คลังเก็บป้ายกำกับ: METRO_CONNECT

จัดการวิเคราะห์ข้อมูลทางธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วย IBM Data Analytics Platform

หนึ่งในโครงการด้าน Digital Transformation ที่ได้รับความสนใจสูงสุดในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ ก็คือการปรับธุรกิจสู่การเป็น Data-Driven Business อย่างเต็มตัว อย่างไรก็ดี ก้าวสำคัญครั้งนี้อาจไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เพราะโครงการด้าน Data นั้นมักมีความซับซ้อนที่หลากหลาย และไม่ได้มีโซลูชันสำเร็จรูปตายตัวให้พร้อมใช้งานได้เหมือนอย่าง Business Application บางประเภท

ในบทความนี้เราจะขอแนะนำแนวคิดและเทคโนโลยีจาก IBM และ Metro Connect สำหรับตอบโจทย์นี้ให้ทุกท่านได้รู้จักกันครับ

Credit: ShutterStock.com

โจทย์ยากของการพลิกโฉมธุรกิจด้วย Data และ Analytics

ปัญหาที่ธุรกิจส่วนใหญ่ต้องเผชิญในการก้าวสู่การเป็น Data-Driven Business นั้นก็มีด้วยกันหลากหลาย ตั้งแต่การที่ข้อมูลถูกจัดเก็บอยู่ในระบบที่หลากหลายและสามารถนำมาใช้งานรวมกันแบบบูรณาการได้ยาก การมีข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์หรือขาดคุณภาพ ทำให้ไม่สามารถนำมาใช้งานจริงได้ การขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะและเครื่องมือที่เหมาะสม ไปจนถึงการขาดวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนจากผู้บริหารในการขับเคลื่อนโยบาย และโจทย์ใหม่ที่จะเกิดขึ้นจากข้อบังคับทางกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ที่ทำให้การจัดเก็บข้อมูลนั้นมีกระบวนการด้านความเป็นส่วนตัวและความมั่นคงปลอดภัยที่ต้องเสริมเข้าไปด้วย

ปัญหาเหล่านี้ล้วนต้องอาศัยการวางแผนและทีมงานผู้เชี่ยวชาญในการดำเนินการ โดยทั้งหมดนี้แทบจะเป็นเรื่องใหม่ของแทบทุกธุรกิจ ดังนั้นจึงไม่แปลกที่หลายธุรกิจถึงแม้จะมีภาพเป้าหมายอยู่ลางๆ แล้วแต่ก็ยังไม่อาจเริ่มก้าวแรกได้เสียที

3 แนวทางการทำข้อมูลมาใช้สร้างคุณค่าให้กับธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ

ทาง IBM และ Metro Connect ได้ทำการสรุป 3 แนวทางสำหรับให้ภาคธุรกิจได้เริ่มต้นทำโครงการด้าน Data ให้ประสบความสำเร็จได้อย่างง่ายๆ ดังนี้

1. เปลี่ยนข้อมูลที่มีอยู่ให้เข้าถึงและใช้งานได้ง่าย

อันที่จริงแล้วหลายธุรกิจไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากสิ่งที่ยาก แต่เพียงแค่เปิดให้ข้อมูลทางธุรกิจที่ตนเองมีอยู่ในแผนกต่างๆ นั้นถูกนำมาใช้งานเพื่อทำการวิเคราะห์ทั้งสำหรับพนักงานและผู้บริหารให้ได้อย่างง่ายดายก็สามารถสร้างประโยชน์ให้กับธุรกิจได้แล้ว รวมถึงยังเป็นการช่วยปรับวัฒนธรรมขององค์กรให้เริ่มคุ้นชินกับการนำข้อมูลและเทคโนโลยีมาใช้ในการทำงานได้อีกด้วย

2. สร้างศูนย์กลางของข้อมูลเพื่อให้นำมาใช้งานได้อย่างวางใจ

ขั้นถัดไปนั้นก็คือการสร้างระบบจัดเก็บข้อมูลกลางที่จะทำให้พนักงานในแผนกต่างๆ สามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลเหล่านี้ได้อย่างง่ายดาย และวางใจได้ว่าข้อมูลในระบบเหล่านี้คือข้อมูลที่ถูกต้อง ล่าสุด ครบถ้วน และมีคุณภาพ พร้อมให้นำไปใช้งานสร้างคุณค่าใหม่ๆ ให้กับภาคธุรกิจได้ทันที

3. เริ่มทำการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง

เมื่อทีมงานเริ่มทำการวิเคราะห์ข้อมูลในธุรกิจได้แล้ว หลายภาคส่วนในธุรกิจก็จะเริ่มเห็นว่าการนำข้อมูลมาสร้างคุณค่าใหม่ๆ นั้นจะประสบความสำเร็จได้อย่างไร ก็จะเริ่มทำให้เห็นภาพของการนำเทคโนโลยีชั้นสูงมากขึ้นมาใช้ เช่น การนำ Machine Learning มาทำนายแนวโน้มในการทำงานต่างๆ หรือการนำ AI มาสร้างระบบ Alert & Suggestion เพื่อช่วยให้ทีมงานสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นและไม่ต้องลงมาวิเคราะห์ข้อมูลด้วยตนเองอยู่เสมอไป เป็นต้น

IBM Data Analytics Platform – Starter Pack ตอบโจทย์การนำข้อมูลไปใช้งานอย่างครบถ้วนด้วยการผสาน 3 เทคโนโลยีเข้าด้วยกัน

ทาง Metro Connect และ IBM ได้ร่วมมือกันจัดชุด IBM Data Analytics Platform – Starter Pack เพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถเริ่มต้นมีระบบที่พร้อมตอบโจทย์ด้านการวิเคราะห์ข้อมูลในช่วงแรกเริ่มได้อย่างง่ายๆ ด้วยการผสานรวมเทคโนโลยีที่ดีที่สุดจาก IBM 3 ส่วนเข้าด้วยกัน ได้แก่

1. Ingestion & Integration

ด้วย IBM DataStage Workgroup การแปลงข้อมูลทางธุรกิจที่มีอยู่ให้อยู่ในรูปพร้อมนำไปใช้ทำการวิเคราะห์และเชื่อมต่อรวมหลายระบบเพื่อให้นำข้อมูลมาวิเคราะห์ร่วมกันได้นั้นก็จะเป็นไปได้อย่างง่ายดาย โดยข้อมูลต้นฉบับนั้นก็ยังคงถูกจัดเก็บอยู่ภายในฐานข้อมูลเดิม ไม่ส่งผลกระทบต่อการทำงานของระบบเดิมที่มีอยู่แต่อย่างใด

2. Data Management

สำหรับการจัดเก็บข้อมูลเพื่อนำมาใช้ในการวิเคราะห์อย่างมีประสิทธิภาพนั้น IBM DB2 Standard ระบบฐานข้อมูลจาก IBM ก็พร้อมจะรับบทบาทนี้และเปิดให้ภาคธุรกิจสามารถเชื่อมต่อนำข้อมูลไปใช้งานได้ในรูปแบบที่หลากหลาย ทั้ง SQL, Spatical, XML, JSON และอื่นๆ อีกมากมาย

3. Visualization

สำหรับการแสดงผลและสร้างรายงาน IBM Cognos Analytics คือเทคโนโลยีที่จะใช้ดึงข้อมูลจากสองระบบข้างต้นมาทำการวิเคราะห์และแสดงผลได้อย่างง่ายดาย และนำมาสร้างเป็นกราฟ, Dashboard หรือรายงานทางธุรกิจสำหรับนำไปใช้งานในเชิงธุรกิจได้ทันที

โปรโมชันราคาพิเศษ สำหรับระบบ Data Analytics Platform

สำหรรับผู้ที่สนใจอยากเริ่มต้นระบบ Data Analytic Platform ในองค์กร สามารถเริ่มต้นได้ทันทีด้วยชุดโปรโมชันพิเศษดังนี้

สนใจโซลูชันของ IBM ติดต่อทีมงาน Metro Connect ได้ทันที

สำหรับผู้ที่สนใจโซลูชันของ IBM สามารถติดต่อทีมงาน Metro Connect ได้ทันทีโดยสามารถขอใบเสนอราคาได้ทันทีที่แผนกการตลาด อีเมล์ anutrwan@metroconnect.co.th หรือโทร 02-089-4508

from:https://www.techtalkthai.com/ibm-data-analytics-platform-for-digital-transformation-by-metro-connect/

ก้าวสู่การทำ IT Automation และ Composable Infrastructure ตอบรับ New Normal ด้วย HPE OneView

การทำ IT Automation นั้นได้กลายเป็นหัวใจสำคัญในกลยุทธ์ด้าน Modernize IT ของแต่ละธุรกิจองค์กรท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงสู่ New Normal ของการทำงาน เพื่อช่วยให้การบริหารจัดการระบบ IT Infrastructure นั้นเป็นไปได้อย่างอัตโนมัติ, ง่ายดาย, ผิดพลาดน้อยลง และนำไปสู่การทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นในองค์รวม HPE ในฐานะของผู้นำด้านระบบ IT Infrastructure จึงต้องการก้าวรุกสู่การเป็นผู้นำด้าน IT Automation ในระดับองค์กร ด้วยการนำเสนอ HPE OneView โซลูชัน Software-Defined Infrastructure จาก HPE ที่พัฒนาต่อยอดมาเป็นเวลานับสิบปี จากระบบ Centralized IT Management สู่การทำ IT Automation อย่างเต็มตัวแล้ว

รู้จักกับ HPE OneView

สำหรับคนที่อยู่ในวงการมานานคงจะคุ้นชื่อกับ HPE OneView กันเป็นอย่างดีในฐานะของเครื่องมือบริหารจัดการจากศูนย์กลางสำหรับโซลูชันต่างๆ ของ HPE แต่ในทุกวันนี้ HPE OneView เองก็ได้มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องจนรองรับการทำ Automation ให้กับระบบ IT Infrastructure ที่หลากหลาย ช่วยตอบโจทย์การทำงานของผู้ดูแลระบบ IT และการวางกลยุทธ์ระยะยาวในการบริหารจัดการระบบ IT ให้กับธุรกิจได้เป็นอย่างดี

สำหรับจุดเด่นที่น่าสนใจของ HPE OneView นั้นก็มีด้วยกันหลายประการ ดังนี้

  • สามารถทำ Software-Defined Infrastructure สำหรับทั้ง Server, Storage และ Fabric ได้ในหนึ่งเดียว เปลี่ยนการบริหารจัดการให้กลายเป็น Automation ทำงานได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น
  • สามารถบริหารจัดการได้ทั้งระบบ On-Premises และ Cloud 
  • มีหน้า Global Dashboard แบบ Near Real-Time ทำให้เห็นการทำงานของอุปกรณ์นับพันในหลาย Data Center รวมกันได้ในหน้าจอเดียว
  • มีระบบ Template สำหรับการทำ Automation ที่รองรับการใช้งานไปจนถึงระดับการจัดการกับ Firmware หรือ Driver อุปกรณ์ ทำให้สามารถจัดการอุปกรณ์จำนวนมากได้โดยไม่เกิดความผิดพลาด
  • มี Plug-in สำหรับเชื่อมต่อกับ VMware vCenter และ Microsoft Systems Center บริหารจัดการระบสำหรับธุรกิจองค์กรได้อย่างง่ายดาย
  • มี API เชื่อมต่อกับระบบอื่นๆ ได้หลากหลาย รวมถึงเครื่องมือในการทำ Automation เช่น Red Hat Ansible, Chef, Puppet, PowerShell, Python, Terraform และ VMware vRealize Automation
  • รองรับการจัดการด้านความมั่นคงปลอดภัยในระดับ IT Infrastructure ได้ เช่น การกำหนดสิทธิ์ของผู้ดูแลระบบให้สามารถควบคุมระบบเฉพาะที่ตนเองเกี่ยวข้อง, การรองรับ Two-Factor Authentication, การตรวจสอบ Firmware และ Security Patch, การรองรับการใช้งาน CNSA Mode, การรองรับ FIPS 140-2, ความสามารถในการจัดการ Certificate ที่เกี่ยวข้องกับระบบ และอื่นๆ อีกมากมาย พร้อมทั้งทำการเข้ารหัสข้อมูล Data-at-Rest ในตัว
  • สามารถออกรายงานด้าน Compliance ได้ถึงระดับการทำ Firmware Compliance ช่วยให้การตรวจสอบมาตรฐานการทำงานของระบบเป็นไปได้อย่างง่ายดายยิ่งขึ้น
  • รองรับการทำ Infrastructure as Code ได้
  • เชื่อมต่อและควบคุมอุปกรณ์ทั้งหมดอย่างมั่นคงปลอดภัย

การใช้ HPE OneView นี้จะช่วยให้ผู้ดูแลระบบสามารถติดตามการใช้งาน, บริหารจัดการ, ปรับเปลี่ยนการตั้งค่า และปรับกระบวนการทำงานให้เป็นแบบ Automation เพื่อลดภาระงานภายใน Data Center ลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้การใช้งานทรัพยากรต่างๆ ที่มีอยู่นั้นคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น, แก้ไขปัญหาได้รวดเร็วยิ่งขึ้น และติดตั้งใช้งานอุปกรณ์ใหม่ๆ เพิ่มเติมภายในระบบได้อย่างง่ายดายยิ่งขึ้นในเวลาเดียวกัน

สู่ขั้นสุดของ Automation ด้วย HPE Composable Infrastructure

แน่นอนว่าเมื่อ HPE ได้นำเสนอแนวคิดของ Composable Infrastructure ออกสู่ตลาดเพื่อให้การใช้งาน Hardware ภายใน Data Center นั้นมีความยืดหยุ่นสูงสุดรองรับต่อความเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว และยังคงทำงานได้แบบอัตโนมัติ ทาง HPE ก็ได้นำ HPE OneView นี้เข้าไปเป็นหัวใจสำคัญของแนวคิดนี้ในฐานะของระบบบริหารจัดการ, การทำ Automation และเชื่อมต่อ API กับระบบอื่นๆ ทั้งหมดเพื่อให้สามารถทำงานร่วมกันได้จากศูนย์กลางอย่างอัตโนมัติ เป็นองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้ในภาพของ Composable Infrastructure เลย

การก้าวสู่ภาพของ Composable Infrastructure อย่างเต็มตัวนั้น จะทำให้อุปกรณ์ทั้งหมดภายใน Data Center สามารถถูกควบคุมได้จากศูนย์กลาง และถูกนำไปใช้เป็นทรัพยากรเพื่อรองรับ Workload ต่างๆ ได้อย่างยืดหยุ่น ทั้ง Traditional Workload สำหรับรองรับ Application แบบดั้งเดิมในธุรกิจองค์กร, Virtualization สำหรับการทำ Data Center Consolidation, CI/CD Pipeline สำหรับรองรับการพัฒนา Software, Container สำหรับรองรับ Cloud-Native Application ไปจนถึงระบบ Hybrid Cloud และ Multi-Cloud

สำหรับโซลูชันของ Composable Infrastructure ที่เข้าใจได้ง่ายนั้น ก็คือการใช้ HPE Synergy ร่วมกับ HPE OneView เพื่อสร้าง Software-Defined Data Center ได้ด้วย Hardware ของ HPE Synergy ที่ได้รวมเอาทั้ง Compute, Storage และ Fabric ไว้ในตัวสำหรับรองรับ Workload ทุกรูปแบบ พร้อมระบบสำหรับจัดการ Image Template เพื่อ Deploy ระบบต่างๆ และควบคุมการทำงานทั้งหมดแบบ Automation ได้ด้วย HPE OneView โดยยังสามารถทำการเพิ่มขยายด้วย Hardware อื่นๆ จาก HPE และระบบอื่นๆ ที่ผ่านการรับรองจาก HPE เพื่อทำงานร่วมกันภายใต้แนวคิด Composable Infrastructure ได้ผ่าน HPE OneView ทั้งหมด

สำหรับ HPE OneView รุ่นล่าสุดในปัจจุบันนี้ก็ออกมาถึงรุ่น 5.2 แล้ว ซึ่งก็มีความสามารถใหม่ๆ เพิ่มเติมเข้ามามากมายไม่ว่าจะเป็นการรองรับ Composable Infrastrucutre ได้ดีขึ้น, การรองรับ Hardware ใหม่ๆ ของ HPE, การจัดการ Firmware และการจัดการด้าน Security ที่ได้เสริมเรื่องของการดึงข้อมูล Certificate Revocational List (CRL) ให้โดยอัตโนมัติเพื่อให้สามารถทำงานได้ง่ายขึ้น และการจำกัดว่าผู้ใช้งานจะสามารถดูแลกลุ่มของระบบได้ตามสิทธิ์ของตนเอง เป็นต้น

ศึกษาเพิ่มเติมจาก E-Book ฟรี HPE OneView for Dummies

สำหรับผู้ที่สนใจการใช้งาน HPE OneView หรืออาจจะใช้งานอยู่แล้วแต่ยังอยากทำความเข้าใจความสามารถต่างๆ ให้มากขึ้น HPE ได้เขียนหนังสือ HPE OneView for Dummies เพื่อให้ผู้ที่สนใจทำการโหลดไปอ่านได้ฟรีๆ ที่ https://www.hpe.com/us/en/resources/integrated-systems/oneview-for-dummies.html

ทดลองใช้งาน HPE OneView ได้ฟรีทันที

เพื่อให้ธุรกิจองค์กรได้เข้าใจถึงการทำงานของ HPE OneView ได้ดียิ่งขึ้นก่อนตัดสินใจนำไปใช้เป็นหัวใจหลักในการลงทุนกลยุทธ์ด้าน IT ทาง HPE จึงได้เปิดให้ผู้ที่สนใจสามารถ Download HPE OneView ไปทดลองใช้งานได้ฟรีๆ ที่ https://www.hpe.com/us/en/resources/integrated-systems/oneview-trial.html

สนใจโซลูชันของ HPE ติดต่อ Metro Connect

สำหรับผู้ที่สนใจโซลูชันใดๆของ HPE สามารถติดต่อทีมงาน Metro Connect เพื่อขอรายละเอียดเพิ่มเติม, ทดสอบระบบ หรือขอใบเสนอราคาได้ทันทีที่แผนกการตลาด อีเมล์ anutrwan@metroconnect.co.th หรือโทรติดต่อ 02-089-4508

from:https://www.techtalkthai.com/it-automation-with-hpe-oneview-by-metro-connect/

Nexus Webinar: Transcend In The Unknown Future ชัยชนะทางธุรกิจในอนาคต ที่ไม่สามารถคาดเดาได้

วันพุธที่ 27 พฤษภาคม 2563
เวลา 10:00 -11:00 น.

การทำธุรกิจจะไม่เหมือนเดิมแล้ว องค์กรต่าง ๆ ทั่วโลกกำลังเรียนรู้ที่จะปรับตัวให้เข้ากับ “ความปกติใหม่” หรือ New Normal ที่เกิดจากการระบาดของ COVID-19 ผลจากการระบาดใหญ่ครั้งนี้จะกำหนดกลยุทธ์ทางธุรกิจในอนาคตของเราอย่างไร และเราจะเตรียมตัวเองและ บริษัทของเรา ให้สามารถฟื้นตัวทางธุรกิจ และจะทำให้มันเจริญรุ่งเรืองได้อย่างไร

เน็กซัส ฯ จับมือกับพาร์ทเนอร์ ได้แก่ SAP Thailand, Hewlett Packard Enterprise และ Metro Connect ร่วมแบ่งปันวิธีการนำเทคโนโลยีที่แข็งแกร่งมาช่วยการมองเห็นของข้อมูลและเพิ่มความยืดหยุ่นทางธุรกิจอันเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จในมาตรฐานใหม่นี้

เชิญเข้าร่วมการสัมมนาออนไลน์ของเราเพื่อค้นหาวิธีที่จะก้าวข้ามในสภาวะปกติใหม่:

  • ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี HANA เพื่อยกระดับธุรกิจของคุณ
  • ปลดล็อคผลประกอบการไปอีกระดับด้วยเทคโนโลยีการคาดการณ์อัจฉริยะและระบบอัตโนมัติ
  • เชื่อมโยงชุมชนออนไลน์เพื่อให้สามารถเข้าถึงและตอบสนองกลุ่มลูกค้าได้อย่างโดดเด่น

หากองค์กรของคุณมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จในโลกธุรกิจหลังสถานการณ์ COVID-19 นี่คืองานสัมมนาออนไลน์ที่คุณไม่ควรพลาด!

หัวข้อสัมมนา

  • ธุรกิจในความปกติใหม่ (New Norm) หลังการแพร่ระบาดใหญ่ของ COVID-19
  • องค์กรอัจฉริยะที่จะก้าวข้ามพ้นภาวะความปกติใหม่ (New Norm)
  • การก้าวสู่ S/4HANA
  • แพลตฟอร์มเพื่อเปิดสวิตช์ในการเป็นองค์กรอัจฉริยะ
  • ถาม – ตอบ

ท่านสามารถลงทะเบียนเข้ารับชมได้ที่ https://nexus-sr.com/en/register-webinar-transcend-in-the-unknown-future/

from:https://www.techtalkthai.com/nexus-webinar-transcend-in-the-unknown-future/

สร้างระบบ Secure File Sharing ในองค์กร ตอบรับการทำงานยุค New Normal ด้วย IBM และ EasiShare

การทำงานแบบ Remote Working นั้นได้เริ่มกลายเป็นแนวทางการทำงานมาตรฐานในหลายธุรกิจองค์กรแล้ว และแนวโน้มนี้ก็ไม่มีทีท่าจะหยุดลงแม้หลังจาก COVID-19 จะจบไป การเริ่มลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อมาตอบโจทย์การทำงานจากนอกออฟฟิศให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยจึงเริ่มกลายเป็น Strategic Move ของหลายธุรกิจองค์กร

เพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถตอบรับต่อแนวโน้มดังกล่าวนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ Metro Connect จึงได้ร่วมมือกับ IBM จัดโซลูชัน Enterprise Secure File Sharing ที่ผสานเทคโนโลยีระบบ Secure File Sharing จาก EasiShare ให้ทำงานร่วมกับ Enterprise Storage จาก IBM ทำให้ธุรกิจองค์กรสามารถมี Cloud File Sharing ที่มีความมั่นคงปลอดภัยสูง และจัดเก็บข้อมูลทั้งหมดอยู่ภายในองค์กรเอง ไม่รั่วไหลออกไปที่ไหน พร้อมโปรโมชันพิเศษให้ภาคธุรกิจตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

เมื่อ Cloud File Sharing อาจไม่ได้ตอบโจทย์สำหรับทุกธุรกิจองค์กร

เดิมทีนั้นบริการ Cloud File Sharing ที่มีให้เลือกใช้ ถึงแม้ว่าจะสะดวกและง่ายดาย มีความสามารถมากมายให้เลือกใช้งานได้ จนมีการใช้งานกันอย่างแพร่หลายในภาคธุรกิจ แต่ปัญหาส่วนใหญ่ที่ธุรกิจองค์กรมักต้องเผชิญกับการใช้บริการลักษณะนี้ก็มีหลากหลาย เช่น

  • การจัดเก็บข้อมูลบนระบบ Cloud นอกประเทศ อาจมีประเด็นปัญหาเรื่องข้อกำหนดในการจัดเก็บข้อมูล 
  • การใช้ Bandwidth เชื่อมต่อไปต่างประเทศมาก และการเข้าถึงข้อมูลงานสำคัญไม่ได้หาก Internet ระหว่างประเทศมีปัญหา
  • การเข้าถึงไฟล์หรือข้อมูลที่มีขนาดใหญ่อาจมีความล่าช้า ไม่สามารถแสดงผลได้แบบทันท่วงที
  • ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นตามพื้นที่จัดเก็บข้อมูลและจำนวนผู้ใช้งาน ซึ่งในบางกรณีอาจมีความไม่สมเหตุสมผล
  • ความสามารถในการกำหนดสิทธิ์เพื่อแชร์ไฟล์ให้กับผู้อื่น มีความแตกต่างกันไปตามผู้ให้บริการแต่ละราย และอาจไม่ตอบโจทย์ความต้องการทั้งหมดได้

ด้วยปัญหาเหล่านี้เอง ทำให้กรณีการใช้งานของบริการ Cloud File Sharing ไม่อาจตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจองค์กรได้อย่างครอบคลุมนัก และอีกทางเลือกหนึ่งที่เกิดขึ้นมาก็คือการสร้างบริการรูปแบบเดียวกันนี้ขึ้นมาภายในระบบ IT Infrastructure ของธุรกิจองค์กรนั่นเอง เพื่อให้สามารถเลือกใช้ฟีเจอร์ที่ตนเองต้องการได้ และยังควบคุมเรื่องประสิทธิภาพและความจุของระบบให้เหมาะสมกับการทำงานได้เป็นอย่างดี

รู้จักกับ EasiShare ระบบ Secure File Sharing Platform สำหรับธุรกิจองค์กร

EasiShare นี้เป็นระบบ Secure File Sharing Platform ที่ออกแบบมาสำหรับใช้งานภายในธุรกิจองค์กรโดยเฉพาะ พร้อมจุดเด่นหลักๆ ด้านความสามารถในการแชร์ข้อมูลให้กับผู้ร่วมงานหรือลูกค้าได้อย่างมั่นคงปลอดภัยด้วยตัวเลือกในการกำหนดสิทธิ์ที่หลากหลาย และความสามารถในการผสานระบบเข้ากับโซลูชันของธุรกิจองค์กรอย่างง่ายดาย เพื่อให้ภาคธุรกิจองค์กรนำไปใช้งานได้ในสถาปัตยกรรมรูปแบบตามที่ต้องการ

การเข้าถึงไฟล์งานต่างๆ ภายใน EasiShare นี้มีความง่ายดายจากการที่ระบบถูกออกแบบ User Interface ให้คล้ายคลึงกับ Windows File Explorer ดังนั้นผู้ใช้งานจึงไม่ต้องเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ในการใช้งาน และสามารถทำความคุ้นเคยกับความสามารถในการแบ่งปันไฟล์รูปแบบต่างๆ ที่หลากหลายได้ทันที รวมถึงยังมีระบบแจ้งเตือนเมื่ออีกฝ่ายเปิดอ่านไฟล์นั้นๆ ทำให้สามารถทำงานร่วมกันจากระยะไกลได้อย่างสะดวก ติดตามการทำงานกันได้อย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ ภายใน EasiShare ก็ยังมี File Viewer รองรับการเปิดอ่านไฟล์ได้หลากหลายรูปแบบ ดังนั้นจึงสามารถเลือกกำหนดการแชร์ไฟล์แบบ Read Only ไปยังผู้ใช้งานได้ ทำให้ผู้ใช้งานถึงแม้จะเปิดอ่านไฟล์ได้แต่ก็ไม่สามารถทำการโหลดหรือแก้ไขไฟล์นั้นๆ รวมถึงยังสามารถใส่ลายน้ำลงไปบนไฟล์ได้ สามารถตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจบางประเภทที่ไม่ต้องการให้ข้อมูลรั่วไหลได้ดีขึ้น ในขณะที่การปรับแต่งสิทธิ์การแบ่งปันไฟล์ต่างๆ ก็สามารถทำได้อยู่ตลอดเวลา และยังสามารถทำการ Wipe ข้อมูลของผู้ใช้งานเป็นรายๆ ไปได้ พร้อมฟีเจอร์อื่นๆ เช่น

  • One-­Time Secure File Download Link
  • Expiry Date/Time
  • 2FA with OTP
  • Limited Number of Download Attempts
  • Backup
  • Selective Sync
  • Mobile Access
  • File Type Restriction

จะเห็นได้ว่าในเชิงของการแชร์ไฟล์ EasiShare นั้นมีลูกเล่นที่หลากหลาย และพร้อมให้ภาคธุรกิจนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างยืดหยุ่น

ในเแง่ของการติดตั้งใช้งาน ด้วยการที่ EasiShare นั้นถูกวางตัวมาให้เป็นระบบ Secure File Sharing สำหรับธุรกิจองค์กรอยู่แล้ว ดังนั้น EasiShare จึงสามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีชั้นนำที่ถูกใช้งานภายในธุรกิจองค์กรได้ ไม่ว่าจะเป็น IBM, Microsoft, AWS, Symantec, Trend Micro หรือ SecureAge ก็ตาม อีกทั้งยังสามารถบริหารจัดการได้จากศูนย์กลาง โดยเมื่อธุรกิจองค์กรมีขนาดใหญ่ขึ้น ก็สามารถทำการผสานระบบเข้ากับ Single Sign-On เพื่อลดความซับซ้อนในส่วนของผู้ใช้งานลงได้

นอกเหนือจากการนำ EasiShare ไปใช้ในฐานะของระบบ File Sharing แล้ว ตัวอย่างของการนำ EasiShare ไปใช้งานในภาคธุรกิจที่โดดเด่นกว่าบริการ File Sharing ทั่วไปก็มีดังต่อไปนี้

  • การปกป้องข้อมูลสิทธิบัตร (Intellectual Property) ของธุรกิจ ในขณะที่ยังคงแบ่งปันข้อมูลบเหล่านี้ให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้อย่างคล่องตัว ด้วยการใช้สิทธิ์ระดับ Read Only ผ่านทาง Viewer พร้อมการใส่ลายน้ำ
  • การใช้งานในธุรกิจโรงพยาบาล ที่ต้องมีการแบ่งปันข้อมูลผลการตรวจสอบรักษาผู้ป่วยซึ่งมีขนาดใหญ่ให้กับบุคลากรที่เกี่ยวข้องในกระบวนการรักษาอย่างมั่นคงปลอดภัย
  • ใช้งานเป็นระบบ File Sharing แทน SMB และการใช้ USB ภายในสถานศึกษา เสริมด้วยความมั่นคงปลอดภัยที่สูงกว่า และการเข้าถึงได้จากภายนอก

ผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ EasiShare สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://easishare.com/

มั่นใจในประสิทธิภาพและความทนทานของข้อมูล ด้วย IBM FlashSystem

เพื่อให้มั่นใจว่าระบบของ EasiShare นั้นจะทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ในขณะที่ข้อมูลสำคัญทางธุรกิจนั้นจะยังคงถูกปกป้องอย่างมั่นคงไม่สูญหายไปไหน การใช้ IBM FlashSystem เป็นระบบ Enterprise Storage สำหรับจัดเก็บข้อมูลให้กับ EasiShare นั้นก็ถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ

IBM FlashSystem 5030 หรือที่เคยรู้จักกันในชื่อ IBM Storwize V5030E คือโซลูชัน All-Flash และ Hybrid Flash ที่ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการจัดเก็บข้อมูลภายใน Data Center ของธุรกิจองค์กรโดยเฉพาะ โดยนอกเหนือจากประสิทธิภาพที่ได้มาจากการใช้ Flash แล้ว ภายใน IBM FlashSystem 5030 นี้ก็ได้มีการผสานระบบ IBM Spectrum Virtualize สำหรับช่วยให้การบริหารจัดการข้อมูลภายในระบบ Storage ที่หลากหลายนั้นมีความง่ายดายมากยิ่งขึ้น และระบบ IBM Storage Insights ซึ่งเป็นระบบ AI-Powered Predictive Storage Management ที่จะช่วยทำนายแนวโน้มการเกิดปัญหาบนอุปกรณ์ได้ล่วงหน้า และทำให้การจัดการป้องกันปัญหาเป็นไปได้แบบเชิงรุกอีกด้วย

สำหรับความทนทาน IBM FlashSystem 5030 นี้มาพร้อมกับความมั่นคงทนทานระดับ 99.9999% พร้อมรองรับการใช้งานในแบบ Hybrid Multicloud ได้ อีกทั้งยังมีเทคโนโลยี Data Deduction ที่จะช่วยลดพื้นที่ที่ต้องใช้จัดเก็บข้อมูลจริง ทำให้ในการใช้งานนั้นเราสามารถจัดเก็บข้อมูลด้วยพื้นที่ที่มากกว่าความจุที่ระบบมีให้แบบ Physical ได้อย่างคุ้มค่า

ผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ IBM FlashSystem 5030 สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.ibm.com/products/flashsystem-5000

คุ้มค่าด้วยโปรโมชัน Super Combo ใช้ IBM FlashSystem ได้ถึง 20TB พร้อมแถมฟรี EasiShare, IBM Storage Insights และ iPad Air

สำหรับธุรกิจองค์กรที่สนใจโซลูชันของ EasiShare นี้ ทาง Metro Connect และ IBM ได้ร่วมกันจัดโปรโมชัน IBM Super Combo โปรโมชันสุดคุ้มที่จะทำให้ภาคธุรกิจมีระบบ Enterprise Storage สำหรับใช้งานภายใน Data Center พร้อมกับ Enterprise Secure File Sharing ที่จะทำให้พนักงานภายในองค์กรสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและมั่นคงปลอดภัยท่ามกลางการทำงานแบบ New Normal ทั้งที่กำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบันและอนาคต โดยภายในโปรโมชันประกอบไปด้วยส่วนต่างๆ ดังนี้

  • IBM FlashSystem 5030 ที่มีความจุสำหรับการใช้งานประมาณ 20TB หลังการทำ Data Deduction
  • IBM Storage Insights พร้อมใช้งานได้ฟรี 90 วัน
  • EasiShare พร้อม License สำหรับผู้ใช้งานฟรี 10 User
  • iPad Air WiFi 64GB ฟรี จำนวน 1 เครื่อง

สนใจโซลูชันของ IBM ติดต่อทีมงาน Metro Connect ได้ทันที

สำหรับผู้ที่สนใจโซลูชันของ IBM สามารถติดต่อทีมงาน Metro Connect เพื่อขอรายละเอียดเพิ่มเติม, ทดสอบระบบ หรือขอใบเสนอราคาได้ทันทีที่คุณอนุตรีย์ วานิชย์หานนท์ อีเมล์ anutrwan@metroconnect.co.th หรือโทร 02-089-4508

from:https://www.techtalkthai.com/secure-file-sharing-with-ibm-and-easishare-by-metro-connect/

รู้จักกับ HPE ProLiant Server ทั้ง 3 รุ่น เลือกใช้ให้เหมาะสมกับทุกความต้องการของธุรกิจที่แตกต่าง

เมื่อพูดถึงชื่อของ HPE ProLiant Server เราคงคุ้นเคยกันดีในฐานะของ Server รุ่น Mainstream จาก HPE ที่ใช้งานได้ทั้งในธุรกิจขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ แต่อันที่จริงแล้ว HPE ProLiant Server นั้นมีรุ่นย่อยภายในด้วยกัน 3 รุ่นเพื่อตอบโจทย์ความต้องการในการประมวลผลและจัดการข้อมูลสำหรับธุรกิจที่แตกต่างกันออกไป และบทความนี้เราก็จะพาทุกท่านไปรู้จักกับ HPE ProLiant Server ทั้ง 3 รุ่นดังนี้ครับ

1. HPE ProLiant DL: Rack Server สำหรับใช้งานใน Data Center

Rack Server ที่ออกแบบให้มีทั้งความยืดหยุ่น, ความมั่นคงทนทาน และประสิทธิภาพที่สูง ซึ่งสามารถเลือกใช้งานได้ทั้งหน่วยประมวลผล Intel Xeon Scalable Processor และ AMD EPYC Processor ทำให้สามารถเลือกใช้งาน Server ที่มีสมรรถนะที่เหมาะสมต่อ Workload ภายใน Data Center ได้หลากหลาย ตั้งแต่การใช้งานทั่วๆ ไป ไปจนถึงระบบที่ต้องเน้นการประมวลผล, เน้นการใช้งาน RAM ปริมาณมาก และการรองรับระบบ Virtualization ด้วยความหนาแน่นสูง

2. HPE ProLiant ML: Tower Server สำหรับตอบโจทย์ความต้องการทั่วไปของธุรกิจ

Tower Server ที่เน้นเรื่องของความง่ายดายและความคุ้มค่าในการใช้งาน ด้วยจุดเด่นในการออกแบบมาให้รองรับ Intel Xeon Scalable Processor ได้ด้วยประสิทธิภาพสูงสุด และใช้พลังงานต่ำ ทำให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจในการใช้งาน Server ภายนอกห้อง Data Center ได้อย่างคล่องตัว

3. HPE ProLiant MicroServer: Server ขนาดเล็กสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก

ระบบ Server ขนาดเล็กที่ถูกออกแบบมาให้ยังคงมีประสิทธิภาพการทำงานที่สูงได้ใน Hardware ขนาดเล็กที่สามารถนำไปติดตั้งใช้งานที่ใดก็ได้ ด้วยการรองรับหน่วยประมวลผล Intel Xeon และ Intel Pentium Processor ในการทำงาน สามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็น Server หลักของธุรกิจขนาดเล็ก หรืออุปกรณ์ประมวลผลสำหรับระบบ Edge Computing ตามสาขาของธุรกิจองค์กรก็ได้เช่นกัน

ประสิทธิภาพสูง ปลอดภัย และจัดการได้แบบอัตโนมัติ ด้วยเทคโนโลยี HPE ProLiant Gen10/Gen10 Plus Server

Server ทั้ง 3 รุ่นนี้ต่างก็ใช้เทคโนโลยี HPE Gen10 และ HPE Gen10 Plus ทำให้มีจุดเด่นหลากหลายประการ ได้แก่

รองรับ Workload ที่หลากหลายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • Workload Matching มี Profile ให้เลือกใช้ในการปรับแต่ง BIOS เพื่อให้เหมาะสมกับงานรูปแบบต่างๆ
  • Workload Performance Advisor มีระบบตรวจสอบการทำงานแบบ Real-time เพื่อแนะนำว่าควรปรับแต่ง BIOS อย่างไรให้เหมาะสมกับ Workload ที่ใช้งานมากที่สุด
  • HPE Right Mix Advisor มีระบบให้คำแนะนำด้านการจัดเก็บและย้ายข้อมูลในรูปแบบ Hybrid Cloud เพื่อให้ระบบมีประสิทธิภาพสูงสุดและคุ้มค่าที่สุด

มีความมั่นคงปลอดภัยในหลายแง่มุม

  • Secure Supply Chain มีการตรวจสอบกระบวนการผลิต, การจัดการส่วนประกอบ และการขนส่งที่ปลอดภัยไว้ใจได้
  • Silicon Root of Trust มี ASIC พิเศษภายใน Server สำหรับตรวจสอบว่า Firmware ในส่วนต่างๆ ของ Server ที่ใช้งานนั้นไม่ได้ถูกแทรก Code ที่เป็นอันตรายแฝงเข้ามา
  • Server Configuration Lock สามารถตั้งรหัสผ่านเพื่อป้องกันไม่ให้มีการแก้ไขการตั้งค่าในระดับการบูทระบบหรือปรับแต่งการตั้งค่าอื่นๆ ได้โดยไม่ได้รับอนุญาต
  • Security Dashboard หน้าจอรวมศูนย์สำหรับตรวจสอบสถานะความมั่นคงปลอดภัยของ Server พร้อมการแจ้งเตือนหากพบความเปลี่ยนแปลงที่ผิดปกติ
  • Production to CNSA Security Modes ภายใน HPE iLO จะสามารถตั้งค่า Security Mode ได้ 4 ระดับ ได้แก่ Production, High Security, FIPS 140-2 และ CNSA ที่มีอัลกอริธึมการเข้ารหัสในระดับสูงที่สุด
  • Server System Restore ถ้าหาก Server ถูกโจมตีสำเร็จ ผู้ดูแลระบบสามารถทำการ Recover ระบบกลับมาสู่สถานะก่อนที่จะถูกโจมตีได้ด้วยตนเอง
  • One Button Secure Erase สามารถลบข้อมูลรหัสผ่าน, การตั้งค่า และข้อมูลอื่นๆ ได้ เพื่อให้มั่นใจว่าเมื่อเลิกใช้งาน Server นี้แล้ว จะไม่มีข้อมูลใดหลุดรั่วออกไป

บริหารจัดการได้แบบอัตโนมัติ

  • HPE iLO RESTful API รองรับ API ของ Redfish ทำให้สามารถบริหารจัดการด้านความมั่นคงปลอดภัยได้แบบอัตโนมัติร่วมกับเครื่องมือของ HPE และเครื่องมืออื่นๆ
  • HPE iLO 5 ระบบบริหารจัดการ Server แบบอัจฉริยะของ HPE ที่ช่วยทั้งการจัดการตั้งค่า, การตรวจสอบแก้ไขปัญหาจากระยะไกล และการแจ้งเตือนเมื่อเกิดปัญฆา
  • HPE OneView เครื่องมือสำหรับสร้างระบบ Software-Defined Infrastructure ที่รองรับ Hybrid Cloud ได้จาก HPE ด้วยการเปลี่ยนการติดตั้ง, การกำหนดค่าเริ่มต้น, การอัปเดตระบบ และการผสานการทำงานร่วมกันระหว่าง Compute, Storage, Networking ให้เป็นอัตโนมัติทั้งหมด
  • HPE InfoSight ระบบ AI บน Cloud ของ HPE ที่สามารถตรวจสอบการทำงานและทำนายปัญหาที่อาจเกิดล่วงหน้ารวมถึงแนวโน้มในการใช้งานทรัพยากรต่างๆ พร้อมให้คำแนะนำในการแก้ไขปัญหาได้อย่างแม่นยำ

โปรโมชัน HPE ProLiant DL Server ราคาพิเศษจาก Metro Connect

สำหรับธุรกิจที่กำลังมองหา Server แรงๆ สำหรับรองรับระบบ Virtualization, Business Application หรือ Co-location ทาง Metro Connect ได้ร่วมกับ HPE จัดโปรโมชันราคาพิเศษสำหรับ HPE ProLiant DL Server พร้อม CPU ขนาด 16 – 32 Cores พร้อม RAM 64GB – 256GB และประกัน 3 ปีให้พร้อมใช้งานได้ทันที ดังนี้

สนใจโซลูชันของ HPE ติดต่อ Metro Connect

สำหรับผู้ที่สนใจโซลูชันใดๆ ของ HPE สามารถติดต่อทีมงาน Metro Connect เพื่อขอรายละเอียดเพิ่มเติม, ทดสอบระบบ หรือขอใบเสนอราคาได้ทันทีที่คุณอนุตรีย์ วานิชย์หานนท์ อีเมล์ anutrwan@metroconnect.co.th 

from:https://www.techtalkthai.com/hpe-proliant-choices-for-business-need-by-metro-connect/

สร้างระบบ Security Analytics รับมือภัยคุกคามสมัยใหม่โดย AI ด้วย IBM QRadar

เมื่อภัยคุกคามต่อระบบ IT มีความหลากหลายและซับซ้อนมากยิ่งขึ้นในแต่ละวัน การนำ AI เข้ามาใช้ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลด้านความมั่นคงปลอดภัยและตรวจจับภัยคุกคามนั้นก็กลายเป็นแนวทางที่หลายธุรกิจองค์กรตัดสินใจนำมาใช้งาน และ IBM QRadar ในฐานะของผู้นำทางด้านเทคโนโลยี Security Information and Event Management หรือ SIEM ก็พร้อมจะทำหน้าที่เป็นระบบ Security Intelligence ที่ชาญฉลาดแก่ธุรกิจองค์กร พร้อมนำ AI มาปรับใช้เพื่อเร่งความเร็วในการตรวจจับภัยคุกคามต่างๆ ให้เจออย่างรวดเร็วยิ่งขึ้นแล้ว

แนะนำ IBM QRadar SIEM

IBM QRadar SIEM เป็นโซลูชันด้านระบบ SIEM ของ IBM ที่ได้รับให้อยู่ในกลุ่มของ Leader จากการจัดอันดับของ Gartner ต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 11 แล้ว โดยผลิตภัณฑ์นั้นได้มีการพัฒนาต่อเนื่องมาโดยตลอดตั้งแต่ในฐานะของระบบ SIEM สำหรับธุรกิจองค์กร, การผสานระบบ Security Intelligence, การตอบโจทย์ด้านการจัดการความมั่นคงปลอดภัยบน Cloud รวมถึงการนำ AI และ Machine Learning มาประยุกต์ใช้งานด้านการวิเคราะห์ข้อมูลด้านความมั่นคงปลอดภัย

จุดเด่นหลักๆ ของ IBM QRadar SIEM มีดังนี้

1. รองรับการประมวลผลข้อมูลด้านความมั่นคงปลอดภัยปริมาณมหาศาลทั้งจากระบบแบบ On-Premises และ Cloud

IBM QRadar SIEM สามารถทำการรวบรวมข้อมูล Log, Event, Flow ได้จากระบบที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ Server, Storage, Network, Security ที่ติดตั้งอยู่ภายในองค์กรแบบ On-Premises ไปจนถึงบริการ Cloud ทั้งในรูปแบบ Infrastructure-as-a-Service (IaaS) หรือ Software-as-a-Service (SaaS) เพื่อนำข้อมูลเหล่านั้นมาวิเคราะห์ร่วมกันและตรวจจับภัยคุกคามที่โจมตีระบบ IT ในทุกมิติ

ในการติดตั้งใช้งาน IBM QRadar SIEM นี้มีทางเลือกที่หลากหลายให้เลือกใช้ ทั้งในรูปแบบของ Hardware Appliance, Software และ Virtual Machine เพื่อให้ติดตั้งภายในระบบ On-Premises หรือ IaaS ได้อย่างเหมาะสม และสามารถค่อยๆ เริ่มต้นติดตั้งจากระบบขนาดเล็ก แล้วค่อยขยายเพิ่มเติมระบบให้ใหญ่โตและรองรับ IT Environment อื่นๆ เพิ่มเติมในภายหลังได้

2. ตรวจจับค้นหาภัยคุกคามได้ด้วย Built-in Analytics เริ่มต้นใช้งานได้ทันที

ทันทีที่เริ่มติดตั้งใช้งาน IBM QRadar ภายในระบบจะมี Analytics ที่พร้อมใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล Log และ Network Flow ได้ทันที ทำให้สามารถเริ่มวิเคราะห์และตรวจจับภัยคุกคามได้ตั้งแต่วันแรกที่ติดตั้ง

ทั้งนี้ IBM QRadar ได้มีการพัฒนาเพื่อให้สามารถทำงานร่วมกับโซลูชันอื่นๆ ได้มากกว่า 450 โซลูชันสำหรับธุรกิจองค์กร ทำให้ผู้ใช้งานไม่ต้องเสียเวลาในการ Integrate ระบบด้วยตนเองมากนัก และยังเปิดให้ทำการผสานเชื่อมต่อเข้ากับโซลูชันอื่นๆ เพิ่มเติมได้ด้วยตนเอง ทำให้มีความยืดหยุ่นในการใช้งาน

3. ทำการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของเหตุการณ์ต่างๆ AI ช่วยเร่งความเร็วของงานด้านความมั่นคงปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

ภายใน IBM QRadar SIEM ก็ยังได้นำ AI มาประยุกต์ทำ Automate Intelligence ที่ไม่เพียงแต่จะแจ้งเตือนเมื่อตรวจจับภัยคุกคามได้เท่านั้น แต่ยังช่วยระบุประเภทของภัยคุกคาม และจัดลำดับคามสำคัญของเหตุการณ์เหล่านี้ให้โดยอัตโนมัติ รวมถึงยังนำ AI มาช่วยในขั้นตอนการตรวจสอบภัยคุกคามเพื่อให้ Security Engineer สามารถทำงานได้รวดเร็วมากขึ้นถึง 50%

เมื่อผู้ใช้งานนำ IBM QRadar ไปใช้งานและตรวจพบเหตุการณ์ภัยคุกคาม ผู้ใช้งานจะสามารถตรวจสอบเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องและเห็นภาพรวมของการโจมตีทั้งหมดได้อย่างครบวงจร ในขณะที่ยังคง Drill Down ลงไปดูรายละเอียดในแต่ละการโจมตีที่ต่อเนื่องเหล่านี้ได้จากหน้าจอเดียว

4. รองรับการจัดการข้อมูลปริมาณมหาศาลได้อย่างง่ายดาย ด้วย Database ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี Self-Tuning และ Self-Managing

สำหรับปัญหาที่มักพบในระบบ SIEM อื่นๆ อย่างเช่นการนำไปใช้งานในระบบขนาดใหญ่และมีข้อมูลด้าน Security ที่ต้องประมวลผลเป็นปริมาณมากจนระบบไม่สามารถประมวลผลได้อย่างรวดเร็วเท่าที่ควร และต้องแก้ไขปัญหาด้วยความรู้เชิงเทคนิคมากมาย ทาง IBM QRadar ได้ออกแบบระบบให้การแก้ไขปัญหาเหล่านี้กลายเป็นเรื่องง่าย

ด้วยสถาปัตยกรรมของ IBM QRadar การติดตัง้ใช้งานนั้นสามารถเป็นไปได้แบบ Distributed และ Clustering ให้อุปกรณ์หลายชุดทำงานร่วมกัน และยังมีเทคโนโลยี Database สำหรับจัดเก็บข้อมูลเหตุการณ์ด้านความมั่นคงปลอดภัยที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี Self-Tuning และ Self-Managing ทำให้ผู้ใช้งานสามารถจัดเก็บข้อมูลปริมาณมหาศาลได้โดยไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับภาระงานด้าน Database Engineering ที่ต้องลงไปปรับแต่งระบบอย่างในอดีตอีกต่อไป

ทดลองใช้งาน IBM QRadar SIEM ได้ฟรี 14 วัน

สำหรับผู้ที่สนใจทดลองใช้งาน IBM QRadar SIEM สามารถทำขอลิงค์เพื่อลงทะเบียนทดลองใช้งานฟรี 14 วันได้ที่แผนกการตลาด บริษัท Metro Connect ที่อีเมล์ anutrwan@metroconnect.co.th หรือโทร 02-089-4508

โปรโมชัน IBM QRadar ราคาพิเศษจาก Metro Connect

ข่าวดีสำหรบผู้ที่สนใจโซลูชัน IBM QRadar ทาง Metro Connect ได้ร่วมมือกับ IBM จัดโปรโมชันราคาพิเศษสำหรับการใช้ IBM QRadar ตั้งแต่ขนาดเล็ก, กลาง, ใหญ่ เพื่อให้ธุรกิจองค์กรสามารถนำไปปรับใช้และตอบรับต่อความต้องการทางด้านข้อกฎหมายและการปกป้องธุรกิจองค์กรให้มั่นคงปลอดภัย ดังนี้

สนใจโซลูชันของ IBM ติดต่อทีมงาน Metro Connect ได้ทันที

สำหรับผู้ที่สนใจโซลูชันของ IBM สามารถติดต่อทีมงาน Metro Connect เพื่อขอรายละเอียดเพิ่มเติม, ทดสอบระบบ หรือขอใบเสนอราคาได้ทันทีที่คุณอนุตรีย์ วานิชย์หานนท์ อีเมล์ anutrwan@metroconnect.co.th หรือโทร 02-089-4508

from:https://www.techtalkthai.com/ibm-qradar-for-modern-threats-analytics-by-metro-connect/

HPE Pointnext for AI: เริ่มก้าวแรกกับ AI ในธุรกิจองค์กรอย่างมั่นคง ด้วยบริการ Consult จาก HPE

AI ถือเป็นแนวโน้มสำคัญที่ทุกธุรกิจองค์กรต้องพิจารณาและมองหาแง่มุมการนำมาใช้งานเพื่อสร้างมูลค่าหรือลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน และทำการแข่งขันกับธุรกิจอื่นๆ ให้อุตสาหกรรมได้ดียิ่งขึ้น อย่างไรก็ดี AI นั้นก็ถือเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่มีความซับซ้อนสูงที่สุดเทคโนโลยีหนึ่งในปัจจุบัน การที่ธุรกิจต่างๆ จะก้าวเข้ามาพัฒนา AI ของตนเองได้นั้นจึงต้องอาศัยความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ

HPE ในฐานะของธุรกิจ IT รายใหญ่ระดับโลกได้เล็งเห็นถึงปัญหานี้ และได้เปิดบริการ HPE Pointnext Services for AI ซึ่งเป็นบริการ Consult แบบครบวงจรสำหรับงานทางด้าน AI ของธุรกิจองค์กรโดยเฉพาะ ที่จะระดมผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ของ HPE จากทั่วโลกและในไทยเข้ามาช่วยเหลือให้โครงการด้าน AI ของธุรกิจนั้นเริ่มต้นได้อย่างเหมาะสม และมีผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจ

โครงการด้าน AI นั้นมักมีมูลค่าสูง การวางแผนและจัดการให้ดีจึงเป็นเรื่องสำคัญ

การลงทุนโครงการทางด้าน AI นั้น นอกจากจะต้องวางแผนการนำไปใช้งานทางธุรกิจให้สามารถสร้างผลลัพธ์ที่ดีได้แล้ว ประเด็นทางด้านเทคนิคเองก็ถือเป็นเรื่องใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นทีมของ Data Scientist, ระบบ Software ต่างๆ ที่ต้องใช้งาน และระบบ Hardware ที่ต้องใช้ในการประมวลผลปริมาณมหาศาล

ด้วยเหตุนี้ การลงทุนในระบบ AI หนึ่งๆ นั้น ถ้าหากไม่ได้เลือกใช้เครื่องมือสำเร็จรูปที่มักจะไม่ได้ตอบโจทย์ที่สำคัญที่สุดขององค์กรแล้ว ค่าใช้จ่ายมักจะมีมูลค่ามหาศาลมาก และอาจยิ่งบานปลายได้หากผลลัพธ์ที่ได้นั้นไม่เป็นไปดังคาดหวัง หรือ AI ที่ได้มานั้นไม่สามารถใช้งานได้จริง

บริการมืออาชีพด้าน AI จาก HPE Pointnext Services for AI

เพื่อตอบโจทย์งานที่มีความซับซ้อนสูงนี้ HPE Pointnext ซึ่งเป็นบริการ Consult ทางด้านเทคโนโลยีแบบครบวงจรจาก HPE จึงได้เปิดบริการเฉพาะภายใต้ชื่อ HPE Pointnext Services for AI ขึ้นมา เพื่อให้บริการ Consult สำหรับโครงการทางด้าน AI โดยเฉพาะ โดยบริการต่างๆ ภายใน HPE Pointnext Services for AI นั้นมีดังต่อไปนี้

1. การพิสูจน์คุณค่าของ AI ที่ส่งผลต่อธุรกิจ

สำหรับโจทย์แรกที่ทุกธุรกิจต้องฝ่าด่านไปให้ได้ก่อนก็คือการเลือกว่าจะทำ AI สำหรับงานใด ซึ่ง HPE เองก็จะมีการช่วยเหลือตั้งแต่การทำ Workshop เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับธุรกิจองค์กร, การวางกลยุทธ์เพื่อให้โครงการประสบความสำเร็จและมีผลลัพธ์ที่ดี รวมถึงการฝึกอบรมเพื่อให้การดูแลรักษาและการนำ AI ไปใช้นั้นเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

บริการหนึ่งที่ถือว่าโดดเด่นมากก็คือ HPE AI Proof of Value ที่ HPE จะมาทำการประเมินความคุ้มค่าของการนำ AI และผลลัพธ์ที่ควรจะคาดหวังได้จากการนำ AI มาใช้ให้กับธุรกิจ ทำให้แต่ละธุรกิจที่อาจจะมีโครงการด้าน AI หลากหลายในมือ สามารถเลือกเริ่มต้นทำ AI ที่คุ้มค่าที่สุดหรือเห็นผลลัพธ์เร็วที่สุดได้ตามต้องการ

2. การออกแบบ AIOps หรือกระบวนการทางด้านเทคโนโลยีเพื่อพัฒนา AI

ในการพัฒนา AI ขึ้นมานั้นก็มีกระบวนการและขั้นตอนต่างๆ ที่ต้องจัดการกับข้อมูลอยู่มากมาย HPE เองก็มีโซลูชันสำหรับตอบโจทย์เหล่านี้ไม่ว่าจะเป็น HPE Machine Learning Ops Software, BlueData EPIC และ MapR เพื่อนำมาประยุกต์ใช้งานให้เหมาะสมกับโจทย์ที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละองค์กร รวมถึงวาง Workflow การทำงานที่มีประสิทธิภาพเพื่อให้เหล่า Data Scientist, Data Engineer, Software Developer และ User สามารถทำงานร่วมกันได้เป็นอย่างดี

3. การออกแบบ Hardware เพื่อการ Train และ Inference ระบบ AI ได้อย่างเหมาะสม

การวางระบบ Hardware เพื่อให้การประมวลผลทางด้าน AI เป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดทั้งสำหรับการ Train และการ Inference นั้นก็เป็นอีกสิ่งสำคัญ เพราะยิ่งกระบวนการ Train เกิดขึ้นได้เร็วเท่าไหร่ องค์กรก็จะยิ่งพัฒนา AI ที่แม่นยำมากขึ้นได้เท่านั้น และหากการทำ Inference มีประสิทธิภาพมากขึ้นเท่าไหร่ ระบบ AI ที่พัฒนาขึ้นมาก็จะถูกใช้งานได้มากขึ้นเท่านั้น

HPE มี Hardware ที่หลากหลายสำหรับงานทางด้าน AI ไม่ว่าจะเป็น HPE ProLiant และ HPE Apollo ซึ่งมี GPU Server สำหรับการประมวลผลประสิทธิภาพสูง, HPE Primera และ HPE Nimble Storage ระบบ All Flash Storage สำหรับการจัดเก็บข้อมูลให้เรียกใช้งานได้ด้วยความเร็วสูง ไปจนถึง HPE Superdome Flex ระบบ In-Memory Computing สำหรับการเข้าถึงข้อมูลด้วยความเร็วสูงสุด

4. การวางระบบ Edge Computing ตอบโจทย์การนำ AI ไปใช้ในภาคส่วนต่างๆ ของธุรกิจได้อย่างครอบคลุม

สุดท้าย สำหรับธุรกิจองค์กรที่มีสาขาหรือโรงงานจำนวนมาก การกระจายระบบ AI ไปสู่สาขาต่างๆ ของธุรกิจนั้นก็ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของกลยุทธ์ และ HPE เองก็สามารถตอบโจทย์เหล่านี้ได้ด้วย HPE Edgeline ที่ถูกออกแบบมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะนั่นเอง

สนใจโซลูชันของ HPE ติดต่อ Metro Connect

สำหรับผู้ที่สนใจโซลูชันใดๆ ของ HPE สามารถติดต่อทีมงาน Metro Connect เพื่อขอรายละเอียดเพิ่มเติม, ทดสอบระบบ หรือขอใบเสนอราคาได้ทันทีที่คุณอนุตรีย์ วานิชย์หานนท์ อีเมล์ anutrwan@metroconnect.co.th 

from:https://www.techtalkthai.com/hpe-pointnext-for-ai-by-metro-connect/

อัปเกรด Server CPU สู่ IBM POWER9 ประมวลผล AI & Data ได้แรงขึ้น รองรับ Container & DevOps ได้ทันที

สำหรับธุรกิจองค์กรที่มีแผนการปรับปรุง Data Center ในปีนี้ การเลือกลงทุนใน Server ประสิทธิภาพสูงนั้นจะสร้างความคุ้มค่าให้กับการใช้งานในระยะยาวได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทุกวันนี้ที่ระบบ Data Center ขององค์กรต้องรองรับ Workload ที่หลากหลาย ทั้ง Bare Metal, Virtualization, Container, Data Analytics ไปจนถึง AI และ IBM Power9 เองก็พร้อมที่จะเป็นหน่วยประมวลผลหลักให้กับ Data Center ของธุรกิจองค์กร ด้วยจุดเด่นที่หลากหลาย เช่น

credit : ibm
  • พลังประมวลผลต่อ Core ที่สูงกว่า CPU สถาปัตยกรรม x86 ถึง 2 เท่า พร้อม Thread ต่อ Core จำนวน 4-8 threads เลยทีเดียว
  • รองรับ RAM ต่อ Socket ได้มากกว่า CPU สถาปัตยกรรม x86 ถึง 2.6 เท่า พร้อม Memory Bandwidth ต่อ Socket ที่สูงกว่า 1.8 เท่า
  • สามารถทำงานร่วมกับ NVLink เพื่อเพิ่ม Bandwidth ภายในเครื่องให้สูงกว่า Server ทั่วไปได้ถึง 9.5 เท่า ช่วยให้การ Train Model เร็วขึ้นถึง 4 เท่า
  • รองรับการติดตั้ง CPU ได้สูงสุดถึง 16 Socket ต่อเครื่อง ตอบโจทย์งานด้าน High Performance Computing ได้เป็นอย่างดี
  • มีเทคโนโลยี OpenCAPI ทำให้มี Bandwidth สำหรับ NIC, FPGA และ Storage Controller ที่สูงยิ่งขึ้น

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ IBM POWER9 และรายละเอียดการทดสอบต่างๆ สามารถศึกษาได้ที่ https://www.ibm.com/it-infrastructure/power/power9

IBM POWER9: CPU ประสิทธิภาพสูง ช่วยลดค่าใช้จ่ายใน Data Center ระยะยาวลงได้จริง

IBM นั้นได้ทำการเปรียบเทียบความคุ้มค่าของ IBM POWER9 บน IBM POWER S924 เทียบกับ CPU รุ่นก่อนของ IBM เองอย่าง IBM POWER7 และ IBM POWER8 นั้น ก็พบว่าในระยะเวลา 3 ปี IBM POWER9 จะสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายลงได้มากถึง 70 เปอร์เซนต์เลยทีเดียวในขณะเปลี่ยนมาเป็นเครื่องเซิร์ฟเวอร์ POWER9 รุ่นที่มีประสิทธิภาพเทียบเท่ากัน

สาเหตุที่การประหยัดค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นโดยมีส่วนต่างที่มากถึงขนาดนี้ ก็เป็นเพราะว่าการรองรับ Workload ใหม่ๆ ใน Data Center ปัจจุบัน ต้องอาศัยพลังประมวลผลที่สูงและการเข้าถึงข้อมูลปริมาณมหาศาลยิ่งกว่าในอดีตเป็นอย่างมาก จากการมาของแนวโน้มด้าน Data-Driven ในการทำ Digital Transformation ของหลายองค์กร และการอัปเกรด Server ให้รองรับ CPU ใหม่ๆ นั้นก็หมายถึงการที่องค์ประกอบอื่นๆ ภายใน Server อย่างเช่น Memory, Storage, Network, GPU นั้นใหม่ขึ้นตามไปด้วย ทำให้ภาพรวมทางด้านประสิทธิภาพของ Server ในปัจจุบันนี้สูงกว่า Server ในอดีตอย่างชัดเจน

นอกเหนือจากประเด็นด้านประสิทธิภาพแล้ว ประเด็นด้านความมั่นคงทนทานเองก็น่าสนใจไม่น้อย เพราะ IBM ระบุว่า Server ของตนเองนั้นสามารถรองรับการทำงานได้ต่อเนื่องยาวนานถึง 10 ปี มีความมั่นคงทนทานสูงกว่า Server อื่นๆ ถึง 18 เท่า เรียกได้ว่าหากเป็นระบบงานสำคัญที่ต้องมีการเปิดใช้งานอยู่ตลอดนั้น การใช้ IBM POWER9 Server ก็จะช่วยลดค่าใช้จ่ายแอบแฝงที่จะเกิดขึ้นจากการที่ Server เสียหรือหยุดทำงานได้อีกด้วย

ไม่เพียงแต่ในแง่ของ Hardware ที่ทรงประสิทธิภาพเท่านั้น แต่ IBM POWER9 Server นี้ก็ยังมาพร้อมกับเทคโนโลยี Virtualization ที่สามารถใช้งานได้ทันทีอย่าง IBM PowerVM ที่มีจุดเด่นด้านความมั่นคงปลอดภัยและความมั่นคงทนทานที่สูง ทำให้ธุรกิจองค์กรสามารถใช้งาน Virtual Machine เพื่อรองรับ Business Application สำคัญขององค์กรได้อย่างมั่นใจ โดยไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายด้าน Virtualization Software เพิ่มเติม

ก้าวสู่โลกของ Container และ DevOps อย่างเต็มตัว ด้วย IBM Power9 Server กับ Red Hat OpenShift Container Platform

อีกเทคโนโลยีที่กำลังได้รับความสนใจจากธุรกิจองค์กรทั่วโลกนั้นก็คือ Container และเทรนด์ทางด้าน DevOps ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว IBM POWER9 Server เองก็สามารถตอบโจทย์นี้ได้ด้วย IBM PowerLinux ระบบปฏิบัติการ Linux จาก IBM ที่รองรับได้ทั้ง Docker, Kubernetes และ Red Hat OpenShift สำหรับรองรับ Container ภายในธุรกิจองค์กร ด้วยประสิทธิภาพการทำงานที่สูง, ความคุ้มค่าที่เหนือกว่า และความมั่นคงปลอดภัยที่มั่นใจได้

IBM นั้นได้ทำการทดสอบประสิทธิภาพเทียบกับ x86 CPU รุ่น 36 Core ด้วย IBM POWER9 รุ่น 20 Core และพบว่า IBM POWER9 นี้สามารถรองรับ Container ได้มากถึง 142 ระบบที่ทำงานพร้อมกัน สูงกว่า x86 CPU รุ่นที่ทดสอบนี้ถึงเท่าตัว เรียกได้ว่าสามารถรองรับ Container ได้มากกว่ากันถึง 3.6 เท่าต่อ CPU Core เลยทีเดียว และสำหรับงานทางด้าน Data Science IBM POWER9 เองก็สามารถทำการประมวลผลได้เร็วกว่า 1.4 – 2 เท่า ส่วนหากเปรียบเทียบกับการใช้งาน Public Cloud แล้ว IBM POWER9 Server นี้ก็ยังมีค่าใช้จ่ายที่น้อยกว่า Public Cloud ถึง 27% สำหรับ Workload หลากหลายรูปแบบที่ใช้รวมกัน

โปรโมชัน IBM POWER9 Server พร้อม Red Hat Enterprise Linux 7 ในราคาเริ่มต้นเพียง 380,000 บาท พร้อมโปรโมชันระบบ AI ที่เริ่มต้นใช้งานได้ทันทีในราคาคุ้มค่า

เพื่อให้ธุรกิจองค์กรสามารถเริ่มต้นกับการนำ IBM POWER9 Server ไปใช้งานในธุรกิจองค์กร เพื่อตอบรับต่อระบบงานทางด้าน DevOps และ AI/Big Data ได้ทันที ทาง IBM จึงได้ร่วมมือกับ Metro Connect จัดโปรโมชันพิเศษดังนี้

  • โปรโมชัน IBM POWER9 Server พร้อม Red Hat Enterprise Linux 7 ในราคาเริ่มต้นเพียง  380,000 บาท
  • โปรโมชัน IBM Power System AC922 Accelerator Packs สำหรับงาน AI ในราคาเริ่มต้น  1,439,500 บาท พร้อมรับ IBM Watson Machine Learning Accelerator และ IBM Visual  Insights ไปใช้งานฟรี 90 วัน

ผู้ที่สนใจสามารถตรวจสอบรายละเอียดได้ดังต่อไปนี้ หรือสามารถสอบถามทีมงาน Metro Connect เพื่อขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทันที

สนใจโซลูชันของ IBM ติดต่อทีมงาน Metro Connect ได้ทันที

สำหรับผู้ที่สนใจโซลูชันของ IBM สามารถติดต่อทีมงาน Metro Connect เพื่อขอรายละเอียดเพิ่มเติม, ทดสอบระบบ หรือขอใบเสนอราคาได้ทันทีที่คุณอนุตรีย์ วานิชย์หานนท์ อีเมล์ anutrwan@metroconnect.co.th หรือโทร 02-089-4000

from:https://www.techtalkthai.com/increase-data-processing-power-and-support-container-and-devops-with-ibm-power9/

TechTalk Webinar: ทำความรู้จักกับเทคโนโลยี File&Object Storage สำหรับตอบโจทย์ Hybrid Cloud พร้อมรองรับพ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล โดย HPE และ Metro Connect

TechTalkThai ขอเรียนเชิญ IT Manager, Data Center Engineer, ผู้ดูแลระบบ IT, และผู้ที่สนใจทุกท่าน เข้าร่วมฟัง TechTalk Webinar ในหัวข้อเรื่อง “ทำความรู้จักกับเทคโนโลยี File&Object Storage สำหรับตอบโจทย์ Hybrid Cloud พร้อมรองรับพ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล โดย HPE และ Metro Connect” เพื่อเรียนรู้แนวคิดและการใช้งานเทคโนโลยี File/Object Storage สำหรับธุรกิจองค์กรในแง่มุมต่างๆ ที่เหมาะสม พร้อมการประยุกต์ใช้ตอบโจทย์พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ในวันศุกร์ที่ 17 เมษายน 2020 เวลา 10.30 – 12.00 น. โดยมีกำหนดการและวิธีการลงทะเบียนดังนี้

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: ทำความรู้จักกับเทคโนโลยี File&Object Storage สำหรับตอบโจทย์ Hybrid Cloud พร้อมรองรับพ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล โดย HPE และ Metro Connect
ผู้บรรยาย: คุณ Watcharasit Santisuknirun, Country Manager, Thailand Cohesity, Inc., คุณ Songphon Sangmas, Storage Sales Specialist, Hewlett Packard Enterprise Thailand และคุณ Yothin Hongphan, Senior Product Sales, Metro Connect Company Limited
วันเวลา: วันศุกร์ที่ 17 เมษายน 2020 เวลา 10.30 – 12.00 น.
ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference
จำนวนผู้เข้าร่วมสูงสุด: 100 คน
ภาษา: ไทย

โซลูชันด้านระบบ File และ Object Storage นั้นได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ในตลาดธุรกิจองค์กร ท่ามกลางกระแสของการทำ AI, Data Analytics, DevOps และ Cloud Backup จากประเด็นด้านความคุ้มค่าในการใช้งาน, ความยืดหยุ่นในการรองรับ Workload ได้หลากหลาย และความง่ายดายในการดูแลรักษา อีกทั้งยังสามารถต่อยอดสู่ภาพของ Hybrid Cloud ได้ทันทีที่ต้องการ

ใน Webinar ครั้งนี้ HPE และ Metro Connect จะร่วมกันเล่าถึงเทคโนโลยีเบื้องต้นของ File & Object Storage ว่าแตกต่างจากระบบ Storage อื่นอย่างไร, ใช้งานได้อย่างไร และมีความเหมาะสมกับงานรูปแบบใด รวมถึงจะทำการนำเสนอระบบตัวอย่างเพื่อนำโซลูชันนี้ไปใช้ตอบโจทย์ด้านการจัดเก็บข้อมูลความลับต่างๆ ให้ตอบรับต่อพ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ที่ทุกธุรกิจองค์กรต้องให้ความสำคัญในปี 2020 นี้

การเข้าร่วมฟัง Webinar ครั้งนี้จะนำเสนอเป็นภาษาไทยโดยทีมงาน HPE และ Metro Connect ที่พร้อมตอบทุกคำถามที่เกี่ยวข้อง

ลงทะเบียนเข้าร่วม TechTalk Webinar ได้ฟรี

ผู้ที่สนใจสามารถกรอกแบบฟอร์มเพื่อเข้าร่วม TechTalk Webinar ในหัวข้อนี้ได้ฟรีๆ ทันทีที่ https://zoom.us/webinar/register/WN_p1yiR530S0OyEFd7d4lx6A โดยทีมงานขอความกรุณากรอกข้อมูลชื่อบริษัทด้วยชื่อเต็มของหน่วยงานหรือองค์กร เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในการจัดการกับข้อมูลการลงทะเบียน

from:https://www.techtalkthai.com/techtalk-webinar-file-and-object-storage-introduction-for-hybrid-cloud-and-pdpa-by-hpe-and-metro-connect/

IBM FlashSystem: เร็ว แร็ง เข้ารหัสข้อมูลได้อย่างง่ายดาย เริ่มต้นใช้ได้ในราคาหลักแสนบาท

สำหรับธุรกิจองค์กรในทุกวันนี้ การเลือกใช้งาน Storage นั้นนอกจากการเลือกใช้ All Flash Storage ที่มีประสิทธิภาพสูงแล้ว การมองหาความสามารถในการทำ Data Encryption นั้นก็เริ่มได้รับความสำคัญมากขึ้นจากความต้องการในการปกป้องข้อมูลให้มีความมั่นคงปลอดภัยสูงสุด ให้ตอบรับต่อข้อกฎหมายและการปกป้องข้อมูลสำคัญทางธุรกิจและข้อมูลของลูกค้า IBM FlashSystem คือหนึ่งใน All Flash Storage สำหรับองค์กรที่สามารถตอบโจทย์นี้ได้อย่างครบถ้วน และบทความนี้เราจะพาไปรู้จักกับจุดเด่นของ IBM FlashSystem พร้อมโปรโมชันราคาดีๆ จากทาง Metro Connect กันครับ

6 จุดเด่นของ IBM FlashSystem

Credit: IBM

หากพูดถึง All Flash Storage แล้วหนึ่งในชื่อที่หลายคนคงต้องนึกถึงนั้นก็คงหนีไม่พ้น IBM FlashSystem ที่นอกจากจะเป็นเจ้าแรกๆ ที่ทำการเปิดตัวในตลาดแล้ว IBM FlashSystem ก็ยังเป็นหนึ่งใน All Flash Storage ที่มีราคาเอื้อมถึงได้สำหรับธุรกิจองค์กร พร้อมความสามารถโดดเด่นที่น่าสนใจดังนี้

1. Data Availability

IBM FlashSystem นี้นอกจากจะออกแบบให้มีความมั่นคงทนทานสูงถึงระดับ 99.9999% ภายในตัวพร้อมความสามารถในการถอดเปลี่ยน Hardware ได้แบบ Hot-Swap แล้ว ก็ยังมีความสามารถในการสำรองข้อมูลร่วมกันได้ถึง 3 สาขาพร้อมๆ กันเพื่อตอบรับความต้องการด้านการทำ Disaster Recovery และ Remote Backup ได้ อีกทั้งยังมีการออกแบบความสามารถสำหรับรับมือกับ Ransomware โดยเฉพาะอย่าง Airgap Snapshot ที่จะช่วยให้ถึงแม้ข้อมูลหลักบนระบบจะถูกเข้ารหัสโจมตีโดย Ransomware แต่ข้อมูลสำรองจากการทำ Snapshot เอาไว้นั้นจะไม่ได้รับผลกระทบใดๆ และกู้คืนข้อมูลกลับมาได้ในที่สุด

2. Integration & Automation

IBM FlashSystem นี้สามารถทำ Automation ผ่าน API เพื่อทำงานร่วมกับระบบอื่นๆ ได้อย่างยืดหยุ่น ไม่ว่าจะเป็น Virtualization, Container หรือ Hybrid Cloud ทำให้สามารถเป็นระบบ Storage เอนกประสงค์ที่รองรับทุก Workload ของธุรกิจองค์กรได้เป็นอย่างดี ทั้งจากประสิทธิภาพที่สูง และความสามารถในการเชื่อมต่อทำงานร่วมกับระบบอื่นๆ ได้หลากหลาย

3. Data Encryption

ในอดีตนั้นการเข้ารหัสข้อมูลนั้นเคยเป็นงานที่ยากและมีความซับซ้อนสูง แต่สำหรับ IBM FlashSystem นี้การเข้ารหัสข้อมูลสามารถทำได้ผ่านหน้าจอบริหารจัดการแบบ GUI ทำให้ง่ายกว่าในอดีตเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังไม่ต้องอาศัยโซลูชันจากผู้ผลิตรายอื่นเพื่อทำการเข้ารหัสข้อมูลอีกด้วย

4. AIOps

ในการบริหารจัดการ IBM FlashSystem นี้ ทาง IBM ได้มีการพัฒนาเทคโนโลยี Storage Insight ซึ่งเป็นระบบ AI สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลการใช้งาน IBM FlashSystem ในเชิงลึก สำหรับทำการตรวจสอบและทำนายปัญหาต่างๆ ที่มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นล่วงหน้า พร้อมแนะนำวิธีการแก้ไขปัญหาหรือปรับแต่งระบบให้ทำงานได้อย่างเหมาะสมที่สุดกับ Workload ของระบบที่มีอยู่ในปัจจุบัน

5. Software-Defined Storage

ความสามารถหนึ่งที่ทำให้ IBM FlashSystem มีความโดดเด่นสูงกว่าคู่แข่งรายอื่นๆ ก็คือการนำความสามารถของ IBM Spectrum Virtualize ซึ่งเป็นระบบบริหารจัดการ Storage แบบรวมศูนย์และช่วย Integrate ระบบ Storage ทั้งของ IBM และผู้ผลิตรายอื่นๆ ให้สามารถทำงานร่วมกันได้ ทำให้การจัดการข้อมูล, การย้ายข้อมูล, การเริ่มต้นใช้ Cloud และการบริหารจัดการระบบ Storage ทั่วไปนั้นสามารถทำได้อย่างง่ายดาย ผู้ดูแลระบบไม่ต้องวุ่นวายกับหน้าจอบริหารจัดการที่หลากหลายอีกต่อไป

6. Data Deduction

สุดท้ายคือความสามารถในการลดพื้นที่จัดเก็บข้อมูลด้วยเทคนิคที่หลากหลาย ทั้งการทำ Inline Compression, การทำ Deduplication และอื่นๆ อีกมากมาย เพื่อประหยัดพื้นที่ของ IBM FlashSystem ลง อีกทั้งยังช่วยยืดอายุการใช้งาน Flash Media ภายในระบบด้วยการลดปริมาณข้อมูลที่ต้องมีการเขียนลงนั่นเอง ทั้งนี้ IBM เองก็ยังมีโครงการด้านการรับประกันการลดพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูล เพื่อให้ผู้ใช้งานมั่นใจได้ว่าระบบ IBM FlashSystem ที่ใช้งานอยู่นั้นจะมีความจุเพียงพอกับที่ต้องการ

3 โปรโมชัน IBM FlashSystem จาก Metro Connect เริ่มต้นกับ All Flash Storage ได้ในราคาเพียงหลักแสนบาทเท่านั้น!

เพื่อให้ธุรกิจองค์กรสามารถเริ่มต้นใช้งาน All Flash Storage ได้ในราคาที่คุ้มค่า รวมถึงมีระบบ High Capacity Storage สำหรับรองรับการจัดเก็บข้อมูลขนาดใหญ่ พร้อมความสามารถในการเข้ารหัสข้อมูลที่ช่วยตอบโจทย์พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ทาง Metro Connect จึงได้ร่วมกับ IBM จัดโปรโมชัน IBM FlashSystem ด้วยกัน 3 รุ่น รองรับความจุตั้งแต่ 11.5TB – 36TB พร้อม License สำหรับการเข้ารหัสข้อมูลและการปกป้องข้อมูลให้พร้อมใช้งานเอาไว้ดังนี้ โดยผู้ที่สนใจสามารถติดต่อทีมงาน Metro Connect ได้ทันทีภายในวันที่ 30 พฤษภาคม 2020

โปรโมชัน Work from Home! ลูกค้า IBM สามารถใช้ IBM Spectrum Insights ได้ฟรี!

สำหรับธุรกิจองค์กรที่มีการใช้งาน IBM Storage ใดๆ อยู่แล้ว สามารถใช้ IBM Spectrum Insights ระบบบริหารจัดการ Storage ผ่าน Cloud ที่มี AI ช่วยตรวจสอบและแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้ โดยสามารถลงทะเบียนได้ดังนี้

หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณวัฒนา โทร 087-343-8958 อีเมล์ watanas@th.ibm.com หรือ คุณไพโรจน์ โทร 089-131-9181 อีเมล์ pairote@th.ibm.com หรือตัวแทนจำหน่ายไอบีเอ็มทั่วประเทศ

สนใจโซลูชันของ IBM สำหรับ Oracle และ SAP ติดต่อทีมงาน Metro Connect ได้ทันที

สำหรับผู้ที่สนใจโซลูชันของ IBM เพื่อนำไปใช้งานกับ Oracle, SAP S/4HANA หรือ SAP HANA สามารถติดต่อทีมงาน Metro Connect เพื่อขอรายละเอียดเพิ่มเติม, ทดสอบระบบ หรือขอใบเสนอราคาได้ทันทีที่คุณอนุตรีย์ วานิชย์หานนท์ อีเมล์ anutrwan@metroconnect.co.th หรือโทร 02-089-4000

from:https://www.techtalkthai.com/ibm-flashsystem-features-and-promotion-by-metro-connect/