คลังเก็บป้ายกำกับ: MICROSOFT

ไมโครซอฟท์วางขาย Surface Hub 2S ในไทย ราคา 3 แสนบาท, ขาตั้งพร้อมล้อ 5 หมื่นบาท

ไมโครซอฟท์ประเทศไทย ประกาศวางขาย Surface Hub 2S กระดานไวท์บอร์ดอัจฉริยะที่นำมาโชว์ครั้งแรกในปี 2018 และเริ่มวางขายจริงในสหรัฐอเมริกาช่วงกลางปี 2019

สเปกคร่าวๆ ของ Surface Hub 2S ใช้หน้าจอขนาด 50″ ขอบจอบาง ความละเอียด 4K, มาพร้อมกล้องวิดีโอ Surface Hub 2S Camera สำหรับการประชุมทางไกล, ออกแบบมาให้ทำงานกับแอพของไมโครซอฟท์ เช่น Office 365 และ Microsoft Teams

ราคาเฉพาะตัวจอ (พร้อมปากกาและกล้อง) อยู่ที่ 308,160 บาท ถ้าต้องการขาตั้งพร้อมล้อเลื่อนด้วย ราคา 49,614 บาท เริ่มวางขายในไทย 23 มีนาคม 2563 ผ่านตัวแทนจำหน่ายของไมโครซอฟท์ในไทย ได้แก่ Add in Business, Ciphermed, ESCO (Thailand), Lannacom, M.I.S. Outsourcing, Ricoh (Thailand), RTB Technology และ WTC Computer

หมายเหตุ: ไมโครซอฟท์ในไทยบอกว่าราคาอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามค่าเงินในแต่ละช่วง โดยราคาขายในสหรัฐอเมริกาคือ 8,999.99 ดอลลาร์ (ประมาณ 280,000 บาท) ซึ่งเป็นราคาที่ยังไม่รวมภาษี

No Description

No Description

from:https://www.blognone.com/node/114389

Microsoft เตรียมออกแพตช์สุดท้าย (จริงๆ) ให้ Windows 7 เพื่อแก้ปัญหาจากแพตช์ก่อนหน้า

เมื่อวันที่ 14 มกราคมที่ผ่านมา เป็นเส้นตายหมดอายุขัยของ Windows 7 แปลว่าจะไม่มีแพตช์อะไรออกมาอีก โดยแพตช์รหัส KB4534310 นับเป็นแพตช์สุดท้ายที่ Windows 7 ได้รับ ส่วนองค์กรใดที่ยังไม่อัพเกรดก็สามารถจ่ายเงินซื้อซัพพอร์ต (ESU) ต่อได้ เช่นรัฐบาลเยอรมนีเป็นต้น

อย่างไรก็ตามในแพตช์ที่ควรจะเป็นแพตช์สุดท้าย กลับมีบั๊กทำให้ภาพหน้าจอ (wallpaper) กลายเป็นสีดำเมื่อตั้งค่าแบบ Stretch (ยืดภาพให้เต็มจอ) แก้ได้โดยการเปลี่ยนเป็น Fill, Fit, Tile หรือ Center ไปก่อน ซึ่ง Microsoft ระบุว่าจะออกแพตช์มาแก้บั๊กนี้ให้ภายหลัง และในทีแรก Microsoft จะปล่อยแพตช์นี้ให้เฉพาะองค์กรที่ซื้อ ESU เท่านั้น แต่ก็เปลี่ยนใจมาปล่อยให้ผู้ใช้ Windows 7 ทุกคนเพราะ Microsoft สร้างบั๊กนี้ขึ้นมาเอง

ทั้งนี้ แพตช์แก้ภาพหน้าจอเป็นสีดำอาจจะเป็นแพตช์สุดท้ายจริงๆ ของ Windows 7 เสียที เพราะที่ผ่านมาไม่เคยมีแพตช์ให้ระบบปฎิบัติการที่หมดอายุซัพพอร์ตแล้ว ยกเว้นกรณีไวรัส WannaCry อันโด่งดังเมื่อกว่าสองปีก่อนที่ Windows XP ได้รับแพตช์เป็นกรณีพิเศษ

ผู้อ่านที่ยังใช้ Windows 7 อยู่สามารถทำตามคู่มืออัพเกรดเป็น Windows 10 ฟรีได้

ที่มา – The Verge

from:https://www.blognone.com/node/114363

พบปัญหาแพตช์ IE Zero-day มีบั๊กกระทบ Printer

เมื่อวันที่ 17 มกราคมที่ผ่านมาได้มีการเปิดเผยช่องโหว่ Zero-day บน IE ซึ่งต่อมาได้มีแพตช์แต่ล่าสุดมีรายงานจากผู้ใช้งานว่าส่งผลกระทบกับ Printer ด้วย

Credit: ShutterStock.com

ช่องโหว่หมายเลข CVE-2020-0674 เป็นช่องโหว่ RCE บน IE เวอร์ชัน 9,10 และ 11 โดยคนร้ายสามารถสร้างเว็บอันตรายขึ้นมาและโจมตีผู้เข้าชมได้จากทางไกล ซึ่งต่อมาหลังจากมีแพตช์ Microsoft ได้เตือนว่าอาจส่งผลกระทบกับส่วนประกอบหรือฟีเจอร์ที่ใช้งาน jscript.dll แต่ล่าสุดพบว่าบั๊กมากกว่านั้น เนื่องจากมีรายงานพบอาการหลายอย่างจากผู้ใช้หลังอัปเดตแพตช์ดังนี้

  • มีปัญหากับการปริ้นต์ของเครื่องพิมพ์ HP และอื่นๆ ที่ใช้ USB ซึ่งได้รับข้อความแจ้งผิดพลาดจากงานล้มเหลว
  • มีปัญหากับ Microsoft Print to PDF
  • อาจเกิดปัญหากับสคิร์ปต์ Proxy Automatic Configuration (PAC)
  • เกิดปัญหากับการเล่นไฟล์ MP4 ของ Windows Media
  • มีปัญหากับ sfc (เครื่องมือสแกน Integrity ของไฟล์และทดเวอร์ชันที่ถูกต้องของ Microsoft) 

หลังพบปัญหาก็มีแพตช์ของ Third-party จาก Opatch ออกมาที่ไม่กระทบผู้ใช้แน่นอน อย่างไรก็ดีหากไม่ต้องการแพตช์จากคนอื่นก็มีวิธีการบรรเทาปัญหาโดยศึกษาได้จากข่าวเก่าของ TechTalkThai

ที่มา :  https://www.techtalkthai.com/microsoft-warning-ie-zero-day-explioted-cve-2020-0674/

from:https://www.techtalkthai.com/zero-patch-for-cve-2020-0674-following-with-bug-effects-printing/

ผู้เชี่ยวชาญเผยโค้ด PoC ช่องโหว่ Windows RD Gateway แล้วแนะผู้ใช้เร่งอัปเดต

ช่องโหว่ Windows Remote Desktop Gateway ได้ถูกแก้ไขในชุดแพตช์ประจำเดือนที่ผ่านมาซึ่งส่งผลกระทบกับ Windows Server หลายเวอร์ชัน เช่น 2012/R2, 2016 และ 2019 โดยปัจจุบันผู้เชี่ยวชาญได้ทยอยเปิดเผยโค้ดสาธิตช่องโหว่แล้ว จึงแนะนำให้ผู้เกี่ยวข้องเร่งอัปเดต

Remote Desktop Gateway เป็นส่วนประกอบใน Windows Server ที่เคยรู้จักกันในชื่อ Terminal Service Gateway ซึ่งช่วยให้องค์กรรวบรวมจุดเชื่อมต่อของบริการ RDP แล้วค่อยส่งต่อไปยังเครื่องภายในองค์กร (Bastion Host)

ช่องโหว่มีหมายเลขอ้างอิง CVE-2020-0609 และ CVE-2020-0610 โดยพบว่ามีความผิดพลาดของหน่วยความจำซึ่งกระทบกับ RD Gateway ซึ่งทำให้แฮ็กเกอร์สามารถโจมตีได้ด้วยการส่ง Request แบบพิเศษไปยังเครื่องเหยื่อและนำไปสู่การทำ Remote Code Execution ทั้งนี้ทาง Microsoft ได้ออกแพตช์แล้วตั้งแต่กลางเดือนที่ผ่านมา

ประเด็นคือปัจจุบันเริ่มมีนักวิจัยได้ทยอยเปิดเผยโค้ดสาธิตการใช้งานช่องโหว่อย่างนักวิจัยที่ใช้นามแฝงออนไลน์ว่า Ollypwn ได้ออกมาเปิดเผยการทำ DoS ซึ่งตั้งชื่อช่องโหว่ว่า ‘BlueGate‘ ในขณะที่นักวิจัยอีกรายที่ชื่อ Laca Marcelli ก็จ่อที่จะเปิดเผยโค้ดเช่นกันแต่ยังรอเวลาให้คนแพตช์กันอีกสักหน่อย นอกจากนี้ยังมี Marcus Hutchins จาก MalwareTech ได้ออกมาเปิดเผยรายละเอียดและแจกโค้ดสำหรับสแกนช่องโหว่ไว้ที่นี่ 

ที่มา :  https://www.bleepingcomputer.com/news/security/rce-exploit-for-windows-rdp-gateway-demoed-by-researcher/ และ  https://www.securityweek.com/poc-exploits-created-recently-patched-bluegate-windows-server-flaws และ  https://www.bleepingcomputer.com/news/security/dos-exploit-poc-released-for-critical-windows-rdp-gateway-bugs/

from:https://www.techtalkthai.com/many-poc-code-for-remote-desktop-gateway-is-coming/

เตือน! พบบั๊กทำ Windows 10 บูตไม่ขึ้นใน KB4528760

มีการแจ้งเตือนจากกลุ่มผู้ใช้งาน Microsoft ว่าพบปัญหากับแพตช์ใหม่ใน KB4528760 ที่เพิ่งออกมาเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน โดยถึงขั้นที่บูตเครื่องกลับมาไม่ได้

credit : microsoft

โดยรวมคือมีการพบปัญหากับการอัปเดต KB4528760 สำหรับผู้ใช้งาน Windows เวอร์ชัน 1909 ที่แสดงอาการผิดพลาดพร้อมโชว์ข้อความ Error หลายอาการจนงงไปหมด ต่อมายังมีการแจ้งว่าพบอาการถึงขั้นบูตกลับมาไม่ได้พร้อมแสดงโค้ด Error ว่า ‘0xc000000e’ อย่างไรก็ตามมีผู้ใช้งานพยายามเชื่อมโยงปัญหากับเรื่อง Microsoft Connect App ที่หมดอายุ แต่ก็ยังไม่สามารถฟันธงได้แน่นอน ดังนั้นตอนนี้กำลังรอให้ Microsoft แก้ไขปัญหาแต่ล่าสุดจากรายงานคาดว่าทีมงาน Microsoft ยังไม่น่าจะรู้ตัวเองด้วยซ้ำว่าอัปเดตใหม่มีปัญหา หากดูจากเนื้อหาใน KB4528760

ที่มา :  https://www.forbes.com/sites/gordonkelly/2020/01/27/microsoft-windows-10-warning-security-update-crash-boot-fail-upgrade-windows-10/amp/

from:https://www.techtalkthai.com/kb4528760-cause-many-windows-10-users-fail-to-boot/

ภาพหลุด Xbox Series X ไม่มีพอร์ต HDMI In รับสัญญาณภาพเข้าไม่ได้แบบ Xbox One

มีภาพหลุดของฮาร์ดแวร์ Xbox Series X รุ่นต้นแบบ แสดงให้เห็นด้านหลังของเครื่องที่ไมโครซอฟท์ยังไม่เคยโชว์ให้เห็น

ถึงแม้ Xbox Series X ไม่มีพอร์ตอะไรแปลกใหม่พิสดาร (พอร์ตยาวๆ ตรงกลางน่าจะเป็นช่องใส่ CompactFlash สำหรับดีบั๊ก) แต่สิ่งที่เป็นประเด็นคือพอร์ต HDMI หายไปหนึ่งช่องเมื่อเทียบกับพอร์ตของ Xbox One คอนโซลรุ่นปัจจุบัน

พอร์ตที่หายไปคือ HDMI In ที่ใช้ Xbox One เป็นตัวรับสัญญาณภาพจากกล่องดาวเทียมหรือเคเบิลทีวี ตามวิสัยทัศน์ของ Xbox One ในช่วงเปิดตัวที่ต้องการเป็น “ฮับความบันเทิงในบ้าน” ซึ่งภายหลังไมโครซอฟท์ค่อยๆ ลดความสำคัญของฟีเจอร์ด้านความบันเทิงลง กลับมาโฟกัสที่การเล่นเกมมากขึ้น

การหายไปของพอร์ต HDMI In ใน Xbox Series X (หากคอนโซลเครื่องจริงใช้พอร์ตตามนี้) ถือเป็นสัญญาณว่าไมโครซอฟท์ล้มเลิกแผนการเรื่องศูนย์กลางความบันเทิงในบ้านแล้วอย่างเป็นทางการ

No Description

ด้านหลังของ Xbox One X (ภาพจากไมโครซอฟท์)

No Description

ที่มา – Ars Technica

from:https://www.blognone.com/node/114342

แอพ MS Remote Desktop บน iOS ได้รับอัพเดต, รองรับการเปิดไฟล์ RDP แล้ว

หลังจากที่ไมโครซอฟท์ได้ยกเครื่องแอพ Remote Desktop บน iOS ใหม่ไปเมื่อปลายปีที่แล้ว ล่าสุดเมื่อสัปดาห์ก่อนทางบริษัทก็ได้ออกอัพเดตให้อีกครั้ง โดยได้เพิ่มฟีเจอร์ใหม่อย่างการรองรับไฟล์ RDP และปรับปรุงการใช้งานแอพเล็กๆ น้อยๆ อีกหลายอย่าง

เริ่มจากฟีเจอร์ใหม่ อัพเดตข้างต้นจะรองรับการรีโมทเข้าการเชื่อมต่อที่ถูกบันทึกเก็บไว้เป็นไฟล์ RDP ทำให้สามารถนำไฟล์ RDP ที่เคยใช้บนพีซี มาเปิดด้วยแอพ Remote Desktop บนอุปกรณ์ iOS ได้เลย

และยังได้เพิ่มการรองรับ การเชื่อมต่อที่ถูกกำหนดในลักษณะลิงก์ RDP URI ทำให้สามารถสั่งแอพ Remote Desktop ให้รีโมทเข้าการเชื่อมต่อที่ถูกกำหนดไว้จาก URI บนแอพพลิเคชั่นอื่นหรือจาก URL บนเว็บ

ส่วนการปรับปรุงวิธีใช้งานและ UI ที่น่าสนใจในเวอร์ชั่นพอสรุปได้ดังนี้

  • สามารถซ่อนแถบ Workspace
  • ปรับปรุงโหมดควบคุมการรีโมทด้วยเมาส์
    • สามารถสั่งซูมและเลื่อนหน้าจอในเวลาเดียวกันได้แล้ว
    • สามารถแตะค้างที่หน้าจอเพื่อสั่งคลิกขวา
    • เลิกใช้การสั่งคลิกขวาด้วยการลงแรงกดหน้าจอ (Force Touch)

แอพ Microsoft Remote Desktop เวอร์ชันล่าสุด สามารถใช้งานได้กับระบบปฏิบัติการ iOS เวอร์ชัน 13 หรือใหม่กว่าเท่านั้น ท่านใดสนใจเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ App Store ครับ

ที่มา – Windows Central

No Description

from:https://www.blognone.com/node/114322