คลังเก็บป้ายกำกับ: MOBILE_ENTERPRISE

เปิดตัว VMware Horizon 8 เสริมความสามารถใหม่ รองรับ Hybrid Cloud และ Multi-Cloud

VMware ได้ออกมาประกาศเปิดตัว VMware Horizon 8 ที่จะพร้อมให้ใช้งานได้ในอนาคตว่าจะมีความสามารถใหม่ๆ ที่น่าสนใจดังนี้

Credit: VMware
  • ใช้งานได้บน Google Cloud และ VMware Cloud on Dell EMC เพิ่มเติม ส่วน Azure VMware Solution กำลังอยู่ในขั้น Preview
  • เปิดตัว Horizon Control Plane สำหรับบริการจัดการ Horizon Pod ในหลาย Data Center และ Cloud ได้จากศูนย์กลาง
  • มีระบบ Universal Broker ใหม่ ทำให้ผู้ใช้งานสามารถเชื่อมต่อไปยัง Desktop ของตนได้จากเส้นทางที่ใกล้ที่สุด
  • การทำ Image/App Management ง่ายขึ้นกว่าเดิม และใช้งานได้บนทุก Pod และ Cloud
  • มีระบบ Real-Time Performance Monitoring และ End-to-End Security ช่วยให้ใช้งานได้อย่างยืดหยุ่นและทนทานยิ่งขึ้น
  • เพิ่มเทคโนโลยี Instant Clone ใหม่ที่ทำงานร่วมกับ VMware vSphere และ App Volumes ได้
  • เพิ่มความสามารถ Instant Clone Smart Provisioning ลดพื้นที่ Storage ที่ต้องใช้ให้น้อยลงได้
  • ระบบ Elastic DRS ช่วยให้การเพิ่มขยาย Pod และเพิ่มหรือลดปริมาณ Virtual Desktop ลงอย่างฉับพลันมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • App Volumes สามารถทำการสร้างเพียงครั้งเดียวและนำไปใช้ที่ใดก็ได้ และรองรับการใช้งานบน Horizon Cloud on Azure ได้ด้วย
  • มี RESTful API ใหม่ ช่วยทำ Automation ได้ดีขึ้นกว่าเดิม
  • ปรับปรุง Blast Extreme Protocol ให้รองรับเนื้อหาวิดีโอคุณภาพสูงขึ้น รองรับงาน 3D ได้ดีขึ้น และใช้ HEVC H.265 Codec และ GPU รุ่นใหม่ๆ ได้ พร้อมรองรับจอ 4K และ 8K แล้ว และใช้ CPU/Bandwidth น้อยลงตามเนื้อหาในหน้าจอและสภาพของระบบเครือข่ายได้
  • มี Optimization Pack สำหรับ Zoom, Webex และ Microsoft Teams
  • รองรับการ์ดจอได้ทั้งจาก NVIDIA และ AMD
  • เสริม Intrinsic Security เข้าไปในระบบ ทำงานร่วมกับ Workspace ONE Access, VeloCloud, NSX Advanced Load Balancer, Unified Access Gateway และ Carbon Black ได้

Horizon 8 2006 Release นี้คาดว่าจะเปิด GA ในช่วงเดือนตุลาคม 2020 นี้ ผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.vmware.com/products/horizon.html หรือทดลองใช้งาน 30 วันได้ที่ https://www.vmware.com/horizon-universal-license-trial.html

ที่มา: https://blogs.vmware.com/euc/2020/08/vmware-horizon-8.html

from:https://www.techtalkthai.com/vmware-horizon-8-is-announced/

แนะนำ Eaton 9E UPS: อุปกรณ์สำรองไฟอเนกประสงค์สำหรับธุรกิจขนาด 1000-3000VA

เมื่อการใช้เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในการทำงานมาก และการทำงานเฉพาะทางหลายประเภทก็ต้องอาศัยอุปกรณ์หรือเครื่องมือที่ต้องใช้ไฟฟ้าในการทำงาน UPS หรืออุปกรณ์สำรองไฟฟ้าก็กลายเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อธุรกิจให้ดำเนินต่อไปได้อย่างไม่สะดุด และ Eaton เองก็มีอุปกรณ์ UPS รุ่นเล็กอเนกประสงค์สำหรับใช้งานในภาคธุรกิจโดยเฉพาะ อย่าง Eaton 9E UPS ซึ่งบทความนี้เราจะมาแนะนำให้ทุกท่านรู้จักกันครับ

Eaton 9E UPS อุปกรณ์สำรองไฟฟ้าสำหรับใช้งานในภาคธุรกิจ รองรับงานได้หลากหลาย

Eaton 9E UPS นี้ถือเป็น UPS รุ่นพื้นฐานของ Eaton ที่มีให้เลือกใช้ได้หลายขนาด เพื่อให้รองรับต่อการนำไปติดตั้งใช้งานในพื้นที่ที่แตกต่างกันและรองรับการสำรองไฟฟ้าให้กับอุปกรณ์จำนวนที่แตกต่างกัน โดยการนำไปใช้งานนั้นไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะกับอุปกรณ์ IT อย่างเช่น PC, Network, Storage เท่านั้น แต่ยังรองรับการนำไปใช้งานกับตู้ ATM, ระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านต่างๆ, อุปกรณ์ทางการแพทย์, อุปกรณ์ในโรงงานและสายการผลิต, อุปกรณ์ด้านโทรคมนาคม และอื่นๆ อีกมากมาย

การออกแบบของ Eaton 9E UPS นี้ถือว่ามีความเรียบง่ายเพื่อให้การนำไปใช้งานนั้นสามารถใช้งานได้เสมือนกับการใช้ UPS ตามบ้านพักอาศัยทั่วๆ ไป แต่ก็แฝงมาด้วยความสามารถที่เหนือขึ้นมาเพื่อให้ตอบโจทย์การใช้งานในภาคธุรกิจได้ดีขึ้น เช่น ประสิทธิภาพของระบบที่ดี, การบริหารจัดการและตรวจสอบปัญหาได้ง่าย, การดูแลรักษาที่ออกแบบมาเพื่อลด Downtime ที่ไม่คาดฝันของธุรกิจ และความสามารถในการเพิ่มขยายได้ในอนาคต เป็นต้น

ทนทานคุ้มค่า ทำงานเงียบเชียบ

Eaton 9E UPS ใช้สถาปัตยกรรมแบบ Double Conversion Topology ที่จะช่วยให้สามารถตรวจสอบโวลต์และความถี่ของไฟฟ้าและทำการควบคุมได้อยู่เสมอ ทำให้มั่นใจได้ในการจ่ายพลังงานที่เสถียร อีกทั้งยังมีค่า Power Factor อยู่ที่ 0.8 ทำให้สามารถใช้พลังงานได้อย่างคุ้มค่า สามารถจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์มากขึ้นเมื่อเทียบกับ UPS ที่มีขนาดเท่ากันแต่มี Power Factor  ที่น้อยกว่า อีกทั้งยังรองรับช่วงของโวลต์ได้กว้าง ช่วยลดการใช้งานแบตเตอรี่ลง ส่งผลให้อายุการใช้งานของแบตเตอรี่ยาวนานยิ่งขึ้นไปด้วย ในขณะที่ตัวอุปกรณ์เองก็ออกแบบมาให้ชาร์จไฟได้เร็วถึง 90% ของความจุได้ภายในเวลาเพียง 4 ชั่วโมงเท่านั้น

ในการติดตั้งใช้งาน Eaton 9E UPS นี้สามารถนำไปติดตั้งใช้งานได้แม้แต่ภายในออฟฟิศหรือพื้นที่ทำงาน ด้วยความดังของอุปกรณ์ที่น้อยกว่า 40dB ในยามปกติ ทำให้แทบไม่ได้ยินเสียงของอุปกรณ์เลยนั่นเอง

บริหารจัดการง่ายทั้งภายในตัวอุปกรณ์เองและเชื่อมต่อผ่านระบบเครือข่าย

บนด้านหน้าของ UPS จะมีจอ LCD เพื่อแสดงสถานะการทำงานของ UPS ไม่ว่าจะเป็น Load Level, Battery Level, Input/Output Voltage, Frequency รวมถึงยังมี Mimic Diagram แสดงการทำงานของ UPS ในปัจจุบันด้วย ซึ่งผู้ใช้งานจะสามารถตรวจสอบได้ทันทีว่าหากอุปกรณ์ทำงานปกติแล้วจะมีสถานะเป็นอย่างไร ในขณะที่ถ้าหากอุปกรณ์ UPS ต้องสลับมาใช้ไฟฟ้าจากแบตเตอรี่นั้นเกิดจากสาเหตุใด

นอกจากการตรวจสอบการทำงานบนตัวอุปกรณ์โดยตรงแล้ว UPS รุ่นนี้ก็รองรับการเชื่อมต่อข้อมูลผ่านทาง USB, RS232 Serial และมีช่องเสริมสำหรับติดตั้ง Network Card ไปจนถึง Relay Card และ Modbus Card เพื่อให้สามารถเชื่อมต่อข้อมูลจาก UPS ไปยังระบบอื่นๆ ได้

Eaton 9E UPS นี้ยังสามารถทำงานร่วมกับ Eaton Intelligent Power Software เพื่อให้บริหารจัดการตรวจสอบการทำงานจากศูนย์กลางได้ง่าย และสามารถทำ Automation ร่วมกับโซลูชันที่ใช้งานในธุรกิจองค์กรอย่างเช่น VMware vCenter หรือ Microsoft Hyper-V ได้อีกด้วย

ยืดหยุ่นดูแลรักษาได้ง่าย รองรับการเพิ่มขยายได้ในอนาคต

เพื่อให้เกิด Downtime ต่ำที่สุด Eaton 9E UPS จึงถูกออกแบบมาเป็นอย่างดี โดยภายในตัวอุปกรณ์เองก็มีระบบ Internal Bypass เพื่อช่วย Bypass การจ่ายไฟได้ในกรณีที่อุปกรณ์มีปัญหาเสียเอง

ในระยะยาว หากมีการใช้งานอุปกรณ์เพิ่มและต้องการระบบ UPS ที่ใหญ่ขึ้น Eaton 9E UPS นี้ก็มีทางเลือกที่ช่วยธุรกิจให้สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการลงทุนได้ โดยสำหรับรุ่น 2000VA เป็นต้นไปนั้น จะสามารถติดตั้ง External Battery Module (EBM) เพิ่มได้อีก 4 ชุด ในขณะที่ถ้าอยากเพิ่มเวลาที่สำรองไฟให้มากขึ้น ในรุ่น 3000VA XL ก็มาพร้อมกับ Supercharger ภายในตัว เป็นอีกทางเลือกในการใช้งาน โดยเลือกใช้งานได้หลายรุ่น ตั้งแต่ 1000 – 3000VA เลยทีเดียว

ผู้ที่สนใจโซลูชันด้านการสำรองไฟฟ้า สามารถติดต่อทีมงาน Eaton ได้ทันทีที่ Email: EatonIDCSupport@Eaton.com หรือโทร 02-511-5300 หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ของ Eaton ได้ที่ http://www.eaton.com

from:https://www.techtalkthai.com/eaton-9e-multipurpose-enterprise-ups/

เปลี่ยน Samsung Smartphone/Tablet ให้กลายเป็นอุปกรณ์ที่ตอบโจทย์เฉพาะทางของธุรกิจ

การนำอุปกรณ์อย่าง Smartphone หรือ Tablet มาใช้ในธุรกิจได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ แต่สิ่งที่ธุรกิจองค์กรอาจจะต้องเผชิญอยู่เสมอ คือการเตรียมเครื่องให้พนักงานพร้อมใช้งานได้

จะเป็นอย่างไรหากเรามีเครื่องมือมาช่วยในการตั้งค่าเครื่อง Smartphone/ Tablet ให้พร้อมใช้ สามารถปรับแต่งอุปกรณ์ Smartphone หรือ Tabletให้ทำงานอย่างที่ตนเองต้องการได้ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนอุปกรณ์ให้กลายเป็น Kiosk, การบังคับให้ใช้งานได้แค่ Application เดียวสำหรับใช้เป็น POS, การใส่แบรนด์ของบริษัทเข้าไปในอุปกรณ์ให้แสดงตั้งแต่ตอนเปิดเครื่อง ไปจนถึงการติดตั้ง Application ที่จำเป็นต่อธุรกิจให้ใช้งานได้เลยตั้งแต่เปิดเครื่อง โดยไม่ต้องแกะกล่องมาทำทีละเครื่อง

การปรับแต่งและเตรียมอุปกรณ์ Mobile ให้พร้อมทำงาน เป็นเรื่องที่เหมือนจะง่าย แต่ทำได้ยากมากในความเป็นจริง

ในตลาดธุรกิจองค์กรนั้นคงจะเป็นภาพที่คุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว กับการที่แผนก IT ต้องทำการ Set Up ปรับแต่งค่าการทำงานเบื้องต้นของเครื่อง PC หรือ Notebook ก่อนที่จะส่งมอบให้พนักงานแต่ละคนนำไปใช้งาน แต่ในทุกวันนี้ที่อุปกรณ์ Mobile ได้เข้ามามีบทบาทในการทำงานไม่แพ้ PC หรือ Notebook เทคโนโลยีสำหรับใช้ในการเตรียมอุปกรณ์เหล่านี้กลับไม่ง่ายต่อการใช้งานจริงนัก

โดยทั่วไปธุรกิจองค์กรมักต้องใช้ Account ธุรกิจจากผู้พัฒนาระบบปฏิบัติการของ Smartphone หรือ Tablet ในการตั้งค่าเริ่มต้น หรือบางที่ นั้นก็ใช้ MDM (Mobile Device Management) มาช่วยในการตั้งค่าหรือติดตั้ง Application แต่ด้วยความสามารถของ MDM ที่สามารถควบคุม บริหารจัดการ ได้ถึงระดับ Hardware อาจจะเกินความต้องการใช้งานขององค์กรที่ต้องการแค่ตั้งค่าพร้อมใช้เบื้องต้น ทำให้การใช้งาน MDM อาจเป็นการใช้ได้ไม่เต็มศักยภาพ

ลองนึกถึงภาพของธุรกิจที่ไม่มีการใช้งาน MDM เช่น ร้านอาหารที่ต้องการส่งอุปกรณ์ Tablet สำหรับใช้งานเป็น POS ไปยังสาขาทั่วประเทศ IT ผู้ดูแลระบบ ต้องแกะอุปกรณ์ออกจากกล่องทีละชุดมาทำการตั้งค่า และลงทะเบียนเข้าระบบ ก่อนจะส่งให้กับแต่ละสาขาไปใช้งานได้ หากอุปกรณ์ที่ต้องใช้นั้นมีเพียงไม่กี่ชุดก็อาจไม่กินเวลานัก แต่สำหรับธุรกิจที่มีหลายสิบหรือหลายร้อยสาขา และแต่ละสาขาต้องมีอุปกรณ์หลายชุด การเตรียมอุปกรณ์เหล่านี้ก็อาจกินเวลามหาศาลกว่าที่คิด

ปัญหานี้ไม่ได้เกิดเพียงแต่กับร้านอาหารเท่านั้น แต่ธุรกิจอื่นๆ ที่มีการใช้ Mobile Device เป็นหัวใจหลักอย่างเช่นธุรกิจ Logistics, ระบบ Warehouse ของธุรกิจ, ธุรกิจการเงิน, ธุรกิจประกันภัย, ธุรกิจค้าปลีก, โรงพยาบาล และอื่นๆ อีกมากมายล้วนเผชิญกับปัญหาในรูปแบบเดียวกันทั้งสิ้น ต่างกันที่แต่ละธุรกิจนั้นจะเลือกปรับแต่งอุปกรณ์ Mobile ของตนเองให้ตอบโจทย์การนำไปใช้งานในลักษณะใดเท่านั้น

ทางเลือกในการปรับแต่ง และตั้งค่าอุปกรณ์ให้ตอบโจทย์ในราคาคุ้มค่า

Samsung ในฐานะของผู้ผลิต Smartphone และ Tablet ได้พัฒนา Knox Solutions เพื่อตอบโจทย์การนำไปใช้งานในภาคธุรกิจที่มีความต้องการที่หลากหลายออกไปได้เลือกใช้ ทั้งสำหรับ Enterprise Mobility และ Device Customization

หากลูกค้าต้องการใช้งาน Device Customization คือ ปรับแต่ง หรือตั้งค่าเบื้องต้น ก่อนนำส่งให้พนักงาน หรือลูกค้าให้พร้อมนำไปใช้งานในเชิงธุรกิจ สามารถใช้งาน Samsung Knox Configure ที่พัฒนามาเพื่อช่วยให้ IT admin ตั้งค่าเครื่องทั้ง อุปกรณ์ Smartphone และ Tablet ของ Samsung ได้หลายๆ เครื่องพร้อมกัน ผ่าน Cloud ที่เชื่อมต่อได้จากทั่วโลกสำหรับใช้ในการบริหารจัดการจากศูนย์กลาง ดังนั้นจึงสามารถรองรับการปรับแต่งตั้งค่าอุปกรณ์ได้ไม่ว่าอุปกรณ์จะอยู่ที่ใดและถูกนำไปเชื่อมต่อผ่านเครือข่ายของผู้ให้บริการรายใด

จุดเด่นที่ทำให้โซลูชั่นนี้ถูกใช้งานโดยธุรกิจองค์กรขนาดใหญ่ทั่วโลกนั้นมีด้วยกัน 4 ประการ ได้แก่

  1. ความง่ายดายในการใช้งาน ที่สามารถทำการตั้งค่าอุปกรณ์ต่างๆ ได้โดยอัตโนมัติ เมื่อแกะอุปกรณ์ออกจากกล่อง ทันทีที่เปิดใช้งาน และเชื่อมต่อ Internet อุปกรณ์จะเปลี่ยนไปตามการตั้งค่าที่ IT กำหนดไว้ได้ทันที ทำให้สามารถลดภาระด้านการจัดเตรียมอุปกรณ์ลงไปได้เป็นอย่างมาก และสามารถตั้งค่าอุปกรณ์ได้ไม่ว่าอุปกรณ์เหล่านั้นจะอยู่ที่ใดก็ตาม
  2. ความง่ายดายในการจัดการ ในการที่อุปกรณ์กระจายอยู่ในหลายพื้นที่ IT สามารถที่จะปรับแต่งการตั้งค่าและส่งคำสั่งไปยังเครื่องนั้นได้ หรือแม้อุปกรณ์จะถูก Factory Reset หากมีการเชื่อม internet อีกครั้ง การตั้งค่าที่ IT กำหนดไว้ก็จะกลับยังที่เครื่องนั้นอีกโดยอัตโนมัติ
  3. ความยืดหยุ่นในการประยุกต์ใช้งานได้หลากหลาย โดยสามารถรับแต่งการตั้งค่าได้ตั้งแต่การแสดงผลระหว่างการเริ่มเปิดเครื่อง, การเชื่อมต่อเครือข่าย, การติดตั้ง App ต่างๆ ไปจนถึงการกำหนดพฤติกรรมการใช้งาน เช่น ใช้อุปกรณ์เป็น Kiosk, ใช้อุปกรณ์เป็น POS, ใช้อุปกรณ์สำหรับระบบ ERP/CRM/Warehouse Management หรือใช้อุปกรณ์เฉพาะกับ App ที่ธุรกิจองค์กรพัฒนาขึ้นมาเอง เป็นต้น
  4. ความคุ้มค่า ด้วยราคาที่ประหยัดกว่าการใช้งานโซลูชั่น MDM ทำให้เหมาะสมกับธุรกิจที่ต้องการใช้อุปกรณ์ในลักษณะนี้เป็นจำนวนมาก
credit : Samsung

ทั้งนี้เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้นและง่ายต่อการทำความเข้าใจ ภายในโซลูชั่น Knox Configure จึงได้แบ่งรูปแบบการใช้งานออกเป็น 3 กลุ่มหลักๆ ดังนี้

1 Preloaded Application: ตั้งค่าเริ่มต้นและติดตั้ง App ทำงาน เพื่อส่งมอบอุปกรณ์ให้พนักงานทำงานได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย

credit : Samsung

สำหรับกรณีที่ธุรกิจต้องการส่งมอบอุปกรณ์ที่พร้อมใช้งานได้ทันทีให้กับพนักงาน และมีการติดตั้ง Application ที่จำเป็นสำหรับการทำงาน พร้อมกำหนดเอาไว้ว่าอุปกรณ์แต่ละเครื่องจะสามารถใช้งาน Application ใดได้บ้าง Knox Configure ก็สามารถตอบโจทย์นี้ได้อย่างง่ายดาย ด้วยความสามารถดังต่อไปนี้

  • สามารถเลือกบังคับติดตั้ง App ที่ต้องการไปยังอุปกรณ์ พร้อมระบุ Whitelist/Blacklist ได้ ทำให้ผู้ใช้งานเมื่อได้อุปกรณ์ไปแล้ว แม้จะพยายามโหลดหรือติดตั้ง App อื่นที่นอกเหนือจากงาน ก็จะไม่สามารถใช้งานได้
  • สามารถกำหนดการตั้งค่าเบื้องต้น เช่น การเชื่อมต่อ Wi-Fi ขององค์กร, การกำหนดค่า Email และ Browser, ปรับแต่งการทำงานของปุ่มบนอุปกรณ์ และอื่นๆ ได้ ทำให้พนักงานที่ได้รับอุปกรณ์ไปนั้นสามารถใช้งานทำงานได้ทันที ไม่ต้องเสียเวลากับการตั้งค่าพื้นฐานสำหรับอุปกรณ์อีก
  • สามารถทำการปรับแต่งการตั้งค่าเมื่อใดก็ได้ และการตั้งค่าใหม่นี้จะถูกบังคับใช้งานผ่านระบบ Cloud ทันที ทำให้สามารถอัปเดตหรือสั่งติดตั้ง Application ใหม่ๆ ได้ตามต้องการอยู่ตลอด

แนวทางนี้เหมาะสำหรับธุรกิจองค์กรที่มีพนักงานซึ่งต้องใช้ Smartphone หรือ Tablet จากองค์กรในการทำงานเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานภายในองค์กรหรือนำไปให้บริการลูกค้าภายนอกองค์กรก็ตาม โดยผู้ใช้งานยังคงต้องการความยืดหยุ่นและใช้งานได้หลาย Application ในการทำงาน

2 Rebranding: เปลี่ยนอุปกรณ์ให้เป็นแบรนด์ของบริษัท สร้างเอกลักษณ์ให้กับธุรกิจได้อย่างมั่นใจ

credit : Samsung

ในกรณีที่ธุรกิจองค์กรต้องการปรับอุปกรณ์ให้มี Branding เป็นขององค์กรตั้งแต่การเปิดใช้งานเครื่อง, หน้า Home, หน้า Lock Screen ให้เป็นตามธีมขององค์กร และการใช้งาน App ต่างๆ โซลูชันนี้ก็สามารถตอบโจทย์ได้เช่นกัน ช่วยให้เกิดการส่งมอบประสบการณ์ของแบรนด์ผ่านอุปกรณ์ได้อย่างครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานอุปกรณ์นั้นๆ ในฐานะของ Smartphone หรือ Tablet สำหรับการทำงาน หรือการใช้งานเฉพาะทางแบบ Kiosk หรือรองรับเฉพาะ Application บางประเภท หรือแม้แต่การแจกอุปกรณ์ให้กับพนักงาน, ลูกค้า หรือคู่ค้าเนื่องในโอกาสต่างๆ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์

อีกจุดเด่นที่ทำให้กรณีการใช้งานนี้น่าสนใจมากขึ้นไปอีก ก็คือหากอุปกรณ์ที่ถูก Rebranding นี้ถูกขโมยหรือสูญหายไป ผู้ที่ได้อุปกรณ์ไปนั้นก็จะไม่สามารถล้างการตั้งค่าให้อุปกรณ์กลับมาเป็นอุปกรณ์ทั่วๆ ไปได้ ตราบเท่าที่เจ้าของอุปกรณ์ยังคงเช่าใช้บริการ Samsung Knox Configure อยู่ ทำให้อุปกรณ์เหล่านี้ยังคงอยู่ในธีมขององค์กร ทำให้อาจไม่สามารถนำมาขายสู่ตลาดได้

3 Repurposing: เปลี่ยน Smartphone/Tablet ให้เป็นอุปกรณ์เฉพาะทาง ใช้ทำงานได้เฉพาะที่ธุรกิจกำหนดเท่านั้น

credit : Samsung

กรณีสุดท้ายนี้ก็คือกรณีที่ธุรกิจต้องการใช้งาน Smartphone หรือ Tablet ในรูปแบบเฉพาะ ไม่ใช่อุปกรณ์ที่ใช้งานทั่วๆ ไปแต่มุ่งเน้นการตอบโจทย์ใดโจทย์หนึ่งเป็นพิเศษ ซึ่งต้องมีการปรับแต่งการทำงานของอุปกรณ์ค่อนข้างมาก เช่น

  • เมื่อเปิดอุปกรณ์แล้วต้องทำการเปิด App ที่ระบุทันที
  • ล็อคการทำงานของปุ่มที่จะทำให้ออกจาก App ที่ต้องการ
  • ปรับให้อุปกรณ์เปิดหน้าจออยู่ตลอด เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถใช้งานได้ทันที
  • เมื่อชาร์จไฟแล้วอุปกรณ์ต้องทำการเปิดเครื่องเองอัตโนมัติ

รวมถึงการปรับแต่งในรูปแบบอื่นๆ อีกมากมาย เพื่อให้อุปกรณ์นี้ถูกนำไปใช้งานในกรณีเฉพาะได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการนำไปใช้เป็นตู้ Kiosk สำหรับให้ลูกค้ามารับบริการแบบ Self-Service, การใช้เป็นอุปกรณ์ Room Service ในโรงแรม, การใช้เป็นตู้บัตรคิวสำหรับร้านอาหารหรือการรับบริการต่างๆ, การเป็นอุปกรณ์สำหรับสั่งอาหารตามโต๊ะอาหาร หรือการนำไปปรับใช้ในแคมเปญการตลาดรูปแบบต่างๆ เป็นต้น

ตอบโจทย์ของธุรกิจองค์กรส่วนใหญ่ได้ จ่ายเท่าที่ใช้งาน ในราคาที่คุ้มค่ากว่า MDM 

สำหรับธุรกิจองค์กรที่เห็นว่ากรณีการใช้งานข้างต้นนั้นเพียงพอต่อการใช้งานอยู่แล้ว การเลือกใช้งาน Samsung Knox for Device Customization ก็จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้เป็นอย่างมากเมื่อเทียบกับการใช้งาน MDM โดยค่าใช้จ่ายนั้นจะเป็นการคิดแบบ Subscription รายอุปกรณ์ ที่มีราคาเพียงหลักร้อยบาทต่อปีเท่านั้น เมื่อเทียบกับ MDM ในหลายๆ ยี่ห้อแล้ว ก็ถือว่าประหยัดค่าใช้จ่ายลงไปได้ 2-5 เท่าเลยทีเดียว

สนใจโซลูชันอุปกรณ์ Smartphone หรือ Tablet สำหรับธุรกิจ ติดต่อทีมงาน Samsung ได้ทันที

สำหรับผู้ที่สนใจโซลูชันด้านการนำ Smartphone หรือ Tablet สำหรับนำไปใช้งานกับธุรกิจ หรือระบบบริหารจัดการอุปกรณ์เหล่านี้ให้มีความมั่นคงปลอดภัยและกำหนดค่าการใช้งานต่างๆ ได้จากศูนย์กลาง สามารถติดต่อทีมงาน Samsung Business ได้ทันทีที่โทร 02-118-1000 หรืออีเมล์ b2b_thailand@samsung.com หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ของ Samsung Business ได้ที่ https://www.samsung.com/th/business/

from:https://www.techtalkthai.com/change-your-samsung-smartphone-tablet-to-use-as-business-specific-propose/

เปลี่ยนการทำงานให้เป็นอัตโนมัติสู่ New Normal สำหรับผู้ใช้งานและผู้ดูแลระบบ IT ด้วยโซลูชัน JP1 จาก Hitachi Asia

แนวโน้มด้านการปรับเปลี่ยนการทำงานให้เป็นแบบอัตโนมัติหรือที่เรียกว่า Automation นี้ได้กลายเป็นเทรนด์สำคัญขององค์กรทั่วโลก เพื่อให้การทำงานทั้งหมดเป็นไปอย่างต่อเนื่อง มีประสิทธิภาพ แม่นยำ และสามารถแข่งขันกับคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกันได้ดียิ่งขึ้น

Hitachi เอง ในฐานะของผู้พัฒนาเทคโนโลยีที่ช่วยตอบโจทย์ทางธุรกิจขององค์กรทั่วโลกมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีด้าน IT Automation เป็นรายแรกๆ ของโลกเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับธุรกิจในประเทศญี่ปุ่นที่มีการแข่งขันด้านการปรับเปลี่ยนกระบวนการต่างๆ อยู่ตลอด และโซลูชัน Hitachi JP1 นี้เองก็คือผลลัพธ์ของการพัฒนาเทคโนโลยี Automation มาอย่างต่อเนื่อง และตอบโจทย์การปรับเปลี่ยนการทำงานของพนักงานทั่วไป ไปจนถึงการทำงานของผู้ดูแลระบบ IT ให้เป็นแบบ Automation

รู้จักกับ Hitachi JP1 โซลูชันที่ Hitachi พัฒนาขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์การจัดการงานทางด้านเทคโนโลยีให้มีประสิทธิภาพ จากประสบการณ์ของ Hitachi

Hitachi JP1 เป็นโซลูชันที่ถูกพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ด้วยประสบการณ์ของ Hitachi ที่ยาวนานมากกว่า 25 ปี ปัจจุบันนี้ Hitachi JP1 ได้ก้าวเข้าสู่ Version 12 ซึ่งมีความสามารถหลากหลาย รองรับการทำ Automation ได้ในหลายแง่มุม ไม่ว่าจะเป็นการทำ IT Automation เพื่อช่วยให้ผู้ดูแลระบบ IT ทำงานได้ง่ายขึ้น หรือระบบ Operation Automation ที่จะช่วยให้การออกแบบการทำงานขององค์กรสามารถทำงานแบบอัตโนมัติได้ รวมทั้งยังมีการผสานการใช้ Machine Learning และ AI เข้าไปในการทำงานบางส่วน เพื่อให้การทำงานแบบอัตโนมัติมีความชาญฉลาดมากยิ่งขึ้น โดยระบบสามารถใช้งานร่วมกับ Windows, Linux, Unix, Cluster, Virtualization, Cloud และเทคโนโลยีอื่นๆ ที่มีการใช้งานภายในองค์กร

JP1 นี้ถูกแบ่งเป็นผลิตภัณฑ์ย่อยๆ ได้เป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่

  • Intelligence เป็นการรวมผลิตภัณฑ์กลุ่ม Integrated Management, IT Service Management และ IT Operations Automation ซึ่งเน้นการจัดการข้อมูล และการดูแลรักษาระบบต่างๆ
  • Intelligent Monitoring เป็นการรวมผลิตภัณฑ์กลุ่ม Infrastructure Management, Performance Management และ Network Management สำหรับใช้ในการตรวจเช็คการทำงานของระบบ IT ภายในองค์กร
  • Intelligent Automation เป็นการรวมผลิตภัณฑ์กลุ่ม Job Management สำหรับจัดการ และติดตามผลการดำเนินงาน และการให้บริการทางธุรกิจ
  • Intelligent Governance เป็นการรวมผลิตภัณฑ์กลุ่ม IT Asset and Distribution Management เพื่อใช้ในการติดตาม และควบคุมการใช้งานทรัพย์สิน และทรัพยากร IT ภายในองค์กร

สำหรับในตลาดเมืองไทย Hitachi Asia มองว่า มีผลิตภัณฑ์ด้าน Automation และการจัดการระบบ IT จำนวน 3 รายการที่เหมาะกับการใช้งานของคนไทย ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

1. ควบคุมการทำงาน และการสั่งงาน Script ให้ทำงานอัตโนมัติ ด้วย JP1/AJS3

JP1/Automatic Job Management System 3 หรือ JP1/AJS3 เป็นระบบ Workload Automation & Job Scheduling สำหรับควบคุม และจัดการงานระบบ IT ให้ทำงานอัตโนมัติได้จากศูนย์กลาง จากเดิมที่องค์กรมีการพัฒนา Script ขึ้นมาเพื่อแยกการทำงานออกจากกันของแต่ละระบบ JP1/AJS3 จะเข้ามาช่วยควบคุมการเรียกใช้งาน Script เหล่านี้จากศูนย์กลางได้ ทำให้ผู้ดูแลระบบ IT สามารถติดตามการใช้งาน Script ได้ง่ายขึ้น โดยสามารถเช็คได้ว่า Script อะไร ถูกตั้งค่าการใช้งานไว้ที่ใด และผลลัพธ์ของการทำงานเป็นอย่างไรได้จากหน้าจอเดียว อีกทั้งยังช่วยลดความซับซ้อนในการใช้งานระบบลงได้เป็นอย่างมาก

นอกจากนี้ JP1/AJS3 ยังรองรับการทำงานได้หลาย Platform และสามารถทำงานแบบ Event-based Scheduling ได้ ทำให้การออกแบบการเรียกใช้งาน Script เพื่อจัดการระบบ IT มีความซับซ้อนมากขึ้น ตอบโจทย์การใช้งานจริงให้มีความยืดหยุ่น เหมาะสำหรับองค์กรขนาดใหญ่ที่ระบบมีความหลากหลาย และต้องการปรับการทำงานให้เป็นแบบอัตโนมัติ โดยระบบสามารถทำงานจากศูนย์กลางเพื่อควบคุมการทำงานให้เป็นขั้นเป็นตอนมากขึ้น

สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.hitachi.com.sg/ict-solutions/solutions/sms/jp1-automation/

2. เปลี่ยนงานทั่วไปให้ทำงานอัตโนมัติ และควบคุมระบบ RPA ขนาดใหญ่ให้ทำงานอัตโนมัติได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย JP1/CPA

JP1/Client Process Automation หรือ JP1/CPA เป็นระบบช่วยในการทำ Automation สำหรับ Business Operation โดยเฉพาะ ซึ่งรองรับการใช้งานบน PC เพียงเครื่องเดียวเพื่อเป็นการเริ่มต้นการ Automate จากงานเล็กๆ ไปจนถึงการทำ Automate บน PC จำนวนมากๆ ที่กระจายอยู่ทั่วองค์กร ทำให้พนักงานมีเครื่องมือช่วยในการทำ Automation สำหรับแต่ละ Business Workflow รวมทั้งยังสามารถจัดการเครื่อง PC ส่วนกลางของแต่ละแผนกให้สามารถทำงานอัตโนมัติ เพื่อตอบสนองการร้องขอการใช้งานในทีมได้อีกด้วย เรียกได้ว่า JP1/CPA นี้คือ ระบบ RPA ที่มีความชาญฉลาดมากนั่นเอง

จุดเด่นอีกหนึ่งตัวที่น่าสนใจของ JP1/CPA ก็คือ ความสามารถในการทำ Automation เพื่อควบคุมโซลูชัน Robotic Process Automation หรือ RPA ตัวอื่นๆ ได้อีกชั้นหนึ่ง เพื่อเติมเต็มความสามารถของระบบ RPA ที่อาจขาดหายไป ตัวอย่างเช่น การเปิดเครื่อง แล้ว Login เข้าไปยัง PC เครื่องดังกล่าวเพื่อเรียกใช้งาน RPA หรือการเชื่อมโยงข้อมูลของระบบ RPA กรณีที่ระบบเดิมไม่รองรับ ทำให้การออกแบบงานอัตโนมัติมีความความสามารถมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้การจัดการ JP1/CPA จำนวนมากๆ ยังสามารถทำงานร่วมกับ JP1/AJS3 ได้ โดยเปลี่ยนการทำงานแบบอัตโนมัติที่กระจัดกระจายอยู่บนเครื่อง PC ของพนักงาน หรือเครื่อง PC ของแต่ละแผนกทั่วองค์กร ให้สามารถจัดการและติดตามได้จากศูนย์กลางได้ ซึ่งเหมาะกับการใช้งานสำหรับองค์กรขนาดใหญ่

สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.hitachi.com/products/it/software/prod/jp1/product/jp1/list/cpa/index.html

3. การจัดการอุปกรณ์ IT ที่ใช้งานภายในองค์กร และใช้งานจากที่บ้านของพนักงาน ด้วย JP1/ITDM2

สำหรับผลิตภัณฑ์ตัวสุดท้าย เพื่อให้ผู้ดูแลระบบ IT สามารถสนับสนุนผู้ใช้งานภายในองค์กรที่อาจจะต้องทำงานทั้งจากภายในบริษัท และทำงานที่บ้านของตนได้จากศูนย์กลาง อีกทั้งยังรองรับการทำงานวิถีใหม่ หรือ New Normal โซลูชัน JP1/IT Desktop Management หรือ ITDM2 ถือเป็นโซลูชันที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับการจัดการการใช้งาน และการรักษาปลอดภัยให้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้งาน โดยมีความสามารถที่น่าสนใจดังนี้

  • เป็นระบบ IT Asset Management ที่มีความสามารถในการทำ Security Compliance
  • สามารถตรวจสอบความเสี่ยงของข้อมูลที่จะรั่วไหลออกนอกบริษัท อีกทั้งยังสามารถยับยั้งความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้
  • ติดตามพฤติกรรมต้องสงสัย และการแจ้งเตือนไปยังผู้ดูแลระบบ โดยระบบมีการจัดเก็บ Log เพื่อการตรวจสอบย้อนหลังได้
  • ตรวจสอบควบคุมให้ Anti-virus มีการอัปเดตอยู่ตลอด พร้อมกักกันอุปกรณ์ที่มีความเสี่ยงให้ไม่สามารถเข้าถึงทรัพยากรที่สำคัญได้
  • การจัดการ IT Asset, Software, License พร้อมระบุสัญญาที่เกี่ยวข้องได้จากศูนย์กลาง
  • สามารถบังคับการติดตั้ง Software จากศูนย์กลางโดยอัตโนมัติได้
  • สามารถรวบรวมข้อมูล IT Asset เพื่อใช้ในการสร้าง Report ได้หลายรูปแบบ
  • สามารถทำการ Remote ไปยัง PC แต่ละเครื่องได้จากศูนย์กลางเพื่อใช้ในการแก้ไขปัญหาจากระยะไกล
  • รองรับการใช้งานได้ทั้งบน Windows, Linux และ mac OS 

สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.hitachi.com.sg/ict-solutions/solutions/sms/jp1-it-compliance/

ใช้งานได้อย่างมั่นใจ แม้ระบบจะมีการอัปเดตอยู่ตลอด แต่ยังคงรองรับการใช้งานย้อนหลังได้ยาวนาน

จุดหนึ่งที่ทำให้ธุรกิจทั่วโลกวางใจใช้งาน Hitachi JP1 มาอย่างต่อเนื่องยาวนานก็คือ วิสัยทัศน์ และแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองต่อการใช้งานขององค์กรในหลายปัจจัย ตัวอย่างเช่น

  • การพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลากว่า 25 ปี ทำให้สามารถรองรับได้ทั้งเทคโนโลยีในอดีต และปัจจุบัน โดยอาศัยการทำงานร่วมกันของทีมพัฒนาและทีมทดสอบ เพื่อให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาขึ้นสามารถทำงานร่วมกับโซลูชันอื่นๆ ได้ และช่วยให้การทำ Automation ทำงานได้อย่างถูกต้อง
  • ระยะเวลาการสนับสนุนหลังการขายนาน 10 ปี ทำให้มั่นใจได้ว่าเมื่อลงทุนกับโซลูชัน Hitachi JP1 แล้ว ระบบจะสามารถทำงานต่อเนื่องได้เป็นเวลานาน
  • การพัฒนาระบบให้รองรับการทำงานร่วมกับระบบเดิม หรือ Backward Compatibility สามารถใช้งานได้ถึง 3 รุ่น รวมรุ่นปัจจุบันเป็น 4 รุ่น ทำให้กระบวนการการใช้งานจริงไม่จำเป็นต้องอัปเกรดบ่อยๆ หรือต้องหยุดการใช้งานเพื่อการอัปเกรดระบบ อีกทั้งยังช่วยลด Downtime ที่อาจจะเกิดขึ้นได้
  • มีทีมงานสนับสนุนหลังการขายที่เป็น 1st Tier ในประเทศไทย ซึ่งเป็นทีมงานคนไทย ทำให้มั่นใจได้ว่าการแก้ไขปัญหาจะทำได้อย่างรวดเร็ว และไม่ติดขัด

สนใจติดต่อ Hitachi Asia ได้ทันที

ผู้ที่สนใจโซลูชัน Hitachi JP1 สามารถติดต่อทีมงาน Hitachi Asia ในประเทศไทยได้ทันทีที่อีเมล์ jp1.info.px@hitachi.com โทร 02-632-9292 หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ที่ http://www.hitachi.com.sg/jp1 เข้าร่วมงาน Japan Recommend IT เพื่อรับชมข้อมูลล่าสุด และติดต่อกับทีมงาน Hitachi Asia

สำหรับผู้ที่ต้องการติดต่อทีมงาน Hitachi Asia เพื่อเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ หรือต้องการนำโซลูชัน และผลิตภัณฑ์ของ Hitachi Asia ไปใช้งาน สามารถเข้าร่วมงาน Japan Recommend IT ซึ่งเป็นงาน Online Exhibition ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 29 กรกฎาคม 2563 – 31 สิงหาคม 2563 เพื่อรับชมรายละเอียดของผลิตภัณฑ์เป็นภาษาไทย และสามารถติดต่อกับทีมงานของ Hitachi Asia ได้โดยตรงทันที โดยสามารถทำการลงทะเบียนที่ https://event-info.com/jrit/ เพื่อเข้าร่วมงาน Japan Recommend IT 

from:https://www.techtalkthai.com/it-automation-with-jp1-by-hitachi-asia/

พบมัลแวร์ตัวใหม่ ‘BlackRock’ ขโมยข้อมูลแอปบนแอนดรอยด์ได้ว่า 337 แอปพลิเคชัน

ThreatFabric ผู้เชี่ยวชาญด้าน Mobile Security ได้ออกเตือนถึงการค้นพบมัลแวร์ตัวใหม่บนแอนดรอยด์ที่ชื่อ BlackRock โดยความน่าสนใจคือการที่สามารถขโมยข้อมูลแอปพลิเคชันได้จำนวนมากในหลายประเภท

credit : Zdnet

BlackRock พัฒนาต่อยอดมาจากมัลแวร์เก่าๆ ตามภาพด้านบน ซึ่งในเวอร์ชันล่าสุดมัลแวร์สามารถขโมย Credentials ของแอปพลิเคชันได้ถึง 337 แอปพลิเคชัน โดยเน้นหนักไปทาง Financial หรือ Social Media แต่ก็ยังรวมไปถึงแอปพลิเคชันหาคู่ ข่าวสาร ไลฟ์สไตล์ และอื่นๆ ทั้งนี้เทคนิคที่ใช้คือการสร้างหน้าต่างกรอกข้อมูลมาครอบการเรียกใช้งานล็อกอินของแอปพลิเคชันจริง

อย่างไรก็ดีผู้เชี่ยวชาญพบว่ามัลแวร์ยังใช้เทคนิคเดิมตามแนวทางของมัลแวร์ที่เคยมีมาบนแอนดรอยด์คือขอใช้ฟีเจอร์ Accessibility (ฟีเจอร์ที่สามารถทำงานแทนผู้ใช้งานได้อย่างอัตโนมัติ) เมื่อได้มากแล้วมัลแวร์จะให้สิทธิตัวเองเข้าถึงสิทธิ์อื่นๆ และใช้ Device Policy Controller ให้สิทธิ์ผู้ดูแลแก่ตัวเอง นอกจากนี้ผู้เชี่ยวชาญยังพบพฤติกรรมคุกคามอื่นร่วมด้วยเช่น การดักจับข้อความ สแปม และ Flood SMS และฟังก์ชัน Keylogger รวมถึงทำลายแอปพลิเคชัน Antivirus บทแอนดรอยด์

สำหรับการแพร่กระจายเบื้องต้นยังพบว่าผ่านมาทางแพ็กเกจ Google Update ปลอมที่ดาวน์โหลดผ่าน Third-party เข้ามา แต่ก็เป็นไปได้ที่ในอนาคตคนร้ายอาจหาทางเลี่ยงการตรวจสอบของ Google Play เข้ามาปล่อยของได้

ที่มา :  https://www.zdnet.com/article/new-blackrock-android-malware-can-steal-passwords-and-card-data-from-337-applications/

from:https://www.techtalkthai.com/new-android-malware-blackrock-targets-to-steal-data-about-337-applications/

AIS พร้อมนำ 5G เสริมศักยภาพธุรกิจไทย ตอบโจทย์ Edge Computing, IoT, AR/VR, FWA ด้วยความสามารถเฉพาะของ 5G

ในงานสัมมนาออนไลน์ AIS 5G Digital Enterprise of the Future : from Possibility to Reality เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2020 ที่ผ่านมา ทีมผู้บริหารของ AIS Business ได้ออกมาเล่าถึงศักยภาพของเทคโนโลยีโครงข่าย 5G และการนำมาประยุกต์ใช้ในธุรกิจองค์กรด้วยรูปแบบที่หลากหลาย เพื่อให้ภาคธุรกิจไทยได้เห็นภาพและโอกาสใหม่ๆ ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ซึ่งทางทีมงาน TechTalkThai ก็มีโอกาสได้เข้าร่วมงานในครั้งนี้ จึงขอสรุปประเด็นทางเทคโนโลยีและธุรกิจที่น่าสนใจซึ่งจะมาพร้อมกับ 5G ดังนี้ครับ

IoT สำหรับธุรกิจที่ชาญฉลาดยิ่งขึ้น ด้วย Empowered Edge และ Distributed Cloud ร่วมกับ 5G

สำหรับแนวโน้มหลักที่ทุกธุรกิจองค์กรจะต้องพิจารณาในปี 2020 เป็นต้นไปนี้ ก็คือการรองรับ Internet of Things หรือ IoT ให้ได้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม ด้วยการปรับนำแนวทางของ Empowered Edge และ Distributed Cloud มาใช้งาน โดยมี 5G เป็นระบบเครือข่ายที่เชื่อมต่อสถาปัตยกรรมของระบบ IoT ทั้งหมดเข้าด้วยกันอย่างมีประสิทธิภาพและมีคุณภาพ

ก่อนหน้านี้ในระบบของ IoT นั้น เรามักจะคุ้นชินกับการที่อุปกรณ์ IoT ต้องทำงานร่วมกับ Cloud เพื่อให้สามารถทำสิ่งต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมี Cloud เป็นศูนย์รวมจัดเก็บข้อมูลกลางและประมวลผล ในขณะที่อุปกรณ์ IoT นั้นก็ทำหน้าที่ในการรวบรวมข้อมูลผ่าน Sensor เพื่อส่งต่อไปยัง Cloud และรับคำสั่งต่างๆ จาก Cloud กลับมาทำ หรือบางระบบเองก็อาจลงทุนในอุปกรณ์ IoT ที่มีพลังประมวลผลสูง แต่แลกกับการที่อุปกรณ์เหล่านั้นก็จะมีราคาสูงมากตามไปด้วย

แนวคิดของ Empowered Edge นั้นถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อเสริมศักยภาพในการประมวลผลและการจัดการกับข้อมูลที่เกิดขึ้นกับอุปกรณ์ IoT โดยการเพิ่มชั้นของ Edge Data Center หรือ Edge Computing ที่มีพลังประมวลผลสูงขึ้นมาอีกชั้นหนึ่งมาคั่นกลางระหว่างอุปกรณ์ IoT และ Cloud เพื่อลดปริมาณการรับส่งข้อมูลระหว่างอุปกรณ์ IoT และ Cloud ที่ไม่จำเป็นทำให้สามารถลดค่าใช้จ่ายลงได้ รวมถึงเพิ่มความเร็วในการประมวลผลและตอบสนองต่อเหตุการณ์ต่างๆ ที่ถูกตรวจพบโดยอุปกรณ์ IoT นั่นเอง

ในขณะเดียวกัน แนวคิดของ Distributed Cloud ก็ได้เข้ามามีบทบาทในฐานะของการทำให้อุปกรณ์ IoT และ Edge Computing นั้นสามารถเชื่อมต่อไปยังบริการ Cloud ได้อย่างหลากหลาย ไม่ได้จำกัดแค่การเชื่อมต่อไปยังบริการใดบริการหนึ่ง เพื่อให้ธุรกิจองค์กรมีทางเลือกที่หลากหลายยิ่งขึ้น และสามารถเลือกใช้บริการที่ตอบโจทย์ที่สุดกับงานแต่ละชนิดได้

5G ได้เข้ามามีบทบาทในฐานะของระบบเครือข่ายที่จะเชื่อมผสาน IoT Application เหล่านี้เข้าด้วยกัน ด้วยคุณสมบัติที่สามารถปรับแต่งการทำงานให้รองรับพฤติกรรมได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น Low-Latency, Real-Time หรือ Massive Data ก็ตาม อีกทั้งในระบบ 5G เองก็ยังมีแนวคิดที่จะเสริม Edge Computing เข้าไปที่เสาสัญญาณได้ ทำให้การเชื่อมต่อและประมวลผลของ 5G Application นั้นไม่ต้องเกิดขึ้นที่ Cloud เสมอไป แต่สามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้นด้วยการประมวลผลที่ระบบ Edge Computing ในเสาสัญญาณโดยตรง

สำหรับตัวอย่างของ Application ที่จะเกิดขึ้นจากการใช้งาน 5G มีดังต่อไปนี้

  • Autopilot (1ms, 50Mbps)
  • Public Safety (20ms, 10Mbps)
  • AR/VR (20ms, 1Gbps)
  • Robot/Automated (1ms, 1-10Mbps)
  • Telemedicine (10ms, 50Mbps)

ในมุมของ AIS Business นั้น การให้บริการ 5G สำหรับภาคธุรกิจเพื่อรองรับ IoT Application นี้ก็มีทางเลือกที่หลากหลาย ทั้งการเลือกใช้เพียงแค่สัญญาณ 5G ที่ปรับแต่งมาสำหรับรองรับพฤติกรรมเฉพาะทางของ Application แต่ละแบบ, การให้บริการ Edge Computing เพิ่มที่เสาสัญญาณ ไปจนถึงการให้บริการการเชื่อมต่อไปยัง Cloud ที่หลากหลายทั้งภายในและภายนอกประเทศ เพื่อให้ IoT Application เกิดขึ้นได้ดังความต้องการของธุรกิจ โดย AIS นั้นมีสัญญาณ 5G ที่ครอบคลุม 77 จังหวัดทั่วไทย และยังมี Data Center พร้อมให้บริการในประเทศไทยเป็นจำนวนมากที่สุดในประเทศไทยด้วย

ที่ผ่านมา AIS ได้มีการทดสอบเทคโนโลยี 5G และ IoT กับธุรกิจและหน่วยงานในไทยอย่างหลากหลาย เช่น

  • Smart Manufacturing นำวิดีโอจาก CCTV มาทำ Video Analytics ตรวจสอบความปลอดภัยของพนักงานในระหว่างทำงานว่าสวมชุดถูกต้องหรือไม่ และทำการแจ้งเตือนพนักงานคนนั้นๆ หรือปิดเครื่องจักรโดยอัตโนมัติ
  • Smart Retail ใช้อุปกรณ์ Handheld ส่องไปที่ Shelf แล้วใช้ AR เข้ามาช่วยวิเคราะห์หรือแสดงข้อมูลที่เกี่ยวข้อง หรือการใช้ Digital Signage ที่ประมวลผลได้อย่างรวดเร็ว
  • Smart Healthcare การให้บริการตรวจสุขภาพระยะไกล และ Real-time เพิ่มทางเลือกในการให้บริการทางการแพทย์ได้
  • Smart Port การควบคุมเครื่องจักรในท่าเรือจากทางไกล เพื่อทำงานต่างๆ ได้จากทุกที่ทุกเวลา

ตอบโจทย์การเชื่อมต่อเครือข่ายสำหรับ Mission Critical IoT ด้วย 5G

อีกสิ่งหนึ่งที่ 5G สามารถทำได้แต่ 4G ไม่สามารถทำได้นั้น ก็คือการควบคุมพฤติกรรมและคุณภาพของสัญญาณเครือข่ายได้อย่างละเอียด และแบ่งรูปแบบการให้บริการเครือข่ายได้หลากหลายภายในพื้นที่เดียวกัน ซึ่งแนวคิดนี้ก็เป็นจริงขึ้นมาได้ด้วยเทคโนโลยี 5G Slicing นั่นเอง

5G เป็นมาตรฐานที่ถูกร่างขึ้นมาร่วมกันระหว่างผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีโทรคมนาคมกับตัวแทนจากภาคอุตสาหกรรมต่างๆ เพื่อให้การนำ 5G ไปใช้งานในธุรกิจแต่ละอุตสาหกรรมนั้นเกิดขึ้นได้ตรงตามความต้องการมากที่สุด ดังนั้นในการร่างมาตรฐานนี้จึงต้องตอบรับต่อโจทย์ความต้องการที่หลากหลาย และทำให้ 5G สามารถรองรับพฤติกรรมของการใช้งานเครือข่ายได้หลากหลายรูปแบบ โดยหลักแล้วคุณสมบัติที่ถูกเพิ่มเข้ามาใน 5G เพื่อตอบโจทย์นี้จึงมีดังนี้

  • eMBB (Enhanced Mobile Broadband) มีความเร็วที่สูงยิ่งขึ้น โดยในเชิงทฤษฎีนั้น 5G จะมีความเร็วที่สูงกว่า 4G ได้ถึง 20 เท่า ทำให้สามารถรองรับ Application ที่ต้องการ Bandwidth สูงได้เป็นอย่างดี
  • mMTC (Massive Machine Type Communications) สามารถรองรับอุปกรณ์ได้มากขึ้น โดยในเชิงทฤษฎีนั้น 5G จะรองรับอุปกรณ์ที่มาเชื่อมต่อได้มากกว่า 4G ถึง 10 เท่า หรือประมาณ 1 ล้านอุปกรณ์ต่อ 1 ตารางกิโลเมตร ตอบโจทย์การนำไปใช้รองรับอุปกรณ์ IoT ใน Smart City หรือ Smart Manufacturing ได้อย่างเหมาะสม
  • URLLC (Ultra-Reliable & Low Latency Communications) สามารถลด Latency ของการรับส่งข้อมูลลงได้ โดยในเชิงทฤษฎีนั้น 5G จะมี Latency ที่ต่ำกว่า 4G ได้ถึง 30 เท่า ลดจาก 30ms เหลือเพียงต่ำกว่า 1ms รองรับ Application ที่มีความละเอียดอ่อนต่อ Latency ได้ดีขึ้น

ทั้ง 3 คุณสมบัตินี้สามารถถูกนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับกรณีการใช้งานที่แตกต่างกันได้ และด้วยแนวคิดของการทำ Network Slicing ก็ทำให้สัญญาณ 5G สามารถสร้างระบบโครงข่ายไร้สายที่รองรับการให้บริการหลากหลายรูปแบบภายในพื้นที่เดียวกันได้ และสามารถรับประกันคุณภาพของการเชื่อมต่อในระดับที่แตกต่างกันได้ จึงสามารถให้บริการโครงข่ายสำหรับการใช้งานทั่วไป, การเชื่อมต่อสำหรับธุรกิจ และการใช้งาน IoT แต่ละรูปแบบพร้อมๆ กันได้นั่นเอง

ทีมผู้บริหารของ AIS Business มองว่าใน Industry 4.0 นั้นจะถูกขับเคลื่อนโดยแนวคิด Cyberphysical และ IoT ร่วมกัน โดยมี 5G เป็นระบบโครงข่ายที่เชื่อมต่อเทคโนโลยีเหล่านี้เข้าด้วยกัน โดยธุรกิจองค์กรนั้นก็มีทางเลือกในการวางระบบโครงข่ายสำหรับ IoT ได้ทั้งในรูปแบบของ Cellular IoT และ Network IoT เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่างกันไป และที่ผ่านมา AIS ก็ได้มีตัวอย่างการใช้งาน 5G สำหรับธุรกิจไทยมาบ้างแล้ว

หนึ่งตัวอย่างคือความร่วมมือระหว่าง AIS, SCG, PSU นำ 5G แบบ Low Latency ไปใช้บังคับรถ Forklift โดยคนขับอยู่ที่กทม. และคลังสินค้าอยู่ที่สระบุรี ทำให้ทำงานได้แบบ Real-time เสมือนอยู่หน้างานจริง ในการทดสอบนี้สามารถเริ่มต้นทำได้อย่างรวดเร็วเพราะมีประสบการณ์จริงมาก่อน โดยมีการติดตั้ง 5G CPE ที่โรงงานของ SCG โดยตรง

อีกตัวอย่างคือ AIS ร่วมมืกับท่าเรือแหลมฉบังในการทำ Smart Logistics ใช้ 5G ควบคุมเครนในการเคลื่อนย้าย Container ทำให้สามารถใช้คนเพียงแค่ 7 คนควบคุมเครน 60 ชุดในท่าเรือได้จากระยะไกล ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และยังมีระบบ CCTV ผ่าน 5G ด้วย พร้อมทั้งมี 5G Cell Site และ 5G CPE ติดตั้งอยู่ภายในท่าเรือ

จากตัวอย่างเหล่านี้ จะเห็นได้ว่า 5G ถือเป็น Paradigm ใหม่ของระบบโครงข่ายและการทำธุรกิจเลย

ส่งมอบประสบการณ์ใหม่แก่ลูกค้า ด้วยเทคโนโลยี AI และ VR ผ่าน 5G

อีกหนึ่งแนวโน้มสำคัญที่ทีมผู้บริหารของ AIS Business มองไว้ ก็คือการส่งมอบประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับลูกค้าของธุรกิจในแต่ละอุตสาหกรรมในอนาคตด้วย AI และ Virtual Reality หรือ VR โดยมี 5G เป็นระบบเครือข่ายที่ตอบสนองได้ทันท่วงที และรองรับ Bandwidth ปริมาณมหาศาลที่ Application เหล่านี้ต้องการได้ โดยในแนวโน้มระดับโลกนั้นก็ระบุว่าตลาดของ AR/VR จะเป็นตลาดใหญ่ที่เติบโตอย่างรวดเร็วตั้งแต่ปี 2024 เป็นต้นไป

สิ่งที่ AIS Business แนะนำนั้นก็คือภาคธุรกิจไทยควรเริ่มจากการนำ AI และ 5G มาใช้เพื่อปรับปรุงสินค้า, บริการ และประสบการณ์ของลูกค้าตั้งแต่วันนี้ รวมถึงเตรียมศึกษาเทคโนโลยี AR/VR เพื่อหาแนวทางนำมาปรับใช้สร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ในอนาคต เพื่อที่ว่าทันทีที่เทคโนโลยีพร้อมแล้ว ธุรกิจก็จะได้ก้าวไปต่อได้ทันทีตามแนวโน้มที่เกิดขึ้น โดย Edge Computing เองก็จะเข้ามามีบทบาทต่อ AR/VR ในฐานะของตัวช่วยเพื่อลด Latency ในการสื่อสารและการประมวลผล โดยที่ผ่านมา AIS เองก็ได้มีโครงการด้านระบบ AR/VR ในไทยมาบ้างแล้ว

ตัวอย่างแรกคือ AIS ได้มีส่วนในการนำ AR/VR ไปใช้ในการท่องเที่ยว โดยร่วมมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สร้างประสบการณ์ใหม่ในการท่องเที่ยวผ่านระบบ VR ให้คนสามารถเยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ทั่วไทยได้ผ่านกล้อง 360 องศา พัฒนาเป็น Application เพื่อดึงดูดให้นักท่องเที่ยวอยากมาเที่ยวไทยมากขึ้น

อีกตัวอย่างนั้นก็คือการใช้งานภายใน AIS เอง ที่มีการสร้าง VR Tour สำหรับ CSL Data Center ทำให้ลูกค้าสามารถเข้าเยี่ยมชม Data Center ผ่าน VR ได้โดยไม่ต้องเดินทางไปยังสถานที่จริง และเห็น Facility ต่างๆ ที่มีให้ภายใน Data Center ได้เลย ซึ่งระหว่างการเดินชมภายใน VR นั้น ก็จะมีข้อมูลแสดงเพิ่มมาในแต่ละส่วน และมีเสียงนำเสนอเนื้อหาที่เกี่ยวข้องในส่วนต่างๆ ให้ด้วย

ส่วนในแง่มุมของการนำ AI มาใช้ร่วมกับ 5G นั้นก็มีหลากหลายเช่นกัน ทั้งการออกแบบระบบ Digital Signage ที่จะมีความชาญฉลาดมากยิ่งขึ้นในอนาคตด้วยการเชื่อมต่อไปยังระบบประมวลผลของ AI และ Machine Learning (ML) บน Edge Computing หรือ Cloud ไปจนถึงการติดตั้งกล้องภายใน Digital Signage และทำการส่งภาพจากกล้องเหล่านั้นไปประมวลผล AI/ML ได้อย่างรวดเร็ว กลายเป็นสื่อรูปแบบใหม่ที่สามารถตอบสนองได้ และทรงพลังสำหรับการนำไปใช้งานในอุตสาหกรรมต่างๆ

อีกตัวอย่างที่ AIS ได้นำเสนอนั้นก้คือการนำ 5G มาใช้กับหุ่นยนต์เพื่อทำงานในรูปแบบต่างๆ ได้อย่างอัตโนมัติ ด้วยคุณสมบัติของ 5G ที่มีทั้งความเสถียรมั่นใจในคุณภาพการเชื่อมต่อได้, การตอบสนองที่รวดเร็ว และการรองรับ Bandwidth ปริมาณมากได้ ทำให้สามารถรองรับ Application บนหุ่นยนต์ได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งการตรวจการ, การสื่อสารระยะไกล หรือการทำงานโดยอัตโนมัติหรือควบคุมจากระยะไกลได้ เช่น การพัฒนาหุ่นยนต์สำหรับฉีดยาฆ่าเชื้อเพื่อทำความสะอาดพื้นที่โดยไม่ต้องมีเจ้าหน้าที่ลงไปเสี่ยง เป็นต้น

เชื่อมต่อเครือข่ายสำหรับธุรกิจได้อย่างไร้อุปสรรค ด้วย 5G FWA

ในงานสัมมนาครั้งนี้ปิดท้ายด้วยการนำเสนอเทคโนโลยี 5G Fixed Wireless Access หรือ 5G FWA นั่นเอง ซึ่งถึงแม้ FWA จะไม่ใช่เรื่องใหม่ และที่ผ่านมา AIS ก็ให้บริการ FWA มาตั้งแต่ยุค 4G มาอยู่แล้ว แต่การมาของ 5G นี้ ก็ทำให้ FWA ถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้น และสามารถเข้ามาเติมเต็มเครือข่าย แบบมีสาย (Wireline) ได้เลย ด้วยคุณสมบัติของ 5G ในการรองรับพฤติกรรมการใช้งานได้หลากหลาย และการทำ Network Slicing เพื่อการรับประกันคุณภาพของการเชื่อมต่อได้นั่นเอง

นอกจากนี้ ด้วยการที่ AIS ได้ประมูลคลื่นสัญญาณมาเพื่อให้เพียงพอต่อการนำมาใช้งานด้วยประสิทธิภาพสูงสุดตามหลักการของ 5G Super Block ทำให้ AIS สามารถให้บริการ 5G ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และการกำหนด Network Slicing ให้เหมาะสมกับการใช้งานได้ การออกแบบ FWA สำหรับภาคธุรกิจนั้นจึงเป็นไปได้อย่างยืดหยุ่นและคุ้มค่า รวมถึงยังมีเทคโนโลยีเสริมอื่นๆ อีกมากมายที่จะมาช่วยให้การบริการเครือข่ายดี

FWA จะทำให้การเชื่อมต่อ Internet สามารถเข้าถึงพื้นที่ที่เดินสายได้ยาก เพียงแค่นำอุปกรณ์ 5G CPE ไปวาง และเชื่อมต่อสาย LAN ได้เลย รวมถึงยังใช้เป็นการเชื่อมต่อสำรองทดแทนกับ Internet แบบมีสายได้ รวมถึงหากต้องการการเชื่อมต่อเครือข่ายชั่วคราว เช่น งานคอนเสิร์ต, งานอีเวนต์ และ Road Show ก็สามารถใช้ 5G FWA ได้เช่นกัน โดย AIS จะใช้ eMBB ทำให้มีความเร็วสูง และแบ่ง Network Slicing เพื่อคุม Quality of Service และ Quality of Speed ให้กับ FWA ได้

เมื่อนำ 5G FWA มารวมกับระบบโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตของ AIS ซึ่งมีแบนด์วิธเกตเวย์ภายในประเทศ (NIX) 2.9 Tbps และระหว่างประเทศ 1.2 Tbps ทำให้บริการ 5G FWA ของ AIS สามารถตอบโจทย์การนำไปใช้งานจริงของธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

AIS Business ได้จำแนกบริการทางด้าน 5G FWA Business Network ออกเป็น 4 กลุ่มหลักๆ ดังนี้

  • 5G FWA – Broadband สำหรับใช้เป็นอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์แบบไร้สายบน 5G
  • 5G FWA – Corporate Internet ใช้เป็นอินเทอร์เน็ตที่มี SLA / QoS ในระดับองค์กร
  • 5G FWA – MPLS สำหรับทำ Virtual Private Link เพื่อส่งข้อมูลสำคัญขององค์กร
  • 5G FWA – SD-WAN & Wi-Fi สำหรับเชื่อมต่อสาขาต่างๆ ขององค์กรบน SDWAN และให้บริการ Internet Access ผ่าน WiFi ได้ด้วย

สำหรับธุรกิจองค์กรที่สนใจบริการ AIS 5G หรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://business.ais.co.th/5g/ หรือติดต่อเจ้าหน้าที่ AIS Business ที่ดูแลองค์กรของท่านหรือ AIS CORPORTE CALL CENTER 1149

เกี่ยวกับ AIS Business:

AIS Business ผู้นำการให้บริการโซลูชันด้านการสื่อสารโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศแก่ลูกค้าองค์กรมามากกว่า 29 ปี ได้รับความไว้วางใจจากทั้งบริษัทเอกชน หน่วยงานภาครัฐ และภาคการศึกษา ในการเลือกใช้โซลูชันต่างๆ ได้แก่ Enterprise Mobility, Business Network, Business Cloud, IoT/ M2M, ICT, Cyber Security รวมถึงบริการทางด้านดิจิตอลอื่นๆ เช่น Digital Marketing, Digital Payment เป็นต้น และด้วยความหลากหลายของบริการและคุณภาพการให้บริการหลังการขายของ AIS จึงทำให้ลูกค้าองค์กรสามารถก้าวเข้าสู่การแข่งขันในยุคดิจิตอลได้อย่างมั่นใจ

from:https://www.techtalkthai.com/ais-5g-digital-enterprise-of-the-future-event-summary/

TechTalk Webinar : Delight User Experience and Cost Saving in Economic Downturn

TechTalkThai ขอเรียนเชิญ CTO, CIO, ผู้ดูแลระบบ IT และผู้ที่สนใจทุกท่าน เข้าร่วมฟัง TechTalk Webinar ในหัวข้อเรื่อง ” Delight User Experience and Cost Saving in Economic Downturn” โดย Fusion Advantec Co., Ltd เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับโซลูชันจาก VMware ที่จะทำให้พนักงานในองค์กรสามารถทำงานได้ทุกสถานที่ทุกเวลา ซึ่งจะจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 24 กรกฏาคม พ.ศ. 2563 เวลา 10.00-12.00 น. โดยมีกำหนดการ และวิธีการลงทะเบียนดังนี้

รายละเอียด

หัวข้อ:  Delight User Experience and Cost Saving in Economic Downturn

ผู้บรรยาย:   K. Suttinun Pornsirikul, Managing Director, Fusion Advantec Co., Ltd. และ K. Panuwat Khamta, Solution Consulting Manager, Fusion Advantec Co., Ltd

วันเวลา:  ศุกร์ที่ 24 กรกฏาคม พ.ศ. 2563 เวลา 10.00-12.00 น.

ช่องทางการบรรยาย:   Online Web Conference

ภาษา : ไทย

การทำงานในยุคดิจิทัลนั้นต้องมีความสะดวกคล่องตัว และสมควรเปิดโอกาสให้พนักงานสามารถทำงานได้จากทุกที่ อย่างไรก็ดีอุปสรรคใหญ่ขององค์กรคือปัญหาในเรื่องของการบริการจัดการอุปกรณ์ที่ต่างกันไม่ว่าจะเป็น PC, Notebook, Tablet, Mobile ด้วยเหตุนี้เองจึงตามมาด้วยค่าใช้จ่ายแฝงมากมาย

ในสัมมนาครั้งนี้ท่านจะได้เรียนรู้จักกับโซลูชัน Workspace ONE ที่จะช่วยองค์กรสามารถบริหารจัดการอุปกรณ์ และตอบโจทย์การทำงานในโลกดิจิทัลได้จากทุกที่ทุกเวลา พร้อมกันนี้หากท่านมีข้อสงสัยเกี่ยวกับโซลูชันทางวิทยากรจาก Fusion Advantec Co., Ltd. ก็มีความยินดีที่จะช่วยไขทุกข้อสงสัยให้ผู้ฟังทุกท่านมา ณ ที่นี้ด้วย

Agenda:

10.00 AM: Simplify users experience for mobile worker era

By Khun Suttinun Pornsirikul, Managing Director, Fusion Advantec Co., Ltd.

10.20 AM: Managed Services Provider (MSP) to help cost saving and free up IT resources

By Khun Suttinun Pornsirikul, Managing Director, Fusion Advantec Co., Ltd.

10.30 AM: Workspace ONE, the leading digital workspace platform for the future

 By Khun Panuwat Khamta, Solution Consulting Manager, Fusion Advantec Co., Ltd.

11.00 AM: Workspace ONE technology updates

 By Khun Panuwat Khamta, Solution Consulting Manager, Fusion Advantec Co., Ltd.

11.15 AM: Q&A

11:30 AM: Closing

ลงทะเบียนเข้าร่วม TechTalk Webinar ได้ฟรี

ผู้ที่สนใจสามารถกรอกแบบฟอร์มเพื่อเข้าร่วม TechTalk Webinar ในหัวข้อนี้ได้ฟรีๆ ทันทีที่ https://zoom.us/webinar/register/WN_E4vFMClBSMOCh4bco6Mf8wโดยทีมงานขอความกรุณากรอกข้อมูลชื่อบริษัทด้วยชื่อเต็มของหน่วยงานหรือองค์กร เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในการจัดการกับข้อมูลการลงทะเบียน

from:https://www.techtalkthai.com/techtalk-webinar-delight-user-experience-and-cost-saving-in-economic-downturn-by-fusion-advantec/

ธรรมศาสตร์เผยวิสัยทัศน์ใช้ระบบ “Smart Learning” with HPE SimpliVity สร้างมหาวิทยาลัยยุค Mobility & Touchless Society

ดร. วรุธ ปานนักฆ้อง อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการและระบบโลจิสติกส์ สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ออกมาเผยถึงวิสัยทัศน์ของภาควิชาฯ ในการทดลองนำระบบ “Smart Learning” with HPE SimpliVity เพื่อใช้เป็นช่องทางในการสอบสำหรับนักศึกษาปริญญาโท คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมอุตสาหการและระบบโลจิสติกส์ และรองรับการต่อยอดสู่ระบบ University App Store ที่ให้นักศึกษา อาจารย์ และบุคลากรของมหาวิทยาลัยสามารถเข้าใช้งานแอปพลิเคชันต่างๆ ที่ใช้ในการเรียน การสอน และการทำงาน รวมถึงสามารถทำข้อสอบได้จากที่บ้าน มุ่งสร้างระบบที่ตอบโจทย์ Touchless Society ให้ได้ในบทบาทของมหาวิทยาลัย

เทคโนโลยีกลายเป็นหัวใจในการแก้ไขปัญหาโจทย์ใหญ่อย่าง COVID-19 ที่เข้ามาอย่างรวดเร็วจนรับมือไม่ทัน การนำเทคโนโลยีมาแก้ปัญหาการเรียนการสอน และการสอบออนไลน์จึงกลายเป็นประเด็นสำคัญขึ้นมาทันที

ด้วยการที่เทคโนโลยีเป็นสิ่งสำคัญในการขับเคลื่อนโลกในยุคปัจจุบัน ในทุกอุตสาหกรรม  สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จึงต้องปรับตัวรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ทางการศึกษามากขึ้น  ทำให้อาจารย์ นักศึกษา และบุคลากรของมหาวิทยาลัยสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีเหล่านี้มากที่สุด และสามารถรับมือกับสถานการณ์โรคระบาดที่ไม่คาดฝันในอนาคต กลายเป็นเตรียมความพร้อมสู่ Digital Learning และ Touchless Society ได้เป็นอย่างดี

สอบบน Virtual Desktop  ได้จากที่บ้าน

ด้วยสถานการณ์ COVID-19 ที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ทดลองใช้ระบบ “Smart Learning” with HPE SimpliVity ให้นักศึกษา ปริญญาโท ภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการและระบบโลจิสติกส์ ได้ทดลองนำร่องสอบจริง โดยนำเทคโนโลยี Virtual App, Virtual Desktop หรือที่เรียกว่า แอปพลิเคชันและเดสก์ท็อปเสมือน มาให้นักศึกษาเข้าใช้สอบจากที่บ้าน โดยให้ล็อกอินด้วยรหัสนักศึกษา เข้ามาใช้งานเปิดไฟล์ข้อสอบ  ใช้แอปพลิเคชันที่เกี่ยวข้องกับการสอบ อาทิ โปรแกรมเฉพาะทางวิทยาศาสตร์ (Science Software) และโปรแกรมไมโครซอฟต์ออฟฟิศ (MS Office) และ ประยุกต์ใช้แอปพลิเคชัน Web Conference เพื่อส่งภาพจากกล้องหน้าที่เห็นหน้าของนักศึกษาผู้สอบ เมื่อนักศึกษาสอบเสร็จ หรือหมดเวลาสอบ ให้บันทึกไฟล์ทั้งหมดไว้ที่ไดร์ฟ C ของนักศึกษารายนั้นๆ ที่ถูกกำหนดสิทธิ์ให้อาจารย์และฝ่ายไอทีสามารถนำไฟล์เหล่านั้นมาตรวจให้คะแนนได้

เข้าสอบได้ผ่าน Web Browser

นักศึกษาสามารถใช้ Web Browser ทำการล็อกอินเข้ามาสอบได้โดยรองรับทั้ง Safari, Chrome, Firefox, Internet Explorer, และ Edge จากเครื่องคอมพิวเตอร์ที่บ้านได้ ในอนาคตทางมหาวิทยาลัยสามารถฝังระบบดังกล่าวลงบนเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยได้

ไร้กังวลเรื่องข้อสอบหลุด มีทั้งลายน้ำและป้องกัน Screen Capture

ในระหว่างสอบ ที่หน้าจอจะมีการแสดงลายน้ำ (Session Water Mark) ที่ระบุข้อมูลนักศึกษาขึ้นบนจอ อาทิ ชื่อ รหัสนักศึกษา ทำให้เกิดการป้องปรามการนำกล้องถ่ายภาพขึ้นมาถ่ายภาพหน้าจอ ป้องกันการหลุดลอดของข้อสอบ พร้อมทั้งประกาศมาตรการลงโทษเข้มข้นกรณีเกิดการหลุดลอดของข้อสอบ รวมถึงมีระบบป้องกันการบันทึกหน้าจอ (Screen Capture Protection) จากโปรแกรมบน Windows เอง หรือซอฟท์แวร์อื่นๆ สำหรับบันทึกภาพหน้าจอ ทำให้การหลุดลอดของข้อสอบทำได้ยาก

ตรวจสอบหน้าจอนักศึกษาระหว่างการสอบได้แบบเรียลไทม์

โดยในระหว่างสอบ ทางฝั่งมหาวิทยาลัยจะมีแอปพลิเคชันแยกต่างหากสำหรับบันทึกหน้าจอ (Session Recording) ของนักศึกษาผู้สอบทุกคน ทำให้เห็นภาพหน้าจอนักศึกษาแบบเรียลไทม์ สามารถตรวจสอบพฤติกรรมระหว่างการสอบของนักศึกษาได้  และสามารถเรียกดูไฟล์วิดิโอย้อนหลังได้ กรณีอาจารย์สงสัย หรือต้องการตรวจสอบความผิดปกติระหว่างการสอบ สามารถทำได้จากการค้นหาจาก Username และวันเวลาสอบได้

เผยอนาคตต่อยอดสู่ University App Store ศูนย์กลางแอปพลิเคชันทั้งหมด ของมหาวิทยาลัย สามารถเข้าใช้งานได้แบบ Anywhere, Anytime, Any Devices

ในอนาคตอยากให้นักศึกษาทุกคนมีบัญชีเข้าใช้งานแอปพลิเคชันที่เกี่ยวข้องกับการเรียนในภาควิชาตนเองในปีการศึกษานั้นๆ และเดสก์ท็อปติดตัวนักศึกษาไปตลอดทุกช่วงปีการศึกษา โดยสามารถล็อกอินเข้าใช้งานจากอุปกรณ์อะไรก็ได้ อาทิ โน๊ตบุ๊ก, คอมพิวเตอร์ PC ที่ Spec ไม่สูง แท็บเล็ตหรือสมาร์ตโฟนทั้ง Android และ iOS โดยเข้าใช้งานผ่าน Web Browser หรือลง Agent ไว้ที่เครื่องได้ทั้ง iOS, Android, Windows, Mac ทำให้นักศึกษาสามารถเช้าใช้งานเดสก์ท็อปและแอปพลิเคชันของมหาวิทยาลัยได้จากที่บ้าน นอกบ้าน หรือบริเวณรอบรั้วมหาวิทยาลัยได้อย่างอิสระ รวมถึงอาจารย์และบุคลากรของมหาวิทยาลัยก็สามารถใช้งานเพื่อทำงานได้จากทุกที่ ทุกเวลา และทุกอุปกรณ์เช่นกัน ล็อกอินและเข้าใช้งานได้เลย ไม่ถูกจำกัดด้วยสถานที่และอุปกรณ์อีกต่อไป

สามารถเปลี่ยน PC ในห้องคอมพิวเตอร์เป็น Thin Client ได้ในอนาคต

เมื่อนักศึกษา อาจารย์ และบุคลากร ในมหาวิทยาลัยมีบัญชีเพื่อเข้าใช้งาน Virtual App, Virtual Desktop ผ่าน University App Store นั่นหมายถึงเครื่อง PC ที่มี Windows ในตัวจะไม่จำเป็นอีกต่อไป  จึงสามารถเปลี่ยนเป็น Thin Client ทดแทนได้ และเมื่อนักศึกษาเข้ามาใช้บริการห้องคอมพิวเตอร์ก็ให้ล็อกอินด้วยบัญชีของตนเองผ่านเครื่อง Thin Client ก็จะได้เดสก์ท็อปและชุดแอปพลิเคชันของตนเองเข้ามาใช้งานทันที ทำนักศึกษาให้เกิดความสะดวกอย่างแท้จริง เพราะทั้งเดสก์ท็อป แอปพลิเคชัน และข้อมูลสามารถ Roaming ตามไปได้ทุกที่ ตอบโจทย์ยุค Digital Learning และ Touchless Society ได้อย่างแท้จริง

สนใจข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ

HPE Thailand

ผู้ให้บริการติดตั้ง ระบบ “Smart Learning” with HPE SimpliVity
บริษัท AMR ASIA Tel: 0-2589-9955 Ext: 248, 262 / Email: info@amrasia.com

from:https://www.techtalkthai.com/siit-builds-mobility-and-touchless-society-with-hpe-smart-learning/

Microsoft Teams ออกอัปเดตใหม่ เพิ่ม Together Mode แสดงผลเหมือนทุกคนนั่งประชุมอยู่ด้วยกัน

Microsoft ได้ออกมาเสริมความสามารถใหม่ที่เรียกว่า Together Mode ให้กับ Microsoft Teams เพื่อสร้างบรรยากาศการประชุมออนไลน์ให้มีความใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้น

Credit: Microsoft

ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมานี้ Microsoft ได้พยายามปรับเปลี่ยนประสบการณ์ให้กับผู้ใช้งาน Microsoft Teams โดยจากการสำรวจของ Microsoft นั้นพบกว่าผู้ตอบแบบสอบถามกว่า 60% ระบุว่าในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของ COVID-19 รู้สึกว่ามีความห่างเหินจากเพื่อนร่วมงานมากขึ้น ทำให้ Microsoft ต้องพัฒนาความสามารถใหม่ๆ ขึ้นมามากมาย เช่น

  • Together Mode แสดงวิดีโอของผู้เข้าร่วมประชุมในรูปแบบห้องประชุมเสมือนเดียวกัน
  • เพิ่มระบบ Chat Bubble ให้ใช้แทนการยกมือ, การแสดงความเห็น หรือการตอบสนองในระหว่างประชุมได้ดีขึ้น
  • เพิ่ม Live Reaction ให้ผู้ร่วมประชุมแสดงความรู้สึกได้ง่ายขึ้น
  • อนาคตจะมีการเพิ่มระบบสร้าง Subtitle และแปลภาษาอัตโนมัติแบบ Real-time มาให้ด้วย
  • เพิ่ม Dynamic View แสดงวิดีโอขนาดที่ผู้ใช้งานต้องการได้ และเลือก Pin ผู้นำเสนอที่ต้องการได้
  • รองรับห้องประชุมสำหรับผู้ใช้งาน 1,000 คน และสำหรับกรณีที่ดูอย่างเดียวไม่โต้ตอบอะไร จะสามารถรองรับได้ 20,000 คน
  • เพิ่มระบบ AI สำหรับติดตามทิศทางการมอง เพื่อแสดงผลให้เหมือนว่าผู้นำเสนอกำลังมองตรงมายังผู้ฟัง
  • จะมีการเพิ่ม Backdrop ใหม่ๆ ให้ใช้งานได้
  • Teams บน Android และ iOS จะมี Cortana ทำให้สามารถช่วยโทรศัพท์, รับส่งไฟล์ และเขียนข้อความแชทได้สะดวกขึ้น
  • เพิ่มระบบ Suggest Reply ทำให้ตอบคำถามได้เร็วขึ้น
  • เพิ่มระบบ Tasks App ย่อยภายใน ทำให้สรุปงานได้ง่ายขึ้น
  • มี Hardware เฉพาะสำหรับ Teqms อย่างเช่น Lenovo ThinkSmart View
  • เพิ่มความสามารถใหม่ๆ ทั้งหมดนี้บน Surface Hub ทำให้สามารถใช้ในการประชุมได้ดีขึ้นด้วย

ที่มา: https://www.arnnet.com.au/article/681189/microsoft-teams-adds-together-mode-massive-update/

from:https://www.techtalkthai.com/microsoft-teams-together-mode-is-announced-along-with-many-new-features/

Intel เปิดตัว Thunderbolt 4 เร็วขึ้น ใช้งานได้ยืดหยุ่นมากขึ้น พร้อมใช้งานในปี 2020 นี้

Intel ได้ออกมาเผยข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Thunderbolt 4 ที่จะมาพร้อมกับความสามารถใหม่ๆ ที่น่าสนใจดังนี้

Credit: Intel

  • สามารถใช้งานร่วมกับ USB4, DisplayPort และ PCIe ได้ และเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ที่รองรับ Thunderbolt 3 หรืออื่นๆ ได้
  • สนับสนุนการเชื่อมต่อวิดีโอขนาด 8K 1 จอหรือ 4K 2 จอ
  • รับส่งข้อมูลผ่าน PCIe ได้ด้วยความเร็ว 32Gbps และสามารถรับส่งข้อมูลได้ 3,000MBps
  • รองรับอุปกรณ์ Dock ที่มี Thunderbolt แยกอีก 4 ช่อง
  • รองรับการทำ PC Charging ได้
  • สามารถปลุก PC ที่กำลัง Sleep ได้จาก Keyboard และ Mouse ที่เชื่อมต่อผ่าน Thunderbolt
  • ต้องใช้ Intel VT-d-based Direct Memory Access (DMA) Protection เพื่อป้องกันการโจมตี

ทั้งนี้ Intel จะเริ่มนำ Thunderbolt 4 มารองรับใน CPU ของตนเองตั้งแต่ Mobile PC รุ่นถัดไปที่มีโค้ดเนมว่า Tiger Lake และ Intel เองก็ได้ประกาศเปิดตัว Thunderbolt 4 Controller 8000 Series โดย Intel ระบุว่าเครื่องคอมพิวเตอร์แรกที่จะรองรับพอร์ต Thunderbolt 4 น่าจะเปิดตัวภายในปีนี้ รวมถึง Laptop ในโครงการ Project Athena ด้วย

ที่มา: https://newsroom.intel.com/news/introducing-thunderbolt-4-universal-cable-connectivity-everyone/

from:https://www.techtalkthai.com/intel-thunderbolt-4-pc-will-come-by-2020/