คลังเก็บป้ายกำกับ: Networking

Grafana Labs ออก Grafana Enterprise Stack

Grafana Labs ได้ประกาศออกโซลูชันใหม่สำหรับระดับองค์กรหรือ Grafana Enterprise Stack

credit : Grafana.com

Grafana Enterprise Stack ผสานเอาโซลูชัน Grafana Enterprise, Enterprise Metrics for Prometheus-as-a-Service และ Enterprise Log (ต่อยอดจาก Grafana Loki) โดยคุยว่า Enterprise Stack จะมีฟีเจอร์ที่น่าสนใจประกอบด้วย

  • Data Source Plugin สำหรับเชื่อมต่อกับเครื่องมืออื่นได้เช่น Splunk, New Relic, Mongo DB, ServiceNow Snowflake และอื่นๆ
  • สามารถจัดทำรายงาน และเพิ่มความสามารการพิสูจน์ตัวตนให้รองรับการใช้งานระดับองค์กร
  • มีทีมงานดูแลแบบ 24×7
credit : grafana.com

ศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ https://grafana.com/products/enterprise/

ที่มา : https://www.eweek.com/news/grafana-labs-introduces-enterprise-observability-stack/ 

from:https://www.techtalkthai.com/grafana-enterprise-stack-was-launched/

เชิญร่วมสัมมนาออนไลน์ F5 Adaptive Application for Digital Transformation

F5 Networks และ WTC Computer ขอเรียนเชิญผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานด้าน IT เข้าร่วมรับฟังงานสัมมนาออนไลน์ในหัวข้อ “F5 Adaptive Application for Digital Transformation” ในวันอังคารที่ 2 มีนาคม 2021 เวลา 14:00 น.​ ผ่านช่องทาง Live Webinar

F5 Networks ผู้นำระดับโลกด้านแพลตฟอร์มอัจฉริยะ (Application Delivery Controller) เพื่อการขับเคลื่อนแอปพลิเคชัน ที่นำเสนอโซลูชันที่จะช่วยให้การทำงานของแอปพลิเคชันต่างๆ ในองค์กรเป็นไปอย่างรวดเร็ว มั่นคงปลอดภัย เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีแก่ผู้เข้ามาใช้งานแอปพลิเคชัน ซึ่งในปัจจุบันการวางระบบแอปพลิเคชันนั้นจะพบความท้าทายเรื่องการโจมตีผ่านทางไซเบอร์ที่อาจจะสร้างความเสียหายให้แก่แอปพลิเคชันได้ รวมถึงการเฝ้าระวังภาพรวมของประสิทธิภาพของแอปพลิเคชัน ทั้งนี้ F5 Adaptive Application จะเข้ามาช่วยเพิ่มวิสัยทัศน์ในมุมมองของแพลตฟอร์มแอปพลิเคชัน เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือของระบบแอปพลิเคชันในการขับเคลื่อนธุรกิจของแต่ละองค์กรในปี 2021

ทีมงาน F5 Networks และ WTC Computer ขอเรียนเชิญผู้สนใจ เข้าร่วมรับฟังงานสัมมนาออนไลน์ (Webinar) เรื่อง “F5 Adaptive Application for Digital Transformation” ในวันอังคารที่ 2 มีนาคม 2021 เวลา 14:00 – 15:00 น. พร้อมทั้งร่วมสอบถามประเด็นข้อสงสัยต่างๆ ดังนี้

  • Digital Transformation on Covid 19
  • Enabling Dynamic Digital Experiences
  • Q&A

ผู้บรรยาย: Ekaluck Poapongsakorn, General Manager จาก WTC Computer และ Poramed Kumchan, Pre-sales Engineer จาก VST ECS

from:https://www.techtalkthai.com/f5-adaptive-application-for-digital-transformation/

Cloudflare ออก Smart Tiered Cache Topology

Cloudflare ได้ออกมาแนะนำถึงกลไกของการทำ Tier ที่ฉลาดขึ้นในการทำ Caching เพื่อลดการเข้าถึงเซิร์ฟเวอร์จริง (Origin)

credit : https://blog.cloudflare.com/

การทำ Caching จะช่วยลดการ Request ของผู้ใช้จากการวิ่งตรงเข้าไปยังเซิร์ฟเวอร์จริง (Origin) ซึ่งโดยทั่วไปจะเลือกให้ Data Center เป็น Reverse Proxy ตามรูปประกอบด้านบน อย่างไรก็ดีต้องเข้าใจก่อนว่าหากเรียกข้อมูลใน Cache ใน Data Center ไม่เจอ (Cache Miss) ก็ต้องมีการไป Copy ข้อมูลมาจากเซิร์ฟเวอร์จริงอยู่ดี แม้ว่าจะมีข้อมูลอยู่ใน Data Center อื่นก็ตาม แต่ด้วยความที่ไม่รู้จักข้อมูลซึ่งกันและกัน สุดท้ายแล้ว Cloudflare จึงได้คิดวิธีการแก้ปัญหาเรื่องการลดอัตราการเกิด Cache Miss และสร้างเส้นทางที่ดีที่สุดให้แก่การ Request ด้วย Tiered Cache

Tiered Cache มีไอเดียเหมือน Tree Structure (ลด Cost ของการ Search) คือเลือก Data Center หนึ่งมาเป็น Cache ให้ Data Center อื่นๆ (ตามภาพประกอบด้านล่าง) โดยวิธีการเลือกว่าจะให้ Data Center ไหนเป็น Cache หลักจะอยู่ภายใต้ส่วนที่เรียกว่า Topology อย่างไรก็ดีปัญหาคือวิธีการนี้ยังไม่ดีที่สุดเพราะบางทีเส้นทางของเซิร์ฟเวอร์ปลายทางของลูกค้า Cloudflare ไม่อาจรู้ได้จึงไม่เห็นภาพรวม ดังนั้นบางองค์กรก็ต้องทำงานร่วมกับ Cloudflare เพื่อประกอบให้ได้กระบวนการที่เหมาะสม

credit : https://blog.cloudflare.com/

ด้วยเหตุนี้เองปกติแล้ว Cloudflare ก็พยายามใช้ Topology กลางๆ (Generic) ที่ได้ผลดีประมาณนึง ให้สามารถบาลานซ์ความเป็นกลางของ Latency และอัตราของ Cache Hit ซึ่งโดยไอเดียก็คือมักเลือก Data Center ที่มีขนาดใหญ่และอยู่ใน Geolocation เดียวกันเป็นตัวแทนของเซิร์ฟเวอร์จริง รวมถึงมีวิธีการจัดการปัญหาหาก Data Center ที่เป็น Cache ล่มไป

ล่าสุด Smart Topology ก็คือวิธีการพิเศษที่ช่วยให้กระบวนการ Tiered Cache มีความชาญฉลาดขึ้น โดย Cloudflare จะมีการดู IP Geolocation และทำ TCP Handshake เพื่อดู Latency ระหว่าง Data Center ไปยังเซิร์ฟเวอร์จริงที่มีค่าน้อยที่สุดเพื่อเลือกเส้นทางที่ดีที่สุด อย่างไรก็ดีวิธีการนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่าเซิร์ฟเวอร์จริงตั้งอยู่ในพิกัดเดียว นอกจากนี้ยังมีการพยายามจัดการปัญหาหากมีการทำ Anycast ในผู้ให้บริการ Cloud ระหว่างเส้นทางไปยังเซิร์ฟเวอร์ที่จะทำให้การวัด Latency ไม่แม่นยำ แต่ Cloudflare ก็อ้างอิงตามข้อมูลทั้งหมดที่ตนพึงวัดได้โดยไม่ต้องร้องขอข้อมูลจากผู้ใช้ สนใจข้อมูลเพิ่มเติมศึกษาได้ที่ https://blog.cloudflare.com/introducing-smarter-tiered-cache-topology-generation/

ที่มา :  https://blog.cloudflare.com/tiered-cache-smart-topology/

from:https://www.techtalkthai.com/how-cloudflare-smart-tiered-cache-topology-works/

อรูบ้า (Aruba) เผย 4 แนวโน้มหลักของระบบเครือข่ายในปี 2564 ที่ CIO ควรรู้

ปี 2564 นี้เริ่มต้นขึ้นด้วยสถานการณ์ที่แตกต่างจากช่วงต้นปี 2563 ส่งผลให้บทบาทของระบบเครือข่ายและระบบ IT ได้กลายเป็นพระเอกที่เข้ามาช่วยให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างมั่นคงท่ามกลางภัยโรคระบาดนี้ แต่สำหรับบางองค์กรอาจไม่สามารถบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้

อย่างไรก็ดีสำหรับสถานการณ์นับจากนี้ไป CIO ต้องมองไปสู่อนาคตเพื่อกำหนดแนวทางและกลยุทธ์สำหรับโลกยุคหลังการแพร่ระบาดของ COVID-19

อรูบ้า (Aruba) มองเห็นปัจจัยสำคัญ 4 ประการที่ CIO จะต้องเผชิญ ซึ่งเป็นตัวแปรหลักที่จะเข้ามาช่วยผลักดัน หรือในทางตรงกันข้ามอาจเป็นอุปสรรคที่เข้ามาชะลอแผนการทางด้าน IT ขององค์กรได้ นั่นคือ:

  • การเกิดขึ้นของการทำงานแบบไฮบริด (Hybrid Workforce) และพัฒนาการต่อไปในระหว่างและหลังการแพร่ระบาด
  • บทบาทที่เปลี่ยนแปลงไปของการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบเครือข่ายที่ต้องครอบคลุมทุกส่วนบนระบบเครือข่าย
  • ความเปลี่ยนแปลงตัวชี้วัดการทำงานของระบบเครือข่าย จากระยะเวลาที่เครือข่ายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไปสู่ความพึงพอใจของผู้ใช้งาน ด้วยการวิเคราะห์ระบบเครือข่ายแบบองค์รวมในฐานะของส่วนหนึ่งภายใต้เทคโนโลยีที่ใช้งานทั้งหมด
  • การนำระบบอัตโนมัติมาใช้ในการดูแลการดำเนินงานของระบบเครือข่ายมากขึ้น เพื่อรับมือกับความท้าทายใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นจาก LAN, WAN และ Cloud

การทำงานแบบไฮบริดที่จะคงอยู่ต่อไป

แม้จะมีความคืบหน้าในด้านวัคซีนป้องกัน COVID-19 แต่พนักงานในองค์กรหลายตำแหน่งอาจยังกลับเข้าทำงานได้ไม่เต็มที่จนกว่าจะถึงปลายปี 2564 และในบางธุรกิจอาจจะยังเข้ามาทำงานในสำนักงานไม่ได้เลย

หลังจากพูดคุยกับ CIO จากทั่วโลกสิ่งที่ชัดเจนก็คือ รูปแบบการทำงานจากระยะไกลจะยังคงอยู่ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากเรื่องการเข้าใช้พื้นที่ในสำนักงาน วัฒนธรรมองค์กร ตลอดจนการเชื่อมต่อและระบบเครือข่าย

หลาย ๆ องค์กรคิดว่าการสร้างระบบทำงานจากระยะไกล (Remote Setups) จะเป็นเพียงเรื่องชั่วคราวในช่วงที่อัตราการแพร่ระบาดของ COVID-19 ขึ้นสูงเท่านั้น แต่การทำงานในลักษณะนี้กลับพัฒนามากขึ้น ไปสู่การทำงานแบบไฮบริดที่มีประสิทธิภาพและอัจฉริยะมากขึ้น โดยพนักงานสามารถจะทำงานจากที่บ้าน ที่ทำงานหรือที่ไหน ๆ ก็ได้ ด้วยการเชื่อมต่อที่ปลอดภัยและเชื่อถือได้

สำหรับ IT แล้ววิกฤตครั้งนี้นับว่ามีความท้าทายอย่างมาก แต่ก็กระตุ้นให้ CIO และผู้บริหารระดับสูงขององค์กรได้ตระหนักถึงผลกระทบที่ IT จะมีต่อธุรกิจ รวมถึงความรวดเร็วในการติดตั้งและใช้งานระบบใหม่ ๆ ซึ่งต้องดำเนินการได้แม้ในสถานการณ์ที่กดดัน

ตอนนี้ CEO รวมถึงผู้บริหารระดับสูง กำลังคิดถึงบทเรียนที่ได้รับจากการระบาดครั้งใหญ่นี้เพื่อให้ระบบเครือข่าย, ระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัย และโครงการทางด้าน IT มีความยืดหยุ่นและคล่องตัวมากขึ้น

ซึ่งผลลัพธ์ก็คือการที่ฝ่าย IT ได้เข้าไปมีบทบาทในการผลักดันการทำ Digital Transformationมากขึ้น รวมถึงยังมีส่วนในการเร่งแผนงานต่าง ๆ ที่มีอยู่ให้ดำเนินไปอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น ท่ามกลางความมั่นใจของพนักงานในองค์กรที่ต้องปรับตัวไปสู่ ความปรกติรูปแบบใหม่ หรือ New Normal ได้นั่นเอง

มุมมองต่อความมั่นคงปลอดภัยที่ต้องเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด – จาก Endpoint ไปยัง the Edge ไปจนถึง the Cloud

ด้วยการเติบโตเต็มที่ของระบบคลาวด์และการขยายตัวของ Edge Networking ซึ่งมีจำนวนอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อเข้ามาที่จุด Endpoint เพิ่มจำนวนมากขึ้นอย่างรวดเร็ว – ทั้งหมดนี้ถูกเร่งขึ้นจากการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ IoT – วิธีการที่กำหนดและสร้างระบบความมั่นคงปลอดภัยที่ใช้ในขณะนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญมาก ๆ ในการออกแบบโครงสร้างสถาปัตยกรรมระบบเครือข่าย ซึ่งไม่ได้เป็นแค่เพียงส่วนเสริมของระบบ IT ในองค์กรอีกต่อไป

จากการเติบโตของสภาพแวดล้อมในการทำงานจากระยะไกลและการทำงานแบบไฮบริด เหล่า CSO และ CIO นั้น ต่างก็เรียกร้องหาแนวทางการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เชื่อมโยงถึงกัน

เมื่อพิจารณาถึงหลักการออกแบบระบบครือข่ายในอดีตที่ผ่านมา ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงปลอดภัยนั้นจะเริ่มต้นจากการกำหนดนโยบายการรักษาความมั่นคงปลอดภัย และออกแบบโครงสร้างระบบเครือข่ายที่สอดคล้องกับนโยบายดังกล่าว ซึ่งหมายถึงการที่ระบบโครงสร้างเครือข่ายและนโยบายการรักษาความมั่นคงปลอดภัยจะเกี่ยวพันกันอย่างแยกไม่ออก

อย่างไรก็ดีแนวทางดังกล่าวนี้ได้เปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างมาก เพราะโซลูชันด้านระบบเครือข่ายได้วิวัฒนาการมาอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับการแบ่งแยกส่วนของระบบเครือข่ายได้ในหลายระดับ ในขณะที่นโยบายนั้นก็ถูกเปลี่ยนไปเป็นในลักษณะเพิ่มความสามารถในการตั้งค่าการควบคุมการทำงานเฉพาะในเวลาและตำแหน่งที่จำเป็นเท่านั้น

โซลูชันสถาปัตยกรรมเครือข่ายแบบ Zero Trust จะยังคงเป็นแกนหลักของการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพด้วยระบบงานไอทีแบบเดิมที่ย้ายออกจาก Edge ไปสู่สภาพแวดล้อมระบบคลาวด์หรือ SaaS แทน รวมถึงมีการใช้งาน OT/IoT workloads เกิดขึ้นที่ Edge อย่างมากมาย

นอกจากนี้ด้วยการนำ 5G มาใช้ สถาปัตยกรรมเครือข่ายจะต้องต่อสู้กับปริมาณงานจากการประมวลผลแบบหลายช่องทางการเข้าถึงจาก Edge (Multi-Access Edge Compute: MEC) ทั้งแบบส่วนตัวและสาธารณะ ยิ่งต้องการวิธีคิดและการปฏิบัติที่ยืดหยุ่นในการกำหนดนโยบายความมั่นคงปลอดภัย ซึ่งต้องพัฒนาให้ก้าวล้ำไปกว่าแนวคิดการรักษาความปลอดภัยแบบผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง ไปสู่การออกแบบระบบเครือข่ายโดยยึดข้อมูลเป็นศูนย์กลาง หรือ Zero Trust ที่ลงตัวที่สุดสำหรับวันนี้

ความพึงพอใจของผู้ใช้คือเป้าหมายสูงสุด

ตัวชี้วัดประสิทธิภาพด้านไอทีที่สำคัญ (Key IT Metrics) มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเช่นกัน การทำให้โครงสร้างพื้นฐานของระบบเครือข่ายทำงานได้อย่างต่อเนื่องไม่เพียงพออีกต่อไป ต้องมีตัวชี้วัดประสิทธิภาพในการทำงานตามปกติประจำวัน (Metric Du Jour) คือการสร้างความพึงพอใจให้ผู้ใช้ ซึ่งในมุมมองของ CIO นั้นการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน คือผลต่อผลกำไรของธุรกิจ

ขณะที่ทีมงานดูแลระบบเครือข่ายและความมั่นคงปลอดภัย พวกเขาต้องให้ความสำคัญกับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาของผู้ใช้ปลายทาง และคาดหวังกับบริการและแอปพลิเคชันที่เลือกใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน

ดังนั้นทีมงานดูแลระบบเครือข่าย ต้องปรับวิธีคิดและวิธีการทำงาน โดยแทนที่จะถามเพียงว่า อุปกรณ์ประเภทใดที่เชื่อมต่อกับเครือข่าย พวกเขายังต้องให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่นและความคล่องตัวในการเชื่อมต่อในขณะเดียวกันก็ต้องควบคุมความเสี่ยงให้ได้อีกด้วย

ที่สำคัญ ต้องมีเป้าหมายในการควบคุมดูแลระบบเครือข่ายไปพร้อมกับการสร้างความคล่องตัวทางธุรกิจ ด้วยการใช้มาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม CIO จะสามารถอำนวยความสะดวกให้กับสภาพแวดล้อมไอทีให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ได้ดีขึ้น

ในที่สุด CIO ต้องการข้อมูลเชิงลึกมากกว่าค่าพื้นฐานต่าง ๆ จากระบบเครือข่าย นั่นหมายถึงความพร้อมใช้งานของระบบเครือข่ายและประสิทธิภาพของการใช้งานแอปพลิเคชันผ่านระบบเครือข่ายที่ผู้ใช้และผู้บริหารให้ความสำคัญ พวกเขาไม่ได้สนใจในความซับซ้อนของเครือข่ายว่าทำงานอย่างไร แต่พวกเขากังวลถึงประสบการณ์และความพึงพอใจจากการใช้งานแอปพลิเคชันประชุมทางไกลมากกว่า

นำระบบอัตโนมัติมาใช้จัดการการดำเนินงานของระบบเครือข่ายให้มากขึ้น

ความสามารถในการทำความเข้าใจกับความต้องการและประสบการณ์ของผู้ใช้ได้นี้ ทำให้ระบบเครือข่ายอัตโนมัติเติบโตขึ้น แต่ความก้าวหน้าของระบบอัตโนมัตินั้นยังไม่ได้ถูกพัฒนาให้เทียบเท่า สม่ำเสมอกันในทุกส่วนของระบบเครือข่ายทั้งหมด

เช่น ในศูนย์ข้อมูลซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่มีการควบคุมได้มากกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับ WAN หรือ LAN การนำระบบอัตโนมัติไปใช้จะง่ายและทำได้มากกว่าเพราะการเปลี่ยนแปลงในศูนย์ข้อมูลส่วนใหญ่เกิดตามโครงสร้างลำดับชั้นโดยธรรมชาติของมัน ดังนั้นจึงง่ายต่อการทำความเข้าใจและจัดการผ่านสคริปต์ที่เขียนให้ทำงานได้เองโดยอัตโนมัติ

แต่ในทางกลับกัน Edge (ทั้ง LAN และ WAN) เป็นสภาพแวดล้อมที่วุ่นวายมากขึ้นเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจากปัจจัยที่ไม่ได้อยู่ในการควบคุมของ IT โดยสิ้นเชิง นั่นคือรูปแบบพฤติกรรมของมนุษย์และอุปกรณ์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

จึงมีความจำเป็นอย่างมากในการใช้ประโยชน์จาก AI และ Machine Learning เพื่อรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงได้ทันทีที่เกิดขึ้นและตอบสนองต่อสิ่งที่เกิดในช่วงเวลาสั้น ๆ นั้นในทันที การเติบโตของโซลูชันซึ่งมีองค์ประกอบของการเรียนรู้แบบอัตโนมัติที่ Edge จะดีขึ้นอย่างมากในปี 2564 นอกจากนี้ยังมีความก้าวหน้าที่สำคัญในการรวมสิ่งเหล่านี้เข้ากับ API และเครื่องมืออัตโนมัติอื่น ๆ ซึ่งจะมอบประสิทธิภาพและข้อมูลเชิงลึกที่ผู้นำด้าน IT ต้องการ

การแพร่ระบาดของ COVID-19 ยังคงเพิ่มขึ้น ส่งผลต่อความสนใจในระบบเครือข่ายอัตโนมัติที่ Edge ในบรรดา CIO และผู้นำด้านไอที จากการสำรวจล่าสุดของผู้มีอำนาจตัดสินใจด้านไอที 2,400 คนทั่วโลกพบว่า 35% วางแผนที่จะเพิ่มการลงทุนในระบบเครือข่ายที่ใช้ AI เนื่องจากพวกเขาแสวงหาโครงสร้างพื้นฐานที่ทำงานโดยคล่องตัวและอัตโนมัติสำหรับสภาพแวดล้อมการทำงานแบบไฮบริด

 ทำให้ปี 2564 ประสบความสำเร็จ

ในปี 2563 ธุรกิจและเศรษฐกิจได้รับการช่วยเหลือจากเทคโนโลยีการสื่อสารที่พัฒนาขึ้นในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่เรื่องของความมั่นคงปลอดภัยในการเชื่อมต่อระบบคลาวด์ ไปจนถึงแอปพลิเคชันที่มีการจัดการและรองรับผ่านเครือข่าย

ขณะนี้ในปี 2564 ปัจจัยสำคัญ 4 ประการที่ระบุไว้ข้างต้น สามารถช่วยให้ CIO และผู้นำด้านไอทีมีเครื่องมือที่พร้อมสำหรับทิศทางที่คาดเดาไม่ได้ในปัจจุบันและในอนาคต แม้ว่าการระบาดใหญ่นี้จะยังคงอยู่ หรือความเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานด้านไอที ตลอดจนวัฒนธรรมการทำงานและสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปก็ตาม มันจะสามารถช่วยให้ผู้นำด้านไอทีตั้งแต่ระดับบนลงล่างไปจนถึงตำแหน่งไอทีที่มีผลต่อการวางกลยุทธ์ประสบความสำเร็จ

คุณประคุณ เลาหกิตติกุล ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยของ Aruba

“สำหรับสถานการณ์ในประเทศไทย trend ทั้ง 4 ที่กล่าวมา สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันเป็นอย่างมาก โดยในประเทศไทย ภาวะการระบาด ที่เกิดขึ้น ยิ่งทำให้มีการใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นอย่างมากมายในทุกภาคอุตสาหกรรม ทั้งนี้เพื่อตอบโจทย์การใช้งานที่เปลี่ยนไปและเพื่อให้สามารถแข่งขันต่อไปได้ในช่วงวิกฤตินี้  อรูบ้าได้พัฒนาระบบเครือข่ายในส่วนของ แคมปัส ดาต้าเซ็นเตอร์ และ SD-WAN โดยคำนึงถึงความท้าทายใหม่ ๆ ที่สอดคล้องกับ trend ของการใช้งาน รวมถึงความท้าทายทางการลงทุนในระบบเครือข่าย เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ใช้งานและดูแลระบบเครือข่ายจะสามารถตอบโจทย์ความต้องการทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้” กล่าวเสริมโดยคุณประคุณ เลาหกิตติกุล ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยของ Aruba บริษัทในเครือ Hewlett Packard Enterprise

บทความโดย : Partha Narasimhan, CTO of Aruba, a Hewlett Packard Enterprise company

from:https://www.enterpriseitpro.net/aruba-technology-networking/

Istio 1.9 ออกแล้ว เน้นเพิ่มความสามารถใหม่สำหรับใช้งานใน Production

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทีมพัฒนา Istio ได้ออกมาประกาศเปิดตัว Istio 1.9 แล้วอย่างเป็นทางการ โดยเน้นการเพิ่มความสามารถในส่วนของ Day 2 Operation เพื่อให้การใช้งานจริงในระดับ Production เป็นไปได้อย่างลื่นไหลมากยิ่งขึ้น โดยมีความสามารถใหม่ที่โดดเด่นดังนี้

Credit: Istio
  • Virtual Machine Integration (Beta) ทำให้ Workload ที่อยู่บน VM นั้นสามารถถูกรวมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งใน Istio Service Mesh ได้
  • Request Classification (Beta) เพิ่มความสามารถในการปรับแต่ง Mesh Telemetry Collection ให้มากขึ้น โดยการเพิ่ม Request Classification เข้ามาจะทำให้ผู้ดูแลระบบเข้าใจทราฟฟิกที่เกิดขึ้นใน Service Mesh ได้ดีขึ้น
  • Kubernetes Service API Support (Alpha) เชื่อมต่อกับ Kubernetes เพื่อทำงานร่วมกันได้ดีขึ้น
  • Integration with External Authorization Systems (Experimental) ผสานระบบภายนอกเพื่อควบคุมสิทธิ์ได้มากขึ้น เช่น ทำงานร่วมกับ OPA, OAuth 2 และอื่นๆ
  • Remote Fetch & Load of WebAssembly HTTP Filters (Experimental) สามารถ Fetch WebAssembly Module จาก Repository ภายนอกและทำการ Reload ได้โดยไม่ต้อง Restart ที่ Proxy ภายใน Mesh ทำให้สามารถเพิ่มโค้ด C++ เข้าไปใน Mesh เพื่อจัดการกรณีการใช้งานที่นอกเหนือเกินความสามารถของ Istio API ได้
  • Mirroring of Images on gcr.io มี Registry แยกที่ gcr.io/istio-release เพื่อแก้ปัญหากรณี Rate-Limiting Policy ของ Docker Hub ห
  • อัปเดตใหม่สำหรับ istioctl เช่น เพิ่มคำสั่ง verify-install ให้ระบบแจ้งเตือน Error ที่เกิดขึ้นในการตั้งค่าของการติดตั้งได้ และปรับปรุงคำสั่ง analyze ให้ทำงานได้ดีขึ้น

สำหรับปี 2021 นี้ ทีมพัฒนา Istio ก็จะยังคงยึดแนวทางการเน้นเสริม Day 2 Operation ให้ดียิ่งขึ้นต่อไป

ที่มา: https://istio.io/latest/news/releases/1.9.x/announcing-1.9/

from:https://www.techtalkthai.com/istio-1-9-is-announced/

Proen Webinar: Networking Zero to Expert – The Tools Used by Experts in Their Day-to-day Operations

Proen ขอเรียนเชิญผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงาน IT Network & Security เข้าร่วมฟัง Webinar เรื่อง “Networking Zero to Expert: The Tools Used by Experts in Their Day-to-day Operations” พร้อมแนะนำเทคนิคการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ SaaS และการทำงานแบบรีโมตบนหลายๆ IT Platform ให้สะดวก รวดเร็ว และมั่นคงปลอดภัยด้วยสถาปัตยกรรม SASE ในวันพุธที่ 24 กุมภาพันธ์ 2021 ผ่านช่องทาง Live Webinar ฟรี

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: Networking Zero to Expert: The Tools used by Experts in Their Day-to-day Operations
ผู้บรรยาย: Visrut Manunpon (Vice President – Business Development) และ Chawanat Nipattamanon (Senior System Engineer) จาก Proen Corp PCL
วันเวลา: วันพุธที่ 24 กุมภาพันธ์ 2021 เวลา 14:00 – 15:30 น.
ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference
จำนวนผู้เข้าร่วมสูงสุด: 500 คน
ภาษา: ไทย
ลิงค์ลงทะเบียน: https://zoom.us/webinar/register/WN_CBm7O3fuRAKQQcb-IiTkBg

ภายใน Webinar นี้ ท่านจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้แอปพลิเคชัน SaaS ไม่ว่าจะเป็น O365, Zoom, Video Conference, VoIP และอื่นๆ พร้อมแนะนำเทคนิคการทำงานแบบรีโมต ผ่านอุปกรณ์ต่างๆ บนหลายๆ IT Platforms ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และมั่นคงปลอดภัยผ่านสถาปัตกรรมเครือข่ายแบบ Secure Access Service Edge (SASE) รวมไปถึงการบูรณาการเครื่องมือเข้าด้วยกันเพื่อให้การวิเคราะห์ต้นตอของปัญหาสามารถทำได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ ไม่ต้องเสียเวลาคาดเดา

กด Interested หรือ Going เพื่อติดตามอัปเดตและรับการแจ้งเตือนบน Facebook Event: https://www.facebook.com/events/431703528067825/

from:https://www.techtalkthai.com/proen-webinar-networking-zero-to-expert/

Juniper เปิดตัว ‘Paragon Automation’

Juniper ได้ปล่อยโซลูชันใหม่ที่หวังลดความยุ่งยากในการบริหารจัดการเครือข่ายด้วยการปฏิวัติการปฏิบัติงานใหม่อย่างอัตโนมัติและทันท่วงที ผ่านโซลูชันที่ชื่อว่า ‘Paragon Automation’

credit : Juniper.net

Paragon Automation เป็นแอปพลิเคชัน Cloud-native ตัวหนึ่งที่สามารถให้บริการในการจัดการเครือข่ายแบบครบวงจร (ตามภาพประกอบด้านบน) ให้เป็นไปได้อย่างอัตโนมัติ รวมถึงสามารถแก้ไขปัญหาได้ทันทีหากพบปัญหา ทั้งนี้ Juniper ได้ผสานเอาโซลูชัน Paragon Controller (NortStar Controller) เข้ากับเทคโนโลยี Bot ที่ตรวจเช็คเครือข่ายและโทคโนโลยีที่ได้จากการเข้าซื้อกิจการของ Netrounds ที่นำเสนอเรื่องของ Service Assurance

อย่างไรก็ดีที่ว่าเป็น Cloud-native เพราะ Paragon Automation สร้างอยู่บน Kubernetes ซึ่งสามารถทำงานแบบอิสระหรือทำงานร่วมกับเครื่องมืออื่นๆ ได้ โดยตัวโซลูชันเองทาง Juniper ได้คุยถึงความสามารถด้านตรวจสอบคุณภาพของเครือข่ายด้วย Machine Learning สำหรับแก้ปัญหาและกู้คืนระบบ รวมถึงยังสามารถมองเห็นและวิเคราะห์ปัญหาได้ตั้งแต่เลเยอร์ 2 จนถึงเลเยอร์ 7 ทั้งนี้เชื่อว่าง Paragon Automation เป็นเครื่องมือที่สร้างใหม่เหมาะสำหรับเทคโนโลยีสมัยใหม่ขององค์กรอย่าง SD-WAN และ 5G อย่างแท้จริง

ผู้สนใจสามารถติดตามเพิ่มเติมได้ที่ https://blogs.juniper.net/en-us/service-provider-transformation/unleash-experience-first-networking-with-juniper-paragon-automation

ที่มา : https://www.networkworld.com/article/3607472/juniper-targets-wan-automation-with-new-software-suite.html

from:https://www.techtalkthai.com/juniper-launches-paragon-automation/

[Guest Post] AIOps คืออะไร สำคัญอย่างไรกับ IT Operations และธุรกิจของคุณ – ตอนที่ 2 AIOps กับการใช้งานจริง

IT Operation Management เป็นสิ่งสำคัญมากที่จะทำให้ Digital Transformation ประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว และการที่จะทำให้ IT Operation Management มีประสิทธิภาพสูงสุด ต้องนำ AIOps Platform เข้ามาใช้งาน

จากตอนที่ 1 ได้กล่าวถึง AIOps คืออะไร ความสำคัญของ  AIOps  ฟังก์ชั่นและประโยชน์ของ AIOps คืออะไร ไปแล้วนั้น ในตอนนี้จะกล่าวถึง AIOps ในด้านที่เกี่ยวกับ Monitoring, AIOps สำหรับ IT service management และ AIOps สำหรับ automation เพิ่มเติม รวมถึง N-AIOps คืออะไร และบทสรุปจบท้ายของบทความ

 

AIOps สำหรับ IT Monitoring

ปัจจุบันการ Monitoring ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมีขอบเขตการบริหารจัดการที่กว้างกว่าในอดีต โดยครอบคลุมการบริหารจัดการในด้านต่างๆ ได้แก่ IT Infrastructure Management (ITIM), Network Performance Monitoring and Diagnostics (NPMD), Application Performance Monitoring (APM), Digital Experience Monitoring (DEM) ซึ่ง monitoring tool สำหรับ ITIM, NPMD, APM, DEM จะให้ข้อมูลภายใน domain ของตัวเองเป็นหลัก แต่ไม่สามารถให้ข้อมูลแบบองค์รวมซึ่ง digital service หนึ่งๆ จะเกี่ยวข้องกับหลาย domain เช่น การใช้งาน mobile application ที่ต้องเข้าถึง server ที่อยู่บน cloud จะเกี่ยวข้องกับทั้ง ITIM, NPMD, APM, DEM ฉนั้นเพื่อให้เห็นภาพรวม (holistic view) จึงจำเป็นที่จะต้องใช้ AIOps Platform ทำการวิเคราะห์แบบองค์รวม (cross-domain analysis) เพื่อหาสาเหตุที่ Digital Experience ไม่ดี ซึ่งอาจจะเกิดจาก network, server หรือ application เป็นต้น

จากการสำรวจลูกค้าของ Gartner พบว่าการมี monitoring tool ที่หลากหลายจะทำให้ความสามารถในการตอบสนองต่อปัญหาช้าลง และเวลาที่ใช้ในการแก้ปัญหานานขึ้น คำถามคือ I&O Leader จะทำอย่างไรที่จะปรับปรุงให้การปฏิบัติการด้าน IT มีประสิทธิภาพและลดระยะเวลาที่เกิดปัญหาให้สั้นลงจากการที่มี monitoring tool ที่หลากหลายแบบนี้ คำตอบคือการใช้ AIOps เพื่อดำเนินการต่างๆ ดังนี้

 

(1) ปรับปรุงให้เกิดการทำงานร่วมกันโดยใช้ AIOps platform เพื่อรวบรวมข้อมูลที่มาจาก monitoring tools ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น telemetry data, logs และแสดงผลบน dashboard กลางซึ่งตรงกับสิ่งที่ operation team ต้องการจะ monitor

 

การรวบรวมข้อมูลจะลดความเสี่ยงของการมี monitoring tool ที่หลากหลาย โดย

  1. สร้าง centralized visibility สำหรับ event จากระบบ IT ต่างๆที่ส่งผลกระทบกับธุรกิจ
  2. ทำการเชื่อมโยงหาความสัมพันธ์ของข้อมูลที่มาจากระบบต่างๆ ลดความคลุมเคลือ ซ้ำซ้อนของข้อมูล
  3. ปรับปรุงการทำงานระหว่างทีมโดยใช้ชุดข้อมูลกลางในการตัดสินใจแก้ปัญหา

นอกจากนั้นแล้วการรวบรวมข้อมูลยังช่วยลดเวลาที่เราเคยใช้ในการรวบรวมข้อมูลแบบ manual ช่วยเพิ่มความสามารถในการวิเคราะห์ตัดสินใจ รวมถึงการต่อยอดไปสู่การทำงานแบบอัตโนมัติ (automation)

 

(2) ส่งมอบข้อมูลเชิงลึกที่ได้จากการวิเคราะห์ไปยังผู้เกี่ยวข้อง โดยการบูรณาการข้อมูลดิบที่ได้จากเครื่องมือต่างๆ และทำให้แน่ใจว่าข้อมูลหรือผลลัพธ์ที่ได้ออกมามีคุณค่าเพิ่มขึ้นจากข้อมูลดิบๆ โดยใช้เทคนิคการจัดการต่างๆ ดังนี้

  1. การจัดการข้อมูล active events โดยใช้ event correlation analysis (ECA) ซึ่งความท้าทายของเทคนิคนี้ก็คือการที่เราจะต้องปรับแต่ง rule แบบ manual เป็นระยะ
  2. การจัดการข้อมูล active และ archived events โดยใช้ pattern recognition และ machine learning เพื่อที่จะเพิ่มประสิทธิภาพการทำ event correlation ลดการ update rule แบบ manual
  3. การจัดการข้อมูล events และ metrics โดยขึงข้อมูลบนแกนเวลาเดียวกัน ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถหา root cause ของปัญหาได้ง่ายขึ้น
  4. การจัดการข้อมูล metrics โดยขึงข้อมูลบนแกนเวลาเดียวกันเพื่อหา anomaly

 

(3) กำหนดความคาดหวังที่ทำได้จริงจากเทคนิคการรวบรวมวิเคราะห์ข้อมูล สำหรับตัวชี้วัดซึ่งส่งผลต่อการปฏิบัติการด้าน IT เช่น Mean time to repair (MTTR) หรือระยะเวลาที่ใช้ในการแก้ไขปัญหา ซึ่งเทคนิค pattern recognition จำเป็นต้องใช้ข้อมูลในอดีตเยอะๆ จึงจะมีประสิทธิภาพ ส่วน machine learning ก็จำเป็นต้องใช้ข้อมูลเยอะๆ บวกกับการทำงานของมนุษย์ที่จะต้องระบุอัลกอริธิมเพื่อสร้าง models ที่ให้ผลลัพธ์แม่นยำ

 

AIOps สำหรับ IT Service Management

ในวงการ IT เรามักจะใช้ ITIL framework ซึ่งเป็น IT best practice สำหรับงานบริการทางด้าน IT โดยมี process หรือ practice ที่สำคัญ เช่น Incident Management, Service Request Management, Change Management, Knowledge Management, IT Asset Management, Service Configuration Management เป็นต้น โดยสามารถนำ  AIOps platform มาใช้ประโยชน์ในด้าน Incident, Change และ IT Asset Management และ Service Configuration Management ดังนี้

ในด้าน Incident Management และ Service Request Management เราสามารถนำเทคโนโลยี AIOps มาช่วยงานต่างๆ ได้ ดังนี้

  • ช่วยกำหนดข้อมูลของ incident เช่น category, urgency, impact, priority เป็นต้น
  • การแนะนำเจ้าหน้าที่หรือทีมที่เหมาะสมกับ incident นั้นๆ
  • ช่วยวิเคราะห์ข้อมูล incident ในอดีต เพื่อสนับสนุนและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของผู้ให้บริการ
  • ช่วยคาดการณ์ว่า incident ไหนที่ไม่น่าจะแก้ไขไม่ทัน SLA ที่กำหนด
  • ช่วยแก้ไขปัญหาระดับง่ายถึงปานกลางที่มักจะเกิดซ้ำแบบอัตโนมัติ
  • ช่วยทำงานพื้นฐานที่มีการขอรับบริการเป็นประจำแบบอัตโนมัติ เช่น การติดตั้งซอฟต์แวร์ การ reset รหัสผ่าน หรือการตรวจสอบข้อมูลใน email เพื่อเปิด request
  • การใช้ natural language processing (NLP) เพื่อช่วยการทำงานของ chatbots และ virtual support agents (VSAs) เพื่อที่จะลดงานพื้นฐานที่เจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการต้องทำเป็นประจำ เพื่อเอาเวลาไปทำงานที่ซับซ้อนขึ้น
  • การตรวจสอบ response หรือ activity ต่างๆ ใน incident และ escalate หรือทำงานอัตโนมัติตาม work flow

 

ในด้าน Change Management เราสามารถนำเทคโนโลยี AIOps มาช่วยงานต่างๆ ได้ ดังนี้

  • การเพิ่มอัตราความสำเร็จในการทำ Change โดยการวิเคราะห์หา pattern ข้อมูล RFC ในอดีตที่เหมือนหรือใกล้เคียงกันว่าไม่สำเร็จเพราะอะไร มีความเสี่ยงตรงไหน มีผลกระทบอย่างไร
  • ประเมินระดับความเสี่ยงของ Change ให้อัตโนมัติ จากการวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆใน RFC รวมถึง RFC ในอดีต
  • การคาดการณ์ว่า RFC จะสำเร็จหรือไม่
  • การหาเวลาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการทำ Change

 

ในด้าน IT Asset Management และ Service Configuration Management ที่เกี่ยวข้องกับ Configuration Item (CI) ใน CMDB เราสามารถนำเทคโนโลยี AIOps มาช่วยงานต่างๆ ได้ ดังนี้

  • การจัดกลุ่มหาสาเหตุที่ Change ไม่สำเร็จว่าเกิดจาก misconfiguration หรือการระบุผลกระทบกับ CI ไม่ครบถ้วน เป็นต้น
  • การหา dependency หรือความสัมพันธ์ระหว่าง CI สำหรับ Incident และ Change
  • การบูรณาการ configuration change หรือ infrastructure change จาก event ที่ส่งมาจาก monitoring tools หรือ orchestration tool เพื่อแจ้งให้ผู้ให้บริการทราบ
  • การเข้าถึง CI เพื่อดำเนินการแก้ไข incident ระดับพื้นฐานถึงปานกลางแบบอัตโนมัติ

 

 

 

AIOps สำหรับ IT Automation

Gartner ได้พูดถึงการทำงานของ AIOps Platform ว่ามี 3 ด้าน ได้แก่ Observe (Monitoring), Engage (ITSM) และ Act (Automation) ซึ่งการทำงานแบบอัตโนมัตินี้เป็นสิ่งที่ผู้เกี่ยวข้องกับงาน IT ทุกคนล้วนต้องการ ด้วย AIOps Platform จะทำให้เรามี digital workforce ที่มีดีกรีเป็นช่างเทคนิคหรือวิศวกรซึ่งพร้อมทำงานแทนเราเพื่อตรวจสอบ (Self-Diagnostic) แก้ไขปัญหา (Self-Healing) กู้คืน (Self-Recovery) และป้องกันปัญหา (Self-Prevention) ระบบ IT แบบอัตโนมัติ โดยเฉพาะงานที่เกิดซ้ำ (recurring task) ทั้งนี้เพื่อลด incident ลด down time ลด error เพิ่ม SLA

ขั้นตอนการสร้าง AI-Assisted Automation นั้นมี 4 ขั้นตอน กล่าวคือ

  1. เริ่มกับสิ่งที่เรารู้ ด้วยการสร้างฐานข้อมูลองค์ความรู้โดยจัดเก็บรวบรวมวิธีการแก้ปัญหาที่เคยทำสำเร็จซึ่งมักไม่มีการจัดเก็บในระบบแต่มักจะอยู่กับบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือที่เรียกว่า tribal knowledge รวมถึงการจำแนกปัญหาต่างๆให้เป็นหมวดหมู่
  2. ค้นหาเทียบเคียงปัญหาที่เกิดกับองค์ความรู้ที่เรามีภายใน และองค์ความรู้ภายนอก (Crowdsource)
  3. แนะนำวิธีการหรือแนวทางแก้ไขปัญหา
  4. ดำเนินการแก้ไขปัญหาแบบอัตโนมัติโดยเข้าถึงอุปกรณ์ หรือแอพพลิเคชั่น และส่งคำสั่งเพื่อแก้ไขปัญหา หรือป้องกันตามที่แนะนำ ตรวจสอบประเมินผลการดำเนินการว่าสามารถแก้ไขได้จริงหรือไม่ เพื่อปรับปรุงวิธีการแก้ไขปัญหาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

นอกจากการขับเคลื่อนการทำงานแบบอัตโนมัติ AIOps Platform ยังสามารถช่วยเราวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้เทคโนโลยี Machine Learning มาจัดการข้อมูลมหาศาล (big data) ที่ถูกสร้างมาจากระบบ IT ได้แก่

  • การค้นหารูปแบบและทำนาย โดยหารูปแบบข้อมูลที่เกิดขึ้นในอดีต เพื่อทำนายสิ่งที่จะเกิดในอนาคต
  • การค้นหาสิ่งผิดปกติ โดยหารูปแบบข้อมูลที่เป็นปกติและรูปแบบที่ผิดปกติ เช่น หน่วยงานหนึ่งปกติมีการใช้งานเฉลี่ย 50% และสูงสุดไม่เกิน 70% แต่ช่วงเวลาหนึ่งกลับมีการใช้งานเกินค่าดังกล่าว ซึ่งแพลฟอร์มควรจะรองรับการวิเคราะห์แบบฤดูกาลหรือวันหยุดหรือวันสิ้นเดือน เพราะพฤติกรรมในช่วงเวลาดังกล่าวอาจะมากหรือน้อยจากค่าเฉลี่ยแต่ถือว่าเป็นปกติ
  • การค้นหาสาเหตุ โดยตรวจจับรูปแบบและการเชื่อมโยงกันของข้อมูลที่บอกเหตุและผล
  • การวิเคราะห์ผังการเชื่อมโยง หรือ topological analysis ซึ่งใช้แผนผังการเชื่อมโยงในการสืบค้นหาสาเหตุซึ่งจะให้ผลลัพธ์ที่แม่นยำและมีประสิทธิภาพ เช่นการตรวจจับจุดที่เกิด event และหา upstream และ downstream จากจุดที่เกิดเหตุ

 

The ultimate AIOps Solution

Netka AIOps Director หรือ N-AIOps เป็น AIOps Platform ซึ่งสามารถทำ Data Ingestion, Data Analytics โดยใช้เทคโนโลยี AI และสามารถทำงานแบบอัตโนมัติ (Automation) โดยมี Workflow Designer ที่สามารถสร้างกำหนดขั้นตอนการทำงานเพื่อขับเคลื่อนการทำงานแบบอัตโนมัติให้ไหลไปตามขั้นตอนหรือเงื่อนไขต่างๆ N-AIOps เป็นแพลตฟอร์มที่ต้องการข้อมูลจากระบบบริหารจัดการ IT อื่นๆ เช่น ITIM, ITSM, NPMD, SIEM, APM, DEM เพื่อมาวิเคราะห์แบบ cross-domain analysis และขับเคลื่อนการทำงานแบบอัตโนมัติ โดย N-AIOps สามารถรองรับข้อมูลที่มาประมวลผล ดังนี้

  1. Log data ได้แก่ Syslog, SNMP Trap, Windows event
  2. Telemetry data ได้แก่ metrics, traces
  3. Network data ได้แก่ packet analysis data, flow analysis data, topology, inventory
  4. ITSM data ได้แก่ incidents, changes, problems, Cis
  5. IoT data ได้แก่ค่า sensor ต่างๆ เช่น อุณหภูมิ ความชื้น ค่าแรงดันไฟฟ้า ค่ากระแสไฟฟ้า ค่ากำลังไฟฟ้า สถานะรีเลย์คอนแทค สถานะปิดเปิดประตู

N-AIOps สามารถทำงานร่วมกับผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่สามารถส่งข้อมูลเหล่านี้มาในรูปแบบ Syslog, SNMP Trap และ JSON และสามารถทำงานร่วมกับผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของ Netka ได้แก่  NetkaView Network Manager หรือ NNM, NetkaQuartz Service Desk หรือ NSD,  NetkaView Logger หรือ NLG, NetkaView IoT หรือ NIoT   โดยท่านสามารถ เข้าดูรายละเอียดได้โดยคลิ๊กที่นี่   

          เมื่อ N-AIOps ทำงานร่วมกับ NNM, NSD, NLG, NIoT ก็จะเป็น “The ultimate AIOps Solution” ที่ครอบคลุมการทำ cross-domain analysis ทั้งด้าน IT Infrastructure Management, IT Service Management, Network Performance Monitoring and Diagnostics, Security Information and Event Management, Application Performance Monitoring และ Digital Experience Monitoring โดยวงจรการทำงานของ Netka AIOps Solution ประกอบด้วย 5A  คือ Acquire, Aggregate, Analyze, Advise และ Act

 

บทสรุป

การนำเทคโนโลยี AIOps มาใช้สำหรับ IT Operations ในด้าน IT Monitoring และ IT Service Management สามารถสร้างประโยชน์และคุณค่าให้กับฝ่าย IT รวมทั้งผู้ใช้งาน ลูกค้า และธุรกิจ โดยทำให้การปฏิบัติการด้าน IT มีประสิทธิภาพ เกิดการบูรณาการของข้อมูล ลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล ให้ข้อมูลที่มีคุณค่า ช่วยในการวิเคราะห์ปัญหา ช่วยหาสาเหตุ ลดระยะเวลาแก้ไขปัญหา เพิ่ม uptime และ SLA ให้ดีขึ้นอย่างมีนัย ซึ่งส่งผลให้เกิด digital experience ที่ดีของผู้ใช้งานและลูกค้า ลด churn เพิ่มรายได้ และด้วยเทคโนโลยี AIOps ปัจจุบัน การปฏิบัติการด้าน IT แบบอัตโนมัติ หรือ IT Automation สามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยบริหารและใช้ทรัพยากรให้มีประโยชน์สูงสุดทั้งการลดคน ลดเวลา ลดรายจ่าย และลด human error ซึ่งมักจะเกิดขึ้นและก่อให้เกิดความเสียหายตามมา นอกจากนั้นแล้ว AIOps Platform ยังสามารถวิเคราะห์ข้อมูลมหาศาลที่อุปกรณ์ แอพลิเคชั่นสร้างขึ้นทำให้เราทราบข้อมูลเชิงลึก สิ่งผิดปกติ รวมถึงสาเหตุของปัญหาได้รวดเร็วขึ้นซึ่งเป็นเป้าหมายที่สำคัญของธุรกิจทุกวันนี้

หากท่านสนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ AIOps และ N-AIOps ท่านสามารถคลิ๊กที่ 

https://netkasystem.com/n-aiops/#solution หรือติดต่อที่  info@netkasystem.com  

ติดตามได้ที่ https://www.facebook.com/netkasystem และ http://line.me/ti/p/~@netkasystem  [เพียงกดติดตามข่าวสารผ่าน Line และ FB ลุ้นรับ code เติมเงินบัตร Starbuck ทันที วันละ 10 ใบ]

หรือติดต่อ Distributor ของเรา

  1. DataOne Asia (Thailand) โทร 02 686 3000
  1. NextWave (Thailand) คุณไหมแพร โทร 090 972 3842  

ผู้เขียน

คุณชาญชัย เจียมโชติพัฒนกุล  Founder & CEO  บริษัท เน็ตก้า ซิสเต็ม จำกัด  

 

อ้างอิง

  1. Gartner research’s Market Guide for AIOps Platforms published: 7 November 2019
  2. Gartner research’s DevOps Teams Must Use Site Reliability Engineering to Maximize Customer Value published 10 January 2020
  3. Gartner research’s Use AIOps for a Data-Driven Approach to Improve Insights From IT Operations Monitoring Tools published 11 May 2020
  4. Gartner research’s Deliver Cross-Domain Analysis and Visibility With AIOps and Digital Experience Monitoring published 5 Jul 2018
  5. Gartner research’s Innovation Insight for AI in IT Transformation published 13 Oct 2020
  6. Gartner research’s Avoid the Unexpected Consequences of IT Change Management With AIOps and CMDB published 10 Oct 2019

 

from:https://www.techtalkthai.com/aiops-for-it-operations-chapter-2-by-netka-system/

[Guest Post] AIOps คืออะไร สำคัญอย่างไรกับ IT Operations และธุรกิจของคุณ – ตอนที่ 1 แนะนำภาพรวม

IT Operation Management เป็นสิ่งสำคัญมากที่จะทำให้ Digital Transformation ประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว และการที่จะทำให้ IT Operation Management มีประสิทฺธิภาพสูงสุด ต้องนำ AIOps Platform เข้ามาใช้งาน

การสร้างความเติบโตธุรกิจอย่างยั่งยืน การเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน รวมถึงการเป็นเบอร์ 1 ในอุตสาหกรรมต้องอาศัยเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำ จากงานวิจัยของ PricewaterhouseCoopers (PwC) พบว่าเมกาเทรนด์ (Megatrends) ที่จะส่งผลกระทบกับธุรกิจมากที่สุด คือ พัฒนาการทางด้านเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ซึ่งสามารถทำให้ธุรกิจหยุดชะงัก (business disruption) จึงทำให้หน่วยงานต่างๆ หันมาทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น (Digital Transformation) แบบครบวงจร ซึ่งการบริหารจัดการการปฏิบัติการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT Operation Management) เป็นสิ่งสำคัญมากที่จะทำให้ Digital Transformation ประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว และการที่จะทำให้ IT Operation Management มีประสิทฺธิภาพสูงสุดจำเป็นที่จะต้องนำ AIOps Platform เข้ามาใช้งาน เพื่อให้ระบบ IT มีความพร้อมใช้ (availability) และความน่าเชื่อถือ (reliability) สูงสุด เพื่อสร้าง User Experience ที่ดีที่สุด ซึ่งจะส่งผลต่อผลลัพธ์ทางธุรกิจ

บทความนี้จะกล่าวถึง AI for IT Operations หรือ AIOps ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่มีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับการปฏิบัติการด้าน IT มันจะช่วยให้ธุรกิจของท่านล้ำหน้าคู่แข่ง ในบทความนี้ท่านจะทราบว่า AIOps คืออะไร และทำไมผู้เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการด้าน IT จำเป็นต้องสนใจ ท่านจะรู้จักฟังก์ชั่นการทำงาน และประโยชน์ของ AIOps Platform ทั้งด้าน IT Monitoring, IT Service Management และ IT Automation ฟังดูน่าสนใจนะครับ ลองติดตามอ่านกันได้เลยครับ

IT Operations คืออะไร และความท้าทายที่เกี่ยวข้องกับงาน IT Operations คืออะไร

ปัจจุบันการปฏิบัติการด้าน IT หรือ IT Operations ครอบคลุมการบริหารจัดการระบบเทคโนโลยีสารสนเทศในด้านต่างๆ ได้แก่

  • IT Infrastructure Management (ITIM)
  • IT Service Management (ITSM)
  • Network Performance Monitoring and Diagnostics (NPMD)
  • Security Information and Event Management (SIEM)
  • Application Performance Monitoring (APM)
  • Digital Experience Monitoring (DEM)

ในโลกยุคปัจจุบันที่ธุรกิจขับเคลื่อนด้วย Digital Technology  การปฏิบัติการด้าน IT operations มีความท้าทาย 3 เรื่องใหญ่ๆ คือ

  1. การขยายตัวของ IT Infrastructure ทำให้เกิดข้อมูลทั้ง events, metrics, traces, network flow data, telemetry data ซึ่งมีรูปแบบหลายหลาย (variety) มีปริมาณมหาศาล (volume) มีความเร็ว (velocity) ทั้งแบบ real-time และ historical ทำไม่สามารถเห็นข้อมูลเชิงลึก (insight) เพราะขาดเครื่องมือที่มาจัดการวิเคราะห์ข้อมูลปริมาณมหาศาล (big data) เหล่านี้ ทำให้งาน IT Operations ไม่สามารถส่งมอบคุณค่าที่อยู่ในข้อมูลเหล่านี้ให้กับธุรกิจ
  2. การมีเครื่องมือบริหารจัดการและเฝ้าระวังด้าน IT หลายตัวเพื่อบริหารจัดการด้านต่างๆ ได้แก่ ITIM, ITSM, NPMD, SIEM, APM, DEM กลับเพิ่มเวลาในการหาสาเหตุและแก้ไขปัญหา เนื่องจากมีรอยต่อในการทำงานระหว่างระบบหรือเครื่องมือต่างๆ
  3. การปฏิบัติการด้าน IT โดยส่วนใหญ่มุ่งตอบโจทย์เฉพาะฝ่าย IT โดยมักจะขาดการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกที่ส่งผลต่อธุรกิจ และไม่ทราบประสบการณ์การใช้งานด้านดิจิทัล (Digital Experience) ของผู้ใช้งานหรือลูกค้า

 

แล้ว AIOps คืออะไร เกี่ยวข้องอะไรกับ IT Operations

AIOps ย่อมาจาก Artificial Intelligence for IT Operations หรือการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการปฏิบัติการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ คำว่า AIOps ถูกบัญญัติขึ้นมาโดยบริษัทวิจัยระดับโลกอย่าง Gartner ซึ่งพูดถึง AIOps platform ที่ใช้เทคโนโลยี Machine Learning มาจัดการข้อมูลมหาศาล (big data) ที่ถูกสร้างมาจากระบบ IT ซึ่ง Gartner ได้อธิบายว่า AIOps Platform จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนทำงานต่างๆ ของการปฏิบัติการด้าน IT อาทิเช่น anomaly detection, event correlation และ root cause analysis (RCA) เพื่อที่จะปรับปรุงการการเฝ้าระวัง (monitoring) การบริหารจัดการงานบริการ (service management) และการทำงานแบบอัตโนมัติ (automation tasks) ให้ดีขี้น โดยครอบคลุม 3 ด้านได้แก่

  1. Observe (Monitoring) แพลตฟอร์มจะได้รับข้อมูล real-time และ historical ในรูปแบบ events, metrics, traces, topology จากระบบ IT ต่างๆ และมีการทำ historical analysis, anomaly detection, performance analysis และ correlation & contextualization
  2. Engage (ITSM) แพลตฟอร์มจะได้รับข้อมูล incidents, dependencies และ changes และมีการทำ task automation, change risk analysis, SD agent performance analysis, knowledge management
  3. Act (Automation) แพลตฟอร์มสามารถวิเคราะห์และรัน playbook เพื่อตรวจสอบ (Self-Diagnostic) แก้ไขปัญหา (Self-Healing) กู้คืน (Self-Recovery) และป้องกันปัญหา (Self-Prevention) ระบบ IT แบบอัตโนมัติ โดยเฉพาะงานที่เกิดซ้ำ (recurring task) ทั้งนี้เพื่อลด incident ลด down time ลด error เพิ่ม SLA

 

 

ฟังก์ชั่นการทำงาน และประโยชน์ของ AIOps Platform

ฟังก์ชั่นการทำงานของ AIOps Platform หลักๆ ประกอบด้วย

  1. Data Ingestion คือ การนำข้อมูลเข้าจากหลายๆ แหล่ง ทั้งข้อมูลประเภท events, metrics, traces จาก Configuration Item (CI) ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์เครือข่าย เครื่องแม่ข่ายคอมพิวเตอร์ แอพพลิเคชั่น คลาวด์ หรือข้อมูลจากระบบบริหารจัดการ IT อื่นๆ เช่น ITIM, ITSM, NPMD, SIEM, APM, DEM
  2. Data Analytics คือ การวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้เทคโนโลยี machine learning ซึ่งสามารถทำได้ 2 จุดคือ
    • แบบ real-time โดยทำการวิเคราะห์ ณ จุดที่นำข้อมูลเข้าระบบ (data-in-motion)
    • แบบ historical โดยทำการวิเคราะห์จากข้อมูลที่ได้จัดเก็บไว้แล้ว (data-at-rest)
  1. Prescription คือ การแนะนำสิ่งที่ต้องทำจากการวิเคราะห์ข้อมูลในข้อ 2 รวมถึงการคาดการณ์ (predictive analytics) เช่น การระบุสาเหตุ วิธีการแก้ปัญหา วิธีการป้องกันปัญหา
  2. Action คือ กระทำสิ่งที่แนะนำแบบอัตโนมัติโดยเข้าถึงอุปกรณ์ หรือแอพพลิเคชั่น และส่งคำสั่งดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหา หรือป้องกันตามที่แนะนำ

เป้าหมายหลักของการวิเคราะห์ข้อมูล คือ การค้นหารูปแบบ (patterns) ที่อยู่ในชุดข้อมูล เพื่อคาดการณ์ incident ที่น่าจะเกิดขึ้นในระบบ IT หรือเพื่อหาสาเหตุ จากนั้นแพลตฟอร์มก็สามารถเข้าไปยัง CI เพื่อไปป้องกันไม่ให้ incident นั้นเกิด หรือแก้ไขปัญหาจากสาเหตุที่ได้ค้นพบ โดย AIOps Platform ที่ดีจะมีคุณสมบัติดังนี้

  • ลด Noise เช่น false alarm
  • หาสาเหตุ หรือที่คาดว่าจะเป็นสาเหตุโดยใช้แผนผังการเชื่อมต่อ (topology) หรือ ML และเชื่อมโยงปัญหาเหล่านี้ไปยัง customer journey
  • ตรวจจับสิ่งผิดปกติจากหลายๆ ตัวแปร (multivariate anomalies) ซึ่งเกินกว่าที่ static thresholds หรือ numeric outliers จะทำได้ ทั้งนี้เพื่อตรวจจับเงื่อนไขและพฤติกรรมที่ผิดปกติและส่งผลกระทบกับธุรกิจ
  • หาแนวโน้มซึ่งอาจจะส่งผลให้ใช้งานไม่ได้ก่อนที่จะเกิดขี้นจริง
  • ขับเคลื่อนการทำ automation สำหรับงานที่ความเสี่ยงต่ำถึงปานกลาง
  • ใช้ chatbots หรือ virtual support assistants (VSAs) เพื่อเข้าถึงองค์ความรู้และขับเคลื่อนการทำ automation สำหรับงานหรือ incident ที่เกิดซ้ำๆ
  • ช่วยจัดความสำคัญของ incident ให้อัตโนมัติและแนะนำวิธีการแก้ไขจาก incident ที่เคยเกิดขึ้นในอดีต

AIOps Platform นอกจากจะนำมาใช้ประโยชน์กับการบริหารจัดการ IT ในด้าน Monitoring ทั้ง ITIM, ITSM, NPMD, SIEM, APM, DEM และ IT Service Management แล้ว AIOps Platform ยังเป็นเครื่องมือที่สำคัญสำหรับการทำ DevOps, Continuous Integration/Continuous Delivery (CI/CD) และ Site Reliability Engineering (SRE) ซึ่งมีการใช้ automation ในขั้นตอนการทำงานต่างๆ ตั้งแต่การพัฒนาทดสอบ application การ deploy application และการ monitoring ซึ่งจะต้องทำอย่างต่อเนื่องในลักษณะ continuous delivery ให้กับทีมต่างๆ รวมถึงผู้ใช้งาน

 

โปรดติดตามตอนที่ 2  ซึ่งจะกล่าวถึง AIOps สำหรับ Monitoring, ITSM และ Automation ตลอดจน N-AIOps คืออะไร และบทสรุปจบท้ายของบทความ  

หากท่านสนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ AIOps และ N-AIOps ท่านสามารถคลิ๊กที่  https://netkasystem.com/aiops/#5h6 หรือ info@netkasystem.com  

ติดตามได้ที่ https://www.facebook.com/netkasystem และ http://line.me/ti/p/~@netkasystem                            

[เพียงกดติดตามข่าวสารผ่าน Line และ FB ลุ้นรับ code เติมเงินบัตร Starbuck ทันที วันละ 10 ใบ]

หรือติดต่อ Distributor ของเรา

  1. DataOne Asia (Thailand) โทร 02 686 3000
  1. NextWave (Thailand) คุณไหมแพร โทร 090 972 3842  

ผู้เขียน

คุณชาญชัย เจียมโชติพัฒนกุล  Founder & CEO  บริษัท เน็ตก้า ซิสเต็ม จำกัด

 

อ้างอิง

  1. Gartner research’s Market Guide for AIOps Platforms published: 7 November 2019
  2. Gartner research’s DevOps Teams Must Use Site Reliability Engineering to Maximize Customer Value published 10 January 2020
  3. Gartner research’s Use AIOps for a Data-Driven Approach to Improve Insights From IT Operations Monitoring Tools published 11 May 2020
  4. Gartner research’s Deliver Cross-Domain Analysis and Visibility With AIOps and Digital Experience Monitoring published 5 Jul 2018
  5. Gartner research’s Innovation Insight for AI in IT Transformation published 13 Oct 2020
  6. Gartner research’s Avoid the Unexpected Consequences of IT Change Management With AIOps and CMDB published 10 Oct 2019

from:https://www.techtalkthai.com/aiops-for-it-operations-chapter-1-by-netka-system/

Cisco หยุดขายอุปกรณ์ Wi-Fi กลุ่ม AireOS Controllers ให้ย้ายไปใช้ Catalyst แทน

Cisco ประกาศหยุดขายผลิตภัณฑ์กลุ่ม AireOS คอนโทรลเลอร์จัดการเครือข่ายไร้สาย (Wireless LAN Controllers – WLC) ที่เปิดตัวครั้งแรกในปี 2015 โดยจะถูกทดแทนด้วยผลิตภัณฑ์ใกล้เคียงกันคือ Cisco Catalyst Controllers ที่สามารถแทนที่ได้ทั้งหมด

Cisco บอกว่า AireOS อยู่กับเรามานาน 15 ปี ผ่านร้อนผ่านหนาวมาตั้งแต่ยุค 802.11n จนมาถึง Wi-Fi 6 ในปัจจุบัน แต่ท้ายที่สุดแล้วก็ถึงเวลาต้องไป เพื่อเปิดทางให้กับอุปกรณ์ยุคใหม่ที่มีฟีเจอร์เหนือกว่า โดยแนะนำให้ลูกค้า AireOS เดิมหันมาใช้อุปกรณ์ซีรีส์ Catalyst 9800 แทน

ที่มา – Cisco

No Description

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/120970