คลังเก็บป้ายกำกับ: NETWORKING__WIRELESS

FBI จับกุมชายที่เตรียมถล่มระบบ “กว่า 70% ของทั้งอินเทอร์เน็ต”

FBI ได้เข้าจับกุมชายชาวเท็กซัสรายหนึ่งเมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมา ในข้อหาที่วางแผนจะ “ทำลายการทำงานของอินเทอร์เน็ตกว่า 70% ทั่วโลก” ด้วยการวางระเบิดที่ตึกดาต้าเซ็นเตอร์ของ Amazon Web Services (AWS)

ดาต้าเซ็นเตอร์ดังกล่าวอยู่บนถนน Smith Switch ในเมือง Ashburn รัฐเวอร์จิเนีย โดยผู้ต้องสงสัยชื่อ Seth Aaron Pendley อายุ 28 ปีถูกตั้งข้อหาว่าพยายามทำลายอาคารด้วยระเบิดพลาสติก C-4 ที่เขาพยายามซื้อจากคนที่ทาง FBI ปลอมตัวมาล่อซื้ออีกทีหนึ่ง

ทาง FBI ได้เบาะแสเรื่องนี้มาตั้งแต่มกราคมที่ผ่านมา หลังจากเขาเผยถึงแผนการตัวเองบนเว็บ MyMilitia โดยใช้ชื่อว่า ‘Dionysus’ ซึ่งเว็บบอร์ดดังกล่าวเป็นแหล่งรวมสมาชิกที่ทำงานด้านทหาร และบุคคลอื่นที่ทำงานสนับสนุนในการสื่อสารประสานงานระหว่างกัน

นอกจากนี้ยังพบแหล่งข่าวอีกแหล่งที่ Pendly ไปติดต่อผ่านแอพแชทที่มีการเข้ารหัสอย่าง Signal ด้วยว่าจะใช้ระเบิดซีโฟโจมตีดาต้าเซ็นเตอร์ของแอมะซอน และต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ก็มีการแชร์แผนที่ของดาต้าเซ็นเตอร์ที่แสดงทางเข้าออกเหมือนเตรียมจะเอาจริงด้วย

ที่มา : Bleepingcomputer

from:https://www.enterpriseitpro.net/fbi-arrests-man-for-plan-to-kill-70-percent/

วิธีการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพกับสายหลายประเภท ที่เอามาใช้งานร่วมกัน

เมื่อพูดถึงระบบสายเคเบิล แน่นอนว่าไม่ใช่แต่ละแห่งจะมีการเลือกใช้ประเภทสายและรูปแบบการใช้งานเหมือนกันหมดทุกจุด เช่นเดียวกับลักษณะจำเพาะของลิงค์แต่ละลิงค์ จึงสำคัญอย่างยิ่งที่ต้องรู้ว่าเรากำลังทดสอบอะไรอยู่ ทั้งแง่ประเภทสื่อและรูปแบบการประยุกต์ใช้ด้วย

สายเคเบิลแบบผสมผสาน
หลายครั้งที่ลูกค้าต้องการใช้สายเคเบิลแค่เกรด Category 5e หรือ Category 6 สำหรับการใช้งานอย่างหนึ่ง แล้วค่อยเจียดไปลงทุนใช้แบบ Category 6A กับอย่างอื่น หรือลูกค้าเองอาจจะอยากอัพเกรดแค่บางลิงค์แทนที่จะเลือกอัพเกรดทั้งระบบ จนเป็นที่มาของระบบเคเบิลรวมมิตร

ยกตัวอย่างกรณีของ 802.11ac Wi-Fi ที่เริ่มมีแอคเซสพอยต์ไร้สาย (WAP) แบบ Wave 2 ล่าสุดเข้ามาในตลาด สามารถส่งต่อข้อมูลได้มากถึงประมาณ 7 กิ๊ก ทำให้หลายคนกังวลว่าถ้าใช้สายเคเบิลแบบ Category 5e หรือ 6 ที่ลากยาวๆ จะไปถ่วงทรูพุตหรือเปล่า จนสุดท้ายต้องตัดสินใจติดตั้งสาย Category 6A สำหรับลิงค์เหล่านี้แทน อีกตัวอย่างได้แก่การใช้ฟีเจอร์ Power over Ethernet ถ้ามีอุปกรณ์ตัวใหม่ที่ต้องการกำลังไฟมากถึงระดับที่ต้องใช้ไฟครบทั้ง 4 คู่สายอย่าง 802.3bt PoE Type 3 (60 วัตต์) และ Type 4 (90 วัตต์) การใช้สายเกรดพื้นฐานอย่าง Category 5E หรือ Category 6 ลากยาวไปหน่อยก็อาจจะใช้ส่งต่อสัญญาณข้อมูลความเร็วสูงพร้อมๆ กับพลังงานไฟฟ้าของ PoE ไม่ได้ประสิทธิภาพ เนื่องจากทำให้เกิดความร้อนในสายมากเกินไปจนส่งผลถึงการสูญเสียความแรงของสัญญาณภายในสาย

ผลที่ได้จากกรณีการอัพเกรดหรือเลือกใช้สายที่แตกต่างกันแบบเฉพาะหน้าไปเรื่อยๆ นี้ ย่อมทำให้แผงเชื่อมต่อสายในห้องชุมสายเต็มไปด้วยสายสารพัดแบบไม่ว่าจะเป็น Category 5e, Category 6, หรือ Category 6A ซึ่งแผงเชื่อมต่อสายหรือ Patch Panel ปัจจุบันมีหัวแจ๊คแบบโมดูลสำหรับเสียบสายเคเบิลได้หลากหลายแบบมากบนแผงเดียวกัน

ดังนั้น หนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดที่จะทราบว่าเรากำลังทดสอบสายประเภทไหนก็คือ การใช้โค้ดสีบนหัวแจ๊ค เช่นสีหนึ่งสำหรับสาย Category 5e, อีกสีสำหรับ Category 6, และอีกสีให้เป็นของ Category 6A เนื่องจากลองนึกภาพความโกลาหลเวลาอยู่หน้า Patch Panel ที่มีสารพัดสายสารพัดประเภทเสียบเต็มไปหมด หัวต่อก็หน้าตาเป็นพิมพ์เดียวกันไม่ว่าจะเป็น Category อะไร แต่ในทางกลับกัน ถ้าคุณทราบว่าแจ๊คสีน้ำเงินทั้งหมดเป็น Category 6A ที่ต้องรองรับ 10 กิกะบิต ก็จะสามารถตั้งค่าเครื่องมือทดสอบตามได้อย่างรวดเร็ว แต่ถ้าไม่ใช้สีแยกแล้ว ทางออกทางเดียวที่เหลือก็คือการเพ่งดูสัญลักษณ์บนหัวต่อ (ซึ่งแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมองเห็นเวลาที่เสียบเข้าไปในแผงสายหรือหน้าเพลต) หรือพยายามอ่านตัวอักษรที่พิมพ์บนฉนวนตัวสายที่อ่านยากมากบริเวณส่วนที่วิ่งเข้ามาต่อกับด้านหลังแผงสาย ดังนั้น โค้ดสีถือว่าเป็นวิธีที่ง่ายและสะดวกที่สุดแล้ว จริงไหมครับ?

แล้วจะทราบรูปแบบการใช้งานได้อย่างไร
และอีกหลายกรณีที่ไม่ได้รวมมิตรกันแค่ประเภทสายเท่านั้น แต่ยังมีการใช้รูปแบบการส่งต่อสัญญาณข้อมูลที่แตกต่างกันด้วย นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมต้องคอยพิจารณาอย่างละเอียดเกี่ยวกับประเภทการสื่อสารที่วางแผนจะใช้งานบนแต่ละลิงค์ด้วย ยกตัวอย่างลิงค์ที่ติดตั้งด้วยสายแบบ Category 6 เดิมที่ต่อมาจำเป็นต้องเอามารองรับการส่งข้อมูลแบบ 2.5 หรือ 5GBASE-T เพื่อใช้กับ Wave 2 802.11ac ด้วย ซึ่งประเภทสื่อดังกล่าวไม่สามารถการันตีว่าจะใช้งานแบบที่ต้องการได้ประสิทธิภาพตามมาตรฐาน หนทางเดียวที่จะพิสูจน์ได้ว่าใช้งานได้ตามต้องการจริงก็คือการตรวจเทียบมาตรฐานนั่นเอง

ในแง่สายไฟเบอร์ก็เช่นกัน
ไม่ใช่แค่ระบบสายเคเบิลแบบทองแดงที่คุณต้องพึงระวังในการทดสอบ ฝั่งของสายไฟเบอร์ก็มีเรื่องของประเภทและรูปแบบการใช้งานที่ผสมผสานในระบบเดียวกันด้วย แล้วสายไฟเบอร์อย่าง OM3 และ OM4 ต่างก็ใช้สายสีน้ำเงินเหมือนกันจนแทบไม่สามารถแยกความแตกต่างบนแผงชุมสายได้ (โชคดีที่สายไฟเบอร์มัลติโหมดแบบ OM5 ใช้สีเขียวมะนาว ทำให้แยกสายไฟเบอร์แบบใหม่นี้ได้ง่าย ตั้งค่าเครื่องมือทดสอบให้เข้ากันได้สะดวกกว่า)

ถึงแม้สายแบบ OM3 และ OM4 เป็นระบบสายไฟเบอร์มัลติโหมดที่ใช้แสงเลเซอร์แบบ 50/125 คล้ายๆ กัน แต่สาย OM4 ให้แบนด์วิธกลางสูงกว่าเมื่อเทียบกับสาย OM3 ทำให้ส่งต่อข้อมูลได้มากกว่าในระยะทางเดียวกัน นั่นหมายความว่าเราต้องใช้วิธีทดสอบแตกต่างกันแม้จะมีรูปแบบการใช้งานแบบเดียวกันก็ตาม

ยกตัวอย่างเช่น สาย OM3 รองรับความเร็วระดับ 10 กิกะบิตได้แค่ระยะ 300 เมตร ขณะที่สายไฟเบอร์แบบ OM4 สามารถรองรับ 10 กิ๊กได้ไกลถึง 550 เมตร ดังนั้นถ้าคุณทดสอบลิงค์ OM3 ที่ลากยาวถึง 400 เมตรด้วยพารามิเตอร์ในการทดสอบสายแบบ OM4 ที่รูปแบบการใช้งานระดับ 10 กิกะบิตแล้ว ก็เป็นไปได้มากที่จะทดสอบค่าการสูญเสียสัญญาณภายในสายไม่ผ่าน หรือกรณีมีสายไฟเบอร์แบบเดียวกันบางลิงค์ที่นำมาใช้งานระดับ 10 กิกะบิตแบบ 10GBASE-SR4 ขณะที่อีกลิงค์จำเป็นต้องนำไปใช้สื่อสารระดับ 40 กิกะบิตแบบ 40GBASE-SR4 ก็ได้ ดังนั้น เราจะเห็นได้ว่าจำเป็นต้องทราบสิ่งที่เรากำลังจะทดสอบ ทั้งในแง่ของประเภทสื่อ และด้านของรูปแบบการใช้งานบนทุกๆ ลิงค์

ที่มา : https://www.flukenetworks.com/blog/cabling-chronicles/mixed-mindfulness

from:https://www.enterpriseitpro.net/mixed-mindfulness/

เฟซบุ๊กและกูเกิ้ลพากันลงทุนลิงค์เคเบิลใต้น้ำ ที่ยิงจากสิงคโปร์ไปสหรัฐฯ

ทางเฟซบุ๊กกำลังลงเงินสนับสนุนโครงการลากสายเคเบิลใต้น้ำข้ามทวีปอยู่สองโปรเจ็กต์ ที่เชื่อมต่อจากสิงคโปร์ไปยังชายฝั่งตะวันตกของสหรัฐฯ โดยมีบริษัทแม่ของกูเกิ้ลอย่าง Alphabet Inc. เข้าร่วมหนึ่งในโปรเจ็กต์ดังกล่าวด้วย

โดยมีเป้าหมายที่จะยกระดับโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งการลากโยงสายจากสิงคโปร์ไปอินโดนีเซียและอเมริกาเหนือนี้จะทำโดยความร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ท้องถิ่นอย่าง XL Axiata Tbk PT และ Singapore-based Keppel Corp

เฟซบุ๊กคาดว่าสายเคเบิลใต้น้ำสองเส้นนี้จะช่วยขยายความสามารถในการให้บริการสื่อสารข้ามมหาสมุทรได้ถึง 70% ทั้งนี้โครงการล่าสุดนี้เกิดขึ้นเนื่องจากโปรเจ็กต์ลากสายที่คล้ายกันที่ลากจากฮ่องกงไปสหรัฐฯ ถูกล้มเลิกเนื่องจากรัฐบาลสมัยทรัมป์ไม่เห็นด้วย

ฝั่งกูเกิ้ลนั้นให้การสนับสนุนการลาดสายเคเบิลของทาง Echo โดยกล่าวว่าจะเป็นลิงค์แรกที่ยิงจากสิงคโปร์ไปยังสหรัฐฯ โดยตรง มีแวะพักที่อินโดนีเซียและเกาะกวม ก่อนจะลากต่อไปยังปลายทางที่ Eureka รัฐแคลิฟอร์เนีย แพลนว่าลิงค์แรกนี้จะใช้งานได้จริงในปี 2023

ที่มา :
https://www.datacenterknowledge.com/networks/facebook-and-google-fund-subsea-cables-link-singapore-us

from:https://www.enterpriseitpro.net/facebook-and-google-fund-subsea-cables-to-link-singapore-to-us/

Fluke Networks เปิดตัว LinkIQ™ อุปกรณ์ที่ผสานเทคโนโลยีตรวจวัดสายและสวิตช์ในหนึ่งเดียว

Fluke Networks ได้ประกาศเปิดตัวอุปกรณ์ทดสอบชื่อ LinkIQ™ Cable+Network ที่รวมฟีเจอร์การตรวจสอบสวิตช์เข้ากับเทคโนโลยีตรวจวัดสายเคเบิลที่ได้การยอมรับเป็นอย่างดีของทางบริษัท ผลิตภัณฑ์นี้จะให้รายงานผลการทดสอบผ่าน/ไม่ผ่านที่ดูได้ง่ายผ่านซอฟต์แวร์ LinkWare ของทาง Fluke รวมทั้งสามารถตรวจสอบประสิทธิภาพของสวิตช์ โดยเฉพาะรุ่นที่เปิดใช้ Power over Ethernet ได้ด้วย

“เทคโนโลยีใหม่อย่างอีเธอร์เน็ตระดับ 10 Gb/s และ Power over Ethernet มาตรฐานใหม่ล่าสุดนั้นได้กลายเป็นแกนหลักของเครือข่ายปัจจุบันแล้ว” Walter Hock รองประธานและผู้จัดการทั่วไปของ Fluke Networks กล่าว “ไม่ว่าจะเป็นผู้ติดตั้งที่ต้องการความมั่นใจในการดำเนินการและทำเอกสารข้อมูลที่เกี่ยวข้อง หรือจะเป็นผู้ที่แก้ปัญหาอุปกรณ์ชั้นสูงต่างๆ ก็ล้วนต้องการเครื่องมือที่ผสานการรองรับเทคโนโลยีชั้นสูงทั้งหลายในปัจจุบัน ที่ใช้งานด้านง่าย ช่วยประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย เหมาะกับการนำไปใช้งานอย่างแพร่หลาย”

LinkIQ นี้ใช้วิธีวัดแบบครั้งเดียวจบ ที่ให้ค่าการตรวจวัดในรูปแบบที่เหมาะสมอย่างอัตโนมัติโดยพิจารณาจากข้อมูลที่ปลายสายเคเบิลอีกด้านหนึ่ง อย่างเช่นกรณีสายเปลือยด้านเดียวก็จะแสดงความยาวสายและการจับคู่สายให้ หรือถ้าสายต่อเข้ากับเต้าเสียบอีกฝั่ง ก็จะแสดงอัตราการรับส่งข้อมูลสูงสุดที่สายเคเบิลเส้นดังกล่าวรองรับได้ โดยแสดงได้สูงถึง 10 Gb/s และกรณีที่สายเคเบิลเชื่อมต่อเข้ากับพอร์ตของสวิตช์ ตัว LinkIQ ก็จะแสดงชื่อของสวิตช์พร้อมกับชื่อพอร์ต, ความเร็ว, และประเภทดูเพล็กซ์ให้ รวมไปถึงถ้าเปิดใช้งาน PoE ก็จะแสดงค่ากำลังไฟฟ้าและคลาส (แสดงได้สูงถึง 90 วัตต์หรือคลาส 8) และตรวจสอบให้ด้วยว่าสวิตช์ดังกล่าวสามารถจ่ายไฟได้หรือไม่

อุปกรณ์ LinkIQ ใชข้ซอฟต์แวร์รายงานผล LinkWare™ PC ของทาง Fluke Networks ที่รองรับอุปกรณ์ทดสอบหลากหลายแบบย้อนกลับไปถึงรุ่นสมัย 20 ปีก่อนได้ และได้กลายเป็นเหมือนโซลูชั่นมาตรฐานด้านการทำรายงานข้อมูลในวงการนี้ไปแล้วโดยพฤตินัยด้วยจำนวนผู้ใช้ปัจจุบันรวมกว่าหลายแสนคน LinkWare รุ่นที่เปิดให้ใช้งานได้ฟรีนี้ถือเป็นวิธีที่สะดวกมากที่สุดในการจัดการข้อมูลรายงานต่างๆ โดยสามารถจัดเก็บและเปิดการเข้าถึงผลการทดสอบที่ได้จากอุปกรณ์ของ Fluke หลายรุ่นได้ รวมทั้งสร้างรายงานในรูปของไฟล์ PDF จากซอฟต์แวร์นี้ได้ด้วย

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ LinkIQ สามารถเข้าชมได้ที่ http://www.flukenetworks.com/MeetLinkIQ

from:https://www.enterpriseitpro.net/fluke-networks-linkiq/

เชิญร่วมงาน Webinar เรื่อง “Bringing the Cloud Experience to the Edge”

HPE Aruba และ Ricoh ขอเรียนเชิญ IT Manager, Network Engineer, IT Admin และทุกท่านที่สนใจ เข้าร่วมฟัง Webinar ในหัวข้อเรื่อง “Bringing the Cloud Experience to the Edge” มาร่วมเรียนรู้ประสบการณ์ Wi-Fi6 ที่คุณอาจจะยังไม่คุ้นเคย พร้อมกับมิติใหม่แห่งการทำ Network Monitoring ด้วย Aruba UXI จาก Ricoh ที่จะช่วยให้คุณได้รับประสบการณ์การใช้งานเครือข่ายได้แบบไร้ขีดจำกัด

เชิญร่วม webinar กับเราในวันพฤหัสบดีที่ 29 เมษายน 2564 เวลา 10.30 – 12.00 น.

รายละเอียดการบรรยาย
หัวข้อ: Bringing the Cloud Experience to the Edge
วันเวลา: วันพฤหัสบดีที่ 29 เมษายน 2564 เวลา 10.30 – 12.00 น.
ผู้บรรยาย: HPE Aruba และ Ricoh
ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference
จำนวนผู้เข้าร่วมสูงสุด: 1,000 คน
ภาษา: ไทย

Aruba และ Ricoh ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการมีระบบเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพ ว่าสามารถต่อยอดธุรกิจได้อย่างไร บริษัทฯจึงดูแลและให้ความมั่นใจในบริการ (service assurance) เพื่อส่งมอบระบบเครือข่ายที่ดีที่สุด ที่สำคัญต้องง่ายในการดูแลรักษา และมอบประสบการณ์ที่เหนือความคาดหมายแก่ผู้ใช้ในยุคดิจิทัล

โดยในงาน webinar จะกล่าวถึง 2 หัวข้อหลัก ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากในปัจจุบัน นั่นคือ
• Network Monitoring
• และ Technology Wi-Fi 6

Aruba User Experience หรือ Aruba UXI คือโซลูชันที่ถูกออกแบบมาเพื่อพลิกโฉมการทำ Network Monitoring และ IT Monitoring แบบเดิมๆ ที่มุ่งเน้นการตอบโจทย์ของผู้ดูแลระบบแต่ไม่ได้ใส่ใจประสบการณ์ของผู้ใช้งาน มาสู่การทำ User Experience Monitoring ที่มุ่งเน้นในเรื่องการตรวจสอบการทำงานของระบบต่างๆ ในมุมประสบการณ์ที่ผู้ใช้งานจะได้รับโดยตรง พร้อมข้อมูลวิเคราะห์แก้ไขปัญหาอย่างละเอียด ด้วยการผสานเทคโนโลยี Sensor, Cloud และ AI เข้าด้วยกันเป็นหนึ่งเดียว

นอกจากนี้ Aruba ซึ่งเป็นผู้นำทางด้าน Wi-Fi Technology ซึ่งใช้เทคโนโลยี 802.11ax (Wi-Fi 6) รวมทั้งนวัตกรรมด้านความปลอดภัย การจัดการการใช้พลังงานอย่างชาญฉลาด และเสริมพลังให้ระบบทำงานด้วยระบบอัตโนมัติซึ่งสร้างความเชื่อมั่นในการให้บริการ ให้กับผู้ใช้รวมถึงองค์การต่างๆอีกด้วย

ลงทะเบียนเข้าร่วม Webinar ได้ฟรี
ผู้ที่สนใจสามารถกรอกแบบฟอร์มเพื่อเข้าร่วม Webinar ในหัวข้อนี้ได้ฟรี!! ที่ https://arubanetworks.zoom.us/webinar/register/WN_OTSLkK7jTEWLG8i8-jmE5A

โดยทีมงานขอความกรุณากรอกข้อมูลชื่อบริษัทด้วยชื่อเต็มของหน่วยงานหรือองค์กร เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในการจัดการกับข้อมูลการลงทะเบียน

from:https://www.enterpriseitpro.net/webinar-bringing-the-cloud-experience-to-the-edge/

How to : 7 วิธีในการแก้ไขปัญหา “อินเทอร์เน็ตที่บ้านช้า”

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการตั้งค่าเราเตอร์บรอดแบนด์ที่บ้านผิดพลาด, การมีสัญญาณรบกวนเครือข่ายไร้สาย, หรือปัญหาทางเทคนิคอื่นๆ ล้วนสร้างผลกระทบต่อทั้งความเร็วและความเสถียรของการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตของคุณทั้งสิ้น

ซึ่งการวินิจฉัยและแก้ไขสาเหตุของการเชื่อมต่อเน็ตที่ช้าได้ด้วยตัวเองนั้นย่อมดีกว่าเสียเวลารอการซัพพอร์ตจากเจ้าหน้าที่ภายนอกที่อาจเสียค่าใช้จ่ายราคาแพง ไม่ว่าจะเป็นการปิดโปรแกรมเบื้องหลัง หลีกเลี่ยงการชนกับสัญญาณไร้สายข้างเคียง เป็นต้น

วิธีที่ 1: หยุดโปรแกรมเบื้องหลังที่คอยดึงแบนด์วิธ
แอพพลิเคชั่นบางตัวอย่างเช่นวินโดวส์อัพเดทหรือตัวอัพเดทซอฟต์แวร์อื่นๆ ที่เป็นโปรเซสแอบทำงานอยู่เบื้องหลังไม่ว่าจะซ่อนอยู่ภายใต้แอพอื่น หรือย่อตัวเองหลบอยู่ใน System Tray ก็มักแอบดึงทรัพยากรเน็ตเวิร์กไปอย่างเงียบๆ

แต่ว่าที่แตกต่างจากเวิร์มอันตรายก็คือ แอพพลิเคชั่นพวกนี้ต่างถูกออกแบบมาเพื่อใช้ประโยชน์จริง ไม่ควรกำจัดออกไปจากอุปกรณ์ นอกจากนี้อาจมีเกมและโปรแกรมอื่นที่ใช้วิดีโอซึ่งกินแบนด์วิธค่อนข้างมากจนไปแย่งจากแอพอื่น

เรามักลืมแอพผลาญแบนด์วิธพวกนี้ไปง่ายๆ จึงควรตรวจสอบคอมพิวเตอร์ดูกิจกรรมเครือข่ายที่ทำงานอยู่เบื้องหลังเสมอเวลาแก้ปัญหาเน็ตเวิร์กช้า และอย่ามองข้ามกิจกรรมอื่นอย่างการสตรีมมิ่งหนังของสมาร์ททีวี หรือกล้องที่คอยส่งต่อภาพวิดีโอ HD อยู่ตลอดเวลาด้วย

วิธีที่ 2: หลีกเลี่ยงสัญญาณรบกวนที่กระทบความเร็วเน็ตของคุณ
Wi-Fi และการเชื่อมต่อไร้สายประเภทอื่นอาจทำงานแย่ลงเมื่อมีสัญญาณรบกวน ทำให้คอมพิวเตอร์ต้องคอยส่งข้อมูลใหม่ซ้ำเรื่อยๆ เพื่อเอาชนะการที่สัญญาณโดนซ้อนทับ อุปกรณ์ที่ใช้งานในบ้านและเครือข่ายไร้สายของเพื่อนบ้านมักเป็นแหล่งกำเนิดสัญญาณรบกวนเหล่านี้

จึงควรย้ายตำแหน่งของเราท์เตอร์เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพดีกว่า รวมทั้งเปลี่ยนเลขช่องสัญญาณไวไฟของคุณ ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว ยิ่งเอาอุปกรณ์ที่ต้องการเชื่อมต่อเข้าใกล้เราเตอร์มากเท่าใด ก็จะเชื่อมต่อไวไฟได้ดีขึ้นมากเท่านั้น

วิธีที่ 3: เช็คว่าเราเตอร์และอุปกรณ์เครือข่ายอื่นยังทำงานอยู่
เวลาที่เราเตอร์ โมเด็ม หรือสายเคเบิลมีปัญหา ก็ทำให้ไม่สามารถรองรับทราฟิกบนเครือข่ายได้เร็วเหมือนเคย ปัญหาทางเทคนิคบนอุปกรณ์เหล่าแม้เพียงเล็กน้อยก็อาจกระทบกับประสิทธิภาพได้ แม้การเชื่อมต่อหลักยังคงทำงานได้ก็ตาม

เพื่อที่จะแก้ปัญหาอุปกรณ์ได้อย่างเหมาะสม ลองเปลี่ยนแนวทางการเชื่อมต่อและตั้งค่าอุปกรณ์ใหม่ให้แตกต่างจากเดิม เช่นลองข้ามการเชื่อมต่อไปถึงเราเตอร์โดยตรง ลองเปลี่ยนสายแลน และทดสอบกับอุปกรณ์หลายตัวเพื่อจำกัดสาเหตุ

วิธีที่ 4: ระวังพวกเวิร์ม และมัลแวร์อื่นๆ
เวิร์มบนโลกอินเทอร์เน็ตนั้นเป็นโปรแกรมซอฟต์แวร์อันตรายที่แพร่กระจายระหว่างอุปกรณ์ด้วยกันบนเครือข่าย ถ้ามีคอมพิวเตอร์เครื่องใดเครื่องหนึ่งติดเชื้อเวิร์มหรือมัลแวร์อื่นแล้ว ก็อาจสร้างทราฟิกขึ้นมาพร้อมกันบนเครือข่ายโดยไม่รู้ตัว

ซึ่งแน่นอนว่าย่อมส่งผลให้การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตของคุณช้าขึ้นมากระทันหันได้ ดังนั้นเราจึงควรสแกนหาไวรัสและมัลแวร์ต่างๆ อยู่เสมอ พร้อมกับอัพเดทซอฟต์แวร์แอนตี้ไวรัสให้คอยตรวจจับและกำจัดเวิร์มตลอด ไปจนถึงการลองใช้ทูลกำจัดมัลแวร์โดยเฉพาะ

วิธีที่ 5: ตรวจการตั้งค่าเราเตอร์เพื่อเพิ่มความเร็วการเชื่อมต่อ
เราเตอร์บรอดแบนด์ถือเป็นศูนย์กลางของเครือข่าย จึงอาจเป็นตัวการทำให้การเชื่อมต่ออินเทอรเน็ตช้าลงได้ถ้ามีการตั้งค่าไม่ถูกต้อง ตัวอย่างเช่น การตั้งค่า MTU ที่ไม่เหมาะสมก็กระทบกับประสิทธิภาพของเราเตอร์ได้ถ้าตั้งสูงหรือต่ำเกินไป

ตรวจสอบให้แน่ใจว่าการตั้งค่าบนเราเตอร์ของคุณนั้นยังคงตรงตามเอกสารที่ทางผู้ผลิตให้มา และตามคำแนะนำของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตของคุณ แนะนำให้คอยจดบันทึกการเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่เกี่ยวกับการตั้งค่าไว้ เพื่อที่จะได้ย้อนกลับมาใช้ค่าเดิมได้เมื่อจำเป็น

วิธีที่ 6: เช็คว่าความเร็วเน็ตเวิร์กช้าลงจริงหรือไม่
ลองรันสปีดเทสบ้างเพื่อตรวจสอบคุณภาพการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตของคุณ ซึ่งการทดสอบเหล่านี้ช่วยเช็คได้ว่าการเชื่อมต่อออกสู่ภายนอกของคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องนั้นบกพร่องหรือไม่ เช่น ถ้าเทสแล้วยังได้ความเร็วสูง แต่การใช้งานยังดูช้า ปัญหาจริงอาจเป็นที่เรื่องภายในคอมพิวเตอร์เองก็ได้

ไม่ว่าจะเป็นการมีเซสชั่นที่ดาวน์โหลดข้อมูลพร้อมกัน หรือใช้งานหน่วยความจำ ดิสก์ หรือซีพียูเต็มขีดจำกัดของคอมพิวเตอร์เครื่องนั้นแล้ว โดยทั่วไปถ้าคอมพิวเตอร์ใช้ทรัพยากรมากเกิน 80% ก็มักกระทบกับประสิทธิภาพของเน็ตเวิร์กไปด้วย

วิธีที่ 7: เรียกใช้การซัพพอร์ตจากผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต
ความเร็วเน็ตมักขึ้นกับผู้ให้บริการเป็นหลัก ซึ่ง ISP ของคุณอาจเปลี่ยนการตั้งค่าเน็ตเวิร์ก หรือเกิดปัญหาทางเทคนิคที่กระทบกับการเชื่อมต่อของคุณได้ นอกจากนี้ยังอาจติดตั้งตัวคัดกรองหรือควบคุมเครือข่ายที่ส่งผลถึงประสิทธิภาพการใช้งานได้ด้วย จึงควรติดต่อผู้ให้บริการถ้าสงสัย

ที่มา : Lifewire

from:https://www.enterpriseitpro.net/internet-connection-underperforms/

เชิญร่วมงาน Webinar : การจัดการ Data Center ยุคใหม่ด้วย Oracle ODA

ในแต่ละวันองค์กรมีข้อมูลจำนวนมากที่ต้องจัดเก็บและจัดการ Data Center จึงเป็นหัวใจสำคัญสำหรับทุกองค์กร ทุกยุคทุกสมัย เทคโนโลยีด้าน Infrastructure ทั้ง Hardware และ Software มากมายได้ถูกพัฒนาเพื่อสนับสนุนงาน Data Center ทั้งด้านการเพิ่มศักยภาพ เสริมประสิทธิภาพการทำงาน สร้างความสะดวกสบายและเป็นหนึ่งเดียวในการจัดการ ตลอดจนครอบคลุมการตัดสินใจในการลงทุน รวมไปถึงความสามารถในการทำงานบน สิ่งแวดล้อมที่เป็นทั้ง On-Premise และ Cloud

New Trend ของ Data Center เป็นอย่างไร? เทคโนโลยีอะไรที่จะช่วยผลักดันให้การวางแผน และ พัฒนา Data Center ขององค์กรไปในทิศทางที่ถูกต้อง? และพร้อมยืดหยุ่นเพื่อการจัดการ การลงทุน และการปรับเปลี่ยนไปสู่อนาคต หรือไม่? ปัจจัยเหล่านี้เป็นสิ่งที่หน่วยงานที่รับผิดชอบด้าน IT ต้องคำนึงถึงสูงสุด
ปฏิเสธไม่ได้ว่า Data คือส่วนสำคัญของการขับเคลื่อนองค์กรเสมอ

Oracle Database Appliance (ODA) คือเทคโนโลยีที่รวมทุกสิ่งที่ Next Generation Data Center ต้องการ มาใน Box เดียว พร้อมยืนยันความง่าย สะดวก และราคาที่จับต้องได้จริงอย่างที่คุณต้องการ

รายละเอียดการสัมมนา

หัวข้อ : Simplify New Gen of Data Center with Oracle Database-as-a-service
ผู้บรรยาย : คุณอดุลย์กฤษณ์ ตระกูลชลชาติ Managing Director, Data Extreme Co., Ltd และ คุณกำพล ลาภธุวะศิริ Senior Sales Consultant, Systems Line of Business, Oracle Corporation (Thailand) Co., Ltd.
วัน-เวลา : วันพุธที่ 28 เมษายน เวลา 14.00 – 15.30 น.
ช่องทาง : สัมมนาออนไลน์ (Zoom) จำนวนสูงสุด 100 ท่าน
ภาษา : การบรรยายเป็นภาษาไทย

กำหนดการ Webinar

14:00 -14:05      Opening (5 mins)
14:05 – 14:40    Data Center Revolution to the Next Generation
โดย : คุณ อดุลย์กฤษณ์ ตระกูลชลชาติ
Managing Director, Data Extreme Co., Ltd.
14:40 -15:10     Infrastructure Modernization with Oracle Database Appliance (ODA)
โดย คุณกำพล ลาภธุวะศิริ
Senior Sales Consultant, Systems Line of Business,
Oracle Corporation (Thailand) Co., Ltd.
15:10 – 15:20      Q&A
15:20 – 15:30      Lucky Draw

วิธีการลงทะเบียน

ผู้ที่สนใจสามารถกรอกข้อมูลเพื่อเข้าร่วมการบรรยาย ได้ที่ Link ด้านล่าง
https://us02web.zoom.us/webinar/register/WN_ak8l3PTpQ_yJf99o8ewwbQ
อนึ่งทางทีมงานขอความกรุณากรอกข้อมูลให้ครบถ้วน เพื่อพิจารณาในการร่วมสัมมนา

มาร่วมค้นหาคำตอบว่า Oracle Database Appliance ทำให้คุณมี Data Center รองรับการทำงาน แบบ New Gen ทั้ง On-Premise และ On Cloud ง่ายๆ ได้อย่างไรกับ Webinar ในครั้งนี้

from:https://www.enterpriseitpro.net/webinar-simplify-new-gen-of-data-center-with-oracle-database-as-a-service/

ความรู้พื้นฐานด้านสายเคเบิล: สายแบบ Stranded ปะทะสายแบบ Solid

น่าจะเคยได้ยินเกี่ยวกับสายแพ็ตช์คอร์ดที่ว่ามีทั้งแบบสายลวดทองแดงเส้นเดี่ยว (Solid) กับแบบลวดทองแดงเส้นย่อยๆ มัดรวมกันในสาย (Stranded) กันมาบ้าง แล้วทราบกันไหมถึงความแตกต่าง และเกณฑ์การเลือกใช้สายแต่ละแบบ?

ตามชื่อบอกเลยว่า สายเคเบิลแบบ 4 คู่สายที่ “มัดสายย่อยรวมกัน” เป็นสายที่สายตัวนำย่อยแต่ละสายในทั้ง 8 สาย ในสายเคเบิลแบบ 4 คู่สายนี้ เป็นสายที่ประกอบด้วย “ลวดหลายเส้น” พันบิดรอบเข้าด้วยกัน ขณะที่สายแบบลวดเส้นเดี่ยวจะมีลวดทองแดงแค่เส้นใหญ่เส้นเดียวในแต่ละสายตัวนำ

ซึ่งสายเคเบิลแบบ Stranded นั้น ลวดที่ประกอบกันเป็นสายตัวนำจะบางมาก นำมามัดหมุนพันเกลียวให้อยู่ในรูปลวดตัวนำเส้นใหญ่เดียวกัน (มองภาพเหมือนควั่นเกลียวเชือก) โดยโครงสร้างของสายแบบ Stranded จะเขียนแทนด้วยตัวเลขสองจำนวน ได้แก่ จำนวนลวดย่อยที่เขียนไว้ด้านหน้า และขนาดของลวดในหน่วยเกจที่เขียนไว้ด้านหลัง ตัวอย่างเช่น 7X32 (อาจเขียนแทนเป็น 7/32) หมายถึงใช้ลวดย่อยขนาด 32 AWG จำนวน 7 เส้น พันเกลียวมัดกันเป็นสายตัวนำ ขณะที่ในกรณีของสายเคเบิลแบบ Solid จะระบุแค่เลขเกจที่บอกถึงขนาดของของลวดตัวนำเส้นเดี่ยวนั้นๆ

แล้วสายเคเบิลไม่ว่าจะเป็นแบบ Stranded หรือ Solid ใน Category เดียวกันนั้นถือว่ามีขนาดเกจเดียวกันหรือไม่? คำตอบคือใช่ เพราะสุดท้ายสายตัวนำที่ได้ไม่ว่าจะประกอบด้วยลวดย่อยหลายเส้นหรือเส้นเดี่ยวก็ตาม ต่างก็ถือเสมือนเป็นลวดตัวนำใหญ่เส้นเดียวกัน นั่นคือสายเคเบิลขนาด 24 AWG ก็จะถือว่าลวดตัวนำขนาด 24 AWG ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน

แล้วต่างกันอย่างไร?
ความแตกต่างทางกายภาพที่สำคัญระหว่างสายเคเบิลแบบ Stranded และ Solid นั้นจะเป็นเรื่องของความยืดหยุ่น โดยสายแบบ Stranded จะยืดหยุ่นมากกว่า ทนต่อการบิดงอกว่าเมื่อเทียบกับลวดตัวนำเดี่ยวแข็งๆ ที่อาจหักได้ถ้าจับบิดงอหลายครั้ง ดังนั้นยิ่งประกอบด้วยลวดย่อยมากเท่าใด ก็ยิ่งให้ความยืดหยุ่นมากเท่านั้น แต่จำนวนลวดเส้นย่อยก็แปรผันกับต้นทุนด้วย ยิ่งใช้จำนวนลวดมากเท่าไรก็ยิ่งแพงตาม ดังนั้น เพื่อให้คุ้มค่ามากที่สุด สายเคเบิลบิดเกลียวคู่แบบ Stranded จึงใช้จำนวนเส้นลวดย่อยให้มากพอที่จะได้ความยืดหยุ่นที่เหมาะสม แต่ไม่มากเกินไปจนส่งผลต่อราคา หรือก็คือ เราต้องรักษาสมดุลระหว่างค่าใช้จ่ายและความยืดหยุ่นของสายให้ได้ดีที่สุด

แต่โครงสร้างของสายเคเบิลก็ส่งผลเวลาเข้าหัวสายด้วย เนื่องจาก IDC บริเวณหัวต่อ แผงสาย และจุดพักสายต่างออกแบบมาเพื่อสายลวดเดี่ยวหรือ Solid เพื่อให้สายลวดตัวนำเดี่ยวนั้นยังคงรูปและวางตัวเข้าร่องในจุดเชื่อมต่อหรือ IDC ได้พอดี ขณะที่มัดลวดตัวนำแบบ Stranded มักแตกมัดออกหรือคลายหลวมออกมาเมื่อเวลาผ่านไป นอกจากนี้ลวดเส้นเดี่ยวยังทนทานและอ่อนไหวต่อการกัดกร่อนน้อยกว่าด้วยเนื่องจากมีพื้นที่ผิวน้อยกว่ามัดลวดเส้นย่อย

อีกหนึ่งจุดแตกต่างที่สำคัญก็คือประสิทธิภาพในการนำไฟฟ้า ลวดเส้นเดี่ยวนำไฟฟ้าได้ดีกว่า ให้คุณสมบัติทางไฟฟ้าที่เสถียรกว่าในช่วงความถี่สัญญาณที่กว้างกว่า จึงอ่อนไหวต่อการรบกวนในความถี่ที่สูง และมีความต้านทาน DC ต่ำกว่าสายแบบมัดสายย่อย นี่จึงเป็นเหตุผลที่แท้จริงว่าทำไมมาตรฐาน TIA จึงให้เพิ่มค่า Attenuation ถึง 20% สำหรับสายเคเบิลแบบ Stranded

แล้วจะเลือกสายแบบไหนดี?
เวลาเลือกสายเคเบิลเพื่อลากสายในแนวระนาบหรือเส้นตรง เราจะเลือกสายแบบลวดเดี่ยวเป็นมาตรฐานเนื่องจากนำไฟฟ้าได้ดีกว่า กดเข้าหัวสายกับ IDC ได้ จุดที่มีให้เลือกได้จะมีแค่ส่วนของแพ็ตช์คอร์ดที่ผู้ผลิตส่วนใหญ่มีให้เลือกทั้งสองแบบ

สายเคเบิลแบบ Stranded ยืนหยุ่นกว่า ทนต่อการบิดงอมากกว่า จึงเหมาะกับการเป็นสายแพ็ตช์คอร์ดสำหรับเชื่อมต่ออุปกรณ์หรือเชื่อมต่อข้ามระหว่างกันในจุดที่สายมักจะโค้งงอหรือมีการเคลื่อนไหวบ่อยๆ การที่สายแพ็ตช์คอร์ดมีความยาวสั้นอยู่แล้ว จึงมักสามารถมองข้ามเรื่องของความต้านทานจากโครงสร้างสายที่เป็นลวดมัดย่อยได้

อย่างไรก็ตามก็ควรคำนึงถึงรูปแบบการใช้งานในแลนอย่างเช่น Power over Ethernet (PoE) ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบันด้วย ซึ่งเวลา PoE ส่งต่อพลังงานไฟฟ้าไปตามสายเคเบิลทองแดงแบบบิดเกลียวคู่นั้นก็จะแผ่พลังงานสูญเสียออกมาในรูปความร้อนด้วย จนทำให้อุณหภูมิภายในสายเคเบิลเองสูงขึ้นได้ ยิ่งมีความต้านทาน DC สูงอย่างสายแพ็ตช์คอร์ดที่เป็นแบบ Stranded นั้น ก็ยิ่งส่งผลให้ประสิทธิภาพการส่งต่อสัญญาณข้อมูลด้อยลงตามอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นด้วย

แม้เรื่องของอุณหภูมิดังกล่าวอาจไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวลมากนักในพื้นที่ที่มีการควบคุมสภาพแวดล้อมอย่างเช่นห้อง TR แต่เมื่อคุณเริ่มมีการเชื่อมต่ออุปกรณ์บริเวณเพดาน (นึกถึงอย่างแอคเซสพอยต์ กล้องวงจรปิด หรือไฟ LED) สายแพ็ตช์คอร์ดแบบ Stranded ก็อาจยังสร้างปัญหาได้ อาตใช้หลักง่ายๆ ว่า ถ้าสภาพแวดล้อมดังกล่าวไม่ได้มีการควบคุมอุณหภูมิ รวมทั้งไม่ได้มีการเคลื่อนไหวเคลื่อนย้ายบ่อย ก็ให้เลือกสายแพ็ตช์คอร์ดแบบลวดเส้นเดี่ยว แต่ถ้าจำเป็นต้องใช้สายแพ็ตช์คอร์ดแบบ Stranded ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ได้ควบคุมแล้ว ก็ควรใช้ในระยะสั้นๆ เท่านั้น (ประมาณไม่เกิน 5 เมตร) และถ้าคุณยังสงสัยถึงความแตกต่างนี้ ก็สามารถใช้เครื่องมืออย่าง DSX Series Patch Cord Test Adapter ของ Fluke Network ในการทดสอบสายแพ็ตช์คอร์ดแบบทองแดงเพื่อดูความแตกต่างเวลาทดสอบตลอด Channel ได้

ที่มา : https://www.flukenetworks.com/blog/cabling-chronicles/101-series-stranded-vs-solid-patch-cords

from:https://www.enterpriseitpro.net/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%90%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%80/

ความรู้พื้นฐานด้านสายเคเบิล: สายแบบ Solid ปะทะสายแบบ Stranded

น่าจะเคยได้ยินเกี่ยวกับสายแพ็ตช์คอร์ดที่ว่ามีทั้งแบบสายลวดทองแดงเส้นเดี่ยว (Solid) กับแบบลวดทองแดงเส้นย่อยๆ มัดรวมกันในสาย (Stranded) กันมาบ้าง แล้วทราบกันไหมถึงความแตกต่าง และเกณฑ์การเลือกใช้สายแต่ละแบบ?

ตามชื่อบอกเลยว่า สายเคเบิลแบบ 4 คู่สายที่ “มัดสายย่อยรวมกัน” เป็นสายที่สายตัวนำย่อยแต่ละสายในทั้ง 8 สาย ในสายเคเบิลแบบ 4 คู่สายนี้ เป็นสายที่ประกอบด้วย “ลวดหลายเส้น” พันบิดรอบเข้าด้วยกัน ขณะที่สายแบบลวดเส้นเดี่ยวจะมีลวดทองแดงแค่เส้นใหญ่เส้นเดียวในแต่ละสายตัวนำ

ซึ่งสายเคเบิลแบบ Stranded นั้น ลวดที่ประกอบกันเป็นสายตัวนำจะบางมาก นำมามัดหมุนพันเกลียวให้อยู่ในรูปลวดตัวนำเส้นใหญ่เดียวกัน (มองภาพเหมือนควั่นเกลียวเชือก) โดยโครงสร้างของสายแบบ Stranded จะเขียนแทนด้วยตัวเลขสองจำนวน ได้แก่ จำนวนลวดย่อยที่เขียนไว้ด้านหน้า และขนาดของลวดในหน่วยเกจที่เขียนไว้ด้านหลัง ตัวอย่างเช่น 7X32 (อาจเขียนแทนเป็น 7/32) หมายถึงใช้ลวดย่อยขนาด 32 AWG จำนวน 7 เส้น พันเกลียวมัดกันเป็นสายตัวนำ ขณะที่ในกรณีของสายเคเบิลแบบ Solid จะระบุแค่เลขเกจที่บอกถึงขนาดของของลวดตัวนำเส้นเดี่ยวนั้นๆ

แล้วสายเคเบิลไม่ว่าจะเป็นแบบ Stranded หรือ Solid ใน Category เดียวกันนั้นถือว่ามีขนาดเกจเดียวกันหรือไม่? คำตอบคือใช่ เพราะสุดท้ายสายตัวนำที่ได้ไม่ว่าจะประกอบด้วยลวดย่อยหลายเส้นหรือเส้นเดี่ยวก็ตาม ต่างก็ถือเสมือนเป็นลวดตัวนำใหญ่เส้นเดียวกัน นั่นคือสายเคเบิลขนาด 24 AWG ก็จะถือว่าลวดตัวนำขนาด 24 AWG ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน

แล้วต่างกันอย่างไร?
ความแตกต่างทางกายภาพที่สำคัญระหว่างสายเคเบิลแบบ Stranded และ Solid นั้นจะเป็นเรื่องของความยืดหยุ่น โดยสายแบบ Stranded จะยืดหยุ่นมากกว่า ทนต่อการบิดงอกว่าเมื่อเทียบกับลวดตัวนำเดี่ยวแข็งๆ ที่อาจหักได้ถ้าจับบิดงอหลายครั้ง ดังนั้นยิ่งประกอบด้วยลวดย่อยมากเท่าใด ก็ยิ่งให้ความยืดหยุ่นมากเท่านั้น แต่จำนวนลวดเส้นย่อยก็แปรผันกับต้นทุนด้วย ยิ่งใช้จำนวนลวดมากเท่าไรก็ยิ่งแพงตาม ดังนั้น เพื่อให้คุ้มค่ามากที่สุด สายเคเบิลบิดเกลียวคู่แบบ Stranded จึงใช้จำนวนเส้นลวดย่อยให้มากพอที่จะได้ความยืดหยุ่นที่เหมาะสม แต่ไม่มากเกินไปจนส่งผลต่อราคา หรือก็คือ เราต้องรักษาสมดุลระหว่างค่าใช้จ่ายและความยืดหยุ่นของสายให้ได้ดีที่สุด

แต่โครงสร้างของสายเคเบิลก็ส่งผลเวลาเข้าหัวสายด้วย เนื่องจาก IDC บริเวณหัวต่อ แผงสาย และจุดพักสายต่างออกแบบมาเพื่อสายลวดเดี่ยวหรือ Solid เพื่อให้สายลวดตัวนำเดี่ยวนั้นยังคงรูปและวางตัวเข้าร่องในจุดเชื่อมต่อหรือ IDC ได้พอดี ขณะที่มัดลวดตัวนำแบบ Stranded มักแตกมัดออกหรือคลายหลวมออกมาเมื่อเวลาผ่านไป นอกจากนี้ลวดเส้นเดี่ยวยังทนทานและอ่อนไหวต่อการกัดกร่อนน้อยกว่าด้วยเนื่องจากมีพื้นที่ผิวน้อยกว่ามัดลวดเส้นย่อย

อีกหนึ่งจุดแตกต่างที่สำคัญก็คือประสิทธิภาพในการนำไฟฟ้า ลวดเส้นเดี่ยวนำไฟฟ้าได้ดีกว่า ให้คุณสมบัติทางไฟฟ้าที่เสถียรกว่าในช่วงความถี่สัญญาณที่กว้างกว่า จึงอ่อนไหวต่อการรบกวนในความถี่ที่สูง และมีความต้านทาน DC ต่ำกว่าสายแบบมัดสายย่อย นี่จึงเป็นเหตุผลที่แท้จริงว่าทำไมมาตรฐาน TIA จึงให้เพิ่มค่า Attenuation ถึง 20% สำหรับสายเคเบิลแบบ Stranded

แล้วจะเลือกสายแบบไหนดี?
เวลาเลือกสายเคเบิลเพื่อลากสายในแนวระนาบหรือเส้นตรง เราจะเลือกสายแบบลวดเดี่ยวเป็นมาตรฐานเนื่องจากนำไฟฟ้าได้ดีกว่า กดเข้าหัวสายกับ IDC ได้ จุดที่มีให้เลือกได้จะมีแค่ส่วนของแพ็ตช์คอร์ดที่ผู้ผลิตส่วนใหญ่มีให้เลือกทั้งสองแบบ

สายเคเบิลแบบ Stranded ยืนหยุ่นกว่า ทนต่อการบิดงอมากกว่า จึงเหมาะกับการเป็นสายแพ็ตช์คอร์ดสำหรับเชื่อมต่ออุปกรณ์หรือเชื่อมต่อข้ามระหว่างกันในจุดที่สายมักจะโค้งงอหรือมีการเคลื่อนไหวบ่อยๆ การที่สายแพ็ตช์คอร์ดมีความยาวสั้นอยู่แล้ว จึงมักสามารถมองข้ามเรื่องของความต้านทานจากโครงสร้างสายที่เป็นลวดมัดย่อยได้

อย่างไรก็ตามก็ควรคำนึงถึงรูปแบบการใช้งานในแลนอย่างเช่น Power over Ethernet (PoE) ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบันด้วย ซึ่งเวลา PoE ส่งต่อพลังงานไฟฟ้าไปตามสายเคเบิลทองแดงแบบบิดเกลียวคู่นั้นก็จะแผ่พลังงานสูญเสียออกมาในรูปความร้อนด้วย จนทำให้อุณหภูมิภายในสายเคเบิลเองสูงขึ้นได้ ยิ่งมีความต้านทาน DC สูงอย่างสายแพ็ตช์คอร์ดที่เป็นแบบ Stranded นั้น ก็ยิ่งส่งผลให้ประสิทธิภาพการส่งต่อสัญญาณข้อมูลด้อยลงตามอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นด้วย

แม้เรื่องของอุณหภูมิดังกล่าวอาจไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวลมากนักในพื้นที่ที่มีการควบคุมสภาพแวดล้อมอย่างเช่นห้อง TR แต่เมื่อคุณเริ่มมีการเชื่อมต่ออุปกรณ์บริเวณเพดาน (นึกถึงอย่างแอคเซสพอยต์ กล้องวงจรปิด หรือไฟ LED) สายแพ็ตช์คอร์ดแบบ Stranded ก็อาจยังสร้างปัญหาได้ อาตใช้หลักง่ายๆ ว่า ถ้าสภาพแวดล้อมดังกล่าวไม่ได้มีการควบคุมอุณหภูมิ รวมทั้งไม่ได้มีการเคลื่อนไหวเคลื่อนย้ายบ่อย ก็ให้เลือกสายแพ็ตช์คอร์ดแบบลวดเส้นเดี่ยว แต่ถ้าจำเป็นต้องใช้สายแพ็ตช์คอร์ดแบบ Stranded ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ได้ควบคุมแล้ว ก็ควรใช้ในระยะสั้นๆ เท่านั้น (ประมาณไม่เกิน 5 เมตร) และถ้าคุณยังสงสัยถึงความแตกต่างนี้ ก็สามารถใช้เครื่องมืออย่าง DSX Series Patch Cord Test Adapter ของ Fluke Network ในการทดสอบสายแพ็ตช์คอร์ดแบบทองแดงเพื่อดูความแตกต่างเวลาทดสอบตลอด Channel ได้

ที่มา : https://www.flukenetworks.com/blog/cabling-chronicles/101-series-stranded-vs-solid-patch-cords

from:https://www.enterpriseitpro.net/101-cable-solid-vs-stranded/

เชิญร่วมสัมมนาฟรี : งาน Aruba Atmosphere Digital ATMD’21

กลับมาอีกครั้ง…..กับงานเปิดตัวนวัตกรรมใหม่ด้านเครือข่ายระดับโลก “Aruba Atmosphere Digital ATMD’21 ภายใต้ธีมงาน “ Your Journey, Your Edge ” ในวันที่ 28 เมษายน 2564 เวลา 09.30 – 12.00 น.

คุณจะได้สัมผัสกับเนื้อหาและประสบการณ์อันน่าทึ่งต่างๆ ผ่านงาน Atmosphere Digital ช่วยให้คุณไม่เพียงแค่เข้าใจถึงโอกาส แต่ยังมอบแนวทางปฏิบัติอย่างชัดเจนว่าคุณและองค์กรของคุณสามารถก้าวเข้าสู่ศตวรรษแห่ง Edge ได้อย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร? รวมถึงของรางวัลมากมายสำหรับผู้ที่ลงทะเบียนเข้าร่วมงานเท่านั้น!!

“Your Journey, Your Edge” คือการเดินทางขององค์กรต่างๆ ท่ามกลางการปรับตัวมากมายในยุค Digital Transformation ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง WAN หรือเรื่องของ Security ซึ่งไม่ว่าคุณจะตรงไหนของการเดินทางก็ตาม Aruba ก็จะคอยอยู่ที่นั่นเพื่อพาคุณไปยังจุดหมายปลายทาง

โดยมี Keynote คนสำคัญ คือ คุณ Keerti, Founder และ CEO ของ Aruba ซึ่งจะบรรยายภายใต้หัวข้อ “Your Journey, Your Edge : How Edge-to-Cloud Powers Transformation” นั่นคือพูดถึงการเดินทางในยุค Digital Transformation ซึ่งระบบเครือข่ายแบบ Edge-to-Cloud นั้นสามารถช่วยคุณได้ และ Keynote คนถัดมาคือ คุณ Partha, Chief Technology Officer หรือ CTO จาก Aruba บรรยายภายใต้หัวข้อ “Define Your Edge Journey : Reach Your Destination with Aruba ESP” ซึ่งจะช่วยเรานิยามการเดินทางของ Edge ในแบบของเราเอง และนำพาไปสู่จุดหมายปลายทางด้วย Aruba ESP

นอกจากนี้ภายใน Virtual Event นอกจากมีบรรยายจาก Keynote ต่างๆแล้ว ก็ยังมี Zone ต่างๆที่ให้ข้อมูลน่าสนใจ ที่คุณสามารถเข้าไปเลือกชมได้ เหมือนคุณอยุ่ในงานสัมนาจริงๆ

– ไม่ว่าจะเป็น Innovation Zone บอกเลยว่าโซนนี้ห้ามพลาดเด็ดขาด เพราะ Aruba จะมีการ update innovation ให้ได้ศึกษากันมากกว่า 15 เรื่อง
– Airheads Community ที่รวบรวมข้อมูลจากเคสต่างๆมาเล่าสู่กันฟัง
– หรือ AIRHEADS LOUNGE ซึ่งรายละเอียดในส่วนนี้ทาง Aruba ขออุบไว้ก่อน ถ้าอยากรู้ต้องลงทะเบียนแล้วเข้าไปร่วมกิจกรรมด้วยตัวคุณเอง

ผู้ที่สนใจ สามารถคลิกลงทะเบียนได้ที่ https://qrgo.page.link/byXRj พิเศษด้วยรางวัลมากมายจาก Aruba เพียงแค่

1 : ลงทะเบียน ภายในวันที่ 27 เมษายน และเข้าร่วมงาน ATMD’21 อย่างน้อย 1 session คุณจะได้รับ Grab Voucher มูลค่า 200 บาท ทันที!!

2 : หลังจบงาน ATMD’21 ทีมงานจะส่งอีเมล์ไปเพื่อร่วมกิจกรรม quiz ตามเนื้อหาบรรยาย ซึ่งผู้โชคดีที่ตอบคำถามถูกต้อง จะได้รับของรางวัล ท่านละ 1 รางวัล ซึ่งรางวัลนั้นประกอบด้วย Airpods Pro จำนวน 3 รางวัล, Garmin Vivo Watch จำนวน 3 รางวัล และรางวัลใหญ่ iPad Air จำนวน 1 รางวัล

แล้วพบกันที่งานนะคะ

from:https://www.enterpriseitpro.net/aruba-atmosphere-digital-atmd/