คลังเก็บป้ายกำกับ: LOW-CODE_PLATFORM

Siemens แต่งตั้ง TBN Software เป็นตัวแทนจำหน่าย Mendix ผลักดันการใช้ Low-Code Platform ในภาคธุรกิจองค์กรไทยให้เติบโต

เมื่อโจทย์สำคัญหนึ่งในการทำ Digital Transformation นั้นคือการที่ภาคธุรกิจองค์กรจะต้องสามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมดิจิทัลขึ้นมาตอบโจทย์ของธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง แต่ในความเป็นจริงแล้วการหา Software Developer ที่มีคุณภาพนั้นถือเป็นเรื่องที่ยาก และการจ้าง Software House ภายนอกให้ทำงานให้นั้นก็ยังไม่มีความคล่องตัวที่เพียงพอ การเลือกใช้ Low-Code Platform ในการพัฒนา Business Application ขึ้นมาเองจึงเริ่มกลายเป็นทางเลือกที่ธุรกิจองค์กรทั่วโลกพิจารณาใช้งานกันมากขึ้นเรื่อยๆ

ในบทความนี้เราจะแนะนำให้ทุกท่านรู้จักกับโซลูชัน Low-Code Platform จาก Mendix ที่มีธุรกิจองค์กรทั่วโลกใช้งานแล้วกว่า 4,000 แห่ง และทำให้การพัฒนา Application มีความรวดเร็วยิ่งกว่าเดิม 6-10 เท่า โดยไม่ต้องอาศัย Software Developer จำนวนมากอีกต่อไป แต่พนักงานในแผนกต่างๆ เองก็สามารถทำการพัฒนา Application เบื้องต้นที่ตนเองต้องการขึ้นมาได้เองโดยไม่ต้องลงมือเขียนโปรแกรมเอง

อะไรคือ Low-Code Platform?

Low-Code Platform คือระบบที่จะทำให้ผู้ใช้งานทั่วๆ ไปซึ่งไม่มีความรู้ด้านการพัฒนาโปรแกรม แต่มีไอเดียที่จะสร้างสรรค์ Business Application ขึ้นมาใช้งานและมีความต้องการที่ชัดเจนนั้น สามารถสร้าง Application ขึ้นมาใช้งานได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องลงมือเขียนโปรแกรมเองเลย แต่ทำการใช้ชุดเครื่องมือจากระบบ Low-Code Platform มาผสานรวมกันและกำหนดรูปแบบการทำงานของแต่ละแบบฟอร์ม, แต่ละปุ่ม และการแสดงผลในแต่ละหน้าจอได้ด้วยตนเอง กำหนดทิศทางของ UI และ UX ของระบบได้ด้วยตนเอง โดยเมื่อทำการออกแบบและกำหนดค่าการทำงานแต่ละส่วนของ Application ที่พัฒนาขึ้นมาเรียบร้อยแล้ว ก็สามารถทำการติดตั้งใช้งานได้ทั้งภายในองค์กรและบน Cloud พร้อมเปิดให้ผู้ใช้งานเข้าถึงได้ผ่านทั้ง PC และ Mobile ได้ทันที

จะเห็นได้ว่า Low-Code Platform นี้ได้เข้ามาทดแทนการทำงานของ Software Developer ไปเป็นส่วนมาก ทำให้ผู้ใช้งานสามารถขึ้นโครงของระบบ Business Application ขึ้นมาด้วยตนเองได้เลย โดยหากระบบไม่ได้มีความซับซ้อนมากนักแต่เป็นระบบที่เน้นการจัดการข้อมูลและการแสดงผลเบื้องต้น ผู้ใช้งานก็อาจสร้าง Application ขึ้นมาได้เองโดยไม่ต้องพึ่งพาคนอื่นเลย แต่หากระบบเริ่มมีความซับซ้อนสูงขึ้น เช่น ต้องการเชื่อมต่อข้อมูลจากระบบ Business Application อื่นที่เคยใช้งานอยู่ หรือต้องการเชื่อมต่อ API กับระบบต่างๆ หรือมีการพัฒนาส่วนที่ซับซ้อนมาก ก็อาจขอความช่วยเหลือฝ่าย IT หรือ Software Developer เฉพาะส่วนนี้ได้ ทำให้การพัฒนา Software ภายในธุรกิจองค์กรโดยรวมเป็นไปได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น เรียกได้ว่าเป็นการเกิดขึ้นของกลุ่ม Citizen Developer หรือกลุ่มที่เป็นผู้ซึ่งไม่มีประสบการณ์ด้านการเขียนโปรแกรม แต่สามารถสร้าง Application ขึ้นมาได้ด้วยตนเอง

นอกจากนี้ ระบบ Low-Code Platform ส่วนใหญ่นั้นมักถูกออกแบบมาให้เป็นการนำส่วนย่อยๆ ของ Application มาประกอบรวมกัน และส่วนย่อยๆ เหล่านั้นก็ถูกพัฒนขึ้นมาโดยมีการคำนึงถึงประเด็นด้านความมั่นคงปลอดภัยเอาไว้เป็นอย่างดี ทำให้ผู้ใช้งานนั้นถึงแม้จะไม่มีความรู้ด้าน Cybersecurity มากนัก แต่ก็สามารถพัฒนาระบบ Business Application ที่มีความมั่นคงปลอดภัยเบื้องต้นให้พร้อมใช้งานได้ ในขณะที่ระบบเองก็มีความผิดพลาดหรือบั๊กเกิดขึ้นน้อยลงกว่าในอดีตเป็นอย่างมาก

อย่างไรก็ดี การมาของ Low-Code Platform นี้ไม่ได้หมายความว่าธุรกิจองค์กรจะไม่มีความจำเป็นต้องมีทีม IT หรือทีม Software Developer อีกแล้ว เพียงแต่บทบทาทของทีม IT และทีม Software Developer นั้นจะเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างมาก โดยในโครงการพัฒนา Business Application ใดๆ ฝ่าย IT และผู้ใช้งานนั้นจะได้มาทำงานร่วมกันมากขึ้น โดยผู้ใช้งานจะสามารถขึ้นโครงของระบบ Business Application ได้ตามที่ตนเองต้องการ และมี IT และ Software Developer คอยช่วยสนับสนุนในส่วนงานที่ยากเกินความสามารถของผู้ใช้งานทั่วไป เช่น การเชื่อมผสานระบบที่ซับซ้อน การเตรียมระบบ IT Infrastructure หรือ Cloud ให้รองรับ Business Application หรือการตั้งค่าด้านระบบเครือข่ายและ Security เพิ่มเติมเพื่อให้ใช้งาน Business Application เหล่านั้นได้อย่างมั่นใจ รวมถึงการให้ Feedback เพื่อให้ผู้ใช้งานนำไปปรับปรุงระบบ Business Application ของตนเองให้ดียิ่งขึ้นก็ตาม

ในเชิงเทคนิคนั้นก็มีอีกประเด็นที่น่าสนใจ คือการใช้ Low-Code Platform นี้จะทำให้ภาคธุรกิจองค์กรไม่ต้องไล่ตามเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนัก โดยเฉพาะ Stack ของการพัฒนา Software ที่ทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วอยู่ตลอดและทำให้การดูแลรักษาระบบ Application ที่พัฒนาขึ้นมานั้นต้องมีการอัปเกรดระบบอยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทีมพัฒนามีการใช้งานเทคโนโลยีใหม่ๆ ในแต่ละโครงการแตกต่างกันไป ดังนั้นการใช้ Low-Code Platform นี้จะช่วยลดความซับซ้อนหลากหลายในส่วนนี้ลงไปได้ และทำให้การดูแลรักษาระบบ Business Application ให้ทำงานต่อไปได้ในอนาคตนั้นง่ายดายยิ่งขึ้น และก็ทำให้เหล่า Software Developer จำนวนไม่น้อยเริ่มหันมาพัฒนาโปรแกรมบนระบบ Low-Code Platform ในธุรกิจองค์กรแทนการพัฒนาด้วยตนเองทั้งหมดเช่นกัน

แนวโน้มของ Low-Code Platform นี้กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ โดยนอกจากในภาคธุรกิจแล้ว ในภาคการศึกษาเอง มหาวิทยาลัยกว่า 150 แห่งก็ตัดสินใจใช้ Low-Code Platform ในการสอนนักศึกษาเพื่อให้สามารถพัฒนา Application ขึ้นมาใช้งานเองได้

Mendix Low-Code Platform: ตอบโจทย์การพัฒนา Business Application อย่างรวดเร็ว ง่ายดาย ยืดหยุ่น ตรงความต้องการของธุรกิจ

Mendix คือผู้นำด้านเทคโนโลยี Low-Code Platform ที่มีธุรกิจองค์กรเลือกใช้งานมากกว่า 4,000 แห่งทั่วโลก และถูกจัดให้เป็น Leader ใน Gartner’s Magic Quadrant สำหรับ Low-Code Platform โดยภายใน Platform ของ Mendix มีส่วนประกอบหลักๆ ดังนี้

Credit: Mendix
  • เครื่องมือ Visual Modeling และ Building Block สำหรับใช้ในการออกแบบและพัฒนา Application โดยไม่ต้องเขียนโปรแกรม ให้ระบบสามารถเชื่อมต่อกับฐานข้อมูลต่างๆ และทำงานได้ตามต้องการได้อย่างรวดเร็ว
  • เครื่องมือสำหรับใช้ในการสื่อสารร่วมกันระหว่างฝ่ายธุรกิจและฝ่าย IT เพื่อให้เกิดความเข้าใจในความต้องการของระบบ, การอัปเดตและปรับปรุงในแต่ละ Iteration ของการพัฒนา และ Feedback ที่เกิดขึ้น
  • มีเครื่องมือสำหรับใช้ในการควบคุมการเข้าถึงและการรักษาความมั่นคงปลอดภัย ครอบคลุมไปถึงการจัดการตัง้แต่การทำ Automated Testing, Tracking และการทำ Analytics ทั้งกระบวนการการพัฒนาระบบ

โดยในการพัฒนา Application บน Mendix จะแบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน ดังนี้

1.) Ideate การระดมความคิดเพื่อสรุปความต้องการของระบบ Applicatin ที่จะทำการพัฒนา และนำข้อมูลในส่วนนี้ไปใช้ในการบริหารจัดการโครงการแยกย่อยเป็นฟีเจอร์ต่างๆ และใช้กำหนดแผนการพัฒนาระบบได้ เรียกได้ว่าเป็นเครื่องมือสำหรับการทำ Project Management ในโครงการพัฒนา Software โดยเฉพาะนั่นเอง

Credit: Mendix

2.) Develop เครื่องมือสำหรับการพัฒนาระบบโดยอาศัยการลากวางและการกำหนดค่าการทำงานของแต่ละส่วนภายในโปรแกรมให้ตรงกับ Business Logic ที่ต้องการ โดยมี AI Assistant คอยช่วยเหลือให้การพัฒนา Application มีความง่ายดายและแม่นยำมากยิ่งขึ้น ลดเวลาที่ผู้ใช้งานต้องใช้ในการพัฒนาโปรแกรมและเรียนรู้การใช้เครื่องมือลงเป็นอย่างมาก

Credit: Mendix

3.) Deploy ติดตั้งใช้งานระบบ Application ที่พัฒนาขึ้นมาให้ผู้อื่นเข้ามาใช้งานได้ภายนในการคลิกเพียงครั้งเดียว โดยใน Mendix นั้นมีการใช้สถาปัตยกรรมแบบ Cloud-Native บน Cloud Foundry และมีเครื่องมือ DevOps และ CI/CD Pipeline ให้พร้อมใช้งาน พร้อมเปิดให้เชื่อมต่อกับระบบอื่นๆ เพื่อทำการ Iterate, Release, Deploy และ Test ได้ตามต้องการ

Credit: Mendix

4.) Operate ติดตามการทำงานและดูแลรักษาระบบได้โดยมี Dashboard และข้อมูลสถิติการใช้งานจริงของระบบทั้งหมด ทำให้ง่ายต่อการจัดการในภาพรวมและการวางแผนปรับปรุงในอนาคต ไปจนถึงการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

Credit: Mendix

ผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Mendix สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.mendix.com/ หรือทดลองใช้งานระบบได้ฟรีๆ ทันทีที่ https://signup.mendix.com/index.html

Siemens รุกตลาด Low-Code Platform เมืองไทย แต่งตั้ง TBN Software เป็นตัวแทนจำหน่าย Mendix

Siemens นั้นได้ทำการเข้าซื้อกิจการของ Mendix มาตั้งแต่ปี 2018 ที่มูลกว่ากว่า 730 ล้านเหรียญหรือราวๆ 23,360 ล้านบาท และสร้างการเติบโตให้กับ Mendix ในตลาดธุรกิจองค์กรทั่วโลกมาอย่างต่อเนื่อง และในปี 2020 นี้เองก็ได้เวลาที่ Mendix จะก้าวมาสู่ตลาดธุรกิจองค์กรในเมืองไทยแล้ว

สำหรับในประเทศไทย ตลาดด้าน Low-Code Platform นั้นยังอยู่ในระยะเริ่มต้น และได้รับความสนใจจากธุรกิจองค์กรมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากการที่ธุรกิจองค์กรนั้นถึงแม้จะมีแผนการทำ Digital Transformation ที่ชัดเจน แต่การปรับทีมและจัดจ้างทีมงานฝ่าย IT และทีม Software Developer เข้ามาเสริมให้สอดคล้องกับความต้องการทางธุรกิจนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากบุคลากรทางด้าน IT นั้นกลายเป็นที่ต้องการจากทุกธุรกิจในทุกอุตสาหกรรม และเกิดการแย่งชิงตัวกันมากมาย ในขณะเดียวกัน ธุรกิจองค์กรเองก็ต้องการความยืดหยุ่นและความสามารถในการปรับเปลี่ยนระบบ Business Application ที่ตนเองพัฒนาขึ้นมาได้อย่างรวดเร็วเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพของตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในทุกวันนี้ด้วย

ด้วยเหตุนี้เอง Low-Code Platform ที่ช่วยให้ภาคธุรกิจองค์กรสามารถพัฒนา Business Application ขึ้นมาเองได้โดยไม่ต้องอาศัยทักษะด้านการเขียนโปรแกรมจึงเริ่มได้รับความสนใจจากธุรกิจองค์กรในทุกอุตสาหกรรม และกลายเป็นโอกาสของ Siemens, Mendix และ TBN Software ที่จะได้ก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้ธุรกิจไทยได้ปรับเปลี่ยนตัวเองสู่การเป็น Digital Business อย่างเต็มตัว

สนใจโซลูชัน Mendix Low-Code Platform by Siemens ติดต่อ TBN Software ได้ทันที

สำหรับผู้ที่สนใจโซลูชัน Mendix Low-Code Platform by Siemens สามารถทำการติดต่อ TBN Software เพื่อขอรายละเอียดเพิ่มเติม ขอทดสอบระบบ หรือขอใบเสนอราคาได้ทันทีที่อีเมล์ salesadmin@tbn.co.th โทร 022585841 หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ของ TBN Software ได้ที่ https://tbn.co.th/

from:https://www.techtalkthai.com/tbn-software-is-officially-siemens-mendix-low-code-platform-reseller/

OutSystems LIVE Webinar ภาษาไทย: รู้จักแนวทางการพัฒนา Software แบบ Low-Code 11 ส.ค. 2020

OutSystems ขอเรียนเชิญ CTO, IT Manager, Software, Web, Mobile App Developer, Applications/Solutions Architect และผู้ที่สนใจทุกท่าน เข้าร่วมชม OutSystems LIVE Webinar ภาษาไทยในวันที่ 11 สิงหาคม 2020 เวลา 10.00 – 11.15 (เวลาเมืองไทย) เข้าร่วมชม Live Webinar ในครั้งนี้เพื่อชมการสาธิตระบบของเราในการสร้าง Application ที่มีความสามารถอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ตั้งแต่เริ่มต้นจนสำเร็จได้ในเวลาเพียง 30 นาทีบนระบบ Low-Code Platform ของ OutSystems โดยระบบที่จะทำการพัฒนานี้จะเป็นระบบที่สามารถนำไปใช้งานได้จริงและตอบโจทย์ต่อความต้องการในโลกยุคปัจจุบัน และรับฟังกรณีศึกษาจากลูกค้าชาวไทยที่ประสบความสำเร็จของเราในการพัฒนาและปรับตัวอย่างมีประสิทธิภาพ ตอบรับต่อความต้องการด้านดิจิทัลของธุรกิจ โดยมีกำหนดการและวิธีการลงทะเบียนดังนี้

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: OutSystems LIVE Webinar ภาษาไทย: รู้จักแนวทางการพัฒนา Software แบบ Low-Code
วันเวลา: วันอังคารที่ 11 สิงหาคม 2020 เวลา 10.00 – 11.15 น.
ผู้บรรยาย: ทีมงาน OutSystems ประเทศไทย
ภาษา: ไทย

ประเด็นเด่นใน Webinar ครั้งนี้:

  • สาธิตสดการพัฒนา Application ตั้งแต่เริ่มจนเสร็จภายในเวลาเพียง 30 นาที
  • Application ที่พัฒนาสามารถตอบโจทย์ความต้องการจริงของธุรกิจในปัจจุบันได้ โดยผู้เข้าร่วมสามารถติดตั้งและทดสอบการใช้งานได้ทันทีระหว่างเข้าร่วม Webinar
  • รับฟังกรณีศึกษาหลากหลายจากลูกค้าชาวไทยที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาระบบ Application โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบ Business Application ที่มีความสำคัญสูง

ลงทะเบียนเข้าร่วม Webinar ได้ทันที

ผู้ที่สนใจสามารถกรอกแบบฟอร์มเพื่อลงทะเบียนเข้าร่วม Webinar ในหัวข้อนี้ได้ทันทีที่นี่ โดยทีมงานขอความกรุณากรอกข้อมูลชื่อบริษัทด้วยชื่อเต็มของหน่วยงานหรือองค์กร เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในการจัดการกับข้อมูลการลงทะเบียน

from:https://www.techtalkthai.com/outsystems-live-webinar-low-code-software-development-2020-08-11/

[Guest Post] คุณสมบัติเด่น 5 ประการของ Low-code

ถือเป็นประเด็นน่าจับตาสำหรับคุณสมบัติเด่น 5 ประการของ Low-Code ด้วยมีแพลตฟอร์มมากมายในตลาดที่พร้อมเสนอแอป low-code ในหลากหลายรูปแบบซึ่งเต็มไปด้วยคุณสมบัติยาวและเต็มไปด้วยรายละเอียดมากมาย รวมถึงมีผู้เล่นในท้องตลาดมากกว่า 200 ราย อย่างไรก็ตามสำหรับหลายๆ แพลตฟอร์มนั้นดูเหมือนว่าจะเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับบุคคลหรือกลุ่มงานที่นำไปใช้เพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะจุดทางธุรกิจ แต่เพื่อให้บรรลุถึงคุณประโยชน์ที่แท้จริง low-code  ควรถูกนำมาใช้ในรูปแบบของแอปพลิเคชันระดับองค์กรที่สามารถเพิ่มความคล่องตัวและเสริมสร้างกระบวนการทำงานแบบ Digital มอบประสบการณ์บริการในยุค digital transformation ได้อย่างไม่สะดุดและเป็นที่พึงพอใจต่อผู้ใช้งาน

ดังนั้นในขั้นตอนการจัดอันดับประโยชน์ของ low-code สิ่งแรกที่ควรทำคือการคัดรายชื่อผู้จำหน่ายซอฟต์แวร์ ที่ไม่สามารถ ส่งมอบแอปพลิเคชันระดับองค์กรได้ออก ถึงกระนั้นเนื่องจากแพลตฟอร์มการพัฒนา low-code ระดับองค์กรสามารถใช้ตอบโจทย์งานได้เกือบทุกรูปแบบ จึงเป็นเรื่องยากที่จะเลือกห้าคุณสมบัติเด่นที่ดีที่สุด ที่จริงมีบริษัทวิเคราะห์ขนาด ใหญ่รายหนึ่งประเมินผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม low-code โดยเทียบกับเกณฑ์การวัดมากกว่า 190 ข้อเพื่อพิจารณาว่า แพลตฟอร์มใดที่มอบขีดความสามารถและประโยชน์ของ low-code ได้หลากหลายและครอบคลุมที่สุด เรามาดูกันว่าทั้ง 5 ข้อนั้นมีอะไรบ้าง

1. ความเร็ว (Speed)

จากคุณประโยชน์ทั้งหมดของการพัฒนาแอป low-code สิ่งแรกที่ชัดเจนคือความสามารถในการเร่งการส่งมอบซอฟต์แวร์ และแอพพลิเคชั่นใหม่ๆ และดูเหมือนว่าจะเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ในบล็อกโพสต์ล่าสุดหัวข้อ “ทำไมคุณต้องเรียนรู้เกี่ยวกับ low-code แม้ว่าคุณจะไม่ได้มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงต่อการจัดหาซอฟต์แวร์” ( Why You Need To Know About Low-Code, Even If You’re Not Responsible for Software Delivery) เขียนโดย จอห์น ไรเมอร์ (John Rymer) จาก Forrester ซึ่งเขาอธิบายว่าแพลตฟอร์ม low-code มอบศักยภาพในการ “ทำให้การพัฒนาซอฟต์แวร์รวดเร็วขึ้นกว่าวิธีการ แบบดั้งเดิมถึง 10 เท่า” ต่อไปนี้คือความสามารถบางส่วนที่อธิบายได้ว่าทำไมการพัฒนาแอปด้วย low-code จึงเร็วขึ้นมาก

  • ฟังก์ชั่นลากและวาง (Drag and Drop), UI ที่ช่วยสร้างการเชื่อมต่อระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์กับผู้ใช้ไว้ล่วงหน้า แบบจำลองกระบวนการทางธุรกิจ logic และแบบจำลองข้อมูล ซึ่งองค์ประกอบเหล่านี้ช่วยให้เราสามารถพัฒนา แอพพลิเคชั่นแบบ full-stack ข้ามแพลตฟอร์มไปมาได้อย่างรวดเร็ว
  • APIs และ connectors ที่เปิดใช้งานง่าย สามารถบูรณาการเข้ากับ third party tools ที่นักพัฒนาซอฟท์แวร์ใช้ อยู่แล้ว ดังนั้นจึงไม่ต้องเสียเวลาไปกับการเรียนรู้เพิ่มเติมใหม่ ๆ
  • การส่งมอบแอปพลิเคชันด้วยคลิกเดียว ช่วยให้คุณติดตามการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดและจัดการสคริปต์ฐานข้อมูล และกระบวนการปรับใช้งานได้โดยอัตโนมัติ ไม่ต้องเสียเวลามากมายกับการติดตั้งและดำเนินการในแต่ละขั้นตอน

2. ความคล่องตัว (Agility)

ความคล่องตัวทางธุรกิจช่วยให้องค์กรสามารถปรับตัวและตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดและโอกาสใหม่ ๆ ได้ โดยการนำนวัตกรรมและโซลูชั่นดิจิตอลมาใช้แก้ปัญหาทางธุรกิจ ทุกวันนี้ความคล่องตัวสำหรับองค์กรมีความสำคัญมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เพราะขนาดบริษัทที่โตขึ้นจากการดิสรัปชั่นธุรกิจดั้งเดิมยังต้องถูก Disrupt เสียเองหากไม่สามารถปรับตัวและไม่สามารถสร้างความคล่องตัวได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจที่มีการแข่งขันสูง low-code จึงเข้ามามีบทบาทช่วยเปลี่ยนองค์กรไปสู่รูปแบบธุรกิจดิจิทัลใหม่ๆ ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลง ของตลาด ความต้องการของผู้บริโภคและลูกค้าที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แล้ว low-code ช่วยได้ยังไง? ง่ายๆ ก็คือ ส่วนหนึ่ง เป็นเพราะความเร็วในการพัฒนาแอปซึ่งได้กล่าวไว้แล้วในคุณสมบัติเด่นของ low-code ข้อที่ 1 เมื่อคุณสามารถส่งมอบ แอปพลิเคชันแบบ full stack ภายใน 2-3 สัปดาห์และสามารถแก้ไขแอปโดยใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที ช่วยให้ธุรกิจที่ต้องปรับตัวเพื่อตอบรับกับสภาพการณ์ของตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วด้วยนวัตกรรมซอฟต์แวร์ที่ล้ำสมัยเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นเยอะ

แต่ low-code นั้นมีมากกว่าเรื่องของความเร็วเพราะช่วยให้คุณสามารถส่งมอบแอปพลิเคชั่นคลาวด์ที่ทันสมัยและ ทำงานร่วมกับระบบเดิมได้อย่างราบรื่น ทำให้องค์กรสามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ low-code ยังง่ายต่อการผนวกองค์ประกอบทุกส่วนมารวมลงในแอปพลิเคชันของคุณเพื่อให้ลูกค้า สามารถสื่อสารทางธุรกิจกับคุณได้ตามต้องการ และยังช่วยให้คุณสามารถปรับระบบธุรกิจหลัก (Core System) ให้ทันสมัย ด้วยการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่เกี่ยว ข้องกับความคล่องตัวเช่นบริการไมโครเซอร์วิส, คอนเทนเนอร์, เซิร์ฟเวอร์เลส และอื่น ๆ

ลองจินตนาการว่าถ้าต้องทำสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดด้วยการลงมือเขียนโค้ดด้วยตัวเองแบบดั้งเดิมสิ ความคล่องตัวด้าน IT หรือธุรกิจจะเป็นอย่างไร?

3. มอบประสบการณ์ผ่านหลากหลายแพลตฟอร์ม (Multiexperience)

ก่อนหน้านี้เมื่อพูดถึง low-code เราจะสังเกตุได้ว่ามันช่วยส่งมอบสิ่งที่คุณต้องการเพื่อให้ลูกค้าสามารถเชื่อมต่อกับธุรกิจของคุณในวิธีของพวกเขา บริษัทนักวิเคราะห์อิสระ การ์ตเนอร์ (Gartner) เรียกสิ่งนี้ว่า “Mulitexperience” และเป็นหนึ่งในคุณประโยชน์ที่สำคัญยิ่งของ low-code ด้วย low-code คุณจะสามารถจัดการและมอบประสบการณ์ของลูกค้าแบบ omnichannel ที่ยอดเยี่ยม ซึ่งเป็นจุดที่องค์กรสามารถสร้างความได้เปรียบและแข่งกับรายใหญ่ที่อยู่ในสถานะผู้นำตลาดได้โดยไม่ต้องใช้งบประมาณสูงหรือต้องจ้างทีมนักพัฒนาที่มีค่าตัวสูงลิ่ว ผลลัพธ์ที่ได้นั้นน่าทึ่งมาก

Mulitexperience ไม่ได้เกี่ยวกับช่องทางแต่เกี่ยวกับผู้ใช้งาน มันคือการส่งมอบประสบการณ์ที่ไร้รอยต่อผ่านทุกจุดที่เรามีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า ซึ่ง low-code ทำให้ทุกอย่างง่ายและสะดวกขึ้น ด้วย built-in template, automated refactoring แช็ทบ็อท, AI ฯลฯ คุณมั่นใจได้ว่าทุกครั้งที่ลูกค้ามีปฏิสัมพันธ์กับธุรกิจของคุณ เขาจะได้รับแต่ความสะดวกและไม่รู้สึกแตกต่าง นอกจากนี้ลูกค้ายังสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการมีส่วนร่วมและปฏิสัมพันธ์ได้ตลอดอีกด้วย โดยไม่ต้องผ่านการเรียนรู้ใหม่หรือทำซ้ำขั้นตอนเดิม low-code ช่วยเพิ่มความเร็วในการลัดขั้นตอนและขจัดความซับซ้อนในการมอบ ประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าทุกรายในทุกครั้ง

4. แพลตฟอร์มการพัฒนาสำหรับทุกคน

low-code ช่วยทำให้ทุกคนในองค์กรสามารถทำงานร่วมกันเพื่อสร้างโซลูชั่นที่ดีที่สุด และปลดปล่อยศักยภาพที่สร้างสรรค์ ของทีมธุรกิจและฝ่ายไอที เนื่องจาก low-code เป็นการพัฒนาผ่าน visual development จึงเป็นไปได้ที่จะสามารถสร้าง แอปโดยไม่ต้องเขียนโค้ด และตอบโจทย์ความต้องการของนักพัฒนามือใหม่หรือผู้ใช้งานฝ่ายธุรกิจที่พอมีความรู้พื้นฐาน ทางเทคนิคอยู่บ้าง หรือแม้แต่ผู้ที่ไม่มีพื้นฐานความรู้ด้านเทคนิคเลยหรือที่รู้จักกันในนาม “นักพัฒนาสมัครเล่น” (citizen developers) ก็ยังสามารถใช้ฟังก์ชันและโค้ดที่ติดตั้งในตัวเพื่อสร้างแอปพลิเคชั่นแบบง่ายๆ ได้

ส่วนผู้เชี่ยวชาญที่มากประสบการณ์ก็สามารถใช้ประโยชน์จากโมเดลโค้ดที่สร้างไว้ล่วงหน้า เท็มเพลต UI และอื่นๆได้ ทุกเมื่อตามที่ต้องการ รวมทั้งยังสามารถสลับกลับไปเขียนโค้ดด้วยมือเมื่อต้องการสร้างสิ่งที่ไม่มีอยู่ในคลังการออกแบบ นี่คือข้อดีที่ดึงดูดผู้ที่ต้องการประหยัดเวลาจากการลงโค้ดด้วยมือแบบเดิม

5. ระบบจัดการจากส่วนกลางแบบอัตโนมัติที่ช่วยขจัดปัญหา Shadow IT

ข้อสุดท้ายของคุณสมบัติเด่น 5 อันดับของ low-code ก็คือ ระบบการควบคุมจากส่วนกลางแบบอัตโนมัติ ซึ่งหมายความ ว่าทีมไอทีสามารถเฝ้าดูและควบคุมงานทั้งหมดผ่านคอนโซลกลางที่ให้การมองเห็นอย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็น โครงสร้างพื้นฐาน สภาพแวดล้อม แอปพลิเคชั่น ผู้ใช้งานไอที และระบบรักษาความปลอดภัย นอกจากนี้นักพัฒนา ยังสามารถสร้างและออกแบบแอปพลิเคชั่นของพวกเขาได้อย่างปลอดภัย และยังอนุญาตให้นักพัฒนาหรือทีมงานที่มี มากกว่าหนึ่งคนสามารถทำงานในโมดูลเดียวกันในเวลาเดียวกันได้อีกด้วย

low-code ยังขจัดปัญหาที่เรียกว่า shadow IT ซึ่งเป็นคำอธิบายถึงการที่ผู้ใช้งานทางธุรกิจสร้างแอพลิเคชั่นขึ้นเพื่อใช้ในการทำงานประจำวัน โดยไม่ได้ผ่านการรับรู้ หรือได้รับการอนุมัติจากแผนกไอที low-code จะช่วยนำการพัฒนาที่ซ่อนตัวอยู่นี้ออกมาจากเงามืด โดยผู้ใช้งานฝ่ายธุรกิจที่กำลังพัฒนาแอพฯ ง่ายๆ ด้วย low-code สามารถศึกษาและปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดและ หลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดทั่วไปที่อาจเกิดขึ้นในระหว่าง การพัฒนาแอปพลิเคชั่น ความพิเศษของการกำกับดูแลในรูปแบบนี้ก็คือแดชบอร์ด ที่ใช้ AI ในการวิเคราะห์การติดตั้ง low-code และเกณฑ์วัดผลการปฏิบัติงาน และยังใหคำแนะนำในการปรับปรุงด้านประสิทธิภาพ ความปลอดภัย สถาปัตยกรรม และประสบการณ์การใช้งานอีกด้วย

บทความนี้เป็นเพียงข้อสรุปสั้นๆ เกี่ยวกับคุณสมบัติที่โดดเด่นที่สุดของ low-code ใน eBook ของเรา หากคุณต้องการเรียนรู้ถึงคุณประโยชน์และรายละเอียดเชิงลึกเพิ่มเติมจาก eBook เล่มนี้ เพียงกดดาวน์โหลดที่นี่  ภายใต้ชื่อหัวข้อ
ช่วยเพิ่มความคล่องตัวและประสิทธิภาพให้กับธุรกิจคุณด้วย low-code  (Make Your Business More Agile and Efficient With Low-Code)

เกี่ยวกับ OutSystems

ลูกค้าหลายพันรายจากทั่วโลกให้ความไว้วางใจ OutSystems แพลตฟอร์ม low code อันดับหนึ่งที่ช่วยให้สามารถพัฒนาแอปพลิเคชันได้อย่างรวดเร็ว ทีมวิศวกรที่พิถีพิถันเป็นผู้รังสรรค์ทุกรายละเอียดของแพลตฟอร์ม OutSystems เพื่อช่วยเหลือองค์กรต่างๆ ในการสร้างแอประดับองค์กร และช่วยให้การพลิกโฉมธุรกิจเป็นไปอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น OutSystems เป็นโซลูชั่นหนึ่งเดียวที่ผนวกพลังในการพัฒนา low code เข้ากับประสิทธิภาพสุดล้ำของโทรศัพท์มือถือ ทำให้สามารถพัฒนาแอปที่ใช้งานร่วมกับระบบต่างๆที่มีอยู่เดิมได้อย่างง่ายดาย หาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.outsystems.com หรือติดตามเราได้ทางทวิตเตอร์ @OutSystems หรือลิงก์อิน https://www.linkedin.com/company/outsystems

from:https://www.techtalkthai.com/5-advantages-of-low-code-platform-by-outsystems/

iPassion Webinar: การปรับตัวด้วยดิจิตอลในยุค New Normal สู่วิถีชีวิตต่อจากนี้ โดยคุณรวิศ หาญอุตสาหะ

TechTalkThai ขอเรียนเชิญ CTO, CIO, IT Manager, Software Engineer, ผู้ดูแลระบบ IT, และผู้ที่สนใจทุกท่าน เข้าร่วมฟัง TechTalk Webinar ในหัวข้อเรื่อง “การปรับตัวด้วยดิจิตอลในยุค New Normal สู่วิถีชีวิตต่อจากนี้ โดยคุณรวิศ หาญอุตสาหะ” เพื่อรับฟังการวิเคราะห์จากคุณรวิศในประเด็นด้านการทำ Digital Transformation ที่แปลี่ยนแปลงไปท่ามกลางวิกฤตในครั้งนี้ และทำความรู้จักกับเทคโนโลยี Low-Code Software Development Platform ที่จะช่วยให้ธุรกิจสามารถพัฒนา Application ได้ตามความต้องการของตนเองได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย ให้คนทำงานในแผนกต่างๆ สามารถช่วยทีมพัฒนา Software ในการสร้าง Application ขึ้นมาเองได้ ในวันอังคารที่ 30 มิถุนายน 2020 เวลา 14.00 – 15.30 น. โดยมีกำหนดการและวิธีการลงทะเบียนดังนี้

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: การปรับตัวด้วยดิจิตอลในยุค New Normal สู่วิถีชีวิตต่อจากนี้ โดยคุณรวิศ หาญอุตสาหะ
ผู้บรรยาย: คุณรวิศ หาญอุตสาหะ, CEO บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด และคุณเอกรัฐ, Country Manager, OutSystems
วันเวลา: วันอังคารที่ 30 มิถุนายน 2020 เวลา 14.00 – 15.30 น.
ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference
จำนวนผู้เข้าร่วมสูงสุด: 100 คน
ภาษา: ไทย

รับชม Webinar ในครั้งนี้กับหัวข้อที่น่าสนใจได้แก่

  • แนะนำการปรับตัวของธุรกิจเพื่อความอยู่รอดท่ามกลางวิกฤตในครั้งนี้ ด้วยการทำ Digital Transformation ที่เปลี่ยนแปลงไปจากรูปแบบเดิมเพื่อตอบรับต่อ New Normal โดยคุณรวิศ หาญอุตสาหะ, CEO บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด
  • ปรับตัวสู่การทำ Digital Transformation ได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้นด้วยเทคโนโลยี Low-Code Development Platform ที่จะช่วยให้บริษัทสามารถพัฒนา Application ใหม่ๆ ได้ในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ พร้อมรับชมตัวอย่างการพัฒนา Application แบบ Low-Code โดยคุณเอกรัฐ, Country Manager, OutSystems

การเข้าร่วมฟัง Webinar ครั้งนี้จะนำเสนอเป็นภาษาไทยโดยทีมงาน iPassion และ OutSystems ที่พร้อมตอบทุกคำถามที่เกี่ยวข้อง

ลงทะเบียนเข้าร่วม TechTalk Webinar ได้ฟรี

ผู้ที่สนใจสามารถกรอกแบบฟอร์มเพื่อเข้าร่วม TechTalk Webinar ในหัวข้อนี้ได้ฟรีๆ ทันทีที่ https://zoom.us/webinar/register/WN_s_xhaEToQv2bVsadrbjZLg โดยทีมงานขอความกรุณากรอกข้อมูลชื่อบริษัทด้วยชื่อเต็มของหน่วยงานหรือองค์กร เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในการจัดการกับข้อมูลการลงทะเบียน

from:https://www.techtalkthai.com/ipassion-webinar-digital-transformation-to-new-normal-by-rawit-hanutsaha/

[Guest Post] คุณค่าทางธุรกิจใหม่ที่คุณจะได้รับจากการใช้ระบบ Low-Code ร่วมกับทรัพยากรที่มีอยู่เดิม โดย OutSystems

ผู้เชี่ยวชาญทางธุรกิจที่ทำงานทางด้านเทคโนโลยีนั้นมักจะหลงลืมไปว่าในบางครั้ง อุตสาหกรรมอื่นนั้นก็อาจมีความก้าวหน้าในการทำ Digital Transformation ที่เหนือกว่าอุตสาหกรรมด้านเทคโนโลยีเสียเองด้วยซ้ำ

ตัวอย่างหนึ่งนั้นก็คือในงานด้านวิศวกรรมที่มักถูกมองว่าเป็นพนักงานกลุ่ม “Blue Collar” ซึ่งมักจะทนใช้งานเทคโนโลยีด้าน IT เดิมๆ เป็นเวลานานแม้ว่าเทคโนโลยีเหล่านี้มักจะมีอายุสั้นและมีสิ่งใหม่ๆ ออกมาตลอด อย่างไรก็ดี งานด้านวิศวกรรมและการผลิตนั้นก็ยังนำหน้าอุตสาหกรรมอื่นๆ เมื่อเปรียบเทียบถึงการนำเทคโนโลยีล้ำสมัยมาใช้งาน อย่างเช่น 5G, AI หรือ IoT เป็นต้น

ในเชิงของการพัฒนา Application ภายในองค์กรเองนั้น ธุรกิจด้านวิศวกรรมเองก็นำหน้าอุตสาหกรรมอื่นๆ อยู่หลายก้าวเช่นกัน

Schneider Electric ถือเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจจากการที่เมื่อเร็วๆ นี้ได้ออกมาประกาศว่ามีการใช้งาน Low-Code Development Framework ในการพัฒนา Application ใหม่ถึง 60 ระบบโดยใช้เวลาน้อยกว่า 40% ของกระบวนการพัฒนาระบบแบบเดิมที่เคยใช้ในอดีต
Application เหล่านี้ได้ถูกใช้งานในหลากหลายแผนกของยักษ์ใหญ่ทางวิศวกรรมนี้ ตั้งแต่แผนก HR ไปจนถึงการเงิน, การบริหารจัดการ Portfolio, การทำนายแนวโน้มการผลิต, การขนส่ง และระบบ Supply Chain ทั้งหมด

ทุกวันนี้เทคโนโลยีทรงพลังมากเสียจนทำให้ตำแหน่งที่เรียกว่า Citizen Developer ที่สามารถทำงานควบคู่ไปกับนักพัฒนาแบบดั้งเดิมในการพัฒนา Application และสร้างบริการใหม่ๆ เพื่อขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลงและสร้างคุณค่าทางธุรกิจอย่างมีนัยยะสำคัญได้ทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

ทุกสิ่งเริ่มต้นจากผู้คน

ผู้บริหารธุรกิจทุกคนย่อมมีมุมมองที่เหมือนกันว่าพนักงานคือทรัพยากรที่สำคัญที่สุด เพราะพนักงานที่มีประสบการณ์นั้นจะเข้าใจงานอย่างทะลุปรุโปร่ง ทั้งกระบวนการ, ความซับซ้อน และแนวทางที่ง่ายดายในการปรับปรุงการทำงานและองค์กร

แทนที่จะต้องแยกส่วนของการพัฒนาระบบออกจากแต่ละส่วนของธุรกิจ สิ่งที่ Low-Code ได้เข้าไปเปลี่ยนแปลงนั้นก็คือทำให้แต่ละแผนกสามารถนำองค์ความรู้เชิงลึกที่ตนเองมีอยู่มาสร้าง Application และบริการต่างๆ ด้วยตนเองได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงลึกต่อการทำงานของทั้งองค์กรได้

ไม่เพียงแต่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงวิธีการพัฒนา Application ใหม่ๆ แล้ว งานด้านการพัฒนาระบบ Application ที่เคยมีอยู่เดิมก็ได้รับประโยชน์ด้วยเช่นกัน นอกเหนือจากการที่เครื่องมือ Low-Code ได้เข้าไปเป็นเครื่องมือหลักหนึ่งในการทำงานแล้ว (โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ Library และส่วนประกอบสำเร็จรูปในการทำงานได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น) ทีมงาน DevOps เองก็สามารถหันไปทำงานที่มีความท้าทายมากยิ่งขึ้นได้ จากความไว้วางใจในระบบ Low-Code ว่าจะทำงานได้อย่างมั่นคงและปลอดภัยภายใต้แนทางการพัฒนาที่ถูกกำหนดเอาไว้ล่วงหน้า

ซึ่งนี่ก็หมายรวมถึงการตรวจสอบด้านการควบคุมการทำงาน, การตรวจสอบประเด็นด้านความมั่นคงปลอดภัย, การตรวจสอบขั้นตอนในการพัฒนาระบบ และการตรวจสอบสถาปัตยกรรมของระบบที่กำลังใช้งานอยู่

นอกจากนี้ พนักงานใหม่ด้านการพัฒนาระบบเพียงอย่างเดียวก็จะสามารถทำงานได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น, ใช้เวลาในการฝึกอบรมด้านความซับซ้อนเชิงลึกของธุรกิจน้อยลง และสามารถสร้างประสบการณ์สำหรับผู้ใช้งานที่สอดคล้องกันทั้งระบบได้ เพื่อเร่งสร้างคุณค่าทางธุรกิจให้เกิดมากยิ่งขึ้น

เริ่มต้นใช้งานและสร้างผลลัพธ์ได้ทันที

เนื่องจากระบบ Low-Code มีเครื่องมือที่ผู้ใช้งานทุกคนต้องการในการสร้าง Application ได้อย่างรวดเร็วด้วยตนเอง ธุรกิจจึงสามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น
ผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ที่อาจจะเกิดขึ้นจาก Applicationใหม่ที่ถูกสร้างขึ้น หรือบริการใหม่นี้สามารถถูกนำเสนอและเริ่มต้นใช้งานได้รวดเร็วกว่าเดิมเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะสำหรับพนักงานคนที่ต้องไปพบลูกค้า หรือทำงานภายในเพื่อช่วยให้การทำงานร่วมกันเป็นทีมมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ด้วยการทำงานแบบ Drag-and-Drop และการแสดงผลแบบกราฟฟิกเป็นหลักของ OutSystems ซึ่งเป็นระบบ Low-Code นี้ ก็ทำให้กระบวนการการพัฒนาระบบเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งกว่าเดิมเมื่อเทียบกับทีมงานที่ต้องพัฒนาระบบด้วยการเขียนโปรแกรมเองทั้งหมดตั้งแต่เริ่ม โดยระบบนี้สามารถถูกสร้างขึ้นได้จากส่วนประกอบต่างๆ ที่เคยมีอยู่เดิม และนำมารวมเข้ากับ Business Logic ที่เกิดขึ้นจาก Citizen Developer และสนับสนุนโดยความรู้ในเชิงลึกถึงความเป็นไปได้เชิงเทคโนโลยีของแผนก IT

การพัฒนาระบบแบบ Waterfall ที่เคยใช้งานในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้สามารถถูกทดแทนได้ด้วยวิธีการพัฒนาที่มุ่งเน้นถึงผลลัพธ์ในการแก้ปัญหาต่าๆ เป็นหลักที่พนักงานและลูกค้าต้องเผชิญอยู่ทุกวัน เรียกได้ว่าเป็นการแก้ไขปัญหาด้วยเทคโนโลยีโดยทีมงานที่มีเครื่องมือที่เหมาะสมและมีความรู้ที่จะเปลี่ยนแปลงให้สิ่งต่างๆ เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้อย่างรวดเร็วนั่นเอง

ทำงานร่วมกับระบบเดิมและเติมเต็มนวัตกรรมใหม่

ความสามารถในการเชื่อมโยงระบบของระบบ Low-Code ที่เยี่ยมยอดที่สุดนี้ทำให้ธุรกิจสามารถเพิ่มและต่อยอดความสามารถให้กับระบบที่มีอยู่เดิมได้ โดยไม่ต้องจ้างนักพัฒนาเฉพาะทางหรือคู่สัญญาที่มีราคาสูงอีกต่อไป

ความสามารถนี้ทำให้ผู้ใช้งาน OutSystems สามารถเพิ่มความคุ้มค่าในการลงทุนให้กับระบบเดิมที่มีอยู่ได้ และยืดอายุการใช้งานรวมถึงเกิดประโยชน์ใหม่ในการใช้งานระบบเดิมที่มีอยู่ พนักงานที่ใช้งานระบบเดิมอยู่และพนักงานที่ต้องพบปะกับลูกค้าในแต่ละวันนั้นสามารถทำงานร่วมกันเพื่อสร้าง Application ใหม่ที่ใช้งานร่วมกันได้, มีความเป็นหนึ่งเดียวกัน, ปลอดภัย และมั่นคงทนทานได้ตามกระบวนการทางธุรกิจที่ต้องการได้

ด้วยการเพิ่มขีดความสามารถให้กับเทคโนโลยีที่มีอยู่เดิมเพียงอย่างเดียว Low-Code ก็ได้สร้างคุณค่าอย่างมีนัยยะให้กับโครงการด้านการทำ Digital Transformation อย่างชัดเจนแล้ว และเมื่อนำประเด็นนี้มารวมกับแนวทางการทำงานมีเต็มเปี่ยมไปด้วยนวัตกรรมและความสร้างสรรค์ องค์กรที่ใช้ระบบ Low-Code ของ OutSystsems ก็จะมีความสามารถในการปลดล็อคศักยภาพที่มีอยู่ได้โดยไม่ต้องลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐานหรือโซลูชันใหม่ทั้งหมดอีกต่อไป

ก้าวถัดไป

คำแนะนำสำหรับธุรกิจที่สนใจก็คือการเริ่มต้นกับระบบที่มีอยู่ในแผนกใดแผนกหนึ่งเสียก่อนเพื่อพิสูจน์คุณค่าของระบบ Low-Code ซึ่งระบบเหล่านี้ก็มักเป็นระบบ Application ที่มีอยู่ดั้งเดิมนั่นเอง

วิธีการนี้จะทำให้ทุกคนสามารถเข้าใจถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในโครงการริเริ่มนี้ได้ และเห็นภาพตรงกันว่าระบบของ OutSystems จะสามารถทำสิ่งใดได้บ้าง

ข้อได้เปรียบของการใช้ Low-Code นี้ก็คือการที่ระบบเดิมที่มีอยู่จะสามารถถูกเพิ่มเติมต่อยอดหรืออาจถูกทดแทนได้เลยในบางกรณี โดยมีธุรกิจในหลายอุตสาหกรรม (ซึ่งบางอุตสาหกรรมนั้นก็อาจดูเหมือนว่าไม่เข้ากับการใช้เทคโนโลยีเสียเท่าไหร่) มีการเริ่มต้นใช้งานระบบและสร้าง Application ใหม่ๆ เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจให้เดินไปข้างหน้าได้อย่างต่อเนื่อง

ผู้ที่สนใจสามารถเรียนรู้เกี่ยวกับ Low-Code และคุณค่าทางธุรกิจได้ด้วยตนเอง โดยสามารถเริ่มต้นจาก eBook (ที่รวบรวมคำแนะนำที่น่าสนใจในการเริ่มต้นได้อย่างรวดเร็ว) และก้าวสู่การเป็นผู้นำในธุรกิจแต่ละอุตสาหกรรมได้ และถ้าหากต้องการคำแนะนำใดๆ ก็สามารถติดต่อตัวแทนจาก OutSystems หรือพันธมิตรของ OutSystems เพื่อรับชมการสาธิตเทคโนโลยีได้ทันที

from:https://www.techtalkthai.com/discovery-the-business-value-of-using-low-code-by-outsystems/

[Guest Post] แนวโน้มของการพัฒนา Software จากภาพความเป็นจริง

Application นั้นได้ส่งผลต่อชีวิตของผู้บริโภคมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน และได้เปลี่ยนแปลงการจัดการและวิธีการใช้ชีวิตในแต่ละวันของเรา ตั้งแต่การซื้อสินค้า, การสั่งอาหาร, การเรียกยานพาหนะ ไปจนถึงการทำธุรกรรมกับธนาคาร ประสบการณ์เหล่านี้จะยังคงเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้นและใช้งานได้ง่ายดายยิ่งขึ้น เมื่อผู้บริโภคคาดหวังถึง UX และ UI ที่ดียิ่งขึ้นบน Application ที่ตนเองใช้งาน

จากการวิเคราะห์ข้อมูลของ IDC นั้นได้ระบุว่าภายในปี 2024 นักพัฒนา Software กลุ่มใหม่ที่จะทำการสร้าง Application ได้โดยไม่ต้องทำการเขียนโค้ดนั้นจะมีปริมาณมากถึง 20% เมื่อเทียบกับนักพัฒนาทั้งหมดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยนักพัฒนาเหล่านี้จะเป็นตัวเร่งในการทำโครงการด้าน Digital Transformation ในทุกอุตสาหกรรม เพื่อพลิกโฉมการทำงานในแต่ละวงการและการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่อย่างต่อเนื่อง Low-Code จะเข้ามาทำให้นักพัฒนากลุ่มนี้สามารถเชื่อมโยงข้อมูลที่กระจัดกระจายเข้าด้วยกันได้, ปรับกระบวนการการทำงานให้เป็นมาตรฐานได้ และทำให้ทีมงานสามารถทำงานร่วมกันเพื่อเป้าหมายในการเปลี่ยนแปลงธุรกิจร่วมกัน และยังปรับปรุงประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้งานให้ดีขึ้นได้อีกด้วย

ต่อไปนี้คือ 5 แนวโน้มที่เราพบในวงการด้านการพัฒนา Application ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก:

#1: การเร่งสร้างนวัตกรรมใหม่ จะช่วยให้เกิดการใช้งาน Low-Code Platform มากขึ้น

องค์กรนั้นกำลังมองหาหนทางที่จะสร้างสรรค์นวัตกรรม, กำจัดระบบที่แยกขาดจากกันเป็นเอกเทศ และลดค่าใช้จ่ายลง ซึ่ง Low-Code ก็สามารถตอบโจทย์เหล่านี้ได้ทั้งหมด โดยในการสร้างนวัตกรรมนั้น หลายองค์กรจะใช้งาน Low-Code Platform เพื่อเปลี่ยนจากไอเดียที่มีให้กลายเป็นระบบ Prototype ตามแนวคิด Minimum Viable Product (MVP) ไปจนถึงการต่อยอดจนกลายเป็นระบบ Application ที่สมบูรณ์ การเขียนโค้ดที่มีความซับซ้อนนั้นจะไม่จำเป็นอีกต่อไป

ถ้าองค์กรมีการใช้งาน Low-Code Platform อยู่แล้ว องค์กรเหล่านี้ก็จะสามารถผลักดันให้นักพัฒนาที่มีประสบการณ์ที่แตกต่างกันให้เข้าใจถึงความสามารถของ Low-Code Platform เพื่อเร่งความเร็วในการพัฒนา Software และการตอบโจทย์ความต้องการทางธุรกิจให้เร็วขึ้นได้ ระบบ Low-Code Platform ยังสามารถทำให้นักพัฒนาที่เขียนโค้ดไม่ได้นั้นสามารถสร้าง Application ได้ด้วยความสามารถที่ตนเองมีอยู่ และทำให้นักพัฒนาที่มีประสบการณ์สามารถเข้ามาช่วยพิจารณาและปรับปรุงระบบจนสมบูรณ์ได้ ทำให้เกิดการถ่ายงานกันได้อย่างราบรื่น

#2: Low-Code จะถูกมองว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการทำ Digital Transformation ให้เกิดขึ้นจริง

เมื่อ Digital Transformation ได้กลายเป็นวาระหลัก เหล่าธุรกิจองค์กรนั้นต่างก็ถูกบังคับให้ต้องใช้กลยุทธ์ทางด้านเทคโนโลยีและคว้าโอกาสทางด้าน Digital เอาไว้ให้ได้ ซึ่งองค์กรนั้นก็มักจะมีแผนที่จะปรับปรุงการทำงานให้ดีขึ้นในทุกแง่มุม ตั้งแต่กระบวนการทำงานทั่วไป ไปจนถึงการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้า อย่างไรก็ดี องค์กรนั้นก็ต้องการตัวกลางที่จะช่วยเปลี่ยนไอเดียเหล่านี้ให้กลายเป็นจริงขึ้นมาได้

ด้วยเหตุนี้เอง ความเร็วในการเปลี่ยนแปลงจึงเป็นสิ่งสำคัญ และองค์กรก็ควรจะพิจารณาการใช้งานระบบ Low-Code Platform ที่จะช่วยให้ธุรกิจสามารถพัฒนา Application ได้อย่างรวดเร็ว โดยที่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับแต่ละโครงการนั้นมีความรู้สึกร่วมในการเป็นเจ้าของผลงานอย่างเต็มที่ ระบบเหล่านี้จะกำจัดงานด้านการเขียนโปรแกรมเชิงลึกออกไป รวมถึงยังลดปัญหาด้านความเข้ากันได้ของอุปกรณ์, การเพิ่มขยายระบบ และงานอื่นๆ ที่ต้องใช้เวลามากซึ่งเคยต้องเผชิญในการพัฒนา Software แบบเดิม ทั้งหมดนี้ทำให้องค์กรมีเวลาและมีทรัพยากรในการสร้างสรรค์นวัตกรรมมากขึ้น และทำให้การทำ Digital Transformation เป็นไปได้อย่างราบรื่นยิ่งขึ้น

#3: AI จะช่วยเสริมศักยภาพให้กับนักพัฒนาทั้งกลุ่มที่เขียนโค้ดและไม่เขียนโค้ด

AI นั้นกลายเป็นสิ่งที่สร้างความแตกต่างในการแข่งขันของธุรกิจในทุกวันนี้ รวมถึงในระบบ Low-Code ที่ AI สามารถช่วยในกระบวนการการพัฒนา Software ได้ด้วยเช่นกัน โดย AI นั้นจะช่วยให้นักพัฒนาทั้งแบบดั้งเดิมและแบบที่ไม่เขียนโปรแกรมสามารถเสริม AI เข้าไปในระบบ Application ได้อย่างมั่นใจ และไม่ต้องมีประสบการณ์ทางด้าน Data Science มาก่อน อีกทั้งยังทำให้นักพัฒนาแบบดั้งเดิมได้รับทราบความคิดเห็นและมุมมองทางด้านปัญหาที่อาจเกิดขึ้นภายในระบบ Application ได้อย่างรวดเร็ว ทำให้สามารถหลีกเลี่ยงปัญหาเชิงประสิทธิภาพและข้อมูลที่อาจเกิดขึ้นได้ทันท่วงที สำหรับนักพัฒนาที่ไม่สามารถเขียนโปรแกรมได้นั้น AI จะช่วยแนะนำโดยการวิเคราะห์และนำเสนอแนวทางในระหว่างที่ทำการพัฒนาโปรแกรม นอกจากนี้ AI ยังสามารถช่วยให้องค์กรทำงานแบบอัตโนมัติด้วยการสร้างระบบ Self-Service ที่ผู้ใช้งานสามารถโต้ตอบได้ด้วยข้อความหรือเสียงได้ ทำให้การให้บริการลูกค้าและการนำเสนอรบริการอื่นๆ ดีขึ้น ตัวอย่างเช่น Chatbot ของธนาคารที่ถูกใช้ในการป้อนข้อมูลของลูกค้าโดยอัตโนมัติ เป็นต้น

#4: กลยุทธ์ด้าน Low-Code ในระดับองค์กรและระดับของฝ่าย IT จะเกิดขึ้น

ที่ผ่านมา การใช้งาน Low-Code นั้นมักเป็นไปในเชิงยุทธวิธี โดยแต่ละฝ่ายในธุรกิจนั้นอาจหันมาใช้ Low-Code Platform เพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะทางบางประการ แต่เมื่อความต้องการนั้นมีความซับซ้อนมากขึ้น ธุรกิจองค์กรเหล่านี้ก็จะพบว่าระบบนั้นมีข้อจำกัดและไม่สามารถตอบสนองต่อทุกความต้องการของธุรกิจองค์กรได้

การนำกลยุทธ์ทางด้าน Low-Code มาใช้งานในระดับองค์กรนั้นจะเกิดขึ้นมาเพื่อให้การสร้างนวัตกรรมเป็นไปได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้นในขณะที่ยังคงรักษามาตรฐานด้านคุณภาพ, ความมั่นคงปลอดภัย และการทำ Compliance ในระดับธุรกิจองค์กรได้อย่างครบถ้วน อย่างไรก็ดี องค์กรควรจะต้องระมัดระวังว่าจะเริ่มต้นใช้กลยุทธ์ทางด้าน Low-Code อย่างไร และต้องรับรู้อยู่เสมอด้วยว่ารากฐานที่มั่นคงปลอดภัยที่สุดก็คือระบบ Low-Code Platform ที่ถูกออกแบบมาสำหรับรองรับงานในระดับธุรกิจองค์กร ที่สามารถเพิ่มขยายและปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงขององค์กรได้อยู่เสมอ

#5: ธุรกิจจะเริ่มวางใจใช้ Low-Code ในการสร้างระบบ Application สำคัญทางธุรกิจมากขึ้น

องค์กรจำนวนไม่น้อยได้เริ่มใช้ Low-Code Platform ในการสร้าง Application หลากหลายรูปแบบ แต่บางองค์กรก็ยังไม่กล้าที่จะใช้ Low-Code สำหรับระบบ Application สำคัญของธุรกิจองค์กรจากปัจจัยที่หลากหลาย เช่น ความสามารถในการเพิ่มขยาย, การบริหารจัดการงานต่างๆ และความสามารถด้านความมั่นคงปลอดภัย, การทำ Compliance และการรองรับธุรกรรมปริมาณมหาศาล

เราเข้าใจว่าการนำโซลูชันด้าน Low-Code มาใช้งานนั้นอาจน่ากลัวได้ในบางครั้ง อย่างไรก็ดี องค์กรควรจะต้องถามว่าระบบ Low-Code Platform ที่มีแผนในการนำมาใช้งานนั้นจะสามารถรองรับสิ่งต่างๆ เหล่านี้ได้ โดยต้องมีการตรวจสอบความสำเร็จของลูกค้าที่ผ่านมาในแง่มุมที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงที่กังวลและการยืนยันให้ชัดเจนถึงความสามารถของระบบเพื่อให้มั่นใจได้ว่าระบบจะสามารถตอบรับต่อความต้องการขององค์กรได้เป็นอย่างดี

โดยสรุปแล้ว Low-Code สามารถช่วยให้ธุรกิจองค์กรตอบรับต่อความต้องการในการเขียนโปรแกรมและการพัฒนา Software ได้อย่างรวดเร็ว และยังช่วยลดภาระอันใหญ่หลวงที่มักจะมาพร้อมกับการพัฒนาโปรแกรมเองทั้งหมดตั้งแต่เริ่ม ทำให้การพัฒนา Software นั้นกลายเป็นงานที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ความสามารถเหล่านี้เองที่ทำให้ Low-Code Platform กลายเป็นระบบที่มีประโยชน์ต่อการพัฒนา Application เมื่อธุรกิจองค์กรนั้นเติบโตต่อไปอย่างต่อเนื่อง

คลิกที่นี่เพื่อดาวน์โหลดรายงาน InfoBrief ฉบับเต็ม สำหรับผู้ที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรายงานฉบับนี้หรือ OutSystems กรุณาติดต่อคุณ Penny ที่ปรึกษาของเราได้ที่ penny.khaonongbua@outsystems.com, Mobile/Line: 0896626597 หรือติดต่อผ่านพันธมิตรทางธุรกิจของเราในประเทศไทยได้ที่ https://www.outsystems.com/partners/list/

นอกจากนี้ เรายังเปิดรับพันธมิตรใหม่ในโครงการ OutSystems Partner Program เพื่อร่วมกันสร้างระบบนิเวศด้าน Low-Code ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในประเทศไทยอีกด้วย

from:https://www.techtalkthai.com/software-development-with-20-20-vision-by-outsystems/

[Guest Post] “kintone” ระบบฐานข้อมูลที่จะช่วยให้ความสำเร็จของคุณอยู่ใกล้แค่เอื้อม

“kintone” เครื่องมือสำหรับการทำงานในองค์กรแบบ all-in-one ที่จะช่วยให้คุณทำงานกันเป็นทีมได้อย่างสะดวกมากยิ่งขึ้น โดยทำหน้าที่เปรียบเสมือนระบบศูนย์กลางเพื่อให้สมาชิกในทีมสามารถแชร์ข้อมูลร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพียงแค่ใช้ฟังก์ชั่น Drag & Drop ง่ายๆ ก็จะสามารถช่วยเปลี่ยนการทำงานแบบฟอร์มที่เป็นเอกสารต่างๆ ให้เป็นแบบฟอร์มออนไลน์บน Web Application ได้

หากคุณกำลังประสบกับปัญหาเหล่านี้อยู่?

  1. การทำงานจาก Excel เกิดความผิดพลาดบ่อยครั้งเนื่องจากมีข้อมูลมากเกินไป
  2. ไม่สามารถติดตามสถานะหรือขั้นตอนการดำเนินการได้
  3. ข้อมูลจากการทำงานไม่สามารถส่งต่อกันได้
  4. การทำงานเกิดการล่าช้าเนื่องจากใช้เอกสารจากกระดาษมากเกินไป

kintone จะสามารถช่วยพัฒนาองค์กรของคุณได้อย่างไร?

  1. ช่วยให้พนักงานสามารถทำงานกับทีมได้อย่างง่ายดาย
    • ด้วยคอนเซปที่ว่า ทำงานได้ทุกที่ ทุกเวลา ทุก device
  2. ช่วยให้ประหยัดเวลาในการทำงาน ส่งผลให้การทำงานเป็นไปอย่างรวดเร็ว
    • ประหยัดเวลาในการทำงานได้มาก เช่น ไม่ต้องเสียเวลาไปกับการหา file ต่าง ๆ ที่เก็บไว้ อยากได้ข้อมูลเกี่ยวกับอะไรก็สามารถ search หาได้เลย
  3. ผลงานหรือการสรุปงาน สามารถแสดงผลให้เห็นได้เลยโดยไม่ต้องสร้างเอง
    • มี template สำเร็จรูปสำหรับการใช้งานมากกว่า 100+ templates
    • สามารถลด human error ได้
  4. เป็น Collaboration tool ที่ถูกมาก
    • ไม่ต้องมี server / ไม่ต้องลงทุนกับระบบแพงๆ / และไม่ต้องจ้าง programmer
    • โดยที่ค่าใช้จ่ายทั้งหมดจะอยู่ที่ประมาณแค่ 10% เมื่อเทียบกับระบบทั่วไป

ชมวีดีโอ Concepts การใช้งาน kintone ได้ที่นี่

สำหรับผู้ที่สนใจและต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อทีมงาน Material Automation (Thailand) Co., Ltd. ได้ที่ โทร. 02-261-5100 | E-mail: mat_marketing@mat.co.th | Website: https://www.mat.co.th/kintone-lp/

from:https://www.techtalkthai.com/kintone-business-all-on-one-web-application-by-material-automation/

เปลี่ยนประสบการณ์การทำงานและการให้บริการ ผสานข้อมูล Location ภายในอาคารเข้ากับ Application ของธุรกิจและองค์กร

“ประสบการณ์” ได้กลายเป็นประเด็นสำคัญที่หลายๆ ธุรกิจเริ่มหยิบยกมาเป็นประเด็นแข่งขันเพื่อเอาชนะใจลูกค้าด้วย Customer Experience ไปจนถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานในองค์กรเองก็ตามที ซึ่ง Aruba ผู้นำทางด้านระบบเครือข่ายสำหรับธุรกิจองค์กรเองนั้น ก็ได้มีลูกค้าทั่วโลกมากมายที่ทำการเปลี่ยนประสบการณ์ทั้งสำหรับลูกค้าและพนักงานภายในองค์กร ด้วยการนำข้อมูล Location หรือตำแหน่งภายในอาคารมาประยุกต์ใช้ เพื่อสร้างประสบการณ์รูปแบบใหม่ให้กับสินค้า, บริการ และกระบวนการในการทำงานต่างๆ ให้ดียิ่งขึ้นในมุมที่หลายคนอาจคิดไม่ถึงกันมาก่อน

GPS ตอบโจทย์ภายนอกอาคารได้ดี แต่ไม่ดีพอสำหรับตอบโจทย์การใช้งานภายในอาคาร

หากพูดถึงประเด็นเรื่องข้อมูลตำแหน่งแล้ว หลายๆ คนก็คงจะนึกถึง GPS ซึ่งเป็นเทคโนโลยีระบุตำแหน่งที่ถูกใช้งานใน Smartphone และ Tablet ทั่วโลกร่วมกับ Application แผนที่ของค่ายต่างๆ เพื่อนำทางให้เราเดินทางไปถึงจุดหมายปลายทางได้อย่างแม่นยำ ไม่ต้องหลงทางเหมือนอย่างในอดีตกันอีกต่อไป

อย่างไรก็ดี ในการใช้งานจริงนั้นหลายๆ ครั้ง GPS เองก็ยังถือว่าไม่แม่นยำมากพอที่จะนำมาใช้ในบางกรณี ตัวอย่างเช่น การนำทางภายในอาคารที่มีหลายชั้นหรือมีกำแพงหนา, การตรวจสอบตำแหน่งของอุปกรณ์หรือผู้ใช้งานที่ต้องการความแม่นยำสูง ไปจนถึงการนำไปใช้ประกอบในแคมเปญการตลาดบางรูปแบบที่ต้องมีการใช้งานข้อมูลตำแหน่งและสถานที่ของลูกค้าประกอบอยู่ด้วย

โจทย์นี้เองที่ทำให้เทคโนโลยีในกลุ่ม Location Services ซึ่งมุ่งเน้นด้านการตอบโจทย์การให้ข้อมูลระบุตำแหน่งภายในอาคารนั้นได้ถูกพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง จนมีการนำมาใช้จริงในหลากหลายธุรกิจทุกวันนี้ เพื่อสร้างประสบการณ์รูปแบบใหม่ที่ต้องอาศัยข้อมูลด้านตำแหน่งที่มีความแม่นยำสูงขึ้นมา

เปลี่ยนประสบการณ์ใหม่ ด้วยการใช้ข้อมูล Location ภายในอาคาร

ตัวอย่างของการประยุกต์ใช้ข้อมูลตำแหน่งภายในอาคารมาสร้างเป็น Application รูปแบบต่างๆ นั้นมีมากมาย เช่น

  • Application สำหรับนำทางภายในห้างสรรพสินค้า ซึ่งสามารถกดรับสิทธิพิเศษได้จากการที่ลูกค้าแวะไปเยี่ยมเยียนภายในร้านค้าที่ร่วมรายการ
  • Application สำหรับนำทางภายในสนามบิน เพื่อให้ลูกค้าหาร้านแบรนด์ต่างๆ เจอได้โดยง่าย และสามารถเดินทางไปยังเครื่องบินโดยสารได้อย่างถูกต้อง
  • Application สำหรับนำทางภายในหน่วยงานราชการขนาดใหญ่, มหาวิทยาลัย หรือโรงพยาบาล ที่ผู้ไปติดต่อใช้บริการต้องดำเนินการหลายขั้นตอนในแผนกต่างๆ ตามลำดับ
  • Application ของโรงแรม เพื่อให้แขกที่มาพักนั้นสามารถเข้าถึง Facility ต่างๆ ที่มีอยู่ภายในโรงแรมได้อย่างง่ายดาย ไม่หลงทาง พร้อมมีข้อมูลแจ้งการใช้งานส่วนต่างๆ อย่างครบถ้วน
  • Application ประกอบงานสัมมนาหรือ Exhibition เพื่อนำทางผู้ร่วมงานไปยังบูธต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ พร้อมมีข้อมูลประกอบอย่างครบถ้วน
  • Application ภายในพิพิธภัณฑ์เพื่อให้ข้อมูลต่างๆ แก่ผู้เข้าชมได้ผ่าน Mobile Application ไม่ต้องใช้เอกสารสิ่งพิมพ์กันอีกต่อไป
  • Application สำหรับติดตามเครื่องจักรที่เคลื่อนที่ได้หรือยานพาหนะภายในโรงงาน, โกดัง, ท่าเรือ
  • Application สำหรับติดตามตำแหน่งของอุปกรณ์หรือเครื่องมือราคาแพงที่ต้องใช้ภายในโรงพยาบาล
  • Application สำหรับติดตามตำแหน่งผู้ป่วยหรือเจ้าหน้าที่ภายในโรงพยาบาล
  • Application ภายในสนามกีฬาหรือพื้นที่จัดแสดงคอนเสิร์ต เพื่อนำผู้ชมไปยังที่นั่งของตนเองได้อย่างแม่นยำ และสั่งอาหารหรือสินค้าต่างๆ มาส่งได้ถึงที่นั่ง
  • ระบบติดตามตำแหน่งและเส้นทางการเดินของลูกค้าในห้างสรรพสินค้าหรือผู้มาร่วมงานสัมมนาหรือ Exhibition เพื่อนำข้อมูลไปใช้ในเชิงการตลาด

ตัวอย่างเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการประยุกต์นำข้อมูลเหล่านี้มาใช้งานเท่านั้น ซึ่งจะเห็นได้ว่าในบางกรณีนั้นก็สามารถเพิ่มยอดขายหรือสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ได้ ในขณะที่บางตัวอย่างนั้นก็เป็นการแก้ไขปัญหาทางธุรกิจที่ต้องเผชิญในแต่ละวันเพื่อให้ประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานหรือเจ้าหน้าที่นั้นมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น

ความหลากหลายของการนำข้อมูลตำแหน่งภายในอาคารไปใช้นี้ ก็นำมาซึ่งการพัฒนาเทคโนโลยีที่หลากหลายเพื่อตอบโจทย์การใช้งานรูปแบบต่างๆ กันไป และสำหรับ Aruba เองนั้น โซลูชันด้านข้อมูลตำแหน่งนี้ ก็ถูกผนวกรวมอยู่แล้วใน Aruba Location Services นั่นเอง

Aruba Location Services ตอบโจทย์ด้านข้อมูลตำแหน่งภายในอาคาร โดยมีเทคโนโลยีเครือข่ายไร้สายเป็นหัวใจสำคัญ

Credit: HPE Aruba

Aruba Location Services คือโซลูชันที่ถูกต่อยอดขึ้นมาจากเทคโนโลยีด้าน Enterprise Networking อีกชั้นหนึ่ง โดย Aruba นั้นอาศัยทั้ง Sensor ภายใน Wireless Access Point, การสื่อสารข้อมูลไร้สายในรูปแบบต่างๆ และ Sensor ที่พัฒนาขึ้นมาเอง ร่วมกับระบบ Software และบริการ Cloud เพื่อให้ภาคธุรกิจหรือองค์กรนั้นสามารถนำเทคโนโลยีเหล่านี้ไปประกอบรวมกันเป็นโซลูชันที่ตอบโจทย์ความต้องการในหลากหลายรูปแบบที่มีการใช้ข้อมูลตำแหน่งภายในอาคารเป็นหลักได้ ดังนี้

1. ส่งข้อมูลตำแหน่งภายในอาคารไปยัง Mobile Application ด้วย Aruba Beacons และ BLE ใน Access Point

Credit: HPE Aruba

Bluetooth Low-Energy หรือ BLE นั้นเป็นอีกเทคโนโลยีหนึ่งที่ถูกนำมาใช้งานในฐานะ Beacon เพื่อระบุตำแหน่งอย่างหลากหลาย โดย Mobile Application นั้นจะรับข้อมูลตำแหน่งจาก BLE เหล่านี้เพื่อนำไปประมวลผลและแสดงผลหรือเรียกข้อมูลต่างๆ ได้ตามที่กำหนดไว้ ตัวอย่างเช่น ภายในอาคารหนึ่งๆ อาจมีการติดตั้ง Beacon เอาไว้หลายจุด เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถรับข้อมูลตำแหน่งของตนเองได้จาก Beacon ที่อยู่ใกล้ และนำทางผู้ใช้งานคนนั้นไปยังจุดหมายปลายทางภายในอาคารเดียวกันนั้นได้อย่างแม่นยำ

Credit: HPE Aruba

โซลูชันของ Aruba นี้มีทั้ง Aruba Beacons ที่ทำหน้าที่เป็น Beacons สำหรับส่งข้อมูลตำแหน่งโดยเฉพาะ และ Aruba AP บางรุ่นเองก็มี Aruba Beacons อยู่ภายในให้พร้อมใช้งานได้ด้วยในตัว ซึ่งสามารถบริหารจัดการได้จากศูนย์กลาง

2. ติดตามตำแหน่งของอุปกรณ์หรือเครื่องจักรด้วย Aruba Tags

Credit: HPE Aruba

สำหรับอุปกรณ์, เครื่องจักร หรือยานพาหนะที่ใช้งานภายในอาคารนั้น หากธุรกิจใดต้องการเข้าถึงข้อมูลตำแหน่ง ก็สามารถทำการติดตั้ง Aruba Tags ซึ่งออกแบบมาให้สามารถติดตั้งบนอุปกรณ์ต่างๆ ได้อย่างแข็งแรง และส่งข้อมูลตำแหน่งผ่านระบบเครือข่ายของ Aruba ได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้การออกแบบ Application สำหรับติดตามตำแหน่งของสิ่งของได้อย่างง่ายดาย

3. สร้าง Mobile Application แบบ Low-Code ด้วย Aruba Meridian

Credit: HPE Aruba

แน่นอนว่าการสร้าง Application ใดๆ นั้นมักมีค่าใช้จ่ายที่สูงและมีความยุ่งยากในการดูแลรักษา Aruba แก้โจทย์เหล่านี้ได้ด้วย Aruba Meridian App Platform และ Aruba Meridian AppMaker ที่จะเปิดให้ผู้ใช้งานสามารถสร้าง Mobile Application บน iOS และ Android ได้โดยไม่ต้องมีความรู้ด้านการพัฒนาโปรแกรมมาก่อน ด้วยการอาศัยแนวคิดของ Low-Code Software Development ซึ่งผู้ใช้งานสามารถกำหนดหน้าจอการใช้งานและลำดับการประมวลผลข้อมูลต่างๆ ได้ด้วยตนเองอย่างง่ายดาย

4. ติดตามเส้นทางการเดินของผู้คนด้วย Aruba Analytics and Location Engine

Credit: HPE Aruba

สุดท้าย สำหรับธุรกิจที่ต้องการติดตามเส้นทางการเดินของผู้คนนั้น ก็สามารถเลือกที่จะใช้ Wi-Fi Analytics ในการติดตามเส้นทางการเดินของผู้คนได้อย่างแม่นยำ และไม่ต้องติดตั้งหรือพัฒนา Software ใดๆ เพิ่มเติมเลย ทำให้ธุรกิจสามารถมีข้อมูลการสัญจรของผู้คน และนำไปต่อยอดได้อย่างหลากหลาย ทั้งการขายข้อมูล หรือการนำเสนอข้อมูลประกอบสินค้าหรือบริการใดๆ ให้มีคุณค่ามากขึ้นได้

ทำความรู้จักเพิ่มเติมกับ Aruba Location Services

สำหรับผู้ที่สนใจในเทคโนโลยี Aruba Location Services สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.arubanetworks.com/products/location-services/

สนใจติดต่อ Aruba ได้ทันที

ผู้ที่สนใจโซลูชันระบบ Wireless LAN, LAN และ Security สำหรับองค์กร หรือต้องการทดสอบเทคโนโลยี AI สำหรับช่วยเหลือในการดูแลรักษาระบบเครือข่าย สามารถติดต่อทีมงาน Aruba ได้ทันทีที่ Email: aruba.th@hpe.com

from:https://www.techtalkthai.com/location-services-for-better-customer-experience-by-hpe-aruba/

Avalant เชิญร่วมงาน “Headstarts 2019” เติบโตในยุคดิจิทัลด้วย Low Code Platform & Partnership 26 ก.ค. 2019

บริษัท อัฟวาแลนท์ จำกัด ผู้พัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล “ONEWEB” ขอเชิญผู้บริหาร Solution Architect นักพัฒนาซอฟต์แวร์ คณะอาจารย์ นักศึกษา และผู้ที่สนใจเข้าร่วมงานสัมมนา “Headstarts 2019” ในวันที่ 26 กรกฎาคม 2562 เพื่อเตรียมความพร้อมให้องค์กรของท่านได้เติบโตได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้นในเศรษฐกิจดิจิทัล ด้วยการพัฒนาซอฟต์แวร์และระบบ Business Automation & Innovation บนแพลตฟอร์ม Low-codeโดยการผสมผสานเทคโนโลยีที่ทันสมัยในหลายส่วน เช่น RPA, Microservices, APIs, DevOps และ AI เข้ามาประกอบเป็นแพลตฟอร์มอัจฉริยะสำหรับองค์กรทุกขนาดและทุกประเภท

ภายในงาน Headstarts 2019 จะประกอบไปด้วยเนื้อหา 2 ส่วน ดังนี้

  • Main Session ที่จะพูดคุยถึงเทคโนโลยีและการนำไปประยุกต์ใช้ในองค์กรในปัจจุบัน
  • Deep Dive ที่จะพาทุกท่านไปสัมผัสกับการใช้งาน ONEWEB ในการพัฒนาซอฟต์แวร์อย่างลึกซึ้ง

*การเข้าร่วมสัมมนาในครั้งนี้ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น*

รายละเอียดงาน Headstarts 2019 

วัน: วันศุกร์ที่ 26 กรกฎาคม 2019

เวลา:

  • Main Sessions 1:00PM – 6:30PM
  • Deep Dive 8:45AM – 6.00PM

สถานที่: โรงแรม Centara Grand & Bangkok Convention Centre at Central World, ราชประสงค์ ห้อง World Ballroom ชั้น 23

กำหนดการ

ศึกษารายละเอียดกำหนดการและวิทยากรเพิ่มเติมได้ที่ https://oneweb.tech/headstarts/agenda 

ลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ฟรีทันที

สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมงาน “Headstarts 2019” สามารถ Scan QR Code เพื่อลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรี หรือเข้าไปที่เว็บไซต์ https://oneweb.tech/headstarts/

from:https://www.techtalkthai.com/avalant-headstarts-2019-oneweb/

Low-code Development Platform คืออะไร?

Low-code นั้นจะช่วยให้ธุรกิจสามารถพัฒนา Application ใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น  ทดลองใช้งานได้ฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายด้วยตัวคุณได้ได้ทันทีกับ OutSystems

Low-code นี้คือแนวคิดใหม่ที่จะช่วยให้การออกแบบและพัฒนา Software Application เป็นไปได้อย่างรวดเร็วโดยมีการเขียนโค้ดเองเกิดขึ้นน้อยที่สุด ซึ่งจะทำให้เหล่าผู้ที่มีทักษะความชำนาญในเทคโนโลยีนี้สามารถสร้างคุณค่าใหม่ๆ ให้กับธุรกิจและองค์กรได้อย่างรวดเร็วและมั่นคงยิ่งขึ้น และสามารถปรับเปลี่ยนตามความต้องการของ Business ได้อย่างรวดเร็วกว่าการพัฒนาแบบเดิมอย่างมาก ด้วยระบบหน้าจอการใช้งาน Visual Modeling สำหรับใช้ในการสร้างและกำหนดค่าการทำงานให้กับ Application ก็ทำให้เหล่านักพัฒนาสามารถข้ามขั้นตอนการวางระบบ Infrastructure พื้นฐานและการพัฒนาโมดูลพื้นฐานที่ซ้ำๆ ในแต่ละ Application ลงได้ และนำเวลาที่ได้กลับคืนมานี้มุ่งเน้นไปที่การพัฒนาส่วนสำคัญของ Application ซึ่งเป็นงาน 10% ที่สำคัญที่สุดในแต่ละโครงการพัฒนา Application ได้ทันที

ในโลกของ Software นั้น เรามักต้องอาศัยการใช้งาน Library, API และระบบต่างๆ จากผู้ให้บริการภภายนอกเพื่อให้เราสามารถมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาส่วนที่สำคัญที่ธุรกิจให้เร็วและโดดเด่นซึ่งยังไม่เคยมีมาก่อนได้ แต่แนวทางดังกล่าวนั้นก็ยังไม่เพียงพอและมักทำให้เหล่านักพัฒนาต้องเสียเวลามากอยู่ดีในการพัฒนาแบบเดิมๆ

Low-code นั้นคือกลุ่มของเครื่องมือจำนวนมากที่จะช่วยให้เหล่านักพัฒนาสามารถสร้าง Application ขึ้นมาให้พร้อมใช้งานได้ด้วยหน้าจอการทำงานแบบ Drag-and-Drop ดังนั้นแทนที่เหล่านักพัฒนาจะต้องทำงานกับโค้ดที่มีความซับซ้อนและ Syntax ต่างๆ นับหลายพันบรรทัดในแต่ละงานนั้น Low-code จะช่วยให้นักพัฒนาเหล่านี้สามารถสร้าง Application ที่มีหน้าตาทันสมัย, ทำงานร่วมกับระบบต่างๆ ได้อย่างหลากหลาย, จัดการกับข้อมูลและลำดับการทำงานของระบบได้อย่างรวดเร็วและมองเห็นผลลัพธ์ของการพัฒนาได้ทันที

โดยทั่วไปแล้ว Low-code Development Platform จะมีคุณลักษณะพื้นฐานดังนี้:

  • ระบบ Visual IDE เพื่อให้นักพัฒนาสามารถกำหนด UI, Workflow และ Data Model ของ Application ได้ รวมถึงยังสามารถแทรกโค้ดที่พัฒนาขึ้นมาเองเข้าไปได้หากต้องการ
  • เชื่อมต่อกับระบบหรือบริการเบื้องหลังได้หลากหลาย โดยจัดการกับ Data Structure, Storage และการรับส่งข้อมูลให้ทั้งหมด
  • สามารถบริหารจัดการ Application Lifecycle ได้ โดยมีเครื่องมือในการ Build, Debug, Deploy และ Maintain ระบบได้โดยอัตโนมัติทั้งในขั้นตอนของการ Test, การขึ้น Staging และการขึ้น Production

นอกเหนือไปจากความสามารถพื้นฐานเหล่านี้แล้ว ระบบ Low-code นั้นก็มักมีความแตกต่างออกไปในหลากหลายประเด็น บางระบบนั้นก็มีความสามารถที่จำกัดและสามารถทำได้เป็นเพียงแค่การนำข้อมูลในฐานข้อมูลออกมาแสดงหรือจัดการเท่านั้น ในขณะที่บางระบบนั้นอาจถูกออกแบบมารองรับธุรกิจเฉพาะทางอย่างเช่นการทำ Case Management ในขณะที่บางระบบนั้นอาจตีความคำว่า Low-code ในฐานะของเครื่องมือที่ถูกสร้างขึ้นมาเฉพาะทางและแทบไม่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา Application เลยก็เป็นได้

OutSystems นี้คือระบบ Low-code ที่มีความสามารถเพื่อช่วยให้คุณสร้าง Mobile Application และ Web Application ที่ทันสมัยและรองรับการใช้งานได้บนระบบที่หลากหลายสำหรับองค์กร พร้อมให้นำไปใช้งานได้ในทีมพัฒนาภายในองค์กรที่มีอยู่ได้ทันที โดยสามารถนำ Low-code Platform ไปพัฒนา Application ที่สนับสนุนการทำงานภายในองค์กร หรือ สร้าง Application ที่เชื่อมธุรกิจกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย และยังสามารถทำการพัฒนา Application ให้กับระบบสำคัญต่างๆ ได้มากมาย

คุณสามารถทดลองใช้งาน Low-code ได้ด้วยตัวคุณเองกับ OutSystems ทันทีโดยไม่มีค่าจ่าย โดย OutSystems ได้เตรียมระบบ Tutorial สำหรับการพัฒนา Web และ Cross-Platform Mobile Application ที่ใช้เวลาสั้นๆ ในการพัฒนาขึ้นมาเอาไว้ เพื่อให้คุณเข้าใจแนวคิดของ Low-code อย่างชัดเจนและนำไปอธิบายต่อให้ผู้อื่นเข้าใจได้อีกด้วย

Low-code เหมาะกับงานแบบไหน?

โดยทั่วไปแล้ว การพัฒนา Software แบบ Low-code นี้ก็เหมือนกับการพัฒนา Software ด้วยวิธีการอื่นๆ ยกเว้นว่าคุณจะเป็นคนที่ชอบเขียน Machine Code ขึ้นมาเองเท่านั้น ดังนั้นถ้าคุณไม่ใช่นักพัฒนาสายนั้น คุณก็ต้องเคยใช้สิ่งที่คนอื่นพัฒนาขึ้นมาก่อนเพื่อช่วยให้ทำงานเสร็จเร็วขึ้นมาบ้างอยู่แล้ว

ด้วยการใช้ Low-code นั้น ก็จะมีงานหลายส่วนที่คุณไม่ต้องทำเองเพิ่มขึ้นมามากมาย ตัวอย่างเช่น แทนที่คุณจะต้องพัฒนาระบบ User Management ซึ่งคุณต้องทำในทุกๆ โครงการอยู่แล้ว หรือต้องคอยรับมือกับความเฉพาะทางของ Programming Framework ล่าสุดที่เลือกใช้ทุกครั้ง หรือต้องเขียน Test 10 ชุดสำหรับแต่ละบรรทัดในโค้ดของคุณ คุณก็สามารถข้ามขั้นตอนเหล่านี้และมุ่งพัฒนาสิ่งใหม่ๆ ที่จะสร้างคุณค่าใหม่ๆ ให้กับธุรกิจ ขึ้นมาได้ทันที ทำไมคุณต้องเขียนโค้ดใหม่ทุกครั้งในเมื่อมันเป็นปัญหาที่เคยมีคนแก้มาก่อนแล้วและมีรูปแบบที่ตายตัวชัดเจนด้วยล่ะ?

มาลองเปรียบเทียบกันดูว่า Application หนึ่งๆ ที่ใช้ Web Framework ทั่วๆ ไปในการพัฒนา กับการใช้ Low-code ในการพัฒนานั้นจะมีขั้นตอนหรือกระบวนการที่แตกต่างกันอย่างไรบ้าง

กระบวนการในการพัฒนา Application แบบดั้งเดิม ไม่ว่าคุณจะใช้ .NET MVC, Spring Boot หรือ Ruby on Rails คุณและทีมงานของคุณก็ต้องผ่านขั้นตอนดังนี้:

  1. ทำความเข้าใจกับ Requirement ของระบบ
  2. ออกแบบสถาปัตยกรรมของระบบ
  3. เลือกใช้ Back-end Framework, Library, Data Store และ Third-party API
  4. เลือกใช้ Front-end Framework และหวังว่ามันจะไม่ตกรุ่นจนเลิกสนับสนุนก่อนที่คุณจะพัฒนาเสร็จ
  5. เลือก Deployment Stack, ตั้งระบบ CI และกำหนดแผนการทำงาน
  6. สร้าง Wireframe และ Prototype
  7. เขียนโค้ดในส่วนของ UI ด้วย JavaScript Framwork ที่เลือกมา
  8. เขียน Test จำนวนมหาศาล
  9. กำหนด Model และผูกโมเดลเหล่านั้นเข้ากับ Data Store
  10. กำหนด Business Logic ที่ต้องการและโค้ดมันขึ้นมา
  11. สร้าง View สำหรับให้ส่งและรับข้อมูลแบบ JSON ที่จำเป็นเพื่อเชื่อมต่อกับ Front-end ที่พัฒนาขึ้นมา
  12. พัฒนา Workflow และ UI ที่ต้องการขึ้นมาบน Front-end Framework
  13. ผสานระบบเข้ากับ Third-party API ด้วย Interface ที่มีให้หรือถ้าโชคดีก็อาจมี Library ให้พร้อมใช้ได้ทันทีในภาษาที่คุณเลือกใช้
  14. ทำขั้นตอนเหล่านี้ซ้ำไปเรื่อยๆ จนกว่าจะ Test ผ่าน
  15. ทำการทดสอบด้านความมั่นคงปลอดภัย, ประสิทธิภาพ, คุณภาพ และทำ User Acceptance
  16. ติดตั้งใช้งาน, อัปเดตแก้ไข, ดูแลรักษา และอัปเดตความสามารถใหม่ๆ จนกระทั่ง Application ถูกสั่งให้เลิกพัฒนา

กระบวนการในการพัฒนาแบ Low-code ด้วยระบบ Low-code ขั้นตอนในการพัฒนาจะเป็นดังนี้:

  1. พิจารณาความต้องการของระบบ
  2. เลือก Third-party API ที่ต้องการใช้งาน
  3. วาด Workflow, Data Model และ User Interface ด้วยระบบ Visual IDE
  4. เชื่อมต่อ API ซึ่งโดยมากมักจะมาพร้อมกับการค้นหาความสามารถของ API โดยอัตโนมัติ
  5. ถ้าต้องการ ก็สามารถเพิ่มโค้ดที่พัฒนาขึ้นเองเข้าไปยัง Front-End หรือจัดการแก้ไข SQL Query ที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยอัตโนมัติเองได้
  6. ทดสอบ User Acceptance
  7. ติดตั้งใช้งานระบบ และทำการอัปเดตใหม่ๆ ด้วยการคลืกเพียงครั้งเดียว

จะเห็นได้ว่าขั้นตอนในการพัฒนาด้วย Low-code นั้นเหลือเพียงแค่ 7 ขั้นตอนเท่านั้นจากเดิมที่มีมากถึง 16 ขั้นตอน

ระบบ Low-code นั้นเข้าใจเป็นอย่างดีว่าเวลาส่วนใหญ่ที่ใช้ในการพัฒนาโปรแกรมสำหรับ Web และ Mobile Application นั้นก็มักเป็นการแก้ไขโจทย์เดิมซ้ำๆ ซึ่งคุณก็ไม่จำเป็นที่จะต้องแก้โจทย์เดิมๆ ทุกครั้งที่เริ่มต้นโครงการใหม่ๆ เนื่องจาก Low-code นั้นจะช่วยให้เราสร้าง Application ขึ้นมาได้อย่างง่ายดายด้วยระบบพื้นฐานที่ผ่านการทดสอบมาแล้วเป็นอย่างดี และทำให้เราโฟกัสไปกับการสร้างคุณค่าใหม่ๆ ให้กับโลกใบนี้ได้แทน

Low-code จะช่วยให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ในปลายทางแล้ว Low-code นั้นคือแนวทางที่จะทำให้นักพัฒนาสามารถทำงานได้มากขึ้น ด้วยระบบ Low-code คุณสามารถใช้เวลาในการสร้างและทำงานซ้ำๆ ได้โดยใช้เวลาน้อยลง ซึ่งถึงจะเป็นที่รู้กันดีว่าการได้เรียนรู้ JavaScript Framework ล่าสุดหรือการได้ใช้ NoSQL ล่าสุดนั้นเป็นเรื่องที่สนุก แต่ในระหว่างที่คุณต้องใช้เวลาในการแก้ไขบั๊กบนโค้ดที่คุณไม่คุ้นเคยอยู่นั้น คู่แข่งของคุณก็อาจแย่งลูกค้าของคุณไปแล้วก็เป็นได้

Low-code นั้นไม่ได้ทำให้คุณค่าของเหล่านักพัฒนาลดน้อยลงแต่อย่างใด แต่ Low-code นั้นจะช่วยให้ทีมของเหล่านักพัฒนาสามารถสร้างคุณค่าใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้นกว่าเดิม ในขณะที่ยังคงสามารถสร้างสรรค์ Web และ Mobile Application ใหม่ๆ ที่มีคุณภาพสูงขึ้นมาได้ด้วย

ผู้ที่สนใจเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ Low-code และ OutSystems สามารถติดต่อที่ปรึกษาของ Outsystems ในประเทศไทยได้ที่คุณ Penny penny.khaonongbua@outsystems.com, Mobile/Line: 0896626597 หรือ Certified Partner ในประเทศไทยทั้งหกรายประกอบด้วย SSC Integration Co., Ltd., G-ABLE Co., Ltd., Virtual Link Solutions (VLink), Datapro Computer Systems Co.Ltd., CTC Global (Thailand) Ltd., Stream I.T. Consulting Ltd. หรือ ทดลองใช้งาน OutSystems ด้วยตัวคุณเองได้ฟรีๆ

from:https://www.techtalkthai.com/what-is-low-code-development-platform-by-outsystems/