คลังเก็บป้ายกำกับ: NEW_NORMAL

ธุรกิจประกันภัยกับแนวโน้มในการปรับทีมสู่ Digital Workforce ด้วย RPA โดยผู้เชี่ยวชาญจาก DCS

ถึงแม้ว่าการมาของโรคระบาดทั่วโลกในยามนี้จะทำให้หลายธุรกิจต้องหยุดชะงัก แต่สำหรับบางธุรกิจแล้วนี่คือช่วงเวลาสำหรับการทดลองนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาปรับใช้งานและปรับกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นเพื่อเตรียมรับมือกับอนาคต และ บริษัทประกันภัยชั้นนำก็ได้ใช้จังหวะนี้ ในการเปลี่ยนกระบวนการทำงานให้เป็นอัตโนมัติมากขึ้นด้วย Robotic Process Automation หรือ RPA สร้างทีม Digital Workforce มารองรับต่ออนาคตการทำงานในยุค New Normal

การออกกรมธรรม์นั้นยังมีหลายขั้นตอนที่อิงกับเอกสารกระดาษ

Credit: ShutterStock.com

ในธุรกิจประกันภัยนั้น หลายครั้งที่ต้องมีการออกแบบกรมธรรม์เฉพาะทางและขายผ่านช่องทางที่เกี่ยวข้องเท่านั้น เช่น การประกันภัยเกี่ยวกับกิจกรรมกีฬาประเภทต่าง ๆ หรือการทำงานบางประเภท ทำให้การออกกรมธรรม์นั้นจะต้องใช้ข้อมูลของลูกค้าในรูปแบบที่แตกต่างไปจากการขายกรมธรรม์ตรงไปยังลูกค้าแต่ละราย และต้องมีธุรกิจอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้องในขั้นตอน รวมถึงยังต้องจัดเก็บข้อมูลเพิ่มเติมนอกเหนือไปจากปกติด้วย

การทำประกันภัยในลักษณะนี้ข้อมูลมักถูกเก็บอยู่ในรูปของกระดาษ และส่งมายังธุรกิจประกันในลักษณะของไฟล์ภาพที่ผ่านการสแกนมาแล้ว โดยอาจประกอบไปด้วยข้อมูลหลายชุด เช่น เอกสารใบสมัครใช้บริการหรือสมัครสมาชิกของลูกค้ากับธุรกิจพันธมิตร, เอกสารสำเนาบัตรประชาชนหรือ หนังสือเดินทาง ของลูกค้า, เอกสารแบบฟอร์มอื่นๆ รวมถึงแบบฟอร์มข้อมูลสำหรับการทำประกัน เป็นต้น

จะเห็นได้ว่าขั้นตอนเดิมนี้ต้องมีทีมงานเข้ามาจัดการ เนื่องจากต้องตรวจสอบเอกสารที่สแกนและอ่านข้อมูลด้วยตนเองก่อนการตรวจสอบและกรอกข้อความ ทำให้เกิดความล่าช้าและมีโอกาสผิดพลาดได้ ด้วยเหตุนี้ธุรกิจประกันภัยทั่วโลกจึงมีแผนในการนำเทคโนโลยีด้าน Automation เข้ามาช่วยปรับกระบวนการส่วนนี้ให้เป็นอัตโนมัติ เป็นการนำร่องของธุรกิจเพื่อก้าวสู่การเป็น Digital Workforce อย่างเต็มตัวในอนาคต

เปลี่ยนการจัดการเอกสารกระดาษให้เป็นอัตโนมัติ ด้วย RPA และ OCR

บริษัท ดาต้าโปร คอมพิวเตอร์ ซิสเต็มส์ จำกัด (DCS) ได้นำเสนอโซลูชันเพื่อตอบโจทย์นี้ให้แก่ธุรกิจประกันด้วยการนำเทคโนโลยี RPA มาใช้งานร่วมกับ OCR โดย RPA จะช่วยปรับ Flow การทำงานทั้งหมดให้เป็นอัตโนมัติตั้งแต่การรับอีเมล์มาเปิดอ่านไปจนถึงการกรอกข้อมูลไปยังระบบต่างๆ และพิมพ์เอกสารออกมา ในขณะที่ OCR จะเข้ามามีบทบาทในการอ่านข้อมูลบนเอกสารกระดาษที่ถูกสแกนส่งมาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นแบบฟอร์มใบสมัคร เอกสารส่วนตัว เช่น สำเนา บัตรประชาชน หนังสือเดินทาง และอื่นๆ  เพื่อส่งข้อมูลที่อ่านได้จากเอกสารต่าง ๆ ให้ RPA นำข้อมูลเหล่านี้ไปกรอกรวมกันบนระบบของธุรกิจประกัน ซึ่งมีระบบย่อย ๆ หลายระบบอยู่ภายใน โดยทีมงาน DCS จะดูแล RPA ทั้งหมดและจัดการเชื่อมต่อกับระบบ OCR ให้พร้อมใช้งานได้อย่างสมบูรณ์

แนวทางนี้สามารถทดสอบในขั้นตอนการทำ POC ได้จนสำเร็จภายในเวลาเพียงแค่ 1 วันครึ่งเท่านั้น ซึ่งก็ทำให้ลูกค้ารายหนึ่งของ DCS อย่างบริษัท มิตซุย สุมิโตโม อินชัวรันซ์ จำกัด สาขาประเทศไทย พึงพอใจเป็นอย่างมาก และตัดสินใจเริ่มต้นดำเนินโครงการจนปรับแต่งให้ระบบมีความสมบูรณ์ และฝึกอบรมให้พนักงานสามารถใช้งาน RPA ได้จนจบภายในเวลาเพียง 2 เดือน ช่วยให้พนักงานสามารถทำงานได้อย่างสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น ออกกรมธรรม์ได้เร็วกว่าเดิมเป็นอย่างมาก และการทำงานของระบบอัตโนมัตินี้ก็ถูกต้อง 100% พร้อมสำหรับการปรับตัวสู่ Digital Workforce ได้ทันที

ปรับทีมงานสู่ Digital Workforce ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำงานจากที่บ้านได้อย่างสะดวกแม้ในช่วง COVID-19 แพร่ระบาด

Credit: ShutterStock.com

จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าการนำ RPA มาใช้งานในธุรกิจนี้สามารถช่วยลดเวลาในการทำงานและทำให้ทีมงานภายในธุรกิจประกันภัยสามารถใช้เวลากับงานอื่นที่มีความสำคัญสูงกว่าและสร้างคุณค่าใหม่ๆ ให้กับธุรกิจได้มากขึ้น บริษัท มิตซุย สุมิโตโม อินชัวรันซ์ จำกัด สาขาประเทศไทย เคยต้องใช้เวลาประมาณ 250 ชั่วโมงต่อเดือนในการทำงานนี้ ก็สามารถลดเวลาเหลือเพียง 85.5 ชั่วโมงหรือเพียง 34% เท่านั้น เมื่อมีการนำ RPA มาใช้ สามารถประหยัดเวลาในการทำงานลงไปได้เกือบ 3 เท่าเลยทีเดียว และยังใช้ทีมงานในการทำงานน้อยลงถึง 50% ซึ่งเมื่อคำนวณกลับมาเป็นตัวเลขในเชิงค่าใช้จ่ายแล้วบริษัท ก็สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในกระบวนการนี้ได้กว่า 89% หรือใช้ทรัพยากรโดยรวมน้อยลงเกือบ 10 เท่าเลยก็ว่าได้

 กล่าวโดยสรุปได้ว่า RPA มีส่วนสำคัญในการปรับกระบวนการทำงานภายในบริษัทให้มีประสิทธิภาพและมีคุณภาพมากขึ้นต่อเนื่องไปในอนาคต อีกทั้ง ยังช่วยให้พนักงานสามารถ Remote เข้ามาทำกระบวนการต่างๆ อย่างอัตโนมัติได้จากที่บ้าน ตอบสนองต่อนโยบายการเว้นระยะห่างทางสังคม หรือ Social Distancing ได้เป็นอย่างดี

RPA ของ UiPath เป็นเครื่องมือที่ใช้งานง่าย ตอบโจทย์ได้รวดเร็ว และรองรับการต่อยอดสู่ Hyperautomation

RPA ของ UiPath เป็นเครื่องมือ ที่ธุรกิจประกันภัยหลายแห่งทั่วโลกเลือกใช้งาน เพราะทั้งง่ายต่อการใช้งานและการดูแลรักษา รวมถึงมีค่าใช้จ่ายในการลงทุนที่ไม่สูง และคืนทุนได้อย่างรวดเร็วจากการปรับกระบวนการทำงานเป็นแบบอัตโนมัติที่สร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้อย่างชัดเจน อีกทั้งยังสามารถทำงานได้ถูกต้องและรวดเร็ว ทำให้ทีมที่ดูแลกรมธรรม์สามารถใช้งานได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องรบกวนทีมงานฝ่าย IT ภายในองค์กรเลย

ในระยะยาว UiPath จะช่วยให้ธุรกิจยกระดับจากเพียงแค่การทำ Automation สู่การเป็น Hyperautomation ด้วยเครื่องมือต่างๆ ที่จะช่วยให้ธุรกิจสามารถปรับการทำงานของตนเองเป็นอัตโนมัติได้มากขึ้น เช่น UiPath Discovery Tool และเครื่องมืออื่นๆ ที่จะช่วยให้การบริหารจัดการการทำ Automation จำนวนมากภายในธุรกิจเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ Gartner ยังได้ยกให้ UiPath เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี RPA สำหรับธุรกิจองค์กรจากการจัดอันดับประจำปี 2019 ทั้งในแง่ของ Completeness of Vision และ Ability to Execute อีกด้วย

เปลี่ยนกระบวนการให้เป็นอัตโนมัติ ต้องอาศัยทีมงานที่เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี และมีประสบการณ์ด้านธุรกิจอย่าง DCS

ความสำเร็จของโครงการลักษณะนี้ส่วนหนึ่ง คือการมีทีมงานที่มีความรู้ความเข้าใจและประสบการณ์ในการออกแบบและติดตั้งใช้ระบบงาน ซึ่ง DCS เป็นหนึ่งในบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญด้านระบบงานของ UiPath RPA และยังมีประสบการณ์ในการเชื่อมระบบ RPA เข้ากับ OCR มาก่อน ทำให้สามารถทำทำ POC แล้วเสร็จได้ภายในเวลาเพียงแค่ 1 วันครึ่ง และสามารถติดตั้งระบบจนใช้งานจริงได้ด้วยการลงมือเข้าไปปรับ Flow กระบวนการทั้งหมดด้วยตนเอง และออกแบบการจัดการกับข้อมูลให้เหมาะสมมากยิ่งขึ้น ทำให้งานนี้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี

ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ 

คุณสันทัด เจิดจรรยาพงศ์

โทร 02 6848471 หรืออีเมล์ Suntad.c@dcs.premier.co.th 

หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ได้ที่ https://www.datapro.co.th/index.php/rpa

from:https://www.techtalkthai.com/dcs-insurance-industry-rpa-digital-workforce/

[Guest Post] ก้าวกระโดดสู่วิถีใหม่ (New Normal) หลัง COVID-19: การวางแผนแบบแบ่งเฟสสำหรับองค์กรธุรกิจ

เมื่อเราก้าวสู่การกลับมาเปิดประเทศอีกครั้งภายหลังสถานการณ์ COVID-19 องค์กรธุรกิจจะต้องคำนึงถึงการเตรียมการ การลงมือปฎิบัติ และการก้าวกระโดดเพื่อนำไปสู่ วิถีใหม่ในการทำธุรกิจในประเทศไทย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และภูมิภาคอื่นๆ โมเดลธุรกิจแบบเดิมๆ อาจจะไม่ตอบสนองได้รวดเร็วพอที่จะรับมือกับความต้องการใหม่ๆ ที่กำลังเกิดขึ้นภายหลังการเปิดประเทศ

ความสามารถในการเข้าถึงกระบวนการทางธุรกิจและข้อมูลขององค์กร เป็นกุญแจสำคัญในการจัดการความไม่แน่นอนและการสื่อสารกลยุทธ์ที่เหมาะสมกับพนักงาน ลูกค้าและคู่ค้าทางธุรกิจขององค์กร การใช้เทคโนโลยีเพื่อช่วยในการเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกในองค์กร, การวางแผนและกลยุทธ์ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการก้าวกระโดดเพื่อความพร้อมในการแข่งขันขององค์กร

ที่พีเอ็มสแควร์ เราดูแลและให้บริการลูกค้าทั่วโลกเพื่อช่วยให้พวกเขารับมือกับสภาวะธุรกิจที่ไม่แน่นอนในช่วงเวลานี้ และได้จัดทำแผนสามระยะ ด้วยประสบการณ์อันยาวนาน พร้อมด้วยทีมงานที่จะคอยช่วยเหลือให้คำปรึกษาด้านเทคนิค, การวางระบบ, รวมถึงการฝึกอบรบการใช้งาน ทำให้เรามีความเชี่ยวชาญที่พร้อมจะดูแลและให้บริการองค์กรของคุณ

เพื่อช่วยให้องค์กรของคุณตอบสนองกับความท้าทายและโอกาสทางธุรกิจในช่วงเวลาก้าวข้ามสู่การทำวิถีใหม่
“New Normal”

ติดต่อนัดหมายกับเรา…พีเอ็มสแควร์ เพื่อนำแผนสามระยะมาใช้กับองค์กรของคุณ

from:https://www.techtalkthai.com/thriving-new-normal-with-3-phases-business-strategy-by-pmsquare/

[Video Webinar] Data Center ยุค New Normal ควรไปต่อหรือพอแค่นี้ โดย Huawei

สำหรับผู้ที่ไม่ได้เข้าฟังบรรยาย Huawei Webinar เรื่อง “Data Center ยุค New Normal ควรไปต่อหรือพอแค่นี้” พร้อมเจาะลึกเทคโนโลยีที่จะช่วยแก้ปัญหาและตอบโจทย์ความต้องการด้าน Data Center Networking ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ที่เพิ่งจัดไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หรือต้องการรับชมการบรรยายซ้ำอีกครั้ง สามารถเข้าชมวิดีโอบันทึกย้อนหลังได้ที่บทความนี้ครับ

ผู้บรรยาย: คุณสุเนตร หาวิชิต และคุณวีรภัทร รัชวรพงศ์ Network Product Manager จาก Huawei Enterprise Thailand

Data Center เป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุค Data Driven Business ที่ข้อมูลถูกนำมาใช้ขับเคลื่อนธุรกิจขององค์กร อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดวิกฤตการณ์ COVID-19 แพร่ระบาดไปทั่วโลก หลายองค์กรเริ่มมีแผนที่จะชะลอการลงทุนด้าน Data Center เพื่อนำงบไปดูแลพนักงานหรือฟื้นฟูธุรกิจ ภายใน Webinar นี้ ท่านจะได้พบคำตอบเกี่ยวกับการลงทุนด้าน Data Center อย่างไรให้คุ้มค่าในช่วงสถานการณ์ที่ไม่ปกติอย่างในปัจจุบันนี้ รวมไปถึงเจาะลึก Huawei CloudFabric เทคโนโลยี Data Center Networking ที่จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาและตอบโจทย์ความต้องการขององค์กรทุกระดับได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

หัวข้อการบรรยายประกอบด้วย

  • ความสำคัญของ Data Center Network ต่อธุรกิจขององค์กร
  • Huawei CloudFabric ตอบโจทย์ Data Center Networking ขององค์กรได้อย่างไร
  • ถามตอบประเด็นด้าน Data Center Networking โดยผู้เชี่ยวชาญจาก Huawei Enterprise Thailand

from:https://www.techtalkthai.com/video-webinar-data-center-in-new-normal-era-by-huawei/

[Video Webinar] Poly กับการสื่อสารสำหรับองค์กรในยุค New Normal

สำหรับผู้ที่ไม่ได้เข้าฟังบรรยาย Poly Webinar เรื่อง “Poly กับการสื่อสารสำหรับองค์กรในยุค New Normal” เพื่ออัปเดตแนวโน้มการติดต่อสื่อสารในยุค New Normal ภายใต้เงื่อนไขการเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) ที่เคร่งครัด พร้อมแนะนำเทคโนโลยีการติดต่อสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพจาก Poly ที่เพิ่งจัดไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หรือต้องการรับชมการบรรยายซ้ำอีกครั้ง สามารถเข้าชมวิดีโอบันทึกย้อนหลังได้ที่บทความนี้ครับ

ผู้บรรยาย: คุณคณิตย์ โคกสันเทียะ Senior Sales Engineer จาก Poly และทีมวิศวกรจาก Exclusive Networks

ปัจจุบันนี้เรามีสื่อกลางที่ใช้ในการติดต่อสื่อการกันมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการพบเจอซึ่งหน้า การส่งอีเมล การโทรศัพท์ การคุยผ่านระบบ Video Conference หรือการแชต ซึ่งสื่อกลางที่เราใช้แต่ละอย่างนี้ต่างให้เป้าประสงค์ในการติดต่อสื่อสารที่แตกต่างกันไป บางโอกาสการใช้สื่อกลางแบบหนึ่งอาจเหมาะสมและให้คุณภาพที่ดีกว่าสื่อกลางอีกแบบหนึ่ง

ภายใน Webinar นี้ ท่านจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับแนวโน้มการติดต่อสื่อสารล่าสุดขององค์กรธุรกิจในยุค New Normal ที่จะต้องสามารถทำงานได้ทุกที่ทุกเวลา พูดคุยกันผ่านระบบ Video Conference ได้เหมือนเจอหน้ากันปกติ รวมไปถึงแนะนำเทคโนโลยีของ Poly ที่จะช่วยตอบโจทย์การติดต่อสื่อสารของทั้งผู้บริหารและพนักงาน และการทำงานร่วมกับ Cloud Video as a Service ชั้นนำอย่าง Zoom และ Microsoft Teams ได้อย่างไร้รอยต่อ พร้อมสาธิตการใช้งานอุปกรณ์จริง

from:https://www.techtalkthai.com/video-webinar-business-communication-in-new-normal-era/

[Guest Post] เอไอเอส นำหุ่นยนต์ 5G ดูแลสุขอนามัยคนไทยเดินชมงานยุค New Normal ภายในศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค (BITEC) เสริมมาตรการจัดงานแฟร์วิถีใหม่ในไทย

เอไอเอส ผนึก ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค (BITEC)  นำเทคโนโลยีดิจิทัล
ที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ยุค New Normal โดยเตรียมติดตั้ง 5G เสริม เพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานของลูกค้าเอไอเอส และนำหุ่นยนต์อัจฉริยะ ซึ่งพัฒนาโดยทีมวิจัย AIS Robotic Lab อย่างหุ่นยนต์ ROC, K9, LISA และ PP ที่ทำงานบน LIVE Network 5G มาช่วยปฏิบัติหน้าที่ในการคัดกรอง ตรวจวัดอุณหภูมิ และดูแลสุขอนามัยได้อย่างรวดเร็ว มีความแม่นยำสูง เพื่อลดการสัมผัสใกล้ชิด และป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 สร้างความเชื่อมั่นด้านสุขอนามัยให้กับผู้เกี่ยวข้องทุกส่วน พร้อมสนับสนุนการบริหารจัดการธุรกิจไมซ์ในประเทศไทยสู่การจัดงานวิถีใหม่นับจากนี้ไป

 

นางศิวลี บูรณสงคราม หัวหน้าแผนกงานบริหารแบรนด์ เอไอเอส กล่าวว่า “นับตั้งแต่การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ภายในประเทศเริ่มผ่อนคลายสถานการณ์ลงมานั้น เอไอเอส ได้ร่วมกับพาร์ทเนอร์ภาคธุรกิจชั้นนำต่างๆ นำเทคโนโลยีดิจิทัลไปช่วยเสริมขีดประสิทธิภาพในการดูแลคนไทยที่สอดคล้องกับชีวิตวิถีใหม่มาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นภายในศูนย์การค้า, ห้างสรรพสินค้า,โรงภาพยนตร์ รวมถึง ช่วยดูแลคนไทยที่เดินทางมารับชมงาน Thailand Mobile Expo 2020 ที่ผ่านมาแล้วด้วย โดยศูนย์นิทรรศการและการ  ประชุมไบเทค (BITEC) ถือเป็นสถานที่จัดงานยอดนิยม 1 ใน 5 ของศูนย์แสดงนิทรรศการและการประชุมที่ดีที่สุดในเอเชีย-แปซิฟิก มีผู้เข้าร่วมงานจำนวนมากตลอดทั้งปี ทั้งนี้ เอไอเอส ในฐานะผู้นำดิจิทัล ได้พัฒนา Digital Solutions จากเทคโนโลยี 5G ช่วยเสริมประสิทธิภาพการดูแลความปลอดภัยและสร้างประสบการณ์รูปแบบใหม่ที่ตอกย้ำการนำเทคโนโลยี 5G ที่จับต้องได้ เพื่อตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์ของคนไทย”

      สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้ แบ่งออกเป็น

  1. นำหุ่นยนต์อัจฉริยะ ช่วยปฏิบัติหน้าที่ในการคัดกรอง ตรวจวัดอุณหภูมิ และดูแลสุขอนามัยได้อย่างรวดเร็ว มีความแม่นยำสูง เพื่อลดการสัมผัสใกล้ชิด และป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ภายในพื้นที่ซึ่งมีการจัดงาน โดยหุ่นยนต์ที่จะมาช่วยดูแลคนไทย ได้แก่
  • หุ่นยนต์ ROBOT FOR CARE (ROC) ช่วยปฏิบัติหน้าที่คัดกรองและตรวจวัดอุณหภูมิก่อนเข้าชมงาน, วางให้บริการเจลแอลกอฮอล์
  • หุ่นยนต์ LISA ทำหน้าที่ต้อนรับ, ให้ข้อมูล และพัฒนาระบบนำทางจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดที่กำหนดไว้
  • หุ่นยนต์ AIS K9 บริการเจลแอลกอฮอล์ รอบๆ พื้นที่จัดงาน
  • หุ่นยนต์ PP ทำหน้าที่ต้อนรับและแสดงตัวอย่างสื่อประชาสัมพันธ์ หรือโปรโมชั่นที่น่าสนใจให้ผู้เข้าชมงานได้รับชมก่อนตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าต่างๆ

     2. เตรียมติดตั้ง 5G เสริม เพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานลูกค้าเอไอเอส และเพิ่มศักยภาพ      ความสามารถทางการแข่งขันของศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค (BITEC)

นายจักริน อังประทีป ผู้อำนวยการฝ่ายขาย ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค (BITEC) กล่าวว่า “ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค ได้กำหนดมาตรการเฝ้าระวังและป้องกันการแพร่เชื้อไวรัส COVID-19 เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้เข้าชมงาน ด้วยมาตรฐานความปลอดภัยจากสมาคมการแสดงสินค้าไทย (TEA) ด้วยการผสมผสานเทคโนโลยีที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้เข้าร่วมงานทุกภาคส่วน พร้อมชูมาตรการเฝ้าระวังและป้องกันการแพร่เชื้อไวรัส COVID-19 เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้เยี่ยมชม ด้วยการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในการนำนวัตกรรม UVC Technology หรือเทคโนโลยีการฆ่าเชื้อด้วยรังสีอัลตราไวโอเลต ซึ่งสามารถกำจัดไวรัส COVID-19 และแบคทีเรียในอากาศ มาใช้ภายในศูนย์ฯ

นอกจากนี้ ยังมีจุดคัดกรองอุณหภูมิ จุดลงทะเบียนสแกนไทยชนะ และจุดให้บริการเจลแอลกอฮอล์อย่างทั่วถึง เพื่อให้ลูกค้าและผู้จัดงานที่เข้ามาใช้บริการมั่นใจในเรื่องความสะอาด ความปลอดภัย โดยปฏิบัติตามคำแนะนำของกรมควบคุมโรคกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด” โดยงานที่กำลังจะจัดขึ้นภายในศูนย์ฯจะเป็นงานนิทรรศการสำหรับผู้เข้าเยี่ยมชมในเสกลใหญ่ระดับประเทศ และระดับนานาชาติ อาทิ งานบ้านและสวนแฟร์ Midyear 2020, งานกินดีอยู่ดี By ชีวจิต, งาน Amarin Baby and Kids Select #2, งาน Commart Thailand 54, งาน Home Electric Midyear Sale และงาน Big Motor sale 2020 ที่คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานในเดือนนี้มากกว่า 300,000 คน นอกจากนี้ล่าสุด BITEC  ยังได้รับความไว้วางใจจาก International Diabetes Federation เป็นสถานที่จัดงานประชุมวิชาการทางการแพทย์โรคเบาหวาน ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในการจัดงานในปี 2564 งานประชุมนานาชาติดังกล่าว ตอกย้ำความเป็นผู้นำศูนย์แสดงนิทรรศการและการประชุมที่ดีที่สุดในเอเชีย-แปซิฟิก

from:https://www.techtalkthai.com/ais-bitec-robot-5g-new-normal/

วิสัยทัศน์ของซัมซุงกับการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสมาร์ทโฟนไปสู่ Next Normal

ซัมซุง เปิดมุมมองใหม่ของอุตสาหกรรมสมาร์ทโฟน ผ่านบทความของ ดร. ทีเอ็ม โรห์ ประธานฝ่าย โมบายล์ คอมมูนิเคชั่น ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์

หลายคนคงจะคุ้นเคยกับคำว่า ‘New Normal’ หรือความปกติรูปแบบใหม่ แต่สำหรับซัมซุงนี่คือ ‘Next Normal’ ซึ่งเทคโนโลยี โดยเฉพาะโมบายล์เทคโนโลยี (Mobile Technology) มีบทบาทสำคัญเป็นอย่างมาก ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เราได้เห็นวิถีชีวิตของผู้คนเปลี่ยนแปลงไปอย่างคาดไม่ถึง ทั้งการเรียนทางไกล การออกกำลังกายที่บ้าน หรือแม้กระทั่งการดูคอนเสิร์ตออนไลน์ รวมทั้งกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมายซึ่งล้วนจะต้องอาศัยโมบายล์เทคโนโลยีเข้ามาช่วยขับเคลื่อนให้เกิดขึ้น

ซัมซุง ในฐานะผู้นำอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ตระหนักถึงสิ่งที่เกิดขึ้นและมีหน้าที่สำคัญที่จะช่วยผลักดันให้สังคมเดินหน้าต่อไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสร้างวิธีการสื่อสารใหม่ๆ วิธีการทำงานรูปแบบใหม่ รวมทั้งวิธีการเชื่อมต่อในรูปแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

โดยในงาน Galaxy Unpacked ที่ทางซัมซุงจะจัดขึ้นผ่านรูปแบบออนไลน์ในวันที่ 5 สิงหาคม ที่จะถึงนี้ ซัมซุงเตรียมเปิดตัว 5 อุปกรณ์สุดทรงพลัง พร้อมมอบประสบการณ์ใหม่บนสมาร์ทดีไวซ์ที่ทั้งลื่นไหล และใช้งานได้ต่อเนื่องในทุกๆ ที่ ผสมผสานการใช้งานที่ลงตัวกับฟังก์ชันที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งาน ให้เต็มที่ได้ทั้งด้านการทำงานและความบันเทิง ไม่ว่าจะอยู่ที่บ้านหรือออกไปลุยนอกสถานที่ ซัมซุงพร้อมเป็นตัวช่วยให้ผู้ใช้งานได้เต็มที่กับชีวิตในยุค Next Normal ผ่านอุปกรณ์แห่งอนาคตที่จะตามไปทุกที่ ทั้งบนมือ สวมใส่ในหู รวมทั้งบนข้อมืออีกด้วย

นอกจากนี้ ดร. ทีเอ็ม โรห์ ยังได้เผย 3 กลยุทธ์หลัก ที่ซัมซุงมุ่งเน้นให้ความสำคัญมาโดยตลอด ทำให้ซัมซุงกล้าที่จะรับความเสี่ยงปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว และพร้อมที่จะเป็นผู้กำหนดทิศทางในอุตสาหกรรม แม้แต่ในช่วงเวลาที่วิกฤติเช่นนี้ ซัมซุงยังเชื่อมั่นว่ากลยุทธิ์เหล่านี้ยังสามารถทำให้องค์กรมุ่งมั่นต่อไปได้ และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ให้กับผู้บริโภคได้เสมอ

นวัตกรรมที่มีคุณค่ากับชีวิต

ซัมซุงมุ่งมั่นพัฒนาทุกนวัตกรรมด้วยจุดประสงค์ที่ชัดเจน เพื่อให้ผู้ใช้งานมีชีวิตที่ดีขึ้นและสะดวกมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่สถานการณ์โรคระบาดได้สร้างข้อจำกัดหลายประการ แต่เทคโนโลยีกลับเป็นเหมือนสะพานที่ช่วยเชื่อมต่อให้ทุกคนได้เปิดประตูไปสู่โลกที่กว้างมากขึ้น โมบายล์ดีไวซ์กลายมาเป็นอุปกรณ์เดียวที่ช่วยให้ผู้ใช้ได้ทำงานจากที่บ้านได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้เชื่อมต่อกับโลกภายนอก และเหมือนได้กลับมาใช้ชีวิตปกติอย่างแท้จริง

ช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ซัมซุงทุ่มงบประมาณลงทุนในการพัฒนาอุปกรณ์ต่างๆ รวมทั้งการทำวิจัยอย่างหนักหน่วง พร้อมปรับโซลูชั่นใหม่เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีวิดีโอแชท ให้บุคลากรที่ทำงานอยู่แนวหน้าได้ทำงานอย่างปลอดภัย

ในยุค Next Normal ถือเป็นช่วงเวลาที่การพัฒนานวัตกรรมจะก้าวกระโดดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยซัมซุงจะเน้นพัฒนาเทคโนโลยีที่มีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น เพิ่มความอัจฉริยะ มีประโยชน์ต่อผู้ใช้งาน และปลอดภัยมากยิ่งขึ้น รวมทั้งจะพัฒนานวัตกรรมที่ก้าวล้ำขึ้นไปอีก เช่น สมาร์ทโฟนพับได้ที่กลายเป็นผู้นำในท้องตลาด และอุปกรณ์ Galaxy 5G รุ่นต่างๆ ที่ซัมซุงได้เปิดตัวในตลาดที่หลากหลาย ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้จะเข้ามาเปิดประสบการณ์ใหม่มากมายในแบบที่ผู้ใช้งานนึกไม่ถึง

ซัมซุงพร้อมขนทัพนวัตกรรมใหม่ๆ ทั้งสมาร์ทโฟนพับได้ ไปจนถึงอุปกรณ์ที่รองรับเครือข่าย 5G ออกมาโชว์อย่างต่อเนื่อง แต่สิ่งหนึ่งที่ซัมซุงตื่นเต้น คือการที่จะได้เห็นผู้คนนำสุดยอดเทคโนโลยีเหล่านี้ไปต่อยอดและเปลี่ยนแปลงชีวิตให้ดียิ่งขึ้น ถึงจะได้ชื่อว่าเป็นนวัตกรรมอันทรงคุณค่าอย่างแท้จริง

เสริมกำลังจับมือพันธมิตร

ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ทั่วโลกต่างได้ผ่านบทพิสูจน์ของแนวคิดที่ว่า การเดินหน้าไปด้วยกันย่อมเป็นก้าวที่มีพลังและแข็งแกร่งกว่า จากการเห็นผู้คนมากมายร่วมใจช่วยเหลือซึ่งกันและกันในช่วงเวลาที่ยากลำบาก ถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจและแสดงให้เห็นถึงพลังของความเป็นหนึ่งได้อย่างน่าเหลือเชื่อ

ซึ่งแนวคิดดังกล่าวได้จุดประกายให้เรานึกถึงพลังของเครือข่ายพันธมิตรของซัมซุง ไม่ว่าจะเป็น Google, Microsoft, Netflix, Spotify และอื่นๆ อีกมากมาย ที่ร่วมจับมือเดินหน้ามอบประสบการณ์ที่แปลกใหม่ให้กับผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง อาทิ การร่วมงานอย่างใกล้ชิดกับ Google ในการยกระดับประสบการณ์วิดีคอล[1] ให้ผู้ใช้สามารถเชื่อมต่อได้ง่ายขึ้น หรือการขยายความร่วมมือกับ Microsoft ในการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนของกาแลคซี่และคอมพิวเตอร์ Windows เพื่อแชร์ข้อความ รูปภาพ และปฏิทินแจ้งเตือนต่างๆ ถึงกันได้แบบเรียลไทม์ ซึ่งพันธมิตรกับ Microsoft จะเดินหน้าต่อผ่านความร่วมมือด้านเกมมิ่งกับ Xbox

ที่สำคัญ ซัมซุงยังมองเห็นพลังของความร่วมมือในการเป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันให้ทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มสตาร์ทอัพ นักพัฒนา และเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ได้บรรลุเป้าหมายและสร้างนวัตกรรมให้เกิดขึ้นจริง ให้เหล่าผู้ประกอบการทั้งในและนอกองค์กรได้ก่อตั้ง เติบโต และก้าวต่อไป เห็นได้จากโครงการสตาร์ทอัพของซัมซุงอย่าง C-Lab และ Samsung NEXT

พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

ในปัจจุบันที่โลกต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ความพร้อมในการรับมือและปรับตัวอย่างรวดเร็วจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากสำหรับองค์กร ซึ่งการรับมือในที่นี้ หมายถึงความสามารถในการจัดลำดับความสำคัญและการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ โดยในขณะเดียวกัน ต้องคอยวิเคราะห์แนวโน้มของเทรนด์ที่อาจเกิดขึ้นและพร้อมตอบสนองอย่างมั่นคง เห็นได้จากสถานการณ์โรคระบาดในครั้งนี้ นำมาซึ่งบททดสอบอันแสนท้าทาย อย่างการปรับตัวเพื่อรักษาเครือข่ายสังคม พันธมิตร และพนักงานในองค์กร ควบคู่ไปกับการเร่งฟื้นตัวสู่ภาวะปกติเพื่อดำเนินงานต่อไปในภายภาคหน้า

กลยุทธ์ดังกล่าวช่วยผลักดันให้ซัมซุงพัฒนาสมาร์ทดีไวซ์อันทรงพลัง และประสบการณ์การเชื่อมต่อที่เหนือไปอีกขั้น เพื่อตอบรับความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบัน ที่มองหาตัวช่วยที่ตอบโจทย์ของพวกเขาได้ ทั้งในด้านการทำงานและความบันเทิงไปได้พร้อมๆ กัน ด้วยความมุ่งมั่นในการคิดค้นนวัตกรรม ควบคู่ไปกับความพร้อมในการรับมืออยู่เสมอ ทำให้ซัมซุงสามารถนำเสนอประสบการณ์รูปแบบใหม่ได้ ซึ่งจะพร้อมเผยโฉมในงาน Galaxy Unpacked ที่จะถึงนี้

อีกทั้งยังนำมาซึ่งการพัฒนาการใช้งานด้านความปลอดภัย เพราะซัมซุงให้ความสำคัญในการปกป้องข้อมูลของผู้บริโภคเป็นอันดับหนึ่ง จึงได้ยกมาตรฐานรักษาความปลอดภัยมาไว้ในทุกๆ ขั้นตอน ตั้งแต่กระบวนการผลิตชิปประมวลผลไปจนถึงการใช้งานแอปพลิเคชัน และเป็นความภาคภูมิใจอย่างมากที่แพลตฟอร์ม Samsung Knox หรือระบบรักษาความปลอดภัยขั้นสูงเทียบเท่ากับหน่วยงานความมั่นคงระดับสากล ได้ปกป้องความปลอดภัยให้กับผู้บริโภคของซัมซุงมากว่าพันล้านคนทั่วโลก

นวัตกรรมสมาร์ทโฟนแห่งอนาคต

กลยุทธ์ทั้ง 3 ข้อนี้ จะช่วยปูทางให้ซัมซุงเดินหน้าสู่Next Normal และต่อๆ ไปได้อย่างมั่นคง ด้วยการพัฒนาและตอกย้ำวิสัยทัศน์ในการส่งมอบนวัตกรรมที่ดีที่สุดอย่างต่อเนื่อง พร้อมยึดผู้บริโภคเป็นศูนย์กลางในการขยายประสบการณ์บน Galaxy Ecosystem ให้พวกเขาสามารถบรรลุเป้าหมายได้มากขึ้นด้วยเวลาและทรัพยากรที่น้อยลง

ซึ่งทั้งหมดนี้จะพร้อมเผยโฉมให้ทุกคนได้สัมผัสพร้อมกันในงาน Samsung Galaxy Unpacked ครั้งแรกกับการจัดงานแบบถ่ายทอดสดส่งตรงจากประเทศเกาหลีใต้ ในวันพุธที่ 5 สิงหาคม 2563 เวลา 21.00 น. เป็นต้นไป ตามเวลาประเทศไทย สามารถรับชมได้ที่ www.samsung.com/th/ และ news.samsung.com/th/

from:https://www.mobileocta.com/samsungs-vision-of-driving-the-smartphone-industry-to-next-normal/

5 เหตุผลที่ธุรกิจองค์กรควรเลือกใช้ IBM FlashSystem ตอบโจทย์การทำงานและการเติบโตในยุค New Normal

ในยุคการทำงานแบบ New Normal นี้ การลงทุนเลือกเทคโนโลยีใดๆ มาใช้งานนั้นก็ต้องผ่านการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนเพื่อให้มั่นใจว่าธุรกิจองค์กรนั้นจะได้ลงทุนในสิ่งที่คุ้มค่าที่สุด และช่วยให้ธุรกิจยังคงเดินหน้าต่อไปได้ในภาวะที่เศรษฐกิจไม่มั่นคงแบบนี้

IBM FlashSystem ถือเป็นหนึ่งในระบบ Enterprise Storage ที่มีความคุ้มค่าสูงทั้งในแง่ของประสิทธิภาพ, ความคุ้มค่า, การดูแลรักษา และการต่อยอดในอนาคต ในบทความนี้ SDC จะพาทุกท่านไปรู้จักกับ 5 เหตุผลที่ธุรกิจองค์กรควรเลือกใช้ IBM FlashSystem กันดังนี้ครับ

1. ประสิทธิภาพสูง รองรับงานได้หลากหลาย เพิ่มขยายได้เมื่อธุรกิจเติบโต

เป็นที่รู้กันดีว่า All Flash Storage นั้นมีประสิทธิภาพที่สูงกว่า Hybrid Storage หรือ HDD Storage อย่างชัดเจน ถึงแม้ความจุจะน้อยกว่า แต่ในความเป็นจริงแล้วสำหรับธุรกิจองค์กรขนาดใหญ่ที่ต้องการระบบ Storage เพื่อรองรับระบบ Virtualization เพื่อความยืดหยุ่นคล่องตัวใน Data Center หรือการทำ File Sharing ให้พนักงานสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น ความเร็วย่อมเป็นปัจจัยที่สำคัญกว่าอย่างเห็นได้ชัด และทำให้ All Flash Storage มีอายุการใช้งานที่นานกว่าเพราะเกิดคอขวดด้านประสิทธิภาพช้ากว่าระบบ Storage แบบอื่นๆ นั่นเอง

เพื่อช่วยให้การลงทุนในระบบ All Flash Storage มีความคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น IBM FlashSystem จึงมาพร้อมกับความสามารถในการทำ Data Reduction ลดพื้นที่ที่ต้องใช้ในการจัดเก็บข้อมูลลงด้วยเทคนิคที่หลากหลาย ทั้ง Deduplication, Compression และอื่นๆ อีกมากมาย ก็ทำให้การจัดเก็บข้อมูลภายใน IBM Flash System นี้สามารถรองรับความจุได้มากกว่า Raw Capacity ของอุปกรณ์ไปหลายเท่าตัวเลยทีเดียว ดังนั้นในบางกรณีที่มีข้อมูลมีความซ้ำซ้อนกันเยอะ เช่น ระบบ VM, VDI หรือ Incremental Backup IBM Flash System ก็อาจเก็บข้อมูลได้มากกว่า Hybrid Storage หรือ HDD Storage ได้

และสำหรับในระยะยาว All Flash Storage ก็สามารถเพิ่มขยายเพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจหรือปริมาณข้อมูลและระบบต่างๆ ที่ต้องสนับสนุนเพิ่มได้ ทั้งการเพิ่มขยายแบบ Scale-Up ที่เน้นการเพิ่มความจุเป็นหลัก และ Scale-Out ที่เพิ่มประสิทธิภาพและ Throughput รวมของระบบไปพร้อมกัน อีกทั้งการพัฒนา Flash Media เองก็ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ในอนาคตก็จะมี Flash Media ใหม่ๆ ที่มีความจุสูงขึ้นมาให้เลือกอัปเกรดได้ภายในระบบที่ใช้งานอยู่ตลอด ไม่ต้องทิ้งอุปกรณ์เดิมที่ใช้งานไปซื้ออุปกรณ์ชุดใหม่มาทดแทนอย่างที่เคยเกิดขึ้นกับระบบ Storage ในอดีต

2. มี GUI ที่ใช้งานได้ง่าย ผู้ดูแลระบบ IT สามารถเรียนรู้ได้รวดเร็ว

ในแง่ของการดูแลรักษา IBM FlashSystem นี้ก็สามารถบริหารจัดการที่ใช้งานได้อย่างง่ายดายผ่าน Web-based GUI ช่วยลดความซับซ้อนในการจัดการกับการจัดเก็บและเข้าถึงข้อมูลภายใน Data Center ลงได้ โดยในการติดตั้งครั้งแรกนั้น ระบบก็จะมี Wizard มาให้เพื่อให้การกำหนดค่าตั้งต้นเป็นไปได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ซึ่งทาง IBM นั้นก็ได้มีการพัฒนาระบบ GUI มาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ใช้งานง่ายและตอบโจทย์ต่อความต้องการทางธุรกิจในการใช้งาน Storage รูปแบบใหม่ๆ มาเป็นเวลาหลายปีแล้ว

อีกจุดหนึ่งที่จะช่วยให้ชีวิตของผู้ดูแลระบบ IT ดีขึ้นอย่างชัดเจนนั้น ก็คือความสามารถของ IBM Spectrum Virtualize ซึ่งเป็นเทคโนโลยี Software-Defined Storage ที่มาพร้อมกับ IBM FlashSystem ซึ่งสามารถทำการบริหารจัดการระบบ Storage จากผู้ผลิตหลากหลายได้จากศูนย์กลาง และทำให้การบริหารจัดการข้อมูลในธุรกิจองค์กรนั้นเป็นไปได้อย่างยืดหยุ่นคุ้มค่าที่สุด ใช้พืันที่และประสิทธิภาพที่ยังคงมีเหลือจากระบบ Storage ทั้งหมดร่วมกันเพื่อรองรับ Workload ที่เหมาะสมได้ ซึ่งเป็นความสามารถเด่นที่ไม่อาจพบได้ในระบบ Storage อื่นๆ

3. มี AI คอยช่วยดูแลระบบ ตอบโจทย์การทำงานแบบ Work from Home ได้ดี

แน่นอนว่าในธุรกิจองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ผู้ดูแลระบบ IT แต่ละคนนั้นย่อมมีภาระมากมายนอกเหนือจากการดูแลเพียงแค่ระบบ Storage เท่านั้น ดังนั้นเพื่อให้ธุรกิจยังคงเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง และลดความเสี่ยงที่ข้อมูลจะสูญหายหรือระบบงานสำคัญจะหยุดทำงาน IBM จึงได้พัฒนา IBM Storage Insights ขึ้นมาเสริม IBM FlashSystem เพื่อช่วยตรวจสอบและแจ้งเตือนความเสี่ยงหรือปัญหาต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นกับระบบได้ด้วย AI ที่ IBM ทำการพัฒนาขึ้นมาจากข้อมูลของการใช้ IBM Storage ทั่วโลก ซึ่งเป็น AI ที่เรียนรู้ Pattern ของปัญหาต่างๆ มาแล้วเป็นอย่างดี ทำให้สามารถทำนายล่วงหน้าได้ว่าระบบของเรามีแนวโน้มที่จะมีปัญหาในประเด็นใดและควรป้องกันอย่างไร ทำให้ผู้ดูแลระบบสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และตอบสนองต่อประเด็นปัญหาต่างๆ ได้อย่างทันท่วงที ลด Downtime ของระบบลงได้อย่างชัดเจน

ในขณะเดียวกัน IBM Storage Insights นี้ก็ยังสามารถใช้งานได้จากทุกที่ทุกเวลา ผ่านทั้งอุปกรณ์ PC, Notebook, Smartphone และ Tablet ทำให้การดูแลรักษาระบบ Storage ภายในองค์กรเป็นไปได้อย่างง่ายดายในทุกสถานที่ ผู้ดูแลระบบสามารถทราบถึงการแจ้งเตือนปัญหาหรือแนวโน้มของปัญหาได้อยู่ตลอด สอดคล้องกับแนวทางการทำงานแบบ Work from Home ที่ผู้ดูแลระบบไม่ต้องเข้าไปตรวจสอบปัญหาหน้างานเสมอไป

4. มีความสามารถหลากหลาย รองรับการปกป้องข้อมูลสำคัญของธุรกิจองค์กรได้

ภายใน IBM FlashSystem นี้ยังมาพร้อมกับความสามารถต่างๆ อย่างหลากหลาย เพื่อให้ธุรกิจเลือกนำไปใช้ให้เหมาะสมกับความต้องการได้ เช่น

  • Easy Tier – สำหรับทำ Storage Tiering ร่วมกับระหว่าง Disk และ Storage หลายประเภทได้โดยอัตโนมัติ ทำให้เกิดความคุ้มค่าในการใช้งาน และระบบยังคงมีประสิทธิภาพและความจุที่เหมาะสมต่อการใช้งาน

  • Moonwalk Archiving – ช่วยให้การ Archive ข้อมูลไม่มีผลกระทบต่อประสิทธิภาพของระบบและประสบการณ์ของผู้ใช้งาน สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่องแม้กำลัง Archive ข้อมูลอยู่

  • Three-site Data Replication – ขั้นกว่าของการทำ Data Replication ซึ่ง IBM FlashSystem นี้ก็รองรับการทำ Data Replication รวมกันได้ระหว่างอุปกรณ์ Storage ใน 3 สาขา มั่นใจได้มากขึ้นใน Availability ของข้อมูล

  • Cloud Connect – รองรับการนำ Snapshot ไปเก็บไว้บน Cloud ด้วยความสามารถของ IBM Spectrum Virtulize ที่สามารถเชื่อมต่อได้ทั้ง Amazon Web Services (S3) และ  IBM Cloud

5. ราคาคุ้มค่า เหมาะแก่การลงทุนในยุค New Normal

เพื่อให้ธุรกิจองค์กรยังคงเดินหน้าต่อไปได้ท่ามกลางวิกฤตครั้งนี้ ทาง SDC และ IBM จึงได้จัดโปรโมชันพิเศษที่นำเสนอ IBM FlashSystem 5000 Series เริ่มต้นที่ความจุ Raw Capacity ระดับ 9.6TB ได้ในราคาเพียง 429,000 บาท รวมทั้งค่าใช้จ่ายด้านบริการในการติดตั้งและดูแลรักษาระบบยาวนานถึง 3 ปี

สนใจติดต่อ SDC ได้ทันที

ผู้ที่สนใจบริการ Hardware Maintenance Agreement Service หรือเทคโนโลยีอื่นๆ ทางด้าน IT Infrastructure สามารถติดต่อทีมงาน SDC ได้ทันทีที่อีเมล์ marketing@systems.co.th หรือโทร 0918898244 หรือ line : @sdc_excusive  และเยี่ยมชมเว็บไซต์ของ SDC ได้ที่ http://www.systems.co.th/ 

from:https://www.techtalkthai.com/5-reasons-to-choose-ibm-flashsystem-new-normal/

‘ซื้อสมาร์ทโฟนทั้งทีต้องมีปากกา’ ซัมซุงเผยเทรนด์สมาร์ทโฟนแห่งยุค New Normal ตอบรับการทำงานรูปแบบใหม่อย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อ “ความปกติใหม่ (New Normal)” ได้ก้าวเข้ามาปรับเปลี่ยนวิถีการใช้ชีวิตของผู้คนในปีนี้ไปอย่างสิ้นเชิง จนกลายเป็นสิ่งคุ้นชินของคนส่วนใหญ่ในสังคมไปแล้ว ทำให้ ‘สมาร์ทโฟน’ กลายเป็นสมาร์ทดีไวซ์หลักที่คนนิยมใช้ในชีวิตประจำวัน แต่ในขณะเดียวกันสมาร์ทโฟนที่มีความฉลาดและความเก่งเฉพาะด้านใดด้านหนึ่งนั้นก็หมดยุคไปแล้ว เพราะสมาร์ทโฟนยุคนี้ต้องถูกสร้างมาเพื่อทำให้คนใช้ชีวิตง่ายขึ้น ดีขึ้น และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านการทำงานหรือความบันเทิง

โดยเฉพาะกับสมาร์ทโฟนที่มาพร้อมปากกาจะช่วยให้ผู้ใช้สามารถปลดล็อคสู่วิถีการทำงานรูปแบบใหม่ให้มีประสิทธิภาพและรวดเร็วมากขึ้น รวมถึงใช้งานเพื่อไลฟ์สไตล์ส่วนตัวอื่นๆ ได้ง่ายและสะดวกสบายขึ้น จึงไม่แปลกใจว่าทำไมแฟนโน้ตถึง 80 เปอร์เซ็นต์ถึงพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ซื้อสมาร์ทโฟนทั้งทีต้องมีปากกา”

นิยามใหม่ของสมาร์ทโฟน ที่มากกว่าแค่ความบันเทิง

ในชีวิตประจำวันงานที่คนส่วนใหญ่ต้องทำมักจะเป็นการเช็คอีเมล์เพื่อการติดต่อสื่อสาร การประชุมผ่าน Video Conference การอัดเสียงระหว่างพูดคุย การจดบันทึกไอเดียใหม่ๆ หรือแม้กระทั่งการตรวจงาน หรือแก้งาน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ผู้ใช้งานสามารถทำผ่านสมาร์ทโฟนได้อย่างง่ายดาย หากมีสมาร์ทโฟนที่ทรงประสิทธิภาพอยู่ในมือ

จากผลการสำรวจของ We Are Social และ Hootsuite[1] พบว่าคนจำนวนกว่า 76% ยอมรับว่า สมาร์ทโฟนคืออุปกรณ์ที่ดึงดูดเวลาของพวกเขาไปมากที่สุด พร้อมยังทำให้ผู้คนเกิดพฤติกรรมใหม่ๆ ในการใช้งานออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็น การชมรายการหรือภาพยนตร์ผ่านแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งสูงถึง 54% การเล่นโซเชียลมีเดีย 43% การใช้แอปพลิเคชันส่งข้อความ 42% และการเล่นเกมถึง 35%

แต่ในเมื่อชีวิตคนเรามีสองด้าน ดังนั้นเรื่องความบันเทิงก็ถือเป็นเรื่องสำคัญ สมาร์ทโฟนที่ดีจึงต้องมีฟีเจอร์ที่พร้อมจะสร้างความสุขและสนุกสนานได้ทุกเวลา ซึ่งปัจจุบันนอกจากคนเราจะใช้สมาร์ทโฟนเพื่อสร้างความเพลิดเพลินผ่านการชมภาพยนตร์ ซีรีส์ ผ่านบริการสตรีมมิ่ง หรือการถ่ายรูปเพื่อแชร์ภาพประทับใจผ่านช่องทางโซเชียลแล้ว อีกหนึ่งเทรนด์ที่กำลังเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง คือการถ่ายวิดีโอ ซึ่งจากข้อมูลของ Forbes[2] ชี้ว่ากลุ่มตัวอย่างกว่า 49% รับชมวิดีโอคอนเทนต์มากกว่า 5 ชั่วโมงใน 1 วัน พร้อมคาดการณ์ว่าภายในปี 2022 ยอดการรับชมวิดีโอออนไลน์จะเพิ่มขึ้น โดยนับเป็น 82% ของการใช้งานอินเตอร์เน็ตทั้งหมด ซึ่งถือว่าสูงขึ้นกว่าปี 2017 ถึง 15 เท่าเลยทีเดียว

Samsung

สมาร์ทโฟนที่มีปากกา ผู้ช่วยคนสำคัญสำหรับการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

ในด้านการทำงาน ผู้คนส่วนใหญ่เริ่มคุ้นเคยกับการ Work from Home หรือ Remote Working กันมากขึ้น ทำให้ปากกาที่มาพร้อมกับสมาร์ทโฟน กลายเป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้ผู้ใช้ทำงานได้ดีขึ้น เปรียบเสมือนการใช้งานคอมพิวเตอร์พกพา หรือแล็ปท็อป ที่เราสามารถเลื่อนเคอร์เซอร์ผ่านทางทัชแพด (Touchpad) เพื่อทำงานได้ แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังนิยมที่จะพกเม้าส์ติดตัวไปด้วยเสมอ เพราะว่าอุปกรณ์ชิ้นนี้จะช่วยให้พวกเขาทำงานได้เร็วขึ้น เช่นเดียวกับสมาร์ทโฟน ที่ถึงแม้จะใช้งานผ่านการทัชสกรีน (Touch screen) ได้ แต่หากผู้ใช้ได้ใช้งานคู่กับปากกา จะค้นพบว่าสามารถทำงานได้ดีกว่า และเร็วกว่าเดิมอย่างแน่นอน

เมื่อสำรวจผู้ใช้งาน Samsung Galaxy Note พบว่ากว่า 80% ตัดสินใจเลือกซื้อสมาร์ทโฟนรุ่นนี้เพราะว่า S Pen ตามมาอีก 47% ในด้านประสิทธิภาพของฮาร์ดแวร์ (Hardware performance) และ 30% ในด้านความสามารถของกล้องที่ทำให้ถ่ายภาพนิ่งและวิดีโอได้ในระดับมืออาชีพ

โดยเหตุผลหลักที่พวกเขาสนใจ S Pen คือ ฟีเจอร์ Air Action ที่ควบคุมและสั่งงานสมาร์ทโฟนได้ ผ่านท่าทางถึง 89% และฟีเจอร์ช่วยด้านการทำงาน อย่าง แปลงลายมือเป็นตัวพิมพ์ พร้อมคัดลอก แก้ไข และส่งต่อ 86% นอกจากนี้ เมื่อสอบถามเหล่าโน้ตแฟน ผู้ใช้งาน Samsung Galaxy Note มาอย่างยาวนาน พบว่า 60%[3] ของผู้ใช้งาน S Pen นั้น มักใช้งานด้านการเขียน จดลิสต์ต่างๆ หรือแม้กระทั่งเซ็นชื่อผ่านไฟล์ โดย S Pen ช่วยให้พวกเขาทำงานได้สะดวกขึ้น เร็วขึ้น และมีประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อเทียบกับการใช้งานสมาร์ทโฟนที่ไม่มีปากกา

พร้อมหรือยัง? กับการเป็นส่วนหนึ่งในงานเปิดตัวสมาร์ทโฟน ‘เหนือระดับ’ ที่จะมาเป็นสุดยอดผู้ช่วยเพื่อตอบโจทย์ชีวิตรอบด้านทั้งการทำงานและความบันเทิง ภายในงาน Galaxy Unpacked เพื่อเผยโฉมสมาร์ทโฟนกาแลคซี่รุ่นใหม่และอุปกรณ์หลากหลายบนอีโคซิสเต็มล่าสุดแบบVirtual Event ครั้งแรกของซัมซุงพร้อมกันทั่วโลก ในวันพุธที่ 5 สิงหาคม เวลา 21.00 น. ตามเวลาประเทศไทย 

สามารถรับชมได้ที่ https://youtu.be/3BJ7fF2aQqYwww.samsung.com หรือ www.samsung.com/th

———————————————————————————————————

[1] https://wearesocial.com/blog/2020/07/more-than-half-of-the-people-on-earth-now-use-social-media

[2] https://www.forbes.com/sites/tjmccue/2020/02/05/looking-deep-into-the-state-of-online-video-for-2020/#41f6ff6c2eac

[3] https://www.businessinsider.com/galaxy-note-9-will-have-an-s-pen-why-samsung-still-gives-its-note-phone-a-stylus-2018-6

คลิกช้อปสมาร์ทโฟน Samsung ได้ที่นี่ >>> http://bit.ly/2EOTbN5

from:https://www.mobileocta.com/buy-a-smartphone-must-have-a-pen-samsung-reveals-the-new-normal-smartphone-trend/

ตามไปดูโซลูชั่นไอทีล้ำสมัยแห่งยุค New Normal จาก G-Able

การระบาดของไวรัส COVID-19 และเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว สร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างมากต่อทั้งรูปแบบการใช้ชีวิตและดำเนินธุรกิจ ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ส่งผลให้ธุรกิจยุคดิจิทัลวิถีใหม่ต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น

– ความต้องการ พฤติกรรม และรูปแบบการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปของลูกค้า
– รูปแบบการแข่งขันที่ปรับเปลี่ยนอย่างต่อเนื่อง มีคู่แข่งใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา
– เทคโนโลยีที่ปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว
– ภัยคุกคามรูปแบบใหม่ๆ ที่พร้อมจู่โจมองค์กรจากรอบด้าน
– รูปแบบการทำงานที่เปลี่ยนแปลงสู่ Remote Work เมื่อพนักงานจำเป็นต้องทำงานจากที่บ้าน และเข้าถึงทรัพยากรขององค์กรได้จากทุกที่ทุกเวลา

แล้วเราจะมั่นใจได้อย่างไรว่า ระบบไอทีเพื่อรองรับการทำงานจากนอกสถานที่มีความปลอดภัยเพียงพอ ทั้งช่องทางการเชื่อมต่อ อุปกรณ์ และการระบุตัวตนผู้ใช้

สิ่งเหล่านี้ถือเป็นโจทย์ความท้าทายที่ใหญ่หลวงของฝ่ายไอที ที่ต้องปรับโครงสร้างพื้นฐาน สิ่งอำนวยความสะดวก และระบบไอทีที่เกี่ยวข้องต่างๆ เพื่อนำพาองค์กรเคลื่อนผ่านมรสุมความเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง และพร้อมรับโอกาสใหม่ๆ ที่รออยู่ในอนาคต

G-Able คู่คิดธุรกิจวิถีใหม่

ด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการช่วยขับเคลื่อนองค์กรด้วยเทคโนโลยี ทำให้ G-Able เข้าใจความต้องการของลูกค้า พร้อมให้คำปรึกษาคำแนะนำในการเตรียมความพร้อมของระบบไอที เพื่อตอบรับความต้องการในการทำงานในรูปแบบดิจิทัลและ Remote work ในปัจจุบัน

ซึ่งพนักงานไม่ได้ทำงานเพียงแต่ในออฟฟิศเหมือนแต่ก่อน หลายคนใช้โน้ตบุ๊ก แท็บเล็ต อุปกรณ์โมบายต่างๆ รวมถึงอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ส่วนตัว ในการเข้าถึงทรัพยากรด้านไอทีขององค์กร ได้จากทุกเวลาและสถานที่

จะมั่นใจได้อย่างไรว่าการเชื่อมต่อนั้นมีความปลอดภัยเพียงพอ ไม่เกิดช่องโหว่การรั่วไหลของข้อมูล หรือเป็นจุดอ่อนของการโจมตีจากภัยคุกคามภายนอก ที่สามารถสร้างความเสียหายให้แก่ข้อมูลทางธุรกิจ และองค์กรของคุณอย่างคาดไม่ถึง

โซลูชั่นด้านไอทียุค New Normal

เพื่อให้องค์กรคุณมีความปลอดภัยและลดความเสี่ยงข้างต้น เราได้เตรียมโซลูชั่นที่จำเป็นให้เหมาะสมกับแต่ล่ะองค์กร โดยมีโซลูชั่นหลักๆ ดังนี้


โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure)
เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมของดาต้าเซ็นเตอร์ และระบบไอทีหลักที่เกี่ยวข้องพร้อมให้บริการอย่างต่อเนื่อง ไม่มีสะดุด และเพื่อให้พนักงานทำงานจากนอกสถานที่ได้เสมือนนั่งอยู่ในออฟฟิศ

ระบบรักษาความปลอดภัย (Cyber Security)
เพื่อสร้างมาตรฐานความปลอดภัยในระดับเอ็นเทอร์ไพรซ์ครอบคลุมทั้งการระบุตัวตน การรักษาความปลอดภัยของเข้าถึงแอปพลิเคชันและข้อมูลผ่านระบบ VPN การใช้งานระบบคลาวด์ การค้นหา และปิดช่องโหว่ของระบบไอที

ช่วยปกป้องการรั่วไหลของข้อมูล และรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ๆ เพื่อให้คุณดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นใจ

แพลตฟอร์การทำงานแบบดิติจอล (Digital Workplace Platform)
ระบบที่ทำให้การทำงานร่วมกันและการสื่อสารยุคดิจิทัลเป็นเรื่องง่าย แชร์เอกสาร แก้ไขเอกสาร พร้อมจัดเก็บเอกสารแบบรวมศูนย์ (Centralized) รวมถึงการประชุม การอบรม การทำ Workshop และการทำ Webinar โดยยังคงรักษา Social distancing คู่ไปกับธุรกิจสามารถดำเนินการได้เหมือนปกติ

G-Able ได้ร่วมมือกับ Partner ที่หลากหลายเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ดีที่สุด ซึ่ง Cisco Webex เป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มเพื่อการสื่อสารและประสานการทำงานระดับองค์กร ที่มาพร้อมกับระบบรักษาความปลอดภัย เพื่อให้มั่นใจได้ว่า ข้อมูลทางธุรกิจต่างๆ จะไม่รั่วไหลออกไปสู่บุคคลภายนอก

โดยการเลือกใช้งานนั้น องค์กรสามารถค่อยๆ ลงทุน ด้วยการเลือกใช้เฉพาะโซลูชั่นที่ต้องการใช้งานเร่งด่วน หรือนำโซลูชั่นต่างๆ ไปผสานการทำงานร่วมกัน เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจยุคดิจิทัลวิถีใหม่อย่างเต็มรูปแบบก็ได้

โซลูชั่นดังกล่าว เป็นสิ่งที่ G-Able มุ่งมั่นช่วยองค์กรรับมือกับความท้าทายของความเปลี่ยนแปลงของธุรกิจยุคดิจิทัลวิถีใหม่ เราพร้อมนำความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ มาช่วยขับเคลื่อนองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม

บริษัท จีเอเบิล จำกัด
127/20, 22, 29-31 ถนนนนทรี แขวงช่องนนทรี
เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร 10120
โทร. 0-2781-9333
อีเมล์ : inquiry@g-able.com
เว็บไซต์ : http://www.g-able.com

from:https://www.enterpriseitpro.net/g-able-solution-for-new-normal/

Poly Webinar: Poly กับการสื่อสารสำหรับองค์กรในยุค New Normal

Poly ร่วมกับ Exclusive Networks ขอเรียนเชิญผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานด้าน IT เข้าร่วม Poly Webinar เรื่อง “Poly กับการสื่อสารสำหรับองค์กรในยุค New Normal” เพื่ออัปเดตแนวโน้มการติดต่อสื่อสารในยุค New Normal ภายใต้เงื่อนไขการเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) ที่เคร่งครัด พร้อมแนะนำเทคโนโลยีการติดต่อสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพจาก Poly ในวันพุธที่ 5 สิงหาคม 2020 เวลา 10:30 น. ผ่านทาง Live Webinar

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: Poly กับการสื่อสารสำหรับองค์กรในยุค New Normal
ผู้บรรยาย: คุณคณิตย์ โคกสันเทียะ Senior Sales Engineer จาก Poly และทีมวิศวกรจาก Exclusive Networks
วันเวลา: วันพุธที่ 5 สิงหาคม 2020 เวลา 10:30 – 12:00 น.
ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference
จำนวนผู้เข้าร่วมสูงสุด: 500 คน
ภาษา: ไทย
ลิงค์ลงทะเบียน: https://zoom.us/webinar/register/WN_Nnm7geCCRE-4Oy_kkwnj9g

ปัจจุบันนี้เรามีสื่อกลางที่ใช้ในการติดต่อสื่อการกันมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการพบเจอซึ่งหน้า การส่งอีเมล การโทรศัพท์ การคุยผ่านระบบ Video Conference หรือการแชต ซึ่งสื่อกลางที่เราใช้แต่ละอย่างนี้ต่างให้เป้าประสงค์ในการติดต่อสื่อสารที่แตกต่างกันไป บางโอกาสการใช้สื่อกลางแบบหนึ่งอาจเหมาะสมและให้คุณภาพที่ดีกว่าสื่อกลางอีกแบบหนึ่ง

ภายใน Webinar นี้ ท่านจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับแนวโน้มการติดต่อสื่อสารล่าสุดขององค์กรธุรกิจในยุค New Normal ที่จะต้องสามารถทำงานได้ทุกที่ทุกเวลา พูดคุยกันผ่านระบบ Video Conference ได้เหมือนเจอหน้ากันปกติ รวมไปถึงแนะนำเทคโนโลยีของ Poly ที่จะช่วยตอบโจทย์การติดต่อสื่อสารของทั้งผู้บริหารและพนักงาน และการทำงานร่วมกับ Cloud Video as a Service ชั้นนำอย่าง Zoom และ Microsoft Teams ได้อย่างไร้รอยต่อ พร้อมสาธิตการใช้งานอุปกรณ์จริง

กด Interested หรือ Going เพื่อติดตามอัปเดตและรับการแจ้งเตือนบน Facebook Event: https://www.facebook.com/events/329014568504217/

from:https://www.techtalkthai.com/poly-webinar-business-communication-in-new-normal-era/