คลังเก็บป้ายกำกับ: MISCELLANEOUS

แถลงการณ์จาก Grab หลังผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายล่าสุดเรียกใช้บริการในจังหวัดเชียงใหม่

แถลงการณ์จาก แกร็บ ประเทศไทย เกี่ยวกับผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายล่าสุดใช้บริการเรียกรถผ่านแอปพลิเคชัน Grab ในจังหวัดเชียงใหม่ ภายหลังการแถลงข่าวของกระทรวงสาธารณสุขเกี่ยวกับผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายล่าสุดในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งพบประวัติการใช้บริการเรียกรถผ่านแอปพลิเคชัน Grab มีดังนี้

วันที่ 29 พฤศจิกายน 2563

เรื่อง      แถลงการณ์จาก แกร็บ ประเทศไทย เกี่ยวกับผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายล่าสุดใช้บริการเรียกรถผ่านแอปพลิเคชัน Grab ในจังหวัดเชียงใหม่

เรียน      ท่านสื่อมวลชน

สืบเนื่องจากการรายงานข่าวของสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2563 ที่ผ่านมา ภายหลังการแถลงข่าวของกระทรวงสาธารณสุขเกี่ยวกับผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายล่าสุดในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งพบประวัติการใช้บริการเรียกรถผ่านแอปพลิเคชัน Grab ในช่วงที่ผ่านมานั้น แกร็บ ประเทศไทย ขอเรียนชี้แจงข้อเท็จจริงในประเด็นต่างๆ รวมถึงสิ่งที่บริษัทฯ ได้ดำเนินการในทันทีภายหลังรับทราบข้อมูล ดังนี้

  1. บริษัทฯ ได้ติดต่อประสานงานกับ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข นับตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2563 โดยให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ในการตรวจสอบข้อมูลการเดินทางย้อนหลังเพื่อระบุตัวตนของพาร์ทเนอร์คนขับ รวมถึงผู้ใช้บริการทุกคนที่ได้มีปฏิสัมพันธ์กับพาร์ทเนอร์คนขับทั้งหมดในช่วงเวลาดังกล่าว
  2. ขณะนี้พาร์ทเนอร์คนขับที่ได้ให้บริการในช่วงเวลาดังกล่าวได้รับการติดต่อจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เพื่อเข้ารับการตรวจเชื้อโควิด-19 ในโรงพยาบาล ซึ่งทั้งหมดอยู่ระหว่างการกักตัวเพื่อเฝ้าดูอาการแล้ว ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ได้ดำเนินการระงับสัญญาณการให้บริการเป็นการชั่วคราวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
  3. ที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้ร่วมมือกับกรมอนามัย นำหลักปฏิบัติและมาตรการต่างๆ ของกระทรวงสาธารณสุขมาใช้เป็นแนวทางในการดูแลสุขอนามัยของพาร์ทเนอร์คนขับ ทั้งยังส่งเสริมให้ทั้งพาร์ทเนอร์คนขับและผู้โดยสารสวมหน้ากากทุกครั้งในระหว่างการเดินทาง โดยหนึ่งในมาตรการสำคัญซึ่งได้ดำเนินการมาตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา คือ หากผู้โดยสารพบว่าพาร์ทเนอร์คนขับ “ไม่สวมหน้ากาก” หรือ “มีอาการป่วยหรือไม่สบาย” สามารถยกเลิกบริการได้ทันทีโดยไม่มีค่าธรรมเนียมการยกเลิก ในขณะเดียวกันพาร์ทเนอร์คนขับก็สามารถยกเลิกการรับงานได้เช่นกันหากพบว่าผู้โดยสารไม่สวมหน้ากากหรือมีอาการป่วย ทั้งนี้ เพื่อสร้างความอุ่นใจให้กับทั้งสองฝ่าย
  4. บริษัทฯ ยังคงให้บริการต่างๆ ผ่านแอปพลิเคชัน Grab ตามปกติ ไม่ว่าจะเป็น บริการเรียกรถ บริการจัดส่งอาหาร (GrabFood) บริการจัดส่งสินค้าและพัสดุ (GrabExpress) ตลอดจนบริการทางการเงิน และระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์

ทั้งนี้ บริษัทฯ ขอยืนยันว่า เราให้ความสำคัญสูงสุดกับสุขภาพและความปลอดภัยพาร์ทเนอร์คนขับ พาร์ทเนอร์ร้านอาหาร ผู้ใช้บริการ ตลอดจนพันธมิตรและคู่ค้าทางธุรกิจ โดยนับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในประเทศไทย บริษัทฯ ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและได้ประกาศใช้มาตรการเชิงรุกเพื่อเฝ้าระวังและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทั้งยังได้ประสานความร่วมมือกับกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ตลอดจนหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับมาตรฐานการรับมือการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 มาโดยตลอด อาทิ

  • การแจกหน้ากากอนามัยและเจลฆ่าเชื้อเพื่อทำความสะอาดให้กับพาร์ทเนอร์คนขับ
  • การร่วมมือกับสถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง กรมควบคุมโรค จัดกิจกรรมตรวจคัดกรองหาเชื้อไวรัสโควิด-19 เชิงรุกสำหรับพาร์ทเนอร์คนขับ
  • การพัฒนาระบบคัดกรองด้านสุขภาพและสุขอนามัยผ่านแอปพลิเคชัน โดยให้พาร์ทเนอร์คนขับทุกคนต้องประเมินเพื่อยืนยันว่าไม่มีอาการป่วยจากโรคโควิด-19 รวมถึงต้องปฏิบัติตามแนวทางด้านความปลอดภัยที่แกร็บกำหนดอย่างเคร่งครัดก่อนการให้บริการในทุกวัน
  • การให้พาร์ทเนอร์คนขับถ่ายภาพเซลฟี่ของตนเองขณะสวมใส่หน้ากาก พร้อมอัปโหลดภาพผ่านระบบเพื่อยืนยันก่อนการรับงาน
  • การประกาศใช้มาตรการจัดส่งอาหาร-พัสดุแบบไร้การสัมผัส รวมถึงการกระตุ้นให้ผู้ใช้บริการหันมาชำระค่าใช้บริการโดยหลีกเลี่ยงการใช้เงินสด

 

ข่าว: แถลงการณ์จาก Grab หลังผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายล่าสุดเรียกใช้บริการในจังหวัดเชียงใหม่ มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2020/11/29/statement-from-grab-following-covid-19-cases-the-latest-people-use-the-service-in-chiang-mai.html

ไมโครซอฟท์ประกาศวันวางขาย Surface Laptop Go ใหม่แล้วในไทย

ไมโครซอฟท์ประกาศวันวางจำหน่าย Surface Laptop Go ใหม่วางจำหน่ายแล้วในประเทศไทยสมรรถนะเหนือชั้นในราคาจับต้องได้ เป็นแล็ปท็อปในตระกูล Surface ที่เบาที่สุดรุ่นใหม่ครบครันทั้งดีไซน์และสมรรถนะ มาพร้อมแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้ยาวนาน ในราคาจับต้องได้ ในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2563 สำหรับครอบครัว นักเรียน นักศึกษา และองค์กรธุรกิจ ที่กำลังมองหาอุปกรณ์ใหม่ๆ เป็นตัวเลือกที่มีทั้งดีไซน์หรูหรา แต่มีความคุ้มค่าเกินคาด

Surface Laptop Go มาพร้อมหน้าจอสัมผัส PixelSense สวยหรูขนาด 12.4 นิ้ว รวมถึงแทร็กแพดขนาดใหญ่ที่แม่นยำ และคีย์บอร์ดขนาดเต็มพร้อมระยะกด 1.3 มม. เพื่อมอบประสบการณ์การใช้งานแป้นพิมพ์ที่สะดวกสบายและถูกต้องแม่นยำ ในรูปลักษณ์ดีไซน์เพรียวบางทันสมัยด้วยวัสดุทนทานแต่เบา มาในสีแพลตินัม ทุกรุ่นมีปุ่มสแกนลายนิ้วมือเพื่อช่วยให้การลงชื่อเข้าใช้งานรวดเร็วและปลอดภัย ด้วย One Touch ผ่าน Windows Hello การลงชื่อด้วย One Touch ยังสามารถช่วยให้เข้าถึงไฟล์ส่วนตัวใน OneDrive Personal Vault ได้อย่างง่ายดายและปลอดภัย เพื่อที่ผู้ใช้สามารถทำงานได้ว่องไวมีประสิทธิภาพ Surface Laptop Go ทำงานบนหน่วยประมวลผลกลาง Intel i5 Quad-Core เจเนอเรชั่นที่ 10 พร้อมหน่วยความจำภายในมากถึง 16GB RAM และความจุ 256GB ครบครันทั้งสมรรถนะและพลังแบตเตอรี่ 

ทำให้การทำงานเป็นไปอย่างคล่องแคล่วฉับไว แม้แต่รุ่นมาตรฐาน โดยใช้ประโยชน์จากประสบการณ์การเชื่อมต่อบนคลาวด์ เช่น Microsoft 365 และพื้นที่จัดเก็บข้อมูลออนไลน์อย่างเต็มที่ และด้วยพลังแบตเตอรี่นาน 13 ชั่วโมง ร่วมกับฟีเจอร์ Fast Charging ที่ชาร์จไฟเข้ารวดเร็ว ยิ่งทำให้ผู้ใช้อยู่กับอุปกรณ์ได้ตลอดทั้งวัน

ปัจจุบัน การใช้งานกล้อง ไมโครโฟน และลำโพงมีมากกว่าที่เคย ไม่ว่าจะเป็นเพื่อการเรียนหรือการทำงาน Surface Laptop Go จึงมาพร้อมกล้องในตัวที่มีความคมชัดสูง 720p และ Studio Mic ที่ช่วยให้เพื่อนร่วมห้องหรือเพื่อนร่วมงานเห็นกันและได้ยินกันชัดเจน ขณะที่การดูหนัง ฟังเพลง หรือวิดีโอคอล ยังมอบเสียงดังกระหึ่ม ด้วยลำโพง Omnisonic Speaker และระบบเสียง Dolby® Audio นอกจากนี้ ยังมีช่องเชื่อมต่อที่หลากหลายทั้ง USB ชนิด A และ C ช่องต่อหูฟัง และสายต่ออุปกรณ์ Surface 

Surface สำหรับธุรกิจ

Surface สำหรับธุรกิจ มอบประสบการณ์การใช้งานและฟีเจอร์ที่พัฒนาให้ลูกค้าธุรกิจโดยเฉพาะ ซึ่งรวมถึงระบบรักษาความปลอดภัยระดับองค์กร และการบริหารจัดการยุคใหม่ด้วย Autopilot พร้อมด้วย Surface Enterprise Management Mode (SEMM) และ Microsoft Intune. Windows 10 Pro ที่ติดตั้งมาแล้วในอุปกรณ์ Surface สำหรับธุรกิจ ที่มาพร้อมระบบการรักษาความปลอดภัยในตัวและการจัดการฟีเจอร์ที่จะทำให้ลูกค้าธุรกิจสามารถทำงานได้อย่างเต็มที่แบบไร้กังวล และนอกเหนือจากการรับประกันตามปกติ ลูกค้า Surface สำหรับธุรกิจจะได้รับ free Advanced Exchange การให้บริการรับประกันเปลี่ยนเครื่องสำรองไปใช้งานได้ แบบไม่มีค่าใช้จ่าย

Surface Go ใหม่ และอุปกรณ์เสริมที่จะวางจำหน่ายในประเทศไทยมีรายละเอียดดังนี้

ประกาศวันวางจำหน่ายในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2563 ผ่านช่องทางตัวแทนจำหน่ายสำหรับลูกค้าภาคธุรกิจ Cipher Med และ ADD In Business  และสำหรับลูกค้าทั่วไปที่ Banana IT, D-Kan, IT City, JIB, Lazada-Microsoft flagship store และ Shopee-Microsoft Authorized Store

ลูกค้าธุรกิจสามารถติดต่อ ตัวแทนจำหน่ายสำหรับลูกค้าธุรกิจในประเทศ หรือ ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับ Surface Laptop Go สำหรับภาคธุรกิจได้ ที่นี่

 

ข่าว: ไมโครซอฟท์ประกาศวันวางขาย Surface Laptop Go ใหม่แล้วในไทย มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2020/11/26/microsoft-announces-release-date-for-new-surface-laptop-go-in-thailand.html

Huawei เปิดตัวพีซีตั้งโต๊ะ MateStation B515 ขับเคลื่อนด้วย AMD Ryzen 4000

Huawei เปิดตัวพีซีแบบตั้งโต๊ะรุ่นใหม่ในชื่อว่า MateStation B515 ที่มาพร้อมกับ AMD Ryzen 4000 series APU โดยพ๊วีรุ่นนี้เน้นไปที่ลุกค้ากลุ่มหน่วยงานรัฐะบริษัทอื่น ๆ แต่ยังไม่เน้นกลุ่มลูกค้าทั่วไปในตอนนี้

Huawei MateStation B515 สามารถปรับสเปกได้สองแบบคือเลือกใช้ AMD Ryzen 5 4600G หรือ Ryzen 7 4700G ได้ และเนื่องจากเป็นชิป APU จึงมีกราฟิก Radeon Vega แบบ built in มาให้เลย

ในส่วนของแรมนั้นมีให้เลือกสองขนาด ได้แก่ 8GB และ 16GB ชนิด DDR4 จำกัดความเร็วไว้ที่ 3200MHz ส่วนความจุรองรับแบบ SSD ที่ผู้ใช้งานสามารถเปลี่ยนเองได้แต่มี HDD มาให้แล้ว 1TB และยังมาพร้อมพาวเวอร์ซัปพลายขนาด 300W รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi และ Bluetooth 5.0 แกะกล่องมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Windows 10 ของ Microsoft ไม่ใช่ Linux

นอกจากนี้ยังมีหน้าจอมอนิเตอร์ขนาด 23.8 นิ้ว ขอบบางเฉียบ มีส่วนแสดงผลต่อพื้นที่ทั้งหมดมาถึง 90% ความละเอียด Full HD – 1920 x 1080 พิกเซล มีทั้งสมาร์ทคีย์บอร์ดและเมาส์ ตัวเครื่องรองรับสแกนลายนิ้วมือละ NFC สำหรับใช้เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน Huawei ได้

ผู้ใช้งาน​ Weibo คนหนึ่งชื่อว่า @看山的叔叔 ระบุว่าสามารถปรับแต่งเครื่องเพิ่ม NVIDIA GeForce GTX 1650 เข้าไปได้ และหากปรับเป็นแรม 16GB ก็จะรองรับสมาร์ทคีย์บอร์ดที่มีสแกนลายนิ้วมือในตัว ขณะที่รุ่นแรม 8GB จะเป็นสมาร์ทคีย์บอร์ดแบบธรรมดา ราคาเริ่มตั้งแต่ 4,999 หยวน และสูงขึ้นตามการปรับสเปกครับ

ข่าว: Huawei เปิดตัวพีซีตั้งโต๊ะ MateStation B515 ขับเคลื่อนด้วย AMD Ryzen 4000 มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2020/11/24/huawei-launched-matestation-b515.html

เตือนภัย! อย่าหลงเชื่อคนร้ายหลอกให้ใช้บัตรประชาชนซื้อมือถือติดสัญญาราคาพิเศษ เสี่ยงฉ้อโกง และรับซื้อของโจร!!

เตือนภัย! รูปขบวนการหลอกลวง ว่าจ้างให้เหยื่อใช้บัตรประชาชนซื้อเครื่องโทรศัพท์พร้อมแพ็กเกจจากค่ายมือถือ ซึ่งมักจะมาในราคาพิเศษ ต้องเปิดเบอร์พร้อมชำระเงินต่อเนื่องตามระยะเวลาที่กำหนด  แต่เหยื่อกลับเอาเครื่องไปให้คนร้ายขายต่อแลกกับค่าตอบแทน แล้วไม่ชำระค่าบริการ

ท้ายสุดแล้วคนร้ายปล่อยให้เหยื่อถูกฟ้องร้องจากเพราะผิดเงื่อนไขตามสัญญา อาจโดนข้อหาฉ้อโกง นอกจากนั้นสำหรับผู้ที่ซื้อเครื่องต่อจากคนร้าย ยังเสี่ยงเข้าข่ายรับซื้อของโจรได้ด้วยเช่นกัน

นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าฝ่ายงานประชาสัมพันธ์ เอไอเอส ออกมาให้ข้อมูลว่า

“ปัจจุบันมีการเกิดขึ้นของอาชญากรรมดังกรณีข้างต้นเป็นจำนวนมาก โดยพบว่า มีทั้งกลุ่มที่โดนหลอกลวง และกลุ่มที่จงใจใช้บัตรประชาชน ซื้อเครื่องโทรศัพท์มือถือพร้อมแพ็กเกจ จากนั้นนำเครื่องโทรศัพท์ไปแยกขายต่อ โดยไม่มีการชำระค่าบริการตามเงื่อนไขในสัญญา ซึ่งบริษัทฯกังวลถึงผลกระทบที่กำลังเกิดขึ้นในภาพรวมและอุตสาหกรรมโทรคมนาคมเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นปริมาณของประชาชนที่ถูกดำเนินคดีฉ้อโกงที่เพิ่มขึ้น รวมถึง ความเสี่ยงของผู้ที่ซื้อเครื่องต่อโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ที่อาจจะเข้าข่ายรับซื้อของโจรด้วย”

“ดังนั้นจึงอยากขอแจ้งเตือนผู้ที่อาจหลงเชื่อตกเป็นเหยื่อของการกระทำ หรือ จงใจกระทำการดังกล่าวข้างต้นว่า การก่อเหตุในลักษณะนี้ เจ้าของบัตรประชาชนที่ทำสัญญาซื้อเครื่องโทรศัพท์พร้อมแพ็กเกจจะมีความผิด โดยมีบทลงโทษฐานฉ้อโกง มาตรา ๓๔๑ โทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือ ปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ รวมไปถึงการมีชื่อติด Black List ในระบบ ส่งผลให้ในอนาคตจะมีปัญหาในการทำธุรกรรมกับค่ายมือถือ ซึ่งปัจจุบันมีระบบตรวจสอบอย่างเข้มข้น อีกทั้งในส่วนของผู้ที่รับซื้อเครื่องต่อไป จะเข้าข่ายความผิดฐานรับของโจร มาตรา ๓๕๗ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือ ปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

“ทั้งนี้ในส่วนของบริษัทฯจำเป็นต้องดำเนินคดีตามกฏหมายขั้นสูงสุดกับผู้กระทำผิดทุกราย โดยไม่มีข้อยกเว้น ดังนั้น จึงขอเน้นย้ำไปยังทุกท่านว่า อย่าหลงเชื่อ และใช้ข้อมูลส่วนบุคคลไปดำเนินการอย่างไม่ถูกต้อง อีกทั้งท่านที่จะซื้อโทรศัพท์มือถือ ก็ขอให้ตรวจสอบแหล่งที่มาให้ดี เพราะอาจมีความเสี่ยงทั้งคุณภาพของสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน ไม่มีการรับประกันและผิดกฏหมายอีกด้วย”

เป็นข้อมูลทางกฏหมายของ AIS ที่ฝากแจ้งเตือนภัยให้กับผู้ที่อาจจะกำลังถูกชักจูงให้กระทำความผิด เพื่อแลกกับผลประโยชน์ที่ได้ไม่คุ้มเสี่ยงนะครับ

ข่าว: เตือนภัย! อย่าหลงเชื่อคนร้ายหลอกให้ใช้บัตรประชาชนซื้อมือถือติดสัญญาราคาพิเศษ เสี่ยงฉ้อโกง และรับซื้อของโจร!! มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2020/11/23/ais-warning-buy-a-phone-connected-contract-and-resell.html

รีวิว EATON 5V 1050 เครื่องสำรองไฟแบบ Line Interactive ที่มาพร้อม Stabilizer ช่วยถนอมอุปกรณ์ไฟฟ้าของเรา

ปัจจุบันเครื่องสำรองไฟหรือ UPS (Uninterruptible Power Supply) คงถือเป็นหนึ่งในอุปกรณ์สำคัญส่วนหนึ่งของระบบเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านของใครต่อใครหลายคน โดยบางบ้านนั้นก็อาจจะใช้เจ้า UPS เหล่านี้ในการปกป้องอุปกรณ์ไฟฟ้าสำคัญๆ ที่มีราคาสูงเช่นในห้องโฮมเธียร์เตอร์ที่อาจมีทั้งเครื่องเกมต่างๆ ทีวีสเป็กสูง ไปจนถึงเครื่องเสียง AVR ที่ต่างก็เซ็นซิทีฟกับความผิดปกติของระบบไฟฟ้าภายในบ้านของเรา ไปจนถึงการนำไปเป็นเครื่องสำรองไฟสำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์ใช้งานภายในบ้านเพื่อป้องกันเหตุการไฟฟ้าดับแล้วเครื่องก็ดับด้วย ซึ่งนอกจากจะส่งผลให้งานที่ทำอยู่ได้รับความเสียหายแล้ว ยังเป็นบ่อเกิดสำคัญที่ทำให้ฮาร์ดดิสต์เก็บข้อมูลของเราเสียหายอีกด้วย

ที่บ้านของอเล็กซ์เองก็มี UPS ติดไว้ประจำห้องต่างๆ ที่มีอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าสำคัญๆ อยู่ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือเจ้า UPS จากแบรนด์ EATON รุ่น 5V 1050 Tower ที่นำมารีวิวให้เพื่อเป็นทางเลือกให้เพื่อนๆ ที่กำลังมองหา UPS ไว้ใช้งานสักตัวได้พิจารณากัน

คุณสมบัติของ EATON 5V 1050

EATON 5V 1050 นั้นถือเป็นตัวใหญ่สุดในรุ่น 5V ที่มีให้เลือกทั้งสิ้น 3 กำลังไฟด้วยกัน โดยเริ่มจากรุ่น 650VA (Eaton 5V 650) ไปจนถึง 850 VA (Eaton 5V 850) และมาจนรุ่นที่เรานำมารีวิวนี้ คือเจ้า EATON 5V 1050 ที่มีกำลังไฟฟ้าอยู่ที่ 1050VA/600W. นั่นเอง

นอกจากนี้ EATON 5V 1050 ยังมาพร้อมกับช่องเสียบปลั๊ก 3 ขาด้วยกันอย่างจุใจถึง 4 ช่อง พร้อมกับสวิตช์ปิด/เปิดตัว UPS ที่จัดวางไว้ด้านหน้าตัวเครื่องอีก 1 จุด และไฟแสดงสถานะการทำงานของตัวเครื่อง โดยสามารถแบ่งสถานะไฟแสดงผลออกได้เป็น 2 สถานะหลักๆ คือ ไฟเขียวติดตลอด หมายความถึงการใช้งานในโหมด AC ในขณะที่หากไฟเขียวติดกระพริบไปเรื่อยๆ นั้นจะหมายถึงสถานะการทำงานในโหมดแบตเตอร์รี่นั่นเอง

eaton 5V 1050 Green Status Light
ไฟแสดงสถานะสีเขียวของ EATON 5V 1050

นอกจากไฟแสดงสถานะแล้ว EATON 5V 1050 ยังมาพร้อมเสียงแจ้งเตือนต่างๆ อีก 4 โหมดด้วยกัน เพื่อทดแทนหน้าจอแสดงผลที่ไม่ได้มีใส่มาให้เหมือนกับบางรุ่นบางแบรนด์ที่อาจมีใช้งานกันอยู่นั่นเอง

EATON 5V 1050 นั้นใช้แบตเตอร์รี่ 1 ก้อนที่มีความจุอยู่ที่ 12V 9Ah โดยสามารถชาร์จกระแสไฟเข้าไปเก็บไว้ได้ 90% ภายในเวลา 6 ชั่วโมง และ 100% ที่เวลาประมาณ 8 ชั่วโมง

สำหรับระยะเวลาในการแบ็คอัพกระแสไฟฟ้านั้น จากเอกสารเทคนิกของ EATON ระบุว่าที่โหลดไฟฟ้า 100W เจ้า EATON 5V 1050 นั้นจะสามารถทำงานต่อเนื่องได้นาน 22 นาทีเลยทีเดียว

Line Interactive ที่มาพร้อม Stabilizer 

ไลน์อัพ UPS ของ EATON ในรุ่น EATON 5V ทั้งซีรีส์นั้นเป็น UPS แบบ Line Interactive ที่มี Automatic Voltage Regulator หรือ Stabilizer มาให้พร้อมเรียบร้อย ซึ่งทำให้ EATON 5V นั้นต่างจาก UPS ทั่วไปหลายๆ แบรนด์ที่สามารถหาได้ในราคาถูก ที่พวกนั้นถูกออกแบบมาให้ใช้งานเป็นเพียงเครื่องสำรองไฟเท่านั้น ไม่ได้มีฟังก์ชั่นการปรับกระแสไฟให้เสถียรด้วยอย่างเจ้าตัวนี้ จึงทำให้มันเหมาะเป็นอย่างยิ่งที่จะนำไปใช้กับอุปกรณ์ที่ค่อนข้างมีความเซ็นซิทีฟกับกระแสไฟฟ้าในระดับครัวเรือนเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับเครื่องใช้ไฟฟ้าในกรณีที่กระแสไฟฟ้าของเราไม่เสถียร แต่ก็ยังไม่เหมาะกับการเอาไปใช้สำรองไฟอุปกรณ์ระดับอุตสาหกรรมที่มีความไวต่อคุณภาพของกระแสไฟมากๆ ซึ่งพวกนั้นต้องอาศัย UPS ที่มีราคาสูงมากอย่างพวก True Online UPS โน่นเลย

Line Interactive with Stabilizer
ภาพแสดงวงจร Line Interactive with Stabilizer จาก addin.co.th

อย่างไรก็ตาม สำหรับการใช้งานภายในบ้านหรือในออฟฟิสสำนักงานนั้น UPS หรือเครื่องสำรองไฟแบบ Line Interactive with Stabilizer นั้นก็คือว่าเพียงพอต่อการใช้งานมากแล้ว จึงทำให้เจ้า EATON 5V 1050 ตัวนี้กลายมาเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ไม่ควรมองข้ามเลยทีเดียว

หน้าตาดุดัน มาพร้อมกับการใช้งานที่ง่ายดาย

EATON 5V 1050 นั้นออกแบบมาได้อย่างดุดันโดยการใช้สีดำเป็นสีพื้น เน้นมีปุ่มน้อย ไม่มีหน้าจอแสดงผลแต่มีไฟแสดงสถานะการทำงานของตัวเครื่องควบคู่ไปกับเสียงแจ้งเตือนแทน โดยด้านหน้านั้นสกรีนโลโก้ EATON เอาไว้ด้วยสีขาวดูเรียบร้อยสวยงามและเห็นได้อย่างชัดเจนบนตัวเครื่องสีดำ

ในขณะที่ด้านข้างนั้นมีแผงระบายความร้อนทั้งสองด้าน เพื่อช่วยลดความร้อนภายในตัวเครื่องลงและทำให้มันสามารถทำงานได้อย่างเสถียรและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น


ด้านหลังตัวเครื่องมีเต้าเสียบ 3 ขาทั้งสิ้น 4 เต้าเสียบด้วย พร้อมกับช่องสายไฟที่เป็นแบบติดกับตัวเครื่อง ไม่สามารถถอดออกมาได้ ถ้าตะมีอะไรที่น่าเสียดายในส่วนนี้ก็คงเป็นเรื่องที่มันไม่ได้มาพร้อมกับพอร์ต USB เอาไว้ให้ต่อเครื่องปรินเตอร์หรืออุปกรณ์ที่สามารถใช้ไฟฟ้าจากพอร์ต USB ในการทำงานได้ ซึ่งหากมีมาให้ด้วยนั้นก็คงจะทำให้การใช้งานของมันนั้นครอบคลุมมากกว่านี้ได้มากทีเดียว


น้ำหนักตัวเจ้า EATON 5V 1050 นั้นอยู่ที่ 5.3 กิโลกรัม ซึ่งก็ถือว่าหนักพอประมาณหากใครจะเอาไปเก็บไว้ในตู้แร็กติดผนัง ดังนั้นตัวมันจึงออกแบบมาให้เหมาะสมสำหรับการวางบนพื้นหรือจุดที่สามารถรับน้ำหนักได้มากกว่า

โดยรวมแล้ว EATON 5V 1050 นั้นเน้นความเรียบง่ายในการออกแบบ และการเข้าถึงปลั๊กเสียบสำหรับการใช้งานที่มีมาให้อย่างจุใจถึง 4 เต้าเสียบด้วยกัน ซ่งก็น่าจะเพียงพอสำหรับ UPS ขนาดกลางเพื่อการใช้งานในครัวเรือนหรือในออฟฟิสแล้ว

ทดสอบใช้งานจริง

HomePod Apple TV 4K Atmos

หลังจากได้ลองทำการทดสอบการทดสอบ EATON 5V 1050 กับโทรศัพท์ Samsung UA65MU6500 ขนาด 65 นิ้วในห้องรับแขกดู ด้วยการเสียบชาร์จเจ้า UPS ทิ้งไว้เป็นเวลา 8 ชั่วโมงโดยประมาณ ก่อนที่จะทำการถอดปลั๊กไฟออกแล้วเสียบทีวี Samsung MU6500 เพื่อทดลองใช้งานต่อเนื่องปรากฏว่าเจ้า EATON 5V 1050 นั้นสามารถเป็นแหล่งจ่ายไฟให้กับ Samsung MU6500 อยู่ได้ประมาณ 13 นาที ซึ่งก็ถือเป็นค่าที่เหมาะสมเมื่อดูที่สเป็กของทีวีที่กำหนดค่าพลังงานไฟฟ้าสูงสุดไว้ที่ 190W และ EATON เองก็เคลมเอาไว้ว่าตัวเครื่องนั้นสามารถจ่ายไฟให้อุปกรณ์ที่กินไฟ 100W ต่อเนื่องได้ 22 นาที ซึ่งเพียงแค่ 13 นาทีโดยประมาณที่ทีวี Samsung สามารถทำงานต่อไปได้นั้นก็ถือว่าเกินกว่าที่จำเป็นไปมากแล้ว เพราะในเหตุการณ์จริง เมื่อเกิดไฟฟ้าดับขึ้นมา เราคงต้องเตรียมปิดทีวีหรืออุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าเราไปก่อนแล้วตั้งแต่ประมาณ 5 นาทีแรกหากดูวี่แววแล้วว่าไฟฟ้าจะไม่กลับมาง่ายๆ

สรุปท้ายรีวิว

หากคุณกำลังมองหา UPS แบบ Line Interactive ที่เป็น Stabilizer ในตัวด้วย ในสนนราคาที่ไม่โหดร้ายเกินไปนัก เชื่อว่า EATON 5V ซีรีส์นี้จะตอบโจทย์คุณได้เป็นอย่างดี โดย EATON 5V นั้นมาพร้อมกับประกันจากศูนย์ทั้งสิ้น 2 ปี ซึ่งเป็นประกันรวมทั้งตัวเครื่องและแบตเตอร์รี่ให้ใช้งานกันได้อย่างไร้กังวลไปยาวๆ อีกด้วย

ข้อเสียที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคงเป็นเรื่องของพอร์ต USB ที่ไม่ได้มีมาให้ ซึ่งทำให้หลายๆ คนที่อาจจะอยากต่อปรินเตอร์หรือเอาไว้เสียบชาร์จพวกมือถือหรืออุปกรณ์ต่างๆ ที่สามารถรับไฟผ่านสาย USB ได้นั้นอาจต้องผิดหวังเล็กน้อย นอกจากนี้เจ้า EATON 5V เองก็ไม่ได้มาพร้อมกับหน้าจอแสดงผลที่แสดงสถานะแบตเตอร์รี่และกระแสไฟอย่างที่เห็นกันในบางรุ่นบางแบรนด์อีกด้วย จึงอาจทำให้ดูสถานะต่างๆ ยากสักนิด โดยจะต้องอาศัยการฟังเสียงร้องเตือนเอาเอง ซึ่งก็ไม่ได้ยากเย็นอะไร แค่อาจสะดวกน้อยลงหน่อยเท่านั้นเอง

EATON 5V นั้นมาพร้อมกับขนาดกำลังไฟฟ้าถึง 3 รุ่นด้วยกัน โดยในรุ่น EATON 5V 1050 ที่มาพร้อมกำลังไฟ 1050VA/600Watts นั้น AppDisqus เองได้ทดสอบแล้วและพบว่าทำงานได้จริงไม่จกตา ซึ่งแค่นี้ก็คงเพียงพอแล้วสำหรับใครหลายๆ คนที่กำลังมองหา UPS ไว้ใช้งานสักตัว

EATON 5V 1050 นั้นจำหน่ายตามร้านค้าทั่วไปและบนร้านค้าออนไลน์อยู่ที่ประมาณ 2865 บาท ซึ่งหากใครสนใจก็ลองหาซื้อาใช้งานกันได้เลยครับ

ข่าว: รีวิว EATON 5V 1050 เครื่องสำรองไฟแบบ Line Interactive ที่มาพร้อม Stabilizer ช่วยถนอมอุปกรณ์ไฟฟ้าของเรา มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2020/11/22/eaton-5v-1050-ups-with-stabilizer-review.html

Living Smart : ระบบเสียง Dolby Atmos / DTS-X คืออะไร และจะต้องเซ็ตอย่างไรให้ได้เสียงที่ว่าในงบประมาณที่เหมาะสม…ที่นี่มีคำตอบ

หลังจากที่ตอนแรกใน Living Smart นั้นเราได้ชวนเพื่อนๆ พูดถึงเรื่องของระบบภาพที่เหมาะสมสำหรับบริการสตรีมมิ่งอย่าง Netflix, Apple TV+ และอื่นๆ อีกมากมายกันไปแล้ว รวมถึงได้ชวนคุยเรื่องการเลือกจอทีวีเพื่อให้มารองรับการใช้งานเหล่านี้ได้ในโจทย์ที่ว่าต้องดีในคุณภาพ ดีต่อใจ และดีต่อกระเป๋าสตางค์กันไปแล้วนั้น วันนี้ Living Smart และ APPDISQUS จะพาเพื่อนๆ มาพูดคุยกับเรื่องที่ 2 ที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นก็คือเรื่องของระบบเสียงและการเซ็ตอัพเดตลำโพงและระบบเสียงให้กับโฮมเธียร์เตอร์เราให้เหมาะสมกับบริการสตรีมมิ่งเซอร์วิสในปัจจุบันกันบ้างนั่นเอง

และหากเพื่อนๆ ยังไม่ได้อ่านตอนแรกที่เกี่ยวกับระบบภาพไป เพื่อนๆ ก็สามารถย้อนกลับไปอ่านได้จากลิงก์นี้เลย

Living Smart: ชอบดู Netflix และ Apple TV+ ควรเลือกทีวีแบบไหนดี? ที่นี่มีคำตอบ


เอาล่ะ เกริ่นกันสักนิดก่อนดีกว่าว่าในบทความที่เพื่อนๆ กำลังอ่านกันอยู่นี้ เราจะไปทำความรู้จักกับระบบเสียงที่เราเห็นอยู่ในปกภาพยนตร์หรือรายละเอียดภาพยนตร์บน Netflix, Apple TV+, Disney+ รวมไปจนถึง Amazon Prime และบริการอื่นๆ อีกมากมายว่ามันหมายถึงอะไร โดยจะครอบคลุมไปถึงระบบ 5.1, 7.1, Dolby Digital, Dolby Surround และระบบเสียงล่าสุดที่ใครๆ ก็ว่าเจ๋งอย่าง Dolby Atmos และที่สำคัญกว่านั้นคือเราต้องใช้อะไรบ้างในการเซ็ตอัพเสียงตามระบบที่เราต้องการ ต้องใช้ลำโพงกี่ตัว และตำแหน่งของลำโพงแต่ละตัวควรอยู่ตรงไหน วันนี้เราจะชวนไปหาคำตอบพร้อมๆ กัน

ในมาตรฐานใหม่ๆ นั้นมีการเพิ่มระบบเสียง Dolby Atmos และ DTS-X ขึ้นมา และตอนนี้มี IMAX Enhanced และ Auro 3D ขึ้นมาด้วยแต่ยังไม่ได้รับความนิยมมากนักในปัจจุบันทั้งทางฝั่งผู้ใช้งานและฝั่งผู้ผลิตคอนเทนต์ ซึ่งหมายถึงโค๊ดเสียงใหม่ที่มีเมต้าจากมุมสูง โดยเราจะเรียกเสียงพวกนี้ว่า Object Based Surround System หรือระบบเสียงที่เสียงเกิดตามมิติของวัตถุที่แสดงผลจริงในหน้าจอนั่นเอง ทำให้เสียงจากภาพยนต์มีมิติมากขึ้นเยอะ


2. ระบบเสียง

sound-system-hometheater

ที่สำคัญไม่แพ้กันสำหรับการทำห้องชมภาพยนตร์ที่รองรับกับบริการสตรีมมิ่งในปัจจุบันนี้อย่างเต็มที่นั้นคือระบบเสียงนั่งเอง โดยระบบเสียงในบ้านที่นิยมใช้กันในปัจจุบันนั้นจะเป็น 5.1 หรือ 7.1 (จริงๆ 9, 11 ก็มีนะครับ แต่ไม่ค่อยนิยมใช้ตามบ้าน) โดยตัวเลขแรกนั้นบอกจำนวนลำโพง ในแนวราบรอบด้าน เช่น 5 คือมี 5 ตัว แบ่งเป็น คู่หน้า (Front) 2 ตัว, คู่หลัง (Rear) 2 ตัว และ Center อีก 1 ตัว ในขณะที่ 7 นั้นจะมีลำโพงเพิ่มด้านข้าง (Surround) มาอีก 2 ตัวนั่นเอง

ส่วน .1 ด้านหลังเป็นการระบุจำนวนซัพวูฟเฟอร์หรือลำโพงเสียงคลื่นต่ำในระบบ โดย .1 ก็หมายถึงมีซัพ 1 ลูก ในขณะที่ถ้าเป็น .2 นั้นจะหมายถึงมีซัพ 2 ลูกในระบบนั่นเองครับ


สรุปง่ายๆ คือ 5.1 จะมีลำโพง 5 ลูก ซัพ 1 ลูก และ 7.1 จะมีลำโพง 7 ลูก ซัพ 1 ลูก ในขณะที่ 5.2 จะมีลำโพง 5 ลูก ซัพ 2 ลูก และ 7.2 จะมีลำโพง 7 ลูก ซัพ 2 ลูกนั่นเอง ซึ่งการเซ็ตอัพแบบนี้จะทำให้เราสามารถเล่นเสียง Dolby Surround แบบขั้นต่ำ 5.1 ที่ใน Netflix และ Apple TV+ มีเป็นมาตรฐานในทุกเรื่องได้ รวมถึงเสียง DTS ด้วย (ใน Netflix จะมีระบุเป็นตัวเลขตรงรายละเอียดหนังว่าเป็น 5.1 แต่บางคนอาจเคยเห็นคำว่า Atmos ในบางเรื่องซึ่งเราจะพูดถึงกันต่อไป)


Dolby Atmos และ DTS-X มิติใหม่แห่งเสียงรอบทิศทางที่แท้จริง…เหรอ?

ในมาตรฐานใหม่ๆ นั้นมีการเพิ่มระบบเสียง Dolby Atmos และ DTS-X ขึ้นมา และตอนนี้มี IMAX Enhanced และ Auro 3D ขึ้นมาด้วยแต่ยังไม่ได้รับความนิยมมากนักในปัจจุบันทั้งทางฝั่งผู้ใช้งานและฝั่งผู้ผลิตคอนเทนต์ ซึ่งหมายถึงโค๊ดเสียงใหม่ที่มีเมต้าจากมุมสูง โดยเราจะเรียกเสียงพวกนี้ว่า Object Based Surround System หรือระบบเสียงที่เสียงเกิดตามมิติของวัตถุที่แสดงผลจริงในหน้าจอนั่นเอง ทำให้เสียงจากภาพยนต์มีมิติมากขึ้นเยอะ (เป็น 3D Audio เช่นเดียวกับที่ Apple มีการออกซัพพอร์ตให้ Airpods Pro ในชื่อ Spatial Audio นั่นเอง หรือในกรณีของ PlayStation 5 นั้น Sony ก็มีประกาศออกมาแล้วในชื่อรหัสเสียง Tempest Audio หรือ 3D Pulse) ซึ่งถือเป็นมาตรฐานยุคใหม่ในปัจจุบันนี้ โดยโค๊ดการเซ็ตอัพลำโพงก็จะมี จุด (.) ต่อท้ายพ่วงเพิ่มขึ้นมา เช่น 5.1.2 ก็จะหมายถึง มีลำโพง 5 ตัว ซัพ 1 ตัว และลำโพงแนวสูงหรือลำโพง Atmos อีก 2 ตัวนั่นเอง เช่นเดียวกับ 5.1.4 ที่จะหมายถึงมีลำโพง Atmos ถึง 4 ตัว คือ Top Front และ Top Rear หรือ 5.1.6 ที่จะมีลำโพง Atmos มากถึง 6 ตัวด้วยกัน โดยจะเพิ่ม Top Middle มาอีกหนึ่งคู่นั่นเอง

ความเจ๋งของ Dolby Atmos นั้นคือการให้ประสบการณ์เสียงแบบ 360 องศา ล้อมรอบตัวเราเลยทีเดียว โดยมี Subwoofer ช่วยสร้างบรรยากาศเสียงจากพื้นขึ้นมา ในขณะที่ลำโพงเหนือศีรษะทั้งหมดนั้นจะสร้างบรรยากาศเสียงเหนือหัวของเรา ทำให้เวลาที่เราชมภาพยนตร์ เราจะได้รับประการณ์เสียงที่สมจริงตามที่ภาพแสดงผลบนหน้าจอของเรานั่นเอง

แต่ทั้งนี้ Dolby Atmos เอง ณ ปัจจุบันก็ยังแบ่งออกเป็นสองประเภทด้วยกัน ซึ่งก็คือแบบ Lossy (Atmos ที่ถูกบีบอัดเสียงมา หรือที่เรียกว่า E-AC3, DD+) และแบบ Lossless (Atmos ที่ปล่อยเสียงเต็ม พวก TrueHD ทั้งหลาย) ซึ่งประเภทแรกนั้นจะหาได้จากบริการสตรีมมิ่งทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น Netflix, Apple TV+ หรือ Disney+ รวมไปจนถึงแอพพลิเคชั่นสำหรับดูหนังที่นิยมใช้กันบน Apple TV อย่าง Infuse และแบบที่ 2 นั้นจะหาได้จากแผ่น BluRay หรือ UHD ต่างๆ นั่นเอง


คุณภาพสัญญาณเสียง Dolby Atmos ที่แตกต่างกันในบริการสตรีมมิ่งแต่ละราย

แต่ถึงแม้ว่าบริการสตรีมมิ่งทั้งหลายนั้นจะใช้เสียง Dolby Atmos แบบที่เรียกว่า DD+ หรือ E-AC3 อย่างไรก็ตาม คุณภาพของสัญญาณเสียงที่ส่งออกมานั้นก็ยังแตกต่างกันไปในแต่ละบริการ เช่นเดียวกับคุณภาพของสัญญาณภาพโดยจากข้อมูลคุณ Sonoftumble ในวันที่ 26 มกราคม 2562 บนเว็บไซต์ AVSFORUM นั้นได้เผยถึงคุณภาพสัญญาณเสียงที่ส่งออกมาจากบริการสตรีมมิ่งดังนี้

Streaming Services

iTunes: บิตเรตเสียงโดยเฉลี่ย 770 kbps – บิตเรตวิดีโอโดยเฉลี่ย is 25 Mbps.
MoviesAnywhere: บิตเรตเสียงโดยเฉลี่ย 256 kbps – บิตเรตวิดีโอโดยเฉลี่ย 25 Mbps
Netflix: บิตเรตเสียงโดยเฉลี่ย 436 kbps – บิตเรตวิดีโอโดยเฉลี่ย 16 Mbps.
Prime: บิตเรตเสียงโดยเฉลี่ย 448 kbps – บิตเรตวิดีโอโดยเฉลี่ย 10 Mbps.
Vudu: บิตเรตเสียงโดยเฉลี่ย 560 kbps – บิตเรตวิดีโอโดยเฉลี่ย 14 Mbps.

ซึ่งหากดูจากข้อมูลดังกล่าวแล้วเราจะเห็นว่าบริการสตรีมมิ่งจาก Apple นั้นให้คุณภาพของเสียงและภาพที่ดีที่สุด (โดยดูจาก Bitrate ที่ปล่อยออกมา) ในขณะที่หากโฟกัสที่เสียงเป็นสำคัญแล้ว บริการ Prime จาก Amazon เข้าวินมาเป็นอันสอง เฉือนชนะ Netflix มาได้เพียงเล็กน้อย

อย่างไรก็ตาม เมื่อกลางปีที่ผ่านมา Netflix ได้เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ที่เรียกว่า High Quality Audio โดยเป็นเป็นบริการสำหรับสมาชิกแบบ Premium ที่ Netflix เองจะเลือก Bitrate เสียงในการสตรีมให้เหมาะสมกับคุณภาพของอินเตอร์เน็ตในขณะนั้น ซึ่งสำหรับเสียง Dolby Atmos นั้น Netflix เองจะสตรีมเสียงออกไปสูงสุดที่บิตเรต 768kbps ซึ่งถือว่าใกล้เคียงกับบริการของ Apple ที่มีการทดสอบเอาไว้มากทีเดียว


ต้องทำยังไงถึงจะได้ Dolby Atmos และ DTS-X มาใช้ในห้องโฮมของเรา

เมื่อเราพูดถึงเรื่องเสียง สิ่งสำคัญที่สุดก็คือตัวขับเสียงและลำโพงของเรานั่นเอง โดย ณ ปัจจุบันนี้มีสองเทคโนโลยีสำคัญที่นิยมใช้กันตามบ้านเรือน ซึ่งก็ต้องขึ้นอยู่กับเม็ดเงินลงทุนและพื้นที่หน้างาน

 

  • Soundbar อุปกรณ์ขับเสียงพร้อมลำโพงในตัวแบบลงทุนไม่มากและประหยัดพื้นที่

JBL Bar 9.1

ปัจจุบันนี้ Soundbar ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับการลงทุนลำโพงและตัวขับเสียง เพราะนอกจากจะประหยัดพื้นที่ในการติดตั้งแล้ว ยังประหยัดเงินในกระเป๋าสตางค์อีกด้วย ที่น่าสนใจคือเทคโนโลยี Soundbar ในปัจจุบันนั้นไปไกลมาก หลายต่อหลายตัวรองรับเทคโนโลยีอย่าง Dolby Atmos โดยจำลองเสียงเหนือหัวได้ใกล้เคียงกับ Sound Stage ประหนึ่งมีลำโพงเหนือหัวทั้ง 2 ตัวและ 4 ตัว และมีลำโพงรอบตัวอีกตั้งแต่ 5 ตัวไปจนถึง 9 ตัว ยกตัวอย่างเช่น Soundbar ของ Samsung รุ่น HW-Q80R ที่จำลองเสียงเสมือน 5.1.2 ได้ในราคาเพียงประมาณ 16,000 บาท หรือหากงบไหวจะขยับไปอีกหน่อยเป็น HW-Q90R ที่จำลองเสียงเสมือน 7.1.4 ได้ในราคาประมาณ 24,000 บาท นั่นเอง

นอกเหนือจาก Samsung แล้ว อีกหนึ่งตัวที่น่าสนใจคงเป็นค่ายลำโพงคุณภาพอีกค่ายอย่าง JBL ที่ก็มีตัว JBL Bar 9.1 ที่สามารถจำลองระบบเสียงได้ทั้ง 5.1.4 และ 9.1 ชาแนล โดยลูกเล่นสำคัญในการสร้างสนามเสียงนั้นคือการที่ Soundbar สามารถแยกร่างลำโพงขนาดเล็ก 2 ตัวออกมาจากชุดใหญ่เพื่อเอาไปวางไว้ที่ตำแหน่งหลังจัดรับชมแบบไร้สายได้นั่นเอง ซึ่งเจ้าตัวนี้สนนราคาอยู่ที่ประมาณ 29,900 บาท

โดยทุกรุ่นที่พูดไปด้านบนนั้นรองรับการส่งรหัสเสียง Dolby Atmos TrueHD (และพวก E-AC3 หรือ DD+ ด้วย) และ DTS-X ซึ่งเป็นมาตรฐานเสียงยุคใหม่ที่ใช้อยู่ในบริการสตรีมมิ่งตามที่กล่าวมาข้างต้น ในงบประมาณที่จับต้องได้ และพื้นที่ใช้สอยที่ประหยัด ดังนั้นใครจะเอาไปใช้กับห้องรับแขก หรือเซ็ตทีวีที่บ้านก็ไม่ต้องกังวลเรื่องพื้นที่ติดตั้งหรือการเซ็ตค่าเสียงแต่อย่างใด เพราะ Soundbar พวกนี้มาพร้อม AI ที่จะช่วยเซ็ตเสียงให้เหมาะสมกับพื้นที่รับชมได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างแน่นอน

 

  • ชุด AVR (Audio/Video Receiver) และลำโพงตามความเหมาะสม  เหมาะกับผู้ที่มีห้องดูหนังเป็นสัดส่วน ราคารวมสูงพอประมาณ

AVR Marantz Set

AVR หรือ Audio/Video Receiver นั้นถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นมากสำหรับการสร้างห้องโฮมอย่างเป็นกิจลักษณะ โดย ARV ในปัจจุบันนั้นมีมากมายหลายแบรนด์ และที่นิยมในบ้านเราและในตลาดโลกคงหนีไม่พ้นแบรนด์ตลาดอย่าง Denon, Marantz, Onkyo และ Yamaha นั่นเอง ทั้งนี้ในแต่ละปี แบรนด์ต่างๆ ก็จะออก AVR รุ่นใหม่ที่มาพร้อมคุณสัมบัติใหม่ๆ ที่น่าสนใจ โดยครอบคลุมตั้งแต่รุ่นที่มีราคาประหยัดไปจนถึงรุ่นที่เน้นสเป็กแต่ราคาก็โหดไปด้วย

เนื่องจากการจะทำระบบ Home Theater โดยใช้ AVR นั้นค่อนข้างที่จะต้องลงทุนสูง เพราะเมื่อได้ AVR ที่ค่าตัวก็หลายหมื่นมาแล้ว เราก็ยังต้องหาลำโพงแยกแต่ละตัวมาประกอบให้ครบชุด 5.1, 7.1, 9.1 และพวกลำโพง Atmos หากเราต้องการเซ็ตอัพระบบที่รองรับ Atmos เพราะเหตุนี้แบรนด์ผู้ผลิตจริงมีชุดเซ็ต Home Theater ที่เราเรียกว่า HITB หรือ Home Theater In the Box ซึ่งเป็นการจับรวมชุด AVR รุ่นตั้งต้นเข้ากับพวกลำโพง OEM ของแบรนด์ตัวเอง เพื่อลดต้นทุนในการลงทุนให้กับผู้ที่สนใจระบบ Home Theater ที่อาจจะยังไม่ได้สนใจเรื่องคุณภาพเสียงและภาพมากนัก แต่เน้นประหยัดและง่ายกว่า โดยเพียงแค่แกะกล่องเสียบสายลำโพงต่างๆ ที่แถมมาเข้ากับ AVR ก็พร้อมใช้งานแล้ว

แต่ไม่ว่าจะเป็น AVR แยก หรือจะเป็น AVR ชุดรวมลำโพง ในโรงของเครื่องเสียง Home Theater นั้น เทคโนโลยีที่เอาไปใส่ใน AVR พวกนี้ก็ถือว่าใหม่สุดและดีสุดเท่าที่เซ็ตอัพโฮมเธียเตอร์ตามบ้านจะต้องการแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการรองรับระบบเสียงทั้ง Dolby Atmos และ DTS-X ยาวไปจนถึงระบบเสียงใหม่อย่าง IMAX Enhanced และ Auro 3D ที่เกริ่นไปในตอนต้นอีกด้วย และผู้เล่นยังสามารถปรับแต่งเสียงได้ตามต้องการด้วยการหาลำโพงที่ชอบมาใช้งานได้อย่างอิสระ จึงทำให้เจ้า AVR+ ลำโพงแยกนั้นเป็นเป้าหมายของใครหลายๆ คนที่อยากเข้ามาสู้โลกของโฮมเธียร์เตอร์อย่างจริงจังนั่นเอง

ซึ่งเมื่อว่ากันถึงระบบเสียง Dolby Atmos หรือ DTS-X แล้ว การเซ็ตอัพลำโพงเสียงเหนือหัวเพื่อเชื่อมต่อกับ AVR นั้นก็มีหลักๆ แบ่งออกเป็น 3 แบบด้วยกัน

เริ่มจากง่ายสุดคือลำโพง Dolby Atmos Enabled (Upfiring) หรือลำโพงที่จัดวางไว้กับลูกโพงคู่หน้าหรือคู่หลังเพื่อยิงขึ้นเพดานแล้วให้ตกกระทบเสียงเหนือหัวลงมายังตำแหน่งที่รับฟัง ซึ่งลำโพงประเภทนี้จะได้ผลน้อยสุด แต่ก็ได้เปรียบเรื่องราคาและการติดตั้งมากที่สุดเช่นเดียวกัน

ประเภทที่ 2 นั้นจะเป็นลำโพงจำพวก High Elevated หรือลำโพงยกสูงที่นำไปติดตั้งไว้กับผนังเหนือจอภาพ แล้วยิงเสียงลงมายังจุดรับฟัง เพื่อให้เสียงเหนือหัว ซึ่งลำโพงพวกนี้ข้อดีคือให้เสียงที่ดีกว่าลำโพงแบบ Upfiring มากๆ แต่การติดตั้งและการลงทุนก็มีสูงกว่าพอสมควร

ประเภทที่ 3 นั้นคือลำโพงที่แนะนำที่สุดสำหรับคนที่อยากได้คุณภาพ นั่นก็คือ In-Ceiling หรือ On-Ceiling Speaker ซึ่งลำโพงพวกนี้จะนิยมติดฝังไปในฝ้าทำมุมองศากับจุดรับฟังตามที่ Dolby กำหนดไว้ (ในบางเซ็ตอัพก็จะติดลอยเอาไว้บนฝ้า) ซึ่งลำโพงพวกนี้จะมีความวุ่นวายในการติดตั้งมากที่สุด ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายโดยรวมก็อาจจะสูงที่สุดเมื่อเทียบกับอีกสองประเภทก่อนหน้าด้วย แต่เพื่อผลลัพธ์ของ Atmos หรือ DTS-X ที่ดีที่สุดก็ต้องบอกว่าใครไหวก็น่าลงทุนมากๆ ครับ ส่วนตัวที่บ้านก็ใช้เป็นประเภทนี้เช่นเดียวกัน

แต่ไม่ว่าจะเป็นการเซ็ตอัพลำโพง Atmos แบบใดก็ตามใน 3 แบบบนที่ว่ามานี้ ก็จะถือว่าระบบเรา Qualify หรือรองรับการใช้งานระบบเสียง Dolby Atmos หรือ DTS-X ตามวัตถุประสงค์ที่เราต้องการแล้วล่ะครับ

 

  • (ของแถม) ใช้ HomePod จาก Apple และ Apple TV 4K ในการรับชมคอนเทนต์และจำลองระบบเสียง Dolby Atmos

HomePod Apple TV 4K Atmos

อีกหนึ่งลูกเล่นล่าสุดจาก Apple นั้นคือการปล่อยอัพเดตให้เจ้า HomePod สามารถจำลองระบบเสียง Dolby Atmos ได้หากใช้งานคู่กับ Apple TV 4K ซึ่งเพิ่งปล่อยออกมาเมื่อไม่นานมานี้ โดยจะรองรับเฉพาะกับเจ้า Homepod ตัวใหญ่เท่านั้น สำหรับ Homepod Mini นั้นไม่สามารถใช้งานฟังก์ชั่นนี้ได้

โดยหากเพื่อนๆ ใช้งาน Apple TV 4K อยู่แล้ว ก็เพียงแค่อัพเดตเป็น tvOS ล่าสุด คือ tvOS14 จากนั้นก็ทำการเชื่อมต่อ Homepod ที่อัพเดตระบบปฏิบัติการเป็น HomePod Software 14.2 แล้วเข้าด้วยกันในโหมด Home Theater โดยจะใช้ Homepod แค่เพียงตัวเดียว หรือ 2 ตัวเชื่อมกันในโหมด Stereo ก็ได้ เจ้า HomePod ของเราก็จะเล่นหนังจาก Apple TV+, iTunes, Netflix และบริการต่างๆ ที่รองรับระบบเสียง Dolby Atmos บน Apple TV 4K ของเรา โดยการจำลองเสียง Dolby Atmos ออกมาให้ได้ค่อนข้างที่จะดีเลยทีเดียว ซึ่งจากที่อเล็กซ์ได้ทดสอบก็ต้องบอกว่าดีพอๆ กับ Sounbar ระบบเสียง Dolby Atmos ชั้นนำหลายๆ ตัวก็ว่าได้

อย่างไรก็ตาม เนื่องจาก Homepod ยังไม่จำหน่ายในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ และยังใช้ได้กับ Apple TV 4K เพียงเท่านั้น ไม่สามารถเอาไปใช้กับพวกอุปกรณ์ Media Player อื่นๆ อย่างพวก Dune หรือ Zidoo ได้ ดังนั้นจึงอาจถือเป็นตัวเลือกการเซ็ตอัพระบบเสียง Dolby Atmos ที่ไม่น่าสนใจสักเท่าไหร่นักสำหรับหลายๆ คน แต่หากใครที่ที่บ้านใช้งาน Apple TV 4K และมี Homepod อยู่แล้ว การลองเซ็ตอัพ Dolby Atmos ด้วยความสามารถใหม่ของ Homepod และ Apple TV 4K นั้นก็ไม่ได้ถือว่าเสียหายอะไร แถมยังมีแต่ได้กับได้สำหรับคนที่อยู่ใน Apple Eco System อยู่แล้วอีกด้วย


สั้นๆ กระชับ ได้ใจความ เซ็ตอัพแบบไหนเหมาะกับใคร ถ้าต้องการะบบ Dolby Atmos และ DTS-X

เขียนมาซะยืดยาวเพื่ออธิบายให้เพื่อนๆ ได้เห็นภาพและเข้าใจว่าการเซ็ตอัพระบบเสียง Dolby Atmos นั้นต้องมีอุปกรณ์อะไร และแตกต่างกันอย่างไรบ้าง เพราะอย่างนั้นผมจึงขอถือโอกาสใช้พื้นที่ตรงนี้สรุปสั้นๆ อีกครั้งกันการสับสนกันสักหน่อยดีกว่า

หากชุดรับชมภาพยนตร์หรือเล่นเกมของเรานั้นมีพื้นที่จำกัด และเป็นพื้นที่ใช้สอยร่วมกับผู้อื่น ไม่ใช่ห้องแยกอิสระสำหรับการเป็น Home Theater โดยเฉพาะ เช่นการใช้ห้องรับแขกเพื่อการดูหนัง การเลือกเซ็ตอัพตระบบเสียงด้วย Soundbar หรือ HomePod น่าจะถือเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพราะประหยัดเนื้อที่ ทำให้ห้องดูไม่เกะกะ รวมถึงประหยัดงบประมาณในกระเป๋าด้วย แต่หากอยากไปให้สุด มีพื้นที่ทำห้อง Home Theater แบบเป็นสัดเป็นส่วน สามารถวุ่นวายกับการเดินสายและหาตำแหน่งวางอุปกรณ์ที่เหมาะสมได้ และมีงบประมาณรองรับ การเล่น AVR และจัดเต็มกับลำโพงให้ครบตามหลักก็ควรจะเป็นตัวเลือกที่ต้องพิจารณา เพราะแน่นอนว่ามันย่อมให้ประสบการณ์เสียงที่อิ่มเอมกว่าตัวเลือกแรกอย่าง Soundbar หรือ Homepod อย่างแน่นอน

หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้เพื่อนๆ ที่กำลังมองหาหรือต้องการทำเซ็ตอัพให้รองรับ Atmos / DTS-X นั้นเริ่มต้นกับการจัดแต่งห้องดูหนังของตัวเองได้ง่าย ไว และเหมาะสมมากยิ่งขึ้นนะครับ ซึ่งหากใครมีข้อแลกเปลี่ยนทางความคิดเห็นอะไร ก็สามารถส่งมาพูดคุยกันได้ผ่านทางแฟนเพจ AppDisqus เลย อเล็กซ์และทีมงานทุกคนรอคุยกับเพื่อนๆ อยู่นะ


นอกจากระบบภาพและเสียงที่ควรจะต้องพิจารณาในการทำห้องโฮมเธียร์เตอร์สักห้องแล้ว อีกหนึ่งอย่างที่อยากให้ใส่ใจคงหนีไม่พ้นเรื่องของการจัดไฟ การสร้างบรรยากาศ ซึ่ง APPDISQUS เองได้มีการเขียนถึงประเด็นเอาไว้ในรีวิว Philips Hue Sync Box หนึ่งในเรื่องราวน่าสนใจที่อยากให้เพื่อนๆ ได้ลองไปติดตามต่อกันนั่นเอง

hue-spiderman-into-spiderverse

ส่วนรอบหน้านั้นเราจะมาว่ากันถึงเรื่องของแผ่นซับเสียงหรือ Acoustic Panel ว่ามีความสำคัญมากน้อยเพียงใดกับการเซ็ตอัพระบบ Home Theater ของเรา และจะมีแนวทางหรือวิธีการจัดการกับเจ้าแผ่นซับเสียงพวกนี้ได้อย่างไร รวมถึงงบประมาณนั้นจะอยู่ประมาณเท่าไหร่ ติดตาม APPDISQUS เอาไว้เพื่อจะได้ไม่พลาดทุกการอัพเดตสำคัญจากเรา นะครับ

ข่าว: Living Smart : ระบบเสียง Dolby Atmos / DTS-X คืออะไร และจะต้องเซ็ตอย่างไรให้ได้เสียงที่ว่าในงบประมาณที่เหมาะสม…ที่นี่มีคำตอบ มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2020/11/22/dolby-atmos-dts-x-and-how-to-set-one-up-under-budget.html

Uniq ออกเคส iPhone12 กันเชื้อไวรัสได้ถึง 99.9% และ Energea Adapter 2 หัว

เป็นเพราะความแรงของ iPhone12 บริษัท อาร์ทีบี เทคโนโลยี จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายสินค้า Gadget รายใหญ่ในประเทศไทย ส่งเคส iPhone12 กันกระแทก 3 รุ่นใหม่ล่าสุดจากแบรนด์ Uniq โดยทุกรุ่นมาพร้อมเทคโนโลยีมาพร้อมเทคโนโลยีMICROREPEL™ที่ตัวเคสเองมีคุณสมบัติฆ่าเชื้อโรคในตัวเองได้ ที่สามารถหยุดยั้งการแพร่กระจายเชื้อโรค รวมถึงสามารถยับยั้งแบคทีเรีย เชื้อรา และเชื้อไวรัสได้ถึง 99.9% และหัวปลั๊ก รุ่น AMPCHARGE PD20+ จากแบรนด์ Energea รองรับการชาร์จแบบ 2 in 1 รองรับการชาร์จกับสายชนิด USB-A และ USB-C

เคสไอโฟน 12  ได้แก่ รุ่น AIRFENDER, LIFEPRO XTREME และ LIFEPRO TINSEL โดยทุกรุ่นมาพร้อมเทคโนโลยี มาพร้อมเทคโนโลยี MICROREPEL™ ที่ตัวเคสเองมีคุณสมบัติฆ่าเชื้อโรคในตัวเองได้ ที่สามารถหยุดยั้งการแพร่กระจายเชื้อโรค รวมถึงสามารถยับยั้งแบคทีเรีย เชื้อรา และเชื้อไวรัสได้ถึง 99.9% ที่สำคัญยังมาพร้อมหัวปลั๊ก รุ่น AMPCHARGE PD20+ จากแบรนด์ Energea ที่มีระบบ Power Delivery (PD20W) สามารถชาร์จแบตเตอรี่ของคุณจาก 50% ให้เต็มอย่างรวดเร็วภายในเวลา 30 นาที  อีกทั้งยังรองรับการชาร์จแบบ 2 in 1 รองรับการชาร์จกับสายชนิด USB-A และ USB-C ได้อย่างสะดวกสบาย มั่นใจสามารถตอบโจทย์ความต้องการของสาวกไอโฟนได้เป็นอย่างดี

สำหรับเคส 3 รุ่นใหม่ล่าสุดจากแบรนด์ Uniq   คือเคส iPhone 12 รุ่น AIRFENDER เป็นเคสดีไซน์สวยที่ถูกออกแบบมาสำหรับ iPhone 12 มีให้เลือกทั้งเคสแบบใส และ เคสแบบใสสีดำ มาพร้อมเทคโนโลยี MICROREPEL™ ที่ตัวเคสเองมีคุณสมบัติฆ่าเชื้อโรคในตัวเองได้ (รับรองโดย SGS)  ที่สามารถหยุดยั้งการกระจายเชื้อโรค รวมถึงสามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา และไวรัสได้ถึง 99.9% เลยทีเดียว ตอบโจทย์การใช้งานยุค New Normal ได้เป็นอย่างดี เท่านั้นยังไม่พอตัวเคสด้านข้างมีลักษณะเป็น Bumper ไม่ทำให้ลื่นมือเวลาสัมผัสหรือใช้งาน และสามารถรองรับแรงกระแทกจากการตกจากที่สูงได้ถึง 180 เซนติเมตร เมื่อใส่เคสเข้ากับ iPhone 12 ตัวเคสจะไม่บดบังช่องเสียบที่ชาร์จ, ลำโพง, ไมค์ รวมถึงไม่ดันฟิลม์ที่ติดอยู่บริเวณตัวเครื่องอีกด้วย โดย Uniq รุ่น AIRFENDER พิเศษช่วงเปิดตัว iPhone 12  เหลือเพียง 530 (ปกติ 590 บาท) 

 ในส่วนเคส iPhone 12 รุ่น LIFEPRO XTREME มี 1 สีคือแบบใส เป็นเคสแบบ Slim Hybrid Clear ที่ได้รับการออกแบบมาอย่างมีสไตล์ เรียบ เก๋ เป็นเคสแบบใส มาพร้อมเทคโนโลยี MICROREPEL™ ที่ตัวเคสเองมีคุณสมบัติฆ่าเชื้อโรคในตัวเองได้ (รับรองโดย SGS) ที่สามารถหยุดยั้งการกระจายเชื้อโรค รวมถึงสามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา และไวรัสได้ถึง 99.9% เลยทีเดียว ตอบโจทย์การใช้งานยุค New Normal ได้เป็นอย่างดี สามารถรองรับแรงกระแทกจากการตกจากที่สูงได้ถึง 180 ซม. ด้านข้างเคสมีลักษณะเรียบดูมีสไตล์ ทั้งนี้เคสจะไม่บดบังช่องชาร์จ ลำโพง และไมค์ รวมถึงเคสจะไม่ดันฟิล์มอีกด้วย สำหรับ Uniq รุ่น LIFEPRO XTREME พิเศษช่วงเปิดตัว iPhone 12  เหลือเพียง 620 (ปกติ 690 บาท) 

ในขณะที่เคส iPhone 12 รุ่น LIFEPRO TINSEL  มี 1 สีคือ เคสแบบกลิตเตอร์ใส เป็นเคสแบบ Slim Hybrid Clear ตัวเคสเป็นแบบใสมีกลิตเตอร์ เหมาะกับสาวๆที่อยากให้ไอโฟนมีความวิ้งๆแต่สามารถเห็นสีไอโฟนได้อย่างชัดเจน สามารถรองรับแรงกระแทกจากการตกจากที่สูงได้ถึง 180 ซม. ด้านข้างเคสมีลักษณะเรียบหรูดูดี โดยมาพร้อมเทคโนโลยี มาพร้อมเทคโนโลยี MICROREPEL™ ที่ตัวเคสเองมีคุณสมบัติฆ่าเชื้อโรคในตัวเองได้ (รับรองโดย SGS) ที่สามารถหยุดยั้งการกระจายเชื้อโรค รวมถึงสามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา และไวรัสได้ถึง 99.9% เลยทีเดียว ตอบโจทย์การใช้งานยุค New Normal ได้เป็นอย่างดี โดย Uniq รุ่น LIFEPRO TINSEL สามารถรองรับ iPhone 12 Pro Max, iPhone 12 Pro, iPhone 12 และ iPhone 12 Mini พิเศษช่วงเปิดตัว iPhone 12  เหลือเพียง 710 (ปกติ 790 บาท) 

นอกจากนี้แบรนด์ Energea ยังเอาใจสาวก iPhone 12  กับหัวปลั๊กชนิด 2 หัว Energea รุ่น AMPCHARGE PD20+  มาพร้อมระบบ Power Delivery (PD20W)  โดยมี 2 ช่องแบบ 2 in 1 คือ USB-A และ USB-C และชาร์จไฟได้ พร้อมกันถึง 2 หัวเลยทีเดียว  โดยช่องต่อ USB-A ที่รองรับระบบ Quick Charge 3.0 โดยจ่ายไฟได้สูงสุด 20W และ ช่องต่อ USB-C ที่รองรับระบบ Power Delivery 20W โดยจ่ายไฟได้สูงสุด 20W สามารถชาร์จแบตเตอรี่ของคุณให้เต็ม จาก 50% ให้เต็มภายในเวลา 30 นาที  หากชาร์จไฟ 2 ช่องพร้อมกันให้กำลังไฟ 15W   โดย Energea รุ่น AMPCHARGE PD20+ มีระบบปกป้องอุปกรณ์ ของคุณด้วยการจ่ายกำลังไฟตามกำลังสูงสุดเท่าที่โทรศัพท์จะรับได้ เพื่อให้แบตเตอรี่ไม่เสื่อมเพราะมีระบบตรวจตัดไฟ รองรับการเชื่อมต่อของสาย USB-A, USB-C ทั้งรุ่นใหม่และรุ่นเก่าของคุณได้อย่างสบายๆ กับการชาร์จกับ iPhone, iPad, Smart Phone และอุปกรณ์อื่นๆได้เป็นอย่างดี โดย Energea รุ่น AMPCHARGE PD20+ มีราคาพิเศษช่วงเปิดตัว iPhone 12  เหลือเพียง 790 (ปกติ 890 บาท) 

สำหรับสาวกไอโฟนที่สนใจเคสกันกระแทก 3 รุ่นใหม่ล่าสุดจากแบรนด์ Uniq และ หัวปลั๊ก รุ่น AMPCHARGE PD20+ จากแบรนด์ Energea สามารถหาซื้อกันได้แล้ววันนี้ที่ร้านในเครือของ Com7 : Studio 7,BaNANA, ร้านในเครือ SPVI, iStudio by SPVi, Siam Discovery, BeTrend , Power Mall, Power Buy, Jaymart ,Focus Shop และซื้อออนไลนที่ BNN.in.th, JD Central,425 degree, We Mall, Lazada, Shopee, Gadgetthai.net  

ข่าว: Uniq ออกเคส iPhone12 กันเชื้อไวรัสได้ถึง 99.9% และ Energea Adapter 2 หัว มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2020/11/21/uniq-releases-iphone12-cases-99-9-virus-protection-and-2-energea-adapters.html

OPPO Reno4 Pro 5G สุดยอดสมาร์ทโฟน 5G ปรับราคาใหม่ 21,990 บาท

OPPO Reno4 Pro 5G สุดยอดสมาร์ทโฟน 5G ที่สามารถเชื่อมต่อ 5G ได้แบบ Dual Mode ในราคาใหม่ 21,990 บาท มาพร้อมกล้องหลัง Triple Camera LDAF ที่จะถ่ายวิดีโอหรือส่งวิดีโอก็สมูทลื่นไหลไม่มีสะดุด พร้อมด้วยหน่วยความจุขนาดใหญ่ RAM12GB + ROM256GB ในดีไซน์ตัวเครื่องที่เพรียวบาง ที่ถ่ายวิดีโอได้ดีที่สุดสามารถเชื่อมต่อ 5G ได้แบบ Dual Mode ในราคาใหม่ 21,990 บาท 

อ่านรีวิวเต็ม>>  OPPO Reno4 Pro 5G

กล้องหลัง Triple Camera LDAF  กล้องหลักความละเอียดสูงสุด 48MP พร้อมเทคโนโลยี LDAF ช่วยให้การถ่ายภาพหรือถ่ายวิดีโอโฟกัสได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเปลี่ยนมุมภาพ ระยะทาง การเคลื่อนไหว หรือสภาพแสงต่างๆ คุณก็จะได้ภาพที่คมชัดทุกสถานการณ์ อีกทั้งยังมาพร้อม Ultra Night Wide-angle Video ที่สามารถถ่ายวิดีโอคุณภาพสูงได้แม้ในที่แสงน้อย พร้อมได้มุมภาพที่กว้างกว่าที่เคย 

สำหรับประสิทธิภาพการใช้งาน มาพร้อมแบตเตอรี่ขนาด 4,000 mAh และเทคโนโลยีชาร์จไว 65W SuperVOOC 2.0 สามารถชาร์จแบตเตอรี่เต็มในเวลาเพียง 36 นาทีเท่านั้น อีกทั้งยังมาพร้อมกับโหมดประหยัดพลังงานอัจฉริยะ Super Power Saving Mode จัดเต็มให้ประสบการณ์การรับชมที่ฟินกว่าบนหน้าจอ 90Hz 3D Curved Screen ที่ไม่ว่าจะเลื่อนวิดีโอหรือเล่นเกมก็ตอบสนองเร็วทันใจทุกการใช้งาน ด้วยอัตราความไวในการสัมผัสหน้าจอ 180Hz 

พร้อมด้วยหน่วยความจุขนาดใหญ่ RAM12GB + ROM256GB ในดีไซน์ตัวเครื่องที่เพรียวบาง ความหนาเพียง 7.6mm รองรับการเชื่อมต่อ 5G ได้แบบ Dual Mode ที่เร็ว แรง และเสถียรกว่าด้วยระบบปฏิบัติการ Qualcomm Snapdragon 765G

เรียกได้ว่า ใครที่กำลังมองหาสมาร์ทโฟน 5G ที่ถ่ายวิดีโอได้อย่างสวยงามคมชัดในทุกสภาพแสง สามารถเป็นเจ้าของได้ง่ายๆ ในราคาใหม่ 21,990 บาท โดยมาใน 2 สี ได้แก่ สีฟ้า Galactic Blue และสีดำ Space Black ที่ OPPO Brand Shop และตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ  

 

ข่าว: OPPO Reno4 Pro 5G สุดยอดสมาร์ทโฟน 5G ปรับราคาใหม่ 21,990 บาท มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2020/11/20/oppo-reno4-pro-5g-new-price-adjustment.html

ครั้งแรกในไทย! AIS Fibre ทางเลือกแนวใหม่ จัดแพ็กเกจเน็ตบ้านที่คุณเลือกเราเตอร์ได้ อยากได้รุ่นไหน เชิญเลือกเอาเอง!

ทางเลือกใหม่จาก AIS Fibre จัดแพ็กเกจสุดคุ้มให้ Bring Your Own Router หรือเลือกเราเตอร์ใช้งานได้เองตามใจชอบ

AIS Fibre จัดแพ็กเกจใหม่เอาใจคอไอทีเต็มขั้น ด้วยแนวคิด Bring Your Own Router (BYOD Router) ครั้งแรก! ที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าอัปเกรดเราเตอร์หลักยี่ห้อใด รุ่นใดก็ได้ เป็นทางเลือกใหม่ให้ลูกค้าเลือกใช้เราเตอร์ที่ต้องการได้ตามไลฟ์สไตล์ ด้วยแพ็กเกจสุดคุ้ม POWER4 Online Special ความเร็ว 300/300 Mbps มาพร้อมกับ Data SIM 5GB ในราคาสุดพิเศษเพียงเดือนละ 399 บาท สมัครได้ตั้งแต่วันนี้ ทางเว็บไซต์ www.ais.co.th/fibre


นายกิตติ งามเจตนรมย์ หัวหน้าฝ่ายงานบริหารธุรกิจฟิกซ์บรอดแบนด์ กล่าวให้ข้อมูลว่า

“หากมองย้อนตลอดทั้งปีที่ผ่านมา อินเทอร์เน็ตบ้านถือเป็นตลาดที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด ด้วยบริบทของการใช้งานที่เข้มข้นมากขึ้นในการตอบโจทย์ชีวิตในทุกมิติ ทั้งชีวิตการทำงาน, การเรียน และความบันเทิงรูปแบบต่างๆ ด้วยเหตุนี้ AIS Fibre ในฐานะผู้นำนวัตกรรมเน็ตบ้าน จึงมุ่งแสวงหาโซลูชันที่ตรงกับความต้องการและเข้าถึงการใช้งานที่แตกต่างกันไปของลูกค้าในแต่ละกลุ่ม เพื่อตอกย้ำแนวคิด ‘เร็วกว่า ดีกว่า ง่ายกว่า’
ล่าสุด เราพบว่าในกลุ่มลูกค้าที่เป็นคอไอที มีความรู้ ความเข้าใจในเทคโนโลยี ทำให้ลูกค้าสามารถคัดสรรสเปคของเราเตอร์ได้ตามความต้องการด้วยตัวเอง ดังนั้น เราจึงเป็นรายแรกที่เปิดตัวแพ็กเกจใหม่ราคาพิเศษสุดคุ้ม! POWER4 Online Special Package 300/300 Mbps เพียงเดือนละ 399 บาท มาพร้อมเน็ต 4G MAX Speed 5GB นาน 12 เดือน และอุปกรณ์ติดตั้ง ONR 1 ชุด ผ่านแคมเปญ Bring Your Own Router (BYOD Router) ซึ่งนับเป็นผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตบ้านรายแรกที่นำเสนอทางเลือกใหม่ให้กับลูกค้าที่ต้องการใช้อินเทอร์เน็ต AIS Fibre ร่วมกับอุปกรณ์เราเตอร์ยี่ห้อใด รุ่นใดก็ได้ ถือเป็น Innovation Package ที่เราคิดนำ ทำก่อนผู้ให้บริการรายอื่นๆ มุ่งตอบโจทย์ความต้องการลูกค้าเฉพาะกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเราเตอร์ High performance, กลุ่มเราเตอร์ Gamers, หรือกลุ่มเราเตอร์ Mesh WiFi ซึ่งล้วนเป็นกลุ่มที่มีความรู้เกี่ยวกับอุปกรณ์ไอที รวมถึงเราเตอร์รุ่นต่างๆ ที่วางขายอยู่ในตลาดเป็นอย่างดีอยู่แล้ว”


นอกจากนี้ AIS ยังมอบสิทธิพิเศษให้ลูกค้าใหม่ที่สมัครแพ็กเกจ POWER4 Online Special Package จะได้รับคูปองส่วนลดในการสั่งซื้ออุปกรณ์ WiFi Router D-Link รุ่น COVR-2202 Tri-Band MESH WiFi Router ซึ่งถือเป็นเราเตอร์ ระดับ High End ที่ให้ประสิทธิภาพเหนือกว่าอุปกรณ์มาตรฐานที่อยู่ในตลาด จำนวน 2 ตัว ในราคาพิเศษ 5,490 บาท จากปกติ 8,990 บาท อีกด้วย


สำหรับลูกค้าที่สนใจ สามารถสมัครบริการแพ็กเกจสุดคุ้ม POWER4 Online Special ผ่านช่องทาง www.ais.co.th/fibre และสั่งซื้ออุปกรณ์ WiFi Router D-Link รุ่น COVR-2202 ราคาพิเศษ ได้ทาง AIS Online Store ได้แล้วตั้งแต่วันนี้
*******************************************

รายละเอียด D-LINK COVR-2202
COVR-2202 AC2200 Tri-Band Whole Home Mesh Wi-Fi System เป็นหนึ่งในอุปกรณ์ Mesh WiFi ที่มีคุณภาพและความสามารถในการกระจายสัญญาณ WiFi ได้สูงและครอบคลุมทุกพื้นที่ภายในบ้านได้อย่างราบรื่น เนื่องด้วยการทำงานของ Mesh Wi-Fi 2 จุดที่ทำให้ครอบคลุมทุกๆพื้นที่ภายในบ้านได้สูงสุดถึง 550 ตร.ม. ทำให้การใช้งาน Wi-Fi มีความเสถียรภาพและไร้รอยต่ออย่างแท้จริง มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยและความเร็วสูงด้วยการทำงานแบบ Tri-Band AC2200 สามารถทำให้การดาวน์โหลด อัปโหลด ได้เร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งระบบ 4K streaming ที่ลื่นไหลและสัญญาณดีไม่มีสะดุดและมี McAfee Protected ปกป้องขั้นสูงสุดสำหรับ PC, Mac, Smartphone และ Tablets
D-LINK COVR-2202 มีคุณสมบัติเด่นดังนี้

•      Auto-configuration

•      Wireless roaming

•      Wireless band steering,

•      Wireless Air Time Fairness (ATF)

•      Voice Control

•      D-Link Wi-Fi app

•      Smart Backhaul

•      Quality of Service (QoS)

•      MU-MIMO (Wi-Fi)

•      Wi-Fi Protected Setup (WPS)

•      McAfee Protected

ข่าว: ครั้งแรกในไทย! AIS Fibre ทางเลือกแนวใหม่ จัดแพ็กเกจเน็ตบ้านที่คุณเลือกเราเตอร์ได้ อยากได้รุ่นไหน เชิญเลือกเอาเอง! มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2020/11/20/ais-fibre-bring-your-own-router-new-packgage.html

ทีพี-ลิงค์ เปิดตัว Wi-Fi 6 Solution รองรับอุปกรณ์ รับ-ส่งข้อมูลที่รวดเร็ว

ทีพี-ลิงค์ เปิดตัว Wi-Fi 6 Solution เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด รองรับอุปกรณ์ การรับ-ส่งข้อมูลที่รวดเร็ว เพื่อการใช้งานเครือข่ายระดับองค์กร บริษัท ทีพี-ลิงค์ เอ็นเตอร์ไพร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ผู้จัดจำหน่ายอุปกรณ์เครือข่ายระดับโลก จัดงาน Evolve with Omada Wi-Fi 6 Solution เปิดตัวเทคโนโลยีใหม่ Wi-Fi 6 ประกอบด้วย EAP660 HD ,EAP620 HD รุ่นใหม่ล่าสุด เพื่อการใช้งานเครือข่ายระดับองค์กร

ในงานมีการสาธิตการใช้งานระบบซอฟต์แวร์การจัดการ Omada Controller หรือ Omada Cloud Controller ที่สามารถเข้าถึงระบบคลาวด์ไปยังแพลตฟอร์มการจัดการส่วนกลางซอฟต์แวร์เพื่อควบคุมเครือข่ายผ่านการรีโมทไม่ว่าผู้ใช้งานจะอยู่ที่ไหน โดยได้รับเกียรติจาก Mr.Dave Chen Managing Director กล่าวเปิดตัวเทคโนโลยี  Wi-Fi 6 “Evolve with Omada Wi-Fi 6 Solution” ภายในงานยังได้พบกับคุณ ‘เฟื่องลดา’ สรานี สงวนเรือง อินฟูลเอนเซอร์คนเก่ง เจ้าของ LDA-flourish digital ร่วมกันพูดคุยแนวคิดเกี่ยวกับเทคโนโลยี Wi-Fi 6  เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2563  ชั้น 7 โรงแรม VIE Hotel 

 Mr.Dave Chen Managing Director บริษัท ทีพี-ลิงค์ เอ็นเตอร์ไพร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวเปิดตัวเทคโนโลยีใหม่ Wi-Fi 6 สำหรับองค์กร ว่า  Wi-Fi 6 เป็นมาตรฐาน Wi-Fi ล่าสุด  หรือที่เราเรียกกันว่า “Wi-Fi AX” หรือ “Wi-Fi 802.11ax” ถูกพัฒนาจากมาตรฐานก่อนหน้า หรือ 802.11ac โดย Wi-Fi 6 เกิดขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของอินเทอร์เน็ตที่มากขึ้น หากผู้ใช้ต้องการใช้งานหลายอุปกรณ์ ต้องการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่รวดเร็ว การเลือกใช้เทคโนโลยี  Wi-Fi 6 จะเป็นตัวช่วยที่ดีที่สุด ในที่นี้ทีพี-ลิงค์ ขอแนะนำ Access Point Wi-Fi 6 ประกอบด้วย EAP660HD AX3600 Wireless Dual Band Multi-Gigabit Ceiling Mount Access Point EAP620HD AX1800 Wireless Dual Band Ceiling Mount Access Point และ เทคโนโลยีล่าสุดช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรองรับอุปกรณ์ การรับ-ส่งข้อมูลที่รวดเร็ว เพื่อการใช้งานเครือข่ายระดับองค์กร 

โดย EAP660HD AX3600  ระบบไร้สาย Dual Band Multi-Gigabit Ceiling Mount Access Point สามารถรองรับความเร็ว wireless สูงสุดที่ 1148 Mbps บนย่านความถี่ 2.4 GHz และบนย่านความถี่ 5 GHz ที่ 2402 Mbps มีความเร็วรวมทั้งสองย่านความถี่มากถึง 3550 Mbps ด้วยความเร็วที่รองรับ Wi-Fi ที่เพิ่มขึ้น ในลักษณะของการเชื่อมต่อที่มีความหนาแน่นสูงและศักยภาพที่เพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า สำหรับการเชื่อมต่ออุปกรณ์แบบอัตโนมัติ และยังสามารถผสานเข้ากับ Omada SDN: Zero-Touch Provisioning (ZTP) การจัดการคลาวด์แบบรวมศูนย์ การเชื่อมต่อคลาวด์ และ Omada App สำหรับสุดยอดความสะดวกสบาย การจัดการที่ง่าย และระบบการมอร์นิเตอร์แบบอัจฉริยะ ด้วยพอร์ต 2.5 Port: A ที่ความเร็ว 2.5 Gbps  สำหรับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่รวดเร็ว การโรมมิ่งแบบไร้รอยต่อ แม้แต่การรองรับการสตรีมวีดีโอแบบ 4K HD การสื่อสารแบบ Voice ที่ไม่สะดุดแม้ขณะที่ผู้ใช้งานมีการเคลื่อนที่อย่างต่อเนื่อง และยังรองรับ PoE+ เพื่อตอบโจทย์ในกำลังไฟที่ใช้ในอุปกรณ์ สำหรับการใช้งานและการติดตั้งที่ง่ายสะดวก ด้วยระบบการพิสูจน์ตัวตนเมื่อใช้งานที่หลากหลาย อุปกรณ์ยังมีฟีเจอร์อย่างเช่น SMS/Facebook Wi-Fi/ Voucher เป็นต้น ที่ช่วยสร้างความมั่นใจการใช้งานเครือข่ายองค์กร

สำหรับ EAP620 HD AX1800 Wireless Dual Band Ceiling Mount Access Point สามารถรองรับความเร็ว wireless สูงสุดที่ 574 Mbps บนย่านความถี่ 2.4 GHz และบนย่านความถี่ 5 GHz ที่ 1201 Mbps มีความเร็วรวมทั้งสองย่านความถี่มากถึง 1775 Mbps ด้วย Wi-Fi ที่เพิ่มขึ้น สามารถรองรับผู้ใช้งานที่มากขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น 4 เท่า สำหรับการเชื่อมต่ออุปกรณ์แบบอัตโนมัติ อีกทั้งการผสมผสานเข้ากับ Omada SDN:Zero-Touch Provisioning (ZTP) ศูนย์กลางการจัดการอุปกรณ์ย่านคลาวด์ และระบบการมอร์นิเตอร์แบบอัจฉริยะที่ง่ายต่อการเข้าถึง การโรมมิ่งแบบไร้รอยต่อ  

รวมทั้งภายในงานยังได้กล่าวถึงเทคโนโลยี WI-FI 6 คุณสมบัติเด็ดของ EAP660HD และ EAP620 HD Access Pointรุ่นล่าสุดอีกด้วย เพิ่มประสิทธิภาพในการรองรับอุปกรณ์ การรับ-ส่งข้อมูลที่รวดเร็วมากขึ้น การลดค่าความหน่วงลง เป็นต้น และมีการกล่าวถึงเทคโนโลยีการจัดการอย่าง Hybrid Cloud และ Cloud SDN โดย Hybrid Cloud ที่มีการเปิดตัว Controller ตัวใหม่ ชื่อว่า OC300 ตัว Controller ที่ควบคุมและจัดการ EAPs ได้สูงสุดถึง 500 Aps 

สำหรับ OC300 Omada Hardware Controller ด้วยคุณสมบัติการจัดการส่วนกลางที่รองรับการเชื่อมต่อ Omada – 500  จุด Jetstream Switches และ Safe Stream การเชื่อมต่อคลาวด์ ที่สามารถจัดการได้ทุกที่ ทุกเวลา และการเฝ้าติดตามเฉพาะจุด การจัดการอุปกรณ์ด้วยระบบความปลอดภัยซึ่งมีความเสถียรขั้นสูง และ Omada app ที่ผู้ใช้งานเครือข่ายในองค์กรสามารถจัดการได้สะดวกสบาย ทั้งการจัดการแบบกลุ่ม การจัดการแบบ Multi-Site และการ Update Firmware จากระยะไกลที่ส่งผลดีต่อการดูแลรักษาการจัดการเครือข่ายได้ทันที 

ขณะที่ SDN Cloud ที่เป็นระบบซอฟต์แวร์การจัดการแบบใหม่ที่มีคุณสมบัติเด็ด ๆ ประกอบด้วย ประสิทธิภาพเครือข่ายที่ดีสามารถจัดการ APs ได้ง่ายผ่านรีโมท ไม่ว่าผู้ใช้งานจะอยู่ที่ไหน ไม่จำเป็นที่จะต้องส่งวิศวะไปตามหน้าไซต์งาน ที่มาพร้อมเทคโนโลยี AI-Driven ช่วยส่งเสริมความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ลดสัญญาณรบกวนการใช้งาน มีฟังก์ชันความปลอดภัยสูง และมีความสเถียรที่รับประกันความน่าเชื่อถือที่สูงขึ้นของบริการคลาวด์ ที่มีความพร้อมใช้งานของ SLA 99.99% มีการตรวจจับข้อผิดผลาดอัตโนมัติตลอด 24 ชั่วโมง ทำงานได้ตลอดเวลาแม้ทราฟฟิกการจัดการจะถูกขัดจังหวะ

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ TP-Link , เว็บไซต์ https://www.tp-link.com/th/  

ข่าว: ทีพี-ลิงค์ เปิดตัว Wi-Fi 6 Solution รองรับอุปกรณ์ รับ-ส่งข้อมูลที่รวดเร็ว มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2020/11/16/tp-link-wi-fi-6-solution.html