คลังเก็บป้ายกำกับ: NEWS

ทางการแล้ว!! Huawei P30 Pro มาพร้อมกล้องหลัง 40 ล้านพิกเซล ระบบซูมดิจิตอลสูงสุด 50 เท่า

Huawei เปิดตัวสมาร์ทโฟนระดับเรือธง P30 Pro อย่างทางการแล้ว ชูจุดเด่นที่ระบบกล้องหลัง Leica Quad Camera ประกอบด้วยกล้องหลัก 40 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.6 ลดภาพสั่นไหวด้วย OIS, กล้องมุมกว้างพิเศษ 20 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2, กล้องเทเลโฟโต้ 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/3.4 ลดภาพสั่นไหวด้วย OIS และกล้องตัวที่ 4 เป็นเซ็นเซอร์ Time-of-Flight (TOF)

ระบบกล้องหลัง Leica Quad Camera ช่วยให้ Huawei P30 Pro รองรับการซูมแบบ 10x Hybrid Zoom และ 50x Digital Zoom ถ่ายภาพในเวลากลางคืนได้อย่างสวยงามด้วยค่า ISO สูงถึง 409,600 อีกทั้งยังมีเซ็นเซอร์ TOF ช่วยละลายฉากหลังได้อย่างสมบูรณ์แบบสำหรับถ่ายภาพ Portrait และยังมีฟีเจอร์ AIS Long Exposure Shot ถ่ายภาพที่กำลังเคลื่อนไหวอย่างธารน้ำตกได้อย่างสวยงามเหมือนกับผลงานศิลปะ

Huawei P30 Pro มากับจอแสดงผล OLED (2340 x 1080 พิกเซล) ขนาด 6.47 นิ้ว ติดตั้งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือไว้ใต้จอแสดงผล ส่วนขอบบนมีรอยบากแบบหยดน้ำ สำหรับวางกล้องเซลฟี่ 32 ล้านพิกเซล

Huawei P30 Pro ทำงานบนพื้นฐาน Android 9 Pie สวมทับด้วย EMUI 9.1 ใช้ชิปประมวลผล Kirin 980 ความจำ RAM 6GB จับคู่กับ ROM 128GB หรือ RAM 8GB จับคู่กับ ROM 128/256/512GB ความจุแบตเตอรี่ 4200mAh รองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว 40W SuperCharge ชาร์จถึง 70% ในเวลา 30 นาที และชาร์จไร้สาย 15W Wireless Quick Charge

ที่มา – Huawei
https://www.flashfly.net/wp/246657

from:https://www.flashfly.net/wp/246657

โฆษณา

เปิดตัว Huawei P30 Series กล้องซูมสะใจ 50 เท่า ส่องไกลยันสิวบนดวงจันทร์

เปิดตัวกันไปเรียบร้อยสำหรับ Huawei P30 Series ที่ครั้งนี้มาทั้งหมด 3 รุ่นด้วยกัน ชูจุดเด่นเรื่องกล้องอีกเช่นเคย ซูมออพติคัลได้ไกลสุดถึง 10 เท่า และสามารถซูมดิจิทัลแบบไม่เสียความคมชัดจะสามารถซัดไปได้ไกลถึง 25 เท่า กันไปเลย แต่ความพิเศษของ Huawei P30 Series นี้ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เราเลยเอามาสรุปเล่าให้อ่านอันทั้งหมดในนี้เลย

ก่อนอื่นเรามาดูสเปคของทั้ง 3 รุ่น ก่อนนะครับว่าแต่ละรุ่นมีอะไรกันบ้าง

สเปค Huawei P30

  • หน้าจอ OLED ขนาด 6.1 นิ้ว ความละเอียด Full HD+ (2340 x 1080 pixels) อัตราส่วน 19.5:9
  • CPU : Kirin 980
  • GPU : Mali G76
  • RAM : 6GB
  • ความจุ : 128GB
  • กล้องหลัง : 40 MP (f/1.8) + 16 MP (wide-angle, f/2.2) + 8 MP (3x telephoto, f/2.4)
  • กล้องหน้า : 32MP (f/2.0)
  • เซ็นเซอร์ : Gravity Sensor, Ambient Light Sensor, Proximity Sensor, Gyroscope,Compass, Fingerprint Sensor (บนหน้าจอ), Hall sensor, laser sensor, Barometer, Infrared sensor, colour temprature sensor
  • การเชื่อมต่อ : Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac, dual-band, BT 5.0
  • มาตรฐานกันน้ำ IP53
  • แบตเตอรี่ : 3,650 mAh รองรับ Super Charge (22.5W)

สเปค Huawei P30 Pro

  • หน้าจอ OLED ขนาด 6.47 นิ้ว ความละเอียด Full HD+ (2340 x 1080 pixels) อัตราส่วน 19.5:9
  • CPU : Kirin 980
  • GPU : Mali G76
  • RAM : 8GB
  • ความจุ : 128/256/512GB
  • กล้องหลัง : 40MP (f/1.6) + 20MP (f/2.2) + 8MP (f/3.4) + เซ็นเซอร์ ToF
  • กล้องหน้า : 32MP (f/2.0)
  • เซ็นเซอร์ : Gravity Sensor, Ambient Light Sensor, Proximity Sensor, Gyroscope,Compass, Fingerprint Sensor (บนหน้าจอ), Hall sensor, laser sensor, Barometer, Infrared sensor, colour temprature sensor
  • การเชื่อมต่อ : Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac, dual-band, BT 5.0
  • มาตรฐานกันน้ำ IP68
  • แบตเตอรี่ : 4,200 mAh รองรับ Super Charge (40W), Wireless Quick Charge (15W)

ดีไซน์ตัวเครื่อง และหน้าจอ

มาเริ่มกันที่หน้าจอกันก่อนเลย Huawei P30 Series มาพร้อมหน้าจอติ่งหยดน้ำขอบบางเฉียบ โดยขอบจอด้านบนหนาเพียง 3.36 มม. ส่วนขอบจอด้านข้างอยู่ที่ 2.20 มม. ทำให้หน้าจอดูกว้างสบายตาสุดๆ

และถึงแม้ว่า P30 และ P30 Pro จะมีหน้าจอใหญ่ถึง 6 นิ้วกว่าทั้ง 2 รุ่น แต่ขนาดของมันถือว่าเล็กและจับถนัดมือกว่ามือถือรุ่นอื่นๆ ที่มีหน้าจอขนาดใกล้เคียงกัน

สำหรับ Huawei P30 จะใช้หน้าจอแบบ OLED ขนาด 6.1 นิ้ว ความละเอียด FHD+ รองรับการแสดงผลแบบ HDR

ส่วน Huawei P30 Pro จะใช้หน้าจอ OLED ขนาด 6.47 นิ้ว ความละเอียด FHD+ รองรับการแสดงผลแบบ HDR และเป็นหน้าจอ Curved OLED แบบโค้งทั้ง 2 ข้าง

นอกจากนี้ยังมีระบบเซ็นเซอร์สแกนนิ้วมือบนหน้าจอที่มีความเร็วในการปลดล็อคมากกว่าปกติถึง 30%

ตัวเครื่องด้านหลังของ Huawei P30 เคลือบด้วยสีแบบ Nano Optical Color Finish ถึง 9 ชั้น ทำให้มันทนทานต่อการขีดข่วนได้มากกว่าวัสดุที่เป็นแบบกระจกธรรมดา

Huawei P30 และ P30 Pro มีสีใหม่ๆ ให้เลือกมากถึง 5 สี คือ Black, Pearl White, Aurora, Amber Sunrise และ Breathing Crystal

 

มาตรฐานกันน้ำกันฝุ่น

Huawei P30 ได้รับมาตรฐานกันน้ำระดับ IP53 ที่สามารถกันน้ำได้ในระดับน้ำสาด ส่วน P30 Pro ได้ในระดับ IP68 ที่สามารถเอาลงน้ำจืดลึก 1.5 เมตร ได้เป็นเวลา 30 นาที

กล้องหลังสุดเทพ 3 ตัว ทวงบัลลังค์อันดับ 1 DxOMark

แน่นอนว่ากล้องหลังของ Huawei P30 Series ยังคงความเทพเอาไว้เหมือนเดิมด้วยกล้องทั้งหมด 3 ตัวใช้เลนส์ที่ร่วมกันพัฒนากับ Leica โดยมีความละเอียดสูงสุดอยู่ที่ 40MP และมาแบบครบๆ ทุกระยะทั้ง Wide Angle, Ultra Wide Angle และ Telephoto (ซูม) โดย P30 มากับกล้องหลักความละเอียด 40MP เลนส์ Wide Angle, กล้องความละเอียด 16MP เลนส์แบบ Ultra Wide Angle และกล้องความละเอียด 8MP เลนส์ซูมออพติคอล 3X พร้อมเซ็นเซอร์ตรวจจับอุณหภูมิสีและความนิ่งของแสง

ส่วน P30 Pro มากับกล้องหลักความละเอียด 40MP เลนส์ Wide Angle, กล้องความละเอียด 20MP เลนส์แบบ Ultra Wide Angle และกล้องความละเอียด 8MP เลนส์ซูมออพติคอลสูงถึง 5X แถมด้วยเซ็นเซอร์ ToF อีก 1 ตัว สำหรับตรวจจับความลึกของฉากหลัง และเซ็นเซอร์ ตรวจจับอุณหภูมิสีและความนิ่งของแสง

โดยเลนส์หลักและเลนส์ซูมของ P30 Pro ยังมีระบบกันสั่นแบบ OIS ใส่มาให้ทั้งคู่ ทำให้การถ่ายภาพในสภาวะแสงน้อยออกมาคมชัดกว่า

ความเทพยังไม่หมดเท่านี้ เพราะ Huawei P30 สามารถเร่งค่า ISO ได้มากกว่าเดิมขึ้นไปถึง 204800 และในรุ่น P30 Pro สามารถเร่งขึ้นไปได้อีกถึง 409600 ซึ่งมากกว่ากล้องระดับโปรอย่าง Canon 5D Mark IV ที่มีค่า ISO สูงสุดอยูที่ 102400 ซะอีก

และด้วยระบบกันสั่นของ P30 Pro บวกกับโหมดการถ่ายภาพแบบ Silky Water ทำให้เราสามารถถ่ายภาพคลื่นหรือน้ำตกแบบนุ่มนวลได้โดยไม่ต้องใช้ขาตั้งกล้องเลย แค่ใช้มือเปล่าๆ ถือเครื่องไว้นิ่งๆ ภาพที่ออกมาก็ได้แบบระดับมืออาชีพเลยทีเดียว

 

ส่วนเลนส์ซูมสุดเทพของทั้ง 2 รุ่น ก็ไม่ธรรมดาเหมือนกัน โดย P30 มาพร้อมกับเลนส์ซูมออพติคอล 3X และระบบ Hybrid Zoom ที่ได้ถึง 5X แบบไม่เสียความละเอียด แถมยังสามารถซูมแบบ Digital ได้ไกลถึง 30X เลยทีเดียว และแน่นอนว่า P30 Pro ก็ต้องโหดกว่าด้วยเลนส์ซูมออพติคอล 5X ที่สามารถซูมแบบดิจิตอลได้ไกลลิ่วถึง 50X ทำให้สามารถเก็บภาพวัตถุที่ไกลได้ถึง 20 เมตร รวมถึงยังสามารถเก็บภาพดวงจันทร์ได้แบบชัดเจนแจ่มแจ๋วเก็บรายละเอียดพื้นผิวดวงจันทร์ได้แบบครบๆ ไปเลย

เซ็นเซอร์ ToF ใน P30 Pro ที่จะเข้ามาช่วยในการตรวจจับความลึกของพื้นหลัง ทำให้การถ่ายภาพแบบหน้าชัดหลังเบลอออกมาเป็นธรรมชาติมากกว่าการใช้เซ็นเซอร์กล้องธรรมดาในการจับความลึก

 

คราวนี้ Huawei ไม่ต้องรอผลคะแนนจากเว็บไซท์ DxOMark นานเหมือนรุ่น Mate 20 อีกต่อไปแล้ว เพราะเอามาโชว์ในงานเปิดตัวให้เห็นกันจะๆ ไปเลยว่าขอกลับมาทวงบัลลังค์อันดับ 1 ด้วยคะแนนรวมถึง 112 คะแนน ซึ่งมากกว่ารุ่น P20 Pro, Mate 20 Pro และ Galaxy S10 ที่ได้ไป 109 คะแนน

 

การถ่ายวิดีโอ

การถ่ายวิดีโอใน Huawei P30 ถูกปรับปรุงขึ้นมากกว่ารุ่นที่ผ่านๆ มา ทำให้สามารถเก็บภาพและรายละเอียดในสภาวะแสงน้อยได้ด้วยเซ็นเซอร์ SuperSensing

นิ่งสุดๆ ด้วยระบบ Dual OIS และ AIS ในเลนส์ Wide และเลนส์ Tele ทำให้สามารถถ่ายวิดีโอได้แบบลื่นปรื้ดๆ โดยไม่ต้องมีตัวช่วย

โหมด Dual View Video ทำให้สามารถถ่ายวิดีโอพร้อมกันได้จาก 2 เลนส์ ทำให้ได้มุมมองแปลกๆ ทั้งแบบ Wide และ Close up ไปพร้อมๆ กัน

แบตเตอรี่ที่อึดกว่า และระบบชาร์จที่ไวกว่า

Huawei P30 ที่มากับแบตเตอรี่ขนาด 3650 mAh สามารถใช้งานต่อเนื่องอย่างหนักหน่วงได้ถึง 10 ชม. ส่วนรุ่นท็อป P30 Pro ใช้ได้ถึง 11 ชม. ติดต่อกัน

ส่วนระบบชาร์จไว SuperCharge ที่ระดับ 40W ก็รวดเร็วทันใจจนสามารถชาร์จแบตเตอรี่จาก 0% ไปถึง 70% ได้ในเวลาแค่ 30 นาที เท่านั้น

ราคาและวันวางจำหน่าย

สำหรับราคาเปิดตัวของ Huawei P30 Series ก็มีตามนี้

  • Huawei P30 รุ่น 6GB/128GB : ราคา 799 ยูโร (หรือประมาณ 28,500 บาท)
  • Huawei P30 Pro รุ่น 8GB/128GB : ราคา 999 ยูโร (หรือประมาณ 35,700 บาท)
  • Huawei P30 Pro รุ่น 8GB/256GB : ราคา 1099 ยูโร (หรือประมาณ 39,000 บาท)
  • Huawei P30 Pro รุ่น 8GB/512GB : ราคา 1249 ยูโร (หรือประมาณ 44,600 บาท)

Huawei P30 ทุกรุ่นจะเริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่วันนี้ (26 มีนาคม 2019) เป็นต้นไป

ส่วนเรื่องของข้อมูลไม่ว่าจะเป็นรุ่น ราคา วันวางจำหน่าย รวมถึงพวกโปรโมชั่นต่างๆ ในบ้านเรา ในตอนนี้ยังไม่มีออกมานะครับ แต่รับรองได้เลยว่าไม่นานนี้ได้รู้กันแน่นอน แล้วเราจะมาอัพเดทให้ทันทีครับ

from:https://droidsans.com/huawei-p30-series-officially-announced/

ลดอิทธิพลยักษ์ใหญ่ไอที รัฐสภายุโรปออกกฎคุมเข้มลิขสิทธิ์ ต้องลบเนื้อหาทันที ก่อนจะมีใครแจ้ง

Facebook Google Amazon Apple Microsoft

กฎหมายใหม่: บริษัทไอทีต้องลบเนื้อหาที่ผิดลิขสิทธิ์ทันที ก่อนที่จะมีใครมาแจ้ง

รัฐสภายุโรปออกกฎหมายลิขสิทธิ์ใหม่ โดยกำกับให้บริษัทไอทีแพลตฟอร์มทั้งหลายต้องทำการเซ็นสัญญาลิขสิทธิ์กับศิลปิน/นักดนตรี นักเขียน และสำนักข่าว ก่อนที่จะมีการนำเอาผลงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเพลง หนังสือ หรือข่าวมาโพสต์บนแพลตฟอร์ม

นอกจากนั้น ในกรณีที่พบว่ามีการโพสต์ผลงานที่ผิดลิขสิทธิ์จากผู้ใช้งานบนแพลตฟอร์ม กฎหมายใหม่ระบุว่าบริษัทไอทีจะต้องทำการลบผลงานชิ้นนั้นออกจากแพลตฟอร์มโดยทันที ชนิดที่ไม่ต้องรอให้ใครมาแจ้งแล้วค่อยลบ เหมือนที่กระทำอยู่ในปัจจุบัน

พูดง่ายๆ คือ กฎหมายใหม่นี้จะเข้มงวดกับลิขสิทธิ์เนื้อหาบนแพลตฟอร์มต่างๆ มากขึ้น และเรียกร้องให้บริษัทไอทีต้องมีท่าที active ต่อการกำกับเนื้อหาที่ผิดลิขสิทธิ์บนแพลตฟอร์ม

  • ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ เช่น Google ที่มี Google News ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มรวบรวมข่าวจากสำนักต่างๆ (คล้ายๆ กับ LINE TODAY บ้านเรา) โดยกฎหมายใหม่ของรัฐสภายุโรปจะกำกับให้ Google ต้องทำการขอใบอนุญาตจากสำนักข่าวหรือผู้ผลิตเนื้อหาก่อนที่จะนำมาเผยแพร่

The New York Times รายงานว่า กฎหมายทำนองนี้เคยออกมาก่อนแล้วในประเทศสเปน โดยหลังจากนั้นได้ทำให้ Google ถอด Google News ออกจากการให้บริการในประเทศสเปนไปแล้ว

กลุ่มผู้สนับสนุนการออกกฎหมายในครั้งนี้ บอกว่า กฎหมายนี้เป็นการบังคับให้บริษัทไอทียักษ์ใหญ่ต้องจ่ายเงินค่าลิขสิทธิ์ของผลงานต่างๆ ซึ่งสิ่งนี้ถือเป็นการปกป้องอุตสาหกรรมเชิงสร้างสรรค์ (creative industries) ในยุโรป

อย่าไรก็ดี เป็นที่ทราบกันว่า การเติบโตของบริษัทไอทียักษ์ใหญ่ถูกตั้งคำถามมาตลอดถึงอิทธิพลที่มากเกินไปจนทำให้เกิดการผูกขาดตลาด อย่างเช่น Google และ Facebook ได้ผูกขาดตลาดโฆษณาไปเกินกว่าครึ่งในสหรัฐอเมริกา ดังนั้นการออกกฎหมายในครั้งนี้จึงมองได้ว่าเป็นการลดอิทธิพลของบริษัทไอทียักษ์ใหญ่นั่นเอง

ที่มา – The New York Times

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/european-parliament-tech-industry-copyright/

ไทยสมุทรประกันชีวิตออกแอพฯ ใหม่ “Ocean club” ไม่เป็นลูกค้าก็เล่นได้ นอนยังได้ Coin

เมื่อค่ายประกันชีวิตแห่กันออกแอพพลิเคชั่นใหม่ ขยายฐานลูกค้าให้ติดต่อง่ายขึ้น เช็คข้อมูลด้วยตัวเองได้ง่ายไม่ต้องโทรหา Call Center รอนานๆ ด้านบมจ.ไทยสมุทรประกันชีวิตก็ถึงคิวออกแอพฯ ใหม่

Ocean Club ไม่ต้องเป็นลูกค้า แค่นอน-เดิน-วิ่ง-ปั่นก็ได้ Coin แลกของฟรี!

บมจ.ไทยสมุทรประกันชีวิต ถือว่าอยู่ในธุรกิจมานานปีนี้ครบ 70 ปีเต็ม ส่วนใหญ่มีฐานลูกค้าในต่างจังหวัดเป็นหลัก แต่หลังจากเปิดตัวพรีเซ็นเตอร์คนใหม่ “มาริโอ้ เมาเร่อ” หันมาขยายฐานลูกค้ากลุ่มที่อยู่ในเมืองมากขึ้น ล่าสุดเปิดตัวแอพพลิเคชั่น Ocean Club เพื่อตอบสนองลูกค้าที่ต้องการช่องทางดิจิทัลในการดูข้อมูล และบริษัทสามารถเพิ่ม Engagement กับลูกค้ามากขึ้น

ทั้งนี้การเปิดแอพฯ ใหม่นี้สิ้นปีคาดว่าจะมีผู้ดาวน์โหลด 100,000 ราย (ปัจจุบันมียอดดาวน์โหลดแล้ว 20,000 ราย) ซึ่งแอพฯ นี้ช่วยขยายฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ และตอบสนองลูกค้าปัจจุบันที่มีอยู่ 2 ล้านราย ทั้งปี 2562 ทางบริษัทตั้งเป้าหมายเบี้ยประกันชีวิตใหม่โต 15% เบี้ยปีต่ออายุคาดว่าจะเติบโตที่ 4-5% และมีอัตราการต่ออายุที่ 84%

Ocean Club เป็นแอพพลิเคชั่นที่เปิดให้คนทั่วไปสามารถดาวน์โหลดและร่วมสนุกได้เลย เมื่อเข้าร่วมกิจกรรมภายในแอพฯ เช่น การนอน (อย่างมีคุณภาพ) เดิน ปั่นจักรยาน ตอบแบบสอบถาม ฯลฯ จะสามารถเก็บคะแนนหรือที่เรียกว่า Ochi Coin สามารถใช้แลกของรางวัลได้ง่ายขึ้น เช่น แลกตั๋วเครื่องบิน (Air asia) แลกรับ Voucher Swensens ฯลฯ (ลูกค้าบมจ.ไทยสมุทรประกันชีวิตจะได้รับ Ochi coin เพิ่มเมื่อซื้อประกันภัย)

จุดต่างของ Ocean Club ที่แอพพลิเคชั่นค่ายประกันอื่น ไม่มีคือ “การนอน” แล้วได้แต้ม เช่น ถ้านอนอย่างมีคุณภาพ 6 ชั่วโมงจะได้ 20 ochi coin ถ้านอนเต็มที่ 8 ชั่วโมงได้ 50 ochi coin (การนอนมีคุณภาพจะวัดเมื่อ ผู้ใช้งานกด Start ในแอพฯ แต่ไม่ได้ใช้งานมือถือ ไม่ได้ขยับเครื่องเป็นเวลาที่กำหนด เมื่อตื่นมากด Stop จึงจะได้รับแต้ม)

ข้อเสียคือตัวแอพฯ ยังไม่สามารถเชื่อมโยงกับ Gadget หรือ Smart Watch ต่างๆ ทำให้การวัดต้องอาศัยแอพลิเคชั่นบนมือถือเป็นหลัก นอกจากนี้หากวิ่งบนลู่วิ่ง หรือปั่นจักรยานอยู่กับที่จะไม่สามารถนับคะแนนได้ (เพราะ App จะคำนวนระยะทางจาก GPS ของเครื่องว่าผู้ใช้ทำกิจกรรมจริง)

สรุป

แม้คนไทยจะมีประกันชีวิตน้อยมาก (ไม่ถึงครึ่งของประชากรทั้งประเทศ) แต่ค่ายประกันชีวิตของไทยก็เตรียมระบบไว้รองรับเรื่องใหม่ๆ โดยเฉพาะโลกดิจิทัล อย่างไรก็ตามค่ายประกันต้องโฟกัสเรื่อง Market Conduct และมาตรฐานในการขายประกันเป็นหลัก ซึ่งต้องพัฒนาความรู้ทั้งฝั่งผู้ขาย และผู้ซื้อให้เข้าใจไปด้วยกันทั้งหมด ต่อไปหวังว่าแอพพลิเคชั่นจะสร้างความรู้ด้านประกัน และทำให้ประชาชนเข้าใจประกันได้มากขึ้น

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/ocean-life-new-app-club-for-point/

Huawei P30 Pro ถูกทีมงาน DxOMark ทดสอบกล้องแล้ว ได้คะแนนสูงกว่า P20 Pro และ Mate 20 Pro

DxOMark ผู้เชี่ยวชาญในการทดสอบคุณภาพกล้องถ่ายรูป ได้รับสมาร์ทโฟน Huawei P30 Pro มาทดสอบแล้ว และได้ให้คะแนนทั้งกล้องเซลฟี่ และกล้องหลัง โดยกล้องหลัง ได้รับคะแนนสูงที่สุดเท่าที่ DxOMark เคยทดสอบกล้องของสมาร์ทโฟน แต่กล้องเซลฟี่ยังต้องปรับปรุง

Huawei P30 Pro มากับกล้องหลัง 3 ตัว กล้องหลัก 40 ล้านพิกเซล รูรับแสง F1.6 มีระบบลดภาพสั่นไหว OIS มาพร้อมกล้องเทเลโฟโต้ 8 ล้านพิกเซล มีระบบลดภาพสั่นไหว OIS เช่นกัน และยังมีกล้องมุมกว้าง 20 ล้านพิกเซล สามารถทำคะแนนจาก DxOMark ได้สูงถึง 112 คะแนน ขึ้นไปอยู่อันดับบนสุดของตาราง แซงหน้า P20 Pro และ Mate 20 Pro รวมถึง Samsung Galaxy S10 Plus ที่ทำได้ 109 คะแนนเท่ากัน

สำหรับกล้องเซลฟี่ มีความละเอียด 32 ล้านพิกเซล รูรับแสง F2.0 ทำได้ 89 คะแนน ยังเป็นรอง Galaxy S10 Plus, Google Pixel 3 และ Galaxy Note 9 ซึ่งได้รับ 96, 92, 92 คะแนน ตามลำดับ

ที่มา – DxOMark
https://www.flashfly.net/wp/246644

from:https://www.flashfly.net/wp/246644

ADVANC-DTAC-TRUE ธุรกิจโทรคมนาคมปี 2562 น่าลงทุนหรือไม่?

2-3 ปีที่ผ่านมาเรียกว่าค่ายโทรศัพท์มือถือต้องลงทุนไปเยอะ โดยเฉพาะการประมูลใบอนุญาตคลื่นความถี่ราคาแพงหูฉี่ ว่าแต่ปี 2562 ธุรกิจ Telco น่าลงทุนหรือยัง?

ais, dtac, true

พิสุทธิ์ งามวิจิตรวงศ์ ผู้อำนวยการอาวุโส บล.กสิกรไทย บอกว่า 3 ปีที่ผ่านมาธุรกิจโทรคมนาคม (Telco) ได้รับผลกระทบจากการประมูลใบอนุญาตคลื่น 900 GHz ทำให้ กำไร และ dividend หายไป แต่ช่วง 12 เดือนหลังจากนี้คาดว่า ปัญหาที่เคยเกิดขึ้นในธุรกิจจะปรับตัวดีขึ้น โดยธุรกิจ Telco ไทยมี 3 ปัจจัยที่น่าสนใจ ได้แก่

  1. โครงสร้างการแข่งขันธุรกิจ Telco ในไทยมีผู้เล่นแค่ 3 รายคือ TRUE ADVANC และ DTAC ทำให้ทั้ง 3 ค่ายร่วมมือกันง่ายขึ้น ต่างจากโครงสร้างในต่างประเทศที่มีผู้เล่นในตลาด 4 เจ้าขึ้นไป ทำให้ต้องแข่งขันกันอยู่เสมอ อย่างไรก็ตามฐานลูกค้าในไทยยังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เช่น ปัจจุบันคนไทยการใช้อินเตอร์เน็ตอยู่ที่คนละ 10 Gb ต่อเดือนต่อคน
  2. ปัจจัยความไม่แน่นอนที่เคยกดดันหุ้นทั้ง 3 ตัวลดลง เช่น ปีนี้ไม่มีการประมูลใบอนุญาตคลื่นความถี่ และคาดว่าจะเห็นความชัดเจนเรื่องการจัดตั้ง คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) อาจเกิดขึ้นหลังจากผลการจัดตั้งรัฐบาล คาดว่ารัฐบาลใหม่จะทำงานร่วมกับผู้ประกอบได้ดีขึ้น ส่งผลดีต่อธุรกิจ Telco
  3. ผลประกอบการธุรกิจนี้ฟื้นตัวขึ้นเพราะการแข่งขันที่ลดลง มาจาก
    1) เนื่องจาก 3 ปีที่ผ่านมา ในธุรกิจมีการลงทุนเรื่อง Network ระบบและโครงสร้าง 4G  จำนวนมาก ช่วงนี้ถือเป็นช่วงเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ ก่อนที่จะเริ่มต้นลงทุนกับ 5G ในระยะต่อไป

    2) งบรายจ่ายเพื่อการลงทุน (Capex) ลดลงจำนวนมาก แต่ความต้องการในตลาด (Demand) ยังเพิ่มขึ้นทำให้หลังจากนี้ค่ายต่างๆ ไม่จำเป็นต้องทำโปรโมชั่นลดราคา แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเพิ่มราคาผลิตภัณฑ์ต่างๆได้

ทั้งนี้ผลประกอบการที่ดีขึ้น ต้นทุนต่ำลงย่อมส่งผลดีให้เงินปันผลของแต่ละบริษัทปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งจะตอบสนองนักลงทุนส่วนใหญ่ที่สนใจลงทุนใน Telco เพราะต้องการ Dividend Yield ที่สูง โดยหุ้น Top Pick ของบล.กสิกรไทย คือ TRUE  เพราะที่ผ่านมามีปัญหามาก จึงคาดว่าปีนี้จะกลับมาดีขึ้นได้ง่ายกว่า โดยกองทุนรวมที่น่าสนใจเช่น DIF INTOUCH เพราะเงินปันผลยังสูงถือว่าน่าสนใจ

ภาพจาก Shutterstock

ปัจจัยที่อาจกระทบธุรกิจ Telco 2562

  • การประมูลคลื่นความถี่ 5G ที่ทางภาครัฐเดิมต้องการให้เกิดขึ้นในปีนี้ แต่ทางบล.กสิกรไทย คาดว่าจะสามารถเปิดการประมูลคลื่นความถี่ 5G ได้ในปลายปี 2563 ถึงต้นปี 2564 เพราะต้องใช้เวลาอีกสักพักในการคัดเลือกกสทช. และกสทช.ต้องใช้เวลา 6-12 เดือนในการเรียกคืนคลื่นความถี่ระบบจากผู้ที่ถือครองอยู่ในปัจจุบัน
    แต่หากการประมูลเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คาดจะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการในไทย เพราะต้องกลับสู่วงจรการลงทุน นอกจากนี้เชื่อว่ารอให้เทคโนโลยี 5G ในต่างประเทศเริ่มทำ และมีความชัดเจน จะช่วยให้ผู้ประกอบการลงทุนน้อยลงแต่สามารถพัฒนาธุรกิจได้เร็วกว่า
    (ในต่างประเทศที่เริ่มเรื่อง 5G เร็วเพราะเป็นผู้ผลิตเทคโนโลยีในขณะที่ไทยหากเริ่มลงทุนก่อนโดยที่ยังไม่มีธุรกิจ และเทคโนโลยีใช้จริงจะกลายเป็นผลเสียให้ต้นทุน 5G แพงขึ้น)
  • กรณีกสทช.จะปิดคลื่นความถี่ 2G (ในวันที่ 31 ต.ค. 2562) ส่งผลดีต่อ ADVANC และ DTAC เพราะประหยัดต้นทุนได้หลักพันล้านบาท
  • นอกจากนี้ต้องจับตามองเรื่องการชำระค่าใบอนุญาตคลื่น 900 MHz โดยผู้ประกอบการด้านโทรคมนาคมหวังว่า รัฐจะมีคำสั่งอนุญาตให้ผ่อนชำระค่าใบอนุญาตจากเดิมที่ต้องชำระงวดสุดท้ายในปี 2563 เช่น ADVANC ต้องจ่ายเงินค่าใบอนุญาต 59,574 ล้านบาท  TRUE 60,218 ล้านบาท
    หากสามารถขยายการผ่อนชำระยอดเงินได้อีก 5 ปี (2563-2567) จะช่วยลดภาระผู้ประกอบการได้ ขณะเดียวกันภาครัฐได้รับดอกเบี้ยผ่อนชำระเพิ่มเติมด้วย
  • ทั้งนี้ต้องจับตามองข้อพิพาทระหว่างรัฐและเอกชน รวมถึงการตั้งผู้กำกับอย่างกสทช.จะออกมาในรูปแบบใด

สรุป

ภาพรวมคาดว่าธุรกิจคมนาคมรายได้จะเติบโตขึ้น เพราะลงทุนมาเยอะใน 2-3  ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามต้องจับตามองการเจรจากับ กสทช. ทีมใหม่ที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ ทั้งการประมูล 5G ท่ี่เร็วเกินไป และการเลื่อนชำระค่าใบอนุญาต 900 GHz แต่สำหรับกองทุนรวมยังสามารถลงทุนได้เพราะให้เงินปันผลอย่างต่อเนื่องทุกปี  และหากมีความผันผวนเกิดขึ้นการลงทุนในกองทุนรวมยังมีความมั่นคงกว่า

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/advanc-dtac-true-telco-2562-kb/

iPrice เสริมผลการศึกษาข้อมูลของ Google & Temasek ด้วยเทรนด์สายงานอีคอมเมิร์ซของ SEA ใน 2 ปีที่ผ่านมา!

เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2561 Google & Temasek ได้ออกมาเผยผลการศึกษาข้อมูลโดยระบุว่า ธุรกิจอีคอมเมิร์ซในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEA) จะแตะ 240 พันล้านดอลลาห์สหรัฐในปี 2568 คาดคะเนจากอัตราเพิ่มขึ้นกว่า 40 พันล้านดอลลาห์สหรัฐเมื่อปีที่แล้ว (2560)

ผลการศึกษาข้อมูลยังทำให้คาดการณ์ได้อีกว่าอุตสาหกรรมอินเตอร์เน็ตใน SEA จะมีมูลค่าถึง 72 พันล้านดอลลาห์จากมูลค่าสินค้าขั้นต้น (GMV) ของปี 2561 ทำให้สามารถคาดคะเนมูลค่าการซื้อ-ขายของภาคธุรกิจอีคอมเมิร์ซโดยประมาณที่ 102 พันล้านดอลลาห์สหรัฐได้ภายในปี 2568 และเพื่อให้บรรลุเป้าหลายดังกล่าวสายงานอาชีพที่เกี่ยวเนื่องกับการใช้งานอินเตอร์เน็ตจะต้องตระหนักและมีส่วนร่วมกับการดำเนินงานด้านธุรกิจอีคอมเมิร์ซอย่างเต็มที่

ด้วยข้อมูลเหล่านี้ เป็นเหตุให้ iPrice จัดทำการศึกษาข้อมูลเพื่อวิเคราะห์อัตราการจ้างงานของธุรกิจอีคอมเมิร์ซใน SEA ว่าจะเสริมให้ศักยภาพของประเภทธุรกิจนี้มีมูลค่าเหยียบ 240 พันล้านดอลลาห์สหรัฐหรือไม่ในปี 2568 iPrice ได้เก็บข้อมูลจากร้านค้าอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ในภูมิภาคอ้างอิงจาก Map of eCommerce ไตรมาสที่ 3 ผ่านเว็บไซต์ LinkedIn โดยครอบคลุมทั้งหมด 6 ประเทศด้วยกัน ได้แก่ ประเทศไทย, สิงคโปร์, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, เวียดนาม และฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่มีมูลค่าอีคอมเมิร์ซเติบโตมากที่สุด

อัตราการเพิ่มขึ้นของพนักงานในปี 2016 – 2018

iPrice วิเคราะห์แนวโน้มการจ้างงานของร้านค้าอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ใน SEA พบว่า มีอัตราการเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยสูงถึง 808 คน ระหว่างไตรมาสที่ 4 ปี 2559 ถึงไตรมาสที่ 3 ปี 2561 ซึ่งอัตราการเติบโตดังกล่าวสูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม สอดคล้องกับที่ Google & Temasek คาดการณ์ไว้ว่า การจ้างงานกลุ่มสายงานที่เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมอินเตอร์เน็ตต้องเติบโตขึ้นอีก 10% ถึงจะช่วยเสริมศักยภาพของอุตสาหกรรมนี้ได้ดียิ่งขึ้น เมื่อผนวกกับผลการศึกษาข้อมูลของ iPrice จึงเปรียบเสมือนสัญญานเชิงบวก เพราะโดยพื้นฐานแล้วสายงานอาชีพด้านนี้จะค่อนข้างคัดเลือกผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมมาทำงานด้วยยาก

การเปรียบเทียบอัตราการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นของร้านค้าอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

จากข้อมูลการจ้างงานและจำนวนพนักงานปัจจุบันของ Shopee ที่เพิ่มขึ้นถึง 176% ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา จาก 1,384 เป็น 3,831 คน (ไตรมาสที่ 4 ปี 2559 ถึง ไตรมาสที่ 3 2561) หรือเฉลี่ย 3 คนต่อวัน ทำให้ Shopee กลายเป็นร้านค้าอีคอมเมิร์ซหน้าใหม่ที่แซงหน้าร้านค้าเจ้าถิ่นได้อย่างรวดเร็วในเวลาอันสั้น ซึ่งการขยายตัวครั้งใหญ่ของ Shopee นี้ เริ่มจากบริษัทแม่ชื่อดังนาม Garena ได้รับเงินระดมทุนก้อนใหญ่ราว 720 ล้านดอลลาห์สหรัฐช่วงปี 2559-2561 บวกเพิ่มอีก 575 ล้านดอลลาห์สหรัฐหลังจดทะเบียนในตลอดหลักทรัพย์ของนิวยอร์ก (NYSE) ในปี 2560

มากไปกว่านั้นกลุ่มร้านค้ายักษ์ใหญ่ในภูมิภาคเอเชียตะวันเฉียงใต้อย่าง Lazada, Tokopedia และ Bukalapak ก็มีอัตราการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ยังมีร้านค้าอีคอมเมิร์ซรายใหญ่อย่าง Zalora ที่มีจำนวนพนักงานลดลงเล็กน้อยจาก 1,859 คน ในปี 2559 เป็น 1,715 คน ในปัจจุบัน

ถึงแม้จะมีข้อมูลชี้ชัดว่า Shopee กำลังเติบโตขึ้นแบบก้าวกระโดด แต่ร้านค้าเจ้าถิ่นชื่อดังอย่าง Lazada ก็ยังคงเป็นร้านค้าที่มีจำนวนพนักงานมากที่สุดถึง 6,659 คน หรือ 34% (คิดจากจำนวนพนักงานของร้านค้าอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ในภูมิภาคโดยประมาณ 19,549 คน) และปัจจุบัน Lazada ยังเปิดรับสมัครพนักงานอีกถึง 19 % (Shopee 62%, Bukalapak 4%, Bukalapak 3% และ Tokopedia 2%)

Operation คือสายงานอาชีพที่มีจำนวนพนักงานมากที่สุด

จากการศึกษาข้อมูลพบว่า แผนกที่มีจำนวนพนักงานมากที่สุดคือฝ่ายปฎิบัติการ (Operations) และการตลาด (Marketing) นอกเหนือไปกว่านั้นคือวิศวกรรม (Engineering) และไอที (IT) ประกอบกับการศึกษาข้อมูลทางการตลาดที่พบว่า ความท้าทายที่แท้จริงคือการจ้างผู้เชี่ยวชาญที่มีทักษะสูงในตำแหน่งต่าง ๆ เช่น Software Engineering, Digital Marketing, Data Science และ Product Marketing เนื่องจากตำแหน่งทางโลกดิจิทัลเหล่านี้ล้วนเป็นตำแหน่งที่ไม่มีการสรรหาและว่าจ้างมาก่อน

Google & Temasek จัดให้ปัญหาการขาดผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านอีคอมเมิร์ซเป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องเร่งหาทางแก้ไขอันดับต้น ๆ จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่บริษัทอีคอมเมิร์ซรายใหญ่มักสรรหาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านทั้งในและนอกประเทศที่มากด้วยประสบการณ์หรือเคยทำงานเกี่ยวเนื่องกับโลกออนไลน์ แม้จะไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาในระยะยาวเพราะการสรรหาและว่าจ้างชาวต่างชาติล้วนต้องใช้ต้นทุนสูง มากไปกว่านั้นชาวต่างชาติส่วนใหญ่มักต้องการออกมาหาประสบการณ์นอกประเทศของตนเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ ส่วนใหญ่มักอยู่ไม่เกิน 5 ปีในประเทศที่กำลังพัฒนา ทางออกที่ดีที่สุดคือเริ่มจัดอบรมสายอาชีพเหล่านี้กับคนในประเทศตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อส่งผลในระยะยาว

นักวิจัยทางการตลาดเผยว่า ทักษะที่ขาดที่สุดในสายงานนี้คือกระบวนการคิดแก้ไขปัญหาเชิงกลยุทธ์และเผยแพร่ความรู้ในสายงาน เนื่องจากผู้สำเร็จการศึกษาก่อนหน้าส่วนใหญ่จะไม่มีประสบการณ์ทำงานที่บริษัทอีคอมเมิร์ซต้องการโดยตรง โปรแกรมฝึกงานระหว่างการศึกษาก็มักไม่ได้เรียนรู้งานเหมือนพนักงานทั่วไป ต่างล้วนได้รับมอบหมายงานเล็ก ๆ ที่ไม่สามารถต่อยอดได้ในชีวิตการทำงานจริง ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ควรปรับปรุง ต่างจากชาวอเมริกาที่นักศึกษาส่วนใหญ่มีการฝึกงานที่สมบูรณ์ ซึ่งสามารถนำประสบการณ์ที่ได้มาประยุกต์ใช้ในการทำงานได้จริง

ในทำนองเดียวกัน Cynthia Luo (ซินเทีย หลัว) นักวิจัยการตลาด ได้แสดงความคิดเห็นว่า “… ผู้สำเร็จการศึกษาใหญ่มักขาดทักษะพื้นฐานก่อนเริ่มทำงานครั้งแรก การเป็นผู้สื่อสารที่ดีจะสามารถช่วยให้บุคลากรเหล่านี้ลดความตึงเครียดในการทำงานนำไปสู่ผลงานที่มีคุณภาพได้ในอนาคต”

สุดท้ายนี้ คนรุ่นต่อไปควรตระหนักถึงศักยภาพของธุรกิจอีคอมเมิร์ซเพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการเริ่มต้นสายอาชีพออนไลน์ จะให้ดีต้องได้รับความร่วมมือจากเหล่าบริษัทอีคอมเมิร์ซในการสรรสร้างโครงการฝึกงานเพื่อช่วยผลิตบุคลากรที่ดีในสายอาชีพธุรกิจอีคอมเมิร์ซต่อไป

เขียนและวิเคราะห์ข้อมูลโดย ขนิษฐา สาสะกุล iPrice Group

from:http://www.9tana.com/node/iprice-google-temasek/