คลังเก็บป้ายกำกับ: MOBILE_BANKING

SCB Easy ยอดผู้ใช้พุ่งกว่า 200,000 ราย และเปิดบัญชีเงินฝากผ่านแอปมากขึ้น จากวิกฤต COVID-19

จากสถานการณ์ COVID-19  นี้ เรียกได้ว่าเป็นการบังคับให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคให้เข้าสู่ยุคดิจิทัลกันอย่างรวดเร็ว โดยในเรื่องของการเงินการธนาคารก็เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ได้รับอานิสงส์เรื่องนี้ไปเต็มๆ โดยทาง SCB ได้มีการเปิดเผยถึงตัวเลขผู้ใช้บริการในช่องทางแอป SCB Easy ที่เพิ่มขึ้นมามากกว่า 200,000 ราย รวมมียอดทำธุรกรรมเฉลี่ย 135 ล้านรายการ/เดือน แถมมีการบริจาคผ่านช่องทางแอปสูงขึ้นถึง 10 เท่า

โดยเหตุวิกฤต COVID-19 ครั้งนี้เรียกได้ว่าลากยาวมาตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา และเริ่มตึงเครียดมากขึ้นในเดือนมีนาคม ทำให้คนไม่ค่อยอยากจะจับเงินสดกันสักเท่าไร และจะออกจากบ้านเท่าที่จำเป็นเท่านั้น แน่นอนว่าจากเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ทำให้คนเริ่มหันมากใช้ช่องทางการทำธุรกรรมการเงินแบบออนไลน์กันมากขึ้นนั่นเอง

จากข้อมูลล่าสุดเดือนมีนาคม 2563 ฐานผู้ใช้งาน SCB EASY มีเพิ่มขึ้นมากกว่า 200,000 ราย รวมแล้วมีลูกค้าทั้งหมดกว่า 11 ล้านราย มียอดธุรกรรมเฉลี่ยอยู่ที่ 135 ล้านรายการ/เดือน โดย 75% เป็นธุรกรรมโอนเงิน คิดเป็น 5.28 แสนล้านบาท

พร้อมกันนี้ในช่วงครึ่งหลังเดือนของมีนาคมที่ผ่านมา ยอดลูกค้าคลิกเข้าฟีเจอร์บริจาคเงินก็เพิ่มสูงขึ้นตามด้วย โดยพีคสุดมีคนบริจาคถึง 50,000 ครั้งต่อวัน ซึ่งสูงกว่าปกติถึง 10 เท่า รวมถึงมียอดสมัครพร้อมเพย์เพิ่มขึ้น 20,000 บัญชีอีกด้วย

(ขั้นตอนวิธีเปิดบัญชี SCB และสมัครแอป SCB Easy)

ซึ่งเหตุที่ทาง SCB มีผู้สมัครเพิ่มขึ้นเยอะขนาดนี้ นอกจากเหตุวิกฤษ COVID-19 อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้มียอดผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นก็คือ ผู้ใช้งานที่สมัครบัญชีใหม่สามารถเปิดบัญชีออนไลน์ได้โดยยืนยันตัวตนผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิส ในร้าน 7-11 โดยไม่ต้องไปสาขา เพื่อเปิดบัญชีเงินฝากใช้งานบนแอป SCB EASY นั่นเอง

อย่างไรก็ตามจากเหตุการณ์ที่มีผู้ใช้งานมากขึ้น ทาง SCB ก็เตรียมความพร้อมในการเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับการทำธุรกรรมผ่าน SCB EASY อีกหนึ่งเท่าตัว เพื่อรองรับความต้องการของผู้ใช้งานที่มีแนวโน้มสูงขึ้นตลอดในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาด COVID-19 ด้วยเช่นกัน ส่วนตัวทุกวันนี้ทีมงานก็แทบจะไม่ได้จับเงินสดเลย โอนเงิน พร้อมเพย์ ใช้งานกันผ่านแอปอย่างเดียวจริงๆ ครับ ปลอดภัยไว้ก่อน

 

ที่มา : อีเมลข่าวประชาสัมพันธ์

from:https://droidsans.com/covid-19-scb-mobile-banking-user-lot/

กสทช. ออสเตรเลียบังคับค่ายมือถือยืนยันตัวตนลูกค้าสองขั้นตอนก่อนออกซิมใหม่ วางค่าปรับ 5 ล้านบาทหากทำไม่ครบ

Australian Communications and Media Authority (ACMA) หรือกสทช.ออสเตรเลียประกาศมาตรฐานการตรวจสอบผู้ใช้ก่อนออกซิมใหม่ หลังพบว่าประชาชนเป็นเหยื่อมากขึ้นและการถูกขโมยหมายเลขโทรศัพท์แต่ละครั้งทำให้เหยื่อเสียหายเฉลี่ยสูงกว่า 10,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือมากกว่าสองแสนบาท

ทาง ACMA ไม่ได้แยกย่อยว่าความเสียหายส่วนใหญ่เกิดจากอะไร แต่ก็ระบุความสำคัญของการใช้บริการธนาคารบนโทรศัพท์มือถือ ที่หากคนร้ายควบคุมหมายเลขโทรศัพท์ได้ก็จะขโมยเงินได้

กฎใหม่นี้บังคับให้ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือต้องยืนยันตัวตนลูกค้าที่มาขอเปลี่ยนซิมด้วยมาตรการ 2 ขั้นตอนเป็นอย่างน้อย (multi factor authentication) ผู้ให้บริการที่ไม่ทำตามข้อกำหนดนี้มีโทษปรับสูงสุด 250,000 ดอลลาร์ออสเตรเลียหรือ 5 ล้านบาท

นอกจากการบังคับยืนยันตัวตนหลายขั้นตอนแล้ว ทาง ACMA ยังพยายามปรับปรุงความปลอดภัยและลดการหลอกลวงผ่านโทรศัพท์โดยรวม เช่น มาตรการ Do Not Originate List เปิดให้แบรนด์สามารถลงทะเบียนป้องกันคนร้ายมาสวมรอยเป็นเบอร์ต้นแทาง หรือมาตรการตัดการเชื่อมต่อกับเครือข่ายที่มีปริมาณการโทรหลอกลวงสูงๆ

ที่มา – ACMA

No Description

from:https://www.blognone.com/node/114931

TrueMoney Wallet แนะผู้ใช้อัพเดต Android 5.0 และ iOS 10.0 ขึ้นไป, เครื่องรูทหรือเจลเบรคไม่สามารถใช้งานได้

TrueMoney Wallet ประกาศอย่างเป็นทางการทาง Facebook ให้ผู้ใช้งานอัพเดตเวอร์ชั่นระบบปฏิบัติการเป็นเวอร์ชั่นล่าสุดโดยจะต้องเป็นเวอร์ชั่น Android 5.0 และ iOS 10.0 ขึ้นไปเพื่อให้สามารถใช้งานแอพได้ต่อ และเครื่องที่มีการรูทหรือเจลเบรคจะไม่สามารถใช้งานได้ ตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย

โดยผู้ใช้ TrueMoney Wallet ที่ใช้งานระบบปฏิบัติการต่ำกว่า Android 5.0 และ iOS 10.0 จะทำให้การใช้งานไม่ได้ โดยจะเริ่มมีผลในวันที่ 9 มีนาคม 2563 เป็นต้นไป

และ TrueMoney ได้มีการประกาศเพิ่มเติมผ่านทางเว็บไซต์ว่ามือถือของผู้ใช้ที่มีการรูท หรือเจลเบรค จะไม่อนุญาตให้ใช้งานตัวแอพได้จนกว่าจะมีการแก้ไขการรูท หรือเจลเบรค แอพจะแจ้งเตือนให้ทราบเมื่อเปิดแอพ มีผลในวันที่ 23 มกราคม 2563 เป็นต้นไป

ที่มา – TrueMoney, TrueMoney’s Fanpage

alt="Imgur"

from:https://www.blognone.com/node/114558

โอนเงินต่างประเทศผ่านแอป K PLUS รับเงินทันทีและเต็มจำนวน เตรียมขยายเพิ่มเป็น 14 สกุลเงิน

ใครที่เคยมีประสบการณ์โอนเงินต่างประเทศน่าจะพอรับรู้ถึงความเจ็บปวดจากค่าธรรมเนียม แถมเงินที่ปลายทางได้รับก็ไม่เต็มจำนวน หลายที่ก็ต้องรอนานกว่าเงินจะเข้าบัญชีอีก เมื่อกลางปีที่แล้วทางธนาคารกสิกร ได้เปิดให้บริการโอนเงินข้ามประเทศแบบได้เงินรวดเร็ว ค่าธรรมเนียมต่ำ และเงินที่ปลายทางได้รับก็เต็มจำนวนออกมาผ่าน K PLUS ซึ่ง ณ ตอนนั้นจะรองรับที่ 6 สกุลเงิน และเตรียมจะขยายเพิ่มเป็น 14 สกุลเงินในปี 2563 นี้

รูปแบบการโอนเงินสกุลต่างประเทศเดิมจะต้องทำที่สาขาเท่านั้น และมีค่าธรรมเนียมที่เยอะ ยอดที่ปลายทางได้รับก็ไม่ได้เต็มจำนวน ซึ่งจะกินเวลาในการดำเนินการราว 2 สัปดาห์หรือ 14 วันเลย

แต่ด้วยเทคโนโลยี FinTech ทำให้ทุกอย่างสะดวกขึ้นเยอะ สามารถโอนเงินไปให้บัญชีปลายทางได้ภายใน 3 วินาทีเท่านั้น แถมได้เงินเต็มจำนวน ค่าธรรมเนียมก็ประหยัดขึ้น แถมทำได้จากในแอปเลย ไม่ต้องไปสาขาอีกด้วย แต่ก่อนจะรองรับเพียง 6 สกุลเงินเท่านั้น แต่ในปี 2563 นี้ ทางธนาคารจะเพิ่มเงินสกุลที่รองรับเป็นทั้งหมด 14 สกุลเงิน สะดวกขึ้นไปอีก

จุดเด่นของบริการโอนเงินต่างประเทศผ่าน K PLUS

สำหรับบริการโอนเงินไปต่างประเทศนี้สามารถทำได้ง่ายๆ ผ่านแอป K PLUS ได้เลย โดยมีเงื่อนไขในการใช้งานดังนี้

  • สามารถโอนเงินได้สูงสุด USD 50,000 /ครั้ง/วัน
  • ทราบ Swift Code ของธนาคารปลายทาง หรือจะค้นหาก็ได้
  • ปัจจุบันรองรับการโอน 6 สกุลเงิน 24 ประเทศ ได้แก่
    ประเทศ สกุลเงิน
    Australia AUD
    Hong Kong HKD
    Singapore SGD
    USA USD
    United Kingdom GBP
    Germany, France, Italy, Spain, Portugal, The Netherlands, Austria, Cyprus, Estonia, Malta, Finland, Ireland, Greece, Latvia, Lithuania, San Marino, Slovakia, Monaco, Belgium EUR
  • มีค่าธรรมเนียมต่ำกว่าทั่วไป
    ยอดเงินที่โอน ค่าธรรมเนียม
    ไม่เกิน 20,000 บาท/รายการ 250 บาท
    มากกว่า 20,000 – 500,000 บาท/รายการ 550 บาท
    มากกว่า 500,000 บาท/รายการ – 49,999 USD (หรือเทียบเท่า)/รายการ 990 บาท

    *โอนเงินภายใน 31 มีนาคมนี้ คิดค่าธรรมเนียมแค่ 250 บาท ทุกรายการ

  • เงินได้รับเข้า ทันที – 3 วันทำการ ขึ้นกับธนาคารปลายทาง
  • ผู้รับเงินได้รับเต็มจำนวน
  • ผู้โอนจะได้รับการแจ้งเตือนเมื่อเงินเข้าบัญชีปลายทาง
  • สามารถโอนเงินได้สำหรับ 5 ประเภท เท่านั้น
    (1) ค่าสินค้าเข้าและสินค้าออก
    (2) ค่าใช้จ่ายสำหรับการเดินทางของนักเรียน และนักศึกษา
    (3) ค่าที่ปรึกษา
    (4) การส่งรายได้กลับประเทศของแรงงานต่างชาติ ที่ทำงานในประเทศไทย
    (5) การส่งเงินไปให้ครอบครัว หรือญาติพี่น้อง ที่มีถิ่นพำนักถาวรในต่างประเทศ
  • ผู้โอนเงินต้องเป็นบุคคลธรรมดา ส่วนผู้รับโอนเงินปลายทางจะเป็นบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคลก็ได้
  • บัญชีของผู้รับเงินปลายทางต้องเป็นบัญชีในสกุลเงินเดียวกันกับสกุลเงินที่โอน
  • ผู้โอนเงินไม่ต้องใช้เอกสารประกอบขณะทำธุรกรรม (แต่อาจเรียกขอภายหลังได้)

การใช้งานก็ทำได้ง่ายๆแค่ เข้าไปที่แอป แล้วเลือกโอนเงิน ก็จะมีเมนู “โอนเงินต่างประเทศ” ให้เลือก ทำตามขั้นตอนเสร็จก็เรียบร้อย

ทางธนาคารยังไม่เปิดเผยว่าจะมีการเพิ่มเงินสกุลใดเข้ามาในปีนี้บ้าง แต่ก็น่าจะทำให้หลายคนมีความสะดวก และประหยัดในการโอนเงินขึ้นอีกเพียบ หลังจากต้องเสียค่าธรรมเนียมแพงหูฉี่ หรือต้องไปใช้บริการของใครก็ไม่รู้ที่อาจมีความเสี่ยงสูงนั่นเอง

 

from:https://droidsans.com/k-plus-oversea-fund-transfer/

แอป K PLUS แอนดรอยด์ปิดการเข้าถึงสิทธิทั้งหมด ก็ยังคงสามารถใช้งานตามปกติได้แล้ว

ก่อนหน้านี้แอป K PLUS ของธนาคารกสิกรไทยบนแอนดรอยด์จะขอสิทธิการเข้าถึง (permission) ที่ดูไม่เป็นจำเป็นอย่างสิทธิ Phone ที่จำเป็นต้องให้สิทธิไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถเข้าใช้งานแอปได้ แม้กระทั่งให้สิทธิไปก่อนแล้วมาปิดในภายหลังก็ไม่ได้เช่นกัน

ล่าสุดผมค้นพบว่าเราสามารถปิดการเข้าถึงสิทธิของแอป K PLUS ทั้งหมดโดยที่ยังคงสามารถใช้งานตัวแอปได้ตามปกติแล้ว ขณะที่คู่แข่งอย่าง SCB สามารถทำได้มานานแล้ว

ทั้งนี้สิทธิ Phone บนแอนดรอยด์เป็นการอนุญาตให้แอปเข้าถึงความสามารถในการโทรเข้าโทรออก, เขียนและอ่านบันทึกการโทรเข้าออก (call log) ไปจนถึงเลข IMEI ของเครื่อง

from:https://www.blognone.com/node/114358

ธนาคารกสิกรไทย เตรียมยุติการให้บริการแอป K PLUS กับมือถือระบบปฏิบัติการที่ต่ำกว่า Android 6.0

ก่อนหน้านี้ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ออกมาเตือนรอบนึงว่าพวกเขาอาจจะออกมาตรการคุ้มเข้ม ห้ามมือถือที่ใช้ระบบปฏิบัติการเวอร์ชั่นเก่า เข้าใช้งานแอป Mobile Banking ต่างๆ โดยล่าสุดตอนนี้ ธนาคารกสิกรไทย ก็ออกมาประกาศแล้วว่าให้ลูกค้ารีบอัพเดทเวอร์ชั่นมือถือ หรือซื้อใหม่ เพราะจะเลิกยุติการให้บริการแอป K PLUS กับมือถือที่มีระบบปฏิบัติการต่ำกว่า Android 6.0 รวมไปถึง iOS 10 ด้วย

มือถือเก่า (อาจ) ใช้งาน K PLUS ไม่ได้ เหตุผลคือเรื่องความปลอดภัย

สำหรับเหตุผลของการยุติการให้บริการแก่มือถือระบบปฏิบัติการเก่าๆ ครั้งนี้ ก็เพราะว่า พวกเขาต้องการยกระดับความมั่นคงปลอดภัยของการใช้งานแอป K PLUS อีกทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงของการถูกโจรกรรมข้อมูลออนไลน์อีกด้วย ซึ่งหากใครยังไม่อัพเดทมือถือของตัวเองให้เป็นระบบปฏิบัติการเวอร์ชั่นที่มากกว่า Android 6.0 หรือ iOS 10 ก็อาจจะไม่สามารถเข้าใช้แอปได้ตามปกตินะครับ

  • แอป K PLUS จะยังคงใช้งานบนระบบปฏิบัติการ iOS เวอร์ชั่นต่ำกว่า 10.0 ได้เหมือนเดิม แต่จะไม่สามารถอัพเดทแอปเป็นเวอร์ชั่นใหม่ได้ ซึ่งหากวันนึง มีฟีเจอร์อะไรใหม่ๆ ออกมา ลูกค้าส่วนนั้นก็จะไม่สามารถเข้าถึงหรือใช้งานได้นั่นเอง มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 28 มกราคม 2563
  • สำหรับผู้ใช้งาน Android หากใครใช้เวอร์ชั่นที่ต่ำกว่า 6.0 จะไม่สามารถเข้าใช้งานแอป K PLUS ได้อีกต่อไป เริ่มตั้งแต่วันที่ 17 มีนาคม 2563

วิธีตรวจสอบเวอร์ชั่นระบบปฏิบัติการ

  • iOS
    • เข้าไปที่ > การตั้งค่า (Settings) > ทั่วไป (General) > เกี่ยวกับ (About) > เวอร์ชั่นซอฟต์แวร์ (Software Version)
  • Android
    • เข้าไปที่ > การตั้งค่า (Settings) > About Phone (เกี่ยวกับโทรศัพท์) > เวอร์ชั่นแอนดรอยด์ (Android Version)

วิธีตรวจสอบว่าสามารถอัพเดทเวอร์ชั่นได้หรือไม่

  • iOS
    • เข้าไปที่ > การตั้งค่า (Settings) > ทั่วไป (General) > อัพเดทซอฟต์แวร์ (Software Update)

  • Android
    • เข้าไปที่ > การตั้งค่า (Settings) > อัพเดทซอฟต์แวร์ (Software Update)

ซึ่งหากมือถือของใครใช้ระบบปฏิบัติการที่ต่ำกว่า Android 6.0 และ iOS 10.0 อยู่ล่ะก็ ควรรีบเช็คมือถือที่ใช้อยู่ของตนเองก่อนเลยว่ายังสามารถอัพเดทให้เป็นเวอร์ชั่นที่สูงกว่านี้ได้หรือไม่ หรือไม่ก็เล็งๆ หาซื้อโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่ ปลดประจำการเครื่องเก่าได้เลยครับ เดี๋ยวนี้ไม่กี่พันบาท ก็ได้สเปคดีๆ ฟีเจอร์เด็ดๆ เพียบ

from:https://droidsans.com/kasikorn-will-stop-providing-supports-k-plus-for-older-os-android/

ธนาคารกสิกรไทยแนะผู้ใช้ KPLUS อัพเดทเป็น iOS 10, And​roid 6 ขึ้นไป จะได้ใช้งานต่อได้

ธนาคารกสิกรไทยออกมาเตือนผู้ใช้งาน KPLUS ให้อัพเดตระบบปฎิบัติการเป็นเวอร์ชันล่าสุด เป็นระบบปฏิบัติการ iOS ตั้งแต่ 10.0 ขึ้นไป และ And​roid ตั้งแต่ 6.0 ขึ้นไป​​

ซึ่งผู้ใช้ KPLUS ที่ใช้อุปกรณ์ iOS ต่ำกว่า 10.0 ตั้งแต่วันที่ 28 มกราคม 2563 เป็นต้นไป จะยังสามารถใช้งานต่อไปได้ แต่จะไม่สามารถอัปเดตเวอร์ชัน K PLUS ใหม่ได้ ซึ่งทำให้ไม่สามารถใช้งานฟีเจอร์ใหม่ที่จะออกมาในอนาคตได้

ส่วนคนที่ใช้ K PLUS อุปกรณ์ Android ที่ต่ำกว่า 6.0 ตั้งแต่วันที่ 17 มีนาคม 2563 เป็นต้นไปจะไม่สามารถใช้งาน K PLUS ได้เลย

ก่อนหน้านี้ธนาคารแห่งประเทศไทยออกประกาศ ไม่อนุญาตให้เครื่องใช้ระบบปฏิบัติการล้าสมัยใช้งาน

No Description

ที่มา – ธนาคารกสิกรไทย

from:https://www.blognone.com/node/114179