คลังเก็บป้ายกำกับ: MICROSOFT

มินิรีวิว ฟีเจอร์แคสต์หน้าจอ Android ไปรันบนพีซีผ่านแอป Your Phone

ระยะหลังเราเห็นความร่วมมือระหว่างซัมซุงกับไมโครซอฟท์ที่ค่อนข้างแน่นแฟ้น ไม่ว่าจะการพรีโหลดแอปตระกูล Office ของไมโครซอฟท์ลงสมาร์ทโฟนซัมซุง, การฝังฟีเจอร์ Your Phone มากับเครื่อง และเคสล่าสุดก็มีการรองรับ Xbox Game Pass บนสมาร์ทโฟนซัมซุง หรือกระทั่งการปรับการแสดงผลของ Office ให้รองรับ Galaxy Fold

ฟีเจอร์ใหม่ของ Your Phone ที่รองรับการรันแอป Android บนพีซีผ่าน Screen Mirror ก็มีเรือธงตัวล่าสุดอย่าง Galaxy Note 20 เป็นรุ่นแรกที่รองรับและโปรโมท ซึ่งผมมี Galaxy Note 20 Ultra อยู่ในมือพอดี แม้จะไม่ได้เป็น Windows Insider แต่ก็พบว่า Your Phone บนพีซีได้ฟีเจอร์นี้แล้ว เลยขอเอามาเล่าสู่กันฟังสั้น ๆ

เมื่อเปิดแอป Your Phone และเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนเสร็จแล้ว แถบเครื่องมือด้านซ้ายจะมีตัวเลือก App เพิ่มเข้ามาจะพบแอปในเครื่องทั้งหมด และเมื่อกดเปิดแอป ตัวสมาร์ทโฟนจะแจ้งเตือนว่า Your Phone ขอสิทธิ cast หน้าจอ โดยการใช้งานบน Your Phone

เมื่อมันเป็นการมิร์เรอร์หน้าจอ การใช้งานทุกอย่างและการควบคุมทุกอย่างจะเหมือนกับบนสมาร์ทโฟน แค่เปลี่ยนจากนิ้วเป็น ไม่ว่าจะเปิดปิดแอป เข้าหน้าโฮม โทรออกรับสาย ไปจนถึงเปิดกล้องก็ได้เช่นกัน ขณะที่ความหน่วงก็มีอยู่บ้างประปราย แต่ไม่ได้ถึงกับกระทบการใช้งาน

No Description

อย่างไรก็ตาม เมื่อใช้ฟีเจอร์นี้ ตัวสมาร์ทโฟนจะต้องเปิดหน้าจออยู่ตลอด (ไม่ล็อก) ขณะที่ตัวมือถือจะขึ้นหน้า Link to Windows แบ็คกราวด์สีดำค้างเอาไว้ ก็อาจช่วยลดการเปลืองแบตเตอรี่ลงได้เล็กน้อย โดยที่เราก็ยังสามารถแตะเพื่อใช้งานสมาร์ทโฟนได้เหมือนเดิม (แค่การแสดงผลจะแคสต์ขึ้นพีซีไปด้วย)

สุดท้ายจากที่ลองใช้งานมาไม่นาน ผมพบว่า Your Phone บนพีซีค้างไปรอบหนึ่ง อาจเป็นเพราะอยู่ในช่วงทดสอบด้วย

from:https://www.blognone.com/node/117866

TypeScript เปิดตัวโลโก้อย่างเป็นทางการ พัฒนามาจากโลโก้ที่นิยมใช้กันอยู่แล้ว

ไมโครซอฟท์เปิดตัวเว็บไซต์ของภาษา TypeScript เวอร์ชันใหม่ พร้อมโลโก้ใหม่อย่างเป็นทางการ

เดิมทีโลโก้ของ TypeScript เป็นตัวอักษรล้วนๆ ไม่มีลูกเล่นอะไร (ดีกว่า JavaScript ที่ไม่มีโลโก้อย่างเป็นทางการเลยแม้แต่น้อย) แต่ภาวะขาดแคลนโลโก้สำหรับใช้เป็นสัญลักษณ์ ทำให้ชุมชนโปรแกรมเมอร์ต้องสร้างโลโก้แบบไม่เป็นทางการขึ้นมาใช้กันเอง ผลคือโลโก้ JavaScript ที่เป็น JS ในกรอบสีเหลืองที่เราคุ้นกันดี ส่วน TypeScript ก็มีคนสร้างล้อตามกันเป็นคำว่า TS ในกรอบสีน้ำเงิน

ไมโครซอฟท์จึงนำโลโก้ TypeScript ที่นิยมอยู่แล้วมาดัดแปลงเล็กน้อย เปลี่ยนมาใช้ฟอนต์ Segoe UI ของไมโครซอฟท์เอง และปรับมุมของสี่เหลี่ยมให้โค้งแทน ออกมาเป็นโลโก้ตามที่เห็นกัน

No Description

ส่วนเว็บไซต์ typescriptlang.org ก็ถูกยกเครื่องใหม่หมด หลังจากใช้เวอร์ชันเดิมมานาน 6 ปี หน้าตาสวยงาม ทันสมัยขึ้น เมนูนำทางเข้าใจง่ายขึ้น และมีโปรแกรมทดลองเขียน TypeScript บนหน้าเว็บ (เรียกภายในว่า Playground) เวอร์ชันใหม่ที่มีความสามารถเพิ่มขึ้นด้วย

No Description

ที่มา – Microsoft

from:https://www.blognone.com/node/117846

ในอนาคตผู้ใช้งาน Windows อาจจะรันแอป Android ใน Windows 10 ได้

มีฟีเจอร์ใหม่ใน Windows 10 Insider ที่ทำให้ผู้ใช้งานสามารถรันแอปพลิเคชันของ Android ใน Windows 10 ได้แล้ว

เครดิต : Microsoft

แนวทางยังออกมาไม่ชัดเจนเพราะยังต้องพัฒนากันอีกยาว แต่ก็พอจะฉายแววความน่าตื่นเต้นได้บ้าง โดยใน Windows 10 Insider Build 20185 มีการสาธิตว่าผู้ใช้สามารถทำการ Stream แอป Android มาได้ อย่างไรก็ดีปัจจุบันยังรองรับเพียงแค่มือถือ Samsung Galaxy เท่านั้น โดยต้องเชื่อมต่ออุปกรณ์ผ่านแอปพลิเคชันของโทรศัพท์และเลือก ‘Link to Windows’ จากนั้นก็จะปรากฏลิสต์ของแอปขึ้นมาใน Windows 10 ทั้งนี้แอปก็จะรันมาในหน้าต่างบนคอมพิวเตอร์นอกแอปพลิเคชันโทรศัพท์

ปัจจุบันยังรองรับแอปได้ทีละตัวเท่านั้นแต่คาดว่า Microsoft น่าจะโชว์การรันหลายแอปพร้อมกันอีกทีในพฤศจิกายนนี้ ก็ไม่แน่ว่าในอนาคตอาจมีความร่วมมือกับมือถือค่ายอื่นๆ เข้ามาด้วยก็ได้ 

ที่มา :  https://www.bleepingcomputer.com/news/microsoft/microsoft-now-lets-you-run-android-apps-in-windows-10/

from:https://www.techtalkthai.com/windows10-insider-now-can-stream-android-app-from-samsung-galaxy/

ไมโครซอฟท์เพิ่มฟีเจอร์ให้ Your Phone บนพีซี สามารถรันแอป Android จากเครื่องที่เชื่อมอยู่ได้

ไมโครซอฟท์ประกาศฟีเจอร์ใหม่ของแอป Your Phone บน Insider Preview Build 20185 ทำให้สามารถรันแอป Android ในเครื่องได้ผ่าน Your Phone โดยไม่ต้องติดตั้งหรือล็อกอินใด ๆ

แอปที่ถูกเปิดจะแสดงผลบนหน้าต่างใหม่ และสามารถใช้งานได้ไม่ต่างกับบนสมาร์ทโฟน และสามารถปักหมุดแอปเอาไว้ที่ Task Bar หรือเมนู Start ได้ อย่างไรก็ตามตอนนี้ Your Phone สามารถเปิดได้ทีละแอปเท่านั้น โดยไมโครซอฟท์ระบุว่าจะอัพเดตให้รันได้พร้อมกันหลายแอปภายในปีนี้

พีซีที่จะใช้ฟีเจอร์นี้ได้ต้องใช้ Windows 10 เวอร์ชัน October 2018 ขึ้นไปและ Android 9.0 ขึ้นไป

ที่มา – Microsoft

No Description

No Description

from:https://www.blognone.com/node/117837

“ทำงานกับพาร์ทเนอร์ให้มากขึ้น-ไม่ทิ้งความสัมพันธ์ในองค์กร” วิสัยทัศน์ของ MD ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย

เข้ามานั่งในตำแหน่ง MD ของไมโครซอฟท์ ประเทศไทยครบ 3 ปีแล้วสำหรับคุณธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ ที่ต้องเจอศึกหนักในยุคที่โควิด-19 สร้างการเปลี่ยนแปลง ทั้งในแง่ของโอกาสใหม่ทางธุรกิจและการปรับตัวในการทำงานให้ Productive มากขึ้น

แม้ว่าการเข้ามานั่งในตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) ของคุณธนวัฒน์ จะเน้นหลักๆ ในเรื่องของการทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์และปรับเปลี่ยนการทำงานในหลายอย่าง แต่ด้วยภาวะวิกฤตตั้งแต่ต้นปี ทำให้ไมโครซอฟท์ ตัดสินใจเข้าไปมีส่วนร่วมในการเดินหน้าประเทศ

ด้วยปัญหา GDP ของทั่วโลกที่ลดลงอย่างมหาศาล อย่างประเทศไทยเองก็ลดลงกว่า 6.7% จากผลกระทบเรื่องการล็อกดาวน์ที่ยิ่งใช้เวลานานก็ยิ่งส่งผลกระทบในเรื่องรายได้ แรงงานและการใช้จ่ายหมุนเวียนในประเทศ โดยจะมุ่งหวังแต่จำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาไทยกว่า 40 ล้านคนอย่างเดียวไม่ได้แล้ว

นอกจากนี้ ปัญหาการว่างงานก็ส่งผลกระทบอย่างมหาศาลทั้งในแง่ขององค์กรที่ต้องขาดแรงงาน และศักยภาพของพนักงานเองก็ไม่สามารถเติมเต็มความต้องการของบริษัทได้ หากมองตำแหน่งที่ทุกหน่วยงานกำลังต้องการคงเน้นไปที่กลุ่มธุรกิจด้านวิเคราะห์ข้อมูล เทคโนโลยีและความปลอดภัยเป็นหลัก

“ความต้องการเรื่องตำแหน่งงานใหม่ๆ ในไทยเชื่อว่าจะมีมากถึง 3 ล้านตำแหน่งงาน โดยงานที่ตลาดงานต้องการมากที่สุดจะเป็นสายงานด้าน software development เพราะงานด้านนี้จะกลายเป็นคีย์หลักที่ทุกองค์กรต้องการซึ่งทางไมโครซอฟท์มุ่งหวังที่จะเข้าไปช่วยพัฒนาทักษะความสามารถด้านต่างๆ เพื่อส่งต่อให้กับหน่วยงานต่างๆ ที่กำลังต้องการ”

หลังจากเมื่อปีที่แล้ว ไมโครซอฟท์ ได้เน้นแนวคิดเรื่อง Tech Intensity หรือการขับเคลื่อนศักยภาพในการสร้างสรรค์นวัตกรรมขององค์กร มาในปีนี้เนื่องจากสถานการณ์วิกฤติโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อโลกและพฤติกรรมมนุษย์ทำให้วิถีชีวิตของพวกเราเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง จนเป็นตัวเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว

ไมโครซอฟท์จึงได้ยกแนวความคิด Resiliency หรือ ความสามารถในการปรับตัวและยืนหยัดรับมือคลื่นความเปลี่ยนแปลงให้เป็นกรอบแนวคิดสำคัญ โดยสามารถแบ่งออกเป็นสามช่วงใหญ่ ๆ ได้แก่

  • Response​: การตอบสนองต่อเหตุการณ์และการเปลี่ยนแปลงอย่างทันท่วงที
  • Recovery: แผนรับมือ ฟื้นฟูระบบงานและธุรกิจให้กลับคืนสู่สภาวะปกติ
  • Reimagine: ปรับทิศทางของธุรกิจ รูปแบบผลิตภัณฑ์และบริการให้แตกต่างพร้อมรับความต้องการของโลกที่เปลี่ยนไป

ทั้งนี้ 5 เทรนด์สำคัญกับก้าวต่อไปของชีวิตในโลกดิจิทัล ประกอบด้วย

  1. New Way of Work and Life​ แนวคิดการทำงานและการใช้ชีวิตแบบใหม่
  2. Virtual Century​ ยุคที่โลกแห่งความจริงและโลกเสมือนจริงใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น
  3. Hyper Automation​ เมื่อเทคโนโลยีสามารถช่วยสนับสนุนการทำงานแบบอัตโนมัติได้ในทุกขั้นตอน
  4. Accelerating Digital​ เมื่อการปฏิรูปธุรกิจด้วยดิจิทัลต้องเร่งความเร็ว เพื่อรองรับการปรับตัวขององค์กรให้เท่าทันสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง
  5. Business Model Revamp​ การเปลี่ยนโมเดลธุรกิจทั้งระบบ เพื่อตอบโจทย์ใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นในบริบทใหม่ทางสังคม

ทั้ง 5 เทรนด์นี้ ต้องมีรากฐานอยู่บน Trust หรือความไว้วางใจในเทคโนโลยีโดยคำนึงถึงความปลอดภัย และความเป็นส่วนตัวของข้อมูลในทุกขั้นตอน ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งส่วนสำคัญที่ทางไมโครซอฟท์ยึดถือมาโดยตลอด

ด้วยการปรับเปลี่ยนของเทคโนโลยีทำให้บางบริการของไมโครซอฟท์เติบโตขึ้นเกือบ 10 เท่า เพราะหลายองค์กรจำเป็นต้องทำงานแบบ Work from Home จึงต้องปรับตัวแบบไฮบริด เช่น Mictosoft Team ที่มีองค์กรทั้งลูกค้าเก่าและใหม่ลงทะเบียนใช้งานฟรีมากกว่า 2,000 องค์กร

เหนือสิ่งอื่นใด เพื่อให้การทำงานในยุคนี้เป็นไปอย่างราบรื่น ไมโครซอฟท์ให้ความสำคัญกับทีมงานในองค์กร เพราะทุกฝ่ายต้องประสานงานกัน การทำงานเป็นทีมที่ดีได้คือพนักงานจะต้องสบายใจที่อยู่กับองค์กร ดังนั้น เราจึงมีการดูแลเพิ่มขึ้นทั้งเรื่องของการทำงานร่วมกัน การรีสกิล อัพสกิลที่พนักงานต้องการ เพราะเราต้องทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์มากขึ้น

จึงมีการสร้างทีมงาน Customer Success Unit (CSU) มุ่งยกระดับความสำเร็จของลูกค้าทุกมิติในปีนี้ เพื่อยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น โดยมีจุดมุ่งหมายหลักคือการทำงานร่วมกับลูกค้าอย่างใกล้ชิดเพื่อสร้างความพอใจสูงสุดในการใช้งานเทคโนโลยีของไมโครซอฟท์อย่างเต็มประสิทธิภาพในฐานะพันธมิตรที่ก้าวสู่ความสำเร็จไปพร้อมกัน

from:https://www.thumbsup.in.th/interview-microsoft-thailand?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=interview-microsoft-thailand

Xbox Game Pass Ultimate รองรับการเล่นเกมบน Android ผ่านสตรีมมิ่ง xCloud

ต่อจากประกาศก่อนหน้านี้ วันนี้ไมโครซอฟท์เปิดตัวโครงการเกมสตรีมมิ่ง Project xCloud อย่างเป็นทางการ โดยจะผนวกเป็นส่วนหนึ่งของ Xbox Game Pass Ultimate ที่คิดราคา 14.99 ดอลลาร์อยู่เดิม (ไม่ต้องจ่ายเพิ่ม)

ก่อนหน้านี้ สมาชิก Xbox Game Pass Ultimate สามารถเล่นเกมในไลบรารีได้บน Xbox One และพีซี ประกาศนี้จะทำให้เล่นเกมเหล่านี้ (ประมาณ 100 เกม) บนสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต Android ได้ด้วย โดยยังได้สิทธิเล่นเกมใหม่ของไมโครซอฟท์แบบ Day One ด้วยเช่นกัน

No Description

ไมโครซอฟท์ยกตัวอย่างสถานการณ์ที่ต้องการเล่นเกมบนมือถือ ดังนี้

  • เราอาจเล่นเกมจากที่บ้าน แต่เมื่อต้องเดินทางไกล ก็สามารถเล่นเกมต่อได้ทันที โดยมีโพรไฟล์ เซฟและสถานะของเกม รายชื่อเพื่อน ของเดิมทั้งหมด
  • เราอาจโดนคนในบ้านแย่งใช้ทีวีไป ก็สามารถเล่นผ่านมือถือได้แทน
  • เล่นเกมออนไลน์กับเพื่อน แต่แทนที่จะคุยกันผ่านไมโครโฟน ก็เปลี่ยนมานั่งเล่นด้วยกัน คนนึงเล่นบนคอนโซล อีกคนเล่นบนแท็บเล็ต

No Description

บริการคลาดว์เกมมิ่งบน Xbox Game Pass Ultimate จะเปิดบริการวันที่ 15 กันยายนนี้ ใน 22 ประเทศ เบื้องต้นยังรองรับเฉพาะบน Android เท่านั้น สามารถเล่นได้ทั้งแบบปุ่มจำลองบนจอสัมผัส หรือต่อกับจอยเกม (ซึ่งรองรับแม้กระทั่ง PlayStation DualShock 4 ของคู่แข่ง)

บทความอ่านประกอบ: บทวิเคราะห์สงครามเกมยุคหน้า กลายเป็น PS5 vs Xbox Game Pass

ภาพแสดงวิสัยทัศน์ Xbox Game Pass ของไมโครซอฟท์ (อัพเดตล่าสุดพร้อมประกาศนี้)

No Description

ที่มา – Microsoft

from:https://www.blognone.com/node/117796

ไมโครซอฟท์แก้ปัญหาบลูทูธและ GPU ของอินเทลบนวินโดวส์ 10 2004

เมื่อสิ้นเดือนที่ผ่านมานั้น ไมโครซอฟท์ได้ออกตัวแก้ไขปัญหาที่ทำให้อุปกรณ์วินโดวส์ 10 ที่ใช้ฮาร์ดแวร์อย่าง Realtek Bluetooth และหน่วยประมวลผลกราฟิกแบบ integrated หรือ iGPU ของอินเทล เป็นอุปสรรคต่อการอัพเดทวินโดวส์ 10 เวอร์ชั่น May 2020

โดยปัญหาทั้งสองรายการนี้ถูกแก้ในตัวอัพเดทวินโดวส์ 10 เวอร์ชั่น 2004 KB4568831 non-security preview cumulative update ที่ออกมาล่าสุดนี้ รวมทั้งยังมาพร้อมกับตัวแก้ปัญหาอื่นๆ อย่างการสั่งพิมพ์ผ่านเน็ตเวิร์ก

การเชื่อมต่อผ่านเครือข่ายมือถือ และฟีเจอร์ความปลอดภัยในครอบครัวด้วย สำหรับปัญหารายการแรกนั้นทำให้วินโดวส์ 10 2004 ทำงานร่วมกับหน้าจอที่ใช้ฟีเจอร์ Variable refresh rate (VRR) ร่วมกับการ์ดจอที่ใช้ iGPU ของอินเทลไม่ได้

ขณะที่อีกปัญหาหนึ่งเป็นกรณีที่ไดรเวอร์ของ Realtek Bluetooth บางเวอร์ชั่นทำงานร่วมกับวินโดวส์ไม่ได้ ซึ่งก่อนหน้านี้ที่เปิดปัญหามาต่อเนื่องนั้น ไมโครซอฟท์ได้รับปากว่าจะทำการแก้ไขให้เสร็จภายในกลางเดือนสิงหาคม

ที่มา : Bleepingcomputer

from:https://www.enterpriseitpro.net/microsoft-fixes-windows-10-2004/

Office 2016 บน macOS จะหมดระยะซัพพอร์ตในเดือนตุลาคม ไม่สามารถใช้หลังจากนั้นได้

Office 2016 สำหรับแมคจะหมดระยะซัพพอร์ตในวันที่ 13 ตุลาคม 2020 นี้ จะส่งผลให้ไม่สามารถใช้งาน Office 365 กับ Office 2016 ได้อีกต่อไป ทำให้ต้องไปใช้ Office 2019 หรือ Microsoft 365 แทน ซึ่งสำหรับ Office 2019 จะหมดระยะซัพพอร์ตในปี 2023

ที่มา – MacRumors

No Description

from:https://www.blognone.com/node/117789

Microsoft อาจรีแบรนด์ Bing เป็น Microsoft Bing

เว็บไซต์ Onmsft รายงานถึงการทดสอบชื่อและโลโก้ใหม่ของเสิร์ชเอ็นจิ้น Bing ที่อาจหมายถึงการรีแบรนด์จาก Bing เป็น Microsoft Bing เร็วๆนี้

Onmsft ตั้งข้อสังเกตในการรีแบรนดดังกล่าว จากการเข้าใช้ Bing ผ่านไอแพดและพบว่าโลโก้ของเสิร์ชเอ็นจิ้นนั้นเปลี่ยนไปเป็นโลโก้ของไมโครซอฟท์ อีกด้านหนึ่งผู้ใช้ทวิตเตอร์ Aggiornamenti Lumia ก็ได้พบความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวในเวลาไล่เลี่ยกัน โดยในกรณีของเขาในโลโก้นั้นมีตัวอักษรระบุช่ือ Microsoft Bing ไว้อย่างชัดเจน และพบไฟล์ภาพที่มีโลโก้ดังกล่าวอยู่บนเซิฟเวอร์ของ Bing ด้วย

เมื่อทีมงาน TechTalkThai ทำการทดสอบ เว็บไซต์ Bing ยังแสดงผลโลโก้แบบเดิมอยู่ โดย Onmsft กล่าวว่าความเปลี่ยนแปลงนั้นอาจเป็นเพียงการทดสอบ A/B Testing ให้กับผู้ใช้เพียงบางกลุ่มเท่านั้น

แม้จะเป็นการรายงานที่ยังไม่มีการยืนยันในปัจจุบัน แต่ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนั้นก็มีความสมเหตุสมผลพอสมควร เมื่อดูจากทิศทางการปรับแบรนด์ให้อยู่ในแนวทางเดียวกันของไมโครซอฟท์ในช่วงที่ผ่านมา เช่นการรีแบรนด์ Office 365 เป็น Microsoft 365 ในช่วงต้นปีนี้


ที่มา: https://www.onmsft.com/news/bing-rebrand-microsoft-bing

from:https://www.techtalkthai.com/bing-may-be-rebranded-as-microsoft-bing/

บทวิเคราะห์สงครามเกมยุคหน้า กลายเป็น PS5 vs Xbox Game Pass

สงครามเกมคอนโซลยุคที่เก้า (นับตามการแบ่งยุคของวิกิพีเดีย) กำลังจะเริ่มเปิดฉากขึ้นในช่วงปลายปีนี้ จากการเปิดตัวของสองคอนโซลสำคัญคือ PlayStation 5 และ Xbox Series X

ตอนนี้เรารู้ข้อมูลสำคัญๆ เกือบทั้งหมดของคอนโซลทั้งสองค่ายแล้ว (เหลือแต่วันวางขายกับราคา) ส่วนซอฟต์แวร์เกม ในรอบ 1-2 เดือนที่ผ่านมา เราก็เห็นไลน์อัพของทั้งสองค่ายเผยโฉมกันมาเยอะแล้วเช่นกัน

สิ่งที่น่าสนใจในสงครามคอนโซลรอบนี้ มันอาจไม่ใช่การปะทะกันของคอนโซล 2 เครื่อง PS5 vs Xbox Series X แต่เป็นการปะทะกันระหว่าง 2 แนวคิดคือ PS5 vs Xbox Game Pass แทนต่างหาก

No Description

PS5 ยังคงยืนเด่นโดยท้าทาย

PS4 คือผู้ชนะสงครามคอนโซลยุคที่แปดอย่างไร้ข้อกังขา ด้วยยอดขายรวม 110 ล้านเครื่อง มากเป็นอันดับสองในประวัติศาสตร์คอนโซล (แพ้แค่ PS2 เท่านั้น)

ยุทธศาสตร์ของ Sony เรียบง่ายแต่ทรงพลัง นั่นคือสร้างฮาร์ดแวร์คอนโซลที่มีประสิทธิภาพสูง (PS4 รุ่นแรกแรงกว่า Xbox One รุ่นแรก ที่ต้องแบ่งพลังไปประมวลผล Kinect) และพัฒนาซอฟต์แวร์เกมเอ็กซ์คลูซีฟที่ดึงดูดผู้เล่นเข้าแพลตฟอร์ม โดยอาศัยสตูดิโอในสังกัด PlayStation Studios ของตัวเอง บวกกับเครือข่ายพาร์ทเนอร์ที่มีสายสัมพันธ์แน่นแฟ้นมายาวนาน

พอมาถึงยุคของ PS5 ยุทธศาสตร์นี้ยังคงอยู่ เรายังเห็นคอนโซลที่ประสิทธิภาพสูง (แม้จะไม่ใช่สูงที่สุด) บวกกับไลน์อัพเกมเด่นๆ อย่าง Spider-Man: Miles Morales, Horizon Forbiden West หรือ Gran Turismo 7 ที่สร้างความว้าวให้บรรดาเกมเมอร์

No Description

ยุทธศาสตร์ใหม่ Xbox ที่ไม่เน้นคอนโซล

แต่ยุทธศาสตร์ของ Xbox ในรอบนี้กลับไปเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง

หลัง Xbox One พ่ายแพ้ในสงครามยุคที่แปดแบบหมดรูป เพราะวางแผนยุทธศาสตร์พลาดตั้งแต่แรกเปิดตัว (เครื่องแพงกว่า, แรงน้อยกว่า, เน้นความบันเทิงมากกว่าเกม, ย้ายแผ่นเกมข้ามเครื่องได้ยาก ฯลฯ) ทำให้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เราเห็นไมโครซอฟท์ภายใต้การนำของ Phil Spencer ที่ขึ้นมาคุมทีม Xbox ในปี 2014 (หลัง Xbox One ออกขายหนึ่งปี) ปรับทิศทางของบริษัทไปจากเดิมหลายอย่าง เช่น

  • ตัด Kinect ออกจาก Xbox One (แก้ปัญหาเครื่องแพงกว่าคู่แข่ง)
  • ออก Xbox One X ที่แรงกว่า PS4 Pro (แก้ปัญหาภาพลักษณ์คอนโซลแรงน้อยกว่าคู่แข่ง) ซึ่งสืบทอดมาถึง Xbox Series X ที่พยายามชูจุดเด่นเรื่องคอนโซลที่ทรงพลังที่สุด
  • กว้านซื้อสตูดิโอพัฒนาเกมจำนวนมาก มาอยู่ใต้สังกัด Xbox Game Studios (แก้ปัญหาจุดอ่อนที่ขาดเกมเอ็กซ์คลูซีฟ)
  • ออกบริการเกมเหมาจ่าย Xbox Game Pass ในปี 2017
  • ออกบริการเกมสตรีมมิ่ง xCloud ในปี 2018
  • กลับมาสนใจธุรกิจเกมพีซี ดังจะเห็นได้จากการออก Xbox Game Pass for PC หรือการกลับมาออก Halo บนพีซี

แผนการของไมโครซอฟท์มาขมวดปมในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เมื่อเปิดตัวเกมใหม่บน Xbox Series X โดยยังคงแนวทางออกเกมบน Xbox One ด้วย และที่สำคัญคือเกมทั้งหมดจะเปิดให้เล่นบน Xbox Game Pass ตั้งแต่วันแรก (Day One)

ยุทธศาสตร์ของไมโครซอฟท์รอบนี้จึงชัดเจนว่า ต้องการปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์ในสมรภูมิคอนโซล จากสมการ “คอนโซลแรง+เกมเด่น” (ที่ตัวเองแพ้ในยกล่าสุด) มาเป็นแนวคิดใหม่ “เกมที่กลายเป็นบริการ” โดยมี Xbox Game Pass เป็นเรือธงแทน

No Description

Xbox Game Pass คืออะไร

ปัจจุบัน Xbox Game Pass ยังไม่เปิดบริการในไทย (ซึ่งคงไม่ต้องหวังอะไรมากเพราะขนาด Xbox ยังไม่วางขายเลย) ถ้าให้อธิบายแบบสรุปรวบรัด ต้องบอกว่ามันคือ “Netflix for Games” ที่ผู้เล่นจ่ายค่าสมาชิกรายเดือน (ตอนนี้คือ 9.99 ดอลลาร์) เพื่อแลกกับสิทธิเล่นเกมในไลบรารีทั้งหมด (ประมาณ 100 เกม ที่จะเวียนเข้าออกตลอดเวลาเพื่อให้ไลบรารีสดใหม่)

แนวคิดเรื่องบริการเหมาจ่าย (subscription) เพื่อเล่นเกมไม่ใช่ของใหม่ และคู่แข่งหลายๆ รายในอุตสาหกรรมเกมก็มีบริการลักษณะเดียวกัน (เช่น Origin Access/EA Access, Uplay+ หรือแม้แต่ PlayStation Now ที่เริ่มจากสตรีมมิ่งแต่ภายหลังก็หันมารองรับเกมแบบดาวน์โหลดด้วย)

แต่สิ่งที่ทำให้ Xbox Game Pass โดดเด่นเหนือใคร และมียอดสมาชิกเกิน 10 ล้านรายแล้ว (เทียบกับ PS Now ที่มี 2.2 ล้านราย) คือไมโครซอฟท์แกะสมการ subscription ออกตั้งแต่แรก นำเกมทั้งหมดของตัวเองมาเปิดให้เล่นแบบ Day One ต่างจากบริการคู่แข่งที่มักมีแต่เกมเก่าเท่านั้น (เท่านั้นยังไม่พอ ช่วงหลังยังเจรจานำเกมของบริษัทอื่นมาให้เล่นแบบ Day One ด้วย ตัวอย่างล่าสุดคือ Destiny 2: Beyond Light ของ Bungie)

แนวทางการดันเกมใหม่ๆ ดังๆ ที่สามารถขายราคา 60 ดอลลาร์ ฟันรายได้เน้นๆ ในช่วงเปิดตัว มาเปิดให้เล่นฟรีสำหรับสมาชิก Game Pass คงไม่สามารถทำได้หากไม่รวยพอ (เพราะเป็นการแย่งรายได้กันเองระหว่างขายแยก vs จ่ายสมาชิก) แต่ไมโครซอฟท์ดันเป็นบริษัทที่รวยมากพอ จึงสามารถสละรายได้ส่วนนี้ เพื่อมาเน้นการสร้างฐานสมาชิกให้ Game Pass อย่างจริงจัง

เล่นเกมไม่ต้องซื้อคอนโซลก็ได้ เพราะเล่นจากที่ไหนก็ได้

นอกจากการเปลี่ยนโมเดล “ซื้อเกมใหม่” มาเป็น “จ่ายค่าสมาชิกทุกเดือนเพื่อเล่นเกมใหม่” ที่เคียงคู่อุตสาหกรรมเกมมายาวนานหลายทศวรรษ ไมโครซอฟท์ยังพยายามเปลี่ยนมุมมองจากเรื่อง “เกมผูกกับคอนโซล” กลายมาเป็น “เกมเล่นจากที่ไหนก็ได้” ในอีกแกนหนึ่งด้วย

สิ่งที่เราเห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจนคือ ไมโครซอฟท์กลับมาสนใจตลาดเกมพีซีอีกครั้ง (หลังละเลยไปนานมาก) สัญญาณที่ชัดเจนที่สุดคือการนำ Halo ในฐานะเกมเรือธงที่เป็นเอ็กซ์คลูซีฟของ Xbox มาลงพีซี (แถมขายบน Steam ด้วยอีกต่างหาก) และการขยาย Xbox Game Pass for PC สำหรับกลุ่มคนเล่นเกมพีซีด้วย (รายชื่อเกมไม่เหมือนกันกับบน Xbox One 100%)

No Description

ภาพด้านล่างอยู่บนหน้าเว็บของ Xbox Game Pass ถือเป็นภาพสะท้อนมุมมองของไมโครซอฟท์ได้ดี ว่าต้องการให้เกมของแพลตฟอร์มของตัวเองเล่นได้ทั้งบน Xbox One และพีซี (ถ้าเป็นเกมแบบขายแยก มี Xbox Play Anywhere ที่ซื้อทีเดียวแล้วเล่นได้ทั้งสองเครื่อง แต่พอเป็น Game Pass ก็เหมารวมเลย)

No Description

แต่แผนการของไมโครซอฟท์ยังไปไกลกว่าพีซี ในปีนี้เราจะได้เห็น Xbox Series X เพิ่มเข้ามาเป็นคอนโซลอีกตัว และเทคโนโลยีการสตรีมเกม xCloud ที่ช่วยให้อุปกรณ์ที่พลังประมวลผลไม่มากนัก (สมาร์ทโฟน/แท็บเล็ต) สามารถเข้าถึงเกมดังระดับ AAA แบบเดียวกับคอนโซลหรือพีซีด้วย

No Description

เมื่อนำจิ๊กซอทุกชิ้นมาประกอบกัน เราจะเห็นยุทธศาสตร์ใหญ่ของไมโครซอฟท์ ที่เน้นการเล่นเกมจากที่ไหนก็ได้ โดยมี Xbox Game Pass เป็นแกนกลาง แทนที่จะเป็น Xbox Series X

ศักดิ์ฐานะของ Xbox Series X จึงถูกลดชั้นลงมาเหลือเพียงฮาร์ดแวร์ตัวหนึ่งในจักรวาลของไมโครซอฟท์เท่านั้น คอนโซลไม่ได้กลายเป็น “ตัวนำ” อีกต่อไป เพราะ “ประสบการณ์การเล่นเกมที่ดีที่สุด” สามารถส่งผ่านไปถึงผู้ใช้ในช่องทางอื่นได้ (เช่น พีซีหรือสตรีมมิ่ง)

No Description

เมื่อ Game Pass คือแกนกลาง

ยุทธศาสตร์การผลักดัน Xbox Game Pass แบบสุดตัว แสดงให้เห็นชัดเจนจากงานแถลงข่าวเกม Xbox รอบล่าสุด (ที่ Halo Infinite โดนวิจารณ์หนักเรื่องกราฟิก) เราเห็นการอ้างอิงถึง Xbox Game Pass อย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นช่วงท้ายคลิปเทรลเลอร์เกม หรือในหน้าเว็บไซต์รายละเอียดของเกม

หากยึดเอาเกม Halo Infinite ที่เป็นเกมเรือธงของไมโครซอฟท์ในปี 2020 ท้ายคลิปจะเห็นโลโก้ Xbox Game Pass อยู่ในตำแหน่งแรกสุด อยู่ก่อน Xbox Series X ด้วยซ้ำ

No Description

ถ้าลองเข้าไปดูในหน้าเว็บของ Halo Infinite สิ่งแรกที่เห็นคือข้อความว่า Coming to Xbox Game Pass ไม่มีพูดถึง Xbox Series X ในหน้าจอแรกด้วยซ้ำ

No Description

No Description

ในขณะที่ Xbox Series X ถูกพูดถึงในแง่ว่า “Optimized for” เท่านั้น ประสบการณ์ที่ดีที่สุดของ Halo Infinite อยู่บน Xbox Series X แต่เล่นบนเครื่องอื่นได้เสมอ

No Description

เมนูของเว็บไซต์ Xbox.com ก็สะท้อนถึงยุทธศาสตร์ใหม่นี้ Game Pass อยู่เมนูแรกสุด ก่อนเมนู Games และ Devices

No Description

ก้าวต่อไปที่ต้องจับตาคือการผนวก Xbox Live Gold เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ Xbox Game Pass (เวอร์ชัน Ultimate ที่รวมพีซีและคอนโซล) ถ้าไมโครซอฟท์เดินเกมสำเร็จ มันจะกลายเป็น “บริการรายเดือน 15 ดอลลาร์” ที่ทรงพลังเป็นอย่างมาก

No Description

นอกจากนี้ ไมโครซอฟท์ยังมีหมากอื่นๆ รอให้เล่นอีกไม่น้อย เช่น Xbox Series S โค้ดเนม “Lockhart” ที่จะช่วยให้กำแพงการเข้าถึงคอนโซลยุคใหม่ถูกลงจากเดิม และโมเดล Xbox All Access จ่ายรายเดือนเริ่มต้นที่ 21.99 ดอลลาร์ ได้ทั้ง Xbox Game Pass ทุกเดือน จ่ายครบแล้วเอาเครื่องไปเลย หมากเหล่านี้ล้วนแต่เกิดขึ้นเพื่อสนับสนุนให้คนเข้าถึง Game Pass ได้ง่ายขึ้นในระยะยาว

ยุทธศาสตร์ไหนดีกว่ากัน ฮาร์ดแวร์+เกม vs บริการ

ความเคลื่อนไหวของฝั่ง Xbox ชัดเจนว่าต้องการขยับพื้นฐานของวงการเกม จากฮาร์ดแวร์+ซอฟต์แวร์เกม มาเป็นเกมในฐานะบริการ ภายใต้ร่มของ Xbox Game Pass

แรงขับเคลื่อนของไมโครซอฟท์อาจเริ่มมาจากความพ่ายแพ้ของ Xbox One จนต้องขยับหนี แต่มันอาจเป็นยุทธศาสตร์ที่เหมาะสมกับยุคสมัย เพราะเทคโนโลยีเกมสตรีมมิ่งกำลังเข้ามาเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมเกม ที่เคยต้องอิงกับการส่งผ่านประสบการณ์เล่นเกมด้วยฮาร์ดแวร์เฉพาะมาตลอด

แต่ปี 2020 อาจเร็วไปสำหรับสตรีมมิ่งล้วนๆ 100% ดังที่เราเห็นได้จาก Google Stadia ยังลูกผีลูกคน แนวทางของไมโครซอฟท์ที่ยืดหยุ่น ให้อิสระ เล่นจากคอนโซลก็ได้ พีซีก็ดี สตรีมมิ่งก็ไม่ผิด จึงน่าดึงดูดกว่า Stadia ที่เป็นสตรีมมิ่งอย่างเดียว

ปัญหาของไมโครซอฟท์ในตอนนี้เหลืออยู่ 2 อย่าง ได้แก่ เกมเอ็กซ์คลูซีฟยังไม่เยอะและน่าสนใจพอ (เมื่อเทียบกับฝั่งโซนี่) ตรงนี้ไมโครซอฟท์ก็รู้ตัวดี จึงกว้านซื้อสตูดิโอเกมเข้ามาในสังกัดหลายราย แต่ก็คงต้องใช้เวลาอีกพอสมควรกว่าผลงานจะออกดอกออกผล เมื่อเทียบกับฝั่งโซนี่ที่ลงทุนวางรากฐานในเรื่องนี้มายาวนาน

ปัญหาอีกข้อแสดงให้เห็นชัดจากกรณีกราฟิกของ Halo Infinite ว่าการรองรับฮาร์ดแวร์หลากหลายรุ่น ทำให้ศักยภาพของเกมรุ่นใหม่ “ไปไม่สุด” เพราะฮาร์ดแวร์รุ่นเก่า (ในที่นี้คือ Xbox One) ฉุดรั้งเอาไว้ ในขณะที่เกมเอ็กซ์คลูซีฟของ PS5 อย่าง Horizon Forbidden West หรือ Ratchet & Clank ไม่มีปัญหานี้ เพราะสามารถโฟกัสไปที่ PS5 อย่างเดียวได้เลย

ผมเชื่อว่าในช่วงแรกของคอนโซลยุคที่เก้า ซึ่งเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านจากคอนโซลรุ่นก่อนหน้า ปัจจัยที่มีบทบาทสูงคงเป็นเรื่องของเกมเอ็กซ์คลูซีฟ ซึ่งตอนนี้ PS5 ได้เปรียบกว่าพอสมควร และคงไม่น่าแปลกใจนักหาก PS5 จะยังมียอดขายที่ดีกว่า Xbox Series X ในช่วงปีแรกๆ

แต่เมื่อเวลาผ่านไป มันจะเป็นการวัดกันระหว่างยุทธศาสตร์ “คอนโซลเรือธง” vs “เกมคือบริการ” ยอดขายของ Xbox Series X อาจไม่สำคัญที่สุดอีกแล้ว หากไมโครซอฟท์สามารถดันยอดสมาชิก Game Pass (ทั้งบนคอนโซลและพีซี) ให้ได้ถึง 100 ล้านรายแบบเดียวกับยอดขายของ PS4

นั่นจะกลายเป็นว่า สงครามคอนโซลยุคใหม่จึงกลายเป็นการปะทะกันของ PS5 และ Game Pass แทน

from:https://www.blognone.com/node/117777