คลังเก็บป้ายกำกับ: LINE

“เรื่องเล่าจากหิ่งห้อย” เปิดม่านละครเวที 6 มิติ ที่สามย่านมิตรทาวน์

บางครั้ง สิ่งสำคัญไม่อาจเห็นได้ด้วยตา แต่รับรู้และสัมผัสได้ด้วยใจ เตรียมรับประสาทสัมผัสอื่นๆรอบกาย โรงละครในฝันที่ที่คนตาดีเเละคนตาบอดสามารถใช้เวลาและสนุกในพื้นที่แห่งนี้ร่วมกัน

BLIND EXPERIENCE ร่วมกับ มูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ เปิดม่านละครเวที 6 มิติ “เรื่องเล่าจากหิ่งห้อย” อีกครั้ง วันที่ 21 กันยายน ถึง 6 ตุลาคม 2019 ณ สถานที่แห่งใหม่ ‘สามย่านมิตรทาวน์’  (Samyan Mitrtown) ใกล้สถานีรถไฟฟ้า MRT สามย่าน

บทละครเวทีดังกล่าวได้รับแรงบันดาลใจจากภาพยนต์เรื่อง “Grave of The Fireflies” และ “บทเพลงนิทานหิ่งห้อย” ของวงเฉลียง แปลงเป็นประสบการณ์การชมละครเวทีรูปแบบใหม่ ที่จะเปิดทุกประสาทสัมผัสของคุณ (รส กลิ่น เสียง สัมผัส เวลา และ จินตนาการ) โดยเป็นเรื่องราวที่เผยถึงเรื่องเล่าของคุณยาย กับการเดินทางของ 2 พี่น้อง ที่จะนำพาให้คุณฝ่าฟันทุกอุปสรรคที่ขวางกั้น เพื่อค้นพบความหมายของชีวิต ที่จะทำให้คุณประทับใจไม่รู้ลืม

รอบการแสดง มีตั้งแต่วันที่ 21 กันยายน ถึง 6 ตุลาคม 2562 คือ (1) วันอังคาร ถึง วันศุกร์ : รอบค่ำ 20.00 – 22.00 น. (2) วันเสาร์และวันอาทิตย์ จัดแสดง 2 รอบ คือ รอบบ่าย 13.45-15.45 น. และรอบค่ำ 20.00-22.00 น. สามารถซื้อบัตรได้ที่ www.ticketme.co/events/124

โดยบัตรมีประเภทเดียว ซึ่งราคาในรอบวันอังคาร-วันพฤหัสบดีอยู่ที่ 1,200 บาท และวันศุกร์-วันอาทิตย์ อยู่ที่ 1,300 บาท ซึ่งท่านสามารถเลือกบริจาค 200 / 500 / 1,000 บาทเพื่อสมทบทุนโครงการพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้ร่วมกันกับคนตาบอด ที่ BLIND EXPERIENCE ร่วมทำกับมูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์

พิเศษสำหรับผู้ที่ซื้อบัตรการแสดงพร้อมบริจาคสมทบทุนเข้าโครงการ รับ “กล่องหิ่งห้อย” มูลค่า 100 บาทแทนคำขอบคุณจากเรา กรุณาแจ้งเจ้าหน้าที่บริเวณจุดลงทะเบียนหน้างาน

สำหรับคนตาบอดและผู้พิการท่านอื่นๆ ท่านจะได้รับส่วนลด ในวาระครบรอบ 80 ปี มูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ สามารถทักเข้ามาได้ที่ Inbox ของเพจ Blind Experience และติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เพจ Blind Experience

from:https://www.thumbsup.in.th/blind-experience-samyan-mitrtown

LINE เร่งการขยายและการเติบโตของเครือข่ายผ่านทางการเป็นพันธมิตรระยะยาวกับ Juniper Networks

ผลักดันความสำเร็จอย่างต่อเนื่องของบริการโครงสร้างพื้นฐานของ LINE ทาง Juniper Networks ได้เสริมประสิทธิภาพ ความเสถียร และการขยายระบบที่จำเป็นในอนาคตเพื่อรองรับปริมาณทราฟฟิกที่เพิ่มขึ้นถึง 30 เท่าในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา

Juniper Networks (NYSE:JNPR) ผู้นำอุตสาหกรรมทางด้านเครือข่ายอัตโนมัติที่มีความมั่นคงปลอดภัยและพร้อมขยายระบบในอนาคต ออกแถลงการณ์ประกาศว่า LINE Corporation โอเปอเรเตอร์ของ LINE หนึ่งในแอปพลิเคชันสำหรับรับส่งข้อความที่ใหญ่ที่สุดในโลก ได้ขยายความสัมพันธ์แบบระยะยาวกับ Juniper ออกไป เนื่องจากเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ด้านเครือข่ายที่ถูกเลือกมาให้สนับสนุนการเติบโตอย่างมหาศาลของปริมาณทราฟฟิกของ LINE ซึ่งมาจากการขยายฐานผู้ใช้อย่างรวดเร็วจนมีจำนวนผู้ที่แอ็กทีฟมากกว่า 164 ล้านคนต่อเดือนจาก 4 ประเทศ

การขยายระบบจากบริการรับส่งข้อความไปสู่แพลตฟอร์มบริการด้าน IT อย่างเต็มรูปแบบ ทำให้ตอนนี้ LINE พร้อมนำเสนอบริการอันหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการชำระเงิน การส่งอาหาร และการซื้อของออนไลน์

ด้วยกระแสการเติบโตอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่เปิดให้บริการในปี 2011 โดยเฉพาะในกลุ่มตลาดเมืองหลวงของญี่ปุ่น ไต้หวัน ไทย และอินโดนีเซีย ทำให้ LINE มีปริมาณทราฟฟิกบนอินเทอร์เน็ตโดยรวมเพิ่มขึ้นถึง 30 เท่าในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา และมีช่วงทราฟฟิกขึ้นสูงสุดถึง 350% ในแต่ละปีตั้งแต่ 2013 ถึง 2014 เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการด้านแบนด์วิดท์ในขณะนั้นและในระยะยาว LINE ได้เริ่มวางระบบ Juniper Networks MX960 Universal Routing Platform ที่ Data Center ในกรุงโตเกียวเมื่อปี 2013

เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถรองรับการขยายระบบเครือข่ายและรับมือกับการเติบโตของปริมาณทราฟฟิกที่คาดการณ์ไว้ได้ในอนาคต เนื่องจากฐานผู้ใช้ของ LINE ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีการเพิ่มระบบ MX960 ตามเข้าไปอย่างรวดเร็วในไซต์ต่างประเทศและใน Data Center แห่งใหม่ที่เพิ่งสร้างเสร็จในเมืองโอซาก้าในปี 2018

ระบบ MX960 อันทรงพลังได้ส่งมอบความมั่นคงปลอดภัย ความเสถียร และการรองรับการขยายระบบในระดับสูง ซึ่งตอบโจทย์ความต้องการด้านปริมาณของทราฟฟิกทั้งในปัจจุบันและอนาคตของ LINE การเสริมพลังด้วยระบบปฏิบัติการ Junos และชิปเซ็ต TRIO ที่สามารถโปรแกรมเพิ่มได้ทำให้ MX960 รองรับเครื่องมืออัตโนมัติหลากหลายรูปแบบ และความสามารถในการจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลซึ่งช่วยให้ LINE สามารถบริหารจัดการและปฏิบัติงานด้านเครือข่ายได้ง่ายขึ้นเป็นอย่างมาก ส่งผลให้พวกเขาสามารถโฟกัสกับการขยายและเติบโตของธุรกิจโดยไม่ต้องกังวัลเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานที่จะถูกทิ้งให้ล้าหลัง

LINE มีแผนการเติบโตอย่างดุดันผ่านทางการพัฒนาบริการใหม่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และการเงิน กล่าวคือ LINE กำลังมองหาวิธีเพิ่มความอัตโนมัติเข้าไปยังการทำงานของพวกเขา และอาจเพิ่มเครือข่าย PoPs เข้าไปยังโครงสร้างพื้นฐานภายใน 5 – 10 ปีข้างหน้านี้

“MX960 ของ Juniper เป็นโซลูชันอันทรงพลังที่มาพร้อมกับความสามารถในการขยายระบบในอนาคตอันน่าทึ่ง ด้วยการวางระบบนี้ เราสามารถส่งมอบบริการอันแสนยอดเยี่ยมไปยังฐานผู้ใช้ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีความต้องการด้านเครือข่ายที่เกิดจากการเพิ่มขึ้นของปริมาณทราฟฟิก เรารอคอยที่จะเสริมความสัมพันธ์อันยาวนานกับ Juniper ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นในอนาคต และเรามั่นใจว่าโซลูชันด้านเครือข่ายของ Juniper จะเป็นตัวแปรสำคัญในการผลักดันให้บริการของเราเติบโตต่อไป” — Atsushi Shirota ผู้จัดการทั่วไป แผนกเครือข่าย ศูนย์บริการ IT ของ LINE

“ที่ Juniper Networks ภารกิจของพวกเราคือการสร้างความสำเร็จให้แก่ลูกค้าของเรา ด้วยการให้บริการโซลูชันด้านเครือข่ายตามความต้องการของลูกค้า ทำให้เราช่วยลดความซับซ้อนได้ด้วยการมอบความวางใจให้ลูกค้าไปโฟกัสกับธุรกิจหลักของตนแทน เรายินดีที่ MX960 เป็นโซลูชันด้านเครือข่ายที่พร้อมให้ LINE ใช้งานมานานหลายปี และเรามีความตั้งใจเป็นอย่างยิ่งที่จะคงความสัมพันธ์อันดีนี้กับ LINE ไว้” — Tomohiro Furuya ผู้จัดการประจำประเทศญี่ปุ่นของ Juniper Networks

เกี่ยวกับ Juniper Networks

Juniper Networks ช่วยลดความซับซ้อนของระบบเครือข่ายด้วยผลิตภัณฑ์ โซลูชัน และบริการในยุคของระบบคลาวด์เพื่อพลิกโฉมวิธีการเชื่อมต่อ วิถีการทำงาน และวิถีชีวิตให้ดียิ่งขึ้น ด้วยกระบวนการเชิงวิศวกรรมและนวัตกรรมที่ถูกออกแบบมาอย่างประณีต Juniper Networks สามารถขจัดข้อจำกัดแบบเดิมๆ ของระบบเครือข่าย เพื่อส่งมอบระบบเครือข่ายที่มีความมั่นคงปลอดภัยสูง สามารถทำงานได้อย่างอัตโนมัติ และรองรับการขยายระบบในอนาคตให้แก่ทั้งลูกค้าและพาร์ทเนอร์ทั่วโลกได้ ต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติมสามารถดูได้ที่ Juniper Networks (www.juniper.net) หรือผ่านทาง Twitter, LinkedIn และ Facebook

from:https://www.techtalkthai.com/line-accelerates-network-expansion-and-growth-through-continued-long-term/

LINE ScaleUp 2019 กางสูตรสำเร็จ UX-UI Design พิชิตโจทย์สุดท้าทายให้แก่เหล่าสตาร์ทอัพ

นับว่าเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญของกิจกรรมแคมป์ให้ความรู้ของ LINE ScaleUp 2019 กับการชวนเหล่าสตาร์ทอัพไทยทั้ง 6 ทีมที่ผ่านการคัดเลือกสุดเข้มข้นเข้าฟังการบรรยายอย่างเป็นกันเองในหัวข้อ “UX and UI Design” มาพร้อมเป้าหมายเพื่อกระตุ้นไอเดียและช่วยเติมเต็มทักษะด้านการออกแบบบริการตนเองบนโลกดิจิทัลให้สอดรับกับประสบการณ์ผู้ใช้งาน (User Experience) เพิ่มความมั่นใจในการสร้างสรรค์ธุรกิจดิจิทัลให้ตรงใจ ไม่หลงทาง และเข้าไปนั่งในใจผู้ใช้งานอย่างรวดเร็วและยาวนาน โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าไทยที่มีความแตกต่างและมีลักษณะเฉพาะตัว จนสามารถครองใจผู้ใช้งานทั่วโลกได้

ณัฐพร ทยานานุภัทร์ หัวหน้าฝ่าย Customer Experience จาก LINE ประเทศไทย

เพื่อนำเหล่าสตาร์ทอัพระดับหัวกะทิสู่เส้นทางสร้างกระบวนความคิดทรงพลัง LINE ScaleUp 2019 จึงนำเสนอแนวทางที่จะนำประสบการณ์ผู้ใช้มาสู่การออกแบบที่มีประสิทธิภาพ โดย ณัฐพร ทยานานุภัทร์ หัวหน้าฝ่าย Customer Experience จาก LINE ประเทศไทย ซึ่งมีประสบการณ์ในระดับเอเชียและคร่ำหวอดอยู่ในแวดวง Customer Experience Design & Management นานกว่า 13 ปี

ทฤษฎีเชิงจิตวิทยาที่สตาร์ทอัพควรทราบ

มาเผยถึงทฤษฎีเบื้องต้นของจิตวิทยาเชิงพฤติกรรมมนุษย์ทั้ง 7 หลักการที่สามารถประยุกต์ใช้กับในการออกแบบให้เหมาะสมกับแต่ละธุรกิจของเหล่าสตาร์ทอัพได้ง่าย แม้แต่คนทั่วไปที่ไม่ใช่นักออกแบบก็สามารถนำไปปรับใช้จริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งได้นำเสนอ 7 ทฤษฎีที่สามารถนำมาปฏิบัติได้จริง

  • Miller’s Law กฎการจดจำของมนุษย์ไม่เกิน 7 จุด ที่ไม่สามารถจดจำทั้งหมดได้ในเวลาเดียวกัน ส่งผลให้การให้ข้อมูลที่มากเกินไปในงานออกแบบหลายครั้งส่งผลเสียมากกว่าผลดี
  • Law of Proximity อิทธิพลของการจัดวางตำแหน่งของวัตถุที่มีความใกล้เคียงกันหรือมีเกี่ยวพันกัน และการเว้นระยะที่เหมาะสมมีผลต่อการรับรู้และพฤติกรรมที่ผู้ใช้งานจะเลือกทำ
  • Law of Similarity กฎของความคล้ายคลึงกันของวัตถุ และการจำแนกสี ขนาด และรูปร่างต่างๆ เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในการสร้างความสะดุดตาทั้งการใส่สีสัน ความแตกต่างของขนาดและรูปร่าง
  • Hick’s Law กฎของการตัดสินใจจากตัวเลือกที่ตัวเลือกยิ่งมากยิ่งทำให้ผู้ใช้งานตัดสินใจได้ยากขึ้น ซึ่งเราสามารถควบคุมความซับซ้อนหรือตัวเลือกในการออกแบบลงเพื่อให้ผู้ใช้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น
  • Fitts’s Law ปัจจัยสำคัญของระยะและขนาดของสิ่งที่ออกแบบมีผลกระทบต่อการตัดสินใจของผู้ใช้ เช่น ทำไมผู้ใช้ถึงสามารถตอบสนองได้ดีกว่าในที่ๆ นิ้วโป้งสามารถเอื้อมถึงได้ง่าย คือ ด้านซ้ายและขวาล่างของหน้าจอมือถือ หรือขนาดของปุ่มที่เล็กเกินไปก็จะส่งผลต่อการที่ผู้ใช้จะเลือกคลิกน้อยลง
  • Serial Position Effect เน้นย้ำว่าจุดเริ่มต้นและสิ่งสุดท้ายที่ผู้ใช้เห็น มักจะเป็นสิ่งที่ผู้ใช้จำจดได้ง่ายและตัดสินใจเลือกตอบสนองต่อสิ่งที่เราต้องการให้ผู้ใช้ทำได้ง่ายที่สุด ดังนั้นข้อมูลที่สำคัญและตำแหน่ง Call to Action จึงต้องออกแบบควบคู่กันเสมอ
  • Occam’s Razor คือการลดการตั้งสมมติฐาน (assumption) ในการใช้งาน ให้เหลือน้อยที่สุด หรือทำให้ผู้ใช้เห็นแล้วเข้าใจง่ายและเร็วที่สุด

ตลอดระยะเวลาให้ความรู้กับเหล่าสตาร์ทอัพทั้ง 6 ทีม ได้แก่ Choco CRM, Claimdi, Finnomena, Gowabi, Seekster และ Tellscore นั้น ทีมงาน LINE ประเทศไทย ไม่ปล่อยให้ผู้ร่วมอบรมเคร่งเครียดไปกับหลักการมากจนเกินไป แต่เลือกที่จะใช้เกมง่ายๆ เพื่อให้ทุกคนตั้งข้อสังเกต รวมทั้งการตั้งโจทย์ที่จะนำไปสู่การคิดวิเคราะห์ด้วยตนเอง

ขณะเดียวกันก็ยังชี้ช่องทางที่เหมาะสมหรือเสนอแนะแนวทางเพื่อนำไปปรับใช้ในการทำงานจริง เช่น หากมุ่งเน้นที่การทำให้ง่ายต่อการตัดสินใจ อาจเลือก Miller’s Law, Hick’s Law หรือ Occam’s Razor และสำหรับตัวช่วยที่ช่วยให้เกิดการพัฒนาด้าน Layout และ Micro AI น่าจะเหมาะกับการใช้ประยุกต์ใช้ Law of Proximity หรือ Law of Similarity ในการออกแบบ เป็นต้น

นอกจากการส่งต่อทฤษฎีให้สตาร์ทอัพได้รับรู้แล้ว LINE ScaleUp2019 ยังต้องการเน้นย้ำและสื่อสารออกไปว่า หลักการคิดเพื่อออกแบบ (Design Thinking) ต้องทำให้ผู้ใช้งานใช้เวลาในการทำความเข้าใจน้อยที่สุด และที่สำคัญไปกว่านั้น นักออกแบบต้องทดสอบในสถานการณ์จริงทุกวัน เพื่อพิสูจน์ให้ได้ว่าสิ่งที่ดีไซน์ออกมานั้น มันเวิร์คจริงๆ จึงเป็นที่มาของคำแนะนำเรื่องการทดสอบกับผู้ใช้จริงว่า

หากต้องการผลตอบรับที่แม่นยำจากผู้ใช้ ต้องเริ่มบทสนทนาที่มีประสิทธิภาพ ด้วยคำถามที่เปิดกว้างแต่ไม่อ้อมค้อมจนเกินไป และผู้ใช้ย่อมมีคำถามเสมอ จึงต้องเตรียมพร้อมอธิบายเพิ่มเติมสำหรับข้อสงสัยเหล่านั้น รวมทั้งตั้งคำถามกว้างๆ ใช้แล้วเป็นอย่างไร หรือรู้สึกอย่างไร

หลักสูตรเรียนภาษาไทยที่ควรรู้

แล้วก็มาถึงหัวข้อสำคัญ เพราะคนไทยไม่เหมือนใครในโลก ซึ่งเพียงแค่การเรียงตัวอักษรของไทย เปรียบเทียบกับลักษณะตัวอักษรภาษาอังกฤษ จีน ญี่ปุ่น ก็สามารถเห็นภาพชัดถึงเอกลักษณ์ไทยแล้ว

โดยภาษาไทยจะต้องมีการเผื่อระยะทั้งบน และล่างมากขึ้นสำหรับสระต่างๆ แต่ภาษาจีน และญี่ปุ่น จะอยู่ในกรอบตัวหนังสือที่ชัดเจน หรือเรื่องที่คนไทยชอบกดข้ามมากกว่าสนใจอ่านข้อมูลอย่างละเอียด คนไทยไม่นิยมการรับข้อเสนอหรือให้เวลาทบทวนความคิด แต่ต้องการให้ผู้ออกแบบพุ่งเป้าตรงจุดไปเลยว่า จะให้ผู้ใช้ทำอะไร (Tell them what to do)

นอกจากนั้น การจัดกิจกรรมแคมป์ครั้งนี้ยังเผยเคล็ดลับเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยกับเหล่าสตาร์ทอัพทั้ง 6 ทีม ทั้งการใส่รายละเอียด และข้อสังเกตต่างๆ ในการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้ใช้ เช่น การออกแบบ UI/UX ให้ผู้ใช้งานรู้สึกสบายใจที่จะกรอกข้อมูลส่วนตัวและความต้องการลงไป เพียงแค่เปลี่ยนเลย์เอ้าท์เป็นกรอบคำพูดแทนการปล่อยให้เติมคำบนเส้นบรรทัด รวมถึงการแบ่งสัดส่วนความสำคัญ ด้วยการจัดวางตำแหน่งจากซ้ายไปขวา และย้ำว่าไม่ควรละเลยช่วงเวลาโพสต์ที่เหมาะสมเพื่อหลีกเลี่ยงการบล็อกจากผู้ใช้งาน เป็นต้น

หลังจากเรียนรู้ทฤษฎีหลักการต่างๆ แล้ว ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการปฏิบัติเพื่อพิสูจน์ความเข้าใจจริงๆ ซึ่ง LINE ScaleUp 2019 จัดให้มีการระดมความคิด โดยจับกลุ่มเพื่อแก้ปัญหาตามโจทย์ที่ได้รับ เช่น จะออกแบบขั้นตอนในการชำระเงินอย่างไร โดยมีทีมงานจาก LINE ให้คำแนะนำและเป็นที่ปรึกษาอย่างใกล้ชิด ตลอดจนเปิดโอกาสให้แต่ละทีมร่วมรับคำปรึกษาส่วนตัวกับ Omar Trejo Gutierrez หัวหน้าทีม Product Design ของ LINE ประเทศไทย อีกด้วย

ถึงแม้เป้าหมายของเหล่าสตาร์ทอัพจะยิ่งใหญ่และมุ่งไกลระดับโลกไปแล้ว ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า การพิถีพิถันตั้งแต่จุดเริ่มต้น ใส่ใจในเรื่องเล็กๆ อย่าง Design Thinking ที่คำนึงถึง User Experience จะเป็นตัวพิสูจน์ความสามารถของสตาร์ทอัพได้เป็นอย่างดี อีกทั้งผลงานทางความคิดสร้างสรรค์เหล่านั้น ยังเป็นตัวบ่งชี้สำคัญต่อไปอีกได้ว่า ธุรกิจของสตาร์ทอัพจะฮอตติดลมบนเป็นที่จดจำ เลือกใช้ และนั่งอยู่ในใจผู้บริโภคในยุคดิจิทัลนี้ได้เร็วและอยู่รอดได้อย่างยั่งยืนหรือไม่นั่นเอง

 

บทความนี้เป็น Advertorial

from:https://www.thumbsup.in.th/line-scaleup-2019-course-ux-ui-design-for-startup

เปิดงานวิจัย: สังคมไทยจะเอาอย่างไรกับ “แอพเรียกรถ” ทั้งหลายดี มีทั้ง Grab, LINE และอีกมากมายในตลาด

Taxi
Taxi Photo: Shutterstock

บริการยานพาหนะผ่านทางแอพพลิเคชั่น (Ride-hailing service) หรือที่เรียกกันง่ายๆ ว่า “แอพเรียกรถ” กลายเป็นอีกหนึ่งในบริการที่ขาดไม่ได้ของเหล่าบรรดาคนเมืองทั้งหลายในปัจจุบัน อย่างในปี 2018 ที่ผ่านมา มีอัตราของผู้โดยสารที่ใช้แอพเรียกรถถึง 2.4 ล้านครั้งต่อเดือน และมีแนวโน้มว่าจะมากขึ้นถึง 11 ล้านครั้งต่อเดือนในปี 2025 หรืออีก 6 ปีหลังจากนี้

แน่นอนว่า ถ้ามองในมุมเศรษฐกิจ แอพเรียกรถในไทยมีมูลค่ามหาศาล จากสถิติในปี 2018 มีการประเมินว่า ตลาดแอพเรียกรถมีมูลค่าถึง 21,000 ล้านบาท คิดเป็น 6% ของ GDP ในภาคขนส่งโดยสารทางบกไทย 

แต่ถึงอย่างนั้น หากมองแอพเรียกรถในมุมสังคม ก็ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในประเด็นอันร้อนแรงเสมอมา เพราะการเข้ามา disrupt ของแอพเรียกรถในไทยนับตั้งแต่ปี 2013 เป็นต้นมา ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อคนที่ทำงานสายบริการขนส่ง ตั้งแต่ระดับวินมอเตอร์ไซค์ คนขับรถแท็กซี่ หรือแม้กระทั่งคนขับรถตู้ระหว่างเมือง

  • คำถามของสังคมไทยในวันนี้คือ แล้วเราจะเอาอย่างไรกับ “แอพเรียกรถในไทย” กันดี?

เพราะในปัจจุบันแอพเรียกรถยังไม่ได้รับรองให้ถูกต้องตามกฎหมาย และมากกว่านั้น ถ้ามองในบริบทที่ไกลกว่าประเทศไปอีกสักนิด ประเทศไทยถือเป็น 1 ใน 3 ประเทศของภูมิภาคอาเซียน (ไทย, เมียนมาร์, ลาว) ซึ่งยังไม่มีการรับรองให้แอพเรียกรถถูกกฎหมาย ส่วนประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคนี้มีกฎหมายรองรับเรียบร้อยแล้ว

ทั้งหมดนี้ จึงนำมาสู่ความพยายามในการตอบคำถามและหาทางออกของงานวิจัยเรื่อง “อุตสาหกรรมการให้บริการยานพาหนะผ่านทางแอปพลิเคชัน (Ride-hailing service): บทบาทในการสนับสนุนเศรษฐกิจไทย และความจำเป็นในการพัฒนาหลักเกณฑ์และกฎหมายให้ตอบโจทย์การพัฒนาที่ยั่งยืน” โดยศูนย์ให้คำปรึกษาและพัฒนาผู้บริหารทางธุรกิจแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ข้อเสนอจากงานวิจัยมีดังนี้

  • แพลตฟอร์มต้องได้มาตรฐาน: มีการตรวจสอบประวัติอาชญากรย้อนหลังก่อนเปิดระบบให้ขับ, มีการอบรมด้านความปลอดภัย, มีศูนย์ Call Center 24 ชม., มีการจัดการเรื่องประกันภัยที่อิงตามการเรียกผ่านแอพพลิเคชั่น ไม่ใช่อิงจากการใช้รถยนต์เพื่อทำให้มีการคุ้มครองที่ทั่วถึง, มีระบบประเมินผู้ขับ, นำเอาเทคโนโลยีในการยืนยันตัวตนแบบ Biometric มาใช้ก่อนการขับ ฯลฯ
  • ผู้ขับขี่และรถยนต์ต้องได้มาตรฐาน: ควรใช้มาตรฐานเรื่องรถยนต์เป็นเกณฑ์ในการวัดความปลอดภัย ไม่ใช่มาตรฐานเรื่องขนาดเครื่องยนต์ เนื่องจากรถยนต์ขนาดเล็กจะส่งผลดีต่อการจราจรในภาพรวมมากกว่า และที่สำคัญจะส่งผลให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้ามามีส่วนร่วมกับทำงานในเศรษฐกิจดิจิทัล (digital economy)
  • มาตรฐานของการบริการขั้นต่ำ: ระบบต้องไม่ล่ม รองรับการเรียกจำนวนมหาศาลได้ (scalability) มีเสถียรภาพ ครอบคลุมทุกพื้นที่ในไทย มีระบบการแปลภาษาหลากหลายระหว่างคนขับและผู้ใช้งานเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว และต้องรองรับการชำระเงินที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเงินสด, บัตรเครดิต, บัตรเดบิต, e-wallet ฯลฯ
  • มาตรฐานราคา: ใช้ระบบการคำนวณราคาแบบ Dynamic Pricing คือคำนวณราคาแบบเรียลไทม์และสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง โดยใช้ Big Data เข้ามาเก็บข้อมูลและสร้างกลไกร่วมกันที่สร้างความสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทานแบบเรียลไทม์ เช่น ช่วง High Demand – Low Demand เป็นต้น
  • มาตรฐานบริษัท: บริษัทแอพเรียกรถที่ให้บริการในไทยต้องมีผู้ที่มีสัญชาติไทยถือหุ้นเป็นส่วนใหญ่ และต้องจดทะเบียนในไทยเพื่อเสียภาษีให้ถูกต้อง (Grab Thailand มีคนไทยถือหุ้น 75% และมีกลุ่มเซ็นทรัลเป็นนักลงทุนรายใหญ่, LINE Thailand มีคนไทยถือหุ้น 50.02%, ALL THAI TAXI เป็นบริษัทคนไทยคือนครชัยแอร์, บริษัทสมาร์ทแท็กซี่ จำกัดและบริษัทแท็กซี่โอเคต่างเป็นบริษัทคนไทย)

แล้วสังคมไทยจะเอาอย่างไรกับแอพเรียกรถ?

ด้านบนนี้คือข้อเสนอจากงานวิจัย แต่หากถามว่าสังคมไทยจะเอาอย่างไรกับแอพเรียกรถทั้งหลายในตลาด

ความเคลื่อนไหวล่าสุดในปีนี้ 2019 ภาครัฐไทยที่นำโดยกระทรวงคมนาคม ได้เริ่มกระบวนการเพื่อจะทำให้แอพเรียกรถทั้งหลายในตลาดเป็น “อุตสากรรมที่ถูกต้องตามกฎหมาย”

แต่ถ้าถามเพิ่มว่า ภาครัฐไทยจะบรรจุคำที่กำหนดในตัวบทกฎหมายอย่างไรต่ออุตสาหกรรมแอพเรียกรถเพื่อให้เกิดความชัด หรือเป็นไปได้ไหมว่าภาครัฐไทยจะออกกฎหมายที่สามารถกำหนดให้ถึงที่สุดแล้ว แอพเรียกรถทุกรายในตลาดจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายไทยอย่างเคร่งครัด ชนิดที่ว่าไม่อนุญาตให้ไปจดทะเบียนภาษีแบบดิจิทัลที่ต่างประเทศ และอาจจะทำให้ไทยเสียผลประโยชน์ได้ในอนาคต และมากไปกว่านั้นหากเพิ่มเงื่อนไขของคำถามด้วยคำว่า “เมื่อไหร่” และ “อย่างไร” ที่เราถึงจะได้เห็นถึงรูปธรรมของการแก้ไข

ปรากฏว่า ยังไม่พบคำตอบใดๆ ที่ชัดเจน

ดูเหมือนว่า คำตอบที่ชัดเจนที่สุดในตอนนี้ คือสังคมไทยยังคงต้อง “รอ” กันต่อไปอีกสักพักครับ

กราฟิกจากงานวิจัย อุตสาหกรรมการให้บริการยานพาหนะผ่านทางแอปพลิเคชัน (Ride-hailing service): บทบาทในการสนับสนุนเศรษฐกิจไทย และความจำเป็นในการพัฒนาหลักเกณฑ์และกฎหมายให้ตอบโจทย์การพัฒนาที่ยั่งยืน
กราฟิกจากงานวิจัย อุตสาหกรรมการให้บริการยานพาหนะผ่านทางแอปพลิเคชัน (Ride-hailing service): บทบาทในการสนับสนุนเศรษฐกิจไทย และความจำเป็นในการพัฒนาหลักเกณฑ์และกฎหมายให้ตอบโจทย์การพัฒนาที่ยั่งยืน

บทความนี้อ้างอิงจากงานวิจัยเรื่อง อุตสาหกรรมการให้บริการยานพาหนะผ่านทางแอปพลิเคชัน (Ride-hailing service): บทบาทในการสนับสนุนเศรษฐกิจไทย และความจำเป็นในการพัฒนาหลักเกณฑ์และกฎหมายให้ตอบโจทย์การพัฒนาที่ยั่งยืน” โดยศูนย์ให้คำปรึกษาและพัฒนาผู้บริหารทางธุรกิจแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

โดยงานวิจัยนี้ได้สรุปภาพรวมธุรกิจแอพเรียกรถในประเทศไทยไว้ดังนี้

  • อุตสาหกรรมการให้บริการยานพาหนะผ่านทางแอปพลิเคชัน หรือ Ride-hailing ในประเทศไทยในปี พ.ศ. 2661 มีมูลค่าตลาดประมาณ 21,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 6 ของ GDP ภาคขนส่งทางบกไทย โดยคาดว่าจะเติบโตสูงขึ้นเป็น 4.33 แสนล้านบาทในปี พ.ศ. 2568 หรือคิดเป็นร้อยละ 27 ของ GDP ภาคขนส่งทางบกไทย
  • มีผู้โดยสารใช้บริการ Ride-hailing ในประเทศไทยในปี พ.ศ. 2561 ประมาณ 2.4 ล้านคนต่อเดือน และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 11 ล้านคนต่อเดือนในปี พ.ศ. 2568
  • มีผู้ขับขี่รถยนต์โดยสารเพื่อให้บริการ Ride-hailing ในปี พ.ศ. 2561 ประมาณ 105,000 คนต่อเดือน และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 590,000 คนต่อเดือนในปี พ.ศ. 2568

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/ride-hailing-in-thailand-research-by-conc/

LINE ปรับรูปแบบการส่งภาพหลายภาพในแชท จัดกลุ่มเป็นระเบียบขึ้น

Line New Multiple Photo In Chat Roomสิ่งใหม่ที่เปลี่ยนแปลงใน LINE และหลายคนยังไม่ทราบคือรูปแบบการส่งภาพหลายภาพในแชท จัดกลุ่มเป็นระเบียบขึ้น ไม่แยกทีละภาพเหมือนก่อนหน้า ส่งหลายภาพเป็นระเบียบขึ้น ปฏิเสธไม่ได้ว่านอกจากจะใช้ LINE เพื่อคุยสื่อสารกันแล้วเรายังใช้ LINE ในการส่งภาพให้กันด้วย โดยสิ่งใหม่ที่ LINE เพิ่มเข้ามาคือการจัดกลุ่มเป็นชุดภาพในกรณีที่ผู้ใช้ส่งภาพหลายภาพในครั้งเดียว การเปลี่ยนแปลงนี้จะช่วยให้ผู้ได้รับภาพหรือในห้องแชทสามารถดูภาพได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องเลื่อนหน้าจอเพื่อไล่ดูทีละภาพ อย่างไรก็ตามหากเราต้องการส่งภาพหลาย ๆ ภาพในครั้งเดียวการสร้างอัลบั้มภาพจะเหมาะสมมากกว่าการส่งหลายภาพในครั้งเดียว ผู้ใช้สามารถอัปเดตแอป LINE ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดได้ที่ App Store [อัปเดต]

from:https://www.iphonemod.net/line-new-multiple-photo-in-chat-room.html