คลังเก็บป้ายกำกับ: Networking

Forescout จับมือ Arista เสริมความสามารถโซลูชัน Zero Trust

Forescout จับมือ Arista เสริมความสามารถโซลูชัน Zero Trust รองรับการ Integration กันระหว่าง Forescout eyeSegment และ Arista CloudVision เพื่อลดความเสี่ยงด้านภัยคุกคามทางไซเบอร์สำหรับองค์กร

Credit: ShutterStock.com

การร่วมมือกันในครั้งนี้จะช่วยให้ลูกค้าสามารถเชื่อมต่อ Forescout eyeSegment ซึ่งเป็นระบบตรวจสอบนโยบาย Network Segmentation เข้ากับระบบ Arista CloudVision ซึ่งเป็นระบบ Macro-Segmentation Service (MSS) ได้ โดย Forescout eyeSegment สามารถทำการตรวจสอบอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อเครือข่ายได้แบบ Real-time และสามารถช่วยยืนยันตัวตนและกำหนดสิทธิของผู้ใช้งานแต่ละกลุ่มได้ หลังจากนั้นจะทำการเชื่อมต่อไปยัง Arista CloudVision เพื่อทำ Network Segmentation ผ่าน Firewall ตามสิทธิของผู้ใช้งานแต่ละคนได้ทันที ส่งผลให้การใช้งานนโยบาย Zero Trust ภายในองค์กรสามารถเริ่มต้นได้ง่ายดายยิ่งขึ้น โดยระบบ Zero Trust จะช่วยลดความเสี่ยงจากการโจมตีที่อาจเกิดขึ้นภายในเครือข่ายได้ รองรับทั้ง Campus, Data Center และ Cloud Environment

ก่อนหน้านี้ Forescout เคยประกาศความร่วมมือกับ Arista มาแล้วในการรองรับการ Integration ระหว่างโซลูชันของ Forescout และอุปกรณ์ Switch ของ Arista

เกี่ยวกับ Throughwave Thailand

Throughwave Thailand เป็นตัวแทนจำหน่าย (Distributor) สำหรับผลิตภัณฑ์ Enterprise IT ครบวงจรทั้ง Server, Storage, Network และ Security พร้อมโซลูชัน VMware และ Microsoft ที่มีลูกค้าเป็นองค์กรชั้นนำระดับหลายหมื่นผู้ใช้งานมากมาย โดยทีมงาน Throughwave Thailand ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าจากทีมงาน Engineer มากประสบการณ์ ที่คอยสนับสนุนการใช้งานของลูกค้าตลอด 24×7 ร่วมกับ Partner ต่างๆ ทั่วประเทศไทย https://www.throughwave.co.th

ที่มา: https://www.forescout.com/company/news/press-releases/forescout-and-arista-expand-partnership-with-combined-platform-to-accelerate-zero-trust-segmentation

from:https://www.techtalkthai.com/forescout-partnership-with-arista-accelerate-zero-trust-solution/

[Guest Post] ฟอร์ติเน็ตคว้ารางวัล 2021 Gartner Peer Insights Customers’ Choice ด้าน WAN Edge infrastructure และ Email Security เป็นปีที่สอง

จากความพึงพอใจและคะแนนจากผู้ใช้สูงที่สุดจากการสำรวจ ‘Voice of the Customer’

 

Fortinet® (NASDAQ: FTNT) ฟอร์ติเน็ต ผู้นำระดับโลกด้านโซลูชันการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์แบบอัตโนมัติและครบวงจรมีความภูมิใจที่ประกาศวันนี้ ว่าได้รับรางวัล Customers’ Choice ในรายงาน 2021 Gartner Peer Insights ‘Voice of the Customer’ ด้วยผลิตภัณฑ์ Secure SD-WAN สำหรับด้านโครงสร้างพื้นฐาน WAN Edge และฟอร์ติเมลสำหรับด้าน Email Security  

ในทุกๆ ปี รายงาน Gartner Peer Insights จะเลือกผู้ค้าผลิตภัณฑ์ที่ได้รับคะแนนพึงพอใจจากผู้ใช้มากที่สุดผ่าน Voice of Customers โดยดูจากจำนวนของบทวิจารณ์และการให้คะแนนโดยตรงจากผู้ใช้งานหลากหลายองค์กรในหลายภูมิภาค  เพื่อให้การประเมินผลเป็นไปอย่างยุติธรรม การ์ทเนอร์รักษาเกณฑ์การตัดสินที่เข้มงวดโดยตระหนักถึงความพึงพอใจของลูกค้าเป็นที่สุด  

หนึ่งปีที่ผ่านมานี้ ธุรกิจพบกับสถานการณ์ความไม่แน่นอนอย่างหนัก และเราได้เห็นองค์กรเปลี่ยนแปลงวิธีการดำเนินธุรกิจตลอดเวลาในขณะที่ความปลอดภัยทางไซเบอร์เป็นเรื่องสำคัญมากขึ้น ฟอร์ติเน็ตเชื่อว่าการยอมรับจาก Gartner Peer Insights Customers ‘Choice เป็นการตอกย้ำถึงความทุ่มเทของฟอร์ติเน็ตที่จะสร้างศักยภาพความปลอดภัยแข็งแกร่งให้สม่ำเสมอ สามารถครอบคลุมในทุกเครือข่าย อุปกรณ์ปลายทาง และในคลาวด์ ผ่านซีเคียวริตี้แฟบริค (Fortinet Security Fabric)  แพลตฟอร์มการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ ซึ่งช่วยองค์กรรับมือกับภัยคุกคามในช่วงเวลาที่ท้าทายเหล่านี้

 

 

รางวัล 2021 Gartner Peer Insights ‘Customers’ Choice ด้าน WAN Edge Infrastructure

นับเป็นปีที่สองติดต่อกันที่ฟอร์ติเน็ตได้รับเลือกให้เป็น Gartner Peer Insights Customers ‘Choice สำหรับโครงสร้างพื้นฐาน WAN Edge โดย Fortinet Secure SD-WAN ได้รับการรีวิวสูงสุดในผลิตภัณฑ์ทั้งหมด จากลูกค้าผู้ใช้งานจริงจากกลุ่มอุตสาหกรรม ประเภทและขนาดของธุรกิจอันหลากหลาย  ทั้งนี้ การ์ทเนอร์ยังได้จัดโซลูชันซีเคียวเอสดีแวนของฟอร์ติเน็ตให้อยู่ในกลุ่มผู้นำ (Leader) ในรายงานเมจิกควอแดรนท์สำหรับโครงสร้างพื้นฐาน WAN Edge Infrastructure ปี 2020  นอกจากนี้แล้ว ฟอร์ติเน็ตยังได้รับคะแนนสูงสุดสำหรับกรณีการใช้งานด้านถึง 2 กรณี (Small Footprint Retail WAN และ Security-Sensitive WAN) ในรายงานการวิจัยด้านความศักยภาพที่สำคัญ (Critical Capabilities for WAN Edge Infrastructure) ของการ์ทเนอร์ใน ปี 2020 อีกด้วย

ฟอร์ติเน็ตเชื่อว่า การที่ได้รับรางวัล Gartner Peer Insights สำหรับโครงสร้างพื้นฐาน WAN Edge และการยอมรับเพิ่มเติมจากผู้เชี่ยวชาญของการ์ทเนอร์สามารถยืนยันถึงแนวทางของฟอร์ติเน็ตที่ใช้เครือข่ายที่ขับเคลื่อนด้วยคุณสมบัติด้านความปลอดภัย (Security-Driven Networking) ในการพัฒนาเอสดีแวนและสร้างประสิทธิภาพจากการลงทุนที่เหนือใคร

เพื่อตอบสนองความต้องการของเครือข่ายแบบกระจายในปัจจุบัน ซีเคียวเอสดีแวนของฟอร์ติเน็ตได้ผสานรวมคุณสมบัติด้านความปลอดภัยในระดับเอ็นเตอร์ไพรส์ผนวกรวมเข้ากับศักยภาพของ WAN Edge ชั้นนำของอุตสาหกรรม จึงทำให้สามารถใช้แอปพลิเคชันได้อย่างปลอดภัย รู้จักแอปพลิเคชันได้เองอย่างอัจฉริยะ และสามารถแก้ไขการทำงานของ WAN ในขั้นสูงได้ นอกจากนี้ ซีเคียวเอสดีแวนของฟอร์ติเน็ตยังให้การมองเห็นตั้งแต่ต้นทางจนปลายทาง และให้ NOC และ SOC มีการควบคุมแบบรวมศูนย์ได้ จึงช่วยลดความซับซ้อนในการปฏิบัติงาน ส่งให้มีองค์กรจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ นิยมนำซีเคียวเอสดีแวนมาใช้แทนอุปกรณ์เราเตอร์เดิม

 

ความคิดเห็นต่อไปนี้เป็นเพียงตัวอย่างการรีวิวจากลูกค้าซีเคียวเอสดีแวนของฟอร์ติเน็ตที่โพสต์ใน Gartner Peer Insights:

  • “หลังจากค้นหาโซลูชันมามากมาย เราตัดสินใจใช้ FortiGate Secure SD-WAN ด้วยความมั่นใจ” ผู้จัดการฝ่ายไอที ในองค์กรขนาด 1 – 3 พันล้านเหรียญสหรัฐแห่งหนึ่ง

“องค์กรเราใช้เวลาค้นหาผู้ขายผลิตภัณฑ์และการสนับสนุนของเอสดีแวนที่เหมาะสมอย่างรอบคอบเกือบ 6 เดือน หลังจากการตรวจสอบหลายวัน เราได้ตัดสินใจใช้อุปกรณ์ฟอร์ติเกต พบว่าอุปกรณ์ใช้งานได้ดีมาก สามารถรวมเข้ากับโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมากที่เรามีอยู่แล้วได้ดีโดยเฉพาะการใช้งานด้านความปลอดภัย อีกทั้งยังมีคุณสมบัติขั้นสูงที่เราต้องการ เช่น FEC (Forward error correction) อีกด้วย

  • “เป็นโซลูชันเอสดีแวนที่คุ้มค่ามากที่สุด มีประสิทธิภาพและการสนับสนุนที่ยอดเยี่ยมที่สุด” นักออกแบบระดับโลก ในองค์กรขนาด 3 – 10 พันล้านเหรียญสหรัฐแห่งหนึ่ง

“เรามีความประทับใจที่อุปกรณ์มีการใช้งานและการตั้งค่าที่ง่ายมาก มีการสนับสนุนอันดีเยี่ยม ทำให้เราชอบฟอร์ติเน็ตมาก คุ้มค่าสุดๆ นอกจากนี้ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ฟอร์ติเน็ตยังพัฒนาวิธีให้ลูกค้าสามารถจัดการกับอุปกรณ์ได้ง่ายมากยิ่งขึ้น โดยเราไม่ต้องเรียนรู้คำสั่งที่ซับซ้อนใดๆ “

  • FortiGate SD-WAN คือ ทางแก้ไขปัญหา และช่วยลดค่าใช้จ่าย!” ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายไอที ในองค์กรขนาด 3 – 10 พันล้านเหรียญสหรัฐแห่งหนึ่ง

“ขั้นตอนการปรับใช้งานง่าย ราบรื่น สามารถใช้ทดแทนอุปกรณ์ ของผู้ขายหรือผู้จัดหาต่างๆ ได้ด้วยโซลูชันเดียว มีคุณสมบัติครบถ้วนแบบ All-in-one แทบจะไม่ขาดอะไรเลย”

 

 

รางวัล 2021 Gartner Peer Insights Customers’ Choice ด้าน Email Security

ฟอร์ติเมล (FortiMail) ได้รับเลือกให้ติดอันดับในด้าน Email Security ในปีค.ศ. 2021  และนับเป็นปีที่ 2 แล้วที่ฟอร์ติเมลได้รับความไว้วางใจจากผู้ใช้งานอีกครั้ง  ฟอร์ติเมลได้พัฒนาขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหยุดยั้งภัยคุกคามทางอีเมลขั้นสูงและป้องกันสแปม  และยังสามารถเสริมการทำงานร่วมกับระบบความปลอดภัยพื้นฐานภายในองค์กรและนอกองค์กรด้วย Fortinet Security Fabric เพื่อปกป้องระบบให้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

ในด้านการปกป้องภัยคุกคาม การยืนยันด้วยผลการทดสอบจาก SE Labs ส่งให้ฟอร์ติเมลได้รับการจัดอันดับเป็น AAA ที่มีอัตราความแม่นยำในการตรวจจับและป้องกันภัยคุกคามบนระบบ Email Security สูงถึง 94%  นอกจากนี้ ผลการทดสอบจาก ICSA แสดงอัตราการตรวจสอบมัลแวร์ได้ถึง 99.9%  และจากผลการทดสอบของ Virus Bulletin ในการตรวจจับเนื้อหาและข้อความที่เป็นสแปม พบว่าสามารถตรวจสอบและปกป้องได้ถึง 99.84%

ฟอร์ติเมลสามารถนำไปใช้งานในสิ่งแวดล้อมได้หลากหลาย รวมถึงในผู้ให้บริการ Hosted cloud-service สามารถใช้ในรูปแบบอุปกรณ์จริงและอุปกรณ์เสมือน  ฟอร์ติเมลเป็นโซลูชันการรักษาความปลอดภัยอีเมลที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว ที่ดีที่สุดในกลุ่มผลิตภัณฑ์ในคลาสเดียวกัน ออกแบบให้มีคุณสมบัติ Multi-layered ช่วยองค์กรป้องกัน ตรวจจับและตอบสนองต่อภัยคุกคามขั้นสูงทางอีเมลไว้อย่างครบถ้วน ซึ่งรวมถึง Advanced Threats สแปม ฟิชชิง มัลแวร์ รวมถึงภัยคุกคามแบบ Zero-day การแอบอ้างบุคคลอื่น การโจมตีผ่านทางอีเมลทางธุรกิจ 

 

และต่อไปนี้คือตัวอย่างความคิดเห็นและข้อเสนอแนะสำหรับฟอร์ติเมล ที่โพสต์โดยลูกค้าของฟอร์ติเน็ตบนเว็บไซต์ Gartner Peer Insights:

  • “เราได้รับเกราะป้องกันภัยเพิ่มเติมอีกหนึ่งชั้น เพื่อต่อต้านภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่มีเป้าหมายและมีปริมาณการคุกคามสูง” ผู้จัดการโครงการ ในองค์กรขนาด 3 – 10 พันล้านเหรียญสหรัฐแห่งหนึ่ง

“เราใช้ฟอร์ติเมลเป็นอุปกรณ์หลักในการกรองอีเมลแต่ละฉบับที่เข้ามาหรือออกไปจากองค์กรของเรา นอกจากฟอร์ติเมลจะช่วยให้เราปลอดภัยและปกป้องข้อมูลสำคัญขององค์กรแล้ว ยังช่วยให้เรามีเกราะป้องกันภัยการโจมตีทางไซเบอร์ที่มีเป้าหมายและมีปริมาณการคุกคามสูง (Volume-based and targeted cyber threats) อีกชั้นหนึ่ง ทั้งนี้ เพื่อหยุดการโจมตีแบบกำหนดเป้าหมาย ลดอีเมลที่ไม่เกี่ยวข้องจำนวนมากมาย การโจมตีแบบฟิชชิ่ง ฯลฯ เราใช้คุณสมบัติต่างๆ เช่น การป้องกันการแพร่ระบาด (Outbreak protection) การวิเคราะห์แซนด์บ็อกซ์ การตรวจจับการแอบอ้างบุคคลอื่น และคุณสมบัติขั้นสูงอื่นๆ อีกมากมายที่เสริมความสามารถในการป้องกันสแปมและการป้องกันมัลแวร์ของฟอร์ติเมล  นอกจากนี้ อุปกรณ์ยังสามารถป้องกันข้อมูลสำคัญขององค์กรสูญหายด้วยการเข้ารหัสและการจัดเก็บอีเมลตามข้อมูลประจำตัว (Identity-based email encryption and archiving)   สิ่งที่ดีไปกว่านั้นคือเราสามารถผสานรวมฟอร์ติเมลเข้ากับส่วนประกอบของบุคคลที่สามอื่นๆ ได้อย่างง่ายดาย ซึ่งช่วยให้เราปรับปรุงแนวทางในการรักษาความปลอดภัยโดยการแบ่งปัน IoC บนซีเคียวริตี้แฟบริคได้อย่างราบรื่น ระบบรักษาความปลอดภัยฟอร์ติเมลนั้นไม่ซับซ้อน ง่ายต่อการปรับใช้ จึงเกิดความเชี่ยวชาญได้อย่างง่ายๆ เพราะระบบไม่ต้องการความรู้เชิงเทคนิคมากมายในการปรับแต่งและแก้ไขปัญหา”

  • “ฟอร์ติเมลคือแพลตฟอร์มการตรวจจับภัยคุกคามทางอีเมลอันยอดเยี่ยม DAA ในองค์กรขนาด 500 ล้าน – 1 พันล้านเหรียญสหรัฐแห่งหนึ่ง

“ฟอร์ติเมลปกป้ององค์กรของเราให้พ้นจากภัยคุกคามทางอีเมล มัลแวร์ และการโจมตีแบบฟิชชิงที่อาจนำไปสู่การสูญเสียข้อมูลที่ละเอียดอ่อนของไคลเอ็นต์และทำหน้าที่ตรวจสอบหาการละเมิดข้อกำหนดขององค์กร ฟอร์ติเมลมีฟีเจอร์ที่เรียกว่า ClickProtect ซึ่งจะช่วยป้องกัน URL หรือลิงก์ที่มากับอีเมล โดยจะทำการตรวจสอบความถูกต้องลิงก์อีกครั้งในเวลาที่ผู้ใช้คลิกที่ URL หรือลิงก์นั้น ฟอร์ติเมลสามารถทำงานร่วมกับบริการอีเมลอื่นๆ ได้ เช่น Microsoft Office365 และ Google Suite ช่วยตรวจจับภัยคุกคามขั้นสูง จึงช่วยทำให้ระบบอีเมลปลอดภัยยิ่งขึ้น”

  • “คุ้มค่า คุ้มราคา ผลิตภัณฑ์ที่ซื่อตรง ทำตามคำมั่นสัญญา” ซีไอโอ ในองค์กรขนาด 50 ล้าน – 250 ล้านเหรียญสหรัฐแห่งหนึ่ง

“เราใช้เมลเซิร์ฟเวอร์ของ HCL Domino ex IBM Domino และใช้ฟอร์ติเมลในโหมด Gateway ซึ่งพบว่าสามารถปรับใช้กับเมลเซิร์ฟเวอร์ใดๆ ได้อย่างง่ายดายมาก เราติดตั้งฟอร์ติเมลในศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ของเราในองค์กร แต่สามารถถ่ายโอนไปบนคลาวด์ได้ด้วยไลเซนส์เดียวกันอย่างง่ายดายมาก ตรงไปตรงมาและไม่ต้องการความรู้พิเศษเพิ่มเติมในการปรับแต่งและแก้ไขปัญหา ทีมงานของฟอร์ติเน็ตมีความเชี่ยวชาญและให้การสนับสนุนที่เป็นประโยชน์ทั้งจากทีมสนับสนุนการขายและหลังการขาย เมื่อเราติดตั้ง FortiSandbox เพิ่ม เรายิ่งได้รับความคุ้มค่ากับเงินที่ลงทุนไปอย่างน่าพอใจ”

  • “ฟอร์ติเมล คือผลิตภัณฑ์ทรงประสิทธิภาพในการตรวจจับภัยคุกคาม” ผู้จัดการ ส่วนการปรับปรุงกระบวนการ ในองค์กรขนาด 500 ล้าน – 1 พันล้านเหรียญสหรัฐแห่งหนึ่ง

“ที่บริษัทของเรา เราใช้ซอฟต์แวร์ฟอร์ติเมล เราเห็นว่าฟอร์ติเมลคือการรักษาความปลอดภัยทางอีเมลที่ดีที่สุด ที่ใช้ในการปกป้องข้อมูลของเราให้พ้นจากภัยคุกคามหรือการโจมตีทางไซเบอร์ เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความยืดหยุ่นและเป็นมิตรกับผู้ใช้ สามารถใช้ยกระดับความปลอดภัยขององค์กรโดยไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อเครือข่าย”

ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: Gartner Peer Insights Customers’ Choice มาจากความคิดเห็นส่วนบุคคลซึ่งรวบรวมจากรีวิวและการให้คะแนนโดยผู้ใช้งานแต่ละคน ตลอดจนข้อมูล ที่ได้มาตามระเบียบวิธีที่มีการบันทึกไว้ โดยข้อมูลทั้งหมดไม่ได้เป็นความคิดเห็นหรือการรับรองโดยการ์ทเนอร์หรือบริษัทในเครือแต่อย่างใด

การ์ทเนอร์ไม่รับรองผู้ขาย ผลิตภัณฑ์ หรือบริการใดๆ ที่ปรากฎในสิ่งพิมพ์วิจัยและไม่แนะนำให้ผู้ใช้เทคโนโลยีเลือกเฉพาะผู้ขายที่มีคะแนนสูงสุดหรือการกำหนดอื่นๆ สิ่งพิมพ์งานวิจัยของการ์ทเนอร์ประกอบด้วยความคิดเห็นขององค์กรวิจัยของการ์ทเนอร์ และไม่ควรตีความว่าเป็นความจริงขั้นสูงสุด การ์ทเนอร์ขอปฏิเสธการรับประกันทั้งหมดไม่ว่าโดยชัดแจ้งหรือโดยนัยเกี่ยวกับการวิจัยนี้ รวมถึงการรับประกันความสามารถในการขายหรือความเหมาะสมสำหรับวัตถุประสงค์เฉพาะ

  

เกี่ยวกับฟอร์ติเน็ต

ฟอร์ติเน็ต (NASDAQ: FTNT) ปกป้ององค์กร ผู้ให้บริการ และหน่วยงานรัฐบาล ขนาดใหญ่ทั่วโลกให้พ้นจากภัยไซเบอร์ ฟอร์ติเน็ตช่วยให้ลูกค้าสามารถมีข้อมูลเชิงลึกในภัยคุกคาม และสร้างการป้องกันที่ชาญฉลาดให้ธุรกิจลูกค้าดำเนินไปอย่างราบรื่น เพื่อตอบสนองความต้องการด้านประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นตลอดเวลาต่อเครือข่ายไร้พรมแดนในวันนี้และในอนาคต  ทั้งนี้ เครือข่ายด้านความปลอดภัยซีเคียวริตี้แฟบลิคอันเป็นสถาปัตยกรรมใหม่จากฟอร์ติเน็ตเท่านั้นที่สามารถมอบคุณสมบัติด้านความปลอดภัยโดยจะไม่ยอมแพ้แก่ภัยที่เข้ามา ไม่ว่าจะเป็นในเครือข่าย แอปพลิเคชัน มัลติ-คลาวด์ หรือ อุปกรณ์ปลายทาง เช่น โมบาย หรือไอโอที ฟอร์ติเน็ตดำรงตำแหน่งเป็น#1 ในการจัดส่งอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยสู่ตลาดโลกมากที่สุด  และมีลูกค้ามากกว่า 480,000 รายทั่วโลกไว้วางใจฟอร์ติเน็ตให้ปกป้องธุรกิจของตน ทั้งนี้ ศูนย์อบรม Fortinet Network Security Expert (NSE) Training Institute เป็นผู้จัดหลักสูตรการอบรมด้านความปลอดภัยไซเบอร์ที่ใหญ่ที่สุดและครอบคลุมมากที่สุดแห่งหนึงในอุตสาหกรรม   รู้จักฟอร์ติเน็ตเพิ่มเติมได้ที่ www.fortinet.com   และ The Fortinet Blog  หรือ FortiGuard Labs  

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-fortinet-named-gartner-peer-insights-2021-customer-choice-for-wan-edge-infrastucture-and-email-security-second-year-in-row/

[Guest Post] จีเอเบิลเปิดตัว “G-Able Connext” ระบบเชื่อมต่อทุกสายสำคัญ ตอบโจทย์การทำงานยุคนิวนอร์มอล

กลุ่มบริษัทจีเอเบิล ผู้ให้บริการด้านดิจิทัลโซลูชันชั้นนำ เปิดตัวบริการ G-Able Connext ระบบรวมช่องทางการสื่อสารบนอุปกรณ์ต่างๆ ให้เป็นหนึ่งเดียว ทำให้สามารถรับสายผ่านแอปพลิเคชันของพนักงานได้ทันที ทุกที่ ทุกเวลา เพื่อช่วยองค์กรเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานแบบครบวงจร  ลดค่าใช้จ่ายและความยุ่งยากในการดูแลระบบ และสร้างธุรกิจให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง ไม่มีสะดุด ในยุคนิวนอร์มอล

 

ในสถานการณ์ปัจจุบันกระแสการทำงานแบบ Work From Anywhere เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลายองค์กรมักประสบปัญหาทางด้านระบบการสื่อสารที่มีหลายช่องทาง เกิดค่าใช้จ่ายที่ซ้ำซ้อน กลุ่มบริษัทจีเอเบิลจึงได้พัฒนาระบบ G-Able Connext เพื่อเชื่อมต่อทุกการสื่อสารจากทุกช่องทางขององค์กรให้เป็นช่องทางเดียว ทำให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยระบบ G-Able Connext ถูกออกแบบภายใต้การคำนึงถึง 3 ประโยชน์หลักที่องค์กรของลูกค้าจะได้รับ คือ ง่าย สะดวก และประหยัด

  • ง่าย เชื่อมทุกช่องทางการสื่อสารบนอุปกรณ์ต่างๆ ให้เป็นหนึ่งเดียว ไม่ว่าจะเป็น ประชุม คุยงาน หรือโทรศัพท์ เพื่อการสื่อสาร (Communication) อย่างมีประสิทธิภาพ
  • สะดวก ผู้ใช้งานสามารถโทรออก รับสาย และโอนสายไปยังอุปกรณ์การสื่อสารของพนักงานได้ทันที ทุกที่ ทุกเวลา แม้ไม่ได้อยู่ที่ออฟฟิศ
  • ประหยัด ลดความยุ่งยากและค่าใช้จ่ายในการดูแลระบบโทรศัพท์สำนักงาน ด้วยจัดการการติดต่อสื่อสารผ่านเทคโนโลยี Cloud PBX หรือ Cloud UCaaS ทดแทนการใช้ระบบโทรศัพท์สำนักงานแบบเดิม

 

นายอุกฤษฏ์ วงศราวิทย์ รองประธานบริหารอาวุโส กลุ่มงานโซลูชันและเทคโนโลยี กลุ่มบริษัทจีเอเบิล

 

นายอุกฤษฏ์ วงศราวิทย์ รองประธานบริหารอาวุโส กลุ่มงานโซลูชันและเทคโนโลยี กลุ่มบริษัทจีเอเบิล เปิดเผยว่า “การออกระบบบริการ G-Able Connext ในครั้งนี้มี จีเอเบิลได้ร่วมมือกับบริษัท Mverge (เอ็มเวิร์จ) ผู้ให้บริการ Microsoft Solution และเป็น Microsoft Partner รายใหญ่ระดับประเทศ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน โซลูชันเพื่อการสื่อสารแบบครบวงจร โดยจุดเด่นของ G-Able Connext คือการให้บริการแบบเช่าใช้ พร้อมคนดูแลตลอดเวลา ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านอุปกรณ์และบุคลากรที่ดูแลระบบได้กว่า 50% เมื่อเทียบกับการลงทุนระบบเองขององค์กร นอกจากนี้บริการ G-Able Connext มีความยืดหยุ่น เพราะมีให้เลือกหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบ Cloud PBX หรือแบบ Hybrid รวมถึงเชื่อมต่อกับ Cloud Contact และสามารถปรับแต่งการใช้งานที่ตอบสนองความต้องการของแต่ละองค์กรได้เป็นอย่างดี จึงเป็นทางเลือกใหม่สำหรับองค์กรที่กำลังมองหาเทคโนโลยี เพื่อรองรับการทำงานทั้งแบบ Remote Working และ Hybrid Working”

ผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดและเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ G-Able Connext  ได้ที่ bit.ly/3dFakdN หรือติดต่อทีมงาน G-Able เพื่อขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทันทีที่ connext@g-able.com

 

เกี่ยวกับกลุ่มบริษัทจีเอเบิล

กลุ่มบริษัทจีเอเบิล คือผู้นำในการให้บริการดิจิทัลโซลูชันอย่างครบวงจร ด้วยประสบการณ์กว่า 32 ปี บริษัทฯ มีความเชี่ยวชาญ ทางด้านการนำเสนอโซลูชันที่สามารถตอบสนองความต้องการขององค์กรธุรกิจ ให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและสร้างโอกาสในการต่อยอดทางธุรกิจ จีเอเบิลมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนลูกค้าในการทรานส์ฟอร์มองค์กรด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจให้พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง และก้าวสู่ความสำเร็จขององค์กรตามเป้าหมาย 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-g-able-connext/

Gartner ออกรายงาน Magic Quadrant ทางด้าน Application Performance Monitoring ประจำปี 2021

Gartner บริษัทวิจัยและที่ปรึกษาชื่อดังจากสหรัฐฯ ออกรายงาน Magic Quadrant ทางด้าน Application Performance Monitoring ประจำปี 2021 ผลปรากฏว่า Dynatrace ครองตำแหน่ง Leader อันดับหนึ่ง ตามมาด้วย Cisco AppDynamics, New Relic และ Datadog

Gartner ได้ให้นิยาม Application Performance Monitoring (APM) ว่าเป็นซอฟต์แวร์ที่ช่วยในการติดตามพฤติกรรมของแอปพลิเคชัน โครงสร้างพื้นฐาน ผู้ใช้ และ KPI ที่เกี่ยวข้องกับ Lifecycle ของแอปพลิเคชันเหล่านั้น โดยแอปพลิเคชันที่ติดตามอาจถูกพัฒนาขึ้นใช้งานภายในในรูปแบบเป็นแพ็กเกจหรือในรูปแบบ SaaS ก็ได้ คุณสมบัติหลักของซอฟต์แวร์ APM ควรประกอบด้วย การค้นหาและจับคู่แอปพลิเคชันและโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้งาน, การติดตามธุรกรรมของแอปพลิเคชันผ่านทาง HTTP/S, การเฝ้าระวังแอปพลิเคชันที่รันบนอุปกรณ์พกพาและเบราว์เซอร์บนคอมพิวเตอร์, การระบุต้นตอของปัญหาที่เกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพของแอปพลิเคชันและผลกระทบต่อธุรกิจ, การวิเคราะห์ KPI เชิงธุรกิจและพฤติกรรมของผู้ใช้ตลอดการใช้งาน เป็นต้น

สำหรับผลการจัดอันดับบน Magic Quadrant ในปี 2021 นี้ พบว่ามี Leaders จำนวน 4 ราย โดย Dynatrace ครองตำแหน่งอันดับหนึ่งทั้งทางด้าน Ability of Execute และ Completeness of Vision ตามมาด้วย Cisco AppDynamics, New Relic และ Datadog

ดาวน์โหลดรายงาน Gartner ฉบับเต็มได้ที่: https://www.appdynamics.com/resources/reports/gartner-magic-quadrant-apm

from:https://www.techtalkthai.com/gartner-launches-magic-quadrant-for-application-performance-monitoring-2021/

[Guest Post] VMware ช่วยขับเคลื่อนประสิทธิภาพการทำงานในอนาคต รังสรรค์นวัตกรรม และสร้างความเติบโต ให้กับองค์กรในภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

VMware Anywhere Workspace สามารถเข้าถึงการจัดสรรสภาพแวดล้อมในการทำงานแบบองค์รวมอย่างมีประสิทธิภาพ และมีความปลอดภัยสูงสุดได้อย่างรวดเร็ว เหมาะสำหรับรูปแบบการทำงานจากทุกที่ในปัจจุบัน

องค์กรชั้นนำหลายแห่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กำลังเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานในองค์กรให้เป็นการทำงานได้จากทุกที่ เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่น และเหมาะสมกับรูปการกระจายตัวอันเป็นสภาพแวดล้อมการทำงานในปัจจุบันบนภูมิภาคนี้ และเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงนี้ VMware (NYSE: VMW) ได้ประกาศเปิดตัว VMware Anywhere Workspace โซลูชันที่จะช่วยให้องค์กรเหล่านี้ สามารถจัดสรรพื้นที่การทำงานให้เป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสำหรับพนักงานที่อยู่ในท้องที่ต่างๆ กันให้ทำงานได้อย่างราบรื่น ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ พร้อมขับเคลื่อนนวัตกรรม และผลลัพธ์ทางธุรกิจที่ดีขึ้น

จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจากผลกระทบของโรคระบาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงการเตรียมความพร้อมในการทำงานรูปแบบใหม่ มีการคาดการณ์ว่าแรงงานมากกว่า 50 ล้านตำแหน่งงาน จะถูกเปลี่ยนรูปแบบการทำงานให้พนักงานไม่ต้องเข้ามาทำงานที่สำนักงาน นั่นแสดงว่าองค์กรไม่เพียงจะต้องมีความพร้อมในการรองรับการทำงานจากภายนอก แต่ยังเป็นผู้นำในการจัดสรรแรงงานในภูมิภาค เพื่อเตรียมความพร้อมของรูปแบบการทำงานในอนาคตอีกด้วย ผู้บริโภคในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กว่า 78% กล่าวว่าตัวเองเป็น “นักสืบในยุคดิจิทัล” หรือ “นักสำรวจในยุคดิจิทัล” ที่มองหาประสบการณ์ดิจิทัลใหม่ ๆ ในช่วงเวลาที่สุกงอมสำหรับการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงาน ซึ่งคนกลุ่มนี้จะช่วยชี้นำให้องค์กรสามารถดำเนินธุรกิจในรูปแบบใหม่ ๆ อันรับรองได้ว่าจะมีนวัตกรรมใหม่ออกมาอย่างต่อเนื่อง สร้างความปลอดภัยและการเติบโตให้กระจายออกไปในอนาคต

ซานเจย์ เค. เดชมุค รองประธานและกรรมการผู้จัดการ VMware ประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเกาหลี

 

ซานเจย์ เค. เดชมุค รองประธานและกรรมการผู้จัดการ VMware ประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเกาหลี กล่าวว่า “นวัตกรรม ความคล่องตัว และความยืดหยุ่น เป็นหัวใจสำคัญในการฟื้นตัวของธุรกิจในภาคพื้นเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ ที่ได้รับผลกระทบจากของการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสในปีที่ผ่านมา ด้วยความมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จและเพิ่มอัตราการเติบโตของธุรกิจอย่างยั่งยืน องค์กรธุรกิจจะต้องทบทวนรูปแบบการทำงานของพนักงานในองค์กรให้สามารถใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่สร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ให้สามารถทำงานร่วมกัน และใช้ชีวิตอย่างปลอดภัยในสภาพแวดล้อมยุคดิจิทัลในปัจจุบันได้ VMware มุ่งมั่นที่จะช่วยให้องค์กรประสบความสำเร็จในขณะที่การทำงานในภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่องในอนาคต Anywhere Workspace จะมีบทบาทสำคัญในการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับองค์กร ในการทำงานรูปแบบใหม่นี้ จะทำให้ธุรกิจมีความแข็งแกร่ง บรรลุเป้าหมาย และมีความยืดหยุ่น สร้างความเติบโตอย่างมั่นคงให้กับองค์กร”

 

3 ปัจจัยสำคัญสู่ความสำเร็จในการทำงานในอนาคต

VMware Anywhere Workspace เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานจากที่ต่างๆของพนักงานในปัจจุบัน ให้สามารถเข้าถึงพื้นที่การทำงานดิจิทัลระดับแนวหน้าแบบองค์รวม ด้วยระบบรักษาความปลอดภัยปลายทาง และ เทคโนโลยี Secure Access Service Edge (SASE) ที่สามารถทำงานร่วมกันได้กับทุกแอปพลิเคชันบนระบบคลาวด์ได้จากทุกที่ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการปฎิบัติงานบนระบบรักษาความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพ ช่วยลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติงานให้น้อยลง

 

VMware Anywhere Workspace ได้รับการวางรากฐาน และ วิสัยทัศน์ สำหรับการใช้งานในอนาคตไว้ 3 ส่วนสำคัญดังนี้:

  • สามารถบริหารจัดการพนักงานที่มีความหลากหลายได้จากทุกที่ ดังนั้นพนักงานจึงสามารถปฏิบัติงานได้อย่างสะดวกและมีประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น ทั้งช่วยให้พนักงานสามารถเข้าถึงพื้นที่การทำงานได้จากหลายอุปกรณ์ หลายเครือข่าย จากที่ใดก็ได้ อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งยังเพิ่มช่องทางในการบริการพนักงานสำหรับแผนกไอทีได้อีกด้วย
  • รักษาความปลอดภัยในการใช้งาน ด้วยการรักษาความปลอดภัยที่กว้างและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงแอปพลิเคชัน ได้จากหลากหลายอุปกรณ์ โดย VMware’s Zero Trust ได้ผสมผสานการบริหารจัดการเครือข่ายและความปลอดภัยปลายทาง เข้าไว้ด้วยกัน
  • พื้นที่การทำงานแบบอัตโนมัติ ทำให้ IT มีความเรียบง่าย มีประสิทธิภาพ ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานได้อย่างรวดเร็ว และยังทันสมัยอีกด้วย ช่วยให้การดำเนินธุรกิจมุ่งเน้นไปที่ผลลัพธ์ที่ต้องการ แทนที่จะมัวคำนึงถึงแต่วิธีการดำเนินงาน ด้วยวิธีการบริหารจัดการอันชาญฉลาด ด้วยการทำงานที่เป็นระบบ มีขั้นตอน และมีประสิทธิภาพ

 

การเข้าถึงแบบองค์รวมช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของนวัตกรรมในอนาคตบนสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย

VMware Anywhere Workspace ได้รวบรวมเอาคุณประโยชน์ของ 3 โซลูชันนวัตกรรมเข้าไว้ด้วยกันดังนี้:

VMware Workspace ONE นำเสนอการบริหารจัดการ unified endpoint, เดสก์ทอปและแอปพลิเคชันเสมือนจริง, มีประสิทธิภาพ พร้อมโซลูชันความปลอดภัย รองรับประสบการณ์การทำงานหลากหลายรูปแบบ

VMware Carbon Black นำเสนอระบบป้องกันสำหรับ cloud-native endpoint และระบบป้องกัน workload

VMware SASE รวมเอาความสามารถของ SD-Wan กับฟังก์ชันรักษาความปลอดภัยของ cloud-delivered, ระบบรักษาความปลอดภัยของ cloud web, การเข้าถึงเครือข่ายที่มีความปลอดภัยสูงสุดแบบ zero trust และระบบ Firewall โดยความสามารถต่าง ๆ นี้ถูกนำเสนอในรูปแบบ as-a-service ระดับโลกแบบ points of presence (PoPs)

 

 

โจเซฟิโน พาโลมา รองประธานบริหารและผู้จัดการทั่วไปด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และ Geo-Expansions บริษัท AMTI ผู้ให้บริการโซลูชันด้านระบบและเทคโนโลยีที่ตั้งอยู่ในประเทศฟิลิปปินส์ กล่าวว่า “พวกเราเริ่มโครงการปฏิบัติงานจากที่บ้าน (work-from-home) ตั้งแต่สองปีก่อนเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการจราจรที่เลวร้ายในกรุงมะนิลา กระทั่งเกิดใการระบาดของโควิด และเทคโนโลยี Anywhere Workspace อันช่วยให้เกิดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการปฏิบัติงานของพนักงาน เราจึงไม่กลับไปให้ทุกคนต้องเข้ามาทำงานที่สำนักงานอีกต่อไป และเทคโนโลยี Anywhere Workspace จึงรับบทบาทสำคัญในการสนับสนุนระบบ hybrid workforce ของเรา”

อดัม ฮอลท์บี นักวิเคราะห์ระบบหลักของ Omdia กล่าวว่า “hybrid workforce ที่แท้จริง นั่นก็คือการที่พนักงานสามารถทำงานได้จากทุกที่ผ่านระบบเครือข่ายและอุปกรณ์ใด ๆ ก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีสิ่งใดแลกเปลี่ยนเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงาน อย่างไรก็ตามการปฏิบัติงานในรูปแบบดังกล่าวก็เป็นบททดสอบที่ท้าทายในการทำธุรกิจ ที่ต้องพึ่งพาแนวทางปฏิบัติและเทคโนโลยีความปลอดภัยแบบเก่าที่ซับซ้อน “ระบบรักษาความปลอดภัยใหม่ ๆ การบริหารจัดการ โซลูชันที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของพนักงาน และระเบียบปฏิบัติต่าง ๆ ล้วนเป็นสิ่งจำเป็นในการทำธุรกิจหากต้องการผลการดำเนินงานที่น่าพอใจ และมีการรักษาความปลอดภัยที่มากพอ รวมถึงความสามารถในการปฏิบัติงานจากที่ใดก็ได้ เหล่านี้ล้วนเป้นหัวใจหลักของโซลูชันใหม่จาก VMware และเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยเปลี่ยนจากผู้ขายเป็นคู่ค้าคนสำคัญสำหรับธุรกิจที่ต้องการก้าวสู่รูปแบบใหม่ของการทำงานในอนาคต”

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-vmware-anyware/

Cisco ออกเครื่องมือช่วยจัดการข้อมูล Telemetry

Cisco Telemetry Broker เป็นเครื่องใหม่ที่ช่วยให้องค์กรใช้จัดการปัญหาความยุ่งยากแบบเก่าในการจัดการข้อมูล

ข้อมูลที่ได้จากอุปกรณ์เครื่องข่ายไม่ว่าจะเป็น Switch, Router, Wireless และ IoT สามารถสร้างประโยชน์ให้แก่องค์กรเมื่อนำไปวิเคราะห์เช่น ในเชิงของการพัฒนาธุรกิจ การให้บริหาร แก้ปัญหาคุณภาพของเครือข่ายเป็นต้น อย่างไรก็ดีที่ผ่านมา Cisco พบว่าข้อมูลเหล่านี้มักส่งต่อไปกองไว้ใน Data Lake หากมีโซลูชันวิเคราะห์แค่ตัวเดียวก็พอจะรับได้ แต่ความจริงคือองค์กรมีเครื่องมือมากกว่า 1 ตัวที่ต้องการข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ต่อ เจ้าหน้าที่ไอทีจึงต้องมาจัดการข้อมูลเหล่านี้ซึ่งเสียเวลาเป็นอย่างมาก

ดังนั้น Cisco Telemetry Broker จึงเกิดขึ้นเพื่อขจัดปัญหาในรูปแบบเก่าออกไป โดย Cisco ชี้ว่าเครื่องมือจะสามารถเลือกเส้นทาง และทำสำเนาข้อมูลใหม่ส่งให้แก่โซลูชันในหลายทางได้ นอกจากนี้ยังสามารถคัดกรองข้อมูล หรือแปลงข้อมูลในรูปแบบที่ต้องการได้ โดยเครื่องมือนี้มาจากการเข้าซื้อ Lancope ในปี 2015 ซึ่งมีโซลูชันที่ใช้ข้อมูลเครือข่ายตรวจหาการโจมตีนั่นเอง

ผู้สนใจศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ https://www.cisco.com/c/en/us/products/security/telemetry-broker/index.html

ที่มา : https://www.networkworld.com/article/3615493/cisco-tool-opens-telemetry-for-advanced-network-security-analytics.html

from:https://www.techtalkthai.com/cisco-debuts-telemetry-data-management-tool/

HPE Aruba ประกาศออกความสามารถ Edge-to-Cloud Security

ที่งานสัมมนา Atmosphere ในรูปแบบออนไลน์ปีนี้ทาง HPE Aruba ได้ออกความสามารถใหม่ด้าน Security และ Network ให้แก่โซลูชัน Edge Services Platform (ESP) โดยหลักคือการทำให้โซลูชันที่มีอยู่ในหลายส่วนในมุมของ Network และ Security ทำงานร่วมกันได้

Credit: HPE Aruba

ประเด็นหลักของงานมีดังนี้

  • ผสานโซลูชัน ClearPass Policy Manager ที่จัดการในเรื่องของ Identity ให้ทำงานร่วมกับ EdgeConnect SD-WAN (เข้าซื้อกิจการ SilverPeak มาปีก่อน https://www.techtalkthai.com/hpe-acquires-silver-peak/)
  • ผสานความสามารถ Aruba Threat Defense แชร์ข้อมูล Intelligence และความสามารถตรวจจับการบุกรุกให้โซลูชัน EdgeConnect
  • ร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ที่ให้บริการโซลูชันการป้องกันระดับ Edge อย่าง Netskope, Check Point, Palo Alto Networks, Zscaler และอื่นๆ โดยปรับปรุงหน้า Silver Peak Unity Orchestrator ให้ลูกค้าสามารถเชื่อมสาขาไปยังดาต้าเซ็นเตอร์หรือ Points of Presence ของพาร์ทเนอร์เหล่านั้นได้ง่ายและรวดเร็ว
  • นอกจาก Aruba จะมีเครื่องมือสำหรับบริหารจัดการโซลูชันแบบรวมศูนย์ผ่านคลาวด์แล้ว แต่ก็ยังเผยว่ากำลังพัฒนาให้เกิดโซลูชันเช่นนี้ไว้บน On-premise ด้วย อย่างไรก็ดีแม้ว่าการบริหารจัดการจะเป็นอย่างไร แต่หัวใจสำคัญของเรื่องคือ Edge และการทำงานแบบ Work-from-home ทำให้องค์กรเกิดความซับซ้อนกับอุปกรณ์ แพลตฟอร์ม และสภาพแวดล้อมอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ด้วยเหตุนี้เอง Aruba จึงเพิ่มความสามารถ AIOps เข้ามาในโซลูชันการบริหารจัดการแบบรวมศูนย์ของตน เพื่อตอบโจทย์การเข้าสู่ยุคของ SASE และ Zero Trust

ที่มา : https://www.eweek.com/networking/aruba-announces-edge-to-cloud-security-network-capabilities/

from:https://www.techtalkthai.com/hpe-aruba-atmosphere2021-announces-new-edge-to-cloud-security-and-network-capabilities/

ขอเชิญทุกท่านเข้าร่วมงานสัมมนาออนไลน์ฟรี TTT Virtual Summit  2021: Network & Security [27-30 เม.ย. 2021]

TechTalkThai ขอเชิญทุกท่านเข้าร่วมงานสัมมนาออนไลน์ฟรี TTT Virtual Summit  2021: Network & Security งานสัมมนาออนไลน์ครั้งใหญ่สำหรับทุกท่านที่สนใจในเทคโนโลยีระบบเครือข่ายและความมั่นคงปลอดภัยสำหรับธุรกิจองค์กร กับเนื้อหาการบรรยายภาษาไทยกว่า 20 Session ในระยะเวลา 4 วัน ครอบคลุมเทคโนโลยีหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น LAN, Wireless LAN, SD-WAN, Edge Computing, AIOps, Data Center Networking, Multicloud Networking, Corporate Internet, Cybersecurity Trends, AI Security, Security for Container & Serverless, OT Security, Security Automation, XDR, Next Generation SOC และพรบ.ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ในวันที่ 27-30 เมษายน 2021 เวลา 13.00น. – 16.00น. โดยมีรายละเอียด กำหนดการ และวิธีการลงทะเบียนเข้าร่วมงานดังนี้

TTT Virtual Summit  2021: Network & Security

วันที่: 27-30 เมษายน 2021
เวลา: 13.00น. – 16.00น.
กำหนดการ: https://conf.techtalkthai.com/
ลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรี: https://zoom.us/webinar/register/WN_0FvrP5rhR92IWo4_Z6ps9g

พบกับวิทยากรผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา ที่จะมาแบ่งปันเรื่องราวของการนำเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้งานเสริมศักยภาพของธุรกิจในรูปแบบต่างๆ เต็มอิ่มกัน 4 วัน กับเนื้อหากว่า 20 หัวข้อ ดังนี้

  • 27 – 28 เมษายน 2021 ธีม Enterprise Networking แนะนำนวัตกรรมด้านเครือข่ายล่าสุดสำหรับ Edge, Data Center และ Multi-cloud รวมไปถึงเทคโนโลยีด้าน Wired & Wireless Networking และการประยุกต์ใช้ AIOps
  • 29 – 30 เมษายน 2021 ธีม Enterprise Security อัปเดตแนวโน้มภัยคุกคามไซเบอร์และการรักษาความมั่นคงปลอดภัยล่าสุดในปี 2021 หลังยุค COVID-19 ได้แก่ AI Security, OT Security, Security for Cloud Native Apps, SOC และ XDR พร้อมแชร์การวางกลยุทธ์และแนวทางปฏิบัติด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์จากประสบการณ์จริงของหน่วยงาน CII ที่สำคัญของประเทศตาม พ.ร.บ. ไซเบอร์ฯ

ตรวจสอบกำหนดการ, วิทยากร และรายละเอียดของงานได้ที่ https://conf.techtalkthai.com/

พิเศษ! Lucky Draw แบบจัดเต็ม! ลงทะเบียนและเข้าร่วมงานเพื่อลุ้นรับ Macbook Air (M1), iPhone 12, AirPods Max และ Mi Watch Lite รวม 12 รางวัล มูลค่ากว่า 100,000 บาท จับรางวัลใหญ่ทุกวัน

ลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่ https://zoom.us/webinar/register/WN_0FvrP5rhR92IWo4_Z6ps9g โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ทีมงานขอความกรุณากรอกข้อมูลตามความเป็นจริง และระบุชื่อเต็มของหน่วยงาน เพื่อประโยชน์ในการติดต่อประสานงาน รวมถึงการแจ้งผล Lucky Draw

 

from:https://www.techtalkthai.com/ttt-virtual-summit-2021-network-and-security/

Google ปล่อย Chrome เวอร์ชัน 90 – HTTPS กลายเป็นโปรโตคอลเริ่มต้น

วันที่ 14 เมษายนที่ผ่านมา Google เปิดให้อัปเดต Chrome เวอร์ชัน 90 โดยได้แก้ไขบั๊กและเพิ่มฟีเจอร์ด้านความมั่นคงปลอดภัยหลายรายการ เพิ่ม AV1 Encoder และปรับ HTTPS ให้เป็นโปรโตคอลเริ่มต้นสำหรับการท่องอินเทอร์เน็ต

Chrome 90 ได้แก้ปัญหาด้านความมั่นคงปลอดภัย 37 รายการ รวมไปถึงช่องโหว่ Zero-day ที่ถูกใช้ในการแข่ง Pwn2Own ซึ่งได้รับการเปิดเผยเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ที่น่าสนใจสำหรับเวอร์ชันนี้ คือ การปรับให้ HTTPS กลายเป็นโปรโตคอลเริ่มต้นในการเข้าถึงเว็บไซต์ นั่นหมายความว่า เมื่อใส่ URL ลงไปในช่อง Address Bar โดยไม่ระบุว่าเป็น http:// หรือ https:// เบราว์เซอร์จะทำการเชื่อมต่อแบบ HTTPS โดยอัตโนมัติ เพื่อเพิ่มความมั่นคงปลอดภัยและลดภาระในการ Redirect จาก HTTP ไปสู่ HTTPS สำหรับหลายๆ เว็บไซต์ อย่างไรก็ตาม ในบางกรณี เช่น การเข้าถึงผ่าน IP Address โดยตรงหรือ Reserved Hostname อย่าง test/ หรือ localhost/ จะยังคงเชื่อมต่อโดยใช้ HTTP เป็นค่าเริ่มต้นเหมือนเดิม

ฟีเจอร์อื่นๆ ที่น่าสนใจได้แก่

  • กลไกการป้องกัน NAT Slipstreaming Attacks ด้วยการบล็อก FTP, HTTP และ HTTPS ที่เชื่อมต่อผ่านพอร์ต 554
  • AV1 Encoder เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของซอฟต์แวร์ Video Conference ที่ใช้ WebRTC
  • Tab Search สำหรับใส่คีย์เวิร์ดเพื่อค้นหาแท็บที่กำลังเปิดอยู่ เหมาะสำหรับผู้ใช้ที่เปิดหลายๆ แท็บพร้อมกันเป็นจำนวนมาก

ที่มา: https://www.bleepingcomputer.com/news/google/google-chrome-90-released-with-https-as-the-default-protocol/

from:https://www.techtalkthai.com/google-releases-chrome-90-with-https-as-the-default-protocol/

[Guest Post] หัวเว่ยเปิดตัวสายผลิตภัณฑ์โซลูชันอินเทอร์เน็ตอัจฉริยะ ช่วยเสริมโครงสร้างพื้นฐาน ไอซีทีของมหาวิทยาลัยไทยและภาคองค์กรธุรกิจให้พร้อมรับมือทุกสถานการณ์

เมื่อเร็วๆ นี้ หัวเว่ยจัดงาน Huawei Asia Pacific IP Club Carnival 2021 ภายใต้หัวข้อ “พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงด้วยเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตอัจฉริยะเพื่อขับเคลื่อนอนาคตใหม่ให้วงการ” พร้อมเผยว่าโซลูชันด้านการสื่อสารและส่งข้อมูลจะช่วยเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลในภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ และจะช่วยกลุ่มองค์กรธุรกิจรวมถึงสถาบันการศึกษาในประเทศไทยให้สามารถสร้างเทคโนโลยีดิจิทัลที่มีความยืดหยุ่น รับมือทุกสถานการณ์ได้อย่างไร นอกจากนี้ หัวเว่ยยังเปิดตัวโซลูชันอินเทอร์เน็ต (IP) อัจฉริยะตัวล่าสุดสำหรับตลาดเอเชียแปซิฟิก โดยมีลูกค้า พาร์ทเนอร์ ผู้เชี่ยวชาญในภาคอุตสาหกรรม และผู้เชี่ยวชาญเชิงเทคนิคในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เข้าร่วมงานครั้งนี้มากกว่า 2,400 ราย

 

นายเควิน หู ประธานบริหารสายผลิตภัณฑ์ หัวเว่ย ดาต้าคอม กล่าวเปิดงานว่า เครือข่ายอินเทอร์เน็ตอัจฉริยะกลายเป็นหมุดหมายสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลสำหรับภาคอุตสาหกรรม โดยการส่งผ่านข้อมูลที่ราบรื่นไม่สะดุดจะช่วยปลดปล่อยศักยภาพที่แท้จริงของการรวบรวมข้อมูล ทั้งนี้ การขยายตัวอย่างรวดเร็วของบริการในกลุ่มธุรกิจองค์กรทำให้บริการโครงข่ายผ่านอินเทอร์เน็ตเปลี่ยนแปลงจากให้บริการในพื้นที่นั้น ๆ ไปสู่การให้บริการผ่านคลาวด์ ซึ่งส่งผลให้โครงข่ายอินเทอร์เน็ตต่าง ๆ จำเป็นต้องรับประกันประสบการณ์การบริการ รวมถึงคุณภาพที่วางใจได้ของบริการนั้น

ภายในงาน หัวเว่ยได้เปิดตัวโซลูชัน CloudCampus 2.0 เพื่อนำวิวัฒนาการใหม่มาสู่วงการโครงข่ายแบบแคมปัส เริ่มจากเทคโนโลยีโครงข่ายไร้สายระดับกิกะบิตแบบอัจฉริยะ เพื่อนำไปสู่ “การเชื่อมต่ออัจฉริยะในทุกสิ่งทุกอย่าง” โดยโซลูชัน CloudCampus จะเป็นแพลตฟอร์มโครงข่ายอัจฉริยะเพื่อใช้รับมือกับความท้าทายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจริงในหมู่องค์กรที่มีโครงสร้างแบบดั้งเดิม และจะช่วยเร่งผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลให้เร็วยิ่งขึ้น ทั้งนี้ รศ. ดร. วุฒิพล ธาราธีรเศรษฐ์ จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ได้ยกตัวอย่างถึงความท้าทายต่าง ๆ ที่ทางสถาบันการศึกษาต้องเผชิญ โดยเฉพาะบิ๊กดาต้า และยังยกตัวอย่างว่าโซลูชันของหัวเว่ยเข้ามาช่วยแก้ปัญหาสำคัญเหล่านี้ได้อย่างไร โดยศูนย์ข้อมูลจากหัวเว่ยช่วยตอบโจทย์ในการลดต้นทุนรวมในการเป็นเจ้าของ (TCO) ให้แก่ทางมหาวิทยาลัย ทั้งยังรองรับการพัฒนาโซลูชันต่อยอดเพิ่มเติมได้ในอนาคต นอกจากนี้ การติดตั้งแคมปัสแบบไร้สายของหัวเว่ยยังช่วยให้ทางมหาวิทยาลัยสามารถรวมศูนย์การจัดการโครงข่ายในสถาบันการศึกษา พร้อมทั้งส่งมอบเครือข่ายการใช้งานที่ครอบคลุมให้แก่เหล่านิสิตนักศึกษา ซึ่งถือเป็นการช่วยพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้แก่พวกเขาในอีกทางหนึ่ง

นอกจากนี้ หัวเว่ยยังได้เปิดตัวโซลูชัน CloudFabric 3.0 Hyper-Converged DCN ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อรองรับการสร้างเทคโนโลยี DCN ยุคใหม่ ซึ่งมีฟีเจอร์รองรับเครือข่ายอีเทอร์เน็ตที่สามารถบีบอัดข้อมูลได้โดยไม่สูญเสีย (lossless) ข้อมูลจากต้นทาง รองรับการปฏิบัติงานโดยอัตโนมัติตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง รวมทั้งรองรับการบำรุงรักษาโครงข่ายอย่างอัจฉริยะและครอบคลุม

หัวเว่ยยังได้เปิดตัวสายผลิตภัณฑ์เราท์เตอร์ตัวใหม่ในซีรี่ส์ NetEngine8000 (NE8000) โดยโซลูชัน CloudWAN ของหัวเว่ยได้รับการออกแบบให้ทำงานอยู่บนพื้นฐานของเราท์เตอร์ซีรี่ส์ NetEngine 8000 รุ่นใหม่นี้สามารถให้บริการได้อย่างครบวงจร รองรับเทคโนโลยี SRv6 และการแบ่งใช้งานโครงข่าย ทำให้ผู้ใช้งานสร้างโครงข่ายอินเทอร์เน็ตที่มีเอกภาพและรองรับการให้บริการได้ทุกรูปแบบ รวมทั้งรับประกันการรักษาระดับมาตรฐานของบริการต่าง ๆ (Service Level Agreements) ได้หลากหลายต่างกันไปตามบริการนั้น ๆ

หัวเว่ยและพาร์ทเนอร์ต่าง ๆ จะยังคงร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดเพื่อส่งมอบโซลูชันโครงข่ายอินเทอร์เน็ตอัจฉริยะให้กับกลุ่มธุรกิจองค์กรต่อไป และช่วยผลักดันให้เกิดความสำเร็จในยุคดิจิทัล

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-huawei-intelligent-ip-solution-healps-enterprise/