คลังเก็บป้ายกำกับ: NEWS__EVENT

ขับเคลื่อนธุรกิจด้วยเทคโนโลยีการจัดเก็บข้อมูลขั้นสูง Dell Enterprise Storage

ทุกวันนี้ระบบการจัดเก็บข้อมูลมีความสำคัญกับองค์กรมากขึ้น ตัวอย่างตัวเลขที่ได้มีรายงานจากทาง IDC เปิดเผยให้เห็นว่าข้อมูลนั้นมีการเติบโตขึ้นอย่างมหาศาลโดยในปี 2020 ที่ผ่านมาตัวเลขของข้อมูลที่เกิดขึ้นและถูกจัดเก็บนั้น มีมากถึง 59 ZB (เซตตะไบต์) อีกทั้งยังมีการคาดการณ์กันอีกว่าตัวเลข GDP ในระดับโกบอลจะสัมพันธ์กับตัวเทคโนโลยีด้านดิจิทัลมากขึ้นกว่า 65% ภายในปี 2022 ซึ่งปัจจัยทั้งสองนี้จะเป็นตัวผลักดันที่ทำให้เกิดความเชื่อได้ว่าองค์กรกำลังไปสู่ยุคที่เรียกว่า Digital organization และจะมีการใช้ข้อมูลมากขึ้น แน่นอนว่าข้อมูลก็ย่อมมีความสำคัญมากขึ้นด้วย

“ข้อมูล” ปัจจัยผลักดันให้เกิด Digital Transformation

ช่วงระยะเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา เรากำลังอยู่ในคลื่นความคิดทางด้านเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เรียกกันว่า “Digital Transformation” ความเข้าใจง่ายๆ ของการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีนี้ก็คือ องค์กรต่างๆ ได้นำเอาข้อมูลมาผนวกการวิเคราะห์และประมวลผลผ่านทางซอฟต์แวร์ และกลั่นเอาส่วนที่สำคัญที่สุดของข้อมูล เพื่อมาประยุกต์ใช้กับสินค้า บริการ หรือกระบวนการดำเนินการขององค์กรให้เกิดประโยชน์สูงสุด และทำให้เกิดความได้เปรียบในการแข่งขัน หรือเข้าถึงผู้ใช้ให้ได้มากที่สุด เป็นต้น

สิ่งที่สำคัญอย่างหนึ่งของการที่จะเปลี่ยนผ่านทางด้านดิจิทัลได้นั้น จำเป็นต้องอาศัยโครงสร้างทางด้านไอทีอินฟราสตรัคเจอร์ ที่มีความพร้อมและตอบสนองความต้องการ และการเปลี่ยนแปลงทางด้านการบริหารจัดการข้อมูลได้มากที่สุด ระบบไอทีแบบดั้งเดิมที่ ต่างเคยมองกันว่าจะต้องดำเนินการด้วยการเปลี่ยนแปลงที่น้อยที่สุดเพื่อไม่ให้กระทบกับกระบวนการทำงานนั้น กลับกลายเป็นต้องเปลี่ยนแปลงใหม่อย่างสิ้นเชิง ระบบที่ดีที่จะรองรับกับแนวคิด Digital Transformation จำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนตัวเองได้อย่างรวดเร็ว สามารถรับมือกับการขยายตัวทางธุรกิจได้อย่างทันท่วงที ระบบดังกล่าวมีการเรียกขานกันว่า “Modern IT” โดยยกเอาระบบไอทีในหลายส่วนไปอยู่บนเทคโนโลยี พับลิกคลาวด์ (Public Cloud)

อย่างไรก็ตามหลายองค์กรต่างประสบปัญหาเกี่ยวกับการบริหารจัดการข้อมูลบนพับลิกคลาวด์ ไม่ว่าจะเป็น การเข้าถึงข้อมูลบนคลาวด์ยากขึ้น ปัญหาเรื่องของประสิทธิภาพด้าน Latency ในการทำงาน รวมถึงอุปสรรคในส่วนของนโยบายของแต่ละองค์กรที่มีข้อกำหนดด้านข้อมูลที่จำเป็นต้องรักษาไว้ภายในประเทศ เป็นต้น

Data First – แนวคิดที่ตอบโจทย์ทางธุรกิจ

เดลล์ เทคโนโลยีส์ มองเห็นถึงอุปสรรคที่เกิดขึ้นกับองค์กรในการใช้งานคลาวด์ในข้างต้น จึงได้พัฒนาแนวคิดที่ให้ความสำคัญกับการใช้งานข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด โดยพิจารณาจากการใช้งานเป็นหลัก ด้วยการผสานการทำงานระหว่างพับลิกคลาวด์ และไพรเวทคลาวด์ (Private cloud) ตลอดจนระบบแบบออน-พรีมีส (On-Premise) ให้เกิดประโยชน์และตอบสนองความต้องการของแอปพลิเคชั่น ตอบสนองการทางธุรกิจได้เป็นอย่างดี องค์กรสามารถที่จะเลือกได้ว่าต้องการระบบการจัดเก็บข้อมูลประเภทใดก็ได้ที่เหมาะสมกับตนเอง ไม่ว่าจะเป็นระบบที่ตอบสนองเรื่องความเร็วในการใช้งาน ระบบที่ให้ประสิทธิภาพและความเสถียรภาพที่มั่นคง ระบบที่มีต้นทุนในราคาที่เหมาะสมในการใช้งาน

Dell Technologies ผู้นำระดับโลกด้านการจัดเก็บข้อมูลอย่างแท้จริง!

เดลล์ เทคโนโลยีส์ คือผู้นำในการจัดเก็บข้อมูลอันดับหนึ่งในระดับโลก มีระบบการจัดเก็บข้อมูลที่มีความสามารถ เพื่อรองรับความต้องการขององค์กรในแต่ละประเภทได้อย่างเต็มขั้น โดยมีผลิตภัณฑ์ให้เลือกตั้งแต่ระบบการจัดเก็บข้อมูลขั้นสูงสุดอย่าง External Enterprise Storage , All-Flash Storage, Networks Attached Storage, High-end External Storage ไปจนถึงระดับเริ่มต้นอย่างเช่น Midrange external storage, และ Entry External Storage มีครบในทุกมิติการใช้งาน และล่าสุดทางเดลล์ เทคโนโลยีส์ ยังได้พัฒนาระบบการจัดเก็บข้อมูลอัจฉริยะรุ่นใหม่ล่าสุดที่ชื่อว่า Dell EMC PowerStore ที่สร้างขึ้นจากฐานรากด้วยเทคโนโลยีทันสมัยที่เหนือกว่าเพื่อตอบโจทย์ความท้าทายต่างๆ ในยุคแห่งข้อมูล หรือที่เรียกว่า Data Era นั่นเอง

Dell EMC PowerStore มิติใหม่ของโครงสร้างพื้นฐานสตอเรจระดับโลก

ระบบการจัดเก็บข้อมูล Dell EMC PowerStore เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการออกแบบทางวิศวกรรมโดยวางสถาปัตยกรรมแบบ Container-based architecture พร้อมทั้งระบบปฏฺิบัติการรุ่นใหม่อย่างเช่นตัว PowerStoreOS ทั้งนี้เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถตอบสนองความต้องการใหม่ๆ ในข้างต้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อีกทั้งตัว Dell EMC PowerStore มาพร้อมกับเทคโนโลยีอย่าง AppsOn ที่ช่วยให้องค์กรมีความสามารถนำแอปพลิเคชั่นบน VM ไปทำงานบนตัวระบบการจัดเก็บข้อมูลได้ทันที (ผ่านทางรุ่น PowerStore X) ช่วยทำให้แอปพลิเคชั่นบางประเภทที่จำเป็นต้องใช้การจัดเก็บข้อมูลขั้นสูง หรือจะผสานการทำงานร่วมกับตัว VxRail ในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด รวมถึงในกรณีการใช้งานอย่าง SQL Server BDC หรือเทคโนโลยีอย่าง MongoDB, IoT และกล้อง CCTV ก็ทำได้ง่ายในราคาที่คุ้มค่าเป็นอย่างมาก

Dell EMC PowerStore มีความสามารถในเชิงการทำงาน Provision แบบอัตโนมัติ เพิ่มความคล่องตัวในการพัฒนาแอปพลิเคชั่นและลดระยะเวลาในการปรับใช้ จากหลายวันเหลือเพียงไม่กี่วินาที ด้วยการบูรณาการ VMware และการผสานกับระบบชั้นนำ ซึ่งรวมถึง Kubernetes, Ansible และ VMware vRealize Orchestrator เป็นต้น

เทคโนโลยีจัดเก็บข้อมูลด้วยขุมพลังจาก Intel

Dell EMC PowerStore เพียบพร้อมด้วยขุมพลังที่ให้ประสิทธิภาพสูง เริ่มตั้งแต่เทคโนโลยี Dual Socket Intel Xeon CPUs พร้อมทั้งการออกแบบที่อิงบนพื้นฐาน NVMe แบบ end-to-end พร้อมกับเพิ่มขีดความสามารถในการทำ Data Reduction (DRR) จากทาง Intel QuickAssist Technology ที่ทำหน้าที่ในการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานที่ดีขึนอีกด้วย

อรรถประโยชน์สูงสุดที่องค์กรจะได้รับ

ด้วยคุณสมบัติและการทำงานที่ยอดเยี่ยมของระบบจัดเก็บข้อมูลจากทาง Dell EMC PowerStore จะทำให้องค์กรสามารถที่จะได้รับประโยชน์ต่างๆ มากมาย เช่น

– รองรับทุกเวิร์กโหลด: PowerStore ทำให้โครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีเรียบง่ายด้วยการรองรับทั้งเวิร์กโหลดที่หลากหลายทั้งแบบดั้งเดิมและแบบสมัยใหม่ ด้วยสถาปัตยกรรม สเกล-อัพ และ สเกล-เอาท์ รองรับทั้งบล็อค (block) ไฟล์ และ VMware vVols

– เพิ่มขีดความสามารถสูงสุดให้กับสมรรถนะในการทำงาน: PowerStore ทำงานเร็วกว่าถึงเจ็ดเท่าและสามารถตอบสนองได้ดีกว่ารุ่นก่อนหน้าถึงสามเท่า เนื่องมาจากการออกแบบการใช้งาน NVMe แบบ end-to-end และ การรองรับการเก็บข้อมูลแบบถาวรบนหน่วยความจำแบบ Storage Class Memory ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังของ Intel® Optane™ SSD แบบดูอัล พอร์ต

– เทคโนโลยีแมชชีนเลิร์นนิ่งและระบบอัตโนมัติ ช่วยให้ส่งมอบแอปพลิเคชั่นและบริการต่าง ๆ ได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้นโดยใช้เวลาของพนักงานน้อยลงถึง 99 เปอร์เซ็นต์ในการบาลานซ์ปริมาณการทำงานของระบบ

– ระบบโครงสร้างพื้นฐานแบบ Programmable : เพิ่มความคล่องตัวในการพัฒนาแอปพลิเคชั่นและลดระยะเวลาในการปรับใช้ จากหลายวันเหลือเพียงไม่กี่วินาที ด้วยการบูรณาการ VMware และการผสานกับระบบชั้นนำ ซึ่งรวมถึง Kubernetes, Ansible และ VMware vRealize Orchestrator เป็นต้น

– ซอฟต์แวร์อัจฉริยะ Dell EMC CloudIQ : ซอฟต์แวร์การตรวจสอบและการวิเคราะห์ข้อมูล ที่การทำงานของมนุษย์เข้ากับระบบแมชชีน เลิร์นนิ่ง เพื่อประสิทธิภาพในการทำงานแบบเรียล-ไทม์ การวิเคราะห์สมรรถภาพ ไปจนถึงประวัติในการติดตาม ที่ยอดเยี่ยม

สำหรับผู้ที่สนใจโซลูชัน Dell EMC PowerStore สามารถติดต่อทีมงาน Dell Technologies ได้ทันทีที่ อีเมล Chidchanok.uthaigorn@dell.com โทร 090-949-0823 (วศิน)

from:https://www.enterpriseitpro.net/dell-enterprise-storage-powerstore/

ป้องกัน: เสริมศักยภาพระบบ HCI บนคลาวด์ Microsoft Azure ด้วย Dell EMC Integrated System for Microsoft Azure Stack HCI

บทความนี้มีรหัสผ่านป้องกันอยู่ การจะดูบทความโปรดใส่รหัสผ่านของคุณด้านล่าง

รหัสผ่าน:

from:https://www.enterpriseitpro.net/dell-emc-integrated-system-for-microsoft-azure-stack-hci/

ป้องกัน: จุดประกายนวัตกรรมไอทีในองค์กรได้เต็มขั้น ด้วยเซิร์ฟเวอร์อัจฉริยะ Next-Gen Dell EMC PowerEdge Server

บทความนี้มีรหัสผ่านป้องกันอยู่ การจะดูบทความโปรดใส่รหัสผ่านของคุณด้านล่าง

รหัสผ่าน:

from:https://www.enterpriseitpro.net/poweredge-ignite-your-innovation-engine/

ซินเน็คฯ สร้างความอุ่นใจให้พนักงานและชุมชน จัดบริการหน่วยตรวจโควิดฟรี

บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เร่งทำงานในเชิงรุก จัดบริการหน่วยตรวจคัดกรองเชื้อโควิด-19 เคลื่อนที่ โดยความร่วมมือกับโรงพยาบาลเวิร์ลเมดิคอล สำนักงานเขตลาดพร้าว และศูนย์บริการสาธารณสุขกรุงเทพมหานคร

ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานของกรมควบคุมโรค เข้ามาตรวจคัดกรองเชิงรุกเชื้อโควิด-19 ให้กับพนักงาน ตลอดจนภาคธุรกิจโดยรอบสำนักงานใหญ่ สามารถเข้าใช้บริการตรวจได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ด้วยการตระหนักถึงความเสี่ยงของสถานการณ์การแพร่ระบาดระลอกใหม่ของประเทศไทยในครั้งนี้ โดยเฉพาะในช่วงที่กำลังจะเข้าสู่ช่วงเทศกาลสงกรานต์ประจำปี 64 หวังสร้างความอุ่นใจ ให้พนักงานทุกคน รวมไปถึงลดภาระให้แก่โรงพยาบาลที่มีผู้เข้ามารับการตรวจเชื้อจำนวนมาก ทั้งนี้ ซินเน็คฯ ขอแสดงความห่วงใยต่อคนไทยทุกคน และจะปฏิบัติตามมาตรการของภาครัฐอย่างเคร่งครัด

from:https://www.enterpriseitpro.net/synnex-protect-covid-19/

ผลสำรวจผู้บริหารระดับสูงถึง 58% พบปัญหาความล้มเหลวในการสำรองข้อมูล

ความท้าทายในการป้องกันข้อมูลกำลังบั่นทอนความสามารถขององค์กรทั่วโลกในการเปลี่ยนถ่ายเข้าสู่โลกดิจิทัล (Digital Transformation, DX) อ้างอิงผลการสำรวจในรายงาน Veeam® Data Protection Report 2021 พบว่าองค์กรถึง 58% ไม่สามารถสำรองข้อมูลได้สำเร็จหรือปล่อยข้อมูลไว้โดยไม่ได้รับการป้องกัน รายงานการสำรวจนี้จัดทำขึ้นโดย Veeam Software ผู้นำด้านโซลูชั่นสำรองข้อมูลในรูปแบบการจัดการข้อมูลผ่านระบบคลาวด์ Cloud Data Management™ ซึ่งพบว่า หลังจากที่โลกต้องเผชิญกับการแพร่ระบาดของ COVID-19 และสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ผันผวน ผู้บริหารระดับสูงขององค์กรถึง 40% ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่านี่คืออุปสรรคครั้งใหญ่ในการเปลี่ยนผ่านสู่โลกดิจิทัลในช่วง 12 เดือนจากนี้ ระบบการป้องกันข้อมูลที่ไม่แข็งแกร่ง ผนวกกับความท้าทายเรื่องความอยู่รอดของธุรกิจ ได้กลายมาเป็นความกังวลที่แพร่ไปในหลายองค์กร จนถึงขั้นที่จำเป็นต้องเลือกที่จะชะลอกระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลไว้ก่อน

Veeam Data Protection Report 2021 นี้เป็นรายงานการสำรวจความคิดเห็นของกลุ่มผู้มีอำนาจตัดสินใจด้านไอทีจากองค์กรทั่วโลก เพื่อทำความเข้าใจแนวทางการป้องกันและจัดการข้อมูลในองค์กร และเรียนรู้รูปแบบการเตรียมความพร้อมรับความท้าทายต่อระบบไอทีที่พวกเขาต้องเผชิญ รวมถึงขีดความสามารถในการตอบสนองการเปลี่ยนแปลง และปัจจัยหรือสถานการณ์ เช่น COVID-19 ที่ทำให้ธุรกิจหยุดชะงัก เพื่อสนับสนุนการพัฒนาระบบไอที และกระบวนการปรับเปลี่ยนองค์กรและธุรกิจในการก้าวสู่โลกดิจิทัล

“ช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ผู้บริหารระดับสูงต่างต้องเผชิญความท้าทายอย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อน ในการดูแลป้องกันข้อมูลขององค์กรให้แข็งแกร่งได้เช่นเดิมท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์ในปัจจุบัน” แดนนี อัลลัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายเทคโนโลยีและรองประธานอาวุโสด้านกลยุทธผลิตภัณฑ์จากบริษัท Veeam กล่าวว่า “เพื่อตอบโจทย์ความจำเป็นขององค์กรธุรกิจ ซึ่งในช่วงเวลาที่ผ่านมา ต่างเร่งเดินหน้าเปลี่ยนแปลงสู่โลกดิจิทัล เพื่อให้ทันกับความต้องการของธุรกิจ อย่างไรก็ตามแนวทางการจัดการและป้องกันข้อมูลนั้นยังคงเป็นจุดอ่อน เพราะหลายองค์กรยังติดอยู่กับระบบไอทีเดิม และมีระบบป้องกันข้อมูลที่ล้าสมัย แถมด้วยปัจจัยเรื่องเวลาและเงินทุนที่ไม่เพียงพอต่อการรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินที่คาดไม่ถึง อย่าง COVID-19 ต้องรอให้ปัญหาเหล่านี้ได้รับการแก้ไขก่อน จึงจะดำเนินการสู่ Digital Transformation ได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว”

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเข้าเยี่ยมชมได้ที่ https://www.veeam.com

from:https://www.enterpriseitpro.net/veeam-data-protection-report-2021/

การเปลี่ยนแปลงโมเดลธุรกิจจากการทำ Digital Transformation : โดย ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์

ทีมวิทยากรของสถาบันไอเอ็มซี ได้มีโอกาสไปบรรยายและทำ Workshop ในหัวข้อ Digital Transformation ให้กับหลายๆองค์กร สิ่งหนึ่งที่ทีมงานจะนำมาให้ผู้เรียนทำเสมอในตอนท้ายก็คือการเขียน Business Model Canvas (BMC) สำหรับการจะเปลี่ยนแปลงธุรกิจ (Business Transformation) ในยุคของดิจิทัล เพราะการทำ Digital Transformation คือการปรับกลยุทธ์และอาจต้องคิดโมเดลของธุรกิจใหม่โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นตัวช่วย มากกว่าที่จะคิดเพียงนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในองค์กรเพียงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานที่ยังมีโมเดลธุรกิจเดิมๆซึ่งอาจกำลังเกิด Digital Disruption

Business Model Canvas เป็นเครื่องมือที่ช่วยออกแบบโมเดลธุรกิจผ่านปัจจัยทั้ง 9 ด้านที่ครอบคลุมส่วนสำคัญๆ ต่อธุรกิจ BMC ถูกพัฒนาและนำเสนอโดย Alexander Osterwalder และ Yves Pigneur ในหนังสือชื่อ Business Model Generation (ปี พ.ศ. 2552) เพื่อเป็นเทมเพลตที่ช่วยออกแบบแบบจำลองธุรกิจหรือโมเดลธุรกิจ และทำให้สามารถช่วยประเมินธุรกิจในด้านต่างๆ 9 องค์ประกอบคือ

1. Value Propositions คุณค่าของธุรกิจ
2. Customer Segment กลุ่มของลูกค้าเป้าหมายของเรา
3. Customer Relationships การสร้างสายสัมพันธ์กับลูกค้า
4. Channels ช่องทางการเข้าถึงลูกค้า
5. Key Activities กิจกรรมหลักที่ต้องทำเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจ
6. Key Partners พาร์ทเนอร์หลักของเรา
7. Key Resource ทรัพยากรที่จำเป็นในการดำเนินธุรกิจ
8. Revenue Streams รายได้ของของธุรกิจมาจากแหล่งใด

BMC ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่ด้วยวิวัฒนาการของเทคโนโลยีทำให้ธุรกิจต่างๆอาจต้องกลับมาทบทวน Business Model ที่ดำเนินอยู่ ทั้งนี้รูปแบบธุรกิจแบบเดิมก็อาจเริ่มเปลี่ยนไปในยุคไอทีที่เข้ามาในช่วงก่อนหน้านี้ซึ่งมีเรื่องของอินเตอร์เน็ตและ Smartphone เข้ามา และกำลังเปลี่ยนไปอีกครั้งในยุคของเทคโนโลยีดิจิทัลที่เราต้องทำ Digital Transformation

เลยอยากเขียนสรุปสั้นๆให้เห็นว่า องค์ประกอบแต่ละด้านของ Business Model Canvas มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรในยุคดิจิทัล เพื่อให้ผู้อ่านสามารถนำไปวางแผนปรับโมเดลธุรกิจในการทำ Digital Transformation ดังนี้

1. Value Proposition ในรูปแบบเดิมเมื่อกล่าวถึงคุณค่าของธุรกิจหรือจุดเด่น ส่วนใหญ่ก็อาจมองที่สินค้าหรือบริการทีดีกว่า ราคาที่ดีกว่า มีนวัตกรรมใหม่ๆ หรือมีแบรนด์ เมื่อเทคโนโลยีไอทีเข้ามาคุณค่าที่จะต้องพิจารณาขึ้นก็อาจเป็นเรื่องของการเข้าถึงได้ตลอดเวลาผ่านเว็บไซต์ โมบาย หรือสามารถทำ Self-service ได้ แต่ในยุคของดิจิทัลที่เป็นอุตสาหกรรม 4.0 สิ่งที่จะเป็นคุณค่าเพิ่มขึ้นมาจะกลายเป็นเรื่องของ สินค้าและบริการที่สามารถปรับเปลี่ยนไปได้ (Customisation) หรือตรงความต้องการของลูกค่าแต่ละคน (Personalization) หรือมีเรื่องของบริการย่อยๆ (Microservices) หรืออาจมีคุณค่าในแง่ของความปลอดภัยด้านไอทีที่แตกต่างกับธุรกิจอื่นๆ เป็นต้น

2. Customer Segment ในรูปแบบเดิมกลุ่มของลูกค้าเป้าหมายอาจมองในแง่ของอายุ เพศ อาชีพ หรือพื้นที่ แต่ด้วยยุคของดิจิทัลทำให้เราสามารถทำกลุ่มเป้าหมายย่อยได้ (Micro segmentation) โดยการใช้ Data Analytics และเริ่มมีกลุ่มเป้าหมายๆใหม่ๆเช่น กลุ่ม Digital Native กลุ่ม Gamer กลุ่ม Youtuber กลุ่ม Influencer/Blogger และยังสามารถแบ่งกลุ่มเป้าหมายตามพฤติกรรม (Behavioral segmentation) หรือปรับเปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายแบบพลวัต (Dynamic segmentaion) โดยการใช้ real-time sensor เพื่อที่จะปรับเปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายไปตามาสถานการณ์

3. Customer Relationships ในรูปแบบเดิมการสร้างสายสัมพันธ์เน้นเป็นรายบุคคล ตามโอกาสต่างๆ เน้นการสร้างเครือข่ายและความน่าเชื่อถือ ที่อาจเป็นความสัมพันธ์ระยะยาว ในยุคของไอทีก็เริ่มมีการนำระบบ CRM (Customer Relationship Management) มาใช้งานมากขึ้น มีการพูดถึงการทราบตัวตนของลูกค้าที่อาจเป็น Digital ID เช่นติดต่อผ่านอีเมล แต่ในยุคดิจิทัลปัจจุบันการบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้าอาจทำผ่าน Social Media หรือเป็นการสร้างกระแสทางดิจิทัล (Digital Viral) การพูดคุยกับลูกค้าอาจเป็น Dialog ที่กำหนดเงื่อนไขต่างๆตามความต้องการของลูกค้า นอกจากนี้การระบุตัวตนของลูกค้าก็อาจยากขึ้นเพราะหลายคนอาจเป็นอวตารไม่ใช้บัญชีจริง

4. Channels ในรูปแบบเดิมช่องทางการเข้าถึงลูกค้าอาจเป็นผ่านการโฆษณา การทำตลาดผ่านสื่อต่างๆ ส่งโปรชัวร์ มีระบบ Call Center พอมาถึงในยุคไอทีก็จะมีการสร้างเว็บ การส่งอีเมล การทำ E-Commerce และระบบออนไลน์ต่างๆ แต่ในปัจจุบันคือยุคของ App ยุคที่ต้องเข้าถึงผ่านโทรศัพท์มือถือเป็นลำดับแรก (Mobile First) ต้องใช้ช่องทางที่หลากหลาย (Omnichannel) ใช้เทคโนโลยีใหม่ๆเช่น Beacon, Augmented Reality และต้องเน้นประสบการณ์ลูกค้า (Customer Experience) ที่อาจวัดความพึงพอใจด้วย Net Promoter Score (NPS)

5. Key Activities ในรูปแบบเดิมก็จะเน้นเรื่องการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ การสร้างนวัตกรรม การขาย การทำตลาด การบริหารภายใน แต่ในยุคไอทีก็เริ่มมีการทำ Digitizing แปลงของขัอมูลและกระบวนการต่างๆให้อยู่ในรูปดิจิทัลมากขึ้น รวมถึงการทำตลาดออนไลน์ สำหรับยุคดิจิทัลในปัจจุบันคงต้องเพิ่มกิจกรรมในการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆมากขึ้น เช่นการทำการตลาดแบบอัตโนมัติ การเปลี่ยนระบบขึ้นสู่ Cloud Computing การชำระเงินในรูปแบบใหม่ๆผ่าน Mobile-payment หรือการนำระบบ RPA (Robot Process Automation) เข้ามาใช้ในองค์กร

6. Key Partners ในรูปแบบเดิมก็จะเน้นหาคู่ค้าช่วยในการขาย การโฆษณา แต่ในปัจจุบันคงต้องเพิ่มความหลากหลายที่อาจมองถึงเรื่องของ คู่ค้าที่เป็นตัวกลาง/แพลตฟอร์ม กลุ่มที่เป็น Startup กลุ่ม Venture Capital กลุ่ม Freelance กลุ่มพันธมิตรในโครงการต่างๆที่ทำด้านเทคโนโลยี หรือโครงการอย่าง Smart City และบางครั้งอาจรวมถึงลูกค้าที่จะมาช่วยในการทำงาน

7. Key Resource ในรูปแบบเดิมทรัพยากรที่จำเป็นคือเงินทุน บุคลากร อุปกรณ์และสินทรัพย์ต่างๆหรือระบบไอที แต่ในปัจจุบันทรัพยากรที่จำเป็นอาจเน้นเรื่องของดิจิทัลมากขึ้น เช่นการมีข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ระบบ Mobile App อุปกรณ์อัจฉริยะต่างๆ ระบบหุ่นยนต์ ระบบ AI และ ระบบ Open-API เป็นต้น

8. Revenue Streams ในรูปแบบเดิมรายได้คงมาจากการขายสินค้าและบริการในรูปแบบเดิม ต้องบริหารกระแสเงินสด ต้องหาเงินลงทุน พอมาในยุคไอทีรูปแบบของรายได้เริ่มมีความหลากหลายมากขึ้นเข่น Prepaid, Pay-as-you-go หรือรายได้จากโฆษณา ในปัจจุบันกระแสดิจิทัลเข้ามาเต็มที่ทำให้เริ่มมีรูปแบบที่แตกต่างออกไปจากเดิมอีกมากอาทิเช่น Freemium, Fee-in-Free-Out, Pay-to-win, Ownership-to-access หรือ Dynamic pricing เป็นตัน

9. Cost Structure ค่าใช้จ่ายหลักของธุรกิจซึ่งก็คือการประมาณการค่าใช้จ่ายในแบบเดิมที่มีมา และไม่ได้เปลี่ยนแปลงตามเทคโนโลยีมากนัก หากองค์กรใดต้องการที่จะทำ Digital Transformation ก็อาจสามารถเริ่มต้นด้วยการทำ Business Model Canvas แล้ววางแผนในบริบทที่ควรจะเปลี่ยนไปในยุคดิจิทัลตามที่กล่าวมาในที่นี้

ผู้เขียน : ดร. ธนชาติ นุ่มนนท์ ผู้อำนวยการสถาบัน ไอเอ็มซี

 

 

 

 

 

หมายเหตุ : ในส่วนของสถาบันไอเอ็มซีจะมีหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับ Digital Transformation อยู่ในหลายวิชา ผู้สนใจสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.imcinstitute.com

 

from:https://www.enterpriseitpro.net/imc-digital-transformation/

ดีแทคคว้ารางวัล สุดยอดนายจ้างยอดเยี่ยมแห่งประเทศไทย 4 รางวัล

ดีแทคคว้ารางวัลสุดยอดนายจ้างยอดเยี่ยมแห่งประเทศไทย ประจำปี 2564 รวม 4 รางวัล (Thailand Best Employer Brand Awards 2021) จัดโดยสถาบันการจัดการทรัพยากรมนุษย์ (World HRD Congress), CHRO Asia และ Employee Branding Institute เพื่อยกย่ององค์กรไทยที่ประสบความสำเร็จในการบริหารทรัพยากรบุคคล

ทั้ง 4 รางวัลประกอบด้วย รางวัลการพัฒนาอาชีพยอดเยี่ยม รางวัลด้านการอบรมยอดเยี่ยม รางวัลกลยุทธ์การบริหารงานบุคคลยอดเยี่ยม และรางวัลการดูแลสุขภาพและความปลอดภัยในที่ทำงานยอดเยี่ยม รางวัลเหล่านี้สะท้อนให้เห็นความเป็นผู้นำของดีแทคในความทุ่มเทดูแลให้พนักงานทำงานอย่างมีความสุข ด้วยแพลตฟอร์มที่พนักงานสามารถเลือกวางแผนการเติบโตในวิชาชีพได้เอง นโยบายการทำงานจากที่บ้าน ที่กำหนดชัดเจนเกี่ยวกับความคาดหวังและเป้าหมายต่างๆ โดยให้อำนาจและอิสระในการทำงาน เพื่อให้ทุกคนสามารถทำตามจุดมุ่งหมายที่วางไว้อย่างยืดหยุ่น ในขณะเดียวกันก็ชัดเจนในเรื่องการวัดผล ซึ่งเป็นสไตล์การบริหารงานแบบ ‘tight-loose-tight’

นายชารัด เมห์โรทรา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค กล่าวว่า “รางวัลนายจ้างยอดเยี่ยมแห่งประเทศไทย ปี 2564 ทั้ง 4 รางวัลเป็นการการันตี ถึงความมุ่งมั่นในการให้บริการลูกค้าของดีแทค จากพนักงานที่ส่งมอบบริการให้เข้าถึงลูกค้าอย่างใส่ใจ ดีแทคได้สร้างสรรค์แพลตฟอร์ม ที่ให้พนักงานสามารถออกแบบบทบาทการทำงานของตนเองได้ในอนาคต และสามารถทำงานจากข้างนอกสำนักงานได้ ด้วยหลักการแบบ ‘tight-loose-tight’ ด้วยการกำหนดความคาดหวังที่ชัดเจน และเรายังให้พนักงานได้ทำงานอย่างมีอิสระด้วยความกระตือรือร้นที่จะสร้างผลงานที่ดีที่สุด สุดท้ายเราวัดผลงานอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ เพื่อให้ลูกค้าและพนักงานมีความสุขมากขึ้น

from:https://www.enterpriseitpro.net/dtac-thailand-best-employer-brand-awards-2021/

หัวเว่ยเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ Smart Modular Data Center

หัวเว่ยเปิดตัวโซลูชันโมดูลาร์ ดาต้าเซ็นเตอร์ อัจฉริยะ (Smart Modular Data Center) 3 ผลิตภัณฑ์ใหม่ สำหรับการประมวลผลขนาดเล็กและการประมวลแบบเอดจ์ คอมพิวติ้ง (Edge Computing) ได้แก่ FusionModule500, FusionModule800 และ FusionModule2000 ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรมที่แตกต่างกัน ภายใต้พันธสัญญา “ทำทุกพื้นที่ให้เป็นดาต้าเซ็นเตอร์” โดยมีผู้นำและพันธมิตรรายใหญ่ ๆ ในอุตสาหกรรมไอซีทีจากทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกร่วมในงานเปิดตัวทางออนไลน์

ในการกล่าวเปิดงาน นายแบรนดอน อู๋ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี กลุ่มธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรส์ หัวเว่ย เอเชียแปซิฟิก ได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นของการทำงานที่มีความยืดหยุ่นให้ทุกอุตสาหกรรมมากขึ้นเนื่องจากผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่เกิดขึ้นทั่วโลก นายอู๋ ยังได้พูดถึงเทรนด์สำคัญ ๆ ที่เกิดขึ้นจากการประมวลผลแบบเอดจ์ คอมพิวติ้ง เช่น โครงสร้างพื้นฐานที่มีความเชื่อมโยงถึงกัน ระบบการทำงานที่ยืดหยุ่นมากขึ้นจากการใช้การประมวลผลแบบเอดจ์ คอมพิวติ้ง และการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่มีความน่าเชื่อถือมากขึ้น

อันที่จริง การคาดการณ์ของตลาดชี้ให้เห็นว่า ภายใน 4 ปีข้างหน้า ร้อยละ 75 ของข้อมูลทั้งหมดที่เกิดขึ้นในองค์กรจะเป็นการประมวลผลแบบเอดจ์ คอมพิวติ้ง ความต้องการในการติดต่อสื่อสารแบบเรียลไทม์จะผลักดันธุรกิจให้หาวิธีการที่จะสามารถประมวลผลข้อมูลได้ใกล้กับผู้ใช้ปลายทางมากขึ้น ผลที่เกิดขึ้นคือ เอดจ์ ดาตาเซ็นเตอร์ขนาดเล็ก จึงได้รับความนิยมมากขึ้นในหลากหลายอุตสาหกรรมและรูปแบบการใช้งาน

นายมาเอช โชวดารี่ สถาปนิกโซลูชันด้านผลิตภัณฑ์ แผนก Digital Power ของหัวเว่ย ได้แนะนำโซลูชันใหม่ที่ส่งตรงจาก Digital Power Innovation Experience Center ของหัวเว่ย นำเสนอการใช้งานจริงให้ผู้เข้าร่วมงานได้ชม ร่วมพลิกโฉมอุตสาหกรรมด้วย SmartLi Inside ซึ่งเป็นระบบสำรองไฟ (UPS) แบตเตอรี่ลิเธี่ยมอัจฉริยะของหัวเว่ย ที่ทำให้ห้องหรือพื้นที่ใด ๆ สามารถกลายเป็นดาต้าเซ็นเตอร์ โดยหัวเว่ย โมดูลาร์ ดาต้าเซ็นเตอร์ ไม่จำเป็นต้องมีการออกแบบให้มีพื้นยกระดับแบบเก่า ลดข้อจำกัดเดิมที่จะต้องวางในห้องที่มีเพดานสูง โดยให้ท่อแอร์ สายไฟฟ้า สายสื่อสาร มาจากด้านบนลงล่าง ทำให้อุปกรณ์สามารถใช้ได้กับห้องที่มีเพดานสูงเพียง 2.6 เมตร ซึ่งน้อยกว่าข้อจำกัดความสูงขั้นต่ำ 3 เมตรของดาต้าเซ็นเตอร์แบบเก่า

from:https://www.enterpriseitpro.net/%e0%b9%87huawei-smart-modular-data-center/

เอไอเอส ชำระเงินค่าใบอนุญาตคลื่นความถี่ 700 MHz

นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส ในฐานะผู้บริหาร บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด (เอดับบลิวเอ็น) ผู้ได้รับจัดสรรคลื่นความถี่ย่าน 700 MHz (733 – 738 / 788 -793 MHz ) ในมูลค่ารวม 17,154 ล้านบาท เป็นตัวแทนชำระค่าคลื่นความถี่ย่าน 700 MHz งวดที่ 1 จำนวน 1,835,478,000.00 บาท (หนึ่งพันแปดร้อยสามสิบห้าล้านสี่แสนเจ็ดหมื่นแปดพันบาทถ้วน) รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว โดยมี พลเอกสุกิจ ขมะสุนทร ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เป็นผู้รับมอบ เพื่อนำส่งเงินเป็นรายได้ของแผ่นดินต่อไป

นายสมชัย กล่าวว่า “นอกจากคลื่นความถี่ 700 MHz ที่เอไอเอสได้รับการจัดสรรเมื่อปี 2562 และได้ชำระเงินค่าคลื่นความถี่นี้ไปแล้ว 1 งวด ในการประมูลคลื่น 5G เมื่อต้นปี 2563 ที่ผ่านมา เรายังมีความตั้งใจเป็นอย่างยิ่งในประมูลคลื่น 700 MHz เพิ่มเติม เพื่อนำมาให้บริการ 5G โดยเป็นคลื่น 5G แบบเต็ม Block ตามมาตรฐานเทคโนโลยี 5G ระดับโลก ซึ่งเป็นจำนวนที่จะนำมาใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และเพื่อให้คลื่นความถี่ที่เอไอเอสมี ครบทั้งย่านความถี่ต่ำ ย่านความถี่กลาง และย่านความถี่สูง ครอบคลุมการใช้งานทุกรูปแบบ ประกอบด้วย คลื่น 700 MHz จำนวน 30 MHz (2×15 MHz), คลื่น 2600 MHz จำนวน 100 MHz และคลื่น 26 GHz จำนวน 1200 MHz รวมเฉพาะคลื่นความถี่ที่จะนำมาให้บริการ 5G ทั้งหมดอยู่ที่ 1330 MHz และเมื่อรวมกับคลื่นความถี่เดิมที่มีจำนวนมากที่สุดอยู่แล้ว ส่งผลให้เอไอเอสยังคงยืนหยัด ในฐานะผู้นำอันดับ 1 ที่มีคลื่นความถี่ในการให้บริการ 3G,4G และ 5G มากที่สุดในอุตสาหกรรม รวม 1420 MHz (ไม่รวมคลื่นที่เกิดจากความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ) ที่จะนำมาสร้างประโยชน์ในการฟื้นฟูประเทศ ผ่านการร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมหลักต่างๆและลูกค้าทุกกลุ่มต่อไป”

from:https://www.enterpriseitpro.net/ais-700-mhz-2/

เออาร์ไอพี จัดงาน “COMMART Crazy Offer !!” 25 – 28 มีนาคม 2564 ณ ไบเทค

เออาร์ไอพี จับมือพันธมิตรแบรนด์ดัง และผู้จัดจำหน่ายสินค้าไอทีชั้นนำ แถลงความพร้อมจัดงานมหกรรมสินค้าไอซีทีสุดยิ่งใหญ่ ประเดิมต้นปีกับงาน COMMART ภายใต้แนวคิด “CRAZY OFFER” จัดเต็มด้วยโปรโมชั่นพิเศษ ลด แลก แจก แถม จากทุกแบรนด์ทุกค่าย และช้อปคุ้มยิ่งกว่านอกงานด้วย Commart Crazy Surprise แจก voucher สนั่นตลอดการจัดงาน 4 วัน แถมยังได้ลุ้นรางวัลใหญ่จาก Commart Big Bonus มูลค่ากว่า 2 แสนบาท ห้ามพลาด! 25 – 28 มีนาคม 2564 เวลา 10.00 – 21.00 น. ณ EH 98-99 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา

from:https://www.enterpriseitpro.net/commart-crazy-offer/