คลังเก็บป้ายกำกับ: MONITOR

MSI โชว์จอ Prestige คุณภาพสูงสำหรับครีเอทีฟ 1,299 ดอลลาร์ คุ้มกว่าขาตั้งจอ 999 ดอลลาร์

เกิดเป็นแอปเปิลย่อมหนีไม่พ้นการถูกเปรียบเทียบ และสิ่งที่โดนโจมตีมากที่สุดในงาน WWDC 2019 ย่อมหนีไม่พ้น ขาตั้งจอราคา 999 ดอลลาร์

บริษัทรายล่าสุดที่เข้ามาร่วมวงคือ MSI โดยบัญชีทวิตเตอร์ของ MSI ออสเตรเลีย โพสต์ภาพเปรียบเทียบระหว่างจอภาพ MSI Prestige รุ่น PS341WU ขนาด 34″ ความละเอียด 5K ราคา 1,299 ดอลลาร์สหรัฐ (รวมขาตั้งจอแล้ว) โดยเทียบกับขาตั้งจอ 999 ดอลลาร์ที่ยังไม่รวมราคาของจอมาด้วยซ้ำ

จอภาพของ MSI รุ่นนี้เปิดตัวในงาน Computex และมีกำหนดวางขายในไตรมาสที่สามของปีนี้ เป็นจอ IPS แบบ wide สัดส่วน 21:9 รองรับ HDR และเน้นตลาดผู้ใช้กลุ่มครีเอทีฟโดยเฉพาะ

ที่มา – Notebookcheck

No Description

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/110223

โฆษณา

เรื่องน่ารู้: ก่อนเลือกจอคอม 4K HDR VS จอถนอมสายตา

โดยทั่วไปแล้ว ปัจจัยสำคัญในการเลือกจอมอนิเตอร์มาใช้งานในปัจจุบันก็คงหนีไม่พ้นสองสิ่งหลัก ๆ นั่นคือการเลือกจอที่มีเทคโนโลยีช่วยถนอมสายตา เพื่อให้ตอบโจทย์กับการใช้งานหน้าจอทั้งวัน หรือไม่ก็เลือกจอที่ให้ภาพสวย ความละเอียดสูงระดับ 4K หรือ 8K ตามเทรนด์ เพื่อให้ได้ภาพที่คมชัดสมจริงในทุกรายละเอียด ซึ่งในบทความนี้เราจะมาคุยกันเกี่ยวกับฟังก์ชัน เทคโนโลยีของจอที่เราได้ยินกันบ่อย ๆ ผ่านทางโฆษณา แต่บางท่านอาจจะไม่ได้ค้นคว้าหาข้อมูลแบบเจาะลึกต่อ ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้ จะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยในการเลือกซื้อจอคอมที่เหมาะกับแต่ละท่านนั่นเอง

มาดูคำศัพท์ในด้านของความละเอียด และเทคโนโลยีคุณภาพการแสดงผลของจอกันก่อนครับ

 

ความละเอียดภาพระดับ FHD 4K 8K

สิ่งที่เป็นตัวชี้วัดความสามารถของจอที่มองเห็นได้ชัดที่สุดก็คือตัวเลขของความละเอียดหน้าจอในแบบ จำนวนพิกเซลในแนวนอน x จำนวนพิกเซลในแนวตั้ง โดยตัวอย่างของความละเอียดที่ได้รับความนิยมในขณะนี้ก็เช่น

  • 1920 x 1080 หรือที่เรียกว่าระดับ Full HD (FHD) มีจำนวนพิกเซลทั้งหมด 2,073,600 พิกเซล
  • 3840 x 2160 หรือที่เรียกว่าระดับ 4K  มีจำนวนพิกเซลทั้งหมด 8,294,400 พิกเซล มีชื่อเรียกอีกชื่อว่าระดับ UHD
  • 7680 x 4320 หรือที่เรียกว่าระดับ 8K  มีจำนวนพิกเซลทั้งหมด 33,177,600 พิกเซล

ซึ่งถ้าเทียบที่หน้าจอขนาดเท่ากัน เช่น หน้าจอ 50 นิ้ว หน้าจอที่มีความละเอียดสูงกว่า จะให้ภาพที่ดูสวยงาม ส่วนโค้ง ลายเส้นต่าง ๆ คมชัดกว่า เนื่องจากเม็ดพิกเซลจะมีขนาดเล็กและเรียงติดกันจนมีความหนาแน่นของพิกเซลสูง ทำให้การแสดงรอยหยักต่าง ๆ ดูเนียนตากว่า หากจะให้เห็นภาพง่าย ๆ ลองเทียบจากภาพด้านล่างนี้ครับ

ทางซ้ายคือตัวแทนของภาพที่ได้จากจอที่มีความละเอียดน้อยกว่า ส่วนทางขวาคือตัวแทนของจอขนาดเดียวกัน แต่มีความละเอียดสูงกว่า (ความหนาแน่นของพิกเซลมากกว่า) ทำให้ได้ภาพที่ดูละเอียดกว่า โดยเฉพาะตรงรอยหยักของส่วนโค้ง ดังนั้น จอที่มีความละเอียดสูงกว่า ก็ย่อมให้ภาพที่ดีกว่า สวยงามกว่า

แต่อย่างไรก็ตาม จอที่มีความละเอียดสูงกว่า ก็ย่อมใช้พลังการประมวลผลของฮาร์ดแวร์อย่างการ์ดจอที่สูงขึ้นด้วยเช่นกัน เนื่องจากต้องประมวลผลการแสดงผลของให้กับทุกพิกเซล ยิ่งจำนวนพิกเซลมาก ก็ยิ่งต้องประมวลผลมากตามเป็นเงาตามตัว ซึ่งก็ส่งผลไปถึงการเลือกซื้อการ์ดจอและฮาร์ดแวร์อื่น ๆ ของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ต้องดีตามไปด้วย แม้ว่าฮาร์ดแวร์ระดับท็อปสำหรับกลุ่มผู้ใช้งานในปัจจุบันจะรองรับการแสดงผลระดับ 8K ได้แล้วก็ตาม แต่ต้องยอมรับตามตรงว่าประสิทธิภาพ ความไหลลื่นที่ได้นั้น อาจจะยังไม่ยอดเยี่ยมเท่ากับการแสดงผลที่ระดับ 4K และ FHD

นอกจากนี้ ปัจจัยในด้านของเนื้อหา และไฟล์มีเดียในปัจจุบัน เกือบทั้งหมดยังได้รับการสร้างสรรค์โดยอ้างอิงตามมาตรฐานการแสดงผลสูงสุดที่ระดับ 4K เท่านั้น ทำให้จอความละเอียดระดับ 8K อาจจะยังไม่ได้เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการใช้งานในปัจจุบันซักเท่าไหร่

 

การแสดงผลแบบ HDR

อีกหนึ่งเทคโนโลยีที่กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ใช้ในการเลือกซื้อจอคอมของผู้บริโภค ก็คือความสามารถในการแสดงผลแบบ High Dynamic Range (HDR) ที่ให้ภาพดูสวยงามขึ้นกว่าหน้าจอที่มีการแสดงผลปกติ โดยเฉพาะในส่วนของภาพที่มีแสงสว่างจ้า กับส่วนที่มืดสุดของภาพ ซึ่งขีดจำกัดในส่วนของการแสดงผลทั้งสองสภาพแสงนี้ จะใช้ชื่อเรียกว่า Dynamic Range ครับ ยิ่งจอที่มีคุณภาพสูง ก็จะมาพร้อมกับ Dynamic Range ที่กว้าง ทำให้สามารถแสดงรายละเอียดของภาพในส่วนที่มืดสุดและสว่างสุดได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังให้ภาพที่มีสีสันสดใส สวยงามยิ่งขึ้น อันมีผลมาจากค่า Dynamic Range ของจอที่สูงด้วยนั่นเอง

ตัวอย่างของภาพที่จะได้จากจอที่รองรับการแสดงผลแบบ HDR เทียบกับภาพที่ได้จากจอปกติ (SDR) ก็ตามด้านบนนี้เลยครับ คือภาพจากจอ HDR จะได้สีสันที่สวยงามกว่า มองเห็นรายละเอียดในส่วนที่มืดและสว่างได้มากกว่า หรือถ้าอยากจะเห็นความแตกต่างแบบชัด ๆ ก็ลองใช้สมาร์ทโฟนถ่ายภาพย้อนแสงก็จะยิ่งเห็นได้ชัดเข้าไปอีกครับ ถึงความแตกต่างของภาพที่ได้จากการถ่ายด้วยโหมด HDR กับภาพที่ปิดโหมด HDR ว่ารายละเอียดในแต่ละจุดของภาพเป็นอย่างไร

นอกเหนือจากความสามารถของจอในการรองรับการแสดงผลแบบ HDR แล้ว สื่อที่นำมาใช้ก็ต้องได้รับการบันทึกมาในมาตรฐาน HDR ด้วยเช่นกัน จึงจะสามารถแสดงผลแบบ HDR ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ซึ่งในปัจจุบันทั้งภาพยนตร์และเกมต่างก็รองรับการแสดงผลบนจอ HDR มากขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว จึงทำให้การเลือกซื้อจอคอมที่รองรับ HDR กลายเป็นสิ่งที่หลาย ๆ ท่านให้ความสำคัญมากขึ้นกว่าในอดีตที่ผ่านมา

ซึ่งทั้งสองสิ่งที่กล่าวไปนั้น เป็นหนึ่งในปัจจัยพื้นฐานในการพิจารณาเลือกซื้อจอคอมมาได้ซักระยะหนึ่งแล้ว แต่พอมาเป็นในช่วงหลัง ๆ เราเริ่มเห็นแต่ละแบรนด์นำเสนอเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ช่วยในการถนอมสายตา โดยเฉพาะกลุ่มของจอสำหรับการทำงาน จอสำหรับช่างภาพ ตัวอย่างของเทคโนโลยีก็เช่น Flicker Free และ เทคโนโลยีการตัดแสงสีฟ้า (Low Blue Light) เป็นต้น

 

เทคโนโลยี Flicker Free

โดยปกติแล้ว จอภาพแบบ LCD/LED ที่ใช้หลอดไฟ backlight ในการให้แสงสว่าง จะมีอาการกระพริบของจอภาพที่มีผลต่อเนื่องมาจากกระแสไฟฟ้าที่ใช้ในการทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อปรับระดับความสว่างของจอต่ำ อันรวมถึงระดับความสว่างปกติสำหรับการใช้งานทั่วไปด้วย ซึ่งอาการกระพริบนี้ โดยทั่วไปแล้วจะสังเกตด้วยตาเปล่าได้ค่อนข้างยากครับ แต่ที่จริงแล้วสายตาและสมองของเรานั้นรับรู้ถึงอาการกระพริบอยู่ตลอดเวลา และมีการปรับความรู้สึกให้เสมือนว่าจอแสดงผลตามปกติ จนอาจทำให้เกิดอาการปวดตา เวียนศีรษะมื่อใช้งานติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน ๆ ได้ ลองชมในคลิปด้านล่างนี้เพื่อให้เห็นภาพของการกระพริบของจอได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นครับ

ในช่วงหลังมาเราเลยได้เห็นผู้ผลิตจอหลายรายใส่เทคโนโลยีช่วยกำจัดอาการกระพริบของจอภาพมาให้ โดยอาจจะมาในชื่อเรียกที่แตกต่างกัน แต่ที่คุ้นหูคุ้นตาที่สุดก็คือคำว่า Flicker Free (ปราศจากอาการ flicker) ดังนั้น หากคุณคิดว่าจะต้องใช้งานจอติดกันเป็นระยะเวลานาน ๆ ก็แนะนำว่าควรเลือกจอที่มี Flicker Free ด้วยจะดีที่สุด

เทคโนโลยี Low Blue Light

พวกเทคโนโลยีการตัดแสงสีฟ้าของจอแสดงผล กลายเป็นเทคโนโลยีที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งในผลิตภัณฑ์กลุ่มจอคอมพิวเตอร์ จนล่าสุดก็มีอยู่ในมือถือมากมายหลากหลายรุ่น โดยส่วนใหญ่แล้วจะอาศัยการตัดการแสดงผลของสีฟ้าให้ลดลง ทำให้สามารถใช้งานหน้าจอได้สบายตาขึ้น ลดอาการล้าของสายตาที่เกิดจากสเปคตรัมแสงสีฟ้า

แต่การตัดแสงสีฟ้าของเทคโนโลยี Low Blue Light ส่วนใหญ่จะเป็นการทำให้ภาพออกเป็นโทนสีเหลืองมากขึ้น รวมถึงอาจทำให้ส่วนที่แสดงสีฟ้าให้สีเพี้ยนจากความเป็นจริงไปด้วย จึงอาจจะไม่ค่อยเหมาะกับผู้ที่ต้องทำงานที่อาศัยความแม่นยำของสีจอซักเท่าไหร่

 

เทคโนโลยี Low Blue Light+

นับเป็นการต่อยอดเทคโนโลยี Low Blue Light ให้ดียิ่งขึ้น ลบจุดอ่อนที่เคยมีมา โดยจะไม่ได้เป็นการตัดการแสดงผลสีฟ้าออกไปจนหมด แต่จะเน้นตัดสเปคตรัมแสงสีฟ้าในส่วนที่เป็นอันตรายกับสายตาแทน ทำให้สีของภาพที่ได้จากจอไม่ผิดเพี้ยนไปมากนัก ในขณะเดียวกันก็ช่วยถนอมสายตาไปด้วยในตัว

อย่างในภาพด้านบน หากเป็นเทคโนโลยี Low Blue Light ธรรมดา ตัวจอจะตัดการแสดงผลของสเปคตรัมในส่วนของสีฟ้าแทบทั้งหมด (ช่วง Harmful Blue Light+Benefical Blue Light) แต่สำหรับจอที่ใช้เทคโนโลยี Low Blue Light+ นั้น จะตัดสเปคตรัมสีฟ้าเฉพาะในส่วนของ Harmful Blue Light ที่มีผลกระทบต่อสายตาเท่านั้น ช่วยให้ภาพยังคงสีสันสดใสอยู่

 

เทคโนโลยี Brightness Intelligence Plus (B.I.+)

นอกเหนือจากการตัดแสงสีฟ้าแล้ว อีกหนึ่งเทคโนโลยีที่ช่วยในการถนอมสายตาได้ก็จะเป็นจำพวกการปรับแสงสว่าง การปรับอุณหภูมิสีของจอให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมโดยรอบ เพื่อลดอาการล้าของสายตาเมื่อต้องใช้งานเป็นระยะเวลานาน ๆ ตัวอย่างเช่น หากใช้งานในที่มีแสงสีเหลืองมากกว่าปกติ จอก็จะปรับอุณหภูมิสีของจอให้เหลืองขึ้นเล็กน้อยให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อม เพื่อให้สายตาไม่รับภาระหนักจนเกินไป ถ้าให้เห็นภาพง่ายขึ้น ก็ตามภาพ GIF ด้านล่างนี้ครับ

ตัวอย่างของเทคโนโลยีที่มีการนำคอนเซ็ปท์นี้ไปใช้งานก็เช่น เทคโนโลยี TrueTone เทคโนโลยี Brightness Intelligence Plus (B.I.+) เป็นต้น

ทีนี้เมื่อนำปัจจัยทั้งในแง่ของคุณภาพของการแสดงผล มาร่วมกับเทคโนโลยีที่ช่วยถนอมสายตา คงปฏิเสธไม่ได้ว่าจอที่มาพร้อมกับความละเอียดสูง รองรับการแสดงผลแบบ HDR และเทคโนโลยี Brightness Intelligence Plus (B.I.+) คงเป็นตัวเลือกที่ลงตัวสำหรับการใช้งานในแทบทุกรูปแบบ โดยเฉพาะการทำงานของเทคโนโลยี Brightness Intelligence Plus (B.I.+) ที่จะช่วยลบจุดอ่อนของการแสดงผลแบบ HDR ที่ในบางครั้งอาจให้ภาพที่มีความสว่างมากเกินไป หรือให้ภาพที่อุณหภูมิสีไม่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม ส่งผลให้เกิดอาการล้าสายตาได้

ซึ่ง Brightness Intelligence Plus (B.I.+) จะมาช่วยในการตรวจจับสภาพแวดล้อมภายนอก แล้วปรับระดับความสว่าง ปรับอุณหภูมิสีของจอให้เหมาะสม ในขณะเดียวกันก็ยังได้ภาพ HDR ที่คมชัดในทุกรายละเอียดอยู่ ซึ่งตัวอย่างจอที่มีการทำงานร่วมกันของสองเทคโนโลยีนี้ก็เช่น BenQ EW3270U และ BenQ EL2870U ที่เป็นจออเนกประสงค์ มีคุณสมบัติโดดเด่นทั้งการแสดงผล และการถนอมสายตาอย่างครบถ้วน

 

นอกเหนือจากความสามารถทั้งในด้านของการแสดงผล และฟังก์ชันที่ช่วยถนอมสายตาแล้ว จอ BenQ EW3270U ยังมาพร้อมคุณสมบัติเด่นที่ตอบโจทย์การใช้งานในปัจจุบันอีกมากมาย ได้แก่

 

1. พอร์ตการเชื่อมต่อครบครัน ใช้งานง่าย

พอร์ตเชื่อมต่อนับเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาเป็นลำดับต้น ๆ ในการเลือกจอมาใช้งานซักตัว ซึ่ง BenQ EW3270U นี้มาพร้อมกับพอร์ตยอดนิยมอย่างครบครัน ได้แก่

  • HDMI 2.0 มาให้ 2 ช่อง
  • DisplayPort 1.4 มาให้ 1 ช่อง
  • USB-C มาให้ 1 ช่อง
  • ช่องเสียบแจ็คหูฟังขนาด 3.5 มม.

ซึ่งช่อง USB-C นี้ สามารถใช้เชื่อมต่อกับโน้ตบุ๊กที่ช่อง USB-C รองรับการส่งภาพได้ทันที เช่นใน MacBook รุ่นใหม่ ๆ ทำให้สามารถใช้เพียงสาย USB-C เพียงเส้นเดียวก็ใช้ต่อภาพเข้าจอ พร้อมทั้งชาร์จไฟให้กับโน้ตบุ๊กไปได้ด้วยในตัว ส่วนการเชื่อมต่อสัญญาณเสียงนั้น ก็สามารถต่อสายแจ็ค 3.5 มม. จากจอไปออกลำโพงนอกได้ทันที หรือจะใช้ลำโพงในตัวก็ได้เช่นกันครับ เพราะจอ BenQ EW3270U มาพร้อมลำโพงกำลังขับ 2 วัตต์มาด้วย 2 ตัว เรียกได้ว่าเป็นจอที่ครบเครื่องสำหรับการใช้งานได้ทันทีตั้งแต่แกะกล่องเลย

 

2. ตอบโจทย์ชีวิตคนเมือง ที่มักใช้จอคอมแทนจอทีวีไปด้วยพร้อมกัน

 

อย่างที่กล่าวไปแล้วในข้อแรกว่าจอ BenQ EW3270U มาพร้อมกับลำโพงในตัว จึงเหมาะกับการใช้งานทั้งเป็นจอทำงาน จอเล่นเกม จอดูทีวี และเป็นจอดูหนังไปด้วยในตัว เพราะทำให้ผู้ใช้ที่อาจจะมีพื้นที่จัดวางอุปกรณ์ค่อนข้างจำกัด เช่น ผู้ที่อาศัยอยู่ในคอนโด สามารถใช้งานจอได้ทันทีโดยไม่แทบไม่ต้องหาลำโพงมาเสริม นอกจากนี้ยังมีพอร์ต HDMI มาให้ถึงสองช่อง ทำให้สามารถกดสลับ source ภาพเพื่อสลับไปดูทีวี สลับไปใช้งานคอมพิวเตอร์ หรือสลับไปดูหนังจากอุปกรณ์อื่น ๆ ได้สะดวก จะสลับไปเล่นเกมในยามว่างก็ทำได้ทันที เรียกได้ว่ามีจอเดียวก็ตอบโจทย์การใช้งานของคนเมืองได้แทบทั้งหมดเลยก็ว่าได้

 

3. ช่วยถนอมสายตาในขณะทำงานได้ดีกว่าจอทั่วไป

 

ด้วยเทคโนโลยีทั้ง Low Blue Light และ Brightness Intelligence Plus (B.I.+) ที่มีอยู่ใน BenQ EW3270U จะเข้ามาช่วยปรับการแสดงผลของจอให้มีความเหมาะสม และถนอมสายตามากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีตัวเลือกในการปรับระดับของฟังก์ชัน Low Blue Light ให้เหมาะสมกับการใช้งานด้วย เช่น หากปรับเป็นระดับ Reading หน้าจอก็จะให้สีเป็นโทนสีเหลืองกว่าปกติ เพื่อให้สามารถอ่านตัวอักษรเยอะ ๆ ได้สบายตามากยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันก็ยังไม่ทำให้สีเพี้ยนจนเกินไปด้วย

 

 

4. พื้นที่ทำงานที่กว้างขึ้น ตอบโจทย์คนใช้งานหลายโปรแกรมพร้อมกัน

เนื่องด้วยความละเอียดของจอ BenQ EW3270U ที่สูงถึงระดับ 4K ทำให้มีพื้นที่ในการทำงานที่มากกว่าจอความละเอียดระดับ FHD อยู่เป็นเท่าตัว จึงเหมาะกับคนที่ต้องทำงานโดยใช้หลายโปรแกรมพร้อมกัน เช่น อาจจะเปิดเว็บเบราเซอร์ไว้หนึ่งหน้าต่าง อีกหน้าต่างก็เปิดไฟล์งานที่ทำอยู่ อีกหน้าต่างก็เปิดโปรแกรมอื่นที่จำเป็น รวมไปถึงคนที่จำเป็นต้องใช้จอในการตัดต่อวิดีโอ ที่โดยปกติแล้วโปรแกรมตัดต่อวิดีโอจะมีหน้าต่างย่อย ๆ เป็นจำนวนมาก รวมถึงหน้าจอพรีวิวที่ยิ่งมีขนาดใหญ่เท่าไหร่ ก็ยิ่งช่วยอำนวยความสะดวกในการทำงานได้มากขึ้นด้วย

 

5. เพลิดเพลินกับเกมโปรดบน PS4 ได้เต็มอารมณ์

บอกได้เลยว่าคอเกมน่าจะถูกใจ BenQ EW3270U ที่โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีการแสดงผล ทั้งความละเอียดระดับ 4K และการแสดงผลแบบ HDR ควบคู่กับเทคโนโลยี B.I.+ ที่ทำให้ภาพมีสีสันสดใส เป็นธรรมชาติ ช่วยให้การเล่นเกมโปรดบน PS4 Pro เป็นไปได้อย่างไหลลื่น เก็บได้ครบทุกรายละเอียดในเกม ไม่ว่าจะเป็นส่วนที่มืดที่สุด สว่างที่สุด หรือในส่วนที่เล็กที่สุดก็ตาม

 

ทั้งนี้ สามารถอ่านรีวิวเพิ่มเติมจากทางเราได้ที่

หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมของผลิตภัณฑ์ได้จากเว็บไซต์เบ็นคิวได้ที่: http://bit.ly/2Jj4xg4

from:https://notebookspec.com/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89-%e0%b8%81%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%88/481760/

เรื่องน่ารู้: ก่อนเลือกจอคอม 4K HDR VS จอถนอมสายตา

โดยทั่วไปแล้ว ปัจจัยสำคัญในการเลือกจอมอนิเตอร์มาใช้งานในปัจจุบันก็คงหนีไม่พ้นสองสิ่งหลัก ๆ นั่นคือการเลือกจอที่มีเทคโนโลยีช่วยถนอมสายตา เพื่อให้ตอบโจทย์กับการใช้งานหน้าจอทั้งวัน หรือไม่ก็เลือกจอที่ให้ภาพสวย ความละเอียดสูงระดับ 4K หรือ 8K ตามเทรนด์ เพื่อให้ได้ภาพที่คมชัดสมจริงในทุกรายละเอียด ซึ่งในบทความนี้เราจะมาคุยกันเกี่ยวกับฟังก์ชัน เทคโนโลยีของจอที่เราได้ยินกันบ่อย ๆ ผ่านทางโฆษณา แต่บางท่านอาจจะไม่ได้ค้นคว้าหาข้อมูลแบบเจาะลึกต่อ ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้ จะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยในการเลือกซื้อจอคอมที่เหมาะกับแต่ละท่านนั่นเอง

มาดูคำศัพท์ในด้านของความละเอียด และเทคโนโลยีคุณภาพการแสดงผลของจอกันก่อนครับ

 

ความละเอียดภาพระดับ FHD 4K 8K

สิ่งที่เป็นตัวชี้วัดความสามารถของจอที่มองเห็นได้ชัดที่สุดก็คือตัวเลขของความละเอียดหน้าจอในแบบ จำนวนพิกเซลในแนวนอน x จำนวนพิกเซลในแนวตั้ง โดยตัวอย่างของความละเอียดที่ได้รับความนิยมในขณะนี้ก็เช่น

  • 1920 x 1080 หรือที่เรียกว่าระดับ Full HD (FHD) มีจำนวนพิกเซลทั้งหมด 2,073,600 พิกเซล
  • 3840 x 2160 หรือที่เรียกว่าระดับ 4K  มีจำนวนพิกเซลทั้งหมด 8,294,400 พิกเซล มีชื่อเรียกอีกชื่อว่าระดับ UHD
  • 7680 x 4320 หรือที่เรียกว่าระดับ 8K  มีจำนวนพิกเซลทั้งหมด 33,177,600 พิกเซล

ซึ่งถ้าเทียบที่หน้าจอขนาดเท่ากัน เช่น หน้าจอ 50 นิ้ว หน้าจอที่มีความละเอียดสูงกว่า จะให้ภาพที่ดูสวยงาม ส่วนโค้ง ลายเส้นต่าง ๆ คมชัดกว่า เนื่องจากเม็ดพิกเซลจะมีขนาดเล็กและเรียงติดกันจนมีความหนาแน่นของพิกเซลสูง ทำให้การแสดงรอยหยักต่าง ๆ ดูเนียนตากว่า หากจะให้เห็นภาพง่าย ๆ ลองเทียบจากภาพด้านล่างนี้ครับ

ทางซ้ายคือตัวแทนของภาพที่ได้จากจอที่มีความละเอียดน้อยกว่า ส่วนทางขวาคือตัวแทนของจอขนาดเดียวกัน แต่มีความละเอียดสูงกว่า (ความหนาแน่นของพิกเซลมากกว่า) ทำให้ได้ภาพที่ดูละเอียดกว่า โดยเฉพาะตรงรอยหยักของส่วนโค้ง ดังนั้น จอที่มีความละเอียดสูงกว่า ก็ย่อมให้ภาพที่ดีกว่า สวยงามกว่า

แต่อย่างไรก็ตาม จอที่มีความละเอียดสูงกว่า ก็ย่อมใช้พลังการประมวลผลของฮาร์ดแวร์อย่างการ์ดจอที่สูงขึ้นด้วยเช่นกัน เนื่องจากต้องประมวลผลการแสดงผลของให้กับทุกพิกเซล ยิ่งจำนวนพิกเซลมาก ก็ยิ่งต้องประมวลผลมากตามเป็นเงาตามตัว ซึ่งก็ส่งผลไปถึงการเลือกซื้อการ์ดจอและฮาร์ดแวร์อื่น ๆ ของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ต้องดีตามไปด้วย แม้ว่าฮาร์ดแวร์ระดับท็อปสำหรับกลุ่มผู้ใช้งานในปัจจุบันจะรองรับการแสดงผลระดับ 8K ได้แล้วก็ตาม แต่ต้องยอมรับตามตรงว่าประสิทธิภาพ ความไหลลื่นที่ได้นั้น อาจจะยังไม่ยอดเยี่ยมเท่ากับการแสดงผลที่ระดับ 4K และ FHD

นอกจากนี้ ปัจจัยในด้านของเนื้อหา และไฟล์มีเดียในปัจจุบัน เกือบทั้งหมดยังได้รับการสร้างสรรค์โดยอ้างอิงตามมาตรฐานการแสดงผลสูงสุดที่ระดับ 4K เท่านั้น ทำให้จอความละเอียดระดับ 8K อาจจะยังไม่ได้เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการใช้งานในปัจจุบันซักเท่าไหร่

 

การแสดงผลแบบ HDR

อีกหนึ่งเทคโนโลยีที่กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ใช้ในการเลือกซื้อจอคอมของผู้บริโภค ก็คือความสามารถในการแสดงผลแบบ High Dynamic Range (HDR) ที่ให้ภาพดูสวยงามขึ้นกว่าหน้าจอที่มีการแสดงผลปกติ โดยเฉพาะในส่วนของภาพที่มีแสงสว่างจ้า กับส่วนที่มืดสุดของภาพ ซึ่งขีดจำกัดในส่วนของการแสดงผลทั้งสองสภาพแสงนี้ จะใช้ชื่อเรียกว่า Dynamic Range ครับ ยิ่งจอที่มีคุณภาพสูง ก็จะมาพร้อมกับ Dynamic Range ที่กว้าง ทำให้สามารถแสดงรายละเอียดของภาพในส่วนที่มืดสุดและสว่างสุดได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังให้ภาพที่มีสีสันสดใส สวยงามยิ่งขึ้น อันมีผลมาจากค่า Dynamic Range ของจอที่สูงด้วยนั่นเอง

ตัวอย่างของภาพที่จะได้จากจอที่รองรับการแสดงผลแบบ HDR เทียบกับภาพที่ได้จากจอปกติ (SDR) ก็ตามด้านบนนี้เลยครับ คือภาพจากจอ HDR จะได้สีสันที่สวยงามกว่า มองเห็นรายละเอียดในส่วนที่มืดและสว่างได้มากกว่า หรือถ้าอยากจะเห็นความแตกต่างแบบชัด ๆ ก็ลองใช้สมาร์ทโฟนถ่ายภาพย้อนแสงก็จะยิ่งเห็นได้ชัดเข้าไปอีกครับ ถึงความแตกต่างของภาพที่ได้จากการถ่ายด้วยโหมด HDR กับภาพที่ปิดโหมด HDR ว่ารายละเอียดในแต่ละจุดของภาพเป็นอย่างไร

นอกเหนือจากความสามารถของจอในการรองรับการแสดงผลแบบ HDR แล้ว สื่อที่นำมาใช้ก็ต้องได้รับการบันทึกมาในมาตรฐาน HDR ด้วยเช่นกัน จึงจะสามารถแสดงผลแบบ HDR ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ซึ่งในปัจจุบันทั้งภาพยนตร์และเกมต่างก็รองรับการแสดงผลบนจอ HDR มากขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว จึงทำให้การเลือกซื้อจอคอมที่รองรับ HDR กลายเป็นสิ่งที่หลาย ๆ ท่านให้ความสำคัญมากขึ้นกว่าในอดีตที่ผ่านมา

ซึ่งทั้งสองสิ่งที่กล่าวไปนั้น เป็นหนึ่งในปัจจัยพื้นฐานในการพิจารณาเลือกซื้อจอคอมมาได้ซักระยะหนึ่งแล้ว แต่พอมาเป็นในช่วงหลัง ๆ เราเริ่มเห็นแต่ละแบรนด์นำเสนอเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ช่วยในการถนอมสายตา โดยเฉพาะกลุ่มของจอสำหรับการทำงาน จอสำหรับช่างภาพ ตัวอย่างของเทคโนโลยีก็เช่น Flicker Free และ เทคโนโลยีการตัดแสงสีฟ้า (Low Blue Light) เป็นต้น

 

เทคโนโลยี Flicker Free

โดยปกติแล้ว จอภาพแบบ LCD/LED ที่ใช้หลอดไฟ backlight ในการให้แสงสว่าง จะมีอาการกระพริบของจอภาพที่มีผลต่อเนื่องมาจากกระแสไฟฟ้าที่ใช้ในการทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อปรับระดับความสว่างของจอต่ำ อันรวมถึงระดับความสว่างปกติสำหรับการใช้งานทั่วไปด้วย ซึ่งอาการกระพริบนี้ โดยทั่วไปแล้วจะสังเกตด้วยตาเปล่าได้ค่อนข้างยากครับ แต่ที่จริงแล้วสายตาและสมองของเรานั้นรับรู้ถึงอาการกระพริบอยู่ตลอดเวลา และมีการปรับความรู้สึกให้เสมือนว่าจอแสดงผลตามปกติ จนอาจทำให้เกิดอาการปวดตา เวียนศีรษะมื่อใช้งานติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน ๆ ได้ ลองชมในคลิปด้านล่างนี้เพื่อให้เห็นภาพของการกระพริบของจอได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นครับ

ในช่วงหลังมาเราเลยได้เห็นผู้ผลิตจอหลายรายใส่เทคโนโลยีช่วยกำจัดอาการกระพริบของจอภาพมาให้ โดยอาจจะมาในชื่อเรียกที่แตกต่างกัน แต่ที่คุ้นหูคุ้นตาที่สุดก็คือคำว่า Flicker Free (ปราศจากอาการ flicker) ดังนั้น หากคุณคิดว่าจะต้องใช้งานจอติดกันเป็นระยะเวลานาน ๆ ก็แนะนำว่าควรเลือกจอที่มี Flicker Free ด้วยจะดีที่สุด

เทคโนโลยี Low Blue Light

พวกเทคโนโลยีการตัดแสงสีฟ้าของจอแสดงผล กลายเป็นเทคโนโลยีที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งในผลิตภัณฑ์กลุ่มจอคอมพิวเตอร์ จนล่าสุดก็มีอยู่ในมือถือมากมายหลากหลายรุ่น โดยส่วนใหญ่แล้วจะอาศัยการตัดการแสดงผลของสีฟ้าให้ลดลง ทำให้สามารถใช้งานหน้าจอได้สบายตาขึ้น ลดอาการล้าของสายตาที่เกิดจากสเปคตรัมแสงสีฟ้า

แต่การตัดแสงสีฟ้าของเทคโนโลยี Low Blue Light ส่วนใหญ่จะเป็นการทำให้ภาพออกเป็นโทนสีเหลืองมากขึ้น รวมถึงอาจทำให้ส่วนที่แสดงสีฟ้าให้สีเพี้ยนจากความเป็นจริงไปด้วย จึงอาจจะไม่ค่อยเหมาะกับผู้ที่ต้องทำงานที่อาศัยความแม่นยำของสีจอซักเท่าไหร่

 

เทคโนโลยี Low Blue Light+

นับเป็นการต่อยอดเทคโนโลยี Low Blue Light ให้ดียิ่งขึ้น ลบจุดอ่อนที่เคยมีมา โดยจะไม่ได้เป็นการตัดการแสดงผลสีฟ้าออกไปจนหมด แต่จะเน้นตัดสเปคตรัมแสงสีฟ้าในส่วนที่เป็นอันตรายกับสายตาแทน ทำให้สีของภาพที่ได้จากจอไม่ผิดเพี้ยนไปมากนัก ในขณะเดียวกันก็ช่วยถนอมสายตาไปด้วยในตัว

อย่างในภาพด้านบน หากเป็นเทคโนโลยี Low Blue Light ธรรมดา ตัวจอจะตัดการแสดงผลของสเปคตรัมในส่วนของสีฟ้าแทบทั้งหมด (ช่วง Harmful Blue Light+Benefical Blue Light) แต่สำหรับจอที่ใช้เทคโนโลยี Low Blue Light+ นั้น จะตัดสเปคตรัมสีฟ้าเฉพาะในส่วนของ Harmful Blue Light ที่มีผลกระทบต่อสายตาเท่านั้น ช่วยให้ภาพยังคงสีสันสดใสอยู่

 

เทคโนโลยี Brightness Intelligence Plus (B.I.+)

นอกเหนือจากการตัดแสงสีฟ้าแล้ว อีกหนึ่งเทคโนโลยีที่ช่วยในการถนอมสายตาได้ก็จะเป็นจำพวกการปรับแสงสว่าง การปรับอุณหภูมิสีของจอให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมโดยรอบ เพื่อลดอาการล้าของสายตาเมื่อต้องใช้งานเป็นระยะเวลานาน ๆ ตัวอย่างเช่น หากใช้งานในที่มีแสงสีเหลืองมากกว่าปกติ จอก็จะปรับอุณหภูมิสีของจอให้เหลืองขึ้นเล็กน้อยให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อม เพื่อให้สายตาไม่รับภาระหนักจนเกินไป ถ้าให้เห็นภาพง่ายขึ้น ก็ตามภาพ GIF ด้านล่างนี้ครับ

ตัวอย่างของเทคโนโลยีที่มีการนำคอนเซ็ปท์นี้ไปใช้งานก็เช่น เทคโนโลยี TrueTone เทคโนโลยี Brightness Intelligence Plus (B.I.+) เป็นต้น

ทีนี้เมื่อนำปัจจัยทั้งในแง่ของคุณภาพของการแสดงผล มาร่วมกับเทคโนโลยีที่ช่วยถนอมสายตา คงปฏิเสธไม่ได้ว่าจอที่มาพร้อมกับความละเอียดสูง รองรับการแสดงผลแบบ HDR และเทคโนโลยี Brightness Intelligence Plus (B.I.+) คงเป็นตัวเลือกที่ลงตัวสำหรับการใช้งานในแทบทุกรูปแบบ โดยเฉพาะการทำงานของเทคโนโลยี Brightness Intelligence Plus (B.I.+) ที่จะช่วยลบจุดอ่อนของการแสดงผลแบบ HDR ที่ในบางครั้งอาจให้ภาพที่มีความสว่างมากเกินไป หรือให้ภาพที่อุณหภูมิสีไม่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม ส่งผลให้เกิดอาการล้าสายตาได้

ซึ่ง Brightness Intelligence Plus (B.I.+) จะมาช่วยในการตรวจจับสภาพแวดล้อมภายนอก แล้วปรับระดับความสว่าง ปรับอุณหภูมิสีของจอให้เหมาะสม ในขณะเดียวกันก็ยังได้ภาพ HDR ที่คมชัดในทุกรายละเอียดอยู่ ซึ่งตัวอย่างจอที่มีการทำงานร่วมกันของสองเทคโนโลยีนี้ก็เช่น BenQ EW3270U และ BenQ EL2870U ที่เป็นจออเนกประสงค์ มีคุณสมบัติโดดเด่นทั้งการแสดงผล และการถนอมสายตาอย่างครบถ้วน

 

นอกเหนือจากความสามารถทั้งในด้านของการแสดงผล และฟังก์ชันที่ช่วยถนอมสายตาแล้ว จอ BenQ EW3270U ยังมาพร้อมคุณสมบัติเด่นที่ตอบโจทย์การใช้งานในปัจจุบันอีกมากมาย ได้แก่

 

1. พอร์ตการเชื่อมต่อครบครัน ใช้งานง่าย

พอร์ตเชื่อมต่อนับเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาเป็นลำดับต้น ๆ ในการเลือกจอมาใช้งานซักตัว ซึ่ง BenQ EW3270U นี้มาพร้อมกับพอร์ตยอดนิยมอย่างครบครัน ได้แก่

  • HDMI 2.0 มาให้ 2 ช่อง
  • DisplayPort 1.4 มาให้ 1 ช่อง
  • USB-C มาให้ 1 ช่อง
  • ช่องเสียบแจ็คหูฟังขนาด 3.5 มม.

ซึ่งช่อง USB-C นี้ สามารถใช้เชื่อมต่อกับโน้ตบุ๊กที่ช่อง USB-C รองรับการส่งภาพได้ทันที เช่นใน MacBook รุ่นใหม่ ๆ ทำให้สามารถใช้เพียงสาย USB-C เพียงเส้นเดียวก็ใช้ต่อภาพเข้าจอ พร้อมทั้งชาร์จไฟให้กับโน้ตบุ๊กไปได้ด้วยในตัว ส่วนการเชื่อมต่อสัญญาณเสียงนั้น ก็สามารถต่อสายแจ็ค 3.5 มม. จากจอไปออกลำโพงนอกได้ทันที หรือจะใช้ลำโพงในตัวก็ได้เช่นกันครับ เพราะจอ BenQ EW3270U มาพร้อมลำโพงกำลังขับ 2 วัตต์มาด้วย 2 ตัว เรียกได้ว่าเป็นจอที่ครบเครื่องสำหรับการใช้งานได้ทันทีตั้งแต่แกะกล่องเลย

 

2. ตอบโจทย์ชีวิตคนเมือง ที่มักใช้จอคอมแทนจอทีวีไปด้วยพร้อมกัน

 

อย่างที่กล่าวไปแล้วในข้อแรกว่าจอ BenQ EW3270U มาพร้อมกับลำโพงในตัว จึงเหมาะกับการใช้งานทั้งเป็นจอทำงาน จอเล่นเกม จอดูทีวี และเป็นจอดูหนังไปด้วยในตัว เพราะทำให้ผู้ใช้ที่อาจจะมีพื้นที่จัดวางอุปกรณ์ค่อนข้างจำกัด เช่น ผู้ที่อาศัยอยู่ในคอนโด สามารถใช้งานจอได้ทันทีโดยไม่แทบไม่ต้องหาลำโพงมาเสริม นอกจากนี้ยังมีพอร์ต HDMI มาให้ถึงสองช่อง ทำให้สามารถกดสลับ source ภาพเพื่อสลับไปดูทีวี สลับไปใช้งานคอมพิวเตอร์ หรือสลับไปดูหนังจากอุปกรณ์อื่น ๆ ได้สะดวก จะสลับไปเล่นเกมในยามว่างก็ทำได้ทันที เรียกได้ว่ามีจอเดียวก็ตอบโจทย์การใช้งานของคนเมืองได้แทบทั้งหมดเลยก็ว่าได้

 

3. ช่วยถนอมสายตาในขณะทำงานได้ดีกว่าจอทั่วไป

 

ด้วยเทคโนโลยีทั้ง Low Blue Light และ Brightness Intelligence Plus (B.I.+) ที่มีอยู่ใน BenQ EW3270U จะเข้ามาช่วยปรับการแสดงผลของจอให้มีความเหมาะสม และถนอมสายตามากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีตัวเลือกในการปรับระดับของฟังก์ชัน Low Blue Light ให้เหมาะสมกับการใช้งานด้วย เช่น หากปรับเป็นระดับ Reading หน้าจอก็จะให้สีเป็นโทนสีเหลืองกว่าปกติ เพื่อให้สามารถอ่านตัวอักษรเยอะ ๆ ได้สบายตามากยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันก็ยังไม่ทำให้สีเพี้ยนจนเกินไปด้วย

 

 

4. พื้นที่ทำงานที่กว้างขึ้น ตอบโจทย์คนใช้งานหลายโปรแกรมพร้อมกัน

เนื่องด้วยความละเอียดของจอ BenQ EW3270U ที่สูงถึงระดับ 4K ทำให้มีพื้นที่ในการทำงานที่มากกว่าจอความละเอียดระดับ FHD อยู่เป็นเท่าตัว จึงเหมาะกับคนที่ต้องทำงานโดยใช้หลายโปรแกรมพร้อมกัน เช่น อาจจะเปิดเว็บเบราเซอร์ไว้หนึ่งหน้าต่าง อีกหน้าต่างก็เปิดไฟล์งานที่ทำอยู่ อีกหน้าต่างก็เปิดโปรแกรมอื่นที่จำเป็น รวมไปถึงคนที่จำเป็นต้องใช้จอในการตัดต่อวิดีโอ ที่โดยปกติแล้วโปรแกรมตัดต่อวิดีโอจะมีหน้าต่างย่อย ๆ เป็นจำนวนมาก รวมถึงหน้าจอพรีวิวที่ยิ่งมีขนาดใหญ่เท่าไหร่ ก็ยิ่งช่วยอำนวยความสะดวกในการทำงานได้มากขึ้นด้วย

 

5. เพลิดเพลินกับเกมโปรดบน PS4 ได้เต็มอารมณ์

บอกได้เลยว่าคอเกมน่าจะถูกใจ BenQ EW3270U ที่โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีการแสดงผล ทั้งความละเอียดระดับ 4K และการแสดงผลแบบ HDR ควบคู่กับเทคโนโลยี B.I.+ ที่ทำให้ภาพมีสีสันสดใส เป็นธรรมชาติ ช่วยให้การเล่นเกมโปรดบน PS4 Pro เป็นไปได้อย่างไหลลื่น เก็บได้ครบทุกรายละเอียดในเกม ไม่ว่าจะเป็นส่วนที่มืดที่สุด สว่างที่สุด หรือในส่วนที่เล็กที่สุดก็ตาม

 

ทั้งนี้ สามารถอ่านรีวิวเพิ่มเติมจากทางเราได้ที่

หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมของผลิตภัณฑ์ได้จากเว็บไซต์เบ็นคิวได้ที่: http://bit.ly/2Jj4xg4

from:https://notebookspec.com/buyers-guide-monitor-4k-hdr/481760/

แอปเปิลขึ้นสถานะจอ UltraFine 5K สินค้าหมดบนออนไลน์สโตร์ ย้ำข่าวลือทำจอ 6K เอง

คล้องหลังการนำจอ LG UltraFine 4K ออกจากออนไลน์สโตร์ได้ไม่นาน ล่าสุดจอ UltraFine 5K บน Apple Online Store ก็ขึ้นสถานะ sold out แล้ว ซึ่งดูทรงแล้วแอปเปิลไม่น่าจะสต๊อคของเพิ่มด้วย

การเปลี่ยนแปลงนี้ยิ่งตอกย้ำข่าวลือที่ว่า แอปเปิลกำลังพัฒนาหน้าจอของตัวเองอีกครั้งหลังเลิกทำไปตั้งแต่ปี 2016 โดยข่าวลือรอบนี้ถูกปล่อยออกมาโดย Ming-Chi Kuo ขาประจำ ที่ระบุว่าแอปเปิลจะเปิดตัวหน้าจอขนาด 31.6 นิ้ว ความละเอียด 6K ในปีนี้ โดยใช้เทคโนโลยี mini-LED backlight

ที่มา – 9to5Mac

No Description

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/109675

แอปเปิลนำจอภาพ 4K LG UltraFine Display ออกจาก Apple Online Store

แอปเปิลได้นำจอภาพ LG UltraFine Display ความละเอียด 4K ออกจาก Apple Online Store แล้ว โดยเริ่มต้นในสหรัฐฯ ก่อน และจะตามด้วยประเทศอื่นๆ ต่อไป

หน้าจอ LG UltraFine Display นี้เป็นการร่วมมือกันระหว่างแอปเปิล และ LG ในปี 2016 เพื่อใช้กับ MacBook Pro รุ่นที่เปิดตัวในตอนนั้นผ่านพอร์ต Thunderbolt 3

หน้าจอ LG 4K มีขนาด 21.5 นิ้วแบบ IPS ความละเอียด 4096×2304 พิกเซล เปิดตัวที่ราคา 699.95 ดอลลาร์ แต่อย่างไรก็ตามหน้าจอความละเอียด 5K ที่เปิดตัวพร้อมกันยังคงอยู่บน Apple Online Store อยู่

ก่อนหน้านี้ไม่นาน LG เปิดตัว 4K UltraFine Display โมเดลใหม่ในราคา 1,300 ดอลลาร์ แต่ไม่ได้ทำร่วมกันกับแอปเปิล และไม่มีทีท่าจะลงขายแทนตัวเดิมบน Apple Online Store ด้วย

ที่มา: MacRumors

alt="Screen Shot 2559-10-28 at 12.00.19"

from:https://www.blognone.com/node/109272

แนะนำ – ซื้อจอคอมมอนิเตอร์ราคาถูกคุ้ม ขอบบาง 24″, IPS, Full HD, Radeon FreeSync, 75Hz, HDMI

การเลือกซื้อหน้าจอคอมหรือมอนิเตอร์นั้นถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ ไม่แพ้กับการจัดสเปกคอมประกอบพีซีเลย จอคอมมีหน้าที่แสดงผลซึ่งเราใช้งานเป็นหลัก ฉะนั้นในการเลือกซื้อจอคอมเราก็ต้องมีแนวทางในการซื้อเหมือนกัน ซึ่งในบทความนี้เราจะมาแนะนำจอคอมมอนิเตอร์คุ้มๆ ขนาด 24″ พาเนล IPS ระดับ Full HD เชื่อมต่อ HDMI พร้อมมีรองรับการแสดงผลที่ 75Hz ทำงานร่วมกับ AMD Radeon FreeSync ให้ภาพลื่นไหลไม่มีฉีกขาด อย่าง LG 24MK600M-B มาพร้อมราคาเพียง 4,490 บาทเท่านั้นเอง ได้ประกัน 3 ปี ใช้งานได้สบายใจหายห่วง

เรียกได้ว่าใครต้องการหน้าจอคอมหรือมอนิเตอร์ราคาถูกคุ้ม LG 24MK600M-B เป็นตัวเลือกที่ดีทีเดียว กับขนาดที่ 24″ (ใช้งานจริงๆ คือ 23.8″) จะใช้ร่วมกับคอมประกอบหรือโน้ตบุ๊คเพื่อต่อหน้าจอแยกเพิ่มก็สามารถทำได้ สเปกมาตรฐานความละเอียดที่ Full HD 1920 x 1080 พิกเซล และด้วยเทคโนโลยีพาเนล IPS เน้นประสิทธิภาพของจอแสดงผล สีสันสวยงามสมจริง สามารถดูหน้าจอได้ทุกมุม

ที่สำคัญภายในมีชิปประมวลผล AMD Radeon FreeSync และรองรับที่ 75Hz ทำให้ภาพที่แสดงผลออกมามีความลื่นไหลกว่าหน้าจอทั่วไปที่ 60Hz อย่างเห็นได้ชัด ใช้งานทั่วไปก็มีความสบายตา หรือเล่นเกมภาพก็จะไม่ฉีกขาดไม่กระตุก ให้ประสบการณ์ใช้งานที่ดีเยี่ยมกว่าหน้าจอคอมยุคก่อนๆ แบบรู้สึกได้ทันที รวมถึงมีฟีเจอร์จุดตัดกลางจอ ช่วยในการเล็งเป้าได้ดีกว่า เพิ่มความแม่นยำในการยิงขณะเล่นเกมอีกด้วย

มาพร้อมดีไซน์แบบแทบจะไร้ขอบ 3 ด้าน ทำให้ตัวหน้าจอเองมีความเล็กกระทัดรัด วัสดุเป็นพลาสติกสีดำคุณภาพสูง ที่ได้ทั้งความแข็งแรงทนทานและสวยงามหรูหราไปพร้อมกับ ส่วนของฐานก็ออกแบบมาได้มั่นคงสวยงามเช่นกัน เรียกได้ว่าสมกับเป็น LG ผู้เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ผลิตหน้าจอรายใหญ่ของโลกทั้ง ทีวี มือถือ รวมไปถึงหน้าจอคอมพิวเตอร์อย่าง LG 24MK600M-B รุ่นนี้ด้วย

สำหรับรายละเอียดอื่นๆ ก็ยังมี Reader Mode ลดแสงสีฟ้าเพื่อลดความเมื่อยล้าของดวงตา มอบความสบายตาในการอ่านข้อความ ด้วยการควบคุมจอยสติ๊กที่ง่ายดาย เราจึงสามารถอ่านหน้าจอได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้น พร้อม Flicker-Safe ลดระดับการกะพริบของหน้าจอจนเกือบเท่ากับศูนย์ จึงช่วยป้องกันอาการดวงตาเมื่อยล้า และอินเทอร์เฟซผู้ใช้ที่ง่ายดายมากขึ้น OnScreen Control เรียบง่ายและใช้งานสะดวก เราสามารถปรับแต่งตัวเลือกการแสดงผล ด้วยการคลิกเพียงไม่กี่ครั้ง

เอาว่าใครสนใจก็ตามไปกดสั่งซื้อกันได้เลย


Screen Size: 23.8″
Resolution: 1920 x 1080
Color resolution: 16.7 Millions
Brightness: 250 cd/m² (Typ.)
Contrast Ratio: 1000:1 (typ.)
Frequency Response: 5ms
Connectors: D-Sub, HDMI
Widescreen: Yes
Weight (Kg): 3.10 w/ stand / 2.75 w/o stand
Color: Black
Input Video Compatibility: Analog RGB, Digital
D-Sub: 1 x D-Sub
DVI: No
HDMI: 2 x HDMI
DisplayPort: No
LED Backlight: Yes
Power Supply: 100 – 240V, 50/60Hz
Power Consumption: 14.1W (EPA), 17.5W (typ.)
Dimensions (W x D x H) cm.: 53.91 x 18.20 x 41.53 w/ stand / 53.91 x 6.65 x 32.15 w/o stand
Warranty: 3 Years

from:https://notebookspec.com/recommend-monitor-24-most-value-march-2019/474161/

Lenovo เปิดตัว ThinkVision M14 จอภาพเชื่อมต่อขนาด 14 นิ้ว น้ำหนัก 595 กรัม เน้นพกพาสะดวก

Lenovo เปิดตัวอุปกรณ์เสริม ThinkVision M14 เป็นจอภาพพกพาสำหรับเชื่อมต่อกับแท็บเล็ตหรือแล็ปท็อป เพื่อใช้เวลานำเสนอนอกสถานที่

จุดขายของ ThinkVision M14 คือการออกแบบสำหรับการพกพาไปเป็นอุปกรณ์เสริม จึงมีเพียงพอร์ต USB-C 2 พอร์ตเท่านั้น สำหรับกับการส่งข้อมูลและกระแสไฟ หน้าจอขนาด 14 นิ้ว แบบ Full HD ตัวหน้าจอบางเพียง 4.6 มิลลิเมตร อัตราความสว่างสูงสุด 300 nits และมีน้ำหนักเพียง 595 กรัม พร้อมขาตั้งจอในตัว

ThinkVision M14 จะเริ่มวางจำหน่ายในอเมริกา เดือนพฤษภาคม ปี 2019 ราคาขาย 249 ดอลลาร์

ที่มา: BGR

alt="Lenovo ThinkVision M14"

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/108297