คลังเก็บป้ายกำกับ: NETFLIX

NetFlix เผยผลประกอบการไตรมาส 3 กำไร 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ เติบโตขึ้นถึงหนึ่งเท่าตัว ยอดสมาชิก 6.8 ล้านบัญชี

เน็ตฟลิกซ์รายงานผลประกอบการไตรมาสที่ 3 ประจำปีนี้ โดยสร้างสถิติใหม่สำหรับไตรมาสดังกล่าวด้วยยอดสมาชิกที่เพิ่มขึ้นถึง 6.8 ล้านบัญชี สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าถึง 12 % จึงทำให้ยอดสมาชิกรวมเพิ่มสูงขึ้นเป็น 158 ล้านคนทั่วโลก ส่วนรายได้ในไตรมาสนี้ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วถึง 31% มาอยู่ที่ 5.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่กำไรเติบโตขึ้นถึงหนึ่งเท่าตัว อยู่ที่ 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ

ทั้งนี้ ยอดสมาชิกที่เพิ่มขึ้นในไตรมาสนี้ นับเป็นสมาชิกจากนอกสหรัฐอเมริกา ถึง 6.3 ล้านบัญชี สูงกว่าปีก่อนหน้าถึง 23% ขณะที่การเติบโตของยอดสมาชิกในสหรัฐอเมริกาชะลอตัวลงเล็กน้อย สืบเนื่องจากการปรับอัตราค่าสมาชิกในตลาดดังกล่าว

เดินหน้าผลักดันออริจินัลคอนเทนต์ต่อเนื่อง พร้อมมุ่งเจาะตลาดรอบโลกด้วยภาพยนตร์และซีรีส์ในภาษาท้องถิ่น

เน็ตฟลิกซ์ยังคงเดินหน้าพัฒนาด้านออริจินัลคอนเทนต์อย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ผลงานเหล่านี้ได้รับความนิยมและเสียงตอบรับที่ดีมาโดยตลอด เช่นในไตรมาสที่ 3 นี้กับ Stranger Things (สเตรนเจอร์ ธิงส์) ซีซั่นล่าสุด ที่สร้างสถิติใหม่ด้วยยอดผู้ชมกว่า 64 ล้านบัญชีในช่วงหนึ่งเดือนแรกที่เปิดสตรีม หรือซีรีส์ขนาดสั้น Unbelievable (เสียงแห่งความกล้า) ที่มียอดผู้ชมถึง 32 ล้านบัญชีภายใน 28 วันแรก

นอกจากนี้ เน็ตฟลิกซ์ยังได้เปิดตัวออริจินัลคอนเทนต์ในภาษาต่างๆ มากมาย เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตในตลาดนานาชาติ ซึ่งปัจจุบันมีบทบาทขับเคลื่อนการเติบโตของฐานสมาชิกเน็ตฟลิกซ์ถึง 90%

  • ในตลาดเอเชีย เน็ตฟลิกซ์ได้เปิดตัวออริจินัลคอนเทนต์ในไตรมาส 3 อย่าง The Naked Director (โป๊ บ้า กล้า รวย) ซึ่งสร้างสถิติใหม่สำหรับการเปิดตัวคอนเทนต์เน็ตฟลิกซ์ในญี่ปุ่น ทั้งยังประสบความสำเร็จในหลายประเทศทั่วเอเชีย เช่นเดียวกับ Sacred Games ซีรีส์เน็ตฟลิกซ์ที่มีผู้ชมมากที่สุดในอินเดีย และ Love Alarm (แอปเลิฟเตือนรัก) ซีรีส์ใหม่แกะกล่องจากเกาหลี
  • ส่วนในตลาดอื่นๆ นอกเหนือจากภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซีรีส์ La Casa de Papel (Money Heist / ทรชนคนปล้นโลก) ก็สร้างสถิติในฐานะซีรีส์ที่มียอดผู้ชมสูงสุดในประเทศที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลาง โดยมีผู้ชมกว่า 44 ล้านบัญชีในช่วงหนึ่งเดือนแรก ขณะที่ Sintonia (ทางสู่ฝัน) ออริจินัลซีรีส์เรื่องล่าสุดจากบราซิล ก็นับเป็นซีรีส์ที่ทำยอดผู้ชมในซีซั่นแรกได้สูงสุดเป็นอันดับสองของบราซิล

ปัจจุบัน เน็ตฟลิกซ์มีออริจินัลคอนเทนต์ที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษให้เลือกสตรีมได้กว่า 100 ซีซั่น จาก 17 ประเทศ และยังมีแผนที่จะเปิดตัวเพิ่มอีกถึง 130 ซีซั่นในปี 2020 ควบคู่ไปกับการขยายการลงทุนในคอนเทนต์ภาษาท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นในรูปของภาพยนตร์หรือซีรีส์

ต่อยอดความสำเร็จในตลาดภาพยนตร์ ลงทุนต่อเนื่องกับการสร้างผลงานใหม่

ในไตรมาส 3 นี้ เน็ตฟลิกซ์ก็ยังคงได้รับการตอบรับที่ดีจากสมาชิกในส่วนของออริจินัลคอนเทนต์ในรูปแบบภาพยนตร์ ไม่ว่าจะเป็น Secret Obsession (แอบ จ้อง ฆ่า) ที่มียอดผู้ชมสูงถึง 40 ล้านครัวเรือนภายใน 4 สัปดาห์แรก Otherhood (คุณแม่… ลูกไม่ติด) กับยอดผู้ชมกว่า 29 ล้านครัวเรือนในเดือนแรก และ Tall Girl (รักยุ่งของสาวโย่ง) ที่ถูกสตรีมโดยสมาชิกถึง 41 ล้านครัวเรือนภายในเดือนแรกเช่นกัน

ในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ เน็ตฟลิกซ์มีภาพยนตร์คุณภาพมากมาย นำโดย 3 ตัวเต็งรางวัลออสการ์อย่าง The Irishman (คนใหญ่ไอริช) จากผู้กำกับมาร์ติน สกอร์เซซี นำแสดงโดย โรเบิร์ต เดอ นีโร  อัล ปาชิโน และ โจ เปสซี, Marriage Story นำแสดงโดย สการ์เล็ต โจแฮนสัน และ อดัม ไดรเวอร์, The Two Popes (สันตะปาปาโลกจารึก) ที่นำแสดงโดยแอนโธนี ฮอปกินส์ และโจนาธาน ไพรซ์ และ The King พร้อมด้วยไฮไลท์อื่นๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Dolemite is My Name (โดเลอไมต์ ชื่อนี้ต้องจดจำ)6 Underground (6 ลับ ดับ โหด), The Laundromat (ซัก หลบ กลบ ฟอก) และภาพยนตร์แอนิเมชั่น
อย่าง Klaus (มหัศจรรย์ตำนานคริสต์มาส) และ I Lost My Body (ร่างกายที่หายไป)

มุ่งขยายฐานสมาชิกต่อเนื่อง พร้อมมอบทางเลือกที่หลากหลายกว่าให้ผู้ชมทั่วโลก

เน็ตฟลิกซ์ยังคงมอบความสะดวกสบายและรวดเร็วที่เหนือกว่าสำหรับผู้ที่สนใจสมัครเป็นสมาชิก โดยในไตรมาส 3 ที่ผ่านมา เราได้เปิดตัวแพ็คเกจสมาชิกสำหรับการรับชมบนโทรศัพท์มือถือเท่านั้นในประเทศอินเดีย โดยนับว่าประสบความสำเร็จมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ และยังเป็นปัจจัยสนับสนุนการลงทุนเพิ่มเติมเพื่อสร้างคอนเทนต์ใหม่สำหรับตลาดอินเดียต่อไปในอนาคต โดยถึงแม้ว่ากลุ่มสมาชิกที่สตรีมผ่านสมาร์ทโฟนเพียงอย่างเดียวจะยังมีสัดส่วนที่น้อย แต่เน็ตฟลิกซ์ก็ยังคงทดสอบการสมัครแพ็คเกจในรูปแบบนี้ต่อไปในอีกหลายตลาด เพื่อที่จะเจาะกลุ่มผู้บริโภคในทุกไลฟ์สไตล์

ส่วนในด้านภาษาและการเข้าถึงบริการ เราได้เพิ่มทางเลือกให้สมาชิกในประเทศเวียดนาม ฮังการี และเช็ก สามารถใช้งานและรับชมคอนเทนต์จากเน็ตฟลิกซ์ได้ในภาษาท้องถิ่นของประเทศนั้นๆ โดยเรายังมีแผนที่จะรองรับตลาดอื่นๆ เพิ่มเติมอีกในอนาคต

การร่วมมือกับพันธมิตรยังเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ของเน็ตฟลิกซ์ในไตรมาสที่ 3 นี้ ไม่ว่าจะเป็นการนำเสนอแพ็คเกจร่วมกับ KDDI ในประเทศญี่ปุ่น Sky Italia ในประเทศอิตาลี Canal+ ในประเทศฝรั่งเศส และ Izzi ในประเทศเม็กซิโก

สำหรับในอนาคต เราคาดการณ์ว่าจะเผชิญกับการแข่งขันที่เข้มข้นมากยิ่งขึ้นในไตรมาสหน้า ซึ่งจะส่งผลให้ตลาดบริการด้านความบันเทิงในภาพรวมมีการปรับตัว หันเหจากการชมโทรทัศน์ในรูปแบบเดิมมาใช้งานบริการสตรีมมิ่งกันอย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้น ส่วนเน็ตฟลิกซ์เองจะยังคงตอกย้ำจุดยืนเดิม เสริมสร้างจุดแข็งในด้านการมอบทางเลือกที่หลากหลาย ให้สมาชิกได้ควบคุมประสบการณ์ความบันเทิงอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนให้เราลงทุนกับออริจินัลคอนเทนต์ในทุกประเภททั่วโลกต่อไป

from:https://www.flashfly.net/wp/?p=271542

โฆษณา

NetFlix เผยผลประกอบการไตรมาส 3 กำไร 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ เติบโตขึ้นถึงหนึ่งเท่าตัว ยอดสมาชิก 6.8 ล้านบัญชี

เน็ตฟลิกซ์รายงานผลประกอบการไตรมาสที่ 3 ประจำปีนี้ โดยสร้างสถิติใหม่สำหรับไตรมาสดังกล่าวด้วยยอดสมาชิกที่เพิ่มขึ้นถึง 6.8 ล้านบัญชี สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าถึง 12 % จึงทำให้ยอดสมาชิกรวมเพิ่มสูงขึ้นเป็น 158 ล้านคนทั่วโลก ส่วนรายได้ในไตรมาสนี้ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วถึง 31% มาอยู่ที่ 5.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่กำไรเติบโตขึ้นถึงหนึ่งเท่าตัว อยู่ที่ 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ

ทั้งนี้ ยอดสมาชิกที่เพิ่มขึ้นในไตรมาสนี้ นับเป็นสมาชิกจากนอกสหรัฐอเมริกา ถึง 6.3 ล้านบัญชี สูงกว่าปีก่อนหน้าถึง 23% ขณะที่การเติบโตของยอดสมาชิกในสหรัฐอเมริกาชะลอตัวลงเล็กน้อย สืบเนื่องจากการปรับอัตราค่าสมาชิกในตลาดดังกล่าว

เดินหน้าผลักดันออริจินัลคอนเทนต์ต่อเนื่อง พร้อมมุ่งเจาะตลาดรอบโลกด้วยภาพยนตร์และซีรีส์ในภาษาท้องถิ่น

เน็ตฟลิกซ์ยังคงเดินหน้าพัฒนาด้านออริจินัลคอนเทนต์อย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ผลงานเหล่านี้ได้รับความนิยมและเสียงตอบรับที่ดีมาโดยตลอด เช่นในไตรมาสที่ 3 นี้กับ Stranger Things (สเตรนเจอร์ ธิงส์) ซีซั่นล่าสุด ที่สร้างสถิติใหม่ด้วยยอดผู้ชมกว่า 64 ล้านบัญชีในช่วงหนึ่งเดือนแรกที่เปิดสตรีม หรือซีรีส์ขนาดสั้น Unbelievable (เสียงแห่งความกล้า) ที่มียอดผู้ชมถึง 32 ล้านบัญชีภายใน 28 วันแรก

นอกจากนี้ เน็ตฟลิกซ์ยังได้เปิดตัวออริจินัลคอนเทนต์ในภาษาต่างๆ มากมาย เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตในตลาดนานาชาติ ซึ่งปัจจุบันมีบทบาทขับเคลื่อนการเติบโตของฐานสมาชิกเน็ตฟลิกซ์ถึง 90%

  • ในตลาดเอเชีย เน็ตฟลิกซ์ได้เปิดตัวออริจินัลคอนเทนต์ในไตรมาส 3 อย่าง The Naked Director (โป๊ บ้า กล้า รวย) ซึ่งสร้างสถิติใหม่สำหรับการเปิดตัวคอนเทนต์เน็ตฟลิกซ์ในญี่ปุ่น ทั้งยังประสบความสำเร็จในหลายประเทศทั่วเอเชีย เช่นเดียวกับ Sacred Games ซีรีส์เน็ตฟลิกซ์ที่มีผู้ชมมากที่สุดในอินเดีย และ Love Alarm (แอปเลิฟเตือนรัก) ซีรีส์ใหม่แกะกล่องจากเกาหลี
  • ส่วนในตลาดอื่นๆ นอกเหนือจากภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซีรีส์ La Casa de Papel (Money Heist / ทรชนคนปล้นโลก) ก็สร้างสถิติในฐานะซีรีส์ที่มียอดผู้ชมสูงสุดในประเทศที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลาง โดยมีผู้ชมกว่า 44 ล้านบัญชีในช่วงหนึ่งเดือนแรก ขณะที่ Sintonia (ทางสู่ฝัน) ออริจินัลซีรีส์เรื่องล่าสุดจากบราซิล ก็นับเป็นซีรีส์ที่ทำยอดผู้ชมในซีซั่นแรกได้สูงสุดเป็นอันดับสองของบราซิล

ปัจจุบัน เน็ตฟลิกซ์มีออริจินัลคอนเทนต์ที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษให้เลือกสตรีมได้กว่า 100 ซีซั่น จาก 17 ประเทศ และยังมีแผนที่จะเปิดตัวเพิ่มอีกถึง 130 ซีซั่นในปี 2020 ควบคู่ไปกับการขยายการลงทุนในคอนเทนต์ภาษาท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นในรูปของภาพยนตร์หรือซีรีส์

ต่อยอดความสำเร็จในตลาดภาพยนตร์ ลงทุนต่อเนื่องกับการสร้างผลงานใหม่

ในไตรมาส 3 นี้ เน็ตฟลิกซ์ก็ยังคงได้รับการตอบรับที่ดีจากสมาชิกในส่วนของออริจินัลคอนเทนต์ในรูปแบบภาพยนตร์ ไม่ว่าจะเป็น Secret Obsession (แอบ จ้อง ฆ่า) ที่มียอดผู้ชมสูงถึง 40 ล้านครัวเรือนภายใน 4 สัปดาห์แรก Otherhood (คุณแม่… ลูกไม่ติด) กับยอดผู้ชมกว่า 29 ล้านครัวเรือนในเดือนแรก และ Tall Girl (รักยุ่งของสาวโย่ง) ที่ถูกสตรีมโดยสมาชิกถึง 41 ล้านครัวเรือนภายในเดือนแรกเช่นกัน

ในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ เน็ตฟลิกซ์มีภาพยนตร์คุณภาพมากมาย นำโดย 3 ตัวเต็งรางวัลออสการ์อย่าง The Irishman (คนใหญ่ไอริช) จากผู้กำกับมาร์ติน สกอร์เซซี นำแสดงโดย โรเบิร์ต เดอ นีโร  อัล ปาชิโน และ โจ เปสซี, Marriage Story นำแสดงโดย สการ์เล็ต โจแฮนสัน และ อดัม ไดรเวอร์, The Two Popes (สันตะปาปาโลกจารึก) ที่นำแสดงโดยแอนโธนี ฮอปกินส์ และโจนาธาน ไพรซ์ และ The King พร้อมด้วยไฮไลท์อื่นๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Dolemite is My Name (โดเลอไมต์ ชื่อนี้ต้องจดจำ)6 Underground (6 ลับ ดับ โหด), The Laundromat (ซัก หลบ กลบ ฟอก) และภาพยนตร์แอนิเมชั่น
อย่าง Klaus (มหัศจรรย์ตำนานคริสต์มาส) และ I Lost My Body (ร่างกายที่หายไป)

มุ่งขยายฐานสมาชิกต่อเนื่อง พร้อมมอบทางเลือกที่หลากหลายกว่าให้ผู้ชมทั่วโลก

เน็ตฟลิกซ์ยังคงมอบความสะดวกสบายและรวดเร็วที่เหนือกว่าสำหรับผู้ที่สนใจสมัครเป็นสมาชิก โดยในไตรมาส 3 ที่ผ่านมา เราได้เปิดตัวแพ็คเกจสมาชิกสำหรับการรับชมบนโทรศัพท์มือถือเท่านั้นในประเทศอินเดีย โดยนับว่าประสบความสำเร็จมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ และยังเป็นปัจจัยสนับสนุนการลงทุนเพิ่มเติมเพื่อสร้างคอนเทนต์ใหม่สำหรับตลาดอินเดียต่อไปในอนาคต โดยถึงแม้ว่ากลุ่มสมาชิกที่สตรีมผ่านสมาร์ทโฟนเพียงอย่างเดียวจะยังมีสัดส่วนที่น้อย แต่เน็ตฟลิกซ์ก็ยังคงทดสอบการสมัครแพ็คเกจในรูปแบบนี้ต่อไปในอีกหลายตลาด เพื่อที่จะเจาะกลุ่มผู้บริโภคในทุกไลฟ์สไตล์

ส่วนในด้านภาษาและการเข้าถึงบริการ เราได้เพิ่มทางเลือกให้สมาชิกในประเทศเวียดนาม ฮังการี และเช็ก สามารถใช้งานและรับชมคอนเทนต์จากเน็ตฟลิกซ์ได้ในภาษาท้องถิ่นของประเทศนั้นๆ โดยเรายังมีแผนที่จะรองรับตลาดอื่นๆ เพิ่มเติมอีกในอนาคต

การร่วมมือกับพันธมิตรยังเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ของเน็ตฟลิกซ์ในไตรมาสที่ 3 นี้ ไม่ว่าจะเป็นการนำเสนอแพ็คเกจร่วมกับ KDDI ในประเทศญี่ปุ่น Sky Italia ในประเทศอิตาลี Canal+ ในประเทศฝรั่งเศส และ Izzi ในประเทศเม็กซิโก

สำหรับในอนาคต เราคาดการณ์ว่าจะเผชิญกับการแข่งขันที่เข้มข้นมากยิ่งขึ้นในไตรมาสหน้า ซึ่งจะส่งผลให้ตลาดบริการด้านความบันเทิงในภาพรวมมีการปรับตัว หันเหจากการชมโทรทัศน์ในรูปแบบเดิมมาใช้งานบริการสตรีมมิ่งกันอย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้น ส่วนเน็ตฟลิกซ์เองจะยังคงตอกย้ำจุดยืนเดิม เสริมสร้างจุดแข็งในด้านการมอบทางเลือกที่หลากหลาย ให้สมาชิกได้ควบคุมประสบการณ์ความบันเทิงอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนให้เราลงทุนกับออริจินัลคอนเทนต์ในทุกประเภททั่วโลกต่อไป

from:https://www.flashfly.net/wp/271542

Netflix มองสงครามสตรีมมิ่งที่กำลังมาถึง ทุกรายต่างมีคอนเทนต์แม่เหล็ก แต่ยังไม่หลากหลาย

Netflix รายงานผลประกอบการของไตรมาสที่ 3 ปี 2019 รายได้รวมเพิ่มขึ้น 31.1% จากช่วงเดียวกันในปีก่อนเป็น 5,244.9 ล้านดอลลาร์ และมีกำไรสุทธิ 665.2 ล้านดอลลาร์

จำนวนสมาชิกที่เสียเงินเพิ่มขึ้นอีก 6.77 ล้านคน รวมมีสมาชิก 158.33 ล้านคนทั่วโลก จำนวนที่เพิ่มขึ้นนี้ดีกว่าไตรมาสก่อนหน้า ที่มีสมาชิกเพิ่มขึ้น 2.7 ล้านคน ซึ่ง Netflix บอกว่าเป็นผลจากการปรับปรุงคุณภาพและความหลากหลายของคอนเทนต์

ในไตรมาสปัจจุบัน Netflix ถูกจับตามองมากเนื่องจากบริการสตรีมมิ่งคู่แข่งรายใหญ่ ต่างเริ่มให้บริการในช่วงเวลานี้ แต่ Netflix มองว่าบริษัทอยู่ในการแข่งขันช่วงชิงเวลาบันเทิงของลูกค้า (ดูทีวี, เล่นวิดีโอเกม) ซึ่งภาพรวมแล้วเป็นตลาดที่ใหญ่มากเมื่อเทียบกับบริการสตรีมมิ่ง ที่คิดเป็นน้อยกว่า 10% ของเวลาหน้าจอสำหรับลูกค้าในอเมริกา

ดังนั้นแม้ตอนนี้กระแสจะโฟกัสที่ผู้ให้บริการรายใหม่ แต่ Netflix มองว่าบริษัทแข่งกับสิ่งที่ใหญ่กว่านั้นมานานกว่าสิบปีแล้ว ทั้งมองว่าแม้คู่แข่งจะมีคอนเทนต์แม่เหล็กมาดึงดูด แต่ไม่มีรายใดเลยที่มีคอนเทนต์ออริจินัลที่หลากหลายจากทั่วโลก และมีคุณภาพแบบที่ Netflix ทำอยู่

Netflix ระบุว่าจะเริ่มรายงานผลการดำเนินงานแบบแยกเป็นรายทวีปหรือพื้นที่ตั้งแต่ไตรมาสหน้า (4/2019) เป็นต้นไป

ที่มา: Netflix และ CNBC

alt="Netflix"

from:https://www.blognone.com/node/112576

“เคว้ง” ซีรีส์ Netflix Original ของไทยเรื่องแรกลงฉาย 15 พฤศจิกายนนี้

ได้วันฉายแล้วสำหรับซีรีส์เรื่อง “เคว้ง” ซีรีส์แนวเขย่าขวัญที่ถือเป็น Netflix Original เรื่องแรกของไทย โดยจะฉายวันที่ 15 พฤศจิกายนนี้

“เคว้ง (The Stranded)” เป็นการจับมือกันกับ GMM Grammy และเป็นผลงานการกำกับของโสภณ ศักดาพิสิษฎ์ ที่กำกับหนังผีหลายเรื่องของ GDH ไม่ว่าจะเป็น ลัดดาแลนด์ เพื่อนที่ระลึก เป็นต้น โดยเคว้งเป็นเรื่องราวเอาตัวรอดของกลุ่มวัยรุ่นที่เจอภัยสึนามิจนต้องติดเกาะ ซึ่งนอกจากเคว้งแล้ว ยังมีเรื่อง อุบัติกาฬ ที่เป็น Netflix Original เรื่องแรกของไทยเช่นกัน และยังไม่ระบุวันฉาย

No Description

Blognone เคยสัมภาษณ์ เอริก้า นอร์ท หัวหน้าฝ่าย International Content ของ Netflix ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก พูดถึงการสร้างคอนเทนต์ในประเทศไทยและความเป็นไปได้ในอนาคต สามารถอ่านย้อนหลังได้ ที่นี่

ที่มา – Netflix

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/112526

Netflix จะไม่พอร์ตแอปจาก iPad ลง macOS Catalina ในโครงการ Catalyst

Apple เปิดตัวโครงการ Catalyst สำหรับให้นักพัฒนาพอร์ตแอปจาก iOS มาเป็นเวอร์ชันบน macOS Catalina ได้ง่าย ๆ ซึ่ง Apple ได้เริ่มนำร่องกับแอปของตัวเองแล้ว และมี Twitter ที่ประกาศแล้วว่าจะทำแอปบน macOS ผ่านโครงการ Catalyst ด้วย

Netflix ซึ่งเป็นแอปยอดนิยมบน iOS ก็เป็นอีกแอปหนึ่งที่หลาย ๆ คนคาดการณ์ว่าน่าจะพอร์ตมาลง macOS Catalina บ้าง แต่ล่าสุด Bloomberg รายงานว่า Netflix จะไม่เปิดตัวแอปบน macOS ในขณะที่ฝั่ง Windows นั้น Netflix มีแอปมาระยะหนึ่งแล้ว ซึ่งสามารถใช้งานได้ดีทั้งแท็บเล็ต, เดสก์ท็อป และแล็ปท็อป

โปรเจค Catalyst นั้นดูจะค่อนข้างช้า Bloomberg ระบุว่าการพอร์ตแอปมาไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด ทำให้ตอนเปิดตัว macOS Catalina มีแอปที่พอร์ตมาพร้อมแล้วเพียง 20 แอปเท่านั้น ในขณะที่บางแอปที่ Apple เคยโชว์อย่าง DC Universe และ Asphalt 9 ก็ไม่สามารถพอร์ตแอปมาได้ทันเวลา

ที่มา – The Verge, Bloomberg

No Description
ภาพจาก Shutterstock

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/112433

ดุเดือดแน่นอน! Disney เตรียมแบนโฆษณา Netflix และคู่แข่งอื่นๆ ในเครือข่ายทีวีของบริษัท

ศึก Video Streaming ในสหรัฐอเมริกาไม่ใช่แค่ศึกของค่าบริการอีกต่อไป แต่ขณะเดียวกันช่องทางการโฆษณาแพลตฟอร์มเหล่านี้ก็จะกลายเป็นพื้นที่ช่วงชิงความได้เปรียบเช่นกัน

Netflix iPhone
ภาพจาก Shutterstock

Wall Street Journal ได้รายงานว่า Disney ได้เตรียมที่จะแบนโฆษณาบริการวิดีโอสตรีมมิ่งของคู่แข่งไม่ว่าจะเป็น Netflix หรือเจ้าอื่นๆ ผ่านเครือข่ายสถานีโทรทัศน์ของบริษัท ไม่ว่าจะเป็น ABC จนไปถึงช่อง National Geographic ยกเว้นเพียงแค่ช่องกีฬาอย่าง ESPN เท่านั้นที่สามารถให้คู่แข่งลงโฆษณาได้

โฆษกของ Disney ได้กล่าวกับ CNBC ว่า ทางบริษัทได้เริ่มพิจารณาแผนกลยุทธ์เรื่องการลงโฆษณาผ่านเครือข่ายทีวีของบริษัทอีกครั้ง จะเห็นว่าหลายๆ บริษัทเริ่มมีกลยุทธ์เข้าหาลูกค้าโดยตรงเพิ่มมากขึ้น และการโฆษณาผ่านโทรทัศน์ก็เป็นอีกช่องทางที่สำคัญ

ผลกระทบดังกล่าวนี้จะทำให้ Netflix เป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบรายแรกๆ โดย 9 เดือนแรกของปี Netflix ได้ลงโฆษณากับเครื่อข่ายโทรทัศน์ของ Disney เป็นมูลค่าประมาณ 5.5 ล้านเหรียญสหรัฐ และในช่วงที่ผ่านมานั้น Netflix ได้เพิ่มงบประมาณโฆษณาขึ้นอย่างต่อเนื่องในปี 2018 นั้นบริษัทใช้งบโฆษณาไปถึง 1,800 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งสัดส่วนในการลงโฆษณาผ่านโทรทัศน์ของ Netflix มากถึง 38%

ไม่เพียงแค่ Netflix ที่จะได้รับผลกระทบ แต่หลังจากนี้วิดีโอสตรีมมิ่งเจ้าอื่นๆ ก็ได้รับผลกระทบนี้ด้วย เช่น Apple+ ที่หลังจาก Bob Iger ได้ลาออกจากบอร์ดบริหารของ Apple ก็จะได้รับผลกระทบนี้ รวมไปถึง Amazon Prime Video หรือแม้แต่ HBO Max ฯลฯ

ขณะเดียวกัน Disney ยังได้พิจารณาเงื่อนไขโฆษณากับ Amazon ใน Application ต่างๆ ของ Disney ใหม่อีกด้วย เนื่องจาก Amazon ก็มีแพลตฟอร์มวิดีโอสตรีมมิ่งเป็นของตัวเองเช่นกัน ซึ่งแพลตฟอร์มวิดีโอสตรีมมิ่งของ Disney กำลังจะเปิดตัวในเดือนหน้านี้เป็นแพลตฟอร์มที่ไม่มีโฆษณาและมีราคาเพียงแค่ 6.99 เหรียญสหรัฐต่อเดือนเท่านั้น

การที่ Disney ได้ออกเงื่อนไขห้ามคู่แข่งโฆษณาบริการวิดีโอสตรีมมิ่งมีความเป็นไปได้สูงที่ Disney ก็อาจโดนคู่แข่งรายอื่นๆ ห้ามโฆษณาแพลตฟอร์มตัวเองเช่นเดียวกัน และคู่แข่งที่ออกมาให้บริการวิดีโอสตรีมมิ่งต่างก็มีเครือข่ายโทรทัศน์ของตัวเอง เช่น Warner Media ก็เป็นเจ้าของช่อง HBO หรือแม้แต่ CNN ขณะที่ ​Comcast ก็เป็นเจ้าของเครือข่ายช่อง Universal เป็นต้น

ที่มา – CNBC

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/streaming-war-netflix-ads-will-ban-on-disney-tv-network-exclude-espn/

ซีอีโอ Netflix บอก สงครามสตรีมมิ่งที่แท้จริง จะเริ่มต้นขึ้นในปลายปีนี้

“โลกใหม่ของการแข่งขันในสงครามสตรีมมิ่งกำลังจะเริ่มต้นขึ้นในเดือนพฤศจิกายนนี้” ซีอีโอ Netflix กล่าว

Reed Hastings
Reed Hastings Photo: Shutterstock

สงครามสตรีมมิ่งที่แท้จริงจะเริ่มต้นในเดือนพฤศจิกายนปีนี้

Reed Hastings ซีอีโอ Netflix ให้สัมภาษณ์ถึงสงครามสตรีมมิ่งที่กำลังจะเดือดระอุมากขึ้นจากการเข้ามาเล่นของบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกโดยบอกว่า “ในขณะที่เราแข่งขันกันในสงครามสตรีมมิ่งกันมาหลายสิบปี แต่หลังเดือนพฤศจิกายนปีนี้เป็นต้นไป โลกใหม่ของการแข่งขันกำลังจะเริ่มต้นขึ้น”

Hastings กล่าวต่อพร้อมระบุว่า สงครามสตรีมมิ่งระหว่าง Netflix, Apple, Disney และ Amazon จะ “เป็นการแข่งขันที่หนักหน่วง แต่ลูกค้าก็จะมีตัวเลือกที่มากขึ้น”

คู่แข่งของ Netflix ในฝั่งตะวันตกมีดังนี้

  • Amazon Prime Video เจ้าเก่าที่ครองตลาดมานาน แถมรองรับด้วย ecosystem ของ Amazon
  • Disney+ ที่จะเปิดตัวในวันที่ 12 พฤศจิกายนปี 2019
  • Apple TV+ ที่จะเปิดตัวในวันที่ 1 พฤศจิกายนปี 2019
  • HBO Max สตรีมมิ่งของ AT&T ที่จะเปิดให้บริการในปี 2020
  • Peacock ของ NBCUniversal ที่จะเปิดตัวในเมษายนปี 2021

แม้ว่า Netflix จะต้องเร่งสร้างออริจินัลคอนเทนต์จำนวนมหาศาล อย่างในปี 2018 Netflix ลงทุนกับการสร้างออริจินัลคอนเทนต์ไปกว่า 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์ จนทำให้หลายคนตั้งคำถามว่า เป็นไปได้ไหมที่ Netflix จะเข้าซื้อบริษัทสายคอนเทนต์สาย Production เพื่อลดต้นทุนในการผลิต อย่างไรก็ตาม ในประเด็นนี้ ซีอีโอ Netflix ระบุชัดว่าทางบริษัทไม่มีความสนใจในการเข้าซื้อกิจการของบริษัทสาย Production แต่อย่างใด

  • ทำความเข้าใจศึกสตรีมมิ่งระดับโลก (เน้นฝั่งตะวันตก) ได้ในคลิป Brand Inside TALK 

ที่มา – Variety

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/ceo-netflix-on-streaming-war/