คลังเก็บป้ายกำกับ: NEWS

ครม. อนุมัติงบเงินกู้ให้คลังกว่า 5.4 หมื่นล้าน: บัตรสวัสดิการรัฐ ยิ่งใช้ยิ่งได้ คนละครึ่งเฟส 3

ครม. อนุมัติงบเงินกู้ให้กระทรวงการคลังรวม 54,506 ล้านบาท ช่วย 4 โครงการเพื่อส่งเสริมมาตรการลดค่าครองชีพ มีทั้งบัตรสวัสดิการรัฐ, ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ, คนละครึ่งเฟส 3 และยิ่งใช้ ยิ่งได้

สำหรับงบประมาณ 4 โครงการที่ ครม. อนุมัติ ดังนี้

โครงการเพิ่มกำลังซื้อแก่ผู้มีบัตรสวัสิดการแห่งรัฐ ระยะที่ 3 งบ 8,122.3764 ล้านบาท ช่วยเหลือวงเงินค่าซื้อสินค้าเพิ่มเติมอีก 300 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นระยะเวลา 2 เดือน ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม 2564 รวม 600 บาทต่อคน ให้แก่ผู้มีบัตรจำนวนไม่เกิน 13,537,294 คน รวมเป็นวงเงินทั้งสิ้น 500 บาทต่อคนต่อเดือนช่วงพฤศจิกายนถึงธันวาคม 2564

โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ งบ 1,383.8814 ล้านบาท ช่วยเหลือวงเงินค่าซื้อสินค้าจำนวน 300 บาทต่อคนต่อเดือน ระยะเวลา 2 เดือน พฤศจิกายน-ธันวาคม 2564 รวมเป็น 500 บาทต่อคนและรวมเป็น 1,800 บาท ครอบคลุมกลุ่มผู้ต้องการความช่วยเหลือ เช่น ผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงระบบอินเทอร์เน็ต ผู้ไม่มีสมาร์ทโฟน ผู้ที่อยู่ในภาวะพึ่งพิง (ผู้สูงอายุ พิการ ทุพพลภาพ ผู้ป่วยติดเตียง) ผู้ที่ลงทะเบียนไม่สำเร็จเนื่องจากข้อมูลส่วนบุคคลไม่ถูกต้อง จำนวนไม่เกิน 2,306,469 คน

งบประมาณโครงการคนละครึ่ง เฟส 3 งบ 42,000 ล้านบาท ประชาชนได้รับสิทธิสนับสนุนค่าอาหาร เครื่องดื่และสินค้าและบริการทั่วไป รวมทั้งซื้ออาหารและเครื่องดื่มที่เข้าโครงการคนละครึ่ง ระยะที่สามผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food delivery platform) 50% ไม่เกิน 150 บาท ต่อคนต่อวัน จำนวน 1,500 บาทต่อคน สนับสนุนเพิ่มเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม รวมทั้งสิ้น 4,500 บาทต่อคน สำหรับประชาชนทั่วไป

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ภาพจากทำเนียบรัฐบาล

งบโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ 3,000 ล้านบาท สำหรับประชาชนทั่วไปที่ไม่มีบัตรสวัสดิการรัฐ ไม่ได้รับสิทธิโครงการเพิ่มกำลังซื้อแก่ผู้ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ ไม่ใช้สิทธิโครงการคนละครึ่งเฟส 3 จำนวนไม่เกิน 1 ล้านสิทธิ โดยปรับเพิ่มหลักเกณฑ์คำนวณการให้สิทธิสนับสนุน e-voucher เพิ่มวงเงินสนับสนุนจากเดิมไม่เกิน 7,000 บาทเป็น 10,000 บาทต่อคนเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2564 ดังนี้

  • สำหรับใช้จ่ายตั้งแต่ 1 กรกฎาคมถึง 31 ตุลาคม 2564 คำนวณวิธีเดิม
  • สำหรับใช้จ่าย 1 ถึง 30 พฤศจิกายน 2564
  • ผู้ที่ได้รับสิทธิมียอดใช้จ่ายที่จะนำมาคำนวณ e-voucher ไม่เกิน 6,000 บาท ณ 31 ตุลาคม 2564 จะได้รับสิทธิ ดังนี้
    • สำหรับยอดใช้จ่ายจริง 1-40,000 บาท ได้รับ e-voucer 10% ของยอดจ่ายจริง แต่ไม่เกิน 4,000 บาทต่อคน
    • ยอดใช้จ่ายจริงตั้งแต่ 40,001-80,000 บาท ได้รับ e-voucher 15% ของยอดจ่ายจริงแต่ไม่เกิน 6,000 บาทต่อคน
    • สำหรับผู้ได้รับสิทธิที่มียอดใช้จ่ายที่จะนำมาคำนวณ e-voucher เต็มจำนวน 60,000 บาท ณ 31 ตุลาคม 2564 มีสิทธิได้รับ e-voucher จำนวน 7,000 บาทเรียบร้อยแล้วจะมีสิทธิได้รับ e-voucher เพิ่มเติม หากมีการใช้จ่ายเพิ่มเติมจำนวนไม่เกิน 20,000 บาท ระหว่าง 1-30 พฤศจิกายน 2564 จะได้รับสิทธิ e-voucher 15% ของยอดใช้จ่ายเพิ่มเติมแต่ไม่เกิน 3 ,000 บาท
  • เราเที่ยวด้วยกัน เฟส 3 มาแล้ว: ครม. เห็นชอบขยายระยะเวลาโครงการถึง 28 ก.พ. 65 นี้ 

ที่มา – รัฐบาลไทย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ครม. อนุมัติงบเงินกู้ให้คลังกว่า 5.4 หมื่นล้าน: บัตรสวัสดิการรัฐ ยิ่งใช้ยิ่งได้ คนละครึ่งเฟส 3 first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/thai-cabinet-approve-54-billion-baht-for-4-relief-aid-project/

กสิกรไทย ชี้แจง ยิงโฆษณาประกัน “โดนแฮกเงินหาย” จริง ผู้สนใจยังซื้อตรงกับ เมืองไทยฯ ได้

ธนาคารกสิกรไทย ยอมรับ ทำโฆษณาผลิตภัณฑ์ ประกันภัย Shopping Online F เก่ง และใช้คำโฆษณา โดนแฮกเงินหาย จริง แต่ทำโฆษณาก่อนข่าวการตัดเงินผิดปกติสะพัด ยืนยัน ระงับการแพร่โฆษณาดังกล่าวแล้ว

ธนาคารกสิกรไทย

กสิกรไทย ทำโฆษณา โดนแฮกเงินหาย จริง

รายงานข่าวแจ้งว่า ตามที่มีการแพร่กระจายภาพโฆษณาผลิตภัณฑ์ประกันภัยใหม่ที่มีข้อความว่า โดนแฮกเงินหาย ธนาคารกสิกรไทย ขอชี้แจงว่า ประกันดังกล่าวธนาคารเป็นผู้เสนอขาย โดยจะให้ความคุ้มครองความเสียหาย 3 รูปแบบ ได้แก่

  • คุ้มครองผู้ซื้อสินค้าออนไลน์ กรณีผู้ขายไม่ส่งสินค้าภายใน 7 วันนับจากวันที่แจ้งว่าจะจัดส่ง, ผู้ซื้อได้รับสินค้าไม่ครบตามรายการสั่งซื้อ, สินค้าได้รับความเสียหายทางกายภาพ, สินค้าไม่เป็นไปตามที่โฆษณาประชาสัมพันธ์
  • คุ้มครองผู้ขายจากการถูกหลอกลวงให้ส่งสินค้า และไม่ได้รับเงินภายใน 7 วัน นับจากวันที่แจ้งว่าจะจัดส่ง
  • คุ้มครองเงินส่วนตัวที่หายจากบัตร บัญชี หรือกระเป๋าเงินออนไลน์ จากการถูกโจรกรรมผ่านช่องทางออนไลน์ โดยวิธีการใช้บัตรชำระเงิน , การเข้าสู่บัญชีธนาคาร , การเข้าสู่ e – Wallet ของผู้เอาประกันภัยโดยไม่ได้รับอนุญาต กรณีที่ไม่สามารถเรียกคืนได้จากผู้ออกบัตร หรือผู้ให้บริการบัญชี / กระเป๋าเงินออนไลน์

ทั้งนี้ธนาคารมีการจัดทำโฆษณาเพื่อสื่อสารทางการตลาดที่สอดคล้องกับประสบการณ์ในการซื้อขายสินค้าออนไลน์ของลูกค้า 7 รูปแบบ ซึ่งข้อเสนอตามภาพเป็นการนำเสนอให้กับลูกค้าเฉพาะกลุ่ม (ประมาณ 12,000 คน) ผ่าน K PLUS เมื่อวันที่ 11 ต.ค. 2564

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนจะเกิดกระแสข่าวการตัดเงินที่ผิดปกติผ่านบัตรเครดิตและบัตรเดบิตของประชาชนจำนวนมาก ตามที่สื่อต่าง ๆ ได้มีการนำเสนอในช่วงนี้ โดยทันทีที่ทราบประเด็นความเดือดร้อนดังกล่าว ในวันที่ 17 ต.ค. 2564 ธนาคารได้ระงับการโฆษณาผลิตภัณฑ์ด้วยรูปแบบข้างต้นในทุกช่องทาง

ธนาคารกสิกรไทย ยืนยันว่า ไม่ได้มีเจตนาในการเสนอขายผลิตภัณฑ์หรือบริการรูปแบบนี้ ในช่วงสถานการณ์ที่สังคมมีกระแสวิตกเช่นนี้แต่อย่างใด ในทางกลับกัน Brand Inside ได้สำรวจข้อมูลบนเว็บไซต์ธนาคารกสิกรไทยเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ประกันดังกล่าวช่วงเย็นวันที่ 19 ต.ค. พบว่า ไม่สามารถเข้าถึงได้ แม้ช่วงเช้าวันที่ 19 ต.ค. ยังเข้าถึงได้อยู่

ถ้าอยากได้ประกันนี้จริง ๆ ซื้อกับ เมืองไทยฯ ได้

อย่างไรก็ตาม หากผู้บริโภคสนใจที่จะทำประกัน ประกันภัย Shopping Online F เก่ง สามารถหาซื้อได้กับ เมืองไทยประกันภัย โดยตรง เพราะเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ไม่ใช่ตัวแทนขายเหมือนกับที่ธนาคารกสิกรไทยเป็น นอกจากนี้ยังซื้อได้กับ TQM ตัวแทนของผลิตภัณฑ์ดังนี้ได้เช่นกัน

สำหรับแผน ประกันภัย Shopping Online F เก่ง มีดังนี้

ประกันช้อปออนไลน์

นอกจากนี้ประกันรูปแบบดังกล่าวยังมี ธนาคารกรุงไทย ที่ทำตลาดเช่นกัน ใช้ชื่อผลิตภัณฑ์ว่า ไซเบอร์ ช้อปฟิน มีรายละเอียดดังนี้

ธนาคารกรุงไทย

ธนาคารกรุงไทย

สรุป

อาจเรียกว่าเป็นความบังเอิญก็ไม่ผิดนัก เพราะการยิงโฆษณาผลิตภัณฑ์ประกันช้อปออนไลน์โดย ธนาคารกสิกรไทย ไปตรงกับช่วงข่าวบัตรเดบิต และบัตรเครดิต ถูกใช้โดยมิจฉาชีพพอดี แต่ถึงอย่างไร ผลิตภัณฑ์ประกันแบบดังกล่าวค่อนข้างตอบโจทย์การซื้อสินค้าออนไลน์ที่เติบโตก้าวกระโดดในยุคนี้ เพราะช่วยลดความเสี่ยงในการทำธุรกรรมได้

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post กสิกรไทย ชี้แจง ยิงโฆษณาประกัน “โดนแฮกเงินหาย” จริง ผู้สนใจยังซื้อตรงกับ เมืองไทยฯ ได้ first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/kbank-new-online-shopping/

Apple เปิดขาย “ผ้าเช็ดรอย” เช็ดอุปกรณ์ Apple ได้ทุกอย่าง! ราคา ฿690

Apple เปิดขาย “ผ้าเช็ดรอย” สำหรับสินค้า App […] More

from:https://www.iphonemod.net/apple-sell-apple-cleaning-wipe.html

Adobe Camera Raw ปรับปรุงฟีเจอร์ Masking ฉลาดกว่าเดิม

เร็ว ๆ นี้ Adobe จะปล่อยให้อัปเดตซอฟต์แวร์ปรับปรุงฟีเจอ […] More

from:https://www.iphonemod.net/adobe-camera-raw.html

ทำยังไงให้อยู่รอดและรุ่ง ในวันที่ทั้งโลกถูกซัดด้วย Digital Disruption และโควิด-19

ข้อมูลจากงานสัมมนาออนไลน์ THE WISDOM The Symbol Of Your Vision: The Future of Digital Disruption and Investment จัดโดย เดอะวิสดอมกสิกรไทย เชิญ 4 วิทยากรด้านการเงินการลงทุน แลกเปลี่ยนมุมมองเทรนด์ธุรกิจแห่งอนาคต ผู้คนทั้งโลก ทุกธุรกิจและอุตสาหกรรมต้องปรับและเปลี่ยนอย่างรวดเร็วด้วยอัตราเร่งเต็มสปีด โดยมีโควิด19 และกระแส Digital Disruption เป็นโจทย์ท้าทายที่สำคัญ

Disruption และโลกที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

โลกหลังจากนี้จะแตกต่างไปจากปัจจุบันแบบไม่เหลือเค้าเดิม ธุรกิจต้องตอบรับความเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ภายใต้การเสวนาในหัวข้อ “Turning Digital Disruption into Opportunity” คุณเรืองโรจน์ พูนผล ประธานกลุ่มกสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป (KTBG) อธิบายถึงความเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจที่มาพร้อมความท้าทายและโอกาสของธุรกิจเอาไว้อย่างน่าสนใจ

เราได้ยินคำว่า Disruption กันมาสักพัก และเรายังได้ยินกันอีกว่าโควิด-19 เร่งให้ธุรกิจต่างๆ ปรับตัวกันยกใหญ่ คุณเรืองโรจน์เล่าว่าความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือ E-Commerce จำนวนคนซื้อของออนไลน์ในไทยพุ่งขึ้นถึง 58% ไม่มีทีท่าลดลง ไม่ว่าจะหันไปทางไหนเราพบว่าการหันสู่ตลาดออนไลน์กลายเป็นเรื่องธรรมดา

คุณ เรืองโรจน์ พูนผล ประธานกลุ่มกสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป (KTBG)
คุณเรืองโรจน์ พูนผล ประธานกลุ่มกสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป (KTBG)

แต่ E-Commerce ไม่ใช่แค่เรื่องราวเดียวของ Disruption ยังมีความเปลี่ยนแปลงอีกมากให้จับตา เช่น การเปลี่ยนแปลงจาก Lazy Economy สู่ At-Home Economy จากซื้อสินค้าแบบ On-Demand เพื่อความสะดวกสบายไปสู่การซื้อแบบ On-Demand เพราะไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตเปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเล่น เรียน พักผ่อน ทานอาหาร หรือทำงาน หลังจากนี้บ้านจะกลายเป็นพื้นที่สำหรับกิจกรรมเหล่านั้นมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของ AI ที่อยู่ในชีวิตเรามากขึ้น อย่างน้อยที่สุดก็บนโทรศัพท์ทั้ง Chat Bot จนถึงอัลกอริทึมของแอปต่างๆ โดยเทคโนโลยี AI มีตั้งแต่ระบบอัตโนมัติที่ทำตามคำสั่งซ้ำๆ ไปจนถึงการเข้าใจและตอบโต้ภาษามนุษย์ และล่าสุดคือ AI ที่สามารถเรียนรู้และคิดเองได้ 

ยกตัวอย่างง่ายๆ ตอนนี้เราได้เห็นอินฟลูเอนเซอร์ AI ที่สามารถรับและทำงานต่างๆ ได้เอง หรือจะเป็นระบบจัดการโกดังของ JD.com ที่สามารถจัดการพัสดุได้กว่า 500,000 ชิ้น/วัน โดยใช้คนเพียง 100 คน

ทั้งหมดนี้เป็นความเปลี่ยนแปลงในช่วง 2 ปีเท่านั้น คุณเรืองโรจน์เล่าว่า ถัดไปอีก 10 ปี โลกในปี 2030 จะเปลี่ยนแปลงไปแบบเหนือจินตนาการ ก่อเกิดความท้าทายและโอกาสมหาศาล ชนิดที่ว่าหากธุรกิจไม่สามารถปรับตัวได้ทันตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษได้ทันก็มีโอกาสถูกทิ้งไว้ข้างหลังสูงมาก

โลกจะเปลี่ยนไปมหาศาลในอีก 10 ปี แล้วตรงไหนคือโอกาสของธุรกิจ?

ในปี 2018 Disruption เกิดขึ้นช้าๆ เป็นโดมิโน่ จากอุตสาหกรรมหนึ่งไปกระทบอุตสาหกรรมหนึ่ง เช่น การสื่อสารก้าวหน้าจนทำให้เดลิเวอรีเกิดขึ้น แต่หลังโควิดระบาด Disruption ก็เร่งตัว ทุกคนถูกบังคับให้ disrupt ตัวเองพร้อมกันในทีเดียว เช่น การศึกษาและการแพทย์ถูกเร่งให้เป็นดิจิทัลโดยไม่มีทางเลือก

นี่คือ แนวโน้มความเปลี่ยนแปลงของธุรกิจในอีก 10 ปีข้างหน้า ที่คุณเรืองโรจน์ ได้แลกเปลี่ยนมุมมองและแสดงความคิดเห็นไว้

ธุรกิจอาหาร: โปรตีนจากพืชจะกลายเป็นกระแสหลักเพราะพัฒนารสชาติจนใกล้เคียงของจริง อาหารทางเลือกอื่น เช่น โปรตีนจากแมลง เครื่องดื่มสังเคราะห์จากเครื่องสแกนโมเลกุล (Molecular Spirit) จะได้รับความสนใจ เราจะได้เห็นฟาร์มและร้านอาหารที่ใช้ระบบอัตโนมัติและ AI มากขึ้น

รถยนต์ไร้คนขับ
รถยนต์ไร้คนขับของ Uber

ธุรกิจยานยนต์: รถไฟฟ้ามาเร็วกว่าที่คิด รถยนต์ไร้คนขับจะที่เป็นที่พูดถึงมากขึ้น ธุรกิจการขับเคลื่อนจะกลายเป็นมากกว่าสินค้าแต่จะกลายเป็นบริการเพราะ Sharing Economy, 5G, และเมืองอัจฉริยะ จะทำให้บริการแชร์ริ่งและบริการขนส่งสาธารณะไร้คนขับเป็นไปได้ยิ่งขึ้น จึงไม่แปลกใจที่ผู้เล่นที่เป็นบริษัทเทคโนโลยีแต่ไม่ใช่ผู้ผลิตยานยนต์อย่าง Grab, Monet และ Waymo จะมีพื้นที่ในอุตสาหกรรมนี้มากขึ้น

ธุรกิจค้าปลีก: หน้าร้านต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองครั้งใหญ่ จากพื้นที่ขายสินค้ากลายเป็นโชว์รูมขนาดเล็ก เป็นคอมมูนิตี้ลูกค้า ที่สามารถสร้างประสบการณ์และความสัมพันธ์ระหว่างลูกค้ากับแบรนด์มากยิ่งขึ้น ลดโอกาสที่แพลตฟอร์มคนกลางจะมาแย่งชิงส่วนแบ่งด้านมูลค่าไป

การศึกษา: Ed-tech ได้โอกาสจากการที่งาน 15%-30% ถูกแทนที่โดยระบบอัตโนมัติภายในปี 2030 ผู้คนต้อง Reskill เพื่อปรับตัว Nano-degree หรือการเรียนรู้ย่อมๆ ไม่ต้องรอ 4 ปีจบปริญญาจะยิ่งสำคัญเพราะช่วยคนสร้างทักษะปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้เร็วกว่า

การแพทย์: การพบแพทย์และการผ่าตัดทางไกลกลายเป็นเรื่องพื้นฐานขึ้น การผลิตชีวโมเลกุล เช่น DNA โปรตีน ไวรัส เพื่อรักษาโรคจะมีความเป็นไปได้ ที่สำคัญสังคมสูงวัยจะเปิดโอกาสให้กับสินค้าบริการแบบ Silver-friendly เพราะผู้สูงอายุยินดีจ่ายเงินแพงขึ้น 30% เพื่อสินค้าเหล่านี้

ภาพจาก Shutterstock

การเงินการธนาคาร: ธนาคารที่มีความเป็นบริษัทเทคโนโลยีและสตาร์ทอัพที่สเกลตัวเองขึ้นจะเป็นผู้เล่นหลักในระบบการเงินที่มีความเป็นดิจิทัล ที่สำคัญแพลตฟอร์มในระบบการเงินแบบไร้ตัวกลาง (DeFi) ซึ่งสามารถสร้างบริการทางการเงินแบบเดียวกับเราเห็นในปัจจุบัน เช่น การฝากเงิน การกู้ การทำประกัน และการแลกเปลี่ยนสกุลเงินในเวอร์ชันที่เหนือกว่าได้จะกลายเป็นอีกหนึ่งผู้เล่นที่ต้องจับตา

วัฒนธรรมแห่งนวัตกรรม หัวใจของธุรกิจแห่งอนาคต

ภายใต้บริบทแห่งการเปลี่ยนแปลงทั้งหมด อาเซียนจะเข้าสู่ยุคทองที่จะมีสตาร์ทอัพระดับยูนิคอร์นเกิดขึ้น 20-40 ตัว ภายในเวลา 8 ปี เพราะมีประชากรหนุ่มสาวจำนวนมาก มีมูลค่า Internet Economy เติบโตรวดเร็ว จาก 4.4 หมื่นล้านดอลลาร์ ในปี 2020 เป็น 1.24 แสนล้านดอลลาร์ ในปี 2025

พูดง่ายๆ คือ อาเซียนมีรูปแบบการเติบโตเหมือนประเทศจีนในเมื่อ 10 ปีที่แล้ว

คำถามสำคัญก็คือ เมื่อโอกาสที่มากับการเปลี่ยนแปลงเปิดกว้างขนาดนี้ แล้วเราเปิดรับโอกาสนั้นมากแค่ไหน? 

คุณเรืองโรจน์ให้แง่คิดว่า สิ่งที่ทำให้ธุรกิจสามารถไขว่คว้าโอกาสได้คือการสร้างวัฒนธรรมแห่งนวัตกรรมในองค์กร ซึ่งมาจากความเข้าอกเข้าใจ (Empathy) ลูกค้าและพนักงานที่มาจากหลายช่วงวัย การเปิดรับความรู้ใหม่ๆ (Open) จากผู้คนหลากหลาย การเรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกัน (Collaborative) และทดลองร่วมกัน (Experiment) เพื่อสร้างนวัตกรรมขึ้น  

การเงินการลงทุน อีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่เจอ Disruption ครั้งใหญ่

อุตสาหกรรมการเงินการลงทุนถือเป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่เจอความเปลี่ยนแปลงมากที่สุดทั้งบริการที่ถูก disrupt จนเกิดเป็นบริการการเงินออนไลน์จำนวนมาก และยังมีสินทรัพย์ใหม่ๆ ที่โด่งดังขึ้นมาในยุคนี้อย่างคริปโทเคอเรนซี่หลายสกุลที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบการเงินไร้ตัวกลาง (DeFi) 

ในงานเสวนาครั้งนี้ยังมีผู้ทรงคุณวุฒิด้านการเงินการลงทุนแนวหน้าของเมืองไทยอีก 3 ท่าน ร่วมพูดคุยในหัวข้อ Unlocking a New Era of Investment อัปเดตความเปลี่ยนแปลงในโลกการเงิน และชี้ให้เห็นโอกาสทางธุรกิจในความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ให้กับลูกค้าผู้ทรงเกียรติของเดอะวิสดอมธนาคารกสิกรไทยอีกด้วย

คุณ ชลเดช เขมะรัตนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มโรโบเวลธ์ และนายกสมาคมฟินเทคประเทศไทย
คุณชลเดช เขมะรัตนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มโรโบเวลธ์ และนายกสมาคมฟินเทคประเทศไทย

คุณชลเดช เขมะรัตนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มโรโบเวลธ์ และนายกสมาคมฟินเทคประเทศไทย กล่าวว่า ยุคโควิดคือยุคทองของการลงทุนออนไลน์ ตั้งแต่ตลาดหลักทรัพย์ก่อตั้งมาเป็นเวลา 10 กว่าปีจนถึงช่วงโควิดเริ่มระบาด (วันที่ 1 มกราคม 2020) มีนักลงทุนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ 1.2 ล้านคน แต่ ณ ปัจจุบันมีนักลงทุนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์กว่า 2 ล้านคน เป็นที่เรียบร้อย ที่สำคัญคือนักลงทุนมีอายุเฉลี่ยลดลงกว่าเดิม

พฤติกรรมการลงทุนที่เปลี่ยนแปลงไปก็คือนักลงทุนมีแนวโน้มที่จะมองสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นอีกหนึ่งทางเลือก ดังนั้น การลงทุนหลังจากนี้จึงมีทางเลือกในการกระจายความเสี่ยงมากขึ้น ทั้งการลงทุนโดยตรงในสินทรัพย์ดิจิทัลหรือการลงทุนในกองทุนที่ลงทุนในเทคโนโลยีบล็อกเชนเพื่อไม่พลาดโอกาสแห่งอนาคต

คริปโทเคอเรนซี่: จุดเริ่มต้นของระบบการเงินแบบใหม่

คุณจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา (ท็อป) ผู้ก่อตั้งและ Group CEO บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์
คุณจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา (ท็อป) ผู้ก่อตั้งและ Group CEO บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์

คุณจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา (ท็อป) ผู้ก่อตั้งและ Group CEO บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ กล่าวว่า ณ ปัจจุบัน คริปโทเคอเรนซี่ถือเป็นอีกหนึ่งการลงทุนที่มีผู้ให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก ณ ปัจจุบัน มีผู้เปิดบัญชีกับ Bitkub ที่ยัง active กว่า 1 ล้านบัญชี เรียกได้ว่าเป็นครึ่งหนึ่งของนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ มีการซื้อขายแพลตฟอร์มในแต่ละวันอยู่ที่ 8-12 พันล้านบาท

ในบริบทโลก ตอนนี้คริปโทเคอเรนซี่มี market cap อยู่ที่ 2.3-2.4 ล้านล้านดอลลาร์  โดยที่มีนักลงทุนชื่อดังและนักลงทุนสถาบันระดับโลกเข้าไปลงทุนเป็นที่เรียบร้อย ไม่ว่าจะเป็น George Soros, Goldman Sachs, JP Morgan, Tesla, Square, Twitter และอื่นๆ

อย่างไรก็ตาม คริปโทเคอเรนซี่เป็นแค่สกุลเงินที่เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ใหญ่กว่านั้นอย่างระบบการเงินไร้ตัวกลาง หรือ DeFi ที่เป็นนวัตกรรมทางการเงินที่ไม่ต้องใช้ตัวกลาง เช่น รัฐ ธนาคาร โรงรับจำนำ ในการทำธุรกรรม แต่ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนเพื่อเชื่อมต่อผู้ทำธุรกรรมทั้งสองฝ่ายเข้าหากันโดยตรง 

DeFi: คลื่นความเปลี่ยนแปลงลูกใหญ่ในโลกการเงิน

คุณ กานต์นิธิ ทองธนากุล (คิม) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุน Merkle Capital ผู้ก่อตั้งเพจ Kim DeFi Daddy และ Bitcoin Addict Thailand
คุณกานต์นิธิ ทองธนากุล (คิม) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุน Merkle Capital ผู้ก่อตั้งเพจ Kim DeFi Daddy และ Bitcoin Addict Thailand

คุณกานต์นิธิ ทองธนากุล (คิม) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุน Merkle Capital ผู้ก่อตั้งเพจ Kim DeFi Daddy และ Bitcoin Addict Thailand กล่าวว่าโควิดช่วยเร่งให้ DeFi เติบโตขึ้นเพราะในช่วงที่ผ่านมาผู้คนหันไปทำธุรกรรมแบบ Cashless มากขึ้น อย่างในเดือนกันยายน 2020 มีผู้ใช้งานแพลตฟอร์ม DeFi เพียง 5 แสนคนทั่วโลก แต่สามารถเติบโตขึ้น 20 เท่า เป็น 10 ล้านคน ในช่วงเวลา 1 ปี เท่านั้น

คุณคิม กานต์นิธิ อธิบายให้ฟังว่าที่จริงแล้ว DeFi ก็ไม่ต่างไปจากการทำธุรกรรมแบบดั้งเดิม คือเราสามารถฝากเงินสร้างสภาพคล่องให้กับแพลตฟอร์ม DeFi เพื่อรับผลตอบแทนเหมือนฝากเงินธนาคาร และแพลตฟอร์มต่างๆ ก็จะนำเงินไปให้บริการทางการเงินอื่นๆ ต่อไม่ต่างจากธนาคาร เช่น การปล่อยกู้แบบ P2P Lending หรือ รับแลกสกุลเงินดิจิทัลโดยไม่มีตัวกลางแต่ทำผ่าน smart contract ที่เป็นโค้ดคอมพิวเตอร์

เราจึงสามารถลดต้นทุนในการทำธุรกรรมได้เพราะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายให้กับตัวกลาง ได้ดอกเบี้ยสูงขึ้นและจ่ายค่าธรรมเนียมน้อยลง นี่จึงเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมทางการเงินที่อาจมีบทบาทสำคัญในอนาคต

โอกาสทางธุรกิจครั้งใหญ่ในโลกการเงินไร้ตัวกลาง

คุณท็อป จิรายุส เชื่อว่าหลังจากนี้ประมาณ 5 ปี เราจะคุ้นเคยกับ DeFi และใช้กันเป็นปกติมากขึ้น โดยธุรกิจสามารถปรับตัวเพื่อคว้าโอกาสจากคริปโทเคอเรนซีได้หลายรูปแบบ เช่น

  • กระจายความเสี่ยงนำกำไรบางส่วนมาถือ Bitcoin หรือคริปโทเคอเรนซี่ตัวอื่น
  • ลดต้นทุนธุรกรรมผ่านการใช้ protocol แบบไร้ตัวกลางเพื่อทำธุรกรรมแลกเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว
  • เพิ่มทางเลือกในการแลกเปลี่ยนมูลค่า เช่น ใช้คริปโทเคอเรนซี่เพื่อโอนเงินจำนวนไม่มากข้ามประเทศ
  • การระดมทุนผ่านระบบการเงินแบบไร้ตัวกลาง
  • แปลงสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้ให้กลายเป็นเหรียญที่มีตัวตนในโลกดิจิทัล เช่น ทำ gift voucher

อย่างไรก็ตาม แม้การเงินไร้ตัวกลางจะนำมาซึ่งโอกาสแต่ก็มาพร้อมความเสี่ยงที่ต้องพึงระวัง ความสูญเสียจากการหลอกลวงโดยเจ้าของแพลตฟอร์ม DeFi มีให้เห็นอยู่เสมอ ที่สำคัญการไร้ตัวกลางหมายความว่าความสูญเสียต่างๆ จะไม่สามารถถูกกู้คืนได้ จึงต้องลงทุนในแพลตฟอร์มที่น่าเชื่อถือและได้รับการตรวจสอบโดย audit เท่านั้น

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของความผันผวนของคริปโทเคอเรนซี่ที่มีมากกว่าสินทรัพย์การลงทุนแบบดั้งเดิม ดังนั้น การเตรียมตัวให้พร้อมและการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลาคือเครื่องป้องกันความเสี่ยงและเครื่องช่วยไขว่คว้าโอกาสในโลกการเงินไร้ตัวกลางของธุรกิจและนักลงทุนทุกคน

สรุป

โลกในปี 2030 จะไม่ใช่โลกใบเดิมที่เรารู้จักอีกต่อไป โปรตีนจากพืช เครื่องดื่มสังเคราะห์ รถไร้คนขับ เมืองอัจฉริยะ การศึกษา Nano-degree การรักษาด้วยการปรับแก้จีโนม อาจกลายเป็นเรื่องปกติสำหรับคนในยุคนั้น

ที่สำคัญ ยังมีเรื่องของระบบคริปโทเคอเรนซี่และระบบการเงินไร้ตัวกลางที่เข้ามาพลิกโฉมหน้าโลกของการเงินและการลงทุนที่เราคุ้นเคยให้เปลี่ยนไป หลังจากนี้การทำธุรกรรมข้ามประเทศแบบไร้ตัวกลางจะเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้น เป็นโอกาสมหาศาลของธุรกิจ และในขณะเดียวกันก็เป็นความเสี่ยงที่ประเมินไม่ได้

วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 4 ที่ร่วมให้ความรู้กับเราในวันนี้ต่างเห็นตรงกันว่าในท้ายที่สุด ความเปิดกว้างและการแสวงหาความรู้ใหม่ๆ จะช่วยก้าวข้ามความท้าทายและไขว่คว้าโอกาสที่มาพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอได้

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ทำยังไงให้อยู่รอดและรุ่ง ในวันที่ทั้งโลกถูกซัดด้วย Digital Disruption และโควิด-19 first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/the-wisdom-digital-disruption/

Pet Tracker อุปกรณ์ติดตามสัตว์เลี้ยง ระบุตำแหน่งด้วย GPS แบบ Real-time ราคาพิเศษสำหรับลูกค้า AIS

ใครที่มีสัตว์เลี้ยงไม่ว่าจะเป็นน้องหมาหรือน้องแมว หากว่าเราปล่อยเค้าให้วิ่งเล่นนอกบ้านได้แบบอิสระ บางทีก็จะเกิดอาการไม่อยากกลับบ้าน แอบไปวิ่งเล่นถึงไหน ๆ ก็ไม่รู้ กว่าจะกลับมาให้เห็นหน้าไอ้เราก็เป็นห่วงแทบแย่ (บางทีไปเล่นน้ำเล่นโคลนจนเละกลับมาอีก…) แต่ปัญหานี้จะหมดไปด้วยอุปกรณ์ติดตามสัตว์เลี้ยง Pet Tracker ที่สามารถระบุตำแหน่งของเจ้าตัวยุ่งทั้งหลายได้แบบ Real-time จากมือถือ แถมยังมีฟีเจอร์อื่น ๆ อีกมากมายให้ได้ใช้กัน โดยลูกค้า AIS สามารถซื้อมาใช้ได้ในราคาพิเศษเพียง 2,490 บาท เท่านั้น 

Pet Tracker เป็นอุปกรณ์ติดตามสัตว์เลี้ยง ที่มีระบบ GPS ในตัวสำหรับใช้ระบุตำแหน่งของสัตว์เลี้ยงได้แบบ Real-time จากหน้าจอมือถือของเราเอง (ผ่านแอป AIS Family Connect) โดยมันสามารถระบุตำแหน่งได้ทั้งในบ้าน / อาคาร หรือนอกบ้านก็ได้ และยังครอบคลุมพื้นที่เป็นบริเวณกว้างเพราะมันต้องใส่ micro SIM เพื่อใช้คู่กับระบบ GPS นั่นเอง

Pet Tracker ยังมีฟีเจอร์อื่น ๆ สำหรับสอดส่องดูแลสัตว์เลี้ยงของเราได้อีก ไม่ว่าจะเป็นการบันทึกประวัติเส้นทาง เอาไว้มาเรียกดูได้ว่าแต่ละวันไปซนที่ไหนมาบ้าง, สร้างอาณาเขตเสมือน (Geofence) บนแผนที่เพื่อแจ้งเตือนมาที่มือถือหากสัตว์เลี้ยงของเราวิ่งออกนอกเขตดังกล่าว, ส่งเสียงและแสงออกมาจากตัวอุปกรณ์เพื่อหาสัตว์เลี้ยงในอาคาร นอกจากนี้ Pet Tracker ยังเปลี่ยนไปใช้กับปลอกคออื่น ๆ ได้ตามใจ แถมยังมีน้ำหนักเบา ๆ แค่ 35 กรัมเท่านั้นเอง

มีไฟ LED เอาไว้หาตัวในที่มืด

Pet Tracker จะต้องใช้งานคู่กับแอป AIS Family Connect ที่มีให้ใช้ทั้งบนระบบ Android และ iOS โดยแบตเตอรี่เมื่อชาร์จเต็มจะใช้งานได้สูงสุด 96 ชั่วโมง และจะมีการแจ้งเตือนได้ด้วยหากแบตเตอรี่ใกล้หมด

อุปกรณ์ติดตามสัตว์เลี้ยง Pet Tracker มีราคาเต็มอยู่ที่ 3,490 บาท แต่สำหรับลูกค้า AIS ที่เปิดเบอร์ใหม่ แพ็กเกจรายเดือน เน็ต 1GB ราคา 99 บาท/เดือน (สัญญา 12 เดือน) จะได้รับสิทธิ์ซื้อในราคาพิเศษเหลือ 2,490 บาท 

ถือว่าเป็นอุปกรณ์ที่น่าสนใจเลยล่ะ สำหรับคนที่มีสัตว์เลี้ยงตัวป่วนชอบวิ่งไปเล่นแล้วหายไปนาน ๆ เรียกก็ไม่ยอมกลับ หรืออยู่ในบ้านแต่ชอบไปแอบมุดอยู่ตรงซอกไหนต่อไหน ถ้าได้เอา Pet Tracker ไปคล้องคอ รับรองว่าอยู่ตรงไหนก็หาเจอแน่นอนจ้า

 

ที่มา : AIS

from:https://droidsans.com/ais-pet-tracker/

ยืนยัน! macOS Monterey ปล่อยอัปเดต 26 ต.ค. 64 นี้

หลังจากเปิดตัว MacBook Pro และชิปใหม่อย่างชิป M1 Pro แล […] More

from:https://www.iphonemod.net/macos-monterey-update-public-version.html

เผย Samsung อาจติดต่อ BOE และ CSOT มาช่วยผลิตจอ OLED สำหรับใช้บน Galaxy A Series ปีหน้า

มีข่าวลือจากเกาหลีใต้เปิดเผยว่า Galaxy A Series ในปี 2022 นอกจากจะเปลี่ยนมาใช้ชิปลูกหม้อของ Samsung อย่าง Exynos แล้ว ดูเหมือนว่าผู้ผลิตพาแนลจอ OLED จะเปลี่ยนมือจาก Samsung Display มาเป็นแบรนด์จีน BOE และ CSOT ซะแล้ว โดยสาเหตุของการเปลี่ยนก็เพื่อที่จะลดต้นทุนการผลิตให้ถูกลงนั่นเอง

ในปีหน้า Samsung มีแผนที่จะลดการพึ่งพาจาก Qualcomm และ MediaTek หันมาใช้ชิป Exynos บนสมาร์ทโฟนตระกูล Galaxy ให้มากขึ้น หลังจากในปัจจุบันมีเพียงแค่ 20% เท่านั้นที่ขับเคลื่อนด้วยชิปตัวกลั่นของบริษัทฯ โดย Samsung มีตัวเลขในใจว่าจำนวนมือถือ Galaxy ที่ใช้ชิป Exynos ต้องแตะหลัก 50 – 60% เรียกได้ว่าเกือบ ๆ สามเท่าตัวเลยทีเดียว

แต่พอเป็นเรื่องพาแนลจอ OLED แล้ว ตรงนี้เหมือน Samsung จะมีแผนที่ตรงกันข้าม จากปกติให้ Samsung Display ผลิตจอให้กับสมาร์ทโฟนตระกูล Galaxy ทุกรุ่น แต่ในปีหน้า Galaxy A Series (บางรุ่น) อาจจะมาพร้อมกับจอ OELD จากแบรนด์จีนอย่าง BOE และ CSOT เนื่องจาก Samsung ต้องการลดต้นทุนการผลิตนั่นเอง

โดยสาเหตุของการเปลี่ยนจาก Samsung Display มาเป็น BOE หรือ CSOT ก็อย่างที่เกริ่นไปข้างต้นเลย คือ Samsung ต้องการลดต้นทุนการผลิตของ Galaxy A Series ปี 2022 ลง คาดว่าน่าจะตั้งใจมาสู้กับเหล่ามือถือแบรนด์จีนที่มักจะอัดสเปคมาแบบจัดเต็มในราคาที่ถูกกว่าแบรนด์จากชาติอื่น ๆ

ตอนนี้ลือ ๆ กันว่าทั้ง BOE และ CSOT กำลังพัฒนาพาแนลจอ OLED สำหรับ Galaxy A73 อยู่ ซึ่งทั้งสองไม่ถือเป็นหน้าใหม่ของวงการนะ BOE ตอนนี้พัฒนาไปไกลมากแล้ว จนถึงขั้นโดน Apple จับเซ็นสัญญาผลิตหน้าจอ OLED ให้กับ iPhone ของพวกเขา ส่วน CSOT ก็เคยมีข่าวว่าซุ่มพัฒนาพาแนล LCD ที่มีเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือฝังเอาไว้ใต้จอ (แต่ตอนนี้ยังทำไม่สำเร็จ)

สำหรับ Galaxy A73 คาดว่าจะเปิดตัวในช่วงครึ่งแรกของปี 2022 (อาจจะมาพร้อมกับ Galaxy A53) ใช้เซ็นเซอร์หลักความละเอียด 108MP และอาจรองรับระบบกันสั่นแบบ OIS กันทั้ง Galaxy A Series ไม่จำกัดแค่เฉพาะ A73

 

ที่มา: sammobile

from:https://droidsans.com/samsung-galaxy-a-series-2022-might-outsource-oled-panels-china/

เปิดตัวชิป M1 Pro และ M1 Max ที่อยู่ใน MacBook Pro ทรงพลังที่สุดเท่าที่เคยมีมา

Apple เปิดตัวชิป M1 Pro และ ชิป M1 Max ในงานอีเว้นต์ Un […] More

from:https://www.iphonemod.net/m1pro-m1max-chip-launching-in-macbook-pro.html

กสิกรไทย ขาย ประกันช้อปออนไลน์ คุ้มครองเงินหายจาก บัญชี บัตร E-Wallet เบี้ยเริ่ม 129 บาท

สืบเนื่องจากข่าวเงินในบัญชีหายเป็นจำนวนมาก ลองมาทำความรู้จัก ประกันช้อปออนไลน์ F เก่ง ที่คุ้มครองเงินส่วนตัวหายจาก บัตร บัญชี E-Wallet รวมถึงสินค้าไม่ตรกปก และลูกค้าไม่จ่ายเงิน เบี้ยเริ่มต้น 129 บาท กัน

กสิกรไทย

กสิกรไทย ประกันช้อปออนไลน์ F เก่ง กับสถานการณ์ปัจจุบัน

ช่วงกลางปี 2021 ทาง เมืองไทยประกันภัย เปิดตัว ประกันช้อปออนไลน์ F เก่ง ตอบรับกระแสการซื้อสินค้าออนไลน์ที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากการที่ผู้บริโภคต้องอยู่บ้านเป็นเวลานานในช่วงวิกฤต COVID-19 รวมถึงภัยจากการซื้อของออนไลน์ที่เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามการเติบโต

เพื่อขยายตลาดให้รูปแบบประกันดังกล่าวสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น เมืองไทยประกันภัย จึงให้ ธนาคารกสิกรไทย เข้ามาเป็นอีกช่องทางในการซื้อรูปแบบประกันนี้ เนื่องจาก ธนาคารกสิกรไทยค่อนข้างแข็งแกร่งในโลกออนไลน์ และมีผู้ใช้แอปพลิเคชัน KPlus มากกว่า 14 ล้านราย

สำหรับรายละเอียดของ ประกันช้อปออนไลน์ F เก่ง ตามเอกสารแนะนำคือ ประกันภัยคุ้มครองไซเบอร์ส่วนบุคคล ที่ให้ความคุ้มครองนักช้อปออนไลน์ จากการซื้อของหรือทำธุรกรรมทางการเงินผ่านช่องทางออนไลน์ด้วยบัตรเครดิต , บัตรเดบิต , Mobile Banking , E-Banking หรือ E-Wallet โดยมีความคุ้มครอง 3 หมวดดังนี้

กสิกรไทย

  • คุ้มครองเงินส่วนตัวที่หายจากบัตร บัญชี หรือกระเป๋าเงินออนไลน์ (E-Wallet) ผ่านช่องทางออนไลน์
  • คุ้มครองการซื้อสินค้าออนไลน์ทั้งในและต่างประเทศ ไม่ต้องกังวลว่าจะได้รับสินค้าไม่ครบ,สินค้าเสียหายจนใช้งานไม่ได้ หรือสินค้าที่ได้รับไม่เหมือนที่ลงโฆษณาไว้ รวมถึงคุ้มครองกรณีผู้ขายไม่ส่งสินค้าภายใน 7 วันนับแต่วัน
  • คุ้มครองแม่ค้า-พ่อค้าออนไลน์จากการถูกหลอกลวงให้จัดส่งสินค้า และไม่ได้รับเงินภายใน 7 วันนับจากวันที่แจ้งว่าจะจัดส่ง

ประกอบด้วย 3 แผนคือ แผน 1 ทุนประกันรวม 5,000 บาท เบี้ยประกัน 129 บาท/ปี, แผน 2 ทุนประกันรวม 25,000 บาท เบี้ยประกัน 299 บาท/ปี และแผน 3 ทุนประกันรวม 1.6 แสนบาท เบี้ยประกัน 999 บาท/ปี โดยแผน 3 เป็นแผนเดียวที่คุ้มครองไปถึงกลุ่มพ่อค้า-แม่ค้าออนไลน์

จุดเด่นประกันนี้คือ คุ้มครองทุกการซื้อ ไม่ได้ของ ของไม่ครบ ของไม่ตรงปก ของเสียหาย คุ้มครองสูงสุด 30,000 บาท, มั่นใจทุกการขาย ถูกหลอกลวงให้จัดส่งสินค้า หรือไม่ได้รับเงิน คุ้มครองสูงสุด 30,000 บาท และ หมดห่วงเรื่องเงินหาย เงินส่วนตัวหายจากบัตร บัญชี หรือ E-Wallet ต่างๆ คุ้มครองสูงสุด 100,000 บาท

สรุป

หากเชื่อมโยงไปที่กรณีเงินหายจากการที่บัตรเดบิตถูกนำไปรูดซื้อจ่ายในราคาน้อย ๆ อย่างที่เป็นข่าวอยู่ตอนนี้ หากทำ ประกันช้อปออนไลน์ F เก่ง ก็อาจไม่มีปัญหา เพราะมีการคุ้มครองเงินหายจากบัตรเดบิตอยู่แล้ว แต่ก็น่าสนใจว่า ทำไม่เราต้องทำประกันเพื่อป้องกันเงินหายด้วย ทั้ง ๆ ที่ธนาคารก็ถือเป็นหน่วยงานที่มีความน่าเชื่อถือ และเราไว้ใจที่จะฝากเงินไว้กับเขาอยู่แล้ว

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post กสิกรไทย ขาย ประกันช้อปออนไลน์ คุ้มครองเงินหายจาก บัญชี บัตร E-Wallet เบี้ยเริ่ม 129 บาท first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/kbank-online-shopping-insurance/