คลังเก็บป้ายกำกับ: MICROSOFT

ไมโครซอฟท์ซื้อโดเมนชื่อ Corp.com ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยของลูกค้า

นักวิจัยด้านความปลอดภัย Brian Krebs รายงานเมื่อวันที่ 7 เมษายนที่ผ่านมาว่า ทางไมโครซอฟท์ได้ซื้อโดเมนที่อันตรายอย่าง Corp.com เพื่อไม่ให้ตกไปอยู่ในน้ำมือของผู้ไม่ประสงค์ดี ซึ่งทางไมโครซอฟท์ได้ออกมายืนยันการซื้อดังกล่าวแล้วแต่ก็ไม่ได้เปิดเผยราคาที่ซื้อ

ทาง Krebs ก็เคยตั้งข้อสังเกตไว้ว่า Mike O’Connor ผู้ที่เคยซื้อโดเมน Corp.com นี้เมื่อ 26 ปีก่อน กำลังประมูลขายโดเมนของตัวเองด้วยราคาเริ่มต้นที่สูงถึง 1.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

สาเหตุที่โดเมนดังกล่าวเป็นตัวปัญหาก็เนื่องจากการที่ทำให้เจ้าของโดเมนสามารถเรียกดูรหัสผ่าน อีเมล หรือข้อมูลที่เป็นความลับอื่นๆ จากพีซีที่ใช้วินโดว์ในบริษัทต่างๆ ที่แอดมินยังใช้ชื่อโดเมนเนมทั่วไปอย่าง Corp.com ได้

ซึ่งหลายแห่งยังใช้โดเมนดีฟอลต์นี้เวลาติดตั้งระบบแอคทีฟไดเรกทอรี นั่นหมายความว่าใครก็ตามที่ควบคุมโดเมนนี้อยู่ก็สามารถเข้าถึงการสื่อสารภายในของคอมพิวเตอร์จำนวนหลายล้านเครื่องได้อย่างเนียนๆ นั่นเอง

ที่มา : ZDnet

from:https://www.enterpriseitpro.net/microsoft-buys-corp-com-domain-in-the-name-of-customer-security/

6 บทเรียนจากบริษัทระดับโลก เติบโตหลังผ่านวิกฤตเศรษฐกิจ

ในช่วงที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจหลายธุรกิจอาจต้องปิดตัวลง หลายธุรกิจต้องเลย์ออฟพนักงานออก แต่ก็มีหลายธุรกิจที่สามารถผลิกวิกฤตเป็นจุดเริ่มต้นโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ร่วมถึงการปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจรองรับกับความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละยุค

นี่คือ 6 บริษัทยักษ์ใหญ่ที่สามารถเติบโตจากช่วงที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ

Microsoft ปี 1975

ในช่วงต้นปี 1970 สหรัฐอเมริกาเข้าสู่ภาวะถดถอยเป็นเวลากว่า 16 เดือน อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจได้รับผลกระทบหนักที่สุดในรอบ 2 ทศวรรษ ในช่วงเวลาดังกล่าว Bill Gates และ Paul Allen พัฒนาแนวคิดการคอมพิวเตอร์ใช้งานง่ายสำหรับบ้านและสำนักงาน ช่วยลดข้อจำกัดของธุรกิจในการพัฒนาเทคโนโลยีและนำไปสู่การก่อตั้ง Microsoft บริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก

Netflix ปี 1997

Netflix แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งวิดีโอออนไลน์ ก่อตั้งในปีที่เกิดภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่ดอตคอม เศรษฐกิจตกต่ำจนเกือบต้องขายกิจการในราคา 50 ล้านดอลลาร์ให้กับ Blockbuster ธุรกิจเช่าภาพยนตร์ยักษใหญ่ ในช่วงนั้น Netflix ฝ่าฟันอุปสรรค มุ่งพัฒนานวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ จนกลายเป็นผู้บุกเบิกธุรกิจสตรีมวิดีโอ จนกลายเป็นแพลตฟอร์มอันดับ 1 ของโลก

Apple ปี 2001

ในช่วงต้นปี 2000 Steve Jobs กลับสู่ Apple และเปิดตัว iPod แม้ว่าจะมีราคาสูง แต่ด้วยความทันสมัยและนวัตกรรมใหม่ล่าสุด ทำให้ได้รับความนิยมไปทั่วโลก หลังจากนั้น Tim Cook ประธานบริหารคนปัจจุบันก็เชื่อมั่นในการลงทุนในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำมาตลอด

MailChimp ปี 2001

MailChimp ผู้นำการตลาดผ่านอีเมลระดับประเทศ ในช่วงต้นบริษัทฯ มุ่งเน้นไปที่ลูกค้ากลุ่มองค์กรขนาดใหญ่เพื่อเก็บค่าบริการรายปี แต่เมื่อเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ บริษัทจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจ ตัดสินใจเพิ่มบริการ Freemium (ใช้บริการโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่จ่ายเงินสำหรับฟังชั่นพรีเมี่ยม) ในปี 2009 จนฐานผู้ใช้งานเพิ่มจาก 85,000 เป็น 450,000 ราย

Airbnb ปี 2008

Airbnb ธุรกิจปล่อยเช่าที่พักก่อตั้งในปี 2008 เกิดวิกฤต Subprime เศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ Brian Chesky และ Joe Gebbia ผู้ก่อตั้ง Airbnb มีจุดเริ่มต้นจากความคิดปล่อยเช่าห้องในอพาร์ตเมนต์ของตัวเอง เพื่อเอาเงินมาจ่ายค่าเช่าอีกที และนั้นก็เป็นไอเดียในการก่อตั้งธุรกิจอย่าง Airbnb จนได้รับความนิยมครอบคลุม 34,000 เมือง ใน 191 ประเทศทั่วโลก

Warby Parker ปี 2010

Warby Parker ธุรกิจแว่นตาออนไลน์ที่ไม่มีหน้าร้านแต่มีบริการส่งตัวอย่างให้ลูกค้าสั่งถึงบ้านเพื่อลองของจริงก่อนได้ ถือเป็นธุรกิจอีคอมเมิร์ซรุ่นแรก แม้จะก่อตั้งในช่วงกลางภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ แต่ยอดสั่งจองแว่นตาทุบเป้าหมายที่ตั้งไว้สำหรับ 1 ปี ภายใน 3 สัปดาห์ และมีลูกค้ารอคิวกว่า 20,000 คน

from:https://www.thumbsup.in.th/6-company-growth-during-crisis

ไมโครซอฟท์เปิดทดสอบ Project xCloud ในยุโรป จำนวนประเทศใกล้เคียง Stadia แล้ว

ไมโครซอฟท์ยังเดินหน้าขยายบริการคลาวด์เกมมิ่ง Project xCloud ต่อไป (ปัจจุบันยังมีสถานะเป็นพรีวิว) โดยจะเปิดในยุโรปตะวันตก 11 ประเทศ

การขยายพื้นที่บริการ xCloud มายังยุโรป ทำให้ xCloud ทัดเทียมกับ Google Stadia ที่ให้บริการใน 14 ประเทศ (อเมริกาเหนือและยุโรป) โดย Stadia เป็นบริการแบบคิดเงินแล้ว แต่ xCloud ยังเปิดให้เล่นฟรีอยู่

ไมโครซอฟท์ยังอธิบายว่าจะทยอยเปิดให้ผู้เล่นเข้ามาลองใช้งาน xCloud ทีละนิด เพื่อป้องกันปัญหาทราฟฟิกมากจนเกินควรในช่วงนี้ด้วย

ที่มา – Microsoft

No Description

from:https://www.blognone.com/node/115676

Windows Terminal ออกเวอร์ชัน 0.10 รองรับการใช้เมาส์เป็นอินพุต

เมื่อประมาณกลางเดือนที่แล้ว ไมโครซอฟท์ออกอัพเดตเวอร์ชัน 0.10 ให้ Windows Terminal แอพจำลองหน้าจอเทอร์มินัลที่ถูกสร้างมาเพื่อเพิ่มความสามารถใหม่ๆ ให้กับการใช้งาน shell บนระบบปฏิบัติการ Windows 10

ของใหม่ที่เพิ่มเข้ามาอย่างแรก คือการรองรับอินพุตจากเมาส์เมื่อใช้งาน Windows Terminal กับแอพพลิเคชั่นที่รันอยู่บน Windows Subsystem for Linux (WSL) หรือแอพพลิเคชั่นบน Windows ที่รับอินพุตแบบ virtual terminal

ซึ่งทำให้การใช้งานแอพพลิเคชั่นอย่าง tmux และ Midnight Commander ผ่าน Windows Terminal ตอบสนองต่อการคลิกเมาส์อย่างที่ควรจะเป็น (และหากต้องใช้เมาส์ลากเพื่อเลือกข้อความแทนการส่งอินพุตก็ยังสามารถทำได้ด้วยการกดแป้น Shift ค้างไว้)

No Description

อย่างที่สองเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับการเปิดเทอร์ทินัล pane ใหม่ ด้วยการเพิ่มการตั้งค่าให้สามารถกำหนดคีย์ลัด เพื่อสั่ง duplicate โปรไฟล์เทอร์ทินัลที่กำลังใช้งานอยู่ออกมาเป็นเทอร์ทินัล pane ใหม่ได้อย่างรวดเร็ว

ตัวอย่างการตั้งค่าดังกล่าวเพื่อใช้กับคีย์ลัด ctrl+shift+d

{“keys”: [“ctrl+shift+d”], “command”: {“action”: “splitPane”, “split”: “auto”, “splitMode”: “duplicate”}}

No Description

ไม่เพียงแค่นั้นอัพเดตนี้ยังมาพร้อมกับการปรับปรุง UI, แก้ไขบั๊กหลายรายการ และยังได้ปรับปรุงให้ใช้งานกับ Azure Cloud Shell ได้ดีขึ้นอีกด้วย

ท่านใดสนใจลอง Windows Terminal รุ่นทดสอบ สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ Microsoft Store ทั้งนี้จำเป็นจะต้องใช้กับ Windows 10 v1903 ขึ้นไปครับ

ที่มา – Microsoft via MSPoweruser

from:https://www.blognone.com/node/115675

Microsoft Edge แซง Firefox ขึ้นแท่น Desktop Browser ยอดนิยมอันดับ 2

รายงานการใช้ Browser จาก NetMarketShare ชี้ จำนวนผู้ใช้ Microsoft Edge เพิ่มขึ้นแซง Mozilla Firefox แล้ว ส่งผลให้ Microsoft Edge ขึ้นแท่นเป็น Desktop Browser ยอดนิยมอันดับ 2 รองจาก Google Chrome ทันที

Credit: Microsoft.com

เดือนมีนาคมปี 2019 NetMarketShare ได้บันทึกสถิติการใช้ Mozilla Firefox ไว้ว่า มีความนิยมราว 9.27% ในขณะที่ Microsoft Edge มีความนิยมราว 5.20% อย่างไรก็ตาม สถิติล่าสุดของเดือนมีนาคม 2020 ปรากฏว่า Microsoft Edge มีความนิยมแซง Mozilla Firefox ได้สำเร็จ คือ 7.59% ในขณะที่ Mozilla Firefox มีความนิยมตกลงเหลือ 7.19% แม้กระนั้น ยังคงต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะมี Browser ใดโค่นแชมป์ Google Chrome ที่ครองความนิยมสูงถึง 68.50% ในปัจจุบันได้

Credit: NetMarketShare.com

สำหรับ 5 อันดับ Desktop Browser ยอดนิยมในเดือนมีนาคม 2020 ได้แก่

  • Google Chrom 68.50%
  • Microsoft Edge 7.59%
  • Mozilla Firefox 7.19%
  • Microsoft Internet Explorer 11 5.60%
  • Apple Safari 3.62%

คาดการณ์ว่าที่ Microsoft Edge มีความนิยมเพิ่มสูงขึ้นมาจากการที่เป็น Chromium-based Browser ส่งให้สามารถติดตั้ง Extensions ที่มีให้บริการหลากหลายจาก Chrome Web Store ได้ รวมไปถึงมีความเข้ากันได้และประสิทธิภาพที่ใกล้เคียงกับ Google Chrome

ที่มา: https://www.bleepingcomputer.com/news/microsoft/microsoft-edge-is-now-2nd-most-popular-desktop-browser-beats-firefox/

from:https://www.techtalkthai.com/microsoft-becomes-second-most-popular-browser/

อดีตหัวหน้าทีมวิศวกร Apple เข้าร่วมงานกับ Microsoft ทีมโปรเจกต์ HoloLens

Rubén Caballero อดีต Vice President of Engineering ด้านเทคโนโลยีไร้สายของ Apple เข้าร่วมงานกับ Microsoft ในตำแหน่ง Corporate Vice President of Engineering ดูแลแผนก Mixed Reality และ AI และดูแลโปรเจกต์อุปกรณ์ เช่น HoloLens กับ “โปรเจกต์พิเศษ” อื่นๆ

Caballero ลาออกจาก Apple ไปเมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว หลัง Apple ได้ข้อสรุปในคดีฟ้องร้องกับ Qualcomm และ Qualcomm จะเป็นผู้ผลิตชิปโมเด็มสำหรับ iPhone รุ่นปี 2020 และหลังจากที่แผนกของ Caballero ถูกยุบรวมเข้ากับทีมสร้างคัสตอมชิปใหม่ของ Apple ที่นำทีมโดย Johny Srouji

Microsoft’s HoloLens (คนในภาพไม่ใช่ Rubén Caballero)

Rubén Caballero เริ่มงานกับ Apple เมื่อปี 2005 ในทีมวิศวกรออกแบบเสาสัญญาณ และมีชื่อของเขาอยู่บนสิทธิบัตรเกี่ยวกับเทคโนโลยีตัวรับสัญญาณแบบไร้สายของ Apple หลายร้อยใบ นอกจากนี้เขายังโด่งดังมาจากความเกี่ยวข้องในกรณี “Antennagate” หรือปัญหาเสาสัญญาณใน iPhone 4 โดยแหล่งข่าวระบุว่าเขาเป็นคน เตือนสตีฟ จ็อบส์ ถึงปัญหานี้ก่อนแล้ว

ที่มา – Macrumors

from:https://www.blognone.com/node/115666

ผลิตภัณฑ์ Office 365 เตรียมเปลี่ยนชื่อใหม่ มาพร้อมกับโปรโมชั่นจาก Ingram Micro

เกือบทศวรรษแล้วตั้งแต่ที่ไมโครซอฟท์เปิดตัวผลิตภัณฑ์ Office 365 ที่ตอนนี้ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย แต่ล่าสุดเรากำลังจะได้เห็นวิวัฒนาการครั้งสำคัญอีกครั้งในสินค้ากลุ่มนี้

โดยไมโครซอฟท์ประกาศว่า บริษัทจะเปลี่ยนชื่อทางการค้าสำหรับผลิตภัณฑ์ Office 365 Business Plan สำหรับธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง โดยใช้ชื่อใหม่เป็น “Microsoft 365” ซึ่งการเปลี่ยนชื่อครั้งนี้เป็นการสะท้อนถึงความหลากหลายของฟีเจอร์และประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับ (แต่ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงทั้งด้านราคาและฟีเจอร์แต่อย่างใด) สำหรับวิธีการสมัครใช้บริการจะยังคงเหมือนเดิม (เพียงแค่เปลี่ยนชื่อเท่านั้น) นอกจากนี้ยังได้รวมเอา Microsoft Teams ที่มีความสามารถในการทำงานร่วมกันแบบระยะไกลที่มีความสำคัญในปัจจุบันเป็นอย่างยิ่ง โดยนำรวมไว้ในชุดผลิตภัณฑ์เช่นเดิมอีกด้วย

จากการเปลี่ยนชื่อดังกล่าว ทาง Ingram Micro ตัวแทนผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของไมโครซอฟท์ที่ใหญ่ที่สุดของโลก ได้จัดโปรโมชั่นพิเศษ เพื่อช่วยให้พาร์ทเนอร์และลูกค้าสามารถใช้ประโยชน์จากศักยภาพของชุดผลิตภัณฑ์ Microsoft 365 ได้มากที่สุด

Office 365 จะเปลี่ยนชื่อเป็น Microsoft 365

ก่อนที่เราจะกล่าวถึงรายละเอียดของโปรโมชั่นพิเศษ ที่เราจะมอบให้นั้น มาดูกันก่อนว่าการเปลี่ยนชื่อผลิตภัณฑ์ของ Microsoft Office 365 มีความหมายต่อพวกเราอย่างไร โดยการเปลี่ยนชื่อครั้งนี้ที่จะมีผลบังคับในวันที่ 22 เมษายน จะทำให้ลูกค้าเลือกรุ่น (SKU) ของผลิตภัณฑ์ Office 365 SMB ตรงตามที่ตัวเองต้องการได้ง่ายขึ้น

สิ่งสำคัญที่ต้องอธิบายไว้ให้เข้าใจคือ การเปลี่ยนชื่อ Office 365 ครั้งนี้ไม่ได้เป็นการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านราคา ด้านฟีเจอร์ หรือโมเดลทางธุรกิจใดๆ และไม่ได้มีการเปลี่ยนชื่อสำหรับผลิตภัณฑ์ในชุด Office 365 Enterprise และ Microsoft 365 Enterprise ด้วย

สำหรับพาร์ทเนอร์และลูกค้าที่ซื้อ Office 365 ผ่านทาง Ingram Micro ก็จะเห็นชื่อบริการที่ตัวเองสมัครสมาชิกไว้เปลี่ยนเป็นชื่อใหม่ผ่านทาง Admin Portal ของไมโครซอฟท์ พร้อมทั้งรายละเอียดค่าบริการสมาชิกรายเดือน โดยไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเติมทั้งจากฝั่งของพาร์ทเนอร์ และจากตัวลูกค้าของพาร์ทเนอร์

ในวันที่ 22 เมษายน 2020 นี้ จะมีการเปลี่ยนชื่อผลิตภัณฑ์ใหม่ของไมโครซอฟท์ที่บังคับใช้กันทั่วโลก ดังต่อไปนี้:

• Office 365 Business Essentials (ค่าบริการ 5 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อผู้ใช้ ต่อเดือน) จะเปลี่ยนชื่อเป็น Microsoft 365 Business Basic (ราคาพิเศษ 2.5 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อผู้ใช้ ต่อเดือน)

• Office 365 Business Premium (ค่าบริการ 12.50 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อผู้ใช้ ต่อเดือน) จะเปลี่ยนชื่อเป็น Microsoft 365 Business Standard (ราคาพิเศษ 10 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อผู้ใช้ ต่อเดือน)

• Microsoft 365 Business (ค่าบริการ 20 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อผู้ใช้ ต่อเดือน) จะเปลี่ยนชื่อเป็น Microsoft 365 Business Premium

*หมายเหตุ ราคาพิเศษถึงวันที่ 26 มิถุนายน 2020 นี้เท่านั้น

นอกจากนี้ ยังมีการเปลี่ยนชื่อผลิตภัณฑ์ Office ไคลเอนต์แบบsubscriptionเป็น “Microsoft 365 Apps” จำนวน 2 รายการดังต่อไปนี้:

• Office 365 Business (ค่าบริการ 8.25 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อผู้ใช้ ต่อเดือน) จะเปลี่ยนชื่อเป็น Microsoft 365 Apps for business
• Office 365 ProPlus (ค่าบริการ 12 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อผู้ใช้ ต่อเดือน) จะเปลี่ยนชื่อเป็น Microsoft 365 Apps for enterprise

โปรโมชั่นพิเศษจากทาง Ingram Micro ได้แก่: การย้ายระบบอีเมล์ในราคาพิเศษสำหรับตัวแทนจำหน่ายของไมโครซอฟท์

เพื่อเป็นไปตามความมุ่งมั่นของเราในการส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมใหม่อย่างต่อเนื่อง และช่วยให้ลูกค้าสามารถย้ายระบบอีเมล์จาก on premise ขึ้นสู่คลาวด์ได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย ทาง Ingram Micro Cloud จึงได้มอบสิทธิพิเศษให้กับลูกค้า โดยคิดค่าบริการย้ายข้อมูล (email migration) ไปยัง Microsoft 365 ในราคาพิเศษ เริ่มต้นเพียง 689 บาทต่อผู้ใช้ โดยการย้ายระบบนี้จะทำโดย Certified Engineer ผู้เชี่ยวชาญ สิทธิพิเศษนี้สำหรับการสั่งซื้อก่อน 26 มิถุนายน 2020 นี้เท่านั้น

ถ้าหากท่านต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อทีมงานได้ที่ TH-MSCSP@ingrammicro.com

from:https://www.enterpriseitpro.net/office-365-change-name/