คลังเก็บป้ายกำกับ: MOBILE

เข้าตัวอีกแล้ว สื่อเกาหลีรายงาน เรือธงรุ่นต่อไปของ Samsung จะไม่แถมที่ชาร์จเหมือน iPhone 12

ChosunBiz เว็บไซต์ข่าวธุรกิจของเกาหลี อ้างแหล่งข่าวไม่เปิดเผยที่มาภายใน Samsung ว่ามือถือเรือธงรุ่นต่อไป (อาจชื่อ Galaxy S21 หรือไม่ก็ S30) อาจไม่มีที่ชาร์จมาในกล่อง เช่นเดียวกับ iPhone 12 ที่ Samsung เพิ่งแซวบนโซเชียลไปเมื่อไม่นานมานี้

ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Samsung ออกมาแซว Apple หรือ iPhone ก่อนที่จะทำตามทีหลัง เมื่อครั้งที่ iPhone ตัดรูหูฟังออก Samsung ก็เคยถึงกับทำโฆษณาออกมาแซว ก่อนจะแอบลบไป ช่วง Galaxy Note 10 ที่ตัดรูหูฟังออกเช่นกันวางจำหน่าย คงต้องมาติดตามกันว่า Samsung จะแอบลบโพสต์ที่แซว iPhone ก่อน Galaxy S21/S30 ออกอีกหรือเปล่า

ที่มา – ChosunBiz via Unilad, SamMobile

No Description

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/119280

OnePlus แตกไลน์มือถือราคาถูกด้วย OnePlus Nord N10 และ N100 ราคาเริ่มต่ำหมื่น

OnePlus แตกไลน์สมาร์ทโฟนราคาถูก 2 รุ่นโดยยังคงแบรนด์ Nord เอาไว้ในชื่อรุ่น OnePlus Nord N10 5G ที่เป็นรุ่นแพงกว่าประมาณหมื่นต้น ๆ และ N100 ที่เป็นรุ่นต่ำหมื่น

OnePlus Nord N10 5G (น่าจะเป็นรุ่น 5G ที่ถูกที่สุดตอนนี้) หน้าจอขนาด 6.49 นิ้ว FHD+ รีเฟรชเรท 90Hz ชิปเซ็ต Snapdragon 690 โมเด็ม 5GB เป็น Snapdragon X51 รองรับเฉพาะคลื่น sub-6 แรม 6GB ความจุ 128GB (รองรับ microSD) แบต 4,300mAH รองรับ Warp Charge 30T สแกนลายนิ้วมือด้านหลังและได้ลำโพงคู่ รัน Android 10 มีรูหูฟัง

กล้องหลัง 4 ตัว กล้องหลัก 64 ล้านพิกเซล, กล้องอัลตร้าไวด์ 119 องศา 8 ล้านพิกเซล, เลนส์มาโครและเลนส์วัดระยะลึก กล้องหลัก 16 ล้านพิกเซล ราคา 329 ปอนด์ (ราว 13,400 บาท) ถูกกว่า OnePlus Nord ที่ราคา 379 ปอนด์

No Description

ส่วน OnePlus Nord N100 หน้าจอ 6.52 นิ้ว ความละเอียด 1600×720 ชิปเซ็ต Snapdragon 460 แรม 4GB ความจุ 64GB เซ็นเซอร์ลายนิ้วมือด้านหลัง แบตเตอรี่ 5,000mAh แต่รองรับกระแสไฟแค่ 18W มีรูหูฟัง ลำโพงคู่ รัน Android 10

กล้องหลัง 3 ตัว กล้องหลัก 13 ล้านพิกเซล พร้อมด้วยกล้องมาโครและกล้องวัดระยะลึกอีกตัวละ 2 ล้านพิกเซล กล้องหน้า 8 ล้านพิกเซล ราคา 179 ปอนด์ (ราว 7,300 บาท)

No Description

ที่มา – The Verge, GSMArena

from:https://www.blognone.com/node/119234

ไมโครซอฟท์ลดราคา Surface Duo ลง 200 ดอลลาร์ หลังวางขายไม่ถึง 2 เดือน

ไมโครซอฟท์ลดราคาของ Surface Duo ลงมา 200 ดอลลาร์ โดยรุ่นความจุ 128GB ลดจากเดิม 1,399 ดอลลาร์ ลงมาเหลือ 1,199 ดอลลาร์ และรุ่น 256GB ลดจากเดิม 1,499 ดอลลาร์ เหลือ 1,299 ดอลลาร์

การลดราคาครั้งนี้เกิดขึ้นหลังวันเริ่มวางขาย 10 กันยายน ประมาณ 1 เดือนครึ่ง แต่ยังไม่มีข้อมูลว่าเป็นการลดราคาชั่วคราวหรือถาวร

รีวิวของ Surface Duo ออกมาไม่ดีนัก ถึงแม้ได้รับคำชมเรื่องแนวคิดจอคู่ที่แปลกใหม่ แต่ก็โดนวิจารณ์เรื่องราคาที่แพงเกินไปเมื่อเทียบกับสเปก และฟีเจอร์ฮาร์ดแวร์ที่ขาดหายไปหลายอย่าง

No Description

ที่มา – Android Community

from:https://www.blognone.com/node/119223

Bloodstained: Ritual Of The Night เตรียมตัวเข้าสู่มือถือ!

Bloodstained: Ritual of the Night วางจำหน่ายบน Switch รวมถึง Play Station 4 , Xbox one และ PC ในปี 2019 เป็นเกมแนว Castle vaania ตีๆ ฆ่ามอน และ ตะลุยด่าน ไปเรื่อยๆ โดยจะมีราคาอยู่ที่ 1250 บาท และ กำลังจะเข้าสู่ มือถือด้วย จากเกมที่มาจาก เว็บ Kickstarter ซึ่งได้เงินไป 5.5 ล้าน ดอลล่า พร้อมให้บริการ ใน Andriod และ IOS ในอนาคต อันใกล้

ข่าวนี้ ถูกจัดทำขึ้น โดย NetEase Games โดย เกมๆนี้ จะไม่ใช่เกมเล่นฟรี ถึงแม้จะยังไม่บอก ภูมิภาคที่ จะวางจำหน่าย แต่แน่นอนว่า มีเวอร์ชั่น ภาษา อังกฤษ โดยใน โทรศัพทร์ UI ที่ใช้ควบคุมตัวละคร และ จะมีระบบความสำเร็จ หรือที่เรียกว่า Achievement อีกด้วย โดยตัวเกมจะถูกออกแบบใหม่ เพื่อดึงความเป็นเกม คอมโซล ออกมาได้มากขึ้น แถมยังทำให้เล่นง่ายมากๆ โดยการทำให้กา่รควบคุมลื่นไหลขึ้น และ เร็วมากขึ้น

Bloodstained: Ritual of the Night สามารถสั่งซื้อได้ที่ Steam , Nintendo Switch และ Play Station 4 , X box one

ข่าว: Bloodstained: Ritual Of The Night เตรียมตัวเข้าสู่มือถือ! มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2020/10/26/bloodstained-ritual-of-the-night-%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b7.html

เกม Bloodstained Ritual of the Night เตรียมออกบน iOS, Android

ค่ายเกม NetEase Games และผู้สร้างเกม ArtPlay จะเปิดตัวเกม Bloodstained: Ritual of the Night เวอร์ชันมือถือบนสมาร์ตโฟนระบบ  iOS และ Android“ เร็ว ๆ นี้” ตามที่ โดยจะเป็นเกมดาวน์โหลดแบบขายเกมเต็ม ๆ ไม่ติดโฆษณา และรองรับหลายภาษารวมถึทั้ง อังกฤษ ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส อิตาลี เยอรมัน สเปน รัสเซีย โปรตุเกส และ เกาหลี

เวอร์ชันมือถือจะมี ระบบการควบคุมที่ปรับให้เหมาะกับมือถือโดยใช้จอสัมพัส ส่วนอินเทอร์เฟซผู้ใช้ระบบที่ปรับปรุงใหม่ มีระบบไอคอน Skill Shard และระบบสกิลใหม่ รวมทั้ง มอนสเตอร์และบอสกว่า 120 ตัวอาวุธ 107 ชิ้นและ สกิลมากกว่า 23 แบบ ที่ปรากฏในเกมต้นฉบับจะปรากฏในเวอร์ชันมือถือด้วย สำหรับการใช้คำสั่งได้มีการเพิ่มกลไกใหม่ตามวิธีการคำสั่งที่ช่วยให้ใช้ท่าไม้ตายได้ง่ายขึ้น และด้วยปุ่มทางลัดใหม่ผู้เล่นสามารถเปลี่ยนอาวุธและอุปกรณ์ได้อย่างรวดเร็วมากกว่าเดิมด้วย

ส่วนเกม Bloodstained: Ritual of the Night มีวางจำหน่ายแล้วสำหรับ PlayStation 4, Xbox One, Switch และ PC ผ่าน Steam

 

ข่าว: เกม Bloodstained Ritual of the Night เตรียมออกบน iOS, Android มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2020/10/26/bloodstained-ritual-of-the-night-coming-to-ios-android.html

ซัมซุงออกอัพเดตแก้ปัญหาจอทัชเพี้ยนของ Galaxy S20 FE แล้ว

เว็บไซต์ SamMobile รายงานว่ามีผู้ใช้ Galaxy S20 FE ในยุโรป เริ่มได้อัพเดตเฟิร์มแวร์ตัวใหม่ที่แก้ปัญหาจอทัชเพี้ยนแล้ว

เฟิร์มแวร์ตัวนี้ใช้เลขเวอร์ชัน G78xxXXU1ATJ5 ใหม่กว่ารุ่น G78xxXXU1ATJ1 ที่ออกมาในสัปดาห์ที่แล้ว และไม่สามารถแก้ปัญหาจอทัชเพี้ยนได้ หลังจากอัพเดตแล้ว ผู้ใช้กลุ่มหนึ่งแจ้งว่าอาการดีขึ้นมาก แต่ก็ยังไม่ยืนยันว่าหายขาดหรือไม่

ส่วนผู้ใช้ Galaxy S20 FE ในบางประเทศ (รวมถึงไทย) ก็น่าจะรออัพเดตกันอีกไม่นานนัก

ก่อนหน้านี้ ซัมซุงไทยเพิ่งลดราคา Galaxy S20 FE ลง โดยรุ่น 4G ลดลงมาเหลือ 18,810 บาท

ที่มา – SamMobile

คลิปตัวอย่างปัญหาทัชสกรีนของ Galaxy S20 FE

from:https://www.blognone.com/node/119196

เปิดตัว Huawei Mate 40 ซีพียู Kirin 9000 5nm, กล้อง 5+2 ตัว ชนะ DXOMARK ทั้งกล้องหน้า-หลัง

Huawei เปิดตัวเรือธงครึ่งหลังของปี Mate 40 Series โดยมีทั้งหมด 4 รุ่นย่อยคือ Mate 40, Mate 40 Pro, Mate 40 Pro+ และ Mate 40 RS (Porsche Design)

การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือดีไซน์กล้องหลัง เปลี่ยนมาใช้รูปวงแหวนที่เรียกว่า Space Ring Design (รุ่นก่อน Mate 30 เป็นกล้องอยู่ในวงกลมตรงกลาง แต่พอเป็น Mate 40 กล้องย้ายไปอยู่วงแหวนรอบๆ แทน)

จุดเด่นของ Mate 40 Series คือหน่วยประมวลผล Kirin 9000 ตัวใหม่ 5nm และระบบกล้องที่ปรับปรุงเพิ่มเติม มีจำนวนกล้องสูงสุด 5+2 ตัว และได้คะแนนรีวิว DXOMARK เป็นอันดับหนึ่งทั้งหมวดกล้องหน้าและกล้องหลัง

No Description

สเปก

Mate 40 Pro, Pro+, RS สเปกเหมือนกันเกือบหมด ยกเว้นกล้องกับแรม

  • หน่วยประมวลผล SoC ตัวใหม่ล่าสุด Kirin 9000 ผลิตที่ระดับ 5 นาโนเมตร ซีพียูแบบ 8 คอร์ (แบ่งเป็น A77@3.13GHz x1 + A77@2.54GHz x3 + A55@2.05GHz x4), จีพียูเป็น Mali-G78 รุ่นใหม่ล่าสุดของ Arm แบบ 24 คอร์
  • หน้าจอขนาด 6.76″ 90Hz ความละเอียด FHD+ 2772×1344
  • แบตเตอรี่ 4400 mAh ชาร์จเร็ว 66W, ชาร์จเร็วไร้สาย 50W
  • แรม/สตอเรจ
    • Mate 40 Pro ให้แรม 8GB สตอเรจสูงสุด 256GB
    • Mate 40 Pro+ และ RS ให้แรม 12GB สตอเรจสูงสุด 512GB
  • ไม่มีช่องเสียบหูฟัง 3.5 mm

หมายเหตุ: รุ่น RS Porche Design สเปกเหมือนรุ่น Pro+ ทุกอย่างยกเว้นดีไซน์

Mate 40 รุ่นปกติ สเปกลดหลั่นลงมาจากรุ่นท็อป

  • หน่วยประมวลผล Kirin 9000E ที่ลดจำนวนจีพียูลงเหลือ 22 คอร์ (ซีพียูเหมือนกัน) และลดสเปกของ NPU ลงเล็กน้อย
  • หน้าจอขนาดเล็กลงเป็น 6.5″ แต่ก็ยังเป็นจอ 90Hz
  • แบตเตอรี่ขนาด 4200 mAh, ชาร์จเร็ว 40 วัตต์ ไม่มีชาร์จไร้สาย
  • แรม 8GB และสตอเรจสูงสุด 256GB
  • มีช่องเสียบหูฟัง 3.5 mm

มือถือทั้ง 4 รุ่นย่อยรองรับ 2 ซิม (5G ซิมเดียว อีกซิมเป็น 4G), กันน้ำ IP68, ใช้ EMUI 11.0 (Android 10) ไม่มี GMS

No Description

No Description

กล้อง

กล้องของ Mate 40 Series ยังเป็น co-engineered with Leica เช่นเดิม จุดเด่นของกล้องในซีรีส์นี้คือทั้งกล้องหน้าและกล้องหลังเป็นกล้องแบบ Ultra-Wide (ชื่อทางการค้าเรียกว่า Ultra Vision Camera) มุมมองกว้าง 100 องศา สามารถถ่ายภาพรอบตัวได้ทั้งด้านหน้าและด้านหลังเครื่อง

Mate 40 Pro ยังเพิ่มกล้องซูม Periscope ที่รองรับไฮบริดซูม 10x และในรุ่น Pro+ มีกล้องซูมตัวที่สอง ทำให้สามารถซูมได้รวม 20x แบบไฮบริดซูม (100x แบบดิจิทัลซูม)

สำหรับกล้องหน้าของรุ่น Pro และ Pro+ มีกล้องหน้าตัวที่สองเป็น 3D Depth Sensor ทำให้มีฟีเจอร์ 3D Face Unlock ปลดล็อคด้วยใบหน้าแบบสามมิติด้วย

Mate 40 กล้องหลัง 3 ตัว กล้องหน้า 1 ตัว

กล้องหลัง

  • 50MP Ultra Vision Camera (Wide, f/1.9)
  • 20MP Cinema Camera (Ultra-Wide, f/2.2)
  • 8MP Telephoto OIS (f/2.4)

กล้องหน้า

  • 13MP Ultra Vision Camera (Wide, f/2.4)

Mate 40 Pro กล้องหลัง 3 ตัว กล้องหน้า 2 ตัว

  • 50MP Ultra Vision Camera (Wide f/1.9)
  • 20MP Cinema Camera (Ultra-Wide f/1.8)
  • 12MP Telephoto OIS (f/3.4)

กล้องหน้า

  • 13MP Ultra Vision Camera (Wide, f/2.4)
  • 3D Depth Sensing

Mate 40 Pro+ และ Mate 40 RS กล้องหลัง 5 ตัว กล้องหน้า 2 ตัว

  • 50MP Ultra Vision Camera (Wide f/1.9)
  • 20MP Cinema Camera (Ultra-Wide f/1.8)
  • 12MP Telephoto OIS (f/3.4)
  • 8MP SuperZoom Camera (10x Optical, f/4.4)
  • 3D Depth Sensing

กล้องหน้า

  • 13MP Ultra Vision Camera (Wide, f/2.4)
  • 3D Depth Sensing

No Description

No Description

แชมป์ DXOMARK ทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง

เมื่อพูดถึงกล้องของมือถือเรือธง Huawei ย่อมต้องมีคะแนน DXOMARK มาประกอบ ซึ่ง Huawei ก็ส่งมือถือรุ่น Mate 40 Pro (ยังไม่ใช่รุ่น Pro+ ที่เป็นตัวท็อปสุด) ไปทดสอบ ได้คะแนนกล้องหลัง 136 คะแนน เอาชนะ Xiaomi Mi 10 Ultra แชมป์ปัจจุบันที่ได้ 133 คะแนนรีวิวบน DXOMARK

ส่วนกล้องหน้า Mate 40 Pro ก็คว้าแชมป์เช่นกัน โดยได้คะแนนทดสอบ DXOMARK ที่ 104 คะแนน เฉือนชนะรุ่นพี่ P40 Pro ที่ทำไว้ 103 คะแนน – รีวิวบน DXOMARK

No Description

ราคา

ตอนนี้ยังมีเฉพาะราคาเป็นยูโร แยกดังนี้

  • Huawei Mate 40 (8GB+128GB) ราคา 899 ยูโร (ประมาณ 34,000 บาท)
  • Huawei Mate 40 Pro (8GB+256GB) ราคา 1,199 ยูโร (ประมาณ 45,000 บาท)
  • Huawei Mate 40 Pro+ (12GB+256GB) ราคา 1,399 ยูโร (ประมาณ 52,000 บาท)

ที่มา – Huawei

from:https://www.blognone.com/node/119187

Lenovo เปิดตัวมือถือเกมมิ่ง Legion Phone Duel ในไทย Snapdragon 865+ จอ 144Hz เริ่ม 23,990 บาท

Lenovo เปิดตัว Legion Phone Duel มือถือเกมมิ่งมาพร้อม Snapdragon 865+ มาพร้อมคุณสมบัติต่างๆ แบบ เป็นคู่ ทั้งกล้องหลัง ลำโพงหันออกด้านหน้า มอเตอร์สั่น ปุ่มด้านบนสำหรับเล่นเกม พอร์ต USB Type-C และแบตเตอรี่ มีสเปกดังนี้

  • ชิป Snapdragon 865+
  • หน้าจอ 6.65 นิ้ว ความละเอียด 2340 x 1080 พิกเซล
  • รีเฟรชเรต 144Hz อัตราตอบสนองการสัมผัส 240Hz
  • กล้องหน้า 20MP
  • กล้องหลังหลัก 64MP พร้อมเลนส์อัลตร้าไวด์ 16MP
  • ถ่ายวิดีโอความละเอียดสูงสุด 4K 30fps
  • แรม LPDDR5 12GB / 16GB
  • หน่วยความจำภายใน UFS 3.1.5 ขนาด 256GB / 512GB
  • ลำโพงหน้าคู่
  • มอเตอร์สั่นคู่
  • แบตเตอรี่ 2,500 mAh คู่ รวมเป็น 5,000 mAh
  • รองรับชาร์จ 65W พอร์ต Type-C ด้านข้างและด้านล่าง

มีสองความจุ สองสี สองราคา ดังนี้

  • Lenovo Legion Phone Duel 12GB / 256GB Blazing Blue ราคา 23,990 บาท
  • Lenovo Legion Phone Duel 16GB / 512GB Vengeance Red ราคา 30,990 บาท

วางจำหน่าย 28 ตุลาคมเป็นต้นไป สั่งจองตั้งแต่ 22-28 ตุลาคม รุ่น 12GB / 256GB ได้รับกระเป๋า Legion Gaming Backpack Recon รุ่น 16GB / 512GB รับ Legion Gaming Backpack Recon และ หูฟัง Legion Gaming Headset H300

ที่มา – จดหมายประชาสัมพันธ์

No Description

from:https://www.blognone.com/node/119174

พรีวิว Lenovo Legion Phone Duel เกมมิ่งสมาร์ทโฟน ที่เกมเมอร์ต้องการ!!

เป็นเพราะความนิยมของการเล่นเกม e-sport บนมือถือได้มีการเติบโดอย่างรวดเร็ว ทางเลอโนโวได้ประกาศเปิดตัวเกมมิ่งสมาร์ทโฟนรุ่นแรก Lenovo Legion Phone Duel สมาร์ทโฟนเกมมิ่งที่เกมเมอร์ต้องการ ได้รวบรวมไว้ในเครื่องนี้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการจัดการความร้อนที่ต้องทำได้ดี มีปุ่มกดเฉพาะเพื่อการปรับแต่งที่สะดวก และสามารถใช้งาน livestreaming ได้ และการรองรับการใช้งาน 5G และคลาวด์เกมมิ่ง พร้อม Duel Technology Architecture ช่วยผสานการออกแบบเครื่องทั้งซอฟต์แวร์ภายใน และฮาร์ดแวร์ภายนอกให้ตอบโจทย์การเล่นเกมบนสมาร์ทโฟนอย่างไร้ข้อจำกัดที่แท้จริง

ตัวเครื่องหน้าตาที่บ่งบอกถึงความเป็นเกมมิ่งสมาร์ทโฟนมากค่ะ หน้าจอขนาด 6.65 นิ้ว ความละเอียด 2340 x 1080 พิกเซล พร้อมรีเฟรชเรตสูงถึง  144Hz นอกจากนี้ยังรองรับอัตราการตอบสนองต่อการสัมผัสหน้าจอ (touch sample rate) ที่สูงถึง 240Hz ช่วยให้ทุกสัมผัสหน้าจอตอบสนองอย่างรวดเร็ว

ลายด้านหลังตัวเครื่องสวยทั้ง 2 สีเลยค่ะ สีน้ำเงิน Blazing Blue มาในความจุ 12GB / 256GB ส่วนสีแดง Vengeance Red มาในความจุ 16GB / 512GB

ด้านข้างตัวเครื่องขนาดถือว่าไม่หนาจนเกินไปสำหรับเกมมิ่งสมาร์ทโฟน น้ำหนักพอประมาณ จับกระชับมือ

ด้านหลังมาพร้อมไฟสัญลักษณ์ตัว Y ที่เราสามารถกำหนดสีปรับแต่งสีไฟ RGB บน สัญลักษณ์ตัว Y ด้านหลังเครื่องให้เปลี่ยนสีเพื่อเตือนเมื่อคุณมีข้อความเข้า หรือบอกสถานการณ์ชาร์จของแบตเตอรี่ได้อีกด้วย

กล้องหน้าแบบ Pop-Up ที่นอกเหนือจากการไว้เซลฟี่แล้ว ยังมีฟังก์ชั่น Dual Livestreaming ฟังก์ชั่นสำหรับการไลฟ์สตรีมผ่านกล้องหน้าความละเอียดขนาด 20MP ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเข้าสู่โหมดการไลฟ์สตรีมในเวลาเพียง 0.5 วินาที ไลฟ์สตรีมหน้าและเสียงขณะเล่นกับภาพแบบ overlay บนหน้าจอเกมที่เล่น

ซึ่งฟังก์ชัน Dual Livestreaming สามารถใช้งานได้บนแอปที่รองรับการไลฟ์สตรีมที่มีอยู่ในปัจจุบัน ตัวฟังก์ชันยังมาพร้อมความสามารถในการลบภาพพื้นหลัง ปรับแต่งใบหน้าของคุณด้วย

selfie editor ที่ใช้ความสามารถของ AI ในการรีทัช ปรับแต่งภาพและสร้างฟิลเตอร์ ฟังก์ชั่นนี้น่าจะถูกใจคอเกมสายสตรีมมากๆ

บันทึกเสียงทุกการไลฟ์ให้ดังฟังชัดด้วยไมโครโฟนแบบรอบทิศทาง 4 ตัว ที่มาพร้อมระบบจัดการเสียงรบกวนรอบข้าง Dual Front-Facing Speakers ลำโพงคู่หน้าที่หันเข้าหาผู้เล่นให้คุณได้ยินเสียงฝีเท้าคู่ต่อสู้ได้อย่างชัดเจนด้วยเทคโนโลยีเสียง Dirac Audio ที่มาพร้อมอะคูสติก แชมเบอร์ขนาดใหญ่ถึง 1.4cc ให้เสียงดังแบบ 3 มิติ รับประสบการณ์เสมือนได้เข้าไปอยู่ในเกม

Legion Phone Duel มาพร้อมกล้องหลังความละเอียด 64MP และเลนส์แบบ ultrawide ขนาด 16MP นอกจากนี้ยังรอบรับการอัดวีดีโอแบบ 4K ที่เฟรมเรต 30FPS

มาพร้อมอินเตอร์เฟซแบบเฉพาะที่ช่วยให้ผู้เล่นสามารถใช้งานเครื่องในมุมมองแบบแลนด์สแคปได้อย่างสะดวกสบายไม่ว่าจะเพื่อการใช้งานทั่วไปหรือเล่นเกม

Legion Phone Duel ใช้ชิปเซ็ต Qualcomm® Snapdragon™ 865 Plus ที่ให้ประสิทธิภาพการประมวลผลเครื่องที่เร็วและแรงผ่านเทคโนโลยี Qualcomm Snapdragon Elite Gaming™ นอกจากนี้ยังรองรับการใช้งาน 5G2

เสริมประสิทธิภาพเครื่องด้วย 5th gen ชิปเช็ตหน่วยความจำสูงสุดถึง 16GB LPDDR5, RAM และความจุสูงสุดถึง 512GB3 UFS 3.1.5.

N4006

 

Dual Technology Architecture

สองย่อมดีกว่าหนึ่ง ด้วยเทคโนโลยี Dual Technology Architecture ที่เป็นส่วนสำคัญในการออกแบบ Legion Phone Duel เริ่มต้นตั้งแต่วงจรพลังงานของเครื่อง

Dual Batteries – แบตเตอรี่แบบแพ็คคู่ขนาด 2500mAh ที่รวมแล้วให้ความจุแบตเตอรี่ขนาด 5000mAh ถูกจัดวางให้อยู่ด้านซ้ายและขวาในตำแหน่งที่ตรงกับฝ่ามือ เพื่อเว้นที่ตรงกลางสำหรับวาง logic board ที่มีความร้อนให้ไกลกับฝ่ามือของผู้ใช้งานซึ่งมีความร้อนเช่นกัน

เพื่อจัดการอุณหภูมิในการเล่นของเครื่องให้สามารถเล่นได้อย่างต่อเนื่องสบายมือจะเล่นเกมติดต่อกันแบบมาราธอนก็สามารถทำได้อย่างไร้กังวล ด้วยเทคโนโลยีท่อระบายความร้อนระดับ   ไฮเอนด์แบบ Dual-Liquid, แผ่นกราไฟต์ที่ถ่ายเทความร้อนได้ดีเยี่ยม และแผ่นทองแดง เพื่อให้มั่นใจว่าควบคุมอุณหภูมิได้อย่างเที่ยงตรง ให้เกมเมอร์เต็มที่กับประสบการณ์เล่นเกมที่ยอดเยี่ยมและยาวนาน

เปรียบเทียบการจัดการอุณหภูมิกับแบรนด์คู่แข่ง

Dual Type-C Charging ให้ความสะดวกในการชาร์จด้วยพอร์ตเชื่อมต่อ USB-C  2 ตำแหน่งที่ด้านข้างและด้านล่างของเครื่องเพื่อให้คุณเลือกชาร์จแบตเตอรี่จากที่ชาร์จขนาด 65W ได้ทั้งแบบหนึ่งหรือ 2 ที่ชาร์จพร้อมกันโดยจะให้พลังแบตเตอรี่จาก 0% – 100% ภายใน 34 นาที (หรือ 0% – 60% ใน 15 นาที)

Dual Shoulder Controls ปุ่มไกควบคุมแบบอัลตร้าโซนิคด้านซ้ายขวามาพร้อมกลไก Dual Haptics ที่ช่วยให้ทุกการกดในขณะเล่นเกมได้ความลึกสมจริงเสมือนเป็นปุ่มกดจริงทั้งยังสามารถปรับระดับการตอบสนองให้รับกับความต้องการของผู้เล่นได้อย่างอิสระ ตัวอย่างเช่น การปรับโหมดการยิงในเกม (สูงสุดที่การยิง 10 ครั้งต่อวินาที) ด้วยการกดปุ่มไกแบบลากยาว เซ็นเซอร์แบบ gyroscope ช่วยปรับมุมมองในการเล่นให้เป็นแบบเกมมิ่งโดยอัตโนมัติทุกครั้งที่คุณหมุนเครื่องให้อยู่ในแนวนอนในลักษณะพร้อมเล่นเกม

Legion Realm แดชบอร์ดกลางของเครื่องที่ให้ผู้ใช้ควบคุมปรับแต่งฮาร์ดแวร์เครื่อง ไล่ดูรายชื่อเกมที่ดาวน์โหลดไว้ หรือเลือกเครือข่ายในการเชื่อมต่อไม่ว่าจะเป็น  WLAN, 5G, หรือ Wi-Fi 6 ได้อย่างรวดเร็ว

ดูเกมที่คุณเล่นย้อนหลังเพื่อศึกษากลยุทธในฉากที่ไฮไลท์ก็ทำได้อย่างง่าย ๆ ผ่านฟังก์ชั่นการพรีวิว หรือจะรวมคลิปเข้าด้วยกันเพื่อแชร์ให้เพื่อรวมทีมไปศึกษาก็ทำได้

หรือถ้าคุณเพิ่งผ่านสมรภูมิสุดหิน หรือทำสถิติคะแนนใหม่แต่คุณลืมที่จะกด record  เพียงแค่คุณสไลด์นิ้วมือไปทางซ้ายบนปุ่มไกควบคุมด้านขวา เกมมิ่งสมาร์ทโฟนสุดอัจฉริยะอย่าง Legion Phone Duel ก็จะรีเพลย์ฉากที่เครื่องอัดไว้แบบอัตโนมัติให้กับคุณเพื่อที่คุณจะสามารถกดอัดบันทึกไว้ดูในอนาคต

ทั้งหมดนี้คือส่วนคร่าวๆ ของสมาร์ทโฟนเกมมิ่ง ที่คอเกมไม่ควรพลาด นอกจากเครื่องที่ดูเท่ห์ในสไตล์เกมมิ่งแล้ว ฟังก์ชั่นอื่นๆ ก็น่าคบด้วยเช่นกันโดยเฉพาะ livestreaming และที่สำคัญรองรับการใช้งาน 5G อีกด้วย

Lenovo Legion Phone Duel จะวางจำหน่ายในประเทศไทยวันที่ 28 ตุลาคม 2020 เป็นต้นไป

  • ขนาดความจุ 12GB / 256GB Blazing Blue ราคา 23,990 บาท
  • ขนาดความจุ 16GB / 512GB Vengeance Red ราคา 30,990 บาท

ร้านค้าตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ ได้แก่ AIS, Banana, Blue Shop, IT-City, JD, JIB และ Speed Computer

Pre-Order Promotion สำหรับลูกค้าที่สั่งซื้อระหว่างวันที่ 22 – 28 ตุลาคม 2020 รับสิทธิรับของสมนาคุณมูลค่าสูงสุดกว่า 3,500 บาท ดังนี้

  • ขนาดความจุ 12GB / 256GB Blazing Blue ราคา 23,990 THB

รับฟรี Legion Gaming Backpack Recon มูลค่า 1,990 บาท

  • ขนาดความจุ 16GB / 512GB Vengeance Red ราคา 30,990 บาท

รับฟรี Legion Gaming Backpack Recon มูลค่า 1,990 บาท และ Legion Gaming Headset H300 มูลค่า 1,390 บาท

ติดตามความเคลื่อนไหวของผลิตภัณฑ์ Lenovo Legion ในประเทศไทยได้ที่  www.lenovo.com/th/th/legion และ https://www.facebook.com/lenovolegionTH/

ข่าว: พรีวิว Lenovo Legion Phone Duel เกมมิ่งสมาร์ทโฟน ที่เกมเมอร์ต้องการ!! มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2020/10/22/preview-lenovo-legion-phone-duel.html

สรุปรีวิว iPhone 12 และ 12 Pro ดีขึ้นแทบทุกด้าน แต่แบตหมดไวขึ้นถ้าใช้ 5G

iPhone 12 และ iPhone 12 Pro ที่วางจำหน่ายก่อน Mini และ Pro Max เริ่มมีรีวิวออกมาแล้ว ในปีนี้ทั้งสองรุ่นมีข้อแตกต่างกันน้อยกว่า 11 และ 11 Pro เพราะ Apple ไม่ใช้ LCD อีกต่อไป แต่หันมาใช้หน้าจอ OLED แบบ Super Retina XDR ในมือถือทุกรุ่น พร้อมเพิ่มแม่เหล็ก MagSafe มาด้านหลังสำหรับการชาร์จไร้สายและอุปกรณ์เสริม ในตัวเครื่องดีไซน์ใหม่ ขอบเหลี่ยมคล้ายยุค iPhone 4 จนถึง 5s และมาพร้อมชิป A14 Bionic ที่ใช้สถาปัตยกรรมการผลิต 5 นาโนเมตร

โดยรวม iPhone 12 และ iPhone 12 Pro จะได้รับคำชมในด้านดีไซน์เป็นอย่างแรก สื่อส่วนใหญ่ชอบดีไซน์ขอบเหลี่ยมที่จับถนัดมือมากขึ้น ขอบจอของ 12 เล็กลงเมื่อเทียบกับ 11 เพราะเปลี่ยนจาก LCD มาเป็น OLED กระจกด้านหลังของ iPhone 12 เห็นรอยนิ้วมือได้ชัดกว่ากระจกสีขุ่นบนรุ่น Pro แต่ขอบของรุ่น Pro ที่เป็นสแตนเลสผิวมัน จะเห็นรอยนิ้วมือชัดกว่าของอะลูมิเนียมในรุ่นธรรมดา

กล้อง และวิดีโอ

ในด้านกล้อง ปีนี้กล้องหลักของ iPhone มีรูรับแสงกว้างขึ้นเป็น f/1.6 เทียบกับ f/1.8 ในปีที่แล้ว จากการทดสอบของเว็บไซต์ต่างๆ พบว่าถ่ายรูปในที่แสงน้อยดีขึ้นเล็กน้อย ไม่ถึงกับก้าวกระโดด แต่การที่ทุกเลนส์กล้องถ่าย Night Mode ได้ ถือว่าเป็นพัฒนาการที่ดี แม้กล้องหลักจะถ่ายยังถ่าย Night Mode ได้ดีที่สุดก็ตาม ส่วนกล้องอัลตร้าไวด์ ยังมีมุมมอง 120 องศา และรูรับแสง f/2.4 เหมือนเดิม

เลนส์เทเลบน 12 Pro เหมือนกับ 11 Pro ทุกประการ ส่วนเซ็นเซอร์ LiDAR ที่เพิ่มเข้ามา จะทำงานต่อเมื่อถ่ายภาพบุคคลใน Night Mode ซึ่ง The Verge ได้ทำการทดสอบ และพบว่าโฟกัสเร็วขึ้น เก็บรายละเอียดภาพได้เยอะขึ้นจริง และทำงานได้ลื่นไหลกว่าโหมดเดียวกันบน Pixel 5 กับอีกข้อดีคือช่วยให้ฟีเจอร์ในแอป Augmented Reality ทำงานได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังไม่มีประโยชน์อื่นให้เห็นชัดเจน อย่างน้อยก็ในช่วงนี้

ด้านการถ่ายวิดีโอ iPhone 12 และ 12 Pro ยังทำได้ดีเช่นเคย ภาพมีสีสด รายละเอียดครบถ้วน กั่นสั่น OIS ทำงานได้ดี ยิ่ง 4K HDR แบบ Dolby Vision ยิ่งเก็บรายละเอียดความมืดและสว่างของวิดีโอได้เป็นอย่างดีเมื่อดูบนจอมือถือ แต่อาจมีข้อจำกัดบ้างหากต้องการดูวิดีโอแบบ Dolby Vision บนจอใหญ่ เพราะต้องดูรายละเอียดการรองรับเทคโนโลยี HDR ให้ดี กับอีกข้อจำกัดคือ iPhone 12 จะถ่าย 4K HDR Dolby Vision ได้ที่ 30fps เท่านั้น ต้องเป็น 12 Pro ถึงจะถ่ายได้แบบ 60fps

หน้าจอและประสิทธิภาพโดยรวม

ปีนี้ทั้งสองรุ่นใช้หน้าจอ Super Retina XDR ขนาด 6.1 นิ้ว ความละเอียด 1170 x 2532 พิกเซลเท่ากัน และสื่อทุกสำนักก็ชื่นชมในด้านการแสดงสี contrast ratio และการรองรับ HDR รวมไปถึง Dolby Vision

แม้จะดูเหมือนหน้าจอไม่ต่างกัน แต่ความสว่างหน้าจอของ 12 จะสว่างน้อยกว่า 12 Pro เล็กน้อย โดย Apple ระบุบนเว็บไซต์ว่า iPhone 12 มีความสว่างสูงสุด 625 nits (Tom’s Guide ทดสอบได้ที่ 569 nits เมื่อตั้งค่าสูงสุด)

ส่วน iPhone 12 Pro จะมีความสว่างสูงสุดที่ 800 nits แต่ทั้งสองรุ่นมีความสว่างสูงสดในโหมด HDR เท่ากันที่ 1,200 nits รวมถึงสื่อทุกเจ้ามีข้อติเหมือนกันคือเสียดายที่หน้าจอ iPhone 12 ทั้งสองรุ่น ยังไม่เป็น 120Hz แบบใน iPad Pro หรือมือถือเรือธงฝั่ง Android หลายๆ รุ่น

ทั้ง 12 และ 12 Pro ใช้ชิป A14 Bionic เช่นเดียวกัน ซึ่งทำคะแนนชนะ Snapdragon 865 และ 865+ ได้เกือบทุกการทดสอบ แต่ Tom’s Guide ตั้งข้อสังเกตว่า การที่หน้าจอมีรีเฟรชเรตแค่ 60Hz อาจทำให้ผู้ใช้รู้สึกว่า iPhone 12 ช้ากว่ามือถือที่หน้าจอ 90Hz หรือ 120Hz ได้ แม้ฮาร์ดแวร์ภายในจะมีประสิทธิภาพสูงกว่า

ข้อแตกต่างหลักของสเปกภายใน คือ 12 Pro มีแรม 6GB ขณะที่ 12 รุ่นธรรมดามีแรม 4GB ซึ่งแม้อาจยังไม่แตกต่างมากนักสำหรับการใช้งานในปัจจุบัน แต่แรม 6GB บน 12 Pro น่าจะยืดอายุการใช้งานให้รองรับแอปในอนาคตได้ยาวนานกว่า และทำงานแบบมัลติแทสก์ได้ดีกว่า

แบตเตอรี่ และ 5G

ด้านแบตเตอรี่ในปีนี้ มีความเกี่ยวข้องกับการใช้งาน 5G ค่อนข้างมาก โดย The Verge ที่ทำการทดสอบ 5G ทั้งในรุ่น 12 และ 12 Pro พบว่าแบตเตอรี่ทั้งสองรุ่น ใช้งานได้น้อยลงกว่า iPhone 11 ทั้งสองรุ่น และ Nilay Patel ผู้รีวิว 12 Pro พบว่าแบตเหลือ 18% หลังทำการทดสอบ 5G อย่างหนักประมาณ 2.5 ชั่วโมง แต่ตอนที่เขาอยู่บ้านและใช้งานเพียง Wi-Fi ก็ยังสามารถใช้งานได้แบบเต็มวันอยู่

ส่วนในการทดสอบของ Tom’s Guide ที่ iPhone 11 เคยอยู่ได้ 11 ชั่วโมง 16 นาที ฝั่ง iPhone 12 นั้นอยู่ได้แค่ 8 ชั่วโมง 25 นาทีเท่านั้น แต่เมื่อปิด 5G จะอยู่ได้ 10 ชั่วโมง 23 นาที เพิ่มขึ้นถึงประมาณ 2 ชั่วโมง ส่วน iPhone 12 Pro อยู่ได้ 9 ชั่วโมง 6 นาที เมื่อเปิด 5G และ 11 ชั่วโมง 24 นาที หากปิด 5G

การทดสอบ 5G สื่อหลายสำนักที่ทดสอบทั้งแบบ sub 6GHz พบว่าแม้จะมีความเร็วมากกว่า 4G LTE แต่ก็ยังแตกต่างกันไปตามพื้นที่ ตั้งแต่เร็วกว่าเล็กน้อย ไปจนถึงเร็วกว่าสองเท่า ส่วนแบบ mmWave แม้ในสหรัฐอเมริกาเองก็ยังมีพื้นที่ใช้งานน้อย และการขยับเพียงก้าวเดียวก็อาจทำให้สัญญาณหายได้ จากการทดสอบของ The Verge พบว่าการใช้งาน mmWave ทำให้เครื่องอุ่นขึ้นเล็กน้อย และกินแบตเตอรี่มากกว่า 5G ทั่วไป แต่ทำความเร็วได้ถึง 2 Gbps ในการทดสอบบน iPhone 12 Pro

จุดด้อยนี้ Apple พยายามแก้ไขโดยใส่ฟีเจอร์ Smart Data มาให้ โดยจะเปิดใช้ 5G เวลาจำเป็นเท่านั้น และการใช้งานในบ้านเราที่สัญญาณ 5G ยังมีน้อยอยู่ (และรุ่นบ้านเราจะไม่มีเสารับสัญญาณ mmWave) อาจทำให้แบตเตอรี่ใช้งานได้นานกว่าการทดสอบของสื่อต่างประเทศเล็กน้อย

ไม่แถมที่ชาร์จ พอร์ต Lightning เดิมๆ

สิ่งหนึ่งที่ทำเอา Apple ถูกมือถือฝั่ง Android หลายๆ เจ้าแซว ก็คือการไม่แถมที่ชาร์จและหูฟังมาในกล่องอีกต่อไป ซึ่งประเด็นเรื่องประหยัดพื้นที่ขนส่งเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมหรือประหยัดงบกันแน่ ยังคงเป็นที่ถกเถียง เช่นถ้า Apple อยากช่วยโลกจริง ทำไมไม่เปลี่ยนไปใช้ USB-C เพราะผู้ใช้จะสามารถใช้สายชาร์จและที่ชาร์จของอุปกรณ์อื่นที่มีอยู่แพร่หลานมาชาร์จได้ทันที

แต่ผลกระทบที่แน่นอนในตอนนี้ ตกมายังผู้บริโภคที่ไม่เคยใช้ iPhone มาก่อน หรือมีหัวชาร์จ Apple รุ่นเก่า ที่เป็น USB-A to Lightning หรือผู้ที่อยากชาร์จเร็วบน iPhone 12 และ 12 Pro ด้วยสาย USB-C to Lightning ที่คงต้องซื้อหัวชาร์จใหม่ ซึ่งแม้ Apple จะลดราคาทั้งหัวชาร์จ 20W และหูฟัง EarPods ลงมาเป็น 690 บาท จาก 1,190 บาทแล้ว แต่รวมกันสองอุปกรณ์ ก็เป็นมูลค่าถึง 1,380 บาทอยู่ดี

MagSafe

ในวิดีโอการทดสอบของ **Marques Brownlee (MKBHD)** พบว่าอุปกรณ์ชาร์จไร้สาย MagSafe ทำงานได้ดี ชาร์จไร้สายได้ 15W ตามที่โฆษณาและชาร์จผ่านเคสจาก Apple ที่ผลิตมาเพื่อ MagSafe โดยเฉพาะได้ แต่หากติดกระเป๋าบัตร MagSafe ไปอีกชั้นพร้อมกับเคส ก็จะชาร์จไม่ได้ นอกจากนี้ยังดูดติด และชาร์จ Pixel 5 ของเขาได้ ที่ 7.5W อีกด้วย

หนึ่งจุดที่ Marques เป็นห่วง คือแม่เหล็กของ MagSafe ไม่ได้ดูดแรงนัก และพบว่าตัวเครื่องหลุดจากที่ชาร์จไร้สายได้ง่ายๆ แค่เขย่าเบาๆ รวมถึงกระเป๋าบัตรที่ติดหลังตัวเครื่องก็อาจหลุดออกได้ตอนหยิบตัวเครื่องเข้าออกจากกระเป๋ากางเกง โดยเขาคาดหวังว่าผู้ผลิตอุปกรณ์เสริมอื่นๆ อาจทำอุปกรณ์พร้อมแม่เหล็กที่มีกำลังสูงกว่านี้ออกมาในอนาคต

สรุป

ในภาพรวม iPhone 12 นั้น ถือเป็นการอัปเกรดจาก iPhone 11 หลายด้าน เช่นชิป A14 กล้องหลักที่รูรับแสงใหญ่ขึ้นและหน้าจอที่เปลี่ยนจาก LCD มาเป็น OLED (และขอบเล็กลง) แม้อายุการใช้งานแบตเตอรี่จะลดลงเพราะ 5G ก็ตาม

ส่วน iPhone 12 Pro เมื่อเทียบกับ 11 Pro อาจไม่แตกต่างกันมากนัก แต่ก็จะได้หน้าจอที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเล็กน้อย ดีไซน์ใหม่ LiDAR สำหรับถ่ายภาพบุคคลในเวลากลางคืน และถ่ายวิดีโอ 4K HDR Dolby Vision แบบ 60 fps ซึ่งจะเพียงพอให้อัปเกรดมั้ย คงต้องใช้วิจารณญาณและพิจารณาราคากันอีกครั้ง

iPhone 12 กับ iPhone 12 Pro ในปีนี้มีข้อแตกต่างน้อยกว่าที่เคย เหลือเพียงกล้องเทเลที่เพิ่มมา หน้าจอที่สว่างกว่าเล็กน้อย เซ็นเซอร์ LiDAR แรมที่มากกว่าอยู่ 2GB ดีไซน์ แบตเตอรี่มากกว่าเล็กน้อย และการถ่ายวิดีโอแบบ 4K HDR Dolby Vision 60fps แต่สำหรับผู้ที่อยากประหยัดงบ ในปีที่เศรษฐกิจไม่ค่อยดี การมีข้อแตกต่างน้อยลงนี้อาจเป็นโอกาสดีที่จะซื้อรุ่นธรรมดาและได้หน้าจอ OLED แทนที่จะต้องจำใจซื้อรุ่นที่มีหน้าจอ LCD แบบปีที่แล้ว

อีกสองรุ่นที่จะออกมาภายหลัง iPhone 12 Mini ไม่ได้ต่างจากรุ่นธรรมดามากนัก นอกจากขนาดหน้าจอ 5.4 นิ้ว ส่วนใครที่อยากได้แบตที่อึดกว่า หรืออยากได้รุ่นจัดเต็มกว่านี้ อาจต้องรอ iPhone 12 Pro Max ที่นอกจากจะแบตเตอรี่จะมีความจุมากกว่า ยังมีกล้องหลักที่มีขนาดเซ็นเซอร์ใหญ่กว่า iPhone 12 Pro และมี sensor-shift OIS หรือระบบกันสั่นอยู่ที่ตัวเซ็นเซอร์แทนเลนส์ ทำให้ถ่ายภาพได้นิ่งกว่าอีกด้วย

คะแนนจากสื่อเจ้าต่างๆ

from:https://www.blognone.com/node/119157