คลังเก็บป้ายกำกับ: LINE

LINE ประกาศรวม LINE Official Accounts กับ LINE@, เพิ่มฟีเจอร์ให้แชทบ็อต

LINE Developer Thailand ประกาศการเปลี่ยนแปลงแพลตฟอร์มฝั่งร้านค้าและแชทบ็อตใหม่ภายใต้แนวคิด Redesign โดยการเปลี่ยนแปลงอย่างแรกคือการรวมแพลตฟอร์ม LINE Official Accounts ที่เดิมมีไว้สำหรับธุรกิจขนาดใหญ่และ LINE@ สำหรับธุรกิจขนาดกลางและเล็กเข้าด้วยกันเป็นแพลตฟอร์มเดียวคือ LINE Official Accounts

No Description

LINE Official Accounts ใหม่จะมีฟีเจอร์และ API ของทั้งสองแพลตฟอร์มเดิมรวมอยู่ด้วยกันหมด รวมถึงมาพร้อมกับระบบ CMS ใหม่ที่ปรับการใช้งานให้สะดวกขึ้น ดูข้อมูลง่ายขึ้น

No Description

No Description

ส่วนย้ายการแพลตฟอร์มเดิมมายังแพลตฟอร์มใหม่ ทาง LINE จะเริ่มแจ้งเตือนให้เจ้าของบัญชีเริ่มไมเกรทราวเดือนพฤษภาคมนี้ ซึ่งแอปก็จะมีการเปลี่ยนมาใช้งานเป็นแอป LINE Official Accounts แอปเดียวแทน ซึ่งตอนนี้ฝั่งแอนดรอยด์ดาวน์โหลดได้แล้วจาก Play Store ส่วน iOS จะตามมาในเร็วๆ นี้ ขณะที่ LINE@ เดิมก็จะหายไปจากสโตร์เร็วๆ นี้และใช้งานได้ถึงแค่กันยายนนี้เท่านั้น

No Description

นอกจากนี้แชทบ็อตก็มีการเปลี่ยนแปลงฟีเจอร์อย่างการสามารถเลือกปรับโหมดระหว่าง Chat Mode ที่แอดมินจะสามารถเลือกไปตอบลูกค้าเองได้ ทั้งแบบแชทเดี่ยวและกลุ่ม และ Bot Mode ที่ให้แชทบ็อทเป็นผู้ตอบ โดย 2 โหมดนี้ไม่สามารถเปิดพร้อมกันได้ แต่สามารถสลับไปสลับมาได้ตลอดเวลา นอกจากนี้บัญชีที่ต้องการจะสร้างแชทบ็อท ตอนนี้ LINE เปิด API ให้รับเพื่อนได้เกิน 50 คนแล้วด้วย

ส่วนราคาแพ็คเกจใหม่ของ LINE Official Accounts ยังคงเริ่มต้นฟรีเหมือนเดิมและส่งข้อความได้ 500 ข้อความ ส่วนแพ็คเกจ Basic และ Pro จะอยู่ที่ 500 และ 1,500 บาทตามลำดับ

No Description

ที่มา – LINE Developer

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/109244

LINE แอนดรอยด์แปลงภาพเป็นข้อความได้แล้ว

แอปพลิเคชัน LINE บนแอนดรอยด์ออกอัปเดต เพิ่มความสามารถในการแปลงตัวอักษรในภาพ ให้กลายเป็นข้อความได้แล้ว สามารถคัดลอก ส่งต่อ หรือแปลภาษาได้ทันที

การช้้งาน เพียงแตะดูรูปภาพที่อยู่ในแชตตามปกติ มุมบนซ้ายของจอจะปรากฏปุ่มใหม่เป็นไอคอนอักษร [T] ขึ้นมา ให้แตะที่ปุ่มดังกล่าว ระบบจะเริ่มสแกนหาตัวอักษรในภาพ แล้วจึงไฮไลท์เป็นกรอบไว้ เราสามารถแตะที่ข้อความที่ต้องการ (หรือลากนิ้วหากจะเลือกหลายข้อความ) เพื่อคัดลอก แปลภาษา หรือนำไปพิมพ์ต่อในหน้าแชตได้ทันที

ฟีเจอร์แปลงตัวอักษรในภาพเป็นข้อความ รองรับการสแกนข้อความในภาษาไทย อังกฤษ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี และอินโดนีเซีย และรองรับการแปลไปยังภาษาอังกฤษเพียงภาษาเดียว

สำหรับฟีเจอร์แปลงตัวอักษรหรือ OCR นี้ เปิดให้บริการบนแอปพลิเคชัน LINE บนคอมพิวเตอร์ทั้งแมคและวินโดวส์มาก่อนแล้วเมื่อปลายปีที่แล้ว ส่วนใน iOS คาดว่าจะตามมาในไม่ช้า

บทความ LINE แอนดรอยด์แปลงภาพเป็นข้อความได้แล้ว มีต้นฉบับอยู่ที่ Thai App Update.

from:https://thaiappupdate.com/2019/04/13512/

Facebook, Google และบริษัทเทคยักษ์ใหญ่ทำอย่างไรถึงไม่ต้องเสียภาษี? ประเทศต่างๆรับมืออย่างไร?

ปัจจุบันหลายประเทศรวมถึงไทยเรา มีการเพ่งเล็งเหล่าผู้ให้บริการเนื้อหาแบบแบบไม่มีเครือข่ายของตัวเองหรือที่เรียกกันว่า Over-the-Top (OTT) ซึ่งส่วนมากมักจะเป็นบริษัทเทคโนโลยีข้ามชาติชื่อดัง ไม่ว่าจะเป็น Facebook – YouTube – LINE – Netflix หรือ Spotify เพราะบริษัทเหล่านี้ถูกมองว่าเลี่ยงภาษีที่ควรจะจ่ายหลายแสนล้านบาท วันนี้เราจะมาสรุปเรื่องราวเพิ่มเติมให้เพื่อนๆเห็นภาพกัน

Tech Firms ชั้นนำ กับภาษีที่ไม่ถึงกับเลี่ยง แค่หลบๆ

อันที่จริงประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นปัญหาที่เกิดกับบรรดารัฐบาลของหลากหลายประเทศทั่วโลก ที่สื่อออนไลน์ หรือ บริษัทเทคฯชั้นนำของโลกเข้าไปเปิดให้บริการ ไม่ว่าจะเป็น Apple – Google – Facebook – หรือ Amazon ก็ผ่านข่าวลือ ข่าวฉาวเรื่องกรณีการหลีกเลี่ยงภาษีกันมาแล้วทั้งนั้น หนักหน่อยก็ Google ที่ช่วงปีหลังๆเห็นว่าทำเอารัฐบาลชาติพัฒนาแล้วอย่างญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และเจ้าของสัญชาติอย่างอเมริกาเอง สูญเสียเงินได้จากภาษีไปหลายแสนล้านบาทเลยทีเดียว 😆 เพราะฉะนั้น แน่นอนว่า ไม่ใช่แค่กสทช.บ้านเราที่รู้สึกว่าสูญเสียเงินได้ไปจากการให้บริการของธุรกิจกลุ่มนี้จนต้องพยายามวางแนวคิด หรือ กฏหมายออกมาเพื่อปรับใช้ให้ทันกับรายได้อันมหาศาลของบริการเหล่านี้

ตัวอย่างเช่น รัฐบาลอังกฤษในปี 2015 พบว่า Google เสียภาษีราวๆ 625 ล้านบาท Apple เสียภาษีราวๆ 600 ล้านบาท Amazon เสียภาษีราวๆ 500 ล้านบาท และ Facebook แสบสันเสียภาษีที่ราวๆ 2 แสนบาทเท่านั้น ทั้งๆที่ 4 ยักษ์นี้รวมกันทำรายได้เอาไว้ในประเทศอังกฤษกว่า 1 ล้านล้านบาทเลยทีเดียว  😯  นั่นเป็นที่มาของกฏหมายที่ชาวอังกฤษเรียกกันว่า Google Tax กับความพยายามบังคับเก็บภาษีรายได้ให้อยู่ในประเทศสำหรับ บริการกลุ่มนี้ที่ราวๆ 25% นั่นเอง



ตัวอย่างใบเสร็จจาก Google, Facebook, Adobe ที่ต่างมีออฟฟิศในไทย  แต่ถ้าใครใช้บริการจะเห็นว่ากลับออกมาให้เป็นบริษัทในต่างประเทศซะงั้น

รายได้รัฐที่หายไป กลายเป็น “รายได้เขย่ง” ไปโผล่อีกรัฐหนึ่งซะอย่างงั้น

สำหรับวิธีการของบริษัทข้ามชาติพวกนี้ ค่อนข้างก้ำกึ่งว่าจะเป็นการเลี่ยงภาษีหรือไม่ อาจขึ้นอยู่กับนิยามของกฏหมายเทคนิคของแต่ละชาติว่าจะละเอียดมากพอที่จะครอบคลุมไปทำให้ การโยกย้ายรายได้ หรือ ตัวเลขทางบัญชี จากการให้บริการในประเทศไปเป็นรายได้ของบริษัทในเครือของอีกชาติหนึ่งได้หรือไม่ เพราะอย่างที่เป็นปัญหากันอยู่ก็คือ รายได้ของบริษัทข้ามชาติชั้นนำที่มีลักษณะการให้บริการแบบ cloud หรือบนสื่ออนไลน์ทั้งหลายนั้น ถูกโยกย้ายโดยออกบิลหรือค่าบริการให้เงินได้ไปอยู่ที่ประเทศปลายทางซึ่งมีอัตราการจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ต่ำมาก อย่างเช่น ไอร์แลนด์ หรือ สิงคโปร์ ที่มีการจัดเก็บภาษีที่ต่ำเพียง 12.5% และ 17% ตามลำดับ (ประเทศไทยอยู่ที่ 20%)

  • ประเทศกลุ่มที่มีปัญหา มีการจัดเก็บภาษีที่อัตรา 20 – 30%
  • ประเทศปลายทาง มีการจัดเก็บภาษีที่อัตรา 12.5 – 17%

เหล่า Tech Giants ข้ามชาติพวกนี้มีวิธีการยอดฮิตคือ ใช้ชื่อบริษัท/นิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นในประเทศปลายทาง แล้วออกบิลเพื่อเป็นการให้บริการจากประเทศปลายทางนั้นๆ ซึ่งทำให้รายได้เกิดขึ้นนอกประเทศที่เกิดทราฟฟิกหรือการใช้บริการกันจริงๆ เช่น เรานั่งดูสตรีมมิ่ง กันอยู่ที่ประเทศไทย ดูคอนเท้นต์ก็ของไทย จ่ายด้วยบัตรเครดิตไทย แต่บางที ดันเป็นการให้บริการจากประเทศสิงคโปร์ซะอย่างนั้น กรณีแบบนี้ทำให้ประเทศที่เกิดการบริโภคบริการประเภทนี้เสียประโยชน์จากรายได้ทางภาษีเป็นอย่างมากนั่นเอง

อย่างไรก็ดีเรื่องของภาษี แม้ว่าจะหลบเลี่ยงสักเท่าไหร่ แต่มันก็เป็นเหมือนระเบิดเวลาที่รอวันแตก เพราะในหลายประเทศก็เริ่มไหวตัวพร้อมออกมาตรการในการจัดเก็บภาษีจากบริษัทเหล่านี้ดังที่กล่าวไปข้างต้น รวมถึงการเก็บย้อนหลังซึ่งคิดเป็นเงินจำนวนมหาศาล ซึ่งถ้าใครติดตามเรื่องนี้ก็จะทราบว่าเหล่า Tech Giant ต่างอ่วมกันไม่น้อยเหมือนกัน แต่ก็ต้องยอมจ่าย เพราะรายได้จากกลุ่มประเทศเหล่านี้มีจำนวนที่สูงเกินกว่าที่จะเสียไปได้นั่นเอง ซึ่งในภูมิภาคเราก็เพิ่งมีอินโดนีเซียที่ประสบความสำเร็จในการตกลงเรื่องภาษีกับ Google ซึ่งกวาดเงินเข้ารัฐไปได้กว่าหมื่นล้านบาทเลยทีเดียว

สาเหตุไทยปิ๊งไอเดีย เมื่อเก็บภาษีไม่สำเร็จ ก็เก็บค่าใช้ data ซะเลยสิ

ย้อนกลับมามองที่ประเทศไทย หากเราพยายามทำความเข้าใจกับไอเดียสุดบรรเจิดของภาครัฐ 😀 อย่างที่ กสทช. เล็งจะเก็บค่าธรรมเนียมจากปริมาณเดต้าของผู้ให้บริการ OTT ทั้งหลายนั้น จึงอาจพอเข้าใจที่มาที่ไปได้ว่า เป็นเพราะรูปแบบการให้บริการโดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีและออนไลน์ที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลาจนกฏหมายที่ใช้กันมานั้นครอบคลุมไม่มากพอ ไม่สามารถไปบังคับใช้ได้เลย เช่น หากเรามองเฉพาะแค่มูลค่าสัดส่วนการซื้อโฆษณาของคนไทยผ่าน Google – Facebook – LINE – YouTube ช่วงปีที่ผ่านมาก็กินมูลค่าไปกว่า 9,000 ล้านบาทแล้ว โดยที่บริษัทพวกนี้มีเพียงสำนักงานสาขาที่ดูแลและจัดการเรื่องบริการไม่ใช่เป็นแหล่งเรียกรับรายได้เพื่อการเสียภาษีแต่อย่างใด ซึ่งอาจเป็นการส่งผลในระยะยาวที่รัฐจะสูญเสียโอกาสไปเรื่อยๆ ทั้งๆที่ธุรกรรมจริงของการให้บริการอยู่ในประเทศไทย แต่เม็ดเงินกลับไหลออกไปที่อื่น

กดอ่านต่อ กสทช. เล็งเก็บเงิน Facebook – YouTube – LINE – Netflix ใครไม่จ่ายจะถูกจำกัดสปีด สตรีมได้ไม่เต็มคุณภาพ

ปัจจุบันในไทยจึงมี 2 หน่วยงานหลัก ที่พยายามศึกษาถึงความเป็นไปได้ รวมถึงข้อดี – ข้อเสียของการออกมาตรการทางกฏหมายออกมาดูแลเรื่องนี้ นั่นคือ กรมสรรพากรที่กำลังจัดทำร่างกฏหมายจัดเก็บภาษีธุรกิจกลุ่มนี้ โดยอิงหลักการเดียวกันกับ Google Tax – Netflix Tax ของทางยุโรปที่ยึดเอาหลักการเก็บภาษีจาก สินค้าและบริการถูกบริโภคในที่ใด ไม่ใช่การให้บริการถูกส่งมาจากที่ใดอย่างที่เคยเป็น ส่วนอีกรายนึงก็คือ กสทช. ที่เพิ่งจะมีการเผยแนวคิดสุดล้ำให้พวกเราได้ทราบกันไปไม่นาน กับไอเดียเล็งเก็บเงินผู้ให้บริการ OTT โดยเก็บเป็นค่าธรรมเนียมตามปริมาณเดต้าที่ถูกใช้งาน เนื่องจากมองว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานของชาติที่ผู้ให้บริการกลุ่มนี้เข้ามาใช้ประโยชน์โดยแทบจะไม่มีรายได้เข้ารัฐอย่างจริงจังเลยนั่นเอง ส่วนว่าจะสามารถเก็บได้หรือไม่ หรือเก็บได้แบบไหน ต้องรอติดตามกันต่อไป เพราะถ้าเกิดว่าทำแบบไม่ระวังก็อาจจะเสียโอกาสที่บริษัทเหล่านี้จะเข้ามาเจรจาลงทุน พัฒนาบริการสำหรับประเทศเราได้ แต่ถ้าทุกอย่างลงตัว รายได้ที่บริการเหล่านี้ได้รับจากประเทศเรามากพอ กฎต่างๆสมเหตุสมผล เราก็อาจจะสามารถจัดเก็บภาษีเข้ารัฐได้อย่างถูกต้อง เช่นเดียวกับนานาประเทศแล้วนั่นเอง

 

อ้างอิง: Bangkok Biz | The Verge | PrachachatThairath | Reuters

from:https://droidsans.com/tech-giants-and-tax-avoidance/

Infographic : สถิติผู้ใช้ของ LINE ประเทศไทยในปี 2019

เมื่อพูดถึงแพลตฟอร์มที่ใช้สำหรับการแชทของคนไทย ไม่ว่าใคร ๆ ก็ต้องนึกถึง LINE เป็นอันดับต้น ๆ แต่เมื่อเวลาผ่านไป LINE ก็มีการเติบโต และเริ่มสร้างแพลตฟอร์มย่อยอื่น ๆ เข้ามาทำให้ชีวิตประจำวันของเรามีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น วันนี้ทีมงาน thumbsup จึงนำข้อมูลที่ได้รับจาก LINE Thailand มานำเสนอให้ผู้อ่านทุกท่านได้รับชมกันครับ

จำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตกว่า 64% ใช้ LINE

  • จากประชากรบนอินเทอร์เน็ต 69 ล้านคน จะมีผู้ใช้ LINE อยู่ 44 ล้านคน
  • จากสถิติ คนไทยใช้มือถือเฉลี่ย 216 นาที / วัน โดยจะใช้งาน LINE เฉลี่ย 63 นาที / วัน

นอกจาก LINE จะมีผู้ใช้เป็นจำนวนมากถึง 44 ล้านคนจากประชากรไทยทั้งหมดแล้ว จะเห็นได้ว่าผู้ใช้ ใช้เวลาถึง 29% หรือมากกว่า 1/4 ของการใช้โทรศัพท์มือถือในแต่ละวันอยู่บนแพลตฟอรม์ของ LINE

 

แพลตฟอร์มย่อยของ LINE ในประเทศไทย

ในปัจจุบัน LINE มีการขยายแพลตฟอร์มย่อยออกไปเป็นธุรกิจประเภทต่าง ๆ ดังนี้

  • Games
    • LINE เกมเศรษฐี
    • LINE เรนเจอร์
    • PANGYA Mobile
  • Content Services
    • LINE STICKERS
    • LINE PLAY
    • LINE TODAY
  • Online to Offline (O2O)
    • LINE MAN
  • Business Solution
    • LINE@
    • LINE OFFICIAL ACCOUNT
    • LINE BUSINESS CONNECT
  • Financial Services
    • Rabbit LINE PAY
    • Kasikorn LINE
  • New Service
    • LINE JOBS

 

LINE MAN เป็นที่นิยมอย่างสูงของคนในยุค Millennial

  • LINE MAN มีผู้ใช้บริการต่อเดือนถึง 1.5 ล้านคน
  • สัดส่วนของผู้ใช้บริการ LINE MAN แบ่งออกเป็นผูหญิง 62% และ ผู้ชาย 38%
  • 44% ของผู้ใช้บริการ LINE MAN มีอายุอยู่ในช่วง 25-34 ปี
  • 24% ของผู้ใช้บริการ LINE MAN มีอายุอยู่ในช่วง 35-44 ปี

จากสถิติพบว่า LINE MAN เป็นที่นิยมอย่างมากในกลุ่ม Millennial ที่เติบโตมาพร้อม ๆ กับโลกออนไลน์ โดยกว่าครึ่งของผู้ใช้บริการ LINE MAN เป็นผู้ใช้ในกลุ่มนี้ทั้งหมด

ทีมงาน thumbsup มีความเห็นว่าอาจเป็นเพราะผู้ใช้กลุ่มนี้มีความพร้อมที่จะลองอะไรใหม่ๆ ได้ทุกเวลา ทำให้การใช้ LINE MAN ตอบโจทย์ในการหาร้านอาหารแปลก ๆ หรือโปรโมชั่นโดนๆ เพื่อตอบสนอง Lifestyle ของตัวเองได้อย่างดี

 

สถิติผู้ใช้ LINE JOBS

  • LINE JOBS มีผู้ใช้รวมทั้งหมดกว่า 6 ล้านคน
  • สัดส่วนของผู้ใช้ LINE JOBS แบ่งออกเป็นผู้หญิง 66% และ ผู้ชาย 34%
  • สถิติระดับการศึกษาของผู้ใช้ LINE JOBS แบ่งสัดส่วนได้ดังนี้
    • 18% ต่ำกว่า ม. ปลาย
    • 16% ปวช. ปวส.
    • 27% มัธยมปลาย
    • 38% ปริญญาตรี
    • 1% ปริญญาโท
  • สถิติช่วงอายุของผู้สมัครงานผ่าน LINE JOBS แบ่งสัดส่วนได้ดังนี้
    • 25% อายุต่ำกว่า 22 ปี
    • 45% อายุ 22-30 ปี
    • 22% อายุ 30-40 ปี
    • 8% อายุ 40 ปีขึ้นไป

LINE JOBS ถือว่าเป็นแพลตฟอร์มใหม่ล่าสุดของ LINE แต่ก็มีจำนวนผู้ใช้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยจะสังเกตได้ว่าผู้ใช้ส่วนใหญ่ก็ยังเป็นกลุ่ม Millennial ที่มีความคุ้นชินกับเทคโนโลยีสูง ที่ต้องการใช้ช่องทางค้นหางานใหม่ๆ นอกเหนือจากการค้นหาผ่านเว็บไซต์ตรงของบริษัท หรือแพลตฟอร์มกลางในการสมัครงาน ซึ่งเว็บไซต์บางเว็บจะคิดค่าบริการในการหางาน

 

สถิติผู้ใช้ LINE TV เทียบกับโทรทัศน์

  • 60% จากจำนวนผู้ชมโทรทัศน์ในปัจจุบันทั้งหมด 55 ล้านคน เป็นผู้ชมของ LINE TV
  • 75% ของระยะเวลาเฉลี่ยในการรับชมรายการใดบนโทรทัศน์ ๆ ต่อวัน ถูกใช้บนแพลตฟอร์มออนไลน์

จากสถิติจะเห็นได้ว่าแพลตฟอร์มออนไลน์เป็นที่นิยมมากขึ้นทุกวัน ทำให้ผู้ใช้ส่วนใหญ่หันมาใช้งาน LINE TV แทนการรับชมคอนเทนต์ผ่านโทรทัศน์ อาจเพราะในเวลาที่ออกอากาศผู้ชมยังต้องทำงานหรือไปสังสรรค์ การรับชมคอนเทนต์ย้อนหลังจึงเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ

 

สถิติผู้ใช้ LINE TV

  • สัดส่วนของผู้ใช้ LINE TV แบ่งออกเป็นผู้หญิง 59% และ ผู้ชาย 41%
  • สัดส่วนของผู้ใช้ LINE TV อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ 57% และ ต่างจังหวัด 43%
  • สถิติช่วงอายุของผู้ชม LINE TV แบ่งสัดส่วนได้ดังนี้
    • 16% อายุ 18-24 ปี
    • 39% อายุ 25-34 ปี
    • 20% อายุ 35-44 ปี
    • 25% อายุ 45 ปีขึ้นไป
  • คอนเทนต์ยอดฮิตบน LINE TV มีดังนี้
    1. Drama
    2. Entertainment
    3. Music
    4. Animation

ทีมงาน thumbsup สังเกตว่าสัดส่วนผู้ใช้ระหว่างผู้ชายกับผู้หญิง และพื้นที่กรุงเทพฯกับต่างจังหวัด มีจำนวนใกล้เคียงกันมาก ทำให้เห็นว่า LINE TV สามารถเข้าถึงคนได้ทุกกลุ่ม แม้แต่ช่วงอายุเองก็มีจำนวนผู้ใช้ใน Generation ที่โตกว่าแพลตฟอร์มอื่นของ LINE ทำให้เห็นว่าโทรทัศน์บนแพลตฟอร์มออนไลน์ อาจเข้ามาแทนที่โทรทัศน์อย่างสมบูรณ์ในอนาคตอันใกล้นี้

จากข้อมูลทั้งหมด จะเห็นได้ว่า LINE ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ค่อนข้างมีความครบเครื่องด้านคอนเทนต์ และยังพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ครอบคลุมความต้องการใช้งานของลูกค้าหลากหลายรูปแบบ ต้องดูกันต่อไปว่า LINE จะเติบโตไปในทิศทางไหนต่อ และจะมีอะไรใหม่ ๆ ให้เราได้ใช้งานกันอีกในอนาคต

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2019/04/line-th-stats-2019/

Line เปิดตัว สติ๊กเกอร์ ที่เติมคำพูดได้ ลาย BROWN&FRIENDS

ข่าวดีสำหรับแฟนๆที่ชื่นชอบการส่ง สติ๊กเกอร์ Line เพราะมีการเปิดตัวคอลเลคชั่นใหม่ของ สติ๊กเกอร์  ลาย BROWN&FRIENDSตัวละครยอดนิยมของ Line มาอย่างยาวนาน โดยเป็นหนึ่งในตัวละคร มาสคอต ที่โด่งดังอย่างมาก และซีรีส์  BROWN & FRIENDS Custom Stickers รอบนี้ไม่ธรรมดา

เพราะนอกจาก สติ๊กเกอร์  ลาย BROWN & FRIENDS Custom Stickers จะขนตัวละครดังๆจาก Line มากันหลายตัวละครแล้ว ยังเป็น สติ๊กเกอร์ ที่เติมคำพูดได้ด้วย โดยผู้ใช้งานสามารถพิมพ์ข้อความลงไปได้ ทำให้การสื่อสารข้อความกับผู้ใช้งานอื่นสะดวกมากขึ้น และไม่ต้องซื้อหลายลายเพื่อเอาคำพูด เพราะพิมพ์ได้เองเลย

โดย สติ๊กเกอร์  ลาย BROWN & FRIENDS Custom Stickers จะเปิดวางขายใน Line store แล้วในราคา 60 บาทเท่านั่นแฟนๆ Line ไปโหลดมาติดเครื่องได้เลย กดไปโหลดได้ที่ กดเลย Line

ข่าว: Line เปิดตัว สติ๊กเกอร์ ที่เติมคำพูดได้ ลาย BROWN&FRIENDS มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2019/04/12/line-brown-friends.html

LINE ออกสติกเกอร์รุ่นใหม่ เติมชื่อของเราเองได้ พร้อมคาแรกเตอร์ Brown & Friends

LINE ออกสติกเกอร์รูปแบบใหม่ ที่น่าจะถูกใจและปิดช่องว่างซึ่งหลายคนประสบพบเจอ นั่นคือสติกเกอร์ที่สามารถเติมคำที่เป็นชื่อของแต่ละคนลงประกอบไปกับรูปภาพได้นั่นเอง

ที่ผ่านมาเราจะเห็นสติกเกอร์ของครีเอเทอร์ที่เป็นรูปชุดเดียวกัน แต่ปรับแต่งชื่อไปเรื่อย ๆ และหลายคนก็คงมีปัญหาว่าชื่อเล่นตนเองนั้นแปลกเกินไปจนไม่มีให้ซื้อ คราวนี้ปัญหาก็ได้ถูกแก้ไขแล้วโดย LINE ทำออกมาเองเลย แถมยังเป็นชุดบราวน์และผองเพื่อนด้วย

วิธีการซื้อก็เหมือนการซื้อสติกเกอร์ LINE ตามปกติ เพียงแต่ต้องระบุชื่อที่ต้องการก่อนนั่นเอง รายละเอียดดูได้จากที่มา

ที่มา: LINE Store

alt="LINE"

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/109118