คลังเก็บป้ายกำกับ: NEWS__EVENT

กลุ่มคอมเซเว่นสวนกระแสเศรษฐกิจ มองตลาดไอทีโตต่อเนื่องประกาศร่วมทุนไพร์ม โซลูชั่น

บานาน่า กรุ๊ป บริษัทในกลุ่มคอมเซเว่น ขยายฐานธุรกิจสวนกระแสเศรษฐกิจ เข้าร่วมทุน “ไพร์ม โซลูชั่น” เจาะตลาดเชิงพาณิชย์ เห็นศักยภาพไอทีโตในยุคดิจิทัลทรานฟอร์เมชัน ด้านไพร์ม โซลูชั่น คาดปี 63 โตกว่า 50% รวมทั้งเตรียมวางแผนอนาคตเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

นายสุระ คณิตทวีกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คอมเซเว่น จำกัด (มหาชน) (COM7) กล่าวว่า บานาน่า กรุ๊ป ซึ่งเป็นบริษัทย่อย ตัดสินใจเข้ามาร่วมทุนในบริษัทไพร์ม โซลูชั่น เนื่องจากมองเห็นโอกาสในการขยายฐานธุรกิจในกลุ่มลูกค้าองค์กรให้มากขึ้น ซึ่งจำเป็นต้องใช้ไอทีและเครื่องมือดิจิทัลหลากหลายรูปแบบในการพัฒนาตนเองให้ก้าวทันตามยุคดิจิทัลทรานฟอร์เมชัน ที่จะต้องปรับตัวเพื่อรับกับการแข่งขัน การตลาดยุคใหม่ และสำคัญที่สุดองค์กรในยุคนี้จะต้องสร้างนวัตกรรม

“นับว่าเป็นการเสริมพลังของทั้งสองบริษัทให้แข็งแกร่งขึ้น โดยกลุ่มคอมเซเว่นจะมีคู่ค้าที่ช่วยทำตลาดด้านโซลูชั่นทำให้มีโอกาสขยายธุรกิจเชิงพาณิชย์ให้กว้างขึ้น อีกทั้ง เป็นไปตามกลยุทธ์ของกลุ่มบริษัท ที่ให้ความสำคัญในการนำเสนอสินค้าไอทีเป็นโซลูชั่น สอดรับกับยุคดิจิทัล และ IoT ในขณะที่ไพร์ม โซลูชั่น จะได้ใช้ศักยภาพของคอมเซเว่นด้านการขยายธุรกิจในกลุ่มเอสเอ็มอี และอื่นๆ”

จุดแข็งของคอมเซเว่น จะเกื้อหนุนให้ไพร์ม โซลูชั่น ขยายตลาดได้อย่างไร้ขีดจำกัด คือ การมีศูนย์บริการทั่วประเทศที่พร้อมจะให้บริการและการสนับสนุนต่อลูกค้าที่มีสาขาทั่วประเทศทั้งหน่วยงานรัฐและภาคเอกชน

พันธกิจหลักของเรานับจากนี้จะร่วมกันพัฒนาบุคลากร ถ่ายทอดองค์ความรู้ และสร้างกลยุทธ์ในการบริหารจัดการอย่างเป็นมาตรฐาน เพื่อขับเคลื่อนไพร์ม โซลูชั่น ให้เติบโตยิ่งขึ้นในยุคดิจิทัลทรานฟอร์เมชัน

นายมาดี สุธัมมะ ซีอีโอและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไพร์ม โซลูชั่น แอนด์ เซอร์วิส จำกัด ผู้ออกแบบและวางระบบโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT Infrastructure Solution Provider) แบบครบวงจร กล่าวว่า ปี 2563 นับว่าเป็นปีที่ดีมากของบริษัท เนื่องจากมีพันธมิตรที่แข็งแกร่งอย่างบริษัท บานาน่า กรุ๊ป จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มคอมเซเว่น (โดย บมจ.คอมเซเว่น ถือหุ้น บจก. บานาน่า กรุ๊ป ในสัดส่วนร้อยละ 100) เข้ามาเป็นผู้ร่วมทุน ทำให้เรามีโอกาสขยายช่องทางในการดำเนินธุรกิจให้กว้างขึ้น สามารถรับโครงการขนาดใหญ่ขึ้นอีกหลายเท่า ซึ่งเมื่อผนวกกับจุดแข็งของเราทั้งด้านโซลูชั่นและเซอร์วิส ที่สามารถตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของลูกค้าอยู่แล้ว จะยิ่งทำให้เราเติบโตได้อย่างก้าวกระโดด

“ทั้งเงินทุนหมุนเวียน ผลิตภัณฑ์ใหม่ และนวัตกรรมที่เราพัฒนาขึ้นมาเอง ยิ่งทำให้สามารถส่งมอบบริการที่ดีขึ้น ตอบโจทย์ แก้ปัญหาของลูกค้าได้ครบวงจร ซึ่งเป็นจุดหมายสูงสุดในการร่วมทุนครั้งนี้ และเรามั่นใจว่า จะทำให้ลูกค้า พันธมิตร ผู้ถือหุ้น และพนักงาน มีความพึงพอใจยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีการวางแผนอนาคตที่จะก้าวเข้าสู่การจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ด้วย”

การร่วมทุนในครั้งนี้มีสัดส่วนระหว่างไพร์ม โซลูชั่น และ บานาน่า กรุ๊ป ที่ร้อยละ 51:49 มีการเพิ่มทุนจดทะเบียน อีกทั้งไพร์ม โซลูชั่น ยังสามารถใช้ทรัพยากรของคอมเซเว่นได้ไม่ว่าจะเป็นศูนย์บริการทั่วประเทศ ระบบมาตรฐานในการทำงาน รวมไปถึงกระบวนการการพัฒนาธุรกิจ และการถ่ายโอนองค์ความรู้ต่างๆ

สำหรับการดำเนินธุรกิจในปี 2563 ของไพร์ม โซลูชั่น มีสโลแกนว่า “Happiness and Years of New Challenge” เป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของบริษัทที่จะก้าวไปสู่ผู้นำอันดับต้นด้าน Professional Solution Integrator อย่างสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นจากความแข็งแกร่งของการร่วมทุน การเพิ่มทุน และกระบวนการทำงานที่เป็นมาตรฐานจากคอมเซเว่น

การดำเนินธุรกิจนอกจากการวางระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านเครือข่าย (Network Infrastructure) ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของไพร์ม โซลูชั่นตลอดมาแล้ว นับตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไปจะรุกหนักในโซลูชั่น Smart Health, Smart Life และ Smart City ที่ไพร์ม โซลูชั่นได้สร้างแพลตฟอร์มหรือแอปต่างๆ ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาควบคู่ไปด้วย โดยวางเป้าหมายผลประกอบการ 500 ล้านบาท สำหรับปี 2563 ซึ่งเติบโตกว่า 50% จากปีก่อน (ปี 2562 มีผลประกอบการ 316 ล้านบาท)

ไพร์ม โซลูชั่น ก่อตั้งโดย นาย ขจรเกียรติ โคสิตานนท์ นางสาวพัชรา เตมานุวัตร์ และนายมาดี สุธัมมะ ดำเนินธุรกิจมายาวนาน ความสำเร็จตลอด 15 ปีที่ผ่านมา เกิดจากหัวใจสำคัญคือ เป็นองค์กรที่มีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลง (Dynamic) ไปสู่สิ่งที่ดีกว่าเดิม ทั้งในเรื่องของการปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และมีการพัฒนาบุคลากรอยู่ตลอดเวลา โดยเน้นผสมผสานประสบการณ์ ความสามารถของคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่เข้าด้วยกัน อีกทั้งยังใช้กลยุทธ์มุ่งเน้นลูกค้าหลัก (Focus Account) โดยเฉพาะภาคราชการซึ่งบริษัทมีความเข้าใจในตลาดนี้เป็นอย่่างดี

นายมาดี สุธัมมะ

นายมาดี เสริมว่า บุคลากรหลายคนทำงานมาตั้งแต่ช่วงก่อตั้งบริษัท และอีกหลายคนเป็นนักศึกษาฝึกงาน ที่เติบโตขึ้นเป็น Assistant Engineer เพราะเราพร้อมที่จะให้โอกาสบุคลากรภายในขึ้นตำแหน่งเป็นระดับหัวหน้า โดยมักจะไม่สรรหาบุคลากรจากภายนอกเข้ามาเป็นหัวหน้า ปัจจุบันบุคลากรมีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 34.46 ปี หากเปรียบเทียบกับช่วงวัยของคนก็นับว่าเป็นคนรุ่นใหม่ จึงเปรียบได้ว่า ไพร์ม โซลูชั่นเป็นองค์กรของคนรุ่นใหม่

ไพร์ม โซลูชั่น ยึดหลักการบริหารองค์กรในแบบทริปเปิลพี (PPP) คือ People Process Progress หนึ่งในนั้นเป็นการให้ความสำคัญกับบุคลากรที่นับว่าเป็นหัวใจสำคัญขององค์กร ตลอดเส้นทางการดำเนินธุรกิจที่ผ่านมาจึงมีการพัฒนาบุคลากร ให้โอกาสใหม่ๆ สร้างเส้นทางการเติบโตในสายงาน ตลอดจนการเสริมสร้างองค์ความรู้ควบคู่ไปด้วย

ในปี 2563 มีแผนที่จะเพิ่มจำนวนบุคลากรจาก 38 คน เป็น 48 คน โดยเพิ่มด้าน System Engineer, Architect Engineer และ Software Developer เพื่อรองรับการขยายธุรกิจ พร้อมกันนี้ยังเตรียมทีมเพื่อทำตลาดผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นใหม่ๆ จากคอมเซเว่น ตลอดจนเตรียมการขยายไปยังตลาดต่างประเทศซึ่งจะเริ่มต้นจากประเทศเพื่อนบ้านอย่าง ลาว พม่า เวียดนาม

“ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาบริษัทได้ทำการพัฒนาซอฟต์แวร์ของตนเองขึ้นมาหลายแอป ที่เข้ามาตอบโจทย์การทรานส์ฟอร์มองค์กรเพื่อก้าวสู่ยุคดิจิทัลให้แก่ลูกค้า เป็นการเพิ่มความพร้อมเพื่อรุกตลาดในลักษณะ Turn Key Solution ทั้งภาครัฐและเอกชน ในปี 2562 จึงเป็นช่วงเวลาแห่งการทรานฟอร์มธุรกิจของไพร์ม โซลูชั่น ที่ฉายภาพความเป็นผู้นำด้านงานระบบอย่างแท้จริงในฐานะ Professional Solution Integrator” นายมาดี กล่าวถึงเส้นทางธุรกิจที่มุ่งสู่การสร้างนวัตกรรมในช่วงที่ผ่านมา

from:https://www.enterpriseitpro.net/com-7-invest-prime-solutions/

ซีพีเอฟเลือกใช้โซลูชัน Qualtrics CoreXM ยกระดับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ พร้อมขับเคลื่อนรายได้

Qualtrics ผู้นำด้านประสบการณ์ลูกค้าและการบริหารประสบการณ์ลูกค้า ประกาศว่า บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ (CPF) ซึ่งเป็นผู้นำธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารแบบครบวงจรของไทย เลือกใช้โซลูชัน Qualtrics CoreXM เพื่อยกระดับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตรงตามความต้องการของผู้บริโภคมากที่สุด

การใช้ Qualtrics CoreXM ซึ่งเป็นโซลูชั่นการวิเคราะห์ข้อมูลระดับชั้นนำของอุตสาหกรรม จะทำให้ซีพีเอฟรวบรวมและนำข้อเสนอแนะของลูกค้ามาปฏิบัติได้เร็วขึ้น ตลอดจนเพิ่มปริมาณและคุณภาพของข้อมูลเชิงลึกที่ถูกเก็บรวบรวมไว้ และช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถบริหารโครงการวิจัยที่มีความซับซ้อนและมีปริมาณมากได้ง่ายในเวลาเดียวกัน ข้อมูลประสบการณ์ลูกค้าที่แพลตฟอร์มของ Qualtrics เก็บรวบรวมไว้นั้น จะทำให้ซีพีเอฟทราบว่าผลิตภัณฑ์และคุณลักษณะใดของผลิตภัณฑ์ที่ลูกค้าให้ความสำคัญมากที่สุด พร้อมบอกราคาที่ลูกค้าเต็มใจจ่าย โดยเมื่อผสานรวมเข้ากับฟังก์ชั่นการทำงานที่ก้าวล้ำใน CoreXM ซึ่งรวมถึงการรวบรวมฟีดแบกจากหลายช่องทาง (omni-channel) และผู้ช่วยวิจัยระบบดิจิทัลที่มี AI เป็นขุมพลัง ซีพีเอฟจะสามารถใช้ข้อมูลวิเคราะห์เชิงลึกเหล่านี้ เพื่อจัดลำดับความสำคัญของการบริการ ปรับบริการต่าง ๆ ให้ตรงกับความสนใจและความต้องการของลูกค้าแต่ละราย ตลอดจนปรับปรุงส่วนต่างรายได้ให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพสูงสุด

นอกจากนี้ CoreXM ยังจะทำให้ซีพีเอฟมั่นใจได้ว่า บริษัทปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของไทย ที่จะมีผลบังคับใช้ในเดือนพฤษภาคม 2563 เนื่องจากแพลตฟอร์มของ Qualtrics ถือเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มการวิจัยระดับองค์กรที่เชื่อถือได้และปลอดภัยมากที่สุดของอุตสาหกรรม โดยช่วยให้แบรนด์ต่าง ๆ จัดการข้อมูลประสบการณ์ลูกค้าได้อย่างปลอดภัย ยิ่งไปกว่านั้น ซีพีเอฟ ซึ่งดำเนินธุรกิจในหลายตลาดทั่วอเมริกาเหนือและยุโรป ยังจะได้ประโยชน์จากมาตรฐานความปลอดภัยระดับสูงที่ Qualtrics ได้รับการรับรองในภูมิภาคเหล่านี้

นางพลอย ดำรงผล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการแผนกวิจัยการตลาดและผู้บริโภค บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “Qualtrics จะยกระดับการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกในกระบวนการวิจัยของซีพีเอฟไปสู่ระดับใหม่ ซึ่งจะช่วยให้เราแข่งขันและเป็นผู้ชนะในเศรษฐกิจยุคปัจจุบันที่มีความเป็นสากลและขับเคลื่อนด้วยประสบการณ์ของผู้บริโภค Qualtrics CoreXM จะทำให้เรานำผลิตภัณฑ์ในแบบที่ลูกค้าต้องการออกสู่ตลาดในกรอบเวลาที่สั้นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ไม่ว่าลูกค้าจะอยู่ที่ใด ขณะเดียวกันก็ขับเคลื่อนรายได้ให้เติบโตสูงสุด”

นาย Foo Mao Gen ผู้อำนวยการประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของ Qualtrics กล่าวว่า “การนำผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ๆ ออกสู่ตลาดนั้น เป็นขั้นตอนที่ต้องดำเนินการอย่างระมัดระวังเพื่อให้ตอบสนองความต้องการของทั้งผู้บริโภคและธุรกิจของคุณไปพร้อม ๆ กัน อีกทั้งยังจำเป็นต้องดำเนินการให้เร็วด้วยประสบการณ์ที่ตรงใจผู้บริโภคอย่างแท้จริง การวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า ตั้งแต่การกำหนดราคาไปจนถึงประสบการณ์การใช้งาน มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเอาชนะความท้าทายเหล่านี้ และจะทำให้มั่นใจได้ว่าการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ จะประสบความสำเร็จ ด้วยโซลูชันของ Qualtrics ซีพีเอฟจะทำให้การวิจัยที่มีความซับซ้อนกลายเป็นเรื่องง่าย ซึ่งจะช่วยปลดล็อกข้อมูลวิเคราะห์เชิงลึกและนำไปดำเนินการต่อได้อย่างรวดเร็ว เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า”

from:https://www.enterpriseitpro.net/qualtrics-corexm/

องค์กรชั้นนำของประเทศไทยจับมือร่วมผลักดันงาน Corporate Innovation Summit 2020

RISE สถาบันเร่งสปีดนวัตกรรมองค์กรระดับภูมิภาค ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa),  สมาคมผู้ประกอบวิสาหกิจในย่านราชประสงค์ (RSTA), สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนแห่งประเทศไทย (BOI), ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย), วีซ่า ประเทศไทย, Sea (Group), AWS และองค์กรชั้นนำอื่น ๆ อีกมากมาย ให้การสนับสนุนงานสัมมนาด้านนวัตกรรมองค์กรระดับภูมิภาคที่จะจัดขึ้น ณ ย่านราชประสงค์ ใจกลางกรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 1-3 เมษายน 2563 เพื่อผลักดันให้กรุงเทพฯ เป็นจุดหมายปลายทางสำหรับการทำธุรกิจและนวัตกรรมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

Corporate Innovation Summit 2020 (CIS 2020) เป็นการประชุมสัมมนาด้านนวัตกรรมองค์กรที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชีย ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเริ่มจากการเพิ่มศักยภาพผู้นำในองค์กรให้พร้อมดำเนินการด้านนวัตกรรม โดยมีผู้บริหารระดับสูงกว่า 20,000 ท่านจากทั่วโลก รวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรม สตาร์ทอัพ กลุ่ม Accelerator นักลงทุนจากทุกอุตสาหกรรม มารวมตัวกันเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ทักษะ และเครื่องมือใหม่ ๆ ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการขับเคลื่อนนวัตกรรมในองค์กร ผ่านการลงมือปฏิบัติจริงในเวิร์คชอปที่มีมากกว่า 240 หัวข้อ

from:https://www.enterpriseitpro.net/corporate-innovation-summit-2020/

สุดทึ่ง! เมื่อฮิตาชิ นำ AI มาเพิ่มความสุขให้ พนง.ในองค์กร

พฤติกรรมการทำงานที่มีการแข่งขันสูง กดดัน และให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพของงานของชาวญี่ปุ่น ถือเป็นไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ แต่เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ญี่ปุ่น เกิดการเติบโตทัดเทียมในระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหลายๆ หน่วยงานต่างก็เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับสวัสดิการของพนักงานมากขึ้น ผ่านการคิดค้นนวัตกรรม โซลูชั่นต่างๆ โดยเฉพาะกับสภาวะจิตใจ ปัญหาสุขภาพที่เกิดจากความเครียดในการทำงาน รวมถึงผลตอบแทนที่ได้รับ ส่งผลต่อความสุขในการใช้ชีวิตอย่างไร

ฮิตาชิ เล็งเห็นถึงปัญหาดังกล่าว จึงได้เริ่มค้นคว้าโซลูชั่นเพื่อแก้ไขปัญหาความเครียดให้กับพนักงาน โดยการนำปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI มาปรับใช้ในองค์กรตั้งแต่ปี 2549 เริ่มจากการสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการทำงานกับคุณภาพของงาน ผ่านการนำนวัตกรรมติดตั้งเข้าไปในอุปกรณ์สวมใส่ อย่างเช่น Nametags และสายรัดข้อมือ ซึ่งจะมีเซ็นเซอร์ตรวจจับพฤติกรรมการเคลื่อนไหว อัตราการเต้นของหัวใจ หรือแม้กระทั่งการมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน ซึ่ง AI จะเก็บข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ เพื่อตั้งสมมติฐานหาความเชื่อมโยงระหว่างความสุขของพนักงาน และประสิทธิภาพในการทำงาน ตลอดจนคุณภาพของผลงานที่ได้

ดร. คาซุโอะ ยาโน (Dr. Kazuo Yano) ผู้เชี่ยวชาญด้าน AI จากบริษัท ฮิตาชิ กล่าวว่า “ฮิตาชิมุ่งมั่นค้นคว้าโซลูชั่นมานานกว่า 10 ปี เพื่อนำมาใช้กับพนักงานของเราให้มีความสุขในการทำงานให้มากที่สุด ซึ่งเราพบว่ากลุ่มคนวัยทำงานเป็นวัยที่มีความเครียดมากที่สุด ดังนั้นจึงนำเทคโนโลยี AI ที่ทางฮิตาชิมีอยู่ มาใช้ในการจัดเก็บข้อมูลของพนักงาน โดยผ่านโซลูชั่น AI and Happiness ซึ่งสามารถติดตั้งได้ทั้งบนป้ายพนักงาน (Nametags) หรือ สายรัดข้อมือ (Wristband) เพื่อเก็บข้อมูลการทำงาน พฤติกรรมการเคลื่อนไหว อัตราการเต้นของหัวใจ หรือแม้กระทั่งการมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานของพนักงานในแต่ละวัน หลังจากนั้นจะนำมาวิเคราะห์ แล้วจะแนะนำให้พนักงานทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อช่วยผ่อนคลายความเครียดระหว่างวัน”

การวิจัยของฮิตาชิในการคิดค้นโซลูชั่น AI and Happiness
1. องค์กรที่มีความสุขในการทำงานสูง ส่งผลให้คุณภาพของงานสูงตามไปด้วย
2. ความสุขส่งผลต่อผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับการเงิน
3. ความสุขที่เกิดขึ้นในองค์กร ไม่ได้คำนึงถึงประเภทของงานหรือพนักงาน

ในอนาคตทางฮิตาชิสนใจที่จะพัฒนาและนำปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI มาปรับใช้กับองค์กร เพื่อเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงาน เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ตลอดจนการพัฒนาผลิตภัณฑ์และงานบริการให้ลูกค้า ภายใต้การเพิ่มความสุขของพนักงานในองค์กร

from:https://www.enterpriseitpro.net/%e0%b9%87hitachi-ai-happiness/

สุดทึ่ง! เมื่อฮิตาชิ นำ AI มาเพิ่มความสุขให้ พนง.ในองค์กร

พฤติกรรมการทำงานที่มีการแข่งขันสูง กดดัน และให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพของงานของชาวญี่ปุ่น ถือเป็นไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ แต่เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ญี่ปุ่น เกิดการเติบโตทัดเทียมในระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหลายๆ หน่วยงานต่างก็เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับสวัสดิการของพนักงานมากขึ้น ผ่านการคิดค้นนวัตกรรม โซลูชั่นต่างๆ โดยเฉพาะกับสภาวะจิตใจ ปัญหาสุขภาพที่เกิดจากความเครียดในการทำงาน รวมถึงผลตอบแทนที่ได้รับ ส่งผลต่อความสุขในการใช้ชีวิตอย่างไร

ฮิตาชิ เล็งเห็นถึงปัญหาดังกล่าว จึงได้เริ่มค้นคว้าโซลูชั่นเพื่อแก้ไขปัญหาความเครียดให้กับพนักงาน โดยการนำปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI มาปรับใช้ในองค์กรตั้งแต่ปี 2549 เริ่มจากการสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการทำงานกับคุณภาพของงาน ผ่านการนำนวัตกรรมติดตั้งเข้าไปในอุปกรณ์สวมใส่ อย่างเช่น Nametags และสายรัดข้อมือ ซึ่งจะมีเซ็นเซอร์ตรวจจับพฤติกรรมการเคลื่อนไหว อัตราการเต้นของหัวใจ หรือแม้กระทั่งการมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน ซึ่ง AI จะเก็บข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ เพื่อตั้งสมมติฐานหาความเชื่อมโยงระหว่างความสุขของพนักงาน และประสิทธิภาพในการทำงาน ตลอดจนคุณภาพของผลงานที่ได้

ดร. คาซุโอะ ยาโน (Dr. Kazuo Yano) ผู้เชี่ยวชาญด้าน AI จากบริษัท ฮิตาชิ กล่าวว่า “ฮิตาชิมุ่งมั่นค้นคว้าโซลูชั่นมานานกว่า 10 ปี เพื่อนำมาใช้กับพนักงานของเราให้มีความสุขในการทำงานให้มากที่สุด ซึ่งเราพบว่ากลุ่มคนวัยทำงานเป็นวัยที่มีความเครียดมากที่สุด ดังนั้นจึงนำเทคโนโลยี AI ที่ทางฮิตาชิมีอยู่ มาใช้ในการจัดเก็บข้อมูลของพนักงาน โดยผ่านโซลูชั่น AI and Happiness ซึ่งสามารถติดตั้งได้ทั้งบนป้ายพนักงาน (Nametags) หรือ สายรัดข้อมือ (Wristband) เพื่อเก็บข้อมูลการทำงาน พฤติกรรมการเคลื่อนไหว อัตราการเต้นของหัวใจ หรือแม้กระทั่งการมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานของพนักงานในแต่ละวัน หลังจากนั้นจะนำมาวิเคราะห์ แล้วจะแนะนำให้พนักงานทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อช่วยผ่อนคลายความเครียดระหว่างวัน”

การวิจัยของฮิตาชิในการคิดค้นโซลูชั่น AI and Happiness
1. องค์กรที่มีความสุขในการทำงานสูง ส่งผลให้คุณภาพของงานสูงตามไปด้วย
2. ความสุขส่งผลต่อผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับการเงิน
3. ความสุขที่เกิดขึ้นในองค์กร ไม่ได้คำนึงถึงประเภทของงานหรือพนักงาน

ในอนาคตทางฮิตาชิสนใจที่จะพัฒนาและนำปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI มาปรับใช้กับองค์กร เพื่อเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงาน เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ตลอดจนการพัฒนาผลิตภัณฑ์และงานบริการให้ลูกค้า ภายใต้การเพิ่มความสุขของพนักงานในองค์กร

from:https://www.enterpriseitpro.net/hitachi-ai-happiness/

Altron จับมือ บีอีซี-เทโรา ส่งมอบ “กระดานอัจฉริยะ” ให้ ม.ศรีปทุม

อัลทรอน บุกตลาดการศึกษา จับมือ บีอีซี-เทโร และม.ศรีปทุม ร่วมผสานนวัตกรรมเทคโนโลยีครั้งแรกในไทยกับห้องเรียนเปียโนอัจฉริยะ ส่งมอบ อัลทรอน กระดานอัฉริยะ (altron Interactive Whiteboard) มาใช้กับหลักสูตรการเรียนเปียโนในโครงการ “SPU & BEC-TERO MUSIC INNOVATION PROJECT” โดยมีจุดเด่นคือเป็นคลาสการเรียนดนตรีดิจิทัลอัจฉริยะที่ถูกออกแบบมาให้ใคร ๆ ก็สามารถเล่นดนตรีได้ โดยใช้สื่อการสอนผ่านหน้าจอกระดานอัจฉริยะที่สามารถเขียน ลบ และแชร์ข้อมูลให้ผู้เข้าเรียนได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งสามารถแสดงผลบนหน้าจอโดยเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์หรือแท็บเล็ตแบบไร้สาย ที่เหมาะกับนักศึกษาและบุคคลทั่วไป โดยการสอนจะเริ่มตั้งแต่การปูพื้นฐานทางดนตรี ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติจริงในห้องเรียน

from:https://www.enterpriseitpro.net/altron-bec-interactive-whiteboard/

CREA และ DHL ร่วมเปิดตัวเทคโนโลยีและโซลูชั่นโลจิสติกส์

CREA บริษัทผู้นำด้านดิจิทัลคอมเมิร์ซสำหรับแบรนด์ และ ดีเอชแอล ซัพพลายเชน ประเทศไทย ผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์แบบรับเหมาชั้นนำของโลก ร่วมประกาศการเป็นพันธมิตรเพื่อเปิดตัวโซลูชั่นใหม่ล่าสุด สำหรับแบรนด์ในยุคดิจิทัลคอมเมิร์ซ ซึ่งผสานเทคโนโลยีด้านการจัดการคำสั่งซื้อสินค้าของ CREA ที่เชื่อมต่อโดยตรงกับแพลตฟอร์มออนไลน์ของมาร์เก็ตเพลสชั้นนำ เข้ากับระบบการจัดการคลังสินค้าและเครือข่ายของ DHL เพื่อให้แบรนด์ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจบนโลกออนไลน์

การเป็นพันธมิตรในครั้งนี้ ทั้งสองบริษัท ได้ร่วมมือเพื่อสร้างโซลูชั่นที่จะช่วยให้แบรนด์สามารถลดอุปสรรคที่เกิดขึ้นจากการบริหารซัพพลายเชนของ B2B และ B2C โดยลูกค้าของ CREA ซึ่งประกอบไปด้วยแบรนด์สินค้าผู้บริโภคชั้นนำระดับโลก จะสามารถเข้าถึงบริการและโซลูชั่นการจัดการซัพพลายเชนประสิทธิภาพเยี่ยมของ DHL ได้อย่างไร้รอยต่อ และลูกค้าของ DHL เองยังสามารถใช้บริการโซลูชั่นเทคโนโลยีของ CREA เพื่อสร้างการรับรู้และความต้องการต่อสินค้าในกลุ่มลูกค้าได้อย่างเฉพาะเจาะจง ทั้งยังสามารถใช้บริการคอนเท้นท์และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกได้อีกด้วย นอกจากนี้ CREA และ DHL ยังมุ่งมั่นที่จะให้บริการโซลูชั่นใหม่ล่าสุดนี้แก่ลูกค้าปัจจุบันของ DHL ที่ยังคงค้าขายสินค้าในช่องทางออฟไลน์ แต่ต้องการขยับขยายธุรกิจไปยังแพลตฟอร์มของดิจิทัลคอมเมิร์ซด้วย

from:https://www.enterpriseitpro.net/crea-dhl-logistics-solution/