คลังเก็บป้ายกำกับ: NETWORKING__WIRELESS

บทความน่ารู้ : ความรู้พื้นฐานในการทดสอบสายเคเบิล – Loss Budget คืออะไร?

คุณอาจจะเคยได้ยินผู้บริหารพูดเกี่ยวกับ Budget หรืองบประมาณในแง่ของการเงิน ในหน่วยเงินสกุลต่างๆ ย่อมทำให้คุณแปลกใจเวลาได้ยินถึงสิ่งที่เรียกว่า Loss Budget ครั้งแรก ที่เกี่ยวกับเรื่องของสายไฟเบอร์ ซึ่งถือเป็นสิ่งที่มีผลกระทบอย่างมากต่อประสิทธิภาพการทำงานบนเครือข่ายของคุณ เป็นตัวชี้เป็นชี้ตายที่กำหนดว่าจะเกิดดาวน์ไทม์หรือไม่ได้เลยทีเดียว

แล้วคุณทราบหรือไม่ว่า Loss Budget จริงๆ แล้วคืออะไร นิยามอย่างไร และควรจัดการแบบไหนถึงมั่นใจได้ว่าจะไม่เกิดการสูญเสียเกินค่าขีดจำกัดดังกล่าว?

Loss Budget คืออะไร?

เป็นค่าการสูญเสียสัญญาณที่ระบุในหน่วยเดซิเบล (dB) ซึ่งเกิดขึ้นตลอดสายเคเบิลใดๆ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติบนการส่งสัญญาณทั้งทางไฟฟ้าหรือข้อมูลทุกรูปแบบ ยิ่งสายเคเบิลยาวเท่าไร ก็ยิ่งเกิดการสูญเสียมากเท่านั้น นอกจากนี้ยังรวมถึงการสูญเสียที่เกิดบนจุดเชื่อมต่อต่างๆ ระหว่างเส้นทางส่งสัญญาณ เช่นบริเวณหัวต่อ หรือจุดเชื่อมสายไฟเบอร์ (Splice)

ถ้าพิจารณาที่นิยามตรงตัวแล้วมักค่อนข้างสับสนเวลาพูดถึงการสูญเสียหรือ “Loss” ในคำว่า Loss Budget ซึ่งจริงๆ แล้วชื่อเต็มของพารามิเตอร์นี้คือ “Insertion Loss” และที่สับสนยิ่งไปกว่านั้นก็คือ หลายครั้งที่มีพูดถึง Insertion Loss ในรูปของค่า Attenuation แทน เนื่องจากตามมาตรฐานเดิมนั้นเคยนิยามด้วยคำว่า “Attenuation” หรือการลดทอนสัญญาณ แต่ต่อมาเรามองค่าการสูญเสียที่ยอมรับได้ให้ครอบคลุมถึงการลดความแรงของสัญญาณ “ทุกรูปแบบ” ด้วย จึงทำให้มีการเปลี่ยนนิยามมาเป็นค่าการสูญเสียจากสัญญาณที่วิ่งเข้ามาในสื่อหรือ Insertion Loss แทน

ระบบสายไฟเบอร์แบบต่างๆ ล้วนมีข้อกำหนดด้านค่าการสูญเสียมากที่สุดจากการปล่อยสัญญาณนี้แตกต่างกันไป เพื่อให้มั่นใจว่าไม่ได้เกิดการสูญเสียมากเกินจนทำให้ไม่สามารถส่งสัญญาณไปถึงปลายสายอีกด้านหนึ่งได้ ซึ่งเราควรหาค่าขีดจำกัดการสูญเสียหรือ Loss Budget นี้ตั้งแต่ช่วงแรกของการออกแบบ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าระบบสายเคเบิลของคุณจะทำงานอยู่ในมาตรฐานที่เหมาะกับวัตถุประสงค์การใช้งาน

แล้วมีวิธีคำนวณอย่างไร?

ค่า Loss Budget ของคุณเป็นค่าที่พิจารณารวมจากทุกอองค์ประกอบของช่องทางส่งสัญญาณ ไม่ว่าจะเป็นตัวสายไฟเบอร์ หัวต่อ จุดเชื่อมสาย ตัวแยกสัญญาณ และตัวเชื่อมสาย นอกจากนี้ยังต้องดูถึงอุปกรณ์ที่ทำงานอยู่ตามสเปกของผู้ผลิตอุปกรณ์นั้นๆ ที่มักขึ้นกับความแตกต่างระหว่างตัวส่งและรับสัญญาณด้วย เช่นเดียวกับการพิจารณาไปถึงพลังงานที่สูญเสียไปตามเวลาที่อาจเกิดขึ้นจากอายุการใช้งานของตัวส่งสัญญาณ เป็นต้น

เนื่องจากค่าการสูญเสียจากการส่งสัญญาณนั้นแปรผันตามความยาวโดยตรง (ซึ่งเป็นตัวอธิบายได้ว่าทำไมถึงมีมาตรฐานขีดจำกัดอิงตามระยะทางในแต่ละรูปแบบการใช้งาน) คุณจำเป็นต้องระบุความยาวของสายเคเบิลไม่ว่าแบบไหนก็ตามเวลากล่าวถึงค่าขีดจำกัดนี้ด้วย สายเคเบิลที่สั้นกว่า ค่าการสูญเสียก็ย่อมน้อยกว่า ยกตัวอย่างเช่น ค่าการสูญเสียโดยทั่วไปของสายไฟเบอร์มัลติโหมดแบบ OM4 จะอยู่ที่ประมาณ 3dB ต่อกิโลเมตรสำหรับการส่งสัญญาณแสงที่ความยาวคลื่น 850nm ซึ่งแปลงค่าได้เป็น 0.003dB ต่อเมตร ดังนั้น ถ้าสายเคเบิลของคุณยาว 50 เมตร ค่าการสูญเสียก็ควรอยู่ที่ประมาณ 0.15dB ขณะที่ที่ความยาว 100 เมตร ค่าการสูญเสียก็ไม่ควรเกิน 0.3dB

คุณยังจำเป็นต้องรวมค่าการสูญเสียของการเชื่อมต่อทุกตำแหน่งบนระบบสายเคเบิลด้วย โดยผู้ผลิตทั้งหลายจะให้สเปกของหัวต่อมาให้ ระลึกไว้ว่าค่าเหล่านี้อ้างอิงมาจากการทดสอบของโรงงานผู้ผลิตเองที่มักเชื่อมต่อกับหัวต่ออ้างอิงคุณภาพสูง ดังนั้นเราก็ควรต่อหัวต่อของเราเข้ากับหัวต่อที่มีคุณภาพระดับเดียวกันด้วย และแม้มาตรฐาน TIA จะกำหนดค่าการสูญเสียจากการใส่สัญญาณในสายสำหรับหัวต่อมากที่สุดอยู่ที่ 0.75dB นั้น แต่หัวต่อจากผู้ผลิตส่วนใหญ่ก็มักทำให้ค่าการสูญเสียของการส่งสัญญาณดังกล่าวจำกัดอยู่ที่ประมาณ 0.2 – 0.5dB

แม้แต่จุดการเชื่อมสายไฟเบอร์หรือ Splice ทุกจุดก็ยังต้องนำมาใช้คำนวณในฐานะส่วนหนึ่งของค่าขีดจำกัดการสูญเสีย อย่าง Splice แบบมัลติโหมดอาจทำการสูญเสียให้น้อยได้ถึง 0.1dB แต่มาตรฐาน TIA ก็เปิดให้สูญเสียได้สูงสุดที่ 0.3dB ค่าตรงนี้มีประโยชน์อย่างมากเวลาใช้คำนวณค่าบัดเจ็ตการสูญเสียรวมเนื่องจากคุณภาพของการสไปลซ์สายมักแตกต่างตามความเชี่ยวชาญและฝีมือของช่างเทคนิค

เราจะรู้ได้อย่างไรว่าไม่ได้มีการสูญเสียเกินขีดจำกัด?

อย่างแรกเลย เราต้องรู้ค่าการสูญเสียจากการส่งสัญญาณที่มากที่สุดที่รับไหวสำหรับรูปแบบการใช้งานที่ต้องการ ซึ่งควรพิจารณารวมไปถึงการใช้งานในอนาคตที่เป็นไปได้ ที่อาจนำมาใช้ร่วมกับระบบสายเคเบิลปัจจุบันด้วย รูปแบบการใช้งานที่ต้องการแบนด์วิธสูงก็ย่อมมีความเข้มงวดด้านค่าการสูญเสียตามไปด้วย ตัวอย่างเช่น ในการใช้งานแบบมัลติโหมด 10 Gb/s (10GBASE-SR) จะต้องการขีดจำกัดของการสูญเสียสัญญาณในการส่งไม่เกิน 2.9dB บนสายมัลติโหมด OM4 ความยาว 400 เมตร หรือในการใช้งานแบบมัลติโหมดที่ 40 Gb/s (40GBASE-SR4) ก็จะต้องมีการสูญเสียรวมมากที่สุดในการส่งสัญญาณไม่เกิน .5dB บนสาย OM4 ความยาวแค่ 150 เมตร จากมาตรฐานที่เข้มงวดมากเหล่านี้ ย่อมทำให้การควบคุมค่าการสูญเสียรวมให้อยู่ภายใต้ขีดจำกัดมีความสำคัญมากขึ้นไปอีก

ลองมาพิจารณาตัวอย่างต่อไปนี้: สำหรับที่ค่าการสูญเสียบนสายไฟเบอร์ 3.0dB ต่อกิโลเมตรนั้น ทำให้ค่าการสูญเสียบนสายไฟเบอร์ OM4 ความยาว 150 เมตรย่อมเท่ากับ 0.45dB ซึ่งถ้านำมาใช้งานแบบ 10GBASE-SR แล้วก็จะเหลือบัดเจ็ดหรือค่าการสูญเสียที่สามารถเกิดเพิ่มได้อีกจากทั้งหัวต่อ จุดเชื่อมสาย หรือองค์ประกอบอื่นๆ มากที่สุดอยู่ที่ 2.45dB (มาจากขีดจำกัดมาตรฐาน 2.9dB ลบด้วย 0.45dB) แต่ถ้าเอามาใช้งานแบบ 40GBASE-SR4 แล้ว ก็จะเหลือบัดเจ็ตให้เพียง 1.05dB (1.5dB – 0.45dB) เท่านั้น

กลับมาที่กรณีใช้งานแบบ 10GBASE-SR ถ้าเราใส่หัวต่อที่มีสเปกค่าการสูญเสียที่ 0.3dB จำนวน 4 ตัวในลิงค์เดียวกันนี้ ก็จะทำให้ค่าบัดเจ็ตทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็น 1.65dB (มาจาก 0.45dB + 1.2dB) ซึ่งถือว่ามีบัดเจ็ตเหลือพอสมควรให้ใส่องค์ประกอบเพิ่มได้อีกประมาณ 1.25dB แต่ถ้าในกรณีนำมาใช้แบบ 40GBASE-SR4 แล้ว ค่าการสูญเสียทั้งจากสายและหัวต่อทั้งหมดรวม 1.65dB ย่อมเกินขีดจำกัดการสูญเสียที่มีได้หรือเกิดบัดเจ็ตไป 0.15dB ดังนั้นในกรณีหลังนี้ คุณอาจจะต้องพิจารณาที่จะลดจำนวนหัวต่อบนลิงค์ หรือเลือกหัวต่อที่มีค่าการสูญเสียน้อยลงกว่าเดิม เช่น 0.2dB ต่อจุด เป็นต้น

นอกจากนี้ ค่า Loss Budget ที่กำหนดก็ควรมีช่องว่างไว้เผื่อเหลือเผื่อขาด จึงควรพยายามประหยัดการใช้โควต้าการสูญเสียเพื่อให้ยังมีที่ว่างเหลือสักหน่อย โดยเฉพาะถ้ามีการเชื่อมต่อหรือเชื่อมสายหน้างานด้วย เพราะอาจจะเกิดการสูญเสียจากตัวแปนมากมายไม่ว่าจะเป็นช่องอากาศ หรือการจัดเรียงตำแหน่งสายไฟเบอร์ตอนเชื่อมไม่ดีเท่าที่ควร รวมทั้งยังควรเผื่อบัดเจ็ตไว้สำหรับเวลาปรับแก้การเชื่อมต่อ การบำรุงรักษา หรือการเสื่อมคุณภาพของจุดเชื่อมสายบนลิงค์ด้วย ที่สำคัญอย่าลืมนำหัวต่อตรงปลายสายทั้งสองข้างมารวมอยู่ใน Loss Budget ซึ่งเวลาทดสอบลิงค์นั้น การใช้สายทดสอบอ้างอิงมาเชื่อมต่อกับหัวต่อลิงค์หลักเหล่านี้ก็จะทำให้คิดรวมค่าการสูญเสียพวกนี้ได้

มาตรฐานในการใช้งานสายไฟเบอร์แต่ละแบบยังมีการกำหนดขีดจำกัดระยะทางของสายไฟเบอร์แต่ละประเภทไว้ด้วย ดังนั้น ไม่เพียงแค่เราจะต้องทำให้ค่าการสูญเสียรวมทั้งหมดยังอยู่ภายใต้ขีดจำกัดเท่านั้น แต่ยังต้องควบคุมให้ระยะทางของสายอยู่ภายใต้มาตรฐานด้วย โดยสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก https://live-fluke-networks.pantheonsite.io/knowledge-base/copper-testing/om1-om2-om3-om4-om5-and-os1-os2-fiber

ไม่ว่าคุณจะวางแผนคำนวณค่า Loss Budget ไว้รอบคอบหรือดีแค่ไหน แต่วิธีเดียวที่จะพิสูจน์ได้ว่าเรายังรักษาค่าการสูญเสียรวมไม่เกินบัดเจ็ตได้หรือเปล่าก็คือการทดสอบหาค่าการสูญเสียรวมในการส่งสัญญาณตลอดลิงค์หลังจากติดตั้งเสร็จเรียบร้อย ด้วยการทดสอบแบบ Tier 1 ที่ใช้ชุดทดสอบค่าการสูญเสียบนสายไฟเบอร์อย่าง Fluke Networks’ CertiFiber® Pro และแนวทางการปฏิบัติที่ดีที่สุดในการยกระดับการควบคุม Loss Budget ก็คือการคอยเทียบค่าที่คำนวณได้ระหว่างขั้นตอนการออกแบบกับผลการทดสอบจริงอยู่เสมอ

ที่มา : Fluke

from:https://www.enterpriseitpro.net/loss-budget-fluke-network/

บทความน่ารู้ : ความรู้พื้นฐานในการทดสอบสายเคเบิล – Loss Budget คืออะไร?

คุณอาจจะเคยได้ยินผู้บริหารพูดเกี่ยวกับ Budget หรืองบประมาณในแง่ของการเงิน ในหน่วยเงินสกุลต่างๆ ย่อมทำให้คุณแปลกใจเวลาได้ยินถึงสิ่งที่เรียกว่า Loss Budget ครั้งแรก ที่เกี่ยวกับเรื่องของสายไฟเบอร์ ซึ่งถือเป็นสิ่งที่มีผลกระทบอย่างมากต่อประสิทธิภาพการทำงานบนเครือข่ายของคุณ เป็นตัวชี้เป็นชี้ตายที่กำหนดว่าจะเกิดดาวน์ไทม์หรือไม่ได้เลยทีเดียว

แล้วคุณทราบหรือไม่ว่า Loss Budget จริงๆ แล้วคืออะไร นิยามอย่างไร และควรจัดการแบบไหนถึงมั่นใจได้ว่าจะไม่เกิดการสูญเสียเกินค่าขีดจำกัดดังกล่าว?

Loss Budget คืออะไร?

เป็นค่าการสูญเสียสัญญาณที่ระบุในหน่วยเดซิเบล (dB) ซึ่งเกิดขึ้นตลอดสายเคเบิลใดๆ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติบนการส่งสัญญาณทั้งทางไฟฟ้าหรือข้อมูลทุกรูปแบบ ยิ่งสายเคเบิลยาวเท่าไร ก็ยิ่งเกิดการสูญเสียมากเท่านั้น นอกจากนี้ยังรวมถึงการสูญเสียที่เกิดบนจุดเชื่อมต่อต่างๆ ระหว่างเส้นทางส่งสัญญาณ เช่นบริเวณหัวต่อ หรือจุดเชื่อมสายไฟเบอร์ (Splice)

ถ้าพิจารณาที่นิยามตรงตัวแล้วมักค่อนข้างสับสนเวลาพูดถึงการสูญเสียหรือ “Loss” ในคำว่า Loss Budget ซึ่งจริงๆ แล้วชื่อเต็มของพารามิเตอร์นี้คือ “Insertion Loss” และที่สับสนยิ่งไปกว่านั้นก็คือ หลายครั้งที่มีพูดถึง Insertion Loss ในรูปของค่า Attenuation แทน เนื่องจากตามมาตรฐานเดิมนั้นเคยนิยามด้วยคำว่า “Attenuation” หรือการลดทอนสัญญาณ แต่ต่อมาเรามองค่าการสูญเสียที่ยอมรับได้ให้ครอบคลุมถึงการลดความแรงของสัญญาณ “ทุกรูปแบบ” ด้วย จึงทำให้มีการเปลี่ยนนิยามมาเป็นค่าการสูญเสียจากสัญญาณที่วิ่งเข้ามาในสื่อหรือ Insertion Loss แทน

ระบบสายไฟเบอร์แบบต่างๆ ล้วนมีข้อกำหนดด้านค่าการสูญเสียมากที่สุดจากการปล่อยสัญญาณนี้แตกต่างกันไป เพื่อให้มั่นใจว่าไม่ได้เกิดการสูญเสียมากเกินจนทำให้ไม่สามารถส่งสัญญาณไปถึงปลายสายอีกด้านหนึ่งได้ ซึ่งเราควรหาค่าขีดจำกัดการสูญเสียหรือ Loss Budget นี้ตั้งแต่ช่วงแรกของการออกแบบ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าระบบสายเคเบิลของคุณจะทำงานอยู่ในมาตรฐานที่เหมาะกับวัตถุประสงค์การใช้งาน

แล้วมีวิธีคำนวณอย่างไร?

ค่า Loss Budget ของคุณเป็นค่าที่พิจารณารวมจากทุกอองค์ประกอบของช่องทางส่งสัญญาณ ไม่ว่าจะเป็นตัวสายไฟเบอร์ หัวต่อ จุดเชื่อมสาย ตัวแยกสัญญาณ และตัวเชื่อมสาย นอกจากนี้ยังต้องดูถึงอุปกรณ์ที่ทำงานอยู่ตามสเปกของผู้ผลิตอุปกรณ์นั้นๆ ที่มักขึ้นกับความแตกต่างระหว่างตัวส่งและรับสัญญาณด้วย เช่นเดียวกับการพิจารณาไปถึงพลังงานที่สูญเสียไปตามเวลาที่อาจเกิดขึ้นจากอายุการใช้งานของตัวส่งสัญญาณ เป็นต้น

เนื่องจากค่าการสูญเสียจากการส่งสัญญาณนั้นแปรผันตามความยาวโดยตรง (ซึ่งเป็นตัวอธิบายได้ว่าทำไมถึงมีมาตรฐานขีดจำกัดอิงตามระยะทางในแต่ละรูปแบบการใช้งาน) คุณจำเป็นต้องระบุความยาวของสายเคเบิลไม่ว่าแบบไหนก็ตามเวลากล่าวถึงค่าขีดจำกัดนี้ด้วย สายเคเบิลที่สั้นกว่า ค่าการสูญเสียก็ย่อมน้อยกว่า ยกตัวอย่างเช่น ค่าการสูญเสียโดยทั่วไปของสายไฟเบอร์มัลติโหมดแบบ OM4 จะอยู่ที่ประมาณ 3dB ต่อกิโลเมตรสำหรับการส่งสัญญาณแสงที่ความยาวคลื่น 850nm ซึ่งแปลงค่าได้เป็น 0.003dB ต่อเมตร ดังนั้น ถ้าสายเคเบิลของคุณยาว 50 เมตร ค่าการสูญเสียก็ควรอยู่ที่ประมาณ 0.15dB ขณะที่ที่ความยาว 100 เมตร ค่าการสูญเสียก็ไม่ควรเกิน 0.3dB

คุณยังจำเป็นต้องรวมค่าการสูญเสียของการเชื่อมต่อทุกตำแหน่งบนระบบสายเคเบิลด้วย โดยผู้ผลิตทั้งหลายจะให้สเปกของหัวต่อมาให้ ระลึกไว้ว่าค่าเหล่านี้อ้างอิงมาจากการทดสอบของโรงงานผู้ผลิตเองที่มักเชื่อมต่อกับหัวต่ออ้างอิงคุณภาพสูง ดังนั้นเราก็ควรต่อหัวต่อของเราเข้ากับหัวต่อที่มีคุณภาพระดับเดียวกันด้วย และแม้มาตรฐาน TIA จะกำหนดค่าการสูญเสียจากการใส่สัญญาณในสายสำหรับหัวต่อมากที่สุดอยู่ที่ 0.75dB นั้น แต่หัวต่อจากผู้ผลิตส่วนใหญ่ก็มักทำให้ค่าการสูญเสียของการส่งสัญญาณดังกล่าวจำกัดอยู่ที่ประมาณ 0.2 – 0.5dB

แม้แต่จุดการเชื่อมสายไฟเบอร์หรือ Splice ทุกจุดก็ยังต้องนำมาใช้คำนวณในฐานะส่วนหนึ่งของค่าขีดจำกัดการสูญเสีย อย่าง Splice แบบมัลติโหมดอาจทำการสูญเสียให้น้อยได้ถึง 0.1dB แต่มาตรฐาน TIA ก็เปิดให้สูญเสียได้สูงสุดที่ 0.3dB ค่าตรงนี้มีประโยชน์อย่างมากเวลาใช้คำนวณค่าบัดเจ็ตการสูญเสียรวมเนื่องจากคุณภาพของการสไปลซ์สายมักแตกต่างตามความเชี่ยวชาญและฝีมือของช่างเทคนิค

เราจะรู้ได้อย่างไรว่าไม่ได้มีการสูญเสียเกินขีดจำกัด?

อย่างแรกเลย เราต้องรู้ค่าการสูญเสียจากการส่งสัญญาณที่มากที่สุดที่รับไหวสำหรับรูปแบบการใช้งานที่ต้องการ ซึ่งควรพิจารณารวมไปถึงการใช้งานในอนาคตที่เป็นไปได้ ที่อาจนำมาใช้ร่วมกับระบบสายเคเบิลปัจจุบันด้วย รูปแบบการใช้งานที่ต้องการแบนด์วิธสูงก็ย่อมมีความเข้มงวดด้านค่าการสูญเสียตามไปด้วย ตัวอย่างเช่น ในการใช้งานแบบมัลติโหมด 10 Gb/s (10GBASE-SR) จะต้องการขีดจำกัดของการสูญเสียสัญญาณในการส่งไม่เกิน 2.9dB บนสายมัลติโหมด OM4 ความยาว 400 เมตร หรือในการใช้งานแบบมัลติโหมดที่ 40 Gb/s (40GBASE-SR4) ก็จะต้องมีการสูญเสียรวมมากที่สุดในการส่งสัญญาณไม่เกิน .5dB บนสาย OM4 ความยาวแค่ 150 เมตร จากมาตรฐานที่เข้มงวดมากเหล่านี้ ย่อมทำให้การควบคุมค่าการสูญเสียรวมให้อยู่ภายใต้ขีดจำกัดมีความสำคัญมากขึ้นไปอีก

ลองมาพิจารณาตัวอย่างต่อไปนี้: สำหรับที่ค่าการสูญเสียบนสายไฟเบอร์ 3.0dB ต่อกิโลเมตรนั้น ทำให้ค่าการสูญเสียบนสายไฟเบอร์ OM4 ความยาว 150 เมตรย่อมเท่ากับ 0.45dB ซึ่งถ้านำมาใช้งานแบบ 10GBASE-SR แล้วก็จะเหลือบัดเจ็ดหรือค่าการสูญเสียที่สามารถเกิดเพิ่มได้อีกจากทั้งหัวต่อ จุดเชื่อมสาย หรือองค์ประกอบอื่นๆ มากที่สุดอยู่ที่ 2.45dB (มาจากขีดจำกัดมาตรฐาน 2.9dB ลบด้วย 0.45dB) แต่ถ้าเอามาใช้งานแบบ 40GBASE-SR4 แล้ว ก็จะเหลือบัดเจ็ตให้เพียง 1.05dB (1.5dB – 0.45dB) เท่านั้น

กลับมาที่กรณีใช้งานแบบ 10GBASE-SR ถ้าเราใส่หัวต่อที่มีสเปกค่าการสูญเสียที่ 0.3dB จำนวน 4 ตัวในลิงค์เดียวกันนี้ ก็จะทำให้ค่าบัดเจ็ตทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็น 1.65dB (มาจาก 0.45dB + 1.2dB) ซึ่งถือว่ามีบัดเจ็ตเหลือพอสมควรให้ใส่องค์ประกอบเพิ่มได้อีกประมาณ 1.25dB แต่ถ้าในกรณีนำมาใช้แบบ 40GBASE-SR4 แล้ว ค่าการสูญเสียทั้งจากสายและหัวต่อทั้งหมดรวม 1.65dB ย่อมเกินขีดจำกัดการสูญเสียที่มีได้หรือเกิดบัดเจ็ตไป 0.15dB ดังนั้นในกรณีหลังนี้ คุณอาจจะต้องพิจารณาที่จะลดจำนวนหัวต่อบนลิงค์ หรือเลือกหัวต่อที่มีค่าการสูญเสียน้อยลงกว่าเดิม เช่น 0.2dB ต่อจุด เป็นต้น

นอกจากนี้ ค่า Loss Budget ที่กำหนดก็ควรมีช่องว่างไว้เผื่อเหลือเผื่อขาด จึงควรพยายามประหยัดการใช้โควต้าการสูญเสียเพื่อให้ยังมีที่ว่างเหลือสักหน่อย โดยเฉพาะถ้ามีการเชื่อมต่อหรือเชื่อมสายหน้างานด้วย เพราะอาจจะเกิดการสูญเสียจากตัวแปนมากมายไม่ว่าจะเป็นช่องอากาศ หรือการจัดเรียงตำแหน่งสายไฟเบอร์ตอนเชื่อมไม่ดีเท่าที่ควร รวมทั้งยังควรเผื่อบัดเจ็ตไว้สำหรับเวลาปรับแก้การเชื่อมต่อ การบำรุงรักษา หรือการเสื่อมคุณภาพของจุดเชื่อมสายบนลิงค์ด้วย ที่สำคัญอย่าลืมนำหัวต่อตรงปลายสายทั้งสองข้างมารวมอยู่ใน Loss Budget ซึ่งเวลาทดสอบลิงค์นั้น การใช้สายทดสอบอ้างอิงมาเชื่อมต่อกับหัวต่อลิงค์หลักเหล่านี้ก็จะทำให้คิดรวมค่าการสูญเสียพวกนี้ได้

มาตรฐานในการใช้งานสายไฟเบอร์แต่ละแบบยังมีการกำหนดขีดจำกัดระยะทางของสายไฟเบอร์แต่ละประเภทไว้ด้วย ดังนั้น ไม่เพียงแค่เราจะต้องทำให้ค่าการสูญเสียรวมทั้งหมดยังอยู่ภายใต้ขีดจำกัดเท่านั้น แต่ยังต้องควบคุมให้ระยะทางของสายอยู่ภายใต้มาตรฐานด้วย โดยสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก https://live-fluke-networks.pantheonsite.io/knowledge-base/copper-testing/om1-om2-om3-om4-om5-and-os1-os2-fiber

ไม่ว่าคุณจะวางแผนคำนวณค่า Loss Budget ไว้รอบคอบหรือดีแค่ไหน แต่วิธีเดียวที่จะพิสูจน์ได้ว่าเรายังรักษาค่าการสูญเสียรวมไม่เกินบัดเจ็ตได้หรือเปล่าก็คือการทดสอบหาค่าการสูญเสียรวมในการส่งสัญญาณตลอดลิงค์หลังจากติดตั้งเสร็จเรียบร้อย ด้วยการทดสอบแบบ Tier 1 ที่ใช้ชุดทดสอบค่าการสูญเสียบนสายไฟเบอร์อย่าง Fluke Networks’ CertiFiber® Pro และแนวทางการปฏิบัติที่ดีที่สุดในการยกระดับการควบคุม Loss Budget ก็คือการคอยเทียบค่าที่คำนวณได้ระหว่างขั้นตอนการออกแบบกับผลการทดสอบจริงอยู่เสมอ

ที่มา : Fluke

from:https://www.enterpriseitpro.net/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%9e%e0%b8%b7/

เผยรายชื่อ 13 สถาบันการศึกษาเมืองไทย ร่วมจอย Huawei ICT Academy

หัวเว่ย จัดงานประชุม Huawei Asia Pacific ICT Talent Forum 2020 สำรวจเทรนด์แรงงานด้านไอซีทีและกลยุทธ์การพัฒนาบุคลากรในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก โดยงานสัมมนาได้รวบรวมผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมและศาสตราจารย์ด้านไอทีมาร่วมพูดคุยถึงความต้องการแรงงานทักษะสูงที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งยังได้นำเสนอแผนดำเนินงานที่จะช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานด้านไอซีทีในภูมิภาคได้อย่างยั่งยืนอีกด้วย ในงานยังได้ประกาศเปิดโครงการ Huawei Asia Pacific ICT Certification ให้แก่นักศึกษาหรือผู้ทำงานในสาขาไอซีที ที่เคยเข้าร่วมหรือสนใจเข้าร่วมโครงการหัวเว่ย ไอซีที อะแคเดมี่ (Huawei ICT Academy) โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคม ถึง 30 พฤศจิกายน 2563 ผู้เข้าร่วมโครงการที่สอบผ่านโดยใช้เวลาที่น้อยที่สุดจะได้รับรางวัลตามลำดับเวลาที่ทำได้

นายไมเคิล แมคโดนัลด์ ประธานเจ้าหน้าที่ด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและที่ปรึกษาผู้บริหาร ของหัวเว่ย เอเชีย แปซิฟิก กล่าวว่า “องค์กรทั้งหลายเริ่มปรับเปลี่ยนคุณสมบัติที่พึงประสงค์ของพนักงาน ภูมิทัศน์ไอซีทีโฉมใหม่จะทำให้ตลาดขาดแรงงานที่มีทักษะขั้นสูงราว 5 ล้านคน เราตั้งเป้าที่จะพัฒนาแรงงานไอซีทีให้ได้ 2 ล้านคนในอีก 5 ปีข้างหน้า เพื่อป้อนแรงงานที่มีทักษะซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการเข้าสู่ตลาด ในปี 2563 เราจะตั้งโครงการ Huawei ICT Academy อีกกว่า 200 แห่ง ตลอดจนฝึกอบรมและออกใบรับรองมาตรฐานวิชาชีพ ให้แก่นักศึกษาและพนักงานกว่า 10,000 คนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

เพื่อรับมือกับความท้าทายนี้ หัวเว่ยได้สร้างระบบนิเวศด้านบุคลากร เพื่อสนับสนุนการสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพเข้าสู่อุตสาหกรรมไอซีที อันสอดคล้องกับกลยุทธ์การบ่มเพาะบุคลากรของบริษัท ระบบนิเวศนี้ประกอบไปด้วยกิจกรรมหลัก 3 โครงการด้วยกัน คือ ประกาศนียบัตรมาตรฐานวิชาชีพของหัวเว่ย (Huawei Certification), โครงการหัวเว่ย ไอซีที อะแคเดมี่ (Huawei ICT Academy) และการแข่งขัน Huawei ICT Competition

ส่วนในประเทศไทยตอนนี้ นายไมเคิล กล่าวว่า มีสถาบันการศึกษาไทยร่วมโครงการดังกล่าวแล้วประมาณ 13 สถาบัน โดยตั้งเป้าจะวางแผนให้ถึง 20 สถาบันภายในปีนี้ สำหรับรายชื่อมหาวิทยาลัยที่ร่วมกับหัวเว่ย ดำเนินโครงการนี้ในประเทศไทย ได้แก่
1. สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
2. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
3. มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
4. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
5. วิทยาลัยเซาท์อีสท์บางกอก
6. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร
7. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
8. มหาวิทยาลัยรังสิต
9. มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ
10. มหาวิทยาลัยศรีปทุม
11. มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
12. มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต
13. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ

เขายังกล่าวต่อไปอีกว่า สำหรับตลาดไอซีทีในประเทศไทยกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว นอกจากหัวเว่ยได้ประกาศการทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยชั้นนำดังกล่าวแล้ว ยังมีการจัดการแข่งขัน Huawei ICT Competition ครั้งแรกในประเทศไทย จัดขึ้นเมื่อปี 2561 มีนักศึกษาจากทั่วประเทศเข้าร่วมการแข่งขันกว่า 2,000 คน ทีมผู้ชนะระดับประเทศจำนวน 3 คน และได้รับโอกาสเป็นตัวแทนประเทศในเวทีการแข่งขันระดับโลกที่เซินเจิ้น ประเทศจีน อีกด้วย

พร้อมกันนี้เขายังบอกว่าโครงการที่หัวเว่ยตั้งขึ้นมา โดยเฉพาะอย่างเช่นในเรื่อง ประกาศนียบัตรมาตรฐานวิชาชีพของหัวเว่ย และ โครงการหัวเว่ย ไอซีที อะแคเดมี่ จะทำให้นักศึกษามีพื้นฐานที่ดีมากยิ่งขึ้น และยังสามารถที่จะช่วยเป็นใบเบิกทางในการสร้างรายได้หรือเงินเดือนที่สูงขึ้นให้แก่ตัวเองในอนาคตอีกด้วย

from:https://www.enterpriseitpro.net/huawei-ict-academy/

VDO สาธิตการอัพเกรดเฟิร์มแวร์ AP ของ Ruckus – 5 นาทีเสร็จ!!

ตามไปดู VDO สาธิตวิธีการการอัพเกรดเฟิร์แวร์ของผลิตภัณฑ์ Access Point จากค่าย CommScope Ruckus ทำได้ง่ายเพียงใช้เวลาไม่นาน ช่วยประหยัดเวลาและเพิ่มประสิทธิภาพให้กับระบบ Wi-Fi ขององค์กรได้อย่างรวดเร็ว

คลิกรับชม VDO ที่ – https://www.facebook.com/enterpriseitpro/videos/4138739946199083/

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรายละเอียดของผลิตภัณฑ์ Ruckus ได้ที่
บริษัท อินแกรม ไมโคร (ประเทศไทย) จำกัด
อีเมล์ : TH-Ruckus@ingrammicro.com

from:https://www.enterpriseitpro.net/vdo-ruckus/

ไมโครซอฟท์แก้ปัญหาบลูทูธและ GPU ของอินเทลบนวินโดวส์ 10 2004

เมื่อสิ้นเดือนที่ผ่านมานั้น ไมโครซอฟท์ได้ออกตัวแก้ไขปัญหาที่ทำให้อุปกรณ์วินโดวส์ 10 ที่ใช้ฮาร์ดแวร์อย่าง Realtek Bluetooth และหน่วยประมวลผลกราฟิกแบบ integrated หรือ iGPU ของอินเทล เป็นอุปสรรคต่อการอัพเดทวินโดวส์ 10 เวอร์ชั่น May 2020

โดยปัญหาทั้งสองรายการนี้ถูกแก้ในตัวอัพเดทวินโดวส์ 10 เวอร์ชั่น 2004 KB4568831 non-security preview cumulative update ที่ออกมาล่าสุดนี้ รวมทั้งยังมาพร้อมกับตัวแก้ปัญหาอื่นๆ อย่างการสั่งพิมพ์ผ่านเน็ตเวิร์ก

การเชื่อมต่อผ่านเครือข่ายมือถือ และฟีเจอร์ความปลอดภัยในครอบครัวด้วย สำหรับปัญหารายการแรกนั้นทำให้วินโดวส์ 10 2004 ทำงานร่วมกับหน้าจอที่ใช้ฟีเจอร์ Variable refresh rate (VRR) ร่วมกับการ์ดจอที่ใช้ iGPU ของอินเทลไม่ได้

ขณะที่อีกปัญหาหนึ่งเป็นกรณีที่ไดรเวอร์ของ Realtek Bluetooth บางเวอร์ชั่นทำงานร่วมกับวินโดวส์ไม่ได้ ซึ่งก่อนหน้านี้ที่เปิดปัญหามาต่อเนื่องนั้น ไมโครซอฟท์ได้รับปากว่าจะทำการแก้ไขให้เสร็จภายในกลางเดือนสิงหาคม

ที่มา : Bleepingcomputer

from:https://www.enterpriseitpro.net/microsoft-fixes-windows-10-2004/

งานวิจัยของ IDC ชี้ ! แพลตฟอร์มการวิเคราะห์เครือข่ายเชิงลึก จะสร้างประโยชน์ให้องค์กรได้อย่างแท้จริง

ปัจจุบันผู้ดูแลเน็ตเวิร์กในระดับองค์กรต่างเผชิญกับข้อมูลปริมาณมหาศาล ไม่ว่าจะเกี่ยวกับสถานะ หรือประสิทธิภาพของเน็ตเวิร์กเอง แต่การดึงข้อมูลเหล่านี้มาใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่นั้นถือเป็นความท้าทายอย่างมาก ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยแพลตฟอร์มวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้รับการสนับสนุนจากเทคโนโลยีแมชชีนเลิร์นนิ่ง และความสามารถในการทำงานผ่านคลาวด์ยุคใหม่ด้วย ซึ่งตรงกับงา

ความสำคัญของความสามารถในการมองเห็นและการวิเคราะห์เครือข่าย

เครือข่ายระดับองค์กรนั้นถือว่ามีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อการสร้างสรรค์เทคโนโลยีใหม่อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมต่อที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับทั้งเทคโนโลยี ระบบไอที และการใช้งานทางธุรกิจรูปแบบใหม่ที่สำคัญโดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีที่กำลังเป็นกระแส เป็นตัวปฏิวัติการทำงานยุคใหม่อย่างคลาวด์คอมพิวติง บิ๊กดาต้า และสถาปัตยกรรมเครือข่ายที่เน้นการใช้งานผ่านอุปกรณ์พกพาเป็นหลัก สิ่งเหล่านี้ทาง IDC เรียกว่าเทคโนโลยีแพลตฟอร์มที่ 3 (3rd Platform) เป็นความท้าทายใหม่ ทำให้ทีมงานที่ดูแลต้องใช้ความอุตสาหะในการให้เครือข่ายดังกล่าวตอบสนองความต้องการทั้งหลายของธุรกิจได้มากขึ้น

องค์กรทั้งหลายเริ่มเข้าใจกันมากขึ้นแล้วว่า ข้อมูลที่เกิดจากระบบเครือข่ายนั้นมีคุณค่ามาก แต่การรวบรวมข้อมูลดังกล่าวนั้นนั้นกลับยากมากขึ้น ทั้งนี้อันเนื่องมาจากเหตุผลหลายประการ แต่ปัจจุบันองค์กรได้ผสานการจัดการเครือข่าย LAN ทั้งแบบใช้สายและไร้สายให้เป็นหนึ่งเดียวกันมากขึ้น ครอบคลุมไปถึงเครือข่ายของสำนักงานสาขาและที่ใช้เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ Internet of Things (IoT) เป็นต้น ในขณะเดียวกัน เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาเราต่างได้ใช้ฟีเจอร์เพิ่มเติมจำนวนมากที่ใช้ตรวจสอบและวิเคราะห์การดำเนินงานของเน็ตเวิร์ก จนทำให้เครือข่ายองค์กรสร้างข้อมูลปริมาณมหาศาลออกมา โดยแทบทุกการเชื่อมต่อบนเครือข่ายต่างเป็นการสร้างข้อมูลและเมต้าดาต้าตามมา ซึ่งเป็นข้อมูลที่สามารถจัดเก็บ รวมรวบ จัดกลุ่ม และนำไปวิเคราะห์ต่อได้

แต่การจะนำข้อมูลมาใช้ได้แบบนั้นจำเป็นต้องทำผ่านแพลตฟอร์มเฉพาะ เนื่องจากถ้าเราไม่มีระบบสำหรับรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลดังกล่าว จะทำให้เราจับต้นชนปลายอะไรไม่ได้เลย สำหรับในภาพที่ 1 นี้แสดงถึง สิ่งที่องค์กรต้องการมากที่สุดจากระบบจัดการประสิทธิภาพเครือข่ายของตัวเอง

ภาพที่ 1: ปัจจัยหลักที่มีผลต่อการเลือกระบบจัดการประสิทธิภาพเครือข่าย

แมชชีนเลิร์นนิ่ง (ML) และเทคโนโลยีสมองกล (AI) มีผลต่อความสามารถในการมองเห็นและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างไร

หนึ่งในเทรนด์ที่สำคัญมากที่สุดที่มีผลกระทบต่อความสามารถในการมองเห็นและวิเคราะห์เครือข่ายก็คือ การเกิดขึ้นของอัลกอริทึมแมชชีนเลิร์นนิ่งหรือ ML และเทคโนโลยีสมองกล (AI) ซึ่งความสามารถของอัลกอริทึมนี้ขึ้นกับข้อมูลเป็นหลัก ยิ่งมีข้อมูลมากเท่าไร ก็ยิ่งมีประสิทธิภาพมากขึ้นเท่านั้น จุดนี้จึงทำให้ระบบอนาไลติกสำหรับเครือข่ายนั้นเหมาะอย่างยิ่งกับการนำเทคโนโลยี ML มาใช้เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการจัดการ และให้ข้อมูลที่นำมาใช้ประโยชน์ได้จริง

โดยในภาพที่ 2 นี้กล่าวถึงประโยชน์ที่คาดหวังได้ ที่บรรดาคนทำงานด้านไอทีระดับองค์กรมองเห็นจากการนำเทคโนโลยีที่ใช้ ML และ AI มาใช้กับการจัดการเครือข่าย

ภาพที่ 2: สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับระบบออโตเมชั่นบนเครือข่ายที่ใช้ AI

หนึ่งในจุดแข็งของ AI คือการจดจำความผิดปกติของข้อมูล เวลาที่แพลตฟอร์ม ML คอยตรวจสอบสภาพแวดล้อมการทำงานอย่างต่อเนื่อง ก็จะเรียนรู้ว่าพฤติกรรมการใช้งานที่ “ปกติ” นั้นเป็นอย่างไร และที่สำคัญกว่านั้นคือ การเรียนรู้ด้วยว่าอะไรคือ “สิ่งผิดปกติ” ซึ่งเหตุการณ์ที่ไม่ปกตินี้มักหมายถึงปัญหาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านความปลอดภัยหรือการทำงานที่ไม่ได้ประสิทธิภาพ ดังนั้นระบบที่มีเทคโนโลยี ML สนับสนุนจึงสามารถแจ้งเตือนเหตุการณ์ปกติ บอกผู้ดูแลเครือข่ายให้ทราบถึงปัญหา ไปจนถึงให้คำแนะนำวิธีการแก้ไขได้ด้วย ซึ่งในอนาคตนั้น ระบบเหล่านี้จะก้าวหน้าขึ้นมาเป็นระบบสมองกลหรือ AI อย่างแท้จริง โดยระบบที่ใช้ AI จะทำงานได้แบบอัตโนมัติเพื่อดูแลสภาพแวดล้อมการทำงานให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์อยู่เสมอ

เมื่อดูจากจากผลวิจัยของ IDC นั้นสามารถสรุปได้ว่า การเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกของระบบเน็ตเวิร์ก พร้อมการตรวจสอบ วิเคราะห์และแก้ปัญหา ด้วย Machine Learning และ AI เป็นสิ่งที่จำเป็นและช่วยทำให้ผู้ดูแลระบบทำงานได้ดีขึ้น โดยในปัจจุบัน มีผลิตภัณฑ์ Analytics ที่น่าสนใจและตอบสนองการจัดการด้านเครือข่ายได้อย่างดี อย่างเช่นแพลตฟอร์ม Ruckus Analytics (RA) ที่มีจุดเด่น การวิเคราะห์ ตรวจสอบ แก้ปัญหาแบบป้องกันก่อนเกิดเหตุไม่คาดฝันที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของเครือข่ายและลุกลามถึงธุรกิจ

แพลฟอร์มการวิเคราะห์เครือข่ายขั้นสูง Ruckus Analytics (RA)

Ruckus Analytics (RA) จาก CommScope นั้น เป็นแพลตฟอร์มใหม่บนคลาวด์ที่ให้ความสามารถในการมองเห็นเชิงลึก และเป็นระบบวิเคราะห์ข้อมูลที่ปรับแต่งได้สำหรับผู้ดูแลเครือข่าย แพลตฟอร์มนี้สามารถนำมาใช้ตั้งค่าให้จัดเก็บข้อมูลจากศูนย์กลางเครือข่ายได้แบบอัตโนมัติ พร้อมทั้งรวบรวมข้อมูลที่ตรวจสอบตำแหน่งต่างๆ บนเครือข่ายจากระยะไกลไม่ว่าจะเป็นข้อมูลสถานะระบบ หรือค่าดัชนีชี้วัดประสิทธิภาพการทำงาน (KPI) แบบต่างๆ ทั่วทั้งเครือข่ายขององค์กร โดยจะมีการส่งเมต้าดาต้าแบบไม่ระบุตัวตนขึ้นไปยังเอนจิ้นอนาไลติกบนคลาวด์ที่ทำหน้าที่เป็นแหล่งข้อมูลกลางสำหรับตอบสนองการร้องขอ ทำรายงาน และวิเคราะห์ค่าตรวจวัดทั้งหลาย

Ruckus Analytics คอยรวบรวมข้อมูลหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเวลา, ประเภทอุปกรณ์, รูปแบบทราฟิก, แอพพลิเคชั่น, กลุ่มแอคเซสพอยต์ (AP), คอนโทรลเลอร์, และชื่อเครือข่ายไร้สาย (SSID) เพื่อจัดแสดงผ่านอินเทอร์เฟซการใช้งานที่เป็นแบบกราฟิก (GUI) ใช้งานง่าย ช่วยแสดงรายการปัญหาบนเครือข่าย รวมถึงตรวจสอบข้อมูลได้อย่างละเอียดมากขึ้น เรียกได้ว่าแพลตฟอร์มนี้ช่วยอำนวยความสะดวกในการทำงานด้านจัดการเครือข่ายได้อย่างครอบคลุม


IDC Custom Solutions
เนื้อหาในเอกสารนี้ปรับปรุงมาจากงานวิจัยของ IDC เดิมที่มีอยู่แล้วที่เผยแพร่บน http://www.idc.com เอกสารฉบับนี้จัดทำขึ้นโดย IDC Custom Solutions ซึ่งทั้งความเห็น บทวิเคราะห์ และผลการวิจัยที่อยู่ในบทความนี้ล้วนนำมาจากงานวิจัยและวิเคราะห์อย่างละเอียดที่ทำขึ้นโดยอิสระและตีพิมพ์โดย IDC

ถ้าอยากรู้ว่าบริการผ่านคลาวด์อย่าง RUCKUS Analytics จะสร้างความแตกต่างได้มากแค่ไหน ลองลงทะเบียนรับตัวทดลองฟรี หรือ ขอชมการสาธิตการใช้งานแบบถ่ายทอดสด ได้ทันที!

สนใจสินค้า Ruckus ติดต่อสอบถาม TH-Ruckus@ingrammicro.com

from:https://www.enterpriseitpro.net/idc-commscope-ruckus-analytics/

อินเทลชะลอการพัฒนาผลิตภัณฑ์ 7nm ออกไปก่อน

แม้ทางอินเทลจะยังรายงานยอดขายที่แข็งแกร่งมาอย่างต่อเนื่องทั้งในกลุ่มธุรกิจพีซีและดาต้าเซ็นเตอร์ แต่แผนการพัฒนาสถาปัตยกรรมใหม่นั้น กลับดูเหมือนจะสะดุดขาตัวเอง จนทำให้ยักษ์ใหญ่รายนี้อาจมองหาผู้ผลิตชิปจากภายนอกแทน

โดยทางบริษัทกล่าวเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่แบบ 7 นาโนเมตรของตัวเองนั้นได้ล่าช้ากว่ากำหนดมากว่า 6 เดือนแล้ว อันเป็นผลจากขั้นตอนต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ช้ากว่าที่ประมาณการณ์กันไว้

แน่นอนว่าข่าวดังกล่าวได้ฉุดราคาหุ้นอินเทลลงเหวไปถึง 10 เปอร์เซ็นต์ภายในไม่กี่ชั่วโมง ทั้งนี้ระหว่างการประกาศผลประกอบการไตรมาสที่สอง ทางซีอีโออย่าง Bob Swan อธิบายว่าสาเหตุมาจากปัญหาผลการผลิตที่สำเร็จได้จากกระบวนการแบบ 7nm

ทำให้บริษัทมองว่าผลิตภัณฑ์แบบ 7nm ตัวแรกอย่างซีพียูไคลเอนต์น่าจะเข้าตลาดได้ไม่ช่วงปลายปี 2022 ก็เป็นต้นปี 2023 แทน โดยระหว่างการลงทุนแก้ปัญหาด้านเทคนิคนั้น บริษัทก็ยอมรับว่ากำลังมองหาผู้ผลิตชิปภายนอกมาช่วยเพื่อรักษาเวลาให้ได้ตามกำหนด

ที่มา : CRN

from:https://www.enterpriseitpro.net/intel-delays-7nm-products/

ข้อมูลน่ารู้ : สายเคเบิลพิเศษแบบไหนบ้าง ที่คุณควรใช้

ช่วงที่ผ่านมามีลูกค้าตั้งข้อสงสัยระหว่างการสาธิตการใช้งาน Fluke Networks OptiFiber® Pro OTDR และ CertiFiber® Pro OLTS ว่าทำไมเราถึงจำเป็นต้องใช้สายเคเบิลพิเศษเหล่านี้ในการตรวจวัดค่า แทนที่จะใช้สายเคเบิลสั้นแบบทั่วไปแทน

ดังนั้นครั้งนี้ทาง Fluke Networks จึงถือโอกาสในการอธิบายอย่างละเอียดเกี่ยวกับสายเคเบิลแบบพิเศษหลากหลายแบบที่คุณจำเป็นต้องใช้เพื่อตรวจวัดกับอุปกรณ์ทดสอบของเราได้อย่างแม่นยำดังต่อไปนี้

สาย Launch Cord และ Tail Cord
การใช้เครื่อง OptiFiber Pro OTDR นั้นเหมือนกับเครื่อง OTDR ส่วนใหญ่ ที่เราต้องหาวิธีในการตรวจวัดหัวต่อที่อยู่ต้นทางของลิงค์ที่กำลังทดสอบ ซึ่งตัวร่าค่าทางอิเล็กทรอนิกส์ของ OTDR ค่อนข้างอ่อนไหวมาก ตัวโฟโต้ไดโอดที่ใช้ก็ต้องสามารถตรวจจับค่าแสงที่สะท้อนกลับมาแม้เพียงปริมาณเล็กน้อยมากหลังจากตัว OTDR ปล่อยคลื่นแสงสำหรับการตรวจวัด ซึ่งคลื่นแสงช่วงแรกที่ปล่อยออกมาสำหรับตรวจวัดนั้นจะทำให้ตัวตรวจจับของ OTDR รับภาระมาก จนต้องใช้เวลาประมาณหนึ่งระบบอิเล็กทรอนิกส์ถึงจะกลับสู่ภาวะปกติ ซึ่งเวลาที่ใช้นี้จะเท่ากับที่แสงใช้ในการเดินทางตลอดสายไฟเบอร์ ดังนั้น การที่จะตรวจวัดหัวต่ออันแรกได้ถูกต้อง เราจะใช้สิ่งที่เรียกว่า Launch Cord เพื่อให้ตัวตรวจจับของ OTDR สามารถ “มองเห็น” หัวต่ออันแรก และตรวจวัดประสิทธิภาพได้อย่างถูกต้อง

นอกจากนี้ ในการตรวจวัดด้วย OTDR ที่ดีนั้น ยังจำเป็นต้องใช้สายเคเบิลที่มีลักษณะเดียวกันมาเชื่อมต่อส่วนท้ายของลิ้งค์ไฟเบอร์ที่ทดสอบด้วย ซึ่งเรามักจะเรียกสายเส้นนี้ว่า Tail Cord โดยมักใช้สายที่มีความยาวเท่ากับ Launch Cord เพื่อช่วยให้ตรวจวัดประสิทธิภาพของหัวต่อปลายทางได้อย่างถูกต้อง ซึ่งในกรณีที่สายไฟเบอร์ของคุณเกิดหักตรงหัวต่อส่วนปลายเส้นพอดีนั้น เราจะไม่มีทางทราบได้เลยถ้าไม่ได้ใช้สายต่อปลายหางออกมาหรือ Tail Cord ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณใช้สายต่อปลายลิงค์เพิ่มออกมา 100 เมตร คุณก็ควรตรวจพบสายไฟเบอร์ความยาวอีก 100 เมตรหลังหัวต่ออันสุดท้าย ถ้าเกิดเครื่องมองไม่เห็นสาย 100 เมตรนี้แล้ว ก็แสดงว่าสายหักตรงหัวต่อสุดท้ายนั่นเอง นอกจากนี้ ถ้าคุณทำการตรวจวัดเฉลี่ยแบบสองทิศทางบนสายไฟเบอร์ ก็จำเป็นต้องใช้ Tail Cord เพื่อให้ได้ค่าที่ถูกต้องด้วย

สาย Loopback และ Sacrificial

ในการสาธิตการใช้งาน OptiFiber Pro OTDR ของทาง Fluke จะเป็นการแสดงให้ลูกค้าเห็นวิธีการตรวจวัดแบบ SmartLoop® OTDR ที่เป็นแบบเฉพาะของเรา ซึ่งเป็นการใช้ OTDR ตรวจวัดสายไฟเบอร์สองเส้นแบบสองทิศทางเพื่อให้ผลตรวจวัดแบบเฉลี่ย โดยไม่จำเป็นต้องย้ายเครื่อง OTDR ไปอีกปลายด้านหนึ่งของลิงค์ที่มักจะอยู่ไกลมาก โดยจะมีการใช้สายสั้นๆ แค่ 30 ซม. (มักนิยมเรียกสายประเภทนี้ว่า สาย “Sacrificial”) ที่มีอแดปเตอร์เชื่อมต่อระหว่างพอร์ตขาออกของ OTDR กับสาย Launch หรือ Tail ลูกค้าบางรายอาจกังวลว่าสายที่ต่อเพิ่มมาถึง 30 ซม. นี้อาจกระทบกับค่าที่ตรวจวัดได้บน OTDR

ดังนั้นทาง Fluke จึงออกมาอธิบายดังนี้: ยกตัวอย่างกรณีแรก เนื่องจากมีส่วนที่เราเรียกว่า OTDR Event Dead Zone (ซึ่ง OTDR ทุกเครื่องมีอยู่แล้ว) ทำให้ OTDR จะมองไม่เห็นสาย Sacrificial สั้นๆ นี้ หรือหมายความว่าสายดังกล่าว “ไม่มีตัวตน” ส่วนเหตุผลสำคัญที่ต้องมีการใช้สาย Sacrificial ก็เพื่อปกป้องพอร์ตเอาต์พุตของ OTDR จากความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น เนื่องจากเวลาที่ใช้โหมด SmartLoop OTDR เราต้องคอยสับเปลี่ยนสายทั้งส่วน Launch และ Tail ที่เชื่อมต่อกับเส้นทางที่ OTDR ปล่อยคลื่นเอาต์พุตออกมา ซึ่งมีโอกาสทำให้ปนเปื้อนสิ่งสกปรกได้โดยไม่ตั้งใจ จนไปทำลายพอร์ตเอาต์พุตของเครื่อง OTDR ได้

ดังนั้น ถ้าเราหันมาใช้สายต่อออกมาหรือ Sacrificial Cord ในการสลับเปลี่ยนสาย Launch/Tail แทนการทำที่พอร์ตเครื่องตามภาพที่ 1 แล้ว นอกจากจะทำได้ง่ายกว่า ถ้าตัวสายที่เราเอาเป็นตัวตายตัวแทนนี้เกิดชำรุด ก็แค่เปลี่ยนสายส่วนนี้ใหม่เท่านั้น ด้วยเหตุนี้เอง จึงมีลูกค้าหลายรายที่ต่อสายตัวตายตัวแทนหรือ Sacrificial กับเครื่อง OTDR ทิ้งเอาไว้ตลอดสำหรับการตรวจวัดทุกประเภทเพื่อหลีกเลี่ยงการปนเปื้อนหรือสร้างความเสียหายการพอร์ตตรวจวัดหลักบนเครื่อง OTDR (แต่พอร์ตนี้ก็สามารถทำความสะอาดได้ง่ายเช่นกัน ลองดูรายละเอียดได้จาก https://www.flukenetworks.com/support/knowledge-base/optifiber-pror/making-sure-optifiberr-pro-output-ports-are-clean)


ภาพที่ 1 สาย Sacrificial ที่ต่อออกมาจากพอร์ตเอาต์พุตของเครื่อง OTDR

สำหรับชุดอุปกรณ์จาก Fluke Networks แล้ว ทั้งสาย Launch, Tail, และ Sacrificial ต่างใช้หัวต่อเกรดมาตรฐานสำหรับอ้างอิงทั้งสิ้น เพื่อให้สูญเสียพลังงานน้อยที่สุดเมื่อนำมาใช้งานอย่างเหมาะสม

การทดสอบสายอ้างอิงเพื่อวัดค่าการสูญเสียได้อย่างแม่นยำ

สำหรับสายพิเศษแบบสุดท้าย ที่หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมระหว่างการใช้งานเครื่อง CertiFiber Pro OLTS ถึงมีการใช้สายอ้างอิงสำหรับทดสอบหรือ TRC ระหว่างการตรวจวัดมากกว่าจะใช้สายต่อสั้นๆ แบบปกติ ถ้าอธิบายง่ายๆ ก็คือ สายไฟเบอร์สั้นๆ หรือ Patch Cord ที่ใช้กันทั่วไปนั้นมีความหลากหลายและมีค่าการสูญเสียมากพอที่จะทำให้การตรวจวัดไม่เที่ยงตรงหรือสม่ำเสมอเพียงพอ ซึ่งสายพิเศษอย่าง TRC นั้นจะใช้ใยแก้วนำแสงและหัวต่อเกรดสำหรับเป็นมาตรฐานอ้างอิงโดยเฉพาะจนทำให้สูญเสียพลังงานน้อยมาก โดยน้อยกว่า 0.1dB สำหรับสายแบบ MM และน้อยกว่า 0.2dB สำหรับสายแบบ SM ซึ่งค่าการสูญเสียที่น้อยมากนี้แทบไม่มีผลกับค่าการตรวจวัดจริง ขณะที่สาย Patch Cord ทั่วไปอาจให้ค่าการสูญเสียได้มากถึง 0.5dB สำหรับการตรวจวัดสายมัลติโหมด และมากถึง 1.0dB สำหรับสายต่อแบบซิงเกิ้ลโหมด

สามารติดตามข้อมูลต่างๆ ได้ที่เพจ Fluke Network

from:https://www.enterpriseitpro.net/what-are-all-those-specialty-cords-you-use/

Webinar : เรียนรู้วิธีการทดสอบและแก้ปัญหาเกี่ยวกับ CCTV และสายเคเบิล PoE

ในสภาพแวดล้อมการทำงานแบบปัจจุบันนั้น ระบบกล้องวงจรปิดมีบทบาทสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ในชีวิตประจำวันของพวกเรา ไม่ว่าจะเป็นการตรวจจับภาพเคลื่อนไหวและรักษาความปลอดภัยในที่ชุมนุมชน การควบคุมและอนุญาตบุคคลเข้ามาในอาคาร ไปจนถึงการตรวจวัดอุณหภูมิที่ผ่านเข้าออก ดังนั้นการติดตั้งระบบ CCTV ที่ถูกต้องจึงเป็นหัวใจสำคัญของการวางโครงสร้างพื้นฐานขององค์กร

ทาง Fluke Networks จึงได้จัดสัมมนาแบบออนไลน์ (Webinar) ในวันอังคารที่ 11 สิงหาคม 2563 เวลา 13.30 – 15.00 น. โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้

รายละเอียดการสัมมนา

ห้วข้อ : เรื่อง – การทดสอบและแก้ปัญหาเกี่ยวกับ CCTV และสายเคเบิล PoE
ผู้บรรยาย : ทีมงาน Fluke Networks
วัน-เวลา : วันอังคารที่ 11 สิงหาคม 2563 เวลา 13.30 – 15.00 น.
ช่องทาง : สัมมนาออนไลน์ (WebEX)
ภาษา : ไทย

สำหรับการสัมมนาผ่านเว็บครั้งนี้ เราจะมาดูสิ่งต่างๆ ที่น่าสนใจ

1. เทรนด์หลักเกี่ยวกับระบบ CCTV ที่กำลังเป็นที่นิยม
2. เหตุผลว่าทำไมการทดสอบจึงสำคัญมาก ที่จะทำให้มั่นใจได้ว่าระบบจะทำงานอย่างถูกต้อง
3. ประโยชน์สำคัญอื่นๆ ของการทดสอบที่มีผลต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
4. ความสำคัญในการเลือกสายเคเบิลสำหรับติดตั้ง
5. การจ่ายกระแสไฟฟ้าผ่านระบบ PoE ไปยังอุปกรณ์ที่ติดตั้ง
6. รวมทั้งปัญหาที่พบได้บ่อยที่เกี่ยวข้องกับระบบสายเคเบิล

โดยข้อมูลที่จะนำเสนอนี้ จะครอบคลุมถึงเรื่องความสำคัญในการเลือกสายเคเบิลสำหรับติดตั้งเพื่อให้ได้คุณภาพในการส่งต่อข้อมูลวิดีโอที่ดีที่สุด และการจ่ายกระแสไฟฟ้าผ่านระบบ PoE ไปยังอุปกรณ์ที่ติดตั้ง รวมทั้งปัญหาที่พบได้บ่อยที่เกี่ยวข้องกับระบบสายเคเบิล แนวทางการวางระบบสายเคเบิลที่เป็นสายทองแดง และวิธีระบุปัญหาที่เกี่ยวข้องกับสายเคเบิลแบบบิดเกลียวคู่ที่พบได้บ่อย

ทุกท่านสามารถร่วมลงทะเบียนได้ฟรี

ผู้ที่สนใจสามารถกรอกแบบฟอร์มเพื่อเข้าร่วม Webinar ในหัวข้อนี้ได้ฟรี!!

https://www.flukenetworks.com/request/testing-and-troubleshooting-cctv-and-poe-cablingth

โดยทีมงานขอความกรุณากรอกข้อมูลชื่อบริษัทด้วยชื่อเต็มของหน่วยงานหรือองค์กร เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในการจัดการกับข้อมูลการลงทะเบียน

from:https://www.enterpriseitpro.net/fluke-network-cctv-poe/

(VDO) – บรรยายพิเศษเรื่อง Cisco Meraki for business

งานสัมมนานี้ เราจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับ Cisco Meraki ซึ่งเป็นโซลูชันระบบเครือข่ายอัจฉริยะ ที่พัฒนาขึ้นเพื่อรับมือกับความท้าทายของธุรกิจยุคดิจิทัล เมื่อองค์กรไม่ได้ต้องการเพียงเทคโนโลยีที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีและระบบเครือข่ายที่แข็งแกร่ง มีความปลอดภัยสูง และง่ายต่อการบริหารจัดการเท่านั้น แต่ต้องพร้อมต่อยอดและสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้ธุรกิจอีกด้วย

ภายในงานจะเป็นการแนะนำ ผลิตภัณฑ์ต่างๆ จาก Cisco Meraki ไม่ว่าจะเป็น โซลูชันเครือข่ายไร้สาย SD-WAN และระบบรักษาความปลอดภัย อุปกรณ์สวิตช์ โซลูชันการบริหารจัดการ Endpoint ประสิทธิภาพการทำงาน Meraki MV โซลูชันกล้องวงจรปิดอัจฉริยะ ที่มาพร้อมกับ และความเรียบง่ายของการบริหารจัดการอุปกรณ์ทั้งหมดผ่านแดชบอร์ดบนระบบคลาวด์

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
บริษัท ดาต้าโปร คอมพิวเตอร์ ซิสเต็มส์ จำกัด
คุณรักษนิธิ์ แจ้งกระจ่าง
อีเมล : ruksani.j@dcs.premier.co.th
โทร : 02 684 8484

from:https://www.enterpriseitpro.net/vdo-cisco-meraki-for-business/