คลังเก็บป้ายกำกับ: NESTLE

เต่าบินมีร้อง! เนสท์เล่ เตรียมขยายจุดบริการตู้กดกาแฟ Starbucks กระตุ้นยอดขายลูกค้าองค์กร

เนสท์เล่ โพรเฟสชันนัล เจ้าของตู้กดกาแฟ Starbucks เตรียมขยายจุดบริการไปที่มหาวิทยาลัย อาคารสำนักงาน และสถานที่อื่น ๆ เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าที่อยากดื่มเครื่องดื่มพรีเมียม และเพิ่มโอกาสการสร้างรายได้ฝั่งลูกค้าองค์กร

ตู้กด Starbucks

เนสท์เล่ ขยายจุด We Proudly Serve Starbucks

เครือวัลย์ วรุณไพจิตร ผู้อำนวยการบริหารหน่วยธุรกิจผลิตภัณฑ์อาหาร และ เนสท์เล่ โพรเฟชชันนัล ประจำภูมิภาคอินโดไชน่า กล่าวว่า หลังจากนี้บริษัทมีแผนนำเสนอบริการ We Proudly Serve Starbucks Coffee Program ซึ่งตู้กด Starbucks คือหนึ่งในนั้น ในโรงพยาบาล, สถานที่ทำงาน, สถาบันการศึกษา และมหาวิทยาลัยต่าง ๆ

“ลูกค้าในช่องทางเหล่านี้ มีความต้องการ และความคาดหวังในด้านความพึงพอใจจากการให้บริการที่สูงขึ้น ซึ่ง We Proudly Serve Starbucks Coffee Program ที่ถูกควบคุมคุณภาพโดยสตาร์บัคส์จะเข้ามาตอบโจทย์เรื่องนี้ได้ ทั้งยังมอบประสบการณ์พิเศษให้กับลูกค้าเช่นกัน”

สำหรับการขยาย We Proudly Serve Starbucks Coffee Program จะแบ่งเป็น 4 โซลูชันคือ

  • รูปแบบบริการเสิร์ฟโดยบาริสต้า (Served Solution) เสิร์ฟเครื่องดื่มสตาร์บัคส์ที่ทุกคนชื่นชอบและเมนูสร้างสรรค์อื่น ๆ โดยมีบาริสต้ามาให้บริการตามความต้องการของลูกค้าอย่างลงตัว โดยบาริสต้าจะได้รับการฝึกอบรมตามมาตรฐานของแบรนด์และการสนับสนุนด้านเทคนิค ณ จุดให้บริการเครื่องดื่ม
  • รูปแบบบริการตนเอง (Self-Serve Solution) นำเสนอเครื่องดื่มที่เป็นเอกลักษณ์ของสตาร์บัคส์ทั้งแบบร้อนและเย็นให้กับลูกค้าในทุกเวลา ผ่านเครื่องกดกาแฟบริการตนเอง โดยลูกค้าสามารถชำระเงินผ่าน QR code ลดการสัมผัสโดยตรงและเพิ่มความสะดวกสบายอีกด้วย
  • รูปแบบบริการแบบแคปซูล (Single Serve Solution) เพื่อให้แขกที่เข้าพักในโรงแรมได้สัมผัสกับสุนทรียภาพของกาแฟคุณภาพสูง ผลิตจากเมล็ดกาแฟอาราบิก้าแท้ชั้นดีที่ปลูกอย่างมีความรับผิดชอบ เช่นเดียวกับที่เสิร์ฟในร้านสตาร์บัคส์ทั่วโลก มาในรูปแบบแคปซูล ที่สะดวกสบาย เหมาะกับโมเมนต์ กาแฟในห้องพักของโรงแรม
  • รูปแบบบริการกาแฟชงสด (Brewed Solutions) กาแฟชงสดจาก กาแฟคั่วบดละเอียด Starbucks Pike Place™ Roast เป็นโซลูชันที่มาพร้อมกับเครื่องชงกาแฟมาตรฐานสตาร์บัคส์และชุดเซตสำหรับจ่ายกาแฟพร้อมโลโก้แบรนด์ จึงเป็นโซลูชันที่เหมาะสำหรับงานประชุม สัมมนา และอีเวนต์ต่าง ๆ อย่างยิ่ง

ความร่วมมือระหว่างเนสท์เล่ และสตาร์บัคส์ เกิดขึ้นในปี 2018 โดยเนสท์เล่ได้รับสิทธิ์ขาดในการทำการตลาด และจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์กาแฟของสตาร์บัคส์ในช่องทางสำหรับการดื่มกาแฟในบ้าน หรือนอกบ้านทุกช่องทาง ที่มิใช่ในร้านสตาร์บัคส์

ส่วนในประเทศไทย We Proudly Serve Starbucks Coffee Program เดินหน้าทำตลาดมาตั้งแต่ปี 2020 โดยมีตู้กด Starbucks ที่ AIS eSports Studio เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่สร้างชื่อ นอกจากนี้ยังมีให้บริการในโรงแรม สิเหน่ ภูเก็ต ลักซ์ชัวรี่ ในรูปแบบบริการเสิร์ฟโดยบาริสต้า และโรงพยาบาลกรุงเทพ ในรูปแบบบริการตัวเอง

สรุป

ถือเป็นการเดินเกมที่น่าสนใจของเนสท์เล่ เพราะตัวตู้กด Starbucks ยังติดกระแส และมีคนอยากไปลองใช้บริการสักครั้ง ยิ่งตอนนี้ เต่าบิน สร้างการรับรู้ว่ากาแฟชงสดกดตู้มีอยู่จริง การที่เนสท์เล่จะใช้อานิสงส์นี้เร่งทำตลาดเพื่อตอบโจทย์ลูกค้า และสร้างรายได้ฝั่งลูกค้าองค์กรให้มากขึ้นคือเรื่องที่ถูกต้อง

อ้างอิง // ข่าวประชาสัมพันธ์เนสท์เล่

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post เต่าบินมีร้อง! เนสท์เล่ เตรียมขยายจุดบริการตู้กดกาแฟ Starbucks กระตุ้นยอดขายลูกค้าองค์กร first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/nestle-thai-expand-starbucks/

ทาสแมวมีเฮ เนสท์เล่ทุ่ม 5 พันล้านบาท เปิดโรงงานเนสท์เล่ เพียวริน่า เพ็ทแคร์ แห่งใหม่ในระยอง

บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด ประกาศเปิดโรงงานเนสท์เล่ เพียวริน่า เพ็ทแคร์ แห่งใหม่ที่นิคมอุตสาหกรรม อมตะซิตี้ จ.ระยอง โดยใช้เทคโนโลยีสุดล้ำระดับโลกในการผลิตอาหารแมวชนิดเปียกคุณภาพระดับพรีเมียมเพื่อรองรับตลาดในประเทศไทย และส่งออกไปยังต่างประเทศ

nestle

เทรนด์โลกในการมองหาสัตว์เลี้ยงเข้ามาเป็นหนึ่งในสมาชิกของครอบครัวกำลังมาแรง ทำให้ผู้บริโภคมีความต้องการอาหารระดับพรีเมียมสำหรับสัตว์เลี้ยงพุ่งสูงขึ้นทั้งในประเทศไทยและทั่วภูมิภาค โรงงานเนสท์เล่ เพียวริน่า เพ็ทแคร์ แห่งใหม่นี้ จะเข้ามารองรับโอกาสการเติบโตทางธุรกิจ ด้วยการเพิ่มกำลังการผลิตอาหารสำหรับสัตว์เลี้ยงที่มีคุณภาพสูงและมีโภชนาการที่ดีเยี่ยมให้กับเนสท์เล่

nestle

โรงงานใหม่ในระยองนี้ ได้รับการออกแบบให้กระบวนการผลิตมีประสิทธิภาพและยั่งยืน เพื่อเสริมสร้างจุดแข็งให้เนสท์เล่ เพียวริน่า เพ็ทแคร์ ในเซกเมนต์อาหารแมวชนิดเปียกแบบซอง ซึ่งเป็นเซกเมนต์สำคัญของบริษัท โดยจะผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงภายใต้แบรนด์ เพียวริน่า วัน โปรแพลน เฟลิกซ์ และ แฟนซี ฟีสต์ เพื่อรองรับตลาดในประเทศไทย และจะส่งออกไปยังประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชีย โอเชียเนีย และแอฟริกา (AOA)โรงงานเนสท์เล่ เพียวริน่า เพ็ทแคร์ แห่งใหม่ จะช่วยขับเคลื่อนการเติบโตให้กับเนสท์เล่ พร้อมตอกย้ำจุดแข็งของประเทศไทยในการเป็นฐานผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงคุณภาพสูงที่สำคัญ

nestle

วิคเตอร์ เซียห์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เนสท์เล่ อินโด ไชน่า กล่าวว่า ประเทศไทยนับเป็นประเทศที่มียุทธศาสตร์ที่ตั้งเหมาะสมอย่างยิ่ง ทั้งในด้านการจัดหาวัตถุดิบคุณภาพสูงที่เข้าถึงได้ง่าย สามารถขนส่งผลิตภัณฑ์ไปยังประเทศต่างๆ ในโซนเอเชีย โอเชียเนีย และแอฟริกา (AOA) ได้สะดวก โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศในภูมิภาคอาเซียนที่เป็นตลาดที่กำลังมีการเติบโตและ มีศักยภาพสูงสำหรับธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง เนสท์เล่ใช้งบลงทุนกว่า 5,000 ล้านบาทสร้างโรงงานเพียวริน่าแห่งใหม่ เพื่อตอกย้ำพันสัญญาระยะยาวของบริษัทในการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย และสร้างโอกาสการ จ้างงานให้กับชุมชนในท้องถิ่น นอกจากนี้ การลงทุนยังสะท้อนถึงเจตนารมณ์ของเนสท์เล่ในการส่งเสริมให้ผู้คนและสัตว์เลี้ยงมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีและมีสุขภาพที่ดีขึ้น

nestle

ฌ็อง กรูน็องวาลด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เนสท์เล่ เพียวริน่า เพ็ทแคร์ ประจำภูมิภาคเอเชีย โอเชียเนีย และแอฟริกา กล่าวว่า โรงงานแห่งใหม่ของเนสท์เล่ เพียวริน่า เพ็ทแคร์ จะเป็นฐานการผลิตหลักของกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารแมวชนิดเปียกแบบซอง สำหรับตลาดในไทยและตลาดหลักๆ ในภูมิภาคเอเชีย โอเชียเนีย และแอฟริกา รวมถึงญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ โดยจะผลิตเพื่อส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศแรก ซึ่งเป็นประเทศที่ทุกคนรู้จักในเรื่องมาตรฐานระดับสูง รวมถึงข้อกำหนดที่ต้องการผลิตภัณฑ์คุณภาพที่ดีที่สุด การปฏิบัติตามกฎระเบียบของญี่ปุ่นอย่างเคร่งครัดและตอบสนองความคาดหวังของผู้บริโภคญี่ปุ่นได้ แสดงให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากโรงงานเพียวริน่าแห่งใหม่นี้มีคุณภาพสูง ซึ่งจะมีการส่งออกผลิตภัณฑ์ไปยังประเทศต่าง ๆ ในอาเซียน และตลาดที่สำคัญอื่น ๆ ตามมาตลอดปีนี้

nestle

ด้วยเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ใช้เทคโนโลยีอันล้ำสมัยของโรงงานเนสท์เล่ เพียวริน่า เพ็ทแคร์ แห่งใหม่ที่ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 58.67 ไร่ หรือ 93,872 ตร.. จะเดินหน้าขับเคลื่อนพันธสัญญาด้านความยั่งยืนของเนสท์เล่ เพื่อสร้างสรรค์โลกที่ดีขึ้นให้กับสัตว์เลี้ยงและผู้คน รวมทั้งการเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ทั้งหมดสามารถนำไปรีไซเคิลหรือนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ภายในปี 2025 การนำเทคโนโลยีอัตโนมัติล่าสุดมาใช้ เพื่อลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากกระบวนการผลิต และการใช้พลังงานให้เกิดประโยชน์สูงสุดเพื่อลดการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ โรงงานใหม่ยังใช้เทคโนโลยีขั้นสูงล้ำสมัย มาพร้อมกับระบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ โดดเด่นด้วยไลน์การบรรจุผลิตภัณฑ์ความเร็วสูงด้วยหุ่นยนต์ ระบบหุ่นยนต์ขนส่งอัตโนมัติ AGV (Automated Guided Vehicle) และหุ่นยนต์บรรจุผลิตภัณฑ์ด้วยความเร็วสูงโดยสามารถบรรจุผลิตภัณฑ์ได้มากกว่า 720 ซองต่อนาที

nestle

โรงงานเนสท์เล่ เพียวริน่า เพ็ทแคร์ แห่งแรกในประเทศไทย ได้ก่อตั้งขึ้นที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ในปี 2553 ดำเนินการผลิตอาหารสุนัขและอาหารแมวชนิดแห้ง ทั้งนี้ ข้อมูลจากยูโรมอนิเตอร์ได้แสดงให้เห็นว่า ตลาดอาหารโดยรวมสำหรับสุนัขและแมวในประเทศไทย มีการเติบโตสูงถึง 9.4% คิดเป็นมูลค่า 39,000 ล้านบาทในปี 2564

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ทาสแมวมีเฮ เนสท์เล่ทุ่ม 5 พันล้านบาท เปิดโรงงานเนสท์เล่ เพียวริน่า เพ็ทแคร์ แห่งใหม่ในระยอง first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/nestle-purina/

เมื่อบรรจุภัณฑ์เป็นมากกว่าแค่ห่อสินค้า แต่ต้องเป็นมิตรกับโลกพร้อมให้ข้อมูลจัดการขยะกับผู้บริโภค

ในอนาคตคุณค่าของบรรจุภัณฑ์หรือหีบห่อจะไม่ใช่แค่การปกป้องสินค้าหรือนําพาสินค้าไปถึงมือผู้บริโภคอีกต่อไป เพราะทั่วโลกต่างให้ความสําคัญกับการปกป้องโลกใบนี้ 

ปัจจุบันจึงเกิดเป็น “Circular Economy” เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไปสู่ความยั่งยืน กลายเป็นแกนสําคัญของการดําเนินธุรกิจในหลายๆ ประเทศ รวมทั้งประเทศไทยด้วยเช่นกัน

แนวคิดที่เปลี่ยนไปของการสร้างบรรจุภัณฑ์

นายสินชัย เทียนสิริ ผู้อํานวยการสถาบันรหัสสากล (GS 1) อดีตผู้อํานวยการสถาบันการจัดการบรรจุภัณฑ์และรีไซเคิลเพื่อสิ่งแวดล้อม (TIPMSE) เล่าว่า ในยุคแรกบรรจุภัณฑ์เป็นแบบใช้แล้วทิ้ง (Linear Economy) เนื่องจากทรัพยากรยังมีเพียงพอ จนมาถึงยุคก่อให้เกิดปัญหาขยะจึงเป็นการใช้แล้วนําไปรีไซเคิล (Recycle Economy) 

แต่ขณะเดียวกันกระบวนการรีไซเคิลย่อมมีต้นทุน หากพิจารณาแล้วว่าสิ่งนั้นไม่คุ้มค่าก็จะถูกทิ้งภาระให้โลกบําบัดต่อไป จนปัจจุบันทั่วโลกต่างให้ความสําคัญกับเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ทําให้เกิดแนวคิด 3R คือ Reduce Reuse และ Recycle 

นอกจากนี้นายสินชัยยังได้เสนอให้สร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค ในการร่วมจัดการบรรจุภัณฑ์ โดยผู้ประกอบการที่ต้องการส่งสินค้าไปต่างประเทศต้องไม่มองแค่ฟังก์ชันการปกป้องสินค้า แต่จะทําอย่างไรให้ปกป้องสินค้าและปกป้องโลกได้ด้วย 

เนื่องจากขณะนี้หลายประเทศให้ความสําคัญกับสิ่งแวดล้อมมาก บางประเทศกําหนดเป็นมาตรการการนําเข้าสินค้าเลยทีเดียว ซึ่งในอนาคตประเด็นนี้อาจจะกลายเป็นกําแพงทางการค้าได้

การออกแบบผลิตภัณฑ์ต้องเพิ่มมูลค่า

นายทินกร เหล่าเราวิโรจน์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมซอฟท์แวร์ไทย (ATSI) ได้ให้ข้อคิดเห็นสําหรับการออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้เป็น Smart Packaging ที่สร้างคุณค่าเพิ่มมากกว่าการบอกข้อมูลสินค้า เพื่อประโยชน์ทั้งในแง่ของธุรกิจและต่อผู้บริโภค โดย Smart Packaging นั้นมี 2 ประเภท คือ

  • Active Packaging มักใช้กับสินค้าประเภทอาหาร ซึ่งจะช่วยยืดอายุบนชั้นวางสินค้าให้ยาวนานขึ้น เช่น การใช้วัสดุที่ช่วยยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย ช่วยรักษาคุณภาพอาหาร 
  • Intelligent Packaging เพื่อสื่อสารกับลูกค้า เช่น สื่อสารด้วยตัวชี้วัด (Indicator) ที่เป็น สีเพื่อบอกถึงความสด ความสุก สําหรับการรับประทาน ทั้งการให้และรับข้อมูลด้วย QR Code, RFID หรือ NFC และเพื่อส่งเสริมด้านการตลาด ช่วยสร้างประสบการณ์กับผู้บริโภค หรือกิจกรรมร่วมสนุกต่างๆ 

แนวทางการดำเนินงานของแบรนด์เพื่อสิ่งแวดล้อม

แบรนด์ระดับโลกอย่างเนสท์เล่ (Nestlé) ได้เริ่มปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์เพื่อลดภาระของโลกแล้วในหลายๆ ประเทศ 

นายจิรพัฒน์ ฐานสันโดษ Market Packaging Manager, Indochina บริษัท เนสท์เล่ ประเทศไทย จํากัด เล่าว่า แบรนด์มีความมุ่งมั่นด้านสิ่งแวดล้อม 2 เรื่อง คือ ลดการสร้างมลพิษต่อโลกให้ได้ 100% ในปี 2050 และเปลี่ยนไปใช้บรรจุภัณฑ์ให้สามารถนํากลับมาใช้ใหม่หรือรีไซเคิลได้ทั้งหมดในอีก 4 ปีข้างหน้า ในข้อสองนี้ได้แบ่งออกเป็น 5 แนวทางการดําเนินงาน คือ

  • Reduce ลดการใช้บรรจุภัณฑ์ที่ไม่จําเป็นและลดปริมาณพลาสติกมากเท่าที่เป็นไปได้ เช่น ตัดสีฟ้าอ่อนบนขวดที่เป็นภาพจําของแบรนด์ออก หรือการลดใช้สีที่ฝาถ้วยไอศกรีมเพื่อรีไซเคิลง่ายขึ้น
  • Reuse & Refill ส่งเสริมการใช้นวัตกรรมมากขึ้น เพื่อช่วยลดผลกระทบของการใช้แล้วทิ้ง
  • Alternative Materials การหาวัสดุทดแทนอื่นๆ ที่สามารถนําไปรีไซเคิลได้ 
  • Infrastructure การมองหาโครงสร้างพื้นฐานในประเทศเพื่อให้บรรจุภัณฑ์มีการนําไปรีไซเคิลอย่างจริงจัง
  • Behavior Change การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคทั้งด้านการส่งเสริม การโปรโมท การให้ความรู้ เพื่อนำไปสู่การแยกขยะอย่างถูกต้อง เพื่อให้เกิด Circular Economy ที่แท้จริง 

เมื่อการดูแลและปกป้องโลกเป็นปัจจัยสําคัญของการบริโภคสินค้าทั่วโลกในขณะนี้ ผู้ส่งออกไทยควรเรียนรู้และปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์และหีบห่อให้เหมาะกับการเปลี่ยนแปลงของโลก แม้จะต้องใช้เวลาและงบประมาณในการเริ่มต้น แต่ผลที่ได้รับคือธุรกิจจะสามารถดําเนินต่อไปได้ในระยะยาว และส่งออกได้อย่างยั่งยืน

ที่มา: ข่าวประชาสัมพันธ์

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post เมื่อบรรจุภัณฑ์เป็นมากกว่าแค่ห่อสินค้า แต่ต้องเป็นมิตรกับโลกพร้อมให้ข้อมูลจัดการขยะกับผู้บริโภค first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/packaging-should-be-eco-friendly/

Nestle ปั้นแบรนด์ลุยตลาด Ready To Drink & Ready To Eat ชิงตลาดหมื่นล้าน

ยังไม่ถึงครึ่งปีแรกดี เนลท์เล่ ประเทศไทย เริ่มขับเคลื่อนตลาด Ready To Drink & Ready To Eat อย่างเข้มข้น โดยจับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคไทยที่มีความเร่งรีบในชีวิตประจำวัน และต้องการผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ด้านความสะดวกในการดื่มและพกพา พร้อมกับนำแบรนด์ในฐานะเป็นผู้ท้าชิง ทั้งเนสกาแฟ เนสที หรือกระทั่งแม็กกี้ มาต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ด้วยการวางกลยุทธ์ที่น่าจับตามอง

nestle

เริ่มต้นที่ตลาดกาแฟกระป๋องพร้อมดื่มมูลค่า 13,000 บาท ที่เหมือนว่าการเติบโตของตลาดจะไม่หวือหวามากนัก เพราะด้วยภาพลักษณ์ที่เป็นเครื่องดื่มสำหรับกลุ่มผู้ใช้แรงงาน ทำให้ด้วยตัวสินค้าจึงไม่สามารถก้าวข้ามผ่านขยายฐานลูกค้าไปสู่กลุ่มวัยทำงานได้ อีกทั้งในตลาดกาแฟกระป๋อง ยังมีคู่แข่งทางอ้อมอย่างเครื่องดื่มชูกำลัง

nestle

สำหรับการขับเคลื่อนของเนสท์เล่ในฐานะ ผู้ท้าชิงในตลาดกาแฟกระป๋อง ล่าสุดออกสินค้าตัวใหม่ เนสกาแฟกระป๋อง ทริปเปิ้ล เอสเปรสโซ  โดยวางกลยุทธ์ที่ช่วงชิงความเป็นผู้นำตลาดจากเบอร์ดี้ ค่ายอายิโนะโมะโต๊ะ ดังนี้

  • สร้าง Product ให้เป็น Premium mass  โดยวางราคาขาย 20 บาท อยู่ในเซ็กเมนต์ระหว่าง Mass ที่เนสท์เล่มีเนสกาแฟกระป๋องเจาะกลุ่มผู้ใช้งานแรงงานเป็นหลัก ราคาที่ 12 บาท ส่วนในตลาดพรีเมี่ยม เนสท์เล่  เนสกาแฟ มีตัว โคลด์บริว คอฟฟี่ 220 มล. ที่จำหน่าย 29 บาท เจาะกลุ่มคอกาแฟพันธ์แท้ ดังนั้นเนสท์เล่มีกาแฟสำเร็จรูปพร้อมดื่มครบทุกเซ็กเมนต์
  • Functional Benefit โอกาสดึงนักดื่มหน้าใหม่ เมื่อมาดูจุดขายของสินค้า ที่เน้นความระดับความเข้ม ของกาแฟนม แน่นอนว่าตอบโจทย์กลุ่มผู้ใช้แรงงานและกลุ่มคนทำงาน ขณะที่ความพิเศษสอง คือ ใส่วิตามินเข้ามาด้วย เป็นวิตามิน B รวม (B2, B3, B6) กับวิตามิน D Benefit ที่เพิ่มขึ้นช่วยทำให้กาแฟกระป๋องของเนสท์เล่สามารถดึงกลุ่มวัยทำงานให้มีโอกาสทดลองการดื่มได้มากขึ้น  
  • ปริมาณคาเฟอีนที่เพิ่มขึ้น เนสกาแฟกระป๋อง ทริปเปิ้ล เอสเปรสโซ เป็นผลิตภัณฑ์ที่ให้ปริมาณ 220 มล. เมื่อเทียบกับรุ่นออรินัลมีขนาด 180 มล. นั่นหมายว่าปริมาณของผู้ดื่มที่ได้รับคาเฟอีนจะมีมากกว่าปกติ โอกาสที่ผู้ดื่มจะสวิตชิ่งไปดื่มเครื่องดื่มชูกำลังอาจมีลดลง
  • ช่องว่างของราคาที่ห่างกัน ที่ผ่านมาอุปสรรคของกาแฟกระป๋องที่อัตราการดื่มไม่ได้เพิ่มขึ้น เพราะเมื่อเทียบเคียงกับเครื่องดื่มชูกำลังแล้วขายที่ขวดละ 10 บาท ส่วนกาแฟกระป๋อง ราคา 15 บาท ด้วยช่องทางราคาที่ห่างกันถึง 5บาท โอกาสที่กลุ่มผู้ใช้แรงงานจะหันไปเลือกดื่มเครื่องดื่มชูกำลังมีความโอกาสสูงมาก

สรุป: เป้าหมายของเนสกาแฟ วางกลยุทธ์เพื่อช่วงชิงส่วนแบ่งทางการตลาดและก้าวเป็นผู้นำตลาดกาแฟกระป๋องเบอร์ดี้ การเปิดตัวเนสกาแฟกระป๋อง ทริปเปิ้ล เอสเปรสโซ เพื่อขยายฐานลูกค้าใหม่ๆ เพิ่มขึ้น โดยใช้ช่องว่างหรือโอกาสที่ผู้นำในตลาดนั้นมองข้ามไปเข้ามาทำตลาด

nestle

มาถึง Product  ตัวใหม่อย่าง เนสที ชามะนาว สำเร็จรูปพร้อมดื่ม บรรจุภัณฑ์ขวดพร้อมดื่มที่เนสท์เล่ออกมาสดๆ ร้อนๆ ตลาดนี้มีความน่าสนใจตรงที่ตลาดชาพร้อมดื่มมีมูลค่าถึง 11,000 ล้านบาท แม้ว่าตลาดชาพร้อมดื่มในขณะนี้อยู่ในภาวะขาลงมาอย่างต่อเนื่องในช่วง 5 ปีมานี้ แต่เนสทีมีฐานลูกค้าที่แข็งแกร่งในตลาดชาผงสำเร็จรูป หรืออินสแตนท์ ที  ซึ่งมีความหลากหลายทั้งชามะนาวและชานม โดยกลยุทธ์ของเนสทีมีดังนี้

  • ยกระดับการดื่มให้คอชาเนสที ตอบโจทย์ด้านความสะดวกสบายให้การดื่มได้ทุกที่และทุกเวลา และไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบของกลุ่มผู้ดื่ม  จากเดิมที่เป็นการชงเพื่อดื่มภายในบ้าน ที่ทำงาน และที่ผ่านมาเนสทียังคงทำตลาดผ่านร้านรถเข็นและกลุ่มผู้ประกอบการร้านเครื่องดื่มต่างๆ
  • พอร์ตโฟลิโอพร้อมสู้ลิปตัน แม้ว่าลิปตันจะเป็นผู้นำตลาดในชาดำมะนาว แต่เมื่อมองดูพอร์ตโฟลิโอของเนสทีที่อยู่ในอินสแตนท์ ก็มี Product  ไม่ต่างกันเลย ไม่ว่าจะเป็น ชาผงสำเร็จรูปสูตรไร้น้ำตาล  ชานมเย็น ชามะนาว วิตามินซีสูง เนสที บราวน์ ชูการ์ และชารสมิกซ์เบอร์รี่ ซึ่งสามารถนำมาพัฒนาเป็นชาสำเร็จรูปพร้อมดื่มได้
  • Price Point ในฐานะผู้ท้าชิง การเปิดตัวของชาเนสทีสำเร็จรูปพร้อมดื่ม วางกลยุทธ์ราคาที่ 15 บาท ซึ่งขณะนี้ได้เริ่มวางขายแล้วนั้น เมื่อเทียบกับลิปตันราคาขวดละ 20 บาท  ถือว่าสอดรับกับกำลังซื้อในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวในเวลานี้ และด้วยราคาที่จูงใจมีโอกาสที่ผู้ดื่มจะทดลองดื่ม

สรุป: กลยุทธ์การตลาดในฐานะผู้ท้าชิง เนสที เป็นการออกผลิตภัณฑ์เพื่อเสริมจุดแข็งของธุรกิจให้มีความครบครันและขณะเดียวยังวางเป้าหมายมุ่งสู่ความเป็นผู้นำในตลาดชาพร้อมดื่มภายใต้การมีพอร์ตโฟลิโอและฐานลูกค้าที่แข็งแกร่ง

nestle

ไม่เพียงการเคลื่อนไหวในตลาด Ready To Drink เท่านั้น อีกหนึ่ง Product ที่ถือว่าเป็น Movement ที่น่าสนใจ เมื่อ แม็กกี้ (Maggi) ต่อยอดจากเครื่องปรุงรสมาสู่ตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมูลค่ากว่า 17,000 ล้านบาท โดยเปิดตัวแม็กกี้” FusianWorldTaste” แบบชาม 2 รสชาติคือรสไก่ย่างเผ็ดแซ่บและรสต้มยำเผ็ดซี๊ดราคา  49 บาท คราวนี้มาดูโอกาสของ แม็กกี้ในตลาดนี้กันบ้าง

  • บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเซ็กเมนต์พรีเมี่ยมพร้อมโต ซึ่งต้องบอกว่าตลาดบะหมี่ฯ ชนิดซองอยู่ในภาวะที่ไม่เติบโตแม้ว่าจะเป็นตลาดใหญ่มีสัดส่วน 80% ในขณะที่บะหมี่ฯ ชนิดถ้วยหรือคัพนั้น มีสัดส่วน 12% ยังคงมีเป็นตลาดที่เติบโตเพราะ Product ตอบโจทย์ในด้านความสะดวก และตลาดบะหมี่ฯ ชามหรือโบวล์ มีสัดส่วน 2% ซึ่งมีศักยภาพที่จะเติบโตได้อีกมาก
  • คนไทยเริ่มยกระดับการกิน ตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของประเทศไทย หลายปีที่ผ่านมานี้ มีบะหมี่ฯ นำเข้าจากต่างประเทศหลากหลายแบรนด์ โดยเฉพาะจากเกาหลี พฤติกรรมการกินของคนไทยจึงถูกยกระดับการกินไปสู่เซ็กเมนต์พรีเมี่ยมมากขึ้น และโดนทลายด้วยข้อจำกัดราคาไปแล้ว แตกต่างจากอดีตอย่างสิ้นเชิง ที่ผู้ประกอบการพยายามจะสร้างตลาด แต่ด้วยข้อจำกัดราคาไม่ต่างกับการกินก๊วยเตี๋ยวริมทาง ส่งผลให้ตลาดเกิดค่อนข้างลำบาก
  • เปิดประสบการณ์กินใหม่ ด้วย Niche Market ปัจจุบันมีผู้ประกอบการเข้าสู่ตลาดบะหมี่ชนิดชามมากขึ้น ดังนั้น รสชาติที่เป็น Niche Market ช่วยสร้างประสบการณ์ความแปลกใหม่และกระตุ้นให้เกิดการทดลองกิน อย่างเช่นที่  Maggi ส่ง 2 ชาติลุยตลาดรสไก่ย่างเผ็ดแซ่บและรสต้มยำเผ็ดซี๊ดเพราะการเปิดตัวสินค้าที่รสชาติต้มยำ ซึ่งเป็นรสชาติยอดนิยมในตลาดคงไม่ได้สร้างความหวือหวาอย่างแน่นอน

สรุป: กลยุทธ์ของแม็กกี้ มุ่งเป้าไปที่การดึงลูกค้ากลุ่มตลาดบน ซึ่งถือว่าโอกาสที่จะเติบโตในเซ็กเมนต์นี้ยังมีอยู่มาก เพราะยังไม่มีผู้ประกอบการใดเป็นผู้นำตลาดอย่างจริงจัง ขณะที่เป้าหมายหลักของแม็กกี้คงไม่ได้หมายปองถึงการเป็นผู้นำตลาดบะหมี่ฯ อย่างแน่นอน แต่เป็นการตอกย้ำถึงแบรนด์แม็กกี้ในฐานะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการปรุงอาหารมากกว่า

nestle

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post Nestle ปั้นแบรนด์ลุยตลาด Ready To Drink & Ready To Eat ชิงตลาดหมื่นล้าน first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/nestle-ready-to-drink-ready-to-eat/

Nestlé เปิดตัว KitKat V ขนม Kitkat แบบมังสวิรัติ ไม่มีส่วนผสมจากสัตว์ ใช้ข้าวแทนนมวัว

Nestlé เปิดตัว KitKat V ขนม KitKat ในรูปแบบมังสวิรัติ ไม่มีส่วนผสมที่ทำจากเนื้อสัตว์ ใช้ข้าวเป็นส่วนผสมหลักแทนผลิตภัณฑ์นมวัว ตอบรับกระแส Plant Based ที่มาแรงแม้แต่ในกลุ่มขนม

ภาพจาก Nestlé

ในช่วงที่ผ่านมากระแส Plant Based หรือการใช้ส่วนผสมจากพืช ทดแทนส่วนผสมจากสัตว์กำลังมาแรง ที่ผ่านมาเราอาจคุ้นเคยกับ Plant Based ในกรณีของอาหารที่ใช้เนื้อสัตว์ที่ทำมาจากพืชทดแทนการใช้เนื้อสัตว์จริงๆ

KitKat V ขนม KitKat มังสวิรัติ ใช้ข้าวเป็นส่วนผสมแทนนม

ความจริงแล้ว Plant Based ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะการเป็นเนื้อสัตว์ที่ทำจากพืชเท่านั้น เพราะ Nestlé เพิ่งจะประกาศเปิดตัว KitKat V ขนม KitKat ในรูปแบบมังสวิรัติ ไม่มีส่วนผสมจากสัตว์เลย แม้แต่นมวัวก็ไม่ใช้ โดย Nestlé ยืนยันว่า KitKat V จะยังเป็นขนมที่มีทั้งความกรอบของตัวเวเฟอร์ และความอร่อยของตัวช็อคโกแลตอยู่เช่นเดิม

ส่วนผสมของ KitKat V แตกต่างจาก KitKat แบบทั่วไปที่เราเคยกินกัน เพราะด้วยความที่เป็นมังสวิรัติจึงไม่สามารถมีส่วนผสมของนมวัวได้ KitKat จึงได้พัฒนาส่วนผสมของ KitKat V ใหม่ โดยใช้ “ข้าว” เป็นส่วนผสมทดแทน โดยความยากของการใช้ข้าวเป็นส่วนผสมแทนนมคือ ต้องทำให้ข้าวมีความใกล้เคียงกับนมช็อคโกแลตที่ใช้ใน KitKat สูตรปกติมากที่สุด

การใช้ส่วนผสมจากข้าวทดแทนนม ถือว่ามีความท้าทายมาก เพราะข้าวต้องผสมรวมกับโกโก้ และน้ำตาล ให้กลายเป็นส่วนผสมที่มีความข้นแบบครีม นอกจากนี้ KitKat ยังระบุด้วยว่าสาเหตุที่ไม่เลือกใช้ถั่วเหลือง และอัลมอลด์แทนการใช้นมแบบปกติ เป็นเพราะทั้งถั่วเหลือง และอัลมอนด์จะกลบกลิ่นหอมของช็อคโกแล็ตไปจนหมด

สำหรับกำหนดการวางจำหน่าย และราคาของ KitKat V ทาง Nestlé ระบุเพียงว่าจะเริ่มวางจำหน่ายในช่วงปีนี้ แต่ยังไม่ได้ระบุเวลาอย่างชัดเจน โดยจะมีการวางจำหน่ายในหลายประเทศทั่วโลก

ความจริงแล้ว KitKat V ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ขนมแบบ Plant Based ตัวแรกๆ ของ Nestlé เพราะก่อนหน้านี้ Nestlé ก็เคยเพิ่มทางเลือกผลิตภัณฑ์ที่ใช้นม ข้าว ข้าวโอ๊ต ถั่วเหลือง มะพร้าว ถั่ว และอัลมอนด์ ทดแทนการใช้นมมาแล้ว ในผลิตภัณฑ์ประเภทไอศกรีม ครีมเทียมใส่กาแฟ เครื่องดื่ม หรือกาแฟ ที่ทำจากถั่วแบบต่างๆ

ที่มา – Nestlé, People

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post Nestlé เปิดตัว KitKat V ขนม Kitkat แบบมังสวิรัติ ไม่มีส่วนผสมจากสัตว์ ใช้ข้าวแทนนมวัว first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/nestle-introduce-kitkat-v-vegan-kitkat/

Nestle เตรียมทำตลาด Plant-based Meat ในประเทศจีนภายใต้แบรนด์ Harvest Gourmet

กระแส Plant-based Meat หรือเนื้อเทียม กำลังเติบโตทั่วโลก ไม่เว้นแต่ประเทศจีน ถึงขนาด Nestle ยักษ์ใหญ่ในโลกอาหารต้องลงมาบุกตลาดจีนด้วยแบรนด์ Harvest Gourmet เพื่อสร้างโอกาสการเติบโตในอนาคต

harvest gourmet

ท้าชนแบรนด์ท้องถิ่น และเจ้าตลาด

สำหรับการเปิดตัว Harvest Gourmet ในประเทศจีนของ Nestle ถือเป็นการต่อยอดจากการทำตลาดแบรนด์ดังกล่าวที่ออสเตรเลีย กับนิวซีแลนด์ โดยตัวสินค้าจะประกอบด้วยเนื้อเทียมหลากหลายรูปแบบ เช่นไส้กรอก และเนื้อบด รวมถึงมีอาหารสำเร็จรูปจำหน่ายด้วย เช่น Kung Pao Chicken, Braised Meatball และ Pork Belly

Rashid Qureshi ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Nestle จีนแผ่นดินใหญ่ แจ้งว่า จีนถือเป็นประเทศผู้นำเทรนด์เกี่ยวกับเนื้อเทียมในเอเชีย และผู้คนต่างก็ต้องการอาหารที่ส่งเสริมสุขภาพของพวกเขา รวมถึงโลกนี้ด้วย โดย Harvest Gourmet จะผลิตที่โรงงานผลิตเนื้อเทียมโดยเฉพาะ ตั้งอยู่ในเทศบาลนครเทียนจิน

harvest gourmet
โรงงานของ Harvest Gourmet

ที่สำคัญโรงงานดังกล่าวยังเป็นที่ผลิตเนื้อเทียมโดยเฉพาะแห่งแรกในเอเชีย แต่การทำตลาด Gourmet Harvest ของ Nestle นั้นไม่ง่าย เพราะปัจจุบันตลาดเนื้อเทียมในจีนมีตั้งแต่แบรนด์ท้องถิ่น เช่น Zhenmeat และ Starfield รวมถึงผู้นำของตลาดนี้อย่าง Beyond Meat ซึ่งทั้งหมดมีการพาร์ทเนอร์กับ Starbucks และ KFC มาแล้ว

อย่างไรก็ตามเพื่อการขยายตลาด Gourmet Harvest ทาง Nestle มีแผนนำสินค้าต่างๆ ไปจำหน่ายบนช่องทางออนไลน์ผ่าน Tmall รวมถึงวางขายในซูเปอร์มาร์เก็ต Hema ด้วย ส่วนการเติบโตของเนื้อเทียมในจีนหลักๆ มาจากความกังวลเรื่องสุขภาพ, การช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม และการลดการทารุณสัตว์

สรุป

เนื้อเทียมเติบโตไปทั่วโลกจริงๆ แต่ก็น่าสนใจว่ามันจะเกิดขึ้นในจีนด้วยหรือไม่ เพราะล่าสุด CCTV มีการสำรวจว่า กว่าครึ่งหนึ่งของผู้ถูกสำรวจ 2,659 คน ไมเต็มใจที่จะทดลองรับประทานเนื้อเทียม และมีเพียง 13.7% ที่บอกว่าได้ทดลองบ้างแล้ว ทั้งรสชาติยังค่อนข้างดีอีกด้วย

อ้างอิง // Reuters

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/nestle-plant-based-meat-china/

[วิเคราะห์] อ่านธุรกิจ “ไอศกรีม” เมื่อ วอลล์ และ เนสท์เล่ เดินกลยุทธ์ Cross Category ขยายตลาด

จากของหวานสู่สแน็ก สร้าง Cross Category เพิ่มโอกาสการกิน

ความท้าทายของไอศกรีมทุกวันนี้ คือ ทำตลาดอย่างไรที่จะขยายฐานลูกค้าให้กินไอศกรีมได้ทุกฤดูกาล (Seasonal) นอกเหนือจากกินในช่วงที่อากาศร้อน หรือทำอย่างไรให้ความถี่ในการกินเพิ่มขึ้น เพราะไอศกรีมไม่ได้เป็นสินค้าที่คนจะกินได้ทุกวันเหมือนผลิตภัณฑ์อื่นๆ และยังเป็นสินค้า Impulse ที่ต้องได้รับการกระตุ้น

นั่นคือเหตุผลที่ทำให้ค่ายไอศกรีมยักษ์ใหญ่ทุกวันนี้ วอลล์ และ เนสท์เล่ ปลุกปั้นไอศกรีมจากของหวานมาสู่สแน็ก และกลายเป็นของกินเล่นอื่นๆ อีกมากมาย เพื่อสร้างโปรดักส์ให้มีโอกาสในการกินเพิ่มขึ้น ทำให้เมื่อเวลาเปิดตู้แช่ไอศกรีมในวันนี้จะเห็นว่า หลายค่ายเดินเกม Cross Category เพื่อขยายฐานลูกค้ากลุ่มใหม่นอกเหนือจากกลุ่มเด็กเล็ก เด็กโต วัยรุ่น แต่ความพยายามของไอศกรีม คือ การสร้างโปรดักส์เข้าไปเจาะกลุ่มลูกค้าวัยเริ่มทำงานหรือกระทั่งกลุ่มผู้ใหญ่เพิ่มขึ้น

Cross Category คือ การทำตลาดข้ามกลุ่มผลิตภัณฑ์ โดยนำจุดเด่นของกลุ่มผลิตภัณฑ์สองตัวมาผสานกัน เพื่อพัฒนาให้เกิดเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น ชาเขียวผสมโซดา แล้วกลายเป็นเครื่องดื่มชาเขียวที่มีส่วนผสมของคาร์บอเนต หรือกระทั่งชาเขียวที่ผสมน้ำผลไม้ เป็นต้น

ยุคแรกไอศกรีมแปลงร่างสู่สแน็ก

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทั้งวอลล์และเนสท์เล่ เรียกว่าเป็นผู้เล่นที่แข่งขันกันอย่างดุเดือดเพื่อช่วงชิงส่วนแบ่ง โดยร่วมมือกันของค่ายสแน็กยักษ์ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น KitKat หรือ OREO ลุยไอศกรีมที่มีส่วนผสมของสแน็กค่ายดังพร้อมกับนำโลโก้ของแบรนด์อยู่บนแพกเกจจิ้ง

กลยุทธ์ดังกล่าวนอกจากจะสร้างไอศกรีมจากขนมหวานมาสู่สแน็ก คงปฎิเสธไม่ได้ว่า ระหว่างสแน็กกับไอศกรีม มีกลุ่มเป้าหมายเดียวกัน คือ กลุ่มเด็ก การ Cross Category ทำให้ไอศกรีมได้ฐานลูกค้าใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มที่ชื่นชอบการกินช็อกโกแลต และขณะเดียวกันยังขยายฐานลูกค้าที่แฟนพันธ์แท้ อย่าง KitKat ที่มีฐานลูกค้ากว่า 5 แสนคน ใน 81 ประเทศ

ขณะที่ไอศกรีมOREO แค่ดูจากตัวเลขจากตลาดบิสกิต ประเทศไทยมีมูลค่ามากกว่า 13,000 ล้านบาท ถือว่าเป็นตลาดที่ใหญ่มาก นอกจากนี้ฐานลูกค้าของ OREO ยังกว้างมากครอบคลุมตั้งแต่เด็กไปจนถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ อายุ 18-34 ปี จากการมีโปรดักส์สินค้าที่หลากหลายเกมส่วนผสมที่ลงตัวนี้ทำให้วอลล์และเนสท์เล่ ต่างฟาดฟันไอศกรีมสแน็กกันอย่างดุเดือดเผ็ดมัน

ล่าสุด มิสเตอร์โดนัท ที่ประเทศญี่ปุ่นฉลองครบรอบ 50 ปี ด้วยการเปิดตัวไอศกรีม Mister Donut Ice Bar ที่มีส่วนผสมของแป้งโดนัท ขณะที่ไอศกรีมเนสท์เล่ ในประเทศไทยก็กลับมาสร้างสีสันอีกครั้งกับการเปิดตัว KitKat Ice Cream Stick ซึ่งปกติจะมีขายเฉพาะต่างประเทศเท่านั้น หลังจากเมื่อปี 2558 ได้สร้างปรากฎการณ์กับ KitKat ด้วยไอศกรีมโคนขึ้นเป็นครั้งแรก

ด้านวอลล์ ของค่ายยูนิลีเวอร์ ซึ่งเป็นผู้นำตลาดไอศกรีมในประเทศไทย ในยุคของไอศกรีมแปลงร่างสู่สแน็ก ส่งซีรี่ส์ ซีเล็คชั่น โดย x OREO และ x เฮอร์ชีส์ โดยเน้นไอศกรีมในรูปแบบเทคโฮมหรือซื้อกลับไปกินที่บ้านเป็นหลัก เนื่องจากตลาดดังกล่าวมีขนาดที่ค่อนข้างเล็กในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ไอศกรีมมาสู่เครื่องดื่มมอลต์สกัด

ต่อมาจากยุคของการสร้างไอศกรีมเป็นสแน็กแล้ว วอลล์และเนสท์เล่ เริ่มสาดศึกไอศกรีมอย่างต่อเนื่อง โดยจับมือร่วมกับ ไมโลและโอวัลติน เนื่องจากไอศกรีมเผชิญกับปัญหาผลิตภัณฑ์ที่มีหวานในปริมาณที่สูง ค่ายต่างๆ จึงปรับตัว เครื่องดื่มมอลต์สกัด เพื่อสร้างไอศกรีมให้มีคุณค่าทางโภชนาการ ล่าสุด วอลล์ X โอวัลตินไวท์มอลต์ครันชี่ซึ่งเป็นโปรดักส์ยอดฮิตอีกตัวหนึ่งของโอวัลตินที่แม่ๆส่วนใหญ่นำโอวัลตินครันชี่มาทากับขนมปังให้ลูกกินเป็นอาหารทานเล่น

สร้างโอกาสการกินรูปแบบใหม่

นอกจากกินในรูปแบบไอศกรีมแล้ว ปัจจุบันค่ายไอศกรีมเริ่มสร้างสรรค์รสชาติใหม่ ด้วยการสร้างไอศกรีมให้เป็นของกินเล่น หรือเรียกว่า Dessert Style เช่น ไอศกรีมแซนวิช ไอศกรีมบิสกิต หรือกระทั่งไอศกรีมโมจิ  ซึ่งล่าสุด วอลล์ โมจิ มิลค์กี้ แป้งโมจิเหนียวนุ่ม ขณะที่เนสท์เล่ เปิดตัวโมจิวนิลาไข่เค็ม แป้งนุ่มหนึบไข่แดง เพื่อขยายการกินใหม่ๆ

และล่าสุดวอลล์เดินหน้าสร้างตลาดเค้กไอศกรีม ด้วยการเปิดเวียนเน็ตต้า ไอศกรีมในยุค 90 ซึ่งว่ากันว่าเป็นไอศกรีมระดับพรีเมี่ยมที่มีราคาสูง ทำให้เป็นที่ปรารถนากับเด็กที่อยากจะกินกันมาก ขณะที่ในตู้แช่ไอศกรีมที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ เริ่มครีเอทการกินในลักษณะที่เป็นไอศกรีมสเลอปี้และให้ดูดในแพกเกจจิ้งกันเลยทีเดียว

พฤติกรรมที่แตกต่างแต่ต้องกวาดให้หมด

โจทย์ของไอศกรีมคือ การพยายามพัฒนาโปรดักส์ให้เข้าถึงทุกกลุ่มเป้าหมายซึ่งมีความแตกต่างกันสำหรับผู้ใหญ่แล้วความต้องการกินไอศกรีมเพื่อเติมเต็มความต้องการทางร่างกายและจิตใจและมองหาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและดีต่อสุขภาพด้วยในบางครั้ง ส่วนวัยรุ่นนั้น หากจะเลือกกินไอศกรีมสักแท่งส่วนใหญ่แล้วจะชื่นชอบผลิตภัณฑ์ใหม่หรือแนวคิดใหม่ๆ จึงจะสามารถดึงดูดหรือกระตุ้นให้เกิดการตัดสินใจซื้อได้มาที่กลุ่มเด็กเพราะไอศกรีมเป็นแม่เหล็กที่ดึงดูดเด็กได้ดีอยู่แล้วการซื้อไอศกรีมขึ้นอยู่ที่ความชอบเป็นหลัก

LIFE CYCLE เปลี่ยนเร็ว ต้องแปลกใหม่

ไอศกรีม ถือเป็นอีกผลิตภัณฑ์หนึ่งที่มี LIFE CYCLE  ที่เปลี่ยนเร็วต้องมีความหลากหลายและผู้ประกอบการต้องสร้างความแปลกใหม่ให้กับตลาดอยู่เสมอเพราะการขับเคลื่อนด้วยรสชาติเพียงอย่างเดียวทั้งรส วนิลา ช็อกโกแลต ที่เป็นรสชาติที่เป็นซิกเนเจอร์ของไอศกรีมไม่ตอบโจทย์อยู่แล้วดังนั้นความถี่ในการเปิดตัวสินค้าใหม่จึงค่อนข้างเร็วเมื่อเทียบกับของกินชนิดอื่นๆ โดยในตู้ไอศกรีมจะมีผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เข้ามาอยู่เสมอ

โอกาสตลาดไทยมีเพียบเอเชียฯ ยังโตอีกมาก

สภาพเมืองไทยอากาศร้อน ร้อนมาก และร้อนที่สุด จึงไม่แปลกที่ตลาดไอศกรีมจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2562 มีมูลค่า 16,637 ล้านบาท หรือคิดเป็นปริมาณ 57,100 ตัน และใน 2563 มีมูลค่า 17,648 ล้านบาท หรือคิดเป็นปริมาณ 59,500 ตัน และคาดกว่าในปี 2564 จะมีมูลค่า 18,694 ล้านบาท หรือราว 61,900 ตัน (ที่มา :ของยูโรมอนิเตอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ข้อมูลที่คาดการณ์ก่อนเกิดการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19) ดังนั้นไอศกรีมจึงเปรียบเหมือนขุมทรัพย์ชิ้นใหญ่เลยเดียว ทำให้ค่ายต่างๆ ขับเคี่ยวช่วงชิงตลาดกันนั่นเอง

สรุป:

  • ตลาดไอศกรีมในประเทศไทยยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก เนื่องจากอัตราการบริโภคยังต่ำ โดยเฉลี่ยกว่า 2 ลิตร/คน/ปี เมื่อเทียบกับคนอเมริกันอัตราการบริโภคมากกว่าถึง 10 เท่า
  • ไอศกรีมในปัจจุบันกำลังเผชิญกับความท้าทายของกระแสสุขภาพที่มาแรงทำให้หลายค่ายพยายามพัฒนาไอศกรีมที่ดีต่อสุขภาพออกมามากมายไม่ว่าจะเป็นไอศกรีมโยเกิร์ตไอศกรีมที่มีแคลอรี่ต่ำ
  • การพัฒนาผลิตภัณฑ์แปลกใหม่ ที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ของหวาน สแน็ก หรือกระทั่งเครื่องดื่มเท่านั้น ค่ายยักษ์ใหญ่เดินเกม Cross Category อีกมากมาย ยกตัวอย่าง หยั่น หว่อ หยุ่น ที่เปิดตัวไอศกรีมไอศกรีมซอฟท์เสิร์ฟ (Soft Serve) ซีอิ๊วดำสูตร 1 และไอศกรีมเต้าเจี้ยวเด็กสมบูรณ์ทำให้แบรนด์ก้าวข้อจำกัดจากแค่เครื่องปรุงอาหารคาวมาสู่อาหารหวาน
  • การแข่งขันสูง มีผู้เล่นในตลาดมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น วอลล์ ซึ่งเป็นผู้นำตลาด เนสท์เล่ กูลิโกะ และแมกโนเลีย ไอศกรีม โดยทุกค่ายมีโปรดักส์หลากหลาย ทั้ง ไอศกรีมแท่ง เทคโฮม ไอศกรีมโคน และแข่งขันช่องทางจำหน่าย ทั้งรถเข็น ตู้แช่ ที่ต้องเข้าถึงชุมชนให้มากที่สุด เพราะไอศกรีมต้องละลายในปาก

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/ice-cream-cross-category/

เนสท์เล่ไม่กลัวโควิด ลงทุน 4,500 ล้านบาท ขยายโรงงาน 3 แห่งในไทย ทั้งอาหารคน-สัตว์เลี้ยง

เนสท์เล่ เปิดเผยภาพรวมการทำธุรกิจภายในประเทศไทย ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 รวมถึงกลยุทธ์การทำธุรกิจในอนาคต ที่เน้นไปที่ผลิตภัณฑ์ที่ยังคงมีแนวโน้มเติบโต รวมถึงการลงทุนขยายโรงงาน 3 แห่งในประเทศไทย ด้วยงบประมาณมูลค่ากว่า 4,500 ล้านบาท

วิคเตอร์ เซียห์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เนสท์เล่ อินโดไชน่า

วิคเตอร์ เซียห์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เนสท์เล่ อินโดไชน่า เล่าถึงภาพรวมการทำธุรกิจของเนสท์เล่ในประเทศไทยว่า ผลประกอบการของเนสท์เล่ ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้บริโภคนอกบ้าน เช่น น้ำดื่ม ขนม และไอศกรีม แต่ในทางกลับกันผลิตภัณฑ์ประเภทที่ใช้บริโภคในบ้าน สามารถทำผลประกอบการได้ดี ทั้งกาแฟ ซอสปรุงรส และนม เพราะในช่วงที่โควิด-19 ระบาด คนจำเป็นต้องอยู่บ้านมากขึ้น

ที่ผ่านมาเนสท์เล่ มีการทำสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภค โดยพบว่าพฤติกรรมการใช้ชีวิตปัจจุบันของผู้บริโภค มีความเปลี่ยนแปลงใน 5 ด้าน ได้แก่

    1. ต้องการเลือกทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ และเสริมภูมิคุ้มกัน
    2. ให้รางวัลกับตัวเองด้วยการมองหาของกินเล่น เป็นความสุขระหว่างวัน
    3. ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าของสินค้า จากภาวะเศรษฐกิจ
    4. ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม และความยั่งยืน เช่น บรรจุภัณฑ์ โดยเฉพาะคนที่มีอายุน้อย
    5. ช่องทาง e-Commerce และบริการเดลิเวอรีอาหาร

สำหรับการขยายโรงงานของเนสท์เล่ในประเทศไทย วิคเตอร์ เล่าว่า จะใช้งบประมาณในการลงทุน 4,500 ล้านบาท เพื่อขยายโรงงาน 3 แห่ง ได้แก่ โรงงานอมตะ โรงงานบางชัน และโรงงานยูเอชที นวนคร 7

อาหารสัตว์เลี้ยง เจ้าของยอมจ่าย แม้ต้องประหยัดค่าใช้จ่ายด้านอื่น

โดยการขยายโรงงานอมตะ จะเป็นการขยายโรงงานเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตอาหารสัตว์เลี้ยง ที่เนสท์เล่เห็นแนวโน้มการเติบโต โดย วิคเตอร์ เล่าว่า อาหารสัตว์เลี้ยง คือสินค้าที่ไม่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 แต่มีอัตราการเติบโตในปีนี้กว่า 9% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะในช่วงที่โควิด-19 ระบาด คนได้ใช้เวลาอยู่กับสัตว์เลี้ยงมากขึ้น

ประกอบกับเทรนด์ในตลาดโลก ที่เจ้าของสัตว์เลี้ยงมีแนวโน้มที่จะยอมทุ่มเงินซื้ออาหารสัตว์ระดับพรีเมียม ซึ่งในประเทศไทยก็มีเทรนด์แบบนี้เช่นกัน

นอกจากโรงงานอมตะ ซึ่งเป็นโรงงานสำหรับการผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงแล้ว เนสท์เล่ ยังจะขยายโรงงานบางชัน ที่ใช้สำหรับการผลิตไอศรีมด้วยเช่นกัน ซึ่งในปัจจุบันสินค้าประเภทไอศกรีม คิดเป็นส่วนแบ่งราว 10% ของเนสท์เล่ ซึ่ง วิคเตอร์ เล่าว่า ปัจจุบันผู้บริโภคไม่ได้มองหาเพียงไอศกรีมรสชาติใหม่ๆ เท่านั้น แต่ยังมองหาสิ่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งปัจจุบันเนสท์เล่ ได้เริ่มใช้บรรจุภัณฑ์ไอศกรีมที่ทำจากกระดาษ ที่ปิดผนึกด้วยความร้อน ไม่มีส่วนผสมของพลาสติก และสามารถรีไซเคิลได้ 100%

ส่วนโรงงานแห่งสุดท้ายคือ โรงงานยูเอชที นวนคร 7 ซึ่งเป็นโรงงานผลิตเครื่องดื่มยูเอชที คือ ไมโล และนมตราหมี สำหรับภาพรวมของตลาดเครื่องดื่มยูเอชที ประเภทนมวัวและเครื่องดื่มช็อกโกแลตมอลต์ยูเอสที จะมีการเติบโตด้วยสัดส่วน 3% ซึ่งนับว่าเป็นอัตราการเติบโตสูงที่สุดในกลุ่มเครื่องดื่มยูเอชที

เนสท์เล่ ยังไม่มั่นใจตลาดน้ำดื่มผสมวิตามิน

ส่วนประเด็นเรื่องน้ำดื่มผสมวิตามิน ที่กำลังเป็นกระแสในช่วงเวลานี้ และมีผู้ผลิตหลายรายส่งผลิตภัณฑ์ของตัวเองเข้าสู่ตลาดหลายเจ้า แต่อย่างไรก็ตามเนสท์เล่ ยังอยู่ระหว่างการศึกษาตลาดของน้ำวิตามิน เนื่องจากตลาดน้ำดื่มผสมวิตามิน ยังมีขนาดเล็กอยู่ และยังไม่รู้ว่าจะเป็นกระแสที่อยู่ต่อไปในระยะยาว หรืออยู่เพียงช่วงเวลาสั้นๆ แล้วหายไป

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/nestle-thailand-plan-to-expand-3-new-factory-in-thailand/

Nescafe เปิดตัวกาแฟกระป๋องดื่มอร่อยไม่ต้องเขย่า

ปกติแล้วกาแฟกระป๋องต้องเขย่าก่อนดื่มเพื่อให้ส่วนผสมต่างๆ เข้ากัน แต่จากนี้มันไม่ต้องทำอย่างนั้นแล้ว เพราะ Nescafe เปิดตัวกระแฟกระป๋องดื่มได้ไม่ต้องเขย่า ทั้งตัวกระป๋องยังรีไซเคิลได้ 100% เพราะทำจากอะลูมีเนียม

nescafe

ยกระดับการทำตลาดไปอีกขั้น

สำหรับกาแฟกระป๋องรูปแบบใหม่ของ Nescafe จะประกอบด้วยรสชาติเอสเปรสโซ โรสต์, ลาเต้ และ แบล็คไอซ์ ที่ดื่มได้อร่อยไม่ต้องเขย่าเพราะเพิ่มเติมนมแท้นแทนครีมเทียม ทำให้กาแฟเข้มเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน ไม่มีตะกอนเหมือนสูตรก่อนหน้านี้

ขณะเดียวกัน Nescafe ยังใส่ใจสิ่งแวดล้อมด้วยการใช้กระป๋องอะลูมิเนียม ที่มีจุดเด่นเรื่องแช่เย็นได้อย่างรวดเร็ว เพราะบางกว่ากระป๋องแบบเหล็ก ทั้งยงไม่เป็นสนิม และน้ำหนักเบา ทำให้ขนส่งได้มากกว่าเดิม ที่สำคัญราคาขายต่อของกระป๋องแบบอะลูมิเนียมยังสูงกว่ากระป๋องเหล็กเช่นกัน

nescafe

นอกจากนี้กระป๋องแบบอะลูมิเนียมยังนำไปรีไซเคิลได้ 100% ทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดในแง่การใช้งาน และทาง Nestle มีแผนเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์สินค้าทั้งหมดของกลุ่มให้รีไซเคิล หรือนำกลับมาใช้ใหม่ได้ 100% ภายในปี 2568 เช่นเดียวกัน

ธนธร พันพานิชย์กุล ผู้จัดการฝ่ายการตลาดอาวุโส กลุ่มผลิตภัณฑ์กาแฟพร้อมดื่ม บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด เล่าให้ฟังว่า Nescafe กระป๋องลาเต้ และแบล็คไอซ์ให้เป็นกระป๋องอะลูมิเนียม ซึ่งได้การตอบรับจากผู้บริโภคอย่างดีเยี่ยม และตามมาด้วยเนสกาแฟกระป๋อง เอสเปรสโซ โรสต์ในปีนี้ เพื่อยกระดับการทำตลาด และรักษาสิ่งแวดล้อม

สรุป

ปัจจุบันการรักษาสิ่งแวดล้อมถือเป็นอีกเรื่องที่หลายองค์กรต้องตระหนัก เพราะหากทำได้ดีย่อมช่วยยกระดับแบรนด์ได้มาก ขณะเดียวกันหากรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างเดียว แต่อย่างอื่นไม่พัฒนาก็ไม่จูงใจผู้บริโภคมากพอ ดังนั้นการที่ Nescafe ทำให้กาแฟกระป๋องไม่ต้องเขย่า และใช้กระป๋องอะลูมีเนียมจึงตอบโจทย์ทั้งสองเรื่องได้

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/nescafe-new-coffee-can/

ลานเบียร์ถอยไป ยุคใหม่ต้องลานนม! Nestlé ส่ง “ไมโล ทาวเวอร์” จัดงานลานนมครั้งแรกในประเทศไทย

Milo Tower

ลานเบียร์ถอยไป ยุคใหม่ต้อง “ลานนม”

แม้ว่าในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีนี้ จะชัดเจนแล้วว่าไม่มีการจัดงานลานเบียร์ขึ้นแล้ว แต่ปลายปีนี้คนไทยจะได้สัมผัสงานใหม่อย่าง “ลานนม” เป็นครั้งแรก

ล่าสุด Nestlé ประกาศจัดงานลานนม โดยยกเอา “ไมโล ทาวเวอร์” (MILO TOWER) ที่มีขายเฉพาะในสิงคโปร์มาให้คนไทยได้สัมผัสกันเป็นครั้งแรกในปีนี้

โดยงานลานนมของ Nestlé จะจัดขึ้นที่บริเวณด้านหน้าห้างสรรพสินค้าสามย่านมิตรทาวน์ ตั้งแต่วันที่ 24 – 31 ธันวาคม ตั้งแต่เวลา 16.00 จนถึงเที่ยงคืน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/nestle-milo-tower-thailand/