คลังเก็บป้ายกำกับ: NOKIA

สเปค Nokia 6310 (2021) มือถือปุ่มกดหน้าจอใหญ่ แบตอึด ใช้ได้นานเป็นอาทิตย์ – ราคาประมาณ 1,500 บาท

ตั้งแต่ต้นปี 2563 จนถึงตอนนี้ HMD Global ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ในกลุ่มฟีเจอร์โฟนมาค่อนข้างถี่เลยทีเดียว Nokia 105 และ 110 เองก็พึ่งจะถูกเผยโฉมไปหมาด ๆ เมื่อเดือนก่อน (กรกฎาคม) ล่าสุดบริษัทฯ เปิดตัว Nokia 6310 ตามมาอีกรุ่นแล้ว พร้อมชูจุดเด่น หน้าจอใหญ่ 2.8 นิ้ว แบตอึดมาก ใช้งานได้ยาวเป็นสัปดาห์ และมีดีไซน์คลาสสิกคล้ายโมเดลดั้งเดิมในอดีต

Nokia 6310 ถูกออกแบบโดยนำเค้าโครงจาก Nokia 6310 (ใช้ชื่อเดียวกัน) เมื่อ 20 ปีก่อนมาปรับปรุงใหม่ให้ดูมีความโฉบเฉี่ยวและทันสมัยมากยิ่งขึ้น ปุ่มกดและจอภาพมีขนาดใหญ่เป็นพิเศษเพื่อให้สามารถใช้งานได้ถนัด อีกทั้งยังมีคุณสมบัติซูมหน้าจอเพื่อขยายตัวอักษรและปรับขนาดไอคอนให้ใหญ่เต็มตาอีกต่างหาก

สำหรับระบบปฏิบัติการของ Nokia 6310 ที่ HMD Global เลือกหยิบมาใช้ คือ Series 30+ หรือที่เรียกย่อ ๆ ว่า S30+ นั่นแหละครับ แม้โดยรวมจะมีเพียงแค่ฟีเจอร์การใช้งานพื้นฐาน แต่ก็ยังใส่เอาเกมงูมาให้เล่นกันแก้เบื่อ แถมยังรองรับวิทยุ FM ด้วย

สเปค Nokia 6310 (2021)

  • จอภาพ : ขนาด 2.8 นิ้ว
  • ชิป : Unisoc 6531
  • กล้องหลัง : 0.3MP
  • หน่วยความจำ : RAM 16MB + 8MB, รองรับ microSD card สูงสุด 32GB
  • การเชื่อมต่อ : Blutooth 5
  • พอร์ต : Micro-USB, แจ็ก 3.5 มม.
  • แบตเตอรี่ : 1150mAh
  • ระบบปฏิบัติการ : Series 30+
  • สี : เหลือง, ดำ, เขียว

Nokia 6310 มีให้เลือกด้วยกัน 3 สี ได้แก่ เหลือง ดำ และเขียว วัสดุเป็นพอลีคาร์บอเนตเหมือนกันทั้งหมด ส่วนค่าตัวนั้นจะอยู่ที่ 3,499 รูปี หรือประมาณ 1,490 บาท ทั้งนี้ ยังไม่มีข้อมูลเรื่องการวางจำหน่ายในประเทศไทยครับ

ดูเพิ่มเติม : Nokia

from:https://droidsans.com/nokia-6310-2021-specs/

โผล่คลิป Nokia 400 มือถือปุ่มกดระบบ Android (GAFP) รองรับ Chrome, Maps, YouTube และ Google Assistant

เดือนมกราคม ปี 2563 เราได้ทราบถึงการมีตัวตนของ Nokia 400 จากใบรับรองของ Wi-Fi Alliance (ตอนนี้เอกสารบนเว็บไซต์ไม่สามารถเข้าถึงได้แล้ว) ซึ่งมีความน่าสนใจตรงระบบปฏิบัติการ Android ที่ถูก Google ปรับแต่งให้เหมาะสมกับอุปกรณ์ประเภทฟีเจอร์โฟน แต่สุดท้ายการเปิดตัวอย่างเป็นทางการไม่เคยเกิดขึ้น เพราะโปรเจกต์นี้ได้ถูกยกเลิกไปโดยไม่ทราบสาเหตุ อย่างไรก็ตาม ล่าสุดได้มียูทูปเบอร์รายหนึ่ง นำวิดีโอการใช้งานบางส่วนของ Nokia 400 ออกมาเผยแพร่ให้เราได้ชมกันแล้ว


เน้นสั่งงานด้วยเสียงผ่าน Google Assistant เป็นหลัก

ตามปกติฟีเจอร์โฟนของโนเกียจะขับเคลื่อนด้วยระบบปฏิบัติการ Kai OS ซึ่งจะมีคุณสมบัติการใช้งานในระดับพื้นฐาน แต่ Android สำหรับฟีเจอร์โฟน (Google Android for Feature Phones: GAFP) นั้นแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง


เข้าแอป YouTube ได้

Nokia 400 สามารถล็อกอินด้วยบัญชีกูเกิลเพื่อใช้งานแอปต่าง ๆ เช่น Chrome, Maps และ YouTube ได้เหมือนกับสมาร์ทโฟนเลย แถมยังรองรับการแชร์ไฟล์ระหว่างอุปกรณ์ผ่านทางแอป Files อีกต่างหาก ซึ่งอาจไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเท่าไหร่ เพราะพื้นฐานของระบบปฏิบัติการถูกดัดแปลงมาจาก Android 8 นั่นเองครับ และจากหน้า “เกี่ยวกับโทรศัพท์” ทำให้เราทราบข้อมูลเพิ่มเติมอีกด้วยว่า ฟีเจอร์โฟนรุ่นนี้มี RAM เพียงแค่ 512MB เท่านั้นเอง


ส่งและส่งไฟล์ระหว่างสมาร์ทโฟน Android ได้ด้วย

เนื่องจากลักษณะทางกายภาพของแผงปุ่มกดแบบ 3 x 4 ทำให้ไม่สะดวกต่อการพิมพ์ข้อความ กูเกิลจึงได้ออกแบบให้ Android สำหรับฟีเจอร์โฟนรับคำสั่งจากเสียงผ่าน Assistant เป็นหลัก (สังเกตได้ถึงความสำคัญได้จากแอนิเมชันตอนรีบูตเพื่อเปิดใช้งานโทรศัพท์ และสัญลักษณ์ไมโครโฟนขนาดใหญ่บนหน้าจอโฮม) แต่ทั้งนี้ การพิมพ์ข้อความตามปกติเองก็มีตัวช่วยเหมือนกัน ด้วยระบบเดาตัวอักษร


มีระบบเดาตัวอักษรช่วยให้พิมพ์ข้อความได้ง่ายขึ้น

เห็นแบบนี้แล้วต้องบอกว่า GAFP มีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว หากเปิดให้ใช้งานอย่างเต็มรูปแบบจริง ๆ อาจทำให้ฟีเจอร์โฟนน่าใช้ขึ้นมาเป็นอีกระดับหนึ่งเลยหากเทียบกับปัจจุบัน ทาง HDM Global ไม่เคยเปิดเผยถึงสาเหตุที่พับโครงการ Nokia 400 ทิ้งไป เรื่องนี้จึงยังเป็นปริศนาอยู่จนกระทั่งตอนนี้ครับ

from:https://droidsans.com/nokia-400-gafp-hands-on/

[Guest Post] Hyperconnectivity กุญแจหลักสู่เป้าหมายเมืองอัจฉริยะของประเทศไทย

โดย ธนัตถ์ เตชะธนบัตร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โนเกีย ประจำประเทศไทยและกัมพูชา

 

ประเทศไทยได้ก้าวสู่ยุคแห่งนวัตกรรมทางด้านเทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยุคที่ทั้งผู้คนและภาคธุรกิจต่างยอมรับเทคโนโลยีขั้นสูงต่าง ๆ อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ถึงกระนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นถือว่ารวดเร็วเสียจนบางทีก็เร็วเกินกว่าเมืองที่เราอาศัยอยู่จะปรับตัวได้ทัน

อีกเพียงไม่นาน ประเทศไทยจะขยับเข้าใกล้ความเป็นไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งผู้บริหารของเมืองต่าง ๆ ในประเทศกำลังมองหาหนทางที่จะประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอันทันสมัย เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาพื้นที่ในปกครองของตน สิ่งนี้ถือเป็นประเด็นสำคัญที่ปรากฏอยู่ในแผนงานพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart City Plan) ซึ่งมีเป้าหมายในการพัฒนาเมือง 100 แห่งทั่วประเทศไทยให้กลายเป็นเมืองอัจฉริยะภายในปี 2565 และยังช่วยให้ประเทศได้ตระหนักถึงเป้าหมายในการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว

กระนั้นก็ดี การแพร่ระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19 ยิ่งทำให้ดิสรัปชั่นดังกล่าวเป็นไปอย่างรวดเร็วและชัดเจนยิ่งขึ้น การพัฒนาเมืองอัจฉริยะไม่สามารถให้ความสำคัญแต่เพียงเรื่องของการเปลี่ยนสู่ความเป็นดิจิทัลเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่สามารถปรับระดับขีดความสามารถ และสามารถใช้ในสถานการณ์จริงได้ด้วย

การแพร่ระบาดของโควิด-19 นี้ได้สอนพวกเราว่าความยั่งยืนควรเป็นปัจจัยสนับสนุนในการก่อร่างสร้างตัวของเมืองอัจฉริยะ ซึ่งจะทำเช่นนั้นได้เมืองเหล่านั้นจะต้องเข้าถึงจุดที่เป็นสามารถเชื่อมต่อหากันได้ทุกมิติ (hyperconnected maturity)

 

อะไรที่ช่วยทำให้เมืองเกิดการเชื่อมต่อในทุกมิติได้

โดยพื้นฐานนั้น เมืองที่มีการเชื่อมต่อในทุกมิติ หรือ hyperconnected city จะสามารถปลดล็อคค่านิยมทางด้านเศรษฐกิจ ธุรกิจ และสังคมที่มีความสำคัญได้ด้วยการผลักดันการใช้เทคโนโลยีเพื่อการเปลี่ยนแปลงและเชื่อมต่อในจุดที่สำคัญต่อระบบนิเวศเมืองให้กับประชากรด้วยความรอบคอบ  สิ่งที่ทำจะต้องเป็นมากกว่าแนวความคิดทั่วไปของการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ซึ่ง hyperconnected city จะให้ความสำคัญกับการประยุกต์ใช้งานเทคโนโลยี  ขณะเดียวกันก็ยังเชื่อมต่อกับหน่วยงานรัฐบาล สถานประกอบการธุรกิจ สถาบันการศึกษา และประชาชน  เพื่อปรับปรุงพัฒนาในการส่งมอบบริการอัจฉริยะต่าง ๆ  ซึ่งทำได้โดยผ่านการกำหนดองค์ประกอบหลักทั้งสี่ ที่เมืองเหล่านั้นจะสามารถรับรู้ถึงผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจสังคมและสิ่งแวดล้อมได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

แต่ว่าเราจะประเมินความแข็งแกร่งของการเชื่อมต่อระหว่างองค์ประกอบทั้งสี่ในเมือง ๆ หนึ่งได้อย่างไร และองค์ประกอบสี่อย่างนั้นมีอะไรบ้าง จากรายงานเรื่อง Building a Hyperconnected City ที่โนเกียได้ทำงานร่วมกับ ESI ThoughtLab การเชื่อมต่อจะต้องถูกประเมินโดยพิจารณาสี่องค์ประกอบหลักของการเปลี่ยนแปลงเมือง ได้แก่ เทคโนโลยี ข้อมูลและการวิเคราะห์ ความปลอดภัยทางด้านไซเบอร์ และประชากรที่เชื่อมโยงถึงกัน

บนพื้นฐานขององค์ประกอบหลักทั้งสี่นั้น เราระบุได้ว่าในปัจจุบันภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมี 20 เมืองที่สามารถถูกจัดกลุ่มให้เป็น hyperconnected city ได้ ขณะที่แต่ละเมืองได้เข้าถึงบางส่วนของการเชื่อมต่อระหว่างองค์ประกอบหลักต่าง ๆ นั้น เมืองเหล่านั้นก็ยังมีความแตกต่างกันอยู่จากระดับวุฒิภาวะในการเข้าถึงการเชื่อมต่อที่ต่างกัน  อย่างเช่นกรุงเทพมหานครก็เป็นหนึ่งในเมืองเหล่านั้นและได้สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลมีการดำเนินการที่เหมาะสมและเป็นลำดับขั้นตอนอย่างไรในการพัฒนาสู่ความเป็นเมืองอัจฉริยะ ถึงอย่างไรก็ตาม เมืองไทยยังเฝ้ารอโอกาสในการส่งเสริมการพัฒนาในขอบเขตที่กว้างขวางขึ้น ดังเห็นได้จากความพยายามที่จะพัฒนาพื้นที่สำคัญ ๆ ของประเทศ อย่างโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) ที่เป็นความร่วมมือขององค์กรภาครัฐและเอกชน ผู้บริหารเมือง เอ็นจีโอ และสถาบันการศึกษา 

 

การยอมรับ IoT ของประเทศไทย

Hyperconnected city ทั้งหลายกำลังขยายขอบข่ายการใช้งานเทคโนโลยีขั้นสูงไปทั่วทั้งระบบนิเวศเมือง ขณะนี้ทั้ง 20 เมืองที่กล่าวถึงข้างต้นกำลังเร่งเดินหน้าให้เกิดการยอมรับความก้าวหน้านี้ด้วยการปรับพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ การเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล การสื่อสารโทรคมนาคม และโซลูชั่นเทคโนโลยีด้าน Mobility เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงแบบองค์รวม

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีไอโอที (IoT: Internet of Things) และการยอมรับเทคโนโลยีดังกล่าวในเมืองต่าง ๆ ทั่วเอเชียทั้งประเทศที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา ที่มุ่งไปสู่ความเจริญแบบเมืองอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประชากรมีจำนวนเพิ่มสูงขึ้น และคนอาศัยอยู่ในเมืองมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ความยั่งยืนในแบบเมืองจึงเป็นสิ่งสำคัญต่อการสร้างสถานที่ที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีและปลอดภัยต่อการอยู่อาศัยและทำงานให้กับชาวเมือง และ IoT สามารถช่วยให้เมืองเหล่านี้ใช้เครื่องมือดิจิทัลที่สามารถช่วยเพิ่มศักยภาพการใช้งานโครงสร้างพื้นฐานในปัจจุบัน (และในอนาคต) ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างสูงสุด

ประเทศไทยกำลังขยายการใช้งาน IoT ให้แพร่หลายอย่างรวดเร็ว  การยอมรับการใช้งานในขอบข่ายนี้ได้รับความสนใจอย่างมากในภาคส่วนหลัก ๆ ของประเทศ อาทิ ภาคการผลิต โลจิสติกส์ และการขนส่ง ที่ยังนับรวมไปถึงด้านบริการสาธารณะต่าง ๆ ด้วย เช่น มาตรการที่เคยดำเนินการโดยบริษัทไปรษณีย์ไทยที่จะประยุกต์ใช้งาน IoT ในการสร้างกล่องไปรษณีย์อัจฉริยะ (smart mailboxes) ที่มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของบริการไปรษณีย์ทั่วประเทศ

จากงานวิจัยของโนเกีย กรุงเทพฯ และเมืองอื่น ๆ อีก 19 แห่งที่ได้รับการสำรวจ ต่างมองหาลู่ทางที่จะขับเคลื่อนการใช้งาน IoT ต่อไปในระยะสามปีข้างหน้านี้  เมืองเหล่านี้เองยังได้มีการจัดให้ IoT มีความสำคัญในลำดับต้น ๆ ในแง่ของการสร้างข้อมูลที่มีประโยชน์ที่สามารถนำไปใช้งานเพื่อการปรับพัฒนาการบริหารจัดการเมืองให้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย

 

เพิ่มศักยภาพความเป็นเมืองอัจฉริยะของไทยด้วยการบริหารข้อมูล

Hyperconnected city ทั้งหลายใช้เทคโนโลยีที่ก้าวล้ำอย่าง IoT เพื่อกระตุ้นการใช้ข้อมูลที่หลากหลายในวงกว้างให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ที่มีส่วนร่วมในการบริหารเมือง ซึ่งประกอบไปด้วยข้อมูลแบบดั้งเดิม อาทิ ข้อมูลที่รวบรวมมาจากส่วนงานต่าง ๆ ของเมือง สถานประกอบการท้องถิ่น และการสำรวจประชากร และข้อมูลรูปแบบใหม่ เช่น จากระบบตรวจจับด้วย IoT ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และแม้กระทั่งที่ได้มาจากโซเชียลมีเดีย

ด้วยการผสานการใช้งานทั้งเทคโนโลยีขั้นสูงและข้อมูลที่นำไปใช้ได้จริงจากแหล่งต่าง ๆ hyperconnected city จะช่วยพัฒนาการบริหารและความยั่งยืนของเมืองได้ ตัวอย่างเช่น เมืองส่วนใหญ่ที่เราได้ทำการสำรวจไปนั้นมีการปรับใช้ข้อมูลเพื่อบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารโทรคมนาคม โดยขณะที่กึ่งหนึ่งกำลังใช้งานเทคโนโลยีเหล่านี้ในด้านบริการและระบบทางด้านการเงิน การรับส่งข้อมูลแบบเคลื่อนที่ (mobility) และการคมนาคมขนส่ง เช่นเดียวกับงานระบบรักษาความปลอดภัย (ทั้งทางกายภาพและดิจิทัล)  ขณะเดียวกัน ส่วนที่สามของการใช้งานข้อมูลเหล่านั้นก็เป็นไปในเรื่องของความปลอดภัย การสาธารณสุข และการส่งเสริมสุขภาพที่ดีของประชาชนในเมืองนั้น ๆ

สำหรับประเทศไทย มีความพยายามที่จะผลักดันให้เกิดการใช้งานข้อมูลเหล่านี้ให้เป็นรูปธรรมชัดเจนยิ่งขึ้นในเมืองต่าง ๆ ซึ่งสิ่งสำคัญเหนืออื่นใด คือไม่ได้เกิดขึ้นแต่เพียงในหัวเมืองใหญ่ ๆ อย่างเช่นกรุงเทพฯ เท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นในอีกหลาย ๆ จังหวัด เช่น ชลบุรี และ ระยอง เป็นต้น

 

Hyperconnectivity – เมื่อการเชื่อมต่อในทุกมิติช่วยสร้างผลกำไรตอบแทนได้มากยิ่งขึ้น

นอกเหนือจากการรับมือกับความท้าทายในเรื่องความยั่งยืนของเมืองโดยตรงแล้ว  ผู้บริหารเมืองนั้น ๆ ยังต้องกระตุ้นให้เกิดการลงทุนสำหรับเมืองอัจฉริยะเพื่อสร้างผลกำไรตอบแทนให้ได้มากที่สุด เราเชื่อว่าการจะก้าวสู่สภาวะที่สามารถเชื่อมต่อได้ในทุกมิตินั้น เมืองอัจฉริยะจำเป็นต้องมีการบริหารจัดการที่สร้างผลตอบแทนที่จับต้องได้โดยต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ทางด้านธุรกิจ เศรษฐกิจ การเงิน สังคม และสิ่งแวดล้อม

อย่างไรก็ดี  เมืองทั้งหลายยังต้องทำความเข้าใจว่าการลงทุนในเรื่องอะไรที่จะสามารถสร้างผลกำไรตอบแทนที่คุ้มค่าที่สุดได้  โดยอ้างอิงจากงานวิจัย โครงการธรรมาภิบาล ถือเป็นอีกหนึ่งการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดในบรรดาการลงทุนด้านอื่น ๆ ภายในระบบนิเวศเมือง  ขอยกตัวอย่างโดยเลือกโครงการที่เกี่ยวกับธรรมาภิบาลอิเล็กทรอนิกส์  สำหรับเมืองต่าง ๆ ที่พึ่งจะเริ่มนำโซลูชั่นเพื่อการเชื่อมต่อแบบครบวงจรมาใช้งานจะเห็นว่ามีตัวเลขผลกำไรตอบแทนโดยเฉลี่ยที่ร้อยละ 2.6 ในขณะที่หัวเมืองชั้นนำที่มีความคุ้นเคยกับการใช้เทคโนโลยีดังกล่าวมากกว่า ตัวเลขผลกำไรตอบแทนโดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ร้อยละ 5.6 และไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจที่ในทางกลับกัน hyperconnected city ที่อยู่ในการสำรวจของเรายังเป็นเมืองที่มีการให้บริการต่าง ๆ ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-service) และโปรแกรมต่าง ๆ ในระดับสูงที่ช่วยมอบประสบการณ์ที่ดีกว่าในการใช้ชีวิตแบบคนเมือง  ดังนั้น เมื่อเมืองต่าง ๆ มีการเชื่อมต่อที่เข้าถึงได้ในทุกมิติมากขึ้น เครือข่ายที่เชื่อมต่อนั้นจะก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่หลากหลายได้ด้วย

กรุงเทพฯ เป็นหนึ่งในเมืองที่มองหาโอกาสเพื่อดึงการลงทุนที่มีมูลค่าสูงให้เพิ่มมากขึ้นผ่านโร้ดแม็ปของแผนยุทธศาสตร์ชาติไทยแลนด์ 4.0 ที่รวมถึงการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของเมืองในด้านบริการสาธารณะ การคมนาคมขนส่ง และการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งยังได้ผลักดันการสาธารณสุขของประเทศสู่อนาคตด้วยการเริ่มนำบริการด้านสุขภาพทางไกล (telehealth) บนเครือข่าย 5G มาใช้งานตั้งแต่ระยะแรกของการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อีกด้วย  โดยขณะที่เป้าประสงค์พื้นฐานของการนำระบบนี้มาใช้คือเพื่อลดภาระให้กับบุคลากรด่านหน้า และสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการสาธารณสุขแล้ว การปรับเปลี่ยนที่เกิดขึ้นนี้ยังช่วยสนับสนุนภาคการสาธารณสุขในภาพรวม  ซึ่งผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับระบบสุขภาพภาคเอกชนสามารถใช้ประโยชน์เพื่อเสริมสร้างความเป็นผู้นำในระดับภูมิภาคในวงการอุตสาหกรรมนี้ของประเทศด้วย

 

ผู้มีส่วนในการบริหารเมืองของประเทศไทยต้องให้ความสำคัญและมองหาหนทางที่คุ้มค่ามากยิ่งขึ้นในระยะยาว

ณ ตอนนี้ ประเทศไทยกำลังเข้าใกล้ความเป็นเมืองอัจฉริยะที่มีการเชื่อมต่อในทุกมิติยิ่งกว่าเดิม โดยกรุงเทพฯ ถือเป็นเมืองชั้นนำในการปรับเปลี่ยนที่ว่านี้  อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารเมืองต่าง ๆ จะต้องมีการฝึกทักษะด้านความอดทน นั่นคือพวกเขาจะต้องเผชิญหน้ากับการบูรณาการโครงสร้างพื้นฐานที่ซับซ้อน แพลตฟอร์มที่หลากหลาย ความต้องการข้อมูลในรูปแบบต่าง ๆ และการประยุกต์ใช้ให้เข้ากับความต้องการของเมือง

แต่สิ่งสำคัญยิ่งกว่า และนำไปใช้ได้กับทุกเมืองคือ ไม่ว่าคุณจะอยู่ในจุดไหนของการพัฒนาความเป็นเมืองอัจฉริยะก็ตาม ผู้บริหารเมืองจะต้องทำให้แน่ใจได้ว่าประชนชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องของเมืองให้การสนับสนุน  โดยการปรับปรุงในเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนถือเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของแผนงานการพัฒนาเมืองอัจฉริยะที่สามารถเห็นได้อย่างชัดเจน

การสร้างเมือง hyperconnected city จำเป็นต้องใช้เวลาพอสมควร หากแต่ผลที่ได้นั้นถือว่าคุ้มค่า  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำไปสู่การปรับปรุงสวัสดิการด้านสังคมเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ความยั่งยืนทางด้านสิ่งแวดล้อม อีกทั้งการขับเคลื่อนให้เมืองเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง และการใช้ประโยชน์จากผลพลอยได้อื่น ๆ ที่เพิ่มมากขึ้นด้วย  และเพื่อให้ถึงเป้าหมายนั้น ประเทศไทยได้วางมาตรการเชิงรุกต่างๆ ไว้รองรับแล้ว  ดังนั้น ผู้บริหารเมืองต่างๆ ควรจะมองหาโอกาสที่จะส่งเสริมให้บรรลุวัตถุประสงค์ของแผนยุทธศาสตร์ชาติไทยแลนด์ 4.0 ที่เกี่ยวข้องกับแนวทางเพื่อการเป็นเมืองอัจฉริยะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อภูมิทัศน์ทางด้านสังคมและธุรกิจของประเทศได้วิวัฒน์ไปเพื่อการสร้างอุปสงค์ใหม่ในอนาคต

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-nokia-hyperconnectivity-key-thailands-smart-city-ambitions/

ส่องแคมเปญ Nokia รุ่นใหม่ ที่ชูความทนทานด้วยการให้ โรแบร์โต้ คาร์ลอส มาเตะลูกบอลอัดเต็มแรง

วันนี้ Brand Inside ชวนมาดูแคมเปญการตลาดเจ๋ง ๆ ของ Nokia ที่โปรโมท Smartphone รุ่นใหม่ที่มีจุดเด่นเรื่องความทนทาน ด้วยการจ้าง โรแบร์โต้ คาร์ลอส นักเตะเท้าหนัก มาเตะบอลอัดโทรศัพท์ว่าจะเป็นอะไรหรือไม่

Nokia กับแคมเปญการตลาดรุ่น XR20

Nokia เพิ่งเปิดตัว Smartphone รุ่นใหม่ในชื่อ XR20 มีจุดเด่นเรื่องความทนทาน เช่นตกจากพื้นสูง 6 ฟุต ก็ไม่เป็นไรแม้ไม่ใส่เคส รวมถึงหน้าจอ Corning Gorilla Glass Victus ที่บอกว่าทนกว่าหน้าจอ Smartphone ทั่วไปถึง 4 เท่า แถมยังทนการจมน้ำ 5 ฟุตได้ 1 ชม. และทำงานได้ในอุณหภูมิตั้งแต่ -20 ถึง 55 องศาเซลเซียส

คุณสมบัติดังกล่าวทำให้ Nokia เคลมจุดเด่นของโทรศัพท์รุ่นนี้ว่า Life-Proof และเมื่อต้องการวัดความทนทาน การจะทิ้งใส่พื้น หรือเอาไปแช่น้ำ ก็คงเหมือนการทดสอบขอแบรนด์อื่น Nokia จึงจ้าง โรแบร์โต้ คาร์ลอส นักฟุตบอลเท้าหนัก อดีตนักฟุตบอลทีมชาติบราซิล กับ ลิซ่า ซิมุช แชมป์ฟุตบอลฟรีสไตล์ มาเตะบอลอัด Smartphone รุ่นนี้

สำหรับท่วงท่าการเตะอัดมีทั้งการเตะไปที่ Smartphone รุ่นนี้ตรง ๆ, การเดาะ Smartphone และการเตะลูก Banana Free Kick เหมือนที่ โรแบร์โต้ คาร์ลอส ยิงในการแข่งขันกับทีมชาติฝรั่งเศสเมื่อปี 1997 เรียกว่าสร้างความน่าสนใจในการทดสอบ Smartphone ได้ไม่น้อย

ทั้งนี้สเปกอื่น ๆ ของ Nokia XR20 มีหน้าจอ 6.67 นิ้ว ความละเอียด 2400 x 1080 พิกเซล, ชิป Snapdragon 480 5G, กล้องหน้าความละเอียด 8 ล้านพิกเซล และกล้องหลังคู่ความละเอียด 48 ล้านพิกเซล กับกล้องมุมกว้างพิเศษความละะเอียด 13 ล้านพิกเซล แบตเตอรี่ 4,630 mAh ราคา 550 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 18,000 บาท)

สรุป

การทดสอบ Smartphone เป็นอีกวิธีการขายของแบรนด์ต่าง ๆ หากต้องการซื้อใจผู้บริโภคด้วยความทนทาน ดังนั้นการทดสอบด้วยรูปแบบใหม่ ๆ น่าจะสร้างความตื่นตาตื่นใจได้ไม่น้อย ยิ่ง Nokia พยายามบุกตลาดโลก และแข่งขันกับแบรนด์จีนอื่น ๆ มากขึ้น ความแตกต่างก็เป็นอีกอาวุธสำคัญในการจูงใจ

อ้างอิง // Blognone

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ส่องแคมเปญ Nokia รุ่นใหม่ ที่ชูความทนทานด้วยการให้ โรแบร์โต้ คาร์ลอส มาเตะลูกบอลอัดเต็มแรง first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/nokia-roberto-carlos/

สเปค Nokia C30 จอใหญ่ยักษ์ 6.82 นิ้ว แบตอึดสะใจ 6000mAh ราคาไม่ถึง 4,000 บาท

HMD Global ประกาศเปิดตัว Nokia C30 พี่ใหญ่ในซีรีส์ C มาพร้อมกันหน้าจอขนาดบิ๊กเบิ้ม 6.82 นิ้ว ภายในขับเคลื่อนด้วยชิป SC9863A จาก Unisoc ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 11 (Go edition) รับประกันอัปเดตแพตช์ความปลอดภัยนาน 2 ปี ชูจุดเด่นแบตเตอรี่ความจุ 6000mAh ใช้งานได้ยาว ๆ 3 วัน ราคาเบา ๆ เพียง 99 ยูโร หรือประมาณ 3,890 บาท

ทั้งดีไซน์ภายนอกและไส้ในของ Nokia C30 จะไม่ค่อยแตกต่างไปจาก C20 ที่เผยโฉมไปก่อนหน้านี้สักเท่าไหร่นะครับ ชิปที่ใช้เองก็เป็นตัวเดียวกัน ความเปลี่ยนแปลงหลัก ๆ จะมีในส่วนของหน้าจอที่ใหญ่ขึ้น แบตเตอรี่อึดขึ้น และกล้องหลังที่คราวนี้ใส่มาให้ 2 ตัวแล้ว คือ กล้องหลัก 13MP กับกล้องจับความลึก 2MP

บริษัทฯ กล่าวว่า Nokia C30 เป็นสมาร์ทโฟนที่มีความทนทานสูง เพราะตัวเครื่องทำมาจากวัสดุชนิดพอลีคาร์บอเนตที่มีความยืดหยุ่น ทนทานแต่แรงกระแทกได้ดี ถึงแม้ซีพียูอาจไม่ได้ทรงพลังอะไรมาก แต่ยังคงสามารถให้ประสบการณ์การใช้งานที่ลื่นไหลได้จาก Android 11 (Go edition) ที่ไม่กินทรัพยากรเครื่อง ส่วนคุณสมบัติด้านความปลอดภัยนั้นจะรองรับทั้งการปลดล็อกการสแกนลายนิ้วมือและสแกนใบหน้าแบบสองมิติ

สเปค Nokia C30

  • จอภาพ : IPS LCD ขนาด 6.82 นิ้ว, ความละเอียด HD+
  • ชิป : Unisoc SC9863A
  • หน่วยความจำ : RAM 2GB + 32GB, รองรับ microSD card สูงสุด 256GB
  • กล้องหลัง :
    – กล้องหลัก 13MP
    – กล้องจับความลึก 2MP
  • กล้องหน้า : 5MP
  • เครือข่าย : 4G LTE
  • การเชื่อมต่อ :
    – Wi-Fi 802.11b/g/n
    – Bluetooth 4.2
    – GPS/A-GPS
    – วิทยุ FM
    พอร์ต : Micro-USB, แจ็ก 3.5 มม.
  • เซนเซอร์ : สแกนลายนิ้วมือ (ด้านหลัง)
  • แบตเตอรี่ : 6000mAh
  • ระบบปฏิบัติการ : Android 11 (Go edition)
  • ขนาด : 177.7 x 79.1 x 9.9 มม.
  • น้ำหนัก : 237 กรัม
  • สี : เขียว, ขาว

Nokia C30 มีให้เลือกด้วยกัน 2 สี ได้แก่ สีเขียวและสีขาว เบื้องต้นจะวางจำหน่ายในยุโรปเป็นที่แรก ค่าตัว 99 ยูโร แพงขึ้นจาก C20 อยู่ 9 ยูโรครับ

 

ดูเพิ่มเติม : Nokia

from:https://droidsans.com/nokia-c30-specs-official/

เปิดตัว Nokia XR20 สมาร์ตโฟน 5G พันธุ์อึด รองรับการอัปเดตนาน 4 ปี

HMD Global ประกาศเปิดตัว Nokia XR20 สมาร์ตโฟน 5G พันธุ์อึดที่ผ่านการับรองมาตรฐานจาก MIL-STD810H ว่าทนต่อการตกจากที่สูง 1.8 เมตร รวมทั้งรองรับการกันน้ำและกันฝุ่นมาตรฐาน IP68

และครอบทับด้วยกระจกกันรอย Gorilla Glass Victus ที่ด้านหน้า ไม่จำเป็นต้องใส่เคสหรือติดฟิลม์กันรอย และยังรองรับการอัปเดตซอฟต์แวร์นานถึง 4 ปีด้วย

สเปก Nokia XR20

Nokia XR20

ตัวเครื่องมีขนาด 171.6 x 81.5 x 10.6 มม. และน้ำหนัก 248 กรัม หน้าจอแสดงผลแบบ IPS LCD ความละเอียด FHD+ 1080 x 2400 พิกเซล ขนาด 6.67 นิ้ว โดยมีอัตราส่วน 20:9, ความสว่างสูงสุด 550nits และครอบทับด้วยกระจกกันรอย Corning Gorilla Glass Victus

ใช้หน่วยประมวลผลซีพียูแบบ Octa Core ความเร็ว 2.0GHz โดยใช้ชิปเซ็ท Qualcomm SM4350 Snapdragon 480 5G (8 nm), RAM 6GB, หน่วยความจำภายใน 128GB เพิ่มได้ด้วย microSD Card และรันบนระบบปฎิบัติการ Android 11 รองรับการอัปเดตความปลอดภัยรายเดือน 4 ปีและอัปเดตระบบปฏิบัติการหลัก 3 ปี

ติดตั้งหล้องหลังคู่ Dual Camera เลนส์ ZEISS พร้อมไฟแฟลชคู่ Dual LED ประกอบด้วยกล้องหลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8 และระบบ PDAF และกล้องตัวที่ 2 เลนส์ Ultra Wide ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4 และถ่ายมุมกว้างได้ 123 องศา ส่วนกล้องหน้าเซลฟี่ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0

รวมทั้งติดตั้งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือด้านข้างเครื่อง, รองรับ 2 SIM, รองรับ 4G/5G แบบ dual band (SA/NSA), Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac/6, dual-band, Wi-Fi Direct, hotspot, Bluetooth 5.1, NFC, ช่องหูฟัง 3.5 มม., พอร์ต USB Type-C และใช้แบตเตอรี่ความจุ 4,630mAh รองรับการชาร์จเร็ว 18W และชาร์จเร็วแบบไร้สาย 15W

ทั้งนี้ Nokia XR20 มีให้เลือก 2 สีคือ Ultra Blue และ Granite Gray โดยมีราคาเริ่มต้นที่ 399 ปอนด์หรือประมาณ 18,100 บาท สำหรับรุ่น RAM 4GB+64GB กับราคา 449 ปอนด์หรือประมาณ 20,400 บาทสำหรับรุ่น RAM 6GB+128GB และจะเริ่มวางจำหน่ายที่สหราชอาณาขในวันที่ 24 สิงหาคมนี้

ที่มา : NokiaMob

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/nokia-xr20-is-a-rugged-5g-phone-with-4-years-of-updates/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=nokia-xr20-is-a-rugged-5g-phone-with-4-years-of-updates

เปิดตัว Nokia XR20 ทนทานตามมาตฐาน MIL-STD 810H, กันน้ำ IP68, อัปเดต OS นาน 3 ปี, ราคาประมาณ 19,490 บาท

Nokia XR20 มือถือพันธุ์อึดจาก HMD Global เผยโฉมอย่างเป็นทางการแล้ววันนี้ จัดเต็มด้านความทนทาน ผ่านมาตรฐาน MIL-STD 810H และกันน้ำที่ระดับ IP68 ใช้กระจกหน้าจอ Gorilla Glass Victus สุดแกร่งจาก Corning นอกจากนี้ยังการันตีอัปเดตระบบปฏิบัติการนาน 3 ปี แพตช์ความปลอดภัยนาน 4 ปี รับประกันตัวเครื่องนาน 3 ปี และสามารถเปลี่ยนหน้าจอได้ 1 ครั้งภายใน 1 ปีอีกต่างหาก


Nokia XR20

Nokia XR20 มาพร้อมกับจอภาพขนาดใหญ่ 6.67 นิ้ว พาเนลเป็นชนิด IPS LCD ความละเอียด FHD+ บนสุดส่วน 20:9 โดยสามารถทำความสว่างสูงสุดได้ที่ 550 นิต ซึ่งทางบริษัทฯ กล่าวว่า ได้ใช้กระจกปิดทับหน้าจอที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่จะหาได้ในตอนนี้ นั่นคือ Gorilla Glass Victus จาก Corning ตามที่กล่าวไปข้างต้นนั่นเอง

กล้องหลังของ Nokia XR20 มีมาทั้งหมด 2 ตัว ได้แก่ กล้องหลักความละเอียด 48MP และกล้องอัลตร้าไวด์ 8MP มุมกว้าง 123 องศา มีฟีเจอร์ที่น่าสนใจคือ SpeedWarp ซึ่งจะเป็นคุณสมบัติใหม่ที่บริษัทฯ พึ่งจดทะเบียนชื่อทางการค้าไปหมาด ๆ เมื่อไม่นานมานี้เอง ฟีเจอร์นี้จะเป็นการถ่ายวิดีโอแบบเร่งความเร็วพร้อมระบบกันสั่นประสิทธิภาพสูง น่าเสียดายที่ยังไม่ค่อยมีรายละเอียดอะไรเท่าไหร่ แต่ถ้าดูจากรูปจะปรับสปีดได้ตั้งแต่ 5 เท่า ไปจนถึง 30 เท่าครับ


ฟีเจอร์ใหม่ SpeedWarp ถ่ายวิดีโอแบบเร่งความเร็ว

ภายในขับเคลื่อนด้วยชิป Snapdragon 480 จาก Qualcomm รองรับการเชื่อมต่อเครือข่าย 5G ทั้ง SA และ NSA หน่วยความจำสูงสุด RAM 6GB จับคู่กับ ROM 128GB และสามารถใส่ microSD card เพิ่มได้อีก สูงสุด 512GB ส่วนแบตเตอรี่ที่ให้มาจะมีความจุเท่ากับ 4630mAh รองรับเทคโนโลยีชาร์จไว 18W ในขณะที่การชาร์จแบบไร้สายนั้นทำได้เร็วใกล้เคียงกันที่ 15W


ลำโพงสเตอรีโอ พร้อมเทคโนโลยีบันทึกเสียง OZO

Nokia XR20 ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 11 ตั้งแต่ออกจากโรงงาน หากได้รับการอัปเดต 3 ปี จะไปสิ้นสุดที่ Android 14 ในปี 2566 นู่นเลย ใช้งานกันยาว ๆ คุ้ม ๆ แถมแพตช์ความปลอดภัยยังได้อัปเดตเป็นประจำทุกเดือนจนถึงปี 2567 อีกต่างหาก


มีปุ่มอเนกประสงค์บริเวณด้านบน และช่องร้อยสายคล้องที่ด้านล่าง

สเปค Nokia XR20

  • จอภาพ : IPS LCD ขนาด 6.67 นิ้ว
    – ความละเอียด 1080 x 2400 พิกเซล
    – สัดส่วน 20:9
    – ความสว่าง 550 นิต
    – กระจก Corning Gorilla Glass Victus
  • ชิป : Qualcomm Snapdragon 480 5G
  • หน่วยความจำ : 4 + 64GB / 6 + 128GB
    – รองรับ microSD card สูงสุด 512GB
  • กล้องหลัง :
    – กล้องหลัง 48MP, รูรับแสง f/1.79
    – กล้องอัลตร้าไวด์ 8MP, รูรับแสง f/2.4, มุมกว้าง 123 องศา
    – เลนส์ Zeiss
    – แฟลช LED คู่
  • กล้องหน้า : 8MP, รูรับแสง f/2.0
  • เสียง : ลำโพงสเตอรีโอ, เทคโนโลยีการบันทึกเสียง OZO
  • เครือข่าย : 5G (SA + NSA)
  • การเชื่อมต่อ :
    – Wi-Fi 802.11b/g/n/ac/ax
    – Bluetooth 5.1
    – GPS/A-GPS, Galileo, GLONASS/G- GLONASS, BeiDou, QZSS, NavIC
  • พอร์ต :
    – USB Type-C 3.0
    – แจ็ก 3.5 มม.
  • เซนเซอร์ : สแกนลายนิ้วมือ (ด้านข้าง)
  • แบตเตอรี่ : 4630mAh
    – รองรับชาร์จไว 18W
    – รองรับชาร์จไร้สาย 15W
  • ระบบปฏิบัติการ : Android 11 (รับประกันอัปเดตนาน 3 ปี)
  • ความทนทาน : MIL-STD 810H, IP68
  • ขนาด : 171.64 x 81.5 x 10.64 มม.
  • น้ำหนัก : 248 กรัม
  • สี : น้ำเงิน Ultra Blue, ดำ Granit

ราคาและการวางจำหน่าย

เบื้องต้น HMD Global จะวางจำหน่าย Nokia XR20 ในโซนยุโรปเป็นที่แรก เปิดเผยค่าตัวในรุ่น RAM 6GB + 128GB ออกมาแล้ว คือ 449.99 ยูโร หรือประมาณ 19,490 บาท (อัตราภาษีแถบนี้จะสูงกว่าโซนอื่น ๆ นะ) โดยจะเริ่มจัดส่งสินค้าตั้งแต่วันที่ 29 กรกฎาคม 2564 เป็นต้นไป

 

ดูเพิ่มเติม : Nokia

from:https://droidsans.com/nokia-xr20-specs/

ทวงบัลลังก์มือถือถึกทน Nokia เปิดตัว XR20 ทนกระแทก 6 ฟุต ราคา 18,000 บาท

Nokia กลับมาทวงบัลลังก์มือถือถึกทนทาน เปิดตัว XR20 ตกจากพื้นสูง 6 ฟุตได้ แม้ไม่ใส่เคส มาพร้อมกระจกหน้าจอ Corning Gorilla Glass Victus ที่อ้างกันว่าทนทานต่อการขีดข่วนมากกว่าหน้าจอสมาร์ทโฟนทั่วไป 4 เท่า ราคาอยู่ที่ 550 ดอลลาร์ หรือราว 18,000 บาท

HMD บริษัทแม่ Nokia ยังบอกด้วยว่า XR20 ได้รับการทดสอบให้ทำงานในอุณหภูมิสูง 131 องศาฟาเรนไฮต์หรือต่ำถึง -4 องศา สามารถทนการจมน้ำ 5 ฟุตได้ 1 ชั่วโมง

ด้านสเปกอื่นๆ ของ XR20 คือจอแสดงผล 6.67 นิ้ว 2400 x 1080, ชิป Snapdragon 480 5G, RAM 6GB, พื้นที่เก็บข้อมูล 128GB และช่องเสียบการ์ด microSD กล้องหน้าเซลฟี่ความละเอียด 8 MP, กล้องหลัก 48 MP และกล้องมุมกว้างพิเศษ 13 MP, พอร์ต USB-C สำหรับชาร์จและช่องแจ็ค 3.5 มม., รองรับการชาร์จแบบไร้สาย Qi 15 วัตต์, แบตเตอรี่ 4,630 mAh และที่สำคัญคือ XR20 จะได้อัพเดตแพตช์ความปลอดภัยสี่ปีเต็มพร้อมกับการอัปเกรดซอฟต์แวร์สูงสุดสามปี

No Description

ที่มา – Gizmodo

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/123908

Nokia ในไทยยังไม่ตาย ยอดขายครึ่งปีแรกโต 40% หมอพร้อม เป๋าตังค์ ทำความต้องการสมาร์ทโฟนเพิ่ม

Nokia ในประเทศไทยยังไม่ตาย ยอดขายครึ่งปีแรก 2564 เติบโต 40% จากความต้องการใช้งานสมาร์ทโฟนช่วงล็อคดาวน์ ทั้งเรียนออนไลน์ และการติดต่อกับครอบครัว

Nokia แบรนด์โทรศัพท์เก่าแก่ ที่ปัจจุบันมี HMD Global เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์การจัดจำหน่ายสมาร์ทโฟนในแบรนด์ Nokia ทั่วโลก เปิดเผยว่ายอดขายครึ่งปีแรกของปี 2564 ในประเทศไทย เติบโตกว่า 40% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว หลังจากที่ Nokia ได้เปิดตัวโทรศัพท์รุ่นใหม่ไปแล้วจำนวน 8 รุ่น

ภราดร รามบุตร ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท เอชเอ็มดี โกลบอล

ภราดร รามบุตร ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท เอชเอ็มดี โกลบอล เปิดเผยว่า ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2564 Nokia ได้รับการตอบรับจากตลาดในประเทศไทยเป็นอย่างดี ด้วยยอดขายที่เติบโตได้กว่า 40% เมื่อเทียบกับปีก่อน เพราะผู้บริโภครับรู้ว่า Nokia กลับเข้ามาทำตลาดอย่างจริงจังในประเทศไทยอย่างจริงจังแล้ว

สำหรับโทรศัพท์ Nokia ที่เปิดตัวใหม่ไปแล้วในปีนี้มีทั้งหมด 8 รุ่น แบ่งเป็นสมาร์ทโฟน 6 รุ่น และฟีเจอร์โฟน 2 รุ่น ภายใต้คอนเซปต์ Love it รักเลย Trust it ไว้ใจได้ / Keep it ทนทาน ในโทรศัพท์ทุกเซ็กเมนท์

ล็อคดาวน์ ต้องการใช้แอปเป๋าตัง หมอพร้อม ปัจจัยสร้างยอดขาย

ปัจจัยที่ทำให้ Nokia สร้างยอดขายเติบโตได้กว่า 40% ในครึ่งปีแรกของปี 2564 ส่วนหนึ่งมาจากผลกระทบช่วงมาตรการล็อคดาวน์ และการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ทำให้เกิดการปรับตัวของธุรกิจ และการใช้ชีวิตประจำวันของผู้บริโภคเข้าสู่ยุคดิจิทัลเต็มตัว ทั้งเรื่องการเรียน การทำงาน และเพื่อใช้งานแอปพลิเคชันต่างๆ เช่น เป๋าตัง หมอพร้อม และแอปธนาคาร ทำให้สมาร์ทโฟนกลายเป็นเครื่องมือหลักในการดำเนินชีวิต

อย่างไรก็ตามแม้ว่า Nokia ในประเทศไทยจะเติบโตได้ถึง 40% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว แต่ส่วนแบ่งการตลาดของโทรศัพท์สมาร์ทโฟนในไทย ช่วงไตรมาส 1 ปี 2564 จากการเก็บข้อมูลของ Canalys ยังคงเป็นของ 5 แบรนด์ดังนี้

    • Samsung ส่วนแบ่งการตลาด 24%
    • Xiaomi ส่วนแบ่งการตลาด 20%
    • Oppo ส่วนแบ่งการตลาด 16%
    • Vivo ส่วนแบ่งการตลาด 15%
    • Realme ส่วนแบ่งการตลาด 9%

ที่มา – ข่าวประชาสัมพันธ์

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post Nokia ในไทยยังไม่ตาย ยอดขายครึ่งปีแรกโต 40% หมอพร้อม เป๋าตังค์ ทำความต้องการสมาร์ทโฟนเพิ่ม first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/nokia-in-thailand-growth-40-in-q1-2021/

โนเกียเผยตลาดไทยตอบรับดี หลังเดินเกมตลาดเข้มข้นครอบคลุมฟีเจอร์โฟน-สมาร์ทโฟน

เอชเอ็มดี โกลบอล (HMD Global) เจ้าของลิขสิทธิ์การจัดจำหน่ายสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์เสริม แบรนด์โนเกียทั่วโลก เผยครึ่งปีแรกตลาดไทยตอบรับดี ยอดขายเติบโต 40% จากปีก่อน หลังเดินเกมการตลาดเข้มข้น เปิดตัวมือถือครอบคลุมฟีเจอร์โฟน-สมาร์ทโฟนไปแล้วรวม 8 รุ่น เจาะกลุ่มผู้บริโภคทุกเซ็กเมนท์

ด้วยจุดเด่นเอกลักษณ์เฉพาะแบรนด์ โนเกีย ดีไซน์สวย ฟังก์ชันครบ วัสดุคงทน คุ้มเกินราคา พร้อมแบตเตอรี่สุดอึด แถมอัพเดทระบบปฏิบัติการและระบบความปลอดภัยต่อเนื่องนาน 2 ปี

ระบุ Nokia G10 สมาร์ทโฟนระดับกลางราคา 3,990 บาท สเปกเกินราคามาพร้อมกับ CPU และจอขนาดใหญ่ 6.5 นิ้ว คมชัดระดับ HD+ กำลังมาแรงในช่วงล็อกดาวน์ที่การระบาดของโควิด-19 ยังไม่คลี่คลาย เพราะตอบโจทย์การติดต่อสื่อสารระยะไกล ใช้ติดต่อกับครอบครัว รองรับการทำงานและเรียนออนไลน์

ตั้งเป้าเดินหน้าต่อ ดันโนเกียสู่แบรนด์โทรศัพท์ที่ผู้ใช้ชื่นชอบ ไว้ใจได้ และใช้งานได้นานคุ้มค่า ในทุกเซ็กเมนท์ รวมทั้งเป็นทางเลือกให้ผู้บริโภคทุกคนสามารถเป็นเจ้าของโทรศัพท์ ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญของการสื่อสารในยุคนิวนอร์มอล ด้วยราคาที่เป็นเจ้าของได้ง่ายกว่า

Nokia

นายภราดร รามบุตร ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท เอชเอ็มดี โกลบอล เปิดเผยว่า ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2564 โนเกียได้รับการตอบรับจากตลาดประเทศไทยเป็นอย่างดี ด้วยยอดขายเติบโต 40% เมื่อเทียบจากปีก่อนทั้งในแง่ของผู้บริโภครับรู้ว่าแบรนด์โนเกียกลับเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยอย่างจริงจัง และในแง่การตอบรับต่อตัวโปรดักส์คุณภาพและความคุ้มค่าของโทรศัพท์โนเกีย

โดยนับตั้งแต่ต้นปี 2564 ที่ผ่านมา หลังเดินเกมการตลาดเข้มข้น เปิดตัวโทรศัพท์เคลื่อนที่ครอบคลุมทั้งฟีเจอร์โฟนและสมาร์ทโฟนสู่ตลาดไทยไปแล้วรวม 8 รุ่น ประกอบด้วย โทรศัพท์ฟีเจอร์โฟน จำนวน 2 รุ่น คือ “Nokia 105 4G” และ “Nokia 110 4G” 

พร้อมจุดเด่นที่เป็นการยกระดับมาตรฐานตลาดฟีเจอร์โฟนใหม่ ด้วยระบบเสียงคมชัดถึงระดับ VoLTE HD รองรับการเชื่อมต่อ 4G ออกแบบให้สามารถใช้งานง่ายขึ้นด้วยซูมเมนู เปิดฟังวิทยุเอฟเอ็มได้ทันที โดยไม่ต้องใส่หูฟัง แบตเตอรี่อึด สแตนบายได้สูงสุด 18 วัน  

นอกจากนี้ ยังเปิดตัวโทรศัพท์สมาร์ทโฟน จำนวน 6 รุ่น ได้แก่ สมาร์ทโฟนระดับบนรุ่น “Nokia 5.4” ที่เน้นดีไซน์ให้ทันสมัย จอ IPS LCD แบบ Dot Display ขนาด 6.39 นิ้ว ขนาดกำลังดีและงานออกแบบที่สวยงาม มีให้เลือกทั้งสี Polar Night และ Dusk สเปกเต็มขุมพลัง Snapdragon 662 พร้อม RAM 4GB หน่วยความจำ 128GB สามารถเพิ่มความจำได้ในตัวและได้แบตเตอรี่อึดอยู่ได้นานสุด 2 วัน

ต่อมา “Nokia G20” ที่สามารถเป็นครีเอทีฟสตูดิโอเคลื่อนที่ ด้วยกล้องถ่ายภาพคมชัด 48 ล้านพิกเซล ทั้งแบบไวด์สกรีน มาโคร และวิดีโอ รวมทั้งระบบเสียง OZO Audio เพิ่มอรรถรสให้เนื้อหา พร้อมแบตเตอรี่อึด ชาร์จเพียงครั้งเดียวใช้ได้นาน 3 วัน

และสมาร์ทโฟนระดับกลางรุ่น “Nokia 3.4” จอขนาดใหญ่ 6.39″ HD+ แบบ Punch Hole Display พร้อมกล้องหลัง 3 ตัว 13 ล้านพิกเซล, 5 ล้านพิกเซล Ultra Wide และ 2 ล้านพิกเซล ด้วย AI อัจฉริยะ โหมดถ่ายภาพบุคคล และโหมดถ่ายภาพกลางคืน และกล้องหน้า 8 ล้านพิกเซล ที่ไม่พลาดทุกช่วงเวลาดี ๆ

ต่อมากับ “Nokia 1.4” สเปกเกินคุ้ม ปฏิบัติการอัพเกรดได้ถึง Android 12 (Go Edition) ชิปเซ็ต Qualcomm® ประมวลผลข้อมูลแบบไม่ติดขัด พร้อมกล้องหน้าความละเอียด 5 ล้านพิกเซล กล้องคู่หลังความละเอียด 8 ล้านพิกเซล และเลนส์มาโคร ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล หน้าจอ HD+ ขนาดใหญ่ 6.51 นิ้ว และแบตเตอรี่สุดอึด ใช้งานยาว ๆ 2 วัน 

เดินหน้าต่อด้วย “Nokia C10” โดดเด่นที่ความลงตัวระหว่างแบตเตอรี่เพียงพอสำหรับใช้งานเต็มวัน และหน้าจอ HD+ ระดับคริสตัลเคลียร์ที่ใหญ่คมชัดขนาดใหญ่ 6.52 นิ้ว ฟีเจอร์วิดีโอ HDR คู่กับแฟลช LED ด้านหน้าและด้านหลัง ยกระดับการถ่ายภาพที่เหนือชั้น

และสมาร์ทโฟนรุ่นล่าสุด “Nokia G10” ที่กำลังได้รับความนิยมเนื่องจาก สามารถตอบโจทย์ทุกการใช้งาน โดยเฉพาะเพื่อการติดต่อสื่อสารระยะไกลกับครอบครัว การทำงานและเรียนออนไลน์ ในสถานการณ์ปัจจุบัน 

โดดเด่นในเรื่องดีไซน์ตัวเครื่องสีม่วง (Dusk) นำเทรนด์ พร้อมด้วยสีน้ำเงิน (Night) ในราคาที่จับต้องได้เพียง 3,990บาท ด้วย CPU Mediatek G25 8x A53 2.0GHz และจอขนาดใหญ่ 6.5 นิ้ว คมชัดระดับ HD+ สเปกเดียวกับ Nokia G20 

โดยแต่ละรุ่นล้วนมีจุดเด่น เน้นเอกลักษณ์เฉพาะแบรนด์ โนเกีย ที่ดีไซน์สวย ฟังก์ชันครบ วัสดุคงทน คุ้มเกินราคา พร้อมแบตเตอรี่สุดอึด แถมอัพเดทระบบปฏิบัติการและระบบความปลอดภัยต่อเนื่องนาน 2 ปี

โดยหนึ่งในปัจจัยของการเติบโต สู่ความสำเร็จในครึ่งแรกของปี 2564 ของโนเกีย มาจากการเข้าไปนั่งอยู่ในใจผู้บริโภค เพื่อค้นหาความต้องการอย่างแท้จริงในยุคปัจจุบันท่ามกลางภาวะการเปลี่ยนแปลง พบส่วนหนึ่งในปัจจัยกระตุ้นคือ ผลกระทบจากช่วงมาตรการล็อกดาวน์ และการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เร่งให้เกิดการปรับตัวของธุรกิจ และรูปแบบชีวิตประจำวันของผู้บริโภคทุกช่วงวัยสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัว ทั้งด้านการเรียน การทำงาน

อีกทั้งด้านรองรับการใช้งานแอปฯ ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น แอปฯ “เป๋าตัง” “หมอพร้อม” และแอปฯ ธนาคาร สมัคร โอน เติม จ่าย ส่งผลให้โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนกลายเป็นเครื่องมือหลักในการดำเนินชีวิตประจำวัน ท่ามกลางยุคเศรษฐกิจรัดตัว ผู้บริโภคต่างมองหาโทรศัพท์มือถือที่ดีไซน์สวย มีความคงทนใช้งานยาวนาน ตอบโจทย์ทุกรูปแบบการใช้งาน

และที่สำคัญคืออยู่ในราคาระดับที่จับต้องได้ ทั้งนี้ โนเกียจึงมุ่งพัฒนาออกแบบสมาร์ทโฟน บนพื้นฐานคอนเซปต์ Love it รักเลย / Trust it ไว้ใจได้ / Keep it ทนทาน ในโทรศัพท์ทุกเซ็กเมนท์ ด้วยราคาสบายกระเป๋าสำหรับคนไทย ขานรับความต้องการทุกรูปแบบการใช้งาน

อย่างไรก็ดี ในช่วงครึ่งปีหลังโนเกียยังคงมุ่งมั่นพัฒนา และออกแบบโทรศัพท์มือถือที่เน้นความต้องการผู้บริโภคให้มากที่สุด โดยตั้งเป้าเปิดตัวสมาร์ทโฟนออกสู่ตลาดให้ครอบคลุมทุกเซ็กเมนท์ ด้วยกลยุทธ์การตลาดที่เข้มข้นและเสนอโปรดักส์ที่ตอบโจทย์ผู้ใช้ในทุกเซ็กเมนท์ เพื่อมุ่งสู่การเป็นแบรนด์โทรศัพท์ในใจผู้บริโภคทุกกลุ่ม ที่มาพร้อมความชื่นชอบ ไว้วางใจ และใช้งานได้นานคุ้มค่า ในราคาที่จับต้องได้ในทุกช่วงเวลา 

พบกับโทรศัพท์มือถือฟีเจอร์โฟน และสมาร์ทโฟนได้ที่ ตัวแทนจำหน่ายโนเกียทั่วประเทศ บิ๊กซีซูเปอร์เซ็นเตอร์ และ ร้าน TG FONE (เฉพาะสาขาที่ร่วมรายการ) รวมทั้งช่องทางออนไลน์ อาทิ Shopee และ JD Central สามารถติดตามข่าวสารหรือข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโนเกีย ได้ที่ https://www.nokia.com/phones/th_th

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/nokia-reveals-good-response-in-the-thai-market/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=nokia-reveals-good-response-in-the-thai-market