คลังเก็บป้ายกำกับ: NEWS__EVENT

เอปสันแต่งตั้งนาย ซิ่ว จิน เกียด ขึ้นดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาค

เอปสันประกาศแต่งตั้งนายซิ่ว จิน เกียด ขึ้นดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคของเอปสัน สิงคโปร์ (สำนักงานใหญ่ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 ต่อจากนายอันโดะ มูเนะโนริ ซึ่งกลับไปปฏิบัติงานที่สำนักงานใหญ่ ไซโก้ เอปสัน คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น

ประกาศจากเอปสันระบุว่า การแต่งตั้งครั้งนี้ทำให้นาย ซิ่ว จิน เกียด กลายเป็นชาวสิงคโปร์คนแรกที่ได้รับตำแหน่งกรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาค และเป็นการแสดงถึงแนวทางของสำนักงานใหญ่ ไซโก้ เอปสัน คอร์ปอเรชั่นทั้งในการผลักดันพนักงานซึ่งเป็นคนท้องถิ่นที่มากความสามารถให้ก้าวขึ้นรับตำแหน่งผู้นำองค์กร และในการพัฒนาทรัพยากรบุคคลให้มีความก้าวหน้ายิ่งขึ้น ภายในวัฒนธรรมองค์กรที่มีความเป็นหนึ่งเดียวและความหลากหลายควบคู่กัน

from:https://www.enterpriseitpro.net/epson-new-md/

เอไอเอส ยืนยันเครือข่ายรองรับลงทะเบียน “ม33 เรารักกัน” ได้ 100%

นายปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหาร สายงานการตลาด กลุ่มลูกค้าทั่วไป บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส กล่าวว่า “วันนี้ภาครัฐได้เริ่มเปิดให้ประชาชน ผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 ลงทะเบียนรับสิทธิ์เงินช่วยเหลือค่าครองชีพ 4,000 บาท ผ่านโครงการ “ม.33 เรารักกัน” โดยเปิดให้ลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์โครงการ ตั้งแต่ช่วงเวลา 06.00 น. ที่ผ่านมา ซึ่งในภาพรวม พบว่าเครือข่ายของเอไอเอส ทั้งในส่วนของไร้สายและเน็ตบ้านได้เป็นช่องทางให้ประชาชนเชื่อมต่อการลงทะเบียนและส่งต่อการยืนยันสิทธิ์ได้ 100% อย่างราบรื่น ไม่ติดขัด เช่นเดียวกับการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการช่วยเหลือทั้งหมดของรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา”

“อย่างไรก็ตามพบว่า มีมิจฉาชีพเปิดเว็บไซต์ หรือ แอพพลิเคชั่น ปลอม โดยใช้ชื่อเดียวกับโครงการช่วยเหลือของรัฐบาล เพื่อหลอกลวงให้ประชาชนกรอกข้อมูลส่วนตัว และนำไปใช้ในทางทุจริตที่จะส่งผลกระทบต่อเจ้าของข้อมูลได้ในอนาคต ดังนั้นจึงขอแจ้งเตือนและแนะนำประชาชนให้ตรวจสอบเว็บไซต์โครงการของรัฐบาลก่อนลงทะเบียนให้ดีทุกครั้ง ดังเช่นกรณีโครงการล่าสุด ม33 เรารักกัน ที่ยังคงมีช่วงเวลาเปิดให้ลงทะเบียนถึงวันที่ 7 มีนาคม 2564 เวลา 23.00 น. หรือ หากไม่แน่ใจ สามารถติดต่อสอบถามได้ที่สายด่วน 1506 ตลอด 24 ชั่วโมง”

from:https://www.enterpriseitpro.net/ais-m33/

เทคโนโลยีอันดับต้นๆในปี 2564 ที่ “ทีซีซีเทค” ให้ความสำคัญเพื่อบริการลูกค้า

จากการวิจัยในหลายๆประเทศทั่วโลกชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของ “Digital Resiliency” อ้างอิงจากการคาดการณ์ด้านเทคโนโลยีของ IDC พบว่าหัวใจหลักที่จะมีส่วนในการทำให้รอดพ้นจากวิกฤติทางเศรษฐกิจในภายภาคหน้าคือเรื่อง “Digital Resiliency” Digital Resiliency หมายถึง ความสามารถขององค์กรในการปรับตัวอย่างรวดเร็วต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันในภาคธุรกิจ โดยอาศัยความสามารถในด้านดิจิทัลเพื่อให้ธุรกิจดำเนินได้อย่างต่อเนื่อง

ณ ตอนนี้ เรากำลังพูดถึงการปรับตัวที่รวดเร็วจากเหตุการณ์ที่นับว่าท้าทายต่อการปรับตัวมากที่สุดในรอบ 75 ปีจาก Covid-19 จากรายงานของ Gartner** ได้แนะนำถึง 9 แนวโน้มกลยุทธ์ด้านดิจิทัลที่นำมาซึ่ง Digital Resiliency ได้แก่ Internet Behaviors, Total experience strategy, Privacy enhancing computing, Distributed cloud, Anywhere operation, Cybersecurity mesh, Intelligent composable business, AI engineering และ Hyperautomation ในมุมธุรกิจในเรื่องการให้ความสำคัญกับเทคโลโลยี แต่ละธุรกิจล้วนให้ความสำคัญที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับรูปแบบธุรกิจและความยาวนานในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี

นายธีรพันธุ์ เหลืองนฤมิตชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท ที.ซี.ซี. เทคโนโลยี จำกัด เผยถึงเทรนด์ที่กำลังมาว่า ลูกค้าส่วนใหญ่ประยุกต์ใช้กลยุทธ์ ‘digital first’ เพื่อช่วยให้ธุรกิจปรับไปในทิศทางที่ดีขึ้น เร็วขึ้นและปลอดภัยต่อสภาพแวดล้อมมากยิ่งขึ้น และได้คาดการณ์ว่าความต้องการที่เพิ่มขึ้นในด้าน enterprise application development โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้าน security solutions และ data analytics platform ซึ่งส่งผลให้มีการเติบโตอย่างมากในด้าน cloud-based solutions และทิศทางกลยุทธ์บริษัทเราคือ จะสอดคล้องกับการเติบโตของความต้องการในด้านเหล่านั้น

ส่วนในด้านของนายพิพิธ จริยวัฒนวิจิตร Deputy MD – Commercial and Operation บริษัท ที.ซี.ซี. เทคโนโลยี จำกัด กล่าวว่า การให้ความสำคัญด้านธุรกิจในปีที่จะถึงนี้คือการช่วยลูกค้าเพื่อนำไปปรับใช้งานใน 3 ด้าน คือ การนำ data-driven มาช่วยในการตัดสินใจ, digitized customer journey และ advanced analytics solutions ที่เชื่อมโยงกับเรื่องของความน่าเชื่อถือ ความปลอดภัยและข้อมูลส่วนบุคคล

ทั้งนี้การทำงานผสมผสานกันระหว่างไอทีและธุรกิจมีส่วนช่วยการเปลี่ยนแปลง ดังเช่นการคาดการณ์ของ Gartner*** ว่าในปี 2565 ความร่วมมือกันระหว่างทีมด้านทีมไอทีและด้านธุรกิจจะมีส่วนช่วยเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ทางธุรกิจได้เร็วกว่าคู่แข่งถึง 25%

from:https://www.enterpriseitpro.net/digital-resiliency/

“MSC ต้อนรับคณาจารย์และนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตจักรพงษภูวนารถ”

บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ MSC ได้เปิดบ้านต้อนรับคณะอาจารย์ และนักศึกษา จาก “มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตจักรพงษภูวนารถ” นำโดย ดร.พิชัย จอดพิมาย จากสาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะบริหารธุรกิจและเทคโนโลยีสารสนเทศ ร่วมเปิดประสบการณ์แห่งโลกเทคโนโลยีไอทีไปกับ MSC ในการเยี่ยมชมองค์กรครั้งนี้ MSC ได้ให้ความรู้แก่นักศึกษาที่เข้าเยี่ยมชมองค์กรได้เรียนรู้ถึงกระบวนการทำงานทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ การดำเนินธุรกิจในยุคปัจจุบัน โดยมุ่งเน้นให้เกิดการเรียนรู้การทำงานจากสภาพแวดล้อมจริง เป็นการเสริมสร้างประสบการณ์ และเตรียมความพร้อมก่อนที่จะสำเร็จการศึกษา

ทั้งนี้รับเกียรติจาก ดร.ธัญญา วงษ์วานิช Head of Corporate Communication เป็นผู้กล่าวต้อนรับและให้ความรู้ในเรื่อง“Essential Soft Skills for Students”. คุณมีลาภ โสขุมา Assistance Vice President of Solutions Integration Group บรรยายความรู้เรื่อง “Digital Transformation” พร้อมเข้าเยี่ยมชมศูนย์สาธิตเทคโนโลยีต่างๆ ภายใน บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ณ สำนักงานใหญ่ เมื่อเร็วๆนี้

สถาบันการศึกษาที่สนใจเข้าเยี่ยมชมบริษัทฯ สามารถสอบถามข้อมูลได้ที่ ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ โทร. 02-089-4242 Website : https://www.metrosystems.co.th/ Facebook : https://www.facebook.com/metrosystemscorp/

from:https://www.enterpriseitpro.net/msc-welcomed-faculties-and-students-from-rajamangala-university-of-technology/

ดีแทคเปิดโครงการ “ดีแทค เน็ตทำกิน” ช่วยผู้ค้ารายย่อย

ดีแทคประกาศช่วยเหลือผู้ค้ารายย่อยที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 ด้วยโครงการ “ดีแทค เน็ตทำกิน” มุ่งติดปีกความรู้การทำธุรกิจยุคดิจิทัล ปรับวิกฤตสู่โอกาส สร้างตัวตนบนโลกออนไลน์ และเปลี่ยนผ่านโอกาสค้าขายจากตลาดสดสู่ตลาดออนไลน์ บนหลักคิดลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล สร้างสังคมออนไลน์ที่ทุกคนเข้าถึงโอกาสเท่าเทียมกัน หรือ Digital Inclusion มุ่งสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติข้อที่ 10 ว่าด้วยการลดความเหลื่อมล้ำ

นายชารัด เมห์โรทรา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค กล่าวว่า “วิกฤตการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 กำลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลในอัตราเร่ง และกำลังสร้างผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจและสังคมทั้งในระยะสั้นและระยะยาว อันเป็นผลมาจากปัญหาความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล (Digital divide) โดยประชากรในกลุ่มเปราะบางได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง โดยเฉพาะผู้ที่ไม่เข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัล อันเนื่องมาจากเรื่องโครงสร้างพื้นฐานและความสามารถทางการเงินในการเข้าถึง หรือเข้าถึงแต่ไม่สามารถใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ อันเนื่องมาจากกรอบความคิดที่ปิดกั้นและทักษะความสามารถในการใช้งาน”

DIGITAL INCLUSION กลยุทธ์ดีแทคที่มุ่งสร้างเน็ตเวิร์คเพื่อทุกคนและติดอาวุธทักษะดิจิทัลในกลุ่มเปราะบาง

ดีแทค เชื่ออย่างยิ่งว่าเทคโนโลยีการสื่อสารและการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตเป็น “ตัวเร่ง” ให้เกิดการเติบโตทั้งในระดับปัจเจกบุคคล สังคมและประเทศ แต่การเติบโตนั้นจะเกิดขึ้นจะต้องอาศัย 2 ปัจจัยพื้นฐานสำคัญ ได้แก่ ปัจจัยด้านโครงสร้างพื้นฐาน (Digital infrastructure) และ ปัจจัยด้านทักษะความเข้าใจและใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital literacy) ซึ่งทั้งสองปัจจัยนั้นจำเป็นอย่างยิ่งต่อการขยายโอกาสให้ทุกคนในประเทศเข้าถึงอย่างทั่วถึง ซึ่งเรียกว่า Digital Inclusion

“Digital Inclusion คือกลยุทธ์สำคัญอย่างยิ่งต่อการฟื้นเศรษฐกิจหลังวิกฤตโควิด-19 ลดความเหลื่อมล้ำทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และดิจิทัลไปพร้อมกัน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งความพยายามของดีแทคในการมีส่วนร่วมต่อประชาคมโลกเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ หรือ SDGs Goal ข้อที่ 10 ว่าด้วยการลดความเหลื่อมล้ำ (Reduced Inequalities)” นายชารัด กล่าว

 “ดีแทค เน็ตทำกิน” ภารกิจสร้าง #คนจะรวยเน็ตช่วยได้

โครงการ “ดีแทค เน็ตทำกิน” ถูกยกระดับมาจากโครงการ “ดีแทคเน็ตอาสา” ซึ่งทำงานบริการสังคม สอนผู้ที่ต้องการเรียนรู้วิธีการใช้งานสมาร์ทโฟน บริการดิจิทัลเพื่อเพิ่มโอกาสในชีวิต ภายใต้ภารกิจใหม่ของ “ดีแทค เน็ตทำกิน” ทีมผู้สอนจะช่วยติดอาวุธทักษะทางดิจิทัลให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถอยู่รอดและเติบโตได้ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจ ทั้งนี้ ดีแทคจะเปิดรับผู้เข้าร่วมโครงการ “ดีแทค เน็ตทำกิน” เพื่อเข้ารับการอบรมและคำแนะนำอย่างใกล้ชิดจนกว่าจะสามารถประกอบธุรกิจค้าขายได้บนพื้นที่ออนไลน์ ผ่านความรู้ 6 หัวข้อสำคัญ

  1. พื้นฐานการตลาดยุคดิจิทัล ครอบคลุมตั้งแต่การตลาดในปัจจุบัน พฤติกรรมผู้บริโภค กระบวนการตัดสินใจซื้อ และเครื่องมือการทำการตลาดต่างๆ
  2. เรียนรู้แพลทฟอร์มสำหรับการทำการตลาดออนไลน์ เพราะสินค้าดีแค่ไหน แต่นำเสนอผิดที่ ก็เหมือนเลือกรองเท้าผิดข้าง มาเรียนรู้แพลทฟอร์มการตลาดให้เข้ากับสินค้า ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Line, Instagram, YouTube ฯลฯ เพิ่มยอดขายให้ปังกว่าเดิม
  3. การถ่ายภาพเบื้องต้นสำหรับการตลาดออนไลน์ เคล็ดลับควรรู้ก่อนถ่ายภาพ เทคนิคการจัดวางองค์ประกอบเบื้องต้น เทคนิคการถ่ายภาพอาหารและสินค้าสำหรับการขายออนไลน์
  4. การสร้างคอนเทนท์และจำหน่ายสินค้าทางออนไลน์ ให้ผู้ประกอบการรายย่อยเพิ่มความน่าสนใจให้สินค้าด้วยกลยุทธ์การสร้างสรรค์คอนเทนท์เพื่อการสื่อสาร โดยดีแทคได้ร่วมมือกับ “เพจอีจัน” ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการพัฒนาคอนเทนต์ และบริหารเพจตลาดขายสินค้าชื่อดังอย่าง “เพจอีจันตลาดแตก” ที่มีผู้ติดตามมากกว่า 11 ล้านราย
  5. ปักหมุดธุรกิจติดดาว ครอบคลุมตั้งแต่การโปรโมทร้านด้วยการปักหมุดบน Google Maps และการใช้ Google Business เพิ่มความน่าเชื่อถือและสร้างการรับรู้ ซึ่งเป็นอีกขั้นตอนหนึ่งของการสร้างตัวตนบนโลกดิจิทัล (Digital presence)
  6. คำแนะนำด้านธุรกิจ การปรับปรุงคุณภาพและแพ็กเกจการนำเสนอสินค้าให้ยิ่งขายดียิ่งขึ้น รวมไปถึง ความรู้สำคัญเกี่ยวกับระบบภาษีการค้าขายอี-คอมเมิร์ซ การบริหารการเงินและวิธีการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อขยายธุรกิจในอนาคต และขั้นตอนการขอมาตรฐานรับรองคุณภาพอาหารและบริการ

รายละเอียดการเข้าร่วม “ดีแทค เน็ตทำกิน” #คนจะรวยเน็ตช่วยได้

โครงการ “ดีแทค เน็ตทำกิน” จะเปิดรับสมัครผู้ประกอบการ 100 ราย จากทั่วประเทศ เพื่อเข้ารับการอบรมและบริการพี่เลี้ยงจนกว่าจะสามารถค้าขายออนไลน์ได้ประสบความสำเร็จเป็นระยะเวลาประมาณ 6 เดือน นอกจากนี้ ดีแทคยังจะช่วยโปรโมทร้านผ่านช่องทางการสื่อสารต่างๆ ของดีแทค พร้อมร่วมเป็นร้านค้ารับสิทธิพิเศษกับดีแทครีวอร์ด และกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย ทั้งนี้ ผู้สมัครร่วมโครงการจะต้องมีคุณสมบัติดังนี้

  1. เป็นผู้ประกอบการไทย หัวใจสู้เกินร้อย ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค และรักการเรียนรู้ใหม่ๆ ตลอดเวลา
  2. มีสินค้าและบริการที่ดี ถูกกฎหมาย และไม่ละเมิดลิขสิทธิ์
  3. ต้องการให้สินค้าประสบความสำเร็จบนโลกออนไลน์
  4. ไม่จำกัดเพศ อายุ และการศึกษา
  5. มีอุปกรณ์สำหรับการสื่อสารออนไลน์ เช่น โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต หรือคอมพิวเตอร์

ผู้ที่สนใจ สามารถสมัครร่วมโครงการ “ดีแทค เน็ตทำกิน” ได้แล้ววันนี้ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ที่ https://dtac.co.th/dtacNetforLiving แล้วเราจะรอดไปด้วยกัน

รับชมวิดีโอ ดีแทค เน็ตทำกินได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=K3dS5LdH1oQ&feature=youtu.be

from:https://www.enterpriseitpro.net/dtac-net-for-life/

เอไอเอส จัดงบลงทุน ปี ’64 25,000 – 30,000 ล้านบาท

เอไอเอส รายงานผลประกอบการ ปี 2563 มีรายได้รวม 172,890 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 4.4% เป็นผลจากสถานการณ์ COVID-19 นับตั้งแต่ไตรมาสแรก และส่งผลต่อสภาพเศรษฐกิจต่อเนื่องตลอดทั้งปี โดยมีกำไรสุทธิ อยู่ที่ 28,423 ล้านบาท ในภาพรวมธุรกิจโทรศัพท์มือถือ เอไอเอส ยังคงมีจำนวนผู้ใช้บริการมากที่สุด 41.4 ล้านราย ส่วนเน็ตบ้าน เอไอเอส ไฟเบอร์ พุ่งแรง เติบโตกว่า 22% จากปีก่อน สูงสุดเหนืออุตสาหกรรม ปัจจุบันมีลูกค้าอยู่ที่ 1.3 ล้านราย โดยในปี 2564 เอไอเอส เตรียมงบประมาณสำหรับการลงทุนรวมทั้งสิ้น 25,000 – 30,000 ล้านบาท สำหรับขยายเครือข่าย 5G/4G เดินหน้าขับเคลื่อนประเทศด้วยโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลที่แข็งแกร่ง ทั้งนี้ เอไอเอส ยังคงนโยบายจ่ายเงินปันผลไม่ต่ำกว่า 70% ของกำไรสุทธิ โดยจ่ายเงินปันผล 3.68 บาทต่อหุ้น ในวันที่ 20 เมษายน 2564

นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส กล่าวว่า “จากวิกฤต COVID-19 ช่วงต้นปี 63 ที่ผ่านมา ทำให้ทุกภาคส่วนได้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน และตระหนักถึงความสำคัญของการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาด ฟื้นฟูภาคเศรษฐกิจ และเป็นรากฐานของการพัฒนาประเทศชาติ
ให้เติบโตอย่างยั่งยืน เรายังเชื่อมั่นว่า โครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล โดยเฉพาะเทคโนโลยี 5G ซึ่งปัจจุบันเอไอเอส ถือครองคลื่นความถี่ ทั้ง 4G และ 5G มากที่สุด ครอบคลุมมากที่สุดในไทย จำนวน 1420MHz และภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้ จะได้รับใบอนุญาตคลื่น 26GHz ครบทั้ง 3 ย่านความถี่ สูง กลาง และต่ำ จะมีส่วนช่วยเสริมประสิทธิภาพของการขยายเครือข่าย 5G เพื่อรองรับการใช้งานของลูกค้าคนไทย และผลักดันส่งเสริมให้เกิดการใช้งานในภาคอุตสาหกรรม หลังจากช่วงที่ผ่านมา เราได้ร่วมงานกับพาร์ทเนอร์ใน ecosystem หลายราย เพื่อทดลองทดสอบการใช้งานในพื้นที่จริงมาแล้วอย่างต่อเนื่อง”

สำหรับภาพรวมผลประกอบการ ปี 2563 เอไอเอส มีรายได้รวม 172,890 ล้านบาท ลดลง 4.4% จากปีก่อน ด้านธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ มีรายได้ลดลง 6.5% เทียบกับปีก่อน เป็นผลจากการสูญเสียรายได้ในกลุ่มลูกค้านักท่องเที่ยวที่ยังคงไม่ฟื้นตัว เนื่องจากข้อจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม เอไอเอส ยังครองส่วนแบ่งการตลาด อันดับ 1 ทั้งด้านรายได้ และจำนวนผู้ใช้บริการ ปัจจุบันมีจำนวนลูกค้าโทรศัพท์มือถือมากที่สุดในตลาดอยู่ที่ 41.4 ล้านเลขหมาย เป็นลูกค้าระบบรายเดือน จำนวน 10.2 ล้านราย ที่เพิ่มขึ้นในไตรมาส 4 จำนวน 420,900 ราย และมีลูกค้าระบบเติมเงินอยู่ที่ 31.2 ล้านราย เพิ่มขึ้น 74,400 ราย ขณะที่ การใช้งาน 4G ยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง ณ สิ้นปี มีลูกค้าที่ใช้งาน 4G เพิ่มขึ้นเป็น 77% โดยลูกค้าใช้ปริมาณดาต้าเฉลี่ย 18 กิกะไบต์ต่อเดือน เพิ่มขึ้น 42% เทียบกับปีก่อน ส่วนการใช้งาน 5G นับตั้งแต่เปิดให้บริการในเดือนตุลาคม 2563 จนถึงปัจจุบัน มีลูกค้ารวมทั้งสิ้น 239,000 ราย

ทั้งนี้ เอไอเอส ได้พัฒนาเครือข่าย 5G มาอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งขยายเครือข่าย 5G เพื่อรองรับปริมาณการใช้งานของลูกค้าให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ตลอดจนการสนับสนุนการใช้งานในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ทั้งการแพทย์ โลจิสติกส์ การผลิต การรักษาความปลอดภัย และสมาร์ทซิตี้ เราเชื่อมั่นว่า 5G จะกลายเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่เป็น The Real New Normal ด้านเทคโนโลยีที่พร้อมสนับสนุนการทำงานของทุกภาคส่วน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และประชาชน

from:https://www.enterpriseitpro.net/ais-rev-2563/

เอปสัน เปิดตัว EcoTank ใหม่ คุ้มค่า ประสิทธิภาพสูง ตอบโจทย์การใช้งานสำหรับออฟฟิศขนาดกลาง

เอปสันเปิดตัวเครื่องพิมพ์มัลติฟังก์ชั่นรุ่นใหม่จากตระกูล EcoTank ได้แก่ Epson EcoTank L6550 และ L6580 ที่มีจุดเด่นในเรื่องของการรองรับงานพิมพ์ปริมาณมากและมีต้นทุนการเป็นเจ้าของ (Total Cost of Ownership หรือ TCO) ที่ต่ำ ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่าในระยะยาว สามารถพิมพ์งานได้อย่างรวดเร็ว ด้วยความเร็วในการพิมพ์ขาวดำสูงถึง 25 ภาพต่อนาที (Image per Minute ; IPM) โดยทั้ง 2 รุ่น สามารถพิมพ์งานได้อย่างรวดเร็ว โดยใช้เวลาในการพิมพ์แผ่นแรกเพียง 5.5 วินาที (สำหรับงานพิมพ์ขาวดำ) นอกจากนี้ยังรองรับงานพิมพ์ขาวดำได้สูงถึง 7,500 หน้าและงานพิมพ์สีสูงถึง 6,000 หน้า ด้วยหมึกพิมพ์เพียง 1 ชุด ซึ่งเป็นหมึกพิมพ์ DURABrite ET หมึกพิมพ์ 4 สี แบบใหม่ ที่ให้งานพิมพ์คมชัด สีสันสดใส กันน้ำ พร้อมระบบแท็งค์หมึกที่ถูกออกแบบมาให้เติมหมึกได้อย่างสะดวกง่ายดาย สามารถพิมพ์สองหน้าอัตโนมัติ นอกจากนี้ยังรองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi,Wi-Fi Direct และ Ethernet รวมถึงรองรับการใช้งาน Epson Connect ไม่ว่าจะเป็น Epson iPrint, Epson Email Print and Remote Print Driver และ Scan to Cloud อีกด้วย

เครื่องพิมพ์ เอปสัน EcoTank L6550 มีราคาเปิดตัวอยู่ที่ 29,900 บาท และสำหรับรุ่น L6580 มีราคาเปิดตัวอยู่ที่ 32,900 บาท ทั้ง 2 รุ่นรับประกันแบบ onsite ทั้งตัวเครื่องรวมหัวพิมพ์นาน 2 ปี หรือ 80,000 แผ่น (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน) ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดสินค้าเพิ่มเติมได้ที่ เอปสัน คอลเซ็นเตอร์ 02-685-9899, www.facebook.com/epsonthailand  และ LINE Official Account Epson Thailand

ที่มา : ข่าวพีอาร์

from:https://www.enterpriseitpro.net/epson-ecotank-l6550/

IT กับ OT ผลลัพธ์ที่ลงตัว ในยุคที่ต้องการความยืดหยุ่นทางธุรกิจ

หนึ่งปีที่ผ่านมา เราได้เห็นความสำคัญของระบบงานที่ยืดหยุ่น และเราเชื่อว่าการเปลี่ยนกระบวนการสู่ดิจิทัล เป็นแนวทางที่ยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพ เช่น การมีระบบมอนิเตอร์และการดำเนินงานจากระยะไกล การซ่อมบำรุงในเชิงคาดการณ์ และป้องกัน ที่นำไปสู่การสร้างความมั่นใจในเรื่องของผลิตผล เบื้องหลังของเทคโนโลยีเหล่านี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการมีระบบไอทีที่มีความเสถียรและพร้อมใช้ในทุกสถานการณ์

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค (Schneider Electric) เข้าใจถึงความท้าทายในปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสิ่งที่บริษัทในสายอุตสาหกรรม และบริษัทที่ทำการค้าต่างต้องเผชิญในการปฏิรูปสู่ระบบดิจิทัล คำถามจึงไม่ใช่เรื่องที่ว่าเอดจ์คอมพิวติ้งเป็นจริงได้หรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าเราจะนำเอดจ์คอมพิวติ้งมาใช้ และสนับสนุนธุรกิจให้เกิดประสิทธิภาพได้อย่างไร การผสานรวมทั้ง OT (Operational Technology) และ IT (Information Technology) ต้องอาศัยแมชชีน และระบบซัพพลายเชน การผลิต การดำเนินการในแบบบูรณาการเพื่อสร้างความฉลาดให้กับสภาพแวดล้อมทั้งหมดได้มากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้การปรับสู่กระบวนการดิจิทัลช่วยเร่งการเก็บรวบรวมข้อมูลและเรื่องการวิเคราะห์บิ๊กดาต้าได้เร็วขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ลูกค้ามองเห็นแนวทางแบบใหม่ในการขับเคลื่อนผลลัพธ์ของทั้งคนทำงานและสินทรัพย์ทางกายภาพ ซึ่งปัจจุบัน การผลักดันให้มีกระบวนการในระบบดิจิทัลยังดำเนินต่อไป เพื่อขยายผลลัพธ์ให้ครอบคลุมทั่วทั้งองค์กร ตั้งแต่ส่วนงานการผลิต จนถึงส่วนที่ดูแลด้านการบริหารจัดการ แต่ถ้าจะติดตั้งเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ลูกค้าต้องมีโซลูชันที่ช่วยจัดหาข้อมูลได้ตามต้องการ สร้างความโปร่งใสในการจับคู่กับกระบวนการที่เป็นองค์ความรู้ในเชิงลึก เพื่อเพิ่มปริมาณของผลผลิต

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ภูมิใจที่ได้ช่วยลูกค้าขับเคลื่อนผลิตผลผ่านระบบออโตเมชั่น วิกฤตที่เกิดขึ้นในปัจจุบันแสดงให้เห็นว่ามีบริษัทด้านการผลิตจำนวนมากที่ยังไม่เคยได้ประสบการณ์ในการปรับปรุงผลิตผลที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง ที่มากกว่าเรื่องของสายงานการผลิต ลูกค้าระดับผู้บริหารหลายรายของเราเชื่อว่า Step function ในเรื่องผลิตผลสามารถสร้างผ่านกระบวนการทำงานในระบบดิจิทัล และกระบวนการเหล่านี้ในปัจจุบันกลายเป็นเรื่องสำคัญมากกว่าที่เคย

เครก เฮย์แมน ซีอีโอของ AVEVA ได้เคยกล่าวไว้ว่า บรรดาอุตสาหกรรมในปัจจุบันต่างต้องเผชิญความกดดันในการดำเนินงานให้ได้ประสิทธิภาพมากขึ้น บ่อยครั้งที่ต้องอาศัยคนทำงานจากระยะไกล อย่างไรก็ตาม แต่การเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน โดยเฉพาะเมื่อไม่ได้เป็นแค่เรื่องเทคโนโลยีอย่างเดียว หากเป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการทำงาน และลูกค้าต่างต้องการคำแนะนำว่าจะต้องทำอย่างไรจึงจะเหมาะสม ซึ่งทั้งชไนเดอร์ อิเล็คทริค และ AVEVA เป็นคู่ค้าที่ให้ความมุ่งมั่นในกระบวนการที่ว่านี้ และมองเห็นบทบาทในการนำเสนอมุมมองเชิงลึกให้กับลูกค้า รวมถึงข้อมูลและเครื่องมือที่จำเป็นต่อการตรวจจับรูปแบบของข้อมูลได้อย่างล้ำหน้าซึ่งจะช่วยผลักดันให้ได้ผลผลิตที่ดี ด้วยเทคโนโลยีที่ทำงานในลักษณะของระบบเปิด โดยที่ไม่ต้องรู้จักระบบ (system-agnostic technologies) และทางเลือกการสมัครใช้งานแบบ subscription ที่ให้ความยืดหยุ่น เราสามารถช่วยให้ลูกค้ามีวิธีการทำงานที่ตอบโจทย์ความต้องการส่วนตัวและสร้างบนระบบออโตเมชันที่ลงทุนอยู่แล้ว เรื่องนี้จะช่วยให้ลูกค้าเร่งการคืนทุนและได้รับผลิตผลสูงสุดอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ ปีเตอร์ เฮอร์เว็ค หนึ่งในสมาชิกคณะกรรมการบริหาร และเป็นรองประธานบริหารฝ่าย Industrial Automation ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้เคยเล่าถึงกรณีศึกษาของลูกค้าที่ปฏิรูปสู่ดิจิทัลว่า ได้เคยช่วยให้ผู้ประกอบการด้านอาหารปรับปรุงโรงงานผลิตน้ำตาลที่มีมานาน ให้มีความทันสมัยและใช้ระบบดิจิทัล จากการที่โรงงานใช้ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่ล้าสมัย และยังต้องเผชิญกับเหตุการณ์ไฟฟ้าดับราว 33 – 40 ครั้งตามช่วงเวลาเทศกาลในช่วง 39 สัปดาห์ และเรื่องนี้ทำให้เกิดดาวน์ไทม์ในการผลิต ส่งผลถึงผลผลิตของโรงงานรวมถึงคุณภาพผลิตภัณฑ์ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ช่วยพัฒนาโซลูชันที่ให้ความสามารถในการมองเห็นการดำเนินการของโรงงานได้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ทำให้สามารถลดการดาวน์ไทม์ลงได้ และทำให้ปริมาณงานเพิ่มขึ้นถึง 20 เปอร์เซ็นต์

จะเห็นได้ว่าการนำ OT มารวมกับ IT โดยการใช้อุปกรณ์ IOT เป็นตัวเชื่อมประสาน และส่งไปประมวลผลที่ดาต้าเซ็นเตอร์ หรือเอดจ์ดาต้าเซ็นเตอร์ก็ตาม จะช่วยให้เราสามารถมองเห็นข้อมูลต่างๆ จากการดำเนินงาน นั่นหมายถึงเราจะเห็นข้อมูลไหลเวียนตลอดทั่วทั้งสภาพแวดล้อมการดำเนินงาน รวมไปถึงห่วงโซ่คุณค่าในภาพรวมทั้งหมดได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น และนำมาวิเคราะห์ให้เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินธุรกิจ การทำแบบนี้ได้ต้องอาศัยระบบควบคุมและรักษาความปลอดภัยที่แข็งแกร่ง ในขณะที่ช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่ยืดหยุ่นและคาดการณ์ได้แก่ธุรกิจ พร้อมสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความเปลี่ยนแปลงบนโลกใบนี้

แม้แต่ในชไนเดอร์ อิเล็คทริคเอง ก็มีการปรับโรงงานผลิตกว่า 80 แห่งทั่วโลกสู่ระบบดิจิทัล เทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยให้ประสิทธิภาพในการดำเนินงานดีขึ้น มีความยืดหยุ่น จากเครื่องมืออัจฉริยะต่างๆ การบริหารจัดการพลังงานที่ดีขึ้น รวมถึงการซ่อมบำรุงเชิงคาดการณ์ สิ่งเหล่านี้คือการปรับเปลี่ยนเพื่อที่จะก้าวต่อไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน

บทความโดย : นายแอบเบย์ แอนิล โกสานการ์ รองประธานกลุ่ม Secure Power ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ประเทศไทย ลาว และเมียนมา

ที่มา : ข่าวพีอาร์

from:https://www.enterpriseitpro.net/it-and-ot/

Linksys เปิดตัวเราเตอร์ Linksys AXE8400 Wi-Fi 6E System

Linksys เปิดตัวเราเตอร์ Linksys AXE8400 Wi-Fi 6E System ที่เพิ่งได้รับรางวัลนวัตกรรมในงาน CES 2021 Innovation Awardและเทคโนโลยีการตรวจจับการเคลื่อนไหวด้วย Linksys Aware

Linksys AXE8400 มีข้อดีที่ได้เปรียบสุดๆ คือมีแบนด์วิดท์ 6GHz ช่วยทำให้เชื่อมต่อ Wi-Fi ได้เสถียรมากขึ้น เพราะการมีแบนด์วิดท์ที่มากขึ้นจะส่งผลให้บ้านของผู้ใช้จับเครือข่ายได้อย่างชัดเจน รวดเร็วมากขึ้น และเพิ่มความเสถียรขึ้นด้วย พร้อมกับมีเทคโนโลยี Mesh ในตัว ที่สามารถตั้งค่าบนแอพพลิเคชันได้อย่างง่ายดาย และช่วยให้สามารถเข้าถึงคลื่นความถี่ทั้งสามคลื่นได้อย่างเต็มที่ เพื่อให้ผู้ใช้งาน และอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ที่เป็น 6E หรือไม่ก็ตาม ได้รับประโยชน์สูงสุดจากระบบนี้ ทั้งนี้ Linksys AXE8400 ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการโดย Wi-Fi Alliance และ FCC ทำให้มั่นใจได้ว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานสูงสุดด้านระบบป้องกันและความปลอดภัย เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถใช้อุปกรณ์ใดๆ บนเครือข่ายได้อย่างสบายใจไร้กังกล

from:https://www.enterpriseitpro.net/linksys-axe8400-wi-fi-6e-system/

เอไอเอส ยืนยันนำคลื่น 700 MHz สร้างประโยชน์เพื่อคนไทย

นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส ในฐานะผู้บริหาร บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด (เอดับบลิวเอ็น) ผู้ได้รับจัดสรรคลื่นความถี่ย่าน 700 MHz (723 – 733 / 778 -788 MHz ) ในมูลค่ารวม 15,584 ล้านบาท เป็นตัวแทนชำระค่าคลื่นความถี่ย่าน 700 MHz งวดที่ 1 เป็นเงินจำนวน 1,881,488,000.00 บาท (หนึ่งพันแปดร้อยแปดสิบเอ็ดล้านสี่แสนแปดหมื่นแปดพันบาทถ้วน) รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว โดยมี พลเอกสุกิจ ขมะสุนทร ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เป็นผู้รับมอบ เพื่อนำส่งเงินเป็นรายได้ของแผ่นดินต่อไป

นายสมชัย กล่าวว่า “จากวิสัยทัศน์ของเราที่มุ่งมั่นนำเทคโนโลยีดิจิทัลมายกระดับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ที่ผ่านมา เอไอเอสจึงตั้งใจอย่างยิ่งในการเข้าประมูลคลื่น 5G แบบเต็ม Block ในทุกย่านความถี่ โดยมีครบทั้งย่านความถี่ต่ำ ย่านความถี่กลาง และย่านความถี่สูง ครอบคลุมการใช้งานทุกรูปแบบ ประกอบด้วย คลื่น 700 MHz จำนวน 30 MHz (2×15 MHz), คลื่น 2600 MHz จำนวน 100 MHz และคลื่น 26 GHz จำนวน 1200 MHz รวมเฉพาะคลื่นความถี่ที่จะนำมาให้บริการ 5G ทั้งหมดอยู่ที่ 1330 MHz และเมื่อรวมกับคลื่นความถี่เดิมที่มีจำนวนมากที่สุดอยู่แล้ว ส่งผลให้เอไอเอสยังคงยืนหยัด ในฐานะผู้นำอันดับ 1 ที่มีคลื่นความถี่ในการให้บริการ 3G,4G และ 5G มากที่สุดในอุตสาหกรรม รวม 1420 MHz (ไม่รวมคลื่นที่เกิดจากความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ)

ปัจจุบันถือได้ว่า เครือข่าย AIS 5G มีความแข็งแกร่งที่สุดในประเทศ เพราะนอกจากจะเป็นเพียงรายเดียวที่มีจำนวนคลื่นมากที่สุดในแต่ละย่านแล้ว ยังเป็นเพียงรายเดียวในอุตสาหกรรมที่มีปริมาณแบนด์วิดท์ภาพรวมในระดับ World’s Best-In-Class ส่งผลให้เครือข่ายของเอไอเอสมีขีดความสามารถในการสร้างสรรค์ ออกแบบ Solutions , ปรับเปลี่ยน,Tailor Made เพื่อตอบโจทย์แต่ละอุตสาหกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เพราะในภาพรวมเครือข่าย AIS 5G จะมีความเร็ว Speed ที่สูงกว่าถึง 24 เท่าและมีขีดความสามารถในการรองรับการใช้งาน Capacity ที่มากกว่าถึง 30 เท่า พร้อม Latency ที่ต่ำกว่าเดิมถึง 10 เท่า ทั้งนี้หมายรวมถึงการยกระดับคุณภาพการให้บริการ 4G ปัจจุบันด้วยเช่นกัน”

“ด้วยมาตรฐานเทคโนโลยี 5G โดย 3GPP ระบุว่า คลื่น 700 MHz จะใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพสูงสุด ที่จำนวนเต็ม 30 MHz (2×15 MHz) จึงเป็นที่มาของความตั้งใจในการเข้าประมูลย่าน 700 MHz เพิ่มอีก 10 MHz (2×5 MHz) จากเดิมที่มีอยู่แล้ว 20 MHz (2×10 MHz) รวมเป็น 30 MHz (2×15 MHz) ในขณะที่ คลื่น 2600 MHz ต้องมีจำนวน 100 MHz จึงจะใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพเช่นกัน ส่วนคลื่น 26 GHz ต้องมีจำนวน 400 MHz ต่อ 1 Block จึงจะสามารถให้บริการ 5G ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการรองรับดิจิทัลโซลูชันส์ให้กับภาคอุตสาหกรรมในอนาคต จึงเห็นได้ว่าจำนวนคลื่นในทุกย่านความถี่บนเทคโนโลยี 5 G นั่น อยู่ในระดับมาตรฐานการให้บริการทั้งสิ้น”

โดยนายสมชัย ย้ำว่า “เพราะเราตระหนักอยู่เสมอว่า คลื่นความถี่ คือทรัพยากรสาธารณะอันทรงคุณค่า ดังนั้นหลังจากการประมูลได้แต่ละคลื่นมาให้บริการ เอไอเอส จึงเร่งเดินหน้าพัฒนาเครือข่าย เพื่อส่งต่อประโยชน์ไปยังประชาชน และ ทุกภาคส่วนอย่างรวดเร็วที่สุด ทำให้ล่าสุด ได้รับการรับรองจาก กสทช.ว่า เอไอเอส สามารถขยายเครือข่ายในคลื่น 1800 MHz และ 900 MHz ได้เกินกว่าที่ กสทช.กำหนด (คลื่น 1800 MHz ภายใน 4 ปีแรก ต้องขยายโครงข่ายให้ได้ 40% ของจำนวนประชากร โดยเอไอเอสขยายได้ 88.47% ส่วนคลื่น 900 MHz ภายใน 4 ปีแรก ต้องขยายโครงข่ายให้ได้ 50% ของจำนวนประชากร โดยเอไอเอส ขยายได้ 93.59%) ซึ่งทีมงานจะยังคงเดินหน้านำเทคโนโลยี 5G จากทุกคลื่นความถี่ ซึ่งมีคุณสมบัติที่ดีแตกต่างกัน มาสร้างประโยชน์ทันที ตามเจตนารมณ์ของภาครัฐที่ต้องการให้ประเทศไทยก้าวสู่ Digital Intelligent Nation อย่างสมบูรณ์”

from:https://www.enterpriseitpro.net/ais-700-mhz/