คลังเก็บป้ายกำกับ: Libra

Vodafone ประกาศถอนตัวจาก Libra Association แล้ว

โครงการเงินคริปโต Libra ของ Facebook ดูเป็นเครื่องหมายคำถามอีกครั้ง เมื่อ Vodafone บริษัทโทรคมนาคมจากอังกฤษ ประกาศถอนตัวออกจาก Libra Association ซึ่งถือเป็นบริษัทลำดับที่ 8 ที่เคยประกาศเป็นพาร์ทเนอร์และถอนตัวในเวลาต่อมา

7 บริษัทใหญ่ก่อนหน้านี้ที่ถอนตัวจากโครงการ Libra ได้แก่ PayPal, eBay, Stripe, Visa, Mastercard, Booking Holdings และ Mercado Pago

ทาง Libra Association ยืนยันข่าวดังกล่าว โดยถือว่าเป็นเรื่องปกติที่สมาชิกองค์กรจะมีการเปลี่ยนแปลง ส่วนทาง Vodafone ก็เผยว่าทีมงานที่เดิมจะรับผิดชอบโครงการของ Libra จะย้ายมาดูแล M-Pesa ระบบจ่ายเงินผ่านมือถือของบริษัทแทน

ที่มา: CNBC

Libra

from:https://www.blognone.com/node/114275

เมื่อบริษัทเทคโนโลยีเลือกที่จะทำบริการทางการเงิน แต่เลือกไม่เป็น “ธนาคาร”

ปัจจุบัน บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่เริ่มขยับเข้ามาสู่ระบบการชำระเงินและธนาคารมากยิ่งขึ้น ซึ่งบทความจาก CNBC วิเคราะห์ไว้น่าสนใจว่าตอนนี้บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่สนใจธุรกิจการเงิน แต่จะพยายาม “เลี่ยง” การเป็นธนาคาร

สำหรับ Apple นั้น ทางบริษัทเริ่มต้นมาจากการเปิดตัวระบบจ่ายเงิน Apple Pay ตามมาด้วยบัตรเครดิต Apple Card โดยร่วมเป็นพาร์ทเนอร์กับ Goldman Sachs ในขณะที่ Google ก็มีระบบจ่ายเงิน Google Pay และกำลังสนใจจะทำระบบบัญชีเงินฝาก ซึ่งตอนนี้มีรายงานว่าน่าจะร่วมมือกับ Citibank และเครดิตยูเนียนในแคลิฟอร์เนีย

ฟากอีคอมเมิร์ซอย่าง Amazon ก็ไม่น้อยหน้า เตรียมนำ Amazon Pay บุกตลาดออฟไลน์ และเคยมีข่าวลือว่ากำลังหารือกับ JPMorgan เพื่อทำบัญชีเงินฝากภายใต้แบรนด์ตัวเองเช่นกัน

ส่วนโซเชียลเน็ตเวิร์คอย่าง Facebook ก็มี Libra ที่พันธมิตรหลายรายเริ่มทยอยถอนตัวจนตอนนี้เริ่มพับแผน ก็ยังมีเปิดตัวระบบจ่ายเงิน Facebook Pay ด้วยเช่นกัน

สิ่งที่น่าสนใจของบริษัทเหล่านี้คือ บริษัทเทคโนโลยีอยากทำบริการด้านการเงิน โดยจะออกแบบบัตรเอง ทำแอปเอง ทำระบบเองส่วนหนึ่ง ส่วนงานน่าเบื่อของธนาคารที่ต้องคอยทำตาม regulation จะยกให้เป็นหน้าที่ของธนาคาร

อธิบายง่าย ๆ คือบริษัทไอทีอยากจะยกงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสร้างประสบการณ์ผู้ใช้ให้สถาบันการเงินซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านนี้อยู่แล้วรับหน้าที่นี้แทน ไม่เป็น full-stack banking หรือธนาคารเต็มตัว

ปัจจุบัน ในยุโรปมีธนาคารดิจิทัลอย่างเช่น N26 หรือ Monzo เกิดขึ้นมาแล้ว โดยเน้นกลุ่มผู้บริโภคที่อายุน้อยและชื่นชอบเทคโนโลยี ส่วนสิงคโปร์และฮ่องกงก็มีแผนจะออกใบอนุญาตธนาคารดิจิทัลให้บริษัทเทคโนโลยีสามารถให้บริการทางการเงินได้ง่ายขึ้นเช่นกัน

Sulabh Agarwal หัวหน้าฝ่ายระบบชำระเงินโลกของ Accenture ได้วิเคราะห์ไว้น่าสนใจว่าการที่บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่จะเป็นธนาคารนั้นดูไม่ค่อยจะเมกเซนส์สักเท่าไร เพราะว่าผลตอบแทนจากสินทรัพย์ในการเป็นบริษัทเทคโนโลยีดีกว่าการเป็นผู้ให้สินเชื่ออยู่แล้ว

Agarwal กล่าวว่า เขาไม่คิดว่าบริษัทไอทีขนาดใหญ่จะเป็นธนาคาร เขาคาดว่าบริษัทเหล่านี้จะสร้างบริการใหม่เพื่อเพิ่มข้อเสนอของพวกเขามากกว่า

หรือว่าง่ายๆ คือบริการทางการเงินมีไว้เพื่อดึงลูกค้าให้อยู่กับแพลตฟอร์มได้นานขึ้น เพื่อผลประโยชน์ด้านอื่นๆ เช่น Google หรือ Facebook ก็จะเป็นรายได้จากโฆษณานั่นเอง

สำหรับ Facebook นั้นอาจจะดำเนินการด้วยท่าทีที่แตกต่างจากคนอื่นพอสมควร เพราะบริษัทเลือกที่จะเปิดตัวสกุลเงินดิจิทัลใหม่ที่ชื่อว่า Libra ที่ผูกกับตะกร้าเงินและพันธบัตรรัฐบาล แต่เมื่อหน่วยงานด้านการกำกับดูแลการเงินหลายประเทศแสดงชัดเจนแล้วว่า “ไม่เอา” รวมทั้งบริษัทหลายแห่งเริ่มถอนตัว Facebook จึงต้องกลับไปแก้โจทย์อีกหลายข้อ

libra

หลังจากพับแผน Libra ไป Facebook ก็ยังคงเดินหน้าต่อโดยการเปิดตัว Facebook Pay ซึ่งเป็นแบรนด์แยกออกจาก Libra

สรุป

จากท่าทีที่ผ่านมาและน่าจะเป็นเทรนด์ต่อไป คือบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่เลือกที่จะร่วมมือโดยการเป็นพาร์ทเนอร์กับสถาบันการเงินแทนที่จะขอใบอนุญาตตั้งธนาคารของตัวเองขึ้นมาเอง โดยจุดประสงค์ของบริษัทเหล่านี้คือสร้างประสบการณ์ด้านการเงินบนแพลตฟอร์มของตัวเอง หรือเป็น Interface เพื่อเสริมกับบริการหลักของตนเองให้ผู้ใช้โดยไม่ต้องรับภาระของการเป็นธนาคาร

ที่สำคัญ ผลตอบแทนจากสินทรัพย์เมื่อเป็นบริษัทเทคโนโลยีที่มีนวัตกรรมและมีผู้ใช้งานอยู่ในมือจำนวนมหาศาล มันสูงกว่าการเป็นธนาคารอยู่แล้ว

ที่มา – CNBC

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/tech-giants-create-financial-services-but-dont-want-to-be-bank/

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์กให้การต่อสภาเรื่อง Libra แย้มถ้าไปต่อไม่ได้ เฟซบุ๊กอาจถอนตัว

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ให้การต่อคณะกรรมการสภาบริการทางการเงินของสหรัฐอเมริกา หรือ House Financial Services Committee โดย ส.ส. ในสภา ต่างพุ่งความสนใจไปที่ Libra อย่างไรก็ตาม Libra สร้างความกังวลให้รัฐบาลและนักกฎหมายว่า Libra อาจจะกลายเป็นช่องทางธุรกรรมของคนค้ายาเสพติด และผู้ก่อการร้ายหรือไม่

ในการให้การ ซักเคอร์เบิร์กสนับสนุนแนวคิดของ Libra ว่าจะเป็นแหล่งธุรกรรมให้คนทั่วโลกเข้าถึงได้ ช่วยให้ทำธุรกรรมธุรกิจขนาดย่อมของตัวเองสะดวกยิ่งขึ้น และยับอกด้วยว่าอุตสาหกรรมการเงินไม่ได้สนับสนุนนวัตกรรมดิจิทัลมาเพื่อคนกลุ่มนี้เท่าที่ควร ซึ่ง Libra จะสามารถช่วยได้

Frank Lucas ส.ส.จากพรรครีพับลิกันก็ยิงคำถามกลับไปยังซักเคอร์เบิร์ก ว่าคนที่ไม่มีบัญชีธนาคาร ก็เพราะพวกเขาไม่ได้ไว้ในระบบธนาคาร แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าพวกเขาไว้ใจ Libra ได้ ไหนจะยังไม่มีเงินมากพอจะเข้าไปเก็บในธนาคารได้อีก ซึ่งซักเคอร์เบิร์กก็ไม่สามารถตอบคำถามนี้ได้อย่างตรงไปตรงมา

ข้อสงสัยสำคัญคือ เฟซบุ๊ก, Libra Association จะทำงานร่วมกับผู้ร่างกฎหมายได้อย่างไร และเฟซบุ๊กเต็มใจจะหยุดโครงการนี้หรือไม่ถ้ามันไปต่อไม่ได้ ซักเคอร์เบิร์กบอกว่า ถ้าถึงที่สุดแล้วเฟซบุ๊กไม่สามารถเป็นส่วนหนึ่งของโรงการได้ ก็พร้อมจะถอนตัว

อีกข้อสงสัยในการให้การคือ เฟซบุ๊กได้อะไรจาก Libra เพราะ Libra Association เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไร จึงไม่ชัดเจนว่าเฟซบุณกจะได้ประโยชน์อะไร ซึ่งซักเคอร์เบิร์กก็ยอมรับกลายๆ ว่า Libra สามารถเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์โฆษณาได้ หากลูกค้าทำธุรกรรมโดยตรงผ่านผลิตภัณฑ์โฆษณาของเฟซบุ๊ก เวลาผ่านไปเรื่อยๆ ก็จะได้รายได้จากโฆษณาเพิ่มขึ้น

No Description

Libra คือสกุลเงินดิจิทัลของเฟซบุ๊กที่ทางบริษัทตั้งเป้าหมายว่าจะให้ Libra เป็นเงินแลกเปลี่ยนดิจิทัลที่คนทั่วโลกเข้าถึงได้แม้ไม่มีบัญชีธนาคาร โดยมี Libra Associations ทำหน้าที่เป็นธนาคารกลาง พร้อมกับจับมือพันธมิตรทางการเงินเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย แต่ Libra ก็ส่อแววไปต่อไม่ได้ด้วยข้อกัลวลทางกฎหมาย และมีพันธมิตรสำคัญทางการเงินถอนตัวจาก Libra Associations ไปแล้วหลายรายคือ VISA, Mastercard, Paypal

ที่มา – Business Insider, Quartz

from:https://www.blognone.com/node/112720

Mark Zuckerberg ยอมถอย สัญญาไม่เปิดบริการ Libra จนกว่ารัฐบาลสหรัฐจะอนุมัติ

Mark Zuckerberg มีกำหนดไปให้การ (รอบใหม่) เรื่อง Libra ต่อคณะกรรมาธิการด้านการเงินของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ในวันนี้ (23 ตุลาคม) แต่มีเอกสารคำให้การของ Zuckerberg เผยแพร่บนเว็บไซต์ของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ ให้เราได้อ่านกันก่อน

Zuckerberg ระบุว่าความล่าช้าในการผลักดัน Libra จะทำให้จีนแซงหน้าสหรัฐอเมริกาในเร็ววัน เพราะจีนมีแผนเปิดตัวเงินคริปโตลักษณะเดียวกัน และเขาเชื่อว่า Libra ซึ่งค้ำมูลค่าโดยเงินดอลลาร์เป็นหลัก จะช่วยให้สหรัฐอเมริกายังเป็นผู้นำโลกการเงินต่อไปได้

เขายังให้คำมั่นว่า Facebook จะไม่เริ่มดำเนินการ Libra ที่ไหนก็ตามในโลก จนกว่าหน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐอเมริกาจะอนุมัติ

ที่มา – House of Representatives (PDF), Computerworld

from:https://www.blognone.com/node/112692

ซีอีโอ JPMorgan บอก Libra เป็นไอเดียที่ดี แต่ไม่มีทางเกิดหรอก

Jamie Dimon ซีอีโอของ JPMorgan Chase ไปขึ้นเวทีงานสัมมนา Institute of International Finance และกล่าวถึงสกุลเงิน Libra ของ Facebook สั้นๆ ว่าเป็นไอเดียที่ดี แต่มันจะไม่มีทางเกิดขึ้นได้ (It was a neat idea that’ll never happen)

เขายังวิจารณ์ Libra ว่าไม่ใช่สกุลเงินคริปโตตัวแรกที่มีแนวคิดค่าเงินเสถียร (stablecoin) โดยยกตัวอย่างสกุลเงินของ JPMorgan เองที่ชื่อ JPM Coin ว่าเป็น stablecoin เช่นกัน (หมายเหตุ: JPM Coin เป็นเงินคริปโตที่ใช้ในเครือข่ายปิดเฉพาะลูกค้าของ JPMorgan เท่านั้น)

ที่มา – Bloomberg, Business Insider

No Description

ภาพจาก YouTube CNBC TV (Dimon พูดถึง Libra ตอนนาทีที่ 34)

from:https://www.blognone.com/node/112643

หัวหน้าโครงการ Libra เปิดทางเลือกสร้างเงินคริปโตผูกกับค่าเงินท้องถิ่นแทนการสร้างเงินสกุลใหม่

David Marcus ผู้ดูแลโครงการ Libra ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวรอยเตอร์ระบุว่ามีทางเลือกที่จะสร้างเงินคริปโตผูกกับเงินสกุลท้องถิ่นหลายๆ สกุล แทนที่จะสร้างสกุลเงินตรงกลางขึ้นมาอย่างที่โครงการระบุไว้แต่แรก

เขาระบุว่าทางเลือกสร้างเงินคริปโตหลายสกุลนี้ไม่ใช่ทางเลือกที่กลุ่มอยากเลือก (preferred option) แต่ทาง Libra มีเป้าหมายของตัวเอง และมีเส้นทาบรรลุเป้าหมายได้หลายเส้นทาง

ที่ผ่านมามีการสร้างเงินคริปโตที่ผูกกับเงินสกุลต่างๆ อยู่ก่อนแล้ว เช่น USDT ที่ผูกกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ EURT ที่ผูกกับเงินยูโร

หน่วยงานกำกับดูแลจำนวนมากในโลกแสดงความกังวลว่าเงิน Libra ซึ่งค้ำโดยตะกร้าเงินหลายสกุลตามสัดส่วนที่กำหนดโดย Libra Association นั้นจะสร้างความผันผวนให้กับระบบการเงินโลก ที่ผ่านมามีการแสดงความกังวลและหลายหน่วยงานก็แสดงความไม่เห็นด้วยอย่างชัดเจน จนกระทั่งพันธมิตรจำนวนมากถอนตัวออกไป

Marcus ยืนยันว่ายังมีเป้าหมายจะเปิดใช้ Libra ในเดือนมิถุนายน 2020 แต่ก็ยอมรับว่าต้องขึ้นกับหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องด้วย

ที่มา – Retuers

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/112640

Libra สกุลเงินดิจิทัลจาก Facebook | ทำไมหลายประเทศถึงกังวล และพยายามที่จะทำแท้งมัน

นับตั้งแต่ Facebook ประกาศจัดตั้งสถาบันการเงินรูปแบบ Cryptocurrency อย่าง The Libra Association ไปในช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมานั้น ดูเหมือนพวกเขาจะเอาจริงเอาจังมากเป็นพิเศษพร้อมออกมายืนยันจะจัดตั้งให้สำเร็จพร้อมใช้งานกันตามความตั้งใจในช่วงปี 2020 ให้จงได้ แต่ในทางกลับกันหลายรัฐบาลทั่วโลกกลับแสดงความเป็นห่วงไม่สนับสนุนเจ้า Libra นี้กันสักเท่าไหร่นักความกังวลทั้งในแง่ผลกระทบต่อโลกการเงิน การเมือง และความมั่นคงทางข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งรายละเอียดจะเป็นอย่างไรนั้นเรามาดูกัน

Libra จะแข็งแกร่งกว่าทุกสกุลเงินดิจิทัลที่เคยมีมา แต่ปัญหาติดอยู่ที่ชื่อเสียงของ Facebook

พวกเราอาจทราบกันดีอยู่แล้วว่า Libra กำลังถูกปั้นให้เป็นอีกหนึ่งสกุลเงินดิจิทัลบนเทคโนโลยี Blockchain สำหรับการการจับจ่ายใช้สอยซึ่งอาจไม่ต่างจาก Cryptocurrency อื่น ๆ เช่น Bitcoin แต่สิ่งที่จะแตกต่างไปโดยสิ้นเชิงคือ Facebook ซึ่งนับเป็นบริษัทเทค ฯ ยักษ์ใหญ่เบอร์ต้น ๆ ของโลกก้าวเข้ามาเพื่อ Disrupt ระบบการเงินของโลกให้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่เคยมีมาก่อน โดยนอกจากความทรงอิทธิพลระดับ Facebook แล้ว Concept ของ Libra คือจะต้องเป็นสกุลเงินสำหรับทุกคนบนโลก เข้าถึงได้จริง ปลอดภัย และที่สำคัญคือมีความแข็งแกร่งมั่นคงดั่งเช่นเงินสกุลชั้นนำของโลกเลยทีเดียว

Libra นั้นจะถูกจัดตั้งขึ้นในกรุงเจนีวา ประเทศสวิซเซอร์แลนด์ เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรชื่อว่า The Libra Association ซึ่งจะเข้ามาทำหน้าที่บริหารจัดการสกุลเงินอย่างเป็นทางการ โดยในวันเปิดตัวช่วงกลางเดือนมิถุนายน 2019 นั้น Facebook ได้ประกาศรายชื่อสมาชิกขององค์กรร่วมลงทุนกลุ่มแรกออกมารวม 28 รายชื่อด้วยกันจากทุกประเภทอุตสาหกกรมไม่ว่าจะเป็นสถาบันการเงิน สถาบันการลงทุน เทคโนโลยี โทรคมนาคม และองค์กรชั้นนำทั่วโลก

ความตั้งใจของ Facebook นั้น Libra จะต้องถูกเปิดตัวขึ้นใช้งานจริงได้ในช่วงปี 2020 แต่งานนี้อาจไม่ง่ายเลยจริง ๆ เพราะนับตั้งแต่เปิดตัวมา ด้วยชื่อชั้นระดับ Facebook นำมานั้น แน่นอนเลยว่าเจอดราม่าจากทั่วทุกสารทิศไม่ว่าจะเป็นภาครัฐบาลโดยเฉพาะประเทศมหาอำนาจ และ เอกชนชั้นนำทั่วโลก ต่างแสดงความกังวลต่อระบบการเงินโลกและความมั่นคงของโลกไซเบอร์ แถมล่าสุดถึงแม้จะประกาศสัดส่วนตะกร้าเงินเพื่อการันตีความมั่นคงของ Libra ออกมาแล้ว แต่ก็ดันมีข่าวว่า 5 องค์กรจากสมาชิกกลุ่มแรก 28 รายชื่อนั้น กำลังพิจารณาขอถอนตัว ทั้ง ๆ ที่ Facebook หมายมั่นปั้นมือจะรวบรวมสมาชิกทั่วโลกให้ได้มากถึง 100 รายชื่อในวันเริ่มให้บริการอย่างเป็นทางการก็ตาม

The Libra Association คือการรวมทีม Tech Giants ตั้งเป้า Disrupt ระบบการเงินทั้งโลก

ถึงแม้ว่าสกุลเงินดิจิทัลนั้น อาจถือว่าไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรกันแล้ว เพราะเป็นที่รู้จักจนกลายเป็นกระแสยอดฮิตของนักลงทุนสายเทคโนโลยีกันอยู่พักใหญ่ ๆ ชนิดที่มูลค่าของสกุลเงินพวกนี้สร้างทั้งเศรษฐีและยาจกหน้าใหม่ทั่วโลกมาแล้วในช่วงระยะเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา 😂 แต่กับกรณีของ Libra นั้นจะแตกต่างกันไปอย่างสิ้นเชิง เพราะผู้ลงทุนนั้นไม่ใช่แค่ Facebook เพราะ Facebook ประกาศชัดว่าจะทำหน้าที่แค่เป็นผู้บุกเบิกไอเดียและจัดการกระเป๋าเงินที่จะมีชื่อคล้ายคลึงกันอย่าง Calibra เท่านั้น ส่วนตัวสกุลเงินนั้นจะเต็มไปด้วยทวิภาคีจากหลาย ๆ ภาคส่วนที่จะร่วมกันสร้างศักยภาพของสกุลเงินนี้ให้แพร่หลาย มั่นคง และทั่วถึงชนิดที่ทั้งโลกต้องยอมสยบกันเลยทีเดียว 😎

หากมองเฉพาะแค่ 28 สมาชิกกลุ่มแรกของ The Libra Association จะเห็นได้ว่านอกจากบรรดาผู้ลงทุนจากสายสกุลเงินดิจิทัลด้วยกันแล้วนั้น Libra จะเป็นสกุลเงินที่ผู้ลงทุนมีความหลากหลายสูงและแข็งแกร่งระดับโลกจริง ๆ เพราะลำพังแค่มองดูรายชื่อก็น่าสะพรึงแล้ว ไม่ว่าจะ

  • Mastercard กับ Visa สองผู้ให้บริการการเงินยักษ์ใหญ่ของโลกที่ต่างตอบตกลงแทบจะทันทีที่ได้รับการทาบทาม
  • แพลตฟอร์มซื้อขายชื่อดังของโลกอย่าง ebay
  • ผู้บุกเบิกกระเป๋าเงินดิจิทัลที่น่าเชื่อถือเป็นอันดับต้น ๆ ของโลกอย่าง PayPal
  • บริการ Ride-hailing ที่เปลี่ยนโลกมาแล้วอย่าง Uber กับ Lyft
  • บริษัทโทรคมนาคมที่มีให้บริการอยู่ทั่วทุกมุมโลกอย่าง Vodafone
  • บริการสตรีมมิ่งเพลงอย่าง Spotify ที่ได้รับการยอมรับในด้าน UX/UI Design

ทั้งหมดล้วนแล้วแต่จะช่วยส่งเสริมศักยภาพของ Libra ให้เป็นที่ 1 ของโลกได้อย่างไม่ต้องสงสัยเลย

เว้นเสียแต่ว่า งานนี้พวกเขาไม่ได้ถูกมองเพียงว่าจะขึ้นเป็นที่ 1 ของสกุลเงินดิจิทัลของโลกเท่านั้น แต่ว่า Libra อาจเข้ามาเปลี่ยนแปลงระบบการเงินของโลกไป อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ชนิดที่หลาย ๆ รัฐบาล (โดยเฉพาะชาติมหาอำนาจอย่าง สหรัฐ ฯ จีน ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป) ต่างก็ออกมาแสดงความกังวลใจว่า Libra อาจจะทรงอำนาจเกินหน้าเกินตาธนาคารกลางของชาติเหล่านี้จนถึงขั้นเป็นภัยคุกคามของระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมไปเลยก็ได้

อันที่จริงหากเราไม่มองว่ามันเป็นเพียงความหวั่นกลัวทางการเมืองที่มากจนเกินไปแค่นั้นแล้วล่ะก็ บางที Libra โดยสมาชิกเช่นองค์กรเหล่านี้ มันก็ชัดเจนอยู่ในตัวเองแล้วว่า Libra อาจเป็นเสมือนธนาคารกลางในตัวเอง (หรือถึงขั้นเรียกว่าเป็นรัฐบาลเกิดใหม่ได้เลยล่ะ 💡) ที่ถือครองข้อมูลของผู้บริโภคทั่วโลก ลองนึกดูแค่ปริมาณข้อมูลของผู้ใช้งาน Facebook | Visa | Mastercard แค่นี้ก็ครอบคลุมประชากรร่วมครึ่งโลกเข้าไปแล้ว ถ้าสมาชิกเหล่านี้ร่วมกันออกแคมเปญให้เราหันไปใช้งาน Libra ได้ทุกที่ทั่วโลกแถมการจับจ่ายใช้สอยหรือลงโฆษณาบน Facebook จะได้รับส่วนลดเป็นกรณีพิเศษเพียงแค่นี้ The Libra Association ก็แทบจะระบุตัวตนและพฤติกรรม เพื่อชักจูงหรือสร้างแรงจูงใจไม่ว่าทางการค้าหรือการเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่ารัฐบาลไหน ๆ บนโลกใบนี้จะทำได้แล้วล่ะ 😈

Libra คือจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้าย ที่อาจทำให้ Facebook เข้าถึงและควบคุมพฤติกรรมของเราโดยสมบูรณ์

Facebook นั้นออกมายืนยันครั้งแล้วครั้งเล่าว่า Facebook Inc. และ The Libra Association นั้นแยกออกจากกันโดยสิ้นเชิง ซึ่งหน้าที่หลักของ The Libra Association คือการดำเนินการจัดการเซิร์ฟเวอร์ให้กับ Libra Network และรวมไปถึงการจัดการรักษาสเถียรภาพของมูลค่าสกุลเงิน Libra โดยการดูแลสัดส่วนตะกร้าเงิน โดย Facebook นั้นไม่ใช่ผู้จัดการใด ๆ ในกระบวนเหล่านี้ของ Libra เพียงแต่ Facebook เองก็จะมีการดำเนินธุรกิจเพิ่มเติมเป็นบริษัทลูกมีชื่อว่า Calibra โดยเป็นการให้บริการกระเป๋าเงินดิจิทัลที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันกับ PayPal เพียงแต่ว่าจะใช้สกุลเงิน Libra เท่านั้น สำหรับการใช้จ่ายหรือรับ – ส่งเงินทั่วโลก

Facebook จะรู้จักเราแบบละเอียดกว่าเดิมจากการยืนยันตัวตนอย่างเข้มงวดก่อนเข้าใช้งาน Libra รวมถึงรู้ข้อมูลลักษณะการใช้จ่ายของเราทั้งหมด

งานนี้ประเด็นที่น่าสนใจไม่แพ้กับเป้าหมายการพลิกโฉมระบบการเงินของโลกเลยนั่นก็คือ ความมั่นคงทางไซเบอร์ หรือเรียกให้ดูเบา ๆ ลงหน่อยก็คือ ความปลอดภัยในข้อมูลส่วนบุคคลของพวกเรานี่แหละ เพราะการจะเข้าถึงบริการใด ๆ ทางการเงินเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ตกอยู่ภายใต้กฏหมายที่เป็นมาตรฐานสากลเรื่องการป้องกันการฟอกเงินซึ่งบังคับให้ผู้ใช้บริการจะต้องทำการยืนยันระบุตัวตนอย่างละเอียด ซึ่งละเอียดกว่าการสมัครใช้บริการ Social Media อย่างมาก 😎 😎 😎  ถึงตรงนี้อยากให้เพื่อน ๆ ลองนึกภาพตามว่า Facebook ที่มีข้อมูลพฤติกรรมของพวกเราค่อนข้างดีอยู่แล้ว โดยแบ่งออกไว้เป็นกลุ่ม ๆ (Demographic | Segmentation) จะได้ข้อมูลระบุตัวตนของบุคคลอย่างเรา ๆ รวมถึงพฤติกรรมทางการเงินโดยละเอียดเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ Facebook Ecosystem เพิ่มเติม 👿

ถึงแม้ว่าสุดท้ายแล้ว Facebook และสมาชิก The Libra Association อาจจะออกมาประกาศความชัดเจนในเรื่องนี้เพียงใดว่าข้อมูลของผู้ใช้บริการ Libra จะอยู่เพียงใน Ecosystem ของ Libra เองเท่านั้น แต่เราก็ไม่อาจลดความกังวลใจได้เลยว่า เหตุการณ์เช่น Cambridge Analytica และความหละหลวมของ Facebook ต่อข้อมูลส่วนบุคคลจะไม่เกิดขึ้นอีก โดยเฉพาะในโอกาสที่มูลค่าทางธุรกิจของผู้ใช้งานสกุลเงิน Libra ที่หากเอามารวมกับจำนวนผู้ใช้งาน Facebook แล้วล่ะก็จะสร้างเม็ดเงินโฆษณา อำนาจจูงใจ และอิทธิพลให้กับกลุ่มสมาชิก The Libra Association ต่อโลกใบนี้ได้มากเพียงใด นี่ยังไม่ได้รวมสมาชิกรายอื่น ๆ เลยด้วยซ้ำไปนะ 😕

ปี 2025 – Libra กลายมาเป็นสกุลเงินที่ใช้จ่ายได้จริงทั่วโลก ใช้จ่ายได้ผ่านสมาร์ทโฟนในทุก ๆ ร้านค้าที่มีสัญลักษณ์ Visa | Mastercard รวมถึงประเทศไทย ซึ่งมีน้อง DroidSans เป็นผู้ใช้บริการมาตลอด 3 -4 ปี นับตั้งแต่เปิดให้บริการ โดยน้องใช้จ่ายเงิน Libra ในทุกร้านค้าที่รับ Mastercard | Visa เพราะส่วนลดพิเศษ นอกจากนั้นแล้วค่าบริการโทรศัพท์รายเดือน ค่าบริการ GrabFood | GrabCar | Spotify แม้กระทั่งซื้อของออนไลน์ก็จ่ายผ่าน Calibra | PayPal ด้วยเงิน Libra

ย่อหน้าข้างต้น เป็นเพียงการคาดการณ์อนาคต แต่ก็มีความเป็นไปได้สูงมากว่าจะเกิดขึ้น (หากไม่มีการควบคุม-แทรกแซงจากหน่วยงานงานรัฐซะก่อน) และ Facebook จะเป็นบริษัทที่เข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของประชากรทั่วโลกได้มากที่สุด และข้อมูลเหล่านี้มากพอที่จะควบคุมความนึกคิดของประชาชนในแต่ละประเทศเลยก็ว่าได้ << ไม่ได้เขียนให้ดูเว่อร์ ไม่ใช่หนังไซไฟ มีตัวอย่างจากเมื่อคราว Cambridge Analytica ออกมาทีนึงแล้ว ที่ปัจจุบันหลายประเทศห่วงเรื่อง data privacy กันมากก็เพราะกังวลเรื่องนี้เนี่ยแหละ ซึ่งจะนำเอามาเล่าให้ฟังแบบละเอียดในคราวต่อไปนะครับ

 

อ้างอิง: CNN Business (07/19) | CNN Business (08/19) | Financial Times | คุณปรมินทร์ อินโสม (CEO – Satang Corporation)

from:https://droidsans.com/facebook-libra-to-dominate-worlds-cryptocurrency-with-privacy-concerns/