คลังเก็บป้ายกำกับ: MOBILE_ENTERPRISE

ทำความรู้จักกับ Dynabook Portégé X30W-J: 2-in-1 Convertible Notebook ที่ทั้งเบาและแรง ตอบโจทย์ทั้งการทำงานและความบันเทิงในหลากประสบการณ์

ในการทำงานและการใช้ชีวิตส่วนตัวทุกวันนี้ หลายคนเองก็มีอุปกรณ์ที่ใช้กันอย่างหลากหลายทั้ง PC, Notebook, Tablet และ Smartphone สำหรับวาระและวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันไป แต่จะดีกว่าไหมถ้าเรามีเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งที่ทั้งแรง เบา และรองรับการทำงานได้หลากหลาย และทำให้เราไม่ต้องพกพาหลายอุปกรณ์ในแต่ละวัน?

Dynabook Portégé X30W-J คือ 2-in-1 Convertible Notebook ที่มีน้ำหนักเริ่มต้นเพียงแค่ 989 กรัม กับหน้าจอที่มีขนาด 13.3″ ในบอดี้ขนาดเพียง 12″ พกพาได้ง่าย สามารถใช้งานได้เป็นทั้ง Notebook และ Tablet พร้อมมีปากกา Wacom ให้ใช้สัมผัสหน้าจอได้ แถมยังทรงประสิทธิภาพด้วยหน่วยประมวลผล 11th Gen Intel Quad Core พร้อม RAM สูงสุดถึง 32GBและ PCIe SSD ความจุสูงสุด 1TB รวมถึงยังมีการเชื่อมต่อเครือข่ายด้วย Wi-Fi 6 และระบบเสียง Surround จาก Dolby Atmos เรียกได้ว่าสเป็คระดับนี้แรงพอที่จะใช้แทน PC กันได้เลย

เกริ่นมาขนาดนี้แล้ว ถ้าใครสนใจก็มาอ่านรายละเอียดของ Dynabook Portégé X30W-J ที่จะทำให้คุณไม่ต้องมีคอมพิวเตอร์และ Tablet หลายเครื่องอีกต่อไป และใช้ทำงานหรือรองรับความบันเทิงได้ในทุกวาระโอกาสกันอย่างเต็มที่กันได้เลยครับ

Dynabook Portégé X30W-J: 2-in-1 Convertible Notebook ภายใต้ Intel® Evo™ Platform

ในอดีตที่ผ่านมาเรามักไม่ค่อยเห็น Notebook ที่ครบเครื่องทั้งเรื่องของการออกแบบ, ประสิทธิภาพ และการใช้งานกันมากนัก แต่หลังจากนี้เราจะเริ่มเห็นเครื่องที่มีความครบถ้วนสมบูรณ์ในประเด็นเหล่านี้มากขึ้นภายใต้แบรนด์ Intel® Evo™ Platform ที่เป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง Intel และผู้พัฒนา Notebook หลากหลายค่ายเพื่อให้ได้มาซึ่งเครื่องที่มีความสมบูรณ์และน่าใช้งานที่สุด ซึ่ง Dynabook Portégé X30W-J เองก็ถือเป็นเครื่องภายใต้ Intel® Evo™ Platform นี้เป็นเครื่องแรกๆ เลยทีเดียว โดยสำหรับเครื่องที่จะอยู่ภายใต้แบรนด์ Intel® Evo™ Platform ได้นี้จะต้องมีคุณสมบัติขั้นต่ำดังนี้

  • ใช้หน่วยประมวลผล 11th Gen Intel® Core™ และกราฟฟิก Intel® Iris® Xe
  • รองรับการเชื่อมต่อด้วยมาตรฐาน Wi-Fi 6
  • มีแบตเตอรี่ใช้งานได้ไม่ต่ำกว่า 9 ชั่วโมงสำหรับจอแบบ FHD
  • ขอบจอบาง เพื่อให้มีหน้าจอขนาดใหญ่ในบอดี้ขนาดเล็กได้
  • สามารถเปิดใช้งานได้ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งวินาที และตอบสนองเร็วกว่าเครื่องรุ่นเก่า 2 ปีอย่างน้อย 40% ($)
  • สามารถรับส่งข้อมูลด้วยความเร็ว 40GB/s ผ่าน Thunderbolt™ 4 ได้

ทั้งนี้ผู้ผลิตแต่ละรายเองก็ยังสามารถเพิ่มลูกเล่นหรือฟีเจอร์อื่นๆ เข้าไปเพื่อให้ตัวเครื่องมีความน่าสนใจดึงดูดต่อการใช้งานได้มากขึ้น และ Dynabook Portégé X30W-J เองก็ได้มาพร้อมกับแนวคิดของการเป็น 2-in-1 Convertible Notebook ที่ครบถ้วนทั้งความเบา ความหลากหลายในการใช้งาน ความแรงของสเป็ค ความทนทาน และความมั่นคงปลอดภัย รองรับได้ทั้งการใช้งานและความบันเทิงในชีวิตประจำวัน

น้ำหนักเบา เริ่มต้นเพียง 989 กรัมเท่านั้น

Credit: Dynabook

จุดเด่นแรกของ Dynabook Portégé X30W-J นี้ก็คือน้ำหนักที่เบามากๆ ด้วยน้ำหนักเริ่มต้นเพียงแค่ 989 กรัมเท่านั้น ซึ่งทาง Dynabook ก็ระบุว่าเครื่องรุ่นนี้คือเครื่องที่เบาที่สุดเมื่อเทียบกับเครื่องในหน้าจอ 13.3 นิ้วที่ใช้ CPU ตระกูลเดียวกันเลยทีเดียว (^) ซึ่งน้ำหนักเท่านี้ก็เรียกได้ว่าเบากว่า Notebook เกือบทุกรุ่นในตลาดแล้ว และหนักกว่า Tablet ไม่มากนัก ไม่ค่อยต่างจาก Tablet ที่ใส่ Cover ให้สามารถตั้งกับโต๊ะได้ และอาจเบากว่าน้ำหนักของ Tablet รวมกับคีย์บอร์ดในบางรุ่นเลย

น้ำหนักนี้รวมแบตเตอรี่ 4-cell, 53Whr Lithium Ion Polymer มาแล้ว ซึ่งทาง Dynabook ก็ได้ทำการทดสอบกับ Windows 10 และสามารถใช้งานได้ตั้งแต่ 10-15 ชั่วโมงเลยทีเดียว (#)

ทั้งนี้น้ำหนักของตัวเครื่องก็อาจสูงกว่านี้ได้ถ้าหากมีการปรับแต่งเสป็คของ Hardware ภายในให้สูงขึ้นหรือเลือกออปชันเสริมต่างๆ

ปรับรูปแบบการใช้งานได้ถึง 5 แบบ พร้อมหน้าจอสัมผัส, ปากกา Wacom และระบบเสียง Dolby Atmos

ในความเป็น 2-in-1 Convertible Notebook ของ Dynabook Portégé X30W-J พร้อมกับหน้าจอสัมผัสและปากกานี้ ก็ทำให้เราสามารถปรับใช้งาน Dynabook Portégé X30W-J ได้ด้วยกันถึง 5 รูปแบบ ได้แก่

Credit: Dynabook
  • Laptop Mode ใช้ทำงานกับคีย์บอร์ดตามปกติ
  • Tabletop Mode กางจอ 180 องศาวางกับโต๊ะ เพื่อใช้ประชุมงานแบบตัวต่อตัว และสามารถใช้ได้ทั้งคีย์บอร์ด, จอสัมผัส และปากกาในการสื่อสารระหว่างกัน
  • Presentation Model พลิกคีย์บอร์ดไปด้านหลังเพื่อตั้งจอกับโต๊ะ ให้ทุกคนสามารถเห็นหน้าจอได้อย่างสะดวก และย้ายหน้าจอไปอยู่ใกล้ผู้นำเสนอได้
  • Audience Mode พลิกคีย์บอร์ดลงไปด้านล่างเพื่อวางสัมผัสกับโต๊ะอย่างมั่นคง สำหรับรับชมภาพยนตร์, ดู YouTube หรือ Netflix ด้วยระบบเสียงที่ดีที่สุด
  • Tablet Mode สำหรับใช้จอสัมผัสและปากกาเป็นหลักในการทำงานหรือความบันเทิง

Dynabook Portégé X30W-J นี้มาพร้อมกับปากกา Wacom Active Electrostatic (AES) ที่รองรับแรงกดได้ถึง 4,096 ระดับ โดยจอขนาด 13.3″ นี้เป็นแบบ Touchscreen FHD / Multi-touch IGZO ทำให้สามารถเขียนหน้าจอด้วยประสบการเดียวกับการเขียนกระดาษได้จากการใช้ Windows Ink ในขณะที่ตัวคีย์บอร์ดเองก็ยังมาพร้อมกับ Touchpad ทำให้ประสบการณ์ในการใช้งานหรือการพิมพ์และป้อนข้อมูลใดๆ นั้น สามารถทำได้อย่างสะดวกและเหมาะสมกับแต่ละงานได้มากที่สุด

ส่วนระบบเสียงเองก็เป็นอีกประเด็นที่น่าสนใจไม่น้อยกับ Harman/Kardon Stereo Speaker ที่มาพร้อมกับ Dolby Atmos Sound ให้เสียง Surround ได้แบบสามมิติ ช่วยให้การรับชมภาพยนตร์นั้นมีอรรถรสมากขึ้นไปอีกระดับ

แรงไม่แพ้ PC ด้วย 11th Gen Intel® Core™, 32GB RAM และ 1TB PCIe SSD

Credit: Dynabook

อีกจุดที่ถือว่าน่าสนใจมากๆ ก็คือการที่เครื่องนี้รองรับการเลือกสเป็คให้แรงมากๆ ได้ดังนี้

  • CPU: เลือกใช้งานได้ระหว่าง Intel® Core™ i5-1135G7 Quad Core Processor (2.4GHz up to 4.2GHz, 8M Cache) หรือ Intel® Core™ i7-1165G7 Quad Core Processor (2.8GHz up to 4.7GHz, 12M Cache)
  • RAM: เลือกติดตั้งได้ตั้งแต่ 8GB / 16GB / 32GB Onboard LPDDR4x 4266MHz
  • Graphics: Intel® Iris® Xe
  • Disk: เลือกได้ทั้ง 256GB, 512GB 1TB m.2 PCIe SSD
  • Interface: 1x USB 3.1 (Sleep & Charge), 2x USB 3.1 Type-C™ (supporting power delivery, display and Thunderbolt™ 4), HDMI-out (supporting 4k2k/1080p signal format), headphone/microphone combo, microSD Card reader, USB Type-C™ adaptor to VGA/RJ45 (Optional)
  • Communications: Intel® Wi-Fi 6 Dual Band Wireless LAN (802.11ax), Bluetooth 5.1

เรียกได้ว่าในส่วนของ CPU และ RAM นั้นก็เลือกให้แรงเพียงพอกับการทำงานส่วนมากได้อย่างเหลือเฟือ ส่วน Disk ที่รองรับ SSD นี้ก็จะช่วยให้ทุกการเขียนอ่านข้อมูลนั้นมีความเร็วสูง ไม่ต้องรอนานอีกต่อไป ส่วนการสื่อสารนั้นก็ให้มาครบถ้วน ใช้ได้ทั้งในการประชุมและด้านความบันเทิง

ส่วนใครที่กังวลว่าสเป็คระดับนี้เครื่องอาจจะร้อนและทำงานได้ไม่เต็มที่ ทาง Dynabook ก็ได้ใส่พัดลมระบายความร้อนมาให้ 2 ชุด เพื่อให้มั่นใจว่า CPU จะไม่ร้อนจนเกินไป และยังทำงานได้เต็มประสิทธิภาพอยู่ตลอดด้วยแล้วครับ

ทนทานด้วย Magnesium Alloy ผ่านการรองรับตามมาตรฐาน MIL-STD-810G พร้อมรับประกัน 3 ปี

Credit: Dynabook

เครื่องเล็กสเป็คแรงแบบนี้ บางคนอาจคิดว่า Dynabook Portégé X30W-J คงไม่ทนทาน ซึ่งก็ถือว่าคิดผิดครับ เพราะเครื่อง Dynabook Portégé X30W-J นี้ถูกออกแบบมาให้สามารถใช้งานในระดับธุรกิจองค์กรได้ จึงเลือกออกแบบบอดี้ด้วย Magnesium Alloy ซึ่งมีคุณสมบัติทั้งเบาและทนทาน โดยมีการทดสอบการสั่นสะเทือนและการกระแทกจนผ่านมาตรฐาน MIL-STD-810G ซึ่งเป็นมาตรฐานความทนทานสำหรับใช้ในการทหารแล้ว

ตัวเครื่องรุ่นนี้ยังมาพร้อมกับการรับประกันแบบ International Limited Warranty นานถึง 3 ปีเหมือนเครื่องสำหรับใช้งานเชิงธุรกิจ และยังมีประกันแบตเตอรี่มาให้อีก 1 ปีด้วย

มั่นคงปลอดภัย ตอบโจทย์การใช้งานได้ในระดับธุรกิจองค์กร

Credit: Dynabook

สำหรับการใช้งานในระดับธุรกิจองค์กร ประเด็นด้านความมั่นคงปลอดภัยก็ถือว่ามองข้ามไม่ได้ และ Notebook รุ่นนี้ก็มาพร้อมกับฟีเจอร์ด้านนี้ด้วย เช่น Trusted Platform Module (TPM) v2.0, Fingerprint Reader (Synaptics® SecurePad™), Infrared (IR) camera for Windows Hello Face Sign-in (Optional), Security lock slot ซึ่งก็ถือว่าเพียงพอแล้วสำหรับการใช้งานในธุรกิจองค์กรโดยทั่วไป

ส่วนระบบปฏิบัติการนั้นก็มาพร้อมกับ Windows 10 Pro รองรับความสามารถด้านการทำ Data Protection และ Encryptionได้ในตัว และยังสามารถใช้ Join AD ในที่ทำงานได้ รวมถึงยังมีการอัปเดต OS ที่ค่อนข้างน่าเชื่อถือและมั่นใจได้

สรุป: สเป็คน่าซื้อ ต้องรอดูราคาในไทย

โดยสรุปแล้ว Dynabook Portégé X30W-J นี้ก็ถือเป็น Notebook อีกรุ่นที่น่าสนใจมากสำหรับคนที่กำลังมองหา Notebook น้ำหนักเบา สเป็คแรงๆ เพื่อให้สามารถพกพาไปใช้งานได้ทุกที่ทุกเวลา แต่ทั้งนี้ก็ต้องรอดูราคาเปิดตัวในไทยและราคาหลังจากปรับแต่งสเป็คให้เหมาะสมตามการใช้งานอีกครั้งหนึ่งไปก่อน

สนใจติดต่อ Dynabook ได้ทันที

สำหรับผู้ที่สนใจ Dynabook Portégé X30W-J หรือโน้ตบุ๊คสำหรับธุรกิจรุ่นอื่นๆ สามารถติดต่อทีมงาน Dynabook ได้ทันทีที่อีเมล์ tananat@asiadynabook.com หรือโทร 0816328922 หรือติดต่อผ่านทางเว็บไซต์ได้ที่ https://asia.dynabook.com/contact/contact-us.php

หมายเหตุ:

^ อ้างอิงจากเครื่องแล็ปทอปขนาด 13.3” ที่ใช้ 11th generation Intel Core processors ในช่วงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2020โดยการสำรวจวิจัยดำเนินการโดย Dynabook Inc.

* น้ำหนักอาจแตกต่างกันตามการตั้งค่าของระบบ, ส่วนประกอบจากผู้ผลิต, ความผกผันในการผลิต และออปชันที่เลือกใช้

# Battery Life Rating – อายุการใช้งานแบตเตอรี่อ้างอิงจากการทดสอบด้วย MobileMark™ 2014 บน Windows 10 MobileMark เป็นเครื่องหมายทางการค้าของบริษัท Business Applications Performance Corporation

$ อ้างอิงจากข้อมูลของ Intel  https://www.intel.com/content/www/us/en/products/docs/evo.html

 

from:https://www.techtalkthai.com/dynabook-portege-x30w-j-2-convertible-notebook/

Supermicro เปิดตัว 64-Core AMD Ryzen Threadripper Workstation

ในงาน CES 2021 ทาง Super Micro Computer ได้ออกมประกาศเปิดตัว Workstation รุ่นใหม่ล่าสุด Supermicro AS-5014A-TT ที่รองรับ AMD Ryzen Threadripper ได้สูงสุดถึง 64 Core ใน CPU Socket เดียว โดยมีจุดเด่นที่น่าสนใจดังนี้

Credit: Supermicro
  • รองรับ AMD Ryzen™ Threadripper™ PRO 3000WX Series Processor ได้สูงสุด 64 Cores
  • รองรับ DDR4 RAM สูงสุด 2TB
  • มีช่องใส่ 3.5″/2.5″ Disk ให้ 4 ช่องภายใน ช่องใส่ 2.5″ Disk ด้านหน้าอีก 2 ช่อง และรองรับ M.2 ได้ 4 ชุด
  • มี PCIe 4.0 x16 ให้ 6 ช่อง
  • มี 10GBase-T LAN 1 ช่อง และ 1GbE LAN ที่แชร์กับ IPMI อีก 1 ช่อง
  • มาพร้อมกับ 2000W Platinum Level Power Supply

Supermicro AS-5014A-TT นี้ถูกออกแบบมาสำหรับรองรับกลุ่มผู้ใช้งานระดับ Pro User ครอบคลุมทั้งการใช้งานด้านการผลิตสื่อ, งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์, การแสดงผลประสิทธิภาพสูง, การทำ Deep Learning, การทำ AI, การทำ Virtual Reality / Augmented Reality และการจำลอง 3D แบบ Real-Time

เกี่ยวกับ Throughwave Thailand

Throughwave Thailand เป็นตัวแทนจำหน่าย (Distributor) สำหรับผลิตภัณฑ์ Enterprise IT ครบวงจรทั้ง Server, Storage, Network และ Security พร้อมโซลูชัน VMware และ Microsoft ที่มีลูกค้าเป็นองค์กรชั้นนำระดับหลายหมื่นผู้ใช้งานมากมาย โดยทีมงาน Throughwave Thailand ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าจากทีมงาน Engineer มากประสบการณ์ ที่คอยสนับสนุนการใช้งานของลูกค้าตลอด 24×7 ร่วมกับ Partner ต่างๆ ทั่วประเทศไทยนั่นเอง 

ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อทีมงาน Throughwave Thailand ได้ที่ 02-2100969 หรือ info@throughwave.co.th หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ได้ที่ https://www.throughwave.co.th

ที่มา: https://www.storagereview.com/news/supermicro-unveils-64-core-amd-ryzen-threadripper-workstation

from:https://www.techtalkthai.com/supermicro-announces-64-core-amd-ryzen-threadripper-workstation/

Zoom เผยเตรียมลดค่าใช้จ่ายในการใช้บริการ Cloud หลังธุรกิจเติบโตอย่างรวดเร็วท่ามกลาง COVID-19

Zoom ได้ออกมาเผยถึงแผนการลดค่าใช้จ่ายในการใช้ Cloud อย่างจริงจัง หลังจากที่ธุรกิจเติบโตอย่างรวดเร็วท่ามกลางการแพร่ระบาดของ COVID-19 และทำให้ค่าใช้จ่ายด้านบริการ Cloud เติบโตมากจากการเปิดให้บริการฟรีแก่ลูกค้าทั่วโลก

Credit: Zoom

ที่ผ่านมานั้น Zoom มีการเติบโตอย่างรวดเร็วจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 และทำให้มีลูกค้าเพิ่มขึ้นทั้งในส่วนของบริการที่เก็บเงินและบริการฟรี ซึ่งในมุมของ Zoom นั้น อนาคตเองก็ยังเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน และเมื่อเริ่มมีการใช้งานวัคซีนป้องกัน COVID-19 แล้ว Zoom เองก็ไม่มั่นใจว่าลูกค้าที่เคยจ่ายเงินใช้บริการของตนเองเพื่อทำงานแบบ Remote Work หรือการเรียนในโรงเรียนนั้นจะยังคงใช้งานต่อไปหรือไม่

อย่างไรก็ดี ในช่วงที่ผ่านมานี้มีผู้ใช้งาน Zoom แบบฟรีเป็นจำนวนมาก ทำให้ Zoom ต้องขยายระบบอย่างรวดเร็วและทำให้กำไรของตนเองลดน้อยลงไป ซึ่งตรงนี้ก็ถือเป็นค่าใช้จ่ายจำนวนไม่น้อยทีเดียวสำหรับ Zoom

เดิมทีระบบเบื้องหลังของ Zoom นั้นมีทั้งการใช้งาน Co-location และบริการ Cloud จากผู้ให้บริการหลายค่ายรวมกัน ไม่ว่าจะเป็น Oracle Cloud, AWS หรือ Microsoft Azure แต่ด้วยสถานการณ์การเติบโตอย่างรวดเร็วก็ทำให้ Zoom นั้นมีการใช้งานบริการ Cloud เพิ่มมากขึ้น และทำให้ค่าใช้จ่ายเติบโตเพิ่มขึ้นกว่าเดิมเป็นอย่างมาก

ด้วยเหตุนี้เอง Zoom จึงเผยถึงแผนสำคัญในการลดค่าใช้จ่ายในการใช้บริการ Cloud ลงให้ได้ นอกจากนี้ Zoom เองก็ยังเล็งเห็นถึงการเติบโตในอนาคต และเตรียมลงทุนเพิ่มเติมเพื่อพัฒนาแผนกต่างๆ ในธุรกิจของตนเอง ทั้งการขาย, การตลาด, การค้นคว้าวิจัยและพัฒนา ไปจนถึงการจัดการภาระด้านการเงิน โดยยังไม่มีแผนการเข้าซื้อกิจการใดๆ เข้ามาเพิ่มเติม

ที่มา: https://www.theregister.com/2021/01/13/zoom_prospectus_reveals_colo_infrastructure/

from:https://www.techtalkthai.com/zoom-to-reduce-cloud-cost-after-big-surge-from-covid-19/

Grafana Cloud เปิด Free Tier แล้ว

สำหรับผู้สนใจในการใช้งาน Grafana ในงานของตน วันนี้มีการออก Free Tier ในบริการคลาวด์แล้ว

credit : Grafana

Grafana Labs เองมีบริการ Cloud ของตนอยู่แล้ว ซึ่งวันนี้มีการประกาศ Free Tier ออกมา โดยมีคุณสมบัติคือสามารถเก็บ Log ไม่เกิน 50 GB และ Metrics (https://grafana.com/docs/grafana-cloud/billing-and-usage/metrics/) นานไม่เกิน 14 วัน ใช้งานได้ไม่เกิน 3 คน รวมถึงมี Prometheus และ Graphite ได้ไม่เกิน 10,000 Series อีกมุมหนึ่งในด้านของผู้ใช้งานที่เสียเงินหรือ Pro plan จะมีพื้นที่ของ Log ถึง 100 GB อายุการเก็บ 30 วัน รวมถึงมี Prometheus และ Graphite ได้ไม่เกิน 15,000 Series ทั้งหมดนี้ก็เพื่อตอบโจทย์มือใหม่ผู้ที่ต้องการริเริ่ม

ที่มา : https://techcrunch.com/2021/01/12/grafana-labs-adds-a-free-tier-to-its-managed-observability-platform/ และ https://www.zdnet.com/article/grafana-cloud-adds-free-tier/

from:https://www.techtalkthai.com/grafana-cloud-launches-free-tier/

ทำงานจากที่บ้านอย่างไรให้ปลอดภัย ภายใต้การจัดการผ่าน Hitachi JP1/ITDM

ปัจจุบันองค์กรส่วนใหญ่เริ่มคุ้นชินกับการทำงานจากที่บ้าน หรือ Work from Home กันมากขึ้น เพื่อสนับสนุนนโยบายของภาครัฐ เรื่อง Social Distancing และเพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายของโรค สิ่งที่เป็นความท้าทายในลำดับถัดมาจะเป็นเรื่องการจัดการอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่อยู่ภายนอกบริษัท ซึ่งแผนกไอทีต้องพิจารณาเครื่องมือช่วยในการควบคุมการใช้งานให้มีความถูกต้อง พร้อมแนวทางแก้ไขปัญหาเมื่อพบความผิดพลาดในการใช้งานทั้งภายใน และภายนอกบริษัท

Hitachi JP1 เป็นโซลูชันที่เข้ามาช่วยในการจัดการการใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ให้มีประสิทธิภาพ  รองรับการเชื่อมต่อทั้งการใช้งานในบริษัท (Office Network) และการใช้งานจากที่บ้าน (Work from Home) พร้อมฟังก์ชันเพิ่มเติมในการจัดการ Labor Management ด้วยความสามารถของผลิตภัณฑ์ จะช่วยให้ผู้ดูแลระบบสามารถจัดการการใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์อย่างมีแบบแผน และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น พร้อมฟังก์ชั่นการติดตาม และวิเคราะห์การใช้งานของพนักงาน โดยไม่จำกัดแค่การใช้งานในออฟฟิศเท่านั้น 

การจัดการการใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ในทุกแง่มุมด้วย Hitachi JP1/ITDM2

Hitachi JP1/ITDM2 เป็นระบบช่วยบริหารจัดการ IT Asset และ Security ของอุปกรณ์ Endpoint จากส่วนกลาง โดยเข้าใช้งานผ่าน Web Browser ระบบถูกออกแบบมาให้ใช้งานง่าย และควบคุมการใช้งานอุปกรณ์ให้เป็นไปตาม IT Policy หรือ Compliance ที่ต้องการโดยอัตโนมัติพร้อมความสามารถที่หลากหลาย

ด้วยประสบการณ์ด้านการพัฒนาระบบ IT ให้รองรับความต้องการของธุรกิจองค์กรมาอย่างต่อเนื่องกว่า 25 ปี ทำให้ผลิตภัณฑ์ Hitachi JP1/ITDM2 มีความสามารถครอบคลุม ไม่ใช่แค่ระบบ IT Asset Management เท่านั้นแต่ยังเสริมความสามารถในการทำ Security Management เข้าไปด้วย อีกทั้งระบบยังรองรับระบบปฎิบัติการที่หลากหลาย และมีการพัฒนาให้ตอบสนองต่อความต้องการใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละวันอีกด้วย

ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ทำให้การทำงานจากที่บ้านมีปริมาณเพิ่มมากขึ้น จากความต้องการข้างต้น ส่งผลให้ Hitachi JP1/ITDM2 กลายมาเป็นส่วนสำคัญของแผนก IT ในการจัดการอุปกรณ์ IT ขององค์กร อีกทั้งยังรองรับการแก้ไขปัญหาทั้งการใช้งานในออฟฟิศ และการใช้งานจากที่บ้านผ่าน VPN อีกด้วย

ปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจทั่วโลกวางใจใช้งาน Hitachi JP1 มาอย่างต่อเนื่องยาวนานก็คือ วิสัยทัศน์ และแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองต่อการใช้งานขององค์กรในหลากหลายมิติ ตัวอย่างเช่น

  • ประสบการณ์การพัฒนาผลิตภัณฑ์กว่า 25 ปี ทำให้ระบบรองรับการใช้งานทั้งเทคโนโลยีในอดีต จนถึงปัจจุบัน โดยเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างทีมพัฒนาและทีมทดสอบ เพื่อให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์สามารถทำงานร่วมกับโซลูชันอื่นๆ และสามารถทำงานได้อย่างถูกต้อง
  • การให้บริการหลังการขายที่นานถึง 10 ปี ช่วยให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่าเมื่อลงทุนใช้งานผลิตภัณฑ์ Hitachi JP1 แล้ว ระบบจะยังคงทำงานต่อเนื่องได้อีกยาวนาน ทำให้การลงทุนคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น
  • การรองรับการใช้งานร่วมกับระบบเดิม หรือ Backward Compatibility ระบบสามารถใช้งานร่วมกันได้มากถึง 4 เวอร์ชั่นหลัก ซึ่งรวมเวอร์ชั่นปัจจุบันเข้าไปด้วย ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการอัปเกรดระบบ โดยไม่จำเป็นต้องหยุดระบบเพื่ออัปเกรด หรืออัปเกรดระบบบ่อยๆ อีกทั้งยังช่วยลด Downtime ที่อาจเกิดขึ้นกับระบบได้อีกด้วย
  • มีทีมงานคนไทยช่วยในการดูแลระบบ ซึ่งเป็นทีมงานของ Hitachi โดยตรง ทำให้มั่นใจได้ว่าการแก้ไขปัญหาจะทำได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และไม่มีข้อจำกัดในเรื่องของภาษาในการสื่อสาร

ผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Hitachi JP1/ITDM2 สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

https://www.hitachi.com/products/it/software/prod/jp1/product/jp1/list/itdm2/index.html

7 ความสามารถหลักด้านการทำ IT Asset Management ของ Hitachi JP1/ITDM2

ในแง่ของการทำ IT Asset Management นั้น Hitachi JP1/ITDM2 มีความสามารถในการรวบรวมข้อมูลบนเครื่องเซิร์ฟเวอร์ เครื่องคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์อื่นๆ มาไว้ที่ส่วนกลางเพื่อให้ง่ายต่อการจัดการ, สามารถควบคุมการทำงานของอุปกรณ์จากส่วนกลาง, สามารถตรวจสอบข้อมูลลิขสิทธิ์ของ Software ที่มีการใช้งานได้ ครอบคลุมไปถึงการสนับสนุนการแก้ไขปัญหาให้กับผู้ใช้งานด้วย โดยมีรายละเอียดดังนี้

  1. การรวบรวมข้อมูล Hardware และ Software ของอุปกรณ์แต่ละตัว เพื่อแสดงผลในระบบ IT Asset Management และการอัปเดตข้อมูลอุปกรณ์โดยอัตโนมัติอย่างต่อเนื่อง
  2. การสร้างฐานข้อมูลผู้ใช้งานระบบ และเชื่อมโยงข้อมูลของผู้ใช้งานเข้ากับอุปกรณ์แต่ละตัว
  3. การรวบรวมข้อมูลอุปกรณ์ที่ไม่ได้เชื่อมต่อระบบเครือข่าย เพื่อให้ทราบถึงการมีอยู่ของอุปกรณ์เหล่านั้น พร้อมเครื่องมือช่วยในการบริหารจัดการ
  4. การบริหารจัดการลิขสิทธิ์ของ Software ที่มีการใช้งานในแต่ละเครื่อง พร้อมรายละเอียดของ Software นั้นๆ เพื่อให้การจัดซื้อลิขสิทธิ์การใช้งาน Software มีประสิทธิภาพมากขึ้น
  5. ความสามารถเพิ่มเติมในการบริหารจัดการข้อมูลอุปกรณ์ได้อย่างอิสระ เช่น ข้อมูลสัญญาเช่าอุปกรณ์, ข้อมูลของ Contractor ที่ขายสินค้า หรือให้บริการ และข้อมูลอื่นๆ ตามต้องการ
  6. การบังคับการติดตั้ง Software ไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละตัวจากศูนย์กลาง
  7. การควบคุมอุปกรณ์จากระยะไกล เพื่อให้ผู้ดูแลระบบสามารถดูแล และแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นบนเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้งานได้อย่างสะดวก รวดเร็ว

ด้วยความสามารถที่กล่าวมานี้ จะช่วยให้องค์กรสามารถจัดการข้อมูล IT Asset ได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ โดยไม่มีข้อจำกัดในเรื่องของสถานที่ และใช้มาตรฐานเดียวกันทั้งองค์กร ส่งผลให้การทำงานในรูปแบบ Hybrid Work ทำงานได้จริง

8 ความสามารถหลักด้านการทำ Security Management ของ Hitachi JP1/ITDM2

ปัจจุบันภัยคุกคามมีความหลากหลายเป็นอย่างมาก การปกป้องอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ให้ปลอดภัยอยู่เสมอเป็นความท้าทายอย่างยิ่งสำหรับแผนก IT ในการดูแลการใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ในบริษัท และการทำงานจากที่บ้าน ด้วยความสามารถด้าน Security Management ของ Hitachi JP1/ITDM2 ทำให้ผลิตภัณฑ์ JP1 กลายเป็นสิ่งที่องค์กรจำเป็นจะต้องมี เพื่อตอบสนองต่อนโยบายขององค์กร, ตอบรับกับ พรบ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และพรบ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ไปจนถึงการตอบรับต่อการทำ Compliance ตามมาตรฐานต่างๆ ในแต่ละอุตสาหกรรมอีกด้วย

Hitachi JP1/ITDM2 สามารถตอบโจทย์ด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของอุปกรณ์ Endpoint ให้แก่ธุรกิจองค์กรได้ดังนี้

  1. การรวบรวมข้อมูล Log การใช้งานของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์แต่ละตัว เพื่อนำมาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลจากส่วนกลาง
  2. การควบคุมการเชื่อมต่ออุปกรณ์ USB เพื่อลดความเสี่ยงเรื่องข้อมูลรั่วไหล และการโจมตีผ่านการใช้งานอุปกรณ์
  3. การตรวจสอบ และควบคุมการใช้งาน Antivirus Software บนเครื่องคอมพิวเตอร์
  4. การบริหารจัดการการติดตั้ง Windows Update ของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ระบบสามารถควบคุมจากส่วนกลางได้
  5. การทำ Network Access Control เพื่อควบคุมการเชื่อมต่อระบบเครือข่ายจากอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับระบบเครือข่าย
  6. การตรวจสอบการตั้งค่าความปลอดภัยของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ซึ่งระบบสามารถทำในระดับ Operating System
  7. การควบคุม และจำกัดการใช้งาน Application บนเครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละตัว
  8. การตรวจสอบการติดตั้ง Application ต้องห้าม พร้อมการควบคุม

จากสิ่งที่กล่าวข้างต้น จะเห็นได้ว่า Hitachi JP1/ITDM2 สามารถช่วยควบคุมการใช้งานอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นของผู้บริหาร หรือพนักงานโดยใช้มาตรฐานเดียวกันได้ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงด้านความปลอดภัย และการรั่วไฟลข้อมูลที่อาจเกิดขึ้นได้ พร้อมเครื่องมือช่วยในการตรวจสอบ

การติดตามข้อมูลการทำงานของพนักงานผ่าน Hitachi JP1/ITDM2 ด้วย Add-on เพิ่มเติม

อีกหนึ่งความสามารถเพิ่มเติมของ Hitachi JP1/ITDM2 ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากท่ามกลางการทำงานแบบ Work from Home นี้ก็คือ Add-on สำหรับการติดตามการทำงานของพนักงาน หรือที่เรียกว่า Working Hour Visualization Solution นั่นเอง

ความสามารถนี้จะเข้ามาช่วยในการรวบรวมข้อมูล Operation Log บนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานปัจจุบัน เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาจัดการ และส่งต่อไปยังระบบ Business Intelligence จากสิ่งที่ได้จะช่วยให้ผู้บริหารของแต่ละแผนกสามารถเห็นถึงพฤติกรรมการทำงานของพนักงานแต่ละคนในแต่ละวันได้ ว่ามีการใช้งาน Application ใดในช่วงเวลาที่กำหนด พร้อมเวลาที่ใช้ อีกทั้งยังสามารถนำข้อมูลที่ได้มาใช้ในการเปรียบเทียบข้อมูลของพนักงานได้

แนวทางนี้ถือว่าเป็นแนวทางที่ช่วยให้ธุรกิจองค์กรสามารถติดตามการทำงานของพนักงานได้ และทำให้ผู้บริหารตรวจเช็คการเข้าถึง Application ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทำงาน และติดตามกิจกรรมการทำงานได้ชัดเจนมากขึ้น ซึ่งไม่ใช่แค่การตรวจสอบเวลาการเปิดหรือปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ในแต่ละวันเท่านั้น

ผู้ที่สนใจโซลูชัน Hitachi JP1 สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่อีเมล์ hasth.dsp.uq@hitachi.com

from:https://www.techtalkthai.com/secure-wfh-with-hitachi-jp1-itdm/

ขอเชิญทุกท่านเข้าร่วมงานสัมมนา Dynamics 365 Business Forum

ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย ขอเชิญทุกท่านเข้าร่วมงานสัมมนา Dynamics 365 Business Forum ซึ่งจะรวบรวมเรื่องราวที่สะท้อนมุมธุรกิจและเทคโนโลยี 3-5 ปีที่ผ่านมา และนำคุณขับเคลื่อนธุรกิจไปได้อย่างเหนือคู่แข่งในอนาคตด้วยมุมมองใหม่ๆ ในวันอังคารที่ 26 มกราคม 2564 เวลา 9.30 – 15.00 น.

ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย ขอเชิญทุกท่านเข้าร่วมงานสัมมนา Dynamics 365 Business Forum ซึ่งจะรวบรวมเรื่องราวที่สะท้อนมุมธุรกิจและเทคโนโลยี 3-5 ปีที่ผ่านมา และนำคุณขับเคลื่อนธุรกิจไปได้อย่างเหนือคู่แข่งในอนาคตด้วยมุมมองใหม่ๆของระบบจัดการองค์กรในอนาคตว่าเราต้องเตรียมพร้อมรับมืออย่างไร เสริมสร้างธุรกิจด้วยนวัตกรรมแห่งอนาคตและสร้าง Actionable Insights ที่จับต้องได้ เพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นระบบ ERP และ CRM ทำให้การติดต่อสื่อสารกับลูกค้ามีประสิทธิภาพมากขึ้นในทุกกระบวนการ รู้จักลูกค้าของคุณแบบ 360 องศาด้วยแพลตฟอร์มข้อมูลลูกค้าแบบเรียลไทม์ ค้นพบข้อมูลเชิงลึกที่มีประสิทธิภาพซึ่งให้มุมมองที่ครอบคลุมที่สุดสำหรับลูกค้าของคุณ ตอบสนองเป็นเชิงรุกด้วยข้อมูลเชิงลึกด้วย AI ที่จะสร้าง Customer Experience ที่ตอบโจทย์ทุกคน

งานนี้จะจัดขึ้นในวันที่ 26 มกราคม 2564 ณ โรงแรม St. Regis Bangkok ตั้งแต่เวลา 9.30 น. ถึง 15.00 น. โดยจำกัดที่นั่ง และเว้นระยะห่างตามนโยบาย Social Distancing และขอรณรงค์ให้ทุกท่านที่เข้าร่วมงาน สวมหน้ากากอนามัยตลอดระยะเวลาที่อยู่ภายในงาน

ลงทะเบียนได้ที่: https://www.microsoftevents.com/profile/11792769

*เนื่องจากที่นั่งจำกัด ทางผู้จัดขอสงวนสิทธิ์ให้เข้าร่วมงานเฉพาะผู้ที่ได้รับจดหมายตอบรับเท่านั้น

from:https://www.techtalkthai.com/ms-seminar-dynamics-365-business-forum-2021/

เตรียมแผน BCP พร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนในทุกสถานการณ์ด้วย Windows 10 Virtual Desktop จาก Microsoft Azure เริ่มต้นได้ไว สุดคุ้มเพียง 60 บาทต่อเครื่องต่อเดือน !

เมื่อพูดถึงเรื่องนโยบายการทำงานจากที่บ้าน การทำงานของหลายองค์กรนั้นจำเป็นต้องมีการเข้าใช้ระบบขององค์กรด้วย แต่ปัญหาที่ตามมาคือองค์กรจะมั่นใจได้อย่างไรว่าอุปกรณ์ของพนักงานนั้นมี Security เพียงพอ ดังนั้นหลายองค์กรจึงนำโซลูชันมากมายเข้ามาใช้ ซึ่งเป็นการเพิ่ม Cost อย่างมหาศาลแถมยังเพิ่มภาระให้แก่ทีมไอทีด้วย เพื่อให้แต่ละองค์กรสามารถให้พนักงานทำงานจากทุกที่ได้อย่างแท้จริง โดยไม่มีข้อจำกัดในเรื่องของความปลอดภัยและค่าใช้จ่ายมาเป็นเครื่องพันธนาการ

Windows Virtual Desktop คือบริการเครื่องจำลองเสมือนของ Windows Desktop ที่วางอยู่บน Azure (มองว่าเป็นเครื่องคอมของออฟฟิศที่ไปตั้งอยู่บนคลาวด์) โดยพนักงานขององค์กรจะสามารถใช้แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ หรือโน๊ตบุ๊ค รีโมตผ่านบราวเซอร์ไปใช้ Virtual Desktop บนคลาวด์ได้ ซึ่งจะเห็นได้ว่าสะดวกและไม่ต้องติดตั้งโปรแกรมให้กระทบ User Experience ของผู้ใช้งาน

ประหยัดกว่าด้วยความสามารถของ Windows 10 Enterprise Multi-Session

Windows 10 Enterprise Multi-session เป็น OS พิเศษที่เกิดขึ้นมาสำหรับการให้บริการเฉพาะบน Windows Virtual Desktop เท่านั้น(ไม่มีบน On-premise) โดยไอเดียก็คือ 1 เครื่องสามารถเปิดรีโมตให้ผู้ใช้งานหลายคน ทั้งนี้จึงสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายขององค์กรได้อย่างมีนัยสำคัญ เพราะไม่จำเป็นต้องสร้างเครื่องให้เท่าจำนวนคน นอกจากนี้เดิมทีถ้าองค์กรต้องการโซลูชันเช่นนี้ต้องไปตั้งเซิร์ฟเวอร์และเกตเวย์เพื่อให้บริการ RDS แต่ Windows Virtual Desktop เป็น Managed Service ที่รอเพียงแค่ผู้ใช้ Provision เครื่อง Desktop และเริ่มใช้งานได้ทันที โดยไม่ต้องมาบริหารจัดการเซิร์ฟเวอร์ใดๆ เลย

แต่อย่าเพิ่งเข้าใจผิดเพราะไม่ได้หมายความว่า Windows Virtual Desktop จะให้บริการได้แบบ Multi-session ได้เท่านั้น แต่ยังสามารถรองรับการทำโหมด Personal Desktop (1 คนต่อ 1 เครื่อง) ในกรณีที่องค์กรต้องการจองเครื่องส่วนตัวให้พนักงานก็ทำได้เช่นกัน

Microsoft จัดการข้อมูลผู้ใช้งานหลายคนได้อย่างไร

Microsoft มีโซลูชันที่ชื่อ FSLogix ที่ออกแบบมาสำหรับผู้ใช้งานในสภาพแวดล้อมแบบ Virtual โดยมีการทำ Profile Container แยกเป็น Virtual disk และจะถูก Mount เข้ากับ VHDX หรือ VHD ตอนที่ผู้ใช้ล็อกอินเข้ามา (Run time) ด้วยเหตุนี้เองจึงสามารถแบ่งเลเยอร์ข้อมูลของผู้ใช้งานในสภาพแวดล้อมแบบใช้งานเครื่องร่วมกันได้

ตอบโจทย์ Security ด้วยการควบคุมการเข้าถึงในระดับแอปพลิเคชันและลดโอกาสข้อมูลรั่วไหลออกนอกองค์กร

ผู้ดูแลระบบขององค์กรสามารถ Provision เครื่อง Desktop เป็นรายแอปพลิเคชันไปได้ (ตามรูปด้านบน) ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งสำหรับบางองค์กรที่พนักงานไม่จำเป็นต้องมีสิทธิ์เข้าถึงทั้งเครื่อง นอกจากนี้ระบบยังไม่อนุญาตให้พนักงานคัดลอกข้อมูลจากเครื่องบน Virtual Desktop ออกไปยังเครื่อง Local ด้วยเหตุนี้เององค์กรจึงมีสิทธิ์จำกัดการเข้าถึงเครื่อง Desktop ได้อย่างเฉพาะและไม่ต้องกลัวข้อมูลรั่วไหลออกนอกองค์กร

อีกเรื่องที่ขาดไม่ได้เลยเมื่อพูดถึงเรื่อง Authorization คือ Windows Virtual Desktop จำเป็นต้อง Sync กับ Active Directory โดยรองรับทั้งการ Sync จาก Azure AD หรือ On-premise AD Server ขององค์กร ด้วยเหตุนี้เองจึงสามารถตอบโจทย์การใช้งานในระดับองค์กร

ยืดหยุ่นกว่าเพราะ เพิ่ม ลด Resource อัตโนมัติตามการใช้งาน คุมค่าใช้จ่ายได้ตามจริง

มาถึงตรงนี้หลายคนอาจมีคำถามเกิดขึ้นว่าแล้วเครื่องที่อยู่บนคลาวด์จำเป็นต้องเปิดรอตลอดหรือไม่ ซึ่งตรงนี้เอง Azure ได้มีระบบ Script อัตโนมัติที่สามารถทำ Scale-down เครื่องได้ กรณีที่มีผู้ใช้งานน้อยลง หรือกำหนดปิดเครื่องได้ตามเวลาทำงานปกติ เช่นเปิดแค่วันจันทร์-ศุกร์เท่านั้น ด้วยเหตุนี้เององค์กรจึงสามารถคุมค่าใช้จ่ายได้ตามจริง ในทางกลับกันหากมีโหลดการใช้งานเพิ่ม Windows Virtual Desktop ก็สามารถขยาย Resource เพิ่มให้รองรับความต้องการได้เช่นกัน

นอกจากนี้เพื่อความยืดหยุ่นในการใช้งานอย่างแท้จริง Azure ยังมีการทำ Load Balance ผู้ใช้งานที่ล็อกอินเข้ามากับเครื่อง Desktop ใน Pool โดยผู้ดูแลองค์กรจะสามารถเลือก Load Balance Algorithm ได้ 2 แบบระหว่าง Breath Mode หรือการกระจายวนกันไปทุกเครื่อง (Round Robin) และ Depth Mode หรือการโยน Session ให้เต็มทีละเครื่องก่อน เพราะฉะนั้นเมื่อเครื่องใน Pool มีเกินจำนวนผู้ใช้งาน Azure จึงสามารถลดหรือขยายจำนวนเครื่องได้ตามความต้องการ

ปรับแต่ง Image ได้ตามความต้องการขององค์กร

Windows Virtual Desktop สามารถรองรับ Image ที่องค์กร Customize ขึ้นมาเองให้เพื่อตอบโจทย์กับลักษณะการใช้งานของแต่ละองค์กรได้ หรือจะเลือกใช้ Gallery Image ที่มีมาให้แล้วดังนี้

  • Windows 10 Enterprise multi-session with Office 365 ProPlus
  • Windows 10 Enterprise multi-session 
  • Windows 10 Enterprise 
  • Windows Server 2016

โดยจะเห็นได้ว่า Gallery Image จะมี Windows 10 ซึ่งมาพร้อมกับ Office 365 เรียกได้ว่าครบจบที่เดียวกันไปเลย นอกจากนี้ Windows Virtual Desktop ยังสามารถรองรับ Windows Server 2016 และ Windows 2012 R2 ได้ด้วย

ขยายเวลาการอัปเดต Windows 7 

ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา Microsoft ได้ประกาศสิ้นสุดระยะเวลาการดูแล Windows 7 ไปแล้ว ด้วยเหตุนี้เององค์กรที่ไม่สามารถเปลี่ยนไปเป็น Windows 10 ได้ทัน อาจกำลังตกอยู่ในภาวะความเสี่ยงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้าหากมีช่องโหว่ใหม่ก็ไม่สามารถอัปเดตได้ แต่ Windows Virtual Desktop คืออีกทางเลือกหนึ่งที่จะทำให้องค์กรสามารถใช้ Windows 7 ที่ได้รับการอัปเดตไปอีก 3 ปี ซึ่งช่วยให้องค์กรได้มีเวลาปรับตัวไปอีกระยะหนึ่ง

จะเริ่มต้นใช้งานได้อย่างไร

ท่านใดที่สนใจเริ่มต้นใช้งาน Windows Virtual Desktop ทาง Azure เองก็มีเครดิตให้ได้ใช้งานฟรีถึง US$200  เลยทีเดียว! หรือสามารถใช้ VDI หรือ Windows Desktop as a Service ได้ฟรี 1 เดือนจำนวน 100 users ใช้พร้อมกันได้สูงสุด 20 คนโดยสามารถเข้าไปได้ที่ https://azure.microsoft.com/en-us/services/virtual-desktop/ 

ทั้งนี้การเริ่มต้นการใช้งานก็ง่ายๆ เพียงแค่ 3 ขั้นตอนคือ Prepare – Deploy – Optimize ซึ่ง Azure ได้ทำบทเรียนออนไลน์ไว้ให้ผู้เรียนได้เข้าใจถึงคอนเซปต์และวิธีการ โดยใช้เวลาเพียงแค่ 90 นาทีเท่านั้น ผู้สนใจสามารถเข้าชมได้ที่  https://docs.microsoft.com/en-us/learn/modules/m365-wvd-intro/introduction

ชมวีดีโอสาธิตการสร้างและติดตั้ง Windows Virtual Service ได้ตามด้านล่างเลยครับ

ท่านใดที่สนใจชม On-demand Webinar สอนการติดตั้ง Windows Virtual Desktop โดยละเอียด สามารถลงทะเบียนเพื่อเข้าชมได้ที่ https://info.microsoft.com/AP-AzureAnlyt-WBNR-FY21-12Dec-03-WindowsVirtualDesktop-SRDEM43196_LP02OnDemandRegistration-ForminBody.html

องค์กรใดสนใจใช้งานสามารถเลือกพาร์ทเนอร์ที่สนใจได้ตามด้านล่าง

AIS : businesscloud@ais.co.th

TeraByte Net Solutions : Sarawut@terabytenet.com หรือ 081-925-5914

SoftwareOne : suparuek.sawangthong@softwareone.com หรือ 066-1417-7177

Fujitsu : sakon@fujitsu.com หรือ 087-318-9297

NeosIT : arapat.sangklab@neosit.com หรือ 063-464-0689

from:https://www.techtalkthai.com/play-safe-plan-your-bcp-easily-with-windows-10-vdi-on-microsoft-azure/

สรุปงานสัมมนาออนไลน์ Integrate VMware Workspace ONE with ServiceNow

เมื่อวันที่ 25 กันยายนที่ผ่านมาทาง VMware ได้ร่วมกับ ServiceNow เพื่อให้ความรู้เรื่องการเชื่อมต่อผลิตภัณฑ์ระหว่าง VMware Workspace ONE กับผลิตภัณฑ์ IT Management ยอดนิยมหรือ ServiceNow ทั้งนี้สำหรับใครที่พลาดชมในวันนั้น ทางทีมงาน TechTalkThai ได้สรุปและรวบรวมประเด็นสำคัญมาให้ผู้อ่านทุกท่านได้ติดตามกันแล้วครับ

รู้จักกับ VMware Workspace ONE

VMware Workspace ONE เป็นโซลูชันที่ช่วยให้องค์กรสามารถบริหารจัดการอุปกรณ์ต่างๆ ได้ เพื่อควบคุมการเข้าใช้ทรัพยากรจากอุปกรณ์ในลักษณะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการนำเครื่องส่วนตัวมาใช้ทำงาน (BYOD) หรือการที่องค์กรจัดซื้อเครื่องให้พนักงานใช้งานโดยเฉพาะ (Corporate Owned) ซึ่ง Workspace ONE สามารถรองรับการดูและอุปกรณ์ได้หลากหลายไม่ว่าจะเป็น Mobile, KIOSK, Wearable หรืออุปกรณ์ IoT นอกจากนี้ยังสามารถทำงานร่วมกับแอปพลิเคชัน 3rd Party ได้ด้วย

ส่วนประกอบของโซลูชัน VMware Workspace ONE มีดังนี้

  • Access – ส่วนที่ให้บริการเรื่องของ Single Sign-on (SSO) และการกำหนดเงื่อนไขการเข้าถึง(Conditional Access) ให้กับแอปพลิเคชันต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Web Application, On-premise, Mobile Application, Windows Application หรือแอปพลิเคชันที่พัฒนาขึ้นเอง
  • Unified Endpoint Management (UEM) – ส่วนที่ใช้บริหารจัดการและควบคุมอุปกรณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Windows 10, mac, Apple หรือ Android หรือก็คือโซลูชัน AirWatch เดิมนั่นเอง
  • Productivity Application – เป็นแอปพลิเคชันจาก VMware ที่ออกแบบมาสำหรับการใช้งานขององค์กรโดยเฉพาะ เช่น Browser หรือ Email เป็นต้น โดยจะเปิดให้องค์กรสามารถควบคุม Policy ในการใช้งานได้ลึกมากยิ่งขึ้น เพราะแอปพลิเคชันจาก 3rd Party ไม่สามารถทำได้
  • Windows-as-a-Service – ในจัดการแอปพลิเคชันที่อุปกรณ์ไม่รองรับ ไอเดียคือการใช้ VDI (Horizon) เข้ามาเป็นตัวกลางเพื่อรันแอปแทน ซึ่งเหมาะกับแอปขององค์กรที่ไม่ได้เป็นมาตรฐานที่จะรันบนอุปกรณ์ทั่วไป 

อย่างไรก็ดี VMware Workspace ONE ยังได้นำเสนอตัว Workspace ONE Intelligence ซึ่งจะเข้ามาช่วยในเรื่องของการใช้ประโยชน์จากข้อมูล ให้เกิดประโยชน์ด้าน Visibility และ Security เช่นการแสดง Dashboard และ Application Analytics นอกจากนี้ยังสามารถออกรายงานที่เปิดให้องค์กรปรับแต่งได้ เพื่อตอบโจทย์ในเรื่องของ Compliance รวมถึงช่วยตัดสินใจได้ว่าหากเกิดเหตุการณ์ลักษณะต่างๆจะตอบสนองอย่างไร หรือจะต้องแจ้งเตือนใครบ้าง ยกตัวอย่างเช่นพบแอปไม่พึงประสงค์ให้ระบบแจ้งไปเปิด Ticket ที่ ServiceNow โดยอย่างอัตโนมัติ เป็นต้น

VMware Workspace ONE Mobile flows

credit : VMware

VMware ได้ออกแบบมาให้ผู้ใช้งาน Workspace One สามารถทำงานบูรณาการกับแอปพลิเคชันจาก 3rd Partyได้อย่างไร้รอยต่อ ซึ่งกลไกที่เข้ามาตอบโจทย์นี้ก็คือองค์ประกอบที่ชื่อ Mobile Flow ที่จะทำให้ผู้ใช้งาน Intelligence Hub (Mobile App ของ Workspace ONE) หรือ Secure Email Boxer (แอปพลิเคชัน Email ในกลุ่ม Productivity) สามารถทำ SSO รับและส่ง Notification ผ่านไปยังกับแอปพลิเคชันอื่นได้

Mobile Flow มีทางเลือกในการเชื่อมต่อ 2 รูปแบบคือ

  • no-code – VMware ได้เตรียมตัวเชื่อมต่อ (Connector) กับแอปพลิเคชันพันธมิตรเอาไว้เรียบร้อยแล้วไม่ว่าจะเป็น Saleforces, ServiceNow และอื่นๆ นั่นหมายถึงผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องไม่ปรับแต่งโค้ดใดๆ เพิ่มเติม เพียงแค่เปิดใช้ผ่าน Intelligence Hub ได้ทันที
  • Low-code – ในกรณีที่เป็นงานเฉพาะทางหรือแอปที่พัฒนาขึ้นพิเศษ ทาง VMware ได้ทำตัวอย่างโค้ดไว้บน GitHub เพียงแค่นำไปปรับแต่งโค้ดเล็กน้อย ให้เหมาะสมกับการใช้งานที่ต้องการได้

ServiceNow คือใครและให้บริการอะไรบ้าง?

ServiceNow ถือกำเนิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2004 ซึ่งด้วยความที่ผู้ก่อตั้งมีวิสัยทัศน์กว้างไกล ตั้งแต่เริ่มจึงวางตัวเป็นผลิตภัณฑ์ Software as a Service บน Cloud แม้ว่า ณ เวลานั้นหลายคนยังไม่คุ้นเคยกับ Cloud มากนัก และเป็นเวลาถึง 16 ปีที่ ServiceNow ได้พัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อให้บริการ Workflow และสามารถ Integrate เข้ากับผลิตภัณฑ์อื่นๆ เพื่อส่งต่อข้อมูลให้นำไปใช้ได้อย่างเกิดประโยชน์สูงสุด

credit : Servicenow

ในส่วนผลิตภัณฑ์ของ ServiceNow เองแตกแขนงออกเป็นกลุ่มย่อยมากมาย โดยมีผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการยอมรับจาก Gartner ไว้ถึง 5 ผลิตภัณฑ์คือ

  • IT Service Management
  • Integrate Risk Management
  • Customer Service Management
  • Software Asset Management
  • IT Risk Management

โดยผลิตภัณฑ์เหล่านี้ช่วยให้องค์กรสามารถ Transformation ตัวเองเพื่อยกระดับโปรเซสการทำงานของพนักงานให้ดียิ่ง บริการลูกค้าด้วยความรวดเร็วฉับไว และช่วยวางแผนการลงทุนไอทีอย่างคุ้มค่า ซึ่งทั้งหมดก็เกิดจากการที่มี Workflow ครอบการทำงานให้เกิดประสิทธิสูงสุดนั่นเอง

  • Transform Operation Process – ตัวอย่างของการปฏิรูปการทำงานให้มีระเบียบแบบแผนด้วยแพลตฟอร์มเช่น องค์กรอาจจะสร้าง Workflow เพื่อกำหนดขั้นตอนการเริ่มงานใหม่เอาไว้เลยว่าวันแรกพนักงานใหม่ต้องมีกิจกรรมอะไร จนหมดช่วงกิจกรรมที่พนักงานใหม่ควรจะต้องเข้าร่วม ไปจนถึงว่าพนักงานใหม่นี้จะต้องปฏิสัมพันธ์กับทีมงานแผนกอื่นอย่างไรเช่น ฝ่ายกฎหมาย บัญชีและอื่นๆ
  • Transform Customer Experience -การให้บริการลูกค้าสิ่งที่ต้องตระหนักเลยคือ จะทำอย่างไรที่จะสามารถตอบสนองได้ทุกช่องทาง เพราะปัจจุบันมีช่องทางการสื่อสารได้หลายแพลตฟอร์มไม่ว่าจะเป็น Line, Facebook หรืออื่นๆ นอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึงการประสานงานอย่างเป็นระบบด้วย ซึ่งแพลตฟอร์มของ ServiceNow จะนำเสนอในเรื่องของ Case Management, Field Worker Management และรองรับให้เจ้าหน้าที่รับเรื่อง (Agent) สามารถตอบโต้กับลูกค้าได้ทุกช่องทาง
  • Transform IT & Optimization – ไม่ว่าองค์กรไหนต่างอยากลงทุนให้คุ้มค่าทั้งสิ้น ทั้งนี้ ServiceNow ได้นำเสนอแพลตฟอร์มที่ช่วยให้องค์กรสามารถวางแผนการใช้งานสินทรัพย์ทั้งด้านซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อตอบคำถามว่าโปรเจ็คที่ลงทุนไปนั้นมีความคืบหน้าอย่างไร และได้ใช้จริงอย่างคุ้มค่าหรือไม่

VMware Workspace ONE กับการทำงานร่วมกับ ServiceNow

มี Use Case มากมายที่ผู้ใช้งาน VMware Workspace ONE จะเข้าไปทำงานร่วมกับ ServiceNow ได้ อย่างไรก็ดีเราขอยกตัวอย่างที่พอทำให้เห็นภาพการทำงานดังนี้

  • Single Sign-on : ผู้ใช้งานที่ล็อกอินหน้า Portal ของ VMware Workspace ONE จะสามารถผ่านเข้าไปใช้งาน ServiceNow ได้ทันทีโดยไม่ต้องล็อกอินใหม่ นอกจากนี้องค์กรจะสามารถกำหนดอายุของ Token เพื่อเข้าใช้งานได้ รวมถึงสามารถกำหนดเงื่อนไขการเข้าถึง ซึ่งถ้าหากอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อมาไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดระบบก็จะปฏิเสธการเข้าใช้งาน ServiceNow นั่นเอง อาทิเช่น เครื่องของผู้ใช้มีการ Jailbreak หรือ Root มาก่อน
  • Notification : เป็นการเปิดรับ Push Notification ต่างๆ จาก ServiceNow เข้ามายัง Workspace ONE ได้ ซึ่งการแจ้งเตือนจากระบบของ ServiceNow จะปรากฏขึ้นในส่วน Notification ของ Workspace ONE ส่วนผู้รับก็สามารถดำเนินงานต่อเนื่องข้ามแพลตฟอร์มกันได้อย่างไร้รอยต่อนั่นเอง

อย่างไรก็ดีไม่ว่าจะเป็นการทำงานร่วมกันในรูปแบบใด ทาง VMware ก็ไม่ได้สร้างภาระเพิ่มให้แก่ผู้ใช้งานนัก เพราะเพียงแค่ตั้งค่าง่ายๆ 2-3 ขั้นตอนผู้ใช้งานก็สามารถเริ่มต้นการใช้งานกับ โซลูชันจาก 3rd Party อื่นได้แล้ว เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้นผู้สนใจสามารถชมวีดีโอสาธิตการใช้งาน Mobile Flow ระหว่าง WorkspaceONE และ ServiceNow ได้ตามวีดีโอด้านล่าง

from:https://www.techtalkthai.com/summary-webinar-integrate-vmware-workspace-one-with-servicenow/

จัดการการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนผ่าน Cloud ด้วย ATOMS QUBE จาก QUALICA Thailand

ระบบจัดการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพและตอบโจทย์การวางแผนผลิตได้ครบวงจร ใช้งานง่ายบนระบบ Cloud ด้วยโปรแกรม ATOMS QUBE จากบริษัทผู้นำด้านไอทีกับ Qualica Thailand

ATOMS QUBE โปรแกรมวางแผนและจัดการผลิต ใช้งานง่ายผ่านระบบ  Cloud โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการติดตั้งอุปกรณ์ให้ยุ่งยาก  สามารถตอบโจทย์เหล่านี้ให้กับธุรกิจโรงงานและการผลิตได้อย่างคุ้มค่าในขณะที่ QUALICA Thailand ผู้ให้บริการด้านการให้คำปรึกษาและติดตั้งดูแลรักษาระบบ ก็จะช่วยให้ธุรกิจไทยสามารถปรับนำเทคโนโลยีมาใช้บริหารจัดการควบคุมสายการผลิตได้อย่างเหมาะสม ช่วยให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคุมต้นทุนได้ชัดเจน ครอบคลุมตั้งแต่การจัดการคำสั่งซื้อ การผลิต ไปจนถึงการจัดส่งสินค้าถึงมือลูกค้าได้อย่างเบ็ดเสร็จภายในระบบเดียว ยิ่งไปกว่านั้น ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน ก็สามารถที่เข้าถึงข้อมูลและอัพเดตข้อมูลได้แบบเรียวไทม์ทุกที่ทุกเวลาอีกด้วย

ATOMS QUBE ควบคุมข้อมูลการการผลิตได้อย่างครบวงจรทุกขั้นตอน

ATOMS QUBE เป็นระบบ Production Management System ที่สามารถควบคุมการผลิตสินค้าได้อย่างครบวงจร ดังนี้

  • การลงทะเบียนรับคำสั่งซื้อจากลูกค้า
  • การวางแผนการผลิต
  • การประเมินความต้องการวัตถุดิบ
  • การออกคำสั่งซื้อไปยัง Supplier
  • การออกคำสั่งผลิตและใบคำสั่งผลิต
  • การจัดการสินค้าคงคลังทั้งในส่วนของการรับและการจ่าย
  • การออกรายงานปริมาณการผลิต
  • การออกคำสั่งจัดส่งและเอกสารที่เกี่ยวข้อง
  • การวางแผนทำนายคำสั่งซื้อจากลูกค้า
  • การวางแผนทำนายแนวโน้มการสั่งซื้อวัตถุดิบและส่วนประกอบจาก Supplier เพิ่ม
  • การเชื่อมต่อกับระบบอื่นของธุรกิจ เช่น ระบบบัญชี

ใช้งานได้ผ่าน Cloud มีทีมงานให้คำปรึกษาติดตั้งใช้งานและเชื่อมผสานระบบแรกเริ่ม

นอกเหนือจากประเด็นในเชิงความสามารถแล้ว ด้วยความที่ ATOMS QUBE นี้เป็นบริการ Cloud จึงทำให้ธุรกิจโรงงานและการผลิตสามารถเริ่มต้นใช้งานเทคโนโลยีนี้ได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย ไม่ต้องมีการลงทุนระบบ IT Infrastructure เอง ลดค่าใช้จ่ายในการลงทุนได้เป็นอย่างมาก พร้อมทั้งยังมีข้อดีอีกหลายประการ เช่น

  • สามารถเข้าถึงระบบ ATOMS QUBE ได้จากทุกที่ทุกเวลา ช่วยให้เกิดการทำงานได้จากระยะไกล ตอบรับต่อการทำงานแบบ Work from Home ในปัจจุบัน
  • ได้รับการอัปเดต Software เป็นรุ่นล่าสุดอย่างต่อเนื่อง
  • มีทีมงานผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลรักษาระบบให้สามารถทำงานได้อยู่ตลอด ไม่เป็นภาระของฝ่าย IT ในการดูแลรักษาระบบ
  • คิดค่าใช้จ่ายแบบ Subscription ประเมินแผนการลงทุนได้อย่างแม่นยำ
  • รองรับการใช้งานในธุรกิจที่มีโรงงานหลายสาขาทั่วโลกได้ สามารถควบคุมการผลิตได้จากระบบเดียว

ประสบการณ์ใช้งานจริงจากธุรกิจโรงงานในประเทศไทย

สำหรับตัวอย่างการใช้งานจริงที่เกิดขึ้นในประเทศไทยนั้น บริษัท โทชิน เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็น Trading Company ก็ได้เริ่มต้นใช้งาน ATOMS QUBE เพื่อแก้ไขปัญหาหลากหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการบริหารจัดการคลังสินค้า, ความผิดพลาดจากข้อมูลที่พนักงานป้อนไปยัง Excel และใช้ในการคำนวณ และโจทย์ในการต้องการระบบควบคุมการผลิตที่พนักงานชาวไทยและชาวญี่ปุ่นสามารถใช้ทำงานร่วมกันได้

สิ่งที่โทชิน เทคโนโลยีต้องการเพื่อตอบโจทย์เหล่านี้ ก็คือระบบสำหรับควบคุมการผลิตได้อย่างครบวงจร จึงได้ตัดสินใจเลือกใช้ ATOMS QUBE โดยเริ่มจากการเปิดให้กลุ่มวิศวกรผู้เชี่ยวชาญในบริษัทได้เริ่มใช้งานก่อน

ผลลัพธ์ของการใช้งานนั้นก็ทำให้บริษัทสามารถบริหารจัดการคลังสินค้าได้อย่างแม่นยำ และมีการแจ้งเตือนโดยอัตโนมัติสำหรับการสั่งวัตถุดิบเข้ามาเพิ่มเพื่อให้เพียงพอต่อแนวโน้มของการสั่งซื้อในอนาคต

นอกจากนี้ ATOMS QUBE ยังช่วยให้โทชิน เทคโนโลยี สามารถทำงานสื่อสารระหว่างพนักงานชาวไทยและชาวญี่ปุ่นได้ดียิ่งขึ้น ด้วยความที่ระบบเป็น Cloud จึงทำให้พนักงานที่อยู่กันคนละประเทศสามารถเข้าถึงข้อมูลกลางชุดเดียวกันที่อัปเดตแบบ Real-Time และใช้ในการทำงานร่วมกันได้ รวมถึงการอนุมัติการสั่งซื้อหรือการขายใดๆ ก็สามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา

อีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้โครงการนี้ประสบความสำเร็จ ก็คือการให้บริการจาก QUALICA Thailand ที่สามารถสนับสนุนการใช้งานของพนักงานได้ทั้งชาวไทยและชาวญี่ปุ่น ช่วยดูแลแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างการใช้งานและให้คำปรึกษาเพื่อให้ใช้งานระบบที่ลงทุนในครั้งนี้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

สำหรับผู้ที่สนใจโซลูชันด้านการบริหารจัดการการผลิต สามารถติดต่อทีมงาน QUALICA Thailand เพื่อขอคำปรึกษาและทดลองใช้งานได้ทันทีที่อีเมล์ sales.qualicathailand@qualica-asia.com โทร 082-123-3329 หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ได้ทันทีที่ https://www.qualica-th.co.th/en/

from:https://www.techtalkthai.com/atoms-cube-production-management-system-by-qualica-thailand/

แนะนำ 3 โซลูชันอัจฉริยะเพื่อก้าวสู่การเป็นองค์กรดิจิทัลจาก UIH

ภายใต้สถานการณ์ที่ภาคธุรกิจต้องเผชิญความท้าทายในปัจจุบันนี้ หลายองค์กรถูกเร่งให้ทำ Digital Transformation เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันเชิงธุรกิจ คุณเบญจ เบญจรงคกุล ผู้อำนวยการฝ่าย Business Strategy & Transformation บริษัท ยูไนเต็ด อินฟอร์เมชั่น ไฮเวย์ จำกัด (UIH) ผู้นำด้าน Digital Infrastructure & Solutions ชั้นนำของไทยได้แนะนำ 3 โซลูชันไฮไลท์บริการเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์วิถีใหม่และสนับสนุนองค์กรของท่านเพื่อก้าวขึ้นสู่การเป็นองค์กรดิจิทัลได้ง่ายและสะดวกขึ้น โซลูชันทั้ง 3 ประกอบด้วย Smart Tax, Smart Flow, และ Remote Task Management

1. Smart Tax Solution

Smart Tax เป็นโซลูชันที่ช่วยให้องค์กรที่มีการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มสามารถส่งใบกำกับภาษีให้แก่ลูกค้าของตนและกรมสรรพกรในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ตามข้อเสนอแนะมาตรฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่จำเป็นต่อธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ขมธอ.) ได้อย่างรวดเร็วและง่ายดายภายใต้คอนเซ็ปต์ One-Stop e-Tax Service

โซลูชัน Smart Tax ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการจากสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็คทรอนิกส์ (สพธอ./ETDA) ในการนำส่งใบกำกับภาษีในรูปแบบ XML และ PDF/A-3 แก่ลูกค้าและกรมสรรพากรได้อย่างถูกต้องตามมาตรฐาน มาพร้อมกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยขั้นสูงโดยการลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Digital Signature) ด้วยใบรับรองดิจิทัล (Digital Certificate) ของแต่ละองค์กร ประกอบด้วยการทำงาน 5 ขั้นตอน ดังนี้

  1. ดึงข้อมูลธุรกรรมจากระบบชำระเงินมาอยู่ในรูป CSV
  2. ส่งข้อมูลในรูป CSV เข้าสู่ระบบ Smart Tax ซึ่งจะตรวจสอบว่าข้อมูลที่ส่งมาถูกต้องตามมาตรฐานที่กรมสรรพากรกำหนดหรือไม่
  3. แปลงข้อมูลธุรกรรมให้อยู่ในรูป XML และจัดทำใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (PDF/A-3) พร้อมลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Digital Signature) ด้วยใบรับรองดิจิทัล (Digital Certificate) โดยมีการตรวจสอบ Schema ตามมาตรฐาน ขมธอ. เลขที่ 23-2560 โดยใบรับรองดิจิทัลนี้จะถูกเก็บบนระบบ Hardware Security Module (HSM) ที่มีความมั่นคงปลอดภัยสูง
  4. นำส่งใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ให้แก่ลูกค้าปลายทาง
  5. นำส่งข้อมูลภาษีในรูป XML ให้แก่กรมสรรพกรตามมาตรฐาน ขมธอ. เลขที่ 14-2560 โดยบริษัท เบรนเนอร์จี้ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มเบญจจินดาที่ได้รับการรับรองในการเป็นผู้ให้บริการที่ถูกต้องจาก สพธอ.

Smart Tax ยังสามารถทำงานร่วมกับระบบ ERP และระบบงานด้านธุรกรรมขององค์กรได้หลายรูปแบบทั้ง API, SFTP และ Web Upload ช่วยให้สามารถจัดเก็บและค้นหาเอกสารได้อย่างเป็นระบบ

รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.uih.co.th/en/digital-services/digital-platform/smart-tax

2. Smart Flow Solution

Smart Flow เป็นโซลูชันการจัดการเอกสารและขออนุมัติแบบ Paperless ในรูปของ Software as a Service (SaaS) ช่วยให้พนักงานสามารถสร้างเอกสารเพื่อขออนุมัติตามสายลำดับขั้นอนุมัติ (Level of Authorization: LOA) ที่กำหนดได้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่ผู้บริหารสามารถเซ็นอนุมัติเอกสารได้ทันทีจากที่ไหนก็ได้ผ่านทางการลงลายมือชื่อดิจิทัล (Digital Signature) ด้วยใบรับรองดิจิทัล (Digital Certificate) ขององค์กร

Smart Flow มาพร้อมกับ Template เอกสารให้เลือกใช้ได้หลายรูปแบบ เช่น บันทึกข้อความ (Memorandum) ใบขอซื้อ (Purchase Requisition) ใบสั่งซื้อ (Purchase Order) และแบบฟอร์มต่างๆ หรือองค์กรจะเลือกสร้าง Template ของตัวเองก็ได้ โดยสามารถกำหนด LOA ให้แต่ละ Template ตามลำดับสายอนุมัติโดยยึดตามโครงสร้างองค์กร หรือจะกำหนด LOA เองก็ได้เช่นกัน

เมื่อพนักงานกด Submit เพื่อเดินเรื่องเอกสาร เอกสารจะถูกส่งไปตาม LOA ซึ่งผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถเซ็นอนุมัติได้ผ่านทางการลงลายมือชื่อดิจิทัล ในกรณีที่ส่งคืนเอกสารหรือไม่อนุมัติ สามารถระบุเหตุผลหรือหมายเหตุแนบไปกับเอกสารได้ ซึ่งข้อมูลตรงนี้สามารถนำเข้าสู่ระบบ Analytics เพื่อปรับปรุงแบบฟอร์มเอกสารหรือขั้นตอนอนุมัติให้ดียิ่งขึ้น รวมไปถึงใช้ประเมินพนักงานได้

โซลูชัน Smart Flow ยังรองรับการทำงานร่วมกับระบบ ERP ช่วยให้การออกใบขอซื้อ (Purchase Requisition) ทำได้ง่ายขึ้น เมื่อใบขอซื้อได้รับการอนุมัติ Smart Flow จะส่งข้อมูลไปยังระบบ ERP เพื่อออกใบสั่งซื้อ (Purchase Order) พร้อมส่งไปยัง Supplier ให้โดยอัตโนมัติ ลดความยุ่งยากและเพิ่มความรวดเร็วในการเดินเอกสาร

จุดเด่นของโซลูชัน Smart Flow ประกอบด้วย

  • รองรับการจัดทำเอกสารภาษาไทย จัดหน้าง่าย เป็นระเบียบ
  • มีแนวทางการกำหนดสิทธิในการอนุมัติรายการสำหรับหน่วยวงาน (LOA – Level of Authority)  ที่เหมาะสมกับองค์กรและหน่วยงานในไทยให้บริการ
  • มีรูปแบบสำหรับเอกสารราชการที่ถูกต้อง ชัดเจน
  • สอดคล้องกับมาตรฐานและข้อบังคับต่างๆ ของไทย
  • มีระบบจัดเก็บ Digital Footprint ของเอกสารในรูปแบบ Audit Trail ช่วยให้สามารถติดตามผู้สร้าง ผู้แก้ไข ผู้ใส่หมายเหตุได้ง่าย

รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.uih.co.th/en/digital-services/digital-platform/smart-flow

3. Remote Task Management

Remote Task Management เป็นระบบบริหารจัดการพนักงานและงานที่ได้รับมอบหมายแบบออนไลน์ ช่วยให้หัวหน้างานสามารถติดตามการทำงานของพนักงานและสถานะงานต่างๆ ที่มอบหมายไปได้แบบเรียลไทม์ รองรับการทำงานเป็นกะ โปร่งใส ตรวจสอบได้ สะดวกในการใช้งานออนไลน์ได้ทุกที่ พร้อมระบุตำแหน่งพิกัดที่ทำงาน

โซลูชันดังกล่าวถูกออกแบบมาให้สามารถติดตามทุกความเคลื่อนไหวของงานและบริหารการพนักงาน โดยรองรับการบันทึกเวลาเข้าออกสถานที่ทำงาน พร้อมเช็คอินเพื่อระบุตำแหน่งที่ทำงานและยืนยันตัวตนผ่านเทคโนโลยี Face Recognition ที่มีความแม่นยำสูง ลดปัญหาเรื่องการตอกบัตรแทนกัน ช่วยให้การเช็คชื่อพนักงานที่ทำงานภายนอกสถานที่ เช่น ที่ไซต์ลูกค้า  ไซต์ก่อสร้าง ทำได้ง่ายมากยิ่งขึ้น

Remote Task Management ยังช่วยให้หัวหน้างานแจกจ่ายงานไปยังพนักงานแต่ละคนได้อย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งติดตามสถานะการทำงานของพนักงานและงานที่แจกจ่ายไปได้แบบเรียลไทม์ โดยพนักงานสามารถบันทึกเวลาเริ่มจบงานที่ได้รับมอบหมายด้วยตนเอง ทำให้การประเมินผลงานและคำนวณค่าแรงทำได้ถูกต้องและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ พนักงานยังสามารถใส่หมายเหตุลงไปในงานที่ได้รับมอบหมายเพื่อรายงานหัวหน้างานเมื่อพบปัญหาได้อีกด้วย ลดภาระงานด้านเอกสารและเวลาที่ต้องสูญเสียไปในการส่งรายงาน

จุดเด่นของโซลูชัน Remote Task Management ประกอบด้วย

  • โปรแกรมลงเวลาเข้าออกงานของพนักงานแบบออนไลน์ สามารถรายงานการลงเวลาและตอกบัตรพนักงานแบบเรียลไทม์ในรูปแบบไทม์ไลน์ ดูง่าย สวยงาม พร้อมทั้งรายละเอียดการลงเวลาแบบต่างๆ
  • สร้างระดับการอนุมัติ ระบุผู้อนุมัติ สร้างทีมงานได้ไม่จำกัดแผนกและกำหนดสิทธิแยกกันได้อย่างอิสระ
  • ตรวจสอบข้อมูลการเริ่มจบงานที่ได้รับมอบหมายได้ทุกเวลาผ่าน Mobile App หรือ Web Browser พร้อมคำนวณเวลาทำงานได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว
  • จัดทำรายงานรายวัน รายสัปดาห์ หรือรายเดือนได้หลากหลายรูปแบบ และนำข้อมูลการทำงานของพนักงานแต่ละคนส่งเข้าระบบ Payroll เพื่อคำนวณเงินเดือนต่อได้โดยอัตโนมัติ
  • พร้อมให้บริการด้วยมาตรฐาน SLA 99.99%

รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.uih.co.th/en/digital-services/digital-platform/remote-task-management

ผู้ที่สนใจใช้บริการ Digital Solutions ของ UIH สามารถติดต่อฝ่ายขายที่ดูแลคุณหรือฝ่ายการตลาดได้ที่เบอร์ 0-2016-5000 หรืออีเมล info@uih.co.th

from:https://www.techtalkthai.com/transform-your-business-with-uih-digital-solutions/