คลังเก็บป้ายกำกับ: NB-IOT

กสทช. ประกาศโรดแมป 5G เตรียมเคาะประมูล ก.พ. 63 และเริ่มใช้ ก.ค. ปีเดียวกัน

ในที่สุดคนไทยก็กำลังจะได้ใช้คลื่นความถี่ 5G กันสักที หลักจากที่ กสทช. ได้ประกาศเตรียมจะจัดการประมูลคลื่นในวันที่ 16 ก.พ. 2563 ปีหน้านี้ และหากประมูลเสร็จสิ้นได้ตามกำหนดการ ก็จะสามารถเริ่มใช้ 5G ได้จริงในช่วงกรกฎาคม 2563 ปีเดียวกัน โดยคาดว่าเทคโนโลยี 5G นี่เองจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจตั้งแต่ปี 2563-2573 เฉลี่ยปีละ 5.68% ของ GDP ประเทศ แต่งานนี้เครือข่ายมือถือเตรียมกำเงินรอประมูลกันสนุก สร้างรายได้เข้าคลังอีกเพียบ

 700 MHz

1800 MHz

2600 MHz

 26 GHZ

คลื่นความถี่ต่อใบอนุญาต 2×5 MHz 2×5 MHz 10 MHz 100 MHz
จำนวนใบอนุญาต 3 ใบ 7 ใบ  19 ใบ 27 ใบ
ราคาต่อใบอนุญาต 8,792 ล้านบาท 12,486 ล้านบาท 1,862 ล้านบาท 300 ล้านบาท

กำหนดการวันเวลาประมูลคลื่น

  • ต.ค. 62 คณะทำงานเสนอร่างหลักเกณฑ์
  • 13 พ.ย.-12 ธ.ค. รับฟังความคิดเห็นสาธารณะ (30 วัน)
  • 27 ธ.ค. 62 ประกาศลงราชกิจจานุเบกษา
  • 2 ม.ค. 63 ประกาศเชิญชวน
  • 16 ก.พ. 63 ประมูลความถี่
  • มี.ค 63 มอบใบอนุญาต
  • ก.ค. 63 เริ่มให้บริการ

สำหรับคลื่นความถี่ที่นำออกมาประมูลครั้งนี้มีรวมทั้งสิ้น 56 ใบอนุญาต เริ่มต้นที่คลื่น 26 GHz ราคาตั้งอยู่ที่ 300 ล้านบาท ไปจนคลื่นแพงสุด 1800 MHz ราคา 12,486 ล้านบาท โดยทาง กสทช. กำหนดเกณฑ์การประมูลให้จ่ายปีแรก 10% ปีที่ 2-4 จะพักการชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาต แล้วชำระอีกครั้ง 15% ปีที่ 5-10 ทั้งนี้มีเงื่อนไขคือต้องลงทุนพื้นที่สมาร์ทซิตี้ ในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ด้วย พูดง่ายๆ คือช่วยรัฐบาลลงทุนทำโครงการต่างๆ ของรัฐบาลด้วยนั่นเอง

ที่น่าสนใจคือคลื่นความถี่ 5G นี้ นอกจาก 3 เครือข่ายมือถือยักษ์ใหญ่ AIS, Dtac และ True ที่ต้องเข้าประมูลแน่ๆ แล้วยังมี ทีโอที (TOT) และ กสท โทรคมนาคม (CAT) เข้าร่วมประมูลด้วย โดยมีกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมจะเป็นผู้สนับสนุนทั้ง 2 บริษัทนี้ และก็น่าจะทำให้ราคาแกว่งสู้กันพอสมควร

หลังจาก กสทช. ประกาศราคาประมูลแล้ว ก็ได้มีการสัมภาษณ์ผู้บริหารเครือข่ายทั้ง 3 แห่ง และต่างให้ข้อเสนอแนะ และความเป็นห่วงต่อการจัดประมูลครั้งนี้กันดังนี้

AIS โดยคุณสมชัย เลิศสุทธิวงศ์ มีความกังวลเรื่องราคาประมูลที่สุดท้ายอาจจะไปจบสูงเกินไปจนไม่คุ้มที่จะลงทุน หากมีเอกชนรายอื่นเข้ามาป่วนปั่นราคากัน จึงอยากให้มีการค้ำประกันเงินประมูลไว้ก่อน 100%  สำหรับผู้เล่นรายใหม่ เพื่อป้องกันปัญหา และเสนอให้มีการแบ่งเงินจากการประมูลคืนส่วนหนึ่ง แทนที่จะนำส่งคลังทั้งหมด ก็นำกลับมาให้เครือข่ายใช้ในการพัฒนาขยายสัญญาณ ซึ่งจะตอบโจทย์รัฐบาลที่อยากจะทำสมาร์ทซิตี้ หรือเขตเศรษฐกิจพิเศษ EEC เครือข่ายก็จะมีงบประมาณในการลงทุนได้โดยง่าย

True โดยคุณวิเชาวน์ รักพงษ์ไพโรจน์ เห็นพ้องกับทาง AIS ที่แสดงความกังวลเรื่องปั่นราคาไม่ต่างกัน

Dtac โดยคุณอเล็กซานดาร์ ไรซ์ ก็อยากให้ทางรัฐบาลช่วยเหลือโอเปอร์เรเตอร์บ้าง เช่น เวียดนามก็มีการจัดเก็บค่าคลื่นต่ำกว่าปกติในช่วงแรก เพื่อให้เอาเงินไปลงทุนเครือข่ายก่อน ยังไม่ต้องรีบชำระ เมื่อรายได้จากโครงข่าย 5G เริ่มมีดอกมีผลจึงเริ่มจัดเก็บในอัตราก้าวหน้าในปีหลังๆต่อไป

*อธิบายเพิ่มเติม* เรื่องการลงทุนเครือข่าย 5G ในบางประเทศ มีการให้คลื่นเครือข่ายสามารถนำไปใช้ได้ฟรีเลยก็มี โดยมีเหตุผลหลักอยู่ 2 ประการคือ

  1. โมเดลธุรกิจ 5G ยังไม่ชัดเจน หากนำมาให้บริการเหมือน 4G แค่โทรหรือเล่นเน็ต จะไม่ตอบโจทย์การใช้งาน และไม่สามารถสร้างรายได้เพิ่มเติมได้มากพอ โดย 5G จะเป็นกระดูกสันหลังของเหล่าอุปกรณ์ IoT นั่นเอง แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่มีความแน่ชัดว่าเครือข่าย 5G จะสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำได้อย่างไร โดยมากจะอยู่ในช่วงของการทดลองความเป็นไปได้อยู่เท่านั้น
  2. ต้องการขึ้นเป็นผู้นำด้านดิจิทัล แม้ว่าโมเดลธุรกิจของ 5G ยังไม่ชัดเจน แต่ทุกฝ่ายต่างมั่นใจว่ามันกำลังจะมาในเร็วๆนี้ ทุกประเทศต่างต้องการให้เครือข่าย 5G เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด เพื่อสร้างศักยภาพในการพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตขึ้นได้รวดเร็วกว่าประเทศอื่นนั่นเอง

ดังนั้นข้อเสนอเรื่องการประมูลไม่ว่าจะคืนเงินเพื่อพัฒนาเครือข่าย หรือจัดเก็บในราคาที่ต่ำ ก็ดูจะเป็นเรื่องที่เข้าใจได้

คอมเมนต์ติดตลกจากทางผู้บริหาร AIS ถึงช่วงคลื่นต่างๆ ที่นำออกมาประมูล

ปัจจุบันเกาหลี และจีนได้เริ่มใช้งาน 5G กันไปเป็นที่เรียบร้อย ส่วนประเทศญี่ปุ่น, สิงคโปร์, เวียดนาม และมาเลเซีย จะเริ่มต้นใช้งานคลื่นความถี่ 5G อย่างเป็นทางการในช่วงกลางปี 2563 ปีหน้าเช่นเดียวกัน หากไทยสามารถจัดการประมูลให้เกิดขึ้นได้ตามที่กำหนดไว้ ก็น่าจะทำให้เราเกาะเทรนด์ 5G นี้ได้ไม่ตกรถไฟของกลุ่มผู้นำอย่างแน่นอนครับ

 

ที่มา : ไทยรัฐ, BEC, mgronline

from:https://droidsans.com/nbtc-5g-auction-roadmap/

จส. 100 นอสตร้า และหัวเว่ยร่วมลงนาม MoU ผลักดันแพลตฟอร์ม IoT “ตามรอย”

สถานีวิทยุ จส. 100 นอสตร้า และหัวเว่ยร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MoU)  เพื่อให้เกิดการทำงานร่วมกันในการพัฒนาแอปพลิเคชัน NB-IoT และความร่วมมือด้านเทคโนโลยีในประเทศไทย

ในการนี้ คุณหญิงสุวิมล ผึ่งประเสริฐ กรรมการบริหาร บริษัท แปซิฟิค คอร์ปอเรชั่น จำกัด และผู้อำนวยการ สถานีวิทยุ จส.100 พร้อมด้วยนายวิชัย แสงหิรัญวัฒนา ผู้จัดการทั่วไป บริษัท โกลบเทค จำกัด และแบรนด์นอสตร้า และ นายโรเบิร์ต ฉี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท หัวเว่ย จำกัดร่วมลงนาม MoU โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความร่วมมือในการแบ่งปันโนว์ฮาวและการพัฒนาร่วมกัน รวมถึงการสาธิตและการทดสอบแอปพลิเคชัน บนเทคโนโลยี NB-IoT เพื่อสนับสนุนการพัฒนาแผนกลยุทธ์ NB-IoT สำหรับประเทศไทย

ในพิธีลงนาม ทั้งสามองค์กรได้ประกาศเปิดตัว “ตามรอย (Tamroi)” ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มบริการ IoT ที่สามารถช่วยดูแลผู้สูงอายุ เด็ก ผู้ป่วย และนักท่องเที่ยว พร้อมกับการบริหารจัดการของมีค่าสำหรับทั้งองค์กรและบุคคลต่าง ๆ เพื่อให้บริการที่ดียิ่งขึ้นสำหรับสังคมไทย

ทั้งนี้ ด้วยเทคโนโลยีของระบบ NB-IoT ตามรอย (Tamroi) จะช่วยระบุตำแหน่งคนที่คุณรักด้วยอุปกรณ์อัจฉริยะต่าง ๆ และแอปพลิเคชั่นบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ และยังสามารถขอความช่วยเหลือจากทีมคอลเซ็นเตอร์ของ จส. 100 ตลอด 24 ชั่วโมงได้อีกด้วย โดยแพลตฟอร์มนี้จะช่วยให้สามารถเข้าถึงข้อมูลตำแหน่งของอุปกรณ์ และสิทธิ์ในการเข้าถึงจะปิดลงเมื่อเสร็จสิ้นโดยไม่ต้องกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัวแต่อย่างใด

from:https://www.enterpriseitpro.net/huawei-nostra-js100-tamroi/

AIS ผนึก สถาบันวิจัย ม.สงขลานครินทร์ พัฒนานวัตกรรมตรวจวัดคุณภาพอากาศ PM 2.5 ด้วยเทคโนโลยี NB-IoT ด้วยอุปกรณ์ DEVIO NB-XBEE l สำเร็จเป็นรายแรกของไทย

 

จากสถานการณ์หมอกควันในพื้นที่ภาคใต้ หรือที่เรียกว่า “หมอกควันอินโด” ที่มีมาอย่างต่อเนื่อง เป็นประจำทุกปี ส่งผลให้ขณะนี้ เกิดมลพิษทางอากาศ สภาวะฝุ่นและหมอกควันปกคลุมพื้นที่ทางภาคใต้ของไทย โดยมีค่าฝุ่น PM 2.5 เพิ่มสูงขึ้นเกินมาตรฐาน จนส่งผลกระทบต่อสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจของประชาชนในพื้นที่เป็นวงกว้าง

 

AIS

ด้วยความตระหนักถึงปัญหาและความห่วงใยต่อสถานการณ์ดังกล่าว AIS โดยโครงการ AIAP (AIS IoT Alliance Programภาคีความร่วมมือด้านเทคโนโลยี IoT ระดับประเทศ ได้ร่วมมือกับ สถาบันวิจัยมลพิษทางอากาศและผลกระทบต่อสุขภาพ และ สถาบันวิจัยและนวัตกรรมดิจิทัล มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พัฒนานวัตกรรม IoT อุปกรณ์ตรวจวัดคุณภาพอากาศ PM 2.5 ด้วยเทคโนโลยี NBIoT ด้วยอุปกรณ์ DEVIO NBXBEE l เป็นรายแรกของไทย 

นำร่องติดตั้งอุปกรณ์ในพื้นที่ต่างๆ ในจังหวัดภาคใต้ตอนล่างที่ได้รับผลกระทบจากฝุ่นควัน อาทิ จังหวัดสงขลา พัทลุง สตูล ตรัง กระบี่ นครศรีธรรมราช ภูเก็ต ปัตตานี และกรุงเทพ เพื่อเฝ้าระวัง ติดตามคุณภาพอากาศ และอัปเดตข้อมูลแบบเรียลไทม์ ผ่านทางเว็บไซต์ http://airsouth.things.in.th โดยเปิดให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าไปเช็คสภาพอากาศได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น เพื่อจะได้รับมือและป้องกันตัวเองจากสถานการณ์ฝุ่นควันดังกล่าว

ความร่วมมือครั้งนี้ ถือเป็นความสำเร็จของการนำเทคโนโลยี NBIoT ด้วยอุปกรณ์ DEVIO NBXbee I มาพัฒนาและออกแบบอุปกรณ์ IoT ที่ใช้งานได้จริงแล้วเป็นรายแรกของไทย ตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อม เป็นประโยชน์ต่อชุมชนและสังคม อันเป็นการยกระดับนวัตกรรม Smart City ของประเทศไปอีกขั้น

เทคโนโลยี IoT DEVIO NBXbee I เป็นชุดอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่รับส่งสัญญาณ มีจุดเด่น คือ มีขนาดเล็ก ใช้ไฟน้อย ประหยัดพลังงาน จึงสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับอุปกรณ์ได้อย่างหลากหลาย ทั้งยังสามารถเชื่อมต่อกับเครือข่าย AIS NBIoT ที่ครอบคลุม 77 จังหวัดทั่วประเทศได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

ซึ่งคิดค้นและพัฒนาโดยทีมงานของ AIS IoT Alliance Program (AIAP) โครงการความร่วมมือของสมาชิก 1,400 ราย จากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี IoT ไม่ว่าจะเป็นองค์กรหน่วยงาน ทั้งภาครัฐ มหาวิทยาลัย ผู้ผลิตเทคโนโลยี นักพัฒนาอุปกรณ์และซอฟต์แวร์ทั้งในและต่างประเทศ ที่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการแลกเปลี่ยนความรู้ความสามารถ, Product, Service หรือ Solution

เพื่อให้เกิดการพัฒนา IoT Solution หรือ Business Model ร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม ขยายประโยชน์สู่ภาคประชาชน เสริมการบริหารจัดการในทุกภาคส่วน

 

from:http://mobileocta.com/ais-joins-rdo-psu-to-develop-innovative-air-quality-monitoring-pm-2-5/

ครั้งแรกของโลก! เอไอเอส และประกันภัยไทยวิวัฒน์ จับมือปฏิวัติวงการธุรกิจประกันภัย นำ NB-IoT มาประยุกต์ใช้กับ ประกันรถเปิดปิด ได้อย่างลงตัว

●    ครั้งแรกของโลก ที่ เอไอเอส ผู้นำนวัตกรรม IoT อันดับ และเป็นรายแรกและรายเดียวในไทยที่มีโครงข่าย eMTC และ NBIoTครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ นำโซลูชัน NBIoT Motor Tracker เข้ามาเสริมขีดความสามารถให้กับธุรกิจประกันภัยรถยนต์ โดย บริษัท ประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทประกันภัยรายแรกที่ไว้วางใจและเลือกใช้บริการ

●    เสริมศักยภาพ บริการประกันรถเปิดปิด ของประกันภัยไทยวิวัฒน์ ซึ่งเป็นนวัตกรรมในธุรกิจประกันภัยรถยนต์ ที่ออกแบบมาเพื่อตอบไลฟ์สไตล์ผู้ใช้รถยนต์ยุคดิจิทัลที่ต้องการควบคุมค่าใช้จ่าย ช่วยให้ลูกค้าได้รับความคุ้มครองครบถ้วน และจ่ายค่าเบี้ยประกันตามการใช้งานจริง (Pay As You Drive) ทำให้ลดค่าใช้จ่ายค่าเบี้ยประกันไปได้ถึง 40% พร้อมให้บริการแล้ววันนี้

●    ตอกย้ำการเป็นผู้ให้บริการดิจิทัลของเอไอเอสที่มีนวัตกรรม IoT ซึ่งพร้อมตอบทุกโจทย์ความต้องการของทุกอุตสาหกรรม รวมถึงพัฒนาให้ใช้งานได้จริงบนเครือข่ายที่ครอบคลุมมากที่สุดทั่วไทย และนับเป็นครั้งแรกของโลกที่มีการนำเทคโนโลยี NBIoT มาสนับสนุนให้เกิด Usage Based Insurance (UBI) ในกลุ่มธุรกิจประกันภัย

 

AIS

นายยงสิทธิ์ โรจน์ศรีกุล หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าองค์กร เอไอเอส กล่าวว่า “เอไอเอสในฐานะ Digital Life Service Provider เราให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรมดิจิทัลเพื่อสนับสนุนการเกิดขึ้นของ Business Model ใหม่ๆ ซึ่งจะช่วยสร้างการเติบโตให้กับกลุ่มเอ็นเตอร์ไพรส์ พร้อมยกระดับความแข็งแกร่งให้กับประเทศไทยในทุกด้าน โดยปัจจุบันนวัตกรรม IoT ถือเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนา Smart City ให้เกิดขึ้นจริง และเอไอเอสก็ได้รับความไว้วางใจจากองค์กรชั้นนำทั้งภาครัฐและเอกชนมากมาย นำ IoT โซลูชัน ไปเสริมศักยภาพการดำเนินงานขององค์กรมาอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุด เรามีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ บริษัท ประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน) มอบความไว้วางใจเลือกใช้โซลูชันNBIoT Motor Tracker for UBI ในการเพิ่มขีดความสามารถให้กับผลิตภัณฑ์ประกันภัยรถยนต์ของไทยวิวัฒน์ โดยอุปกรณ์ดังกล่าวจะสามารถส่งข้อมูลได้แบบเรียลไทม์ผ่านเครือข่าย NBIoT เมื่อมีการสตาร์ทและดับเครื่องของรถที่ทำประกันรถเปิดปิด ประกันนั้นก็จะเปิดและปิดให้โดยอัตโนมัติ ทำให้บริษัทประกันภัยได้รับข้อมูลที่มีความแม่นยำ ถูกต้อง และให้การดูแลลูกค้าขององค์กรได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ นับเป็นจุดเริ่มต้นของการนำเทคโนโลยี NBIoT มาเสริมศักยภาพการบริการให้กับธุรกิจประกันภัย ซึ่งเป็นบริการที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของคนไทย และลูกค้าให้ความสำคัญมากขึ้นในปัจจุบัน”

นายจีรพันธ์ อัศวะธนกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ประกันภัยไทยวิวัฒน์ กล่าวว่า “ประกันภัยไทยวิวัฒน์ในฐานะผู้นำนวัตกรรมด้านการประกันภัย เรามีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการด้านการประกันภัยเพื่อผู้บริโภคมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า โดยนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างความแตกต่างให้กับผลิตภัณฑ์ ในโอกาสนี้ เราจึงมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับความร่วมมือจากเอไอเอส ในการนำ NBIoT Motor Tracker for UBI มายกระดับผลิตภัณฑ์ประกันรถเปิดปิดของเรา เพิ่มขีดความสามารถการใช้งานเปิดปิดจากผู้ใช้งานแบบเดิม ทำให้ประกันภัยไทยวิวัฒน์ได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง แม่นยำ และสามารถให้บริการลูกค้าของเราได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยให้ผู้บริโภคมีความสะดวกสบายไร้ความกังวล ใช้ชีวิตได้ตามไลฟ์สไตล์ที่ต้องการอย่างมีอิสระ เพราะประกันภัยไทยวิวัฒน์ได้ให้ความคุ้มครองและการบริการอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งภายใต้ความร่วมมือในครั้งนี้จะทำให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ด้านการประกันภัยรถยนต์ที่ดี ทั้งยังเป็นตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนไทยยุคดิจิทัลอีกด้วย”

สำหรับโซลูชัน NBIoT Motor Tracker for UBI จะทำงานโดยใช้เทคโนโลยีติดตามการทำงานของยานพาหนะบนเครือข่าย NBIoT เมื่อมีการสตาร์ทรถยนต์ อุปกรณ์​ IoT จะส่งค่า Engine Start ผ่านแพลตฟอร์ม AIS IoT และมาประมวลผลยัง Thaivivat Server พร้อมแจ้งเตือนไปยังแอปพลิเคชัน Thaivivat Motor เพื่อเริ่มต้นเปิดประกันภัยโดยอัตโนมัติ และเมื่อดับเครื่องยนต์ อุปกรณ์​ IoT ก็จะส่งค่าEngine Stop กลับมาอีกครั้ง เพื่อปิดประกันให้อัตโนมัติเช่นกัน ช่วยอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าของประกันภัยไทยวิวัฒน์ไม่ต้องเสียเวลาเปิด-ปิดด้วยตัวเองอีกต่อไป หรือในกรณีรถอยู่ในพื้นที่ห่างไกล อุปกรณ์จะเก็บข้อมูลไว้ และเมื่อเชื่อมต่อสัญญาณ NBIoT อีกครั้ง ก็จะส่งข้อมูลให้กับระบบทันที จึงได้ความแม่นยำและความถูกต้องของข้อมูลสูง ช่วยให้ลูกค้าได้รับความคุ้มครองและจ่ายค่าเบี้ยประกันตามการใช้งานจริง ขับค่อยจ่าย ไม่ขับไม่ต้องจ่าย ประหยัดค่าเบี้ยประกันรถยนต์ไปได้ถึง 40%

ทั้งนี้ ลูกค้าที่ซื้อประกันรถเปิดปิดดังกล่าวจะได้รับอุปกรณ์ NBIoT Motor Tracker for UBI พร้อมอินเทอร์เน็ตเพื่อใช้งานตลอดระยะเวลาเอาประกัน ได้ทันที! ติดตั้งง่ายเพียงเสียบอุปกรณ์เข้ากับ USB Port ในรถยนต์ก็พร้อมใช้งานทันที ถือเป็นการนำนวัตกรรมดิจิทัลที่ยกระดับผลิตภัณฑ์ประกันภัยให้เกิดประโยชน์สูงสุด

เอไอเอสพร้อมมอบบริการดิจิทัลที่พัฒนาเพื่อกลุ่มลูกค้าองค์กรในทุกอุตสาหกรรม ครอบคลุมตั้งแต่การจัดหาอุปกรณ์ Device,แพลตฟอร์ม IoT การออกแบบซอร์ฟแวร์และแอปพลิเคชันระบบ Cloud Computing ระดับเวิล์ดคลาส สำหรับการประมวลผลและจัดเก็บข้อมูล, eSIM ที่พร้อมใช้งานกับอุปกรณ์ IoT บนเครือข่าย AIS NBIoT ที่ครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ และพร้อมให้คำปรึกษากับทุกองค์กรที่สนใจนำ IoT ไปใช้ในการทำงาน รวมไปถึงการขยายผลการเข้าถึงเทคโนโลยี IoT ไปยังกลุ่มลูกค้าทั่วไป โดยทดลองวางจำหน่าย NBIoT Motor Tracker ซึ่งเป็นโซลูชันติดตามยานพาหนะด้วยเครือข่าย NBIoT ผ่าน AIS Shop และ AIS Online Store เพื่อให้ลูกค้าสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ตามความต้องการ

สนใจ NBIoT Motor Tracker สำหรับลูกค้าองค์กรสามารถติดต่อได้ที่ Corporate Call Center โทร. 1149 หรือเว็บไซต์http://business.ais.co.th/iot สำหรับลูกค้าทั่วไป ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.ais.co.th/nbiotmotortracker

 

from:http://mobileocta.com/ais-and-thaivivat-insurance-join-hands-to-revolutionize-the-insurance-industry/

AIS โชว์ความแกร่งโซลูชัน IoT สำหรับธุรกิจ คว้ารางวัล Thailand IoT Services Provider of the Year 2019 จาก Frost & Sullivan

หลังจากที่ AIS ได้คว้ารางวัล 2019 Frost & Sullivan Thailand IOT Services Provider of the Year และเป็นข่าวใหญ่กันไปนั้น ทางทีมงาน TechTalkThai ก็ได้มีโอกาสพูดคุยเจาะลึกกับทีมงานของ AIS ในประเด็นเรื่องโซลูชันทางด้าน IoT ที่ AIS ได้นำเสนอและให้บริการแก่ภาคธุรกิจจำนวนมากในประเทศไทยจนได้รับรางวัลในครั้งนี้ ว่าเบื้องหลังนั้นมีเทคโนโลยีใดของ AIS บ้างที่พร้อมให้บริการแล้วแก่ภาคธุรกิจในไทย นอกเหนือไปจากระบบโครงข่ายที่เคยเป็นข่าวมาหลายต่อหลายครั้งก่อนหน้านี้

AIS คว้ารางวัล Thailand IoT Services Provider of the Year ปี 2019 จาก Frost & Sullivan ด้วยคะแนนทิ้งห่างคู่แข่งอย่างชัดเจน

ในการประกาศผลรางวัลประจำปีนี้ AIS ได้รับรางวัล 2019 Frost & Sullivan Thailand IOT Services Provider of the Year จากการแจกรางวัล Asia Pacific Best Practices Awards เนื่องในฐานะที่ AIS ได้มีความสำเร็จในโครงการทางด้าน IoT อย่างหลากหลายในประเทศไทย และสามารถตอบโจทย์ความท้าทายของการเริ่มต้นนำ IoT ไปใช้ในภาคอุตสาหกรรมได้อย่างดีเยี่ยมนั่นเอง

ในรายงานของ Frost & Sullivan ได้ทำการสำรวจทั้งในแง่มุมของนวัตกรรมและเทคโนโลยี, ประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับภาคธุรกิจ และเสียงตอบรับจากลูกค้าที่ใช้งานจริง ซึ่งคะแนนของ AIS นั้นก็สูงกว่าคู่แข่งที่ไม่เปิดเผยชื่ออย่างชัดเจนในทุกหมวดหมู่ของเกณฑ์การตัดสิน พร้อมทั้งยังได้มีการวิเคราะห์ในภาพรวมถึงจุดเด่นของโซลูชันทางด้าน IoT จาก AIS ด้วย

ตอบโจทย์ความท้าทาย IoT สำหรับธุรกิจไทย: ความครอบคลุม, ความมั่นคงปลอดภัย, การนำนวัตกรรมใหม่ๆ มาปรับใช้ และความชัดเจนของโครงการ

สำหรับประเด็นสำคัญที่ทำให้ AIS ได้รับรางวัลในครั้งนี้มานั้นก็คือการที่ AIS สามารถตอบโจทย์ความท้าทายที่ทุกๆ ธุรกิจต้องเผชิญในการริเริ่มโครงการทางด้าน IoT ขึ้นมาได้เป็นอย่างดีนั่นเอง

AIS ตอบโจทย์ความต้องการด้านระบบโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับความต้องการด้าน IoT นี้ได้ด้วยโครงข่าย 4G ที่มีอยู่ในมือ อีกทั้งยังมีการออกแบบระบบโครงข่ายเหล่านี้ให้มีความมั่นคงปลอดภัย มีการแยกการเชื่อมต่อออกจากระบบโครงข่ายทั่วไป ทำให้ธุรกิจต่างๆ สามารถมั่นใจได้ว่าข้อมูลที่เชื่อมต่อผ่านระบบโครงข่ายของ AIS นั้นจะได้รับสัญญาณคมชัดทั่วไทย และข้อมูลจะไม่รั่วไหลออกไปสู่ภายนอกอย่างแน่นอน

ไม่เพียงแต่ในแง่มุมของระบบโครงข่ายเท่านั้น แต่ AIS ได้ให้บริการทางด้าน IoT แบบ End-to-End อย่างแท้จริงด้วยการนำนวัตกรรมใหม่ๆ ที่จะช่วยสนับสนุนโซลูชันทางด้าน IoT เข้ามาด้วย ไม่ว่าจะเป็นการริเริ่มนำ e-SIM เข้ามาใช้เพื่อให้อุปกรณ์ IoT มีขนาดเล็กลงเป็นอย่างมาก, การพัฒนา IoT Platform ต่างๆ เพื่อให้เริ่มต้นใช้งาน IoT ได้ง่าย, การนำบริการ Cloud ของตนเองเข้ามาช่วยในการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูล ไปจนถึงการนำบอร์ดสำหรับพัฒนามาเพื่อให้ธุรกิจต่างๆ ได้เริ่มต้นพัฒนาโซลูชันด้าน IoT ของตนเองได้อย่างง่ายดาย

ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจและหลายคนอาจคิดไม่ถึงก็คือ IoT นั้นไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับ AIS แต่เป็นโซลูชันที่เริ่มพัฒนามาตั้งแต่ยุค 2G แล้ว เพราะที่ผ่านมาธุรกิจในเมืองไทยหลากหลายนั้นก็มีความต้องการในลักษณะนี้มาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นตู้ ATM, ตู้บัตรเติมเงิน, เครื่องอ่านบัตรเครดิต, ระบบติดตามยานพาหนะ และอื่นๆ ทำให้ทีมงานของ AIS นั้นมีประสบการณ์กับการออกแบบระบบในลักษณะคล้ายคลึงกันมาแล้วเป็นเวลายาวนานกว่า 10 ปี ทำให้ทีมงานของ AIS สามารถนำองค์ความรู้และประสบการณ์ที่มี เข้ามาให้คำปรึกษาแก่ภาคธุรกิจองค์กรในอุตสาหกรรมต่างๆ ที่อาจยังใหม่กับเรื่องของ IoT ได้เป็นอย่างดี และทำให้ทุกโครงการมีความชัดเจน ประเมินข้อดีข้อเสียและความเสี่ยงได้อย่างรอบด้าน

5 องค์ประกอบหลักของ AIS IoT: ไม่ได้มีแค่ระบบเครือข่าย แต่มีทุกอย่างให้ภาคธุรกิจพร้อมนำไปใช้งาน

โดยทั่วไปหากพูดถึงเรื่องของ IoT กับ Mobile Operator นั้นเรามักนึกถึงแต่ภาพของการให้บริการระบบโครงข่าย 4G กันเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้วในอุตสาหกรรมนี้การที่จะทำให้โครงการด้าน IoT เป็นจริงขึ้นมาได้นั้นยังต้องอาศัยองค์ประกอบอื่นๆ อีกมากมาย ดังนั้นเพื่อให้เห็นภาพชัดเจนกันมากขึ้นว่าโซลูชันด้าน IoT ของ AIS นั้นมีอะไรให้ใช้งานกันบ้าง ทางทีมงาน TechTalkThai จึงได้พูดคุยกับทีมงานของ AIS และสรุปองค์ประกอบหลักๆ 5 ส่วนของ AIS IoT ออกมาได้ดังนี้

1. Network: โครงข่ายครอบคลุมทั่วไทย พร้อมขยายระบบตอบรับภาคธุรกิจ มีให้เลือกใช้ทั้ง NB-IoT และ eMTC

การให้บริการโครงข่ายของ AIS เพื่อตอบรับต่อความต้องการด้านการเชื่อมต่ออุปกรณ์ IoT นั้นถือว่ามีความครอบคลุมเป็นอย่างมาก โดยทาง AIS นั้นได้มีการนำโครงข่ายทั้ง NB-IoT และ eMTC เข้ามาให้บริการเพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่างกันออกไป โดย NB-IoT และ eMTC นั้นมีจุดเด่นที่แตกต่างกันดังนี้

NB-IoT

  • ใช้พลังงานต่ำ ทำให้บางอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อนั้นอาจมีอายุการใช้งานได้ยาวนานถึง 10 ปี
  • รองรับการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ IoT จำนวนมหาศาล อาจมากถึง 100,000 อุปกรณ์ต่อ Base Station ได้เลยทีเดียว
  • มีระยะไกลเกินกว่า 10 กิโลเมตรจาก Base Station และสัญญาณยังคงชัดเจนแม้อยู่ในอาคาร
  • เริ่มต้นใช้งานได้ง่าย บนมาตรฐานเดียวกันจาก 3GPP เหมือนเครือข่าย 4G

eMTC

  • เหมาะสำหรับระบบ IoT ที่เน้นการรับส่งข้อมูลระหว่างอุปกรณ์ด้วยกันเอง เช่น ระบบ Connected Car หรือระบบ Tracking ต่างๆ
  • รองรับการรับส่งข้อมูลเสียงจากอุปกรณ์ IoT สมัยใหม่ได้
  • สามารถรับส่งข้อมูลปริมาณมหาศาล เช่น ภาพ, วิดีโอ หรืออื่นๆ ที่เกินกว่าขีดความสามารถของ NB-IoT ได้
  • ใช้พลังงานต่ำกว่าการใช้งาน 3G หรือ 4G ในการรับส่งข้อมูลทั่วไป

ปัจจุบันนี้ระบบโครงข่ายแบบ NB-IoT นั้นพร้อมให้บริการทั่วประเทศไทยแล้ว ส่วน eMTC นั้นสามารถพูดคุยกับทีมงาน AIS เพื่อเพิ่มจุดให้บริการตามความต้องการในการใช้งานได้ในอนาคต โดยภายในระบบโครงข่ายเหล่านี้จะใช้ IPv6 ทั้งหมด เพื่อให้รองรับอุปกรณ์ IoT จำนวนมหาศาลได้ในอนาคต

ทั้งนี้บริการในการเชื่อมต่อเครือข่ายเหล่านี้ก็จะมีวิธีการคิดค่าใช้จ่ายที่สมเหตุสมผล และมีราคาต่ำกว่าการใช้งาน Package โทรศัพท์มือถือในทุกวันนี้เป็นอย่างมาก เพราะโดยทั่วไปแล้วอุปกรณ์ IoT มักจะไม่ได้รับส่งข้อมูลปริมาณมากนักแต่เน้นการเชื่อมต่อที่เสถียรและประหยัดพลังงานเสียมากกว่า ดังนั้นค่าใช้จ่ายต่อปีต่ออุปกรณ์นั้นก็อาจต่ำถึงหลักร้อยบาทได้เลยทีเดียว

นอกจากนี้ภาคธุรกิจเองก็ยังสามารถพูดคุยกับทีมงาน AIS เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้งานได้ เช่น ช่วงที่ทำ QC/QA อุปกรณ์ในขั้นตอนการผลิตและต้องมีการทดสอบการเชื่อมต่อโครงข่ายนั้นจะไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ และเริ่มคิดค่าใช้จ่ายจริงหลังจากที่มีลูกค้าซื้ออุปกรณ์นั้นๆ ไปใช้งานจริงแล้ว โดยค่าใช้จ่ายด้านการเชื่อมต่อโครงข่ายนี้ก็ถูกเหมารวมอยู่ในราคาสินค้าเลย และมีอายุการใช้งานตามจำนวนปีที่ต้องการได้

สำหรับในแง่ของความมั่นคงปลอดภัย ระบบโครงข่ายเหล่านี้สามารถแยกการใช้งานของแต่ละธุรกิจออกจากกันได้ ทำให้ไม่ต้องกังวลเรื่องการที่อุปกรณ์ IoT ของตนเองจะถูกเข้าถึงจากบุคคลภายนอก หรือถูกโจมตีผ่านระบบ Internet ทั่วๆ ไป

2. Device: ผลักดัน IoT บอร์ด สร้าง Prototype/Pilot Project ได้จริง

สำหรับประเด็นนี้น่าจะเคยผ่านหูผ่านตาหลายคนมาแล้วจากการที่ AIS ประกาศเปิดตัว IoT Board เพื่อให้นักพัฒนาสามารถนำไปทดลองพัฒนาโซลูชันต่างๆ ด้วยตนเองได้ ซึ่งบอร์ดเหล่านี้มีชื่อว่า DEVIO Series โดยมีทั้งรุ่น DEVIO NB-SHIELD I และ DEVIO NB-XBEE I ให้เลือกนำไปใช้งานได้ตามความต้องการ

จุดเด่นหนึ่งก็คือการที่ AIS ได้เริ่มนำ Embedded SIM หรือ eSIM เข้ามาใช้งานในตัวบอร์ดเหล่านี้เพื่อลดขนาดของบอร์ดให้เล็กลง และเพื่อให้นักพัฒนาเริ่มมีความคุ้นเคยกับ eSIM ที่ต่อไปจะกลายเป็นทางเลือกหลักสำหรับอุปกรณ์ IoT ในอนาคตกันด้วย

นอกจากนี้ AIS เองก็ยังได้มีการพัฒนา AIS Library for Developers ขึ้นมาเพื่อให้นักพัฒนาสามารถเรียกใช้งานความสามารถต่างๆ และเชื่อมต่อกับเครือข่ายของ AIS ได้อย่างง่ายดายยิ่งขึ้น โดยผู้ที่สนใจสามารถเยี่ยมชม GitHub ของโครงการนี้ได้ที่ https://github.com/AIS-DeviceInnovation ทันที

ทั้งนี้ทาง AIS เองก็ได้มีการนำ Hardware ใหม่ๆ เข้ามาทำตลาดในไทยมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะในแต่ละโครงการที่ AIS ได้เข้าไปมีส่วนร่วมนั้น ทาง AIS เองก็ต้องสรรหา Hardware ที่จะตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะทางรูปแบบต่างๆ มาใช้งานนั่นเอง

3. Platform: พัฒนา IoT Platform ช่วยให้การทดสอบ ติดตั้ง และใช้งานระบบ IoT รวดเร็วและง่ายดายยิ่งขึ้น

ถัดจากตัวอุปกรณ์ IoT แล้ว ทาง AIS เองก็ยังได้มีการพัฒนา Platform ขึ้นมาเพื่อรองรับการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ IoT ได้อย่างมั่นคงปลอดภัยด้วยการยืนยันตัวตนอุปกรณ์และการเข้ารหัสข้อมูล ไปจนถึงการทำหน้าที่ในการเก็บรวบรวม, วิเคราะห์ข้อมูล และแสดงผลข้อมูลที่ได้รับจากอุปกรณ์ IoT เหล่านั้นด้วย

Platform ดังกล่าวนี้มีชื่อว่า MAGELLAN ที่ได้รวมเอาทั้งความสามารถในการลงทะเบียนอุปกรณ์, การเชื่อมต่อกับ AIS Library for Developers, การรองรับ CoAP, ระบบ Dashboard สำหรับแสดงผลเบื้องต้น และ API เพื่อนำข้อมูลที่ได้ไปเชื่อมต่อกับ Business Application อื่นๆ ที่ภาคธุรกิจต้องการ

MAGELLAN นี้เปิดให้ใช้งานได้ฟรี เนื่องจากทาง AIS นั้นมองว่า MAGELLAN นี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำให้ธุรกิจองค์กรต่างๆ สามารถเริ่มต้นทดสอบโครงการด้าน IoT ได้โดยที่มีค่าใช้จ่ายแรกเริ่มน้อยมาก และสามารถเริ่มนำข้อมูลที่ได้จากอุปกรณ์ IoT นั้นไปสร้างคุณค่าให้กับธุรกิจ และขยายผลต่อเป็นโครงการที่จริงจังมากขึ้นได้ในภายภาคหน้า

ส่วนธุรกิจที่ต้องการระบบ Platform ขนาดใหญ่เพื่อใช้งานในโซลูชันทางด้าน IoT อย่างจริงจังนั้น AIS ก็มีบริการ AIS Business Cloud สำหรับรองรับระบบขนาดใหญ่อยู่ด้วย โดยภายในบริการนี้จะใช้เทคโนโลยีระบบ Cloud สำหรับธุรกิจองค์กรทั้งหมด ทำให้ธุรกิจต่างๆ ได้ใช้งาน Software ที่มีความมั่นคงปลอดภัยและทนทานสูง, ผ่านการรับรองมาตรฐานต่างๆ อย่างเข้มข้น และมีทีมงานในไทยคอยดูแลแก้ไขปัญหาให้ตลอด 24 ชั่วโมง

4. Solutions: มีโซลูชัน IoT สำเร็จรูปให้พร้อมใช้งาน ตอบโจทย์มาตรฐานที่ธุรกิจในหลากหลายอุตสาหกรรมต้องเผชิญ

สำหรับธุรกิจที่มีโจทย์ความต้องการที่ชัดเจนอยู่แล้ว และต้องการโซลูชันที่มีการใช้งานกันอย่างแพร่หลายอยู่แล้วในปัจจุบัน ทาง AIS เองก็ได้มีการพัฒนาโซลูชันต่างๆ รวมถึงมีการร่วมมือกับผู้พัฒนาโซลูชันรายอื่นๆ เพื่อสร้างบริการในส่วนนี้ขึ้นมา ให้ภาคธุรกิจสามารถเริ่มต้นนำโซลูชันทางด้าน IoT เหล่านี้ไปประยุกต์ใช้งานกับธุรกิจของตนเองได้เลย ไม่ต้องพัฒนาเองตั้งแต่ศูนย์ ตัวอย่างดังต่อไปนี้

  • NB-IoT Motor Tracker โซลูชันสำหรับติดตามยานพาหนะด้วยอุปกรณ์ระบุตำแหน่ง GPS ที่มีขนาดเล็กและทนทาน พร้อม Web และ Mobile Application ให้พร้อมใช้งานได้ทันที
  • Personal Tracking โซลูชันสำหรับติดตามตัวบุคคลหรืออุปกรณ์ชิ้นเล็กๆ โดยจะเป็น Tag ขนาดเล็กที่มีปุ่ม Emergency Alarm ให้กดได้ รวมถึงยังมี Web และ Mobile Application ให้ติดตามข้อมูลตำแหน่งและการกดปุ่ม Emergency Alarm ได้ด้วย
  • Energy Monitor โซลูชันสำหรับติดตามการใช้พลังงานอย่างปลอดภัย ทำให้สามารถติดตามการใช้พลังงานไฟฟ้าของอุปกรณ์ที่ต้องการได้แบบ Real-time และประเมินค่าไฟได้ทันที

ทาง AIS เองนั้นก็ยังมีโซลูชันอื่นๆ นอกเหนือจากตัวอย่างดังกล่าวอีกมากมาย เช่น ระบบ Face Recognition, License Plate Recognition, Cold Chain Management, Home Automation, Smart Lighting, Smart Parking, Smart Building ไปจนถึง Smart Factory และ Smart Environment เลยทีเดียว

5. Ecosystems: สร้างชุมชน AIAP ร่วมพัฒนาโซลูชัน IoT กับภาคอุตสาหกรรมและนักพัฒนาอย่างใกล้ชิด

สุดท้ายก็คือการสร้างชุมชน AIS IoT Alliance Program หรือ AIAP ที่ได้รวมเอาทั้งเหล่านักพัฒนาที่มีโซลูชันด้าน IoT เป็นของตัวเอง และภาคธุรกิจอุตสาหกรรมต่างๆ ที่ต้องการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ด้าน IoT ไปปรับใช้กับธุรกิจของตนเอง เพื่อให้ความต้องการที่แท้จริงทางธุรกิจและทิศทางในการพัฒนาเทคโนโลยีนั้นสอดคล้องไปในแนวทางเดียวกัน รวมถึงทาง AIS เองก็จะได้สามารถกระจายข้อมูลข่าวสารอัปเดตต่างๆ ทางด้าน IoT ให้กับชุมชน และจัดอบรมเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้กับสมาชิกใน AIAP ได้อย่างง่ายดายด้วย

ปัจจุบันภายใน AIAP นี้มีสมาชิกทั้งแบบบุคคลและองค์กรวมกันมากกว่า 1,300 รายแล้ว และมีคอร์สต่างๆ มากกว่า 12 คอร์ส, มี Workgroup ทำงานร่วมกันในอุตสาหกรรมต่างๆ กว่า 16 กลุ่ม และยังมีการนำเสนอความต้องการเชิงธุรกิจสำหรับนำไปใช้งานจริงแล้วกว่า 52 โครงการ เพื่อให้เหล่านักพัฒนาได้ทำความเข้าใจและพัฒนาโซลูชันมาตอบโจทย์ธุรกิจไทยและนำไปใช้งานจริงได้

ผู้ที่สนใจเข้าร่วมใน AIAP สามารถสมัครได้ที่ https://aiap.ais.co.th/

อนาคต 5G จะทำให้ภาพของ IoT พลิกโฉมจากหน้ามือเป็นหลังมือ และ AIS พร้อมทดสอบร่วมกับภาคธุรกิจแล้ว

อีกประเด็นหนึ่งที่น่าจับตามองเป็นอย่างมากในอนาคต ก็คือการมาของ 5G ที่จะถือว่าพลิกโฉมวงการ IoT ไปจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว

สำหรับผู้ใช้งานทั่วไปแล้ว การมาของ 5G นั้นอาจหมายถึงเพียงแค่การที่เราจะมี Bandwidth บน Smartphone มากขึ้น และทำให้ใช้งาน Application ใหม่ๆ อย่าง Augmented Reality (AR) หรือ Virtual Reality (VR) ได้ดีขึ้นเท่านั้น แต่สำหรับการนำมาใช้งานในเชิง IoT นั้น มาตรฐาน 5G ได้มีการออกแบบความสามารถเพื่อตอบโจทย์นี้โดยเฉพาะอยู่มากมาย ทำให้ในอนาคตการนำ IoT มาใช้งานนั้นจะมีความหลากหลายมากยิ่งขึ้นไปอีก

ที่ผ่านมา AIS นั้นได้เคยมีการทดสอบ 5G ร่วมกับภาคธุรกิจหรือสถาบันต่างๆ มาบ้างแล้ว ดังนั้นหากธุรกิจใดมีแผนที่จะนำ IoT Application ที่ต้องการระบบเครือข่ายที่มีขีดความสามารถเหนือยิ่งกว่า 4G ไปใช้ ก็สามารถติดต่อ AIS เพื่อทำการทดสอบได้ทันที

ติดต่อทีมงาน AIS ได้ทันที

สำหรับผู้ที่สนใจโซลูชันต่างๆ ทางด้าน IoT ของ AIS สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://business.ais.co.th/iot/ หรือลงทะเบียนเพื่อติดตามข่าวสารและเข้าร่วมชุนชน AIAP ได้ทันทีที่ https://aiap.ais.co.th/

from:https://www.techtalkthai.com/ais-iot-won-thailand-iot-services-provider-of-the-year-2019-from-frost-sullivan/

ไม่ต้องเดินจดให้เมื่อย! AIS ร่วม พระจอมเกล้าพระนครเหนือ พัฒนา Smart Meter สำเร็จ พร้อมนำไปใช้งานจริง

AIS ร่วมมือกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ สามารถพัฒนาอุปกรณ์ IoT ซึ่งเป็นมิเตอร์ไฟฟ้า  Smart Meter อัจฉริยะ บนโครงข่ายอินเตอร์เน็ต NB-IoT ได้สำเร็จ และพร้อมนำไปให้บริการจริงเป็นรายแรกในไทยแล้วครับ

โดยข้อมูลจากคุณอัศนีย์ วิภาตเวทย์ หัวหน้าส่วนงานผลิตภัณฑ์ลูกค้าองค์กรและบริการระหว่างประเทศของ AIS ให้สัมภาษณ์เอาไว้ว่า

“ในฐานะผู้นำนวัตกรรม IoT ที่มีความแข็งแกร่งทั้งด้าน Platform และเครือข่าย NB-IoT , eMTC ซึ่งครอบคลุมแล้วทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้ร่วมพัฒนานวัตกรรม IoT Smart Meter ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ โดยนำมิเตอร์ไฟฟ้าอัจฉริยะ มาผสมผสานเข้ากับอุปกรณ์ IoT ที่ทำงานบนเครือข่าย NB-IoT เพื่อประยุกต์ใช้งานโครงข่ายดิจิทัลกับการบริหารจัดการพลังงานไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) ทำให้เกิดการจัดสรรพลังงานไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่จำเป็นต้องใช้แรงงานคนคอยจดมิเตอร์ไฟฟ้า, แบตเตอรี่ของอุปกรณ์ IoT มีอายุการใช้งานยาวนาน, อุปกรณ์สามารถสื่อสารกับเครือข่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ว่า IoT Smart Meter จะอยู่ในอาคาร รวมถึงสามารถตรวจสอบและควบคุมผ่านระบบ Cloud และระบบ Web Portal ได้อย่างสะดวกและง่ายดาย
จึงถือเป็นครั้งแรกของไทยที่นำเอาโครงข่าย NB-IoT มาเพิ่มศักยภาพการให้บริการของระบบสาธารณูปโภคได้สำเร็จ ตอกย้ำความเป็นผู้นำของเอไอเอสในฐานะผู้นำนวัตกรรม IoT อันดับ 1 ของประเทศ โดย IoT Smart Meter พร้อมให้บริการแก่หน่วยงานรัฐที่ต้องบริหารจัดการไฟฟ้า เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการให้บริการประชาชนต่อไป”
ด้าน รองศาสตราจารย์ ดร.ชัยยศ พิรักษ์ หัวหน้าห้องปฏิบัติการ Smart Grid Technology Research Center บัณฑิตวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์นานาชาติสิรินธร ไทย-เยอรมัน กล่าวว่า “เทคโนโลยีสื่อสาร NB-IoT มีความสำคัญอย่างยิ่งในการเพิ่มประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือในการรับส่งข้อมูล ของมิเตอร์ไฟฟ้าอัจฉริยะ โดยสามารถลดค่าใช้จ่ายในการพัฒนาโครงข่ายสื่อสารสำหรับ Smart Grid เนื่องจากใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่แล้วของโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่เช่น ความถี่คลื่นวิทยุที่ได้รับการคุ้มครองตามกฏหมาย และ สถานีฐานที่ครอบคลุมทั่วประเทศ เป็นต้น ซึ่งจะเป็นผลดีต่อภาครัฐวิสาหกิจในการลดต้นทุนในการเป็นเจ้าของ (Total Cost of Ownership) ในระบบ Advanced Metering Infrastructure (AMI) ต่อไป
ในก้าวต่อไปเป็นเรื่องของการนำข้อมูลขนาดใหญ่มาวิเคราะห์ (Big Data Analytics) เพื่อใช้ในการลดการสูญเสียพลังงานไฟฟ้าทั้งแบบ Technical และ Non-technical Losses อีกทั้งการนำข้อมูลพลังงานที่ได้แบบ real-time ในการซื้อขายไฟฟ้าเสรีผ่านเทคโนโลยี Block Chain อาทิเช่น การซื้อขายไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ Solar Roof เป็นต้น
โดยความร่วมมือกับเอไอเอสในการทดลองนำนวัตกรรมเครือข่าย IoT มาเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานรับส่งข้อมูลของมิเตอร์ไฟฟ้าอัจฉริยะในครั้งนี้ ประสบสำเร็จด้วยดี และพร้อมจะให้หน่วยงานรัฐที่ต้องบริหารจัดการไฟฟ้านำไปประยุกต์ใช้ในการให้บริการประชาชน เชื่อมั่นว่าจะช่วยตอบโจทย์การบริหารจัดการไฟฟ้าในภาพรวมของประเทศได้อย่างแน่นอน”

ก็เป็นหนึ่งในนวัตกรรมทางด้าน IoT ที่จะช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการจัดการสิ่งต่างๆ รอบตัวได้ง่ายขึ้น สะดวกขึ้น ด้วยระบบ IoT ที่มีอินเตอร์เน็ตเป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนครับ โดยสามารถต่อยอดไปสู่ระดับองค์กรขนาดใหญ่ได้ด้วย

จริงๆ ถ้าการไฟฟ้าบ้านเรานำระบบตัวนี้ไปใช้ มันก็จะสบาย ลดค่าใช้จ่าย และเก็บเป็นฐานข้อมูลให้กับประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าได้ง่ายขึ้นอีกด้วยนะครับ

ข่าว: ไม่ต้องเดินจดให้เมื่อย! AIS ร่วม พระจอมเกล้าพระนครเหนือ พัฒนา Smart Meter สำเร็จ พร้อมนำไปใช้งานจริง มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2019/05/22/smart-meter-iot-ais.html

AIS ขยายคลื่น 4G เพิ่ม รองรับลูกค้าใช้เน็ตโต เตรียมเปิดให้ทดสอบ 5G ใน พ.ย. นี้

หลังจากจบการประมูลคลื่นล่าสุดที่ทาง AIS ได้คลื่น 1800MHz มาเต็ม 40MHz (20×2) จนสามารถทําเปน Superblock ได้เต็มความเร็วสูงสุดของมาตรฐาน 4G ไปแล้ว เอไอเอสก็ไม่หยุด ยังไปต่อเพราะตอนนี้การใช้งานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงจับมือกับ TOT ที่ใช้โครงข่ายร่วมบนความถี่ 2100 MHz จัดแบ่งความถี่ใหม่ มาให้บริการ 4G เพิ่มเติมและยังมีการเตรียมพร้อมโครงสร้างของ 5G เอาไว้ด้วย

ผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตผ่านมือถือเพิ่มสูงขึ้นทุกปี

ตัวเลขผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตผ่านมือถือนั้นมีตัวเลขเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนือง ทั้งจำนวนคน และปริมาณดาต้าที่ใช้ (ล่าสุดนั้นเฉลี่ยคนนึงใช้ดาต้าประมาณ 10GB ต่อเดือน) โดยเหตุผลหลักๆ ก็คือการมาของสมาร์ทโฟน รายการ Live และการดู Streaming รวมถึงเนื้อหาสาระต่างๆ มีให้ชมผ่านมือถือในรูปแบบของวิดีโอมากขึ้น เน็ตเร็วขึ้น และค่าแพ็คเกจถูกลง

 

เพิ่มคลื่น เพิ่มความเร็ว สเถียร และรองรับผู้ใช้งานในอนาคต

จากคลื่นที่ทาง AIS ถือครองอยู่ในปัจจุบันนั้นมีอยู่ 120MHz ซึ่งรวมแล้วยังมากที่สุดในประเทศไทย แม้จะมีการประมูลคลื่น 900MHz ล่าสุดเพิ่มเข้ามา แต่ตัวเลขลำดับก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งตั้งแต่การได้ Superblock มาทำ LTE 1800 ทาง AIS ก็เปิดบริการได้เต็มช่องสัญญาณทันทีครอบคลุม 77 จังหวัดทั่วไทย หลังจากได้ใบอนุญาตจาก กสทช. เป็นที่เรียบร้อย และจากเทรนด์การใช่งานดาต้าที่เพิ่มมากขึ้น AIS ก็ได้ไปจับมือกับ TOT ขอเช่าคลื่น 2100 มาใช้งานเพิ่มเติมอีก 20MHz (10×2)

อธิบายง่ายๆ ว่า ในจํานวนคลื่นความถี่ที่เอไอเอสมีอยู่ทั้งหมด จํานวน 120 MHz นั้น ส่วนหนึ่งมาจากคลื่นความถี่ที่เอไอเอส เป็นพันธมิตรกับ TOT ใช้โครงข่ายร่วมบนความถี่ 2100 MHz จํานวน 30 MHz (15 MHz x 2) ซึ่งในจํานวน 30 MHz (15 MHz x 2) นี้ ได้มีการแบ่งมาให้บริการ 4G เพิ่มเติม จํานวน 20 MHz (10 MHz x 2) จึงส่งผลให้จากเดิมที่เอไอเอสมีคลื่นให้บริการ 4G จํานวน 80 MHz ก็เพิ่มมาเป็นจํานวน 100 MHz จากจํานวนความถี่ที่มีอยู่ทั้งหมด 120 MHz โดยการปรับเปลี่ยนคลื่นดังกล่าวจะทยอยเริ่มในพื้นที่ที่มีการใช้งานหนาแน่นก่อน

โดยคลื่น 2100 นั้นหลักๆ จะนำมาใช้งานในย่านของ 4G เพื่อเพิ่มช่องสัญญาณและความเร็วให้มากขึ้น โดยพื้นที่ไหนที่เปิดใช้ครบ ก็จะมีช่องสัญญาณ 4G ของ 900+1800+2100 รวมกันถึง 100 MHz ซึ่งจะทำให้ความเร็วโดยรวมเพิ่มขึ้น 20-30% และรองรับผู้ใช้งานได้เพิ่มขึ้นอีกราว 25%

ซึ่งการรวมทั้ง 3 คลื่นนั้นหลายคนอาจมองว่าจะได้ประโยชน์กับมือถือรุ่นใหม่ๆ ที่รองรับ 2CA หรือ 3CA เท่านั้น แต่ด้วยความที่ทาง AIS มีคลื่น 1800 เต็มสล็อต 40MHz (20MHz x 2) มือถือรุ่นที่ไม่รองรับ CA ก็ยังใช้งาน 4G ได้แรงและเร็ว เพราะมีการจัดช่องสัญญาณให้รองรับมือถือ 4G ทุกรุ่น

การร่วมมือกับ TOT เพื่อขยายการให้บริการ 4G เพิ่มนั้น ทำให้ตอนนี้สัญญาณ AIS-T แต่เดิมที่ใช้งานได้แค่ 3G ตอนนี้สามารถจับ 4G LTE ได้แล้ว ดังนั้น เมื่อไปในพื้นที่มีคลื่น AIS 4G บนโครงข่ายร่วม TOT สัญลักษณ์เครือข่ายบนหน้าจอหัวมุมก็อาจจะเห็นเป็น AIS-T 4G หรือ
AIS-T ขึ้นอยู่กับรุ่นมือถือ เพราะฉะนั้นไม่ต้องกังวลว่าสัญลักษณ์บนหน้าจอเปลี่ยนจากเดิม แล้วจะมีปัญหาเน็ตไม่แรง เนื่องจากคลื่น AIS 4G TOT ถูกกระจายสัญญาณอยู่บนเสาสัญญาณเดียวกันกับ AIS 4G เดิมที่มีอยู่แล้ว แถมยังรองรับการใช้งาน 2CA หรือ 3CA ด้วย

 

เริ่มวางรากฐาน 5G แล้ว

สิ่งที่กำลังจะมาในอนาคตนั้นรู้กันอยู่แล้วว่ามันคือ 5G ซึ่งทาง AIS ก็ได้เตรียมศึกษา ทดสอบอุปกรณ์ต่างๆ ไว้รอพร้อมการเปลี่ยนผ่านระบบแล้ว ซึ่งรูปแบบการใช้งานคลื่น 5G นั้นสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 รูปแบบ จะมีทั้ง

  • Speed หรือการเน้นความเร็วในขาอัพโหลดและดาวน์โหลดเป็นระดับ Gigabit
  • Low Latency เน้นความสเถียรและการตอบสนองที่รวดเร็ว หรือ ping ต่ำๆ
  • IoT การเชื่อมต่อกันระหว่างอุปกรณ์

 

ข้อดีคือด้วยระบบของ 5G นั้นผู้ใช้งานจะสามารถเลือกระบบที่ตรงกับความต้องการของตัวเองได้ เช่นถ้าปกติชอบดูหนังผ่านโปรแกรม streaming ทั้งหลาย แน่นอนว่าอาจจะเลือกแพ็คเกจที่ให้เน็ตความเร็วสูงเป็นหลัก ที่ภาพและเสียงต่อจากนี้ไปสามารถสตรีมไฟล์ระดับ 4K ได้สบายๆ รวมถึงเทคโนโลนี VR และ AR อีกด้วย

ส่วนกลุ่มผู้ใช้งานที่ต้องมีการตอบสนองที่รวดเร็ว ping ต่ำๆ นั้นก็อาจจะเลือกแพ็คเกจแบบ Low Latency ซึ่งตอบโจทย์คนที่เล่นเกมออนไลน์ รวมถึงการนำไปใช้กับอุปกรณ์ต่างๆ ที่น่าจะนึกภาพออกง่ายๆ คือ Self-Driving Car หรือรถยนตร์ไร้คนขับ

ด้วยการที่รถยนตร์ไร้คนขับนั้นต้องมีการพูดคุยรับส่งข้อมูลจากหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นรถคันอื่นๆ เช็คสภาพการจราจร เพื่อให้มันสามารถทำการคิดคำนวนและตัดสินใจได้ทันท่วงที นอกจากนั้นยังมีอีกเทคโนโลยีนึงที่น่าจะได้ประโยชน์คือการผ่าตัดทางไกล ซึ่งรากฐานของระบบ 5G เหล่านี้ รวมถึง NB-IoT นั้นทาง AIS ได้เตรียมเอาไว้พร้อมแล้วตั้งแต่ช่วงที่เริ่มมีการประกาศใช้ 4.5G และ Next G

ส่วนของการตอบสนอง หรือ Latency เอไอเอสก็ได้เริ่มต้นปรับโครงสร้างเครือข่ายหลักที่กระจายอยู่ในแต่ละภูมิภาค หรือที่เรียกว่า Core Network ให้สื่อสารตรงไปยังเซิร์ฟเวอร์บริการต่างๆ ได้ทันที โดยไม่ต้องย้อนกลับมาผ่านศูนย์กลางเครือข่ายในส่วนกลาง ส่งผลให้อัตราการตอบสนองเร็วขึ้น ค่า Latency ต่ำ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นในการปรับเปลี่ยนการวางโครงสร้างเครือข่ายหลัก ให้พร้อมรับเทคโนโลยี 5G นั่นเอง
และทาง AIS เองก็มีแผนจะทดสอบการใช้คลื่น 5G mmWave ความถี่สูงระดับ 26GHz-40GHz ภายในเดือน พ.ย.นี้ด้วย เพื่อตรวจสอบความพร้อมของอุปกรณ์และระบบ รอรับ 5G ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

สำหรับมือถือ 5G นั้นคาดว่าในช่วงปี 2019 จะเริ่มมีการประกาศรองรับมากขึ้น เรียกว่าตัวมือถือมาก่อนแน่นอน ส่วนเครือข่ายในแต่ละประเทศนั้นอาจจะต้องรอกันสักหน่อย โดย 4 ประเทศในตอนนี้ที่กำลังแข่งกันอยู่ว่าใครจะเปิดให้บริการก่อนก็มี สหรัฐอเมริกา จีน เกาหลี และญี่ปุ่น

from:https://droidsans.com/ais-bandwidth-expand-prapare-for-5g-auction/