คลังเก็บป้ายกำกับ: MA

LVMH ยื่นเรื่องซื้อกิจการ Tiffany & Co. ให้คณะกรรมาธิการยุโรปผ่าทางตัน หลังดีลยืดเยื้อมานาน

ปัญหาดีลซื้อกิจการของ Tiffany & Co. โดย LVMH ที่คาราคาซังมานานจนใกล้ถึงเส้นตายของดีลนี้นั้น ล่าสุด LVMH ได้ยื่นเรื่องไปยังคณะกรรมาธิการยุโรปตัดสินดีลนี้แล้วว่าจะผ่านหรือไม่

Tiffany & Co. (ทิฟฟานี แอนด์ โค)
ภาพจาก Shutterstock

LVMH ได้แจ้งให้แก่นักลงทุนทราบว่า บริษัทได้แจ้งกับคณะกรรมาธิการยุโรปในการเข้าซื้อกิจการของ Tiffany & Co. มูลค่า 16,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ที่มีปัญหาอยู่ในขณะนี้ ซึ่งจะต้องได้รับการอนุมัติด้วยคะแนนเสียง 8 ใน 10 เสียง ถึงจะทำให้บริษัทสามารถที่จะเข้าซื้อกิจการได้ หลังจากดีลดังกล่าวได้ยืดเยื้อมาเป็นระยะเวลายาวนาน จนทำให้ฝั่งของ Tiffany & Co. นำเรื่องการซื้อกิจการดังกล่าวขึ้นเป็นคดีความในสหรัฐ

ปัญหาคาราคาซังของการซื้อกิจการ Tiffany & Co. ที่ระยะเวลายืดยาวออกมานั้นเกิดจากขั้นตอนการพิจารณาของหน่วยงานกำกับดูแลของฝรั่งเศส และไต้หวัน จนทำให้ทาง Tiffany & Co. เองต้องนำเรื่องการซื้อกิจการดังกล่าวฟ้องต่อศาลใน Delaware ว่า LVMH จงใจที่จะยืดเวลาดีลนี้ออกไปเรื่อยๆ เพื่อต้องการที่จะยกเลิกข้อเสนอดังกล่าวและต้องการให้ศาลบังคับให้มีการซื้อกิจการต่อไป แม้จะหมดเส้นตายแล้วก็ตาม

นอกจากนี้สถานการณ์ของ COVID-19 ยังทำให้ธุรกิจค้าปลีกทั่วโลกได้รับผลกระทบอย่างหนัก ส่งผลทำให้ LVMH และ Tiffany & Co. ก็ได้รับผลในช่วงที่ผ่านมาด้วย อย่างไรก็ดี LVMH ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตสินค้าหรูได้กล่าวว่าบริษัทไม่ต้องการที่จะต้องการยืดเวลาในการซื้อกิจการออกไปแต่อย่างใด แต่ติดที่หน่วยงานกำกับดูแล

ล่าสุดนั้นทาง Tiffany & Co. ได้แสดงความเห็นว่าการที่ LVMH ส่งเรื่องการซื้อกิจการให้คณะกรรมาธิการยุโรปพิจารณาดีลนี้ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง

ในช่วงปี 2019 ที่ผ่านมา LVMH สนใจซื้อกิจการ Tiffany & Co. เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจแบรนด์หรู ซึ่งพอร์ตโฟลิโอสินค้าหลักยังขาดธุรกิจจิวเวอร์รี่ ขณะเดียวกันทางด้าน Tiffany & Co. ไม่สามารถเจาะตลาดคนรุ่นใหม่ ยอดขายรวมของบริษัทก็เติบโตน้อยกว่าที่ควรจะเป็นจากปัจจัยนักท่องเที่ยวที่มาในสหรัฐอเมริกาไม่เติบโตเท่าที่ควร

เส้นตายสำหรับการซื้อกิจการของ LVMH อยู่ในวันที่ 24 พฤษจิกายน

ที่มา – Fashion Network

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/lvmh-submitted-tiffany-co-proposal-to-european-commission-20-sep-2020/

เซ็นทรัล รีเทล เข้าซื้อกิจการบริษัทแม่ของ OfficeMate ร้านหนังสือ B2S มูลค่า 12,160 ล้านบาท

Central Retail ประกาศเข้าซื้อกิจการของ COL ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ OfficeMate และร้านหนังสือชื่อดังอย่าง B2S เป็นมูลค่า 12,160 ล้านบาท

ออฟฟิศเมท (OfficeMate)
ภาพจาก Shutterstock

บมจ. เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น (CRC) ได้แจ้งกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่าหลังจากมีการประชุมของคณะกรรมการบริษัทเมื่อวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา คณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติให้เข้าทำการซื้อกิจการของ บมจ. ซีโอแอล (COL) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของกิจการร้านหนังสือ B2S และ OfficeMate เป็นมูลค่าทั้งสิ้น 12,160 ล้านบาท

โดยราคาเสนอซื้อหุ้นของ COL จะอยู่ที่ราคาหุ้นละ 19 บาท โดยแหล่งเงินที่นำมาใช้ซื้อกิจการนั้นมาจากเงินทุนหมุนเวียนของบริษัทและเงินกู้จากสถาบันการเงิน

สำหรับเหตุผลการเข้าซื้อ COL ของ CRC นั้นบริษัทได้ให้เหตุผลว่าจะช่วยให้บริษัทสามารถขยายขอบเขตการประกอบธุรกิจ และกลุ่มสินค้าของบริษัทไปยังธุรกิจร้านค้าปลีกเฉพาะทางซึ่งจำหน่ายเครื่องเขียน อุปกรณ์สำนักงาน หนังสือ สื่อบันเทิง และสินค้าไลฟ์สไตล์ได้ ซึ่งสินค้ากลุ่มเหล่านี้มีโอกาสเติบโตในอนาคตผ่านกิจการของ Office Mate และ B2S ขณะเดียวกัน COL ก็ยังมีช่องทางจำหน่ายที่หลากหลาย เช่น ออนไลน์ รวมไปถึงผ่านบริการทางโทรศัพท์

นอกจากนี้ CRC เองยังมองไปถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ เช่น กลุ่มลูกค้าองค์กรที่เป็นลูกค้าของ OfficeMate หรือกลุ่มนักเรียน นักศึกษา ที่เป็นลูกค้าของ B2S ด้วย นอกจากนี้ยังทำให้ CRC เองเกิดการประหยัดต่อขนาด (​Economy of Scale) ในการบริหารและจัดการสินค้าที่มีอยู่ การซื้อสินค้าร่วมกันในบางรายการ เป็นต้น

ที่มา – ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/central-retail-buy-col-value-at-12-1-billion-thb-15-sep-2020/

กลุ่ม CP ซื้อกิจการ Chilindo เว็บประมูลสินค้า มูลค่ากว่า 558 ล้านบาท ตั้งเป้าบุกต่างประเทศ

กลุ่ม CP ซื้อกิจการ Chilindo เว็บประมูลสินค้า มูลค่ากว่า 558 ล้านบาท เพื่อที่จะเสริมแกร่งด้าน E-commerce ขณะเดียวกันก็ตั้งเป้าที่จะนำแพลตฟอร์มนี้ขยายไปในต่างประเทศด้วย

ศุภชัย เจียรวนนท์
ศุภชัย เจียรวนนท์ – ภาพจาก CP Group

Ascend Commerce ซึ่งเป็นบริษัทลูกในกลุ่ม CP ได้เข้าซื้อกิจการ Chilindo เว็บประมูลสินค้าของไทย โดยมูลค่าในการเข้าซื้อกิจการนั้นอยู่ที่ 18 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราวๆ 558 ล้านบาท โดยเป้าหมายของกลุ่ม CP คือต้องการยกระดับเว็บไซต์แห่งนี้ให้กลายเป็นแพลตฟอร์ม E-commerce สัญชาติไทยและวางแผนที่จะนำ Chilindo บุกตลาดต่างประเทศด้วย

ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด ได้กล่าวว่า “การที่ CP ลงทุนในแพลตฟอร์ม Chilindo นั้น ถือเป็นการนำร่องเพื่อสร้างแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซสัญชาติไทยที่จะมาช่วยยกระดับอีคอมเมิร์ซไทยก้าวสู่ตลาดในระดับสากล ทั้งนี้เนื่องจากปัจจุบันตลาดอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยล้วนเป็นแพลตฟอร์มของธุรกิจข้ามชาติเป็นส่วนใหญ่”

สำหรับ Chilindo เป็นเว็บไซต์ประมูลสินค้าออนไลน์ โดยใช้รูปแบบของการเล่นเกมการประมูล และจะได้ซื้อสินค้าก็ต่อเมื่อชนะประมูลในราคาที่ตนเองต้องการ ซึ่งราคาประมูลขั้นต่ำที่ 1 บาท จึงทำให้ผู้ที่เข้ามาใช้แพลตฟอร์มนี้แตกต่างจากการเข้าใช้งานแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอื่นๆ โดย Chilindo มีความโดดเด่นในด้านราคา เน้นการจำหน่ายสินค้าในราคาที่ผู้บริโภค “ยอมรับได้” ไม่ใช่ราคาที่ร้านค้าเป็นผู้กำหนดไว้

ปัจจุบัน Ascend Commerce นั้นมีเว็บไซต์ WeMall ห้างสรรพสินค้าออนไลน์ Weloveshopping แหล่งรวมสินค้าหลากหลาย ทั้งนี้เมื่อรวมการซื้อกิจการของ Chilindo นั้นกลุ่ม CP จะมีฐานธุรกิจ E-commerce ที่แข็งแกร่งมากขึ้น

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/cp-group-buy-auction-website-chilindo-and-plan-to-expand-outside-th-8-aug-2020/

Tencent ชนะการประมูลซื้อกิจการ iflix คาดรุกธุรกิจวิดีโอสตรีมมิ่งในอาเซียนเต็มรูปแบบ

Tencent ได้ประกาศซื้อกิจการของ iflix แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งวิดีโอจากประเทศมาเลเซียเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และคาดว่าหลังจากนี้ Tencent อาจเปลี่ยนชื่อใช้แพลตฟอร์ม WeTV

ไอฟลิกซ์ iflix Video Streaming วิดีโอ สตรีมมิ่ง
ภาพจาก Shutterstock

สื่อต่างประเทศหลายๆ แห่งได้รายงานว่า Tencent ประกาศว่าได้เข้าซื้อกิจการของ iflix แพลตฟอร์มวิดีโอสตรีมมิ่งของประเทศมาเลเซียเป็นที่เรียบร้อย โดยไม่มีการเปิดเผยมูลค่าเข้าซื้อกิจการแต่อย่างใด นอกจากนี้ยังมีคาดการณ์ว่ายักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีจากจีนรายนี้เตรียมที่จะรุกแพลตฟอร์มวิดีโอสตรีมมิ่งในอาเซียนอย่างเต็มตัว

เว็บไซต์ Business Times ของสิงคโปร์ ได้รายงานว่า คู่แข่งที่เข้าประมูลการซื้อกิจการของ iflix แข่งกับ Tencent คือกลุ่มบริษัทจากประเทศออสเตรเลีย Crown Media & Entertainment ซึ่งทีมผู้บริหารของบริษัทเคยร่วมงานกับสื่อยักษ์ใหญ่อย่าง News Corp มาแล้ว

ก่อนหน้านี้ iflix ประสบปัญหาด้านการเงินอย่างหนัก ในปี 2018 บริษัทเหลือเงินสดในบัญชีเพียงแค่ 12.7 ล้านเหรียญสหรัฐ และบริษัทเองเคยมีแผนที่จะ IPO เพื่อระดมทุน ก่อนที่จะพับแผนลงไปเนื่องจากสภาวะตลาดหุ้นในช่วงที่ผ่านมา จนท้ายที่สุดต้องเริ่มหาผู้สนใจซื้อกิจการต่อ

ขณะเดียวกันแหล่งข่าวของเว็บไซต์ Variety ได้กล่าวว่า หลังจาก Tencent ซื้อ iflix ไปด้วยเม็ดเงินไม่สูงมากนักเพียงแค่หลักสิบล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น และหลังจากนี้จะใช้ชื่อ iflix ไปอีกสักระยะหนึ่ง คาดว่าไม่ต่ำกว่า 6-12 เดือน ทางด้านพนักงานที่ทำงานอยู่ปัจจุบันจะไม่โดนปลดออกแต่อย่างใด รวมไปถึง CEO คนปัจจุบันอย่าง Marc Barnett

หลังจากนี้คาดว่า Tencent เองน่าจะเปลี่ยนชื่อ iflix และเน้นแพลตฟอร์ม WeTV อย่างเต็มตัว

ข้อมูลล่าสุดในเดือนเมษายนที่ผ่านมา iflix มีผู้ใช้งานทั่วอาเซียนอยู่มากกว่า 25 ล้านราย โดยแพลตฟอร์มวิดีโอสตรีมมิ่งจากมาเลเซียรายนี้เคยมีผู้ลงทุนรายใหญ่ที่ลงทุนในบริษัทอย่างน้อย 350 ล้านเหรียญสหรัฐ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทด้านสื่อจากสหรัฐอเมริกาอย่าง Liberty Global และ Hearst Corporation

ที่มา – Mashable, Rappler

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/tencent-winner-bidding-iflix-and-going-to-sea-vdo-streaming-wetv-after-25-june-2020/

BDMS ประกาศซื้อหุ้นโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ มูลค่าธุรกรรม​ 8.56 หมื่นล้าน-1.02 แสนล้านบาท

บมจ. กรุงเทพดุสิตเวชการ ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของโรงพยาบาลกรุงเทพ ประกาศซื้อหุ้นของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ทั้งหมดจากผู้ถือหุ้นเดิม

โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ Bumrungrad International Hospital
ภาพจาก Shutterstock

บมจ. กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) ได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในการขอซื้อกิจการของ บมจ. โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ (BH) โดยมีข้อเสนอซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นเดิม 125 บาทต่อหุ้น คาดว่ามูลค่าธุรกรรมอยู่ในช่วง ​85,600 ล้านบาท ถึง 102,000 ล้านบาท

ปัจจุบัน BDMS ถือหุ้นใน BH อยู่ในสัดส่วนประมาณ 24.99% โดยในการขอซื้อหุ้นทั้งหมดนั้นจะประกอบไปด้วย

  1. หุ้นสามัญทั้งหมดสัดส่วน 74.83%
  2. หุ้นบุริมสิทธิ สัดส่วน 0.17%
  3. หุ้นกู้แปลงสภาพที่สามารถแปลงสภาพเป็นหุ้นของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ได้อีก 137 ล้านหุ้น

ในเอกสารของบริษัทที่ได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์นั้นการเสนอซื้อโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์จะต้องได้รับไฟเขียวจากหน่วยงานกำกับดูแลโดยเฉพาะจากคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า หรือต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าได้กำหนดขึ้นมา

ขณะที่มุมมองของบริษัทหลักทรัพย์เอเซีย พลัส มองว่า การที่ BDMS ประกาศซื้อ BH อยู่ในช่วงจังหวะที่ดี​ ได้ราคาซื้อ​ BH ไม่สูง​ และราคาเสนอซื้อนั้นสูงกว่าราคาปัจจุบันไม่มาก​ คาดว่าราคาหุ้น​ BH​ จะปรับตัวขึ้นมาใกล้ราคา​เสนอคำซื้อขาย

นอกจากนี้ BDMS ยังจะได้กำไร​ BH เข้ามาเพิ่มเติมในงบบริษัทอีกปีละ​ 2,800 ล้านบาท​ และยังไม่รวมถึง​ Synergy​ ในอนาคตจากการเป็นเจ้าตลาด​โรงพยาบาลแบบพรีเมี่ยม​ แต่ยังคงต้องติดตามประเด็นเรื่องการถูกตีความเรื่องผูกขาดกิจการจากคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า

ที่มา – ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย


Brand Inside จัดงานสัมมนา Brand Inside Forum 2020: New Workforce ว่าด้วยเรื่องวัฒนธรรมองค์กรสมัยใหม่ และการจัดการ “คน” ขององค์กรรุ่นใหม่ๆ ในวันที่ 7 เมษายน 2563 โดยมีผู้บริหารด้านทรัพยากรมนุษย์จาก SCB, AIS, dtac, กลุ่มเซ็นทรัล, SCG, Sea Group, SEAC, Gallup ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์

รายละเอียดดูได้จาก http://go.eventpop.me/Brandinsideforum2020

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/bdms-announce-to-buy-bh-stakes-worth-85-billion-to-100-billion-thb-but-concern-to-regulator-maybe-block-this-merging/

CP, Central ถูกเชิญเข้าประมูลซื้อ Tesco Lotus ส่วน TCC Group สนใจซื้อทั้งไทยและมาเลเซีย

สำนักข่าว Bloomberg ได้รายงานว่าเทสโก้ได้เชิญ CP และ Central เข้าร่วมการประมูลซื้อกิจการ เทสโก้ โลตัส ขณะที่ TCC สนใจซื้อกิจการทั้งในไทยและมาเลเซีย

Tesco Lotus เทสโก้ โลตัส
ภาพจาก Shutterstock

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า 3 กิจการยักษ์ใหญ่ของไทยไม่ว่าจะเป็น CP Group และ Central Group
ถูกเชิญให้เข้าร่วมประมูลการซื้อกิจการของ “Tesco Lotus” ในรอบที่ 2 ซึ่งมีกำหนดยื่นข้อเสนอประมูลก่อนเส้นตาย
2-3 อาทิตย์ที่จะถึงนี้ หลังจากที่บริษัทได้ประกาศในเดือนธันวาคมปีที่แล้วถึงการขายกิจการในไทยและมาเลเซีย เนื่องจากมีผู้ที่สนใจติดต่อขอซื้อ

ขณะทางด้าน TCC Group นั้นสนใจที่จะซื้อกิจการทั้งหมดของ Tesco ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมด ซึ่งรวมไปถึงกิจการในประเทศมาเลเซียด้วย

ปัจจุบัน Tesco มีกิจการในประเทศไทยคือ เทสโก้ โลตัส อยู่ที่ 1,967 สาขา ขณะที่ประเทศมาเลเซียมี 74 สาขา มีการจ้างพนักงานกว่า 60,000 ราย โดยรายได้จาก 2 ประเทศนี้อยู่ที่ประมาณ 4,900 ล้านปอนด์ 192,855 ล้านบาท มีกำไรกว่า 11,256 ล้านบาท คิดเป็นกำไร 1 ใน 5 จากการดำเนินงานของกิจการในต่างประเทศของ Tesco

คาดว่าในการประมูลครั้งนี้ Tesco จะได้เงินไปไม่น้อยกว่า 7,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 217,140 ล้านบาท

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/tesco-inviting-cp-central-to-the-second-round-of-bidding-for-its-operations-in-thailand-and-tcc-interested-in-all-unit-of-tesco-th-my/

Central Group จับมือเศรษฐีออสเตรีย ซื้อห้างสรรพสินค้า Globus ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์

Central Group ได้จับมือกับ Rene Benko มหาเศรษฐีชาวออสเตรีย ซื้อห้างสรรพสินค้า Globus ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์มูลค่ากว่า 31,000 ล้านบาท

Globus Store Switzerland
ภาพจาก Shutterstock

หนังสือพิมพ์ Sonntagszeitung ได้รายงานว่า Central Group และ Rene Benko มหาเศรษฐีชาวออสเตรีย ได้ลงขันในการซื้อ Globus ซึ่งเป็นดีพาร์ตเมนต์สโตร์ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยคาดว่ามูลค่ากิจการจะอยู่ที่ประมาณ​ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราวๆ 31,000 ล้านบาท)

ก่อนหน้านี้ Migros ซึ่งเป็นเจ้าของ Globus ได้ประกาศขายกิจการมาสักพักใหญ่ๆ โดยสาเหตุสำคัญเกิดจากพฤติกรรมผู้บริโภคในทวีปยุโรปเริ่มเปลี่ยนไปใช้ E-commerce จากผู้ให้บริการต่างๆ ทำให้ธุรกิจค้าปลีกเกิดแรงกดดันที่จะต้องต่อสู้เพื่อความอยู่รอด หรือไม่ก็ต้องขายกิจการถ้าหากไปต่อไม่ไหว

ขณะที่เว็บไซต์ Swissinfo ได้รายงานว่า สัดส่วนการถือหุ้นหลังจากการเข้าซื้อกิจการนั้นจะเป็น Central Group ถือหุ้น 50.1% ขณะที่ Rene Benko จะใช้กิจการบริษัทอสังหาริมทรัพย์ของเขาในชื่อ SIGNA Holding ถือหุ้นอีก ในสัดส่วน 49.9% ที่เหลือ

ปัจจุบัน Central Group มีห้างสรรพสินค้าในทวีปยุโรป เช่น Rinascente ซึ่งอยู่ภายใต้ร่มเงาของ Central Retail นอกจานี้ยังมี KaDeWe Group ในประเทศเยอรมัน รวมไปถึง Illum ห้างสรรพสินค้าเก่าแก่ในประเทศเดนมาร์กด้วย

อย่างไรก็ดีดีลนี้มีรายละเอียดถือว่าน้อยมาก ถ้าหากมีรายละเอียดเพิ่มเติม Brand Inside จะนำเสนอทันที

ที่มา – Insider Retail Asia

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/central-group-joint-with-signa-holding-austrian-company-to-buy-swiss-department-store-globus-1-billion-usd-but-no-more-detail-so-much/

TMB-ธนชาต หลังควบรวม ตั้งเป้าเป็นแบงก์ที่คนไทยรักมากที่สุด ให้คนไทยมีสุขภาพทางการเงินดี

เป้าหมายใหญ่หลังจากที่ TMB ได้ควบรวมกับธนาคารธนชาต ได้ตั้งเป้าหมายสำคัญๆ คือเป็นแบงก์ที่คนไทยรักมากที่สุด และจะทำให้คนไทยมีสุขภาพทางการเงินดี

ปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทีเอ็มบี
ปิติ ตัณฑเกษม – ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทีเอ็มบี

หลังจากที่ธนาคารธนชาตและทหารไทย ได้ควบรวมกันกลายเป็นธนาคารขนาดใหญ่ลำดับที่ 6 ของไทยเกิดขึ้น ตามนโยบายของรัฐบาลที่สนับสนุนให้เกิดธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น รวมไปถึงลดต้นทุนในการจัดการ ซึ่งสร้างประสิทธิภาพในการนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการให้ลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น ล่าสุดผู้บริหารทั้ง 2 ของธนาคารได้ออกมาแสดงวิสัยทัศน์ในปีนี้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้

มองเป้าเป็นเป็นธนาคารที่ลูกค้าชื่นชอบและบอกต่อมากที่สุด

ปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทีเอ็มบี ได้เล่าถึงธนาคารถึงหลังจากที่มีถ่ายโอนสินทรัพย์ในปีที่แล้ว และปีนี้คือการผนึกกำลังจาก 2 ทีมคือ 1 ทีม มีทิศทางเดียวกัน ภายใต้ One Dream, One Team, One Goal โดยความฝันหลังจากนี้คือลูกค้าของธนาคารมี Financial Well-being หรือ สร้างชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้น

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทีเอ็มบี ยังได้กล่าวถึงที่มาของไอเดียว่า เนื่องจากคนไทยเผชิญกับ 80% เจอกับค่าใช้จ่าย ขณะที่คนไทยกว่า 21 ล้านคนมีหนี้สินเฉลี่ยประมาณ 5 แสนบาท แม้ว่าสวัสดิการด้านสุขภาพที่พอใช้ได้ นอกจากนี้ 2 ใน 3 ของคนไทยยังไม่มีการวางแผนการเงิน และสิ่งที่น่ากลัวมากที่สุดคือมีหนี้ตามมาด้วยตอนเกษียณ ถ้าหากเป็นผู้ประกอบการยังแถมต้นทุนทางการเงินก็แสนแพงมาก ทำให้ผู้ประกอบการหลายๆ คนต้องกู้หนี้ยืมสินจากบัตรเครดิต หรือสินเชื่อที่มีดอกเบี้ยราคาแพงมาก

ปิติ ยังได้ยกตัวอย่างที่สหรัฐอเมริกาคือ ของที่แพงที่สุดคือการรักษาพยาบาล แต่ขณะที่รายได้นั้นขึ้นแค่ปานกลาง และถ้าหากมีบุตรหลานแล้วเงินที่ใช้เยอะมากกว่าเดิม ขณะที่คนทั่วๆ ไปกลับไปซื้อของที่ไม่จำเป็น ปิติเลยมองว่านี่คือโจทย์ของธนาคารว่าจะทำยังไง

เขายังได้เล่าถึงการสอบถามลูกค้าเกี่ยวกับมุมมองของธนาคาร โดยลูกค้ามีมุมมองว่า ขายแต่ประกัน ยุ่งยาก แต่ทำไมการฝากเงินถือว่าเป็นเรื่องง่ายๆ แต่เวลาขอกู้เงินธนาคารกลับให้ยุ่งยากมาก

ขณะที่นิยามของธนาคารใหม่ คือสร้างประโยชน์ให้กับธุรกิจ ลูกค้า สินค้าบริการทางการเงิน ซึ่งโลกพัฒนาไปมากแล้ว ลูกค้าต้องการความต้องการแตกต่างกันไป มองสินค้าทางการเงินเป็น Solution ที่แตกต่างกันไปในแต่ละคน

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทีเอ็มบี ยังได้ทิ้งท้ายว่าเ ธนาคารเองไม่ต้องการให้ธนาคารเป็น FinTech แต่มองเรื่อง Human Touch มากกว่า และมองว่าเรื่องคนเป็นเรื่องสำคัญ ต้องพัฒนาคนโดยนำเทคโนโลยีมาใช้ ต้องการให้ผู้คนมีชีวิตที่ดีมากขึ้น เพื่อไปให้ถึงเป้าหมายที่วางไว้ เพื่อเป็นธนาคารที่คนไทยรักมากที่สุด

ทีมผู้บริหารธนาคารทีเอ็มบี ธนาคารธนชาต
(จากซ้ายไปขวา) มารี แรมลี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารนวัตกรรมลูกค้ารายย่อย, ป้อมเพชร รสานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านสินเชื่อรถยนต์, ประพันธ์ อนุพงษ์องอาจ ผู้จัดการใหญ่, ปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทีเอ็มบี, อนุวัติร์ เหลืองทวีกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารลูกค้ารายย่อย, เสนธิป ศรีไพพรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารลูกค้าธุรกิจ

เน้นใช้ Data วิเคราะห์ลูกค้ามากขึ้น

มารี แรมลี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารนวัตกรรมลูกค้ารายย่อย กล่าวว่า ปัญหาลูกค้าทั่วๆ ไป เช่น ลูกค้ามีครอบครัวคือเรื่องของรายจ่ายต่างๆ ที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้เกิดภาระหนี้ แถมหนี้ยังตามไปถึงตอนเกษียณ อย่างที่ ปิติ ได้กล่าวไว้

เธอได้กล่าวถึงการสร้างคุณภาพชีวิตทางการเงินให้แก่ลูกค้า โดยจะยึดหลักสำคัญคือ ช่วยให้ลูกค้ามีการใช้จ่ายที่เหมาะสมกับตัวเองผ่านช่องทางที่สะดวกสบาย รู้จักการออมและการลงทุนที่เพียงพอ มอบความคุ้มครองที่อุ่นใจ และการกู้ยืมเท่าที่จำเป็น

โดยธนาคารจะพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่เกิดจากการนำข้อมูลมาวิเคราะห์ให้รู้ถึงความต้องการที่แท้จริงโดยยึดหลักความปลอดภัยของข้อมูล ความเป็นส่วนตัวของข้อมูลลูกค้าและใช้เพื่อประโยชน์ของลูกค้าเท่านั้น ทั้งนี้เพื่อสร้างโซลูชันที่ตรงใจสำหรับแต่ละคนโดยเฉพาะที่สำคัญต้องส่งมอบให้ลูกค้าได้ทันใจสอดรับกับความต้องการ

สำหรับธุรกิจสินเชื่อรถยนต์ ป้อมเพชร รสานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านสินเชื่อรถยนต์ ได้กล่าวว่า นี่คือเรื่องใหม่ของ TMB แต่เป็นทีมงานชุดเดิม (จากธนชาต) โดยมองว่ารถยนต์คือปัจจัยในการดำเนินชีวิต นำมาต่อยอดทำธุรกิจ เพื่อให้เกิดการเติบโตของธุรกิจ โดยมองว่าสนับสนุนให้มีการกู้ยืมเงินอย่างมีประสิทธิภาพด้วย Scoring Model เพื่อทำให้ได้เงินกู้ที่เหมาะสม ทำให้ลูกค้าบริหารความเสี่ยงได้ ถ้าหากลูกค้ามีวินัยทางการเงินที่ดีก็สามารถได้ดอกเบี้ยที่ถูกลง โดยมีการใช้ Data มาพิจารณาตามความเหมาะสม

ส่งมอบ Solution ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า

อนุวัติร์ เหลืองทวีกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารลูกค้ารายย่อย ได้กล่าวถึงเรื่องของการที่จะส่งมอบ Financial Well-being ให้ลูกค้าได้อย่างไร เพราะรวมขึ้น หลายๆ อย่างใหญ่มากขึ้น อนุวัติร์ กล่าวว่าธนาคารจะไม่ขายผลิตภัณฑ์ทางการเงินแบบเดี่ยวๆ แต่มองว่าการขายเป็น Solution ทางการเงินจะตอบโจทย์มากกว่า

หลังจากนี้โดยธนาคารจะส่งประสบการณ์แบบไร้รอยต่อในทุกช่องทาง เช่น Mobile Banking บริการจากสาขา หรือแม้แต่ Call Center มองว่าไม่ใช่ช่องทางขายของให้ลูกค้า แต่ดูแลสร้างความสัมพันธ์เพื่อลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุดจากการบริการ

นอกจากนี้ยังต้องมีการฝึกพนักงานโดย Re-Skill อนุวัติร์ ได้เล่าถึง เริ่มต้นที่พนักงานต้องเปลี่ยน Mindset ขณะที่ KPI หลังจากควบรวมก็ต้องเปลี่ยนใหม่หมด มาเน้นลูกค้ามากขึ้น ขณะที่พนักงานก็ต้องสบายใจที่จะทำงานร่วมกับลูกค้า โดยเขาได้กล่าวทิ้งท้ายว่า เมื่อลูกค้ามี Well-being พนักงานก็มี Well-being เช่นกัน

TMB Bank ธนาคารทหารไทย
ภาพจาก Shutterstock

ธนาคารสามารถช่วยเศรษฐกิจได้

เสนธิป ศรีไพพรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารลูกค้าธุรกิจ กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยยังคงเติบโตแบบกระจุกตัว และมีความเหลื่อมล้ำค่อนข้างสูง ธุรกิจขนาดเล็ก (SME) ที่มีจำนวนมากถึง 3 ล้านบริษัท และมีการจ้างงานสูงถึง 85% กลับให้สัดส่วนของรายได้ต่อตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) เท่าบริษัทขนาดใหญ่ซึ่งมีเพียง 6,000 บริษัท

ดังนั้น การจะช่วยเศรษฐกิจไทย ช่วยธุรกิจขนาดเล็กให้มีชีวิตทางการเงินที่ดี ธนาคารต้องเริ่มจากธุรกิจขนาดใหญ่โดยการปล่อยสินเชื่อที่ยั่งยืน นั่นคือมอบแหล่งเงินทุนให้ธุรกิจอย่างถูกประเภท ถูกเวลา ไม่เกินตัว และตรงความต้องการจริง

นอกจากนี้ยังต้องมองเรื่องลูกค้าธุรกิจและพนักงานเป็นเรื่องเดียวกัน มอง Solution ต่างๆ ให้ด้วย เช่น การออม การลงทุน ซึ่งท้ายที่สุด พนักงานแข็งแรง บริษัทก็แข็งแรง

พนักงานคือส่วนสำคัญ

ประพันธ์ อนุพงษ์องอาจ ผู้จัดการใหญ่ กล่าวว่า เป้าหมายหลักของธนาคารในตอนนี้คือ การรวมเป็นหนึ่งเดียวภายในกรกฎาคม 2564 โดยคำนึงถึงประสบการณ์ของลูกค้าที่ได้รับบริการเป็นหลัก ว่าต้องไม่ได้รับผลกระทบใดๆ จึงได้มีการวางแผนการดำเนินงานอย่างดี โดยธนาคารมีแผนที่จะเริ่มทยอยนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่เป็นจุดเด่นของแต่ละธนาคารให้ลูกค้าของอีกธนาคารได้รู้จักและทดลองใช้

ซึ่งกลางเดือนกุมภาพันธ์นี้จะเริ่มเปิดให้บริการสาขาร่วมระหว่างสองธนาคาร ซึ่งปีนี้วางแผนจะเปิดทั้งหมด 90 สาขา ครอบคลุมจังหวัดหลักๆ ทั่วประเทศ เพื่อให้ลูกค้ามีความสะดวกมากขึ้นในการทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ หรือบริการของทั้งสองธนาคาร

ขณะที่เรื่องของพนักงานนั้น ประพันธ์ กล่าวว่า พนักงานซึ่งเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนองค์กร ทุกคนจะได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันในเรื่องของสวัสดิการและความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงาน (Employee Well-being) ซึ่งทีมบริหารได้คำนึงถึง 3 สิ่งด้วยกัน ได้แก่

  • Health มีสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลที่ให้น้ำหนักกับเงินก้อนช่วยเหลือฉุกเฉินยามเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นซึ่งจะสร้างผลกระทบที่มากกว่า ด้วยจำนวนเงินที่ต้องใช้จ่ายมากกว่าการเจ็บป่วยปกติ
  • Wealth ธนาคารให้เงินสมทบเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) ในอัตราที่สูงกว่าตลาด ให้พนักงานสามารถเก็บออมได้เพียงพอไว้ใช้ยามเกษียณ
  • Skill ธนาคารได้พัฒนาทักษะของพนักงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถที่สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากดิจิทัลเทคโนโลยี (Digital Disruption)
ธนาคารธนชาต
ธนาคารธนชาต

เรื่องอื่นๆ

  1. พนักงานของทั้ง 2 ธนาคารเริ่มเรียนรู้ และทดลองใช้ผลิตภัณฑ์การเงินของอีกฝั่ง เช่น พนักงาน TMB มาเรียนรู้สินเชื่อรถยนต์ของธนชาต ขณะที่พนักงานธนชาตทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ของ TMB เพื่อจะตอบโจทย์ลูกค้าได้มากขึ้น
  2. ทยอยโอนย้ายพนักงานเป็นระยะๆ โดยผู้บริหารทั้ง 2 ธนาคารได้มาร่วมงานกันแล้ว พนักงานบริหารระดับลงไปน่าจะเห็นผลภายใน 2-3 เดือนนี้
  3. เดือนเมษายนนี้ TMB Touch จะสามารถกดเงินในตู้ธนชาตแบบไม่ใช้บัตรได้แล้วกว่า 4,700 เครื่อง
  4. บลจ. ของทั้ง 2 จะทยอยขายหุ้นให้ East Spring ภายใน 5 ปี เพื่อที่ธนาคารจะเป็น Open Architecture สมบูรณ์แบบ สามารถขายผลิตภัณฑ์ทางการเงินของใครก็ได้

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/tmb-thanachart-vision-after-merger-2020-to-thai-financial-well-being/

ผู้บริหารของ Big C เผย สนใจซื้อ เทสโก้ โลตัส มองต่อยอดค้าปลีก

ผู้บริหารของ Big C ได้กล่าวว่าสนใจที่จะซื้อกิจการของ เทสโก้ โลตัส เพื่อที่จะต่อยอดธุรกิจค้าปลีกเพิ่มเติมจากเดิม และได้ยื่นข้อเสนอในการซื้อกิจการแล้ว

Tesco Lotus เทสโก้ โลตัส
ภาพจาก Shutterstock

เว็บไซต์ประชาชาติธุรกิจ ได้รายงานว่า อัศวิน เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (BJC) และประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ (Big C) ได้กล่าวว่า ทางบริษัทมีความสนใจที่จะซื้อกิจการของ เทสโก้ โลตัส ในประเทศไทย โดยได้ยื่นความจำนงค์เพื่อเข้าประมูลกิจการกิจการดังกล่าวแล้ว

สำหรับเหตุผลที่ทางผู้บริหารของ Big C มองไว้คือ “เพื่อนำมาต่อยอดกิจการในกลุ่มค้าปลีกของบริษัทในเครือให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น” ปัจจุบันทาง BJC มีกิจการค้าปลีกในไทยคือ Big C ขณะเดียวกันเอง BJC ยังเป็น ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น กระดาษชำระ Cellox จนไปถึงสบู่ตรานกแก้ว ฯลฯ

ขณะที่ผู้ถือหุ้นใหญ่ของ BJC ซึ่งคือกลุ่ม TCC ของเจ้าสัวเจริญ มีกิจการค้าปลีกในประเทศเวียดนามอย่าง B’s Mart รวมไปถึงกิจการของธุรกิจ Cash & Carry ที่ซื้อกิจการต่อจาก Metro ในปี 2016 มูลค่ากว่า 876 ล้านเหรียญสหรัฐ

อย่างไรก็ดีทาง BBC ได้รายงานว่า ไม่ว่าใครจะได้เป็นเจ้าของกิจการ Tesco ในประเทศไทยไป แต่ก็มีความเสี่ยงจากหน่วยงานกำกับดูแล เนื่องจากมองว่า ไม่ว่ากลุ่ม CP หรือจาก BJC และ TCC รวมไปถึงกลุ่ม Central ได้กิจการไปก็อาจเข้าข่ายผูกขาด

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/big-c-ceo-says-interested-to-bid-tesco-lotus-thailand-to-expand-retail/

ลือ! เซ็นทรัล สนใจซื้อ “เทสโก้ โลตัส” ส่วน CP มอง “แพงไป” ปตท. ยืนยันอีกรอบ ไม่สนใจซื้อ

อัพเดตสถานการณ์ล่าสุดของกลุ่มทุนไทยที่สนใจในการเข้าซื้อกิจการของ Tesco ในไทยและมาเลเซีย ซึ่งล่าสุดนั้นกลุ่มเซ็นทรัลสนใจในการซื้อกิจการเพื่อต่อยอดธุรกิจ

Tesco Lotus เทสโก้ โลตัส
ภาพจาก Shutterstock

สำนักข่าวอินโฟเควสท์ ได้รายงานโดยอ้างอิงแหล่งข่าวในกลุ่มเซ็นทรัล โดยรายงานว่า กลุ่มเซ็นทรัลสนใจที่จะซื้อกิจการของ Tesco ในประเทศไทยและมาเลเซีย เพราะมองว่ากิจการของ Tesco ใน 2 ประเทศที่ได้ประกาศให้ผู้สนใจประมูลนั้นจะสามารถต่อยอดธุรกิจของกลุ่มได้ โดยคาดว่ามูลค่าของกิจการทั้งในไทยและมาเลเซียน่าจะมีมูลค่าสูงถึง 9,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

ขณะเดียวกันทาง ชาญศิลป์ ตรีนุชกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. ปตท. (PTT) ได้ออกมาปฏิเสธข่าวกลุ่มปตท. สนใจเข้าร่วมประมูลกิจการของ Tesco ทั้งในไทยและมาเลเซีย โดยได้กล่าวถึงเรื่องนี้ว่าเป็น “ข่าวปลอม”

โดยเมื่อวานนี้ (8 มกราคม) สำนักข่าวรอยเตอร์ส ได้รายงานข่าวจากการอ้างอิงแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องว่า บริษัทลูกของ ปตท. คือ PTTOR สนใจที่จะเข้าร่วมประมูลกิจการ

นอกจากนี้สำนักข่าวรอยเตอร์ส ยังได้รายงานว่า ถ้าหาก PTTOR เป็นผู้ชนะการประมูลนั้นมีโอกาสที่จะผ่านจากหน่วยงานกำกับดูแลมากกว่าคู่แข่งรายอื่นๆ เนื่องจากดีลนี้ถูกจับตามองเป็นอย่างมาก ส่งผลให้ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท. ต้องออกมาปฏิเสธข่าว รอบที่ 2 ในวันนี้

เดือนธันวาคมที่ผ่านมา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ของ ปตท. ก็ได้ออกมาแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนว่า  กลุ่ม ปตท.ไม่สนใจที่จะเข้าร่วมประมูลซื้อกิจการ Tesco Lotus หากจะมีการขายกิจการจริงตามที่เป็นข่าว เนื่องจากเป็นธุรกิจค้าปลีกที่มีขนาดใหญ่ และ ปตท.ไม่มีความถนัดที่จะเข้าไปบริหารจัดการ

สำหรับทางด้านกลุ่ม CP นั้นทางอินโฟเควสท์ได้รายงานข่าวซึ่งอ้างอิงแหล่งข่าวจากในกลุ่ม CP โดยแหล่งข่าวได้กล่าวว่าราคาของกิจการ Tesco ทั้งในไทยและมาเลเซีย คาดว่าจะมีราคาประมูลแพงมาก และไม่น่าจะเข้ายื่นร่วมประมูลแต่อย่างใด

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/update-lastest-situation-about-tesco-lotus-auction-central-group-interested-cp-view-is-expensive-ptt-no-bid/