คลังเก็บป้ายกำกับ: MESH_NETWORK

เหตุผลที่คุณควรอัพเกรดระบบ ไปใช้อีเธอร์เน็ต ระดับ 2.5 และ 5 GE

ค่อนข้างน่าแปลกใจที่ครั้งนี้ IEEE ออกมาตรฐานของเทคโนโลยีอีเธอร์เน็ตใหม่ได้อย่างรวดเร็ว โดยออกมาตรฐานของอีเธอร์เน็ตระดับ 2.5 และ 5 กิกะบิตบนสายทองแดง Cat 5e และ Cat 6 เดิมในชื่อ 802.3bz ตามคำแนะนำของทีมงานพัฒนามาตรฐาน NBASE-T

ซึ่งมาตรฐานนี้ออกมาจูงใจผู้ใช้งานด้วยเงินลงทุนที่ไม่สูงเท่าระดับ 10GBASE-T ที่ต้องซื้อสายทองแดงระดับพรีเมี่ยมขั้นต่ำอย่าง Cat 6A เนื่องจากก่อนหน้านี้ทั้งสายทองแดงทวิสต์แพร์ธรรมดาไม่ว่าจะเป็น Cat 5e หรือ Cat 6 ต่างรองรับแบนด์วิธบนระยะทางไม่เกิน 100 เมตรได้แค่ที่ 1 Gb เท่านั้น ยิ่งคำนวณเงินที่ต้องใช้ในการเปลี่ยนสายหลายพันเมตรของคุณใหม่ยกเซ็ตเพื่อมาใช้แบนด์วิธที่มากกว่า 1 กิ๊กนี่ยิ่งก้าวไปสู่ความหมดตัวอย่างรวดเร็วเลยทีเดียว

มาตรฐานใหม่ที่เพิ่มความเร็วบนสายเดิมๆ ที่ใช้อยู่นี้จึงเป็นอนาคตใหม่ที่น่าสนใจมาก ซึ่งมีผู้จำหน่ายอุปกรณ์และโซลูชั่นด้านเครือข่ายหลายเจ้าต่างออกมาการันตีว่า มาตรฐานอีเธอร์เน็ตความเร็ว 2.5 และ 5 Gbps นี้จะได้รับความนิยมมากอย่างรวดเร็ว ด้วยเหตุผลต่างๆ ดังต่อไปนี้

อย่างแรกเลย ด้วยมาตรฐาน Wi-Fi ความเร็วสูงมากอย่าง 802.11ac Wave 2 ที่ทำให้แบนด์วิธแค่กิ๊กเดียวบนสายแลนที่มาเชื่อมต่อแอคเซสพอยต์กลายเป็นคอขวด มาตรฐานใหม่นี้จึงทำให้สายแลนที่เสียบอยู่ดั้งเดิมถูกล้างบาปจากการตกเป็นจำเลยสังคมได้เสียที และทำให้อนาคตที่แอคเซสพอยต์หนึ่งตัวจะให้ทรูพุตได้มากกว่า 1 กิ๊กเป็นจริงได้เร็วมากขึ้น

อ่านข่าว : อนาคตของโลก Wi-Fi ที่สำคัญ 5 ประการที่จะเกิดขึ้นในปี 2560

นอกจากนี้เวลาใช้สายแลนทำท่ออัพลิงค์เชื่อมระหว่างสวิตช์ แทนที่จะเปลืองสายแลนเดิมด้วยการใช้ฟีเจอร์รวมลิงค์หรือ Link Aggregation ทั้งหลาย ก็สามารถใช้มาตรฐานใหม่ขยายคอขวดของสายอัพลิงค์เดิมแทนได้

และเหตุผลประการสำคัญที่แนะนำให้องค์กรทั้งหลายมามองมาตรฐานแบนด์วิธใหม่บนสายเดิมก็คือ การได้อายุการใช้งานของฮาร์ดแวร์เดิมยาวนานมากขึ้น โดยเฉพาะเวลาลงทุนในการเปลี่ยนฮาร์ดแวร์ไปใช้เทคโนโลยีใหม่ในแต่ละครั้ง คุณก็เลือกเปลี่ยนเฉพาะฮาร์ดแวร์หลักๆ อย่างคอร์สวิตช์ได้ แทนที่จะต้องยกสายระโยงรยางค์ทั้งบริษัทใหม่ทั้งหมด ที่ทั้งเปลืองทั้งเงินทั้งแรงและเวลา ทำให้ได้การลงทุนที่ฉลาดและคุ้มค่ามากกว่าเดิม

อ่านเพิ่มเติมที่นี่ – http://www.networkcomputing.com/network-security/do-you-needs-25-and-5-gigabit-ethernet/1425747939

from:https://www.enterpriseitpro.net/?p=6574

4 วิธีการสำคัญ ในการกำจัด “คอขวด” บนเครือข่ายของคุณ

เมื่อพูดถึงคอขวดที่จำกัดความเร็วและประสิทธิภาพบนเครือข่ายแล้ว พวกผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายมักใช้เทคนิคซ้ำๆ และจำเจมาจัดการไม่ว่าจะเป็น การลงทุนเพิ่มทรูพุตของลิงค์ต่างๆ โดยตรง, มัดทรูพุตของหลายลิงค์กายภาพเข้าเป็นลิงค์เดียวกันหรือ Channeling, หรือแม้แต่การใช้ฟีเจอร์จัดความสำคัญของทราฟิกหรือ QoS

แต่สำหรับโลกยุคใหม่ปี 2560 นี้ เรามีเทคโนโลยีและเคล็ดลับจัดการที่ดูสร้างสรรค์กว่าแบบเจ้าคุณปู่ข้างต้นอีกหลายแบบ ไม่ว่าจะเป็น

1. การแบ่งโหลด หรือทำ Load Balancing

โดยแทนที่จะตั้งค่าลิงค์สำรองเป็นแบบ active/standby ง่ายๆ ก็จงหันมาแบ่งโหลดให้ทั่วถึงทุกลิงค์สำรอง เพื่อให้ใช้ประโยชน์ให้ได้มากที่สุด หรือโดยเฉพาะการใช้โปรโตคอลเราท์ติ้งที่แบ่งโหลดกระจายได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น Border Gateway Protocol สำหรับเครือข่ายขององค์กรขนาดใหญ่ เป็นต้น

2. ทำ WAN Optimization และ SD-WAN

ปกติ WAN ขององค์กรทั่วไป มักเป็นการเช่าลิงค์หรือลีดส์ไลน์จากผู้ให้บริการ เพราะฉะนั้นเป็นไปไม่ได้เลยที่จะขอเพิ่มทรูพุตของลิงค์ที่เช่าโดยไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่มแพงๆ แบบไม่ค่อยคุ้มเท่าที่ควร แต่ด้วยเทคโนโลยีใหม่ ที่ช่วยยกระดับทรูพุตโดยไม่ต้องเช่าลีดไลน์แพงขึ้นสองตัว จะทำให้ชีวิตของคุณดีขึ้น คุ้มค่าประหยัดเงินเป็นอย่างมาก ได้แก่ WAN Optimization ที่ใช้แอพพลายแอนซ์พิเศษติดตั้งสองฝั่งทั้งต้นทางและปลายทางของลิงค์ เพื่อระดมใช้สารพัดฟีเจอร์ทางซอฟต์แวร์ในการรีดเร้นประสิทธิภาพของลิงค์เดิมให้มากที่สุด ทั้งอัดข้อมูล, ทำแคช, ทำซ้ำข้อมูล, และจัดลำดับทราฟิก

network connect

กับอีกเทคโนโลยีอย่าง SD-WAN ที่เป็นการสร้างลำดับชั้นทางซอฟต์แวร์เพื่อควบคุมการเชื่อมต่อทางกายภาพแบบอัจฉริยะ ไม่ว่าลิงค์กายภาพจะเป็นลีดส์ไลน์, MPLS, ลิงค์ VPN หรือจะใช้ปนกันมั่วยังไงก็ตาม SD-WAN ก็จะจัดถีบส่งข้อมูลไปยังปลายทางบนเส้นทางที่วิเคราะห์แล้วว่าดีที่สุด ปราศจากคอขวด

3. ใช้ฟีเจอร์ Virtual Port Channel (vPC)

เป็นเทคโนโลยีการควบรวมลิงค์กายภาพหลายลิงค์ร่วมกันให้เป็นลิงค์เวอร์ช่วลขนาดใหญ่เดียวกัน หรือเป็นการทำ Channeling ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีมาตั้งแต่สมัยโบร่ำโบราณ ที่ยังใช้ได้ดีจนถึงปัจจุบัน เพียงแต่การทำแชนแนลลิ่งแบบเดิมนี้มักมีปัญหาหนักอกตอนที่คุณอยากเพิ่มอุปกรณ์เชื่อมต่อปลายทางอีกตัวหนึ่งไว้สำรองการทำงาน ที่มักใช้ฟีเจอร์อย่าง Spanning Tree Protocol หรือ STP มาสลับลิงค์ให้อัตโนมัติ เมื่อลิงค์เดิมเน่า ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่มักจะเน่าเองอยู่บ่อยๆ จนต้องจุดธูปบนบานกันเลยทีเดียว แต่ตอนนี้เรามีเทคโนโลยีใหม่อย่าง vPC ที่ไม่ต้องพึ่งตัวช่วยรุ่นโบราณอย่าง STP อีกต่อไป ด้วยการใช้เทคโนโลยีแบบเดียวกับ Virtual Chassis ที่รวมเอาทุกลิงค์มาเป็นพอร์ตแชนแนลแบบเวอร์ช่วล โดยนอกจากจะช่วยสำรองการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นแล้ว ยังกระจายทรูพุตให้ใช้ทรัพยากรทุกลิงค์พร้อมกันได้อย่างทั่วถึงอีกด้วย

4. หันมาใช้สถาปัตยกรรมแบบ Leaf-Spine 

เนื่องด้วยสาเหตุของคอขวดบีบความเร็วของเครือข่ายดาต้าเซ็นเตอร์ในปัจจุบันมาจากการใช้เทคโนโลยีเวอร์ช่วลไลเซชั่นเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้เกิดทราฟิกไหลทั่วทุกส่วนของดาต้าเซ็นเตอร์อย่างมหาศาล ถ้าไปทนกับการใช้รูปแบบการแบ่งโครงสร้างเครือข่ายแบบเก่า ที่ออกแบบสำหรับเซิร์ฟเวอร์แบบฮาร์ดแวร์เดิมๆ ย่อมเป็นอุปสรรคในการกำจัดคอขวดลักษณะนี้เป็นอย่างมาก ถึงเวลาอันสมควรที่ขยับหนีจากการการออกแบบเครือข่ายแบบ Three-Tier มาเป็นแบบ Leaf-Spine แทน ที่เน้นการเชื่อมต่อแบบร่างแหหรือ Full Mesh ระหว่างดาต้าเซ็นเตอร์ในลำดับชั้น Access (แทนใบไม้) กับลำดับชั้นแกนกลาง (แทนลำต้น) เพื่อให้ทุกโหนดในชั้น Access วิ่งเข้าสู่แกนกลางด้วยจำนวน Hop หรือระยะทางเท่าๆ กันแทน

ที่มา : http://www.networkcomputing.com/data-centers/4-ways-ease-network-bottlenecks/1238515892

from:https://www.enterpriseitpro.net/?p=5980

Airborne ผนึก ViaLight เตรียมพัฒนาระบบเครือข่ายที่วิ่งบน “แสงเลเซอร์”

Airborne Wireless Network ได้ประกาศลงนาม MOU ร่วมกับ ViaLight ซึ่งเป็นบริษัทที่แยกตัวออกมาจากหน่วยงาน German Aerospace Center (DLR) โดยภายใต้ MOU ฉบับนี้ ทั้งสองบริษัทจะศึกษาหาแนวทางในการรวมระบบการสื่อสารด้วยเลเซอร์ เข้ากับ Infinitus Super Highway ซึ่งเป็นระบบบรอดแบนด์ทางอากาศแบบเมช โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับและเพิ่มความเร็วข้อมูลให้ดียิ่งกว่าเครือข่ายที่มีอยู่ในปัจจุบัน

เจสัน ที. เดอ มอส รองประธานฝ่ายการพัฒนาธุรกิจและการปฏิบัติตามกฎระเบียบการบิน ของบริษัทฯ กล่าวว่า “เราเชื่อว่าเมื่อพัฒนาแล้วเสร็จ ระบบไฮบริดของเราที่ผสมผสานเข้ากับระบบสื่อสารวิทยุแบบดั้งเดิมด้วยเลเซอร์ จะก่อให้เกิดเครือข่ายสื่อสารหลักทางอากาศที่สามารถรองรับแบนด์วิธสูงสุดได้อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน และในราคาที่สมเหตุสมผล เรามุ่งหวังที่จะผสมผสานการควบคุมความถี่วิทยุเพื่อการระบุตำแหน่งเครื่องบินได้อย่างแม่นยำในเครือข่ายแบบเมช เข้ากับความสามารถในการสลับการใช้งานไปมาระหว่างเลเซอร์และความถี่วิทยุเพื่อการสื่อสารข้อมูล ซึ่งจะทำให้ระบบของเราในอนาคตสามารถทำงานในสภาพอากาศที่รุนแรงได้ อันจะเป็นการนำเสนอจุดแข็งของทั้งสองระบบ”

เลเซอร์มีความปลอดภัย 100% จากสัญญาณรบกวนและการดักรับสัญญาณ ทั้งยังสามารถลอดผ่านได้ดี เนื่องจากลำแสงเบี่ยงเบนน้อย ระบบการสื่อสารด้วยเลเซอร์แบบผสมผสานที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของ Airborne Wireless Network จะใช้แสงเลเซอร์ที่ปลอดภัยต่อสายตาในการส่งข้อมูลสำหรับการสื่อสารระยะทางไกลมาก โดยระบบที่มีแบนด์วิธสูงนี้จะทำให้เทคโนโลยีคู่แข่งที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่สามารถเทียบชั้นได้

ที่มา : http://www.airbornewirelessnetwork.com

from:https://www.enterpriseitpro.net/?p=5916

[บทความ] ข้อมูลควรรู้ก่อนการนำ Wi-Fi แบบ Mesh มาใช้ในระดับองค์กร

จากกระแสการใช้ระบบ Wi-Fi ตามบ้านแบบ Mesh ที่ฮอตฮิตขึ้นมาเรื่อยๆ ด้วยผู้นำในตลาดอย่าง Google, Eero, Ubiquity, และ Linksys ทำให้ผู้ใช้ระดับองค์กรต้องเริ่มทบทวนอีกครั้ง ว่าเทคโนโลยีไร้สายแบบ Mesh นี้ได้ก้าวกระโดดจนเอาชนะข้อจำกัดด้านประสิทธิภาพการใช้งานที่จำเป็น ที่เมื่อก่อนเคยเป็นจุดบอดจนไม่สามารถบุกตลาดระดับบนนี้ได้หรือยัง

Wi-Fi แบบ Mesh คือการที่มีแอคเซสพอยต์เครื่องเดียวที่เชื่อมต่อเข้ากับระบบแลนแบบใช้สาย จากนั้นเกตเวย์ Wi-Fi เครื่องนี้ก็จะเชื่อมต่อกับรีพีตเตอร์ตัวอื่นผ่านสัญญาณไร้สาย ที่มีการติดตั้งกระจายกันทั่วพื้นที่ที่ต้องการ ทำให้ช่วยกันกระจายสัญญาณจนครอบคลุมทุกบริเวณ โดยเฉพาะจุดที่มักจะเป็นจุดบอดเมื่อใช้ระบบ Wi-Fi ที่แพร่สัญญาณจากส่วนกลางแค่จุดเดียว

เทคโนโลยี Wi-Fi แบบ Mesh ไม่ใช่ของใหม่แต่อย่างใด แต่มีมานานนับหลายสิบปีแล้วโดยเฉพาะในตลาดระดับองค์กร โดยองค์กรมักจะเลือกระหว่าง การติดตั้งแอคเซสพอยต์ที่ใช้สายแลนต่อ หรือจะใช้การวางระบบ Mesh ซึ่งเมื่อก่อนระบบ Mesh นี้มักจำกัดการใช้อยู่ที่บริเวณภายนอกอาคาร เช่น สวนสาธารณะ, ชายหาด, หรือระหว่างอาคารที่ไม่มีสายเชื่อมต่อทางกายภาพระหว่างกัน แต่ตอนนั้นองค์กรพยายามหลีกเลี่ยงการใช้ Mesh เนื่องจากระบบนี้มักจะช้าและไม่เสถียร

ปัญหาที่มักพบกับระบบ Mesh แบบเดิมได้แก่ การส่งสัญญาณที่กระโดดมาจากแอคเซสพอยต์หรือรีพีตเตอร์ตัวหนึ่งนั้น สัญญาณที่ทำซ้ำกระจายออกมาอีกรอบมักมีความเร็วลดลงกว่าครึ่ง เนื่องจากสถาปัตยกรรมแบบ Half-Duplex ของสัญญาณไร้สายเอง ดังนั้น ถ้าคุณรันเครือข่าย Wi-Fi แบบ Mesh มาตรฐาน 802.11g ที่มีความเร็วตั้งต้นอยู่ที่ 54Mbps แล้ว การเชื่อมต่อในจุดที่กระโดดออกต่อๆ มา หรือ Hop ก็จะช้ามากถึงมากที่สุด นั่นคือ ถ้าอุปกรณ์ปลายทางต้องเชื่อมต่อกับ Hop ที่อยู่อันดับ 3 ถัดมาจากแอคเซสพอยต์หลักแล้ว จะได้ทรูพุตเหลือแค่ 2 – 5Mbps เท่านั้น ยิ่งมีเครื่องปลายทางที่มาแย่งใช้ Hop เดียวกันมากเท่าไร ก็ยิ่งช้าหารกันลงไปเท่านั้น

แต่ด้วยเทคโนโลยีปัจจุบันอย่าง 802.11ac ที่ใช้แอคเซสพอยต์แบบ Wave 1 และ 2 ในลักษณะการปล่อยหลายสัญญาณพร้อมกัน จนได้ทรูพุตสูงถึง 400Mbps – 1Gbps ทำให้การวางระบบแบบ Mesh เริ่มใช้งานได้จริงมากขึ้นในระดับองค์กร ตราบเท่าที่ยังจำกัดจำนวน Hop สูงสุดอยู่ที่ 3 Hop

ยิ่งไปกว่านั้น แอคเซสพอยต์ในปัจจุบันมีการใช้คลื่นความถี่หลายช่วงพร้อมกัน เพื่อไม่ให้สัญญาณทับกัน เช่น การแยกคลื่นให้กับแต่ละอุปกรณ์ออกจากกันโดยเฉพาะ รวมทั้งแยกออกจากคลื่นความถี่ที่ใช้สื่อสารกับระบบ Mesh แกนหลัก ซึ่งช่วยขจัดปัญหาการรบกวนสัญญาณระหว่างทาง ที่เมื่อก่อนที่ใช้คลื่นความถี่เดียวกันหมดทั้ง Mesh ทำให้การรบกวนสัญญาณเกิดการสะสมตลอดทางจนกระทบกับความเร็วสุดท้ายที่เครื่องผู้ใช้ปลายทางได้รับ

ถือว่าความก้าวหน้าของเทคโนโลยี Wi-Fi แบบ Mesh นี้ ทำให้องค์กรได้ทางเลือกมากขึ้นในการติดตั้ง โดยเฉพาะบริเวณที่ระบบอีเธอร์เน็ตที่ใช้สายไม่สามารถติดตั้งได้ หรือแพงเกินไป รวมทั้งนอกจากบริเวณภายนอกอาคารแล้ว ในอาคารบางอย่างเช่นโบราณสถานที่ห้ามไม่ให้ลากสายติดตั้ง หรือพื้นที่อาคารให้เช่า หรือพื้นที่จัดงานชั่วคราว ก็ถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจไม่น้อย

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะนำ Mesh Wi-Fi มาใช้ คุณควรวางแผนการวางตัวรีพีตเตอร์ โดยเฉพาะการจ่ายพลังงานไฟฟ้า เพราะถ้าไม่ใช้สายแลน ก็ไม่สามารถใช้การจ่ายไฟฟ้ามาพร้อมกับสายแลนหรือ PoE ได้ นอกจากนี้ ต้องพยายามทำให้จำนวน Hop ที่ออกจากศูนย์กลางมีจำนวนน้อยที่สุด และควรคำนึงถึงการหลีกเลี่ยงการรบกวนสัญญาณจากสภาพแวดล้อมแบบต่างๆ ด้วย คุณอาจจะใช้การออกแบบแบบกระจายหลายเส้นทางหรือ Multi-Path เพื่อแก้ปัญหานี้ได้ครับ

ที่มา : http://www.networkcomputing.com/wireless-infrastructure/wireless-mesh-networks-enterprise/2108036920

from:https://www.enterpriseitpro.net/?p=5656

ทำไมวันนี้ Mesh Networking จึงกำลังฮิตในกลุ่มตลาด SoHo และ SMB ไปดูกัน !!

ปัจจุบันระบบเครือข่ายไร้สายที่กระจายสัญญาณลอยตัวกันแบบ Mesh นี้ถือว่าราคาถูกลงมาก มากจนน่าเอามาใช้กันตามบ้านหรือสำนักงานขนาดเล็กได้แล้ว ซึ่งการเอามาใช้ในบ้านจะเป็นการแก้ปัญหาที่เป็นหนามยอกอกคนอาศัยมานานได้อย่างชะงัด นั่นคือการ “กำจัดจุดอับ”

แม้คุณจะแก้ปัญหาโดยทำบริดจ์, กระจายสัญญาณผ่านสายไฟ, หรือเพิ่มแอคเซสพอยต์ก็ตาม ย่อมมาพร้อมกับภาระทั้งหลายที่เกินแรงแม่บ้านผู้อ่อนต่อโลกไอทีทั้งหมดทั้งสิ้น แต่ด้วยระบบ Mesh บนมาตรฐาน 802.11s ทำให้เราท์เตอร์ Wi-Fi ตั้งแต่สองตัวขึ้นไป คุยกันเองเพื่อแบ่งงานการกระจายสัญญาณให้ครอบคลุมทุกจุดอับอย่างไร้รอยต่อ

โดยแต่ละอุปกรณ์จะคุยกันผ่านโปรโตคอลพิเศษชื่อ Hybrid Wireless Mesh Protocol (HWMP) โดยดีฟอลต์ นอกจากนี้มาตรฐาน 802.11s ยังเปิดรับโปรโตคอลสำหรับคุยแบ่งงานระหว่างอุปกรณ์ Wi-Fi ตัวอื่นๆ ด้วยไม่ว่าจะเป็น Better Approach to Mobile Ad hoc Networking (Batman) หรือ Optimized Link State Routing (OLSR) เป็นต้น

นอกจากกำจัดจุดอับสัญญาณแล้ว Mesh ยังช่วยกันกู้สถานการณ์ถ้าสมาชิกในทีมบางอุปกรณ์มีอันเป็นไปได้อีกด้วย เป็นการรักษาเสถียรภาพความครอบคลุมของสัญญาณได้อย่างต่อเนื่อง อีกทั้ง Mesh ยังให้แบนด์วิธเฉลี่ยต่ออุปกรณ์เชื่อมต่อมากกว่าแบบปกติ รวมทั้งยังจัดการกับปัญหาความแออัดบนเครือข่ายได้เป็นอย่างดี

ซึ่งปัจจุบัน Mesh มีจำหน่ายแบบสำเร็จรูปให้นำมาติดตั้งได้ง่าย แค่เสียบปลั๊กแล้วเปิดตัวช่วยติดตั้ง คลิกเน็กซ์ๆๆ ก็เป็นอันเสร็จ แถมบางรุ่นยังให้ติดตั้งผ่านแอพบนมือถือแทนที่จะต้องเสียเวลาต่อกับคอมพ์ได้อีกด้วย มีหลายยี่ห้อให้เลือกใช้ไม่ว่าจะเป็น Eero, the Orbi ของ Netgear, Linksys Velop, Asus HiveSpot, TP-Link Deco M5 Plus, และ D-Link Covr เป็นต้น หรือคุณจะลองโปรเจกต์ที่น่าสนใจจากยักษ์ใหญ่อย่าง Google Wi-Fi ดูก็ได้

ที่มา : http://www.zdnet.com/article/what-is-mesh-networking-and-why-it-matters-to-you/

from:https://www.enterpriseitpro.net/?p=5401