คลังเก็บป้ายกำกับ: MICROSOFT_WINDOWS_SERVER_2019

TechTalk Webinar: รู้จักกับ Windows Server 2019 บน HPE ProLiant Gen10 Servers โดย​ HPE Thailand

HPE ขอเรียนเชิญเหล่า IT Manager, Data Center Engineer, System Engineer, Cloud Engineer และผู้ที่ดูแลระบบ Data Center ขององค์กร เข้าร่วมฟัง TechTalk Webinar ในหัวข้อเรื่อง “Transform your business with Windows Server 2019 on HPE ProLiant Gen10 Servers โดย HPE Thailand” มาทำความรู้จักกับความสามารถใหม่ๆ บน Windows Server 2019 สำหรับการใช้งานภายใน Data Center ขององค์กร และการทำงานร่วมกับ HPE ProLiant Gen10 Server ในวันจันทร์ที่ 25 มีนาคม 2019 เวลา 14.00 – 15.30 น. โดยมีกำหนดการและวิธีการลงทะเบียนดังนี้

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: Transform your business with Windows Server 2019 on HPE ProLiant Gen10 Servers โดย HPE Thailand
ผู้บรรยาย: คุณมงคล เทียนสกุลปัญญา, Commercial Master Trainer, Consumer and Devices Sales (CDS), Microsoft (Thailand) Limited และคุณธนาวัฒน์ กีรสิทธิ์เสริฐ, Product Manager & Sales Specialist, Hybrid IT (HIT), Hewlett Packard Enterprise
วันเวลา: วันจันทร์ที่ 25 มีนาคม 2019 เวลา 14.00 – 15.30 น.
ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference
จำนวนผู้เข้าร่วมสูงสุด: 100 คน
ภาษา: ไทย

ใน Webinar ครั้งนี้ ทีมงาน Microsoft และ HPE จะมาเล่าถึงภาพรวมของ Windows Server 2019 ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการที่รองรับการทำงานแบบ Hybrid Cloud ที่ให้ความคุ้มค่า เหนือกว่าระบบปฏิบัติการใดๆ ในปัจจุบัน โดดเด่นด้านความมั่นคงปลอดภัย (Security), การบริหารจัดการ (Manageability) และรองรับ Hyper-Converged Infrastructure (HCI) อย่างเต็มตัว พร้อมเปิดให้ถามคำถามในประเด็นด้านการใช้งานกับเหล่าผู้เชี่ยวชาญได้โดยตรง

ลงทะเบียนเข้าร่วม TechTalk Webinar ได้ฟรี

ผู้ที่สนใจสามารถกรอกแบบฟอร์มเพื่อเข้าร่วม TechTalk Webinar ในหัวข้อนี้ได้ฟรีๆ ทันทีที่ https://zoom.us/webinar/register/WN_6eHSipSaQqq_1k-3HcyzWg โดยทีมงานขอความกรุณากรอกข้อมูลชื่อบริษัทด้วยชื่อเต็มของหน่วยงานหรือองค์กร เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในการจัดการกับข้อมูลการลงทะเบียน

from:https://www.techtalkthai.com/techtalk-webinar-windows-server-2019-on-hpe-proliant-gen10-servers/

โฆษณา

Microsoft เริ่มนำ Retpolines มาใช้ใน Windows 10 1809 และ Windows Server 2019 บรรเทาปัญหาช่องโหว่ Spectre แล้ว

ในอัปเดตล่าสุดของ Windows 10 v1809 และ Windows Server 2019 ได้มีการนำ Retpolines ซึ่งเป็นเทคนิคสำหรับบรรเทาปัญหาช่องโหว่ Spectre Variant Two มาใช้แล้ว ทำให้ประสิทธิภาพของระบบโดยรวมนั้นสูงขึ้นกว่าเดิม

Credit: ShutterStock.com

ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนธันวาคม 2018 ทาง Microsoft ได้เคยออกมาระบุใน Blog ของตนเองว่าได้เริ่มนำ Repolines มาทดสอบในระบบแล้ว พบว่าประสิทธิภาพของ Microsoft Office นั้นสูงขึ้นถึงราวๆ 25% ในขณะที่ Disk Throughput และ Network Throughput นั้นก็สูงขึ้นถึงราวๆ 1.5 – 2 เท่าในการทดสอบกับ Intel Broadwell CPU

การอัปเดต Repolines นี้จะถูกรวมอยู่ใน KB4482887 ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://support.microsoft.com/en-us/help/4482887/windows-10-update-kb4482887 ครับ

ที่มา: https://www.phoronix.com/scan.php?page=news_item&px=Retpoline-Windows-Rollout

from:https://www.techtalkthai.com/microsoft-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%b3-retpolines-%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b9%83%e0%b8%99-windows-10-1809-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0-windows/

Microsoft เริ่มนำ Retpolines มาใช้ใน Windows 10 1809 และ Windows Server 2019 บรรเทาปัญหาช่องโหว่ Spectre แล้ว

ในอัปเดตล่าสุดของ Windows 10 v1809 และ Windows Server 2019 ได้มีการนำ Retpolines ซึ่งเป็นเทคนิคสำหรับบรรเทาปัญหาช่องโหว่ Spectre Variant Two มาใช้แล้ว ทำให้ประสิทธิภาพของระบบโดยรวมนั้นสูงขึ้นกว่าเดิม

Credit: ShutterStock.com

ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนธันวาคม 2018 ทาง Microsoft ได้เคยออกมาระบุใน Blog ของตนเองว่าได้เริ่มนำ Retpolines มาทดสอบในระบบแล้ว พบว่าประสิทธิภาพของ Microsoft Office นั้นสูงขึ้นถึงราวๆ 25% ในขณะที่ Disk Throughput และ Network Throughput นั้นก็สูงขึ้นถึงราวๆ 1.5 – 2 เท่าในการทดสอบกับ Intel Broadwell CPU

อย่างไรก็ดี ประสิทธิภาพของระบบโดยรวมหลังจากที่มีการนำเทคนิคต่างๆ มาใช้เพื่อแก้ไขหรือบรรเทาปัญหา Spectre ใน Variant ต่างๆ นี้ ก็จะทำให้ CPU ของ Intel นั้นทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพอยู่ดี เพราะปัญหานี้การแก้ไขที่ถูกจุดที่สุดก็คือการแก้ไขในระดับ Hardware ซึ่งทาง Intel เองก็ได้เริ่มมีการออกแบบ CPU รุ่นใหม่ๆ หลังจากนี้ให้มีการแก้ไขช่องโหว่ Spectre ในระดับ Hardware กันบ้างแล้ว เพียงแต่การออกมาแก้ไขในระดับ Software นี้ก็จะทำให้ระบบทำงานได้เร็วขึ้นบ้าง และลดความเสี่ยงที่จะถูกโจมตีในบาง Variant บ้างเท่านั้น

การอัปเดต Retpolines นี้จะถูกรวมอยู่ใน KB4482887 ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://support.microsoft.com/en-us/help/4482887/windows-10-update-kb4482887 ครับ

ที่มา: https://www.phoronix.com/scan.php?page=news_item&px=Retpoline-Windows-Rollout

from:https://www.techtalkthai.com/microsoft-starts-using-retpolines-in-windows-10-and-server-2019/

AWS ประกาศรองรับ Windows Server 2019 AMIs for Amazon EC2 แล้ว

AWS ประกาศรองรับ Microsoft Windows Server 2019 บน Amazon EC2 แล้วอย่างเป็นทางการ

Credit: AWS

ในบริการนี้จะมีการรองรับการใช้ License หลากหลายรูปแบบจาก Microsoft เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเลือกใช้งานได้ตามความต้องการอย่างเหมาะสม โดย Windows Server 2019 นี้มาพร้อมกับความสามารถใหม่ๆ มากมาย ตั้งแต่ขนาดของระบบ Windows Container ที่เล็กลง, การรองรับ Linux Container ได้ และอื่นๆ อีกมากมาย

ปัจจุบัน Windows Server 2019 นี้พร้อมใช้งานได้บนทุก AWS Region ทั่วโลกแล้ว โดยผู้ที่สนใจสามารถตรวจสอบราคาของ Amazon EC2 ได้ที่ https://aws.amazon.com/ec2/pricing/

ที่มา: https://aws.amazon.com/about-aws/whats-new/2018/12/announcing-windows-server-2019-amis-for-amazon-ec2/

from:https://www.techtalkthai.com/aws-supports-windows-server-2019-amis-for-amazon-ec2/

ต่ออายุ Microsoft Windows Server และ SQL Server 2008 ง่ายๆ เพียงแค่ย้ายขึ้น Azure หรือ Azure Stack

สำหรับหลายๆ องค์กรที่กำลังร้อนใจกันอยู่ เนื่องจาก Microsoft Windows Server 2008/2008 R2 และ Microsoft SQL Server 2008/2008 R2 นั้นกำลังจะเข้าสู่ช่วง End of Support (EOS) ภายในปี 2019 – 2020 ที่จะถึงนี้แล้ว การแก้ไขระบบเพื่อให้ใช้งานกับ Windows Server หรือ SQL Server รุ่นใหม่กว่าก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ทาง Microsoft จึงได้เสนอทางออกใหม่ที่จะช่วยยืดอายุการใช้งานของระบบเหล่านั้นต่อไปง่ายๆ เพียงแค่ย้ายมาใช้ Microsoft Azure หรือ Microsoft Azure Stack แทนเท่านั้น

Microsoft SQL Server 2008/2008 R2 เข้าสู่ EOS ในปี 2019 ส่วน Microsoft Windows Server 2008/2008 R2 เข้าสู่ EOS ในปี 2020

การเข้าสู่สถานะ EOS นี้ หมายถึงการที่ทาง Microsoft จะไม่มีการออกอัปเดตทั้ง Security และ Feature ใหม่ๆ รวมถึงไม่มีทีมงานสนับสนุนและไม่มีการเผยแพร่เนื้อหาการแก้ไขปัญหาใดๆ เพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เหล่านี้อีกต่อไป โดยกำหนดการของทาง Microsoft ในการประกาศ EOS ให้กับผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีดังนี้

  • Microsoft SQL Server 2008/2008 R2 จะมีระยะ Extended Support จนถึงเพียงแค่วันที่ 9 กรกฎาคม 2019 เท่านั้น
  • Microsoft Windows Server 2008/2008 R2 จะมีระยะ Extended Support จนถึงวันที่ 14 มกราคม 2019

ถึงแม้การใช้งานผลิตภัณฑ์เหล่านี้ต่อไปโดยไม่มีการอัปเดตหรือดูแลรักษาใดๆ ต่อนั้นจะสามารถทำได้ในทางปฏิบัติ แต่ก็ไม่เป็นที่แนะนำ เพราะในระยะยาวแล้วจะเกิดความเสี่ยงต่อธุรกิจในหลากหลายแง่มุม ทั้งในแง่ของการเกิดโอกาสที่จะถูกโจมตีระบบผ่านช่องโหว่ที่ถูกค้นพบใหม่ๆ และทำให้ข้อมูลสูญหาย การไม่ตอบโจทย์ต่อการทำ Compliance ต่างๆ อีกทั้งการแก้ไขปัญหาด้วยวิธีการอื่นๆ นั้นก็มีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง

แน่นอนว่าทาง Microsoft เองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจสำหรับเหล่าลูกค้าที่ยังคงใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้อยู่ เพราะผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้คือผลิตภัณฑ์เรือธงของ Microsoft ในอดีตที่มีการใช้งานกันอย่างแพร่หลายในภาคธุรกิจทั่วโลก ทาง Microsoft จึงได้เพิ่มทางเลือกเพื่อให้ผู้ใช้งานยังคงใช้งานระบบดังกล่าวต่อไปได้และยังคงได้รับการสนับสนุนจากทาง Microsoft ต่อไป ดังนี้

1. ย้ายระบบขึ้น Microsoft Azure VM หรือ Microsoft Azure Stack พร้อมรับ Extended Security Update ฟรี 3 ปี

ทางเลือกแรกนั้นคือการย้าย Microsoft SQL Server 2008/2008 R2 หรือ Microsoft Windows Server 2008/2008 R2 ขึ้นไปยัง Microsoft Azure VM หรือ Microsoft Azure Stack โดยใช้ Technology Stack เดิมที่ใช้งานได้เลย ไม่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงส่วนประกอบใดๆ ภายในระบบ เพื่อรับ Extended Security Update ต่ออีก 3 ปีฟรีๆ จาก Microsoft

ทางเลือกนี้เหมาะสำหรับธุรกิจที่ยังไม่พร้อมจะแก้ไข Application แต่มีแนวทางที่จะมุ่งไปใช้บริการ Cloud อยู่แล้ว โดยสำหรับองค์กรที่ต้องการใช้งาน Public Cloud ก็สามารถใช้ Microsoft Azure VM ได้เลย ส่วนสำหรับองค์กรที่มีข้อจำกัดหรือข้อกำหนดว่าจะต้องมีการจัดเก็บข้อมูลเอาไว้ภายใน Data Center ของตนเองหรือภายในประเทศไทย ก็อาจพิจารณาใช้ Microsoft Azure Stack เพื่อสร้าง Private Cloud ไว้ใช้งานภายในองค์กรเอง และรับสิทธิประโยชน์ดังกล่าวไปฟรีๆ สำหรับ SQL Server 2008/2008 R2 และ Windows Server 2008/2008 R2 ทั้งหมดที่มีอยู่ เพื่อให้มีเวลาในการเตรียมความพร้อมการแก้ไขอัปเกรด Application ให้รองรับ SQL Server 2017 และ Windows Server 2019 ต่อไป

ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่มีการใช้งาน Software Assurance (SA) บนผลิตภัณฑ์ทั้งสองนั้น ก็จะได้รับส่วนลดเพิ่มในการใช้บริการ VM บน Microsoft Azure ด้วย ซึ่งจะทำให้ค่าใช้จ่ายโดยรวมนั้นถูกลงกว่าการใช้บริการจากผู้ให้บริการ Cloud รายอื่นๆ ถึง 5 เท่า

ผู้ที่สนใจสามารถเริ่มต้นทดลองใช้งาน Microsoft Azure ได้ฟรีๆ ที่ https://azure.microsoft.com/th-th/free/

2. ย้ายฐานข้อมูลขึ้น Azure SQL Database Managed Instance (MI) และไม่ต้องอัปเกรดอีกต่อไป

Microsoft SQL Database Managed Instance นี้ก็คือบริการ Platform-as-a-Service (PaaS) จาก Microsoft ที่มีการนำเทคโนโลยี Machine Learning มาช่วยปรับปรุงทั้งประสิทธิภาพการทำงานโดยอัตโนมัติ พร้อมเสริมความทนทานของระบบให้สูงถึง 99.99% ตาม Service Level Agreement (SLA) และยังมีการปกป้องระบบฐานข้อมูลให้มีความมั่นคงด้วย Advanced Threat Protection (ATP) หลากหลายแนวทาง ไม่ว่าจะเป็น Data Discovery, Data Classification, Vulnerability Assessment และการทำ Advanced Threat Detection

สำหรับ SQL Server 2008/2008 R2 นี้ก็สามารถทำการแก้ไขปัญหาระยะยาวได้ด้วยการย้ายฐานข้อมูลไปอยู่บน Microsoft Azure SQL Database Managed Instance ซึ่งเป็นระบบฐานข้อมูลแบบ Versionless ซึ่งหมายถึงการที่จะไม่ต้องมีการอัปเกรดใดๆ อีกในอนาคต เพียงแค่ย้ายฐานข้อมูลขึ้นไปและทำการเชื่อมต่อฐานข้อมูลนั้นๆ ไปยัง Application Server ก็ใช้งานต่อได้ทันที

ผู้ที่สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Microsoft SQL Database Managed Instance ได้ที่ https://docs.microsoft.com/en-us/azure/sql-database/sql-database-managed-instance

3. อัปเกรดระบบเป็น Microsoft SQL Server 2017 หรือ Windows Server 2019 และใช้งานต่อได้ทั้งบน Cloud และ On-Premises

สำหรับแนวทางสุดท้ายนี้ก็ถือเป็นแนวทางมาตรฐานสำหรับทุกๆ การ EOS ก็คือการอัปเกรดระบบที่มีอยู่เดิมให้กลายเป็นระบบที่ยังมีการอัปเดตและการสนับสนุนอยู่ ซึ่งทาง Microsoft ก็แนะนำให้อัปเกรดระบบไปเป็น Microsoft SQL Server 2017 หรือ Windows Server 2019 แทนนั่นเอง

สำหรับ Microsoft SQL Server 2017 นี้ก็มีความสามารถใหม่ๆ ที่น่าสนใจ ทั้งการเพิ่มความเร็วในการเขียนอ่านข้อมูลด้วยเทคโนโลยีแบบ In-Memory, การเชื่อมต่อและใช้งานร่วมกับ Microsoft PowerBI ได้บนทั้ง Desktop และ Mobile, การเข้ารหัสข้อมูล, การทำงานร่วมกันอย่างทนทาน และอื่นๆ อีกมากมาย ดังนั้นการอัปเกรดระบบเองนั้นก็อาจทำให้องค์กรสามารถสร้างโอกาสใหม่ๆ ได้จากประสิทธิภาพ, ความทนทาน และความง่ายดายในการใช้งานที่เพิ่มขึ้นมานี้

ติดต่อ Microsoft ได้ทันที

สำหรับผู้ที่สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อทางทีมงาน Microsoft ได้โดยตรงที่ Call Center: 1800 012 705 หรือทักแชตมาได้ที่ SME Facebook chat: https://aka.ms/ContactMicrosoftTH

from:https://www.techtalkthai.com/upgrade-microsoft-windows-server-and-sql-server-2008-to-azure/

Microsoft ประกาศสนับสนุน OpenSSH ใน Windows Server 2019 และ Windows 10 1809 แล้ว

Microsoft ได้ประกาศสนับสนุน OpenSSH Client และ Server ใน Windows Server 2019 และ Windows 10 1809 แล้วแบบ Feature-on-Demand

Credit: Microsoft

ก่อนหน้านี้ OpenSSH เคยถูกสนับสนุนใน Windows 10 Fall Creators Update และ Windows Server 1709 แบบ Pre-release Feature มาก่อน จนใน Windows 10 1803 ก็ได้สนับสนุน OpenSSH ด้วย แต่ก็ไม่เคยสนับสนุนใน Windows Server 2016 มาก่อน จนมาสนับสนุนเอาใน Windows Server 2019 ในครั้งนี้

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ OpenSSH บน Windows สามารถศึกษาข้อมูลได้ที่ https://github.com/powershell/Win32-OpenSSH/wiki และ https://docs.microsoft.com/windows-server/administration/openssh/openssh_overview ส่วนการจัดการกับ OpenSSH Key สามารถศึกษาได้ที่ https://docs.microsoft.com/windows-server/administration/openssh/openssh_keymanagement

ที่มา: https://blogs.windows.com/buildingapps/2018/12/11/windows-server-2019-includes-openssh/

from:https://www.techtalkthai.com/microsoft-supports-openssh-in-windows-server-2019-and-windows-10-1809/

Microsoft เผย Software-Defined Networking จะกลายเป็นหนึ่งในความสามารถหลักของ Windows Server 2019

สำหรับ Microsoft Windows Server 2019 ที่กำลังจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในอีกไม่นานนี้ ทาง Microsoft ได้ออกมาระบุถึงความสามารถด้านการทำ Software-Defined Networking หรือ SDN บน Windows Server 2019 ว่าจะเป็นหนึ่งในความสามารถหลักที่จะผลักดันภาพของการทำ Software Defined Data Center (SDDC) อย่างเต็มตัวในครั้งนี้

 

Credit: ShutterStock.com

 

Microsoft มองว่าที่ผ่านมานั้นเทคโนโลยี SDN ถึงแม้จะมีประโยชน์กับเหล่าภาคธุรกิจอย่างชัดเจน แต่ก็ยังถือเป็นเทคโนโลยีที่มีความซับซ้อนสูงและติดตั้งใช้งานจริงได้ค่อนข้างยาก ดังนั้น Microsoft จึงมุ่งเน้นไปที่การนำเสนอ SDN ซึ่งสามารถติดตั้งใช้งานได้ง่าย เพื่อให้ธุรกิจในทุกระดับสามารถเริ่มต้นใช้งาน SDN ได้ทันทีจากบน Windows Server

ความสามารถในการทำ SDN ของ Winndows Server 2019 นี้จะครอบคลุมถึงทั้งการทำหน้าที่รองรับระบบ Virtual Networking อย่าง Switch, Router, Firewall, Micro-segmentation, Network & Security Appliance, Load Balancer และอื่นๆ ภายใน Hyper-V ด้วย

นอกจากการเสริมความสามารถ SDN ใน Windows Server 2019 แล้ว ทาง Microsoft เองก็ยังจะมีการปรับปรุงความสามารถด้านการทำ SDN ของ Windows Server 2016 ไปด้วยในเวลาเดียวกัน

สำหรับการเตรียมระบบเครือข่ายให้สามารถเชื่อมกับ SDN ของ Windows Server ได้นั้น ทาง Microsoft ได้เตรียมระบบ SDN Express เพื่อช่วยจัดการในส่วนนี้ และทำให้การบริหารจัดการ SDN สามารถทำได้ผ่าน Windows Admin Center โดยตรงในภายหลัง โดย SDN Express นั้นเปิดให้สามารถเข้าไปศึกษาข้อมูลและโหลดมาใช้งานได้ฟรีๆ ที่ https://github.com/microsoft/sdn สำหรับทั้ง Windows Server 2016 และ 2019

 

ที่มา: https://virtualizationreview.com/articles/2018/08/13/windows-server-2019-sdn.aspx

from:https://www.techtalkthai.com/microsoft-says-software-defined-networking-will-be-on-main-features-of-windows-server-2019/