คลังเก็บป้ายกำกับ: MESH_NETWORK

ซิสโก้ซื้อ Fluidmesh Networks เพื่อเสริมทัพธุรกิจด้าน IoT ระดับอุตสาหกรรม

ซิสโก้ได้ประกาศแพลนที่จะซื้อกิจการของ Fluidmesh Networks ผู้ผลิตระบบสำรองการทำงานของดารสื่อสารไร้สายสำหรับระบบ Internet of Things เชิงอุตสาหกรรม โดยปัจจุบันยังไม่ได้มีการเปิดเผยตัวเลขของดีลนี้

เทคโนโลยีของ Fluidmesh มีเป้าหมายเพื่อป้องกันข้อมูลสูญหายระหว่างสื่อสารขณะที่วัตถุอย่างรถไฟหรือรถใต้ดินเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง ซึ่งเทคโนโลยีไร้สายของบริษัทนี้ถูกนำมาใช้ทั้งในด้านการรถไฟ การท่าเรือ และการขนส่งมวลชน ในบริเวณที่ความแรงของสัญญาณมักจะมีปัญหา

ทั้งนี้ ทางซิสโก้ระบุว่า Fluidmesh จะเข้ามาร่วมกับธุรกิจ IoT ของตนเอง เพื่อขยายขีดความสามารถของผลิตภัณฑ์ไวร์เลสระดับอุตสาหกรรมของซิสโก้ สำหรับลูกค้าอุตสาหกรรมที่สำคัญ

รวมทั้งพาร์ทเนอร์ และผู้ใช้ปลายทางด้วย ยักษ์ใหญ่ด้านเน็ตเวิร์กยังจะใช้ประโยชน์จากทีมงานฝ่ายขายและความสัมพันธ์กับผู้วางระบบที่เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมนี้ของ Fluidmesh ในการส่งเสริมธุรกิจด้าน IoT ระดับอุตสาหกรรมของซิสโก้ด้วย

ที่มา : ZDNet

from:https://www.enterpriseitpro.net/cisco-to-acquire-fluidmesh-networks-to-bolster-industrial-iot-business/

AIS ผนึก Huawei พัฒนาเราท์เตอร์ใหม่ ทำให้เน็ตบ้านแตะ 1,000 Mpbs

เอไอเอส ไฟเบอร์ นำสุดยอดนวัตกรรม “SuperMESH WiFi” เสริมประสิทธิภาพการใช้งานเน็ตบ้าน ภายใต้แนวคิด “เร็วกว่า ดีกว่า ง่ายกว่า” ด้วยเราท์เตอร์มาตรฐานใหม่ และแพ็กเกจบริการใหม่ที่คุ้มค่า

นายศรัณย์ ผโลประการ หัวหน้าฝ่ายงานบริหารธุรกิจฟิกซ์ บรอดแบนด์ เอไอเอส กล่าวว่า “จากการศึกษาพฤติกรรมการใช้เน็ตบ้านของคนในปัจจุบัน พบว่า ผู้บริโภคส่วนใหญ่ต้องการความเร็วของอินเทอร์เน็ตอย่างสม่ำเสมอและครอบคลุมทุกบริเวณของบ้าน ซึ่งส่วนใหญ่มักอาศัยอยู่ในบ้าน 2 ชั้น แต่มี WiFi Router เพียง 1 ตัว และอาจไม่สามารถวางเราท์เตอร์ในตำแหน่งกึ่งกลางของบ้าน ทำให้อาจกระจายสัญญาณ WiFi ได้ไม่ครอบคลุม

ศรัณย์ ผโลประการ หัวหน้าฝ่ายงานบริหารธุรกิจฟิกซ์ บรอดแบนด์ เอไอเอส

ที่ผ่านมา เอไอเอส ไฟเบอร์ จึงมุ่งมั่นคิดค้นพัฒนาเทคโนโลยีและโซลูชันต่างๆ เพื่อตอบโจทย์การใช้งานของลูกค้าในทุกมิติมาอย่างต่อเนื่อง โดยเป็นรายแรกและรายเดียวในประเทศไทยที่พัฒนานวัตกรรม SuperMESH WiFi ให้สามารถเชื่อมโยงสัญญาณ Mesh WiFi ถึงกันได้ครอบคลุมทั่วทุกมุมของบ้าน โดยไม่ต้องเดินสาย LAN

ทำให้ลูกค้าใช้เน็ตบ้านได้เต็มประสิทธิภาพตั้งแต่วันแรกที่ติดตั้ง ซึ่งได้มีการร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ระดับโลกศึกษา ทดสอบ และพัฒนาเทคโนโลยี Mesh WiFi ในเชิงลึกมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ให้กับลูกค้า จนทำให้ Mesh WiFi มีการใช้งานอย่างแพร่หลายมากยิ่งขึ้น ยกระดับประสบการณ์การใช้งานเน็ตบ้านที่ดีที่สุดให้กับคนไทย

เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่จะเกิดขึ้นในปี 2020 และในอนาคต อาทิ การเติบโตของ Video Streaming ในความละเอียดระดับ 4K, เทคโนโลยี 5G และแอปพลิเคชันใหม่ๆ, เทคโนโลยี Virtual Reality (VR) ที่ต้องการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงระดับกิกะบิต

ทาง เอไอเอส ไฟเบอร์ ได้เจรจากับหัวเว่ย ในการพัฒนาร่วมจนได้เราท์เตอร์ที่เทคโนโลยีดีที่สุดและล้ำหน้าที่สุดในตลาด ที่สามารถทำความเร็วเน็ตบ้านได้เต็มสปีดถึง 1 Gbps บน WiFi ไม่ต้องผ่านสาย LAN เรียกได้ว่าเป็นรายแรกที่คิดค้นการพัฒนาดังกล่าวนี้

สำหรับแพ็กเกจใหม่นี้ ลูกค้าใหม่และลูกค้าปัจจุบันสามารถสมัครแพ็กเกจ AIS FIbre SuperMESH WiFi ด้วยแพ็กเกจความเร็ว 1000/200 Mbps เพียง 999 บาทต่อเดือน พร้อมรับฟรี! AIS FIbre SuperMESH WiFi Router จำนวน 2 ตัว มูลค่า 7,980 บาท

from:https://www.enterpriseitpro.net/ais-huawei-super-mesh-wi-fi/

กูเกิ้ลเปิดตัวเราท์เตอร์ Mesh ตัวล่าสุด Nest Wi-Fi

กูเกิ้ลได้เข้าสู่เวทีตลาดเน็ตเวิร์กอีกครั้งด้วยเราท์เตอร์ Wi-Fi แบบ Mesh รุ่นล่าสุดในชื่อ Nest Wi-Fi ซึ่งอุปกรณ์นี้ถือเป็นรุ่นที่พัฒนาต่อมาจาก Google Wi-Fi ที่เคยเปิดตัวเมื่อปี 2016 โดยตัวล่าสุดนี้มีความสามารถเหนือชั้นกว่ารุ่นก่อนหน้ามาก

โดยให้ความเร็วได้มากกว่าเดิมถึงสองเท่า และบริเวณครอบคลุมสัญญาณเพิ่มขึ้น 25% ชุด Nest Wi-Fi นี้ประกอบด้วยเราท์เตอร์ที่เสียบเข้ากับโมเด็มของคุณในฐานะที่เรียกชื่อว่า Nets Wi-Fi Point ที่สามารถครอบคลุมสัญญาณได้ทั่วทั้งบ้าน

ทางกูเกิ้ลระบุว่าแค่เราท์เตอร์และพอยต์หนึ่งจุดก็เพียงพอในการปล่อยสัญญาณครอบคลุมทั่วบ้านคิดเป็นกว่า 85% ของบ้านในสหรัฐฯ ทั้งหมดแล้ว และถ้าคุณกำลังใช้ Google Wi-Fi อยู่ ก็สามารถนำ Nest นี้มาใช้กับเน็ตเวิร์กที่มีอยู่ได้ด้วย

คุณสามารถใช้แอพ Google Home จัดการเครือข่ายได้เหมือนเดิม ซึ่งแอพนี้ยังช่วยคุณได้อีกหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นการแชร์รหัสผ่าน Wi-Fi กับแขกของคุณ, ตั้งค่าลำดับความสำคัญของอุปกรณ์, ทดสอบความเร็ว, สร้างเน็ตเวิร์ก Guest, รวมทั้งใช้จัดการเครือข่ายและบ้านหลายหลังได้พร้อมกัน

ที่มา : CIOBulletin

from:https://www.enterpriseitpro.net/google-introduces-nest-wi-fi-mesh-router/

จัดอันดับ 10 สุดยอด Wi-Fi Router ประจำปี 2019

เราท์เตอร์ที่มีในตลาดแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มได้แก่ แบบที่มีโมเดมบิวท์อินในตัว กับแบบที่ต้องใช้โมเด็มแยกต่างหาก ซึ่งในสหราชอาณาจักรนั้น คนส่วนใหญ่จะใช้แบบแรกกันเนื่องจากอินเทอร์เน็ตบรอดแบรนด์ที่นิยมใช้กันมากที่สุดคือแบบ ADSL (และ VDSL) ที่ต้องใช้โมเด็มแปลงสัญญาณ

ขณะที่แบบที่สองมักใช้กับเน็ตแบบเคเบิล อย่างไรก็ดี ตอนนี้มีเราท์เตอร์แบบใหม่แบบที่สามแล้วที่เรียกว่า Mesh WiFi ซึ่งประกอบด้วยเราท์เตอร์ไวไฟสองตัวหรือมากกว่าทำงานร่วมกันเพื่อสร้างเป็นเครือข่ายไวไฟที่ครอบคลุมพื้นที่ใช้งานในบ้านขนาดใหญ่ได้ทั้งหลัง

เราท์เตอร์กลุ่มล่าสุดนี้ไม่ได้แพงอย่างที่คิด ดังนั้นถ้าคุณวางแผนจะซื้อเราท์เตอร์ใหม่เพราะตัวเก่าไม่ได้มีไวไฟครอบคลุมเพียงพอ ก็อาจจะหันมาเลือกใช้ระบบ Mesh ที่จะเชื่อมต่อกับเราท์เตอร์ที่ใช้งานปัจจุบันของคุณเพื่อให้ได้สัญญาณเชื่อมต่อที่ดีกว่าเดิม

มีหลายกรณีที่เราไม่จำเป็นต้องลงทุนอะไรเพิ่มเติมเพื่อยกระดับการเชื่อมต่อเครือข่ายไวไฟภายในบ้าน โดยสามารถใช้เทคนิคหรือการปรับเปลี่ยนบางอย่างเพื่อทำให้เราท์เตอร์เดิมที่ใช้งานอยู่ให้บริการอินเทอร์เน็ตที่เร็วและครอบคลุมมากขึ้นได้ หรือถ้าต้องการสัญญาณไวไฟที่ดีขึ้นภายในห้องใดห้องหนึ่ง ก็อาจเลือกใช้เน็ตเวิร์กอแดปเตอร์แบบพาวเวอร์ไลน์ที่มีไวไฟในตัวมาใช้ เป็นต้น

เราท์เตอร์บางรุ่นมีฟีเจอร์ให้บริการเครือข่าย “Guest” ที่ให้แขกหรือบุคคลภายนอกเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้โดยแยกส่วนออกจากเครือข่ายคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์อื่นๆ บนเครือข่ายภายในบ้านได้ ซึ่งเหมาะกับผู้ใช้ที่เปิดธุรกิจขนาดเล็กอย่างเช่นโรงแรมหรือหอพัก

ทั้งนี้ทาง TechAdvisor.co.uk ได้รวบรวมรายชื่อเราท์เตอร์ไวไฟที่ถือว่าดีที่สุดประจำปี 2019 ไว้ดังต่อไปนี้

1. Asus DSL-AC68U (คะแนน 4.5 ดาว) เคยรีวิวไว้ตั้งแต่วันที่ 3 กันยายน 2015 มีราคา 199.99 ปอนด์แม้จะเปิดตัวมานานแล้วหลายปี แต่เมื่อเทียบกับราคาแล้วถือว่าคุ้มค่ามากที่สุด ซึ่งถ้าคุณใช้กับบริการอินเทอร์เน็ตที่ไม่ต้องใช้โมเด็มแล้ว ก็สามารถเลือกรุ่นที่ไม่มีโมเด็มอย่าง RT-AC68U แทนรุ่น DSL ปกติได้

 

2. TP-Link VR2600 (คะแนน 4.5 ดาว) เคยรีวิวไว้ตั้งแต่วันที่ 11สิงหาคม2016มีราคา 279.99 ปอนด์ มีประสิทธิภาพที่เยี่ยมยอดในภาพรวม ทำได้หลายอย่างภายในเครื่องเดียว เหมาะกับการนำมาใช้แทนที่ BT Home Hub เดิม ติดอยู่ที่เราท์เตอร์นี้เน้นการใช้งานผ่านช่องสัญญาณย่านความถี่5 GHz ด้วยเทคโนโลยี MU-MIMO ขณะที่ไม่ได้เน้นการใช้งานบนย่านความถี่ 2.4 GHz มากเท่าที่ควร

3. Netgear XR500 Nighthawk Pro (คะแนน 4.5 ดาว) เคยรีวิวไว้ตั้งแต่วันที่ 3พฤษภาคม2018มีราคา 299ปอนด์เป็นเราท์เตอร์ที่เน้นสำหรับเล่นเกมส์โดยเฉพาะ ที่ระบบปฏิบัติการ DumaOS ให้ความยืดหยุ่นเป็นพิเศษที่คุณคาดหวังได้จาก Synology NAS โดยให้ความสำคัญกับการจัดการเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพมากกว่าแค่ให้บริการเครือข่าย ติดอยู่ที่ราคาที่แพงพอสมควร

 

4. Asus DSL-AC88U (คะแนน 4.5 ดาว) เคยรีวิวไว้ตั้งแต่วันที่ 3 กรกฎาคม 2017 มีราคา 299.99 ปอนด์ ให้การเชื่อมต่อที่ยอดเยี่ยมทั้งด้าน Wi-Fi, LAN, และบรอดแบรนด์รบถ้วนในเครื่องเดียว ถือว่ามีคุณภาพดีเหนือกว่าเราท์เตอร์บรอดแบรนด์ทั่วไปที่ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตให้มาใช้เป็นอย่างมาก เหมาะอย่างยิ่งแก่ผู้ใช้ที่เน้นการใช้งานไวไฟอย่างเข้มข้น ทั้งนี้เวลาเลือกซื้อระวังสับสนกับรุ่น RT-AC88U เนื่องจากแม้รูปลักษณ์ภายนอกดูเหมือนกัน แต่เป็นเราท์เตอร์รุ่นที่ไม่มีโมเด็ม ADSL บิวท์อินอยู่ด้วย ทำให้ไม่สามารถใช้กับอินเทอร์เน็ตแบบ ADSL ได้

5. AVM FRITZ!Box 7590 (คะแนน 4 ดาว) เคยรีวิวไว้ตั้งแต่วันที่ 21 กันยายน 2018 มีราคา 229.99 ปอนด์ ทำงานได้เหนือกว่าเราท์เตอร์ทั่วไป แต่มาพร้อมกับราคาที่มากพอสมควร ดังนั้นจึงควรพิจารณาให้แน่ใจว่าได้ใช้ประโยชน์จากฟีเจอร์ที่เพิ่มเข้ามาจริงที่จะทำให้รู้สึกคุ้มค่ากับการลงทุน

6. D-Link DIR-882 EXO AC26007590 (คะแนน 4 ดาว) เคยรีวิวไว้ตั้งแต่วันที่ 6กุมภาพันธ์2018 มีราคา 149.99ปอนด์มีจุดเด่นที่การผสานเทคโนโลยีเครือข่ายไร้สายที่แข็งแกร่งเข้ากับฟีเจอร์พิเศษที่มีประโยชน์มากอย่าง DNLA และ FTPในราคามากกว่ารุ่นAC1900 เพียงเล็กน้อย ถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ใช้งาน Wi-Fi อย่างหนัก

 

7. Asus RT-AC87U (คะแนน 4 ดาว) เคยรีวิวไว้ตั้งแต่วันที่ 9สิงหาคม2016 มีราคา 199.99 ปอนด์เป็นเคเบิลเราท์เตอร์ที่ให้ประสิทธิภาพยอดเยี่ยม โดยเฉพาะบนย่านความถี่ 5GHz รวมทั้งมีดีไซน์โฉบเฉี่ยว ฟีเจอร์มากมายให้ใช้ได้สะดวกผ่านอินเทอร์เฟซที่เรียบง่าย

8. AVM Fritz Box 7530(คะแนน 4 ดาว) เคยรีวิวไว้ตั้งแต่วันที่ 28มกราคม2019มีราคา 139.99 ปอนด์ เป็นทางเลือกที่ดีถ้าต้องการอัพเกรดเราท์เตอร์เก่าด้วยตัวใหม่ที่ให้ประสิทธิภาพที่ดีในราคาที่คุ้มค่า พร้อมฟีเจอร์เพิ่มเติมอย่างเช่นการรองรับ VOIP และการสตรีมมีเดียผ่านเครือข่าย แม้จะมีปัญหาหลักด้านซอฟต์แวร์ที่ยังเสียเปรียบคู่แข่ง โดยเวอร์ชั่นสำหรับ iOS ไม่ได้ประสิทธิภาพเหมือนบนแอนดรอยด์

9. Synology RT2600ac(คะแนน 4 ดาว) เคย รีวิวไว้ตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม 2017 มีราคา 239.99 ปอนด์ ทาง Synology ขึ้นชื่อเรื่องการออกแบบที่มาควบคู่กับฟีเจอร์ด้าน NAS ที่ยอดเยี่ยม ได้ทั้งเรื่องความปลอดภัย ความยืดหยุ่น และประสิทธิภาพอย่างแท้จริง

10. Netgear Nighthawk AX4 (คะแนน 3.5ดาว) เคยรีวิวไว้ตั้งแต่วันที่ 29กรกฎาคม 2019มีราคา 199.99 ปอนด์

 

 

ที่มา : Techadvisor

from:https://www.enterpriseitpro.net/best-wi-fi-routers-2019/

Linksys เปิดตัวเราเตอร์รุ่นใหม่ Linksys MR8300 ความเร็วสุดๆ

ลิงค์ซิส (Linksys®) กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีการเชื่อมต่อภายในบ้านซึ่งเกิดจากการควบรวมกิจการของเบลคิน อินเตอร์เนชั่นแนล (Belkin International) และฟ็อกซ์คอนน์ อินเตอร์คอนเน็กต์ เทคโนโลยี (Foxconn Interconnect Technology – FIT) เปิดตัวเราเตอร์รุ่นใหม่ Linksys MR8300 Max-Stream Tri-Band Mesh WiFi AC2200

เราเตอร์ MR8300 เป็นเราเตอร์ประสิทธิภาพสูงที่ให้ความเร็วในการเชื่อมต่อสูงสุด 2.2 Gbps เหมาะสำหรับครอบครัวที่ต้องการแบนด์วิธขนาดใหญ่สำหรับความบันเทิงระดับ 4k และการเล่นเกมมือถือในช่วงเวลาที่มีการใช้งานอย่างหนาแน่น MR8300 ขับเคลื่อนด้วยโปรเซสเซอร์ควอดคอร์ ความเร็ว 716 MHz ช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพของเครือข่ายโดยรวมเพื่อการเชื่อมต่อทั้งในแบบใช้สายหรือไร้สาย รวมถึงการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่รวดเร็วยิ่งขึ้น

ผลการทดสอบประสิทธิภาพที่ดำเนินการโดย Tolly ชี้ว่า เราเตอร์ MR8300 มีประสิทธิภาพสูงกว่าเราเตอร์คู่แข่งอย่างน้อย 71% ในสภาพแวดล้อมการใช้งานจริงที่หนาแน่น ประกอบด้วยโทรศัพท์มือถือที่เล่นเกม 6 เครื่อง และอุปกรณ์ที่ใช้งานอยู่ (และพร้อมใช้งาน) อีก 21 เครื่อง เชื่อมต่อเข้ากับเราเตอร์ที่ทดสอบพบว่า MR8300 มีความล่าช้าในการส่งข้อมูล (Ping Time) เฉลี่ย 7.3 มิลลิวินาที เมื่อเทียบกับเราเตอร์คู่แข่ง

ขณะที่รองรับการใช้งานอย่างหนักหน่วงของไคลเอ็นต์เกมมือถือและทราฟฟิกของแอพพลิเคชันที่ทำงานอยู่เบื้องหลัง นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยี MU-MIMO และ Beamforming รองรับด้านความบันเทิงเพื่อให้อุปกรณ์ประสิทธิภาพสูง เช่น สมาร์ททีวี แล็ปท็อป และโทรศัพท์มือถือ สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านช่องสัญญาณ WiFi ที่แยกไว้เฉพาะและเชื่อมต่อได้รวดเร็วกว่า

เจนนี่ อึ้ง ผู้จัดการทั่วไปประจำภูมิภาคเอเชียของลิงค์ซิส กล่าวว่า “ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกครองส่วนแบ่งมากถึง 47% ในตลาดเกมมือถือทั่วโลก โดยคาดว่าจะสร้างรายได้กว่า 72.2 พันล้านดอลลาร์ภายในสิ้นปี 2562 คาดการณ์ว่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่องในแต่ละปี ด้วยเหตุนี้ ลิงค์ซิสจึงนำเสนอโซลูชั่นเครือข่ายที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างลงตัว เราเตอร์ MR8300 เป็นเราเตอร์แบบไฮบริดที่ผสานรวมฟีเจอร์ประสิทธิภาพสูงจากอุปกรณ์ซีรีส์ Max-Stream เข้ากับเทคโนโลยี Intelligent Mesh ของ Linksys Velop Mesh WiFi System ที่มีรางวัลเป็นเครื่องรับประกันและได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้ใช้ทั่วโลก”

from:https://www.enterpriseitpro.net/linksys-%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%ab/

Linksys เปิดตัวเราเตอร์รุ่นใหม่ Linksys MR8300 ความเร็วสุดๆ

ลิงค์ซิส (Linksys®) กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีการเชื่อมต่อภายในบ้านซึ่งเกิดจากการควบรวมกิจการของเบลคิน อินเตอร์เนชั่นแนล (Belkin International) และฟ็อกซ์คอนน์ อินเตอร์คอนเน็กต์ เทคโนโลยี (Foxconn Interconnect Technology – FIT) เปิดตัวเราเตอร์รุ่นใหม่ Linksys MR8300 Max-Stream Tri-Band Mesh WiFi AC2200

เราเตอร์ MR8300 เป็นเราเตอร์ประสิทธิภาพสูงที่ให้ความเร็วในการเชื่อมต่อสูงสุด 2.2 Gbps เหมาะสำหรับครอบครัวที่ต้องการแบนด์วิธขนาดใหญ่สำหรับความบันเทิงระดับ 4k และการเล่นเกมมือถือในช่วงเวลาที่มีการใช้งานอย่างหนาแน่น MR8300 ขับเคลื่อนด้วยโปรเซสเซอร์ควอดคอร์ ความเร็ว 716 MHz ช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพของเครือข่ายโดยรวมเพื่อการเชื่อมต่อทั้งในแบบใช้สายหรือไร้สาย รวมถึงการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่รวดเร็วยิ่งขึ้น

ผลการทดสอบประสิทธิภาพที่ดำเนินการโดย Tolly ชี้ว่า เราเตอร์ MR8300 มีประสิทธิภาพสูงกว่าเราเตอร์คู่แข่งอย่างน้อย 71% ในสภาพแวดล้อมการใช้งานจริงที่หนาแน่น ประกอบด้วยโทรศัพท์มือถือที่เล่นเกม 6 เครื่อง และอุปกรณ์ที่ใช้งานอยู่ (และพร้อมใช้งาน) อีก 21 เครื่อง เชื่อมต่อเข้ากับเราเตอร์ที่ทดสอบพบว่า MR8300 มีความล่าช้าในการส่งข้อมูล (Ping Time) เฉลี่ย 7.3 มิลลิวินาที เมื่อเทียบกับเราเตอร์คู่แข่ง

ขณะที่รองรับการใช้งานอย่างหนักหน่วงของไคลเอ็นต์เกมมือถือและทราฟฟิกของแอพพลิเคชันที่ทำงานอยู่เบื้องหลัง นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยี MU-MIMO และ Beamforming รองรับด้านความบันเทิงเพื่อให้อุปกรณ์ประสิทธิภาพสูง เช่น สมาร์ททีวี แล็ปท็อป และโทรศัพท์มือถือ สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านช่องสัญญาณ WiFi ที่แยกไว้เฉพาะและเชื่อมต่อได้รวดเร็วกว่า

เจนนี่ อึ้ง ผู้จัดการทั่วไปประจำภูมิภาคเอเชียของลิงค์ซิส กล่าวว่า “ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกครองส่วนแบ่งมากถึง 47% ในตลาดเกมมือถือทั่วโลก โดยคาดว่าจะสร้างรายได้กว่า 72.2 พันล้านดอลลาร์ภายในสิ้นปี 2562 คาดการณ์ว่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่องในแต่ละปี ด้วยเหตุนี้ ลิงค์ซิสจึงนำเสนอโซลูชั่นเครือข่ายที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างลงตัว เราเตอร์ MR8300 เป็นเราเตอร์แบบไฮบริดที่ผสานรวมฟีเจอร์ประสิทธิภาพสูงจากอุปกรณ์ซีรีส์ Max-Stream เข้ากับเทคโนโลยี Intelligent Mesh ของ Linksys Velop Mesh WiFi System ที่มีรางวัลเป็นเครื่องรับประกันและได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้ใช้ทั่วโลก”

from:https://www.enterpriseitpro.net/linksys-mr8300-mesh-network/

7 สาเหตุที่ทำให้ Wi-Fi ของคุณช้ายิ่งกว่าเต่าคลาน

หลายครั้งที่เราหาสาเหตุที่แท้จริงไม่เจอ ที่ทำให้การเชื่อมต่อแบบ Wi-Fi อ่อนบ้าง ขาดๆ หายๆ บ้าง แต่จริงๆ แล้วมีอยู่หลายสถานการณ์ที่พบบ่อยที่ทำให้การเชื่อมต่อไว-ไฟ ที่เคยแรงกลับเชื่อมต่อไม่ได้ ซึ่งเวลาที่เกิดปัญหาดังกล่าว ก็มีอยู่หลายวิธีที่คุณสามารถทำเพื่อเรียกสัญญาณไว-ไฟกลับมาเป็นปกติ กลับมาออนไลน์ได้อย่างรวดเร็วดังต่อไปนี้

1. Wi-Fi มีระยะและกำลังส่งที่ไม่เพียงพอ

เริ่มต้นจากปัญหาเครือข่าย Wi-Fi มีระยะและกำลังส่งที่ไม่เพียงพอ แอคเซสพอยต์ของเครือข่ายไร้สายแต่ละตัวนั้นมีบริเวณครอบคลุมสัญญาณจำกัด ดังนั้นถ้าคุณเข้าถึงอินเทอร์เน็ตในจุดที่อยู่ขอบนอกของอาณาเขตครอบคลุมสัญญาณแล้ว ก็จะเห็นได้ว่าการเชื่อมต่อ Wi-Fi จะเริ่มติดๆ ดับๆ

แน่นอนว่าถ้าคุณเคลื่อนที่ออกจากเราเตอร์หรือโมเด็มที่ใช้ส่งสัญญาณ Wi-Fi ไปอีก การเชื่อมต่อของคุณก็จะถูกตัดลงถาวร จึงเป็นที่มาของสาเหตุในกรณีที่พบสัญญาณการเข้าถึง Wi-Fi อ่อนแออย่างเช่น การนำเราท์เตอร์ไปไว้ในหลืบของตู้เสื้อผ้า ไว้ตรงมุมห้องใต้ดิน ไว้ห่างจากห้องที่ใช้งานหลายห้อง หรืออาจจะแค่เก่าหรือใกล้จะพัง

แต่ในทางลับกัน ถ้าเป็นอุปกรณ์ขนาดใหญ่อย่างคอมพิวเตอร์ แนวทางนี้อาจไม่สะดวกเท่าไร อีกทางเลือกหนึ่งในการเสริมความแข็งแกร่งของสัญญาณ Wi-Fi ก็คือการอัพเกรดเสาอากาศของแอคเซสพอยต์ ไม่ก็บนคอมพิวเตอร์ของคุณ นอกจากนี้อาจจะหันไปใช้โซลูชั่นอย่าง Mesh Network หรือ Range Extender ได้

2. คลื่นวิทยุรบกวนความถี่

ส่วนปัญหาด้านสัญญาณวิทยุรบกวนนั้น เนื่องจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หลากหลายชนิดภายในบ้าน และบริเวณรอบข้างต่างสามารถส่งคลื่นวิทยุออกมารบกวนสัญญาณเครือข่าย Wi-Fi ได้ ตัวอย่างเช่น โทรศัพท์ไร้สาย, อุปกรณ์บลูทูช, รีโมทเปิดประตูโรงรถ, หรือแม้แต่เตาไมโครเวฟ

ทั้งหมดข้างต้นนี้สามารถทำให้สัญญาณ Wi-Fi ล่มได้ทันทีที่เปิดใช้งาน ดังนั้น ถ้าคุณสังเกตพบว่าโทรศัพท์ที่ใช้งานหยุดการเชื่อมต่อ Wi-Fi ขณะที่อยู่ใกล้กับเตาไมโครเวฟแล้ว ก็มีโอกาสที่จะเป็นปัญหาด้านสัญญาณรบกวน ซึ่งควรพิจารณาหาอุปกรณ์เจ้าปัญหาดังกล่าว

อีกแนวทางหนึ่งที่อาจง่ายขึ้น คือการปิดอุปกรณ์ที่อาจส่งสัญญาณรบกวนไวไฟ เช่น ถ้าคุณอยู่ในห้องครัวแล้วพบว่าสัญญาณไวไฟตกลง ลองเคลื่อนย้ายตัวเองห่างออกจากเตาไมโครเวฟ หรือปิด หยุดการใช้งานเมื่อคุณต้องการใช้โทรศัพท์, แล็ปท็อป, หรืออุปกรณ์อื่น

3. เครือข่ายเกิด Overload

สาเหตุต่อมาคือเรื่องของเครือข่ายรับภาระหนักเกินไปหรือ Overload โดยปกติฮาร์ดแวร์หรืออุปกรณ์ที่ใช้ตามบ้านนั้นมักถูกติดตั้งให้จ่ายสัญญาณ Wi-Fi และหลบเลี่ยงการรบกวนสัญญาณได้ตามมาตรฐานอยู่แล้ว แต่ถ้ามีอุปกรณ์มาเชื่อมต่อบนเครือข่ายเดียวกันมากเกินไป แบนด์วิธที่แต่ละอุปกรณ์จะได้รับก็จะยิ่งโดนจำกัดตามไปด้วย

แน่นอนว่าเมื่ออุปกรณ์ไม่มีแบนด์วิธเหลือ วิดีโอที่เล่นอยู่ก็จะหยุดเล่น, เว็บไซต์เปิดไม่ขึ้น, และอุปกรณ์อาจจะโดนตัดการเชื่อมต่อ และคอยพยายามเชื่อมต่อกับเครือข่ายใหม่เรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีแบนด์วิธคงเหลือมากพอสำหรับการใช้งานผ่าน Wi-Fi

คุณอาจทดสอบความเร็วเน็ตดูเพื่อตรวจว่าตัวเองได้ความเร็วตามที่จ่ายเงินให้ ISP หรือไม่ ซึ่งการเชื่อมต่ออุปกรณ์จำนวนมากเกินไปพร้อมกันจะสร้างปัญหาให้กับทั้งโมเด็มและเราท์เตอร์ ดังนั้น ให้ลองนำอุปกรณ์บางตัวออกจากเครือข่าย เช่น ถ้าทีวีกำลังสตรีมมิ่งอยู่ ก็ลองปิดดู ถ้ามีคนเล่นเกมอยู่บนเครือข่ายก็ลองพักชั่วคราว

หรือถ้ามีบางคนกำลังปัดหน้าจอดูเฟซบุ๊กบนโทรศัพท์ ก็ลองให้พวกเขาตัดการเชื่อมต่อ Wi-Fi เพื่อเปิดช่องให้มีแบนด์วิธเหลือเพิ่มขึ้น เป็นต้น แต่ถ้าเครือข่ายนั้นยังช้าเกินกว่าที่ควรจะเป็น รวมทั้ง Wi-Fi ดูไม่เสถียรแล้ว ให้ลองรีสตาร์ทเราท์เตอร์ใหม่ เพราะบางครั้งหน่วยความจำของเราท์เตออาจจะเต็ม จนต้องล้างข้อมูลทิ้งสักครั้งเพื่อให้กลับมาทำงานได้ปกติ

4. เลือกใช้เครือข่าย Wi-Fi ผิด

บางครั้งคุณอาจจะเลือกใช้เครือข่าย Wi-Fi ผิดเครือข่ายก็ได้ โดยเฉพาะถ้าทั้งสองตำแหน่งที่ตั้งเปิดเครือข่าย Wi-Fi ที่ไม่ได้เข้ารหัส แถมยังใช้ชื่อเครือข่ายหรือ SSID เดียวกัน ก็อาจทำให้อุปกรณ์ของคุณเชื่อมต่อกับเครือข่ายผิดเครือข่ายโดยไม่ทันรู้ก็ได้

5. เฟิร์มแวร์ยังไม่ถูกอัพเดต

นอกจากนี้ เราอาจไม่ได้อัพเดท หรือติดตั้งไดรเวอร์ เฟิร์มแวร์บางตัวอย่างที่ควรจะเป็น เนื่องจากคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องที่เชื่อมต่อกับเครือข่าย Wi-Fi จะต้องใช้ซอฟต์แวร์ขนาดเล็กที่เรียกว่าไดรเวอร์ หรือ Device Driver และในส่วนของเราท์เตอร์ประจำเครือข่ายที่ใช้งานอยู่นั้น ก็ต้องใช้เทคโนโลยีลักษณะคล้ายกันที่เรียกว่าเฟิร์มแวร์ด้วย

6. ซอฟต์แวร์บางอย่างทำงานไม่เข้ากัน

อาจมีกรณีที่เกิดจากการติดตั้งแพกเกจซอฟต์แวร์ที่เข้ากันไม่ได้ ซึ่งสาเหตุนี้แม้จะเป็นสาเหตุลำดับท้ายๆ ของปัญหาการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต แต่การเชื่อมต่อ Wi-Fi ก็อาจล้มเหลวบนคอมพิวเตอร์ที่มีซอฟต์แวร์ที่เข้ากันไม่ได้ติดตั้งอยู่ก็ได้ อันได้แก่แพ็ตช์ต่างๆ, Service, และซอฟต์แวร์อื่นที่มีการปรับแต่งความสามารถด้านเน็ตเวิร์กของระบบปฏิบัติการ

7. เราท์เตอร์เฮงซวยเอง

สุดท้าย อาจเป็นที่เราท์เตอร์ของคุณเฮงซวยเอง ถ้าเกิดวิธีทั้งหมดข้างต้นยังไม่สามารถทำให้สัญญาณ Wi-Fi กลับมาให้บริการอย่างมีเสถียรภาพได้แล้ว คุณก็อาจเผชิญกับปัญหาที่ตัวเราท์เตอร์อยู่ก็ได้ ให้ลองติดต่อผู้ให้บริการเครือข่ายไร้สาย หรือ ISP ที่ให้เราท์เตอร์นี้มา ที่เขาอาจจะเปลี่ยนเราท์เตอร์ให้ฟรี หรือคุณอาจจะลงทุนซื้อใหม่เองก็ได้

ที่มา : Lifewire

from:https://www.enterpriseitpro.net/reasons-wi-fi-connections-drop/

[รีวิว] Linksys VELOP AC3900 สร้าง Mesh Network ได้ง่ายสุดๆ

Mesh Network ในยุคใหม่นี้ไม่ได้ยากอย่างที่หลายคนเคยคิด หลายครั้งที่เราเคยรีวิวอุปกรณ์เน็ตเวิร์กไร้สายแบบนี้ไปต่างก็พบว่า มันง่ายเสียจนต้องร้อง “เฮ้ย! มันง่ายแบบนี้เลยเหรอฟร่ะ!?”

สำหรับครั้งนี้เป็นคราวผลิตภัณฑ์ของค่าย Linksys ซึ่งนำมาให้ทดสอบกันถึงถิ่นเป็นรุ่น Linksys VELOP AC3900 มีอุปกรณ์ในแพ็กเกจทั้งหมดจำนวน 3 โหนด ซึ่งแต่ละตัวสามารถสร้างระบบไร้สายครอบคลุมภายในบ้านได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยสามารถครอบคลุมพื้นที่ได้ถึง 4,500 ตารางฟุต เหมาะสำหรับบ้านหรือออฟฟิศแบบ SOHO ทีมีห้องต่างๆ 3-4 ห้องได้อย่างสบาย

คุณสมบัติเบื้องต้น

เทคโนโลยีไร้สาย : Dual-Band AC1300 (867 + 400 Mbps) with MU-MIMO and 256 QAM
ฟีเจอร์เด่น :
– Dual-Band Wi-Fi Mesh System
– Seamless Wi-Fi
– Easy App Controls
– Intelligent MeshTM Technology – Self-Organize, Self Optimize and Self Healing
– One Wi-Fi Network
– Auto Firmware Upgrade
– Parental Control
– Guest Access
– Auto sensing WAN/LAN Ports
– และอื่นๆ อีกมากมาย
รองรับมาตรฐาน : 802.11a/g/n/ac/b
ความเร็ว : AC1300 (867 + 400 Mbps)

เปิดกล่องและวิเคราะห์รูปร่างหน้าตา

Linksys VELOP AC3900 ได้ออกแบบมาเป็นทรงที่มีความสวยงาม เป็นลักษณะสี่เหลี่ยมแนวตั้ง มีขนาดกะทัดรัดเท่าฝ่ามือ วัสดุมีสีขาวทั้งหมด โดยด้านบนจะมีการเจาะเป็นรูเพื่อระบายอากาศ และมีไฟ LED แสดงสถานะการทำงาน ส่วนด้านหลังของตัวเครื่องจะมีพอร์ต Ethernet จำนวน 2 พอร์ต และมีช่องเสียบไฟขนาด 12v ส่วนใต้เครื่องจะมีปุ่มเปิดปิด และปุ่มสำหรับ Reset สีแดง

สำหรับภายในกล่องนั้นประกอบด้วยอุปกรณ์ Linksys VELOP AC3900 จำนวน 3 ตัว มีสาย LAN และสายไฟและปลั๊กไฟ โดยส่วนตัวแล้วผมชอบปลั๊กไฟที่ทาง Linksys ได้ออกแบบมา เนื่องจากมีจำนวนหัวเปลี่ยนให้เหมาะสมกับการใช้ไฟฟ้าของประเทศต่างๆ (ในกรณีเราไปต่างประเทศ และใช้งาน VELOP รุ่นนี้ ก็สามารถเปลี่ยนหัวสำหรับใช้ไฟฟ้าได้ตามปลั๊กที่ประเทศนั้นๆ มี ดูจากรูป)

การติดตั้ง

ใครหลายคนคิดว่าการติดตั้งเราท์เตอร์ใช้ในบ้านสักตัวนั้นอาจจะเป็นสิ่งยาก ยิ่งเป็น MESH Network ที่มีโหนด 3 โหนดแบบนี้น่าจะวุ่นวายมาก แต่เปล่าเลยครับ ผมบอกได้เลยว่าการติดตั้ง Linksys VELOP AC3900 ทั้ง 3 โหนดตั้งแต่เชื่อมต่อ, คอนฟิก, และใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ทั้ง 3 เครื่องนั้นเพียงแค่ประมาณ 15 นาที คุณก็มีระบบ MESH ได้แล้ว และที่สำคัญ ทุกอย่างกระทำได้ง่ายๆ ผ่านทางสมาร์ทโฟนของคุณ (ทั้ง iOS และ Android) ซึ่งอันนี้ส่วนตัวของผู้เขี้ยนแล้วชอบมาก สำหรับวิธีการติดตั้งก็กระทำดังนี้

1. ก่อนอื่นใดๆ ให้โหลดแอพฯ มาก่อน – โดยแอพฯ ที่ใช้ก็คือ Linksys App โดยแอพฯ นี้จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะทำงานตั้งแต่ต้นจนจบ (รองรับ iOS และ Android)

2. ให้เอา Linksys VELOP AC3900 (ตัวใดก็ได้) โมเด็ม/เราท์เตอร์ของคุณ – โดยจิ้มสาย LAN เชื่อมระหว่างเข้ากับโมเด็ม/เราท์เตอร์ ที่บ้านหรือออฟฟิศของคุณ (ปิดโมเด็ม/เราท์เตอร์ ก่อนจะต่อสาย LAN เข้าไป)

3. เปิดการทำงานของอุปกรณ์ – ช่วงนี้ก็ให้เปิดการทำงานของเราท์เตอร์และตัว Linksys VELOP AC3900 จากนั้นก็เปิดแอพฯ (โดยแอพฯ นี้จะให้คุณสร้าง Account ก็สมัครง่ายๆ ด้วยอีเมล์และพาสส์เวิร์ดด้วย) ในขั้นตอนนี้ตัว VELOP จะมีไฟกระพริบเป็นสีม่วง ซึ่งแอพฯ จะเริ่มค้นหาและให้คุณทำการคอนฟิกค่าต่างๆ ไปพร้อมๆ กัน โดยมันจะเริ่มค้นหาสัญญาณอินเทอร์เน็ต และก็จะให้คุณเริ่มตั้งชื่อของ Wi-Fi ที่คุณจะใช้ และตั้งรหัสผ่านของ Wi-Fi, ตั้งชื่อให้กับอุปกรณ์ซึ่งก็คือโหนดตัวแรกนี้ (จะใช้ที่ให้มา หรือตั้งใหม่ก็ได้) เพียงเท่านี้ VELOP ตัวแรก็สามารถทำงานได้แล้ว

คลิป VDO การติดตั้ง Linksys VELOP AC3900

4. ตั้งค่า VELOP ตัวที่สองและสาม – VELOP ที่เหลือทั้งสองตัวนั้น ให้คุณทำทีละตัว โดยเอาตัวที่สองเสียบปลั๊กไฟ (แนะนำว่าให้วางใกล้ๆ กับ VELOP ตัวแรกที่เสร็จแล้วไปก่อน) ไฟบนโหนดจะกระพริบเป็นสีม่วง ส่วนแอพฯ ก็จะทำการค้นหา ไม่นานนัก VELOP ตัวที่สองก็จะเจอกับตัวแรก ก็เท่ากับเป็นอันเสร็จสิ้น คุณก็ต้องชื่อตัวที่สองต่อไป ส่วนในกรณีของ VELOP ตัวที่สามก็กระทำเช่นเดียวกับตัวที่สองเลยครับ

หมายเหตุ : ท่านอาจจะตั้งชื่อตามดีฟอลต์ที่ให้มาโดยแอพฯ แต่สำหรับผมตั้งชื่อเป็น VELOP1, VELOP2, VELOP3 ครับ

5. การคอนฟิกค่าเพิ่มเติม – แอพฯ Linksys มีความสามารถมากมาย ช่วยให้คุณคอนฟิกค่าต่างๆ ตัวอย่างเช่น
– หน้าแดชบอร์ด : ที่จะอธิบายให้คุณทราบถึงสถานะต่างๆ เช่น สัญญาณอินเทอร์เน็ตและอุปกรณ์ที่มาเชื่อมต่อ
– การตั้งค่า Wi-Fi : สำหรับตั้งค่า Wi-Fi และพาสส์เวิร์ด
– การตรวจสอบความเร็ว : สามารถเช็กความเร็วอินเทอร์เน็ตของเราได้ (ค่าดาวน์โหลดและค่าอัพโหลดอินเทอร์เน็ต)
– การดูและระบบ Velop : เป็นการเช็กสถานะการทำงานของ VELOP ของเราว่าทำงานอยู่หรือไม่
– การตั้งค่าขั้นสูง : จะมีเมนูย่อยๆ ในนั้นอีกเช่น (ค่าอินเทอร์เน็ต, ค่าพอร์ต, MAC, และเครือข่าย)

การใช้งานจริง

หลังจากที่เราแกะกล่อง ก็เริ่มติดตั้งทันที ความประทับใจแรกก็คือเรื่องของแอพฯ ในการใช้งาน Linksys มียูสเซอร์อินเทอร์เฟซของแอพฯ ที่เข้าใจได้ง่ายและทำงานได้อย่างรวดเร็ว การติดตั้งก็แสนง่าย มีคู่มือและคำอธิบายช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้ทำงานได้รวดเร็วขึ้น อีกทั้งเมื่อทดสอบในเรื่องของความเร็ว Linksys VELOP AC3900 ก็ทำคะแนนได้อย่างยอดเยี่ยม

บทสรุป

เท่าที่ใช้งานมาพอสมควร Linksys VELOP AC3900 สามารถตอบโจทย์การใช้งานระบบเครือข่ายภายในบ้านและสำนักงานขนาดย่อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ การใช้ MESH Network ที่ช่วยแก้ปัญหาเรื่องการอับของสัญญาณได้อย่างดีเยี่ยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับครอบครัวที่อยู่กันอย่างเนืองแน่นและมีอุปกรณ์ต้องเชื่อมกับอินเทอร์เน็ตหลายๆ ตัวและหลายๆ ห้อง งานนี้ฟันธงว่า Linksys VELOP AC3900 เอาอยู่!!

ดูรายละเอียดผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมได้ที่ – https://www.linksys.com/th/p/P-WHW0103/

from:https://www.enterpriseitpro.net/linksys-velop-ac3900/

[รีวิว] ผลิตภัณฑ์ Deco M4 กับการสร้างระบบ Mesh Network ในบ้าน

ระบบ Mesh Network กำลังมาแรงมากในการใช้งานกลับกลุ่มผู้ใช้ในระดับ SOHO และ SMB เพราะเนื่องด้วยเทคโนโลยีที่มีความสามารถที่ล้นเหลือ ที่เข้ามาจัดการปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของจุดอับสัญญาณ แก้ปัญหาจุกจิกกวนใจที่เกิดจากระบบบริดจ์, ระบบสัญญาณผ่านสายไฟ และอื่นๆ ได้อย่างยอดเยี่ยม ประกอบกับราคาที่เทียบแล้วคุ้มค่าน่าลงทุน จึงไม่เป็นที่แปลกใจว่าเทคโนโลยีนี้จะไปได้สวยงาม

TP-Link คือผู้นำด้านระบบเครือข่าย และเป็นที่ยอมรับอย่างมากในกลุ่มผู้ใช้งานทั้งผู้ใช้ทั่วไปและองค์กร ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ด้านเครือข่ายรุ่นใหม่ที่รองรับระบบ Mesh Network ภายใต้ชื่อรุ่น Deco M4 ปล่อยสัญญาณสองย่านความถี่เป็น Dual Band ระดับ AC1200 ที่ให้ความเร็วรวมมากกว่า 1 Gbps ทำงานร่วมกับผู้ให้บริการเครือข่ายได้อย่างสบายๆ และรองรับอุปกรณ์ที่เข้ามาเชื่อมต่อตัวมันได้มากกว่า 100 อุปกรณ์ ครอบคลุมพื้นที่ถึง 2,800 ตารางฟุต

คุณสมบัติที่น่าสนใจ

– หน่วยประมวลผล Qualcomm CPU
– อินเทอร์เฟซ 2 Gigabit Ethernet Ports (WAN/LAN auto-sensing)
– ปุุ่ม Reset ปุ่มเดียว
– เสา Antenna แบบ Dual-band
– รองรับระบบไวร์เลสส์ IEEE 802.11 ac/n/a 5 GHz, IEEE 802.11 b/g/n 2.4 GHz
– ระบบความปลอดภัยแบบ WPA-PSK/WPA2-PSK
– สนับสนุนโปรโตคอล IPv6
– สนับสนุนเทคโนโลยี Beamforming, Band Steering, MU-MIMO, Roaming Technology เป็นต้น (เทคโนโลยีสำคัญเหล่านี้ที่ทำให้การรับส่งสัญญาณแข็งแกร่งมาก),

รูปร่างหน้าตา

Deco M4 ได้รับการออกแบบมาที่แตกต่างจากตัว Mesh Network Devices ของ TP-Link ในรุ่นอย่างสิ้นเชิง ซึ่งรุ่น M5, M9,พวกนี้แล้วล้วนออกแบบมาเป็นทรงกลมแบนเรียบ แต่สำหรับ Deco M4 ได้ปรับเปลี่ยนมาเป็นรูปแบบทรงกระบอก ที่แปลกตาไป แต่ยังคงไว้ที่ดีไซน์และความหรูหราไม่แพ้รุ่นพี่ๆ เลย รวมถึงการจัดการเก็บสาย (Cable Management) ก็ทำได้ดี ช่องสำหรับต่อ LAN และช่อง AC ก็ถูกเก็บให้ดูสะอาดตา

สำหรับภายในกล่องนั้นประกอบด้วย
– Deco M4 จำนวน 2 ตัว
– กล่องปลั๊กไฟอีก 2 ตัว
– สาย LAN
– คู่มือการติดตั้งแบบสั้นๆ อีก 1 เล่ม

การติดตั้ง

สำหรับผู้ที่เคยใช้อุปกรณ์เครือข่ายของ TP-Link มาก่อนจะพบว่าการติดตั้งนั้นทำได้ง่ายมากทั้งการต่อเชื่อมในด้านฮาร์ดแวร์ และการเซตอัพและคอนฟิกค่าต่างๆ ผ่านทางแอพฯ บนมือถือ ใช้เวลาเพียงแค่ 5 นาที คุณก็สร้าง Mesh Network ในบ้านได้แล้ว โดยเริ่มต้นดังนี้
1. ให้คุณดาวน์โหลดแอพฯ Deco ลงในมือถือสมาร์ทโฟนของคุณ (รองรับ iOS และ Android ใครไม่มี ID ก็สมัครให้เรียบร้อย ส่วนคนที่มี ID ก็ล็อกอินได้ทันที)

2. ให้เอา Deco M4 (ตัวใดก็ได้) ต่อสาย LAN เข้ากับโมเด็ม/เราท์เตอร์ ที่บ้านหรือออฟฟิศของคุณ (ปิดโมเด็ม/เราท์เตอร์ ก่อนจะจิ้มสาย LAN เข้าไป)

3. เปิดการทำงานของโมเด็ม/เราท์เตอร์ และ Deco M4 – รอสักพักประมาณ 2 นาที ระบบ Deco M4 จะเริ่มมีไฟกระพริบ แสดงสัญญาณเป็นสีต่างๆ
– สีเหลืองค้าง : Deco กำลังเริ่มต้น ให้รอสักครู่
– สีน้ำเงินกระพริบ : แสดงว่า Deco พร้อมที่จะเซตอัพแล้ว

4. เมือเราเห็นสีน้ำเงินกระพริบเมื่อไหร่ ก็เปิดแอพฯ แล้วคลิกเซตอัพ รอมันค้นหาสักพัก ซึ่งเมื่อเจอและมีการต่อเชื่อมกันแล้ว ที่ตัว Deco จะแสดงไฟเป็นสีขาว นั่นหมายความว่า เสร็จสิ้นแล้ว !! (ต่ออินเทอร์เน็ตผ่าน Deco M4 ผ่านระบบ Wi-Fi ได้แล้วจร้า !!)


5. ทีนี้ในกรณีที่เราต้องการเซตอัพ Deco M4 ตัวที่สอง ก็ไม่ได้ยากเลย แค่เอาตัวที่สองมาวางไว้ใกล้ๆ กับ Deco M4 ตัวแรก แล้วใช้แอพฯ ในมือถือคลิกปุ่มเพิ่มโดยเลือก Deco ที่เราจะเพิ่ม (ซึ่งก็คือ Deco M4) และมันจะทำการเชื่อมโยงระหว่างกันตามที่เราสั่งการในแอพฯ ใช้เวลาไม่นาน (ดูคลิป) เมื่อเชื่อมต่อเสร็จแล้ว ทีนี้คุณจะโยก Deco ตัวที่สองไปวางไว้ที่ไหนก็ได้ภายในบ้านล่ะ (ในแอพฯ จะมีให้เลือกโซนด้วย)

คลิป VDO การติดตั้ง Deco M4 ตัวที่สองให้รู้จักกับตัวแรก

การใช้งานจริง

ต้องบอกว่าการคอนฟิกและการตั้งค่าทุกอย่างกระทำผ่านทางแอพ Deco ได้ทั้งหมด และมี UI ที่เข้าใจง่าย อันเป็นเอกลักษณ์ของ TP-Link มาโดยตลอด เราได้ปรับเปลี่ยน SSID และรหัส Wi-Fi ให้จำได้ง่ายขึ้น (ปกติจะมีค่าดีฟอลต์มาให้อยู่แล้วใต้เครื่อง) จากนั้นก็ทดลองการใช้งาน ซึ่งต้องบอกว่าใช้งานได้ดีกว่าเราท์เตอร์ตัวเดิมมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับจุดอับสัญญาณ ก็ไม่มีปัญหาด้วยฟีเจอร์ที่ทำงานผสมผสานกันอย่าง Beamforming, Band Steering, MU-MIMO, Roaming Technology ที่ช่วยให้ทุกอุปกรณ์ภายในบ้านทำงานได้อย่างไม่มีติดขัด – ปกติอุปกรณ์ที่เราใช้งานผ่านก็มีทั้ง สมาร์ทโฟน, โน้ตบุ๊ก, IPTV, กล้องวงจรปิดแบบ IP Camera, NAS Storage และอื่นที่จำเป็นต้องเชื่อมต่อเครือข่ายและอินเทอร์เน็ตตลอดเวลา

แอพพลิเคชั่น Deco

อย่างที่บอกไปแล้วแอพฯ Deco จะเป็นศูนย์กลางในการตั้งค่าต่างๆ ซึ่งแอพตัวนี้ตัวเดียว สามารถจัดการระบบของ Deco M4 ได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น
– การตั้งค่าพาสส์เวิร์ดเครือข่าย
– การเพิ่มโหนดอุปกรณ์ Deco ได้ทันที
– การเซตค่าแบนด์วิธตามกำหนด
– การจำกัดอุปกรณ์ที่เข้ามาใช้งาน
– การตั้งค่าบริการด้านอื่นๆ เช่น การทำ VLAN, การเซต DDNS, ควบคุม LED, การเซต IPv4 และ IPv6
– สามารถทำฟีเจอร์ในส่วนของ Parental Controls, ทำรายงานแบบรายเดือน, เพิ่มแอ็คเคาต์ในการบริหารตัว Deco M4 ได้
– ฯลฯ

บทสรุป

จุดเด่นของผลิตภัณฑ์ตระกูล Deco ซึ่งก็รวมถึง Deco M4 ด้วย คือมีการใช้งานที่ง่าย เช่น สามารถตั้งค่าผ่านแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน เพราะได้เพิ่ม Node ที่ง่าย สัญญาณคลอบคลุมได้ทั่วทั้งบ้าน ช่วยแก้ปัญหาพื้นที่อับสัญญาณ และมี Roaming Technology ช่วยให้ผู้ใช้สามารถใช้งานอย่างต่อเนื่อง ด้วยจุดนี้ทำให้ Deco M4 ถือได้ว่าเป็นเราท์เตอร์สำหรับกลุ่ม SOHO ที่ฉลาด จับสัญญาณที่เหมาะสมได้อัตโนมัติทำให้สัญญาณแรงและเต็มที่เสมอไม่ว่าคุณจะอยู่บริเวณไหนของบ้าน สำหรับราคาของ Deco M4 อยู่ที่ 3,990 บาท พร้อมการรับประกันแบบ Limited Lifetime Warranty อีกด้วย

 

from:https://www.enterpriseitpro.net/deco-m4-mesh-network-tp-link/

[รีวิว] การสร้าง Mesh Wi-Fi System ด้วย Deco M9 Plus

ที่ผ่านมาหลายคนน่าจะรู้จัก TP-Link Deco M5 กันไปแล้ว ซึ่งเป็น Home Mesh Wi-Fi System ที่เรียกได้ว่านวัตกรรมใหม่ที่ช่วยให้สัญญาณ Wi-Fi แรงทั่วบ้าน ไร้จุดอับสัญญาณ ไม่ว่าจะเดินไปห้องไหนหรือขึ้นลงชั้นใดภายในบ้าน การใช้งานอินเทอร์เน็ตก็ราบลื่นไม่สะดุด (Seamless) ด้วยดีไซน์ที่สวยทันสมัยบวกกับการติดตั้งที่ทำได้ง่าย ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญไอทีก็ทำเองในบ้าน ทำให้เทรนด์ของ Mesh Wi-Fi มาแรง เริ่มใช้กันภายในบ้านอย่างแพร่หลายมากขึ้น และ Deco M5 ก็เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่น่าสนใจ จนคว้ารางวัลมากมายจากสื่อหลายสำนักในต่างประเทศ

ทำไมต้องเลือกใช้ TP-Link Deco

เพราะทุกวันนี้ สมาชิกทุกคนในบ้าน ไม่ว่าวัยใด ก็ขาดอินเทอร์เน็ตไม่ได้ Smart Device มากมายหลายชิ้นในบ้าน ล้วนจำเป็นต้องเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตตลอดเวลา ยิ่งในยุค IoT ที่เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านหลายตัว เริ่มใส่ฟังก์ชันควบคุมสั่งงานผ่านแอปพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน Lifestyle ของสมาชิกในบ้านแต่ละคนก็ต้องการดูหนังฟังเพลงออนไลน์ เล่นเกม ช้อปปิ้งออนไลน์ ค้นหาสถานที่ท่องเที่ยว เพราะฉะนั้นทุกคนในบ้าน ต้องการอินเทอร์เน็ตที่เร็ว เสถียร สัญญาณจึงต้องครอบคลุมทั่วทุกห้องทุกชั้น ทุกที่ที่เราอยู่

แต่บ้านส่วนใหญ่ ไม่ได้เดินปลั๊กสาย LAN ไว้ตั้งแต่แรก การเดินสาย LAN เพื่อกระจายสัญญาณอินเทอร์เน็ตไปยังทุกห้องภายหลังจากที่ย้ายเข้าอยู่แล้ว เป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ง่ายและมีค่าใช้จ่ายพอสมควร ทำให้เกิดแนวคิดใหม่ของ Home Mesh Wi-Fi ที่ภายในกล่อง มีอุปกรณ์กระจายสัญญาณ 2-3 ตัว เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแบบไร้สาย นำไปวางกระจายในจุดสำคัญภายในบ้าน เพื่อให้สัญญาณครอบคลุม

คุณลักษณะของ Deco M9 Plus

ปัจจุบัน TP-Link ได้ต่อยอดความสำเร็จของ Deco M5 ความเร็วระดับ AC1200 มาเป็นรุ่นใหม่ Deco M9 Plus AC2200 โดยมี Spec ที่น่าสนใจดังนี้
• Qualcomm Quad-core CPU
• Wireless: 400Mbps on 2.4GHz + 867Mbps on 5GHz + 867Mbps on 5GHz
• 8 Internal Antennas
• 2 LAN/WAN Gigabit ports
• 1 USB 2.0 Port
• Compatible with IPv6
• Bluetooth v4.2, ZigBee HA1.2

โดย ZigBeeHome Appliance เป็นฟีเจอร์ใหม่ที่ช่วยเพิ่มอุปกรณ์ IoT หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าSmart Home ภายในบ้านให้อยู่ภายใต้การควบคุมของ Deco M9 Plus

แกะกล่อง

ดีไซน์และกล่อง ยังคงสวยและดูทันสมัยคล้ายกับรุ่น Deco M5 แต่ลดจำนวน Deco เหลือแค่สองตัวในกล่อง จุดนี้ไม่ต้องกังวล เพราะรุ่นใหม่ Demo M9 Plus จำนวนสองตัวนั้น สามารถส่งสัญญาณผสานกันได้กว้างไกลกว่าเดิมถึง 4,500 ตารางฟุต ทำให้ใช้ Deco สองตัวก็เพียงพอแล้วสำหรับบ้านทาวน์โฮมสองชั้นหรือคอนโดมิเนียมที่มีสองห้องนอน

ภายในกล่องมี Adapter 12V 2 ชุดและสาย LAN แบบเส้นแบน 1 เส้นสำหรับเชื่อมต่อ WAN ระหว่าง Router กับ Deco ส่วนการเชื่อมต่อกันระหว่าง Deco สองตัวหรือมากกว่านี้ จะใช้คลื่นความถี่ 5GHz ในการสื่อสารกัน หากใช้งานในบ้านสองชั้น สัญญาณอินเทอร์เน็ตจาก Router ของ ISP ส่งเข้าไปที่ Deco ตัวแรกผ่านสาย LAN กระจายในพื้นที่ชั้นล่าง ส่วน Deco ตัวถัดไป (ซื้อเพิ่มมากกว่าสองตัวได้) ก็จะรับสัญญาณอินเทอร์เน็ตจาก Deco ตัวแรกไปขยายและกระจายต่อในพื้นที่ชั้นสองหรือจุดอื่นที่วางไว้ โดยไม่ต้องเดินสาย LAN แต่ใช้ช่องสัญญาณ Wireless นั่นเอง โดย Deco ทุกตัวทำงานประสานกัน กระจายสัญญาณด้วย SSID ชื่อเดียวกัน

สมมุติว่าผู้ใช้ในบ้าน กำลังโทร Video Call โดยเดินจากชั้นสองลงมาชั้นล่าง การโทรแบบเห็นหน้ากันก็จะไม่สะดุดหรือหลุดการเชื่อมต่อ เพราะเมื่อเดินห่างจาก Deco ตัวที่อยู่ชั้นสอง เข้าใกล้ Deco ตัวที่อยู่ชั้นล่าง ระบบจะสลับการเชื่อมต่อไปที่ Deco ตัวที่ใกล้หรือได้รับสัญญาณแรงที่สุดเสมอ เช่นเดียวกับ Public Wi-Fi ในห้างที่มีตัวกระจายสัญญาณทั่วห้าง แต่ใช้ชื่อ SSID เดียวกันทั้งหมด ไม่ว่าเราจะเดินไปที่ชั้นใดของห้าง อินเทอร์เน็ตก็ราบลื่นไม่สะดุด และผู้ใช้ก็ไม่ต้องสลับการเชื่อมต่อ ทุกอย่างระบบจัดการให้อัตโนมัติ กลายเป็นแนวคิดของ Home Mesh Wi-Fi ที่นำมาใช้ในบ้านยุคใหม่

การติดตั้งใช้งานครั้งแรกที่แสนง่าย

การติดตั้งก็ทำได้ง่าย เมื่อเสียบปลั๊กแล้วเชื่อมต่อสาย LAN จากช่อง WAN ของ Router มายัง Deco M9 Plus ก็ใช้แอปพลิเคชั่น TP-Link Deco ช่วยในการติดตั้ง ซึ่งมีบอกขั้นตอนอย่างละเอียด ไม่ว่าใครก็ทำเองได้ที่บ้านภายในเวลาไม่กี่นาทีก็เสร็จสิ้น เมื่อตั้งชื่อ SSID กับรหัสผ่านให้ Deco ตัวแรกเสร็จ แอปพลิเคชั่นก็ถามว่าจะตั้งค่าให้กับ Deco ตัวถัดไปเลยหรือไม่ ตอนนี้เราก็นำ Deco M9 Plus ตัวที่สอง เสียบปลั๊ก วางไว้ในอีกชั้นหรืออีกห้องของบ้านที่ต้องการกระจายสัญญาณและพิจารณาว่า ระยะทางไม่ไกลเกินไปจาก Deco ตัวแรก ทำตามขั้นตอนที่บอกบนแอปพลิเคชั่น การตั้งค่าของ Deco ทั้งสองตัวก็จะ Clone และพร้อมทำงานประสานกันทันที จากนั้นเราก็คอยดูไฟ LED แสดงสถานะบนตัว Deco M9 Plus ว่าให้มีสีเขียวไว้ตลอดเวลา หากเป็นไม่เป็นสีเขียว อาจจะต้องตรวจสอบว่า Deco แต่ละตัวอยู่ไกลเกินไปหรือไม่

จัดการได้ง่ายและปลอดภัยยิ่งกว่า

TP-Link HomeCare เป็นฟีเจอร์ใหม่ที่มีทั้ง Parental Controls และ built-in Antivirusจาก Trend Micro ใช้ฟรี 3 ปีเต็ม โดยสามารถกำหนดเงื่อนไขสำหรับเด็กหรือบุคคลในบ้านได้อย่างละเอียดว่าต้องการตั้งค่าให้ใช้อะไรได้แค่ไหนบ้าง กำหนดประเภทเนื้อหาของเว็บ กำหนดช่วงเวลาใช้งาน หรือป้องกันอันตรายจากการโจมตีของไวรัสหรือมัลแวร์ได้ด้วยอีกทั้งยังกำหนด QoS ของเครือข่ายเพื่อจัดลำดับให้ความสำคัญกับอุปกรณ์ที่ต้องใช้แบนด์วิธสูงเป็นพิเศษได้

ตอบโจทย์ Smart Home

Deco M9 Plus สามารถรองรับการเชื่อมต่อได้มากที่สุด 100 อุปกรณ์ในระบบ ซึ่งมากเพียงพอสำหรับบ้านหลังใหญ่ แม้ว่าจะมี Smart Device, เครื่องใช้ไฟฟ้า, คอมพิวเตอร์, เกมคอนโซล หรืออุปกรณ์ IoT มากมายก็ไม่น่าจะเกินตัวในบ้านหลังเดียว ทั้งนี้ เราสามารถกำหนดให้ Deco M9 Plus เป็นศูนย์กลาง Smart Hub ภายในบ้าน ควบคุมเครื่องใช้ทั้งหมดได้จากแอปพลิเคชั่นTP-Link Deco หรือใช้งานร่วมกับ TP-Link Smart Plug HS100 เพื่อสั่งงานจากนอกบ้านได้ เช่น เสียบกระติกน้ำร้อนเข้ากับ Smart Plug แล้วสั่งต้มน้ำก่อนถึงบ้าน 15 นาทีเพื่อที่จะใช้น้ำร้อนในการชงกาแฟหรือชงนมผงได้ทันทีที่กลับถึงบ้าน

ทดสอบใช้งาน

จากการทดสอบใช้งานจริงกับบ้านทาวน์โฮม ที่ใช้อินเทอร์เน็ตไฟเบอร์ 50/20Mbps โดยวาง Deco ชั้นละหนึ่งตัว แต่วางใกล้กันในแนวดิ่ง เพื่อให้ผลลัพธ์ดีที่สุดและเชื่อมต่อระหว่าง Deco สองตัวได้ดีที่สุด จากเดิมที่พบปัญหาอินเทอร์เน็ตช้ามากเมื่อใช้งานในพื้นที่คนละชั้นกับ Router เพราะสัญญาณทะลุทะลวงโครงสร้างของคอนกรีตได้ไม่ดีนัก เมื่อใช้ Deco M9 Plus ทำให้บ้านทั้งสองชั้น มีสัญญาณ Wi-Fi ที่แรงเข้ม วัดความเร็วด้วยแอปDeco หรือแอป Speedtestได้ความเร็วที่น่าพอใจมาก ดาวน์โหลดเฉลี่ย 50-60Mbps ทุกครั้ง ส่วนอัพโหลดก็เฉลี่ย 18-25Mbps ตามแพ็กเกจอินเทอร์เน็ตที่สมัคร จากเดิมวัดความเร็วได้เฉลี่ยเพียง 9/5Mbps เท่านั้น

บทสรุป

TP-Link Deco M9 Plus ราคา 12,990 บาท เป็นโซลูชั่น Smart Home Mesh Wi-Fi ที่ถือว่าคุ้มค่าน่าลงทุนสำหรับการใช้งานในระยะยาว แก้ปัญหาเรื่องสัญญาณไม่ครอบคลุมและความเร็วอินเทอร์เน็ตไม่เต็มสปีดที่ทุกบ้านกำลังพบปัญหานี้อยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในอนาคต หากเราปรับแพ็กเกจอินเทอร์เน็ตไฟเบอร์ให้มีความเร็วเพิ่มขึ้นไปถึง 100-200Mbps ก็ยังใช้งาน Deco M9 Plus ได้เช่นเดิม ทุกมุมของบ้าน ไร้จุดอับสัญญาณ ได้ความเร็วเต็มสปีด คุ้มค่ากับรายเดือนที่จ่ายไป

นอกจากดีไซน์ที่สวยล้ำของ Deco M9 Plus แล้ว TP-Link ยังออกแบบแอปพลิเคชั่นให้ง่ายต่อการใช้งานและตั้งค่าระดับ Advanced ได้ละเอียดดีมาก ไม่จำเป็นต้องเชี่ยวชาญไอทีก็ติดตั้งเองได้ เปลี่ยนย้ายจุดวาง Deco ได้ตามเหมาะสมโดยที่ไม่ต้องตั้งค่าใหม่อีกครั้ง หากใช้งานกับบ้านขนาดใหญ่ ก็สามารถซื้อเพิ่มอีกชุด ขยายพื้นที่ให้สัญญาณกว้างไกลมากขึ้น ด้วยจุดเด่นที่เครือข่าย Deco กระจายสัญญาณเป็น SSID เดียวกันทุกจุด เหนือกว่าการซื้อ Wi-Fi Repeater ตรงที่ไม่ต้องสลับการเชื่อมต่อเองเมื่อย้ายจุดใช้งาน ทำให้ใช้งานได้ลื่นไหลไม่สะดุด เมื่อสัญญาณครอบคลุมทุกมุมในบ้านแล้ว การเริ่มต้นใช้งาน Smart Home ที่สามารถสั่งการด้วย Amazon Alexa ก็ยิ่งเพิ่มความสะดวกสบายและอัจฉริยะ เพื่อชีวิตที่มีคุณภาพ ทุกอย่างก็จัดการได้ง่าย ๆ ผ่าน Deco M9 Plus ซึ่งเป็นศูนย์กลาง Smart Hub ในบ้าน เชื่อมต่อกับตู้เย็น เครื่องซักผ้า เครื่องปรับอากาศ เครื่องฟอกอากาศ หุ่นยนต์ดูดฝุ่น กระติกน้ำร้อน ทีวี เครื่องชั่งน้ำหนัก และอื่น ๆ อีกมากมายในยุคนี้ ที่ไม่ไกลเกินจริง

from:https://www.enterpriseitpro.net/mesh-wi-fi-system-deco-m9-plus/