คลังเก็บป้ายกำกับ: NEW_NORMAL

เชิญผู้สนใจเข้าร่วม VSM365 Webinar EP.5 “โค้งสุดท้ายกับ การบังคับใช้ PDPA เต็มรูปแบบ กับการปรับตัวให้ทันยุคดิจิทัล ด้วยการสื่อสารผ่าน SMS แบบ Omnichannel” ในวันที่ 9 เม.ย. นี้ 10:00 – 14:30 น.

VSM365 เรียนเชิญทุกท่านที่สนใจเข้าร่วมงานสัมมนาออนไลน์ในหัวข้อ “โค้งสุดท้ายกับ การบังคับใช้ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (Thailand’s Personal Data Protection Act B.E. 2562 (2019) : PDPA เต็มรูปแบบในวันที่ 1 มิถุนายน 2564 นี้ กับการปรับตัวทางธุรกิจรูปแบบใหม่ให้ทันยุคดิจิทัลแบบ New Normal ด้วยการสื่อสารผ่าน SMS แบบ Omnichannel” ซึ่งจะจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 9 เมษายน 2564 เวลา 10:00 – 14:30 น.

โดยมีรายละเอียดและวิธีการลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรี ดังนี้

โค้งสุดท้ายกับ การบังคับใช้ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (Thailand’s Personal Data Protection Act B.E. 2562 (2019) : PDPA เต็มรูปแบบในวันที่ 1 มิถุนายน 2564 นี้ กับการปรับตัวทางธุรกิจรูปแบบใหม่ให้ทันยุคดิจิทัลแบบ New Normal ด้วยการสื่อสารผ่าน SMS แบบ Omnichannel

วัน: วันศุกร์ ที่ 9 เมษายน 2564
เวลา: 10.00 – 14.30
ผู้บรรยาย: คุณ Supporn Chaivisuth – Country Manager และ คุณ Suppakorn Bunchua – Sales Team Leader จาก Infobip และคุณ Rapheepong Ghai – Privacy Consultant จาก OneTrust

รู้จัก Infobip และ OneTrust

  • Infobip เป็นผู้ให้บริการการสื่อสารแบบ Omnichannel ด้วยการบริการที่ครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็น ช่องทางการส่งข้อความ ด้วยเครื่องมือและโซลูชันที่หลากหลายสำหรับลูกค้า รวมไปถึงการสร้างประสบการณ์ การยืนยันตน ความปลอดภัย ความน่าเชื่อถือ การสนับสนุน และการเก็บรักษาข้อมูลอีกด้วย
  • OneTrust ผู้พัฒนาระบบบริหารจัดการข้อมูลส่วนบุคคล รองรับ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA) ระดับสากล ที่จะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับองค์กรของคุณ รวมถึงการบริหารจัดการความยินยอม (Consent) ที่ลูกค้าสามารถเลือกระหว่างให้ความยินยอมหรือยกเลิกความยินยอม และสามารถปรับแต่งความยินยอมได้ทุกเมื่อ เพื่อให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ. PDPA

ผู้ที่เข้าร่วมงานสัมมนานี้จะได้เรียนรู้เกี่ยวกับ

  1. แนวคิดความสำคัญของ OMNI channel และ การสร้างประสบการณ์ที่ดีกับลูกค้าในโลก digital
  2. Personalized marketing automation campaign ช่วยท่านได้อย่างไร
  3. การเพิ่มความพึงพอใจจากลูกค้า และสื่อสารกับพวกเขาผ่านช่องทางที่พวกเขาชื่นชอบ
  4. การบริหารจัดการสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลของลูกค้า (Data Subject Access Right) สามารถบริหารจัดการในการรับคำร้องขอจาก Data Subject ให้เป็นไปในรูปแบบอัตโนมัติตั้งแต่เริ่มต้นจนจบกระบวนการ
  5. โซลูชัน Cookie Compliance ที่จะเสริมสร้างความปลอดภัยทางด้าน Privacy ใน Website ของบริษัทของคุณที่ให้บริการแก่ลูกค้า รวมถึง Marketing activities ต่างๆ จะมีลักษณะการทำงานรูปแบบอย่างไรบ้าง

และพิเศษ เมื่อจบงานสัมมนา ผู้เข้าร่วมจะได้รับประกาศณียบัตร E-certificate ฟรี และมีสิทธิ์ร่วมลุ้นของรางวัล แก้วน้ำ Infobip และ บัตร Starbuck 200 บาท จำนวน 5 รางวัล

สนใจลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ฟรีทันที

เพียงเข้าไปกรอกข้อมูลในหน้าเว็บไซต์ https://forms.gle/z3VFT2g9vQBpudxz5 และรอการยืนยันจากทีมงาน

from:https://www.techtalkthai.com/vsm365-infobip-onetrust-webinar-pdpa-omnichannel-sms-campaign/

[Guest Post] UIH จับมือ Entrust พันธมิตรชั้นนำระดับโลก ลุยตลาดผู้ให้บริการ Managed Security Services เพื่อให้ผู้ใช้บริการทำธุรกรรมดิจิทัลได้อย่างมั่นคงปลอดภัย

บริษัท ยูไนเต็ด อินฟอร์เมชั่น ไฮเวย์ จำกัด (UIH) ผู้ให้บริการ Managed Security Services ที่รองรับด้วยระบบโครงสร้างพื้นฐานทางด้านไอทีชั้นนำขนาดใหญ่ของประเทศไทย ประกาศความร่วมมือเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับบริษัท เอ็นทรัสต์ ลิมิเต็ด (Entrust) ผู้ให้บริการเทคโนโลยีสำหรับสร้าง Trusted Identities และการทำธุรกรรมดิจิทัลอย่างมั่นคงปลอดภัย ชั้นนำระดับโลก  เพื่อเสริมความแข็งแกร่งโดยนำบริการ Identity and Access Management โซลูชัน (IAM Solution) เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในบริการของ UIH Managed Security Services เพื่อตอบโจทย์ประสิทธิภาพทางธุรกิจ อีกทั้งสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ใช้บริการสามารถบริหารจัดการข้อมูลในระบบขององค์กรได้อย่างปลอดภัยขั้นสูงสุด

คณะผู้บริหาร UIH (เรียงจากซ้ายไปขวา) คุณเบญจ เบญจรงคกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ คุณภูสิทธิ์ ชีวกนิษฐ์ ผู้อำนวยการฝ่าย Security Services และคุณสันติ เมธาวิกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูไนเต็ด อินฟอร์เมชั่น ไฮเวย์ จำกัด (UIH) ลงนามข้อตกลงความร่วมมือเป็นพันธมิตรทางธุรกิจทางออนไลนกับ คุณเคล้าส์ แฮนเซ่น Vice President – Enterprise APAC บริษัท เอ็นทรัสต์ ลิมิเต็ด เพื่อขยายขีดความสามารถในการให้บริการองค์กรธุรกิจ ด้วยบริการ ไอเอเอ็ม โซลูชัน (IAM Solution) เพื่อตอบโจทย์ Managed Security Services ได้อย่างครบวงจร

 

พฤติกรรมของผู้บริโภคในยุค New Normal และการทำธุรกรรมในยุคดิจิทัล ส่งผลให้อัตราการเดิบโตของคลาวด์ รวมถึงภัยจากไซเบอร์มีแนวโน้มสูงขึ้นในทุกอุตสาหกรรมในภาคพื้นเอเชีย-แปซิฟิก ซึ่งองค์กรธุรกิจต่างเห็นถึงความสำคัญในการปกป้อง คุ้มครอง เฝ้าระวัง และตรวจจับ เพื่อไม่ให้เกิดการถูกคุกคามทางไซเบอร์ ความร่วมมือในครั้งนี้ ถือเป็นการตอบรับโอกาสการเติบโตด้านความต้องการความปลอดภัยทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ในด้านข้อมูลขององค์กร เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าองค์กรในประเทศไทยและในภูมิภาคอาเซียน ของทั้ง UIH และEntrust  ในรูปแบบของผู้ให้บริการ Managed Security Services

ระบบ IAM Solution พัฒนาอยู่บนพื้นฐานของ Zero Trust Platform ที่ครอบคลุมการทำการยืนยันตัวตนในรูปแบบต่างๆ ระหว่าง ผู้ใช้ อุปกรณ์ และบริการต่างๆ ไม่ว่าผู้ใช้งานจะอยู่ภายในหรือภายนอกองค์กร เพื่อให้องค์กรมั่นใจได้ว่าผู้ที่ใช้งานและเข้าถึงทรัพยากรขององค์กรนั้นคือบุคคลที่เกี่ยวข้องและมีสิทธิ์จริงๆ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยขององค์กร ตัวระบบยังสามารถทำ Single Sign-On ในการเข้าถึงระบบและบริการต่างๆ ขององค์ได้สะดวกยิ่งขึ้นด้วย นอกจากนี้ด้วยตัวระบบเป็น Cloud-based solution จึงทำให้สามารถติดตั้งเริ่มต้นใช้งานได้โดยง่าย มีความยืดหยุ่นสูงในการขยายการใช้งาน ซึ่งเป็นการช่วยเพิ่มประสิทธิผลของงานในองค์กรในยุคสังคมดิจิทัล

 

 

คุณสันติ เมธาวิกุล กรรมการผู้จัดการ UIH ได้กล่าวถึงวิสัยทัศน์ว่า “UIH มีความต้องการที่จะยกระดับมาตรฐานการให้บริการและมุ่งสู่การเป็นผู้ให้บริการ Managed Security Service ด้วยการสร้างสรรค์นวัตกรรม เครือข่ายและ โซลูชันที่ครบวงจร ตั้งแต่การให้คำปรึกษา การวิเคราะห์ความต้องการทางธุรกิจ การออกแบบและติดตั้ง และการบริการหลังการขาย โดยพร้อมร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ เพื่อเสริมศักยภาพพื้นฐานความปลอดภัยทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศให้กับอุตสาหกรรมต่างๆ อีกทั้งจะเป็นกลยุทธ์สำคัญของธุรกิจในการสร้างระบบโครงสร้างพื้นฐานไอทีที่แข็งแกร่งและคล่องตัว” และกล่าวเสริมถึงความร่วมมือการเป็นพันธมิตรในครั้งนี้ว่า “ มีความภาคภูมิใจที่ได้ร่วมมือกับองค์กรระดับโลกอย่างบริษัท เอ็นทรัสต์ ลิมิเต็ด ซึ่งจะอาศัยความเชี่ยวชาญของทั้ง 2 ฝ่าย ร่วมกันผลักดัน บริการ ไอเอเอ็ม โซลูชัน(IAM Solution) เพื่อตอบโจทย์ได้ครอบคลุมทุกอุตสาหกรรม ตลอดจนองค์กรธุรกิจในทุกขนาด เพื่อเติบโตไปด้วยกันอย่างแข็งแกร่ง”

คุณแองกัส แม็คดูกัล  Regional Vice President, Asia-Pacific Region บริษัท เอ็นทรัสต์ ลิมิเต็ด (Entrust) กล่าวว่า “Entrust ได้เห็นถึงศักยภาพของตลาดในประเทศไทยและในภาคพื้นเอเชีย แปซิฟิก และต้องการขยายตลาดในพื้นที่ดังกล่าว จึงได้ร่วมจับมือเป็นพันธมิตรกับ UIH โดยอาศัยจุดได้เปรียบของ UIH ในเรื่องของประสบการณ์ในการให้บริการระบบโครงสร้างพื้นฐานทางด้านไอทีขนาดใหญ่ ความน่าเชื่อถือทางธุรกิจ พร้อมกับทีมงานผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษาตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อร่วมผลักดันบริการ ไอเอเอ็ม โซลูชัน (IAM Solution) ในการสร้างความมั่นใจให้กับองค์กรลูกค้าเพื่อตอบโจทย์ทางด้านความปลอดภัย และความต่อเนื่องของการดำเนินงาน”

 

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-uih-entrust-managed-security-services/

[Guest Post] ซีอีโอทั่วโลกเกือบครึ่งมองว่าสถานการณ์ธุรกิจจะไม่กลับเป็นปกติจนกว่าปี 2565 : จากงานวิจัยเคพีเอ็มจี

  • ซีอีโอส่วนใหญ่จะรอจนกว่าประชากรมากกว่าครึ่งของประเทศได้รับการฉีดวัคซีนก่อนที่จะเริ่มให้พนักงานเข้าออฟฟิศอีกครั้ง
  • ผู้นำ 9 ใน 10 วางแผนว่าจะให้พนักงานรายงานสถานะการฉีดวัคซีนของตน เพื่อความปลอดภัยของทั้งองค์กร
  • ความต้องการของซีอีโอทั่วโลกที่จะลดขนาดพื้นที่ของสำนักงานนั้นลดลงเป็นอย่างมาก และต่างมีการประเมินใหม่ด้านความต้องการที่จะดำเนินธุรกิจแบบเดิมที่มีการพบปะพูดคุยกันต่อหน้าหลังจากพ้นวิกฤติการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 แล้ว

บิลล์ โทมัส ประธานและซีอีโอ เคพีเอ็มจี อินเตอร์เนชั่นแนล

 

 

ซีอีโอของบริษัทชั้นนำทั่วโลกต่างกำลังวางแผนองค์กรสำหรับ new normal หลังผ่านพ้นวิกฤติโควิด-19 งานวิจัย 2021 KPMG CEO Outlook Pulse Survey พบว่าผู้บริหารระดับสูงเกือบครึ่ง (ร้อยละ 45) คาดว่าธุรกิจจะไม่กลับเป็น ‘ปกติ’ จนกว่าปี 2565 ซึ่งต่างจากงานวิจัยของปีที่แล้ว ที่พบว่าเกือบ 1 ใน 3 (ร้อยละ 31) คาดว่าสถานการณ์จะกลับเป็นปกติปลายปี 2564 นี้ ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้ซีอีโอ 1 ใน 4 (ร้อยละ 24) บ่งชี้ว่าโมเดลธุรกิจขององค์กรของตนได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างถาวรแล้ว

การวิจัยโดยเคพีเอ็มจีครั้งนี้ถูกจัดทำขึ้นระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ และมีนาคมปีนี้ โดยทำการสำรวจซีอีโอทั่วโลกจำนวน 500 คน เกี่ยวกับกลวิธีการตอบสนองต่อผลกระทบจากโควิด-19 และความน่าจะเป็นในอนาคตอีก 3 ปีข้างหน้า พบว่าซีอีโอส่วนใหญ่ (ร้อยละ 55) มีความกังวลเกี่ยวกับการเข้าถึงวัคซีนของพนักงาน ซึ่งจะส่งผลต่อการตัดสินใจว่าเมื่อใดจะให้ให้พนักงานเข้าทำงานในสำนักงานได้ ซีอีโอส่วนใหญ่ (ร้อยละ 90) มองทางเลือกที่จะให้พนักงานรายงานองค์กรเมื่อได้รับการฉีดวัคซีน ซึ่งจะช่วยให้องค์กรวางกลยุทธ์การรักษาความปลอดภัยให้กับพนักงาน แต่อย่างไรก็ตาม 1 ใน 3 (ร้อยละ 34) มีความกังวลเรื่องการแพร่ข้อมูลที่เป็นเท็จเกี่ยวกับความปลอดภัยของวัคซีน ซึ่งอาจส่งผลให้พนักงานเลือกที่จะไม่รับวัคซีน

บิลล์ โทมัส ประธานและซีอีโอ เคพีเอ็มจี อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า “ก่อนการตัดสินใจเรื่องใหญ่ๆ ซีอีโอต่างต้องการที่จะมั่นใจว่าพนักงานของพวกเขาต่างได้รับการป้องกันจากเชื้อไวรัสโควิด-19 แผนการแจกจ่ายวัคซีนในแต่ละประเทศทำให้ผู้นำมีกำลังใจและความมั่นใจมากขึ้นในการเตรียมพร้อมองค์กรสำหรับ new normal ซีอีโอต่างกำลังวางแผนรับมือกับการที่แต่ละพื้นที่จะได้รับวัคซีนไม่พร้อมกัน ซึ่งอาจส่งผลต่อการดำเนินการขององค์กร ห่วงโซ่อุปสงค์อุปทาน และพนักงาน ซึ่งจะนำไปสู่การฟื้นฟูเศรษฐกิจในระยะเวลาที่ต่างกันในแต่ละพื้นที่” 

“งานวิจัยของเราแสดงให้เห็นว่าผู้บริหารต่างมีมาตรการเด็ดขาดช่วงวิกฤติโควิด-19 เพื่อที่จะพลิกโฉมโมเดลการจัดการธุรกิจ (operating model) และวิธีการทำงาน มีการเร่งพัฒนาโปรเจกต์ต่างๆ ไม่ว่าจะเนื่องจากความสมัครใจหรือเพราะความจำเป็น การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ครั้งนี้เป็นชนวนให้ซีอีโอประเมินบทบาทขององค์กรที่มีต่อสังคม หลายๆ องค์กรได้ออกมาแสดงจุดยืนในเรื่องที่องค์กรอาจจะไม่เคยกล่าวถึงมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ไปจนถึงการสนับสนุนความหลากหลายและการยอมรับความแตกต่างภายในสังคม ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่จำเป็น และเป็นสิ่งที่เราอยากให้ดำเนินต่อไป เนื่องจากสังคมเรายังต้องการความร่วมมือและการเปลี่ยนแปลงอีกมาก”

 
ผลการสำรวจที่สำคัญ:

นโยบายรัฐและแผนการฉีดวัคซีนส่งผลต่อการตัดสินใจขององค์กร
ซีอีโอ 3 ใน 4 (ร้อยละ 76) มองว่าการที่รัฐบาลรณรงค์ให้ธุรกิจกลับมาปฏิบัติการเหมือนปกติจะเป็นสัญญาณให้แต่ละองค์กรอนุญาตให้พนักงานกลับเข้าทำงานที่สำนักงานตามปกติ นอกจากนี้ ร้อยละ 61 ของผู้บริหารทั่วโลกกล่าวว่าจะรอจนกว่าการแจกจ่ายวัคซีนประสบผลสำเร็จ (มากกว่าร้อยละ 50 ของประชากรทั้งหมดได้รับการฉีดวัคซีน) ในที่สำคัญๆ ก่อนที่จะตัดสินใจให้พนักงานกลับเข้าทำงานได้ตามปกติ เมื่อพนักงานกลับเข้าที่ทำงานแล้ว องค์กร 1 ใน 5 (ร้อยละ 21) จะมีมาตรการป้องกันเพิ่มเติมโดยการขอให้ลูกค้าและบุคคลภายนอก อื่นๆ แจ้งถึงสถานะการฉีดวัคซีนของตนเองก่อนที่จะเข้ามาในบริเวณสำนักงาน 

 
จำนวนซีอีโอทั่วโลกที่ต้องการลดพื้นที่สำนักงานนั้นน้อยลงจากเมื่อ 6 เดือนที่แล้ว
การวิจัยครั้งนี้พบว่ามีเพียงร้อยละ 17 ของซีอีโอทั่วโลกที่ต้องการลดขนาดสำนักงานลงเนื่องจากโควิด-19 ซึ่งต่างจากการสำรวจเมื่อเดือนสิงหาคม 2563 ที่ซีอีโอจำนวนร้อยละ 69 วางแผนที่จะลดขนาดสำนักงานภายใน 3 ปี้ข้างหน้า ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอาจจะมีการลดขนาดสำเร็จแล้วหรือแผนการรับมือกับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสได้มีการเปลี่ยนแปลง

ผู้บริหารยังไม่เชื่อมั่นที่จะให้พนักงานทุกคนทำงานจากนอกสำนักงาน (remote working)
ซีอีโอต่างกำลังวางแผนว่า new normal จะเป็นอย่างไรหลังผ่านวิกฤติโควิด-19 ไปแล้ว ซึ่งมีเพียง 3 ใน 10 (ร้อยละ 30) ของผู้บริหารระดับสูงที่จะมีการพิจารณาการทำงานแบบ hybrid คือการที่พนักงานส่วนใหญ่ทำงานจากที่ไหนก็ได้ (remote working) 2-3 วันต่อสัปดาห์ ส่งผลให้มีเพียง 1 ใน 5 (ร้อยละ 21) องค์กรที่พร้อมจะจ้างพนักงานที่ทำงานจากนอกสำนักงาน ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนจากผลสำรวจปีที่แล้ว (ร้อยละ 73 ในปี 2563)

 
ความปลอดภัยทางไซเบอร์ถูกบ่งชี้ให้เป็นประเด็นที่ซีอีโอให้ความสำคัญมากที่สุด
ในช่วงล็อคดาวน์ การทำงานจากที่บ้านเป็นเรื่องปกติ ซึ่งนำไปสู่ความเสี่ยงขององค์กรในการรั่วไหลของข้อมูล ทำให้ผู้นำทั่วโลกต่างบ่งชี้ว่าความปลอดภัยทางไซเบอร์เป็นประเด็นที่สำคัญที่สุดที่จะส่งผลต่อการเติบโตและการดำเนินธุรกิจขององค์กรในระยะเวลา 3 ปีจากนี้ ความปลอดภัยทางไซเบอร์เป็นประเด็นที่ถูกบ่งชี้ให้มีความสำคัญกว่าด้านกฎหมาย ภาษี และห่วงโซ่อุปสงค์อุปทาน

ESG ยังคงมีความสำคัญเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องสำหรับองค์กร
การที่ COP26 กำลังจะถูกจัดขึ้นอีกครั้งในปีนี้และการที่สหรัฐอเมริกาได้กลับมาเข้าร่วมในข้อตกลงปารีสลดโลกร้อน ทำให้ซีอีโอร้อยละ 49 ต้องการที่จะวางแผนการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม (Environment) สังคม (Social) และบรรษัทภิบาล (Governance) หรือ ESG ให้รัดกุมยิ่งขึ้น ซึ่งผู้นำทางธุรกิจส่วนใหญ่ (ร้อยละ 89) ให้ความสำคัญไปที่การคงประโยชน์ที่ได้รับจากช่วงโควิด-19 ในด้านความยั่งยืนและการลดผลกระทบที่องค์กรมีต่อสภาวะการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศให้มากที่สุดนอกจากนี้ผู้นำทั่วโลกเกือบทั้งหมด (ร้อยละ 96) ต้องการที่จะเพิ่มความสำคัญด้านสังคมในการจัดการ ESG

เจริญ ผู้สัมฤทธิ์เลิศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เคพีเอ็มจี ประเทศไทย เมียนมาร์ และลาว

เจริญ ผู้สัมฤทธิ์เลิศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เคพีเอ็มจี ประเทศไทย เมียนมาร์ และลาว กล่าวว่า “การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 และการเปลี่ยนแปลงที่ตามมาทำให้ซีอีโอต่างพิจารณาจุดมุ่งหมาย คุณค่า และวัฒนธรรมองค์กรใหม่ เราได้เห็นหลายๆ องค์กรทำการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วกว่าที่วางแผนไว้ในการจัดการด้าน ESG ในการรับมือกับลูกค้า และในกลยุทธ์ทางด้านดิจิทัลขององค์กร ในประเทศไทยเองเราก็ได้เห็นหลายๆ องค์กรเพิ่มช่องทางติดต่อและค้าขายออนไลน์ และพัฒนาโครงสร้างระบบดิจิทัลขององค์กร นอกจากนี้เรายังเห็นได้ว่ามีการเพิ่มความสำคัญไปที่การพัฒนาสังคม สร้างความยั่งยืน และการพัฒนาสิ่งแวดล้อม และบรรษัทภิบาล ในปีที่ผ่านมาหลายๆ องค์กรได้ทำการเปลี่ยนแปลงที่จะนำมาซึ่งอนาคตที่ดีขึ้นสำหรับลูกค้า พนักงาน และสังคม”   

 

เกี่ยวกับ KPMG’s CEO Outlook Pulse Survey

งานวิจัย 2021 CEO Outlook Pulse Survey เป็นการสอบถามมุมมองต่อเศรษฐกิจและการดำเนินธุรกิจในอีก 3 ปีข้างหน้าของซีอีโอจากบริษัทชั้นนำทั่วโลก และมุมมองที่มีต่อการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 การวิจัยครั้งนี้เป็นการเปรียบเทียบว่ามุมมองของซีอีโอเหล่านี้ได้มีการเปลี่ยนแปลงในด้านใดบ้างเมื่อเทียบกับการวิจัยช่วงเดือนกรกฎาคมและสิงหคม 2563

การวิจัยครั้งนี้เป็นการสำรวจซีอีโอจำนวน 500 รายจาก 11 ประเทศ (ออสเตรเลีย แคนาดา จีน ฝรั่งเศส เยอรมนี อินเดีย อิตาลี ญี่ปุ่น สเปน สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา) ซึ่งได้ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 29 มกราคม ถึง 4 มีนาคม 2564 ผู้ตอบแบบสอบถามทุกคนเป็นตัวแทนขององค์กรที่มีรายได้มากกว่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี และในจำนวนนั้น ร้อยละ 35 เป็นองค์กรที่มีรายได้มากกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี *ตัวเลขที่อ้างอิงเป็นการปัดเศษ

เกี่ยวกับเคพีเอ็มจี

เคพีเอ็มจี เป็นเครือข่ายระดับโลกของบริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านการสอบบัญชีและการให้ความเชื่อมั่นอื่น ภาษี กฎหมาย และให้คำปรึกษาทางธุรกิจ เราดำเนินธุรกิจใน 146 ประเทศ และมีพนักงานมากกว่า 227,000 คนในบริษัทเคพีเอ็มจีทั่วโลก เคพีเอ็มจีในแต่ละประเทศเป็นองค์กรที่มีการดำเนินการเป็นเอกเทศ

เกี่ยวกับ เคพีเอ็มจี ประเทศไทย

เคพีเอ็มจี ประเทศไทย มีพนักงานมากกว่า 2,000 คน ซึ่งให้บริการด้านการสอบบัญชีและการให้ความเชื่อมั่นอื่น ภาษี กฎหมายและให้คำปรึกษาทางธุรกิจ เคพีเอ็มจี ประเทศไทยเป็นสมาชิกของ เครือข่ายเคพีเอ็มจี อินเตอร์เนชั่นแนล

 

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-kpmg-2021-ceo-outlook-pulse-survey/

[Guest Post] มุมมองเชิงลึกสู่อนาคต ในปี 2021

ความปั่นป่วน และไม่สามารถคาดการณ์ได้ เป็นคำที่ใช้อธิบายปี 2020 ได้อย่างถูกต้องที่สุด จากการที่คนทำงานต้องเปลี่ยนรูปแบบการทำงานจากที่ไซต์งานหรือจากออฟฟิศไปสู่การทำงานจากระยะไกล ทำให้การรักษาความปลอดภัยทางไอทีและความเป็นผู้นำในองค์กรถูกบังคับให้ต้องปฏิรูปสู่ดิจิทัลได้อย่างถูกโดยไม่มีข้อผิดพลาด และกลายเป็นว่าทุกคนต้องพึ่งพาเทคโนโลยีกันมากขึ้น ทั้งในการทำงาน การไปโรงเรียน รวมถึงการเสพสิ่งบันเทิงต่างๆ จึงทำให้ภัยคุกคามด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล

ในปี 2021 ฟอร์ซพอยต์ เชื่อว่า เราจะเริ่มตระหนักกันอย่างจริงจังว่ามีทรัพย์สินทางปัญญาจำนวนมากที่ถูกโจรกรรมจากผู้บุกรุกที่เป็นคนนอกและจากคนในที่ประสงค์ร้าย ในช่วงระหว่างปี 2020 ที่มีการเปลี่ยนรูปแบบสู่การทำงานจากระยะไกล ด้วยปัจจัยบ่งชี้ในเรื่องของการทำงาน การดูแลความปลอดภัยของระบบโครงสร้างพื้นฐาน และการปกป้องข้อมูลทุกที่ได้อย่างต่อเนื่อง  Forcepoint Future Insights ได้นำเสนอมุมมองความคิดใน 4 ประเด็นเกี่ยวกับแนวโน้ม และเหตุการณ์ที่เราเชื่อว่าอุตสาหกรรมความปลอดภัยทางไซเบอร์ จะต้องรับมือกันในปี 2021

การรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ เป็นปัจจัยสร้างความแตกต่างให้กับธุรกิจ

ในปี 2020 ดูเหมือนว่าอนาคตจะพุ่งตรงเข้ามาหาเราอย่างไม่หยุดหย่อน ทำให้เรารู้สึกตื่นตัวพร้อมกับต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ และเมื่อเราทุกคนก้าวสู่การทำงานจากระยะไกล การปรับใช้คลาวด์จึงเป็นสิ่งจำเป็น มีการปฏิรูปสู่ดิจิทัลเกิดขึ้น และในที่ๆ ยังไม่มีการปฏิรูป ก็จำเป็นจะต้องทำ

องค์ประกอบในภาพใหญ่ทั้งหมดเหล่านี้ นำเราไปสู่บทสรุปที่ว่า การรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ ได้กลายเป็นปัจจัยที่สร้างความแตกต่างให้กับธุรกิจในปัจจุบัน และจำเป็นต้องอาศัยผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงเฉพาะทาง (category disruptor)  การรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ กลายเป็นกลไกที่มีศักยภาพที่อนุญาติให้องค์กรธุรกิจเร่งเป้าหมายสู่คลาวด์ และใช้ประโยชน์จากความเร็ว ขอบเขตที่กว้างขวาง และความยืดหยุ่นของการปฏิรูปทางดิจิทัล

เมื่อการ์ทเนอร์ เริ่มแนะนำ SASE ออกมาเป็นแนวคิดในปี 2019  รายงานฉบับแรกระบุว่าตลาดอาจจะยังไม่พร้อม หรืออาจจะยังไม่ไปกับโมเดลนี้ในเวลาสองถึงห้าปี  มีเพียง 40 เปอร์เซ็นต์ขององค์กรที่จะใช้โมเดลนี้ในปี 2024  แต่ส่วนผสมของแรงขับเคลื่อนที่มีในตลาดในการเปลี่ยนสู่คลาวด์ บวกกับแผนงานใหม่ที่บังคับให้เราต้องทำงานจากระยะไกล หมายถึงเรากำลังเผชิญกับการทำ defragmentation ของตลาดที่เร็วยิ่งขึ้น และความเร่งด่วนในการนำ “แพลตฟอร์มรักษาความปลอดภัย” มาเป็นเครื่องมือทางเลือก

การรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ เริ่มมีความสำคัญมากขึ้นในระดับของกรรมการบริษัท ซึ่งผลักดันความต้องการในการรักษาความปลอดภัยบนแพลตฟอร์มคลาวด์ กรรมการบริหารทั้งหลายต่างมองหานวัตกรรมและปัจจัยในการสร้างความแตกต่างให้กับธุรกิจ ซึ่งเป็นโซลูชั่นที่นำมาใช้งานได้เร็วอีกทั้งประหยัดค่าใช้จ่าย ทั้งหมดนี้จะเพิ่มความกดดันให้กับการรักษาความปลอดภัยบนคลาวด์ และจำต้องใช้โซลูชันรักษาความปลอดภัยสำหรับแพลตฟอร์มคลาวด์

ความต้องการในการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ที่มาจากระดับผู้บริหาร จะเป็นปัจจัยที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภายในอุตสาหกรรมรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ ความจำเป็นด้านแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ทำงานผ่านคลาวด์และเป็นระบบควบรวมการทำงานเข้าด้วยกัน คือการที่เราจะได้เห็นความเร่งด่วนของ “Zoom of Security” หรือการมาอย่างรวดเร็วของระบบรักษาความปลอดภัย

ผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงเฉพาะทาง (category disruptor) ที่จริงจัง ต้องผสานรวมกับระบบนิเวศพับลิคคลาวด์ได้อย่างลึกซึ้ง ปัจจุบัน ผู้พัฒนากำลังนำระบบรักษาความปลอดภัยมาใช้เป็นเครื่องมือ แต่การต้องมีตัวช่วยสำหรับแอปพลิเคชันและฟังก์ชั่นต่างๆ ที่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อทำงานบนคลาวด์โดยเฉพาะ ระบบรักษาความปลอดภัยจะต้องย้ายไปอีกฝั่งสำหรับผู้พัฒนา และจะกลายเป็นการทำให้นำมาปรับใช้ได้ง่ายดายอีกทั้งผสานรวมการทำงานได้อย่างเต็มที่

การผสานรวมจะส่งผลให้ระบบรักษาความปลอดภัยถูกฝังอยู่ในแอปพลิเคชันและแพลตฟอร์ม ที่คนทั่วไปจะไม่รู้เลยว่าตัวเองกำลังได้รับ “การรักษาความปลอดภัย” ให้อยู่ ฟอร์เรสเตอร์ได้คาดการณ์ว่าสถาปัตยกรรมแบบ Zero Trust จะเติบโต 200 เปอร์เซ็นต์ในปี 2021  ทันทีที่เราก้าวสู่การเปลี่ยนแปลงในอีกด้านหนึ่ง การรักษาความปลอดภัยจะกลายเป็นระบบงานปกติของคลาวด์ และการผสมผสานของเทคโนโลยีบวกกับข้อมูลจะช่วยให้ผู้นำไอทีมีความสามารถด้านการมองเห็นอย่างแท้จริง ว่าข้อมูลเคลื่อนที่ไปที่ไหนในองค์กรและไปอย่างไร

ความสามารถด้านการมองเห็นข้อมูลถือเป็นปัจจัยที่เปลี่ยนโฉมการแข่งขัน ไม่ใช่แค่เรื่องการมอนิเตอร์ในแง่ของการติดตามว่าใครทำอะไร หรือบุกรุกความเป็นส่วนตัว แต่เป็นการช่วยให้นักวิเคราะห์ข้อมูลและผู้นำองค์กรมองเห็นข้อมูลและการเคลื่อนไหวได้อย่างชัดเจน การวิเคราะห์พฤติกรรมช่วยให้เราตรวจวัดและรับส่งข้อมูลทางไกลเพื่อช่วยให้ตัดสินใจได้อย่างฉลาดท่ามกลางความเสี่ยงที่เกิดขึ้น โดยไม่เป็นการบุกรุกความเป็นส่วนตัวของผู้คนหรือเวิร์กโฟลว์แต่อย่างใด

สร้างสมดุลระหว่างแมชชีนเลิร์นนิ่ง และมุมมองเชิงลึกของผู้คนในการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์

ในปี 2021 ฟอร์ซพอยต์ เชื่อว่าแมชชีนเลิร์นนิ่ง และระบบวิเคราะห์ จะถูกตรวจสอบอย่างละเอียดมากขึ้น เนื่องจากผู้คนจะตั้งคำถามเกี่ยวกับความเชื่อมั่นตามธรรมชาติที่ปราศจากอคติและเป็นธรรม รวมถึงเส้นแบ่งทางจริยธรรม

ระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์จำนวนมาก ใช้แมชชีนเลิร์นนิ่งในการตัดสินใจว่าการดำเนินการของผู้ใช้หรือระบบงานใดๆ มีความเหมาะสม (มีความเสี่ยงต่ำ) หรือไม่ ระบบแมชชีนเลิร์นนิ่งเหล่านี้ จะต้องผ่านการฝึกฝนด้วยข้อมูลในปริมาณมากพอ และจะต้องถูกประเมินในเรื่องอคติและความแม่นยำอย่างละเอียดถี่ถ้วน

การสร้างระบบไซเบอร์ เพื่อช่วยระบุหาผู้ใช้ที่มีความเสี่ยงและป้องกันการดำเนินการที่อาจเป็นอันตราย ข้อมูลส่วนใหญ่ที่เราใช้วิเคราะห์จะมาจากกิจกรรมของผู้ใช้เป็นหลัก ควรแจ้งล่วงหน้าว่าการตรวจสอบกิจกรรมของผู้ใช้จะต้องมีการดำเนินการอย่างเหมาะสม และคำนึงถึงความเป็นส่วนตัวของผู้คนรวมถึงอยู่ในหลักเกณฑ์ด้านจริยธรรมที่เหมาะสมเช่นกัน  การทำความเข้าใจว่าผู้คนปรับเปลี่ยน ตอบสนองและแจ้งเรื่องสภาพแวดล้อมอย่างไร นับเป็นสิ่งสำคัญสำหรับองค์กร ความจำเป็นในการสร้างความเข้าใจถึงพฤติกรรมในระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ รวมถึงการออกแบบระบบรักษาความปลอดภัยสำหรับองค์ประกอบของมนุษย์เป็นสิ่งสำคัญ

ในปี 2021 ฟอร์ซพอยต์ คาดว่าการปรับใช้งานต่อๆ ไป จะล้มเหลวเนื่องจากอคติและการขาดการควบคุมดูแลอัลกอริธึมโดยผู้เชี่ยวชาญ  แม้ไม่ใช่ทั้งหมด แต่อย่างน้อยปัญหาก็คือ อัลกอริธึ่มที่ควบคุมแมชชีนเลิร์นนิ่งส่วนใหญ่ จะทำหน้าที่เสมือนกล่องดำ ทำให้การตรวจสอบความถูกต้องค่อนข้างทำได้ยากหรือแทบจะเป็นไปไม่ได้

แต่เรื่องนี้ ก็ไม่ได้หมายความว่าอัลกอริธึ่มของแมชชีนเลิร์นนิ่งทั้งหมดจะต้องล้มเหลว ข่าวดีก็คืออคติที่ว่าได้ถูกหยิบยกมาพูดคุยและพิจารณากันในกลุ่มเปิด พร้อมๆ กับเรื่องประสิทธิภาพของอัลกอริธึ่ม  ฟอร์ซพอยต์ หวังว่าเราจะยังคงพัฒนาอัลกอริธึ่มที่สามารถอธิบายกันต่อไป ซึ่งสร้างแบบจำลองข้อมูลของผู้เชี่ยวชาญ อนาคตของแมชชีนเลิร์นนิ่งนั้นสดใส การนำอัลกอริธึ่มมาใช้ในแนวทางที่ฉลาดนั้นขึ้นอยู่กับจินตนาการของเรา

ภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดจากที่ๆ คุณคาดไม่ถึง

ในปี 2021 เรากำลังได้เห็นภัยคุกคามที่เกิดจากสถานที่ๆ เราคาดไม่ถึง และบางครั้งอาจจะมาจากภายในบ้านตัวเอง

ในปี 2021 คาดว่าจะได้เห็นหน่วยงานที่ดำเนินการอย่างมีระบบของผู้ที่แทรกซึมมาในสายการว่าจ้างงาน ที่นำเสนอมาตรฐานที่เป็นเป้าหมายโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ดำเนินการด้วยความประสงค์ร้าย เพื่อให้กลายเป็นพนักงานที่น่าเชื่อถือ โดยมีเป้าหมายแทรกซึมเข้ามาที่ IP ที่หาค่าไม่ได้  “ผู้ดำเนินการด้วยความประสงค์ร้าย” เหล่านี้ ตามจริงแล้ว จะกลายเป็นตัวแทนลับๆ ที่จะผ่านกระบวนการสัมภาษณ์และข้ามผ่านสิ่งกีดขวางและอุปสรรคนานาที่ทั้งฝ่ายบุคคลและทีมงานรักษาความปลอดภัยสร้างขึ้นเพื่อหยุดยั้งคนเหล่านี้

สอดคล้องตามข้อมูลของ McKinsey ที่ว่า การนำข้อมูลมาปลอมแปลงอัตลักษณ์ หรือ synthetic ID fraud เป็นอาชญากรรมทางการเงินประเภทที่เติบโตเร็วที่สุดในสหรัฐอเมริกา และกำลังแพร่กระจายไปยังภาคพื้นอื่นๆ  ผู้ปลอมแปลงจะใช้ข้อมูลส่วนตัวทั้งของจริงและของปลอมมาสร้างเป็นประวัติปลอม ที่ดูดีพอที่จะสมัครบัตรเครดิตได้ แม้ว่าปกติแล้วการยื่นสมัครอาจจะถูกปฏิเสธจากเครดิตบูโรก็ตาม การมีไฟล์ที่ว่า ก็พอที่จะนำมาสร้างเป็นแอคเคาท์ และเริ่มสร้างประวัติด้านเครดิต “ของจริง” สำหรับบัญชีธนาคาร บัตรเครดิต และการกู้เงินได้ จึงค่อนข้างจะยากที่จะหาอัตลักษณ์จริงจากสิ่งที่ปลอมแปลง และเนื่องจากไม่มีคนที่โดนขโมย ID เหยื่อตัวจริงก็คือธุรกิจที่ไม่สามารถกู้คืนความเสียหายได้

คุณอาจคิดว่าเทคโนโลยีสมัยใหม่เช่น แมชชีน เลิร์นนิ่ง อาจจะระบุการฉ้อโกงประเภทนี้ได้ง่าย ประเด็นอยู่ที่การหาชุดข้อมูลเพื่อมาฝึกแมชชีนเลิร์นนิ่ง ซึ่งคุณจะแสดงให้เห็นอย่างไรในการระบุตัวปลอมในเวลาที่มันแทบจะแยกไม่ออกจากคนจริงๆ?

คำตอบก็คือการเจาะลึกเพื่อหาอัตลักษณ์ด้วยข้อมูลที่ได้จากบุคคลที่สาม ที่แสดงให้เห็นถึงประวัติศาสตร์ที่ต่อเนื่องมา หรืออัตลักษณ์ที่สามารถแสดงใบหน้าของพาสปอร์ตหรือใบขับขี่ ตลอดเวลาที่ผ่านมา องค์กรธุรกิจสามารถสร้างเช็คลิสต์ของสิ่งที่ไม่สอดคล้องที่มักพบตัวตนที่ปลอมแปลงขึ้นเองและนำมาใช้ในการฝึกอัลกอริธึมเพื่อหาไฟล์ที่ต้องสงสัยได้โดยอัตโนมัติ เพื่อดำเนินการ

ข้อมูลคุณอยู่ที่ไหนบ้าง คุณจะรู้ได้ในปี 2021

ในปี 2021 ความสามารถในการมองเห็นข้อมูล และการบริหารจัดการเรื่องการปกป้องข้อมูล จะเป็นตัวบ่งชี้ด้านการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ที่สำคัญที่สุดสำหรับองค์กร

ส่วนหนึ่งของเรื่องนี้ ก็คือ เราต้องตอบโจทย์ข้อใหญ่ให้ได้ การสูญหายของข้อมูลสร้างความเสียหายให้กับธุรกิจ และเพื่อหยุดยั้งความสูญเสีย เราต้องรู้ว่าจริงๆ แล้วข้อมูลอยู่ที่ไหน ในระดับของนาทีต่อนาทีกันเลย นั่นหมายความว่า เราต้องมีการมอนิเตอร์กิจกรรมผู้ใช้ได้แบบเรียลไทม์ (หรือเกือบจะเรียลไทม์ก็ตาม) เราควรจะต้องมอนิเตอร์เพื่อป้องกันข้อมูลสูญหาย ไม่ใช่การติดตามเรื่องผลิตผล  ความโปร่งใสในโซลูชันเหล่านี้ และการพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบเรื่องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ ควรเป็นหัวใจสำคัญของโซลูชั่นใดก็ตามที่ใช้ในการมอนิเตอร์กิจกรรมของผู้ใช้

ความจริงที่ว่า เราเปลี่ยนมาสู่การทำงานจากระยะไกลกันอย่างรวดเร็ว และค่อนข้างทำได้อย่างราบรื่น อาจจะหมายถึงว่าเราไม่จำเป็นต้องกลับไปใช้ perimeter ที่มีโครงสร้างเป็นแบบแผน แต่เราจะต้องมุ่งไปสู่เรื่องของการมอนิเตอร์กิจกรรมผู้ใช้กันอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นวิธีการที่อาศัยฐานของการวิเคราะห์เพื่อให้เข้าใจรูปแบบของการเข้าถึงข้อมูลและตัวบ่งชี้พฤติกรรม (IoB – Indicators of Behavior) ที่สามารถระบุระดับของความเสี่ยงได้

การขาดความสามารถในการมองเห็นข้อมูลในแนวทางดังกล่าว จะไม่สามารถขยายศักยภาพและไม่เข้าใจว่าจะทำงานให้มีประสิทธิภาพ ยืดหยุ่นและปลอดภัยได้อย่างไร  ซึ่งการผสมผสานระหว่างเรื่องของการวิเคราะห์พฤติกรรมและการบ่งชี้พฤติกรรม เพื่อวางรากฐานในการประเมินความเสี่ยงแบบไดนามิค จะช่วยให้เราสามารถสร้างความสามารถในการมองเห็นได้ การใช้ข้อมูลต้องมีการตรวจสอบและเข้าใจถึงเนื้อหาในตัวบริบท รวมถึงต้องมีการปรับใช้นโยบายการป้องกันการสูญหายของข้อมูลได้อย่างเหมาะสม และอยู่ในรูปแบบที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว หากเราสร้างเทคโนโลยีด้านการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ซึ่งสร้างด้วยแมชชีนเลิร์นนิ่ง และการวิเคราะห์เพื่อตรวจวัดและเข้าใจถึงการเคลื่อนไหวของข้อมูลในแบบกึ่งเรียลไทม์ ช่วยให้หลีกเลี่ยงความผิดหวังที่อาจเกิดขึ้นได้

เนื่องจาก “วิถีชีวิตแบบใหม่” กลายเป็น “วิถีปกติ” ไปแล้ว ผู้นำจึงต้องเข้าใจพื้นฐานที่ถูกต้อง ทบทวนนโยบายและกระบวนการ ประเมินสภาวะและความเสี่ยงขององค์กร พร้อมกับต้องหลีกเลี่ยงสมมุติฐานที่ว่าทุกอย่างจะดำเนินไปด้วยดีเพราะยังไม่เห็นว่ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น ในระยะยาว โซลูชันที่ทำงานบนคลาวด์ พร้อมกับความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงพฤติกรรมของผู้ใช้จะกลายเป็นโซลูชันที่ถาวร มากกว่าการแก้ปัญหาแบบชั่วคราวในเวลาที่ต้องปกป้องข้อมูลและทรัพย์สินทางปัญญา

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-forcepoint-security-insight-2021/

[Guest Post] “เมกาบางนา” ชูเทคโนโลยีดิจิทัล เสริมจุดแข็งรองรับผู้บริโภคยุค Post Covid-19

ความท้าทายของการเป็นศูนย์การค้าในช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องใน ‘เมกาบางนา’ ร่วมแรงร่วมใจกันฝ่าวิกฤตเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้า กลับมาใช้ชีวิตในวิถีปกติใหม่ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ผนวกกับการปูพื้นฐานด้านโครงข่ายสื่อสารและเทคโนโลยีดิจิทัลไว้เป็นอย่างดี ตั้งแต่เริ่มโครงการฯ จึงช่วยรองรับความเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมการจับจ่ายสินค้าของลูกค้าในยุคดิจิทัลได้อย่างทันท่วงที

 

ปพิตชญา สุวรรณดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ศูนย์การค้าเมกาบางนา เล่าให้ฟังถึงภาพรวมของธุรกิจตลอดระยะเวลา 9 ปีที่ผ่านมาว่า เมกาบางนาทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ที่เป็นผู้เช่ามากกว่า 900 ร้านค้า เพื่อร่วมกันตอบสนองความต้องการของลูกค้าในทุกๆ โอกาส

“เมกาบางนา มีเป้าหมายในการสร้าง ‘The Great Meeting Place’ เพื่อให้ลูกค้าได้เข้ามาใช้ชีวิตร่วมกันในกิจกรรมที่หลากหลาย เราจึงขยายพื้นที่เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ เมกา ฟู้ดวอล์ค ที่รวบรวมร้านอาหาร ซูเปอร์มาร์เก็ต และพื้นที่จอดรถเพิ่มเติมที่เปิดให้บริการเมื่อปี 2017 , ส่วนต่อขยายโซนเมกา สมาร์ท คิดส์ เพื่อรองรับโรงเรียนสอนภาษา สอนดนตรี หรือทักษะพิเศษเฉพาะทาง รวมถึงเมกา ฮาร์เบอร์แลนด์ สวนสนุกในร่มของเด็กๆ ตอบโจทย์ของกลุ่มครอบครัว และ เมกา พาร์ค สวนสาธารณะขนาด 7 ไร่ เพื่อมอบพื้นที่สีเขียวให้แก่ชุมชน ทั้งยังสามารถใช้จัดกิจกรรมกลางแจ้ง หรือกิจกรรมอื่นๆ สำหรับครอบครัว และกิจกรรมที่เมกาบางนาได้จัดในเมกา พาร์คและได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี อย่างเช่น มิวสิค แอนด์ มูฟวี่ อิน เดอะ ปาร์ค, เมกา แอดเวนเจอร์ เป็นต้น”  ทั้งหมดนี้คือส่วนหนึ่งของเป้าหมายระยะยาวในการพัฒนาศูนย์ครบวงจรอย่างโครงการ “เมกาซิตี้” ที่รวบรวมพื้นที่แห่งการใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นที่พักอาศัย โรงแรม ออฟฟิศ ศูนย์การค้า ศูนย์การเรียนรู้ สวนสาธารณะ และพื้นที่ความบันเทิง ภายใต้ความร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ที่มีวิสัยทัศน์ร่วมกัน”

เน้นสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้า กลับมาใช้ชีวิตแบบปกติใหม่

“ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในช่วงต้นปีที่แล้ว กลายเป็นสถานการณ์เร่งด่วนของศูนย์การค้าในการสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้ากลับมาเดินชอปปิ้งได้อย่างมั่นใจ โดยเฉพาะเมกาบางนา ที่เน้นกลุ่มลูกค้าให้เข้ามาใช้ประสบการณ์ในศูนย์เป็นหลัก เราจึงต้องเน้นความปลอดภัยด้านสุขอนามัยทั้งของลูกค้า ผู้เช่า และพนักงาน โดยเป็นศูนย์การค้านำร่องในการนำหุ่นยนต์ทำความสะอาดมาใช้งาน เพื่อลดการสัมผัสของพนักงานทำความสะอาดและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงอุปกรณ์ตรวจวัดอุณหภูมิแบบ Face recognition ใช้ไฟยูวีฆ่าเชื้อ ฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อให้พนักงาน หรือการพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อทุกวันหลังศูนย์ปิด เป็นต้น”

นอกจากนั้น ยังได้นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาปรับใช้ทั้งในรูปแบบแพลตฟอร์ม แอปพลิเคชันต่างๆ เพื่อร่วมกันเรียนรู้ในการปฏิบัติตัวกันใหม่ในวิถี New Normal ในขณะเดียวกันเราได้หาทางออกร่วมกับพาร์ทเนอร์ที่เป็นผู้เช่า ด้วยการออกมาตรการช่วยเหลือด้านต่างๆ  เพื่อดูแล แบ่งปันและแบ่งเบาภาระทางธุรกิจ

“เพราะเราเชื่อว่าสุดท้ายธุรกิจจะต้องกลับมาเหมือนเดิม”

นำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาผสมผสาน ผ่านความร่วมมือกับ NT

          เมื่อโควิด-19 ได้เข้ามาเร่งและสร้างประสบการณ์ให้ลูกค้าใช้บริการทางออนไลน์มากขึ้น เมกาบางนา ก็ไม่ได้หยุดนิ่งในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาตอบโจทย์ให้แก่ลูกค้า อีกทั้งยังเติมเต็มความต้องการของลูกค้าได้อย่างลงตัวผ่านเครื่องมือไอที

“ที่ผ่านมา เราได้เปิดใช้งานแอปพลิเคชันของเมกาบางนาเพื่อสื่อสาร และทำ Loyalty Program กับลูกค้าโดยตรง, บริการ Click & Collect เป็นแพลตฟอร์มที่ให้ลูกค้าสั่งซื้อสินค้าจากออนไลน์ และสามารถขับรถมารับสินค้าที่เมกาบางนาได้เลย  โดยเมกาบางนาเราก็เตรียมจุดบริการรับ-ส่งสินค้าไว้ให้ลูกค้า ไปจนถึงความร่วมมือกับแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี่ต่างๆ เพื่อให้ลูกค้าใช้ชีวิตได้อย่างปกติมากที่สุดเท่าที่จะทำได้”

          ส่วนหนึ่งที่ทำให้ ‘เมกาบางนา’ มีความพร้อมในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาใช้ฝ่าวิกฤตได้อย่างรวดเร็ว เกิดจากความร่วมมือในการวางโครงข่ายเทคโนโลยีสื่อสารและบริการดิจิทัลครบวงจร จาก NT หรือ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) ซึ่งให้บริการด้านดิจิทัลสำหรับใช้ภายในสำนักงาน, บริการฟรีไวไฟครอบคลุมทุกพื้นที่ของศูนย์การค้าเมกาบางนา และวางโครงข่ายเพิ่มเติมให้โครงการเมกาซิตี้ด้วย

“ความได้เปรียบของการใช้บริการดิจิทัลครบวงจรในการทำธุรกิจ คือการนำเครื่องมือทางการตลาด เข้ามาผสมผสานกับแอปพลิเคชัน อย่าง Marketing Automation โดยนำข้อมูลการเลือกซื้อสินค้าของลูกค้าที่ใช้งานแอปพลิเคชันเมกาบางนามาวิเคราะห์ และทำการตลาดแบบ Personalized จึงทำให้ทราบถึงความต้องการของลูกค้าโดยตรงและตอบโจทย์ให้ลูกค้าได้อย่างตรงจุด”

 “เชื่อว่าหลังจากควบรวมระหว่าง CAT และ TOT จะทำให้ NT มีบริการด้านโครงข่ายเทคโนโลยีสื่อสารและเทคโนโลยีดิจิทัลต่างๆ ที่มีเสถียรภาพและประสิทธิภาพครอบคลุมมากยิ่ง และส่งผลดีต่อธุรกิจทั้ง B2B และ B2C” ปพิตชญา กล่าวปิดท้าย

 

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-mega-bangna-nt-post-covid-19/

[Guest Post] NDID คือ อะไรจะเป็น New normal หรือไม่

ดร.ชัยพร เขมะภาตะพันธ์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีและวิศวกรรมศาสตร์ (CITE) และผอ.หลักสูตรปริญญาโทวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) หรือ DPU เปิดเผยว่า เมื่อต้นปี 2563 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เริ่มทดสอบการให้บริการเปิดบัญชีเงินฝากออนไลน์ โดยใช้การพิสูจน์และยืนยันตัวตนผ่านแพลตฟอร์ม National Digital ID หรือ NDID มีธนาคารพาณิชย์ที่นำร่องให้บริการแล้วหลายแห่ง หลังจากทำการทดสอบอยู่หลายเดือน จึงเปิดให้ใช้บริการอย่างเป็นทางการแล้วทุกวันนี้ โดยมีขั้นตอนง่ายๆ เพียงแค่มีบัตรประชาชนตัวจริงและโทรศัพท์มือถือก็สามารถเปิดบัญชีผ่านแอพพลิเคชั่นของธนาคารได้แล้ว หากนับรวมกับการทำธุรกรรมผ่านโทรศัพท์มือถือแล้วก็อาจกล่าวได้ว่าเรากำลังก้าวเข้าสู่ยุค New normal และ digital transformation มากขึ้น ดังนั้นทุกคนจึงจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อให้ก้าวทันเทคโนโลยี

 

 

ดร.ชัยพร เขมะภาตะพันธ์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีและวิศวกรรมศาสตร์ (CITE) และผอ.หลักสูตรปริญญาโทวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.)

 

ดร.ชัยพร กล่าวอีกว่า สำหรับแพลตฟอร์ม NDID คือ ระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล ด้วยการเก็บข้อมูลที่ระบุอัตลักษณ์ของแต่ละบุคคล นำมาสร้างระบบเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างองค์กรต่างๆ เพื่อสร้างมาตรฐานการพิสูจน์และการยืนยันตัวตนให้มีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น ภายใต้องค์ประกอบหลัก 3 ส่วน คือ 1. Identity Provider (IDP) ทำหน้าที่พิสูจน์และยืนยันตัวตน ให้กับผู้ขอใช้ข้อมูล 2. Authoritative Source (AS) ทำหน้าที่ให้บริการข้อมูลของลูกค้าตามที่ร้องขอ ซึ่งข้อมูลจะถูกตรวจสอบ และต้องผ่านการยินยอมให้ใช้ข้อมูล 3. Relying Party (RP) ทำหน้าที่ให้บริการในการทำธุรกรรมต่างๆ ในรูปแบบดิจิทัล อย่างไรก็ตามหากต้องการเปิดบัญชีที่ธนาคารอื่น จะเชื่อมต่อกับธนาคารหลักที่เคยยืนยันตัวตนไว้แล้ว โดยขอใช้ข้อมูลการพิสูจน์และยืนยันตัวตนจาก IDP ของธนาคารที่เคยให้การยินยอมไว้ ก็สามารถเปิดบัญชีกับธนาคารอื่นได้สำเร็จ โดยไม่ต้องไปยืนยันตัวตนที่สาขา แต่ใช้วิธียืนยันตัวตนอีกครั้งด้วยข้อมูลชีวมิติเช่นการสแกนใบหน้า ลายนิ้วมือ เป็นต้น หรือจะใช้รหัส OTP ก็ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของธนาคารนั้นๆ ผ่านโทรศัพท์มือถือหรือร้านสะดวกซื้อใกล้บ้านแทน

            ทั้งนี้การใช้ NDID ที่มีความปลอดภัยสูงร่วมกับ National Institute of Standards and Technology หรือ NIST  ซึ่งเป็นหน่วยงานที่สนับสนุนและรักษามาตรฐานความปลอดภัยในการปกป้องระบบขององค์กรและด้านไซเบอร์ จากสหรัฐอเมริกา ได้กำหนดกรอบมาตรฐานของการยืนยันตัวตนผ่านระบบออนไลน์ ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือมากขึ้น สำหรับข้อดีของการเปิดบัญชีออนไลน์ คือ สะดวก รวดเร็ว ลดการกรอกข้อมูลซ้ำซ้อน ไม่ต้องเดินทางมาแสดงตนที่สาขา ลดภาระงานของเจ้าหน้าที่ ไม่ต้องใช้เอกสารมากมาย และมีความปลอดภัยสูง ที่สำคัญยุคนี้เป็นยุค New normal ที่ทุกคนต้องรักษาระยะห่างทางสังคม เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ดังนั้นการทำธุรกรรมออนไลน์จะช่วยลดความแออัดในธนาคารและลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้อีกด้วย      

ขณะนี้การใช้งาน NDID กำลังคืบหน้าไปอีกระดับหนึ่ง ซึ่งกระทรวงพาณิชย์กำลังดำเนิการอยู่ได้แก่การให้บริการ NDID สำหรับนิติบุคคล เช่น บริษัท ห้าง ร้านค้าต่าง ๆ  เป็นต้น เพื่อพิสูจน์ว่าเป็นตัวแทนหรือผู้ดำเนินการสำหรับนิติบุคคลนั้นจริง ๆ หรือการมอบอำนาจทางดิจิทัล เพื่อการดำเนินการระหว่างหน่วยงานซึ่งอาจมีผลผูกพันทางกฎหมาย

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-cite-dpu-national-digital-id/

[Guest Post] “ดีป้า” จับมือ เอไอเอส และเครือข่ายพันธมิตรภูเก็ต รวมพลังฟื้นท่องเที่ยวไข่มุกอันดามัน เปิดโครงการกักตัววิถีใหม่บนเรือยอชต์ “Digital Yacht Quarantine” ด้วย NB-IoT และสายรัดข้อมืออัจฉริยะ

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล พร้อมด้วย AIS, PMH-ผู้ให้บริการ POMO กลุ่มผู้ประกอบการบริหารจัดการท่าเรือ และสมาคมธุรกิจเรือยอชต์ไทย รวมพลังสร้างชาติฟื้นฟูการท่องเที่ยว จังหวัดภูเก็ต เปิดตัว “โครงการกักตัววิถีใหม่บนเรือยอชต์-Digital Yacht Quarantine ครั้งแรกในไทย ด้วยศักยภาพโครงข่าย AIS NB IoT และนวัตกรรมสายรัดข้อมือติดตามสุขภาพอัจฉริยะ” (NBIoT Wristband Tourist Tracking) เสริมขีดความสามารถด้านสาธารณสุขไทย สร้างความมั่นใจและแรงจูงใจแก่นักท่องเที่ยว กลับมากระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ภูเก็ตและภาคใต้อีกครั้ง

 

ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า กล่าวว่า “วิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโคโรนาไวรัส 2019 (โควิด-19) ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทย และสร้างความเสียหายเชิงเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเศรษฐกิจของจังหวัดภูเก็ตที่มีรายได้หลักจากการท่องเที่ยว และพึ่งพาจำนวนนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศเป็นหลัก โดยในปี 2563 ภูเก็ตสูญเสียรายได้จากการท่องเที่ยวสูงกว่า 320,000 ล้านบาท”

ล่าสุด ดีป้า พร้อมด้วยพันธมิตร อย่าง บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส , บริษัทพีเอ็มเอชโฮลดิ้ง จำกัด (POMO) กลุ่มผู้ประกอบการบริหารจัดการท่าเรือ และสมาคมธุรกิจเรือยอชต์ไทย เล็งเห็นปัญหาในจุดนี้ จึงได้ร่วมมือจัดทำ “โครงการกักตัววิถีใหม่บนเรือยอชต์ –Digital Yacht Quarantine ครั้งแรกในไทย ด้วยแพลตฟอร์มนวัตกรรมสายรัดข้อมือติดตามสุขภาพอัจฉริยะ ผ่านเทคโนโลยี NBIoT (NBIoT Wristband Tourist Tracking) เครื่องมือมอนิเตอร์ข้อมูลสุขภาพ (Health Monitoring) ของนักท่องเที่ยวระหว่างกักตัว 14 วัน ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจและเสริมความปลอดภัยด้านสาธารณสุขแก่นักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังจังหวัดภูเก็ต ทำให้การกักตัวบนเรือยอชต์ของนักท่องเที่ยวและการทำงานของทีมแพทย์ ตลอดจนเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ในการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ให้ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ

 

 

นายธนพงษ์ อิทธิสกุลชัย หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าองค์กร เอไอเอส กล่าวว่า “ในฐานะ Digital Life Service Provider ซึ่งมีโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่แข็งแกร่งเป็นอันดับ 1 ด้วยเครือข่าย AIS 4G, 5G  ที่มีคลื่นมากที่สุด ครบทั้งย่านความถี่ต่ำ,กลาง และสูง ครอบคลุมการใช้งานทุกรูปแบบ (คลื่น 700 MHz, คลื่น 2600 MHz และคลื่น 26 GHz) ตลอดจนเครือข่าย IoT ทั้ง NB–IoT และ eMTC ที่ครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัด เรามีความมุ่งมั่นในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและขีดความสามารถของทีมงาน มายกระดับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในช่วงที่ผ่านมากับ “โครงการ AIS5G สู้ภัยโควิด” ที่ได้นำศักยภาพของโครงข่ายไปใช้ในพื้นที่กักตัวและโรงพยาบาลสนามหลักหลายแห่ง อาทิ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ,ศูนย์ห่วงใยคนสาคร, ฯลฯ ซึ่งล่าสุดกับ “โครงการกักตัววิถีใหม่บนเรือยอชต์-Digital Yacht Quarantine ครั้งแรกในไทย ด้วยศักยภาพโครงข่าย AIS NB IoT และนวัตกรรมสายรัดข้อมือติดตามสุขภาพอัจฉริยะ” (NBIoT Wristband Tourist Tracking)” ที่เป็นรูปแบบการกักตัวนักท่องเที่ยวบนเรือยอชต์กลางทะเลก่อนเดินทางขึ้นบก เราจึงเลือกใช้เครือข่าย Narrow Band IoT ที่รองรับการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ IoT บนคลื่น 900 MHz ที่สามารถกระจายสัญญาณออกไปในทะเลได้มากกว่า 10 กม. พร้อมด้วยแพลตฟอร์ม Cloud  มาเป็นเครือข่ายหลักเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มนวัตกรรมสายรัดข้อมือติดตามสุขภาพอัจฉริยะ (NB-IoT Wristband Tracking) ที่พัฒนาขึ้นโดยบริษัท พีเอ็มเอช โฮลดิ้ง หรือ POMO ผู้ให้บริการโซลูชั่น Tracking และ Monitoring ที่จะมอนิเตอร์ข้อมูลสุขภาพ (Health Monitoring) ของนักท่องเที่ยว ทั้งอุณหภูมิร่างกาย, อัตราการเต้นของหัวใจ, สัญญาณชีพจร รวมถึงพิกัดของนักท่องเที่ยว และส่งข้อมูลต่อมายังแพทย์และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ให้สามารถวิเคราะห์ข้อมูลความเสี่ยงด้านสุขภาพของนักท่องเที่ยวได้แบบเรียลไทม์ ในระหว่างกักตัว 14 วันบนเรือก่อนเดินทางขึ้นบกเพื่อท่องเที่ยวต่อไป

 

 

สำหรับ โครงการกักตัววิถีใหม่บนเรือยอชต์-Digital Yacht Quarantine ครั้งแรกในไทย ด้วยศักยภาพโครงข่าย AIS NB IoT และนวัตกรรมสายรัดข้อมือติดตามสุขภาพอัจฉริยะ (NBIoT Wristband Tourist Tracking) มีขั้นตอนในการให้บริการคือ เมื่อมีนักท่องเที่ยวประสานเดินทางเข้ามาทางเรือ ทางสมาคมธุรกิจเรือยอชต์ไทย จะเป็นตัวแทนประสานงาน กับหน่วยงานทางการแพทย์เพื่อทำการตรวจโรคในครั้งแรก พร้อมให้นักท่องเที่ยวสวม สายรัดข้อมืออัจฉริยะ หรือ NB-IoT Wristband Tourist Tracking ที่จะส่งตัวเลขสุขภาพของนักท่องเที่ยวแต่ละท่านตลอด 14 วันของการกักตัวเข้ามาที่ Dash Board ณ ที่ทำการ ท่าเทียบเรืออ่าวปอ ซึ่งหลังจากที่กักตัวครบ 14 วัน จะมีการนำข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์อีกครั้งว่า นักท่องเที่ยวมีความเสี่ยงโควิด-19 มากน้อยเพียงใด เพื่อสร้างความมั่นใจก่อนให้นักท่องเที่ยวเดินทางขึ้นฝั่งภูเก็ตต่อไป”

 

ด้านนายฉัตรชัย ตั้งจิตตรง ประธานกรรมการ บริษัท พีเอ็มเอช โฮลดิ้ง จำกัด กล่าวว่า ” POMO เริ่มดำเนินธุรกิจมาตั้งแต่ปี 2557 โดยเป็นสตาร์ทอัพไทยด้าน IoT สำหรับเด็กและนวัตกรรมสร้างสรรค์สำหรับคนรุ่นใหม่รายแรกที่สามารถนำสินค้าเข้าสู่ตลาดโลกได้สำเร็จ โดยความร่วมมือกับเอไอเอส และดีป้า ในการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาสนับสนุนการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในโครงการ Digital Yacht Quarantine กักตัวนักท่องเที่ยว 14 วันบนเรือ ที่ท่าเทียบเรืออ่าวปอ จ.ภูเก็ต ครั้งนี้ เราได้ใช้ดีไวซ์ 2 รุ่นคือ Activ 10+ และ Smartwatch Active 30+ ที่เป็นทั้ง Tracker และ Health Device ให้นักท่องเที่ยวใส่ที่ข้อมือติดตัวตลอดเวลา เพื่อติดตามและเฝ้าระวังป้องกันการออกนอกพื้นที่ โดยระบบจะทำงานอย่างแม่นยำด้วยเซนเซอร์อัจฉริยะที่สามารถวัดชีพจร ค่าความดัน และวัดอุณภูมิร่างกายของนักท่องเที่ยว  อีกทั้งยังสามารถแจ้งสัญญาณ SOS ได้ หากนักท่องเที่ยวเกิดเหตุต้องการความช่วยเหลือ ซึ่งข้อมูลต่างๆ จะแสดงไปยัง Dashboard บนเว็บไซต์ แบบ Real time เพื่อให้ส่งต่อความช่วยเหลือ หรือ ให้คำแนะนำได้ได้ตลอดเวลา โดยรูปแบบของการให้บริการ Health Monitoring ผ่านนวัตกรรมสายรัดข้อมืออัจฉริยะนี้ เป็นรุ่นเดียวกันกับที่ใช้บนเกาะ Cayman สำหรับ Hotel bubble project ที่ได้ผลอย่างดีอีกด้วย”

นางสาวตัญญุตา สิงห์มณี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเชีย แปซิฟิค ซุปเปอร์ยอชท์ จำกัด ตัวแทนสมาคมธุรกิจเรือยอชต์ไทย (TYBA) กล่าวว่า “จากสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ตั้งแต่ปี 2563 ที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อสมาชิกสมาคมฯอย่างหนัก เนื่องจากรายได้ส่วนใหญ่มาจากเรือยอชต์ต่างชาติ สูญเสียรายได้มากถึง 50- 60%  เราจึงพยายามหาโซลูชั่นให้คนในธุรกิจเรือยอชต์ได้กลับมามีงานทำ จึงเป็นที่มาของโครงการกักตัวบนเรือยอชต์ ที่ได้ร่วมมือกับเอไอเอส, ดีป้า,PMH-ผู้ให้บริการ POMO กลุ่มผู้ประกอบการบริหารจัดการท่าเรือ ยกระดับ Digital Yacht Quarantine นี้ เชื่อว่าจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยว และทุกภาคส่วนมีความสบายใจว่านักท่องเที่ยวที่เดินทางมากับเรือยอชต์นี้ผ่านการกักตัวที่ได้รับมาตรฐานจากระทรวงสาธารณสุข ซึ่งนับตั้งแต่เริ่มโครงการ Yacht Quarantine ในเดือนตุลาคม 2563 ที่ผ่านมา มีสถิติการติดเชื้อโควิดเป็นศูนย์ และนักท่องเที่ยวรู้สึกมีความสุขกับการกักตัวบนเรือ ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าภายในปี 2564 นี้.จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศไทยด้วยเรือยอชต์ประมาณ 100 ลำ จำนวนนักท่องเที่ยว 300-500 คน”

นายธนภัทร ทั่วไตรภพ กรรมการบริหาร บริษัท โฟล คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า “เราดำเนินธุรกิจ บริหารจัดการความปลอดภัยท่าเรือและนักท่องเที่ยวด้วยเทคโนโลยี ภายใต้แพลตฟอร์มชื่อว่า FLOWLOW  เพื่อสร้างมาตรฐานและประสบการณ์ใหม่ที่ดีให้กับนักเดินทางในทุกด้าน อาทิ ข้อมูลการเดินทางท่องเที่ยวอันดามัน, คำแนะนำในกรณีฉุกเฉิน, ประกันการเดินทาง และระบบการจ่ายเงินอิเล็กทรอนิกส์ (E-Payment) ในนาม Flowpay สำหรับโครงการกักตัววิถีใหม่บนเรือยอชต์ “Digital Yacht Quarantine” นั้น โฟล คอร์ปอเรชั่น ได้ร่วมกับบริษัท พัชทรีทัวร์ กรุ๊ป ผู้ได้รับสัมปทานในการบริหารจัดการท่าเทียบเรืออ่าวปอ จ.ภูเก็ต ดำเนินการตั้งแต่การให้บริการลงทะเบียน NB-IoT Wristband Tourist Tracking เพื่อให้นักท่องเที่ยวสวมใส่สำหรับกักตัวบนเรือยอชต์ 14 วัน พร้อมจัดทีมแพทย์ขึ้นไปตรวจเชื้อโควิดบนเรือ โดยจะมีการมอนิเตอร์ข้อมูลสุขภาพตลอดเวลาและหลังจากที่กักตัวครบ 14 วัน ก็จะมีการนำข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์อีกครั้งว่า นักท่องเที่ยวมีความเสี่ยงโควิด-19 มากน้อยเพียงใด ก่อนอนุญาตให้เดินทางขึ้นฝั่งภูเก็ต เรียกได้ว่าการร่วมมือกันครั้งนี้ถือเป็นมิติใหม่ในการท่องเที่ยวในยุคนิวนอร์มัล ที่นอกจากจะยกระดับการท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ต และหมู่เกาะทะเลอันดามันให้มีความทันสมัยและอัจฉริยะมากขึ้นแล้ว ยังเป็นการกระตุ้นให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวพลิกฟื้นอย่างรวดเร็วอีกด้วย”

โครงการ Digital Yacht Quarantine ถือเป็นตัวอย่างการนำเทคโนโลยีดิจิทัลจากผู้ให้บริการโครงข่ายและ Startups ไทย เข้ามาเสริมขีดความสามารถด้านการสาธารณสุข การสร้างมาตรฐานใหม่ของการท่องเที่ยวแบบ New Normal ไปอีกขั้น  พร้อมขับเคลื่อนจังหวัดภูเก็ตสู่เมืองอัจฉริยะเต็มรูปแบบ สอดรับกับนโยบาย “ภูเก็ตโมเดล (GEMMSS)” ทำให้จังหวัดเป็นต้นแบบการบริหารจัดการการท่องเที่ยวและการควบคุมโควิด-19 แห่งแรกในประเทศไทย ตามเป้าหมายการพัฒนาเมืองอัจฉริยะภูเก็ตคือ “เมืองน่าอยู่เพื่อการท่องเที่ยวยังยืน” ช่วยกระตุ้นและจูงใจนักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติให้เดินทางมายังภูเก็ตมากขึ้น ก่อให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวให้กลับมาคึกคักและแข็งแกร่งอีกครั้ง” ผศ.ดร.ณัฐพล ย้ำในตอนท้าย

 

เกี่ยวกับ AIS

บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS ผู้นำด้าน Digital Life Service Provider อันดับ 1 ที่มีคลื่นความถี่ในการให้บริการมากที่สุดรวม 1420 MHz และมีจำนวนผู้ใช้งานมากที่สุดกว่า 41.4 ล้านเลขหมาย (ณ ธันวาคม 2563) พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยเทคโนโลยี 5G ที่ครบ 77 จังหวัดแล้วเป็นรายแรกผ่าน 3 สายธุรกิจ ได้แก่ โทรศัพท์เคลื่อนที่, อินเทอร์เน็ตบ้านความเร็วสูงภายใต้แบรนด์ AIS Fibre และบริการดิจิทัล 5 ด้าน ได้แก่ วิดีโอ คลาวด์ ดิจิทัลเพย์เมนท์ อินเทอร์เน็ตในทุกสิ่ง (IoT) และบริการร่วมกับพาร์ทเนอร์ ตลอดจนขยายสู่กลุ่มธุรกิจใหม่ อาทิ  AIS eSports, AIS Insurance ทั้งหมดนี้ เพื่อสนับสนุนความแข็งแกร่งด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ ขยายขีดความสามารถของภาคอุตสาหกรรม และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยไปพร้อมกัน #

เกี่ยวกับเครือข่าย AIS NBIoT

เอไอเอสเป็นรายแรกที่เปิดให้บริการเครือข่าย NB-IoT และ EMTC ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 โดยมีคุณสมบัติที่เหมาะกับการเชื่อมต่ออุปกรณ์ Internet Of Things ที่จะเสริมศักยภาพของอุตสาหกรรมต่างๆ อาทิ ครอบคลุมพื้นที่ใช้งานระยะไกล, เหมาะกับการเชื่อมต่ออุปกรณ์ IoT ที่ไม่มีการเคลื่อนที่มากนัก,ใช้ Bandwidth น้อยในการส่งข้อมูลจากอุปกรณ์ IoT , ใช้พลังงานในการเชื่อมต่อน้อย ทำใหัอุปกรณ์ IoT ที่มีการใช้พลังงานจาก Battery หรือ Solar Cell สามารถทำงานได้อย่างยาวนาน ดังนั้นจึงเหมาะที่จะนำไปใช้ในการเชื่อมต่อเครือข่ายสำหรับผลิตภัณฑ์หรือโซลูชันกลุ่ม Smart Things ที่เน้นการอ่านค่าจากข้อมูล Sensor และรับคำสั่งกลับไปจาก Server หรือ Cloud ส่วนกลางเป็นหลัก ตอบโจทย์ Smart City โดย สมาคม GSMA – Global System for Mobile Communications Association ได้ประกาศรับรองให้ เอไอเอส เป็นผู้ให้บริการรายแรกและรายเดียวในไทย ที่มีทั้งโครงข่าย NB-IoT  และ eMTC (enhanced Machine-Type Communication) ครอบคลุมทั่วประเทศ ตั้งแต่ปี 2561 ซึ่ง AIS NB-IoT รองรับการใช้งานและการเชื่อมต่ออุปกรณ์ครอบคลุมทั้งบนพื้นดิน สามารถกระจายสัญญาณได้มากกว่า 10 กม. ในทะเล

 

 

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-ais-digital-yacht-quarantine/

เตรียมธุรกิจของคุณให้พร้อมก้าวสู่ปี 2021 ด้วยแนวคิด Hybrid Work จาก AIS Business ทำงานได้จากทุกที่ทุกเวลา พร้อมรับมือทุกสถานการณ์

ระบบโครงสร้างพื้นฐานทางด้านไอทีที่เหมาะสมจะช่วยให้ธุรกิจมีความมั่นคง และสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น AIS Business พร้อมนำเสนอดิจิทัลโซลูชัน ทั้งการใช้งานอินเทอร์เน็ต การติดต่อสื่อสาร และระบบ Cloud เพื่อช่วยให้ธุรกิจองค์กรสามารถดำเนินกิจการต่อไปได้อย่างมั่นใจด้วยแนวทางการทำงานแบบ Hybrid Work ท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนซึ่งจะกลายเป็น New Normal นับจากปี 2021 นี้ต่อไป

ปี 2021 การแพร่ระบาดของ COVID-19 ยังคงเป็นไปอย่างต่อเนื่อง แต่นักวิเคราะห์เชื่อว่า GDP ทั่วโลกจะปรับตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้น

ข่าวสารการกลับมาแพร่ระบาดของ COVID-19 รอบใหม่ในประเทศไทยนี้อาจทำให้หลายธุรกิจต้องหยุดชะงักอีกครั้งหนึ่ง แต่ในช่วงปี 2020 ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการต่างมีประสบการณ์ในการฝ่าวิกฤตโรคระบาดนี้กันมาแล้วไม่มากก็น้อย และเพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจนั้นสามารถปรับตัวรับมือกับวิกฤตครั้งนี้ได้ดียิ่งขึ้น ทาง AIS Business จึงขอนำเสนอข้อมูลเชิงสถิติในมุมมองธุรกิจทั่วโลกจาก GlobalData เพื่อให้ภาคธุรกิจไทยสามารถนำไปใช้อ้างอิงประกอบการตัดสินใจท่ามกลางภาวะนี้ได้อย่างแม่นยำมากขึ้น

ภาพรวมแนวโน้มการแพร่ระบาดของ COVID-19 เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงปีที่ผ่านมา ซึ่งสำหรับประเทศไทยเองที่มีการนำนโยบายต่างๆ มาใช้เพื่อลดการแพร่ระบาดเองนี้ก็ยังมีความเสี่ยงจากหลายปัจจัย

อ้างอิงข้อมูลจาก GlobalData, National Statistics Office, World Bank และ IMF พบว่าในปี 2020 ที่ผ่านมาแนวโน้ม GDP จะติดลบกันทั่วโลก (ยกเว้นประเทศจีน) จนส่งผลให้ GDP ของโลกในภาพรวมนั้นติดลบที่ -3.8% เปลี่ยนแปลงจากการคาดการณ์เดิมช่วงก่อนการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ +2.6% อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์ต่างเห็นตรงกันว่าแนวโน้มของ GDP ในปี 2021 จะเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น โดย GDP เฉลี่ยทั่วโลกจะเติบโตเพิ่มขึ้น +5.3% เนื่องจากความพร้อมทางด้านวัคซีนป้องกัน COVID-19 และการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่มีมากขึ้น แต่ทั้งนี้ก็ต้องประเมินถึงความไม่แน่นอนในการแจกจ่ายและประสิทธิภาพของวัคซีนด้วยเช่นกัน

ปีที่ผ่านมาวิกฤต COVID-19 ได้ส่งผลกระทบต่อหลากหลายอุตสาหกรรมทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่มูลค่าดรรชนีตลาดหดตัวถึง 18% ตามมาด้วยธุรกิจท่องเที่ยวและธุรกิจก่อสร้าง 10%, ธุรกิจกลุ่มอวกาศและความมั่นคง 8% และธุรกิจประกันที่หดตัว 8% เช่นเดียวกัน

สำหรับคาดการณ์แนวโน้ม GDP ของประเทศไทยนั้นเป็นไปในทิศทางเดียวกัน กล่าวคือปี 2020 นี้จะติดลบที่ -5.93% และจะฟื้นกลับมาเป็นบวกในปี 2021 ที่ +4.72% ซึ่งถึงแม้ว่าจะน้อยกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก แต่ก็ถือเป็นโอกาสสำคัญที่เหล่าผู้ประกอบการไทยต้องรีบเตรียมธุรกิจของตนให้พร้อมรับเศรษฐกิจในช่วงขาขึ้นที่จะกลับมาในปี 2021 นี้

พนักงานทั่วโลกต้องการทำงานแบบ Hybrid Work มากกว่าการกลับเข้าไปทำงานที่บริษัททุกวันอย่างในอดีต

จากการสำรวจของ GlobalData พบว่าธุรกิจทั่วโลกมีความกังวลต่อ COVID-19 น้อยลงอย่างต่อเนื่อง และมองโลกในแง่ดีมากขึ้นสำหรับภัยโรคระบาดในครั้งนี้ ซึ่งก็เชื่อว่าเป็นเพราะทุกคนนั้นเริ่มมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโคโรนาไวรัสมากขึ้น และรู้แนวทางปฏิบัติเพื่อรับมือกับโรคได้ดีขึ้น รวมถึงภาคธุรกิจเองก็ปรับตัวให้ธุรกิจยังคงดำเนินต่อไปได้ท่ามกลางวิกฤตนี้ได้สำเร็จ แต่ทั้งนี้ก็ยังคงต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนของการเติบโตของธุรกิจในอนาคต

แนวโน้มหนึ่งที่เกิดขึ้นทั่วโลก คือการที่พนักงานบริษัทต้องการความคล่องตัวในเรื่องสถานที่ทำงานเพื่อให้สามารถรับมือกับวิกฤตครั้งนี้ได้อย่างปลอดภัย โดยจากการสำรวจทั้งในเชิงภูมิภาคและแยกตามอุตสาหกรรมพบว่ามากกว่าครึ่งของพนักงานที่เดิมเคยทำงานเต็มเวลาในออฟฟิศไม่ต้องการกลับไปทำงานแบบเดิมแล้ว โดยส่วนใหญ่ต้องการรูปแบบการทำงานแบบ Hybrid ผสมผสานระหว่างการทำงานจากภายนอกและภายในออฟฟิศ ซึ่งการทำงานในรูปแบบนี้จะเป็น New Normal ที่กำลังเกิดขึ้นและต่อเนื่องไปในอนาคต ที่องค์กรธุรกิจเริ่มมีการปรับตัวเพื่อทำให้ทุกคนพร้อมจะทำงานจากภายนอกองค์กรโดยอาศัยเทคโนโลยีเป็นตัวกลาง และพร้อมที่จะกักตัวเฝ้าระวังอาการกันได้ทุกเมื่อ ซึ่งก็มีประเด็นที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

  • พนักงานและผู้บริหารนั้นนั้นมีความยืดหยุ่นในการทำงานด้วยเทคโนโลยีมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ยังคงสามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่อง และเข้าถึงระบบแอปพลิเคชันหรือข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการทำงานได้จากภายนอกออฟฟิศได้คล่องแคล่วยิ่งกว่าในอดีต
  • การประชุมงานนั้นเกิดขึ้นผ่านระบบออนไลน์ที่แต่ละธุรกิจจัดเตรียมเอาไว้ให้พนักงานใช้กันมากขึ้น ทำให้การประชุมแบบพบปะซึ่งหน้ากันนั้นมีปริมาณลดน้อยลง มีการเดินทางที่น้อยลง แต่ปริมาณการประชุมนั้นก็อาจมีหลายครั้งมากขึ้นจากความคล่องตัวที่เพิ่มขึ้นมานี้
  • การนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ตอบรับต่อพฤติกรรมของพนักงานและคู่ค้าที่เปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็นการนำเทคโนโลยีด้าน AR/VR มาประยุกต์ใช้ทั้งในการฝึกอบรม, การขาย และการให้บริการหลังการขาย รวมถึงการนำ AI เข้ามาใช้ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ เพื่อให้เกิดการตัดสินใจทางธุรกิจที่มีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น
  • ในมุมของลูกค้านั้น การรับประสบการณ์แบบเสมือนผ่านช่องทางออนไลน์ทั้งทางเว็บไซต์และแอปพลิเคชันนั้นได้กลายเป็นช่องทางหลักในการสื่อสารกับภาคธุรกิจในช่วงปีที่ผ่านมา และมีการเดินทางไปยังหน้าร้านของแบรนด์ต่างๆ เพื่อซื้อของน้อยลง ในขณะที่บริการและการขายในรูปแบบ Self-Service หรือ Automate นั้นได้รับความนิยมมากยิ่งขึ้น เพราะแนวทางนี้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้อย่างแม่นยำและทันใจ

ทั้งนี้ในช่วงปีที่ผ่านมา หลายธุรกิจได้เริ่มปรับตัวในประเด็นหลักๆ ที่สำคัญต่อธุรกิจของตนไปแล้ว และอาจยังหลงเหลือบางประเด็นที่ยังอยู่ระหว่างดำเนินการ ซึ่งไม่ว่าระดับความพร้อมของธุรกิจจะมีมากน้อยเพียงใด AIS Business ก็พร้อมจะเป็นพันธมิตรเพื่อให้ภาคธุรกิจนั้นสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีที่จำเป็นและตอบโจทย์ต่อการทำงานในยุค New Normal ในรูปแบบ Hybrid Work นี้ได้เป็นอย่างดี

ทำงานแบบ Hybrid Work จากทุกที่ทุกเวลาได้อย่างมั่นใจ ด้วยเทคโนโลยีและบริการสำหรับภาคธุรกิจครบวงจรจาก AIS Business และ CSL

แนวทางการทำงานแบบ Hybrid Work คือการทำงานโดยมีเทคโนโลยีเป็นศูนย์กลาง เพื่อให้เกิดการทำงานได้จากทุกที่ทุกเวลาโดยที่พนักงานและผู้บริหารนั้นสามารถเข้าถึงแอปพลิเคชันและข้อมูลที่จำเป็นต่อการทำงานได้อย่างครบถ้วน รวดเร็ว และมั่นคงปลอดภัย ดังนั้นสถานที่ในการทำงานจึงไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป และทำให้ธุรกิจสามารถปรับตัวสู่การทำงานแบบ Work from Home ได้ทันทีที่ต้องการหากเกิดการแพร่ระบาดของ COVID-19 อีกครั้งหนึ่ง

AIS Business และ CSL มีโซลูชันทางเทคโนโลยีที่หลากหลาย สำหรับตอบโจทย์ Hybrid Work ได้ดังนี้

  • บริการ Work from Home องค์กรต้องเตรียมความพร้อมให้พนักงานมีระบบเครือข่ายความเร็วสูงสำหรับการทำงานและการโทรศัพท์ต่างประเทศในราคาประหยัดเพื่อให้สามารถทำงานได้จากทุกที่ทุกเวลาด้วยงบประมาณที่คุ้มค่าสูงสุด
    • แพ็กเกจ On-top อินเทอร์เน็ตสำหรับโทรศัพท์มือถือ เพื่อให้ใช้งาน Office 365 และ Zoom Video Conferencing บนมือถือได้ทุกที่ทุกเวลา
    • กดรหัส 003 โทรต่างประเทศราคาประหยัด ครอบคลุม 16 ประเทศ เริ่มต้นเพียงนาทีละ 1.54 บาท
    • กดรหัส + โทรต่างประเทศคุณภาพพรีเมี่ยมราคาพิเศษ ครอบคลุม 22 ประเทศ เริ่มต้นนาทีละ 4.65 บาท
  • บริการ Cloud และ Data Center เพื่อให้ระบบแอปพลิเคชันสำคัญของธุรกิจองค์กรสามารถให้บริการพนักงานและผู้บริหารได้ทั้งจากภายในและภายนอกองค์กร โดยมีทีมงาน AIS Business และ CSL คอยช่วยดูแลตลอด 24 ชั่วโมง
    • Cloud & Data Center ย้ายข้อมูลองค์กรขึ้น cloud เพื่อให้ยืดหยุ่นต่อการเข้าใช้งาน มีให้เลือกทั้งแบบ local cloud (Enterprise Cloud) และ global cloud (Azure, AWS) หรือทำ private cloud ที่ Data Center ของ AIS ที่มีให้เลือกถึง 9 แห่งทั่วประเทศ
    • Microsoft Azure + Express Route เชื่อมต่อเครือข่ายของธุรกิจองค์กรตรงไปยัง Data Center ของ Microsoft Azure เพื่อเข้าถึงและใช้บริการบน Cloud ของ Microsoft ได้ด้วยความเร็วสูงและมั่นคงปลอดภัย
    • Virtual Desktop Infrastructure (VDI) จำลองหน้าจอให้พนักงานทำงานบนอุปกรณ์ส่วนตัวได้จากทุกที่ทุกเวลา เสมือนทำงานอยู่บนคอมพิวเตอร์องค์กรได้อย่างปลอดภัย
  • บริการด้านระบบเครือข่าย เพื่อให้ธุรกิจองค์กรมีระบบเครือข่ายที่มั่นคงปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ ตอบโจทย์การทำงานจากภายนอกองค์กรของพนักงานและการเชื่อมต่อเครือข่ายระหว่างสาขาได้อย่างมั่นใจ
    • 5G FWA เพื่อให้สำนักงานสำรอง (BCP Office) สามารถเชื่อมต่อเครือข่ายแบบไร้สายได้อย่างสะดวก ส่งข้อมูลระหว่างกันได้อย่างรวดเร็วบนเครือข่าย AIS 5G
    • VPN Link สำหรับเชื่อมต่อเข้าไปยังเครือข่ายสำนักงาน เพื่อใช้งานระบบแอพพลิเคชันต่างๆ ภายในองค์กรได้อย่างสะดวกและปลอดภัย
    • Bandwidth on Demand เพื่อให้ธุรกิจปรับความเร็วอินเทอร์เน็ตได้ตามต้องการ รองรับการทำงานจากที่บ้านที่เพิ่มขึ้นในช่วงนี้
  • บริการด้านระบบโทรศัพท์องค์กร ตอบโจทย์ธุรกิจที่ต้องมีการสื่อสารกับลูกค้าภายนอกเป็นจำนวนมาก หรือมีระบบ Call Center ให้บริการลูกค้าได้ โดยพนักงานขององค์กรสามารถทำงานได้จากที่บ้านของตนเอง และพูดคุยสื่อสารทำงานทำงานได้เหมือนเดิม
    • Cloud PBX วางระบบโทรศัพท์กระจายตามสาขาและบ้านของพนักงานหรือผู้บริหาร พร้อมกำหนดเบอร์โทรศัพท์สำนักงานหรือเบอร์ภายในได้อย่างอิสระ สร้างประสบการณ์ในการสื่อสารขององค์กรเสมือนระบบโทรศัพท์บนโต๊ะในที่ทำงานได้ทันที
    • 4G Wi-Fi Phone สำหรับสำนักงานขนาดเล็กที่ต้องการใช้งาน Internet และโทรศัพท์ตั้งโต๊ะ
  • บริการระบบสื่อสารภายในองค์กร เพื่อให้การทำงาน สื่อสาร และประชุมงานภายในองค์กรเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าพนักงานแต่ละคนจะทำงานจากที่ใดก็ตาม
    • Office Anywhere ชุดแอปพลิเคชัน HR พื้นฐานสำหรับการทำงานนอกสถานที่ของพนักงาน
    • โซลูชันอุปกรณ์การประชุมทางไกล มีให้เลือกหลากรูปแบบตามการใช้งานของแต่ละบริษัท ได้แก่ ชุด Cisco Webex Room Kit Mini สำหรับองค์กรที่คุ้นเคยกับการใช้งาน Webex และ ชุด Conference Camera ราคาพิเศษจาก Logitech

ลูกค้าองค์กรที่สนใจสมัครใช้บริการ หรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ AIS Business ที่ดูแลองค์กรของท่าน หรือศึกษารายละเอียดของบริการต่างๆ และสมัครหรือแจ้งความต้องการผ่านเว็บได้ที่ https://business.ais.co.th/workingfromhome

พิเศษเฉพาะสำหรับบริการ AIS 5G FWA สามารถดูรายละเอียดและแจ้งความต้องการใช้งานได้ที่ https://business.ais.co.th/5g/fwa.html

from:https://www.techtalkthai.com/prepare-for-2021-with-hybrid-work-by-ais-business/

Bill Gates คาดการณ์ หลังโควิดระบาดหนัก สหรัฐฯ จะกลับมาปกติเดือนมิถุนายน 2021

ผู้ทำนายคาดการณ์เกี่ยวกับโควิด-19 ที่แม่นยำที่สุด ต้องมีชื่อมหาเศรษฐีใจบุญชื่อดังก้องโลกอย่าง Bill Gates รวมอยู่ในนั้นด้วย ล่าสุด Gates คาดการณ์ว่าสหรัฐฯ หลังจากโควิดระบาดอย่างแสนสาหัสยาวนานเกือบปี จะเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติในช่วงฤดูใบไม้ผลิ หรือประมาณเดือนมิถุนายน ปี 2021

ภาพจาก shutterstock

Bill Gates เคยทำนายโลกไว้ก่อนหน้านี้ราว 5 ปี โลกอาจจะประสบวิกฤตจากภาวะโรคระบาดร้ายแรง หลังจากที่ศึกษาเรื่องโรคระบาดมาชั่วระยะเวลาหนึ่ง แม้จะมีคนตีตราเขาตามทฤษฎีสมคบคิดว่าเขานั่นแหละที่เป็นส่วนหนึ่งของการปล่อยเชื้อโรคระบาดนี้ 

คราวนี้เขากลับมาอีกแล้ว เขาประเมินว่าสหรัฐฯ น่าจะกลับมาเข้าสู่ภาวะปกติได้ภายในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ปี 2021 ซึ่งเป็นคำทำนายที่ให้ไว้ขณะที่ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ TODAY ช่อง NBC 

หลังจากที่ก่อนหน้านี้ที่เกิดโรคระบาดอย่างหนักหน่วงมีการคาดการณ์จำนวนมากว่าโลกจะไม่กลับมาปกติราว 5 ปีข้างหน้า อย่างเร็วสุดคือ 2 ปีครึ่งนับจากโควิดระบาดต้นปี 2020 ทั่วโลก แต่หลายสำนักทั้งจาก Oxford, Liverpool และอีกหลายแห่งก็คาดการณ์เช่นเดียวกับ Gates ว่าโลกน่าจะกลับมาปกติราวฤดูใบไม้ผลิ ปีหน้า หรือปี 2021 ที่เป็นช่วงเวลาที่เร็วและสั้นที่สุดนับจากห้วงเวลานี้ 

ปัจจุบันสหรัฐฯ มีโควิระบาดหนัก จนมีคนมากกว่า 100,000 คนต้องรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล และกว่า 13.93 ล้านคนที่กำลังติดเชื้อโควิดอยู่ ซึ่ง Gates ให้สัมภาษณ์กับ Savannah Guthrie ว่า ราวอีก 4-5 เดือนข้างหน้า จำนวนการติดเชื้อโควิดอาจจะลดลงได้ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของผู้คนด้วย การกระทำที่ถูกต้องเหมาะสมก็คือ ลดการแพร่เชื้อเพื่อยุติการระบาดของโลก ไม่ว่าจะเป็นการพบปะผู้คนลดลง การสวมใส่หน้ากากขณะที่ต้องออกไปพบปะผู้คนนอกบ้าน เป็นต้น 

Bill Gates ภาพจาก gatesnotes.com

นอกจากนี้ วัคซีนที่ใกล้จะได้รับอนุมัติก็มีทั้งจากบริษัทที่ผลิตยาจาก Pfizer, Moderna ซึ่งก็เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า Pfizer จะนำมาใช้ฉุกเฉินสำหรับในอังกฤษก่อน ขณะที่ พลโท Paul Ostrowski ผู้อำนวยการโครงการ Operation Warp Speed ก็ระบุขณะให้สัมภาษณ์กับ CNBC ว่า ทุกคนจะสามารถรับวัคซีนได้ช่วงเดือนมิถุนายน 

ด้าน Fauci เจ้าหน้าที่ด้านระบาดวิทยาระดับสูงของสหรัฐฯ เคยกล่าวไว้ว่า ชาวอเมริกันราว 75%-85% ก็จะได้รับวัคซีน ขณะที่ผลสำรวจจาก Gallap ช่วงวันที่ 19 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน ระบุว่า ชาวอเมริกันต้องการวัคซีนป้องกันโควิดราว 58%

ที่มา – CNBC, Today

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/bill-gates-estimate-usa-will-be-back-to-normal-in-june-2021/

สรุปงานสัมมนา Surviving Cyber Next Normal ประจำปี 2020 โดย Bay Computing

Bay Computing ผู้ให้บริการและที่ปรึกษาด้านระบบความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ชื่อดัง จัดงานสัมมนา Bay Cybersecurity Day 2020 ภายใต้ธีม Surviving Cyber Next Normal เพื่ออัปเดตแนวโน้มด้านภัยคุกคามไซเบอร์ล่าสุด รวมไปถึงความท้าทายและการปรับตัวของภาคธุรกิจ พร้อมโซลูชันจากบริษัทชั้นนำด้านความมั่นคงปลอดภัย ซึ่งสามารถสรุปประเด็นสำคัญได้ ดังนี้

Cyber Next Normal เป็นอย่างไร องค์กรต้องปรับตัวอย่างไร

คุณอวิรุทธ์ เลี้ยงศิริ ประธานกรรมการฝ่ายเทคโนโลยีจาก Bay Computing ได้ขึ้นบรรยายในเซสชัน Keynote อธิบายถึงลักษณะของ Cyber Next Normal หลังจากเกิดเหตุ COVID-19 แพร่ระบาดไปทั่วโลก จนส่งผลให้การทำงานจากภายนอกออฟฟิสหรือจากที่บ้านเป็นสิ่งที่ทุกองค์กรยอมรับได้ การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลให้เกิดช่องโหว่และภัยคุกคามแบบใหม่ การปกป้องพนักงานทั้งภายในและภายนอกองค์กรจากภัยคุกคามไซเบอร์ และการคุ้มครองข้อมูลขององค์กรไม่ให้รั่วไหลออกไปกลายเป็นความท้าทายใหม่ที่ทุกองค์กรต้องเผชิญ นอกจากนี้ สำหรับประเทศไทย หลังจากที่มีการออก พ.ร.บ. การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์, พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และ พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลมาแล้ว องค์กรและหน่วยงานในทุกอุตสาหกรรมจะถูกบังคับใช้กฏหมาย ข้อบังคับ และมาตรฐานต่างๆ มากยิ่งขึ้น ทุกองค์กรจำเป็นต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับสิ่งเหล่านี้ การเพิกเฉยอาจก่อให้เกิดความสูญเสียใหญ่หลวงตามมา ไม่ว่าจะเป็นการถูกโจมตีไซเบอร์ หรือถูกลงโทษจากการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย

“รายงานจาก Gartner คาดการณ์ว่า อาชญากรรมไซเบอร์ในปี 2021 จะสร้างความเสียหายสูงถึง 6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ และเมื่อมีการใช้ระบบ Cloud เพิ่มมากขึ้น ทำให้ข้อมูลกระจัดกระจายออกไป การใช้สถาปัตยกรรมแบบใหม่สำหรับ Serverless และ Modern Apps ทำให้องค์กรต้องเปลี่ยนแนวคิดด้านความมั่นคงปลอดภัยเสียใหม่ ทำอย่างไรจึงจะมี Business Continuity และปกป้ององค์กร รวมไปถึงลูกค้าของตนได้ นี่คือสิ่งที่ CISO ต้องเน้นย้ำ” — คุณอวิรุทธ์กล่าว

สำหรับการปรับตัวขององค์กรในไปสู่ Cyber Next Normal นั้น คุณอวิรุทธ์ แนะนำให้โฟกัสที่ 5 ประเด็นดังต่อไปนี้

  • Automation – คนไม่สามารถรับมือกับภัยคุกคามไซเบอร์ได้ทันอีกต่อไป จำเป็นต้องมีระบบ Automation เข้ามาช่วย
  • Identity – การระบุ ยืนยัน และควบคุมตัวตนของพนักงานเป็นหัวใจสำคัญในการปกป้องผู้ใช้ที่อยู่ทั้งภายในและภายนอกสำนักงาน
  • Visibility – องค์กรไม่สามารถปกป้องและคุ้มครองสิ่งที่มองไม่เห็นได้
  • Intelligence – การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน รู้จักภัยคุกคามได้อย่างรวดเร็ว ย่อมสร้างความได้เปรียบในการรับมือ
  • Data Protection – Encryption, Anonymous และ Tokenization เป็น 3 เทคนิคสำคัญในการปกป้องข้อมูล และที่สำคัญคือควรทำให้รู้สึกว่าข้อมูลขององค์กรมีมูลค่าน้อย จะได้ลดการตกเป็นเป้าหมายของอาชญากรไซเบอร์

สุดท้าย คุณอวิรุทธ์ได้แนะนำคีย์เวิร์ดของเทคโนโลยีที่ควรจับตามอง ได้แก่ EDR, MDR, TI, TIP, NTA, NetFlow, Identity, MFA, SSO, UEBA, MSSP, SIEM, SOAR, Zero Trust, BYOK, Encryption, SASE และ CASB

สรุปแนวโน้มและเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดจากเจ้าของผลิตภัณฑ์ชั้นนำระดับโลก

นอกจากการอัปเดตแนวโน้มด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ในยุค New Normal จากทาง Bay Computing แล้ว ภายในงาน Bay Cybersecurity Day 2020 ยังมีการนำเสนอเสนอโซลูชันและแนวทางปฏิบัติที่น่าสนใจโดยเหล่า Vendors ชั้นนำระดับโลกอีกด้วย ได้แก่

Forcepoint: A Guide to Identity and Safeguarding Your Privacy Data

คุณ Chatkul Sopanagkul, Regional Manager TH & Indochina จาก Forcepoint ระบุว่า ในยุค New Normal นี้ หลายองค์กรหันไปใช้ Cloud และ IoT มากขึ้น ส่งผลให้ข้อมูลไม่ได้ถูกจัดเก็บบน Data Center อีกต่อไป การปกป้องข้อมูลสำคัญขององค์กรไม่ให้รั่วไหลสู่ภายนอกต้องเปลี่ยนจากการวางมาตรการล้อมกรอบ Data Center ไปเป็นการล้อมกรอบผู้ใช้และอุปกรณ์ของผู้ใช้ในทุกๆ ที่แทน

Forcepoint ได้นำเสนอโซลูชันสำหรับการปกป้องข้อมูลในยุค New Normal ที่พร้อมปรับตัวให้สอดคล้องกับความเสี่ยง ณ ขณะนั้น และสอดคล้องกับ พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล แบ่งออกเป็น 3 โซลูชัน ได้แก่

  • Dynamic Edge Protection: คุ้มครองข้อมูลและผู้ใช้ในระดับ Infrastructure ได้แก่ Web Security, Email Security, Enterprise Firewall & SD-WAN, CASB และ SASE ใหม่ล่าสุด
  • Dynamic Data Protection: ป้องกันข้อมูลสำคัญและข้อมูลส่วนบุคคลทั้งใน Data Center และบน Cloud ไม่ให้รั่วไหลสู่ภายนอกด้วนนโยบายการรักษาความมั่นคงปลอดภัยแบบไดนามิก
  • Dynamic User Protection: วิเคราะห์และเฝ้าระวังพฤติกรรมของผู้ใช้ในระดับ Endpoint อย่างต่อเนื่อง พร้อมปรับนโยบายควบคุมตามระดับความเสี่ยงโดยอัตโนมัติ เพื่อไม่ให้ผู้ใช้ก่อเหตุที่ละเมิดนโยบายขององค์กร

รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.forcepoint.com/

FireEye: Security Effectiveness Strategies

ไตรมาสที่ผ่านมา FireEye ได้ออกรายงาน Mandiant Validation Effectiveness Report สำหรับชี้วัดประสิทธิผลของมาตรการควบคุม (Security Controls) ขององค์กรทั่วโลก โดยเก็บข้อมูลเทคโนโลยีด้านความมั่นคงปลอดภัยรวม 123 รายการจาก Fortune 1000 รวม 100 บริษัท ครอบคลุม 11 อุตสาหกรรม ได้ผลลัพธ์ที่น่าสนใจดังนี้

  • มีเพียง 1 ใน 3 ของการโจมตีเท่านั้นที่บริษัทสามารถป้องกัน (Prevent) ได้ ในขณะที่มีเพียง 1 ใน 4 ของการโจมตีที่ถูกตรวจจับ (Detect) ได้
  • การแจ้งเตือนที่บริษัทได้รับจาก SIEM มีเพียง 9% ของการโจมตีทั้งหมด
  • มีการโจมตีที่หลุดผ่านมาตรการควบคุมเข้ามาได้สูงถึง 53%
  • มากกว่า 50% ของเกือบทุกขั้นตอนของ Cyber Kill Chaine ไม่สามารถตรวจจับได้
  • 67% ของเหตุ Data Breaches ไม่สามารถตรวจจับได้ โดยทั่วไปมาสาเหตุมาจากการไม่ทราบว่ามาตรการควบคุมมีช่องโหว่ การขาดความสามารถในการตรวจสอบทราฟฟิกที่เข้ารหัส การวางมาตรการควบคุมผิดพลาด และการมีฐานข้อมูลการโจมตีไม่อัปเดตล่าสุด

ดังนั้น ประเด็นสำคัญที่องค์กรควรพิจารณา คือ มาตรการควบคุมที่ใช้งานอยู่นั้น มีประสิทธิผลในการป้องกันจริงหรือไม่ และสามารถชี้วัดผลได้อย่างไร เพื่อให้ได้คำตอบของคำถามที่ว่า องค์กรของเรามั่นคงปลอดภัยหรือไม่

FireEye ได้นำเสนอโซลูชัน Security Validation Program เพื่อตรวจสอบว่ามาตรการควบคุมที่ใช้งานอยู่ได้ผลดีหรือไม่ โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ดังนี้

  1. Threat Actor Assurance: ค้นหาว่าแฮ็กเกอร์ที่พุ่งโจมตีองค์กรหรืออุตสาหกรรมคือใคร ใช้เทคนิคอะไร วัตถุประสงค์เพื่ออะไร
  2.  Framework Assessment: นำ Framework ต่างๆ เข้ามาประยุกต์ใช้ในการชี้วัดประสิทธิผล เช่น MITRE ATT&CK และ NIST
  3. Security Infrastructure Health: ตรวจสอบว่ามาตรการควบคุมต่างๆ มีการกำหนดนโยบายและตั้งค่าอย่างถูกต้อง สามารถใช้รับมือกับภัยคุกคาม ณ ปัจจุบันได้ผลจริง

นอกจากนี้ ควรนำ Threat Intelligence เข้ามาใช้กับทั้ง 3 ขั้นตอนเพื่อให้การตรวจสอบมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.fireeye.com/mandiant/security-validation.html

Splunk: Battle the Breach

คุณ Katipong Sirisawatdi, Senioe Sales Engineer จาก Splunk ระบุว่า ปัจจุบันนี้ องค์กรมีการนำโซลูชันด้านความมั่นคงปลอดภัยเข้ามาใช้มากขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้การติดตามและเฝ้าระวังภัยคุกคามทำได้ลำบาก เพราะต้องคอยสับเปลี่ยนหน้าจอไปมา ที่น่าเป็นห่วงคือ เมื่อมีโซลูชันมากขึ้น การแจ้งเตือนที่เกิดจากแต่ละอุปกรณ์ก็จะมากขึ้นตาม การจัดอันดับความสำคัญของเหตุการณ์ที่ต้องแก้ไขจึงเป็นเรื่องท้าทายเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ การกำหนด Rule/Policy แบบตายตัวเริ่มไม่มีประสิทธิภาพในการตรวจจับภัยคุกคามอีกต่อไป เนื่องจากพฤติกรรมของผู้ใช้และองค์กรเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ การตรวจจับและวิเคราะห์พฤติกรรมจึงเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่องค์กรควรให้ความสนใจ

เพื่อให้เกิดการปฏิบัติงานจากศูนย์กลาง (Centralized Operations) อย่างแท้จริง Splunk จึงได้ผสานโซลูชัน SOAR และ SIEM เข้าเป็นแพลตฟอร์มเดียวกัน เมื่อมีข้อมูลอัปเดตเข้ามา ทั้ง SOAR และ SIEM จะรับรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทันที และเมื่อ SOAR เข้าไปแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ปัญหานั้นๆ ก็จะถูกอัปเดตไปที่ SIEM ด้วยเช่นกัน ที่สำคัญคือ Splunk สามารถจัดเก็บข้อมูลในรูปแบบใดก็ได้ แล้วนำมาวิเคราะห์ เชื่อมโยงความสัมพันธ์ เพื่อค้นหาเหตุผิดปกติและนำเสนอข้อมูลบริบทได้อย่างครบถ้วน นอกจากนี้ยังมีการนำเทคโนโลยี Machine Learning เข้ามาใช้เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมที่ผิดปกติของผู้ใช้อีกด้วย สามารถทำงานร่วมกับแพลตฟอร์มด้านความมั่นคงปลอดภัยอื่นๆ ได้อย่างไร้รอยต่อ ช่วยให้สามารถทำ Incident Response ได้อย่างบูรณาการและอัตโนมัติ

รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.splunk.com/en_us/cyber-security.html

Imperva: WAF and DB Firewall Market is Changing

แนวโน้มการให้บริการ Web Apps เปลี่ยนไปจากเดิม หลายองค์กรย้ายระบบ Web Apps ขึ้นสู่ Cloud มากขึ้นเรื่อยๆ Imperva ในฐานะผู้ให้บริการ Web & Data Security ชั้นนำ จึงให้บริการ Web Applications Firewall ที่ตอบโจทย์ทั้งในเรื่อง Security, Availability และ Performance ทั้งยังมีบริการ DDoS Protection ช่วยให้ Web Apps ของลูกค้าพร้อมใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง รวดเร็ว และมั่นคงปลอดภัย

ในส่วนของ Data Security นั้น Imperva ให้บริการ Database Firewall สำหรับปกป้องข้อมูลในระบบฐานข้อมูล ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจดิจิทัล รวมไปถึงการทำ Database Auditing ช่วยให้สามารถติดตามและเฝ้าระวังการกระทำของผู้ใช้ย้อนหลังได้ ตอบโจทย์ความต้องการของ PDPA นอกจากนี้ Imperva ยังได้ผสานเทคโนโลยี AI และ ML ซึ่งจะเรียนรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจาก Log และเชื่อมโยงความสัมพันธ์ แล้วนำข้อมูลเหตุการณ์มาแสดงผลให้รูปแบบที่เข้าใจได้ง่าย ครอบคลุม ยกระดับประสิทธิภาพในการรับมือกับภัยคุกคามไซเบอร์ได้ดียิ่งขึ้น

รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.imperva.com/

Menlo Security: Security without Compromise

Menlo Security เป็นบริษัท Startup ด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์จากสหรัฐฯ ก่อตั้งขึ้นในปี 2012 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ปัญหาที่ค้างคาในโลกไซเบอร์มาอย่างยาวนาน นั่นก็คือ การติดมัลแวร์ ซึ่งถึงแม้ในปัจจุบันจะมีเทคโนโลยีสำหรับป้องกันมากมาย เช่น Firewall, IPS, Antivirus, Sandboxing แต่แฮ็กเกอร์ก็พยายามพัฒนาเทคนิคใหม่ๆ เพื่อหลบหลีกการตรวจจับเช่นกัน กลายเป็นเกมแมวจับหนูที่ไม่มีวันจบสิ้น

Menlo Security จึงเปลี่ยนแนวคิดในการป้องกันมัลแวร์จากการคอยตรวจจับและบล็อก ไปเป็นการป้องกันไม่ให้ผู้ใช้ได้มีโอกาสติดต่อกับมัลแวร์แทน โดยส่วนใหญ่แล้ว ผู้ใช้มักติดมัลแวร์ผ่านทางเว็บไซต์เป็นหลัก แทนที่จะดึงข้อมูลจากเว็บไซต์ที่เข้าถึงมารันสคริปต์และแสดงผลบนเบราว์เซอร์ของผู้ใช้ ซึ่งเป็นไปได้ที่จะมีการดึงมัลแวร์ติดเข้ามาด้วย Menlo Security ใช้เทคโนโลยี Isolation เพื่อเป็นตัวกลางระหว่างผู้ใช้กับเว็บ โดยทำหน้าที่ดึงข้อมูลและรันสคริปต์ให้แทน จากนั้นนำผลลัพธ์ที่ได้มาสร้างเป็นเว็บไซต์ใหม่ที่มีหน้าตาเหมือนเว็บไซต์ต้นฉบับทุกประการ แล้วส่งไปแสดงผลที่ผู้ใช้ ซึ่งผู้ใช้จะไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังท่องเว็บเสมือนที่ Menlo Security จำลองขึ้นมาอยู่ ด้วยวิธีนี้ ผู้ใช้จะไม่ได้ติดต่อเว็บไซต์โดยตรง จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่มัลแวร์จะเข้ามาโจมตีถึงผู้ใช้ได้

รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.menlosecurity.com/isolation-platform

Palo Alto Networks: New Way of Work, Life and Business with Digital Transformation

ภายใต้สถานการณ์ COVID-19 แพร่ระบาด หลายบริษัทอนุญาตให้พนักงานสามารถทำงานจากภายนอกสถานที่หรือ Work from Home ได้ รวมไปถึงมีการย้ายแอปพลิเคชันขึ้นสู่ Cloud เพื่อความสะดวกในการเข้าถึง อย่างไรก็ตาม บริษัทส่วนใหญ่ยังคงพึ่งพาเทคโนโลยี VPN แบบดั้งเดิมที่พนักงานทุกคนต้องเชื่อมต่อกลับมาที่สำนักงานก่อน เพื่อบังคับใช้นโยบายด้านความมั่นคงปลอดภัย แล้วค่อยอนุญาตให้เข้าถึงทรัพยากรภายในหรือออกอินเทอร์เน็ตเพื่อใช้ Cloud Apps เมื่อทุกคนต้องเชื่อมต่อกลับมาแล้วค่อยออกอินเทอร์เน็ตจากที่สำนักงาน อาจเกิดปัญหาแย่งกันใช้ลิงค์อินเทอร์เน็ตจนการทำงานหรือการใช้แอปพลิเคชันเกิดความล่าช้าได้

Palo Alto Networks จึงได้นำเสนอโซลูชัน Prisma Access ซึ่งเป็นการย้าย Network & Security Services ขึ้นไปอยู่บนอินเทอร์เน็ตแทน ส่งผลให้พนักงานไม่จำเป็นต้องเชื่อมต่อกลับมาที่สำนักงาน แต่สามารถออกอินเตอร์เน็ตเพื่อใช้งาน Cloud Apps ได้ทันที ที่สำคัญคือการเชื่อมต่อยังคงเป็นในรูปของ Tunnel มีความมั่นคงปลอดภัย และถูกบังคับใช้นโยบายทั้งหมดเช่นเดียวกับการเชื่อมต่อผ่าน VPN สำหรับการเชื่อมต่อกลับมายังสำนักงาน จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อพนักงานจำเป็นต้องเข้าถึงทรัพยากรภายในเท่านั้น ช่วยประหยัด Bandwidth ของลิงค์อินเทอร์เน็ตลงอีกด้วย

แนวคิดการให้บริการ Network & Security Services บนอินเทอร์เน็ตแบบนี้ถูกเรียกว่า “Secure Access Service Edge (SASE)” 

รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.paloaltonetworks.com/prisma/access

Thales: Thales CipherTrust Data Security Platform Global Launch

ในโลกยุคดิจิทัล ข้อมูลมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และกระจัดกระจายไปอยู่ในทุกๆ ที่ ไม่ว่าจะเป็น Data Center หรือบน Cloud ส่งผลให้การควบคุมไม่ให้ข้อมูลรั่วไหลออกไปสู่ภายนอกทำได้ยาก และเมื่อมีการบังคับใช้กฎหมายและข้อบังคับต่างๆ เช่น GDPR และ PDPA ทำให้องค์กรที่วางมาตรการคุ้มครองข้อมูลไม่ดีเพียงพอต้องเสี่ยงถูกฟ้องร้องจนต้องชดใช้ค่าเสียหายหรือถูกจำคุกอีกด้วย

Thales ในฐานะผู้นำโซลูชัน HSM จึงได้นำเสนอ CipherTrust Data Security Platform ซึ่งเป็นโซลูชันการเข้ารหัสข้อมูล เพื่อให้ข้อมูลสามารถปกป้องตัวมันเอง แม้จะถูกขโมยออกไป บุคคลก็ไม่สามารถอ่านหรือเข้าใจได้ CipherTrust ประกอบด้วยฟีเจอร์สำคัญ 3 ประการ คือ

  • Discover: ค้นหาและจำแนกประเภทของข้อมูลในองค์กร
  • Protect: เข้ารหัส (Encryption) หรือทำ Tokenization บนข้อมูลที่สำคัญหรือข้อมูลส่วนบุคคล
  • Control: ควบคุมการเข้าถึงข้อมูลอย่างมั่นคงปลอดภัยและบริหารจัดการกุญแจที่ใช้เข้ารหัส

รายละเอียดเพิ่มเติม: https://cpl.thalesgroup.com/encryption/data-security-platform

HPE Aruba: Aruba ESP. The Industry’s First Cloud-Native Platform Built for the Intelligent Edge

เมื่อต้นปี 2020 ที่ผ่านมา HPE Aruba ได้ประกาศโครงสร้างระบบเครือข่ายรูปแบบใหม่ เรียกว่า Edge Services Platform ซึ่งมีจุดเด่นที่การผสานเครือข่าย Wired และ Wireless ให้เป็นเนื้อเดียวกัน เฝ้าระวังและบริหารจัดการได้ง่ายจากศูนย์กลาง และมีความมั่นคงปลอดภัยสูง นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มเทคโนโลยี AI เข้าไปเพื่อเรียนรู้การใช้งานบนระบบเครือข่ายและทำการปรับจูนประสิทธิภาพให้โดยอัตโนมัติ เพื่อให้ระบบเครือข่ายทำงานได้อย่างรวดเร็วตลอดเวลา

Edge Services Platform ยังได้ยกระดับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยบนโครงสร้างระบบเครือข่ายไปอีกขั้น ด้วยการนำโมเดล Zero Trust Securiy เข้ามาใช้งาน เพื่อพิสูจน์ว่าอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อเข้ามายังระบบเครือข่ายมีความเสี่ยงต่ำ และกำหนดสิทธิ์ในการเข้าถึงให้เหมาะสมกับประเภทผู้ใช้ รวมไปถึงคอยเฝ้าระวังพฤติกรรมที่ผิดปกติ พร้อมตอบสนองเมื่อพบภัยคุกคามโดยอัตโนมัติ นอกจากนี้ Edge Services Platform ยังสามารถผสานการทำงานร่วมกับโซลูชันรักษาความมั่นคงปลอดภัยภายนอกได้อย่างไร้รอยต่อผ่านทาง API อีกด้วย

รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.arubanetworks.com/solutions/aruba-esp/

เกี่ยวกับ Bay Computing

Bay Computing เป็นหนึ่งในบริษัทชั้นนำที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยบนระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ และให้บริการโซลูชันแบบครบวงจร (End-to-End Turnkey Solutions) ได้แก่ Cyber Security Operation Solution, Endpoint Security and Management, Network & Network Security Solutions, Data Security Solution, Infrastructure Solution and Advisory Service ตลอดจนการพัฒนาโซลูชัน Cybersecurity ที่ครอบคลุมทั้งการผสมผสานเทคโนโลยีต่างๆ รวมถึงกระบวนการนำไปใช้ และทักษะของบุคลากรในการให้คำปรึกษา ติดตั้ง บำรุงรักษา ปฏิบัติการ ตลอดจนการบริหารโครงการให้ประสบความสำเร็จสูงสุด

ในสภาวะที่มีการแข่งขันสูงเช่นในปัจจุบัน Bay Computing มีผลิตภัณฑ์ที่รองรับความต้องการเพื่อให้เป้าหมายทางธุรกิจ บรรลุผลขององค์กรทุกระดับ ด้วยทีมงานมืออาชีพมากกว่า 100 คนที่มีความพร้อมและเป็นผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายเทคโนโลยีและมีความชำนาญมากกว่า 24 ปี จึงได้รับความไว้วางใจจากองค์กรชั้นนำมากมาย อาทิ ผู้ให้บริการระบบสื่อสารและโทรคมนาคม, สถาบันการเงิน, บริษัทเงินทุนและหลักทรัพย์, หน่วยงานราชการ, หน่วยงานความมั่นคง, รัฐวิสาหกิจ และสถาบันการศึกษาชั้นนำ ในการส่งมอบโซลูชันที่มีประสิทธิภาพ เหมาะสมสำหรับแต่ละองค์กรและธุรกิจของคุณ

from:https://www.techtalkthai.com/surviving-cyber-next-normal-2020-by-bay-computing/