คลังเก็บป้ายกำกับ: NETWORKING__WIRELESS

วิสัยทัศน์ของผู้ก่อตั้งหัวเว่ย “โลกยุคใหม่ต้องอาศัยความร่วมมือที่เปิดกว้างจากทั่วโลก”

หัวเว่ย มั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่ามนุษยชาติจะก้าวเข้าสู่โลกที่ชาญฉลาดในอีก 20-30 ปีข้างหน้า ซึ่งปัจจุบันสังคมของเราเต็มไปด้วยการคิดค้นทฤษฎีและการสร้างสรรค์เทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างมากมาย

และแน่นอนว่าโอกาสในการเติบโตมักตามมาด้วยความไม่แน่นอนโลกยังมีอีกหลายคำถามที่ยังรอคนมาตอบความร่วมมือที่เปิดกว้างจึงจะเป็นแนวทางที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหาที่เรายังคิดไม่ตก และนี่คือ 6 เทคโนโลยีที่คาดว่าน่าจะเป็นมุมมองที่จะเกิดขึ้นในปี 2563 โดย มร. เหริน เจิ้งเฟย ผู้ก่อตั้งและประธานคณะกรรมการบริหาร ของหัวเว่ย

01 ชิปจะมีขนาดลดลงเรื่อย ๆ
ในวงการอิเล็กทรอนิกส์ชิปจะมีขนาดลดลงเรื่อย ๆ จนอาจจะเหลือเพียงสามหรือแค่หนึ่งนาโนเมตรเท่านั้นวิวัฒนาการนี้จะยังคงเป็นไปในทิศทางที่เรายังไม่อาจคาดเดาได้แม้กระทั่งกฎของมัวร์ก็กลับกลายเป็นเรื่องล้าสมัยไปแล้ว แต่ก่อนเราเคยเชื่อว่ากราฟีน (Graphene) จะเป็นตัวขับเคลื่อนวิวัฒนาการในยุคปัจจุบันแต่ในวันนี้เราไม่แน่ใจแล้วว่าความคิดนี้จะยังเป็นจริงอยู่ไหม

02 เทคโนโลยีพันธุกรรมจะเปลี่ยนโลก
ในอีกสองถึงสามทศวรรษข้างหน้าเราจะได้ประจักษ์การค้นพบครั้งยิ่งใหญ่ด้านเทคโนโลยีทางพันธุกรรมซึ่งจะเร่งให้เกิดความก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดดในแวดวงวิทยาศาสตร์ชีวภาพ เทคโนโลยีชีวภาพ และเวชศาสตร์นาโน แต่เรายังไม่ทราบแน่ชัดว่าการพัฒนาที่สำคัญเหล่านี้จะเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและการทำงานของเราไปในรูปแบบใด วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในระดับโมเลกุลสามารถนำไปใช้สังเคราะห์และสร้างสรรค์เป็นวัสดุที่ยังไม่มีมาก่อนในโลกไม่มีทางที่จะบอกได้ว่าจะมีวัสดุและเทคโนโลยีใหม่ๆ แบบใดเกิดขึ้นมาแต่สิ่งที่เรารู้อย่างแน่ชัด คือจะมีการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไปใช้อย่างกว้างขวาง แต่ก็ยังคาดเดาไม่ได้ว่าAI จะผลักดันสังคมให้ก้าวไปในทิศทางใดและสร้างความมั่งคั่งให้มากกว่านี้ด้วยวิธีใดบ้าง

03 ควอนตัมคอมพิวเตอร์คืออนาคตใหม่
การคิดค้นและการใช้งานอย่างแพร่หลายของระบบควอนตัมคอมพิวเตอร์จะกระตุ้นให้เกิดการล้นทะลักของการรับส่งข้อมูลถึงแม้จะรู้ว่าโลกจะได้รับผลกระทบจากดาต้าจำนวนมหาศาลแต่สิ่งต่างๆ ก็อาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิดก็เป็นได้นอกจากนี้แล้ว จะมีการนำเทคโนโลยีออปติกไปใช้อย่างแพร่หลายในโดเมนต่างๆ ด้วย

04 ทราฟฟิกข้อมูลจะมีมหาศาล
ความก้าวหน้าในการสร้างกฎข้อบังคับของเทคโนโลยีแต่ละแขนงกำลังสร้างโอกาสใหม่ๆในอัตราที่น่าประหลาดใจ แต่ผลลัพธ์ที่ได้จากความก้าวหน้าทางด้านสหวิทยาการนั้นกลับน่าประหลาดใจยิ่งกว่า นวัตกรรมแห่งอนาคตทั้งหลายเหล่านี้จะมาพร้อมกับการเติบโตอย่างมหาศาลของทราฟิกข้อมูล เรายังคาดการณ์ไม่ได้ว่าเราจะต้องใช้ที่จัดเก็บข้อมูลขนาดเท่าใดหรือระบบส่งถ่ายข้อมูล และการประมวลผลข้อมูลปริมาณขนาดใหญ่มหาศาลมากเพียงใดสิ่งที่เรารู้แน่ ๆ ก็คือว่าข้อมูลจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ จะถูกจัดเก็บและประมวลผลบนคลาวด์แต่เราจะมีช่องทางจัดการกับข้อมูลจำนวนมากนี้ได้อย่างไร

กฎของมัวร์ก็กลับกลายเป็นเรื่องล้าสมัยไปแล้ว

สรุปสั้นๆ คือ เรายังไม่รู้ว่าโครงสร้างของสังคมของเราจะเป็นอย่างไร เราจะปรับตัวรับมือกับมันอย่างไรหรือแม้แต่จะควบคุมมันอย่างไร แนวคิดและเทคโนโลยีใหม่ๆทั้งหมดกำลังค่อยๆ เผยโฉมให้เราเห็นคลื่นลูกใหม่ทางนวัตกรรมเทคโนโลยีจะมีลักษณะเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ ที่ขยายการพัฒนาออกไปสู่ศาสตร์อื่นๆ ที่หลากหลาย เช่น เทคโนโลยีสารสนเทศได้กลายเป็นพื้นฐานสำหรับงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมในหลากหลายแนวทางปฏิบัติ แถมยังกลายเป็นรากฐานสำหรับการพัฒนาในทุกอุตสาหกรรมอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม มีสิ่งหนึ่งที่ชัดเจนก็คือ เราต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของสังคมแห่งข้อมูลข่าวสารให้แข็งแกร่งมากขึ้นโดยโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นนั้นแบ่งออกเป็นด้านแข็ง (เทคโนโลยีที่จับต้องได้) และ ด้านอ่อน (กฎและทักษะที่เรานำไปใช้)

05 เทคโนโลยี 5G และ 6G อาจจะเกิดขึ้น
ในโครงสร้างพื้นฐานด้านแข็ง เรามีเครือข่ายออปติกและที่ขาดไม่ได้ก็คือ เทคโนโลยี 5G รวมไปถึง 6G ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดย AI จะต้องพึ่งเทคโนโลยีข้อมูลข่าวสารหลายรูปแบบ และจะพัฒนาต่อไม่ได้เลยหากไม่มีการขยายขีดความสามารถของเทคโนโลยีด้านข้อมูลไปเรื่อย ๆ หากจะเปรียบเทียบก็คือ AI เป็นดั่งรถแรง ๆ ที่วิ่งด้วยความเร็วสูงคันหนึ่ง และเทคโนโลยีสารสนเทศก็ต้องเป็นไฮเวย์ที่มาคอยรองรับความแรงของรถคันนี้

สำหรับโครงสร้างด้านอ่อน เรามีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ มีกฎระเบียบและแนวทางปฏิบัติต่างๆ หัวใจสำคัญอยู่ที่บุคลากรที่มีความสามารถครบครันเราจะก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ได้ต่อเมื่อทุกประเทศร่วมกันส่งเสริมและผลักดันการศึกษาอย่างเต็มที่ พร้อมกับการพัฒนาผู้มีความสามารถรอบด้านด้วยการสร้างสภาพแวดล้อมที่เปิดอิสระด้านการศึกษาและส่งเสริมอิสรภาพทางความคิด

ให้ดาต้านำทางเราไป
โลกปัจจุบันกำลังยืนอยู่หน้าประตูสู่โลกยุคใหม่อันชาญฉลาด หัวเว่ยต้องเลือกบทบาทหน้าที่ในโครงสร้างของสังคมใหม่ในอีก 20 ถึง 30 ปีข้างหน้านี้เรารู้ว่าปริมาณทราฟิกของข้อมูลจะมีปริมาณมากมายเหลือล้นในอนาคต ดังนั้นแนวทางด้านกลยุทธ์ของเราจะเน้นในด้านของการจัดช่องทาง การกระจาย การจัดเก็บและการประมวลผลข้อมูลที่มีจำนวนมหาศาลนี้ นี่จะเป็นสิ่งที่เราจะให้ความสำคัญในระยะยาว เราต้องมุ่งมั่นอยู่บนเส้นทางที่เลือก พร้อมๆ ไปกับการปรับตัวและพร้อมตั้งรับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นบนทางสายดังกล่าวด้วย

บทสรุป
ฤดูใบไม้ผลิอันสดใสงดงามไม่ได้เกิดขึ้นจากการเบ่งบานของดอกไม้เพียงดอกเดียวในสังคมของข้อมูลข่าวสารที่มีความเคลื่อนไหวตลอดเวลานี้ เราไม่ควรไปห้ามไม่ให้ดอกไม้ช่อใดหยุดแสดงความงดงามของตน ที่หัวเว่ย เรายังคงทำงานร่วมกับบริษัทมากมายทั่วโลกเพื่อสร้างระบบนิเวศที่แข็งแกร่งและแบ่งปันผลประโยชน์ร่วมกัน เรายึดมั่นและสนับสนุนโลกาภิวัฒน์มาโดยตลอดและจะยังคงเปิดกว้างและร่วมมือกับทุกฝ่ายเพื่อแบ่งปันความสำเร็จกับทุก ๆ คนในโลกใบนี้

from:https://www.enterpriseitpro.net/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%a8%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%81%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b9%89/

วิสัยทัศน์ของผู้ก่อตั้งหัวเว่ย “โลกยุคใหม่ต้องอาศัยความร่วมมือที่เปิดกว้างจากทั่วโลก”

หัวเว่ย มั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่ามนุษยชาติจะก้าวเข้าสู่โลกที่ชาญฉลาดในอีก 20-30 ปีข้างหน้า ซึ่งปัจจุบันสังคมของเราเต็มไปด้วยการคิดค้นทฤษฎีและการสร้างสรรค์เทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างมากมาย

และแน่นอนว่าโอกาสในการเติบโตมักตามมาด้วยความไม่แน่นอนโลกยังมีอีกหลายคำถามที่ยังรอคนมาตอบความร่วมมือที่เปิดกว้างจึงจะเป็นแนวทางที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหาที่เรายังคิดไม่ตก และนี่คือ 6 เทคโนโลยีที่คาดว่าน่าจะเป็นมุมมองที่จะเกิดขึ้นในปี 2563 โดย มร. เหริน เจิ้งเฟย ผู้ก่อตั้งและประธานคณะกรรมการบริหาร ของหัวเว่ย

01 ชิปจะมีขนาดลดลงเรื่อย ๆ
ในวงการอิเล็กทรอนิกส์ชิปจะมีขนาดลดลงเรื่อย ๆ จนอาจจะเหลือเพียงสามหรือแค่หนึ่งนาโนเมตรเท่านั้นวิวัฒนาการนี้จะยังคงเป็นไปในทิศทางที่เรายังไม่อาจคาดเดาได้แม้กระทั่งกฎของมัวร์ก็กลับกลายเป็นเรื่องล้าสมัยไปแล้ว แต่ก่อนเราเคยเชื่อว่ากราฟีน (Graphene) จะเป็นตัวขับเคลื่อนวิวัฒนาการในยุคปัจจุบันแต่ในวันนี้เราไม่แน่ใจแล้วว่าความคิดนี้จะยังเป็นจริงอยู่ไหม

02 เทคโนโลยีพันธุกรรมจะเปลี่ยนโลก
ในอีกสองถึงสามทศวรรษข้างหน้าเราจะได้ประจักษ์การค้นพบครั้งยิ่งใหญ่ด้านเทคโนโลยีทางพันธุกรรมซึ่งจะเร่งให้เกิดความก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดดในแวดวงวิทยาศาสตร์ชีวภาพ เทคโนโลยีชีวภาพ และเวชศาสตร์นาโน แต่เรายังไม่ทราบแน่ชัดว่าการพัฒนาที่สำคัญเหล่านี้จะเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและการทำงานของเราไปในรูปแบบใด วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในระดับโมเลกุลสามารถนำไปใช้สังเคราะห์และสร้างสรรค์เป็นวัสดุที่ยังไม่มีมาก่อนในโลกไม่มีทางที่จะบอกได้ว่าจะมีวัสดุและเทคโนโลยีใหม่ๆ แบบใดเกิดขึ้นมาแต่สิ่งที่เรารู้อย่างแน่ชัด คือจะมีการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไปใช้อย่างกว้างขวาง แต่ก็ยังคาดเดาไม่ได้ว่าAI จะผลักดันสังคมให้ก้าวไปในทิศทางใดและสร้างความมั่งคั่งให้มากกว่านี้ด้วยวิธีใดบ้าง

03 ควอนตัมคอมพิวเตอร์คืออนาคตใหม่
การคิดค้นและการใช้งานอย่างแพร่หลายของระบบควอนตัมคอมพิวเตอร์จะกระตุ้นให้เกิดการล้นทะลักของการรับส่งข้อมูลถึงแม้จะรู้ว่าโลกจะได้รับผลกระทบจากดาต้าจำนวนมหาศาลแต่สิ่งต่างๆ ก็อาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิดก็เป็นได้นอกจากนี้แล้ว จะมีการนำเทคโนโลยีออปติกไปใช้อย่างแพร่หลายในโดเมนต่างๆ ด้วย

04 ทราฟฟิกข้อมูลจะมีมหาศาล
ความก้าวหน้าในการสร้างกฎข้อบังคับของเทคโนโลยีแต่ละแขนงกำลังสร้างโอกาสใหม่ๆในอัตราที่น่าประหลาดใจ แต่ผลลัพธ์ที่ได้จากความก้าวหน้าทางด้านสหวิทยาการนั้นกลับน่าประหลาดใจยิ่งกว่า นวัตกรรมแห่งอนาคตทั้งหลายเหล่านี้จะมาพร้อมกับการเติบโตอย่างมหาศาลของทราฟิกข้อมูล เรายังคาดการณ์ไม่ได้ว่าเราจะต้องใช้ที่จัดเก็บข้อมูลขนาดเท่าใดหรือระบบส่งถ่ายข้อมูล และการประมวลผลข้อมูลปริมาณขนาดใหญ่มหาศาลมากเพียงใดสิ่งที่เรารู้แน่ ๆ ก็คือว่าข้อมูลจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ จะถูกจัดเก็บและประมวลผลบนคลาวด์แต่เราจะมีช่องทางจัดการกับข้อมูลจำนวนมากนี้ได้อย่างไร

กฎของมัวร์ก็กลับกลายเป็นเรื่องล้าสมัยไปแล้ว

สรุปสั้นๆ คือ เรายังไม่รู้ว่าโครงสร้างของสังคมของเราจะเป็นอย่างไร เราจะปรับตัวรับมือกับมันอย่างไรหรือแม้แต่จะควบคุมมันอย่างไร แนวคิดและเทคโนโลยีใหม่ๆทั้งหมดกำลังค่อยๆ เผยโฉมให้เราเห็นคลื่นลูกใหม่ทางนวัตกรรมเทคโนโลยีจะมีลักษณะเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ ที่ขยายการพัฒนาออกไปสู่ศาสตร์อื่นๆ ที่หลากหลาย เช่น เทคโนโลยีสารสนเทศได้กลายเป็นพื้นฐานสำหรับงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมในหลากหลายแนวทางปฏิบัติ แถมยังกลายเป็นรากฐานสำหรับการพัฒนาในทุกอุตสาหกรรมอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม มีสิ่งหนึ่งที่ชัดเจนก็คือ เราต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของสังคมแห่งข้อมูลข่าวสารให้แข็งแกร่งมากขึ้นโดยโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นนั้นแบ่งออกเป็นด้านแข็ง (เทคโนโลยีที่จับต้องได้) และ ด้านอ่อน (กฎและทักษะที่เรานำไปใช้)

05 เทคโนโลยี 5G และ 6G อาจจะเกิดขึ้น
ในโครงสร้างพื้นฐานด้านแข็ง เรามีเครือข่ายออปติกและที่ขาดไม่ได้ก็คือ เทคโนโลยี 5G รวมไปถึง 6G ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดย AI จะต้องพึ่งเทคโนโลยีข้อมูลข่าวสารหลายรูปแบบ และจะพัฒนาต่อไม่ได้เลยหากไม่มีการขยายขีดความสามารถของเทคโนโลยีด้านข้อมูลไปเรื่อย ๆ หากจะเปรียบเทียบก็คือ AI เป็นดั่งรถแรง ๆ ที่วิ่งด้วยความเร็วสูงคันหนึ่ง และเทคโนโลยีสารสนเทศก็ต้องเป็นไฮเวย์ที่มาคอยรองรับความแรงของรถคันนี้

สำหรับโครงสร้างด้านอ่อน เรามีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ มีกฎระเบียบและแนวทางปฏิบัติต่างๆ หัวใจสำคัญอยู่ที่บุคลากรที่มีความสามารถครบครันเราจะก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ได้ต่อเมื่อทุกประเทศร่วมกันส่งเสริมและผลักดันการศึกษาอย่างเต็มที่ พร้อมกับการพัฒนาผู้มีความสามารถรอบด้านด้วยการสร้างสภาพแวดล้อมที่เปิดอิสระด้านการศึกษาและส่งเสริมอิสรภาพทางความคิด

ให้ดาต้านำทางเราไป
โลกปัจจุบันกำลังยืนอยู่หน้าประตูสู่โลกยุคใหม่อันชาญฉลาด หัวเว่ยต้องเลือกบทบาทหน้าที่ในโครงสร้างของสังคมใหม่ในอีก 20 ถึง 30 ปีข้างหน้านี้เรารู้ว่าปริมาณทราฟิกของข้อมูลจะมีปริมาณมากมายเหลือล้นในอนาคต ดังนั้นแนวทางด้านกลยุทธ์ของเราจะเน้นในด้านของการจัดช่องทาง การกระจาย การจัดเก็บและการประมวลผลข้อมูลที่มีจำนวนมหาศาลนี้ นี่จะเป็นสิ่งที่เราจะให้ความสำคัญในระยะยาว เราต้องมุ่งมั่นอยู่บนเส้นทางที่เลือก พร้อมๆ ไปกับการปรับตัวและพร้อมตั้งรับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นบนทางสายดังกล่าวด้วย

บทสรุป
ฤดูใบไม้ผลิอันสดใสงดงามไม่ได้เกิดขึ้นจากการเบ่งบานของดอกไม้เพียงดอกเดียวในสังคมของข้อมูลข่าวสารที่มีความเคลื่อนไหวตลอดเวลานี้ เราไม่ควรไปห้ามไม่ให้ดอกไม้ช่อใดหยุดแสดงความงดงามของตน ที่หัวเว่ย เรายังคงทำงานร่วมกับบริษัทมากมายทั่วโลกเพื่อสร้างระบบนิเวศที่แข็งแกร่งและแบ่งปันผลประโยชน์ร่วมกัน เรายึดมั่นและสนับสนุนโลกาภิวัฒน์มาโดยตลอดและจะยังคงเปิดกว้างและร่วมมือกับทุกฝ่ายเพื่อแบ่งปันความสำเร็จกับทุก ๆ คนในโลกใบนี้

from:https://www.enterpriseitpro.net/ren-huawei/

อรูบ้า เปิดตัวผลิตภัณฑ์สวิตช์รุ่นใหม่ Aruba CX

อรูบ้า ออกมาประกาศว่าอรูบ้ากำลังเปลี่ยนแปลงกฎของระบบเครือข่ายด้วยการเปิดตัวนวัตกรรมของอุปกรณ์สวิตช์และซอฟต์แวร์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะทางของระบบเครือข่ายในองค์กรธุรกิจสาขา และดาต้าเซ็นเตอร์สมัยใหม่ในทุกวันนี้

โดยผลิตภัณฑ์สวิตช์ตระกูล Aruba CX ได้มีการเพิ่มผลิตภัณฑ์สวิตช์แบบตายตัว Aruba CX 6300 Series และผลิตภัณฑ์สวิตช์แบบโมดูลาร์ Aruba CX 6400 เข้ามาในฐานะของ Aggregation Switch และ Core Switch

อีกทั้งยังมีการเพิ่มนวัตกรรมล้ำสมัยล่าสุดเข้าไปยังระบบปฏิบัติการ AOS-CX ด้วย ทั้งหมดนี้ทำให้ผู้ให้บริการระบบเครือข่ายมีระบบสวิตช์ครบวงจรเพียงระบบเดียวที่บริหารจัดการได้อย่างง่ายดาย ซึ่งสามารถเร่งสร้างผลตอบแทนทางธุรกิจได้อย่างมากมายยิ่งขึ้นสำหรับทั้งปัจจุบันและอนาคต

ประคุณ เลาหกิตติกุล

อรูบ้าเป็นบริษัทแรกที่นำเสนอแพลทฟอร์มสวิตชิ่งซึ่งทำงานบนระบบปฏิบัติการที่ทันสมัยอย่าง AOS-CX สำหรับระบบเครือข่ายส่วนเชื่อมต่อไปจนถึงศูนย์กลางและดาต้าเซ็นเตอร์ แพลทฟอร์มแบบ Cloud-Native โดยเฉพาะอันเป็นเอกลักษณ์นี้ยังได้ถูกปรับปรุงประสิทธิภาพให้สูงยิ่งขึ้นไปอีกด้วยการใช้เทคโนโลยี Network Analytics Engine (NAE) อันทรงพลังของอรูบ้า ที่นำความสามารถในการทำงานแบบอัตโนมัติและระบบวิเคราะห์ข้อมูลซึ่งมีอยู่ภายในมาช่วยให้การบริหารจัดการง่ายดายยิ่งขึ้น และแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น ทั้งสำหรับปัญหาในเชิงประสิทธิภาพของระบบแอปพลิเคชันและปัญหาทั่วไปที่เกิดขึ้นภายในระบบเครือข่าย

“ระบบการทำงานแบบอัตโนมัติที่ขับเคลื่อนด้วย AI นี้จะต้องเป็นหัวใจสำคัญของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ตั้งแต่ปลายทางของเครือข่ายไปจนถึงคลาวด์ และเพื่อให้เทคโนโลยีดังกล่าวนี้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง ระบบโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะถือเป็นรากฐานที่สำคัญ” คุณ Keerti Melkote ประธานและผู้ก่อตั้งของอรูบ้า บริษัทในเครือฮิวเล็ตต์แพ็คการ์ตเอ็นเตอร์ไพรส์กล่าว “เราเชื่อว่า AI คือกุญแจสำคัญในการวิเคราะห์ข้อมูล, นำเสนอองค์ความรู้ที่พร้อมนำไปใช้งาน และการทำงานโดยอัตโนมัติสำหรับระบบเครือข่ายขนาดใหญ่เพื่อเสริมความสามารถของผู้ให้บริการระบบเครือข่ายให้สามารถตรวจสอบแก้ไขปัญหา, บรรเทาปัญหา และป้องกันปัญหาซึ่งเป็นความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดส่วนหนึ่งของงานทางด้าน IT วิสัยทัศน์ของเราต่ออนาคตนั้นก็คือสถาปัตยกรรมแบบ Cloud-Native ที่จะสามารถทำให้ธุรกิจดำเนินไปได้อย่างรวดเร็ว และนำเสนอประสบการณ์ดิจิทัลรูปแบบใหม่ได้ ซึ่งการเปิดตัวในวันนี้ก็คือก้าวสำคัญอันจะนำไปสู่ทิศทางนั้นได้สำเร็จ”

from:https://www.enterpriseitpro.net/aruba-new-products/

มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ผนึกซิสโก้ มุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้เทคโนโลยี

สำนักวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง สถาบันอุดมศึกษาชั้นนำแห่งอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมกับ บริษัท ซิสโก้ ซีสเต็มส์ (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อนำเทคโนโลยีต่างๆ ที่ทันสมัยเข้ามาใช้งานเพื่อพัฒนาบุคลากรและนักศึกษา รวมถึงพัฒนาศักยภาพของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ครอบคลุมทั้งองค์กร เพื่อการเป็น Digital University และ “ศูนย์การเรียนรู้เทคโนโลยีในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง”

วิสัยทัศน์การก้าวสู่ Digital University ของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง มีการดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา ครอบคลุม 3 ด้านหลักๆ ได้แก่ Digital Learning, Digital Living และ Digital Managing โดยเป็นการขับเคลื่อน Digital University ด้วยหัวใจ สร้างขึ้นด้วยวัฒนธรรมขององค์กร ไม่ได้เป็นเพียงวิสัยทัศน์ของผู้บริหาร แต่นักศึกษา บุคลากร อาจารย์ และผู้เกี่ยวข้อง ทุกคนของมหาวิทยาลัยต่างมีส่วนร่วม มาเรียนรู้ร่วมกัน ทำด้วยกัน ก้าวไปข้างหน้าพร้อมกัน ขับเคลื่อนแนวคิด Digital University เข้าไปในหัวใจของทุกคน

รศ. ดร.ชยาพร วัฒนศิริ อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กล่าวว่า “หนึ่งในวิสัยทัศน์ Digital University ของเราคือสร้างให้มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยี ไม่ใช่แค่เฉพาะในภาคเหนือ หรือในประเทศไทย แต่เรามุ่งไปสู่ระดับอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง โดยที่ผ่านมาเราประสบความสำเร็จกับการเป็นศูนย์กลางการศึกษาและการให้บริการสุขภาพเรียบร้อยแล้ว สิ่งที่จะดำเนินการต่อไปคือการมุ่งสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพและมีความเท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงในโลกดิจิทัลในทุกระยะ ดังนั้นการร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่างซิสโก้ ถือเป็นแนวทางที่เหมาะสมในการพัฒนาความรู้ สร้างงานวิจัย และนวัตกรรมในเชิงเทคโนโลยีร่วมกันในอนาคต”

รศ. ดร.ชยาพร วัฒนศิริ อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

ดร. ธีรวิศิฏฐ์ เลาหะเพ็ญแสง คณบดีสำนักวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ กล่าวว่า “ปัจจุบันเรามีการเรียนการสอนด้านเทคโนโลยีมากมาย รวมถึงมีการทำงานวิจัยด้าน Embedded System, AI, IoT และ Software Development มากมาย นอกจากนี้ เรามีการจัดตั้งห้องแลปด้านเทคโนโลยีระบบเครือข่าย โดยมี ดร. มาหะมะ เซะบากอ เป็นผู้รับผิดชอบ ความร่วมมือกับซิสโก้ในครั้งนี้จะทำให้เรามีเนื้อหาการเรียนการสอนในหลักสูตรเกี่ยวกับระบบเครือข่ายมากขึ้น ด้วยจุดแข็งต่างๆ ที่มี ทำให้เราตั้งเป้าหมายว่า นักศึกษาที่จบหลักสูตรนี้จะมีความพร้อมสำหรับการทำงานและเติบโตในหน้าที่การงานสายเทคโนโลยีระบบเครือข่ายในระดับนานาชาติ “ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยแม่ฟังหลวงมีจุดแข็งที่เอื้อต่อการเป็น “ศูนย์กลางการเรียนรู้เทคโนโลยีในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง” เช่น การมีหลักสูตรการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษ ทำให้บุคลากรของทางมหาลัยแม่ฟ้าหลวงสามารถเรียนรู้ สามารถติดต่อสื่อสารกับต่างประเทศได้อย่างชำนาญ เช่นเดียวกับนักศึกษาก็มีความพร้อมที่จะทำงานในระดับภูมิภาคหรือระดับนานาชาติได้ทันที

นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงก็เป็นหน่วยงานภาครัฐเพียงไม่กี่แห่งของประเทศไทย ซึ่งมีบุคลากรที่ได้รับประกาศนียบัตร CCIE ซึ่งเป็นประกาศนียบัตรระดับผู้เชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยีเครือข่ายในระดับสูงสุดจากซิสโก้ รวมถึงยังมี DevNet Certification สำหรับฝั่ง Software Development ได้แก่ ดร. มาหะมะ เซะบากอ ทำให้สามารถนำความรู้มาพัฒนาบุคลากรและนักศึกษาต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายวัตสัน ถิรภัทรพงศ์ กรรมการผู้จัดการประจำประเทศไทยของซิสโก้ กล่าวว่า “เนื่องจากต้นกำเนิดของซิสโก้ เกิดมาจากสถาบันการศึกษา ทำให้เรามีวิสัยทัศน์ในการพัฒนาความแข็งแกร่งทางด้านเทคโนโลยีของภาคการศึกษาในประเทศไทยมาโดยตลอด นอกเหนือจากความร่วมมือทางด้านเทคโนโลยี ซึ่งซิสโก้จะให้คำปรึกษาและจัดหาเทคโนโลยีในการวางระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านไอที ให้การสนับสนุนด้านวิชาการและพัฒนาทักษะให้บุคลากรของมหาวิทยาลัย ซิสโก้ยังพร้อมที่จะให้การสนับสนุนเพื่อช่วยผลักดันวิสัยทัศน์การเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีในระดับอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงด้วยเช่นกัน

“เรามีความเชื่อมั่นว่าการสร้างความเสมอภาคให้กับสังคมได้จะต้องมี 2 ปัจจัยประกอบกันนั่นคือ การให้บริการสุขภาพ และการให้การศึกษา เราให้การสนับสนุนสถาบันการศึกษาทั่วโลกในหลายมิติ และเราก็มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงในการพัฒนาการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีในครั้งนี้”

สำหรับความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงในครั้งนี้ บริษัท ซิสโก้ ซีสเต็มส์ (ประเทศไทย) จำกัด จะให้การสนับสนุนด้านเทคโนโลยีครอบคลุมด้านต่างๆ ได้แก่ การให้คำปรึกษาสำหรับการวางแผน ออกแบบโครงสร้างพื้นฐานระบบไอทีทั้งในส่วนของระบบเครือข่าย ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และบริการที่เกี่ยวข้อง ครอบคลุมกิจกรรมการเรียนการสอน การพัฒนา Digital Learning Platform, การประสานการทำงานภายในองค์กร, Smart Education, Smart Healthcare เป็นต้น

รวมถึงการสนับสนุนทางด้านความรู้ และการพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีให้กับบุคลากรของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับทางมหาวิทยาลัยและชุมชน รวมถึงการร่วมมือในการพัฒนาศักยภาพ และ ยกระดับมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงจาก Cisco Network Academy เป็น Cisco Instructor Center (ศูนย์พัฒนาและผลิตอาจารย์ผู้สอน) เป็นต้น

from:https://www.enterpriseitpro.net/maefah-university-cisco-technology/

โรงแรมอัลฟาฮัจย์ กับบริการครบวงจร ทั้งไอทีและโซลูชั่นงานพิมพ์จาก RICOH

โรงแรมอัลฟาฮัจย์ หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เป็นโรงแรมเปิดใหม่ที่มุ่งเน้นให้การบริการชาวมุสลิมที่มาท่องเที่ยวในพื้นที่ ถือได้ว่ามีความแตกต่างกว่าโรงแรมอื่นๆ เริ่มตั้งแต่การออกแบบสถาปัตยกรรมของตึก การแต่งกายของพนักงานการให้บริการ รวมถึงอาหารและการบริการแบบ “ฮาลาล” โดยเฉพาะ

โดยครั้งนี้ คุณสะรอวี ยีเส็นเบ็ญละกรรรมการผู้จัดการ โรงแรมอัลฟาฮัจย์ ได้เล่าให้ฟังว่า เป้าหมายอันสูงสุดของโรงแรมอัลฟาฮัจย์ก็คือการเป็นผู้นำในธุรกิจโรงแรมและผู้ให้บริการด้าน “ฮาลาล” อันดับหนึ่งในภาคใต้ โดยจะพัฒนาทั้งธุรกิจที่พักและการท่องเที่ยวให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล และได้รับความไว้วางใจจากผู้มาพักโดยเฉพาะชาวมุสลิม ปัจจุบันเปิดให้บริการจำนวน 79 ห้อง และเตรียมที่จะเปิดอาคารใหม่ในอีกประมาณ 6 เดือนข้างหน้า โดยจะเพิ่มอาคารใหม่อีกหลังพร้อมจำนวนห้องที่มากขึ้น เพื่อรองรับแขกผู้เข้าพักโดยเฉพาะอย่างยิ่งในแถบจังหวัด 3 ชายแดนภาคใต้

ตอบโจทย์ความต้องการทางเอกสารได้อย่างราบรื่น
ธุรกิจโรงแรมจำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับเอกสารจำนวนมากๆ ไม่ว่าจะเป็นเอกสารภายใน เอกสารสำหรับลูกค้า หรือแม้กระทั่งเอกสารที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานรัฐต่างๆ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ทำให้โรงแรมอัลฟาฮัจย์ต้องหาโซลูชั่นในการพิมพ์งานเข้ามาช่วย คุณสะรอวีกล่าวว่า ทางโรงแรมให้ความสำคัญกับเอกสารเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคุณภาพงานพิมพ์ โดยไม่เพียงแค่เฉพาะแต่เอกสารภายนอกเท่านั้น แม้แต่เอกสารภายในที่ใช้แต่ละแผนกก็จำเป็นจะต้องมีคุณภาพที่ดีเท่าเทียมกันนั่นจึงเป็นที่มาของการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ของ RICOH

ก่อนหน้าที่จะใช้ผลิตภัณฑ์เครื่องพิมพ์มัลติฟังก์ชัน RICOH คุณสะรอวีกล่าวว่าเคยใช้เครื่องพิมพ์ขนาดเล็กธรรมดาทั่วไปมาก่อน แต่อย่างไรก็ตามเมื่อมาเริ่มดำเนินธุรกิจโรงแรมซึ่งจำเป็นต้องรองรับงานเอกสารต่างๆ เพิ่มมากขึ้น ตลอดจนรองรับการให้บริการลูกค้าสำหรับงานที่ลูกค้าต้องการถ่ายเอกสารด้วยจึงได้อัพเกรดเป็นเครื่องพิมพ์มัลติฟังก์ชันเพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการได้ และจากการใช้งานที่ผ่านมาพบว่าผลิตภัณฑ์เครื่องพิมพ์ของ RICOH สามารถทำงานได้อย่างดีและมีประสิทธิภาพสูง อีกทั้งการบริการที่ได้รับจากเจ้าหน้าที่ของ RICOH ก็ให้บริการได้อย่างดี เข้ามาช่วยเหลือและดูแลตลอด ทำให้รู้สึกประทับใจกับผลิตภัณฑ์และการบริการที่ได้รับ

วางใจใช้บริการด้านไอทีเพิ่มเติม
โรงแรมอัลฟาฮัจย์ ไม่เพียงแค่ใช้ผลิตภัณฑ์เครื่องพิมพ์เท่านั้น แต่ระบบไอทีและระบบเสียงในห้องประชุมสัมมนาของโรงแรมก็ยังเลือกใช้บริการด้านไอทีจากทาง RICOH เป็นผู้ดำเนินการจัดหาและติดตั้งให้ ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ในห้องประชุม โปรเจกเตอร์ ระบบเครื่องเสียงคอมพิวเตอร์ที่ใช้งาน ตลอดจนจอภาพที่ใช้ในห้องพักต่างๆ เป็นต้น

คุณสะรอวีบอกว่าโซลูชั่นไอทีและอุปกรณ์ในห้องประชุมต่างๆ ก็เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของโรงแรม จำเป็นต้องหาโซลูชั่นและผู้ให้บริการติดตั้งที่ดีเพื่อให้เกิดความราบรื่นไม่ติดขัด และที่สำคัญสามารถที่จะเจรจาในรายละเอียดของสัญญาได้ในราคาที่เหมาะสม

ให้ความคุ้มค่าและสร้างความประทับใจเป็นอย่างดี
จากการใช้บริการอุปกรณ์ทั้งเครื่องพิมพ์ และโซลูชั่นด้านระบบไอทีและห้องประชุมจากทาง RICOH คุณสะรอวีได้กล่าวว่า รู้สึกว่ามีความประทับใจเป็นอย่างมาก ทั้งตัวผลิตภัณฑ์ที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมไปถึงบริการที่ยอดเยี่ยมจากทาง RICOH ที่มาช่วยตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปัจจุบันก็ยังได้รับการบริการที่ดีเสมอมา ทั้งหมดจึงเป็นสิ่งที่คุ้มค่ามากสำหรับโรงแรม

from:https://www.enterpriseitpro.net/ricoh-al-fahad-hotel/

ซิสโก้มองไกล ! ลงทุนในบริษัท IoT ด้านเกษตรของออสเตรเลีย

บริษัท IoT ด้านการเกษตรสัญชาติออสเตรเลียชื่อ “Titan Class” เพิ่งได้รับเงินลงทุนที่ไม่เปิดเผยจำนวนจากทางซิสโก้ เพื่อร่วมมือในการพัฒนาเทคโนโลยีภาคการเกษตร โดยทั้งซิสโก้และ Titan Class ได้สร้างแพลตฟอร์มช่วยตัดสินใจโดยใช้ IoT

ซึ่งระบบที่ช่วยเกษตรกรนี้มีชื่อว่า eXtensible Decision Platform เป็นทูลคิตไมโครเซอร์วิสแบบโอเพ่นซอร์สที่พัฒนาเป็นพิเศษสำหรับบริการ IoT เปิดให้เกษตรกรสามารถใช้เซ็นเซอร์เป็นพันตัวได้โดยไม่มีข้อจำกัด

ทั้งนี้ทางซิสโก้ให้สัมภาษณ์ว่า เซ็นเซอร์เหล่านี้ได้ผ่านการทดสอบบนฟาร์มทดลองแล้วว่าสามารถสื่อสารได้อย่างมีเสถียรภาพเป็นระยะทางหลายกิโลเมตรจากหอคอยสื่อสารอย่างง่ายกลางฟาร์ม และแต่ละเซ็นเซอร์ใช้แบตเตอรี่ราคาย่อมเยาที่ให้พลังงานได้นานหลายปี

ด้านการเกษตรนี้เป็นอีกด้านที่มีศักยภาพในการพัฒนามากมาย มีนักวิจัยพัฒนาเครื่องมือนวัตกรรมต่างๆ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ซึ่งสำหรับความร่วมมือครั้งนี้ ทางมหาวิทยาลัยที่ซิสโก้ร่วมมือด้วยได้จัดตั้งตำแหน่งใหม่ในชื่อ Cisco Chair of the IoT ด้วย

from:https://www.enterpriseitpro.net/cisco-extensible-decision-platform/

อุดรฯ วางแผน 6 โครงการ มุ่งสู่เมืองอัจฉริยะ “Udoncity Creative Community”

อันนี้ต้องบอกว่าเป็นข่าวดีของชาวอุดรธานีจริงๆ เมื่อทางเทศบาลนครอุดรธานี ได้วางแผนแม่บทในการพัฒนายุทธศาสตร์ด้านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เทศบาลนครอุดรธานี ระยะเวลา พ.ศ.2562 – พ.ศ.2565 โดยจะพัฒนาเทศบาลนครอุดรธานี ให้กลายเป็นสมาร์ทซิตี้ ภายใต้แนวคิด Udoncity Creative Community ชุมชมสร้างสรรค์กับการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ประกอบด้วยแผนที่จะพัฒนาด้วยกัน ดังนี้

1.ศูนย์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์และดาราศาสตร์ (Planetarium Edutainment Discovery Space : PED Space) จะเป็นศูนย์ที่ให้ผู้คนสามารถเข้าถึงและเรียนรู้วิทยาศาสตร์และดาราศาสตร์ หรืออาจจะเรียนกว่าเป็น ท้องฟ้าจำลองเทศบาลนครอุดรธานี ก็ว่าได้

2.ศูนย์การเรียนรู้นวัตกรรมดิจิทัล (Digital Innovative Learning Center)
ส่งเสริมการเรียนรู้นวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลให้กับเยาวชน ประชาชน และบุคลากรเทศบาล จัดกิจกรรมส่งเสริมทักษะด้านการพัฒนาเทคโนโลยีนวัตกรรมและต่อยอดสู่การนำไปสร้างมูลค่าเป็นธุรกิจ ยกระดับศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ในด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและดิจิทัล มุ่งพัฒนาทักษะความสามารถ (Skill Set) ที่จำเป็นในยุคดิจิทัลให้กับทุกภาคส่วนให้สามารถพร้อมต่อการขับเคลื่อนสังคมเศรษฐกิจในยุคดิจิทัล เสริมศักยภาพการแข่งขันของพื้นที่

3.แหล่งเรียนรู้ของนักสร้างนวัตกรรม (Market Space)
สถานที่ที่ผู้คนซึ่งมีความสนใจเดียวกัน เข้ามาร่วมแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ หรือทำโครงงานร่วมกันภายใต้สิ่งแวดล้อมที่มีความพร้อมและเหมาะสมกับการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อรองรับนักสร้าง (Maker) หรือนักนวัตกรรม (Innovator) ที่ต้องการจะมุ่งสู่ความเป็นมืออาชีพ พร้อมให้บริการแหล่งความรู้ สื่อ หนังสือ วัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือที่มีราคาสูง กิจกรรมสร้างสรรค์ต่างๆ ในการส่งเสริมและพัฒนานักสร้าง

4.พื้นที่ทำงานร่วมกัน (Co-Working Space) เพื่อส่งเสริมอุดรเมืองศูนย์กลาง
จะเป็นศูนย์กลาง Start-Up ที่มีศักยภาพ ในระดับสากล พร้อมเป็นพื้นที่ทำงานร่วมกันที่มีสาธารณูปโภคเพียบพร้อมในการบ่มเพาะศักยภาพผู้ประกอบการในพื้นที่ และเป็นชุมชนย่อม ๆ อีกทั้งยังจะสร้างบรรยากาศการลงทุน และพัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ในพื้นที่ทั้งผู้ประกอบการ และเยาวชนที่มีความต้องการเป็นผู้ประกอบการในอนาคตให้พร้อมต่อการเป็น “ผู้ประกอบการในยุคดิจิทัล”

5.E-Sport Stadium พื้นที่สร้างสรรค์ในการพัฒนาอาชีพและเศรษฐกิจในยุคดิจิทัลด้าน E-Sport
เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ในการพัฒนาอาชีพและเศรษฐกิจในยุคดิจิทัล ด้าน e-Sports ซึ่งเป็นที่ต้องการของภาคอุตสาหกรรม เพื่อเปิดพื้นที่ให้เยาวชนที่สนใจด้านเกม ได้พัฒนาความสามารถเชิงสร้างสรรค์ สร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างคุณค่าด้วยการสร้างสิ่งใหม่ ๆ ที่จะนำไปต่อยอดเป็นอาชีพที่มั่นคงในอนาคตได้ อาทิ อาชีพนักพัฒนาเกม (Game Developer) นักกีฬา e-Sports สตรีมเมอร์ ผู้จัดการแข่งขัน นักพากย์ ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกของอุตสาหกรรมเกมต่อสังคมไทย

6.ศูนย์ปฏิบัติการเมืองอัจฉริยะ (Smart City Operation Center)
เป็นศูนย์เชื่อมต่อข้อมูลกลางของเมืองอัจฉริยะ และควบคุมสั่งการเมืองแบบบูรณาการ ใช้งานที่ครอบคลุมการจัดการสารสนเทศ และการควบคุมสั่งการการจราจรและความปลอดภัยในเขตเมือง ควบคุมสั่งการและประสานการดำเนินงานในสถานการณ์ฉุกเฉิน ติดตามสถานะ การดำเนินงานของหน่วยงานในสังกัดเทศบาลนครอุดรธานีได้อย่างต่อเนื่อง และเป็นปัจจุบัน

 

from:https://www.enterpriseitpro.net/udoncity-creative-community/