คลังเก็บป้ายกำกับ: NOKIA

ขอเวลาอีกไม่นาน Nokia ปรับแผนอัพเดต Android 11 ใหม่ เลื่อนเวลาออกไปมากกว่าสามเดือนแทบทุกรุ่น

หลัง Nokia ประกาศไทม์ไลน์การอัพเดต Android 11 ให้กับมือถือหลากหลายรุ่นของบริษัท เมื่อเดือนตุลาคมปี 2020 แต่ก็ทำตามไม่ได้ เช่น Nokia 8.3 ที่ในแผนควรได้อัพเดตตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ของปี 2020 แต่กลับได้อัพเดตช่วงเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้แทน

วันนี้ Nokia ประกาศปรับแผนใหม่ โดยมือถือส่วนใหญ่ถูกเลื่อนไปราว 1-2 ไตรมาสจากกำหนดเดิม เช่น Nokia 6.2 ที่ควรได้อัพเดตช่วงไตรมาส 1-2 ของปี 2021 ถูกเลื่อนไปเป็นไตรมาสที่ 3 และ Nokia 5.3 ที่ควรได้อัพเดตตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ของปี 2020 ถูกเลื่อนไปเป็นไตรมาสที่ 2 ของปีนี้แทน

Nokia ไม่ได้แถลงสาเหตุว่าทำไมถึงต้องเลื่อน แต่รายงานจากนักวิเคราะห์ตลาดวงการสื่อสาร Omdia ระบุว่ามือถือ Nokia ส่วนใหญ่ถูกดีไซน์โดย ODM (Original Design Manufacturer) และ ODM เหล่านี้ต้องเป็นผู้รับผิดชอบดูแลการอัพเดต แต่หลายๆ เจ้าอาจทำได้ไม่ทันกำหนดของ Nokia

นอกจากนี้ Nokia ยังเปิดตัวมือถือหลายรุ่นมากในหนึ่งปี โดยแค่ปี 2021 นี้ก็เปิดตัวไปแล้ว 7 รุ่น ทำให้การอัพเดตให้ครบทุกรุ่นใช้เวลานาน และในรอบอัพเดต Android 10 เองก็เคยเลื่อนแผนอัพเดตเพราะ COVID-19 มาแล้วด้วยเช่นกัน

ที่มา – Nokia

No Descriptionแผนอัพเดตใหม่ของ Nokia

แผนอัพเดตเดิม

from:https://www.blognone.com/node/122596

[Guest Post] เมื่อเทคโนโลยี 5G+ กำลังส่งสัญญาณสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของวงการอุตสาหกรรมเมืองไทย

อุตสาหกรรมที่มีความ hyper productive สามารถปรับขนาดกิจการ และมีความยืดหยุ่นสูงในการดำเนินธุรกิจจะเป็นตัวแปรสำคัญในการขับเคลื่อนการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศไทยให้เดินหน้าต่อไปได้

บทความโดย ธนัตถ์ เตชะธนบัตร ผู้อำนวยการโนเกีย ประจำประเทศไทยและกัมพูชา

 

ดิสรัปเตอร์ครั้งใหญ่ระดับโลกอย่าง โควิด-19 ที่เกิดขึ้นมาเป็นระยะเวลากว่าหนึ่งปีได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตและการทำงานของพวกเราไปอย่างสิ้นเชิง เราเองได้มีการปรับตัวและคาดหวังถึงอนาคตที่ดีขึ้น พร้อมไปกับภาคเศรษฐกิจในรูปแบบต่างๆ ที่ได้มีการปรับตัวผ่านนวัตกรรมดิจิทัล

ท่ามกลางวิวัฒนาการในครั้งนี้ บางธุรกิจได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในตลาด ในขณะที่รายอื่นอีกไม่น้อยยังคงไล่ตามไม่ทันกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ตัวอย่างเช่น การแพร่ระบาดของโรคในครั้งนี้เป็นเสมือนตัวกระตุ้นให้พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปจนเอื้อให้ภาคธุรกิจที่ดำเนินการด้านระบบดิจิทัลอยู่แล้ว อย่าง อีคอมเมิร์ซเฟื่องฟูมากขึ้นในประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม การดิสรัปชั่นได้ส่งผลในทางตรงกันข้ามให้กับอุตสาหกรรมทางกายภาพมากขึ้น เนื่องจากความถดถอยของเศรษฐกิจในภาพรวม อาทิ การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบเป็นอย่างมากต่อผู้ประกอบธุรกิจที่เป็นผู้ผลิตขนาดเล็กและไม่ค่อยได้ใช้เทคโนโลยี ขณะที่ภาคการขนส่งสาธารณะก็ถูกเรียกร้องให้มีการปรับปรุงการดำเนินการและมาตรการป้องกันโควิด-19 ให้ดียิ่งขึ้น แม้ในขณะนี้ ถึงแม้ว่าความท้าทายต่าง ๆ ในด้านสังคมเศรษฐกิจยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ประเทศไทยก็ยังคงเดินหน้าตามแผนงานที่จะผลักดันประเทศสู่การเป็นสมาร์ตซิตี้ เช่น การใช้เทคโนโลยี 5G เพื่อเพื่อบรรเทาทุกข์ด้านสาธารณสุขที่เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก

ปัจจุบันประเทศไทย ซึ่งรวมถึงธุรกิจในหลาย ๆ ประเภทและภาคส่วนทั้งหลายกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่สังคมดิจิทัล ทว่าการเปลี่ยนผ่านนี้ก็ยังถือเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมทางกายภาพ  ซึ่งสิ่งที่จะช่วยให้พวกเขาสามารถยืนหยัดและอยู่รอดต่อการดิสรัปชั่นในอนาคตได้นั้น พวกเขาจำเป็นต้องมีการวางแผนเชิงกลยุทธ์ที่รัดกุมและลงทุนมากขึ้นเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการก้าวสู่อุตสาหกรรม 4.0 และควรที่จะวางแผนสนับสนุนผลักดันแผนยุทธศาสตร์ชาติอย่าง “ไทยแลนด์ 4.0” อีกด้วย

เทคโนโลยี 5G ได้เปิดตัวแล้วในประเทศไทย ซึ่งถือเป็นเวลาที่ภาคอุตสาหกรรมในประเทศควรจะเริ่มประเมินและดำเนินการว่าจะทำอย่างไรเพื่อเชื่อมต่อและเชื่อมโยง next-gen connectivity ให้เข้ากับระบบนิเวศอันกว้างขวางของเทคโนโลยีหลัก หรือที่เรียกโดยรวมว่า 5G+ นั่นเอง ซึ่งสิ่งนี้คือการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ของการก้าวสู่อุตสาหกรรมดิจิทัล นั่นคือ ผู้ที่สามารถช่วยให้หลาย ๆ บริษัทในประเทศไทยสามารถก้าวข้ามความเหลื่อมล้ำระหว่างการลงทุนเชิงดิจิทัล และการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจที่เพิ่มมากขึ้น

 

5G+ คืออะไร

แม้ว่าสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ยังดำเนินต่อไป แต่การผลักดันในเรื่องเทคโนโลยี 5G กลับมีผลกระทบเพียงเล็กน้อย เศรษฐกิจของเอเชียมีการปรับแผนงานเกี่ยวกับ 5G ให้มีความเข้มข้นมากขึ้น จนถึงจุดที่การเตรียมตัวระดับภูมิภาคนั้นล้ำหน้าไปไกลเกินตลาดที่พัฒนาแล้วอย่างแถบยุโรป และด้วยสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ประเทศไทยกลายมาเป็นหนึ่งในประเทศลำดับต้น ๆ ของทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ได้เปิดบริการ 5G เพื่อการค้า

ในเวลาไม่นาน 5G ก็จะแพร่หลายมากขึ้นทั่วประเทศไทยและในภูมิภาคอื่น ๆ กระนั้น อุตสาหกรรมทางกายภาพกำลังมุ่งเป้าที่จะเข้าถึงศักยภาพสูงสุดของ next-gen connectivity ที่ต้องเป็นมากกว่าแค่เครือข่าย 5G พื้นฐาน

ภาพที่1: การยอมรับการเปลี่ยนสู่ความเป็นดิจิทัลในอุตสาหกรรมทางกายภาพ

 

เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับเทคโนโลยี 5G+ อย่างแท้จริง ผู้ประกอบการของไทยจะต้องไม่เพียงแค่มีเครือข่าย 5G เท่านั้น แต่จะต้องสามารถผสานมันเข้ากับเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) และเทคโนโลยีเชิงปฏิบัติงานทางอุตสาหกรรมขององค์กร (OT) ให้ได้อีกด้วย นั่นหมายถึงการปฏิรูปทั้งระบบดิจิทัลและระบบกายภาพที่จะสามารถทำงานเสริมซึ่งกันและกันเพื่อเป็นประโยชน์ให้แก่องค์กร

แม้ในขณะนี้ องค์ประกอบต่าง ๆ จะช่วยเสริมทั้งระบบดิจิทัล และระบบกายภาพทางอุตสาหกรรม แต่ยังคงเป็นเรื่องยากที่จะตัดสินว่าโซลูชั่น 5G+ ตัวใดควรที่จะนำขึ้นมาใช้ก่อนเป็นอันดับแรก Nokia Bell Labs ได้นิยาม การประเมินกระบวนการ​ปฏิบัติงานและการจัดการ (Enablers) ของเทคโนโลยีที่สามารถช่วยให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรม 5G+ คือ เครือข่าย 5G ที่แพร่หลาย, แพลตฟอร์มเทคโนโลยี Edge และคลาวด์, เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และแมชชีนเลิร์นนิ่ง, เครือข่ายส่วนตัว, เซ็นเซอร์ขั้นสูงและหุ่นยนต์, การรักษาความปลอดภัยแบบครบวงจร (end-to-end (E2E) security), และรูปแบบการดำเนินการทางธุรกิจแบบ Network-as-a-Service (NaaS)

ควบคู่ไปกับ enabler ดังกล่าวข้างต้น 5G+ ยังรวมถึง enterprise applications บริการ และแพลตฟอร์มต่าง ๆ ที่ได้รับผลกระทบโดยเทคโนโลยีที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น สิ่งเหล่านี้ประกอบด้วย enterprise computing platforms โปรแกรมสำหรับงานทั่วไปและงานเฉพาะด้านแนวดิ่ง (รวมถึง การพัฒนาโปรแกรม และโซลูชั่น Business Intelligence) นอกจากนี้ ยังรวมถึงบริการ professional and managed services และโครงการต่าง ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากเทคโนโลยี 5G+

โซลูชั่นเหล่านี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการในภาคธุรกิจต่าง ๆ สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งาน 5G+ ได้ดีขึ้นเมื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานในการปรับวิธีการดำเนินงานสู่ระบบดิจิทัล การนำ 5G และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องมาทำงานร่วมกัน จะสามารถรองรับการใช้งานที่หลากหลาย และเป็นการเตรียมพร้อมเพื่อการใช้งานจริงในอนาคตตามที่ตั้งเป้าไว้

 

ประโยชน์ของ SPE และ enabler ของ 5G + เพื่อผลกำไรเชิงกลยุทธ์

งบประมาณด้านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของวิสาหกิจไทยได้ตั้งขึ้นเพื่อสร้างผลตอบแทนที่สมควรจะได้รับ  ทั้งนี้เพื่อให้มั่นใจได้ว่าองค์กรทางกายภาพของชาติ ทั้งส่วนที่เป็นบริษัทชั้นนำในประเทศและที่กำลังปรับตัวสามารถเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลได้ และได้รับประโยชน์สูงสุดในเวลาที่เร็วขึ้นและปริมาณที่มากขึ้น  ทั้งนี้องค์กรเหล่านั้นจะต้องรู้จักปรับใช้เทคโนโลยี 5G+ ของตัวเองอย่างเหมาะสม เพื่อเสริมศักยภาพทางด้านดิจิทัลให้กับองค์กร ควบคู่ไปกับแนวทางของการปรับปรุงด้าน SPE (ความปลอดภัย, ผลผลิต และ ประสิทธิภาพ)

การจะทำความเข้าใจว่า 5G+ และ SPE นั้นจะช่วยพัฒนาได้อย่างไร เราจะต้องใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AugI) และแมชชีนเลิร์นนิ่ง ที่เป็น enabler ของเทคโนโลยี 5G+ มาเป็นตัวตั้งค่าในกระบวนการผลิต

อันดับแรก  การพัฒนาระบบความปลอดภัย สามารถใช้เป็นตัววัดจำนวนที่ลดลงของเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย เช่น ระบบ AugI/ML เมื่อใช้ร่วมกับระบบการตรวจจับวิดีโออัจฉริยะ (intelligent video sensing) จะทำให้โรงงานสามารถคาดการณ์การเกิดอุบัติเหตุได้ล่วงหน้าก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์จริง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการปรับปรุงในด้านความปลอดภัยทั้งส่วนของแรงงานและอุปกรณ์ไปพร้อมกัน

ขณะเดียวกัน การปรับปรุงด้านประสิทธิภาพเพื่อเพิ่มผลผลิต หมายถึง การเพิ่มปริมาณสินค้าหรือบริการที่ผลิตจากฐานการผลิตเดียวกัน ซึ่งสิ่งนี้คือปัจจัยสำคัญที่บ่งชี้ถึงการพัฒนาปรับปรุงตามแนวทาง SPE ซึ่งการใช้ระบบ AugI/ML จะช่วยเพิ่มความสามารถของโรงงานในการคาดการณ์ความต้องการของตลาดได้อย่างเฉพาะเจาะจง ซึ่งช่วยให้วางแผนดำเนินงานล่วงหน้าได้ ขณะเดียวกันยังเป็นการลดเวลาในการตอบสนองและเพิ่มขีดความสามารถสูงสุดในการดำเนินงานอีกด้วย นอกจากนี้ ระบบ AugI/ML ยังช่วยในเรื่องการพัฒนาผลิตภัณฑ์และ/หรือระบบให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้น เพื่อรองรับการผลิตให้ได้มากตามความต้องการพร้อมกับปรับปรุงกระบวนการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ประการสุดท้าย การปรับปรุงประสิทธิภาพที่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการลดจำนวนการใช้ทรัพยากรโดยยังสามารถรักษาระดับผลผลิตได้คงเดิม อาทิ นวัตกรรมด้านเทคโนโลยีการตรวจจับ (innovative sensory technologies) ที่ได้รับการพัฒนาด้วยระบบ AugI/ML จะสามารถตรวจจับความบกพร่องของเครื่องจักรในโรงงานได้ก่อนที่เหตุการณ์จะเกิดขึ้นจริง ซึ่งเป็นการช่วยลดอุปสรรคที่ไม่คาดคิดลงได้ ด้วยการใช้เทคโนโลยีการวิเคราะห์เนื้อหาของภาพวีดีโอ (video analytics) ที่สามารถแจ้งเตือนเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้เพื่อป้องกันการสูญเสียทรัพยากร ทั้งยังเป็นการช่วยให้โรงงานสามารถควบคุมการปฏิบัติงานได้แบบเรียลไทม์ เพื่อให้มีสินค้าคงคลังในปริมาณน้อยที่สุด

เนื่องจาก enabler ของ 5G+ สามารถช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการปฏิบัติงาน การทำงานตามแนวทางของ SPE จะช่วยเสริมศักยภาพให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถดำเนินกิจการได้ดียิ่งขึ้น ทั้งในเรื่องความรวดเร็วและปริมาณ นอกจากนี้องค์กรยังสามารถพัฒนาการดำเนินงานให้ดียิ่งขึ้นได้อีกผ่านโมเดลการดำเนินการทางธุรกิจแบบ Network-as-a-Service (NaaS) (โดยเฉพาะภาคส่วนที่ใช้การตั้งโปรแกรมแบบอัตโนมัติและตั้งเป้าไปที่เทคโนโลยี 5G เป็นหลัก) รวมถึงเครือข่าย redundancy ที่ดียิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับโปรแกรมอัจฉริยะสำหรับธุรกิจที่ได้รับการพัฒนาแล้วด้วยเครื่องมือเสริมทางดิจิทัล

โรงงานของเราในเมืองโอวลุ ประเทศฟินแลนด์  ยังคงทดลองใช้งาน 5G+ ในรูปแบบที่หลากหลายอย่างต่อเนื่อง (เช่น เครือข่าย E2E 5G และ Cloud Automation) เพื่อไปเสริมการทำงานของแอปพลิเคชัน การบริการ และแพลตฟอร์มต่าง ๆ  ทั้งนี้ ในประเทศไทย เรากำลังทำงานร่วมกับสองผู้ให้บริการด้านการสื่อสารชั้นนำของประเทศ ในการนำ 5G มาเสริมการทำงานของคลาวด์โซลูชั่น และการสร้างสาธารณูปโภคสำหรับเครือข่าย pervasive 5G ให้กับการพัฒนาแนวพื้นที่เศรษฐกิจที่กำลังจะเกิดขึ้น

รูปที่ 2: เทคโนโลยี 5G+ ขับเคลื่อนตามแนวทาง SPE ในอุตสาหกรรมทางกายภาพ

 

วิถีใหม่ของอุตสาหกรรมผ่าน 5G+   

ในช่วงแรกของการเกิดโรคระบาดโควิด-19 การจัดงบประมาณด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในประเทศไทยเคยถูกคาดการณ์ว่าจะลดลงจากหลายปีก่อน อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีได้มีการพัฒนาขึ้นเพื่อเข้ามารับมือกับความท้าทายของวิกฤตที่องค์กรกำลังเผชิญอยู่ การคาดการณ์นี้ได้เกิดขึ้นหลังจากที่องค์กรและธุรกิจต่าง ๆ ได้ปรับตัวเพื่อรับมือกับวิกฤตการณ์ดังกล่าว จึงนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของการใช้จ่ายด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของประเทศไทย  ซึ่งสิ่งนี้ยังรวมถึงศักยภาพของหลายอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการที่สามารถใช้ประโยชน์จาก 5G ได้มากขึ้น กล่าวคือประเทศไทยได้พัฒนามาถึงจุดที่เห็นความสำคัญและยอมรับเทคโนโลยี 5G+ ในวงกว้าง

รูปที่ 3: เส้นทางสู่วิถีใหม่

 

การนำ 5G+ มาใช้ในวงกว้าง คาดว่าจะเกิดขึ้นเมื่อภาพรวมเศรษฐกิจในภูมิภาคมีความมั่นคงขึ้นควบคู่ไปกับการดำเนินชีวิตวิถีใหม่ ซึ่งความพร้อมใช้การใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ อย่างแพร่หลายจะก่อให้เกิดจุดคุ้มทุนในการลงทุนด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร นี่คือการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทย นำโดยกลุ่มอุตสาหกรรมทางกายภาพทั้งที่เป็นผู้นำและผู้ที่กำลังปรับตัวเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่สังคมดิจิทัล

แม้ในขณะนี้ยังมีอีกหลายสิ่งที่ต้องทำ และเศรษฐกิจของประเทศไทยยังคงต้องใช้เวลาในการฟื้นตัวจากโควิด19 ผู้ประกอบการในประเทศไทยควรเริ่มวางแผนการลงทุนด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารควบคู่ไปกับ 5G+ ตั้งแต่ตอนนี้

เพื่อเป็นการเตรียมพร้อม ภาคอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการในประเทศไทยควรเริ่มปรับตัวและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้วยการตระหนักถึงประโยชน์ในการดำเนินงานตามแนวทาง SPE (Safety – ความปลอดภัย, Productivity – ผลผลิต, และ Efficiency – ประสิทธิภาพ) ที่จะเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อประเทศมีการยอมรับการใช้ 5G+ อย่างแพร่หลาย ซึ่งจะส่งผลดีทั้งด้านเศรษฐกิจและผลลัพธ์ในวงกว้าง

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-nokia-5g-plus-technologies-signaling-the-next-big-inversion-thailand-industries/

ส่วนแบ่งตลาดสมาร์ทโฟน Nokia โซนยุโรป ลดลงเกิน 50% ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2021

ปัญหาเรื่องการใช้งาน GMS ไม่ได้ของ 2 ผู้ผลิตมือถือยักษ์ใหญ่อย่าง HUAWEI และ Honor ได้เปิดทางให้คู่แข่งอื่น ๆ ในวงการเข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดมือถือในยุโรปมากขึ้น แบรนด์อย่าง OnePlus, Xiaomi, OPPO และ Realme ต่างได้รับส่วนแบ่งตลาดยุโรปเพิ่มขึ้นในช่วงไตรมาสที่ผ่านมาของปี 2021 อย่างไรก็ตามฝั่ง Nokia ที่คุมบังเหียนโดย HMD Global กลับสวนทางกับแบรนด์อื่น ๆ เพราะเสียส่วนแบ่งตลาดไปเกือบ 50% เลยทีเดียว

Counterpoint Research ได้ออกมารายงานส่วนแบ่งการตลาดมือถือในทวีปยุโรป ช่วงไตรมาสแรกของปี 2021 พบว่าแบรนด์ Nokia มีส่วนแบ่งการตลาดเพียง 2% เท่านั้น ลดลงจากไตรมาสแรกของปี 2020 ไปถึงครึ่งหนึ่ง ซึ่งตอนนี้จะยังไม่มีตัวเลขจำนวนส่งมอบมือถือแบบเป๊ะ ๆ ของปีนี้ออกมา แต่หากเทียบกับช่วงไตรมาสแรกปี 2020 ที่ Nokia ส่งมอบมือถือได้ราว ๆ 1.7 ล้านเครื่อง ก็เลยมีการคาดการณ์ว่าในปี 2021 น่าจะทำยอดส่งมอบในโซนยุโรปได้แค่ราว ๆ 850,000 เครื่องเท่านั้น ซึ่งน่าแปลกใจอยู่เหมือนกันทั้ง ๆ ที่ช่วงนี้ตลาดมือถือเริ่มฟื้นตัวบ้างแล้ว

ส่วนแบ่งการตลาดมือถือในทวีปยุโรปช่วง Q1 2021

ส่วนยอดส่งมอบโดยรวมของมือถือในทวีปยุโรปช่วงไตรมาสแรกของปี 2021 พบว่าโตขึ้นถึง 6% ซึ่งแบรนด์มือถือต่าง ๆ ล้วนแต่มีส่วนแบ่งการตลาดที่สูงขึ้น นำโดยจ่าฝูงอย่าง Samsung ที่มีส่วนแบ่ง 32% ตามมาด้วย Apple 28% และอันดับ 3 คือ Xiaomi 18% (Xiaomi เรียกว่ามาแรงจริง ๆ เพราะโตขึ้นกว่าปีก่อนถึง 73% เลยทีเดียว)

ส่วนอีก 3 แบรนด์ที่น่าสนใจอย่าง OPPO, OnePlus และ realme ถึงแม้จะมียอดส่งมอบโดยรวมไม่ได้สูงมากเมื่อเทียบกับ Top 3 แต่ก็มีอัตราการการเติบโตรายปีเพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณ OPPO เติบโดขึ้นเกือบเท่าตัวที่ 94% ตามมาด้วย OnePlus ที่ 85% และ realme ที่ส่วนแบ่งตลาดสมาร์ทโฟนในยุโรปเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดถึง 183% เลยทีเดียว

แต่เราก็ยังต้องจับตาดู Nokia กันต่อไปเพราะทางแบรนด์ก็เพิ่งเปิดตัว Nokia 1.4 ไปในช่วง Q1 และจะเริ่มวางขายอย่างเป็นทางการในช่วงกรกฎาคมที่จะถึงนี้…มารอลุ้นกันในช่วงไตรมาสที่ 2 ว่าส่วนแบ่งการตลาดสมาร์ทโฟนในยุโรปของ Nokia จะสามารถกระเตื้องขึ้นมาได้บ้างหรือไม่ครับ

 

Source: NokiaMob Via PhoneArena

from:https://droidsans.com/nokia-lost-50-percent-european-market-share-durring-q1-2021/

รายชื่อมือถือใหม่ผ่าน กสทช. OnePlus 9 Pro, Mi 11 Ultra, Redmi Note 10S, Legion Phone Duel 2 และอื่น ๆ อีกเพียบ [เม.ย 2021]

รายชื่อสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ ๆ ที่ผ่านการรับรองจากสำนักงาน กสทช.ประจำเดือนเมษายน 2564 มีรุ่นที่น่าสนใจอยู่พอสมควรเลยทีเดียว ระดับเรือธงมีทั้ง Mi 11 Ultra, OnePlus 9 และ OnePlus 9 Pro ฝั่ง vivo ยังยกทัพมาเยอะเหมือนเคยทั้งหมด 3 รุ่น ส่วน TECNO ค่อนข้างเซอร์ไพรส์เพราะมีมากกว่าใครเพื่อนถึง 4 รุ่นด้วยกัน

หมายเลข ตราอักษร แบบ/รุ่น
B38151-21 OnePlus OnePlus 9 5G
B38156-21 TECNO Spark 7 (KF6j)
B38165-21 NOKIA TA-1342
B38167-21 OnePlus OnePlus 9 Pro 5G
B38168-21 TECNO CG7
B38176-21 TECNO Spark 7 (KF6)
B38178-21 Xiaomi Mi 11 Ultra
B38181-21 Motorola moto g20
B38191-21 TECNO LE7
B38194-21 Redmi Redmi Note 10S
B38195-21 vivo Y52 5G
B38196-21 Lenovo Legion Phone Duel 2
B36012-21 ZTE ZXRAN R9224E M1821
B38198-21 Infinix HOT 10S (X689B)
B38199-21 Infinix HOT10S (X689)
B38201-21 TWZ X10
B38204-21 vivo Y3s
B38208-21 vivo V21

Xioami

Mi 11 Ultra สมาร์ทโฟนแฟล็กชิปดีไซน์โดดเด่นรุ่นล่าสุดจาก Xiaomi ที่มีโมดูลกล้องหลังขนาดมหึมาสุดอลังการ พร้อมด้วยหน้าจอเสริมอเนกประสงค์นำไปประยุกต์ใช้งานได้หลากหลาย ความสามารถการถ่ายภาพอยู่ในระดับท็อปของวงการ การันตีด้วยคะแนนรีวิว 143 แต้ม สูงที่สุดเป็นอันดับ 1 จาก DXOMARK ภายในขับเคลื่อนด้วยชิป Snapdragon 888 นอกจากนี้ยังมีลำโพงสเตอรีโอที่ปรับแต่งโดย harman / kardon อีกด้วย


Mi 11 Ultra

Redmi Note 10S ยังคงคอนเซปต์มือถือสุดคุ้มค่าเอาไว้ได้เป็นอย่างดี ค่าตัวเริ่มต้นเพียงแค่ 15,999 รูปีเท่านั้น แต่ยัดมาให้ทั้งหน้าจอ AMOLED ขนาด 6.43 นิ้ว ชิป Helio G95 กล้องหลัง 4 ตัว ลำโพงคู่ แถมยังมีคุณสมบัติกันน้ำและฝุ่น IP53 อีกต่างหาก


Redmi Note 10S

OnePlus

มาพร้อมกันแบบแพ็กคู่ สำหรับ OnePlus 9 และ OnePlus 9 Pro ซึ่งชูจุดแข็งด้านการถ่ายภาพเช่นกัน โดยในคราวนี้ได้บริษัทผู้ผลิตกล้องและเลนส์ชื่อดังอย่าง Hasselblad เข้ามาร่วมพัฒนา ช่วยปรับจูนโทนสีให้มีเอกลักษณะเฉพาะตัวไม่ซ้ำแบบใคร ฮาร์ดแวร์และดีไซน์ภายนอกของทั้งสองรุ่นนั้นใกล้เคียงกันมาก ๆ ได้หน้าจอแสดงผลความลึกสี 10-bit เสริมด้วยอัตรารีเฟรช 120Hz ใช้ชิป Snapdragon 888 รองรับเทคโนโลยีชาร์จไวแรงกระฉูด 65W


OnePlus 9 Pro

Motorola

moto g20 พึ่งเปิดตัวที่ต่างประเทศไปหยก ๆ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมานี้เอง (26 เมษายน 2564) ดูเหมือนแฟน ๆ Motorola จะไม่ต้องรอกันนานสำหรับการนำเข้ามาวางจำหน่ายในประเทศไทย สมาร์ทโฟนรุ่นนี้มีหน้าขอขนาด 6.5 นิ้ว พาเนล IPS LCD อัตรารีเฟรช 90Hz ใช้ชิป Unisoc T700 กล้องหลัง 4 ตัว ความละเอียดสูงสุด 48MP พร้อมด้วยแบตเตอรี่ความจุ 5000mAh ราคาน่าจะอยู่ในช่วงประมาณ 5,000 บาท


moto g20

vivo

สำหรับ vivo Y3s นั้นอาจมีฮาร์ดแวร์ที่ใกล้เคียงกับรุ่นที่เผยโฉมในประเทศจีนไปตั้งแต่เมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว เป็นสมาร์ทโฟนระดับเริ่มต้นที่มากับหน้าจอขนาด 6.35 นิ้ว ความละเอียด HD+ ใช้ชิป Helio P35 จากค่าย MediaTek พ่วงด้วย RAM 4GB กับแบตเตอรี่ 5000mAh


vivo V21

ในขณะที่ vivo V21 นั้นเป็นอีกรุ่นหนึ่งที่พึ่งเปิดตัวไปแบบสด ๆ ร้อน ๆ ที่ประเทศมาเลเซีย ชูจุดเด่นก้องหน้า Super Night Selfie ความละเอียดสูงปรี๊ด 44MP พร้อมระบบกันสั่น OIS ในตัว บอดี้เพรียวบาง ฝาหลังเลือกใช้วัสดุเป็นกระจกผิวสัมผัสด้าน ส่วนกล้องหลังให้มา 3 ตัว ความละเอียดสูงสุด 64MP ภายในขับเคลื่อนด้วยขุมพลัง Dimensity 800U ส่วน vivo Y52 5G ยังเป็นปริศนาอยู่ในตอนนี้

Lenovo

ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์เด็ดประจำเดือนนี้ กับภาคต่อของเกมมิ่งสมาร์ทโฟนตัวแรงจาก Lenovo อย่าง Legion Phone Duel 2 อัดแน่นไปด้วยฟีเจอร์ด้านการเล่นเกม กล้องหน้าแบบป๊อปอัปด้านข้างสุดแปลกแหวกแนว ออกแบบมาสำหรับนักแคสต์เกมโดยเฉพาะ หน้าจอ AMOLED ขนาดใหญ่ 6.92 นิ้ว อัตรารีเฟรช 144Hz ใช้ชิประดับไฮเอนด์ Snapdragon 888 ลำโพงคู่เสียงกระหึ่ม แบตเตอรี่เซลล์คู่ความจุ 5500 mAh รองรับเทคโนโลยีชาร์จไว 90W พร้อมด้วยระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว ผสานกับพัดลมคู่ ควบคุมอุณหภูมิได้อยู่หมัด


Legion Phone Duel 2

TECNO ค่อนข้างเซอร์ไพรส์อยู่ไม่น้อย ขนขบวนสมาร์ทโฟนรุ่นมาให้เพียบ ทั้ง Spark 7 (KF6, KF6j), CG7 และ LE7 ทางด้าน Nokia นี่เดายากเหมือนเดิม เพราะบอกเพียงแค่หมายเลขรุ่น TA-1342 อาจเป็นรุ่นใดรุ่นหนึ่งระหว่าง X10, X20, G10, G20, C10 และ C20 ซึ่งเราคงต้องมาลุ้นไปพร้อม ๆ กันครับ

 

ที่มา : กสทช.

from:https://droidsans.com/nbtc-new-phones-apr-2021/

เปิดตัว Nokia Lite Earbuds หูฟังไร้สาย แบตเตอรี่ 6 ชั่วโมง ราคา 75 ยูโร

นอกจากมือถือซีรีส์ X, G และ C แล้ว ในงานแถลงข่าววันที่ 8 เมษายน Nokia ยังเปิดตัวหูฟังไร้สาย Nokia Lite Earbuds หูฟังไร้สาย ไดรเวอร์ 6 มิลลิเมตร เรนจ์ 20 Hz ถึง 20 kHz แบตเตอรี่ใช้งานได้ 6 ชั่วโมง และ 36 ชั่วโมงรวมเคส มากขึ้นหนึ่งชั่วโมงเมื่อเทียบกับ Nokia Power Earbuds Lite ที่ออกก่อนหน้านี้ ที่ใช้งานได้ 5 ชั่วโมง และรวม 35 ชั่วโมงเมื่อชาร์จจากเคส

Nokia Lite Earbuds ชาร์จผ่าน USB-C ใช้งานแยกข้างได้ รองรับ Bluetooth 5.0 แต่ไม่มีข้อมูลด้านโคเด็กเสียงที่รองรับ ภายในกล่องมาพร้อมจุกยางสามไซส์ มีสองสีคือ ดำ Charcoal และฟ้า Polar Sea วางจำหน่ายกลางเดือนเมษายนนี้ ราคา 75 ยูโร (ราว 2,900 บาท)

ที่มา – จดหมายประชาสัมพันธ์, GSM Arena

No DescriptionNo DescriptionNo Description

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/122114

Nokia เปิดตัว Nokia G20, G10 รุ่นเน้นแบตเตอรี่ และ C20, C10 มือถือ Android Go รุ่นประหยัด

ในงานแถลงข่าวเปิดตัวเมื่อคืนวันที่ 8 ที่ผ่านมา นอกจากซีรีส์ X ที่เป็นรุ่นท็อปแล้ว ยังมีซีรีส์ G ที่เน้นแบตเตอรี่มากที่สุดในทั้งสามซีรีส์ และซีรีส์ C เน้นความประหยัด สำหรับผู้เริ่มต้นใช้สมาร์ทโฟนใหม่ มีรายละเอียดดังนี้

ซีรีส์ G เน้นแบตเตอรี่ใหญ่ ให้มาถึง 5,050 mAh ที่ Nokia เคลมว่าอยู่ได้ 3 วัน ใช้ชิป MediaTek Helio G35 รัน Android 11 กันน้ำ IPX2 (ระดับกันน้ำฝน) รับประกันอัพเดตเวอร์ชั่น Android สองปี แพตช์ความปลอดภัย 3 ปี ทั้ง 2 รุ่น รายละเอียดดังนี้

Nokia G20

  • หน้าจอ LCD 6.5 นิ้ว ความละเอียด 720p+ อัตราส่วน 20:9
  • กล้องหน้า 8MP
  • กล้องหลังสี่ตัว กล้องหลัก 48MP กล้องอัลตร้าไวด์ 5MP, depth sensor 2MP กล้องมาโคร 2MP
  • ชิป Mediatek Helio G35
  • แรม 4GB
  • ความจุ 64GB / 128GB รองรับ microSD
  • สแกนลายนิ้วมือด้านข้าง
  • แบตเตอรี่ 5,050 mAh พร้อมที่ชาร์จ 10W
  • รัน Android 11
  • รองรับ Bluetooth 5.0 แต่รองรับ WiFi แค่ 2.4Ghz มีตัวรับวิทยุ FM

มีสองสี Night และ Glacier ราคาเริ่มต้น 160 ยูโร (ราว 6,000 บาท) วางขายเดือนพฤษภาคม มีสองรุ่น ดังนี้

  • รุ่นแรม 4GB ความจุ 64GB
  • รุ่นแรม 4GB ความจุ 128GB

No Description

Nokia G10

เหมือน G20 แต่เปลี่ยนชิปเป็น Mediatek Helio G25 ลดแรมเหลือ 3GB/4GB ความจุเหลือ 32GB กับ 64GB กล้องหลังตัดอัลตร้าไวด์ออก เหลือแค่ 3 ตัว คือกล้องหลัก 13MP, depth sensor 2MP และกล้องมาโคร 2MP มีสองสี Dusk กับ Night วางขายภายในเดือนนี้ ราคาเริ่มต้น 140 ยูโร (ราว 5,300 บาท) มี 2 รุ่น คือ

  • รุ่นแรม 3GB ความจุ 32GB
  • รุ่นแรม 4GB ความจุ 64GB

No Description

ซีรีส์ C เป็นรุ่นเล็กสุด รัน Android 11 Go Edition การันตีแพตช์ความปลอดภัยทุกไตรมาส 2 ปี แบตเตอรี่เต็มวัน รายละเอียดดังนี้

Nokia C20

  • หน้าจอ LCD 6.52 นิ้ว ความละเอียด 720p+ อัตราส่วน 20:9
  • กล้องหน้า 5MP
  • กล้องหลังตัวเดียว 5MP
  • ชิป Unisoc SC9863a
  • แรม 1GB / 2GB
  • ความจุ 16GB / 32GB รองรับ microSD
  • แบตเตอรี่ 3,000 mAh พร้อมที่ชาร์จ 5W พอร์ต microUSB
  • รัน Android 11 Go Edition
  • รองรับ Bluetooth 4.2 รองรับ WiFi 2.4GHz มีรูหูฟัง มีตัวรับวิทยุ FM

มีสองสีคือ Sand และ Dark Blue วางจำหน่ายภายในเดือนนี้ ราคาเริ่มต้น 90 ยูโร (ราว 3,400 บาท) มีสองรุ่นดังนี้

  • รุ่นแรม 1GB ความจุ 16GB
  • รุ่นแรม 2GB ความจุ 32GB

No Description

Nokia C10

เหมือน C20 แต่ลดสเปกภายในเหลือชิป Unisoc SC9863a (ตัวเดียวกับ Nokia C1 ที่ออกในปี 2019) และตัดการรองรับ 4G LTE ในรุ่น C20 ออก เหลือรองรับแค่ 3G เท่านั้น มีสองสี Grey และ Light Purple วางจำหน่ายเดือนมิถุนายน ราคาเริ่มต้น 75 ยูโร (ราว 2,900 บาท) มีสามรุ่น ดังนี้

  • รุ่นแรม 1GB ความจุ 16GB
  • รุ่นแรม 1GB ความจุ 32GB
  • รุ่นแรม 2GB ความจุ 16GB

No Description

ที่มา – จดหมายประชาสัมพันธ์, GSM Arena

from:https://www.blognone.com/node/122111

เปิดตัว Nokia X20 และ X10 มือถือ 5G ชิป Snapdragon 480 เน้นซัพพอร์ตนาน เริ่ม 310 ยูโร

ในงานแถลงข่าวออนไลน์คืนวันที่ 8 เมษายนที่ผ่านมา Nokia เปิดตัวมือถือ ซีรีส์ X รุ่นท็อปของงานเปิดตัวนี้ มี 2 รุ่น คือ Nokia X20 และ Nokia X10 ชิป Snapdragon 480 รัน Android 11 แบบ Android One การันตีอัพเดตเวอร์ชั่น Android และแพตช์ความปลอดภัย 3 ปีทั้ง 2 รุ่น มีรายละเอียดดังนี้

Nokia X20

  • หน้าจอ Full HD ขนาด 6.67 นิ้ว
  • กล้องหน้า 32MP แบบเจาะรู
  • กล้องหลังสี่ตัว กล้องหลัก ZEISS 64MP, กล้องอัลตร้าไวด์ 5MP, depth sensor 2MP กล้องมาโคร 2MP
  • ชิป Snapdragon 480
  • แรม 6GB / 8GB
  • ความจุ 128GB รองรับ microSD สูงสุด 512GB
  • สแกนลายนิ้วมือด้านข้าง
  • แบตเตอรี่ 4,470mAh (Nokia เคลมว่าอยู่ได้ 2 วัน)
  • แถมที่ชาร์จ 18W
  • รัน Android 11 (Android One)
  • รองรับ 5G, Wi-Fi 5, Bluetooth 5.0 มี NFC มีรูหูฟัง มีตัวรับวิทยุ FM

มี 2 สี คือ Midnight Sun และ Nordic Blue วางขายเดือนพฤษภาคม ราคาเริ่มต้น 350 ยูโร (ราว 13,200 บาท) วางขาย 2 รุ่นดังนี้

  • แรม 6GB ความจุ 128GB
  • แรม 8GB ความจุ 128GB

No Description

Nokia X10

เหมือน X20 แต่ลดความละเอียดกล้องหลักเหลือ 48MP กล้องหน้าเหลือ 8MP มี 2 สี เช่นกัน แต่เป็นสี Forest และ Snow ไม่แถมหัวชาร์จ แต่จะให้มาเฉพาะสาย USB-C เตรียมวางขายเดือนมิถุนายน ราคาเริ่มต้น 310 ยูโร (ราว 11,700 บาท) มี 3 รุ่นดังนี้

  • แรม 6GB ความจุ 64GB
  • แรม 6GB ความจุ 128GB
  • แรม 4GB ความจุ 128GB

No Description

ที่มา – จดหมายประชาสัมพันธ์, GSMArena

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/122110

สรุปสเปค Nokia X10, X20, G10, G20, C10, C20 สมาร์ทโฟน 6 รุ่นล่าสุดจาก HMD Global

HMD Global ปล่อยของชุดใหญ่ เปิดตัวสมาร์ทโฟนซีรีส์ใหม่ Nokia X10 และ X20 ชูจุดขาย ประกบการณ์การใช้งานตามแบบฉบับ Android แท้ ๆ พร้อมบริการหลังการขายขั้นเทพ สนับสนุนยาวนาน 3 ปี ทั้งการรับประกัน การอัปเดตแพตช์ความปลอดภัย หรือแม้แต่การอัปเดตระบบปฏิบัติการ เสริมทัพด้วย Nokia G10, G20, C10 และ C20 รวม 3 ซีรีส์ ทั้งหมด 6 รุ่น

Nokia X10  |  X20 : ซีรีส์ใหม่ ใช้เลนส์ ZEISS อัปเดตนาน 3 ปี

เริ่มจากไฮไลต์เด็ดประจำงานอย่าง Nokia X10 และ X20 ที่เป็นซีรีส์ใหม่กันก่อน ซึ่งต้องบอกว่า สมาร์ทโฟนทั้ง 2 รุ่นนี้ เป็นฝาแฝดที่เหมือนกันอย่างกับแกะแทบทุกส่วน ไล่ตั้งแต่หน้าจอ IPS LCD ความละเอียด Full HD+ ขนาด 6.67 นิ้ว บนสัดส่วน 20:9 มีการเจาะรูเล็ก ๆ เอาไว้ที่กึ่งกลางด้านบน สำหรับวางกล้องเซลฟี่

ต่อด้วยชิปประมวลผลที่เลือกใช้ Snapdragon 480 จาก Qualcomm มีคุณสมบัติเด่น คือ รองรับการเชื่อมต่อเครือข่าย 5G ส่วนแบตเตอรี่มีความจุ 4470mAh ซึ่ง Nokia เคลมว่า สามารถใช้งานได้ยาว ๆ ถึง 2 วัน แถมยังรองรับเทคโนโลยีชาร์จไว 18W อีกต่างหาก

ในส่วนของกล้องหลังนั้น Nokia X10 กับ X20 ต่างก็มาพร้อมกับชุดเลนส์คุณภาพสูงจาก ZEISS มีจำนวน 4 ตัวเท่ากัน ประกอบด้วย กล้องอัลตร้าไวด์ 5MP, กล้องมาโคร 2MP และกล้องจับความลึก 2MP แต่จุดต่างอยู่ตรงกล้องหลัก ซึ่งฝ่ายแรกมีความละเอียด 48MP ส่วนฝ่ายหลังขยับขึ้นเป็น 64MP

Nokia X10 มี RAM สูงสุด 6GB และ ROM สูงสุด 128GB ในขณะที่ X20 มี RAM สูงสุด 8GB ส่วน ROM สูงสุด 128GB เท่า ๆ กัน หากไม่พอใช้งานก็สามารถใส่ microSD card เพิ่มได้ในภายหลัง

HMD Global กล่าวว่า ตอนนี้ขยะอิเล็กทรอนิกส์กำลังเป็นปัญหาใหญ๋ไปทั่วโลก จึงตัดสินใจไม่แถมอะแดปเตอร์แปลงไฟมาให้ในกล่อง เนื่องจากเป็นอุปกรณ์ที่คนส่วนใหญ่มีเอาไว้ในครอบครองกันอยู่แล้ว แต่ทั้งนี้บริษัทฯ ได้แถมเคสแบบรักโลกมาให้แทน ผลิตจากวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถย่อยสลายได้ 100%

สเปค Nokia X10  |  X20

Nokia X10 Nokia X20
จอภาพ IPS LCD ขนาด 6.67 นิ้ว
ความละเอียด Full HD+
ความสว่าง 400 นิต
IPS LCD ขนาด 6.67 นิ้ว
ความละเอียด Full HD+
ความสว่าง 450 นิต
ชิป Qualcomm Snapdragon 480
หน่วยความจำ 4GB + 128GB
6GB + 64GB
6GB + 128GB
รองรับ microSD card
6GB + 128GB
8GB + 128GB
รองรับ microSD card
กล้องหลัง กล้องหลัก 48MP
กล้องอัลตร้าไวด์ 5MP
กล้องมาโคร 2MP
กล้องจับความลึก 2MP
เลนส์ ZEISS
กล้องหลัก 64MP
กล้องอัลตร้าไวด์ 5MP
กล้องมาโคร 2MP
กล้องจับความลึก 2MP
เลนส์ ZEISS
กล้องหน้า 8MP 32MP
เครือข่าย GSM / HSPA / LTE / 5G
การเชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac
Bluetooth 5
NFC
วิทยุ FM
การนำทาง GPS, A-GPS, GLONASS, Galileo
พอร์ต USB Type-C 2.0, แจ็ก 3.5 มม.
เซนเซอร์ Fingerprint, accelaration, ambient, e-compass, gyroscope, proximity
แบตเตอรี่ 4470mAh
เทคโนโลยีชาร์จไว 18W
ระบบปฏิบัติการ Android 11
ขนาด 168.9 x 79.7 x 9.1 มม.
น้ำหนัก 210 กรัม 220 กรัม

 

Nokia G10  |  G20 : รองรับ 5G ในราคาย่อมเยา

ฝาแฝดคู่นี้มีหน้าตาที่คล้ายกันมากเช่นเดียวกับรุ่นพี่ในซีรีส์ X มาพร้อมจอภาพ IPS LCD ขนาด 6.52 นิ้ว บนสัดส่วน 20:9 คมชัดระดับ HD+ มีติ่งเล็ก ๆ บริเวณกึ่งกลางด้านบน เป็นที่สำหรับวางกล้องเซลฟี่ความละเอียด 8MP

Nokia G10 และ G20 ขับเคลื่อนด้วยชิปจาก MediaTek คือ Helio G25 และ G35 ตามลำดับ ให้แบตเตอรี่มาที่ความจุ 5050mAh หากใช้งานประหยัดสักหน่อย อาจลากยาวได้ถึง 3 วัน รองรับเทคโนโลยีชาร์จไว 10W และมีอะแดปเตอร์แถมมาให้ในกล่องเลย ไม่ต้องซื้อแยกให้วุ่นวาย

Nokia G10 มีกล้องหลัง 3 ตัว ประกอบด้วย กล้องหลัก 13 MP, กล้องมาโคร 2MP และกล้องจับความลึก 2MP ทางด้าน Nokia G20 อัปเกรดกล้องหลักขึ้นเป็น 48MP เสริมด้วยกล้องอัลตร้าไวด์ 5MP อีก 1 ตัว ทำให้มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 4 ตัว และขยับตำแหน่งของแฟลช LED ออกไปอยู่ด้านนอกโมดูลวงกลมแทน

แตกต่างจาก Nokia X10 และ X20 เพราะ G10 กับ G20 จะได้รับการอัปเดต 3 ปี เฉพาะในส่วนของแพตช์ความปลอดภัย ในส่วนของระบบปฏิบัติการนั้น อัปเดตให้เต็มที่แค่ 2 ปี ซึ่งไม่ได้แย่แต่อย่างใด ถือเป็นระยะเวลาตามมาตรฐานปกติอยู่แล้ว

สเปค Nokia G10  |  G20

Nokia G10 Nokia G20
จอภาพ IPS LCD ขนาด 6.52 นิ้ว
ความละเอียด HD+
ชิป MediaTek Helio G25 MediaTek Helio G35
หน่วยความจำ 3GB + 32GB
4GB + 32GB
4GB + 64GB
4GB + 128GB
กล้องหลัง กล้องหลัก 12MP
กล้องมาโคร 2MP
กล้องจับความลึก 2MP
กล้องหลัก 48MP
กล้องอัลตร้าไวด์ 5MP
กล้องมาโคร 2MP
กล้องจับความลึก 2MP
กล้องหน้า 8MP
เครือข่าย GSM / HSPA / LTE / 5G
การเชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11 a/b/g/n
Bluetooth 5
วิทยุ FM
การนำทาง GPS, A-GPS, GLONASS, BDS
พอร์ต USB Type-C 2.0, แจ็ก 3.5 มม.
เซนเซอร์ Fingerprint, accelerometer, proximity
แบตเตอรี่ 5050mAh
ระบบปฏิบัติการ Android 11
ขนาด 164.9 x 76 x 9.2 มม.
น้ำหนัก 194 กรัม 197 กรัม

 

Nokia C10  |  C20 : ฟีเจอร์ครบครัน ในราคาสบายกระเป๋า

ปิดท้ายกันด้วย Nokia C10 และ C20 น้องเล็กประจำงานนี้ ซึ่งเพื่อน ๆ คนไหนที่เคยสัมผัสหรือเคยเห็นสมาร์ทโฟนในซีรีส์ C มาก่อนหน้านี้จะต้องรู้สึกถึงความคุ้นเคยกันอย่างแน่นอน เพราะมีดีไซน์อยู่ในทิศทางเดิมเลย หน้าจอของทั้งคู่มีขนาด 6.52 นิ้ว เป็นพาเนล IPS LCD ความละเอียด HD+ ครอบทับด้วยกระจก Panda Glass (ชื่อน่ารักจัง 🥰) จาก Tunghsu Group ซึ่งเป็นบริษัทสัญชาติจีน

กล้องหน้าและหลังมีความละเอียด 5MP เท่า ๆ กัน ฝั่ง Nokia C20 ถือข้อได้เปรียบเล็กน้อยกับชิป Unisoc SC9863A ที่รองรับคุณสมบัติในการประมวลผล HDR ส่วน C10 ที่มากับ SC7331E นั้นไม่รองรับ

Nokia C10 และ C20 ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 11 Go edition ฟีเจอร์พื้นฐานต่าง ๆ ใส่มาให้ครบทั้งหมด ไม่มีตกหล่น สแตนด์บายได้ 2 ซิมพร้อมกัน แบตเตอรี่ความจุ 3000mAh สามารถถอดเปลี่ยนได้ แถมยังใช้ฟังวิทยุได้อีกด้วยนะเออ

สเปค Nokia C10  |  C20

Nokia C10 Nokia C20
จอภาพ IPS LCD ขนาด 6.52 นิ้ว
ความละเอียด HD+
ชิป Unisoc SC7331E Unisoc SC9863A
หน่วยความจำ 1GB + 16GB
2GB + 16GB
2GB + 32GB
1GB + 16GB
2GB + 32GB
กล้องหลัง 5MP
กล้องหน้า 5MP
เครือข่าย GSM / HSPA / LTE
การเชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11 a/b/g/n
Bluetooth 4.2
วิทยุ FM
การนำทาง GPS, A-GPS
พอร์ต Micro-USB 2.0
เซนเซอร์ Accelerometer, proximity
แบตเตอรี่ 3000mAh
สามารถถอดได้
ระบบปฏิบัติการ Android 11 Go edition
ขนาด 169.9 x 77.9 x 8.8 มม.
น้ำหนัก 191 กรัม

 

ราคาและการวางจำหน่าย

Nokia X10 & X20

  • Nokia X10 ราคา 310 ยูโร (ประมาณ 11,600 บาท)
  • Nokia X20 ราคา 350 ยูโร (ประมาณ 13,100 บาท)
  • เริ่มวางจำหน่ายเดือนพฤษภาคม ปี 2564 ในบางประเทศ

Nokia G10 & G20

  • Nokia G10 ราคา 140 ยูโร (ประมาณ 5,300 บาท)
  • Nokia G20 ราคา 160 ยูโร (ประมาณ 6,000 บาท)
  • เริ่มวางจำหน่ายเดือนเมษายน และพฤษภาคม ปี 2564 ในบางประเทศ

Nokia C10 & C20

  • Nokia C10 ราคา 75 ยูโร (ประมาณ 2,800 บาท)
  • Nokia C20 ราคา 90 ยูโร (ประมาณ 3,400 บาท)
  • เริ่มวางจำหน่ายเดือนเมษายน และมิถุนายน ปี 2564 ในบางประเทศ

from:https://droidsans.com/hmd-global-nokia-x10-x20-g10-g20-c10-c20-specs/

เปิดตัว Nokia X10 และ X20 รองรับ 5G การันตีอัปเดต Android ยาว 3 ปี

ชื่อ Nokia X นั้นเดิมทีถูกเคยใช้มาแล้วครั้งหนึ่งสมัยที่ Microsoft ยังคุมหัวเรือ Nokia โดยใช้ในโครงการสมาร์ตโฟนโดยอาศัยพื้นฐานของ Android ซึ่งตอนนั้นสมาร์ตโฟน Nokia ส่วนใหญ่ยังรันระบบปฏิบัติการ Windows Phone อยู่ โดยวันนี้ HMD ก็ได้หยิบชื่อนี้มาใช้กับสมาร์ตโฟน Nokia รุ่นใหม่อีกครั้ง มีทั้งหมดสองรุ่น ได้แก่ Nokia X10 และ Nokia X20

Nokia X20

  • ใช้ชิปเซ็ต Snapdragon 480 5G
  • ตัวเลือก RAM สองแบบ 6/128GB และ 8/128GB
  • หน้าจอ LCD ขนาด 6.67 ความละเอียด 1,080 x 2,400 พิกเซล หน้าจอสว่างสูงสุด 450nits ความครอบคลุมสี 82% NTSC มีฟิล์มมาให้ตั้งแต่แรก
  • กล้องหลังพัฒนาร่วมกับ Zeiss ทั้งหมด 4 ตัว มีกล้องหลักความละเอียด 64MP, กล้อง Ultrawide ความละเอียด 5MP, กล้องมาโคร ความละเอียด 2MP และกล้อง Depth ความละเอียด 2MP
  • กล้องหน้าแบบ Fix Focus ความละเอียด 32MP

Nokia X10

  • ใช้ชิปเซ็ต Snapdragon 480 5G
  • ตัวเลือก RAM สองแบบ 6/64GB และ 4/128GB
  • หน้าจอ LCD ขนาด 6.67 ความละเอียด 1,080 x 2,400 พิกเซล หน้าจอสว่างสูงสุด 450nits ความครอบคลุมสี 82% NTSC มีฟิล์มมาให้ตั้งแต่แรก
  • กล้องหลังพัฒนาร่วมกับ Zeiss ทั้งหมด 4 ตัว มีกล้องหลักความละเอียด 48MP, กล้อง Ultrawide ความละเอียด 5MP, กล้องมาโคร ความละเอียด 2MP และกล้อง Depth ความละเอียด 2MP
  • กล้องหน้าแบบ Fix Focus ความละเอียด 8MP

ทั้ง Nokia X20 และ Nokia X10 รองรับการเชื่อมต่อ 5G, Wi-Fi 5, Bluetooth 5.0 พร้อม aptX HD/Adaptive และรองรับ NFC เชื่อมต่อและชาร์จแบตเตอรีได้ผ่านพอร์ต USB-C 2.0 มีช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. รองรับวิทยุ FM ทั้งคู่มีแบตเตอรีความจุเท่ากันที่ 4,470 mAh ชาร์จไว 18W ซึ่ง HMD รับประกันว่าสามารถใช้งานได้นานถึง 2 วัน โดย Nokia X20 จะมีหัวชาร์จมากให้ ในขณะที่ Nokia X10 จะมีสายชาร์จให้เพียงอย่างเดียว

จุดเด่นของสมาร์ตโฟนทั้งสองรุ่นคือรับประกันอัปเดต Android ให้ทั้งหมด 3 เวอร์ชัน โดยแกะกล่องมาเป็น Stock Android 11 ราคาวางจำหน่าย Nokia X10 อยู่ที่ €310 หรือราว 11,600 บาท และ Nokia X20 ราคา €350 หรือราว 13,000 ราคาอาจดูสูงเนื่องจากเป็นราคายูโร หากเป็นราคาไทยก็เชื่อว่าจะถูกกว่านี้พอสมควรเลยครับ

 

ข่าว: เปิดตัว Nokia X10 และ X20 รองรับ 5G การันตีอัปเดต Android ยาว 3 ปี มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.
from:https://www.appdisqus.com/nokia-x20-and-nokia-x10-unveiled/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=nokia-x20-and-nokia-x10-unveiled

Qualcomm ดึงอดีตคีย์แมน HMD Global มานั่งเป็นแม่ทัพบริษัท

เมื่อเดือนก่อน HMD Global ต้องจำใจมองดู Juho Sarvikas หนึ่งในจิ๊กซอว์หลักของพวกเขา นับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทในปี 2016 ลาออก หันหลังเดินจากไป ซึ่ง ณ ตอนนั้น ไม่มีใครทราบเลยว่าอดีต Chief Product Officer (CPO) คนนี้ จะไปทำอะไรต่อ แต่ล่าสุดตอนนี้ทั้งหมดก็เฉลยแล้ว หลังจาก Qualcomm ออกมาประกาศเองว่า Juho Sarvikas จะเข้ามาทำงานกับ Qualcomm เริ่มวันแรก 12 เมษายน 2021

โดยตำแหน่งที่ Juho Sarvikas จะเข้ามาทำงานในบริษัท Qualcomm ครั้งนี้จะไม่ได้เป็น CPO เหมือนกับช่วงที่ทำงานให้กับ HMD Global นะครับ แต่จะควบสองจ๊อบ ได้แก่ รองประธานที่ HQ ประจำเมือง San Diego รัฐ California ส่วนอีกตำแหน่งคือ เป็นประธานของบริษัทในภูมิภาคทวีปอเมริกาเหนือ 

 

Juho Sarvikas ถือว่าเป็นส่วนสำคัญมาก ๆ ที่ทำให้ HMD Global ก้าวขึ้นมาอยู่แถวหน้า ๆ เป็นที่รู้จักในวงการสมาร์ทโฟน โดยเขาทำงานในตำแหน่ง Chief Product Officer รับผิดชอบในด้านวิศวกรรม การออกแบบ รวมถึงการตลาดต่าง ๆ ว่าควรจะออกมาในรูปแบบไหน ก่อนเขาจะถูกโปรโมทให้เป็นรองประธาน (Vice President) ของบริษัทในภูมิภาคอเมริกาเหนือ พร้อมกับควบตำแหน่งเดิมอย่าง CPO ไปด้วย

ก่อนหน้า Juho Sarvikas จะมาทำงานให้กับ HMD Global เขาเองก็เคยทำงานในบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Microsoft มาก่อน โดย ณ ตอนนั้น เขารับผิดชอบในส่วนฟีเจอร์โฟน (Feature Phone) ของแผนกมือถือ Nokia …บอกเลยว่างานนี้ Qualcomm ได้เพชรเม็ดงามมาไว้กับตัวแล้ว

 

ที่มา: XDA

from:https://droidsans.com/qualcomm-hired-ex-frontman-hmd-global/