เพื่อไม่ให้คนอื่นมาส่องมาเผือกได้เวลาที่ใช้งานนอกสถานที่อีกด้วย โดยเราสามารถปิดเปิดได้ง่ายๆ เพียงกดปุ่ม F1 ที่คีย์บอร์ดเท่านั้น

HP Spectre x360

สรุปสำหรับตัวเครื่องและดีไซน์การออกแบบของ HP Spectre x360 13 รุ่นใหม่ล่าสุดปี 2021 นั้น เป็นการต่อยอดจากรุ่นปี 2020 แม้ว่าดีไซน์ภายนอกรวมๆ แล้วยังไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เพราะดูแล้ว HP ทำการบ้านมาเป็นอย่างดีกับ 2-in-1 Notebook เน้นความพรีเมียมและครบเครื่องที่สุดก็เลยเลือกใช้โมเดลนี้ไปอีกปี โดยภาพลักษณ์โดยรวมนั้นทำได้เป็นอย่างดีน่าประทับใจ ที่สำคัญคือมีฟีเจอร์ต่างๆ มากมาย อย่างที่หาไม่ได้ในโน๊ตบุ๊ครุ่นอื่นๆ แน่นอน

Keyboard / Touchpad

คีย์บอร์ดของ HP Spectre x360 13 ได้มีความแตกต่างจากคีย์บอร์ดโน๊ตบุ๊คบางเบารุ่นอื่นๆ เพราะเป็นคีย์บอร์ดลักษณะเป็นแบบสี่เหลี่ยมจตุรัสคล้ายหมากฝรั่ง ได้ไฟเรืองแสงสีขาว (Backlit Keyboard) ให้แสงสว่างในการทำงานที่มืดหรือแสงน้อย พร้อมตอบสนองได้ดีกว่าคีย์บอร์ดทั่วไปแบบรู้สึกได้แถมยังสวยงามหรูหราด้วยสีขาวที่ดูเข้ากับสีตัวเครื่องเป็นอย่างดี

ส่วน Layout คีย์บอร์ดยังคงเป็น 4 แถวขนาด Full Size ซึ่งในด้านการใช้งานในการพิมพ์ ก็ตอบสนองได้เป็นอย่างดีทั้งขนาดแป้นพิมพ์ที่รับกันนิ้วและช่องว่างระหว่างแป้นที่ทำให้มีความแม่นยำ นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์สแกนลายนิ้วมือแบบใหม่ที่เพียงแตะเท่านั้น คล้ายๆ ใช้งานพวกสมาร์ทโฟน ซึ่งถือว่าเป็นอะไรที่ใช้งานได้ง่ายและสะดวกมากๆ แน่นอนว่าฟังก์ชั่นอย่าง HP Sure View ติดตั้งไว้ที่ปุ่ม F1 

HP Spectre x360

ทัชแพดเป็นวัสดุกระจกแบบด้านมีขนาดที่ค่อนข้างใหญ่เมื่อเทียบกับขนาดตัวเครื่อง ส่วนดีไซน์นั้นก็ใช้เป็นแบบซ่อนปุ่มคลิกซ้ายขวา มองไปแล้วไม่เห็นปุ่มแยกออกมาเช่นเดียวกับโน๊ตบุ๊คปัจจุบันหลายๆ รุ่น การใช้งานจัดได้ว่าอยู่ในระดับที่ดีเยี่ยมมากๆ ตัวซอฟต์แวร์ควบคุมก็ช่วยจัดการได้ดี  ซึ่งจะช่วยให้เคอร์เซอร์ไม่เลื่อนไปจากตำแหน่งเก่าขณะกำลังพิมพ์ ถ้าผู้ใช้เผลอนำมือไปโดนทัชแพดเข้า

Screen / Speaker

หน้าจอขนาด 13.3″ ความละเอียด 1920 x 1080 (Full HD) ซึ่งถือได้ว่าคมชัดเป็นอย่างมาก ที่มีขอบบางเฉียบถึง 3 ด้านด้วยกัน ซึ่งเป็นแบบจอกระจก Corning Gorilla Glass ที่ทนทานกับรอยขีดขวน ซึ่งอาจจะมีการสะท้อนภาพบ้างเวลาใช้งานกลางแจ้งหรือที่มีแสงจัดๆ โดยตัวจอรองรับการทัชสกรีนจำนวน 10 จุด ทั้งการใช้งานทั้งนิ้วมือแบบมัลติทัชและปากกา HP Active Pen ไม่แค่นั้นตัวเรื่องยังสามารถรองรับแรงกดได้หลายระดับ

HP Spectre x360

อีกทั้งยังสามารถพับปรับจอได้ 360 องศา ตามสไตล์ของ 2-in-1 Notebook และจากการที่ตัวจอเป็นพาเนล IPS คุณภาพสูง ทำให้สีสันคมชัดสมจริงไม่ว่ามองมุมไหน หรือการใช้งานโหมดใด ส่วนขอบจอด้านบนจะเป็นตำแหน่งของกล้อง HP Wide Vision HD Camera และไมคโครโฟนคู่เพื่อใช้งาน VDO Call รวมถึงยังมีหลอดไฟ LED สำหรับแสดงสถานะว่ากล้องทำงานอยู่ อีกทั้งยังด้วยฟีเจอร์ Webcam Kill เมื่อเรากดปุ่มใช้งาน ก็จะมีแผงกั้นตรงกล้องขึ้นมาทันที 

HP SPECTRE x360 i7 gen11 Review 23
HP SPECTRE x360 i7 gen11 Review 26
HP SPECTRE x360 i7 gen11 Review 83

ที่สำคัญคือเป็นโน๊ตบุ๊ค HP ที่ได้ติดตั้งฟีเจอร์ HP Sure View เป็นมาตรฐาน โดยเป็นเทคโนโลยีกันคนแอบมองจากด้านข้าง ซึ่งที่ผ่านทางปกติจะมีเฉพาะรุ่นท็อปๆ เท่านั้น (แบรนด์อื่นๆ ไม่มี) รูปแบบการทำงานก็คือ Privacy Screen กับคุณสมบัติลดมุมมองหน้าจอลง เพื่อไม่ให้คนอื่นมาส่องมาเผือกได้เวลาที่ใช้งานนอกสถานที่  ที่ไม่ต้องเสียเวลาไปซื้อฟิล์มมาติดเพิ่ม ไม่ต้องลอกออกไปมา เพราะเราสามารถกดปุ่มปิดเปิดได้ตามความต้องการ ที่ปุ่ม F1 เรียกได้ว่าตอบโจทย์การทำงานสายมืออาชีพที่ต้องการความปลอดภัยขั้นสุดอีกด้วย 

ทดสอบประสิทธิภาพหน้าจอของ HP Spectre x360 13 ที่เป็นโน๊ตบุ๊คที่ใช้หน้าจอพาเนล IPS คุณภาพดี แต่ดีแค่ไหนต้องทดสอบหน้าจอแบบละเอียดๆ ด้วยเครื่องมือที่เป็นทั้งซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์อย่าง Spyder5Elite พร้อมทั้งคาลิเบรตหน้าจอให้สีสันมีความตรงความเป็นจริงมากที่สุด นอกจากนี้เรายังทำการ Display Analysis ดูประสิทธิภาพการแสดงผลแบบละเอียด อย่างที่ดูด้วยตาเปล่าไม่สามารถบอกได้ จึงต้องใช้เครื่องมือช่วย  

s1 6
s2 6
s3 6

โดยขอบเขตความกว้างของสีสันเทียบเท่ากับมาตรฐาน sRGB ที่ 92% และ AdobeRGB ที่ 74% เรียกได้ว่าให้ประสิทธิภาพเรื่องของสีสันระดับสูงที่สุด เมื่อเทียบกับ IPS ที่หลายๆ รุ่นเลือกใช้เป็นปกติจะเห็นว่าเหนือกว่ามากๆ โดยมีความสว่างหน้าจอสูงสุดอยู่ที่ 300 cd/m2 ซึ่งจัดได้ว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานความสว่างที่ดี ของหน้าจอในโน๊ตบุ๊คราคาระดับนี้ คือรองรับการใช้งานที่กลางแจ้งได้สบายๆ อย่างไรก็ตามถ้าจะเอาไปทำภาพกราฟิกหรือตกแต่งภาพที่เน้นสีตรงกับอุปกรณ์เกี่ยวพ่วงก็ควรคาลิเบรตเสียก่อน

ต่อกันที่วัดความสว่างของหน้าจอตามตำแหน่งต่างๆ แบ่งเป็น 9 ช่อง เทียบจากช่องกลางแถวบนที่ปกติแล้วจะให้ความสว่างที่มากที่สุด ที่จะเห็นได้ว่าเป็น 0% ก็คือแสดงความสว่างได้เต็มที่ไม่มีผิดเพี้ยน แต่สำหรับบางช่องจะมีแสงสว่างที่ลดลงไปที่ 6% ในการทดสอบก็เพื่อให้เราใช้งานอย่างระมัดระวังสำหรับคนที่บังเอิญจำเป็นต้องใช้งานภาพถ่าย หรืองานกราฟิกอื่นๆ ปิดท้ายด้วยคะแนน 4.0 นับได้ว่าสมกับพาเนล IPS ระดับสูงจริงๆ

HP SPECTRE x360 i7 gen11 Review 29

ด้านของลำโพงนั้นมีอยู่ 2 ตัวด้วยกัน ติดตั้งซ้ายขวาขอบบนของตัวเครื่องด้านล่าง เรื่องของความดังของเสียงเรียกว่าทำออกมาได้อย่างน่าประทับใจทีเดียว ส่วนคุณภาพเสียงต้องบอกว่าเป็นของ Bang & Olufsen ที่ไว้ใจได้ คุณภาพเสียงที่ได้นั้น ก็ถือว่าดีเพียงพอแบบสบายๆ แล้ว และดีกว่าโน๊ตบุ๊ค HP รุ่นอื่นๆ พอตัวรวมไปถึงยังมีเทคโนโลยี HP Audio Boost ช่วยเพิ่มเสียงให้ก้องกังวาล เต็มอิ่มกับประสบการณ์ความบันเทิงถึงขีดสุดจากเสียงคมชัด

HP SPECTRE x360 i7 gen11 Review 67
HP SPECTRE x360 i7 gen11 Review 64
HP SPECTRE x360 i7 gen11 Review 65

Connector / Thin And Weight

สำหรับพอร์ต Thunderbolt 4 เป็นมาตรฐานของสเปก Intel Core i Gen 11 ที่รองรับการโอนถ่ายข้อมูล 40 Gb/s พร้อมรองรับการชาร์จไฟ Power Delivery 3.0 และเชื่อมต่อหน้าจอภายนอก DisplayPort 1.4 ที่ความละเอียดสูง 4K/ 8K อีกทั้งรองรับ HP Sleep and Charge ด้วย บน ซึ่ง HP Spectre x360 13 นี้ ได้ถูกติดตั้งไว้บริเวณขอบตัวเครื่องด้านขวา โดยมีอยู่ 2 พอร์ตด้วยกัน เรียกได้ว่าติดตั้งมาได้แตกต่างจากโน๊ตบุ๊ครุ่นอื่นๆ

HP Spectre x360

ที่โดดเด่นคือ แม้ตัวเครื่องจะบางเฉียบแต่ก็ยังติดตั้งพอร์ต USB 3.2 Type A (HP Sleep and Charge) มาตรฐานเดิมมาให้ด้วย แต่เป็นแบบพิเศษที่เรียบเนียนไปกับตัวเครื่อง การใช้งานคือเราต้องเปิดฝาออกมาก่อนจากนั้นจึงจะเสียบสายได้ นับได้ว่าเป็นการออกแบบที่ล้ำหน้าและได้ใช้งานจริง เพราะปกติแล้วถ้าเครื่องบางมากหรือออกแบบมาพิเศษ จะโดนตัด USB Type A ออกไปด้วย แน่นอนว่ายังมีพอร์ตหูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตร และ micro-SD Card Reader ไว้ถ่ายโอนข้อมูล ติดตั้งเอาไว้อยู่ด้วย

HP SPECTRE x360 i7 gen11 Review 62
HP SPECTRE x360 i7 gen11 Review 57
HP SPECTRE x360 i7 gen11 Review 10

ซึ่งถ้าคิดว่าไม่เพียงพอต่อการใช้งานแล้วล่ะก็ไม่ต้องกังวล เพราะทาง HP ได้ให้อุปกรณ์เสริม อย่างยอแดปเตอร์ตัวแปลง USB-C Hub บันเดิลให้ในชุดฟรีๆ ไม่ต้องไปหาซื้อเองให้เสียงเงินและวุ่นวาย โดยรองรับขยายพอร์ตการใช้งานเป็น HDMI, USB Type-A, USB Type-C รวมไปถึงพอร์ตชาร์จไฟก็สามารถใช้งานได้ผ่านทาง USB-C Hub นี้ได้ด้วยเช่นกัน เรียกได้ว่าในส่วนนี้ HP คิดมาเป็นอย่างดี เข้าใจผู้ใช้งานอย่างแท้จริง

ขนาดของตัวเครื่องและสายชาร์จ เมื่อเทียบกับขนาดของ 2-in-1 Notebook หน้าจอ 13.3″ ทั่วไปถือได้ว่ามีมิติที่เล็กกว่าพอสมควร ส่วนน้ำหนักตัวเครื่องเปล่านั้น อยู่ที่ 1.3 กิโลกรัม ก็จัดว่ามีน้ำหนักที่มีความเบามาก เมื่อรวมกับตัวอแดปเตอร์เข้าไปด้วย ก็จะมีน้ำหนัก 1.6 กิโลกรัมนิดๆ โดยในส่วนของอแดปเตอร์เตอร์ก็มีความพิเศษมากๆ จากการที่ดีไซน์มาได้สวยงาม ซึ่งสามารถพันสายเก็บได้เรียบร้อย รวมไปถึงตัวสายเองก็เป็นสายแบบถักที่นอกจากหรูหราแล้วยังทนทาน

Multi-Mode

HP Spectre x360 13 ตอบสนองได้อย่างหลากหลายจากการที่เป็น 2-in-1 Notebook ที่ถูกออกแบบมาเป็นอย่างดี ด้วยการพับใช้งานถึง 4 รูปแบบด้วยกันไม่ว่าจะเป็น Notebook / Stand / Tent / Tablet ที่ทีมงานของเรานั้นนำไปใช้งานอะไรบ้าง และรูปลักษณ์เมื่อเปลี่ยนไปใช้โหมดต่างๆ นั้น จะมีลักษณะเป็นอย่างไร HP Spectre x360 ก็ต้องบอกว่าวางใจได้เลยเรื่องความทนทาน เพราะมีการออกแบบบานพับใหม่ที่สามารถเปิดปิดหรือปรับระดับได้อย่างลื่นไหลได้เหมือนใหม่ทุกครั้ง ทนทานต่อการสึกหรอแน่นอน ใช้ได้สบายใจหายห่วง

HP SPECTRE x360 i7 gen11 Review 46

สำหรับปากกาสไตลัส HP Active Pen รุ่นล่าสุด รองรับชาร์จไฟผ่านทาง USB-C ทำให้เราสะดวกยิ่งขึ้น พัฒนาจากรุ่นก่อนๆ ที่ต้องใช้ถ่าน AAAA โดยปากกาสไตลัส HP Active Pen ทาง HP ได้ร่วมกับ Wacom ในการผลิต มาพร้อมกับความสามารถในการใช้งานแบบ N-Trig, มีปุ่มบนตัวสไตลัสจำนวน 2 ปุ่มทางด้านข้างและทางด้านบน และที่สำคัญสไตลัสนี้ยังรองรับระดับแรงกดได้มากถึง 4,096 ระดับเลยทีเดียว เสมือนใช้งานเป็นปากกาหรือดินสอจริงๆ ได้ เรียกได้ว่าจะลืมการใช้กระดาษแบบเดิมๆ ไปเลย

HP SPECTRE x360 i7 gen11 Review 73
HP SPECTRE x360 i7 gen11 Review 74
HP SPECTRE x360 i7 gen11 Review 78

Notebook Mode เป็นรูปแบบธรรมดาทั่วไปเหมือนกับโน๊ตบุ๊คปกติ เน้นสำหรับการใช้งานทั่วไป เล่นอินเตอร์เน็ต รวมไปถึงงานเอกสารต่างๆ ที่จำเป็นต้องใช้คีย์บอร์ดและทัชแพดในการควบคุมเหมือนโน๊ตบุ๊คปกติ

Stand Mode เน้นใช้งานที่ระบบจอสัมผัสของตัวเครื่องอย่างเดียวและวางไว้บนพื้นที่ราบ โดยรูปแบบการใช้งานนี้จะเน้นไปทางการใช้งานแอพพลิเคชั่นของ Windows เอง หรือเน้นไปทางการดู Youtube หรือชมภาพยนตร์เป็นหลัก พร้อมรองรับการทำงานแบบมัลติทัชได้พร้อมกันมากสุดที่ 10 จุดพร้อมกัน

HP SPECTRE x360 i7 gen11 Review 8

Tent Mode ค่อนข้างจะคล้ายกับ Stand Mode ก่อนหน้านี้ แต่จะอยู่ในรูปทรงตั้งเครื่องเอาไว้เป็นลักษณะสามเหลี่ยม ใช้ในการวิวดูข้อมูลการแสดงผลหน้าจอเป็นหลัก อีกทั้งยังสามารถจับพาดหรือเกาะกับสิ่งของรอบๆ ได้

Tablet Mode ด้วยการพับหน้าจอกลับแบบ 360 องศา จนฝาหลังและฐานใต้เครื่องมาติดกัน เราก็จะได้แท็บเล็ตที่มาพร้อมระบบปฏิบัติการ Windows ซึ่งเรามีความคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เหมาะสำหรับการเอาไว้เล่นเกมหรือดู E-Book อย่างที่แท็บเล็ตอื่นๆ ทั่วไปในตลาดสามารถทำได้

บอกได้เลยว่าสำหรับใครที่กำลังมองหา 2-in-1 Notebook ซักตัวที่พกพาสะดวกและอยากได้ความพรีเมียมไฮเอนด์ มีความสามารถครบครันทั้งในเรื่องของการทำงานทั่วไปหรือแท็บเล็ตที่ทำงานร่วมกับโปรแกรมบน Windows 10 Pro ได้อย่างลื่นไหล ก็สามารถเลือก HP Spectre x360 เป็นหนึ่งใน 2-in-1 Notebook ได้เลย

HP SPECTRE x360 i7 gen11 Review 72
HP SPECTRE x360 i7 gen11 Review 77
HP SPECTRE x360 i7 gen11 Review 79

Performance / Software  

HP Spectre x360 13 สเปก Core i Gen 11 เมื่อตรวจสอบข้อมูลของชิปประมวลผลด้วยโปรแกรม CPU-Z ก็พบว่าข้อมูลขึ้นมาครบถ้วนเลยครับ โดยเลือกใช้ชิป Intel Core i7-1165G7 ที่มี 4 คอร์ 8 เธรดสำหรับการประมวลผล ความเร็วที่ 2.80 – 4.70 GHz มีค่า TDP ในการปลดปล่อยความร้อนสูงสุดแค่ 12W – 28W เท่านั้น ซึ่งจัดว่าต่ำมากสำหรับชิป Core i7 ในโน๊ตบุ๊ค ทำให้ตัวเครื่องโดยรวมไม่ร้อนจนเกินไป ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากการใช้สถาปัตยกรรมการผลิตที่ระดับ 10 นาโนเมตร อย่าง Tiger Lake เทคโนโลยีสุดล้ำ SuperFin Willow Cove

ที่ต้องบอกว่าสร้างมาตรฐานประสิทธิภาพที่มากกว่าชิปประมวลผลรุ่นก่อนๆ แรงเพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไปมากๆ หรือถ้างานที่ต้องประมวลผลจริงจังก็รองรับได้อย่างสบายๆ ส่วนแรมได้ขนาด 16GB แบบฝังบอร์ด Quad Channel เป็นมาตรฐาน DDR4 3200 MHz ตามเทคโนโลยีของ Intel Core i Gen 11 ที่ผ่านการปรับแต่งให้เหนือชั้น  พร้อมให้ที่เก็บข้อมูล SSD M.2 NVMe PCIe ความเร็วสูง ที่สามารถขับเคลื่อนระบบปฏิบัติการ Windows 10 Pro แบบลื่นไหลอย่างที่สุด ในทุกๆ การทำงาน

c1 6.   c2 6

การ์ดจอเป็นแบบออนบอร์ดรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง Intel Iris Xe Graphics ที่ให้พลังในการประมวลผลที่ดีในระดับที่ก้าวกระโดดกว่ารุ่นก่อนๆ อย่างในเรื่องของกราฟิก 2 มิตินั้นก็รองรับได้อย่างสบายๆ หรือถ้าเป็น 3  มิติก็ต้องบอกว่ารองรับการทำงานได้ในระดับเบื้องต้นหรือระดับสูง รองรับการทำงานกับหน้าจอความละเอียดสูงอย่าง 4K / 8K ได้แบบไม่มีปัญหา เหมาะสำหรับคนที่ต้องการเพิ่มพลังการสร้างสรรค์คอนเทนต์ มองหาความบันเทิง หรือการเล่นเกมเปี่ยมอรรถรส  ประสิทธิภาพที่เรียกได้ว่าใกล้เคียงกับการ์ดจอแยกเลยทีเดียว ซึ่งสามารถเล่นเกม 3 มิติ พอได้บ้าง เดี๋ยวไปดูผลทดสอบกันอีกที

g1 6.   g2 5

อีกทั้งได้ที่เก็บข้อมูลเป็น SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 1TB ที่ได้ทั้งขนาดที่ใหญ่ใส่ไฟล์ได้เยอะ และเป็นรุ่นเกรดสูงความเร็วสูง โดยมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Windows 10 Pro มาตั้งแต่แกะกล่อง โดยได้ฟีเจอร์การจัดการและการปรับใช้งานในธุรกิจที่มากกว่า Windows 10 Home ทั่วไป ดังนั้นจึงไม่ต้องห่วงเรื่องลิขสิทธิ์ Windows หรืองานมืออาชีพเลย ส่วนถ้าต้องการเคลียร์เครื่อง ก็สามารถใช้งานฟังก์ชัน Reset this PC ที่อยู่ใน Settings ของ Windows 10 ได้เลยโดยไม่ต้องฟอร์แมต SSD เพื่อลง Windows ใหม่

cine15 6.   cine20 6

สำหรับโปรแกรมทดสอบ CINEBENCH 15 / 20 ที่เน้นในเรื่องของพลังชิปประมวลผล คะแนนก็อยู่ในระดับที่น่าพอใจ เปรียบเทียบกับชิปประมวลผลที่เป็นรหัส U Series รุ่นก่อนหน้าแล้ว ก็ทำได้ดีกว่าเล็กน้อย รวมไปถึงตัวการ์ดจอเองก็มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เรียกได้ว่าตอบโจทย์ในส่วนของงานประมวลผลหนักๆ ได้อย่างสบายๆ ไม่น่าเป็นห่วงนัก รวมไปถึงตัวการ์ดจอเองก็มีประสิทธิภาพสูงเช่นเดิม เรียกได้ว่าตอบโจทย์ในส่วนของงานประมวลผลหนักๆ ได้อย่างสบายๆ รวดเร็วทันใจแบบสุดๆ สมกับเป็นชิปประมวลผลตัวบนในรุ่นใช้งานเต็มกำลัง และการ์ดจอที่อัพเกรดใหม่ที่เน้นการทำงาน 3 มิติที่ดียิ่งขึ้น

    ssd 6

ด้านของ Storage เป็น SSD M.2 มาตรฐาน NVMe PCIe ระดับบน ได้ความจุ 1TB ที่ทำการทดสอบด้วยโปรแกรม CrystalDiskMark ก็พบว่าความเร็วในการอ่านอยู่ที่ 3549MB/s ส่วนความเร็วในการเขียนก็อยู่ที่ 2948 MB/s ด้านของความเร็วในการอ่านเขียนไฟล์ก็จัดว่าอยู่ในระดับที่ดีมากๆ สามารถใช้งานทั่วไปได้เหลือเฟือ เห็นถึงประสิทธิภาพทั้งในด้านการทดสอบและในด้านการใช้งานจริงที่แตกต่างกันอย่างเห็นเห็นได้ชัด เรียกได้ว่าเปิดอะไรปุ๊บก็ติดปั๊บ เร็วกว่ามาตรฐาน SATA 3 หลายเท่าตัว

pc10 5

การทดสอบประสิทธิภาพกับโปรแกรม PCMark 10 Advance ซึ่งสามารถทำคะแนนการทดสอบรวมได้มากถึง 4597 คะแนน ถือได้ว่าในส่วนของการใช้งานทั่วไปโดยรวมนั้นสอบผ่านแบบสบายๆ ทั้งในส่วนของการเล่นเว็บไซต์ งานเอกสาร งานตกแต่งรูปภาพ รวมถึงงานตัดต่อวิดีโอ และจากการที่เป็นโน๊ตบุ๊คทีมีชิปประมวลผลเป็น Intel Core i Gen 11 และสเปกจัดเต็ม ทำให้มีคะแนนพุ่งกว่าโน๊ตบุ๊คบางเบาในสเปกที่เป็น Intel Core i Gen 11 รุ่นอื่นๆ

game 1

ทดสอบเกมเพื่อให้รู้ถึงเฟรมเรมในการเล่นเกม โดยเฉลี่ยของเฟรมเรท (FPS) จากทั้ง 3 เกมออนไลน์ เกมที่ได้ทดสอบมีค่าเฟรมเรทเฉลี่ยค่อนข้างลื่นไหล น่าประทับใจทีเดียว เมื่อเทียบกับโน๊ตบุ๊คที่ไม่ได้เน้นเล่นเกมมาก ซึ่งตรงนี้ก็สามารถชี้วัดความสามารถในการเล่นเกมที่กราฟิกละเอียดๆ และภาพสวยๆ ได้ลื่นไหลเป็นอย่างดีเลย จากการที่สเปกภายในเป็นชิปประมวลผล Core i7-1165G7 ที่ทำงานร่วมกับการ์ดจอ ออนชิปอย่าง Iris Xe Graphics ได้ดีเยี่ยม ประกอบกับใช้แรม 16GB รวมไปถึง SSD ก็ส่งผลช่วยด้วย

สำหรับเกมออนไลน์อย่าง DOTA 2 ก็จัดการทดสอบแบบปรับสุดหมด ความละเอียด Full HD ผลที่ได้ออกมาก็คือสามารถเรนเดอร์ได้อย่างไหลลื่นในระดับเฟรมเรทที่เฉลี่ยที่ 45 แต่ฉากตะลุมบอนกันก็เฟรมเรทลดลงไปที่ 28 (อยากลื่นกว่านี้ก็ปรับกลางๆ ได้) และในส่วนของเกม Overwatch / PUBG ที่ปรับ Low ทดสอบแล้วจะมีเฟรมเรทเฉลี่ยอยู่ที่ 57 / 28 ซึ่งต่ำสุดอยู่ที่ 36 / 14 จากการที่ตัวเครื่องต้องควบคุมความร้อนให้ไม่ร้อนจนเกินไป อย่างไรก็ตามด้วยตัวเครื่องที่บางเบาสุดๆ ทำให้เป็นข้อจำกัดอยู่บ้าง แต่ดีขึ้นกว่ารุ่น Core i Gen 10 มากๆ แล้ว

hp1

อีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจของ HP Spectre x360 13 รวมไปถึงโน๊ตบุ๊ค HP ทุกรุ่น ก็คือมาพร้อมซอฟต์แวร์บันเดิลอย่าง HP Support Assistant เวอร์ชั่นล่าสุด โดยเป็นโปรแกรมซอฟต์แวร์ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้เราดูแลคอมพิวเตอร์ได้อย่างเหมาะสม ป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น และช่วยแก้ปัญหาได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว โปรแกรมนี้ยังระบุข้อมูลที่สำคัญสำหรับแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งนั่นหมายรวมไปถึงการอัพเดทไดร์เวอร์ต่างๆ และ Windows ด้วย จัดได้ว่าดีและใช้งานได้จริง

Battery / Heat / Noise

แบตเตอรี่เป็นแบบฝังไว้ในเครื่องเหมือนกับโน๊ตบุ๊คหลายๆ รุ่นในปัจจุบัน ตัวแบตเตอรี่จากการทดสอบด้วยการเปิด Wi-Fi และปรับเป็น Power Saver Mode พร้อมลดแสงและเสียงเหลือ 10% ทำงานต่อเนื่องยาวนานได้สูงสุดที่ 12 ชั่วโมง ในการใช้งานอย่างการดูภาพยนตร์และเล่นอินเตอร์เน็ต คาดว่าจะทำได้นานยิ่งกว่านั้นปรับเปลี่ยนตามการใช้งานของแต่ละคน ดูแล้วถือว่าใช้งานได้ยาวนาน จนแทบไม่ต้องอแดปเตอร์ไปข้างนอกสถานที่ด้วยเลย ส่วนช่องระบายความร้อนจะอยู่ด้านบนบริเวณข้อพับจอ โดยออกแบบให้ซ่อนตัวเอาไว้ด้านหลังติดกับกรอบอลูมิเนียมของจอ ถึงพับจอก็ไม่เห็นช่องระบายความร้อนเลย

batt 5

อุณหภูมิปกติของชิปประมวลผลจะอยู่ที่ 40 – 50 – 60 องศาเซลเซียส แต่พอรีดประสิทธิภาพเต็มที่จะเห็นว่าเครื่องจะร้อนที่สุดที่ 89 องศาเซลเซียสเท่านั้น ซึ่งดูเหมือนว่าจะร้อนจริงๆ แต่ก็สามารถนำพาความร้อนออกไปด้วยความรวดเร็วเช่นกัน ด้วยพัดลม 2 ตัวแบบหมุนรอบจัด ถือว่าทำได้ดีขึ้นกว่ารุ่นก่อนๆ แล้วล่ะ คาดว่าเพราะ Intel Core i Gen 11 มีความแรงที่มากขึ้นแต่ความร้อนปลดปล่อยน้อยลง 

อย่างไรก็ตามด้วยการที่ระบบระบายความร้อนของ HP Spectre x360 ไม่ได้ออกแบบมาให้ทำงานหนักๆ ตลอดเวลา เหมือน Gaming Notebook เครื่องอื่นๆ ซึ่งจากการทดสอบให้เครื่องประมวลผลผลหนักๆ หลายชั่วโมง อย่างไรก็ตามตัวเครื่องไม่ได้เกิดอาการค้าง หน่วง หรือมีปัญหาแต่อย่างใด  จากการที่ชุดระบายความร้อนไม่ได้ใหญ่แถมตัวเครื่องยังบางเฉียบอีกด้วย

temp2 2

Conclusion / Award

โดยรวมแล้วนั้นถือว่า HP Spectre x360 13 ปี 2021 เป็น 2-in-1 Notebook ที่ดีมากๆ รุ่นหนึ่ง การมาพร้อมกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งรองรับอนาคตได้อีกไกลแบบสบายๆ ด้วยสเปก Intel Core i Gen 11 Tiger Lake ได้แพลตฟอร์มเป็น Intel EVO ที่ยืนยันว่าผ่านมาตรฐานระดับสูงของทาง Intel อย่างที่หาไม่ได้ในโน้ตบุ๊คหลายๆ รุ่น

แน่นอนว่ามีความบางเบาและพรีเมียมอย่างสุดๆ ด้วยการประกอบและดีไซน์สุดเนียบ ที่สำคัญยังเหนือชั้นกว่ารุ่นอื่นๆ ด้วย จากฟีเจอร์ความปลิดภัยเพื่อความอุ่นใจ ด้วย HP Sure View โดยเป็นเทคโนโลยีกันคนแอบมองจากด้านข้าง และสวิตช์ Webcam Kill ซึ่งให้ความปลอดภัยอย่างที่สุด ซึ่งยังมี Windows 10 Pro เน้นการใช้งานระดับมืออาชีพองค์กรภาคธุรกิจอีก 

HP Spectre x360

แน่นอนว่าตอบสนองในเรื่องของการพกพาไปนอกสถานที่ได้อย่างเต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะใช้งานตามร้านกาแฟ ออฟฟิศ หรือทุกๆ ที่ที่เราต้องการหยิบออกมาใช้งาน สมกับเป็น 2-in-1 Notebook ระดับสูง ที่เราสามารถนำติดตัวไปได้ตลอดทั้งวัน ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมต่างๆ การทำงานขององค์กร หรือความบันเทิงส่วนตัว ที่ HP Spectre x360 13 ตอบโจทย์ได้ทั้งหมด จัดได้ว่าพิเศษกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไป หรือจะกล่าวว่าเป็นโน๊ตบุ๊คที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายขึ้นของคนยุคนี้ก็ว่าได้

HP SPECTRE x360 i7 gen11 Review 31

HP Spectre x360 13 ยังมาพร้อมกับระบบเสียง Bang & Olufsen คุณภาพดี ที่จัดได้ว่าให้อรรถรสของเสียงได้ดีกว่าลำโพงทั่วไปแบบรู้สึกได้ มีการเชื่อมต่อได้มาตรฐาน Intel Wi-Fi 6 AX 201 (2×2) และ Bluetooth 5 รวมไปถึงมีประกันถึง 3 ปีแบบ On-site Service ซ่อมฟรีถึงบ้าน ทำให้ HP Notebook รุ่นนี้ เป็น 2-in-i Notebook ที่มีความโดดเด่นเหนือกว่าคู่แข่งหลายๆ ตัวในตลาด สนนราคาอยู่ที่ 55,900 บาท ซึ่งก็ถือว่าอยู่ในกลุ่มของโน๊ตบุ๊คระดับไฮเอนด์ตามมาตรฐาน

HP SPECTRE x360 i7 gen11 Review 50

Award

โดยในครั้งนี้จะเป็นการเปรียบเทียบการให้รางวัลกับเครื่องในกลุ่มของ 2-in-1 Notebook ขนาดหน้าจอ 13.3 นิ้วด้วยกัน ซึ่ง HP Spectre x360 ก็ได้รางวัลต่างๆ ดังนี้ 

Best Design 

เรื่องของรูปร่างหน้าตาก็เป็นหนึ่งในจุดเด่นที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์ของ Spectre มาตั้งแต่ไหนแต่ไร ซึ่งจุดเด่นในข้อนี้ก็เห็นได้ชัดเจนใน HP Spectre x360 13 ที่มีดีไซน์ของตัวเครื่องสวยงามโฉบเฉี่ยวเป็นเอกลักษณ์ วัสดุอลูมิเนียมคุณภาพสูง งานประกอบแน่นหนา ดูแล้วเรียบหรูตามสไตล์ครุ่นใหม่ ขอบจอก็บางเฉียบ ซึ่งในจุดของรูปร่างหน้าตาก็เป็นสิ่งที่หลายๆ คนยอมรับกันอยู่สำหรับคนนำไปทำงานเป็นทางการ โดยมีสีสันให้ความโดดเด่นภาพลักษณ์ดี อีกทั้งการออกแบบยังรองรับการพับหน้าจอ 360 องศา ตามลักษณะการใช้งานของ 2-in-1 Notebook ที่ให้ความบางเบาอีกด้วย

NBS award 7 Design 

Best Mobility 

ส่วนของความสามารถในการพกพาก็ยังคงอยู่ในระดับที่ดีตามสไตล์ของ 2-in-1 Notebook ทั้งในความบางเฉียบและน้ำหนักเบา ที่ทำให้สามารถหิ้วไปไหนมาไหนได้อย่างสะดวก แถมไม่ต้องกลัวว่าเครื่องจะมีปัญหาอีกด้วย เพราะระบบไม่ได้ใช้ฮาร์ดดิสก์แบบจานหมุน ทำให้ไม่ต้องกังวลเรื่องการจับถือมากนัก สามารถพับฝาจอลงแล้วเก็บเครื่องได้ทันที อแดปเตอร์ก็ทำออกมาให้มีขนาดที่ไม่ใหญ่มากนัก พกพาสะดวก รวมน้ำหนักแล้วยังไม่ถึง 1.3 กิโลกรัม ที่สำคัญแบตเตอรี่ยังใช้งานได้ยาวนานสูงสุดกว่า 12 ชั่วโมงกว่า เหมาะมากๆ กับคนที่ทำงานนอกสถานที่บ่อยๆ แทบไม่ต้องพกพาอแดปเตอร์ไปข้างนอกด้วยเลย

NBS award 4 Mobility

Best Ultrabook 

HP Spectre x360 13 จัดว่าเป็นประเภทหนึ่งของ Ultrabook ที่เป็นมาตรฐานจากทาง Intel พร้อมได้ Intel EVO จากการที่มีความแรงลื่นและความบางเบาในเครื่องเดียว โดยได้หน้าจอบางเฉียบ Micro Edge display ของ HP รวมไปถึงอีกด้านยังมี HP Sure View ลดมุมมองหน้าจอ และ Webcam Kill ปุ่มเลื่อนไปมาสำหรับเปิดปิดการใช้งานกล้องเว็บแคม ที่ช่วยเราให้เรื่องของความปลอดภัย ได้ Windows 10 Pro ที่ดีที่สุด อีกทั้งได้มาตรฐานการเชื่อมต่อขั้นสูงทั้ง Thunderbolt 4 และ Wi-Fi 6 AX (2×2) จึงทำให้คว้ารางวัล Best Ultrabook ไปด้วย

NBS award 1 Ultrabook

 

from:https://notebookspec.com/web/578035-review-hp-spectre-x360-13-i7-1165g7-10p

แนะนำโน๊ตบุ๊คบางเบา 2021 จอ 14″ FHD IPS สเปก Core i Gen 11 คุ้มค่า ถูกสุด 16,900 บาท ได้ Windows 10 + Office แท้ ประกัน 3 ปี On-site

โน๊ตบุ๊คบางเบา หน้าจอ 14″ ช่วงต้นปี 2021 เน้นทำงานน่าซื้อ มีให้เราเลือกซื้อได้หลากหลายรุ่นหลากหลายแบรนด์ รองรับในการเลือกซื้อมาเพื่อใช้งานทั่วไปหรือมทำงานหนักๆ ในบางกรณี โดย Notebook ที่มาพร้อมกับสเปกชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 สถาปัตยกรรม Tiger Lake เทคโนโลยีการผลิต 10 นาโนเมตร SuperFin ถือได้ว่ามีประสิทธิภาพที่ดีเยี่ยม มี AI ช่วยทำงานในตัว โดยรวมแล้วมีความลื่นไหลไม่มีสะดุดเหมือนรุ่นปีก่อนๆ แน่นอน 

นอกจากนี้โน๊ตบุ๊คบางเบารุ่นใหม่ๆ ของแต่ละแบรนด์ยังมาพร้อมดีไซน์ตัวเครื่องที่พกพาสะดวก เหลือเฟือในการใช้งานระดับพื้นฐานหรืองานหนักๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำงานทั่วไปอย่างงานเอกสาร Word, Excel, Power Point, เล่นอินเตอร์เน็ต, Social, Online, ดูหนัง, Youtube, Netflix ที่สำคัญบางรุ่นได้โปรแกรม Office Home & Student 2019 มูลค่า 4,299 บาทไปฟรีๆ ส่วนประกันดีที่สุดเป็นแบบ 2 ปี On-site Service ซ่อมฟรีถึงบ้าน และมีประกันอุบัติเหตุในปีแรกให้อีกด้วย 

โน๊ตบุ๊คบางเบา

สำหรับคนที่อยากได้โน๊ตบุ๊คบางเบา แต่ได้ประสิทธิภาพสูงด้วย แน่นอนว่าจากการที่ใช้สเปกชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 รุ่นล่าสุด อาทิ Core i3-1115G4 / Core i5-1135G7 / Core i7-1165G7 ซึ่งประหยัดพลังงานพิเศษ ร้อนน้อย ส่งผลให้ใช้งานแบตเตอรี่ได้ยาวนาน รวมไปถึงการ์ดจอออนชิป Intel Iris Xe Graphics และการ์ดจอแยก GeForce ตัวใหม่ที่สวยสมจริงยิ่งขึ้น อีกทั้งได้มาตรฐานการเชื่อมต่อ Wi-Fi 6 AX เหมือนกัน และใน Notebook บางรุ่นจะได้มาตรฐาน Thunderbolt 4 ล้ำที่สุดด้วย

  • Core i3-1115G4
  • Core i5-1135G7
  • Core i7-1165G7

โน๊ตบุ๊คบางเบา

แนะนำโน๊ตบุ๊คบางเบา 2021 6 รุ่น จอ 14″ Full HD IPS สเปก Core i Gen 11

  1. Acer Aspire 5 A514-54 ราคา 16,900 บาท
  2. HP Pavilion x360 14 ราคา 19,900 บาท
  3. ASUS VivoBook 14 S413 ราคา 22,900 – 26,900 บาท
  4. MSI Modern 14 ราคา 24,900 – 28,900 บาท
  5. Dell Inspiron 14 5402 ราคา 28,900 – 31,900 บาท
  6. Lenovo IdeaPad Slim 5i 14 ราคา 24,900 – 29,900 บาท

1. Acer Aspire 5 A514-54 ราคา 16,900 บาท

Acer Aspire 5 A514-54 โน๊ตบุ๊คบางเบาดีไซน์เด่น เน้นความคุ้มค่า ขนาดหน้าจอ 14″ Full HD พาเนล IPS สวยงาม สเปกภายในเป็นชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 ที่แรงลื่น จากเทคโนโลยี 10 นาโนเมตร สถาปัตกรรม Tiger Lake เน้นประหยัดพลังงาน พร้อมมี AI ในตัวอีกทั้งได้แรมและที่เก็บข้อมูลพร้อมใช้งานทันที ด้วยราคาที่ไม่แพง แต่ประสิทธิภาพดี สนนราคาที่ 16,990 บาท

Acer Aspire 5 A514-54 ตอนนี้มีสเปกเพียง 1 สเปกเท่านั้น แต่มีให้เลือกถึง 5 สีสัน ใช้ชิปประมวลผล Intel Core i3-1115G4 พร้อมมีรุ่นการ์ดจอออนชิป Intel UHD Graphics รุ่นใหม่ ส่งผลให้รองรับงาน 2 มิติ และ 3 มิติเบื้องต้น หรือเล่นเกมเบาๆ ได้ Windows 10 แท้ และโปรแกรม Office Home & Student 2019 ทำให้ใช้งาน Word / Excel / Power Point ไปใช้งานติดเครื่องไปฟรีๆ ด้วย 

โน๊ตบุ๊คบางเบา

ได้แรมขนาด 8GB DDR4 Bus 3200 MHz พร้อม SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB รองรับการใส่ HDD SATA 3 เพิ่ม โดยมีพอร์ตมาตรฐานซึ่งมาให้ครบทั้ง USB 3.2 Type-C, USB 3.2 Type-A, USB 2.0 Type-A, HDMI สำหรับเชื่อมต่อจอภายนอก ที่สำคัญยังมาพร้อม Wi-Fi 6 AX ที่แรงขึ้น 3 เท่า และการเชื่อมต่อไร้สาย Bluetooth 5.1 ใหม่ล่าสุด ได้ประกันเป็น 2 ปี ที่สำคัญมีบริการซ่อมด่วนใน 3 ชั่วโมงเมื่อส่งศูนย์ พร้อมมีเครื่องสำรองให้ใช้งานอีกด้วย

ในเรื่องของการดีไซน์มีความทันสมัย พร้อมสีสันสวยงาม พร้อมตัวเครื่องมีความบางที่ 17.95 มิลลิเมตร ที่ความเบาเพียง 1.45 กิโลกรัมเท่านั้น โดยใช้วัสดุประกอบหลักเป็นพลาสติกและโลหะซึ่งทำให้ตัวเครื่องมีน้ำหนักเบาและแข็งแรง พร้อมมียางรองด้านหลังช่วยยกตัวให้สูงขึ้น ฝาหลังมาพร้อมกับหลากหลายสีสันมีความเป็นทูโทน ไม่ว่าจะเป็น ดำ Charcoal black / ฟ้า Gracier Blue / เงิน Pure Silver / ทอง Safari Gold และชมพู Sakura Pink ดูมีความพรีเมียมดูดีกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไป

โน๊ตบุ๊คบางเบา

Acer Aspire 5 A514-54 ราคา 16,900 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i3-1115G4 (2C/4T : 3.00 – 4.10 GHz)
  • GPU : Intel UHD Graphics
  • RAM : 8GB DDR4 3200 MHz 
  • DISPLAY: 14″ IPS Full HD
  • STORAGE : 512GB SSD PCIe M.2
  • OS : Windows 10 Home (64 Bit)
  • Software : Office Home & Student 2019
  • Warranty : 2 Years

2. HP Pavilion x360 14 ราคา 19,900 บาท

HP Pavilion x360 14 เป็นโน๊ตบุ๊คบางเบา ที่สามารถใช้งาน 2-in-1ได้ สเปก Core i Gen 11 ในราคาคุ้มค่าเหมือนเดิม มาพร้อมดีไซน์ใหม่ที่สวยงามลงตัว อีกทั้งยังแถมปากกา Stylus ใช้วาดรูปมาให้ในกล่องอีกด้วย ซึ่งบอกเลยว่าเป็น 2-in-1 Notebook ที่น่าซื้อ จากราคาไม่แพง แต่ได้ดีไซน์ที่สวยงามหรูหรา พกพาสะดวก พร้อมสเปกและฟีเจอร์ที่เกินราคา เพียง 19,900 บาท 

สำหรับสเปกเป็นชิปประมวลผล Intel Core i3-1115G4 ควบคู่กับแรมขนาด 8 GB และ SSD M.2 NVMe ความจุ 512 GB ส่วนหน้าจอเป็นแบบจอกระจกสัมผัส 14″ รองรับสัมผัสมัลติทัชและปากกา Stylus รองรับแรงกดได้หลายระดับ พาเนลจอเป็น IPS ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล พร้อมกับ Windows 10 ประกัน 2 ปี On-Site Service ซ่อมฟรีถึงบ้าน

โน๊ตบุ๊คบางเบา

ด้านพอร์ตที่ติดตั้งมีมาให้จะใช้ถือว่าครบครันเลยทีเดียวไม่ว่าจะเป็น USB 3.2 Type-A จำนวน 2 ช่อง, USB 3.2 Type-C จำนวน 1 ช่อง, SD Card Reader, HDMI สำหรับต่อหน้าจอเสริม และรูหูฟังกับไมค์แบบคอมโบ ซึ่งแน่นอนว่ารองรับการเชื่อมต่อไร้สายด้วย Wi-Fi 5 AC กับ Bluetooth 5.0

HP Pavilion x360 14 เป็นโน๊ตบุ๊คบางเบาหน้าจอ 14″ ปรับได้หลากหลายโหมด โดยเลือกใช้เป็นพาเนล IPS คุณภาพดี ที่มาพร้อมกับความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล รองรับมัลติทัชกรีน และปากกา HP Active Pen รองรับแรงกดได้หลายระดับ ทำให้ใช้งานกับระบบปฏิบัติการ Windows 10 ได้อย่างเต็มรูปแบบ พร้อมการขีดเขียนที่สมจริง ด้วยน้ำหนักตัวเครื่องเพียง 1.61กิโลกรัม และบางเพียง 20 มิลลิเมตร ทำให้การพกพาทำได้โดยง่าย

โน๊ตบุ๊คบางเบา

HP Pavilion x360 14 มาพร้อมกับดีไซน์การออกแบบใหม่ ขอบจอบางเฉียบ ซึ่งจัดได้ว่าเป็นโน๊ตบุ๊คยุคปัจจุบันที่มาพร้อมสีสันที่สวยงามลงตัวอย่าง Mineral Silver โดยฝาหลังจะเป็นเทาเงินโทนสว่างส่วนตัวเครื่องภายในจะเป็นเทาดำที่ดูเข้มกว่า เชื่อได้ว่ายังโดนใจวัยรุ่นเพราะมีความโดดเด่นสะดุดตาเป็นพิเศษ มีหน้าตาออกไปทางเรียบง่าย แต่แฝงไปด้วยความหรูหราด้วยการเล่นกับการออกแบบที่มีความโค้งเว้ามีมิติในหลายๆ ส่วน

HP Pavilion x360 14-dw1047TU ราคา 19,900 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i3-1115G4 (2C/4T : 3.00 – 4.10 GHz)
  • GPU : Intel UHD Graphics
  • RAM : 8GB DDR4 3200 MHz 
  • DISPLAY: 14″ IPS Full HD Touch Screen
  • STORAGE : 256GB SSD PCIe M.2
  • OS : Windows 10 Home (64 Bit)
  • Warranty : 2 Years

3. ASUS VivoBook 14 S413 ราคา 22,900 – 26,900 บาท

ASUS VivoBook S14 S413 จัดว่าเป็นโน๊ตบุ๊คบางเบาสายทำงานหรือความบันเทิงรูปแบบ Thin & Light อย่างแท้จริง ที่จะเน้นเรื่องของความบางเบาและสวยงามเป็นหลัก พร้อมความหรูหราที่ดูดียิ่งกว่ารุ่นราคาใกล้เคียงกัน โดยมีราคาที่คุ้มค่าสุด ซึ่งขอบจอด้านในจะตัดเป็นสีดำดูแล้วมีความสวยงามลงตัว อีกทั้งยังมีน้ำหนักเพียง 1.4 กิโลกรัมเท่านั้น

มาพร้อมกับชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 ที่มีให้เลือกตั้งแต่ Core i5-1135G7 / Core i7-1165G7 ได้ขนาดหน้าจอ 14″ ขอบหน้าจอบางพิเศษ NanoEdge ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล พาเนลคุณภาพสูงอย่าง IPS ในส่วนของการ์ดจอออนชิปเป็น Intel Iris Xe Graphics ที่ดีกว่ารุ่นก่อนๆ พร้อมมีรุ่นติดตั้งการ์ดจอแยกรุ่นอย่าง NVIDIA GeForce MX350 แน่นอนว่าทำให้เราเพียงพอต่อการเล่นเกมได้ลื่นไหล ซึ่งดีกว่า Notebook บางเบาทั่วไป

โน๊ตบุ๊คบางเบา

ได้แรมขนาด 8GB และ SSD 512GB พร้อม Windows 10 แท้ อีกทั้งได้โปรแกรม Office Home & Student 2019 (มูลค่า 4,299 บาท) มาใช้งานทันที ทั้ง Word / Excel / Power Point มาตรฐานการเชื่อมต่อ Wi-Fi 6 AX และ Bluetooth 5.0 ด้วย พร้อมการรับประกัน 2 ปี ตามมาตรฐานของ ASUS ที่สามารถส่งเคลมผ่านทาง 7-11 ได้ รวมถึงถ้าลงทะเบียนในเว็บไซต์ ปีแรกจะมีประกันอุบัติเหตุมาให้ด้วย

VivoBook%2014%20S413FQ%20Gold l

ที่สำคัญยังมีสีสันให้เลือกอย่าง Indie Black / Transparent Silver / Hearty Gold  พร้อมความพิเศษเพิ่มลูกเล่นบนแป้น ‘Enter’ ด้วยขอบตัดสีเหลืองสะดุดตาแบบสุดๆ พร้อมกันนั้นยังมีสติ๊กเกอร์ให้เราสามารถแปะแต่งเพิ่มเติมอีกด้วย การออกแบบทำมาได้สวยมาก ตัวเครื่องฝาหลังและตัวเครื่องด้านในจะเป็นอลูมิเนียม ใต้ตัวเครื่องเป็นวัสดุคุณภาพสูงให้สัมผัสที่ดูดีเกินราคา

ฝาหลังจอที่เป็นอลูมิเนียมอัลลอยที่ดูแข็งแรงและสวยงามพร้อมความเรียบง่าย โดยเป็นโน๊ตบุ๊ครุ่นใหม่ให้ความไลฟ์สไตล์เหมาะทั้งนักเรียนนักศึกษาและคนทำงาน สเปคคุ้มๆ ที่จะมาพร้อมกับสีสันสดใส เป็นเพื่อนคู่ใจที่ช่วยให้ทุกกิจกรรมในชีวิตประจำวัน ทั้งการเรียน การทำงานสะดวกและง่ายดาย น้ำหนักเครื่องเพียง 1.4 กก. (บาง 17.9 มม.) พร้อมนวัตกรรมขอบจอบาง ให้สัดส่วนจอต่อตัวเครื่องสูงถึง 86% 

Asus VivoBook 14 S413EA-EB125TS ราคา 22,900 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i5-1135G7 (4C/8T : 2.40 – 4.20GHz)
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics
  • RAM : 8GB DDR4 3200 MHz 
  • DISPLAY: 14″ IPS Full HD
  • STORAGE : 512GB SSD PCIe M.2
  • OS : Windows 10 Home
  • Software : Office Home & Student 2019
  • Warranty : 2 Years + 1 Year Perfect Warranty

Asus VivoBook 14 S413EQ-EB078TS ราคา 24,900 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i5-1135G7 (4C/8T : 2.40 – 4.20GHz)
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics + GeForce MX350
  • RAM : 8GB DDR4 3200 MHz 
  • DISPLAY: 14″ IPS Full HD
  • STORAGE : 512GB SSD PCIe M.2
  • OS : Windows 10 Home
  • Software : Office Home & Student 2019
  • Warranty : 2 Years + 1 Year Perfect Warranty

Asus VivoBook S14 S413EA-EB158TS ราคา 26,900 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i7-1165G7 (4C/8T : 2.80 – 4.70GHz)
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics
  • RAM : 8GB DDR4 3200 MHz 
  • DISPLAY: 14″ IPS Full HD
  • STORAGE : 512GB SSD PCIe M.2
  • OS : Windows 10 Home
  • Software : Office Home & Student 2019
  • Warranty : 2 Years + 1 Year Perfect Warranty

4. MSI Modern 14 ราคา 24,900 – 28,900 บาท

MSI Modern 14 เป็นโน๊ตบุ๊คบางเบารุ่นใหม่หน้าจอ 14″ ตัวแรงลื่นราคาคุ้มค่า มาพร้อมกับประสิทธิภาพจากชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 Tiger Lake รุ่นล่าสุด อย่าง i5-1135G7 / i7-1165G7 ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการผลิต 10 นาโนเมตร SuperFin พร้อมมี AI ช่วยทำงานในตัว ผสานการทำงานร่วมกับการ์ดจอออนชิป Iris Xe Gaphics ที่แรงสุดในกลุ่ม

ที่สำคัญคือตัวเครื่องมีความพรีเมียมและบางเบาอย่างที่สุด มีน้ำหนักเพียง 1.3 กิโลกรัมเท่านั้น ในส่วนของสเปกแรมได้มาขนาด 8GB DDR4 Bus 3200MHz และ SSD M.2 NVMe PCIe ที่ 512GB จัดเต็ม ส่งให้มีประสิทธิภาพในการทำงานที่ทรงพลังอย่างที่สุด สนับสนุนทั้งทำงานและเล่นเกมที่เหนือชั้นกว่าโน๊ตบุ๊คบางเบารุ่นก่อนๆ ที่เคยมีมา กับช่วงราคาไม่เกิน 30,000 บาท

โน๊ตบุ๊คบางเบา

สำหรับ MSI Modern 14 ตัวเครื่องเป็นอลูมิเนียม โดยมีสีให้เลือกถึง 3 สี คือ สีฟ้า Blue Stone / ดำ Carbon Gray / Beige Mousse เคลือบพื้นผิวด้วยเทคโนโลยี Sandblasting พ่นเนื้อทรายละเอียด ให้สัมผัสที่เรียบเนียน หน้าจอแสดงผลพาเนล IPS ความละเอียด Full HD บางเฉียบ ทำให้พกพาได้สะดวก

Modern%2014%20B11M%20Gray l

ส่วนบานพับก็แข็งแรงกว่ารุ่นก่อนๆ พร้อมกางได้ 180 องศา ทำให้นำเสนองานได้อย่างเต็มที่และง่ายขึ้นกว่าเดิม อีกทั้งได้ฟีเจอร์อื่นๆ ที่ครบครันตามสไตล์ของ MSI ที่จัดเต็ม ไม่เกรงใจใคร ในราคาเพียง 24,900 – 28,900 บาทเท่านั้น จัดว่าเป็นโน๊ตบุ๊ค Core i Gen 11 หน้าจอขนาด 14″ ที่ราคาถูกคุ้มค่ามากๆ

เหมาะมากๆ สำหรับคนทำงานจริงจังพนักงานออฟฟิศ หรือนักเรียนนักศึกษา ที่เน้นใช้งานทั่วไปให้ประสิทธิภาพพอตัว เพียงพอที่จะเอาไปทำงานหนักๆ อย่างตัดต่อวีดีโอได้เลยล่ะ แต่ก็ยังรองรับพกพาไปที่นู้นที่นั่นบ่อยๆ ทำงานได้ยาวนานกว่าโน๊ตบุ๊คปกติ โดยแบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานสุดถึง 9 ชั่วโมง พร้อมรองรับการชาร์จไฟผ่านทาง USB-C ด้วย  รวมถึงยังได้มาตรฐาน Military Grade มีความทนทานในการใช้งานเป็นพิเศษมากกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วๆ ไปด้วย

MSI Modern 14 B11M-208TH ราคา 24,900 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i5-1135G7 (4C/8T : 2.40 – 4.20GHz)
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics
  • RAM : 8GB DDR4 3200 MHz 
  • DISPLAY: 14″ IPS Full HD
  • STORAGE : 512GB SSD PCIe M.2
  • OS : Windows 10 Home
  • Warranty : 2 Years 

MSI Modern 14 B11M-200TH ราคา 28,900 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i7-1165G7 (4C/8T : 2.80 – 4.70GHz)
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics
  • RAM : 8GB DDR4 3200 MHz 
  • DISPLAY: 14″ IPS Full HD
  • STORAGE : 512GB SSD PCIe M.2
  • OS : Windows 10 Home
  • Warranty : 2 Years

5. Dell Inspiron 14 5402 ราคา 28,900 – 31,900 บาท

Dell Inspiron 14 5402 เป็นโน๊ตบุ๊คบางเบาที่จัดได้ว่ามีความครบครันในการใช้งานหลายๆ ด้าน ตรงกับความต้องการของผู้ใช้งานทั้งในกลุ่มที่เป็นผู้ใช้งานทั่วๆ ไปหรือผู้ที่รักความบันเทิงทั้งในส่วนของเกมและมัลติมีเดีย ด้วยฟีเจอร์มีสแกนลายนิ้ว Fingerprint และสเปคภายในที่ครบครัน ได้ชิปประมวลผล Core i Gen 11 สถาปัตยกรรม Tiger Lake ที่เทคโนโลยีการผลิตที่ 10 นาโนเมตร และการ์ดจอแยก​ NVIDIA GeForce MX330 อีกทั้งได้แรมขนาด 8GB พร้อม SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB ใช้งานทันที

ตามด้วยหน้าจอพาเนล IPS ความละเอียด Full HD ซึ่งให้สีสันที่สวยสมจริง มุมมองกว้าง สำหรับการเป็นโน๊ตบุ๊คเกณฑ์คุ้มค่าจากทาง Dell ที่เน้นเรื่องของความลงตัวโดยรวมด้วยสเปก ดีไซน์ ฟีเจอร์ และราคาที่ลงตัว มีการรับประกันถึง 2 ปีอีกด้วย แบบ On-site Service คือมารับมาส่งถึงบ้านเลย นอกจากนี้ยังมี Call Center ช่วยบริการตลอด 24 ชั่วโมงด้วย สนนราคาขายที่ 28,900 – 31,900 บาท จัดได้ว่าสมกับการที่เป็น Dell Notebook จริงๆ

โน๊ตบุ๊คบางเบา

ดีไซน์การออกแบบของ Dell Inspiron 14 5402 นั้นจะดูเล็กกว่าโน๊ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 14″ สมัยก่อนพอสมควร ตัวเครื่องดูเล็ก กะทัดรัด เหมาะกับการพกพา แต่ทั้งนี้ถึงแม้ว่าตัวเครื่องจะเล็ก ทำให้มีความโดดเด่นมากๆ ที่สำคัญขอบจอยังบางลง ในปัจจุบันถือว่าเป็นมาตรฐานใหม่ไปแล้ว คือมีน้ำหนักตัวที่เบาลง และตัวเครื่องยังบางกว่าปกติ โดยสามารถถือได้ด้วยมือเดียวอย่างสบายๆ ด้วยน้ำหนักเพียง 1.43 กิโลกรัม ส่วนความบางเครื่องก็เพียง 16.74 มิลลิเมตร พร้อมกับมีดีไซน์ยางรองด้านหลัง ที่ช่วยยกเครื่องให้สูงขึ้นเวลาเปิดหน้าจอใช้งาน

Inspiron%205402%20Blue f

แนวคิดโดยรวม Dell Inspiron 14 5402 ถอดแบบมาจากรุ่นที่เป็นโน๊ตบุ๊คปกติอย่าง Dell Inspiron 14 7000 Series ทำให้ดูทันสมัยและเรียบง่าย ที่มุมตัวเครื่องจะทำให้เป็นแบบโค้งมน รับกับมือเวลาจับถือพกพา ตามมาด้วยการใส่รายละเอียดในการทำให้ตัวเครื่องมีลักษณะลาดเอียงเล็กน้อย พร้อมด้วยสีที่ดูสะอาดตา โดยมีให้เลือกทั้งสีสันสีเงิน Platinum Silver หรือสีน้ำเงิน Eden ที่ดูแล้วหรูหรา สง่างาม เหมาะกับหนุ่มๆ ที่ต้องการโน๊ตบุ๊คที่เน้นภาพลักษณ์ไว้ใช้งาน พร้อมปุ่ม Power มุมขวาบนของคีย์บอร์ดที่เป็น Fingerprint ในตัว ซึ่งดูสวยงามลงตัวมากๆ

การออกแบบมาอื่นๆ ที่น่าสนใจก็คงเป็นส่วนของโลโก้ Dell ฝาหลังที่สวยงามเป็นสีเงิน ส่วนตัวเครื่องด้านล่างก็จะมีคำว่า Inspiron ปั๊มเอาไว้ นอกจากนี้การออกแบบยางรองใต้เครื่องก็เรียกได้ว่าไม่เหมือนใคร โดยใช้เป็นแถบยางยาวขนานไปกับแนวยาวของตัวเครื่อง พร้อมกับมีช่องระบายอากาศอยู่เป็นแนวยาวอีก รวมถึงมีการออกแบบภายในโดยใช้พัดลมระบายความร้อนข้างในเครื่องจำนวน 1 ตัว ในการท่ายเทความร้อนออกไปจากช่องทางใต้หน้าจอ

Dell Inspiron 5402-W566154327THW10 ราคา 28,900 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i5-1135G7 (4C/8T : 2.40 – 4.20GHz)
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics + Geforce MX330
  • RAM : 8GB DDR4 3200 MHz 
  • DISPLAY: 14″ IPS Full HD
  • STORAGE : 512GB SSD PCIe M.2
  • OS : Windows 10 Home
  • Warranty : 2 Years On-site Service

Dell Inspiron 5402-W566154325THW10 ราคา 31,900 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i7-1165G7 (4C/8T : 2.80 – 4.70GHz)
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics + Geforce MX330
  • RAM : 8GB DDR4 3200 MHz 
  • DISPLAY: 14″ IPS Full HD
  • STORAGE : 512GB SSD PCIe M.2
  • OS : Windows 10 Home
  • Warranty : 2 Years On-site Service

6. Lenovo IdeaPad Slim 5i 14 ราคา 24,900 – 29,900 บาท

Lenovo IdeaPad Slim 5i 14 เป็นโน๊ตบุ๊คบางเบารุ่นใหม่ล่าสุดปี 2021 สเปก Intel Core i Gen 11 + NVIDIA GeForce MX450 ที่เน้นความพกพาแต่ได้ประสิทธิภาพที่ดีด้วยตามสไตล์ของ Ultrabook ที่คุ้มค่าคุ้มราคา มีเอกลักษณ์ด้วยดีไซน์ที่เรียบง่ายและมีสไตล์ Lenovo เหมาะสำหรับการใช้งานไปนู้นมานี่เน้นตอบโจทย์การทำงานพื้นฐานเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นทำงานเอกสาร เล่นอินเตอร์เน็ต ดูหนังฟังเพลงดูซีรีส์สตรีมมิ่งต่างๆ รวมไปถึงเล่นเกม 3 มิติ ได้ดีกว่ารุ่นก่อนๆ ที่ผ่านมา โดยมีความเบาที่ 1.51 กิโลกรัม มีความบางที่ 19.1 มิลลิเมตร

โน๊ตบุ๊คบางเบา

สำหรับ Lenovo IdeaPad Slim 5i 14 เป็นโน๊ตบุ๊คขนาดหน้า 14″ ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ได้สเปกใหม่ล่าสุดอย่างชิปประมวลผล Intel Core i5-1135G7 / Core i7-1165G7 สถาปัตยกรรม Tiger Lake ที่ได้ประสิทธิภาพการทำงานที่ดี มีการ์ดจอแยก NVIDIA GeForce MX450 ที่แรงลื่นเทียบเท่าการ์ดจอ Gaming ได้แรมขนาด 8 – 16 GB และ SSD 512GB ประกันเป็นระยะเวลา 2 ปีเต็ม สนนราคาที่ 24,990 – 29,990 บาท แน่นอนว่ามี Windows 10 มาให้ ที่สำคัญได้โปรแกรม Office Home & Student 2019 (มูลค่า 4,299 บาท) ไปฟรีๆ ด้วย

Lenovo IdeaPad Slim 5i 14 มาพร้อมระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home ที่สามารถ Recovery เพื่อติดตั้งใหม่ได้เองตลอดเวลา และซอฟต์แวร์จากทาง Lenovo Vantage ที่ช่วยในการจัดการปรับแต่ง พอร์ตเชื่อมต่อก็มาพร้อมพอร์ตจำเป็นค่อนข้างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น USB 3.1 Type-C / USB 3.1 Type-A / HDMI / SD Card Reader / ช่องเสียบหูฟัง 3.5 ม.ม. และการเชื่อมต่อไร้สายเป็นมาตรฐานใหม่ล่าสุดอย่าง Wi-Fi 6 AX และ Bluetooth 5.1 แล้ว

IdeaPad%205%2014 l

ดีไซน์การออกแบบโดยรวมของ Lenovo IdeaPad Slim 5i 14 นั้นจะดูเล็กกว่าโน๊ตบุ๊คหน้าจอ 14″ แบบยุคก่อนๆ อยู่พอสมควร เนื่องด้วยขอบจอที่บางกว่าปกติ ด้วยสัดส่วนของจอแสดงผลอยู่ที่ 90% เหมือนเทียบกับตัวเครื่อง ทำให้ตัวเครื่องดูเล็ก กะทัดรัด เหมาะกับการพกพา ส่วนของตัวเครื่องทั้งหมดจะใช้เป็นอลูมิเนียมเป็นส่วนประกอบบริเวณฝา ส่วนตัวเครื่องด้านในเป็นพลาสติกเกรด ทำให้ได้ข้อดีมาก็คือทั้งความแข็งแรงและน้ำหนักที่เบา 

ตัวเครื่องมีการออกแบบโดยรวมให้ดูทันสมัยและเรียบง่าย โลโก้ Lenovo จะมีอยู่ 2 จุดเท่านั้น คือ มุมบนฝาหลังด้านซ้าย และมุมใต้หน้าจอด้านซ้ายเท่านั้น เรียกได้ว่าเป็น DNA ของ Lenovo แทบทุกรุ่นที่ใช้งานดีไซน์สไตล์นี้เลย ที่มุมตัวเครื่องจะทำให้เป็นแบบโค้งมน แต่ว่าไม่ได้มนมากจนเกินไป ส่งให้เวลาที่เราจับถือหรือใช้งานจะรู้สึกว่าแน่นหนา ซึ่งจากการใช้งานจริงพื้นผิวบางนี้เป็บรอยนิ้วมือค่อนข้างยาก ฉะนั้นหายห่วงเรื่องความสะอาดได้เลย หรือถ้าจะเช็ดก็ง่ายดาย

Lenovo IdeaPad Slim 5i 14ITL05-82FE009TTA ราคา 24,900 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i5-1135G7 (4C/8T : 2.40 – 4.20GHz)
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics + Geforce MX450
  • RAM : 8GB DDR4 3200 MHz 
  • DISPLAY: 14″ IPS Full HD
  • STORAGE : 512GB SSD PCIe M.2
  • OS : Windows 10 Home
  • Software : Office Home & Student 2019
  • Warranty : 2 Years

Lenovo IdeaPad Slim 5i 14ITL05-82FE009UTA ราคา 29,900 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i7-1165G7 (4C/8T : 2.80 – 4.70GHz)
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics + Geforce MX450
  • RAM : 8GB DDR4 3200 MHz 
  • DISPLAY: 14″ IPS Full HD
  • STORAGE : 512GB SSD PCIe M.2
  • OS : Windows 10 Home
  • Software : Office Home & Student 2019
  • Warranty : 2 Years

ปิดท้ายโน๊ตบุ๊คบางเบาทั้ง 6 รุ่น 6 แบรนด์ ที่นำมาแนะนำกันในบทความนี้ สามารถซื้อตามร้านทั่วไปตามห้างหรือร้านออนไลน์ก็ได้ อันนี้ไม่ว่ากันเอาตามที่สะดวก บอกเลยว่าตอบโจทย์การใช้งานพื้นฐานแน่นอน ซึ่งถ้าใครจะนำไปเล่นเกมเล็กๆ น้อยๆ ก็แนะนำเป็นสเปก Core i5-1135G7 ขึ้นไป แต่ถ้าอยากเอาไปเล่นเกม 3 มิติด้วย ควรเลือกเป็นรุ่นที่มีการ์ดจอแยก GeForce MX450 ไปเลยน่าจะเหมาะสมกว่า ยังไงสามารถดูข้อมูลเทียบได้จากตารางข้างล่างนี้นะครับ

โน๊ตบุ๊คบางเบา CPU GPU RAM SSD Office 2019  ราคา
Acer Aspire 5 A514-54 Core i3-1115G4 UHD Graphics 8GB 512GB Yes 16,900
HP Pavilion x360 14 Core i3-1115G4 UHD Graphics 8GB 256GB No 19,900
ASUS VivoBook 14 S413 Core i5-1135G7 Iris Xe Graphics 8GB 512GB Yes 22,900 
MSI Modern 14 Core i5-1135G7 Iris Xe Graphics 8GB 512GB No 24,900 
Dell Inspiron 14 5402 Core i5-1135G7 Iris Xe Graphics + MX330 8GB 512GB No 28,900
Lenovo IdeaPad Slim 5i 14 Core i5-1135G7 Iris Xe Graphics + MX450 16GB 512GB Yes 29,900 

 

 

from:https://notebookspec.com/web/573708-%e0%b9%82%e0%b8%99%e0%b9%8a%e0%b8%95%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b9%8a%e0%b8%84%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b2-14inc-spec-core-i-gen-11

รีวิว ASUS ZenBook 13 UX325 จอ OLED 13.3″ ดีที่สุด สเปก i5-1135G7 แรงลื่นพกพาสะดวก ได้ Office แท้ ประกัน 3 ปี On-site ราคาคุ้ม 28,990 บาท

ASUS ZenBook 13 UX325 เป็น Intel Notebook รุ่นใหม่ สเปก Core i Gen 11 Tiger Lake สายทำงานบางเบารุ่นใหม่ล่าสุด มาพร้อมหน้าจอ OLED ขนาด 13.3″ ราคาถูกที่สุด โดดเด่นด้วยความบางเฉียบสุดๆ เพียง 13.9 มม. และเบามากๆ ที่น้ำหนัก 1.11 กก. เท่านั้น เรียกได้ว่าตอบโจทย์การพกพาแต่รองรับการใช้งานรอบด้าน มาพร้อมพอร์ทเชื่อมต่อครบครัน

โดดเด่นด้วยการเชื่อมต่อไร้สาย Wi-Fi 6 AX และ Thunderbolt 4 ที่เป็นพอร์ตที่ดีที่สุด 2 พอร์ต โดยมีราคาเพียง 28,990 บาท อีกทั้งนำเสนอนวัตกรรมขอบจอบาง 4 ด้าน ให้อัตราส่วนขนาดจอต่อตัวเครื่องที่ 88% พร้อมอายุการใช้งานแบตเตอรี่สูงสุด 19 ชม. พร้อมดีไซน์ใหม่ในสีเทา อย่าง Pine Grey ที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร 

ASUS ZenBook 13

สเปกชิปประมวลผลรุ่นล่าสุดอย่าง Intel Core i Gen 11 Tiger Lake ซึ่งในตอนนี้มีสเปกเดียวคือ Intel Core i5-1135G7 ที่มี AI ช่วยประมวลผล พร้อมการ์ดจอออนชิปใหม่ Intel Iris Xe Graphics ได้หน่วยความจำแรมสูงสุดที่ 8GB ส่วนที่เก็บข้อมูลเป็น SSD M.2 ความจุ 512GB หน้าจอเป็นความละเอียด Full HD พาเนล OLED สีสันสวยงาม ขอบเขตดีที่สุดในราคาใกล้เคียงกัน

ติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home แท้ใช้งานได้ทันที และโปรแกรม Microsoft Office Home and Student 2019 ทำให้เราใช้งานเอกสาร Word / Excel / Power Point ได้ฟรีๆ ด้วย ได้การรับประกัน 3 ปี On-site Service และประกันอุบัติเหตุ Perfect Warranty ในปีแรกมาให้อีกด้วย แต่ตัวเครื่องเองก็ผ่านการทดสอบเรื่องความทนทานระดับ US MIL-STD 810G military-grade standard มาอยู่แล้ว

NBS Verdict

ASUS ZenBook 13 UX325 เป็นโน๊ตบุ๊คสายบางเบาจอดีจอสวยที่สุดจากการที่เป็นพาเนล OLED ซึ่งดีกว่า IPS แน่นอน ได้สเปก Intel Core i Gen 11 Tiger Lake รุ่นใหม่ล่าสุด อย่าง Core i5-1135G7 เทคโนโลยีการผลิต 10 นาโนเมตร SuperFin ซึ่งมาพร้อมความแรงที่มากขึ้นและพลัง AI ช่วยทำงานร่วมกับโปรแกรมต่างๆ อาทิ Word, Excel, Power Point หรือ Photoshop / Premiere Pro ที่ทำให้งานที่เราทำนั้นลื่นไหลและไวกว่าเดิม

อีกทั้งมีการ์ดจอออนชิป Intel Iris Xe Graphics ที่ประสิทธิภาพใกล้เคียงการ์ดจอแยก ทำงานร่วมกับแรมขนาด 8GB LPDDR4X และ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB ที่ทำงานได้รวดเร็ว ซึ่งเพียงพอกับการใช้งาน อีกทั้งยังได้โปรแกรม Microsoft Office Home & Student 2019 มูลค่ากว่า 4,299 บาท รวมไปถึงได้ประกันเทพๆ อย่าง 3 ปี On-site Service พร้อมประกันอุบัติเหตุ Perfect Warranty 1 ปีแรก กับราคาเพียง 28,990 บาท นับว่ามีความคุ้มค่าน่าซื้อมากๆ 

ASUS ZenBook 13

ได้หน้าจอขนาด 13.3″ ทำให้เล็กกระทัดรักพกพาสะดวก ที่สำคัญเครื่องยังเบาเพียง 1.11 กิโลกรัม และตัวเครื่องบางสุดที่ 13.9 มิลลิเมตรเท่านั้น ตอบโจทย์การใช้งานนอกสถานที่อย่างออฟฟิศ ร้านกาแฟ หรือ Co Working Space อย่างแท้จริง รวมไปถึงแบตเตอรี่เองก็ใช้งานได้ยาวนานกว่า 19 ชั่วโมง ได้ความปลอดภัยด้วยการสแกนใบหน้า 3D IR Camera ใช้งานผ่านทาง Windows Hello ที่สะดวกและง่ายกว่าการกรอกรหัสผ่านแบบเดิมๆ

ASUS ZenBook 13

ที่นอกจากได้เรื่องของสเปกฮาร์ดแวร์ที่ดีแล้ว ยังได้ตัวเครื่องที่พรีเมียมหรูหรา โดดเด่นด้วยความทนทานระดับ MIL-STD-810G ทำให้มั่นใจได้เลยว่าพกพาไปใช้งานไปไหนมาไหนเผื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นเครื่องก็ไม่พังง่ายแน่นอน  อีกทั้งยังได้ Numper Pad 2.0 แป้นตัวเลขที่ทัชแพดทำให้ใช้งานสะดวก พอร์ตการเชื่อมต่อก็ครบครันเท่าที่ตัวเครื่องจะให้ได้ ไม่ว่าจะเป็น USB 3.2 Type-A และ Thunderbolt 4 จำนวน 2 พอร์ต อย่างไรก็ตามน่าเสียดายที่ตัดช่องต่อหูฟังออกไป แต่ก็ยังดีมีสายแปลงแถมมาให้ด้วย 

ASUS ZenBook 13

จุดเด่น ASUS ZenBook 13 UX325

  • เป็นโน๊ตบุ๊คหน้าจอ OLED ขนาด 13.3″ จัดว่าเป็น รุ่นที่จอดีจอสวยที่สุดในรุ่นที่ใกล้เคียงกัน
  • น้ำหนักเบากแค่ 1.11 กิโลกรัม บางสุด 13.9 มิลลิเมตร วัสดุเครื่องคุณภาพสูงทั้งตัว
  • ดีไซน์พิเศษบานพับ ErgoLift Hinge ช่วยให้ใช้งานดีขึ้น ในหลายๆ ส่วน
  • หน้าจอมีความละเอียดสูงระดับ Full HD พาเนล IPS ขอบเขตสีใกล้เคียง 100% sRGB
  • ขอบจอบางเฉียบด้วย เทคโนโลยี Nano Edge บางพิเศษกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไป
  • ใช้งานจริงลื่นไหลด้วย Intel Core i Gen 11 Tiger Lake การ์ดจอ Iris Xe Graphics
  • ใช้งานทั่วไปลื่นไหลสบายมาก เล่นเกม 3 มิติ หรือตัดต่อวีดีโอได้ดีกว่ารุ่นก่อนๆ 
  • ผ่านการทดสอบตามมาตรฐาน MIL-STD-810G ทนทานต่อการใช้งาน
  • ลำโพง Harman/ Kardon ให้เสียงที่ดีในระดับหนึ่ง
  • มาพร้อม 3D IR Camera ใช้งานผ่านทาง Windows Hello
  • มาพร้อม ASUS NumberPad 2.0 ที่เปลี่ยนทัชแพดธรรมดาเป็นปุ่มกดตัวเลข LED
  • แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานกว่า 19 ชั่วโมง
  • อแดปเตอร์เป็นมาตรฐาน USB-C แล้ว ใช้สะดวกพกพาง่าย
  • มี Windows 10 แท้มาให้พร้อมใช้งานทันที
  • ประกัน 3 ปี On-site Service พร้อมประกันอุบัติเหตุ Perfect Warranty 1 ปีแรก
  • มีอุปกรณ์เสริมอย่างซองเคสใส่เครื่องและสายแปลง USB-C to หูฟัง 3.5 ให้ทันที
  • ราคาคุ้มค่า ประสิทธิภาพดี เมื่อเทียบรุ่นก่อนๆ 

ข้อสังเกต ASUS ZenBook 13 UX325

  • มีการตัดพอร์ตช่องต่อหูฟัง 3.5 มิลลิเมตรออกไป 
  • หน่วยความจำเป็นแบบฝังบอร์ดมาเลย และไม่รองรับการอัพเกรด 
  • น่าจะเบาได้มากกว่านี้อีกหน่อย เพราะเบากว่ารุ่น 14″ เพียง 600 กรัม

Specification

ASUS ZenBook 13 UX325 มีอยู่ 1 สเปกในตอนนี้ คือ Intel Core i5-1135G7 ราคา 28,990 บาท ที่เป็นชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 สถาปัตยกรรม Tiger Lake มาพร้อมกับเทคโนโลยีการผลิตที่ 11 nm SuperFin ที่แรงขึ้นมากพร้อมด้วย AI ช่วยทำงานบางอย่างในตัว เพิ่มเติมด้วยแบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนาน การ์ดจอเป็นออนชิปรุ่นใหม่ที่ดีขึ้นมากอย่าง Intel Iris Xe Graphic  ได้แรม 8GB LPDDR4X Bus 4266 MHz แบบฝังบอร์ด และ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB 

ASUS ZenBook 13 UX325

หน้าจอขนาด 13.3 เป็นพาเนล OLED ความละเอียด Full HD แบบจอด้านลดแสงสะท้อน พร้อมได้มุมมองที่กว้างและสีสันสดใส มีกล้องเว็บแคมและมีไมค์ดิจิตอลในตัว รองรับการใช้งาน VDO Call พร้อมกล้อง 3D IR Camera ที่ใช้งานร่วมกับ Windows Hello ไว้สแกนใบหน้าเพื่อเข้าใช้งาน ติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows 10 แท้  ที่สำคัญคือได้โปรแกรม Office Home & Student 2019 (มูลค่า 4,299 บาท) ไปใช้งานฟรีๆ ติดเครื่องไปใช้งานยาวๆ ได้เลย คุ้มค่าสุดๆ ไปเลยตรงจุดนี้

มีพอร์ตมาตรฐานซึ่งมาให้ครบทั้ง Thunderbolt 4 (USB 3.2 Type-C), USB 3.2 Type-A, HDMI สำหรับเชื่อมต่อจอภายนอก ที่สำคัญยังมาพร้อม Wi-Fi 6 AX ที่ดีกว่ารุ่นก่อน 3 เท่า และการเชื่อมต่อไร้สาย Bluetooth 5.0 ใหม่ล่าสุด การรับประกัน 3 ปี On-site Service รวมถึงถ้าลงทะเบียนในเว็บไซต์ ปีแรกจะมีประกันอุบัติเหตุมาให้ด้วย (Perfect Warranty) หน้าสเปกเต็มๆ ของ ASUS ZenBook 14 UX425 ได้ตามนี้เลย 

ASUS ZenBook 13 UX325 ราคา 28,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i5-1135G7 (4C/8T : 2.40 – 4.20 GHz)
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics
  • RAM : 8GB LPDDR4X 4266 MHz 
  • DISPLAY: 13.3″ Full HD OLED 60Hz
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 512GB
  • OS : Windows 10 Home (64 Bit)
  • Warranty : 3 Years On-site Service + 1 Year Perfect Warranty

ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 1

Hardware / Design

ด้วยการออกแบบตัวเครื่องที่เน้นเป็นสุดยอดโน๊ตบุ๊คที่หรูหราบางเบา จอดีที่สุดในตลาดด้วยพาเนล OLED แต่ก็ยังมาพร้อมความคุ้มค่าทำให้ ASUS ZenBook 13 UX325 มีความบางเบาที่สุด โดยบางเพียง 13.9 มิลลิเมตร และน้ำหนักแค่ 1.11 กิโลกรัม สามารถพกพาไปใช้งานนอกสถานที่ได้อย่างสบายๆ

โดยเหมาะมากๆ สำหรับคนที่ต้องการโน๊ตบุ๊คระดับสูง หรือคนทำงานพนักงานออฟฟิศที่เน้นใช้งานทั่วไปให้ประสิทธิภาพพอตัว แต่พกพาไปที่นู้นที่นั่นบ่อยๆ ซึ่งรองรับการทำงานได้ยาวนานกว่าโน๊ตบุ๊คปกติ ที่สำคัญคือได้ภาพลักษณ์ด้วย พร้อมฟีเจอร์ที่ครบครันมากกว่าแบรนด์อื่นๆ อย่างชัดเจน

ASUS ZenBook 13 UX325

วัสดุหลักเป็นอลูมิเมียมเกรดสูงแบบ Unibody ที่ไร้รอยต่อ ผสานกับลวดลายการออกแบบอันเป็นแบบฉบับของ ZenBook ด้วยสีสันอย่างสีเทา อย่าง Pine Grey พร้อมรายละเอียดรอบนอกเครื่องแบบโค้งมน รวมไปถึงด้านในอย่างตัวอักษรคีย์บอร์ด มีความโดดเด่นขึ้นมาอีกขั้น กับราคาก็ไม่แพงด้วยจากการที่สเปกเป็นชิปประมวลผล Intel Core i5 Gen 11 และ Iris Xe Graphics ซึ่งให้ประสิทธิภาพที่ดีเยี่ยมกว่ารุ่นก่อนๆ

ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 29

อีกหนึ่งเทคโนโลยีที่เข้ามาเสริมให้การทำงานเป็นไปได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ก็คือ บานพับ ErgoLift Hinge นั้นเวลาที่กางออกมาใช้งานในรูปแบบโน๊ตบุ๊คจะทำให้คีย์บอร์ดทำมุม 2.5 องศากับฐานตั้ง พร้อมกางจอได้สูงสุดที่ 150 องศา จากการที่มีบานพับแบบพิเศษช่วยยกตัวเครื่องสูงขึ้จากพื้น โดยขอบตัวเครื่องด้านหลังจะมียางรองพร้อมทำหน้าที่เป็นฐานรองด้านหลัง

ซึ่งมุม 3 องศาที่ว่านี้นั้นทาง ASUS ได้ทำการวิจัยออกมาเป็นอย่างดี ว่ามันจะช่วยให้เราใช้งานโน๊ตบุ๊คนั้นสามารถที่จะพิมพ์ได้อย่างสบาย แถมเวลาที่กางบานพับออกมานั้นมันจะทำให้ส่วนของฐานคีย์บอร์ดมีระยะห่างกับฐานตั้งซึ่งทำให้ความร้อนที่เกิดขึ้นในส่วนของตัวเครื่องนั้นมีการดูดลมเย็นเข้าไปช่วย พร้อมกันนั้นยังให้เสียงที่ดีขึ้นด้วย เรียกได้ว่าด้วยฟีเจอร์บานพับเดียวนี้ ทำให้การใช้งานดีขึ้นทั้ง 3 ด้านเลย

ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 41

ฝาหลังเป็นลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์ให้ผิวสัมผัสที่ดีมีความพรีเมียม พร้อมโลโก้ ASUS ตามมาตรฐานที่มีรัศมี Zen ที่เป็น DNA สำหรับขอบตัวเครื่องมีความสวยงามเรียบง่ายแต่ดูแพง ส่วนด้านในก็จะเป็นอลูมิเนียมแบบด้านที่ดูหรูหราไม่แพ้ด้านนอกทีเดียว ให้สเปกแรงแบบนี้ก็ยังถ่ายเทความร้อนได้อย่างรวดเร็วน่าประทับใจ แม้จะมีพัดลมเพียงตัวเดียวก็สามารถจัดการความร้อนภายในได้เป็นอย่างดี

อีกทั้งตัวเครื่องก็ผ่านการทดสอบตามมาตรฐาน MIL-STD-810G ระดับกองทัพสหรัฐฯ ที่มีการทดสอบในหลากหลายด้าน เช่น ทดสอบการตกหล่น ทดสอบการสั่นสะเทือน ทดสอบการทำงานในสภาวะอุณหภูมิต่าง ๆ ทำให้มั่นใจได้เลยว่าจะสามารถใช้งานตัวเครื่องนี้ได้ในแทบทุกสภาพแวดล้อมอย่างแน่นอน เรียกว่าเป็นโน๊ตบุ๊คที่เน้นความบางเบาหรูหราซึ่งมิติตัวเครื่องเทียบเท่ากับกระดาษ A4 เท่านั้นเอง

ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 40

ในส่วนของชุดบันเดิลที่ให้กับ ASUS ZenBook 13 UX325 มีทั้งในส่วนของซอฟต์เคสที่ดูดีลงตัวกับเครื่อง อีกทั้งได้ตัวแปลง USB-A to LAN RJ45 มาให้ใช้งานได้ทันที ตอบโจทย์คนที่ต้องการหรือจำเป็นใช้งานเชื่อมต่อเครือข่ายอินเตอร์เน็ตแบบสาย LAN อยู่เช่นตามที่ทำงานรวมไปถึงองค์กรต่างๆ โดดเด่นด้วยอแดปเตอร์ชาร์จไฟ ที่เป็นมาตรฐาน USB-C แบบ USB PD

ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 58

ทำให้ในการใช้งานร่วมกับตัวเครื่องได้สะดวกสบาย เพราะเราสามารถนำอแดปเตอร์นี้ไปชาร์จมือถือรุ่นใหม่ๆ หรืออุปกรณ์อื่นๆ ได้แทบทั้งหมด อาทิ กล้องดิจิตอล หรือ Power Bank นับได้ว่า ASUS ZenBook 14 UX425 เป็นการมาของ Intel Notebook หน้าจอ 14″ สายทำงานบางเบาที่ครบเครื่อง มีดีที่สเปกแรงลื่น ราคาคุ้มค่า ต่อยอดความสำเร็จจากรุ่นก่อนๆ ได้เป็นอย่างดี ยืนยันได้เลยว่า ASUS ใส่ใจในการออกแบบ รายละเอียด เพื่อการรองรับใช้งานจริงของคนรุ่นใหม่จริงๆ 

ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 22
ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 21
ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 8
ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 5
ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 26
ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 36
ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 45
ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 46
ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 47

Keyboard / Touchpad

ปุ่มคีย์บอร์ดของ ASUS ZenBook 14 UX425 มีขนาดใหญ่เป็นสีเดียวกับตัวเครื่อง จัดว่าอยู่ในขนาดพอตัวเมื่อเทียบกับขนาดหน้าจอ 14″ ทำให้พอมีพื้นที่เว้นว่างบ้าง โดยมีระยะการกดที่ 1.4 มิลลิเมตร ซึ่งให้สัมผัสในการกด การเด้งของปุ่มที่ดี การตอบสนองทั้งขนาดแป้นพิมพ์ที่รับกันนิ้วกันและช่องว่างระหว่างแป้นที่ทำให้มีความแม่นยำในการกด

ส่วนไฟ LED ที่คีย์บอร์ดก็จะเป็นสีขาวตัวอักษรเป็นสีขาวเข้ากัน พร้อมไฟส่องสว่างทำให้เราใช้งานในที่แสงน้อยหรือมืดๆ ซึ่งสามารถปรับความสว่างได้ 3 ระดับ ส่วนปุ่ม Fn ที่เป็นทางลัดต่างๆ ติดตั้งอยู่ชุดคีย์บอร์ดแถวบนเป็นมาตรฐาน ใช้งานได้สะดวก

ASUS ZenBook 13 UX325

ตัวทัชแพดมีขนาดที่ค่อนข้างใหญ่ ซึ่งใหญ่กว่ารุ่นก่อนๆ มาก เมื่อเทียบกับขนาดตัวเครื่องโดยรวมที่มีเล็กกระทัดรัดถือว่าจัดเต็มเรื่องของการใช้งานจริง ดีไซน์ออกมาแบบไม่มีปุ่มแยกโดยเป็นชิ้นเดียวทั้งคลิกซ้ายคลิกขวา ซึ่งขอบรอบๆ มีการเล่นสีสันเป็นสีมันวาวสะดุดตา การใช้งานจัดได้ว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจ ตัวซอฟต์แวร์ที่ให้มาสามารถควบคุมจัดการได้ดี ใช้งานแบบมัลติทัชร่วมกับ Windows 10 ได้ลื่นไหลไม่มีสะดุด เรียกได้ว่าไม่จำเป็นต้องมีเมาส์มาต่อเพิ่มเลยก็ว่าได้

ส่วนที่เป็นไฮไลท์ก็คือ ASUS ZenBook 14 UX425 มีแผงปุ่มตัวเลขที่ซ่อนอยู่ในทัชแพดครับ โดยใช้ชื่อเรียกว่า NumberPad 2.0 ซึ่งสามารถเปิดใช้งานได้ด้วยการแตะไอคอนตรงมุมขวาบนของทัชแพดค้างไว้ 1 วินาที เส้นไฟสำหรับแบ่งพื้นที่ของแต่ละปุ่มก็จะปรากฏขึ้นมาให้ใช้งานเป็น Numpad ได้ทันที ซึ่งแม้ว่าจะมีปุ่มขึ้นมาแล้ว ผู้ใช้ก็ยังสามารถใช้ทัชแพดในการเลื่อนเคอร์เซอร์ได้อยู่ แต่หากมีการจิ้มลงบนพื้นที่ของแต่ละปุ่มเพื่อคลิกซ้าย ก็จะเปรียบเสมือนการกดปุ่มตัวเลขด้วย

ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 18
ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 19
ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 20

Screen / Speaker

หน้าจอของ ASUS ZenBook 13 UX325 เป็นจอด้าน แบบขอบบางทั้ง 4 ด้าน ให้ความละเอียด Full HD พาเนล OLED ที่ดีกว่า IPS ในทุกๆ ด้าน ให้ภาพคมชัดด้วยอัตราการตอบสนองที่เร็วถึง 0.2 ms สวยงามสมจริงทุกมุมมอง เมื่อประกอบกับขอบจอที่บางเฉียบ ตามสไตล์ NanoEdge Display โดยให้พื้นที่หน้าจอถึง 88% เป็นหน้าจอแสดงผล มาพร้อมกับ TÜV Rheinland certified eye care ช่วยถนอมสายตา และป้องกันแสงสีฟ้าที่เป็นอันตรายต่อดวงตา นอกจากนี้ยังได้รับการตรวจสอบความถูกต้องของสีจาก PANTONE Validated

ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 7

ทำให้ไม่ว่าจะการใช้งานทั่วไป การเปิดหน้าเว็บ การชมภาพยนตร์ ซีรีส์ รวมถึงการเล่นเกมดูเต็มอารมณ์มากยิ่งขึ้น โดยสามารถกางหน้าจอได้สูงสุดที่ 150 องศา ส่วนขอบจอด้านบนจะเป็นตำแหน่งของกล้องหน้า รวมถึงยังมีหลอดไฟ LED สำหรับแสดงสถานะว่ากล้องทำงานอยู่ เรียกได้ว่าเป็นโน๊ตบุ๊คที่ให้ประสบการณ์ที่ดีที่สุดรุ่นหนึ่ง

อีกทั้งแม้ขอบหน้าจอจะบางแต่ก็ยังติดตั้ง Webcam และไมโครโฟนแบบคู่มาปกติที่ขอบด้านบน ได้เทคโนโลยีตัดเสียงรบกวนขั้นสูง (AI Noise Cancelation) สำหรับการทำงานระยะไกลและการประชุมวีดีโอ โดยแยกเสียงรบกวนที่ไม่ต้องการออกจากเสียงพูดซึ่งสามารถกรองและแยกเสียงรบกวนรอบข้าง ดีที่สุด

ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 9
ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 10
ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 54

พร้อมด้วย 3D IR Camera ไว้ใช้งานร่วมกับ Windows Hello ด้วย ส่งผลให้เราสามารถใช้งานได้สะดวกสบาย ไม่ต้องกรอกรหัสแบบเดิมๆ อีกต่อไป รวมถึงมีความปลอดภัยด้วย นอกจากนี้ยังมีการที่ใส่ยางขอบจอแบบติดเนียนตามตลอดแนวขอบจอเลย ทำให้ช่วยซับแรงกระแทกได้ดีกว่าโน๊ตบุ๊ครุ่นอื่นๆ ที่มักจะติดตั้งมาเป็นจุดๆ ในบางตำแหน่งเท่านั้น ฉะนั้นมั่นใจเรื่องความแข็งแรงทนทานได้เลย

s1 5
s2 5
s3 5

การทดสอบประสิทธิภาพหน้าจอด้วยเครื่องมือที่เป็นทั้งซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์อย่าง Spyder5Elite  โดยให้ขอบเขตความกว้างของสีสันเทียบเท่ากับมาตรฐาน sRGB ที่ 100% และ AdobeRGB ที่ 99% เรียกได้ว่าให้ประสิทธิภาพเรื่องของสีสันนั้นดีมากกว่าโน๊ตบุ๊ครุ่นอื่นๆ พอตัว ซึ่งมีความเที่ยงตรงของสีที่สูง รองรับการทำงานที่เน้นกราฟิก หรืองานด้านการถ่ายได้ระดับมืออาชีพได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ส่วนความสว่างหน้าจอสูงสุดอยู่ที่เกือบๆ 350 cd/m2 ซึ่งจัดได้ว่ามีความสว่างในระดับกลางๆ ซึ่งเพียงพอต่อการใช้งานในที่ต่างๆ ได้แบบสบายๆ ทำให้เมื่อคาลิเบตหน้าจอแล้วสามารถไปทำงานภาพกราฟิกหรือตกแต่งภาพที่เน้นความเที่ยงตรงได้มาตรฐานระดับมืออาชีพเลยทีเดียว ส่งผลให้มีคะแนนรวมอยูท่ี 4.5 คะแนน ถือว่าสูงกว่าโน๊ตบุ๊คหลายๆ รุ่นในปี 2021 นี้ เมื่อเทียบกับราคายิ่งจัดว่าคุ้มค่า

ASUS ZenBook 13 UX325

ตัวลำโพงเป็นแบบสเตอริโอเลือกใช้ลำโพง 2 ตัว 2W x 2 ระบบเสียง Harman/Kardon ให้ที่เสียงที่ดีมากทั้งความดังและคุณภาพ ผ่านตัวซอฟต์แวร์ ASUS SonicMaster ทั้งในเรื่องของเสียงเบสที่มีน้ำหนัก เสียงกลางที่สมดุล และเสียงแหลมที่ออกมาใสๆ

พร้อมทั้งความดังและกังวาลที่มากกว่า เมื่อกางบานพับจอแบบ ErgoLift ออกมา ฐานเครื่องก็จะยกขึ้นเพื่อให้เสียงจากลำโพงสะท้อนกับพื้นเพิ่มมิติของทิศทางเสียง  ซึ่งตัวลำโพงจะอยู่บริเวณใต้ตัวเครื่องซ้ายและขวาลักษณะยิงลงพื้น 2 ตัว ทำให้เสียงที่ออกมามีเสียงดังฟังชัด

ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 52
ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 51
ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 53

Connector / Thin And Weight

ในเรื่องพอร์ตเชื่อมต่อก็ถือว่ามีความครบครันตามมาตรฐานของโน๊ตบุ๊คบางเบา ไม่ว่าจะเป็นพอร์ต USB 3.2 Type-A จำนวน 1 พอร์ต (น่าจะให้มาสักสอง) ไว้สำหรับการเชื่อมต่อกับแฟลชไดร์ฟหรือฮาร์ดดิสก์ภายนอกไว้ถ่ายโอนข้อมูลได้รวดเร็ว โดดเด่นด้วยการติดตั้งพอร์ต Thunderbolt 4 มาให้ 2 พอร์ต แน่นอนว่ารองรับการชาร์ไฟเข้าเครื่องทั้ง 2 พอร์ต ทั้งอแดปเตอร์อื่นๆ ที่เป็น PD หรือ Power Bank รวมถึงต่อหน้าจอแยก 4K / 8K อีกด้วย 

ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 42

ทางด้านพอร์ตการเชื่อมต่อหน้าจอก็จะมี HDMI มาให้ ส่วนช่องอ่าน micro-SD Card จะอยู่ด้านขวามือตัวเครื่อง อย่างไรก็ตามเป็นโมเดลตัวเครื่องที่ทาง ASUS เลือกตัดช่องเชื่อมต่อหูฟังแบบ Combo ไมค์และหูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตรออกไป (เหมือนกับ ASUS ZenBook 13 UX425 รุ่นหน้าจอ 14″) แต่ก็ยังดีที่มีตัวแปลงสาย USB-C to 3.5mm มาให้ด้วย อย่างไรก็ตามเป็นได้ต้องหาซื้อ USB-C Hub มาเพิ่มเติมก็จะดีมากๆ 

ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 41

ขนาดของตัวนี้ถือว่ามีมิติที่ค่อนข้างเล็กและบางเบา น้ำหนักตัวเครื่องอยู่ที่ 1.11 กิโลกรัม และตัวอแดปเตอร์ที่ชาร์จเองก็มีขนาดเล็ก กะทัดรัดซึ่งเมื่อรวมเข้าไปด้วยกันแล้วน่าจะมีหนักราวๆ 1.3 กิโลกรัม ถือว่ามีน้ำหนักที่มีความเบามากๆ เลยทีเดียว เพราะปกติแล้วโน๊ตบุ๊ค 13″ รุ่นก่อนๆ แค่ตัวเครื่องก็จะมีน้ำหนักอยู่ที่ 1.3 กิโลกรัมขึ้นไปแน่นอน  ซึ่ง ASUS ZenBook 14 UX425 ตอบสนองในเรื่องของการพกพาใส่กระเป๋าไปนอกสถานที่ได้อย่างเต็มรูปแบบ

ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 56
ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 57
ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 55

ASUS ZenBook 13 UX325 สเปก Core i Gen 11 เมื่อตรวจสอบข้อมูลของชิปประมวลผลด้วยโปรแกรม CPU-Z ก็พบว่าข้อมูลขึ้นมาครบถ้วนเลยครับ โดยเลือกใช้ชิป Intel Core i5-1135G7 ที่มี 4 คอร์ 8 เธรดสำหรับการประมวลผล ความเร็วที่ 2.40 – 4.20 GHz มีค่า TDP ในการปลดปล่อยความร้อนสูงสุดแค่ 12W – 28W เท่านั้น ซึ่งจัดว่าต่ำมากสำหรับชิป Core i5 ในโน๊ตบุ๊ค ทำให้ตัวเครื่องโดยรวมไม่ร้อนจนเกินไป ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากการใช้สถาปัตยกรรมการผลิตที่ระดับ 10 นาโนเมตร อย่าง Tiger Lake เทคโนโลยีสุดล้ำ SuperFin Willow Cove

ที่ต้องบอกว่าสร้างมาตรฐานประสิทธิภาพที่มากกว่าชิปประมวลผลรุ่นก่อนๆ แรงเพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไปมากๆ หรือถ้างานที่ต้องประมวลผลจริงจังก็รองรับได้อย่างสบายๆ ส่วนแรมได้ขนาด 8GB แบบฝังบอร์ด เป็นมาตรฐาน LPDDR4X 4266 MHz ตามเทคโนโลยีของ Intel Core i Gen 11 ที่ผ่านการปรับแต่งให้เหนือชั้น  พร้อมให้ที่เก็บข้อมูล SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB ที่สามารถขับเคลื่อนระบบปฏิบัติการ Windows 10 แบบลื่นไหลอย่างที่สุด ในทุกๆ การทำงาน

c1 5.   c2 5

การ์ดจอเป็นแบบออนบอร์ดรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง Intel Iris Xe Graphics ที่ให้พลังในการประมวลผลที่ดีในระดับที่ก้าวกระโดดกว่ารุ่นก่อนๆ อย่างในเรื่องของกราฟิก 2 มิตินั้นก็รองรับได้อย่างสบายๆ หรือถ้าเป็น 3  มิติก็ต้องบอกว่ารองรับการทำงานได้ในระดับเบื้องต้นหรือระดับสูง รองรับการทำงานกับหน้าจอความละเอียดสูงอย่าง 4K / 8K ได้แบบไม่มีปัญหา เหมาะสำหรับคนที่ต้องการเพิ่มพลังการสร้างสรรค์คอนเทนต์ มองหาความบันเทิง หรือการเล่นเกมเปี่ยมอรรถรส  ประสิทธิภาพที่เรียกได้ว่าใกล้เคียงกับการ์ดจอแยกเลยทีเดียว ซึ่งสามารถเล่นเกม 3 มิติ พอได้บ้าง เดี๋ยวไปดูผลทดสอบกันอีกที

g1 5.   g2 4

สำหรับโปรแกรมทดสอบ CINEBENCH 15 / 20 ที่เน้นในเรื่องของพลังชิปประมวลผล คะแนนก็อยู่ในระดับที่น่าพอใจ เปรียบเทียบกับชิปประมวลผลที่เป็นรหัส U รุ่นก่อนหน้าแล้ว ก็ทำได้ดีกว่าเล็กน้อย รวมไปถึงตัวการ์ดจอเองก็มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เรียกได้ว่าตอบโจทย์ในส่วนของงานประมวลผลหนักๆ ได้อย่างสบายๆ ไม่น่าเป็นห่วงนัก รวมไปถึงตัวการ์ดจอเองก็มีประสิทธิภาพสูงเช่นเดิม เรียกได้ว่าตอบโจทย์ในส่วนของงานประมวลผลหนักๆ ได้อย่างสบายๆ รวดเร็วทันใจแบบสุดๆ สมกับเป็นชิปประมวลผลตัวบนในรุ่นใช้งานเต็มกำลัง และการ์ดจอที่อัพเกรดใหม่ที่เน้นการทำงาน 3 มิติที่ดียิ่งขึ้น

cine15 5.   cine20 5

 

ตัวเก็บข้อมูลของเครื่องที่เลือกใช้ SSD ก็ทำผลทดสอบเป็นที่น่าพอใจบนขนาดความจุ 512GB แบบ M.2 NVMe PCIe ระดับกลางๆ แน่นอนว่าเร็วกว่า SSD M.2 SATA 3 แบบทั่วไป ยิ่งเมื่อนำไปใช้เทียบกับฮาร์ดดิสก์แบบจานหมุนแล้วละก็จะเห็นถึงประสิทธิภาพทั้งในด้านการทดสอบและในด้านการใช้งานจริงที่แตกต่างกันอย่างเห็นเห็นได้ชัด เรียกได้ว่าเปิดอะไรปุ๊บก็ติดปั๊บ ที่ต้องบอกว่าความเร็วระดับการอ่านที่ราวๆ 1877 MB/s และเขียนที่ 895 MB/s เป็นระดับความเร็วในการเขียนอ่านทำงานโดยรวมที่น่าประทับใจ จัดว่าเป็น SSD M.2 NVMe ระดับมาตรฐานที่ใช้งานได้เป็นอย่างดี

ssd 5 

การทดสอบประสิทธิภาพกับโปรแกรม PCMark 10 Advance ซึ่งสามารถทำคะแนนการทดสอบรวมได้มากถึง 4,611 คะแนน (ใกล้เคียง Gaming Notebook ยิ่งขึ้นไปอีก) ถือได้ว่าในส่วนของการใช้งานทั่วไปโดยรวมนั้นสอบผ่านแบบสบายๆ ทั้งในส่วนของการเล่นเว็บไซต์ งานเอกสาร งานตกแต่งรูปภาพ ส่วนถ้าเอาไปใช้งานหนักๆ เช่นงานประมวลผล ตัดต่อวีดีโอ โปรเซสไฟล์ภาพความละเอียดสูง รวมไปถึงเล่นเกม 3 มิติ ซึ่งก็พอได้ แต่คงตอบสนองได้ไม่เท่าพวก Gaming Notebook หรือโน๊ตบุ๊คแรงๆ ที่ใช้ Core i ตระกูล H และการ์ดจอ GTX

pc10 4

ทดสอบเกมได้เฟรมเรมในการเล่นเกมทำออกมาน่าสนใจมากๆ โดยเฉลี่ยของเฟรมเรท (FPS) จากทั้ง 3 เกมออนไลน์ เกมที่ได้ทดสอบมีค่าเฟรมเรทเฉลี่ยค่อนข้างลื่นไหล น่าประทับใจทีเดียว เมื่อเทียบกับโน๊ตบุ๊คที่ไม่ได้เน้นเล่นเกมมาก ซึ่งตรงนี้ก็สามารถชี้วัดความสามารถในการเล่นเกมที่กราฟิกละเอียดๆ และภาพสวยๆ ได้ลื่นไหลเป็นอย่างดีเลย จากการที่สเปกภายในเป็นชิปประมวลผล Core i5-1135G7 ที่ทำงานร่วมกับการ์ดจอ ออนชิปอย่าง Iris Xe Graphics ได้ดีเยี่ยม ประกอบกับใช้แรม 8GB LPDDR4x4266 MHz รวมไปถึง SSD ก็ส่งผลช่วยด้วย

สำหรับเกมออนไลน์อย่าง DOTA 2 ก็จัดการทดสอบแบบปรับสุดหมด ซึ่งเป็นความละเอียดที่จะสามารถเล่นให้ลื่นได้ สำหรับรายละเอียดภาพอื่นๆ ก็เรียกได้ว่าเปิดทุกอัน  ผลที่ได้ออกมาก็คือสามารถเรนเดอร์ได้อย่างไหลลื่นในระดับเฟรมเรทที่เฉลี่ยที่ 43 แต่ฉากตะลุมบอนกันก็เฟรมเรทลดลงไปที่ 21 (อยากลื่นกว่านี้ก็ปรับกลางๆ ได้) และในส่วนของเกม Overwatch ที่ปรับ Low ทดสอบแล้วจะมีเฟรมเรทเฉลี่ยอยู่ที่ 67 ซึ่งต่ำสุดอยู่ที่ 20 เฟรมเรทก็ทำออกมาได้ลื่นไหลกว่าที่คาดไว้พอตัว อย่างไรก็ตามด้วยตัวเครื่องที่บางเบาสุดๆ ทำให้เป็นข้อจำกัดอยู่บ้าง

game

ASUS ZenBook รุ่นนี้เองก็ยังมีในส่วนของซอต์ฟแวร์ที่จะเป็นตัวช่วยในการใช้งานของเราอีกด้วยอย่าง MyASUS (โดยเปิดเครื่องมาเจอเลยพร้อมมี Hotkey ให้กดใช้งาน) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสเปกภายใน หรือเช็คสถานะการทำงานส่วนต่างๆ ของเครื่อง รวมไปถึงยังสามารถ ตรวจเช็คสถานะเครื่องกับข้อมูลแคชต่างๆ ก็ทำการลบทิ้งได้ตรงนี้เลย หรือเช็คอัพเดทซอฟ์ตแวร์และไดร์เวอร์ต่างๆ ของเครื่องก็สามารถทำผ่านตรงนี้ได้เช่นกัน รวมไปถึงโหมดพัดลมและโปรไฟล์สีการแสดงผลอีกด้วย

my 1

Battery / Heat / Noise

แบตเตอรี่ตัวเครื่องเป็นแบบฝังไว้ในเครื่องเหมือนกับโน๊ตบุ๊คปีปัจจุบัน ตัวแบตเตอรี่มีขนาดประมาณ 4200 mAh ทำงานต่อเนื่องยาวนานได้ราวๆ19 ชั่วโมงต่อเนื่องในการใช้งานแบบปกติ (ดูภาพยนตร์และเล่นอินเตอร์เน็ต) ด้วยการทดสอบปรับเป็น Power Saver Mode แล้วดู Youtube ยาวๆ พร้อมกับลดแสงและเสียงเหลือ 10%

ซึ่งคาดว่าจะทำได้นานยิ่งกว่านั้นปรับเปลี่ยนตามการใช้งานของแต่ละคน ว่าเปิดโปรแกรมอะไร อย่างถ้าใช้ Microsoft Edge ก็จะใช้งานได้ยาวนานกว่า Chrome นั่นเอง อีกทั้งมีฟังก์ชั่นชาร์จเร็ว ที่สามารถชาร์จไฟกลับคืนให้กับแบตเตอรี่ 0 ไปจนถึง 60% ในเวลาเพียง 49 นาที ทำให้เครื่องกลับมาพร้อมใช้งานได้อย่างรวดเร็วด้วย

batt 4

อุณหภูมิภายในของชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 ล่าสุดได้ทดสอบดูผ่านทางโปรแกรม Hardware Monitor โดยมีความร้อนสูงสุดคือ 91 องศาเซลเซียส จากการเล่นเกมและประมวลผลงานต่อเนื่อง ซึ่งถ้าใช้งานทั่วไปจะอยู่ที่ 30 – 50 องศาเซลเซียสโดยประมาณ ด้วยการทดสอบให้ห้องแอร์ปรับอากาศที่ 25 – 27 องศาเซลเซียส

เรียกได้ว่าระบบระบายความร้อนของ ASUS โน๊ตบุ๊คเครื่องนี้มีอุณหภูมิที่ไม่ถึงกับเย็นมาก เพราะจากการที่ตัวเครื่องเน้นความบางสุดๆ อย่างไรก็ตามไม่ได้ส่งผลให้ตัวเครื่องเสียหายหรือมีปัญหาหน่วงหรือกระตุกแต่อย่างใด เรียกได้ว่าเป็น Intel Notebook รุ่นใหม่ที่จัดการความร้อนได้ดีในระดับที่เราไม่ต้องกังวลแล้ว

temp 4

โดยตัวเครื่องมีความรู้สึกว่าร้อนอยู่บ้างเวลาใช้งานหนักๆ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เราต้องกังวลมากนัก เพราะเวลาใช้งานจริงๆ เราคงไม่ได้เอาไปเล่นเกมหรือประมวลผลงานหนักๆ ต่อเนท่องยาวนานอยู่แล้ว จากการที่เป็นโน๊ตบุ๊คพกพาบางเบา ไม่ใช่ Gaming Notebook

Conclusion / Award

จัดว่าโน๊ตบุ๊คอีกหนึ่งรุ่นที่ทุกๆ คนให้ความสนใจอย่าง ASUS ZenBook 13 UX325 ที่ต่อยอดความสำเร็จตระกูล ZenBook ได้เป็นอย่างดีมาพร้อมความสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของหน้าจอ OLED ที่ดีที่สุด และราคาถูกที่สุดในตลาด พร้อมดีไซน์การออกแบบ ภาพลักษณ์ วัสดุ งานประกอบ ความทนทานที่ยอดเยี่ยมเหนือชั้นมากกว่า มาตรฐาน MIL-STD-810G ระดับกองทัพสหรัฐฯ ที่มีความทนทานมากกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไปชัดเจน

รวมไปถึงสเปคประสิทธิภาพจากการใช้ชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 Tiger Lake โดยมี Intel Iris Xe Graphics ที่ทั้งแรงขึ้นพร้อมมี AI ช่วยทำงานส่งเสริมประสบการณ์ใช้งานโปรแกรมต่างๆ ที่สนับสนุน สมกับเป็นโน๊ตบุ๊คบางเบาระดับสูงของทาง ASUS ที่ทุกคนต่างในการยอมรับ กับค่าตัว ASUS ZenBook 13 UX325 ถือว่าเป็นที่สุดของความคุ้มค่า สนนราคาที่ 27,990 บาท

ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 17

 ซึ่งเหนือกว่าในเรื่องฟีเจอร์ที่ครบเครื่องมากกว่าคู่แข่งอื่นๆ ในกลุ่มที่ใกล้เคียงกัน ทั้ง NumberPad 2.0 และ 3D IR Camera ใช้งานผ่านทาง Windows Hello อีกทั้งด้วยการที่ตัวเครื่องมีขนาดเล็กเทียบและมีหน้าจอขนาด 13.3″ แต่มิติรูปทรง น้ำหนัก มีขนาดเล็กกว่าโน๊ตบุ๊ค 13.3″ ทั่วไป เทียบเท่ากระดาษ A4 เลยก็ว่าได้ ซึ่งมีน้ำหนักเพียง 1.11 กิโลกรัมและบางเพียง 13.9 มิลลิเมตรเท่านั้น นอกจากนี้ยังโดดเด่นด้วยการทดสอบตาม

ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 14

เอาเป็นว่าสมแล้วที่จะเป็นสุดยอดโน๊ตบุ๊คบางเบาได้หน้าจอ OLED ในราคาคุ้มค่า แต่ก็จัดเต็มทุกๆ อย่าง ที่โดดเด่นเลยก็คือ มาตรฐาน Thunderbolt 4 จำนวน 2 พอร์ตที่ดีที่สุด จากการที่สเปกเป็น Intel Core i Gen 11 พร้อมชูนวัตกรรม ErgoLift ของคีย์บอร์ดที่ทำมุม 3 องศา ช่วยให้การพิมพ์งานง่ายกว่าเคย

พร้อมระบายความร้อนดีขึ้น ระบบเสียงดีขึ้น นอกจากนี้ยังได้ชิปประมวลผล แรม SSD และโปรแกรม Office Home & Student 2019 (มูลค่า 4,299 บาท) ไปใช้งานฟรีๆ ติดเครื่องไปใช้งานยาวๆ ได้เลย ส่วนข้อสังเกตอาจมีบ้างอยู่ในเกณฑ์ที่รับได้อยู่

ASUS ZenBook 13 UX325

สรุปรีวิว ASUS ZenBook 13 UX325  ถือว่าเป็นโน๊ตบุ๊คที่ดีที่สุดรุ่นหนึ่งก็ว่าได้ในช่วงราคานี้ เพราะมาพร้อมกับประสิทธิภาพที่สูงเหมาะกับการทำงานทั่วไป หรือหนักๆ อย่างตัดต่อวีดีโอ ที่สามารถพกพาไปไหนมาไหนได้สะดวก หรือถ้าจะเล่นเกมบ้างก็สามารถทำได้ดีลื่นไหล ทั้งจากรูปลักษณ์และใช้งานจริง สมราคา การรับประกันก็ตามมาตรฐานของ ASUS ที่อัพเกรดเป็นมาตรฐานประกันแบบ 3 ปี On-site Service ซ้อมฟรีถึงบ้าน รวมไปถึงในปีแรกแค่เราลงทะเบียนก็จะได้ประกันอุบัติเหตุในปีแรก อย่าง Perfect Warranty แล้วด้วย

ASUS ZenBook UX325 Core i Gen 11 Review 62

Award

โดยในครั้งนี้จะเป็นการเปรียบเทียบการให้รางวัลกับเครื่องในกลุ่มของโน๊ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 13 นิ้วด้วยกัน ซึ่ง ASUS ZenBook 13 UX325  ก็ได้รางวัลต่างๆ ดังนี้

Best Mobility

ปัจจัยสำคัญของด้านของพกพา ก็คือขนาดที่กะทัดรัด เบาแค่ 1.11 กิโลกรัมเท่านั้น ตอบโจทย์การใช้งานสาย Mobility ได้อย่างครบถ้วนครับ กับตัวเครื่องบางเฉียบ ทำให้เป็นโน๊ตบุ๊คที่เหมาะมาก ๆ สำหรับการพกพาไปใช้งานนอกสถานที่ และนอกจากความบางเบา ยังมีความแข็งแกร่งอีกด้วย จากการใช้วัสดุที่ผ่านการทดสอบความทนทานตามมาตรฐานระดับกองทัพ ดังนั้นจึงหายห่วงเรื่องความทนทานได้เลย ส่วนแบตเตอรี่ก็ใช้งานได้ยาวนานกว่า 19 ชั่วโมงอีกด้วย เรียกได้ว่าแทบไม่ต้องพกอแดปเตอร์ไปด้วยเลย หรือจะพกไปก็เล็กมากๆ

NBS award 4 Mobility

Best Design

ฟีเจอร์โดยรวมของ ASUS ZenBook 13 UX325 เป็นโน๊ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 13.3″ มีความโดดเด่นในทุกๆ มิติ  อีกทั้งได้เป็น OLED คุณภาพสูงให้ประสบการณ์ใช้งานที่ดีที่สุด ภายในตัวเครื่องที่มีขนาดเล็กกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไปที่ใช้จอขนาดเดียวกัน ให้มิติที่เล็กกระชับลงกว่าเดิม  ไปจนถึงบานพับ ErgoLift ที่ช่วยเสริมประสบการณ์การใช้งานได้เป็นอย่างดี รายละเอียดรอบนอกเครื่องดูแล้วเรียบหรูตามสไตล์คนรุ่นใหม่ วัสดุหลักเป็นอลูมิเมียมเกรดสูงแบบ Unibody ที่ไร้รอยต่อ ผสานกับลวดลายการออกแบบอันเป็นแบบฉบับของ ZenBook ด้วยสีสันอย่างสีเทา (Pine Grey) ที่หรูหราพรีเมียม

NBS award 7 Design

Best Value

จัดเป็นโน๊ตบุ๊คสายบางเบาพกพาสะดวก แต่ราคาก็จัดว่าไม่แพง จัดว่าคุ้มค่าที่สุดรุ่นหนึ่งก็ว่าได้ ด้วยราคาขาย 28,990 บาท ที่มาพร้อมสเปคอย่าง Intel Core i Gen 11 รวมถึงมีแรม 8GB LPDDR4x 4266 MHz และที่เก็บข้อมูลมาตรฐานแบบ SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB แถมมีสแกนใบหน้า 3D IR Camera และฟีเจอร์อื่นๆ จัดเต็ม เป็นโน๊ตบุ๊คบางเบาเหมาะกับการใช้งานทั่วไปเน้นหลากหลาย ดีไซน์ก็พรีเมียม แถมได้ Office แท้ เรียกได้ว่าหาได้ยากสำหรับโน๊ตบุ๊คแบบนี้ ที่สำคัญประกันยังมีระยะถึง 3 ปี On-site + Perfect Warranty ในปีแรกด้วย

award new value

from:https://notebookspec.com/web/577796-review-asus-zenbook-13-ux325-oled-i5g11

รีวิว HP Pavilion 15 สเปก Intel Core I5-1135G7 การ์ดจอ MX450 จอ 15.6” IPS เบา 1.75 โล แบต 10 ช.ม. ราคา 25,990 บาท

HP Pavilion 15 รุ่นปี 2021 ที่ใช้ชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 (Tiger Lake) เทคโนโลยีการผลิต 10 นาโนเมตร SuperFin ที่สุดในโน๊ตบุ๊คบางเบา อย่าง Core i5-1135G7 ที่ไม่ใช่แค่แรงขึ้น แต่มี AI ช่วยทำงานในตัว CPU พร้อมการ์ดจอออนชิปตัวใหม่อย่าง Intel Iris Xe Graphics ที่ทำให้ประสิทธิภาพกราฟฟิกดียิ่งขึ้นกว่ารุ่นก่อนๆ ที่เคยมีมาทั้งหมด

ด้วยฟีเจอร์ Intel Quick Sync ไม่ว่าจะดูหนังความละเอียดสูง 4K 8K ทำงานเอกสารได้ไหลลื่น ช่วยประมวลผลด้านทำกราฟิก อาทิตระกูล Adobe ต่างๆ ทำให้ตอบสนองได้อยางรวดเร็ว ตัดต่อ Video โดยใช้ iGPU ทำงาน รวมถึงสตรีมมิ่งก็ทำได้อย่างง่ายดาย เครื่องบางเบา พกพาสะดวก แบตเตอรี่ยาวนาน ประสิทธิภาพทั้งหมดอยู่ใน HP Pavilion 15 รุ่นใหม่ที่ใช้ Intel Core i Gen 11 

HP Pavilion 15

ที่สำคัญตัวเครื่องมาพร้อมกับน้ำหนักที่เบามากเพียง 1.75 กิโลกรัม และบางเพียง 17.9 มิลลิเมตรเท่านั้น เหมาะกับสายการทำงานหรือบันเทิงที่เน้นการพกพาไปนอกสถานที่ อาจจะใช้งานตามออฟฟิศหรือร้านกาแฟก็ลงตัวเหมือนกัน อีกทั้งมีการ์ดจอแยก NVIDIA GeForce MX450 ที่รองรับการเล่นออนไลน์ได้ลื่นไหลใกล้เคียงการ์ดจอแยก Gaming

ทำงานร่วมกับแรมขนาด 8GB DDR4 และ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB สนนราคาเพียง 25,990 บาท ได้ Windows 10 และซอฟต์แวร์ช่วยจัดการ พร้อมประกัน 2 ปี On-site Service ซ่อมฟรีถึงบ้านด้วย และที่ให้ความคุ้มค่ามากๆ ก็คือได้โปรแกรม Microsoft Office Home & Student 2018 ซึ่งมี Word / Excel / Power Point ใช้งานติดเครื่องยาวๆ ฟรีๆ ทันที 

NBS Verdict

HP Pavilion 15 เครื่องรีวิวบทความนี้เป็นสเปกขายจริง และพร้อมขายตามหน้าร้านแล้ว ได้สเปกและดีไซน์รุ่นล่าสุด ทดสอบใช้งานจริงแล้วน่าจะตอบโจทย์ความต้องการได้เป็นอย่างดีทีเดียวกับโน้ตบุ๊ตบางเบา ที่ให้ความสดใหม่แบบสุดๆ กับสเปกชิปประมวลผล Intel Core i5-1135G7 ที่จัดเต็มเรื่องเทคโนโลยี การผลิต 10 นาโนเมตร SuperFin ที่มี AI ช่วยงานประมวลผลร่วมกับซอฟต์แวร์ที่รองรับ อาทิ Microsoft Office ที่ประกอบไปด้วย Word / Excel / Power Point ซึ่งทำให้การทำงานมีความลื่นไหลกว่า Gaming Notebook แรงเสียอีก

HP Pavilion 15 2021 Review 15

รวมถึงโปรแกรมตระกูล Adobe อย่าง Photoshop / Lightroom ซึ่งช่วยให้ทำงานเร็วขึ้นกว่า พร้อมด้วยการ์ดจอออนชิป Iris Xe Graphics ซึ่งรองรับการแสดงผลภาพหน้าจอภายนอกสูงสุดที่ 4K – 8K ทำงานร่วมกับการ์ดจอ GeForce MX450 ที่เล่นเกมได้ลื่นไหลกว่า MX รุ่นก่อนๆ โดยมีแรม 8GB รองรับการอัพเกรดใส่เพิ่มได้อีก 1 แถวทันที พร้อมติดตั้ง SSD 512GB มาในราคาไม่แพง โดดเด่นด้วยตัวเครื่องที่มีความพรีเมียม พร้อมความบางเบา และแบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไป

ส่วนเรื่องอื่นๆ ถือว่าลงตัวมากๆ ในราคาที่เราจ่ายไป ไม่ว่าจะเป็น ดีไซน์งานประกอบ ประสิทธิภาพความลื่นไหล แบตเตอรี่และพอร์ตการเชื่อมต่อ แต่ถ้าเป็นข้อสังเกตเล็กน้อยก็น่าจะเป็นเรื่องของขอบเขตสีหน้าจออยู่ในระดับกลางๆ ซึ่งเหมาะกับงานทั่วไปมากกว่างานแบบมืออาชีพ รวมไปถึงในส่วนของความร้อนชิปประมวลผลที่อาจจะดูสูงไปหน่อย แต่ก็อยู่ในเกณฑ์ที่รับได้ไม่มีปัญหาใดๆ และปิดท้ายก็คือไม่ได้พอร์ตเป็น Thunderbolt 4 มาด้วยเท่านั้นเอง ซึ่งเทียบกับราคา 25,990 บาท ก็นับว่ารวมๆ แล้วคุ้มค่าน่าใช้งาน 

HP Pavilion 15 2021 Review 46

การรับประกันอย่าง HP On-site Service รับซ่อมเครื่องถึงหน้าบ้านเป็นระยะเวลา 2 ปี + Smart Friend (Plus) 1 ปี กู้ข้อมูลฟรี 1 ครั้ง , เช็คเครื่องฟรี 2 ครั้ง และ Call Center Support ตลอด 24 ชั่วโมงเพิ่มความคุ้มยิ่งเพิ่มเข้ามาอีกเยอะเลยล่ะ เอาเป็นว่าใครกำลังมองหาโน๊ตบุ๊คที่เน้นประสบการณ์ใช้งานที่ดีเหนือระดับกว่าโน๊ตบุ๊คยุคก่อนๆ ในราคาที่จ่ายถูกกว่า ก็ตามไปจัด HP Pavilion 15 ได้เลย โดยรวมแล้วเหมาะกับนักเรียนนักศึกษา คนทำงานที่เน้นใช้งานพื้นฐาน เล่นเกมบ้าง ให้ความสำคัญเรื่องดีไซน์ที่ดูดีในราคาที่คุ้มค่า โดยได้สเปกที่แรงลื่นเพียงพอกับการใช้งาน

HP Pavilion 15 2021 Review 75

ข้อดี HP Pavilion 15

  • ตัวเครื่องออกแบบใหม่ ให้ความสวยงามและหรูหรา งานประกอบดี พร้อมมีให้เลือก 2 สีสัน 
  • ขอบจอบางเฉียบ ตัวเครื่องบางเบา เพียง 1.75 กิโลกรัม บางเฉียบ 17.9 มิลลิเมตร
  • ชิปประมวลผลเป็น Intel Core i Gen 11 รุ่นใหม่ล่าสุด และการ์ดจอแยก GeForce MX 450
  • ได้แรมขนาด 8GB DDR4 Bus 3200MHz ที่ใช้งานได้ทันที หรือจะอัพเกรดก็ทำได้เลย
  • มาพร้อมหน่วยความจำสำรอง SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB ความเร็วสูงเพียงพอ
  • ประสิทธิภาพดี รองรับการทำงานและได้เล่นเกมออนไลน์ ได้อย่างลื่นไหล
  • มีพอร์ต USB 3.2 Type-A ทั้งหมด พร้อม USB 3.2 Type-C
  • แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนาน 10 ชั่วโมง
  • รับประกัน 2 ปีแบบ On-site Service
  • HP SmartFriend (Plus) บริการหลังการขายที่มากกว่า

ข้อสังเกต HP Pavilion 15

  • พอร์ต USB-C ยังไม่ได้เป็นมาตรฐาน Thinderbolt 4 แต่รองรับ PD 
  • พาเนลจอเป็น IPS ให้ขอบเขตสีระดับกลางๆ เหมาะกับงานพื้นฐานทั่วไป
  • ความร้อนชิปประมวลผลดูสูงไปหน่อยเมื่อทำงานหนักๆ แต่ไม่มีผลต่อการใช้งาน

Specification

HP Pavilion 15 ปี 2021 มาพร้อมสเปกชิปประมวลผลรุ่นล่าสุด อย่าง Intel Core i5-1135G7 (อนาคตน่าจะมี Core i7-1165G7 มาเป็นตัวเลือก) สถาปัตยกรรม Tiger Lake เทคโนโลยีการผลิตที่ 10 นาโนเมตร SuperFin ทำงานแบบ 4 Core / 8 Thread ความเร็ว 2.40 – 4.20 GHz โดยมี AI ในตัวช่วยประมวลผลงานต่างๆ มีค่า TDP ที่ 15Watt

โดยมีการ์ดจอบนชิปเป็น Intel Iris Xe Graphics ตัวแรง พร้อมการ์ดจอแยก NVIDIA GeForce MX 450 (2GB GDDR6) ที่แรกกว่า รองรับการใช้งานทั่วไปได้สบายๆ รวมไปถึงเล่นเกม ส่วนใส่ที่เก็บข้อมูลให้มาแบบ SSD M.2 NVMe PCIe ที่ 512GB พร้อมแรมขนาด 8GB DDR4 Bus 3200 MHz (รองรับการอัพเกรดอีก 1 แถวทันที)

HP Pavilion 15 eg0034TX spec

ได้หน้าจอแสดงผลขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD หรือ 1920×1080 พิกเซล แบบด้าน พาเนล IPS คุณภาพดี ความคมชัดสูง มีกล้องเว็บแคมและมีไมค์ดิจิตอลในตัว ทางด้านพอร์ตที่ติดตั้งมีมาให้จะใช้ถือว่าครบครันเลยทีเดียวไม่ว่าจะเป็น USB 3.2 Type-A จำนวน 2 ช่อง, USB 3.2 Type-C จำนวน 1 ช่อง, micro-SD Card Reader, HDMI สำหรับต่อหน้าจอเสริม และรูหูฟังกับไมค์แบบคอมโบ

อัพเดทรองรับการเชื่อมต่อไร้สายด้วย Wi-Fi 6 AX201 (2 x 2) กับ Bluetooth 5.0 พร้อมการรับประกัน 2 ปีแบบ On-site Service ตามมาตรฐานของ HP ที่ทุกคนไว้ใจได้ ที่สำคัญก็คือนอกจากระบบปฏิบัติการ Windows 10 ที่ติดเครื่องมาให้พร้อมใช้งานแล้ว ยังให้ในส่วนของโปรแกรม Microsoft Office Home & Student 2019 มูลค่ากว่า 4,299 บาท มาฟรีๆ ติดเครื่องยาวๆ ไม่ต้องไปซื้อเพิ่มแยกต่างหากด้วย

HP Pavilion 15-eg0034TX ราคา 25,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i5-1135G7
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics + MX450
  • RAM : 8GB DDR4 3200 MHz 
  • DISPLAY: 15.6″ Full HD IPS 60Hz
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 512GB 
  • OS : Windows 10 Home (64 Bit)
  • Software : Microsoft Office Home & Student 2018
  • Warranty : 2 Year Onsite Service

HP Pavilion 15-eg0033TX ราคา 25,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i5-1135G7
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics + MX450
  • RAM : 8GB DDR4 3200 MHz 
  • DISPLAY: 15.6″ Full HD IPS 60Hz
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 512GB 
  • OS : Windows 10 Home (64 Bit)
  • Software : Microsoft Office Home & Student 2018
  • Warranty : 2 Year Onsite Service

Hardware / Design

ดีไซน์การออกแบบของ HP Pavilion 15 ปี 2021 วัสดุเป็นโลหะเกือบทั้งหมด โดดเด่นด้วยสีสันให้เลือก 2 สีคือเทา (Natural Silver) และน้ำเงิน (Fog Blue) โดยในรีวิวนี้เป็นสีน้ำเงิน เน้นไปที่ความเรียบง่าย จัดว่าพัฒนาต่อยอดมาจากรุ่นก่อนๆ แต่ยังคงเอกลักษณ์ความเป็น HP อยู่อย่างชัดเจน ด้วยวัสดุเกรดดีทั้งหมด ทำให้ได้งานประกอบแน่นหนา

ฝาหลังวัสดุเป็นโลหะอลูมิเนียมอัลลอยด์ พื้นผิวแบบเรียบๆ มีโลโก้ HP สีเงินมันวาวดูหรูหรา พื้นผิ้วติดมือทำให้เวลาจับไม่ลื่น แกนฝาพับก็เป็นแบบแกนเดียวขนาดใหญ่ ส่วนตัวบอดี้ด้านในที่เป็นบริเวณคีย์บอร์ดวัสดุจะเป็นพลาสติกที่ให้สัมผัสคล้ายโลหะส่วนปุ่มเปิดปิดเครื่องจะส่วนหนึ่งของแป้นคีย์บอดร์ดให้ความเรียบเนียน

HP Pavilion 15 2021 Review 68

ส่วนด้านในตัวเครื่องบริเวณที่พักข้อมือก็จะเป็นสีเงินเช่นเดียวกัน ให้ความเรียบง่ายแต่ดูดีเช่นกัน รวมถึงแป้นคีย์บอร์ดก็เป็นสีเงิน ช่วยเสริมความสวยงามได้ดี จัดว่าเป็นโน๊ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 15.6″ ที่บางเบาพกพาง่ายกว่าเดิมมาก ด้วยน้ำหนักเพียง 1.75 กิโลกรัม และด้วยความบางของตัวเครื่องที่ 17.9 มิลลิเมตร ตามสไตล์โน๊ตบุ๊คสมัยนี้ที่เน้นบางเบาและขอบจอต้องบางด้วย เหมาะกับคนที่ต้องการโน๊ตบุ๊คอีกรุ่นที่ราคาไม่แพง เน้นใช้งานทั่วไป ประสิทธิภาพดีลื่นไหลใช้งานได้ยาวๆ สวยงามเกินราคา

HP Pavilion 15 2021 Review 70

HP Pavilion 15 รุ่นใหม่ ต้องบอกว่างานดีจริงๆ เหมาะสำหรับคนที่ต้องการโน๊ตบุ๊คเพื่อใช้งานทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นงานเอกสารหรือเล่นอินเตอร์เน็ตเว็บไซต์ รวมไปถึงงานหนักๆ หรือเล่นเกมก็สามารถรองรับได้อย่างสบายๆ ที่สำคัญก็คือในส่วนของดีไซน์การเปิดตัวหน้าจอจะมียางรองด้านหลังช่วยยกตัวเครื่องและชุดคีย์บอร์ดให้เอียงรับเพื่อทำมุมอย่างเหมาะสมเวลาเปิด ทำให้เวลาที่ใช้งานนั้นผู้ใช้จะรู้สึกว่าตัวเครื่องมีการระบายอากาศทางด้านล่างของโน๊ตบุ๊คออกไปอย่างรวดเร็วและให้ความรู้สึกสะดวกสบายมากขึ้นเวลาพิมพ์

HP Pavilion 15 2021 Review 66

ส่วนระบบระบายความร้อนก็ได้ติดตั้งอยู่ใต้หน้าจอ ทำให้หมดกังวลเรื่องปัญหาที่จะทำให้ร้อนมืออย่างรุ่นก่อนๆ โดยบานพับเป็นแบบแกนเดียวขนาดใหญ่ที่แลดูแข็งแรงทนทานเข้ากับเครื่อง อาศัยระบบระบายความร้อนด้วยพัดลมถึง 2 ตัวด้วยกัน (ทั่วไปสเปกนี้จะให้มาแค่ตัวเดียวเท่านั้น) ในการใช้งานจริงๆ แทบไม่มีความร้อนแผ่ขึ้นมาเลย รวมๆ HP Pavilion 15 สเปก Intel Core i Gen 11 Tiger Lake  ถือว่าออกแบบมาได้เรียบง่ายแต่ดูดีเกินราคาไปมากจริงๆ กับราคาล่าสุดเพียง 25,990 บาท นับได้ว่าราคาไม่แพงเลย

HP Pavilion 15 2021 Review 71

HP Pavilion 15 2021 Review 39
HP Pavilion 15 2021 Review 47
HP Pavilion 15 2021 Review 48
HP Pavilion 15 2021 Review 55
HP Pavilion 15 2021 Review 58
HP Pavilion 15 2021 Review 60
HP Pavilion 15 2021 Review 38
HP Pavilion 15 2021 Review 25
HP Pavilion 15 2021 Review 6

Keyboard / Touchpad

ชุดคีย์บอร์ดของ HP Pavilion 15 ปี 2021 นั้นตัวปุ่มเป็นพลาสติกสีน้ำเงินเข้ากับตัวเครื่อง (ถ้าเครื่องเป็นสีเทาปุ่มก็จะเป็นสีเทา)โดยสกรีนตัวอักษรเป็นข่าว อีกทั้งได้รับการปรับดีไซน์ใหม่แบบ Island Style ทำให้สามารถพิมพ์ได้ง่ายขึ้น แต่สำหรับคนที่นิ้วเล็กนิ้วใหญ่สามารถใช้งานได้สะดวกทั้งหมด อีกทั้งให้สัมผัสและการเด้งตอบสนองได้ดีในระดับหนึ่ง

โดยขนาดของคีย์บอร์ดเป็นไซต์แบบปกติของโน๊ตบุ๊คจอ 15.6″ ซึ่งจะมีแป้นตัวเลขในส่วนของ Numpad มาให้ แน่นอนว่ามีไฟ Backlit สีขาวทำให้ใช้งานในที่มืดๆ หรือแสงน้อยได้ดีด้วย สำคัญคือเพิ่มความหรูหราเข้าไปอีก นอกจากนี้ยังมีการติดตั้งปุ่มสแกนลายนิ้วมือ Fingerprint มาเพื่อเข้าใช้งาน Windows 10 ได้สะดวกสบายและรวดเร็วปลอดภัยด้วย 

HP Pavilion 15 2021 Review 17

ทางด้านทัชแพดมีขนาดที่ค่อนข้างใหญ่และยาวเมื่อเทียบกับขนาดตัวเครื่อง ลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า ปุ่มคลิกซ้ายขวาเป็นแบบซ่อนปุ่ม การใช้งานจัดได้ว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจ กดไม่มียวบยาบ งานประกอบดี ตัวซอฟต์แวร์ควบคุมก็ช่วยจัดการได้ดี ใช้งานมัลติทัชร่วมกับระบบปฏิบัติการ Windows 10 ได้อย่างลื่นไหล ส่วนปุ่มเปิดเครื่องจะไปอยู่ที่เหนือปุ่ม Backspace พร้อมมีไฟ LED สีขาวแสดงสถานะการทำงาน 

HP Pavilion 15 2021 Review 18
HP Pavilion 15 2021 Review 21
HP Pavilion 15 2021 Review 20

Screen / Speaker

ในส่วนของหน้าจอเป็นแบบจอกระจกที่สดใส ขนาด 15.6″ บนความละเอียดในระดับ Full HD หรือ 1920 x 1080 พิกเซล  ถือว่าเป็นไปตามมาตรฐานของโน๊ตบุ๊คในปี 2021 โดยใช้พาเนล IPS ซึ่งให้สีสันที่ดีในระดับที่สวยงาม มุมมองกว้าง ซึ่งไม่ว่าจะนำมาเล่นเกม ดูหนังฟังเพลง หรือชมวีดีโอจาก YouTube ก็ได้สบายๆ

ภาพที่เห็นก็คมชัดดี ให้ความเรียบเนียนกว่าความละเอียด HD เดิมๆ ตัวงานประกอบขอบหน้าจอก็ทำได้ดีเป็นพลาสติกสีดำด้านแบบขอบบางเฉียบทั้ง 4 ด้าน ส่วนขอบจอด้านบนจะเป็นตำแหน่งของกล้องเว็บแคมพร้อมไมโครโฟน รวมถึงยังมีหลอดไฟ LED สำหรับแสดงสถานะว่ากล้องทำงานอยู่

HP Pavilion 15 2021 Review 10

เรียกได้ว่าเป็นโน๊ตบุ๊คที่ให้ประสบการณ์ที่ดีที่สุดรุ่นหนึ่ง นอกจากนี้ยังมีการที่ใส่ยางขอบจอแบบติดเนียนตามตลอดแนวขอบจอเลย ทำให้ช่วยซับแรงกระแทกได้ดีกว่าโน๊ตบุ๊ครุ่นอื่นๆ ที่มักจะติดตั้งมาเป็นจุดๆ ในบางตำแหน่งเท่านั้น ฉะนั้นมั่นใจเรื่องความแข็งแรงทนทานได้เลย

HP Pavilion 15 2021 Review 12
HP Pavilion 15 2021 Review 11
HP Pavilion 15 2021 Review 33

ให้ขอบเขตความกว้างของสีสันเทียบเท่ากับมาตรฐาน sRGB ที่ 62% และ AdobeRGB ที่ 46% เรียกได้ว่าให้ประสิทธิภาพเรื่องของสีสันอยู่ในระดับที่น่าประทับใจมาก ความสว่างหน้าจอสูงสุดอยู่ที่เกือบๆ 250 cd/m2 ซึ่งจัดได้ว่าอยู่ในเกณฑ์ดีกว่ามาตรฐานความสว่างของหน้าจอในโน๊ตบุ๊คทั่วไป คือ พอสู้แสงกลางแจ้งได้สบายๆ เหมาะกับการใช้งานนอกสถานที่ รวมไปถึงการทำงานภาพกราฟิกหรือตกแต่งภาพที่เน้นมืออาชีพมากๆ ก็ทำได้ดีเช่นกัน ยิ่งได้เรื่องความละเอียดหน้าจอที่สูงกว่า Full HD ด้วย ยิ่งตอบโจทย์ได้ยอดเยี่ยม

s1 4
s2 4
s3 4

 ต่อกันที่วัดความสว่างของหน้าจอตามตำแหน่งต่างๆ โดยแบ่งเป็น 9 ช่อง เทียบจากช่องกลางที่ปกติแล้วจะให้ความสว่างที่มากที่สุด ที่จะเห็นได้ว่าช่องมุมซ้ายบนของจอเป็น 0% ก็คือแสดงความสว่างได้เต็มที่ที่สุด แต่สำหรับช่องแถวล่างช่องแถวล่างซ้ายและขวาจะมีแสงสว่างที่ลดลงระดับ 13%ในการทดสอบก็เพื่อให้เราใช้งานอย่างระมัดระวังสำหรับคนที่บังเอิญจำเป็นต้องใช้งานภาพถ่าย หรืองานกราฟิกอื่นๆ ปิดท้ายด้วยคะแนน 4 เมื่อทดสอบด้านการแสดงผลต่างๆ ทั้งหมดแล้ว ผ่านทางอุปกรณ์ Spyder5Elite

HP Pavilion 15 2021 Review 27

ทางด้านลำโพงจะเป็นแบบสเตอริโอของ B&O แบบ 2W x 2 ซึ่งถูกติดตั้งอยู่เหนือชุดคีย์บอร์ด คุณภาพถือว่าดีเยี่ยมเพียงพอที่จะใช้งานในด้านของความบันเทิงทั่วๆ ไป เช่นดูหนัง ฟังเพลง หรือเล่นเกมต่างๆ ได้ตามมาตรฐาน ซึ่งตัวลำโพงจะวางอยู่ด้านบนคีย์บอร์ด ทั้งในด้านคุณภาพของเสียงและระดับความดังของเสียงอยู่ในเกณฑ์ดีกว่ามาตรฐานโน๊ตบุ๊คทั่วไป ตอบสนองการใช้งานพื้นฐานได้หมด

Connector / Thin And Weight

พอร์ตการเชื่อมต่อตัวเครื่อง HP Pavilion 15 นี้จัดว่าเป็นโน๊ตบุ๊คที่มีความครบครับอย่างมากเมื่อเทียบกับขนาดตัวเครื่อง แม้ว่าจะเป็นเครื่องที่มีการออกแบบมาให้เป็นเครื่องที่มีขนาดความบางและน้ำหนักเบาแต่เรื่องพอร์ตการเชื่อมต่อต่างๆ นั้น ก็มีมาให้มากพอทีเดียวไม่ว่าจะเป็น

USB 3.2 Type-A จำนวน 2 พอร์ต, USB 3.2 Type-C อีก 1 พอร์ต, HDMI, micro-SD Card Reader และช่องต่อหูฟังกับไมค์ขนาดแบบคอมโบขนาดมาตรฐาน 3.5 มิลลิเมตร เพียงพอต่อการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ในยุคปัจจุบัน แต่ก็เสียดายที่ USB-C ที่ให้มาไม่ได้เป็น Thunderbolt 4 แต่ก็ยังรองรับการชาร์จไฟ PD อยู่

HP Pavilion 15 2021 Review 40

ขนาดของตัวเครื่องและสายชาร์จ เมื่อเทียบกับขนาดของโน๊ตบุ๊ค 15.6″ นิ้วทั่วไปถือได้ว่ามีมิติที่เล็กกว่าพอสมควร ขนาด 36.16 x 24.56 x 1.79 เซนติเมตร ส่วนน้ำหนักตัวเครื่องเปล่านั้น อยู่ที่ 1.75 กิโลกรัม และเมื่อรวมกับตัวอแด็ปเตอร์เข้าไปด้วย ก็จะมีน้ำหนักราวๆ 2 กิโลกรัมนิดๆ เท่านั้น ก็จัดว่ามีน้ำหนักเบามาก ซึ่งแน่นอนว่าตอบสนองในเรื่องของการพกพาไปนอกสถานที่ได้อย่างเต็มรูปแบบ สมกับเป็นโน๊ตบุ๊คในยุคปัจจุบันทีเดียวเลย เน้นใช้งานแบบยกไปยกมาตามร้านกาแฟ ออฟฟิศ มหาวิทยาลัยได้แบบคล่องตัวสุดๆ

HP Pavilion 15 2021 Review 42
HP Pavilion 15 2021 Review 45
HP Pavilion 15 2021 Review 62

Inside / Upgrade

การแกะฝาฝาล่างทั้งหมดของตัวเครื่องเพื่ออัพเกรดหรือทำความสะอาดก็สามารถทำได้ง่ายๆ เพียงแค่ไขน็อตทั้งหมด แต่ก็ต้องระวังเพราะมีน็อตส่วนที่ซ่อนอยู่ตรงยางรองตัวเครื่อง 2 จุด ต้องใช้นิดงัดออกมาก่อน หลังจากนั้นก็ค่อยๆ แงะแกะทีละส่วนขึ้นอย่างช้าๆ เพียงเท่านี้ก็จะแกะฝาล่างได้ไม่ยากเย็น ส่วนประกอบภายในอื่นๆ  มีงานประกอบเรียบร้อยดี หลักๆ  แล้วเห็นได้ชัดถึงเมนบอร์ด แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ พร้อมระบบระบายความร้อนเป็นพัดลม 2 ตัว ฮีตไปป์ 2 เส้น มีช่องระบายความร้อน 2 ช่องแบบติดกัน

HP Pavilion 15 2021 Review 1

สำหรับฮาร์ดแวร์ภายใน เราจะเห็นถึงการติดตั้งแรมฝังบอร์ดมาแล้วขนาด 8GB x 1 ซึ่งเพียงพอต่อการใช้งานพื้นฐานทันทีไม่ต้องไปหาซื้อมาเพิ่มเองภายหลังแต่อย่างใด หรือจะอัพเกรดก็มีช่องว่างอีก 1 ช่อง พร้อมกันนั้นเราจะเห็นถึง SSD แบบ M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB ให้การใช้งานเป็นไปอย่างลื่นไหลไร้คอขวด ที่ต้องบอกว่าสำหรับการใช้งานทั่วไปจนไปถึงทำงานตัดต่อวีดีโอที่ไม่ซับซ้อนมาก สำหรับสเปกฮาร์ดแวร์ภายในถือว่าเหลือเฟือในการใช้งานเลยล่ะ

HP Pavilion 15 2021 Review 2
HP Pavilion 15 2021 Review 4
HP Pavilion 15 2021 Review 5

Performance / Software

HP Pavilion 15 สเปก Intel Core i Gen 11 เมื่อตรวจสอบข้อมูลของชิปประมวลผลด้วยโปรแกรม CPU-Z ก็พบว่าข้อมูลขึ้นมาครบถ้วนเลยครับ โดยเลือกใช้ชิป Intel Core i5-1135G7 ที่มี 4 คอร์ 8 เธรดสำหรับการประมวลผล ความเร็วที่ 2.40 – 4.20 GHz ใช้สถาปัตยกรรมการผลิตที่ระดับ 10 นาโนเมตร อย่าง Tiger Lake เทคโนโลยีสุดล้ำ SuperFin พร้อมมี AI ช่วยในการทำงานตัว ที่ดีกว่า Intel Core i Gen 10 อย่างที่ชิปประมวลผลรุ่นอื่นๆ ไม่สามารถให้ได้ พร้อมกันนั้นโน้ตบุ๊ครุ่นนี้สามารถรีดประสิทธิภาพได้ด้วย

c1 4.   c2 4

ที่ต้องบอกว่าสร้างมาตรฐานประสิทธิภาพที่มากกว่าชิปประมวลผลรุ่นก่อนๆ แรงเพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไปมากๆ หรือถ้างานที่ต้องประมวลผลจริงจังก็รองรับได้อย่างสบายๆ ส่วนแรมได้ขนาด 8GB แบบปกติ 1 แถว (SO-DIMM) เป็นมาตรฐาน DDR4 Bus 3200 MHz ตามเทคโนโลยีของ Intel Core i Gen 11 พร้อมเหลืออีกหนึ่งช่องรองรับการอัพเกรดเป็น 16GB ที่ทำงานแบบ Dual Channel ได้ทันที

พร้อมให้ที่เก็บข้อมูล SSD M.2 NVMe PCIe ความเร็วสูง ที่สามารถขับเคลื่อนระบบปฏิบัติการ Windows 10 แบบลื่นไหลอย่างที่สุด ในทุกๆ การทำงาน ส่วนถ้าต้องการเคลียร์เครื่อง ก็สามารถใช้งานฟังก์ชัน Reset this PC ที่อยู่ใน Settings ของ Windows 10 ได้เลยโดยไม่ต้องฟอร์แมต SSD เพื่อลง Windows ใหม่

g1 4.   g2 3

การ์ดจอเป็นแบบออนบอร์ดรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง Intel Iris Xe Graphics ที่ให้พลังในการประมวลผลที่ดีในระดับที่ก้าวกระโดดกว่ารุ่นก่อนๆ อย่างในเรื่องของกราฟิก 2 มิตินั้นก็รองรับได้อย่างสบายๆ หรือถ้าเป็น 3  มิติก็ต้องบอกว่ารองรับการทำงานได้ในระดับเบื้องต้นหรือระดับสูง รองรับการทำงานกับหน้าจอความละเอียดสูงอย่าง 4K / 8K ได้แบบไม่มีปัญหา

เหมาะสำหรับคนที่ต้องการเพิ่มพลังการสร้างสรรค์คอนเทนต์ มองหาความบันเทิง หรือการเล่นเกมเปี่ยมอรรถรส  ประสิทธิภาพที่เรียกได้ว่าใกล้เคียงกับการ์ดจอแยกเลยทีเดียว ซึ่งสามารถเล่นเกม 3 มิติ พอได้บ้าง อีกทั้งยังมีการ์ดจอแยก NVIDIA GeForce MX450 (2GB GDDR6) มาร่วมทำงานในส่วนของที่ทรัพยากรมากกว่า ที่ต้องบอกว่าประสิทธิภาพใกล้เคียงกับการ์ดจอ Gaming ระดับเริ่มต้นเลยทีเดียว 

cine15 4.   cine20 4

สำหรับโปรแกรมทดสอบ CINEBENCH 15 / 20 ที่เน้นในเรื่องของพลังชิปประมวลผล คะแนนก็อยู่ในระดับที่น่าพอใจ เปรียบเทียบกับชิปประมวลผลที่เป็นรหัส U Series รุ่นก่อนหน้าแล้ว ก็ทำได้ดีกว่าเล็กน้อย รวมไปถึงตัวการ์ดจอเองก็มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เรียกได้ว่าตอบโจทย์ในส่วนของงานประมวลผลหนักๆ ได้อย่างสบายๆ ไม่น่าเป็นห่วงนัก รวมไปถึงตัวการ์ดจอออนชิปเองก็มีประสิทธิภาพสูงเช่นเดิม เรียกได้ว่าตอบโจทย์ในส่วนของงานประมวลผลหนักๆ ได้อย่างสบายๆ รวดเร็วทันใจแบบสุดๆ สมกับเป็นชิปประมวลผลตัวบนในรุ่นใช้งานเต็มกำลัง และการ์ดจอที่อัพเกรดใหม่ที่เน้นการทำงาน 3 มิติที่ดียิ่งขึ้น

ssd 4

ตัวเก็บข้อมูลของเครื่องที่เลือกใช้ SSD ก็ทำคะแนนออกมาได้อย่างรวดเร็วเป็นที่น่าพอใจบนขนาดความจุ 512GB แบบ M.2 NVMe PCIe ระดับกลางๆ แน่นอนว่าเร็วกว่า SSD M.2 แบบทั่วไป ยิ่งเมื่อนำไปใช้เทียบกับฮาร์ดดิสก์แบบจานหมุนแล้วละก็จะเห็นถึงประสิทธิภาพทั้งในด้านการทดสอบและในด้านการใช้งานจริงที่แตกต่างกันอย่างเห็นเห็นได้ชัด เรียกได้ว่าเปิดอะไรปุ๊บก็ติดปั๊บ ที่ต้องบอกว่าความเร็วระดับการอ่านที่ราวๆ 1881 MB/s และเขียนที่ 975 MB/s เป็นระดับความเร็วในการเขียนอ่านทำงานโดยรวมแม้ไม่เร็วมาก จัดว่าเป็น SSD M.2 NVMe ที่เพียงพอต่อการใช้งานแน่นอน

pc10 3

การทดสอบประสิทธิภาพกับโปรแกรม PCMark 10 Advance ซึ่งสามารถทำคะแนนการทดสอบรวมได้มากถึง 4,594 คะแนน ถือได้ว่าในส่วนของการใช้งานที่ดีกว่าโน๊ตบุ๊คสเปกใกล้เคียงกัน โดยรวมนั้นสอบผ่านแบบสบายๆ ทั้งในส่วนของการเล่นเว็บไซต์ งานเอกสาร งานตกแต่งรูปภาพ รวมถึงงานตัดต่อวิดีโอ  จากการที่เป็นโน๊ตบุ๊คใช้ชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 มีการ์ดจอออนชิปตัวดีที่สุดอย่าง Intel Iris Xe Graphics + MX450 ทำให้มีคะแนนพุ่งกว่าโน๊ตบุ๊คในช่วงราคาใกล้เคียงกันเมื่อปีก่อนๆ และคาดว่าถ้าอัพเกรดแรมเป็น 16GB Dual Channel ต้องแรงขึ้นกว่านี้แน่นอน

gametest 1

ทดสอบการเล่นเกมจริงๆ เพื่อดูความลื่นไหลเฟรมเรมในการเล่นเกมทำออกมาน่าสนใจมาก โดยเฉลี่ยของเฟรมเรท (FPS) จากทั้ง 3 เกมออนไลน์ เกมที่ได้ทดสอบมีค่าเฟรมเรทเฉลี่ยค่อนข้างลื่นไหล น่าประทับใจทีเดียว เมื่อเทียบกับโน๊ตบุ๊คที่ไม่ได้เน้นเล่นเกมมาก ซึ่งตรงนี้ก็สามารถชี้วัดความสามารถในการเล่นเกมที่กราฟิกละเอียดๆ และภาพสวยๆ ได้ลื่นไหลเป็นอย่างดีเลย จากการที่สเปกภายในเป็นชิปประมวลผล Intel Core i5-1135G7 ที่สามารถรีดพลังได้เต็มที่

สำหรับเกมออนไลน์อย่าง DOTA 2 ก็จัดการทดสอบแบบปรับสุดหมด ซึ่งเป็นความละเอียดที่จะสามารถเล่นให้ลื่นได้ สำหรับรายละเอียดภาพอื่นๆ ก็เรียกได้ว่าเปิดทุกอัน  ผลที่ได้ออกมาก็คือสามารถเรนเดอร์ได้อย่างไหลลื่นในระดับเฟรมเรทที่เฉลี่ยที่ 62 แต่ฉากตะลุมบอนกันก็เฟรมเรทลดลงไปที่ 39 ในส่วนของเกมอื่นๆ อย่าง Overwatch / PUBG ที่ปรับ Max ทดสอบแล้วจะมีเฟรมเรทเฉลี่ยแล้วอยู่ที่  46 / 25 ซึ่งช่วงต่ำสุดจะอยู่ที่ 36 / 15 แนะนำว่าถ้าเล่นจริงๆ ปรับกราฟิกระดับกลางๆ จะเหมาะกว่า 

hp4

อีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจของ HP Notebook รุ่นนี้ รวมไปถึงโน๊ตบุ๊ค HP ทุกรุ่น ก็คือมาพร้อมซอฟต์แวร์บันเดิลอย่าง HP Support Assistant โดยเป็นโปรแกรมซอฟต์แวร์ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้เราดูแลคอมพิวเตอร์ได้อย่างเหมาะสม ป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น และช่วยแก้ปัญหาได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว โปรแกรมนี้ยังระบุข้อมูลที่สำคัญสำหรับแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งนั่นหมายรวมไปถึงการอัพเดทไดร์เวอร์ต่างๆ และ Windows ด้วย จัดได้ว่าดีและใช้งานได้จริง

Battery / Heat / Noise

แบตเตอรี่เป็นแบบฝังไว้ในเครื่องเหมือนกับโน๊ตบุ๊คยุคใหม่ ทำงานต่อเนื่องยาวนานได้ราว 9 – 10 ชั่วโมงต่อเนื่องในการใช้งานแบบปกติ (ดูภาพยนตร์และเล่นอินเตอร์เน็ต) ด้วยการปรับเป็น Power Saver Mode พร้อมลดเสียงกับแสงหน้าจอเหลือ 10% คาดว่าอาจจะได้น้อยกว่านี้โดยปรับเปลี่ยนตามการใช้งานของแต่ละคน ว่าเปิดโปรแกรมอะไร อย่างถ้าใช้ Microsoft Edge ก็จะใช้งานได้ยาวนานกว่า Chrome ส่วนระบบระบายความร้อน มาพร้อมพัดลม 2 ตัว ซ่อนอยู่ใต้หน้าจอ 

batt 3

อุณหภูมิต่ำสุดของเครื่องจะอยู่ที่ 40 – 50 องศาเซลเซียส แต่พอรีดประสิทธิภาพเต็มที่จะเห็นว่าชิปประมวลผลร้อนที่สุดที่ 98 องศาเซลเซียสเท่านั้น ส่วนการ์ดจอจะร้อนสุดอยู่ที่ 80 องศาเซลเซียส จากการใช้โปรแกรมรีดประสิทธิภาพและเล่นเกมแบบต่อเนื่อง นับว่าระบบระบายความร้อน HP Notebook เครื่องนี้ทำออกมาได้ดีกว่าโน๊ตบุ๊คสเปกใกล้เคียงกัน แม้จะดูว่าร้อนแต่ก็ระบายได้รวดเร็ว รวมไปถึงเฟรมเรทเล่นเกมก็ทำได้ดี ซึ่งนั่นน่าจะเป็นเพราะชุดระบายความร้อนที่เปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพ และชิปประมวลผล Intel รุ่นล่าสุดที่มีมีเทคโนโลยีการผลิตที่เล็กลง

temp2 1

Conclusion / Award

สรุปรีวิวได้ว่า HP Pavilion 15 ปี 2021 เป็นโน๊ตบุ๊คสายพรีเมียมดูดีในราคาไม่แพง ได้ดีไซน์บางเบาหน้าจอขนาด 15.6″ พาเนล IPS ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล โดยสเปกชิปประมวลผลรุ่นใหม่ล่าสุด Intel Core i5-1135G7 โดดเด่นด้วยการ์ดจอออนชิปที่ดีที่สุดอย่าง Intel Iris Xe Graphics ช่วยในการแสดงภาพความละเอียดสูง

โดยมีการ์ดจอแยก NVIDIA GeForce MX450 ที่รองรับการเล่นออนไลน์ได้ลื่นไหล ได้พัดลมระบายความร้อน 2 ตัว ฮีตไปป์ 2 เส้น ส่วนใส่ที่เก็บข้อมูลให้มาแบบ SSD M.2 NVMe PCIe ที่ 512GB ความเร็วสูงจัด พร้อมแรมขนาด 8GB DDR4 จำนวน 1 แถว พร้อมได้ Office Home & Student 2019 ในราคาเพียง 25,990 บาท ถือว่าคุ้มค่าสุดๆ

HP Pavilion 15 2021 Review 72

HP Pavilion 15 ให้ประสิทธิภาพการทำงานที่พอใช้งานทั่วๆ ไป อย่างพิมพ์งานเอกสารหรือเล่นอินเตอร์เน็ต ได้อย่างลื่นไหลไม่มีสะดุด รวมไปถึงความบันเทิงอย่างดูหนังฟังเพลง Steaming กับความบางและน้ำหนักที่เหมาะแก่การพกพาไปใช้งานนอกสถานที่มากๆ เหมาะกับนักเรียนนักศึกษาคนทำงาน ที่ต้องโน๊ตบุ๊คหน้าจอใหญ่ ที่มีความคล่องตัว ความแรงรองรับการใช้งานทั่วไปได้สบาย และพอเล่นเกม 3 มิติได้

รวมไปถึงยังประหยัดพลังงาน แบตเตอรี่ก็ยาวนานถึง 10 ชั่วโมง กับราคาเบาๆ เป็นเจ้าของได้ง่ายด้วยราคาที่สองหมื่นบาทกลางๆ ที่ต้องขอบอกว่าคุ้มค่ามากๆ สำหรับคนที่ต้องการมองหาโน๊ตบุ๊คราคาไม่แพงบางๆ เบาๆ ไว้ใช้งานนอกบ้าน ก็สามารถซื้อได้ที่ร้านค้าไอทีต่างๆ ทั่วประเทศ หรือจะสั่งซื้อออนไลน์สามารถทำได้เลย แต่อย่างไรก็ตามแนะนำว่าอัพเกรดแรมเป็น 16GB น่าจะช่วยเรื่องประสิทธิภาพได้อีก 

HP Pavilion 15 2021 Review 74

Award

โดยในครั้งนี้จะเป็นการเปรียบเทียบการให้รางวัลกับเครื่องในกลุ่มของโน้ต บุ๊คขนาดหน้าจอ 15.6″ ด้วยกัน ซึ่ง HP Pavilion 15 ก็ได้รางวัลต่างๆ ดังนี้

Best Design

HP Pavilion 15 ปี 2021 เป็นโน๊ตบุ๊คที่รองรับการทำงานรอบด้านและมาพร้อมหน้าจอ 15.6″ ที่ให้วัสดุเกรดคุณภาพ อีกทั้งมีดีไซน์ที่ทันสมัยสุดๆ แน่นอนว่าทำได้น่าประทับใจเสมอมาสำหรับ HP ซีรีส์ระดับกลาง จากวัสดุที่ดีอย่างโลหะ สีสันเป็นสีเงินเทาหรือน้ำเงินตลอดทั้งตัวเครื่อง พร้อมพื้นผิวแบบเรียบเนียน งานประกอบก็มีความเรียบร้อยแบบสุดๆ แถมยังบางเบาพกพาง่ายกว่าเดิมมาก ด้วยน้ำหนักเพียง 1.75 กิโลกรัม และด้วยความบางของตัวเครื่องเพียงที่ 17.9 ม.ม. จากแบตเตอรี่ที่นำไปไว้ในตัวเครื่อง ตามสไตล์โน๊ตบุ๊คที่เน้นความบางเบาก็ว่าได้

NBS award 7 Design 

Best Value

HP Pavilion 15 ปี 2021 รุ่นนี้มีความโดดเด่นสุดๆ เพราะเป็นรุ่นแรกๆ ของ HP ที่ใช้ชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 Tiger Lake อย่าง Core i7-1135G7 ตัวประหยัดพลังงานรุ่นล่าสุด ทำงานร่วมกับการ์ดจอแยก NVIDIA GeForce MX450 ที่สำคัญยังมีประสิทธิภาพโดยรวมที่ดีด้วยแรมขนาด 8GB ที่เพียงพอ (หรือจะอัพเกรดเพิ่มก็ทำได้) และ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB ที่แรงมากๆ อีกด้วย (สนนราคาเพียง 25,990 บาท ได้ประกัน 2 ปี On-site Service ซ่อมฟรีถึงบ้านตามมาตรฐาน HP ด้วย และ Office 2019 ถือว่าคุ้มค่าน่าใช้งานสุดๆ

award new value

 

from:https://notebookspec.com/web/577409-hp-pavilion-15-review-i5-1135g7-mx450

รีวิว ASUS ROG Flow X13 สเปก Ryzen 9 5980HS พับได้ 360 จอทัช 4K บางเฉียบ เบา 1.3 โล ต่อการ์ดจอแยก RTX 3080 เพิ่มได้

ASUS ROG Flow X13 นับว่าเป็น Gaming Notebook บางเบาสไตล์ 2-in-1 Notebook พับหน้าจอได้ 360 องศา ที่จัดเต็มไปด้วยสเปกและฟีเจอร์อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นชิปประมวลผล AMD Ryzen 9 5980HS การ์ดจอเป็น NVIDIA GeForce GTX 1650 Max-Q ที่จะเน้นความแรงลื่น พร้อมกันนั้นยังมี External GPU อย่าง XG Mobile สูงถึง RTX 3080 ทีเดียว 

เหนือชั้นด้วยหน้าจอระดับมืออาชีพขนาดหน้าจอ 13.4″ 4K Ultra HD สัดส่วน 16:10 พร้อมดีไซน์ดูดันสไตล์ Gaming ซีรีส์ ROG กับรูปแบบการดีไซน์แบบใหม่ ต่อยอดมาจากรุ่นปีก่อนๆ โดยเป็นโน๊ตบุ๊ครุ่นใหม่สายทำงานและไลฟ์สไตล์ในเครื่องเดียว แน่นอนว่าหน้าจอหลักพับได้ 360 องศา รองรับการทัชสกรีนและปากกา ASUS Active Pen กับความเบาเพียง 1.3 กิโลกรัมเท่านั้น 

ASUS ROG Flow X13

สเปกภายในอื่นๆ ของ ASUS ROG Flow X13 เครื่องเดโมที่ได้รับมารีวิวในครั้งนี้ก็น่าสนใจไม่น้อย โดยได้รับการติดตั้งแรมมาขนาด 32GB Bus 4266MHz พร้อมด้วย SSD ความจุ 1TB จัดเต็มกันไปเลยให้ประสิทธิภาพการทำงานรองรับ 3 มิติได้ดี เล่นเกมออนไลน์ได้สบายๆ รวมไปถึงลำโพงระบบเสียงเป็น Dolby Atmos จำลอง 3 มิติได้

แน่นอนว่ามี Windows 10 Pro แท้พร้อมใช้งานทันที ส่วนการรับประกัน ถ้าจำหน่ายในไทยก็จะเป็นแบบ 3 ปี On-site Serve ซ่อมฟรีถึงบ้าน (ปีแรกมีประกันอุบัติเหตุ) นับว่าเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมจากทาง AMD x ASUS เมื่อเทียบกับฟีเจอร์ที่ได้ ส่งผลให้เป็นสุดยอดโน๊ตบุ๊คยุคใหม่ที่กล้าแตกต่าง กับราคาประมาณ 90,000 บาท โดยยังไม่รวมกับอุปกรณ์กล่องการ์ดจอแยกด้วย 

VDO Introduce

NBS Verdict

ASUS ROG Flow X13 (GV301) นับว่าเป็นมาตรฐาน Gaming Notebook หน้าจอเล็กกว่า 14″ กับขนาด 13.4″ ความละเอียด 4K UHD ที่เน้นบางเบาพกพาสะดวกยุคใหม่ปี 2021 ที่จัดเต็มในทุกๆ มิติ โดยใช้ชิปประมวลผล AMD Ryzen 9 5980HS รุ่นพิเศษ ที่ทั้งแรงสุดและประหยัดพลังงาน ซึ่งได้เทคโนโลยีการผลิตที่ 7 นาโนเมตร สถาปัตยกรรม Zen 3 ส่งผลให้แรงขึ้นแต่ร้อนน้อยลง

พร้อมทั้งทำงานด้วยความเร็ว 3.10 – 4.80GHz โดยเป็นแบบ 8 คอร์ 16 เธรด พร้อมการ์ดจอแยกในตัวอย่าง NVIDIA GeForce GTX 1650 Max-Q ที่ให้ประสิทธิภาพการเล่นเกมได้ดีในระดับหนึ่ง จะนับว่าเป็นโน้ตบุ๊คที่เบา 1.3 กิโลกรัมที่แรงที่สุดเลยก็ว่าได้ อีกทั้งยังได้แรมขนาด 32GB และ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 1TB  ซึ่งก็เป็นส่วนช่วยเรื่องของประสิทธิภาพที่สำคัญทีเดียว

ASUS ROG Flow X13

ที่นอกจากสเปกภายในตัวเครื่องแรงแล้ว ยังรองรับการเชื่อมต่อกับกล่องการ์ดจอแยกก็ใช้เป็นรุ่นที่ประสิทธิภาพแรงลื่นระดับสูงอย่าง NVIDIA GeForce RTX 3080 ซึ่งก็สามารถทำงานประสานร่วมกันเป็นอย่างดี พร้อมกันนั้นด้วยการที่เป็น 2-in-1 Notebook ทำให้พับหน้าจอได้ 360 องศา เพื่อใช้งานโหมดต่างๆ ได้อย่างแตกต่างจาก Gaming Notebook มาตรฐาน ก็ถือว่าให้ประสบการณ์ใช้งานที่เยี่ยมยอด

ที่สำคัญคือจัดการอุณหภูมิได้ดีด้วย จากเทคโนโลยีการระบายความร้อนที่ดีและเทคโนโลยีฮาร์ดแวร์ต่างๆ ที่ดียิ่งขึ้น เรียกได้ว่าใครกำลังมอง Gaming Notebook ที่ไม่ซ้ำใคร ได้ดีไซน์เรียบหรูดูดี เบาแค่โลนิดๆ ตัวเครื่องแข็งแรงทนทาน และสเปกที่แรงที่สุดในรุ่น ด้วยราคา 90,000 บาทก็ถือว่าค่อนข้างสูงทีเดียว แต่ถ้าเรื่องงบไม่ได้ปัญหา ก็เตรียมตัวจัดได้เลย คาดว่าทาง ASUS จะนำเข้ามาทำตลาดเร็วๆ นี้ 

ASUS ROG Flow X13 Demo Review 66

จุดเด่น ASUS ROG Flow X13

  • ดีไซน์การออกแบบสวยงามถูกใจตามสไตล์  ROG แบบแนวคิดใหม่ งานประกอบแน่นวัสดุดี
  • ขนาดตัวเครื่องเล็กกระทักรัด เบา 1.3 กิโลกรัม และบางที่ 15.8 มิลลิเมตร
  • พับหน้าจอได้ 360 องศา รองรับการทัชสกรีนและ Multi-Mode
  • ประสิทธิภาพสูงด้วยชิปประมวลผลสถาปัตยกรรมรุ่นใหม่อย่าง AMD Ryzen 9 5980HS แรงลื่นกว่า ร้อนน้อยกว่า
  • มี XG Mobile ใช้การ์ดจอแยกตัวแรงรุ่นล่าสุด NVIDIA GeForce RTX 3080 ที่ทรงพลังที่สุด
  • แรมขนาด 32GB Bus 4266 MHz แบบ Dual Channel 
  • ติดตั้ง SSD M.2 NVMe PCI ความจุ 1TB ความเร็วแรงสูง 
  • ได้หน้าจอ 4K UHD 16:10 พาเนล IPS คุณภาพดีมาก sRGB ใกล้เคียง 100% 
  • อุณหภูมิในการใช้งานถือว่าจัดการได้ดี ไม่ร้อนจนเกินไป มีระบบไล่ฝุ่นอัตโนมัติ
  • พอร์ตการเชื่อมต่อ USB-C รองรับ DisplayPort / และชาร์ไฟด้วย USB PD ได้
  • มีซอฟต์แวร์ Armory Crate มาช่วยปรับแต่งการใช้งาน
  • มาพร้อม Windows 10 ใช้งานได้ทันที มีความสเถียร์ของไดร์เวอร์
  • ประสบการณ์ใช้งานดีเยี่ยม ประทับใจมาก เมื่อเทียบกับราคา
  • ประกัน 3 ปี ส่งศูนย์แบบทั่วโลก พร้อมฝากส่งเคลม 7-11 และมีประกันอุบัติเหตุ 1 ปี

ข้อสังเกต ASUS ROG Flow X13

  • แรมออนบอร์ดขนาด 32GB ไม่สามารถอัพเกรดเพิ่มได้ แต่ก็ไม่จำเป็นแล้ว
  • ในการทดสอบเครื่องเดโม แบตเตอรี่ใช้งานได้เพียง 3 ชั่วโมง
  • ในการทดสอบหนักๆ เช่นการเล่นเกม RE3 Remake มีอาการหน่วงและกระตุก
  • ราคาค่อนข้างสูง ใช้งานเฉพาะกลุ่ม 

Specification

ASUS ROG Flow X13 (GV301) ที่ได้รับมารีวิวเป็นเครื่องเดโมจากโรงงาน ยังไม่ใช่เครื่องขายจริง มาพร้อมกับชิปประมวลผล AMD Ryzen 9 5980HS เป็นสถาปัตยกรรม Zen 3 เทคโนโลยีการผลิตที่ 7 นาโนเมตร  ที่เหนือชั้น ความเร็ว 3.10 – 4.80 GHz แบบ 8 Core/ 16 Thread การ์ดจอแยกติดเครื่องจะเป็น NVIDIA GeForce GTX 1650 Max-Q (4GB GDDR6) ให้ความแรงลื่นพอตัว พร้อมปลดปล่อยความร้อนที่น้อยกว่ารุ่นปกติ เน้นใช้ในรุ่นตัวเครื่องบางๆ 

แต่จะทรงพลังสุดๆ ด้วยการต่อ XG Mobile กล่องการ์ดจอแยกที่เป็น NVIDIA GeForce RTX 3080 (16GB GDDR6) ซึ่งเป็นรุ่นบนสุดในตลาด Notebok ใช้สถาปัตยกรรม Ampere โดยเป็น RTX เจนที่ 2 โดยเน้นให้มีความร้อนที่น้อยกว่าแต่ทรงพลังในการเล่นเกมที่เต็มประสบการณ์กว่ารุ่นก่อนหน้าในทุกๆ ด้าน ผ่านทางพอร์ตพิเศษ ROG XG Mobile Interface (PCIe 3.0 x8) ที่ทาง ASUS ออกแบบมาอย่างดี และรองรับการชาร์จไฟผ่านทาง USB-C ด้วย

ASUS ROG Flow X13 GV301 spec

ในส่วนของแรมได้มาขนาด 32GB Bus 3200MHz แบบ Dual Channel (ออนบอร์ด) มาพร้อมกับที่เก็บข้อมูลแบบ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 1TB ที่มีความลื่นไหลแบบสุดๆ โดดเด่นกว่ารุ่นก่อนหน้าคือได้หน้าจอขนาด 13.4″ ความละเอียด 4K UHD ที่ 3840 x 2400 พิกเซล สัดส่วน 16:10 ให้พื้นที่และความละเอียดที่มากกว่า พาเนล IPS เกรดคุณภาพสูงระดับ sRGB ใกล้เคียง 100% รองรับการทัชสกรีนทั้งนิ้วมือและปากกา 

นอกจากนี้รายละเอียดอื่นๆ ของ ASUS ROG Flow X13 ก็จะมีระบบเสียง Dolby Atmos พร้อมพอร์ตการเชื่อมต่อครบครัน ทั้ง 2 x USB 3.2 Gen 2 Type-C และ 1 x USB 3.2 Gen 2 Type-A ระบบการเชื่อมต่อไร้สายเป็นมาตรฐานใหม่อย่าง Wi-Fi 6 AX (2×2) และ Bluetooth 5.1 พร้อมติดจั้งระบบปฎิบัติการติดตั้ง Windows 10 Pro แท้ และซอฟต์แวร์ Utility อย่าง Armory Crate มาให้ในตัว 

ASUS ROG Flow X13 (GV301) ราคา 9x,xxx บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : AMD Ryzen 9 5980HS (8C/16T – 3.0 – 4.8GHz)
  • GPU : AMD Radeon 8 + NVIDIA GeForce GTX 1650 Max-Q
  • Ex GPU : NVIDIA GeForce RTX 3080 (up to)
  • RAM : 32GB DDR4 Bus 4266 MHz (Onboard)
  • DISPLAY: 13.4 IPS WQUXGA (3840 x 2400) 16:10 @ 60Hz
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 1TB
  • OS : Windows 10 Pro
  • Warranty : 3 Years On-site Service + 1 Year Perfect Warranty (คาดการณ์)

Hardware / Design

ASUS ROG Flow X13 เป็นหนึ่งในซีรีส์  ROG รุ่นใหม่ ปี 2021 จากการที่นำดีไซน์ที่เน้นความบางเบาเล็กกระชับมากกว่า ASUS ROG Zephyrus G14 ที่เป็นหน้าจอ 14″ รุ่นปีก่อน โดยมีความบางสุดที่ 15.8 มิลลิเมตร มาพร้อมน้ำหนักเบาที่ 1.3 กิโลกรัม รวมไปถึงแบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานกว่า Gaming Notebook ทั่วไปกับขนาดหน้าจอขอบบางเฉียบ ทำให้มิติโดยรวมมีความกระทัดรัดพกพาสะดวก พร้อมได้สเปกภายในที่ทรงประสิทธิภาพมาก มากกว่า Notebook จอ 13″ ทั่วไป

ASUS ROG Flow X13 Demo Review 11

การออกแบบหลักๆ เน้นความดุดันแต่ก็มีความเรียบง่าย พร้อมแข็งแกร่งสไตล์ ROG ด้วยวัสดุเป็นโลหะฝาหลังเป็นอลูมิเนียมอัลลอยด์พร้อมลวดลายที่ได้แนวคิดมาจากคลื่น (Wave) พร้อมโลโก้แบบใหม่ที่มุมซ้ายล่างเหมือนกับ ASUS ROG Zephyrus G14 ที่นับว่าเป็น DNA ของโน้ตบุ๊คเล่นเกมของ ASUS ROG ปี 2021 เรียกได้ว่าดูเป็น Gamer สายจริงจังขั้นกว่า ที่นำไปพกพาทำงานก็ลงตัวสุดๆ ดูแล้วไม่ได้มีความเป็น Gaming เกินไปนัก อีกทั้งแกนบานพับยังทำหน้าที่ยกตัวเครื่องให้สูงยิ่งขึ้นด้วยเวลากางหน้าจอ 

ASUS ROG Flow X13 Demo Review 50

ตัวเครื่องในทุกมิติเน้นความเป็นทรงแบบเหลี่ยมมุมตลอดทั้งตัวเครื่อง เรียกได้ว่ามีความสมมาตรลงตัว ขอบของตัวเครื่องรวมไปถึงขอบด้านหลังนั้นถูกออกแบบมุมมาเป็นอย่างดี พร้อมรูปแบบขอบหน้าจอเป็นแบบบานพับสองแกนลักษณะ 2 ชั้น ดูแล้วแข็งทนทานกางหน้าจอได้ 360 องศา เพื่อไว้ใช้งาน Multi-Mode ส่วนด้านท้ายและขอบเครื่องทางขวาจะเห็นถึงช่องระบายความร้อนขนาดใหญ่ 3 ช่อง 2 สองพัดลมขนาดใหญ่ ทำงานร่วมกับระบบ ASUS Intelligent Cooling

ASUS ROG Flow X13 Demo Review 59

ส่วนด้านฐานของตัวเครื่องวัสดุพลาสติกที่แข็งแรง งานประกอบเรียบร้อย พร้อมอากาศเย็นผ่าน โดยมีช่องดูดลมเย็นขนาดใหญ่ด้านล่างใต้เครื่อง และยางรองด้านหลังช่วยยกตัวเครื่องให้สูงยิ่งขึ้นไปอีก อีกทั้งยังมีช่องด้านบนเหนือคีย์บอร์ดมีช่องดูดลมอีกช่องช่วยนำพาอากาศเย็นเข้าไปอีก อีกทั้งมีระบบไล่ฝุ่นอัตโนมัติ Anti-Dust Cooling ส่งผลให้ไม่มีความร้อนสะสมขึ้นในอนาคต พัดลมคู่ ซึ่งทำงานร่วมกับท่อความร้อน พร้อมด้วย Liquid Metal ดึงความร้อนออกจาก CPU / GPU ได้เต็มประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ASUS ROG Flow X13 Demo Review 46

ASUS ROG Flow X13 อยู่บนพื้นฐานการออกแบบของตระกูล ROG ที่เน้นสายเกมเมอร์เป็นหลักด้วยสเปกภายในที่ทรงประสิทธิภาพทั้งชิปประมวลผลและการ์ดจอแยกในตัว พร้อมรองรับสำหรับคนที่นำไปทำงานเบาๆ หรือทำงานหนักๆ ได้เต็มรูปแบบ รวมไปถึงพกพาไปใช้งานนอกสถานที่ ก็สามารถตอบโจทย์การใช้งานได้ทั้งหมด ทั้งจากฟีเจอร์ และสเปกแรงล้ำกว่ารุ่นก่อนๆ รวมไปถึงหน้าจอก็ใหญ่ที่ 13.4″ สัดส่วน 16:10 ก็ตอบโจทย์คนที่ทำงานได้ เพราะมีพื้นที่ด้านบนล่างที่มากกว่า อีกทั้งปุ่ม Power ได้ถูกย้ายไปขอบด้านข้างตัวเครื่องทางขวา ที่เป็น Fingerprint ในตัวอีกด้วย

ASUS ROG Flow X13 Demo Review 33

สรุปสั้นๆ สำหรับการดีไซน์และออกแบบตัวเครื่องของ ASUS ROG Flow X13 ต้องบอกว่า ASUS ทำการบ้านมาเป็นอย่างดี ด้วยวัสดุคุณภาพสูงและสวยงามน่าประทับใจ ประกอบกับการดีไซน์ที่ตอบสนองความต้องการของเกมเมอร์ที่ต้องการ Gaming Notebook บางเบาได้อย่างลงตัว ส่งผลให้เสริมประสบการณ์ใช้งานยิ่งขึ้นไปอีก ซึ่งพอกลับมาบ้านก็ต่อกล่องการ์ดจอแยกเพื่อความแรง และใช้งาน Multi-Mode ได้เลย ท่ีตอนนี้ทาง ASUS ทำออกมาได้แล้ว ในประสิทธิภาพและฟีเจอร์ที่ล้ำหน้ากว่า ในราคาที่จัดว่าเฉพาะกลุ่มพอตัว

Keyboard / Touchpad

ASUS ROG Flow X13 เป็นคีย์บอร์ดมีไฟ LED ขาวสีเดียว กับสีที่บ่งบอกถึง ROG รุ่นนี้ แต่ละปุ่มมีมุมโค้งขนาด 0.25 มิลลิเมตร เข้ากับนิ้วมือเวลากดลงไปสุดๆ โดยระยะของปุ่มที่เลื่อนลงไปเพียง 1.7 มิลลิเมตร อีกทั้งปุ่มรุ่นใหม่นี้ยังช่วยให้การพิมพ์มีเสียงรบกวนต่ำกว่า 30 เดซิเบลด้วยกัน

พร้อมเทคโนโลยี OverStroke เพื่อการกดรัวที่ดียิ่งขึ้นด้วยปุ่ม N-key rollover & anti-ghosting และอายุคีย์บอร์ดที่สามารถกดได้ 20 ล้านครั้ง รวมถึงสามารถมีฟังก์ชั่น Hot Key เพิ่มลดเสียง เปิดปิดไมค์ และเรียกซอฟต์แวร์ Armory Crate ขึ้นมา ซึ่งตัวปุ่มต่างๆ ออกแบบมาสำหรับเกมเมอร์หรือคนทำงานอย่างแท้จริง

ASUS ROG Flow X13 Demo Review 19

ทัชแพดเองขนาดใหญ่แบบซ้อนปุ่ม ซึ่งการใช้งานสามารถใช้งานได้อย่างราบรื่นสะดวกสบาย ปุ่มนุ่มกดง่าย การใช้งานจัดได้ว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจมาก ตัวซอฟต์แวร์ควบคุมก็ช่วยจัดการได้ดี ฟีเจอร์ Multi-touch หรือ Smart Gesture ที่สามารถใช้งานควบคู่กับ Windows 10 ได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญมีในส่วนของปุ่มลัดบนคีย์บอร์ดอย่าง F5 ทำให้ผู้ใช้สามารถสลับเปลี่ยนโหมดการใช้งานระหว่าง Turbo mode สำหรับประสิทธิภาพในการเล่นเกมระดับสูงสุด, Silen Mode ให้พัดลมทำงานเงียบที่สุด

Screen / Speaker

ASUS ROG Flow X13 มีหน้าจอขอบจอบางเฉียบทั้งขอบด้านข้างและด้านบนพร้อมติดตั้งเว็บแคมและไมโครโฟน กับขนาด 13.4″ ความละเอียด 4K Ultra HD ที่ 3840 x 2400 พิกเซล สัดส่วน 16:10 พาเนลเป็น IPS คุณภาพสูง มุมมองกว้าง พื้นผิวจอแบบด้าน Anti-Glare รวมๆ ทั้งสีสันความคมชัดแล้วจัดว่าอยู่ในเกณฑ์ดีเยี่ยม เหมาะกับการใช้งานระดับมืออาชีพ หรือการเล่นเกมจริงจังก็ทำได้อย่างน่าประทับใจ แต่ในส่วนของ Refresh Rate จะอยู่ที่ 60Hz ที่ถึงแม้ไม่ดูลื่นไหลมากเท่า 144Hz – 240Hz แต่ก็เพียงพอกับการใช้งานแล้ว 

ASUS ROG Flow X13 Demo Review 12

ทดสอบหน้าจอที่แม้จะเป็นพาเนล IPS แต่ก็มีหลายเกณฑ์ โดยการดูประสิทธิภาพต่างๆ นแต่ละด้าน ด้วยเครื่องมือที่เป็นทั้งซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์อย่าง Spyder5Elite โดยให้ขอบเขตความกว้างของสีสัน Gamut เทียบเท่ากับมาตรฐาน sRGB 96% และ AdobeRGB 76% เรียกได้ว่าให้ประสิทธิภาพเรื่องของสีสันระดับสูง ถือว่าดีกว่า ROG รุ่นก่อนชัดเจน ส่วนความสว่างหน้าจอสูงสุดอยู่ที่เกือบๆ 300 cd/m2 ซึ่งจัดได้ว่าอยู่ในเกณฑ์ดีกว่ามาตรฐานความสว่างของหน้าจอในโน๊ตบุ๊ค พอสู้แสงกลางแจ้งได้ รวมไปถึงการทำงานภาพกราฟิกหรือตกแต่งภาพทั่วไป รองรับกับการทำงานจริงจังเรื่องความแม่นยำของสีได้ลงตัว

ต่อกันที่วัดความสว่างของหน้าจอตามตำแหน่งต่างๆ โดยแบ่งเป็น 9 ช่อง เทียบจากช่องกลางที่ปกติแล้วจะให้ความสว่างที่มากที่สุด ที่จะเห็นได้ว่าช่องกลางเป็น 0% ก็คือแสดงความสว่างได้เต็มที่ 300 cd/m2 แต่สำหรับช่องแถวล่างทั้งหมดมีแสงสว่างที่ลดลงระดับ 7% ที่ถือว่ารับได้ ในการทดสอบก็เพื่อให้เราใช้งานอย่างระมัดระวังสำหรับคนที่บังเอิญจำเป็นต้องใช้งานภาพถ่าย หรืองานกราฟิกอื่นๆ ปิดท้ายด้วยคะแนน 4.5 เมื่อทดสอบด้านการแสดงผลต่างๆ ทั้งหมดแล้ว ถือว่าดีมากตามมาตรฐานของ Gaming Notebook ปี 2021

ASUS ROG Flow X13 dolby

ตัวเครื่องมีช่องลำโพงคู่อยู่ขอบตัวเครื่องข้างๆ ซ้ายขวา ขนาด 2 x 1W คุณภาพสูง พร้อมระบบ Dolby Atmos ให้ระดับเสียงที่ดังและสมจริง เพื่อให้ได้รับประสบการณ์ระบบเสียงชั้นยอดอีกด้วย ให้เสียงคมชัด เพิ่มอรรถรสในการเล่นเกมให้ถึงใจยิ่งขึ้น ด้วยขอบเขตเสียงที่กว้าง จากการที่เสียงกลางแหลมออกชัดเจนดี ส่วนทุ้มมีออกมาหน่อยๆ แม้จะไม่มีลำโพงซัฟวูฟเฟอร์ก็ตาม

ในเรื่องคุณภาพเสียงนั้นถือว่าดีมากๆ ทั้งเรื่องคุณภาพและความดัง ซึ่งหากว่าเพื่อนๆ เป็นผู้ใช้งานทั่วไป คุณภาพเสียงที่ได้นั้น ก็ถือว่าดีกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไปแบบรู้สึกได้ทันที อีกทั้งยังมีการติดต่อสื่อสารระหว่างกันด้วยเสียง (Voice Calls) จะชัดเจนกว่าที่เคยด้วยระบบตัดเสียงรบกวนแบบสองทางที่ทำงานด้วย AI จากการที่มีการติดตั้งตัวตัดเสียง 4 ช่อง ซึ่งติดตั้งอยู่ที่ขอบหน้าจอตัวเครื่องด้านล่างอีกด้วย

Connector / Thin And Weight

ด้านพอร์ตการเชื่อมต่อตัวเครื่องจัดว่าเป็นโน๊ตบุ๊คบางเบาที่มีพอร์ตเชื่อมต่อมาให้ครบครับใช้ได้เลยทีเดียว โดยตัวพอร์ตจะอยู่ด้านซ้ายและขวาของตัวเครื่อง โดยมีทั้ง USB 3.2 Type-A (Gen 2) จำนวน 1 พอร์ต รองรับการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ที่หลากหลายในปัจจุบัน พร้อมด้วย USB 3.2 Type-C (Gen 2) จำนวน 2 พอร์ต ได้มาตรฐาน DisplayPort 1.4 และ USB PD (Power Delivery)  

กับอแดปเตอร์ก็เป็น USB-C หรือ Power Bank ที่เป็น PD ด้วยเช่นกัน ซึ่งฝั่งที่เป็น ROG XG Mobile Interface (PCIe 3.0 x8) จะมียางปิดเอาไว้กันฝุ่นด้วย พร้อมช่องต่อหูฟังกับไมค์แบบ Combo ขนาด 3.5 มิลลิเมตร 1 ช่อง และ HDMI ไว้เชื่อมต่อหน้าจอภานอก ส่วน Kensington จะอยู่ที่ด้านขวาไว้ล็อคตัวเครื่องกับโต๊ะ

ASUS ROG Flow X13

ในส่วนของการเชื่อมต่อไร้สายจะใช้ Bluetooth 5.1 และ Intel Wi-Fi 6 AX (2×2) ซึ่งจะช่วยให้การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตให้มีความสเถียรมากยิ่งขึ้น ส่วนขนาดของตัวเครื่อง 299 x 222 x 15.8 ~ 15.8 มิลลิเมตร น้ำหนัก 1.3 กิโลกรัม ถือว่าค่อนข้างเบาเลยทีเดียว เมื่อเทียบกับเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ครุ่นอื่นๆ และเมื่อรวมกับอแดปเตอร์ชาร์จไฟขนาด 100W เข้าไปด้วยจะมีน้ำหนักอยู่ที่ประมาณไม่เกิน 1.6 กิโลกรัมเท่านั้น ทำให้ถือมือเดียวก็สบายๆ หยิบจับไปไหนก็สะดวกทีเดียว

Multi-Mode

ASUS ROG Flow X13 ตอบสนองได้อย่างหลากหลายจากการที่เป็น 2-in-1 Gaming Notebook ที่ถูกออกแบบมาเป็นอย่างดี ด้วยการพับเพื่อใช้งาน Multi-Mode ถึง 4 รูปแบบด้วยกันไม่ว่าจะเป็น Notebook / Stand / Tent / Tablet แน่นอนว่ารองรับการใช้งาน ASUS Active Pen ด้วย รองรับแรงกดหลายระดับ ซึ่งทีมงานของเรานั้นนำไปใช้งานอะไรบ้าง และรูปลักษณ์เมื่อเปลี่ยนไปใช้โหมดต่างๆ นั้น จะมีลักษณะเป็นอย่างไร

ASUS ROG Flow X13

Notebook Mode เป็นรูปแบบธรรมดาทั่วไปเหมือนกับโน๊ตบุ๊คปกติ เน้นสำหรับการใช้งานทั่วไป เล่นอินเตอร์เน็ต รวมไปถึงงานเอกสารต่างๆ ที่จำเป็นต้องใช้คีย์บอร์ดและทัชแพดในการควบคุมเหมือนโน๊ตบุ๊คปกติ แน่นอนว่าเพื่อเน้นตอบโจทย์ในการเล่นเกมระดับ AAA ด้วย

ASUS ROG Flow X13 laptop 1

Tablet Mode ด้วยการพับหน้าจอกลับแบบ 360 องศา จนฝาหลังและฐานใต้เครื่องมาติดกัน เราก็จะได้แท็บเล็ตที่มาพร้อมระบบปฏิบัติการ Windows ซึ่งเรามีความคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เหมาะสำหรับการเอาไว้เล่นเกมหรือดู E-Book อย่างที่แท็บเล็ตอื่นๆ ทั่วไปในตลาดสามารถทำได้ พร้อมการทำงานแบบเชื่อมต่อหน้าจอแยก แล้วใช้ปากกาเพื่อประสิทธิภาพการขีดเขียน

ASUS ROG Flow X13 tablet

Stand Mode เน้นใช้งานที่ระบบจอสัมผัสของตัวเครื่องอย่างเดียวและวางไว้บนพื้นที่ราบ โดยรูปแบบการใช้งานนี้จะเน้นไปทางการใช้งานแอพพลิเคชั่นของ Windows เอง หรือเน้นไปทางการดู YouTube หรือชมภาพยนตร์เป็นหลัก พร้อมรองรับการทำงานแบบมัลติทัชได้พร้อมกันมากสุดที่ 10 จุดพร้อมกัน หรือการเล่นเกมแบบต่อเมาส์และคีย์บอร์ดแยกออกมา 

ASUS ROG Flow X13 Stand

Tent Mode ค่อนข้างจะคล้ายกับ Stand Mode ก่อนหน้านี้ แต่จะอยู่ในรูปทรงตั้งเครื่องเอาไว้เป็นลักษณะสามเหลี่ยม ใช้ในการวิวดูข้อมูลการแสดงผลหน้าจอเพื่อไม่ให้มีสิ่งใดมาบังด้านหน้าของตัวเครื่อง รวมไปถึงการเล่นเกมที่ใช้จอยคอนโทรลเลอร์เป็นหลัก อีกทั้งยังสามารถจับพาดหรือเกาะกับสิ่งของรอบๆ ได้ 

ASUS ROG Flow X13 Tent

Inside / Upgrade

การแกะเครื่องนั้นทำง่ายมากเพียงแกะน็อตออกทุกตัวแล้วใช้บัตรแข็งๆ ค่อยๆ แงะจากด้านหลังตรงแกนฝาพับตัวเครื่องแล้วค่อยๆ รูดไปตามแนวฝาหลังและแกะแผ่นออกมาทั้งหมด เมื่อแกะออกมาแล้วก็จะเห็นฮาร์ดแวร์หลายๆ ถูกออกแบบจัดระเบียบได้ค่อนข้างดีเลยทีเดียว มีพัดลมขนาดใหญ่เทคโนโลยี ASUS Intelligent Cooling ที่ครบคุมได้เป็นอย่างดี

พร้อมระบายความร้อนที่มี Anti-Dust Tunnels ที่อยู่ในชุดฟินสีดำพร้อมทำร่องเพิ่มหน้าสัมผัสอากาศ หมดกังวลเรื่องฝุ่นที่ติดตรงครีบระบายความร้อนจุดสังเกตที่เปลี่ยนไปคือตัวเครื่องเลือกใช้ฮีทไปป์ 2 เส้นขนาดใหญ่ ซึ่งภายในได้ติดตั้ง Liquid Metal นำพาความร้อนแบบพิเศษจาก CPU / GPU เรียกได้ว่าเอาอยู่กับสเปกแบบนี้แล้ว

ASUS ROG Flow X13 Demo Review 69

ซึ่งหลังจากที่แกะออกมาแล้วนั้นจะเห็นในส่วนของฮาร์ดแวร์ที่สามารถทำการอัพเกรดคือมีช่องใส่ SSD M.2 NVMe PCIe ที่ติดตั้งมา 1TB ส่วนหน่วยความจำแรมขนาด  32GB เป็นแบบฝังบอร์ด โดดเด่นด้วยมาตรฐาน DDR4 Bus 4266 MHz จากที่เป็น Gaming Notebook บางเบานั่นเอง ทำให้ไม่เน้นการอัพเกรดใดๆ อีกทั้งไม่รองรับการใส่ฮาร์ดดิสก์ขนาด 2.5″ ตามรูปแบบของโน๊ตบุ๊คที่เน้นความบางเบา

Performance / Software

ASUS ROG Flow X13 มาพร้อมกับชิปประมวลผลตัวท็อปสุดในตลาดของ Gaming Notebook บางเบา ของ AMD อย่าง Ryzen 9 5980HS เน้นนำไปใช้งานหนักๆ แต่ก็ควบคุมความร้อนได้ดี ด้วยสถาปัตยกรรม Zen 3 โค้ดเนม Cezanne มาพร้อมกับเทคโนโลยีการผลิตที่ 7 nm ความเร็ว 3.00 – 4.80 GHz แบบ 8 Core/ 16 Thread ร้อนน้อยกว่า ได้ L3 Cache ที่ 16MB มีค่าอัตราการใช้พลังงานสูงสุด (TDP) ที่ 35W ซึ่งน้อยกว่ารุ่น Ryzen 9 5900HX ที่ 45W

ที่ต้องบอกว่าสร้างมาตรฐานประสิทธิภาพที่มากกว่าชิปประมวลผลรุ่นก่อนๆ มากยิ่งขึ้นไปอีก แรงเพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไปมากๆ หรือถ้างานที่ต้องประมวลผลจริงจังรวมไปถึงเล่นเกมเป็นหลัก ก็รองรับได้อย่างสบายๆ และดีที่สุดแน่นอน เรียกได้ว่าแรงกว่าชิปประมวลผลที่เป็น AMD Ryzen 4000H อย่าง Ryzen 9 4900HS แน่นอน  

มาพร้อมแรมภายในขนาด 32GB DDR4 Bus 4266 MHz on board โดยมี SSD M.2 NVMe PCIe 3.0 ความจุ 1TB แน่นอนว่าสามารถขับเคลื่อนระบบปฏิบัติการ Windows 10 Pro ลิขสิทธิ์ที่มีมาให้ใช้งานลื่นไหลทันทีแบบรวดเร็วอย่างที่สุด

c1 3.   c2 3

ผสานกับการ์ดจอออนบอร์ดรุ่นใหม่อย่าง AMD Radeon 8 มีความเร็วในการทำงานที่ 2100MHz มาตรฐานแรม DDR4 ขนาด 512MB ให้พลังในการประมวลผลที่ดีในระดับหนึ่ง อย่างในเรื่องของกราฟิก 2 มิตินั้นก็รองรับได้อย่างสบายๆ หรือถ้าเป็น 3 มิติ ก็ต้องบอกว่ารองรับการทำงานได้ในระดับเบื้องต้นเป็นหลัก กับหน้าจอความละเอียดสูงอย่าง 4K Ultra HD ให้ความลื่นไหลเป็นอย่างดี ซึ่งโดดเด่นจริงๆ จะเป็นเรื่องของการประหยัดพลังงานเมื่อใช้งานเบาๆ

โดยมีการ์ดจอแยกตัวแรงคุ้มค่าอย่าง NVIDIA GeForce GTX 1650 Max-Q จากที่สเปกภายในได้รับการอัพเกรดขึ้น เห็นได้ชัดจากแรมการ์ดจอจะเป็น 4GB GDDR6 และเป็นรุ่น Max-Q เน้นใช้งานกับ Gaming Notebook ที่บางกว่ารุ่นปกติแต่ก็ยังแรงลื่นพอตัว เพราะเน้นประหยัดพลังงานและปลดปล่อยความร้อนที่น้อยกว่า และแม้ไม่มีฟีเจอร์อย่างที่ใน RTX Series มี แต่ก็ตอบสนองในส่วนของการทำงานที่เกี่ยวข้องกับ 3 มิติ หรือเกมที่กินทรัพยากรได้เป็นอย่างดีทีเดียว

g1 3.   g2 2

สำหรับโปรแกรมทดสอบ CINEBENCH 15 / CINEBENCH 20 ที่เน้นในเรื่องของพลังชิปประมวลผล AMD Ryzen 9 5980HS คะแนนก็อยู่ในระดับสูงมากๆ อย่างน่าประทับใจสมกับเป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดจาก Ryzen 5000H เปรียบเทียบกับชิปประมวลผล AMD Ryzen 9 4900HS ก็ทำได้ดีกว่าแบบชัดเจนทีเดียว เรียกได้ว่าตอบโจทย์ในส่วนของงานประมวลผลหนักๆ ได้อย่างสบายๆ รวดเร็วทันใจแบบสุดๆ สมกับเป็นชิปประมวลผลตัวบนในรุ่นใช้งานเต็มกำลัง ที่เน้นการทำงาน 3D เป็นหลัก

cine15 3.   cine20 3

ตัวเก็บข้อมูลของเครื่องที่เลือกใช้ SSD ที่กลายเป็นมาตรฐานของ Gaming Notebook ไปแล้ว โดยใช้เป็นเกรดสูงสุด ซึ่งทำคะแนนออกมาได้อย่างรวดเร็วเป็นที่น่าประทับใจมากๆ บนขนาดความจุ 1TB (1000GB) แบบ M.2 NVMe PCIe ยิ่งเมื่อนำไปใช้เทียบกับฮาร์ดดิสก์แบบจานหมุนแล้วละก็จะเห็นถึงประสิทธิภาพทั้งในด้านการทดสอบและในด้านการใช้งานจริงที่แตกต่างกันอย่างเห็นเห็นได้ชัด เรียกได้ว่าเปิดอะไรปุ๊บก็ติดปั๊บ ที่ต้องบอกว่าความเร็วระดับการอ่านที่ราวๆ 2432 MB/s และเขียนที่ 1965MB/s ที่ต้องบอกว่าอยู่ในระดับกลางค่อนไปทางสูง

ssd 3

การทดสอบประสิทธิภาพกับโปรแกรม PCMark 10 Advance ซึ่งสามารถทำคะแนนการทดสอบรวมได้มากถึง 5,722 คะแนน ถือได้ว่าในส่วนของการใช้งานทั่วไปโดยรวมนั้นสอบผ่านแบบสบายๆ ทั้งในส่วนของการเล่นเว็บไซต์ งานเอกสาร งานตกแต่งรูปภาพ รวมถึงงานตัดต่อวิดีโอ และจากการที่เป็น Gaming Notebook สเปกใหม่ล่าสุดจากชิปประมวลผล AMD Ryzen 9 5980HS มีการ์ดจอแยกระดับ Gaming ตัวบนอย่าง NVIDIA GeForce GTX 1650 Max-Q ทำให้มีคะแนนพุ่งกว่าโน๊ตบุ๊คบางเบาทั่วไปมากๆ ยิ่งถ้าได้ XG Mobile มาต่อเสริมแล้ว คาดว่าน่าจะแรงกว่านี้ไปอีกแบบไม่ต้องสงสัย

pc10 2

สำหรับคะแนนและเฟรมเรมในการเล่นเกมทำออกมาน่าสนใจมากๆ แต่มีข้อจำกัด โดยเฉลี่ยของเฟรมเรท (FPS) จากทั้ง 7 เกมที่ได้ทดสอบมีค่าเฟรมเรทเฉลี่ยมากกว่า 40 – 80 ขึ้นไปแทบทุกเกม ประกอบไปด้วย Resident Evil 3 Remake (Demo) / Battlefield V / FarCry 5 / GTA V ที่เป็นเกมออฟไลน์ที่กินทรัพยกร รวมไปถึงเกมออนไลน์ยอดนิยมอย่าง PUBG / DOTA 2 / Overwatch ซึ่งตรงนี้ก็สามารถชี้วัดความสามารถในการเล่นเกมที่กราฟิกละเอียดๆ และภาพสวยๆ ได้ลื่นไหลเป็นอย่างดีเลย 

gametest

ทดสอบเกมกินทรัพยากรพอตัวอย่าง RE 3 / BF V / GTA V / FarCry 5 ก็สามารถเล่นได้ดีที่ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล โดยกราฟิกปรับระดับสูงสุดทั้งหมด !!! จากกราฟตามภาพด้านบน ที่ต้องบอกว่าเฟรมเรทที่ออกมานั้นมีความลื่นไหลสุดๆ กับการตอบสนองความต้องการเล่นเกมได้สมบูรณ์ที่สุดแล้ว ซึ่งถ้าอยากให้เฟรมเรทลื่นไหลกว่านี้ก็สามารถเลือกปรับกราฟิกระดับกลางๆ ก็ได้ ซึ่งเกม RE 3 มีอาการเฟรมเรมล่วงลงไปบ้าง คาดว่าจากการควบคุมความร้อนภายใน CPU

ASUS ROG Flow X13

ต่อกันที่เกมออนไลน์อย่าง PUBG / Overwatch / DOTA 2 ก็จัดการทดสอบแบบปรับสุดหมดให้ด้วยเช่นกัน โดยทั้งนี้การตั้งค่าความละเอียดของภาพก็อยู่ที่ 1920 x 1080 พิกเซล ซึ่งเป็นความละเอียดที่จะสามารถเล่นให้ลื่นได้ สำหรับรายละเอียดภาพอื่นๆ ก็เรียกได้ว่าเปิดทุกอัน  ผลที่ได้ออกมาก็คือสามารถเรนเดอร์ได้อย่างไหลลื่นในระดับเฟรมเรทที่สูงสุด แม้กระทั่งฉากตะลุมบอนกันก็ไม่มีอาการช้าหรือหน่วงเลย  ซึ่งสรุปโดยรวมแล้ว ก็ถือว่าเล่นได้สบายๆ แน่นอนว่าถ้าได้ RTX 3080 คงเร่งไปได้กว่านี้อีกไกล

arm

นอกเหนือจากนี้ยังมี Armory Crate ซอฟต์แวร์ Utility เวอร์ชั้นล่าสุด ที่ใช้กับ Gaming Notebook ทั้ง TUF และ ROG รุ่นอื่นๆ ซึ่งรวบรวมเอาฮาร์ดแวร์ต่างๆของ TUF/ROG มาไว้บนยูทิลิตี้เดียว ทำให้สามารถเข้าถึงฟังค์ชั่นต่างๆได้อย่างง่ายดาย การตั้งค่าต่างๆ ของระบบร อาทิ ผู้ใช้สามารถบันทึกการตั้งค่าต่างๆตามความชอบเป็นรูปแบบได้หลายโปรไฟล์

ซึ่งการตั้งค่าต่างๆ จะถูกเรียกใช้งานโดยอัตโนมัติเมื่อมีการเปิดเกมที่ได้เลือกไว้ Armoury Crate ยังมาพร้อมกับโปรแกรมเสริม Mobile Dashboard สำหรับ Android และ iOS รวมไปถึงความสามารถอื่นๆ ที่จะมีเพิ่มขึ้นจากการอัพเดทในอนาคต ปิดท้ายด้วยซอฟต์แวร์ Utility อีกตัวอย่าง MyASUS ที่ไว้คอยตรวจระยะเวลากรับประกันและอัพเดทไดร์เวอร์ได้ครบๆ

my

Battery / Heat / Noise

แบตเตอรี่ที่ติดตั้งมาให้ในเครื่องนี้เป็นแบบฝังตามปกติ ส่วนของการทดสอบระยะเวลาใช้งานของแบตเตอรี่โดยตั้งค่าความสว่างหน้าจอและเสียงให้ระดับ 10% แล้วเล่นเว็บสลับกับดู Youtube แล้ว โปรแกรม BatteryMon แจ้งระยะเวลาใช้งานต่อเนื่องในเงื่อนไขดังกล่าวราวๆ 3 ชั่วโมงเท่านั้น เรียกได้ว่าอาจจะเป็นเครื่องเดโมเลยยังมี Bug อยู่ เพราะตามที่ ASUS เคลมไว้คือ 10 ชั่วโมง

อีกทั้งเราสามารถชาร์จไฟได้ผ่านทางพอร์ต USB-C ด้วยเทคโนโลยี USB PD (USB Power Delivery) กับอแดปเตอร์หรือ Power Bank ที่รองรับด้วย (แต่ก็ชาร์จไฟเข้าช้ากว่าอแดปเตอร์มาตรฐาน) ที่สำคัญยังรองรับเทคโนโลยี fast charging โดยแบตเตอรี่จาก 0% ใช้เวลาชาร์จที่ 30 นาที ก็ได้กลับมา 50% แล้ว 

batt 2

สำหรับอุณหภูมิทดสอบด้วยโปรแกรม Hardware Monitor ยังไม่สามารถตรวจสอบในส่วนของชิปประมวลผลได้ แต่จากการทดสอบเมื่อใช้งานแบบปกติจะอยู่ที่ประมาณ 40 – 60 องศาเซลเซียส ภายในห้องปรับอากาศอุณหภูมิประมาณ 26 องศาเซลเซียส จากนั้นทำการทดสอบเบิร์นให้เครื่องทำงาน 100% ด้วยการเล่นเกมกราฟิก 3 มิติ เพื่อให้เห็นถึงระบบระบายความร้อนและเสียงรบกวนที่จะเกิดขึ้นเมื่อพัดลมหมุนรอบจัด ด้วยการเปิดโหมด Turbo ที่เร่งประสิทธิภาพในทุกๆ ด้าน

temp 3

ประสิทธิภาพโดยรวมยังลื่นไหลอยู่  ซึ่งชิปประมวลผลร้อนสุดๆ ที่ 90 องศาเซลเซียส นับว่าควบคุมความร้อนได้ดี โดยไม่สูงเกินไปกว่านี้แน่นอน เพราะระบบยังคงจัดการได้ดีอยู่ พร้อมกันนั้นไม่กระทบต่อการใช้งานด้วย เพราะประสิทธิภาพไม่ตกเลย ในส่วนของการ์ดจอจะร้อนสุดอยู่ที่ 70 องศาเซลเซียสเท่านั้น ส่วนเสียงพัดลมก็ดังพอสมควร จากการที่มีซอฟต์แวร์ Armory Crate ถ้าใช้งานทั่วไป เราสามารถเลือกปรับโหมดต่างๆ เช่น Windows ทำให้พัดลมแทบไม่หมุนและไม่มีเสียงเลย

Conclusion / Award

ASUS ROG Flow X1 เป็นอีกหนึ่ง Gaming Notebook บางเบารุ่นแรกๆ พร้อมพับได้ 360 องศา เพื่อใช้งาน Multi-Mode ที่ใช้ AMD Ryzen รุ่นใหม่สุดๆ อย่าง Ryzen 9 5980HS ที่เป็นตัวท็อปเน้นปลดล่อยความร้อนที่น้อยกว่า ที่ต้องบอกว่าแรงกว่ารุ่นก่อนมากๆ สมกับการที่ทาง ASUS ได้พัฒนาร่วมมือกับทาง AMD มาโดยตลอด ทำงานร่วมกับการ์ดจอภายใน NVIDIA GeForce GTX 1650 Max-Q

และยังมีการเพิ่มประสิทธิภาพ กล่องการ์ดจอแยกตัวแรงล้ำสุดอย่าง XG Mobile ที่ติดตั้ง NVIDIA GeForce RTX 3080 รวมไปถึงในส่วนของแรมยังได้เป็นมาตรฐานใหม่ด้วยขนาด 32GB DDR4 Bus 4266 MHz แน่นอนว่าที่เก็บข้อมูลเป็น SSD M.2 NVMe PCIe ความเร็วสูงสุดด้วย ซึ่งต้องบอกว่าประทับใจมากๆ กับความแรงและความล้ำหน้าเกินใครในสุดๆ ช่วงต้นปี 2021 นี้

ASUS ROG Flow X13

จากการทดสอบใช้งานจริงเล่นเกมจริงๆ เห็นได้ชัดถึงความทรงพลังของชิปประมวลผลและการ์ดจอแยกมีประสิทธิภาพดีเยี่ยมเหนือชั้นกว่า Ryzen 4000H + GeForce RTX 20 ไประดับ (กรณีถ้าได้เชื่อมต่อกับ XG Mpbile) ซึ่งนอกจากสเปกภายในที่แรงมากๆ แล้ว ดีไซน์ภายนอกก็มีความสวยงามบางเบา และให้ความพรีเมียมดุดัน โดยรองรับทั้งการเล่นเกม 3 มิติ AAA ใหม่ๆ หรือจะนำไปทำงานในเครื่องเดียวกันก็เยี่ยมยอด โดดเด่นที่แบตเตอรี่ก็ใช้งานได้ยาวนานกว่า 10 ชั่วโมง (ตามที่เคลมไว้) 

ASUS ROG Flow X13 Demo Review 54

สำหรับ ASUS ROG Flow X13 รุ่นล่าสุด ถูกวางในเป็นรุ่นใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนของ ROG Series ซึ่งมีราคาประมาณ 90,000 บาท ได้สเปก กับการที่ตัวเครื่องเน้นความเบาที่มากกว่า ASUS ROG Zephyrus G14 อีกทั้งได้หน้าจอทัชสกรีนแบบ 4K UHD ที่สัดส่วน 16:10 เน้นพื้นที่การทำงานที่มากกว่า ความละเอียดที่เหนือชั้นกว่า รองรับงานมืออาขีพได้มากกว่าที่เคยมีมา 

คาดว่าถ้าจำหน่ายในไทยเมื่อไร จะได้การรับประกัน 3 ปี On-site Service และแบบทั่วโลก และที่สำคัญเมื่อเอาซีเรียลไปลงทะเบียนในเว็บไซต์ ASUS จะได้รับประกันอุบัติเหตุฟรี 1 ปีแรกจากทาง ASUS อีกด้วย อุ่นใจจัดเต็ม ตามมาตรฐานของ Gaming Notebook ที่เป็น ASUS ROG กับบริการหลังการขายที่ดีที่สุดในตลาด

ASUS ROG Flow X13 Demo Review 21

เรียกได้ว่าการมาของ ASUS ROG Flow X13 ในครั้งนี้ เป็นการตอกย้ำถึงความร่วมมือระหว่าง AMD x ASUS ที่เป็นนวัตกรรมหาทำ Gaming Notebook ปี 2021 อีกครั้ง เพราะได้เรื่องของสเปกภายในใหม่ล่าสุด ความแรงลื่นที่เหนือกว่ารุ่นก่อนๆ ในทุกๆ มิติ อีกทั้งได้ฟีเจอร์และประสบการณ์ใช้งานที่แตกต่าง คงต้องรอดูกันอีกทีว่าจะขายจริงๆ ในไทยเมื่อไร และจะเปิดราคาเท่าไรด้วย  ส่วนเครื่องจริงๆ สเปกจริงๆ พร้อม XG Mobile ถ้าได้มาแล้วก็จะมีรีวิวเต็มๆ กันอีกทีนะ รอติดตามกันได้

ASUS ROG Flow X13

Award

โดยในครั้งนี้จะเป็นการเปรียบเทียบการให้รางวัลกับเครื่องในกลุ่มของโน๊ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 13 นิ้วด้วยกัน ซึ่ง ASUS ROG Flow X13  ก็ได้รางวัลต่างๆ ดังนี้

Best Design

เรื่องของรูปร่างหน้าตาก็เป็นหนึ่งในจุดเด่นที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์ของ ROG โน๊ตบุ๊คสายคุ้มค่ามาตั้งแต่ไหนแต่ไร ซึ่งจุดเด่นในข้อนี้ก็เห็นได้ชัดเจนใน ASUS ROG Flow X13 ซึ่งมีการนำเสนอใหม่ของ ROG ทำให้มีดีไซน์ของตัวเครื่องสวยงามโฉบเฉี่ยวเป็นเอกลักษณ์ ดูแล้วเรียบหรูตามสไตล์คนรุ่นใหม่ที่ชอบเล่นเกม ที่สำคัญคือขอบจอบาง น้ำหนักเบาแค่ 1.3 กิโลกรัม และบางเพียง 15.8 มิลลิเมตรเท่านั้น วัสดุคุณภาพดีงานประกอบก็เยี่ยมทั้งอลูมิเนียมอัลลอยด์และพลาสติกเกรดดี มีความทนทานสูง เอาไปทำงานหรือเล่นเกมได้หมดรอบด้าน

NBS award 7 Design  

Best Performance

ASUS ROG Flow X13 สเปคเป็น  AMD Ryzen 9 5980HS + NVIDIA GeForce GTX 1650 Max-Q หรือ RTX 3080 + Ram 32GB Bus 4266MHz + SSD M.2 NVMe 1TB + มี Windows 10 แท้ ซึ่งทดสอบการใช้งานเล่นเกมจริงแล้วแรงจริงๆ  รวมไปถึงการทดสอบด้วยโปรแกรมต่างๆ ค่าคะแนนต่างๆ ก็ทำออกมาได้ดี ส่วนการใช้งานทั่วไปนั้นก็ลื่นไหลสุดๆ หรือเล่นเกมก็ให้ประสบการณ์ใช้งานที่ดีเยี่ยม ที่สำคัญได้ความพรีเมียม บางเบา เรียกได้ว่าคุ้มค่าจนหาตัวจับได้ยากทีเดียว สำหรับ Gaming Notebook หน้าจอ 13.4″ แบบนี้

award new performance

Best Graphic

สุดทางจริงๆ สำหรับหน้าจอแสดงผลหลักของ ASUS ROG Flow X13 ที่เป็นหน้าจอพับได้ 360 องศา พาเนล IPS ขนาด 13.4″ บนความละเอียด 4K Ultra HD สัดส่วน 16:10 ให้ค่าขอบเขตสี sRGB 100% และเทคโนโลยีอื่นๆ ที่หาไม่ได้ในโน๊ตบุ๊ครุ่นอื่นๆ รองรับการทัชสกรีนทั้งนิ้วมือและ ASUS Active Pen ซึ่งใช้งานหน้าจอของเราสมบูรณ์แบบด้วยความเรียบเนียน สนับสนุนการทำงานหลากหลายโปรแกรม ส่งผลให้เราเปลี่ยนประสบการณ์ใช้งาน Gaming Notebook แบบเดิมๆ ไปตลอดกาล 

award new Graphic

 

from:https://notebookspec.com/web/576354-review-asus-rog-flow-x13-ryzen-9-5980hs

แนะนำ ASUS ROG Strix G15 / Scar 15 / Scar 17 สเปก Ryzen 5000 + RTX 30 Series แรงลื่นขั้นสุด ฟีเจอร์ Gaming จัดเต็ม

ASUS ROG Strix G15 และ ASUS ROG Strix SCAR 15 / 17 เป็นโน๊ตบุ๊กเพื่อการเล่นเกมระดับ Next Gen เต็มอิ่มกับกราฟิกระดับสูงสุดทุกเกม ครั้งของซีรีส์นี้ที่ใช้ชิปประมวลผล AMD Ryzen อย่าง Ryzen 5000H ซึ่งทรงพลังสุดๆ และการ์ดจอรุ่นใหม่ NVIDIA GeForce RTX 30 Series ที่ไม่ต้องคุยกันมากเรื่องความแรง ที่มาพร้อมกับ Feature รีดประสิทธิภาพเฉพาะอย่าง DLSS และ Ray Tracing

ด้วนระบบระบายความร้อนที่เหนือชั้นทำให้สามารถใช้เล่นเกมยาวๆ โดยไม่มีร้อนจนเฟรมร่วง ด้วย ROG Intelligent Cooling ที่จัด Heatpipe มาให้ถึง 6 เส้น, พัดลมดีไซน์ใหม่ และใช้ Liquid metal Thermal Grizzly Conductonaut ที่ช่วยลดอุณหภูมิได้มากกว่า 10 องศาเซลเซียส

ASUS ROG Strix G15

มองเห็นทุกการเคลื่อนไหวด้วยหน้าจอ 300 Hz ทำให้ไม่มีการเคลื่อนไหวใดหลุดรอดสายตาไปได้ พร้อมด้วยสีสันที่ถูกต้องในระดับ 100% sRGBระบบเสียงเต็มอารมณ์ ตัวเครื่องมาพร้อมระบบเสียง Dolby Atmos ทำให้ทุกเสียงมีมิติมากกว่าเดิม สนนราคาที่ 59,990 บาท ซึ่งต้องนี้มีเพียงสเปกเท่านั้น แต่คาดว่าในอนาคตจะตามมาอีกเพียบ

ASUS ROG Strix SCAR 15 / ASUS ROG Strix SCAR 17 สุดยอดประสบการณ์การเล่นเกม ที่ไม่มีวันหาได้จากโน้ตบุ๊กเครื่องไหนๆ พร้อมใส่สุดทุกเกม ที่สุดของพลังแห่งยุค ด้วย Ryzen 5000 series อย่าง Ryzen 7 5800 / Ryzen 9 5900HX และ  NVIDIA GeForce RTX 3070 / 3080 ที่มาพร้อมกับ Feature รีดประสิทธิภาพแบบจัดเต็มทั้ง DLSS และ Ray Tracing

เกมหนักแค่ไหนก็ไม่ร้อนจนเฟรมร่วง ด้วย ROG Intelligent cooling ที่จัด Heatpipe มาให้ถึง 6 เส้น, พัดลมดีไซน์ใหม่ และใช้ Liquid metal Thermal Grizzly Conductonaut ที่ช่วยลดอุณหภูมิได้มากกว่า 10 องศาเซลเซียส

ASUS ROG Strix G15

มองเห็นทุกการเคลื่อนไหว ด้วยหน้าจอขนาด 15.6″ / 17.3″ IPS Full HD ที่ Refresh Rate 300Hz ทำให้ไม่มีการเคลื่อนไหวใดหลุดรอดสายตาไปได้ พร้อมด้วยสีสันที่ถูกต้องในระดับ 100% sRGB ระบบเสียงเต็มอารมณ์ ตัวเครื่องมาพร้อมระบบเสียง Dolby Atmos ทำให้ทุกเสียงมีมิติมากกว่าเดิม

เกมมิ่งคีย์บอร์ดที่ให้ทุกการกดทำได้รวดเร็วและสนุกมือ ด้วยคีย์บอร์ดแบบ optical mechanical ทำให้การตอบสนองรวดเร็วกว่า คีย์บอร์ด Mechanical ปกติอย่างมาก พร้อมสัมผัสการกดที่ไม่นิ่มหรือแข็งจนเกินไปทำให้ทุกการกดคีย์บอร์ดสนุกอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในโน้ตบุ๊กเครื่องไหนๆ

รวมรุ่น ASUS ROG Strix G15 / Scar 15 / Scar 17

  1. ASUS ROG Strix G15 GL543QR-HF126T ราคา 59,990 บาท
  2. ASUS ROG Strix Scar 15 G543QS-HF087T ราคา 72,990 บาท
  3. ASUS ROG Strix Scar 15 G543QS-HF097T ราคา 84,990 บาท
  4. ASUS ROG Strix Scar 17 G743QR-HG074T ราคา 69,990 บาท
  5. ASUS ROG Strix Scar 17 G743QS-HG119T ราคา 74,990 บาท
  6. ASUS ROG Strix Scar 17 G743QS-HG130T ราคา 94,990 บาท
ASUS ROG Strix CPU GPU RAM Storage Display Warranty
ROG Strix G15 GL543QR Ryzen 9 5900HX RTX 3070 16GB  SSD 1TB 15.6″ FHD IPS 300Hz 3Y On-site
ROG Strix Scar 15 G543QS Ryzen 7 5800H RTX 3080 16GB SSD 1TB 15.6″ FHD IPS 300Hz 3Y On-site
ROG Strix Scar 15 G543QS Ryzen 9 5900HX RTX 3080 16GB SSD 1TB 15.6″ FHD IPS 300Hz 3Y On-site
ROG Strix Scar 17 G743QR Ryzen 9 5900HX RTX 3070 16GB SSD 1TB 17.3″ FHD IPS 300Hz 3Y On-site
ROG Strix Scar 17 G743QS Ryzen 7 5800H RTX 3080 16GB SSD 1TB 17.3″ FHD IPS 300Hz 3Y On-site
ROG Strix Scar 17 G743QS Ryzen 9 5900HX RTX 3080 32GB SSD 1TB 17.3″ FHD IPS 300Hz 3Y On-site

ASUS ROG Strix G15 ราคา 59,990 บาท

ASUS ROG Strix G15

ASUS ROG Strix G15 มาพร้อมกับชิปประมวลผลสูงสุดเป็น AMD Ryzen 5900HX ทำงานแบบ 8 คอร์ 16 เธร์ด ติดตั้งการ์ดจอสูงสุดเป็น NVIDIA GeForce RTX 3070 (8GB GDDR6)ให้ความแรงเหลือเฟือในการเล่นเกมทุกเกมบนโลกแบบลื่นไหล ส่วนของแรมมีขนาด 16GB DDR4 Bus 3200MHz มีที่เก็บข้อมูลแบบ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 1TB

หน้าจอขนาด 15.6 นิ้ว Full HD พาเนลคุณภาพสูง IPS รองรับ 300Hz ทำงานและเล่นเกมแบบมืออาชีพ ได้ลำโพง 2x 4W มี Smart Amp Technology โดยพอร์ตการเชื่อมต่อก็ครบครันด้วย USB 3.2 Type-C, USB 3.2 Type-A, HDMI, LAN พร้อมยังรองรับมาตรฐานการเชื่อมต่อไร้สายอย่าง Bluetooth 5.1 และ Wi-Fi 6 AX (2×2) ที่ดีที่สุด  

ASUS ROG Strix G15

ความสวยงามที่โฉบเฉี่ยวและสปอร์ตในคราวเดียว กับสามเฉดสีที่โดดเด่น ช่วยให้ผู้ใช้แบบคุณดูดีขึ้นอีกระดับASUS ROG Strix G15 กับสีดำ Stealthy Original Black สีเทา Eclipse Grey สุดเท่ และสีสดใสแบบ Electro Punk อวดสไตล์การเล่นเกมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเราตัวช่วย Aura Sync ช่วยให้ความคิดสร้างสรรค์ของคุณถูกแสดงออกมาโดยอัตโนมัติ

พร้อมไฟส่องสว่างที่โลโก้ ROG แป้นพิมพ์สีเมทัลลิกเรืองแสง และเพิ่มแถบแสงล้อมรอบทางด้านล่าง – ทั้งหมดนี้ถูกอัดแน่นอยู่ภายในตัวเครื่องที่มีขนาดเล็กกว่ารุ่นก่อนถึง 7% แต่ขนาดของทัชแพดถูกขยายให้กว้างขึ้นเพื่อให้การใช้งานจริงมีความสะดวกสบายที่สุด

ASUS ROG Strix G15

พร้อมเว้นขอบเอาไว้โชว์ไฟแสดงไฟ LED การทำงานต่างๆ ส่วนด้านท้ายและขอบเครื่องทางขวาจะเห็นถึงช่องระบายความร้อนขนาดใหญ่ 4 ช่อง 2 สองพัดลมขนาดใหญ่ ความเร็วสูงแบบ 12V (เพิ่มอัตราการไหลเวียนอากาศได้ดีขึ้น เมื่อเทียบกับพัดลมแบบ 5V ปกติ) พร้อมปรับรอบพัดลมได้ 3 แบบ ทั้งแบบเงียบ ปกติ และ Turbo

อย่างไรก็ตามแม้ ASUS ROG Strix G15 จะอยู่บนพื้นฐานการออกแบบของตระกูล ROG ที่เน้นสายเกมเมอร์เป็นหลัก แต่ใครจะเอาไปทำงานเบาๆ หรือทำงานหนักๆ อะไรก็แล้วแต่เลย เพราะสามารถตอบโจทย์การใช้งานได้ทั้งหมด ทั้งจากฟีเจอร์ ดีไซน์และสเปกแรงๆ ต่อยอดความสำเร็จจากรุ่นเดิมได้อย่างสมบูรณ์แบบ จากการที่ได้ดีไซน์ สเปก ฟีเจอร์ และราคาที่เหมาะสมที่สุด

ASUS ROG Strix G15

ASUS ROG Strix Scar 15 / 17 ราคา 69,990 – 94,990 บาท

ASUS ROG Strix Scar 15 price

ASUS ROG Strix Scar 15 / 17 มาพร้อมกับชิปประมวลผลสูงสุดเป็น AMD Ryzen 7 5800H / Ryzen 9 5900HX ที่แรงกว่า Ryzen 4000H รุ่นก่อนๆ รองรับติดตั้งการ์ดจอสูงสุดเป็น NVIDIA GeForce RTX 2080 Super ให้ความแรงเหลือเฟือในการเล่นเกมทุกเกมบนโลกแบบลื่นไหล ส่วนของแรมมีขนาดสูงสุดที่ 16 – 32GB DDR4 Bus 3200MHz มีที่เก็บข้อมูลแบบ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 1TB

หน้าจอขนาด 15.6 ” – 17.3″ ความละเอียด Full HD พาเนลคุณภาพสูง IPS รองรับ 300Hz 3ms ทำงานมืออาชีพหรือเล่นเกมตอบสนอง ลำโพงแบบ 2x 4W + 2x 2W tweeter มี Smart Amp Technology  โดยพอร์ตการเชื่อมต่อก็ครบครันด้วย USB 3.2 Type-C, USB 3.2 Type-A, HDMI, LAN พร้อมยังรองรับมาตรฐานการเชื่อมต่อไร้สายอย่าง Bluetooth 5.1 และ Wi-Fi 6 AX (2×2) ที่ดีที่สุด

h732 7

ASUS ROG Strix Scar 15 / 17 เป็น Gaming Notebook ขอบจอบางตัวเครื่องมิติเล็กกระชับทั้ง 3 ด้าน คือ บน ซ้ายและขวา พร้อมตัดกล้องเว็บแคมออกไป มีน้ำหนักอยู่ที่ 2.3 / 2.9 กิโลกรัม เส้นสายลายพาดตัดขวางฝาบนแบบมีสไตล์สะท้อนความแรงที่ล้ำสมัยที่อยู่ภายใน พร้อม Armor Cap ที่ปรับแต่งและถอดเปลี่ยนได้เพิ่มสีสันให้กับตัวเครื่อง ไฟส่องสว่าง Aura Sync RGB อันชาญฉลาดช่วยให้ความคิดสร้างสรรค์ของคุณเปล่งประกาย แสงส่องสว่างจากโลโก้ ROG แบบเมทัลลิก

พอร์ตการเชื่อมต่อตัว ASUS ROG Strix Scar 15 / 17 นี้จัดว่าเป็นโน๊ตบุ๊คที่มีพอร์ทมาให้ครบครับใช้ได้เลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น USB 3.1 Type-A จำนวน 3 พอร์ต, และ USB 3.1 Type-C อีกจำนวน 1 พอร์ตมาให้ด้วย พร้อมช่องต่อหูฟังกับไมค์แบบ Combo ขนาด 3.5 มิลลิเมตร 1 ช่อง, SD Card Reader ขนาดมาตรฐาน, พอร์ท LAN ตัวเต็ม และ HDMI ในส่วนของการเชื่อมต่อไร้สายจะใช้ Bluetooth 5.0 และ Wi-Fi 6 AX แบบ 2×2  

h732 8

อีกทั้งด้วยระบบระบายความร้อนอัจฉริยะ ROG Intelligent Cooling ที่ทำงานร่วมกับดีไซน์ช่องระบายความร้อนแบบ 3D Flow Zone ด้วยพัดลมคู่ความเร็วรอบสูงแบบ 12V 84 ใบพัด แยกฝั่ง ซ้าย-ขวา, ท่อฮีทไปป์จำนวน 5 ท่อ, copper plate ที่ครอบทับบริเวณชิ้นส่วนที่จะเกิดความร้อนทั้งหมด, และครีบทองแดงบนฮีทซิ้งค์ที่บางพิเศษเพียง 0.1 มิลลิเมตร รวมไปถึงระบบกำจัดฝุ่น Anti-Dust Cooling ช่วยให้ความร้อนต่ำและใช้งานตัวเครื่องได้ด้วยความเสถียรอย่างต่อเนื่อง

หน้าจอแสดงผลของ ASUS ROG Strix Scar 15 / 17  มีความละเอียด Full HD พาเนล IPS คุณภาพสูงแบบด้าน Anti-glare สำหรับการเล่นเกมที่ดีที่สุดในปัจจุบัน ด้วย refresh rate สูงสุด 300Hz รองรับการแสดงค่าสีตามมาตรฐาน sRGB 100% (color space) ให้ทุกการเล่นเกมคมชัด สมจริง ไร้อาการภาพเบลอและฉีกขาด และยังแสดงสีได้อย่างแม่นยำสำหรับการทำงานเฉพาะทางอีกด้วย แน่นอนว่ามีดีไซน์หน้าจอขอบจอบางเฉียบทั้งขอบด้านข้างและด้านบน (พร้อมเลือกตัดกล้องเว็บแคมออกไปเลยเช่นเดิม)  

h732 5

ASUS ROG Strix Scar 15 / 17 เป็นคีย์บอร์ดมีไฟหลากสีด้วยเทคโนโลยี AuraRGB ของทาง ROG เป็นแบบ Per Key RGB ที่สามารถปรับแต่งเองได้ด้วยซอฟต์แวร์ภายในได้ในแต่ละปุ่ม ให้ความสะดวกด้วยระยะของปุ่มที่เลื่อนลงไปเพียง 1.8 มิลลิเมตร แต่ละปุ่มมีมุมโค้งขนาด 0.25 มิลลิเมตร เข้ากับนิ้วมือเวลากดลงไปพร้อมจังหวะเด้งสุดๆ พร้อมเทคโนโลยี OverStroke เพื่อการกดรัวที่ดียิ่งขึ้นด้วยปุ่ม N-key rollover & anti-ghosting และอายุคีย์บอร์ดที่สามารถกดได้ 20 ล้านครั้ง

ที่โดดเด่นและไม่เคยมีมาก่อนก็คือ ROG Keystone กุญแจ NFC ส่วนตัวที่จะทำให้เราสามารถบันทึกโปรไฟล์การตั้งค่าการทำงานต่างๆ ของตัวเครื่องให้เป็นรูปแบบเฉพาะสำหรับเราเท่านั้น และที่สำคัญที่สุดคือฟังก์ชั่น Shadow Drive เพิ่มความเป็นส่วนตัวให้มากยิ่งขึ้นกับไดรฟ์ที่จะถูกเข้ารหัสและปรากฎขึ้นมาให้เข้าถึงได้ก็ต่อเมื่อเสียบใช้งาน Keystone เท่านั้น ซึ่งในบันเดินจะมาพร้อมพ่วงกุญแกจที่เก็บด้วย เรียกได้ว่าเจ๋งดีจริงๆ กับการใส่ฟีเจอร์นี้เข้ามาใน Gaming Notebook  

h732 2

ที่สำคัญจากรุ่นก่อนที่มี Light Bar ด้านหน้า รุ่นนี้จะได้ไฟ RGB ด้านซ้ายและขวาของตัวเครื่องเข้ามา อย่าง Surrounded Light Bar รอบตัวเครื่องพร้อมเกมมิ่งคีย์บอร์ดแบบ  RGB ให้สามารถปรับแต่งแสงไฟได้ตามสไตล์ของผู้ใช้อย่างอิสระมากถึง 16.7 ล้านสี ผ่านฟีเจอร์ Aura Sync รวมไปถึงอุปกรณ์ต่อพ่วงต่างๆ ที่รองรับ ที่โดดเด่นอีกอย่างก็คือได้ NumberPad เข้ามาด้วย โดยทัชแพดเองสามารถเปลี่ยนเป็นแป้นตัวเลขได้ จากการที่ตัด Numpad ด้านขวาออกไป พร้อมขยายปุ่มคีย์บอร์ดให้มีความกว้างขึ้น

วัสดุโดยรวมทั้งหมดเป็นอลูมิเนียมผสานด้วยพลาสติกเกรดดีให้สัมผัสที่ดีพรีเมียม จับติดมือ ไม่ลื่น และรู้สึกดีกว่าพลาสติกแบบธรรมดาทั่วไป ส่วนหน้าจอของ ASUS ROG Strix Scar 15 / 17 จะเป็นแบบบานพับสองแกนดูแล้วแข็งทนทานกางหน้าจอได้ประมาณ 145 องศา พร้อมเว้นขอบเอาไว้โชว์ไฟแสดงไฟ LED การทำงานต่างๆ ส่วนด้านท้ายและขอบเครื่องทางขวาจะเห็นถึงช่องระบายความร้อนขนาดใหญ่ 4 ช่อง 2 สองพัดลมขนาดใหญ่

ASUS ROG Strix G15

สรุปโดยรวมการออกแบบดีไซน์ภายนอกและวัสดุนั้น ทำได้ดีตามมาตรฐานของ ASUS ROG Strix G15 และ ASUS ROG Strix Scar 15 / 17  ที่ทุกคนไว้ใจและมั่นใจจริงๆ ตอบโจทย์ของคนที่ต้องการโน๊ตบุ๊คประสิทธิภาพสูงในดีไซน์เรียบๆ แต่แอบแฝงความแรงและเรียบหรูเอาไว้ กับมาตรฐานใหม่ของ Gaming Notebook ช่วงต้นปี 2021 ที่ไม่ใช่แค่แรง แต่ขอบจอต้องบางเฉียบด้วย ซึ่งต้องยอมที่จะตัดกล้องเว็บแคมออกไปเลย ถ้าจะใช้ต้องหามาเองเหมือนกับรุ่นก่อนหน้า

from:https://notebookspec.com/web/576663-asus-rog-strix-g15-scar-15-17-ryzen5000