คลังเก็บป้ายกำกับ: MOBILE_ENTERPRISE

Samsung เปิดตัว Galaxy Quantum 2 ปกป้องแอปฯ ด้วยเทคโนโลยี Quantum Cryptography

Samsung ประกาศเปิดตัวสมาร์ตโฟนรุ่นใหม่ Galaxy Quantum 2 ด้วย Spec การใช้งานระดับสูง พร้อมชิป Quantum Random Number Generator (QRNG) ในตัวสำหรับเทคโนโลยี Quantum Cryptography ช่วยยกระดับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยให้แก่แอปพลิเคชัน โดยเฉพาะแอปจำพวก Mobile Banking

Galaxy Quantum 2 เป็นสมาร์ตโฟนที่ Samsung พัฒนาร่วมกับ SK Telecom บริษัทโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่ของเกาหลีใต้ มีขนาดหน้าจอ 6.7 นิ้ว กล้องความละเอียด 64 ล้านพิกเซล และชิปประมวลผล Qualcomm Snapdragon 855+ มาพร้อมกับฟีเจอร์ที่ไม่แพ้สมาร์ตโฟนรุ่นใหญ่ ที่สำคัญคือมีชิป Quantum Random Number Generator (QRNG) ในตัวซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อปกป้องการทำธุรกรรมบนอุปกรณ์จากการโจมตีไซเบอร์

QRNG เป็นชิปเซ็ตขนาด 2.5 x 2.5 mm. ถูกพัฒนาโดย ID Quantique ซึ่งใช้คุณสมบัติด้านความไม่แน่นอนของอนุภาคควอนตัมในการสุ่มตัวเลขอย่างอิสระขึ้นมา คุณสมบัตินี้ช่วยให้กุญแจสำหรับเข้ารหัสข้อมูลมีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น กล่าวคือ ยิ่งสุ่มรหัสได้อิสระมากเท่าไหร่ ยิ่งใช้การคำนวณทางคณิตศาสตร์ในการแคร็กได้ยากเท่านั้น ต่างจากการเข้ารหัสส่วนใหญ่ในปัจจุบันที่การสุ่มตัวเลขยังมีปัจจัยอื่นๆ มาเกี่ยวข้อง นั่นหมายความว่า ถ้ามีกำลังประมวลผลเพียงพอ ก็จะสามารถแคร็กกุญแจที่ใช้เข้ารหัสได้

กุญแจเข้ารหัสที่ได้จากการสุ่มตัวเลขโดย QRNG นี้จะถูกใช้เพื่อปกป้องการทำธุรกรรมบนอุปกรณ์สมาร์ตโฟน เช่น การสร้าง One-time Password ขณะพิสูจน์ตัวตนแบบ 2-Factor ที่แข็งแกร่งกว่า หรือการเพิ่มความมั่นคงปลอดภัยในการเก็บข้อมูลไบโอเมทริกซ์ เป็นต้น นอกจากนี้ SK Telecom ยังเปิดให้ผู้ใช้สร้าง “Quantum Wallet” สำหรับใช้เก็บเอกสารสำคัญที่ระบุตัวตน เช่น บัตรประชาชน กรมธรรม์ประกันภัย ประกาศนียบัตรการศึกษา ซึ่งทั้งหมดนี้จะถูกเข้ารหัสโดยใช้ QRNG อีกด้วย

ชิป QRNG ของ ID Quantique จะทำงานร่วมกับแอปพลิเคชันที่ใช้ Android Keystore API โดยอัตโนมัติ ช่วยให้นักพัฒนาสามารถใช้ประโยชน์จากคุณสมบัติด้านควอนตัมเพื่อพัฒนาแอปพลิเคชันที่รองรับเทคโนโลยี Quantum Cryptography ได้ง่ายยิ่งขึ้น

Samsung Galaxy Quantum 2 เตรียมวางจำหน่ายเฉพาะภายในประเทศเกาหลีใต้เท่านั้น

ที่มา: https://www.zdnet.com/article/samsungs-new-galaxy-quantum-2-uses-quantum-cryptography-to-secure-apps/

from:https://www.techtalkthai.com/samsung-launches-galaxy-quantum-2-with-quantum-cryptography-feature/

Check Point พบมัลแวร์บนแอนดรอยด์ปลอมเป็น Netflix และแพร่กระจายผ่าน WhatsApp

Check Point ได้เผยแพร่พฤติกรรมของมัลแวร์ตัวหนึ่งใน Play Store ซึ่งมีความน่าสนใจคือเริ่มต้นจากการล่อลวงเป็นแอปที่ช่วยดู Netflix แต่เมื่อดาวน์โหลดมาแล้วจะสามารถส่งข้อความอัตโนมัติโฆษณาเกี่ยวกับ Netflix ใน WhatsApp เพื่อหาเหยื่อเพิ่ม

credit : Check Point

ไอเดียคือคนร้ายได้โฆษณาแอปพลิเคชันอันตรายที่ชื่อว่า FlixOnline (ตามภาพประกอบ) ซึ่งโฆษณาว่าแอปนี้จะช่วยให้ผู้ใช้สามารถดู Content ของ Netflix จากทั่วโลกได้ อย่างไรก็ดีเมื่อดาวน์โหลดมาแล้วจะเข้าไปมอนิเตอร์การสนทนาของ WhatsApp และสามารถ Auto Reply ด้วยข้อความที่รับมาจากเซิร์ฟเวอร์ควบคุมได้ โดยเนื้อหาที่ทีมงาน Check Point พบก็คือโฆษณาล่อลวงฟรี Netflix Premium 2 เดือน เพื่อกระจายตัวเองต่อไป

เจาะลึกถึงพฤติกรรม

เมื่อเหยื่อติดตั้งแอปพลิเคชัน FlixOnline เข้ามาแล้ว จะมีการขอสิทธิ์ 3 เรื่องคือ

  • Overlay – อนุญาตให้สร้างหน้าต่างอยู่บนแอปพลิเคชันอื่นได้ ซึ่งนิยมกันในคนร้ายที่สร้างหน้าล็อกอินปลอมสำหรับแอปอื่นๆ เพื่อหลอกขโมย Credentials
  • Ignore Battery Optimization – มัลแวร์จะไม่ถูกหยุดแม้จะอยู่ในสถานะ Idle ซึ่งปกติแล้วแอปจะถูกหยุดเมื่อไม่ได้ใช้
  • Notification Listener Service – ช่วยให้มัลแวร์สามารถเข้าถึงทุก Notification ที่เกี่ยวข้องกับข้อความที่เข้ามายังอุปกรณ์ ซึ่งยังเปิดให้มัลแวร์สามารถทำการ Dismiss และ Reply ข้อความได้ 

โดย Check Point ได้สรุปถึงผลลัพธ์ของมัลแวร์ไว้ว่าจะสามารถแพร่กระจายลิงก์อันตรายเพื่อหาเหยื่อต่อในรายชื่อของ WhatsApp หรือการ Auto Reply รวมถึงยังสามารถขโมยข้อมูลผู้ใช้ WhatsApp ได้ ทั้งนี้ Google ได้ลบแอปออกจาก Play Store เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งทีมงาน Check Point ได้ฝากให้ทุกท่านระมัดระวังการคลิกลิงก์ที่มีความน่าสนใจแม้จะมาจากบุคคลที่น่าเชื่อถือก็ตาม ไม่ว่าจากช่องทางใดเพื่อเป็นการป้องกันตัวเบื้องต้นจากการตกเป็นเหยื่อของมัลแวร์

ที่มา : https://blog.checkpoint.com/2021/04/07/autoreply-attack-new-android-malware-found-in-google-play-store-spreads-via-malicious-auto-replies-to-whatsapp-messages/

from:https://www.techtalkthai.com/check-point-discloses-malicious-android-app-pose-as-netflix-spread-via-whatsapp-autoreply/

VMware Webinar: The Best Ways to Optimize Your WFH Experience with VMware (ภาษาไทย) [20 เม.ย. 2021 – 10.30น.]

ขอเชิญ CTO, CIO, IT Manager และผู้ดูแลระบบ IT เข้าร่วม Webinar ในหัวข้อเรื่อง “The Best Ways to Optimize Your WFH Experience with VMware โดย VMware” เพื่อรับชมแนวทางการบริหารจัดการอุปกรณ์ Endpoint ขององค์กร พร้อมส่งมอบประสบการณ์การทำงานได้จากทุกที่ทุกเวลาอย่างมั่นคงปลอดภัย รวมถึงการผสานระบบ SD-WAN เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมสำหรับการทำงานจากระยะไกลให้กับธุรกิจองค์กรได้อย่างมั่นใจ ในวันอังคารที่ 20 เมษายน 2021 เวลา 10.30น. – 12.00น. โดยมีกำหนดการและวิธีการลงทะเบียนดังนี้

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: The Best Ways to Optimize Your WFH Experience with VMware โดย VMware
ผู้บรรยาย: คุณ Paanob Mahanarongchai, Senior Solution Engineer, VMware และคุณ Ausvin Intakanok, Sales Specialist for SD-WAN, VMware
วันเวลา: วันอังคารที่ 20 เมษายน 2021 เวลา 10.30น. – 12.00นซ
ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference
จำนวนผู้เข้าร่วมสูงสุด: 100 คน
ภาษา: ไทย

จากสถานการณ์ในปีที่ผ่านมา เราทุกคนพบว่าเทคโนโลยีเป็นส่วนสำคัญในการเปลี่ยนแปลงโลกและปฏิวัติวิถีการทำงานของผู้คน ซึ่งทุกองค์กรจะต้องเผชิญหน้าและรับมือกับการเปลี่ยนแปลง การ WFH หรือการทำงานจากบ้านหรือจากที่ใดก็ตามเป็นโซลูชันมาตรฐานที่ทุกองค์กรจำเป็นต้องมี

เมื่อมองไปข้างหน้า จะเห็นได้ว่าในอนาคตโซลูชันการทำงานย่อมมีการเปลี่ยนแปลงต่อไปอีกเรื่อย ๆ เพื่อ เชื่อมต่อ สร้างการเข้าถึง และ เพิ่มประสิทธิผลในการทำงานมากยิ่งขึ้น ในมุมมองของไอทีสิ่งเหล่านี้จำเป็นต้องเชื่อมเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ ไร้ข้อจำกัด ไร้ขอบเขต และเป็นหนึ่งเดียว

แต่ในความเป็นจริง ในองค์กรมีเครื่องมือและอุปกรณ์ที่นำมาใช้ในระบบหลากหลาย รวมไปถึงระบบปฏิบัติการต่าง ๆ และยังต้องคำนึงถึงนโยบายป้องกันความปลอดภัย และการเข้ารหัสอีกด้วย อันสร้างประสบการณ์เลวร้ายในการเข้าใช้งานให้กับพนักงานทั่วไป

VMware Workspace ONE® Unified Endpoint Management (UEM) จึงถูกออกแบบมาเพื่อรวมบริหารจัดการอุปกรณ์ mobility ต่าง ๆ ขององค์กรไว้ในคอนโซลเดียวเท่านั้น ลดความยุ่งยาก และความซับซ้อนในการดูแลระบบ นอกจากนี้ยังรองรับ Windows 10 ระบบปฏิบัติการที่ได้รับการปรับปรุงเพื่อแก้ไขปัญหาด้านความปลอดภัยและข้อมูลบน workspace หรือการทำงาน WFH ในปัจจุบัน

ในหัวข้อนี้เราจะกล่าวถึงความสามารถของ Workspace ONE UEM ที่ทำงานร่วมกับของ Windows 10 ทำให้เกิดโซลูชันการจัดการที่ง่าย คุ้มค่า และสามารถทำ Desktop Lifecycle Management ได้อย่างครบวงจรผ่าน Cloud ทำให้สามารถควบคุมและบริหารจัดการอุปกรณ์ Desktop ที่ติดตั้งใช้งานอยู่ทั้งภายในและภายนอกองค์กรได้อย่างครบถ้วน มั่นใจได้ในการทำ Patch และการบังคับใช้นโยบายด้านความมั่นคงปลอดภัยบนทุกอุปกรณ์ได้ตลอดเวลา

นอกจากนี้การบรรยายยังครอบคลุมถึงเรื่องของ SD-WAN ที่คอยดูแลเรื่องของการเชื่อมต่อจาก ทุกที่ทุกเวลา ที่ต่อเนื่องจาก Workspace ONE เพื่อรองรับวิธีการเชื่อมต่อสําหรับโซลูชัน WFH ให้ครบวงจรมากขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพการทํางานให้กับพนักงานภายในขององค์กรที่พร้อมสําหรับยุค digital transformation

ลงทะเบียนเข้าร่วม Webinar ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

ผู้ที่สนใจสามารถกรอกแบบฟอร์มเพื่อเข้าร่วม Webinar ในหัวข้อนี้ได้ทันทีโดยไม่มีค่าใช้จ่ายที่ https://vmware.zoom.us/webinar/register/1516172673082/WN_n4psgqRNTpC6YQHJxwXKAA โดยทีมงานขอความกรุณากรอกข้อมูลชื่อบริษัทด้วยชื่อเต็มของหน่วยงานหรือองค์กร เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในการจัดการกับข้อมูลการลงทะเบียน

from:https://www.techtalkthai.com/vmware-webinar-the-best-ways-to-optimize-your-wfh-experience-with-vmware/

กองทัพสหรัฐสั่งซื้อ Microsoft HoloLens 2 Headset จำนวน 120,000 ชุด ใช้ในการฝึกซ้อมรบและการปฏิบัติการจริง

Microsoft ได้ออกมาเผยถึงลูกค้าของ HoloLens 2 รายใหญ่รายหนึ่ง ซึ่งก็คือกองทัพสหรัฐที่สั่งซื้อ HoloLens 2-based Integrated Visual Augmentation System (IVAS) Headset ไปมากถึง 120,000 ชุด และอาจมีมูลค่าดีลสูงถึง 21,880 ล้านเหรียญหรือราวๆ 656,400 ล้านบาทได้ในระยะเวลา 10 ปี

Credit: ZDnet, Microsoft

U.S. Army นั้นได้ร่วมมือกับ Microsoft ในการพัฒนาเทคโนโลยี Augmented Reality มาตั้งแต่ปี 2018 ในดีลมูลค่าสูงถึง 480 ล้านเหรียญหรือราวๆ 14,400 ล้านบาท เพื่อเริ่มนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาทดลองใช้งานภายในกองทัพ จนล่าสุดนี้ กองทัพสหรัฐก็ตัดสินใจนำ HoloLens สองมาใช้งานในระดับ Production และการออกภาคสนามแล้วในครั้งนี้

HoloLens 2 Headset นี้จะต้องทำงานร่วมกับ Microsoft Azure ในการประมวลผล โดยระบบ IVAS ที่กองทัพสหรัฐสั่งซื้อไปครั้งนี้จะถูกนำไปใช้เพื่อเพิ่มการรับรู้สถานการณ์รอบตัวมากขึ้นสำหรับใช้ในการรบและการฝึกซ้อม ไม่ว่าจะเป็นการแสดงผลในเวลากลางคืนให้ชัดเจนยิ่งขึ้น, การติดตั้งเซ็นเซอร์ตรวจจับอุณหภูมิ และอื่นๆ ซึ่งถูกผสานรวมไปในตัว Headset และหน้าจอแสดงผล โดยอาศัยการประมวลผลรว่มกันระหว่าง Mixed Reality และ Machine Learning ในการสร้างสถานการณ์การซ้อมรบที่เสมือนจริง

ผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Microsoft HoloLens 2 สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.microsoft.com/en-us/hololens

ที่มา: https://www.zdnet.com/article/u-s-army-advances-its-120000-hololens-based-headset-deal-with-microsoft/

from:https://www.techtalkthai.com/microsoft-hololens-2-headset-won-big-us-army-deal/

เปิดตัว Cisco Webex People Insights สรุปสถิติการประชุมให้ทุกคนทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ในงาน Cisco Live ทาง Cisco ได้ออกมาประกาศเปิดตัวถึงความสามารถใหม่ Webex People Insights ซึ่งจะช่วยสรุปการมีส่วนร่วมของผู้ร่วมประชุมแต่ละคนในการประชุม เป็นข้อมูลเสริมเพื่อให้ผู้ร่วมประชุมทำการปรับปรุงตนเองได้อย่างเหมาะสม

Credit: VentureBeat, Cisco

ความสามารถนี้จะทำการวิเคราะห์การมีส่วนร่วมของแต่ละคน แต่ละทีม และทั้งองค์กรในการประชุมสื่อสารกันได้ เช่น ระยะเวลาที่เปิดวิดีโอ, เวลาที่เข้าร่วมประชุม และสถิติการประชุมร่วมกับคนอื่นๆ ในบริษัท เพื่อให้สามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ปรับปรุงการประชุมในรูปแบบต่างๆ ได้ เช่น

– แจ้งเตือนพนักงานที่เข้าประชุมสายบ่อยๆ
– แนะนำให้ผู้ที่นำเสนอเยอะเกินไปในการประชุมให้ลดการนำเสนอลงบ้าง
– แนะนำให้ผู้ที่นำเสนอน้อยเกินไปในการประชุมให้มีส่วนร่วมบ้าง

ที่ผ่านมา Cisco นั้นได้มีการเข้าซื้อกิจการจำนวนมากเพื่อนำมาเสริมศักยภาพให้กับ Webex ไม่ว่าจะเป็น IMImobile เพื่อเสริมการทำ AI, BabbleLabs เพื่อเสริมคุณภาพของเสียงด้วย AI และ Slido เพื่อเสริมสีสันและการมีส่วนร่วมให้กับการประชุม

Cisco ระบุว่า Webex People Insights นี้จะเปิดให้ใช้งานทั่วโลกในปีหน้า โดยจะเริ่มจากการเปิดให้ลูกค้าบางส่วนในสหรัฐอเมริกาได้ทดลองใช้งานก่อนในปีนี้

ที่มา: https://venturebeat.com/2021/03/31/cisco-is-bringing-individual-and-team-insights-to-webex-video-calls/

from:https://www.techtalkthai.com/cisco-webex-people-insights-is-announced/

[รีวิว] Samsung Galaxy Tab Active3: Rugged Tablet แข็งแรงทนทาน เหมาะสำหรับการทำงาน ที่เสริมความสามารถใหม่ตอบโจทย์การใช้งานในธุรกิจมากมาย

หลังจากที่ปีที่แล้วทางทีมงาน TechTalkThai เรามีโอกาสได้ทดลองใช้งาน Samsung Galaxy Tab Active Pro กับ Samsung Galaxy XCover ซึ่งเป็น Tablet และ Smartphone รุ่นถึกทนสำหรับการใช้ทำงานโดยเฉพาะ ในปี 2021 นี้ ทาง Samsung ก็ได้ส่ง Samsung Galaxy Tab Active3 รุ่นใหม่ล่าสุดมาให้เราได้ลองใช้งานกันครับ

จากการลองใช้งาน ก็พบว่า Samsung Galaxy Tab Active3 นี้ถือเป็น Rugged Tablet ที่มีความเฉพาะตัวค่อนข้างสูง เหมาะสำหรับการนำไปใช้งานจริงๆ มากกว่าจะนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน แต่ด้วย Use Case การใช้งานที่หลากหลายก็ทำให้ Samsung Galaxy Tab Active3 นี้ถือเป็นอุปกรณ์ที่น่าสนใจ และสำหรับหลายธุรกิจก็น่าจะต่อยอดได้ไม่น้อยเลยทีเดียว โดยจะเป็นอย่างไรนั้น ขอเชิญอ่านรีวิวฉบับนี้กันได้เลยครับ

รู้จักกับ Samsung Galaxy Tab Active3 เบื้องต้นกันก่อน

ก่อนจะพาทุกท่านไปสู่ช่วงรีวิวการใช้งานกัน เราขอเล่าสรุปถึงสเป็คและความสามารถต่างๆ ของ Samsung Galaxy Tab Active3 ให้ทุกท่านได้รู้จักกันก่อนครับ

Credit: Samsung

Samsung Galaxy Tab Active3 นี้ เป็นผลิตภัณฑ์ในตระกูล Rugged Device จาก Samsung หรือก็คืออุปกรณ์รุ่นที่ออกแบบเพื่อความทนทานที่สูงมากเป็นพิเศษเพื่อให้สามารถใช้งานได้ต่อเนื่องยาวนาน ไม่ต้องกลัวว่าอุปกรณ์จะพังง่ายๆ จากปัจจัยด้านการหล่น การกระแทก ความร้อน การสั่นสะเทือน ความชื้น การเปียกน้ำ หรืออื่นๆ ด้วยการผ่านการรองรับตามมาตรฐาน IP68 และ MIL-STD นั่นเองครับ

Credit: Samsung

ทั้งนี้ตัวอุปกรณ์ได้ถูกปรับแต่งมาเพื่อความสะดวกสบายและความทนทานในการใช้ทำงานโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบอุปกรณ์ให้มีขนาดใหญ่ และใช้เคสที่หนาและแข็งแรง เพื่อลดโอกาสที่อุปกรณ์จะร่วงหล่นจากมือของผู้ใช้งาน, การเลือกใช้ Hardware ภายในให้เหมาะสมต่อการทำงาน ไม่กินพลังงานมากจนเกินไป เพื่อให้ใช้งานได้ต่อเนื่องในการชาร์จแบตเตอรี่แต่ละครั้ง, การออกแบบปุ่มใหม่ๆ และ Interface เพิ่มเติมในอุปกรณ์ เพื่อให้สามารถนำไปปรับแต่งให้เหมาะสมต่อการใช้งาน และชาร์จไฟได้ง่าย ไปจนถึงการรองรับการถอดอุปกรณ์มาเปลี่ยนแบตเตอรี่หรือซิมได้ง่ายๆ เพื่อให้ธุรกิจสามารถซ่อมบำรุงอุปกรณ์ได้อย่างสะดวกที่สุด

สเป็คของ Samsung Galaxy Tab Active3 มีดังนี้

  • หน่วยประมวลผล Samsung Exynos 9810 (2.7GHz/1.7GHz Octa-Core) โดย CPU เร็วกว่ารุ่นก่อน 2.4 เท่า และ GPU เร็วกว่ารุ่นก่อน 14.6 เท่า
  • RAM 4GB พร้อม ROM 64GB สามารถเสริม MicroSD Card ให้มีความจุ 1TB ได้
  • แบตเตอรี่ขนาด 5,050mAh ใช้งานได้สูงสุด 11 ชั่วโมง สามารถถอดเปลี่ยนได้ รองรับ Fast Charge
  • สามารถถอดแบตเตอรี่ แล้วเสียบชาร์จไฟเพื่อใช้งานแทนได้ สำหรับกรณีที่ต้องการใช้งานเป็น Kiosk หรืออุปกรณ์ติดตั้งในพื้นที่ต่างๆ หรือบนยานพาหนะ
  • น้ำหนักเริ่มต้น 426 กรัม หากรวมเคสและ S Pen แล้วจะมีน้ำหนัก 522.5 กรัม
  • หน้าจอแบบ WUXGA ขนาด 8 นิ้ว รองรับการสัมผัสได้แม้จะใส่ถุงมืออยู่
  • กล้องหลังความละเอียด 13 ล้านพิกเซลรองรับ Auto Focus กล้องหน้าความละเอียด 5 ล้านพิกเซล
  • เมื่อใส่เคสแล้วจะกันกระแทกจากการหล่นที่ความสูง 1.5 เมตรได้ พร้อมกันน้ำกันฝุ่นที่มาตรฐาน IP68
  • มี S Pen ขนาดใหญ่ ที่รองรับการกันน้ำกันฝุ่นที่มาตรฐาน IP68
  • เชื่อมต่อ Wi-Fi 6 และ Bluetooth 5.0 ได้ รองรับการเชื่อมต่อ 4G
  • มีพอร์ต USB-C มีช่องหูฟังขนาด 3.5mm
  • มี NFC ในตัว สามารถ แตะ ทัช ได้โดยไม่ต้องถอดเคสออก เพราะอาจจะมีบางเคสกันกระแทก มีความหนาเกินไม่สามารถแตะบัตร NFC ได้ จำเป็นต้องถอดเคสออกก่อน
  • สามารถทำ Face Recognition และการอ่านลายนิ้วมือที่ปุ่ม Home เพื่อปลดหน้าจอได้

จะเห็นได้ว่าตัวสเป็คของอุปกรณ์นี้จะต่างจากพวก Smartphone หรือ Tablet รุ่นเรือธง ที่มักเน้นเรื่องของพลังการประมวลผล, การแสดงผลหน้าจอ และน้ำหนักที่เบาเป็นหลัก แต่ Samsung Galaxy Tab Active3 นี้จะเน้นเรื่องของความทนทาน และความสามารถเสริมอื่นๆ สำหรับใช้ในการทำงานแทน

นอกจากนี้ Samsung Galaxy Tab Active3 ยังมี Samsung Knox พร้อมรองรับการใช้บริการเสริมต่างๆ จาก Samsung ในการบริหารจัดการควบคุมการใช้งานของอุปกรณ์ เช่น การจัดการกับ Firmware, Software, การตั้งค่าการทำงานของเครื่อง ไปจนถึงการควบคุมระดับ Hardware ได้จากศูนย์กลาง ทำให้สามารถปรับแต่งการใช้งานของอุปกรณ์ให้เหมาะสมกับการทำงานได้ เช่น การคงค่าของ Firmware ที่ใช้งานให้เป็นรุ่นที่รองรับกับการใช้งาน Business Software ที่ต้องการได้โดยไม่ถูกบังคับอัปเดต, การตั้งค่าให้อุปกรณ์เปิดตัวเองโดยอัตโนมัติเมื่อได้รับการจ่ายพลังงานผ่านช่องชาร์จสำหรับใช้ในกรณี Kiosk และอื่นๆ อีกมากมาย

ตัวอุปกรณ์รุ่นนี้จะมาพร้อมกับประกันแบบ ___________________ 

สำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Samsung Galaxy Tab Active3 สามารถศึกษาข้อมูลได้ที่ https://www.samsung.com/th/business/tablets/galaxy-tab-active3-t575/sm-t575nzkathl/

ทำไมธุรกิจจึงต้องการ Rugged Device? Samsung Galaxy Tab Active3 เหมาะกับการใช้งานในกรณีไหนบ้าง?

อ่านมาถึงตรงนี้แล้วหลายท่านอาจจะยังนึกไม่ออกว่าอุปกรณ์ในกลุ่ม Rugged Device อย่าง Samsung Galaxy Tab Active3 นี้จะเหมาะนำไปใช้งานในกรณีใดบ้าง ทางเราจึงอยากขอใช้พื้นที่ตรงนี้ยกตัวอย่างให้เห็นภาพกันมากขึ้นครับ

1. การใช้งานในภาคอุตสาหกรรม เช่น โรงงาน, เหมือง, การก่อสร้าง, การขนส่ง, โรงพยาบาล หรือภายนอกอาคาร

Credit: Samsung

สำหรับอุตสาหกรรมหนักที่ทุกวันนี้เริ่มมีการนำเทคโนโลยีเข้าไปช่วยเสริมกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำระบบ Enterprise Resource Planning (ERP), Material Resource Planning (MRP), Warehouse Management Systems (WMS) หรือระบบควบคุมการผลิตหรือกระบวนการการทำอุตสาหกรรมอื่นๆ ไปใช้งาน การมีอุปกรณ์ Tablet ที่มีความทนทานสูง และสามารถใช้งานได้แม้ขณะที่ใส่ถุงมือ หรืออุปกรณ์เปียกน้ำอยู่ได้นั้นก็จะช่วยให้การทำงานเป็นไปได้สะดวกง่ายดายมากยิ่งขึ้น

ลองนึกถึงกรณีของการนำไปใช้ในโรงงานที่ต้องมีการควบคุมด้าน Safety และ Hygiene ที่พนักงานต้องสวมใส่ชุดป้องกันและมีการทำความสะอาดร่างกายก่อนเข้าไปในพื้นที่โรงงาน กรณีนี้หากต้องการนำ Tablet เข้าไปใช้งานหน้าสายการผลิตนั้นก็ย่อมต้องการ Tablet ที่มีความทนทานสูง

หรือการนำอุปกรณ์ Tablet ไปใช้งานในไซต์ก่อสร้าง การมีอุปกรณ์ที่ทนทานต่อการหล่น การกระแทก ฝุ่น หรือน้ำ ก็จะช่วยลดโอกาสที่อุปกรณ์จะเสียหายหรือชำรุดขณะที่นำไปใช้งานได้

หรือบริการ Ride Sharing และ Food Delivery เองก็ตาม หากต้องการนำอุปกรณ์ Tablet ไปติดตั้งไว้บนรถจักรยานยนต์ที่ต้องใช้ฝ่าลม ฝ่าฝน ฝ่าฝุ่น ฝ่าแดดบนท้องถนน การมีอุปกรณ์ที่ทนทานนี้ก็จะช่วยให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้อย่างไม่สะดุดติดขัด

สุดท้าย สำหรับการใช้งานในโรงพยาบาลที่ความเร็วเป็นเรื่องสำคัญ การมีอุปกรณ์ที่ทนทานต่อการใช้งานได้นั้นก็จะทำให้ทีมแพทย์และพยาบาลปฏิบัติงานได้อย่างสะดวกโดยไม่ต้องกังวลว่าอุปกรณ์จะพัง รวมถึงยังสามารถทำความสะอาดฆ่าเชื้อโรคบนอุปกรณ์ได้อย่างต่อเนื่องด้วยวิธีการที่หลากหลายอีกด้วย

2. การติดตั้งใช้งานร่วมกับเครื่องจักร, หุ่นยนต์, ยานพาหนะ, ตู้ Kiosk

Credit: Samsung

อีกกรณีที่น่าสนใจก็คือการนำ Tablet ไปใช้ปรับปรุงให้พื้นที่ทำงานนั้นมีความชาญฉลาดมากยิ่งขึ้น หรือให้บริการแบบ Self Service ได้มากยิ่งขึ้นนั่นเอง

ตัวอย่างที่พบเห็นได้บ่อยมากนั้นก็คือการทำให้ Station ใดๆ ในโรงงานหรือสายการผลิตนั้นสามารถควบคุมหรือติดตามการทำงานได้ผ่าน Tablet ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้ก็อาจถูกติดตั้งอยู่ใกล้เคียงกับตัวเครื่องจักรที่อาจมีการสั่นสะเทือนหรือแผ่ความร้อนออกมาได้

อีกกรณีหนึ่งที่เป็นไปได้นั้น ก็คือการนำ Tablet ไปติดตั้งบนหุ่นยนต์หรือตู้ Kiosk เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถตอบสนองกับหุ่นยนต์ได้ผ่าน Application ต่างๆ บน Tablet โดยตรง

นอกจากนี้ในธุรกิจ Logistics เอง การนำ Tablet ติดตั้งไปบนยานพาหนะเพื่อใช้ในการติดตามตำแหน่ง, การป้อนข้อมูลที่เกี่ยวกับการทำงาน, การนำทาง หรืออื่นๆ นั้นก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งเช่นกัน

3. การเป็นอุปกรณ์พกพาให้กับพนักงานหน้างานที่มีความทนทานสูง

Credit: Samsung

กรณีสุดท้ายที่ใกล้ตัวที่สุด ก็คือการใช้ Tablet สำหรับพนักงานขายหน้าร้านหรือเข้าถึงระบบ Point-of-Sale (POS) นั่นเอง ซึ่งในกรณีนี้การที่อุปกรณ์มีความทนทานสูง ก็จะทำให้พนักงานสามารถใช้งานอุปกรณ์ได้อย่างสบายใจโดยไม่ต้องกังวลถึงอุบัติเหตุต่างๆ ที่อาจทำให้อุปกรณ์เสียหายจนใช้งานไม่ได้นั่นเอง ทำให้ธุรกิจของร้านสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างลื่นไหลไม่สะดุดติดขัด

แกะกล่อง ลองใช้งานของจริง

หลังจากที่เกริ่นกันมามากแล้ว ก็ถึงเวลาทดลองใช้งาน Samsung Galaxy Tab Active3 กันจริงๆ เสียทีครับ

เมื่อได้ทำการแกะอุปกรณ์ออกมาลองใช้งานแล้ว สัมผัสแรกที่พบได้เลยก็คืออุปกรณ์นี้ที่ใส่เคสอยู่ หนักกว่าตอนที่ไม่ได้ใส่เคสเพียงเล็กน้อย แต่ก็สามารถจับได้ถนัดมือ ไม่ต้องกลัวหลุดมือร่วงหล่นไป เพราะตัวเคสออกแบบมาให้ติดมือมากๆ ครับ

ส่วน S Pen นั้นก็มีขนาดที่ใหญ่กว่า S Pen ปกติของมือถือหรือ Tablet รุ่นอื่นๆ ของ Samsung เป็นอย่างมาก หยิบออกมาใช้งานจากด้านบนของเคสนี่ก็ไม่ต้องกลัวทำหล่นเลย เพราะด้วยขนาดใหญ่ที่จับได้แน่น และตัว S Pen ที่ดูทนทานมากจนรู้สึกว่าแม้จะหล่นพื้นก็คงไม่พังง่ายๆ ในขณะที่ตอนเก็บ S Pen เข้าไปในเคสนี่ก็ดูแน่นหนา ไม่หลุดออกมาง่ายๆ นอกจากนี้ยังเขียนลื่น ไม่ต้องชาร์ต มีมาให้ในกล่องไม่ต้องซื้อเพิ่ม

รอบๆ ตัวเครื่องเองก็มีจุดสังเกตที่น่าสนใจมากมาย โดยจุดแรกก็คือด้านขวาของเครื่องที่มีปุ่มเพิ่มมาให้อีกปุ่มหนึ่ง สำหรับให้เราตั้งเป็น Shortcut เข้าไปทำงานใน Application ต่างๆ ได้อย่างสะดวกครับ

จุดถัดมาก็ถือด้านซ้ายของตัวเครื่อง ที่มีช่องชาร์จไฟแบบพิเศษที่เรียกว่า POGO สำหรับวางอุปกรณ์เข้ากับแท่นชาร์จแล้วชาร์จไฟได้ง่ายๆ ไม่ต้องใช้สาย USB สำหรับกรณีที่ในพื้นที่ทำงานมีการใช้อุปกรณ์ Samsung Galaxy Tab Active3 เป็นจำนวนมาก และต้องการชาร์จไฟให้กับหลายๆ อุปกรณ์อย่างต่อเนื่องเพื่อให้อุปกรณ์พร้อมนำไปใช้งานได้อยู่ตลอด ไม่ต้องเสียเวลามาถอดใส่สาย USB-C เองอีกต่อไป

ส่วนด้านล่างเครื่องนั้นก็จะเป็นพื้นที่สำหรับลำโพง, ไมโครโฟน, พอร์ต USB-C สำหรับชาร์จไฟและทำสิ่งอื่นๆ และช่องหูฟังแบบ 3.5mm ครับ

หลังจากได้ทดลองใช้งานก็มีประสบการณ์การใช้ดังนี้ครับ

  • เปิดเครื่องครั้งแรกก็ต้องรอระบบเซ็ตค่าต่างๆ ก่อนเล็กน้อย แต่หลังจากนั้นก็จะค่อนข้างเร็วแล้ว
  • แข็งแรง ทนทาน แต่น้ำหนักค่อนข้างเยอะ ถ้าถือค้างเอาไว้เพื่อดูคลิปอาจเหนื่อยได้ แต่ถ้าแค่ถือเพื่อพกพกไปพกมา แล้วเปิด App ใช้กรอกข้อมูลก็รู้สึกว่าเหมาะดี
  • S Pen ที่มีขนาดใหญ่และเก็บอยู่ที่เคสของเครื่องทำให้รู้สึกกล้าหยิบมาใช้บ่อยขึ้นโดยไม่ต้องกลัวพัง กลัวเปียก กลัวมีฝุ่น หรืออื่นๆ ที่เคยรู้สึกเหมือนตอนใช้ Samsung Galaxy Note 10
  • จุดเด่นต่างๆ ที่ Samsung โฆษณาเอาไว้สามารถใช้ได้หมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของปุ่มสำหรับทำ Shortcut ในการเข้า App, การสัมผัสผ่านถุงมือ, การถอดแบตเตอรี่แล้วยังใช้งานได้ด้วยการเสียบชาร์จไฟค้างไว้ ส่วนการสแกน Barcode นั้นต้องลง Google ARCore ก่อน
  • มีโหมด Auto HotSpot จ่าย Wi-Fi โดยใช้ Internet จาก 4G ได้อัตโนมัติ เหมาะสำหรับกรณีที่จะพ่วงอุปกรณ์อื่นในการทำงานให้เชื่อมต่อ Internet จาก Tablet ไปได้เลย
  • สามารถปรับแต่งการตั้งค่าการทำงานของปุ่มด้านข้างเครื่อง 2 ปุ่มให้เป็น Shortcut ไปเข้า App หรือทำสิ่งต่างๆ ที่ต้องการได้ปุ่มละ 2 App (กด 1 ครั้งกับกดค้าง) และสามารถกดได้ตั้งแต่ก่อนปลดหน้าจอ ทำให้สะดวกในการเรียกใช้งาน App สำหรับทำงานที่ต้องการขึ้นมาได้ทันที
  • ปรับเครื่องให้แตะหน้าจอสองครั้งเพื่อปลุกเครื่องได้ เหมาะกับกรณีที่ใช้สองมือในการถือ Tablet ทำงานมาก เพราะไม่ต้องกดปุ่มด้านล่างหรือด้านข้างเครื่องในการปลุก ทำงานได้เร็วขึ้นกว่าเดิม
  • ง่ายในการดูแลรักษา โดยสามารถแกะส่วนต่างๆ ของเครื่องออกมาได้โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือพิเศษแต่อย่างใด ทั้งการถอดฝาหลังเครื่องหรือการถอดถาดซิมก็ตาม
  • ปุ่มเป็น Hard Button ทั้งหมด ถึงแม้จะดูไม่ทันสมัยแต่ตอนใช้งานจริงที่อยากกดให้ได้อย่างแม่นยำและไม่พลาดไปสัมผัสโดนปุ่ม Back โดยไม่ตั้งใจก็ถือว่าตอบโจทย์ดี
  • แบตเตอรี่ทนมาก และด้วยสเป็คเครื่องที่ไม่ได้แรงมากทำให้ไม่เปลืองแบตเวลาใช้จริง ใช้งานแบบลืมชาร์จได้เลย
  • สามารถถอดแบตเตอรี่และใช้งานในขณะชาร์จไฟได้จริง โดยเมื่อถอดแบตออกแล้วเครื่องจะมีน้ำหนักเบามากๆ ดังนั้นในการใช้งานแบบ Kiosk ก็ตอบโจทย์พอสมควร
  • การปิดเครื่องนั้นจะไม่เหมือนกับเครื่องทั่วไปที่กดปุ่มข้างเครื่องค้างไว้ก็ปิด แต่ต้องกดสองปุ่มพร้อมกันแทน ทำให้ลดโอกาสพลาดไปปิดเครื่องโดยบังเอิญได้
  • Shortcut ที่ตั้งไว้ใน Programmable Button สามารถกดได้แม้จะอยู่ในหน้าก่อนปลดล็อคเครื่อง ทำให้สามารถตั้ง Shortcut และเข้า App ที่ต้องการได้เร็วมาก
  • ทดลองใช้ Push-to-Talk ใน Zoom ดู พบว่าสะดวกดีสำหรับการใช้งานนอกอาคาร เพราะไม่ต้องเล็งปุ่ม Mute/Unmute มากนัก และเห็นได้ง่ายว่าเราเปิดไมค์หรือปิดไมค์อยู่
  • กล้องถือว่าใช้ทำงานได้ แต่ก็ไม่ได้หลากหลายหรือคมชัดเท่ากล้องมือถือ Flagship
  • Samsung DeX ถูกปรับใช้เชื่อมต่อกับ PC/Notebook ผ่านระบบ Wi-Fi แทน ส่วนการต่อออกจอ Monitor ยังใช้ได้ผ่านสายและผ่าน Wi-Fi
  • S Pen มีลูกเล่นเสริมเรื่องการแปลภาษาของคำที่ต้องการได้ เลือกได้หลายภาษา สำหรับธุรกิจนานาชาติก็น่าจะสะดวกดีในบางกรณี แต่ต้องติดตั้ง App เพิ่มก่อนใช้งาน

โดยรวมแล้วหลังจากได้ทดลองใช้งานมาระยะหนึ่งก็มีความเห็นว่า Samsung Galaxy Tab Active3 นี้ถูกออกแบบและพัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้งานในระดับธุรกิจจริงๆ เพราะ Value ของตัวผลิตภัณฑ์เกือบทั้งหมดนั้นคือการรองรับ Scenario การใช้ในการทำงานที่มีความเฉพาะทางสูง, การลด Downtime หรือ Maintenance ในการใช้ทำงาน โดยไม่ได้เน้นเรื่องประสิทธิภาพในระดับที่ต้องเล่นเกมได้ลื่น หรือการถ่ายภาพที่คมชัดเหมือนกล้องมือถือ Flagship และด้วยน้ำหนักของตัวเครื่องเองนั้นก็ทำให้อาจจะไม่เหมาะสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวันมากนัก

สรุปข้อดีข้อเสีย

ข้อดี

  • แข็งแรง ทนทาน ตอนใช้งานไม่กังวลเลยว่าหล่นแล้วจะพังหรือจะแตกหรือไม่ และไม่ต้องกังวลเรื่องฝุ่นเข้าหรือน้ำเข้าเครื่องด้วย
  • ติดตั้ง App เริ่มต้นมาให้น้อยมาก ทำให้ไม่เปลืองทรัพยากรในเครื่อง เหมาะสำหรับการใช้ในภาคธุรกิจที่ต้องการเลือกติดตั้งเฉพาะสิ่งที่จำเป็นต้องใช้ในการทำงานเท่านั้น
  • S Pen ใหญ่จับถนัดมือ ไม่หล่นง่าย
  • สามารถสัมผัสหน้าจอผ่านถุงมือได้ เหมาะสำหรับงานที่ต้องใส่ถุงมือเพื่อความปลอดภัยหรือความสะอาด หรือจะเลือกใช้ S Pen ในการสัมผัสหน้าจอแทนก็ได้เช่นกัน
  • ปุ่ม Shortcut ใช้งานได้สะดวกมาก ตอบโจทย์การตั้งค่าให้เปิด Business App ที่ใช้ทำงานจริงได้หลาย App
  • ปิดเปิดเครื่องได้เร็วกว่า Smartphone สำหรับ Consumer พอสมควร น่าจะเป็นเพราะเพื่อให้สามารถทำงานได้ต่อเนื่องหาต้อง Maintenance และเพราะมี App ในเครื่องไม่เยอะมาก
  • ถอดฝาหลังออกมาเปลี่ยนแบตเตอรี่ หรือถอดถาดซิมออกมาได้ง่ายมาก ไม่ต้องใช้อุปกรณ์เฉพาะหรือเข็มจิ้มซิม ทำให้หากมีปัญหาหน้างานที่ต้องแก้ไขก็สามารถทำได้สะดวก
  • ไม่ใส่แบตเตอรี่ก็เสียบปลั๊กเพื่อใช้ทำงานได้ ตอบโจทย์การทำ Kiosk ได้อย่างเต็มที่

ข้อเสีย

  • น้ำหนักถือว่าหนักพอสมควร สำหรับผู้ชายใช้อาจไม่รู้สึกอะไรมาก แต่สำหรับผู้หญิงอาจถือว่าหนักมากทีเดียว
  • สเป็คที่อาจจะดูเหมือนเล็กไปหน่อย แต่พอใช้สำหรับการทำงานเป็นหลักก็ไม่ได้ติดปัญหาอะไร เนื่องจากไม่ได้ต้องเล่นเกมหรือเปิด Tab ใน Browser มากนัก
  • มีฝุ่นเกาะง่ายไปหน่อย แต่ถ้าคิดว่านี่คือเครื่องทำงานสำหรับใช้อย่างทนทานๆ ไม่ได้ต้องกังวลเรื่องความสวยงามมากนัก ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร
  • ราคาอาจสูงไปหน่อยสำหรับการใช้งานส่วนตัว แต่สำหรับการใช้งานในเชิงธุรกิจก็ถือว่าเหมาะหากต้องการลด Downtime ในการทำงานลง
  • Samsung DeX ลดวิธีในการเชื่อมต่อกับ PC ผ่าน USB และแสดงผลเป็นหน้าจอย่อยลงไป แต่ก็ไม่ได้กระทบอะไรมากเพราะเป็นกรณีที่ไม่ค่อยได้ใช้อยู่แล้ว

สนใจโซลูชันอุปกรณ์ Smartphone หรือ Tablet สำหรับธุรกิจ ติดต่อทีมงาน Samsung ได้ทันที

สำหรับผู้ที่สนใจโซลูชันด้านการนำ Smartphone หรือ Tablet สำหรับนำไปใช้งานกับธุรกิจ หรือระบบบริหารจัดการอุปกรณ์เหล่านี้ให้มีความมั่นคงปลอดภัยและกำหนดค่าการใช้งานต่างๆ ได้จากศูนย์กลาง สามารถติดต่อทีมงาน Samsung Business ได้ทันทีที่โทร 02-118-1000 หรืออีเมล์ b2b_thailand@samsung.com หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ของ Samsung Business ได้ที่ https://www.samsung.com/th/business/ สั่งออนไลน์ได้ที่ https://bit.ly/3wj2KwU หรือถ้าใครอยากไปดูของจริงก็สามารถเข้าไปดูได้ที่ Samsung Experience Store 15 ร้านค้า

from:https://www.techtalkthai.com/review-samsung-galaxy-tab-active3-the-rugged-tablet/

นักวิจัยเตือนมัลแวร์บนแอนดรอยด์ใหม่แฝงตัวเป็น ‘System Update’

ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงปลอดภัยบนมือถือจาก Zimperium ได้แจ้งเตือนพบมัลแวร์ที่แฝงตัวมากับแอป System Update ที่มาจากร้านค้าแอปนอก App Store

ที่มาของมัลแวร์ตัวนี้ค่อนข้างจำกัดเพราะติดเข้ามากับร้านค้าแอปของ 3rd-party ที่ไม่ใช่ Play Store ด้วยเหตุนี้หากผู้ใช้ไม่ไปดาวน์โหลดแอปจากข้างนอกเข้ามาก็ไม่น่าจะเสี่ยงติดมัลแวร์ตัวนี้ อย่างไรก็ดีหากพูดถึงพฤติกรรมของมัลแวร์ตัวนี้มีความสามารถขโมยข้อมูลมากมายเพื่อส่งออกไปยัง Firebase Server ดังนี้

  • ขโมยข้อความใน Instant Messenger
  • ขโมยข้อมูลใน Instant Messenger ในไฟล์ฐานข้อมูล (หากได้สิทธิ์ Root)
  • เข้าถึง bookmark ใน Default Browser และการค้นหาต่างๆ
  • ดูประวัติการค้นหาใน Chrome, Mozilla และ Samsung Browser
  • ค้นหาไฟล์แบบเจาะจงนามสกุลเช่น .pdf, .doc, .docx, .xls และ .xlsx
  • ลอบดูข้อมูลใน Clipboard
  • บันทึกเสียงและการโทร
  • ดูการแจ้งเตือนต่างๆ
  • ดูรายการติดตั้งแอปในเครื่อง
  • ขโมย SMS, รายชื่อผู้ติดต่อ ประวัติการติดต่อ รวมถึงข้อมูลตัวเครื่อง
  • ติดตามพิกัด GPS
  • ขโมยรูปภาพและวีดีโอ

ความน่าสนใจคือมัลแวร์ได้ประพฤติตัวอย่างแนบเนียนให้ใช้แบนวิธด์ต่ำ ในการขโมยข้อมูลด้วยการเก็บแค่ Thumbnail ของไฟล์ภาพหรือวีดีโอเท่านั้น รวมถึงจะ Trigger การใช้งานฟังก์ชัน ConsentObserver และ Broadcast Receiver เมื่อตรงกับเงื่อนไขบางอย่างเท่านั้นเช่น มีรายชื่อผู้ติดต่อถูกเพิ่มเข้ามา หรือมีข้อความใหม่ๆ นอกจากนี้ยังซ่อนไอคอนที่ปรากฏในเมนูด้วย 

ทั้งนี้แม้การแพร่กระจายจะเกิดขึ้นได้จำกัดแต่หากเข้ามาได้แล้ว มัลแวร์ตัวนี้ก็นับว่าเป็นมัลแวร์ที่มีฟังก์ชันการขโมยข้อมูลอย่างสมบูรณ์ตัวหนึ่ง ซึ่งผู้ใช้ก็หลีกเลี่ยงเบื้องต้นได้ด้วยการไม่ดาวน์โหลดแอปนอก Play Store ศึกษารายงานฉบับเต็มจาก Zimperium ได้ที่ https://blog.zimperium.com/new-advanced-android-malware-posing-as-system-update/

ที่มา : https://www.bleepingcomputer.com/news/security/new-android-malware-spies-on-you-while-posing-as-a-system-update/ และ https://techcrunch.com/2021/03/26/android-malware-system-update/

from:https://www.techtalkthai.com/new-malware-posing-as-system-update/

เสริมการสื่อสารให้พนักงานหน้างาน (Frontline Workers) ทำงานได้อย่างคล่องตัว ด้วย Microsoft 365

ในปี 2020 ที่ผ่านมา การนำเครื่องมือ Enterprise Collaboration มาใช้ในการทำงานนั้นได้กลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่เกิดขึ้นทุกวันของการทำงานในระดับธุรกิจองค์กรไปแล้ว และในปี 2021 ธุรกิจองค์กรก็ต้องมองไปยังเป้าหมายที่ไกลยิ่งกว่านั้น ในการเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพของการทำงานให้ได้ด้วยการต่อยอดจากเครื่องมือที่มีอยู่ให้ได้เต็มศักยภาพ

Microsoft Teams หนึ่งใน function ของ Microsoft 365 สามารถตอบโจทย์เหล่านี้ได้เป็นอย่างดี ด้วยการทำหน้าที่เป็น Portal กลางของการสื่อสารในการทำงานทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารด้วยการแชท, เสียง, วิดีโอ ไปจนถึงการผสานรวมระบบเข้ากับ Business Application หรือทำงานร่วมกับ Hardware ต่างๆ เพื่อให้พนักงานแต่ละคนสามารถทำงานและเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ที่จำเป็นได้ผ่านการล็อกอินเข้า Microsoft Teams เพียงระบบเดียว ก็สามารถรองรับได้ทุก Workflow ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งงานของตนเอง

Credit: ShutterStock.com

Frontline Workers / พนักงานหน้างาน: กลุ่มคนที่จะเพิ่มศักยภาพการทำงานสูงสุดได้ด้วยเทคโนโลยี  Communication & Collaboration

ในช่วงปี 2020 ที่ผ่านมา หนึ่งในสิ่งที่เป็นโจทย์ท้าทายสำคัญต่อทุกธุรกิจนั้น ก็คือการทำให้พนักงานทุกคนยังคงสื่อสารทำงานกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ การนำเทคโนโลยี Communication & Collaboration อย่างเช่น Microsoft Teams มาใช้ในการทุกภาคส่วนของธุรกิจนั้นจึงกลายเป็นสิ่งที่เราพบเห็นได้โดยทั่วไปในเหล่าธุรกิจองค์กรทุกขนาดในทุกอุตสาหกรรม

อย่างไรก็ดี หนึ่งในกลุ่มของพนักงานที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ ก็คือกลุ่ม Frontline Workers หรือพนักงานหน้างาน ที่จะต้องคอยทำงานติดต่อสื่อสารกับลูกค้า ซึ่งก็มีด้วยกันหลากหลายกลุ่ม เช่น พนักงานต้อนรับ, พนักงานฝ่ายขาย, พนักงานฝ่ายบริการหลังการขาย หรือตำแหน่งอื่นๆ ที่เทคโนโลยีนี้เข้ามามีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงการทำงาน ดังนี้

  • พนักงานหน้างาน สามารถให้บริการลูกค้าได้รวดเร็วขึ้นผ่านทาง online  ลดจำนวนการพบปะกับลูกค้าโดยตรง ตอบสนองต่อนโยบาย Social Distancing
  • พนักงานแต่ละคนสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ด้วยความสามารถในการสื่อสารขอคำปรึกษาจากเพื่อนร่วมงานได้ตลอดเวลาในระหว่างที่พบปะลูกค้า
  • การให้บริการด้านเทคนิคเชิงลึกสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่โดยมีเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการคอยทำหน้าที่พบปะลูกค้าที่หน้างาน และมีเจ้าหน้าที่ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางคอยให้คำปรึกษาจากศูนย์กลาง ทำให้สามารถให้บริการได้อย่างหลากหลายและมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น

แน่นอนว่าด้วยผลลัพธ์ที่ทำให้การทำงานนั้นเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมนี้ การนำเทคโนโลยีฯ เข้ามาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการทำงานของพนักงานหน้างาน ก็คงจะกลายเป็นแนวทางที่เกิดขึ้นต่อไปในอนาคตหลังจากนี้ แม้ว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 จะอยู่ในสภาวะที่ควบคุมได้แล้วจากการมาของวัคซีนก็ตาม

ภาพถัดไปในอนาคตที่ธุรกิจองค์กรต้องมองต่อไปนั้นก็คือการต่อยอดจากแนวทางการทำงานด้วยการมีเทคโนโลยี Collaboration เหล่านี้ เพื่อให้การทำงานในอนาคตหลังจากนี้มีประสิทธิภาพและมีคุณภาพสูงยิ่งขึ้นต่อไป และ Microsoft 365 ก็คือโซลูชันที่จะมาตอบโจทย์เหล่านี้ได้ด้วยความสามารถที่มากกว่าเพียงแค่การแชท, การประชุมทางเสียง หรือการประชุมผ่านวิดีโอเท่านั้น ยังมีแอพลิเคชั่นต่างๆ มาช่วยให้การทำงานระหว่างกัน คล่องตัว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ตอบโจทย์ทุกการสื่อสารของ Frontline Workers ด้วย Microsoft 365

Credit: ShutterStock.com

สำหรับการนำ Microsoft 365 มาเสริมศักยภาพของ Frontline Workers นั้น สามารถทำได้ 5 แนวทางด้วยกัน ดังนี้

  1. เชื่อมผสานทีมงานเข้าด้วยกัน ทำให้การสื่อสารระหว่างทีมงานเป็นไปได้อย่างไม่สะดุดติดขัด รองรับรูปแบบการเชื่อมต่อสื่อสารระหว่างกันได้อย่างครบถ้วน เลือกใช้งานได้ตามความเหมาะสมของงานแต่ละประเภท และใช้เป็นเครื่องมือกลางในการสื่อสารประกาศนโยบายของบริษัทไปยังพนักงานทุกคนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  2. เปลี่ยนกระบวนการการทำงานแบบเดิมให้กลายเป็นแบบดิจิทัล ด้วยการผสานระบบ Business Application เช่น ERP, CRM, WHM หรืออื่นๆ เข้ากับระบบ หรือพัฒนา Low-Code Application เข้ามาเชื่อมต่อเอง
  3. ฝึกอบรมพนักงานใหม่ได้ง่ายดายยิ่งขึ้น ด้วยการออกแบบกระบวนการในการฝึกอบรมพนักงานบน Microsoft Teams พร้อมมีช่องทางการสื่อสารระหว่างผู้อบรมกับพนักงานใหม่อยู่ตลอด ทำให้ยังมีปฏิสัมพันธ์กันได้แม้ว่าจะทำงานแบบ Social Distance
  4. ปรับให้การทำงานเฉพาะทางบางอย่างมีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น ด้วยการนำ Hardware เฉพาะทางมาใช้ เช่น ระบบสื่อสารที่ติดกับหมวกนิรภัย หรือใช้ Smartphone/Tablet สื่อสารในแบบ Walkie-Talkie ผ่าน Microsot Teams
  5. เสริมความมั่นคงปลอดภัยในการสื่อสาร ด้วยความสามารถด้าน Security และ Compliance ที่มีให้ ในMicrosoft 365

จะเห็นได้ว่า Microsoft 365 นั้นสามารถถูกนำมาประยุกต์ใช้งานได้หลากหลายให้เหมาะสมกับการใช้งานจริงในธุรกิจหลายอุตสาหกรรม และครอบคลุมแทบทุกขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของ Frontline Workers แล้ว โดยนอกจากจะช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการทำงาน และเพิ่มคุณภาพในการให้บริการ ได้อย่างปลอดภัยแล้ว ก็ยังสามารถช่วยลดต้นทุนในการติดต่อสื่อสารหรือการเดินทางลงได้อย่างมหาศาลอีกด้วย

เหนือกว่าระบบ Collaboration ทั่วไป ด้วยการรองรับการจัดการ Workflow การทำงานหลากหลายรูปแบบใน Microsoft Teams

Credit: ShutterStock.com

จุดเด่นสำคัญใน Microsoft 365 คือการนำ Microsoft Teams มาประยุกต์ใช้งานได้หลากหลาย ความสามารถในการรองรับการเชื่อมต่อกับระบบต่างๆ หรือพัฒนา Software เข้ามาเสริมการทำงานให้ภายในระบบได้โดยตรง เพื่อให้ Microsoft Teams กลายเป็น ศูนย์กลางการเชื่อมต่อ Application เดียว ที่จำเป็นต่อการทำงานของพนักงานในทุกมิติ ทั้งการติดต่อสื่อสาร, การเข้าถึงข้อมูลในการทำงาน ไปจนถึงการกรอกแบบฟอร์มต่างๆ ที่จำเป็นในการทำงาน โดยอยู่บนพื้นฐานของความปลอดภัย

Microsoft Teams สามารถทำงานร่วมกับ Microsoft Power Platform ซึ่งเป็นระบบ Low-Code Software Development Platform ทำให้ธุรกิจองค์กรต่างๆ สามารถสร้าง Application ขึ้นมาใช้งานได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องลงมือเขียนโค้ด และผสานระบบนั้นๆ เข้าไปเป็นหน้าจอหนึ่งภายใน Microsoft Teams ทำให้สามารถรองรับ Workflow หรือแบบฟอร์มต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย

ส่วนการสร้างแบบฟอร์มหรือแบบสอบถามง่ายๆ นั้น ทาง Microsoft ก็มี Microsoft Forms ที่พร้อมให้ใช้สร้างแบบฟอร์มได้โดยสะดวก และยังมี Office Lens สำหรับใช้ถ่ายภาพเอกสารกระดาษและแปลงเป็นข้อมูลดิจิทัลได้ทันที ทำให้ง่ายต่อการแปลงเอกสารเพื่อนำไปใช้งานในระบบอื่นๆ ต่อยอดในภายหลัง

Credit: ShutterStock.com

นอกจากนี้ Microsoft 365 ยังมีระบบ Shift Management สำหรับการจัดการการเข้ากะของพนักงาน ที่ให้พนักงานแต่ละคนเข้ามาเปลี่ยนแปลงข้อมูลของตนเองแบบ Self-Service ได้ ทำให้การจัดการกะจากผู้จัดการนั้นเกิดขึ้นได้จากศูนย์กลาง และหากพนักงานต้องการขอเปลี่ยนแปลงแก้ไขก็สามารถทำผ่านระบบดิจิทัลได้ทันที

ทั้งนี้สำหรับส่วนของธุรกิจที่มีงานหลากหลายและเป็นงาน Ad-hoc จำนวนมาก Microsoft ก็มีระบบ Task Management ให้ใช้งานได้ภายใน Microsoft Teams เพื่อให้จัดการงานต่างๆ ได้อย่างเป็นระบบ ไม่ตกหล่นงานสำคัญ และนำไปสื่อสารทำงานร่วมกันเป็นทีมได้อย่างง่ายดาย

สำหรับตัวอย่างการใช้งาน Microsoft Teams ในธุรกิจองค์กรขนาดใหญ่นั้นก็ได้แก่

  • ธุรกิจ Logistics ที่สามารถพัฒนาส่วนเชื่อมต่อกับ Microsoft Teams ให้การกรอกฟอร์มเอกสารทั้งหมดเกี่ยวกับวัสดุที่ต้องจัดส่งและการเรียกดูข้อมูลเหล่านั้นเกิดขึ้นบน Microsoft Teams ได้เลย ในขณะที่การสื่อสารระหว่างทีมก็สามารถทำผ่านการแชทหรือการโทรบน Microsoft Teams ได้ด้วยเช่นกัน ทำให้การทำงานมีความคล่องตัวมากขึ้น ไม่ต้องใช้หลายระบบในการสื่อสารทำงานร่วมกัน
  • ธุรกิจโรงแรม การสื่อสารระหว่างพนักงานบริการภายในโรงแรมที่สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดอย่างคล่องตัวบนระบบเดียวนี้ทำให้การให้บริการภายในโรงแรมเป็นไปได้อย่างรวดเร็วและมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น สร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าผู้ใช้บริการได้เป็นอย่างดี
  • ธุรกิจโรงพยาบาล ช่วยให้กระบวนการการทำงานภายในโรงพยาบาลที่มักมีขั้นตอนที่หลากหลายและซับซ้อนกลายเป็นเรื่องที่ง่ายดายยิ่งขึ้น รวมถึงการให้บริการดูแลรักษาผู้ป่วยที่บ้าน ก็สามารถมีพยาบาลคอยให้บริการโดยมีแพทย์เป็นผู้ให้คำแนะนำหรือพูดคุยกับลูกค้าผ่านทางไกลได้
  • ธุรกิจก่อสร้าง ช่วยให้การสื่อสารด้านการก่อสร้างในไซต์ต่างๆ สามารถเป็นไปได้อยู่ตลอดเวลา ติดตามความเปลี่ยนแปลงหน้างานได้ ในขณะที่ยังปกป้องไม่ให้ข้อมูลการเงินของโครงการก่อสร้างรั่วไหลออกไปยังระบบภายนอกได้ ด้วยความสามารถในการสื่อสารแบ่นปันข้อมูลภายในที่ครบถ้วน
  • ธุรกิจค้าปลีก ช่วยให้การตรวจสอบสินค้าบนชั้นวางหรือในคลังสินค้ามีความง่ายดายยิ่งขึ้น และสามารถสื่อสารเพื่อสั่งสินค้ามาเพิ่มเติมหรือแจ้งปัญหาแก่เจ้าของสินค้าแต่ละรายได้อย่างสะดวกด้วยข้อมูลที่ครบถ้วนจากการผสานระบบเข้ากับ ERP
  • ธุรกิจโรงงานและการผลิต ใช้ Microsoft Teams สื่อสารกันระหว่างส่วนออฟฟิศและโรงงาน ช่วยให้ทำงานแบบ Social Distancing ได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยยังคงมีการสื่อสารระหว่างทีมร่วมกันอยู่ตลอด และบริหารจัดการกะในโรงงานผ่าน Application ที่เรียกว่า Shift โดยสามารถเรียกใช้ผ่านทาง Microsoft Teams ได้โดยตรง
  • ธุรกิจประกัน ทำให้ตัวแทนสามารถพบปะให้บริการลูกค้าได้ด้วยข้อมูลที่ครบถ้วน และติดต่อกลับมายังส่วนกลางเพื่อขอข้อมูลหรือให้บริการลูกค้าได้อย่างคล่องตัว ในขณะที่การฝึกอบรมตัวแทนประกันจากส่วนกลางก็สามารถทำได้ผ่าน Microsoft Teams ทั้งหมด
Credit: ShutterStock.com

ตัวอย่างเหล่านี้เป็นเพียงแค่บางส่วนของการประยุกต์ใช้งาน Microsoft 365 ด้วย Microsoft Teams เท่านั้น และการผสมผสานระหว่างการสื่อสารการทำงานด้วยระบบแชท, เสียง, วิดีโอ, ข้อมูล, แบบฟอร์ม, แอปพลิเคชัน ไปจนถึงการออกแบบ Workflow ใหม่ให้มีประสิทธิภาพทั้งในเชิงของข้อมูลและการประยุกต์นำ Hardware ที่เหมาะสมมาใช้งานนั้น ก็จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพในการทำงานให้สูงขึ้นได้อย่างชัดเจน

สำหรับท่านที่สนใจรับชมรายละเอียดเรื่องของ Microsoft Frontline Workers จากผู้เชี่ยวชาญจาก Microsoft ย้อนหลัง สามารถรับชม  ได้ที่ https://app.livestorm.co/ais/cloudjump-webinar-empowering-and-securing-your-frontline-workforce?type=detailed 

ทั้งนี้ หากท่านหรือองค์กรของท่านสนใจบริการดีๆจาก AIS Business สามารถแจ้งความประสงค์ได้ที่ทีมงานของเอไอเอสที่ดูแลองค์กรของท่าน หรือติดต่อได้ที่ businesscloud@ais.co.th

from:https://www.techtalkthai.com/improve-frontline-workers-collaboration-with-microsoft-365-by-ais-business/

[Guest Post] Huawei IdeaHub Smart Whiteboard For Smart Offices “ไวท์บอร์ดอัจฉริยะสำหรับสมาร์ทออฟฟิศ”

สัมผัสประสบการณ์ใหม่กับ Huawei IdeaHub Pro : มาพร้อมกับฟังก์ชันที่ตอบสนองต่อการเขียนอย่างลื่นไหล การบันทึกรายงานการประชุม พร้อมระบบโฟกัสไปที่ผู้พูด และยังมีฟังก์ชัน Acoustic Baffle

การออกแบบหน้าจอสัมผัสด้วยเทคโนโลยี ELED ที่เรียบง่ายและสวยงาม เมื่อเทียบกับหน้าจอทั่วไปแล้วตัวเครื่องจะมีความหนาลดลงถึง 30% โดยปราศจากสกรูที่ลำตัวเครื่อง ไม่มีสายเคเบิลที่ยุ่งยาก มีแค่สายไฟเพียงเส้นเดียว มาพร้อมกับการเชื่อมต่อแบบไร้สาย ทำให้ดูสวยงามมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีขาตั้งที่ออกแบบมาเป็นพิเศษที่เรียกว่า “Ballet Leg” เพื่อสะดวกต่อการเคลื่อนย้าย

หน้าจอสัมผัสของ IdeaHub ที่ตอบสนองต่อการเขียนอย่างรวดเร็ว ให้ความแม่นยำในการสัมผัสที่ละเอียดถึง 1 มิลลิเมตร มีการตอบสนองต่อการเขียนเพียง 35 มิลลิวินาที ทำให้เขียนได้ราบรื่นยิ่งขึ้น อีกทั้งยังสามารถบันทึกเนื้อหาที่เขียนได้ทันที นอกจากนี้ยังสามารถแปลงเนื้อหาที่เขียนด้วยลายมือให้เป็นตัวพิมพ์ได้โดยอัตโนมัติ และรองรับการบันทึกเนื้อหาสำคัญของการประชุมผ่านแอปพลิเคชัน

 

IdeaHub ให้คุณได้สัมผัสประสบการณ์การประชุมที่ใส่ใจทุกรายละเอียด เช่น ยังสามารถระบุและตรวจจับใบหน้าของผู้ที่กำลังพูดในระหว่างการประชุมแบบอัตโนมัติ กล้องจะโฟกัสไปที่ผู้พูดแม้ว่าผู้พูดจะอยู่ห่างหน้าจอถึง 8 เมตรก็ตาม ยังมีฟังก์ชัน Acoustic Baffle ของ IdeaHub ที่สามารถป้องกันเสียงรบกวนจากภายนอกห้องประชุมได้ ทำให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

 

ในด้านการทำงานแบบประสานงานหลายหน้าจอ IdeaHub ไม่เพียงแต่สามารถแสดงผลหน้าจอคอมพิวเตอร์ได้เท่านั้น แต่ยังรองรับการควบคุมการทำงานผ่านหน้าจอได้ (Reverse Control) ทำให้ผู้ใช้ไม่ต้องทำงานสลับไปมาระหว่างคอมพิวเตอร์กับ IdeaHub แต่สามารถเรียบเรียงหรือทำเครื่องหมายบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ได้ทันที และทำการบันทึกไว้บนตัวอุปกรณ์หรือบนคลาวด์ได้

 

คุณสมบัติพิเศษเหล่านี้ช่วยยกระดับประสบการณ์การใช้งานจริงและแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของเทคโนโลยีของผลิตภัณฑ์ หัวเว่ยได้อย่างเต็มที่

นอกจากประสิทธิภาพที่สูงแล้ว IdeaHub ยังเป็นหนึ่งในอุปกรณ์ที่จะช่วยลดต้นทุนของสำนักงานได้อย่างมาก ด้วยหน้าจอที่บูรณาการฟังก์ชันการใช้งานที่หลากหลายไว้ในหนึ่งเดียว คือรวมเอาโปรเจคเตอร์ ไวท์บอร์ด ไมโครโฟน ลำโพง อุปกรณ์วิดีโอคอนเฟอเรนซ์ เครื่องคอมพิวเตอร์สำหรับการประชุม แท็บเล็ต และหน้าจอแสดงผลแบบสัมผัสไว้ด้วยกัน นอกจากจะช่วยพัฒนาประสิทธิภาพในการทำงานแล้ว ยังช่วยแก้ปัญหาการหาสถานที่จัดเก็บ การซ่อมบำรุงและการเปลี่ยนอุปกรณ์หลายๆ ชิ้นได้อีกด้วย

 

เนื่องจาก IdeaHub มีฟังก์ชันที่ตอบสนองต่อการเขียนที่รวดเร็วเพียง 35 มิลลิวินาที จึงสามารถทดแทนไวท์บอร์ดและปากกาเขียนไวท์บอร์ดได้ นอกจากนี้ยังสามารถเขียนพร้อมกันได้หลายคนซึ่งเหมาะสำหรับการประชุมแบบระดมความคิด ดังนั้นIdeaHub จึงตอบสนองทุกการใช้งานทั้งการสื่อสารระหว่างการทำงานและช่วยเพิ่มแรงจูงใจในการทำงาน

 

นอกจากนี้ คุณยังสามารถวางไว้ในพื้นที่พักผ่อนของพนักงานเพื่อใช้ในกิจกรรมนันทนาการ โดยสามารถเข้าใช้งานแอปพลิเคชันต่างๆได้เหมือนกับโทรศัพท์มือถือ ซึ่งจะช่วยเพิ่มระดับความสุขในการทำงานของพนักงานได้อย่างมาก และยังทำให้พนักงานทุ่มเทให้กับการทำงานมากขึ้นอีกด้วย

“ทักษะ” ที่มีประสิทธิภาพสูง: เสียงที่ชัดเจน ภาพสมจริง และป้องกัน Packet Loss

IdeaHub มาพร้อมกับ Cloud Native Meeting อัจฉริยะ ประกอบกับชิปสำหรับการประชุมโดยเฉพาะที่ให้เสียงและภาพแบบมืออาชีพ ไม่จำเป็นต้องติดตั้ง OPS คอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์อื่นๆเพิ่มเติม เพียงคลิกเดียวก็สามารถทำการประชุมแบบ Cloud Native ด้วยความละเอียด 1080p ที่ 30 fps

 

IdeaHub ใช้กลยุทธ์ “การผสมผสาน” ระหว่างกล้องความละเอียดสูงกับชิปเซ็ตเฉพาะทาง จึงทำให้ IdeaHub เป็นผู้นำในการประชุมแบบ Cloud Meeting ซึ่งมาพร้อมกับความสามารถด้านเสียงและภาพที่ยอดเยี่ยม โดยสามารถทำงานต่อเนื่องได้ตลอด 24 ชั่วโมง อีกทั้งยังมีความเสถียรและน่าเชื่อถือ

 

ในขณะเดียวกันยังมาพร้อมฟังก์ชันการแปลงเนื้อหาที่เขียนด้วยลายมือให้เป็นตัวพิมพ์โดยอัตโนมัติ เทคโนโลยีการรับความถี่ของสัญญาณเสียงได้ถึง 20 กิโลเฮิร์ต ฟังก์ชันที่ตอบสนองต่อการเขียนที่รวดเร็วเพียง 35 มิลลิวินาที การป้องกัน Packet Loss 30% ในระบบวิดีโอ และ 80% ในระบบเสียง ตลอดจนการแชร์เอกสารทางไกลที่ความละเอียดสูงได้ถึง 4K เป็นต้น ทำให้มั่นใจได้ว่าตลอดการประชุมและข้อมูลที่ได้รับนั้นจะเป็นไปอย่างราบรื่นและสะดวกสบาย จะช่วยให้ผู้เข้าร่วมสามารถ ได้ยินเสียงและเห็นภาพเคลื่อนไหวที่ชัดเจนได้แม้ว่าจะอยู่ในสำนักงานแบบเปิดที่มีคนพลุ้งพล่านและมีเสียงดังรบกวนก็ตาม

กล่าวโดยสรุปแล้ว IdeaHub อาศัยความสามารถจากฮาร์ดแวร์ คลาวด์ และ AI ที่มีประสิทธิภาพสูงของหัวเว่ย ซึ่งนำเสนอประสบการณ์การทำงานร่วมกันอย่างราบรื่นทั้งการบริการและฟังก์ชันการใช้ผลิตภัณฑ์ ทำลายข้อจำกัดด้านระยะทางโดยสิ้นเชิง สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานสูงสุดผ่านการทำงานร่วมกันทั้งจากระยะไกลและจากในพื้นที่ ปลดปล่อยประสิทธิภาพการทำงานเป็นทีมและความคิดสร้างสรรค์เพื่อตอบสนองความต้องการการทำงานร่วมกันของสำนักงานได้อย่างเต็มที่

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่:

Contact : ES-Huawei@vstecs.co.th
Tel. +66 2032 9999

from:https://www.techtalkthai.com/huawei-ideahub-smart-whiteboard-for-smart-offices-by-vst-ecs/

Lenovo ThinkCentre M90n-1 Nano เครื่องคอมขนาดกะทัดรัด ตอบโจทย์โต๊ะทำงานที่ต้องการความโล่ง

สำหรับธุรกิจใดที่กำลังมองหาเครื่อง Business PC ขนาดเล็กเพื่อนำไปใช้งานในองค์กรให้เกิดความเรียบร้อยสวยงาม หรือต้องการใช้งานในโรงงานที่มีสภาพแวดล้อมที่เข้มข้นไม่ว่าจะเป็นในเชิงอุณหภูมิหรือความชื้น Lenovo ThinkCentre M90n-1 Nano ที่เป็น Rugged PC ขนาดเล็กมากๆ และมีความทนทานสูงนี้อาจเป็นคำตอบให้กับคุณ

ในบทความนี้เราจะทำการรีวิว Lenovo ThinkCentre M90n-1 Nano ให้ทุกท่านได้รู้จักเป็นอีกทางเลือกในการลงทุน PC สำหรับการใช้งานในเชิงธุรกิจกันครับ

Lenovo ThinkCentre M90n-1 Nano เครื่องคอมขนาดกะทัดรัด ตอบโจทย์โต๊ะทำงานที่ต้องการความโล่ง

สำหรับธุรกิจใดที่กำลังมองหาเครื่อง Business PC ขนาดเล็กเพื่อนำไปใช้งานในองค์กรให้เกิดความเรียบร้อยสวยงาม หรือต้องการใช้งานในโรงงานที่มีสภาพแวดล้อมที่เข้มข้นไม่ว่าจะเป็นในเชิงอุณหภูมิหรือความชื้น Lenovo ThinkCentre M90n-1 Nano ที่เป็น Rugged PC ขนาดเล็กมากๆ และมีความทนทานสูงนี้อาจเป็นคำตอบให้กับคุณ

ในบทความนี้เราจะทำการรีวิว Lenovo ThinkCentre M90n-1 Nano ให้ทุกท่านได้รู้จักเป็นอีกทางเลือกในการลงทุน PC สำหรับการใช้งานในเชิงธุรกิจกันครับ

Lenovo ThinkCentre M90n-1 Nano เครื่อง Micro Desktop สำหรับทำงานขนาดเล็กที่สุดในตระกูล Lenovo ThinkCentre

หากพูดถึงเครื่อง Business PC จาก Lenovo สำหรับใช้ในการทำงานทั่วๆ ไปแล้ว สิ่งแรกที่ต้องรู้จักกันก่อนเลยก็คือการแบ่งรุ่นของ Lenovo ThinkCentre M Series ที่มีด้วยกัน 6 กลุ่มหลักๆ ได้แก่

  • Lenovo Think Centre M Series Tower เครื่อง Tower ขนาดใหญ่
  • Lenovo Think Centre M Series SFF เครื่อง Small Form Factor ขนาดเล็ก
  • Lenovo Think Centre M Series All-in-One เครื่องที่ผสานรวมอยู่ในจอ
  • Lenovo Think Centre M Series Tiny เครื่อง Micro Desktop ขนาดเล็กยิ่งกว่า Small Form Factor
  • Lenovo Think Centre M Series Thin Client เครื่อง Thin Client สำหรับ Remote เชื่อมต่อไปยัง Server หรือ VDI
  • Lenovo Think Centre M Nano Series เครื่อง Rugged ที่มีขนาดเล็กที่สุดยิ่งกว่า Tiny รองรับทั้งการใช้งานทั่วไปและงาน IoT

Lenovo ThinkCentre M90n-1 Nano นี้จัดอยู่ใน M Nano Series ที่เป็นรุ่นแบบ Rugged Device โดยจุดเด่นของเครื่องคือนอกจากขนาดที่จะเล็กที่สุดในบรรดา ThinkCentre ทุกตระกูลด้วยปริมาตรเพียง 0.35 ลิตรในขนาด 179 x 88 x 22 mm แล้ว ตัวเครื่องยังมีความทนทานในระดับ MIL-STD-810-H สำหรับใช้งานได้ในทางการทหาร และยังสามารถทำงานได้ในหลายสภาวะแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิสูงหรือต่ำ, มีความชื้น, มีฝุ่นทราย, มีการกระแทกหรือการสั่นสะเทือน และอื่นๆ อีกมากมาย

เทียบขนาดกันแล้วจะเห็นได้ชัดว่า Lenovo ThinkCentre M Nano Series นี้ขนาดเล็กกว่า Lenovo ThinkCentre Series Tiny ที่เป็นเครื่องขนาดเล็กแล้วอยู่มากทีเดียว Credit: Lenovo

สำหรับ Hardware ภายในเครื่องเองนี้ก็ถือว่าออกแบบมาให้รองรับความทนทานได้หลายระดับ โดยถึงแม้เครื่องจะมีขนาดเล็กแต่ก็ยังรองรับการทำ RAID 0/1 ได้ด้วยการใช้ M.2 SSD 2 ชุดมาทำ RAID ร่วมกัน

ในการเชื่อมต่อจอ Monitor เครื่องนี้ก็ถือว่าน่าสนใจมาก เพราะสามารถต่อได้ 2 จอพร้อมกันผ่าน DisplayPort 1 จอและ USB-C อีก 1 จอ โดยสามารถสั่ง Dongle แปลงพอร์ตไปรองรับ HDMI, VGA เพิ่มเติมได้

พอร์ตอื่นๆ ที่ให้มาในเครื่องก็ถือว่าเหลือเฟือมากๆ โดยด้านหน้าเครื่องจะมี USB 3.2 Gen 2 ให้ใช้ 2 ช่อง, USB-C 3.2 Gen 2 อีก 1 ช่อง และ 1x Headphone/Microphone Combo แบบ 3.5mm ให้อีก 1 ช่อง ส่วนด้านหลังเครื่องนั้นก็จะมี USB 3.2 Gen 2 ให้ 2 ช่อง, USB-C 3.2 Gen 2 อีก 1 ช่อง (สำหรับจอ), DisplayPort 1 ช่อง (สำหรับจอ) และ RJ-45 สำหรับ Ethernet อีก 1 ช่อง พร้อมหัวต่อสาย Antenna เพื่อเชื่อมต่อ Wi-Fi

Credit: Lenovo

ในแง่ของ Security เครื่องนี้ใส่ความสามารถมาให้สำหรับรองรับการใช้งานในภาคธุรกิจองค์กร ไม่ว่าจะเป็น TPM 2.0, Chassis Intrusion Switch และ BIOS Security รวมถึงยังมี Kensington Security Port สำหรับล็อคตัวเครื่องไว้ไม่ให้ถูกยกออกไปได้ด้วย ส่วนการบริหารจัดการเครื่องก็สามารถทำได้ผ่าน Intel vPro Technology และ DASH

ตัวเครื่องรุ่นนี้เป็นรุ่นสำหรับใช้งานทั่วไปเป็นหลัก ซึ่งจริงๆ แล้ว Lenovo ยังมีรุ่นใกล้เคียงกันที่เป็นรุ่น IoT ให้สั่งไปใช้งานได้ด้วย โดยรุ่น IoT จะรองรับพอร์ตสำหรับเชื่อมต่อกับ Sensor หรือเครื่องจักรมากขึ้น, ระบายความร้อนได้ดีขึ้น และยังรองรับ 4G LTE ในตัว สำหรับนำไปใช้ทำเป็น IoT Gateway โดยเฉพาะ

แน่นอนว่าในฐานะของเครื่อง Business PC เครื่อง Lenovo ThinkCentre M90n-1 Nano นี้ก็มาพร้อมกับประกันจาก Lenovo หลากหลายรูปแบบ อาทิ แบบพื้นฐาน เริ่มต้นที่  1 ปี แบบ on-site service ทั่วประเทศไทยด้วยเช่นกัน

Credit: Lenovo

ราคาเริ่มต้นของ Lenovo ThinkCentre M90n-1 Nano นี้อยู่ที่ 13,900 บาท โดยราคาอาจแตกต่างกันตามสเป็คที่เลือกและบริการเสริมต่างๆ ดังนั้นถ้าสนใจก็สามารถติดต่อทีมงาน Lenovo ในประเทศไทยหรือพันธมิตรของ Lenovo ทั่วไทยได้ทันทีครับ

ผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Lenovo ThinkCentre M90n-1 Nano สามารถศึกษาข้อมูลได้ที่ https://www.lenovo.com/us/en/desktops-and-all-in-ones/thinkcentre/m-nano-series/ThinkCentre-M90n-1/p/11TC1MNM93N

แกะกล่อง ลองใช้งานของจริง

ในการเริ่มเปิดกล่องของ Lenovo ThinkCentre M90n-1 Nano นี้ตอนแรกก็ถือว่าแปลกใจพอสมควรครับ เพราะตัวกล่องที่ให้มามีขนาดใหญ่มากกว่ากล่องของเครื่อง PC ทำงานไซส์เล็กๆ แบบนี้อยู่พอสมควร แต่พอเปิดมาก็พอจะเข้าใจได้ เพราะในตัวกล่องนั้นพื้นที่ส่วนใหญ่คือใช้เก็บพวก Keyboard, Mouse, Adapter และโฟมกันกระแทกเป็นส่วนใหญ่ ตัวเครื่องจริงๆ กินที่แค่ราวๆ 10% ของกล่องเท่านั้น

ตอนหยิบเครื่อง Lenovo ThinkCentre M90n-1 Nano ออกมาครั้งแรกก็ถือว่าค่อนข้างตกใจครับ เพราะเครื่องนี้ขนาดเล็กกว่าเครื่องที่เป็น Small Form Factor ทั่วๆ ไปอยู่พอสมควรเลย และน้ำหนักก็ถือว่าหนักกว่าที่คาดอยู่เล็กน้อย คงเป็นเพราะข้างในอัด Hardware มาให้แน่นๆ เพื่อให้ทุกอย่างอยู่ในขนาดที่เล็กได้นั่นเองครับ

ตัวเครื่องถือว่าสวยดีและไม่เรียบเกินไปจนน่าเบื่อสำหรับเครื่องทำงาน โดยตัวด้านบนและด้านข้างของเครื่องจะเป็นสีดำ ในขณะที่ด้านล่างของเครื่องนั้นจะเป็นสีแดงแบบ Lenovo ทำให้มีสีสันอยู่บ้างเหมือนกันเมื่อเทียบกับเครื่องทำงานทั่วไปที่มักใช้สีเข้มโทนเดียวทั้งเครื่องอย่างสีดำล้วนๆ ไปเลย

ด้านหน้าของเครื่องมีพอร์ตต่างๆ สำหรับให้ถอดใส่หรือรองรับพอร์ตที่สายสั้นๆ อย่างหูฟังและไมโครโฟนแบบ Combo ส่วนด้านหลังเองก็มีพอร์ตจออย่าง DisplayPort และ USB-C กับ USB Type A สำหรับต่อ Mouse และ Keyboard ให้ใช้ครับ และยังมีช่องสำหรับเสียบ Wi-Fi Antenna อีกหนึ่งช่องเพื่อรับสัญญาณ Wi-Fi ได้ถึง 802.11ac ในตัว

สำหรับเครื่องนี้ สเป็คที่ได้รับมาทดสอบเป็นดังนี้ครับ

  • CPU: Intel Core i5-8265U @ 1.6GHz (4 Cores/8 Threads)
  • RAM: 8GB
  • Disk: 240GB SSD
  • GPU: Intel UHD Graphics 620
  • OS: Windows 10 Pro

ก็ถือว่าเป็นสเป็คกลางๆ ที่ไม่เล็กไม่ใหญ่ น่าจะเพียงพอต่อการใช้ทำงานได้ถ้าหากไม่ได้นำไปใช้งานกราฟฟิกหรือเล่นเกม แต่แน่นอนว่าด้วย CPU รุ่น 8th Gen Intel Core นี้ก็ย่อมไม่แรงเท่ารุ่นใหม่ๆ อย่าง 10th Gen หรือ 11th Gen อย่างแน่นอน

คราวนี้ได้เวลาเปิดเครื่องมาทดลองใช้งานจริงกัน ประสบการณ์ใช้งานดังนี้ครับ

  • บูทเครื่องค่อนข้างเร็ว เป็นเพราะ SSD ที่ใช้งาน
  • ทำงานได้ปกติลื่นไหลดี ใช้งานทั่วไปไม่มีปัญหา โดยทั่วไปเครื่องจะทำงานค่อนข้างเงียบ
  • เปิดคลิปความละเอียดระดับ 4K บน Microsoft Edge ได้ ใช้ GPU ไปประมาณ 50-60% แต่เครื่องก็ยังทำงานเงียบอยู่

  • ทดลองอัปเดต Windows ดู ก็ไม่ได้ติดปัญหาอะไร แต่ช่วงที่ CPU วิ่งเต็ม 100% พัดลมในตัวเครื่องก็จะทำงานเสียงดังขึ้นมาพอสมควร
  • มีพอร์ต Combo ของหูฟังกับไมโครโฟนให้ใช้หน้าเครื่อง สะดวกต่อการประชุม
  • เครื่องมีลำโพงในตัว เปิดฟังเพลงดูคลิปต่างๆ ได้เลย
  • สามารถต่อเสา Wi-Fi ด้านหลังเครื่องได้ 1 เสา และยังมีช่อง RJ-45 ให้ต่อสาย LAN ได้ด้วย
  • พอร์ต USB ถือว่าพอให้ใช้งานได้สบายๆ แนะนำว่า Keyboard กับ Mouse ควรเสียบหลังเครื่อง เพื่อให้พอร์ตที่หน้าเครื่องยังเหลือเอาไว้ใช้งานอย่างอื่นได้ง่ายๆ ครับ
  • มี Lenovo Vantage ติดตั้งมาให้ สามารถตรวจสอบสถานะของเครื่อง และอัปเดต Driver, BIOS, Firmware ได้สบายๆ รวมถึงตรวจระยะเวลาประกันของเครื่องได้ง่ายดีด้วยครับ

เท่าที่ลองใช้งานดูก็ถือว่าดีทีเดียวสำหรับเครื่องที่มีขนาดเล็กมาก เสียงอาจจะดังกว่าเครื่องแบบ Fanless บ้างในบางจังหวะแต่ก็ถือว่าไม่ได้มีประเด็นอะไรมากมาย การมีพอร์ต USB ทั้งแบบเดิมและ USB-C ให้ใช้งานได้ทั้งหน้าเครื่องและหลังเครื่องก็ถือว่าเป็นจุดที่สะดวกดีครับ การรองรับพอร์ตเชื่อมต่อจอได้แค่ DisplayPort และ USB-C ก็อาจทำให้ใช้งานยากสำหรับบางท่านบ้าง แต่จอสมัยนี้ส่วนใหญ่ก็มักจะมาพร้อม DisplayPort อยู่แล้ว ถ้าซื้อพร้อมกันไปเลยก็ไม่น่ามีปัญหาครับ

สรุปข้อดีข้อเสีย

ข้อดี

  • ขนาดเล็กมาก น้ำหนักเบา แต่เครื่องยังทนทานระดับใช้งานได้ในทางการทหาร นับเป็น Rugged Device ได้
  • มีพอร์ตให้ใช้ครบถ้วน และมี USB-C ให้ใช้ด้วย รองรับการใช้งานกับอุปกรณ์รุ่นใหม่ๆ ได้เยอะ
  • ช่องหูฟังกับไมโครโฟนเป็นพอร์ตแบบคอมโบ ทำให้ใช้กับหูฟังสมัยใหม่ได้ค่อนข้างดี ง่ายต่อการใช้ประชุมงาน
  • ชิป Onboard GPU ถือว่าตอบโจทย์การใช้งานทั่วไป ดูคลิป 4K ได้ไม่กระตุก
  • มีพัดลมให้ ไม่ต้องห่วงเรื่องความร้อนหรือประสิทธิภาพของเครื่องอย่างเครื่อง Fanless อื่นๆ

ข้อเสีย

  • หน่วยประมวลผลยังเป็น 8th Gen Intel Core อยู่ แต่ตอนใช้งานทั่วๆ ไปก็ไม่ได้ส่งผลอะไรมากนัก
  • พอร์ตเชื่อมต่อจอมีเฉพาะพอร์ต DisplayPort และ USB-C ทำให้อาจจะใช้กับจอที่เป็น HDMI หรือ VGA ไม่สะดวกนัก ต้องสั่ง Dongle แปลงพอร์ตเพิ่ม
  • ถึงแม้เครื่องจะมีขนาดเล็ก แต่ Adapter ไฟใหญ่มากเมื่อเทียบกับเครื่อง ดังนั้นตอนใช้จริงต้องเก็บดีๆ เพื่อความสวยงาม
  • บางจังหวะที่ CPU ทำงานหนักๆ เช่น Update Windows พัดลมจะเสียงดังพอสมควร แต่โดยทั่วไปที่ใช้งานก็ไม่มีปัญหาอะไร

from:https://www.techtalkthai.com/lenovo-thinkcentre-m90n-1-nano-rugged-business-pc-review/