คลังเก็บป้ายกำกับ: MOBILE_ENTERPRISE

ผลทดสอบพบแบบพิมพ์ 3 มิติสามารถผ่านระบบจดจำใบหน้าในโทรศัพท์หลายรุ่นได้

ผู้เชี่ยวชาญจาก Forbes ได้ทดสอบสร้างโมเดล 3 มิติเพื่อทดสอบกับโทรศัพท์ที่เปิดใช้งานระบบจดจำใบหน้าเอาไว้ โดยเลือก Android มาทดสอบจำนวน 4 รุ่นมาเปรียบเทียบกับระบบป้องกันโทรศัพท์จากค่าย Apple ผลคือโทรศัพท์จากค่าย Android ทั้งหมดถูกหลอกได้จากแบบพิมพ์ 3 มิติ

credit : http://www.forbes.com

Android 4 รุ่นที่เลือกมาทดสอบคือ Samsung Note 8, S9, LG G7 ThinQ และ OnePlus 6 ในฝั่งของ Apple นั้นคือ iPhoneX โดยจากการทดสอบพบว่า Android ทุกรุ่นนั้นสอบตกเพราะสามารถถูกหลอกได้โดยแบบพิมพ์ 3 มิติ แต่ในด้านความใส่ใจของผู้ผลิตทั้ง Samsung และ LG มีการแจ้งเตือนผู้ใช้งานเมื่อตอนเปิดฟังก์ชันว่าระบบจดจำใบหน้าอาจไม่ปลอดภัยและสมควรให้ใช้เป็นวิธีการตรวจสอบทางเลือก อย่างไรก็ตามในฝั่งของ OnePlus 6 นั้นไม่ได้มีการขึ้นแจ้งเตือนผู้ใช้แต่อย่างใดและเป็นรุ่นที่ผ่านการทดสอบได้ง่ายที่สุดจาก Android ทั้งหมดที่เลือกมาเพราะไม่ต้องมีการทำอะไรเพิ่มเติม เช่น เปลี่ยนมุมของการแสดงแบบกับโทรศัพท์ เป็นต้น (ผู้สนใจสามารถรับชมวีดีโอสาธิตได้ตามด้านล่าง)

https://www.forbes.com/video/5978671815001/

โดยฝ่ายที่ผ่านการทดสอบคือ iPhone X ที่ไม่ว่าผู้เชี่ยวชาญจะทำอย่างไรก็ไม่สามารถหลอกระบบของโทรศัพท์จากค่าย Apple ไปได้ อีกระบบหนึ่งคือ Windows Hello จาก Microsoft ก็สามารถต้านทานการทดสอบนี้ได้เช่นกัน ในการป้องกันผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายก็ให้ความเห็นตรงกันว่า Bio-metric ยังไม่มั่งคงปลอดภัยเพียงพอต่อการลอกเลียนหรือปลอมแปลง ดังนั้นผู้ใช้งานควรจะเลือกใช้เป็นช่องทางสำรองหรือไม่ใช้เลยดีกว่าแต่ใช้เป็นระบบรหัสผ่านแทน

ที่มา : https://www.forbes.com/sites/thomasbrewster/2018/12/13/we-broke-into-a-bunch-of-android-phones-with-a-3d-printed-head/ และ https://techcrunch.com/2018/12/16/3d-printed-heads-unlock-cops-hackers/

from:https://www.techtalkthai.com/test-found-3d-printed-can-bypass-many-smartphone-facial-recognition/

Advertisements

Mvpskill ขอเชิญร่วมสัมมนาฟรี Modern desktop and Enterprise deployment with Windows Auto Pilot 15 ธ.ค. 2018

ข่าวดี !!! งานสัมมนาดีๆ ส่งท้ายปลายปี 2018 มาแล้วจ้า

Mvpskill.com ขอเชิญผู้สนใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีในการบริหารจัดการเดสก์ท็อปในองค์กร ในรูปแบบใหม่ ที่เรียกว่า Modern Desktop ตลอดจนการ Deployment ผ่านคลาวด์ ด้วยเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดอย่าง Windows Auto Pilot และที่สำคัญ ในงานนี้เราจัดให้ท่านได้ร่วม Workshop ไปพร้อมกันด้วยครับ

Mvpskill.com ร่วมกับ Microsoft ประเทศไทยจัดงานสัมมนาดีๆ ส่งท้ายปลายปี 2018 ในงาน Modern desktop and Enterprise deployment with Windows Auto Pilot ในงานท่านจะได้พบกับเทคโนโลยีในการบริหารจัดการเดสก์ท็อป ในรูปแบบใหม่ (Modern Desktop) ตลอดจนฟีเจอร์สุดล้ำอย่าง Windows Auto Pilot ที่จะช่วยให้ท่านสามารถ Deploy ผ่านระบบคลาวด์ได้โดยสะดวกมว๊ากกกกก

วัน/เวลา: วันที่ 15 ธันวาคม 2018 เวลา 09.00 – 17.00 น.
สถานที่: ชั้น 38 CRC Tower, All Seasons Places ถนนวิทยุ
เปิดลงทะเบียน: 4 ธันวาคม 2561 เวลา 20:00 น. คลิกที่นี่เพื่อลงทะเบียน

จำนวนที่รับสมัคร: ผู้โชคดีที่ได้รับการคัดเลือกจากการสมัคร จำนวน 60 ท่าน จะได้รับการประกาศผลทางเฟสบุ๊ค Mvpskill.com และให้ท่านทำการยืนยันผ่านเฟสบุ๊คอีกครั้งหนึ่ง (โปรดตรวจสอบประกาศเพิ่มเติมอย่างใกล้ชิด)

from:https://www.techtalkthai.com/mvpskill-modern-desktop-and-enterprise-deployment-with-windows-auto-pilot-seminar/

ลือ Slack เตรียมเข้า IPO ในปี 2019 มูลค่าบริษัทอาจสูงเกินกว่า 320,000 ล้านบาท

Reuters ได้ออกมาเปิดเผยถึงข่าวที่ไม่ระบุที่มาถึงการที่ Slack Technologies ผู้ให้บริการระบบ Chat และ Direct Messaging สำหรับภาคธุรกิจนั้นมีแผนที่จะทำ Initial Public Offering หรือ IPO ในปี 2019 ที่จะถึงนี้

Credit: Slack

แหล่งข่าวดังกล่าวได้ระบุถึงการที่ Slack ได้จ้างให้ Goldman Sachs เริ่มดำเนินการเตรียมเข้า IPO ให้ โดยมูลค่าของธุรกิจที่ประเมินนี้น่าจะสูงกว่า 10,000 ล้านเหรียญหรือราวๆ 320,000 ล้านบาทเลยทีเดียว โดยก่อนหน้านี้เมื่อ Slack ทำการระดมทุนมูลค่า 250 ล้านเหรียญหรือราวๆ 8,000 ล้านบาทเมื่อปี 2017 นั้น ก็ได้รับการประเมินมูลค่าบริษัทที่สูงถึง 5,100 ล้านเหรียญหรือราวๆ 163,200 ล้านบาทแล้ว

คู่แข่งของ Slack ในตลาดองค์กรนั้นได้แก่ Microsoft Teams, Google Hangouts Chat และ Cisco Webex Teams ซึ่ง IDC ได้ทำนายว่าตลาดนี้จะมีมูลค่า 3,200 ล้านเหรียญหรือราวๆ 102,400 ล้านบาทภายในปี 2021

Slack ไม่ใช่บริษัทเดียวที่มีข่าวแนวโน้มของการ IPO ในปี 2019 โดยบริษัทชั้นนำอื่นๆ เองก็มีข่าวลักษณะนี้เช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น Airbnb, Palantir Technologies, Stripe ส่วน Lyft เองก็เพิ่งมีข่าวยื่น IPO ไปเมื่อสัปดาห์ก่อน

ที่มา: https://www.reseller.co.nz/article/650600/ipo-frenzy-ahead-slack-prepares-go-public/

from:https://www.techtalkthai.com/slack-might-file-its-ipo-in-2019/

IDC ชี้ ตลาด AR/VR จะมีมูลค่ามากกว่า 640,000 ล้านบาทในปี 2019

IDC ได้ออกมาทำนายถึงมูลค่าการลงทุนในเทคโนโลยี Augmented Reality (AR) และ Virtual Reality (VR) ทั่วโลกในปี 2019 ว่าจะมีมูลค่าประมาณ 20,400 ล้านเหรียญหรือราวๆ 652,800 ล้านบาท เติบโตจากปี 2018 ถึง 68.8%

Credit: IDC

สำหรับการทำนายไปถึงปี 2022 นั้น IDC ชี้ว่าการเติบโตในแต่ละปีหรือ Compound Annual Growth Rate (CAGR) นั้นจะมีตัวเลขเฉลี่ยอยู่ที่ 69.6% และการเติบโตของตลาด AR/VR นี้จะยาวนานต่อไปนับสิบปี โดยเหล่าผู้บริโภคจะมีทางเลือกในการใช้งานอุปกรณ์และ Software ทางด้าน AR/VR ที่หลากหลายมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่การเติบโตของตลาดนี้ในภาคธุรกิจจะเป็นกลุ่มของการให้บริการ

IDC ยังได้ทำนายด้วยว่าภาคธุรกิจจะลงทุนใน AR/VR มากถึง 64.5% ในปี 2019 และจะเติบโตเป็นสัดส่วนมากกว่า 80% ในปี 2022 ส่วนอุตสาหกรรมที่จะลงทุนมากที่สุดในปี 2019 นี้ก็คือการนำไปใช้งานส่วนตัว (51,200 ล้านบาท), ธุรกิจค้าปลีก (49,920 ล้านบาท) และธุรกิจโรงงานและการผลิต (49,280 ล้านบาท) ตามลำดับ ส่วนอุตสาหกรรมที่จะนำไปใช้งานในอนาคตมากขึ้นด้วยแนวโน้มที่เกินกว่า 100% ในแต่ละปีนั้นได้แก่ภาครัฐ, อุตสาหกรรมด้านทรัพยากร และค้าส่ง

สำหรับในปี 2019 การนำไปใช้งานในภาคการใช้งานส่วนตัวนั้น อันดับหนึ่งคือตลาด Virtual Reality Game (128,000 ล้านบาท), Video/Feature Viewing (64,000 ล้านบาท) และ Augmented Reality Game (19,712 ล้านบาท) ส่วนภาคธุรกิจนั้นได้แก่การฝึกอบรม (57,600 ล้านบาท), การแสดงสินค้าของธุรกิจค้าปลีก (17,856 ล้านบาท) และการดูแลรักษาเครื่องจักร (13,216 ล้านบาท) โดยการดูแลรักษาเครื่องจักรนี้มีอนาคตที่จะเติบโตถึงปึละ 119.2% และเทียบเคียงกับตลาด Augmented Reality Game ได้ในปี 2022

ตลาดที่ใหญ่ที่สุดในปี 2019 นั้นจะยังคงเป็นสหรัฐอเมริกา (211,200 ล้านบาท) ตามมาด้วยจีน (192,000 ล้านบาท), ญี่ปุ่น (56,320 ล้านบาท) และยุโรปตะวันตก (55,680 ล้านบาท) ตามลำดับ ส่วนประเทศที่มีอัตราการเติบโตสูงสุดสำหรับเทคโนโลยีนี้ได้แก่แคนาดา, สหรัฐอเมริกา และจีน

ผู้ที่สนใจรายงานฉบับเต็ม สามารถติดต่อทีมงาน IDC ได้ทันทีครับ

ที่มา: https://www.idc.com/getdoc.jsp?containerId=prUS44511118

from:https://www.techtalkthai.com/idc-predicts-2019-ar-vr-market/

เตือนพบแอปพลิเคชันออกกำลังกายบน iOS หลอกผู้ใช้กด Touch ID เพื่อตัดเงิน

ดูเหมือนว่าความง่ายของเทคโนโลยีจะเล่นเราเข้าให้แล้วเพราะวันนี้ได้มีผู้รายงานพบแอปพลิเคชันออกกำลังกาย 2 ตัวบน iOS ที่หลอกผู้ใช้ให้แตะ Touch ID เพื่อเข้าถึงข้อมูลแต่อันที่จริงแล้วไปสั่งตัดเงินจากบัญชีของเราประมาณ 99$ – 119$ ดอลล่าร์สหรัฐฯ หรือราว 3 พันกว่าบาท

แอปพลิเคชัน 2 ตัวที่กล่าวถึงนั้นมีชื่อว่า ‘Fitness Balance’ และ ‘Calories Tracker’ โดยทำทีเป็นร้องขอลายนิ้วมือเพื่อขออนุญาตเข้าถึงข้อมูลหากเหยื่อหลงเชื่อแอปพลิเคชันก็จะพยายามตัดเงินจากบัตรหรือช่องทางอื่นที่ตั้งไว้ด้วยค่าเสียหายประมาณ 99 ถึง 119 ดอลล่าร์สหรัฐฯ นอกจากนี้เมื่อนักวิจัยจาก ESET ได้เข้าไปรีวิวดูก็พบคำรีวิวปลอมเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือแก่แอปพลิเคชันให้ได้รับคะแนนสูงและความคิดเห็นในเชิงบวก

ปัจจุบันแอปพลิเคชันทั้งสองถูกลบออกจาก App Store แล้วผู้เสียหายสามารถไปร้องเรียกเงินคืนได้ที่ http://reportaproblem.apple.com แต่สำหรับแฟน Apple รายอื่นสามารถบรรเทาปัญหาเบื้องต้นได้ดังนี้

  • iPhone X สามารถไปตั้งค่าการจ่ายเงินให้เป็นแบบ Double Click แทนได้
  • iPhone รุ่นอื่นควรปิด Touch ID เพื่อจ่ายเงินที่ Setting->Touch ID & Passcode -> Disable ‘User Touch ID for iTunes & App Store’

ที่มา : https://www.bleepingcomputer.com/news/security/scam-ios-fitness-apps-steal-money-through-apple-touch-id/

from:https://www.techtalkthai.com/scam-ios-application-trick-user-to-touch-id-payment/

สรุปงานสัมมนา DTCi Technology Day with SOTI เปลี่ยน Mobile Device ให้เป็นหัวใจของธุรกิจอย่างมั่นใจ

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2018 ที่ผ่านมา ทาง DTCi ได้จัดงานสัมมนา DTCi Technology Day with SOTI เพื่ออัปเดตถึงแนวโน้มการนำอุปกรณ์ Mobile Device ไปใช้งานภายใน Workflow ของธุรกิจต่างๆ ในหลายอุตสาหกรรม และทำให้โซลูชั่น Enterprise Mobility Management ได้ถูกนำไปประยุกต์ใช้อย่างน่าสนใจหลากหลายรูปแบบ ทีมงาน TechTalkThai มีโอกาสได้ไปเข้าร่วมสัมมนาในครั้งนี้ จึงขอนำเนื้อหามาสรุปให้ทุกท่านได้อ่านกันเป็นแนวทางดังนี้ครับ

 

Credit: DTCi

 

การนำ Mobile Device ไปใช้งานใน Workflow ของธุรกิจเติบโตขึ้นอย่างมาก อุปกรณ์ Android สำหรับการทำงานมียอดจำหน่ายเกือบถึง 300 ล้านอุปกรณ์ในแต่ละปี

เมื่อก่อนเวลาเราพูดถึงการนำ Mobile Device ไปใช้ในการทำงาน เรามักนึกถึงกรณีของการนำไปใช้ทดแทนอุปกรณ์อย่าง PC หรือ Notebook กันเป็นหลักเพื่อให้เกิดการติดต่อสื่อสารและเข้าถึง Application ทางธุรกิจต่างๆ ได้อย่างสะดวกและง่ายดายจากทุกที่ทุกเวลา แต่ปัจจุบันอุปกรณ์ Mobile Device เองเริ่มกลายเป็นหัวใจที่สำคัญของธุรกิจที่ถูกนำไปใช้งานกันอย่างจริงจังใน Workflow มากขึ้น ในฐานะระบบ Interface สำหรับใช้งานเฉพาะทางในอุตสาหกรรมต่างๆ

ตัวอย่างเช่น ในการควบคุมและตรวจสอบสายการผลิต อุปกรณ์ Mobile Device หรือ Handheld ที่มีความทนทานสูงก็เริ่มถูกนำไปใช้งานกันมากขึ้น, ระบบ Point of Sales เองก็เริ่มเปลี่ยนจากการพัฒนา Hardware แบบ Proprietary มาใช้ Mobile Device แทน, ตู้ Kiosk ต่างๆ ก็เปลี่ยนมาใช้ Mobile Device เป็นหลัก เป็นต้น

อุปกรณ์เหล่านี้มักถูกจำกัดความสามารถในการใช้งานหรือควบคุมการใช้งานและการเข้าถึงข้อมูลอย่างเข้มข้นเพื่อตอบโจทย์ประเด็นด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัย และป้องกันไม่ให้ผู้ใช้งานนำอุปกรณ์เหล่านี้ไปใช้งานผิดไปจากวัตถุประสงค์ของธุรกิจ ส่วนในด้านของการเลือกใช้ระบบปฎิบัติการนั้นองค์กรส่วนมากมักเลือกใช้ระบบปฎิบัติการที่เป็นที่แพร่หลายในการทำงานเพราะจะทำให้การพัฒนาระบบ Application หรือ Software ต่างๆ ที่เข้ามาใช้ภายใน Workflow นั้นเป็นไปได้อย่างง่ายดายยิ่งขึ้น

Android และ iOS นั้นก็เป็นสองระบบปฏิบัติการยอดนิยมสำหรับการนำมาทำงานเหล่านี้ แต่ด้วยราคาที่ถูกกว่าและอุปกรณ์ที่มีความหลากหลาย รวมถึงยังมีความสามารถในการปรับแต่งได้อย่างอิสระมากกว่า ก็ทำให้ Android ได้รับความนิยมสูงเป็นอย่างมาก ซึ่งในแต่ละปีที่มีการจำหน่าย Mobile Device สำหรับธุรกิจ Android ก็มีสัดส่วนมากถึง 75% และก็มีแนวโน้มที่จะเติบโตต่อเนื่องไปอีกในอนาคต

แนวโน้มนี้ก็ถือว่าน่าจับตามองไม่น้อยเพราะนี่คือการเติบโตที่ชัดเจนอย่างหนึ่งของความพยายามในการทำ Digital Transformation ของธุรกิจต่างๆ ที่ต้องการเปลี่ยนจากการนำอุปกรณ์เฉพาะทางที่ไม่สามารถแก้ไขมาใช้เพื่อเพิ่มความสะดวกในการทำงานในอดีต มาสู่การใช้ Mobile Device ที่มีความชาญฉลาดสูงยิ่งขึ้นและพร้อมจะรองรับต่อการเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อก้าวไปสู่การเป็น Digital Business ของเหล่าธุรกิจทั่วโลกนั่นเอง

อย่างไรก็ดี ด้วยความสำคัญของ Mobile Device ที่มีต่อธุรกิจในหลากหลายอุตสาหกรรมนี้ ประเด็นด้านการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานและการดูแลรักษา ไปจนถึงการรักษาความมั่นคงปลอดภัยก็ยิ่งทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้น และนั่นเองที่ทำให้ DTCi ตัดสินใจผลักดันโซลูชั่นของ SOTI อย่างเต็มตัว และพร้อมจะเติบโตไปด้วยกันในประเทศไทย

 

รู้จักกับ SOTI โซลูชั่นระบบ EMM ที่ครอบคลุมทั้งการจัดการ Mobile Device, Android, iOS, Windows, Linux และ IoT ในหนึ่งเดียว

 

Credit: DTCi

 

หากใครเคยมองหาโซลูชั่นระบบ Mobile Device Management (MDM) หรือ Enterprise Mobility Management (EMM) นั้นก็คงจะเคยได้ยินชื่อของ SOTI กันมาอยู่บ้าง เพราะ SOTI เป็นหนึ่งในผู้ผลิตชั้นนำของโซลูชั่นเหล่านี้ และมีจุดเด่นที่ถูกพัฒนาขึ้นมาให้เหนือกว่าคู่แข่งเพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่เฉพาะทางของธุรกิจหลากหลายประการ

ปัจจุบัน SOTI มีลูกค้าใช้งานอยู่ทั่วโลกกว่า 17,000 องค์กรใน 176 ประเทศทั่วโลก โดยมี Partner มากกว่า 2,000 ราย และยังทำงานใกล้ชิดกับผู้ผลิตอุปกรณ์ Android มากกว่า 170 บริษัท ทำให้โซลูชั่นของ SOTI สามารถทำงานร่วมกับอุปกรณ์ Android ได้หลากหลายค่าย ไม่เพียงแต่ Android สำหรับใช้งานเป็น Smartphone หรือ Tablet เท่านั้น แต่ยังรวมถึง Android ที่ถูกพัฒนามาใช้งานเป็น Handheld, POS, Kiosk และ IoT Device อีกด้วย

 

Credit: DTCi

 

โซลูชั่นของ SOTI นี้ครอบคลุมการจัดการอุปกรณ์ได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น iOS, Android, Windows, Windows CE, Linux, macOS, Zebra Printer และอื่นๆ โดยในการควบคุมอุปกรณ์แต่ละประเภทนั้นก็จะมีความสามารถที่แตกต่างกันออกไปตามแต่ว่าเทคโนโลยีของอุปกรณ์นั้นๆ จะเอื้อให้เข้าไปบริหารจัดการได้มากน้อยเพียงใด นอกจากนี้ SOTI ยังสามารถเลือกได้ว่าจะติดตั้งใช้งานแบบ On-Premises ภายในองค์กร หรือใช้งานผ่าน Cloud ซึ่งธุรกิจองค์กรต่างๆ สามารถเลือกใช้งานได้ตามความเหมาะสม

โดยสรุปแล้ว ความสามารถของ SOTI มีดังต่อไปนี้

  • สามารถบริหารจัดการอุปกรณ์ Mobile Device, PC, Notebook, IoT ทั้งหมดได้ในหน้า Console เดียว ซึ่งในส่วนของ Android จะมี Built-in Antivirus มาให้ใช้งานด้วย
  • สามารถควบคุมการใช้งานอุปกรณ์ Mobile Device ให้มีรูปแบบการใช้งานตามที่ต้องการได้ เช่น การทำหน้าที่เป็น Kiosk เพียงอย่างเดียว ไม่สามารถใช้งานระบบอื่นๆ ได้
  • มีระบบ Remote เพื่อให้ผู้ดูแลระบบสามารถเข้าถึงอุปกรณ์ของผู้ใช้งานและช่วยเหลือแก้ไขปัญหา ลด Downtime ที่อาจเกิดขึ้นในธุรกิจได้
  • มีระบบติดตามการใช้งานอุปกรณ์ต่างๆ และ Dashboard ควบคุมการทำ Compliance สำหรับอุปกรณ์จำนวนมากได้อย่างง่ายดาย
  • สามารถทำ Package Deployment ได้อย่างรวดเร็ว ทำให้สามารถติดตั้ง Application ได้ง่ายจากระยไกลโดยไม่กระทบต่อการใช้งาน
  • สามารถควบคุมสิทธิการงาน Mobile Device เช่น จำกัดพื้นที่ห้ามใช้กล้อง จำกัดการใช้งานอินเตอร์เน็ตด้วย Web filtering
  • มีระบบสำหรับการพัฒนา Mobile Application ได้แบบ Drag & Drop ไม่ต้องเขียนโค้ดใดๆ ทำให้รองรับการนำไปใช้งานใน Workflow ต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย

 

Credit: DTCi

 

การนำไปใช้งานจริงนั้นก็มีกรณีหลากหลาย ซึ่งทีมงานของ DTCi และ SOTI ได้นำเสนอตัวอย่างการใช้งานที่น่าสนใจดังนี้

  • การควบคุม Mobile Device สำหรับเจ้าหน้าที่สายการบินที่ต้องให้บริการลูกค้าภายในสนามบิน โดยเน้นเรื่องของการควบคุมอุปกรณ์ให้สามารถทำงานได้เพียงแค่ Application ของธุรกิจเท่านั้น และเปิดให้อุปกรณ์ชิ้นหนึ่งๆ สามารถใช้งานได้โดยพนักงานหลายคน ซึ่ง SOTI จะช่วยให้ผู้ดูแลระบบ IT สามารถให้การสนับสนุนแก้ไขปัญหาจากระยะไกลได้ รองรับต่อเจ้าหน้าที่จำนวนมากที่ทำงานกระจายกันอยู่ในสนามบินหลายแห่ง ทำให้ลดเวลาการทำงานของผู้ดูแลระบบ
  • การพัฒนา Mobile Application เพื่อนำมาใช้ในธุรกิจ Logistics ทำให้มี Mobile Application สำหรับติดตามข้อมูลการส่งสินค้าต่างๆ ที่สามารถแก้ไขได้อย่างง่ายดาย ในขณะที่หากเจ้าหน้าที่คนไหนมีปัญหากับการใช้งานอุปกรณ์ แผนก IT ก็สามารถเข้าไปช่วยเหลือได้ทันที
  • การจัดการควบคุมให้อุปกรณ์ Tablet ทำงานแบบ Kiosk เพื่อนำไปใช้ในธุรกิจโรงแรม ให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงข้อมูลและบริการต่างๆ ของโรงแรมได้ผ่าน Tablet เดียว ในขณะที่ลูกค้าไม่สามารถนำ Tablet ไปใช้งานเพื่อวัตถุประสงค์อื่นได้ และทางโรงแรมเองก็สามารถนำเสนอบริการใหม่ๆ ได้อย่างง่ายดายผ่านการพัฒนา Web Application ด้วย HTML5 และนำมาเชื่อมต่อ
  • การแยกส่วน Application สำหรับการทำงานออกจากระบบอื่นๆ บน Mobile Device ที่พนักงานนำมาใช้ทำงานเองแบบ Bring Your Own Device (BYOD) ซึ่งเป็นที่นิยมในธุรกิจส่วนที่เป็นการขายและการตลาด เนื่องจากพนักงานมักไม่ได้เข้าออฟฟิศและสะดวกจะทำงานบนอุปกรณ์พกพาของตนเองเป็นหลัก โดยรองรับการ Onboard ได้หลากหลายวิธีการทำให้ง่ายต่อการใช้งานจริง และผู้ดูแลระบบไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งานได้ แต่ยังคงควบคุมการใช้งาน Application และการเข้าถึงข้อมูลในส่วนธุรกิจได้อยู่

ในงานสัมมนาครั้งนี้ยังมีการพูดถึงกรณีศึกษาอื่นๆ อีกมากมาย ทำให้เห็นได้ชัดเจนว่าเทรนด์ของการนำอุปกรณ์ Mobile Device ไปใช้งานในธุรกิจอย่างจริงจังนั้นกำลังเกิดขึ้นเรื่อยๆ และ SOTI เองก็มีความยืดหยุ่นมากพอที่จะตอบรับต่อความต้องการเหล่านี้ทั้งหมดได้อย่างครบถ้วน

 

SOTI ONE รวม 6 โซลูชั่นด้านการจัดการอุปกรณ์เข้าไว้ด้วยกัน

 

Credit: DTCi

 

สำหรับโซลูชั่นเด่นของ SOTI นั้นก็คือ SOTI ONE ที่เป็นโซลูชั่นใหญ่รวมความสามารถอีก 6 ประการหลักๆ เข้าด้วยกัน ดังนี้

1. SOTI MOBICONTROL

โซลูชั่นเด่นของ SOTI สำหรับใช้บริหารจัดการอุปกรณ์ iOS, Android, Windows, Windows CE, Linux, macOS, Zebra Printer และอื่นๆ ได้จากส่วนกลาง พร้อมทั้งมีระบบการบริหารจัดการเพื่อแยกข้อมูลของธุรกิจออกมาจากการใช้งานส่วนตัว เช่น Email, App, Content Management และ File Sharing ไปจนถึงการสั่งลบข้อมูลหรือระบบได้จากระยะไกล สำหรับปกป้องข้อมูลของธุรกิจบนอุปกรณ์ที่สูญหายหรือถูกขโมยไปได้

2. SOTI ASSIST 

โซลูชั่น Mobility Help Desk สำหรับช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถร้องขอความช่วยเหลือแก้ไขปัญหาจากผู้ดูแลระบบ IT ได้ผ่านการเปิด Ticket, การ Chat และเปิดให้ผู้ดูแลระบบทำการ Remote เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาได้ทันทีผ่านหน้า Console

3. SOTI SNAP

โซลูชั่นสำหรับการพัฒนา Mobile Application ได้แบบ Drag & Drop ไม่ต้องอาศัย Software Developer ซึ่ง Application นี้สามารถใช้งานได้บนทั้ง iOS และ Android บนหน้าจอหลากหลายขนาดแบบ Responsive อีกทั้งยังสามารถทำการ Integrate เข้ากับ SOTI ONE Platform, Zapier, Webhook, REST API, Office 365 และ Google Drive ได้ด้วย รวมถึงยังสามารถใช้งานแบบ Offline ได้

4. SOTI CENTRAL

ระบบ Portal สำหรับให้ลูกค้าและพาร์ทเนอร์ของ SOTI เข้าไปทำการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์รวมถึงช่วยกันแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ในแบบชุมชน

5. SOTI INSIGHT (Road Map 2019)

ระบบ Business Intelligence (BI) สำหรับวิเคราะห์ข้อมูลการใช้งาน Device, App, User, Sensor และข้อมูลอื่นๆ ที่ได้ทำการรวบรวมเอาไว้ในระบบ และนำ Machine Learning มาใช้ตรวจสอบเหตุการณ์ผิดปกติหรือทำนายปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ ช่วยให้การตัดสินใจทำงานต่างๆ และการดูแลแก้ไขปัญหาในระบบเป็นไปได้อย่างแม่นยำมากยิ่งขึ้นด้วยข้อมูล Big Data

6. SOTI CONNECT (Road Map 2019)

โซลูชั่น IoT Gateway สำหรับรวบรวม, วิเคราะห์ และส่งต่อข้อมูลจากอุปกรณ์ IoT ที่เชื่อมต่อเข้ามาด้วยโปรโตคอลหลากหลายเช่น LWM2M, MQTT หรือ LoRa และยังมี SDK สำหรับเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่นๆ ที่ไม่ได้รองรับมาตรฐานเหล่านี้ พร้อมมีหน้าจอสำหรับสร้าง Automation Workflow ด้วยตัวเองเพื่อให้ IoT Gateway ส่งคำสั่งไปยังอุปกรณ์ IoT เพื่อควบคุมการทำงานได้ทันทีหากได้รับข้อมูลซึ่งตรงตามเงื่อนไขที่กำหนด โดยไม่ต้องเขียนโปรแกรมเองแต่อย่างใด

 

ติดต่อทีมงาน DTCi ได้ทันที

สำหรับผู้ที่สนใจในโซลูชั่นของ SOTI และต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมหรือใบเสนอราคา สามารถติดต่อทีมงาน DTCi พันธมิตรของ SOTI อย่างเป็นทางการในประเทศไทยได้ทันทีที่  DTC Internetworking Co., Ltd.  [บริษัท ดีทีซี อินเตอร์เน็ทเวิร์คกิ้ง จำกัด] 123/3 ถ.นนทรี แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ 10120, เบอร์ติดต่อ 02-294-6776 ต่อ 221, Email: Sales.soti@dtci.co.th, Website: http://www.dtci.co.th

from:https://www.techtalkthai.com/dtci-technology-day-with-soti-seminar-summary/

Microsoft ออกแบบโลโก้ของ App ใน MS Office ใหม่ ดูเป็น 3 มิติมากขึ้น

Microsoft ได้ออกมาประกาศถึงการเปิดตัวโลโก้ใหม่ของบรรดา Application ใน Microsoft Office ให้ดูสวยงามและทันสมัยยิ่งขึ้น

 

Credit: https://medium.com/microsoft-design/redesigning-the-office-app-icons-to-embrace-a-new-world-of-work-91d72608ee8f

 

โลโก้เดิมนั้นถูกใช้มาตั้งแต่สมัยของ Microsoft Office 2013 ดังนั้นในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ Microsoft จึงได้แยกตัวหนังสือและสัญลักษณ์ของแต่ละ App ออกจากกัน เพื่อให้ยังคงแสดงถึงความง่ายของแต่ละ App ในขณะที่ยังคงจดจำได้ง่าย พร้อมทั้งมีการใส่แสงเงาเพื่อให้ดูมีความเป็น 3 มิติมากขึ้นด้วย

แนวทางการออกแบบใหม่นี้จะทำให้ Microsoft นั้นสามารถออกแบบโลโก้สำหรับ App ใหม่ๆ ได้ง่ายยิ่งขึ้นในอนาคต โดยโลโก้ใหม่เหล่านี้จะเริ่มถูกใช้งานบน Mobile และ Web ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้

ปัจจุบัน App ที่ได้รับโลโก้ใหม่นั้นก็ได้แก่ App ต่างๆ ใน Microsoft Office 365 รวมถึง SharePoint, Teams และ Skype ด้วย

 

ที่มา: https://www.onmsft.com/news/microsoft-redesigns-office-365-apps-icons-for-the-first-time-since-2013, https://medium.com/microsoft-design/redesigning-the-office-app-icons-to-embrace-a-new-world-of-work-91d72608ee8f

from:https://www.techtalkthai.com/microsoft-new-logos-for-ms-office-apps-2019/